บทความเรื่อง ความสําคัญและบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
                                                             โดย นางสาวนิภาพร ไฝขาว

            บทบาทความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความกาวหนาทางดานวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยี ทําใหมีการพัฒนาคิดคนสิ่งอํานวยความสะดวกสบายตอการดํารงชีวิตเปนอันมาก
เทคโนโลยีไดเขามาเสริมปจจัยพื้นฐานการดํารงชีวิตไดเปนอยางดี เทคโนโลยีทําใหการสรางที่พัก
อาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินคาและใหบริการตาง ๆ เพื่อตอบสนองความตองการของ
มนุษยมากขึ้น เทคโนโลยีทําใหระบบการผลิตสามารถผลิตสินคาไดเปนจํานวนมากมีราคาถูกลง
สินคาไดคุณภาพ เทคโนโลยีทําใหมีการติดตอสื่อสารกันไดสะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทํา
ใหประชากรในโลกติดตอรับฟงขาวสารกันไดตลอดเวลา พัฒนาการของเทคโนโลยีทําใหชีวิตความ
เปนอยูเปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีเริ่มเขามาชวยในการพิมพ ทําใหการสื่อสารดวยขอความและภาษา
เพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยสงขอความเปนเสียงทางสายโทรศัพทได
ประมาณรอยกวาปที่แลว และเมื่อประมาณหาสิบปที่แลว ก็มีการสงภาพโทรทัศนและคอมพิวเตอร
ทํ า ให มี ก ารใช ส ารสนเทศในรู ป แบบข า วสารมากขึ้ น ในป จ จุ บั น มี ส ถานที่ วิ ท ยุ โทรทั ศ น
หนังสือพิมพ แ ละสื่อตาง ๆ ที่ใชในการกระจายขาวสาร มีการแพรภาพทางโทรทัศนผานดาวเทียม
เพื่อรายงานเหตุการณสด เห็นไดชัดวาเทคโนโลยีไดเขามามีบทบาทอยางมาก บทบาทของการ
พัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณทางดานคอมพิวเตอรและสวนประกอบ จะ
เห็นไดวาในชวงสี่หาปที่ผานมาจะมีผลิตภัณฑใหม ซึ่งมีคอมพิวเตอรเขาไปเกี่ยวของใหเห็นอยู
ตลอดเวลา

ความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
         สามารถอธิ บ ายความสํ า คั ญ ของเทคโนโลยี ส ารสนเทศด า นที่ มี ผ ลกระทบต อ การ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดานตาง ๆ ของมนุษยไวหลายประการดังตอไปนี้ (จอหน ไนซบิตต อางถึง
ใน ยืน ภูวรวรรณ)
         1. เทคโนโลยี ส ารสนเทศ ทํ า ให สั ง คมเปลี่ ย นจากสั ง คมอุ ต สาหกรรมมาเป น
สังคมสารสนเทศ
         2. เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแหงชาติไปเปนเศรษฐกิจ
โลกที่ทําใหระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือขายสารสนเทศ
ทําใหเกิดสังคมโลกาภิวัฒน
         3. เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหองคกรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมาก
ขึ้น หนวยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกับหนวยธุรกิจอื่นเปนเครือขาย การดําเนินธุรกิจมีการ
2

แข ง ขั น กั น ในด า นความเร็ ว โดยอาศั ย การใช ร ะบบเครื อ ข า ยคอมพิ ว เตอร และการสื่ อ สาร
โทรคมนาคมเปนตัวสนับสนุน เพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยนขอมูลไดงายและรวดเร็ว
           4. เทคโนโลยีสารสนเทศเปนเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตาม
ความตองการการใชเทคโนโลยีในรูปแบบใหมที่เลือกไดเอง
           5. เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหเกิดสภาพทางการทํางานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา
           6. เทคโนโลยีสารสนเทศกอใหเกิดการวางแผนการดําเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทําให
วิธีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกไดละเอียดขึ้น
           กลา วโดยสรุป แลว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สําคัญในทุก วงการ มีผลตอการ
เปลี่ยนแปลงโลกดานความเปนอยู สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาตาง ๆ

องคประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
         ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลาวไดวาประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลัก คือ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม สําหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต
ละเทคโนโลยีมีดังตอไปนี้คือ
          1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร
         คอมพิวเตอรเปนเครื่องอิเล็กทรอนิกสที่สามารถจดจําขอมูลตาง ๆ และปฏิบัติตามคําสั่ง
เพื่อใหคอมพิวเตอรทํางานอยางใดอยางหนึ่ง คอมพิวเตอรนั้นประกอบดวยอุปกรณตาง ๆ ตอเชื่อม
กันเรียกวา ฮารดแวร (Hardware) และอุปกรณฮารดแวรนี้จะตองทํางานรว มกับโปรแกรม
คอมพิวเตอรหรือที่เรียกวา ซอฟตแวร (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชา
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 2546: 4)
         ฮารดแวร ประกอบดวย 5 สวน คือ
         1. อุปกรณรับขอมูล (Input) เชน แผงแปนอักขระ (Keyboard), เมาส, เครื่องตรวจกวาดภาพ
(Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอานบัตรแถบแมเหล็ก
(Magnetic Strip Reader), และเครื่องอานรหัสแทง (Bar Code Reader)
         2. อุปกรณสงขอมูล (Output) เชน จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ (Printer), และเทอรมินัล
         3. หนวยประมวลผลกลาง จะทํางานรวมกับหนวยความจําหลักในขณะคํานวณหรือ
ประมวลผล โดยปฏิบัติหนาที่ตามคําสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร โดยการดึงขอมูลและคําสั่งที่
เก็บไวไวในหนวยความจําหลักมาประมวลผล
         4. หนวยความจําหลัก มีหนาที่เก็บขอมูลที่มาจากอุปกรณรับขอมูลเพื่อใชในการคํานวณ
และผลลัพธของการคํานวณกอนจะสงไปยังอุปกรณสงขอมูล รวมทั้งการเก็บคําสั่งขณะกําลัง
ประมวลผล
3

         5. หนวยความจําสํารอง ทําหนาที่จัดเก็บขอมูลและโปรแกรมขณะยังไมไดใชงาน เพื่อการ
ใชในอนาคต
         ซอฟตแวร เปนองคประกอบที่สําคัญและจําเปนมากในการควบคุมการทํางานของเครื่อง
คอมพิวเตอร ซอฟตแวรสามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ
         ซอฟตแวรระบบ มีหนาที่ควบคุมอุปกรณตาง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร และเปน
ตัวกลางระหวางผูใชกับคอมพิวเตอรหรือฮารดแวร ซอฟตแวรระบบสามารถแบงเปน 3 ชนิดใหญ
คือ
         1. โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใชควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอรและอุปกรณพวงตอ

              กับเครื่องคอมพิวเตอร ตัวอยางโปรแกรมที่นิยมใชกันในปจจุบัน เชน UNIX, DOS,
              Microsoft Windows
         2. โปรแกรมอรรถประโยชน ใชชวยอํานวยความสะดวกแกผูใชเครื่องคอมพิวเตอรใน

              ระหว า งการประมวลผลข อ มู ล หรื อ ในระหว า งที่ ใ ช เ ครื่ อ งคอมพิ ว เตอร ตั ว อย า ง
              โปรแกรมที่นิยมใชกันในปจจุบัน เชน โปรแกรมเอดิเตอร (Editor)
         3. โปรแกรมแปลภาษา ใชในการแปลความหมายของคําสั่งที่เปนภาษาคอมพิวเตอรใหอยู

              ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอรเขาใจ และทํางานตามที่ผูใชตองการ
         ซอฟตแวรประยุกต เปนโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทํางานเฉพาะดานตามความตองการ ซึ่ง
ซอฟตแวรประยุกตนี้สามารถแบงเปน 3 ชนิด คือ
          1. ซอฟตแวรประยุกตเพื่องานทั่วไป เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชงานทั่วไปไมเจาะจง
ประเภทของธุรกิจ ตัวอยาง เชน Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปนตน
         2. ซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงาน เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชในธุรกิจเฉพาะ ตามแต
วัตถุประสงคของการนําไปใช
         3. ซอฟตแ วรประยุก ตอื่น ๆ เปนซอฟตแวรที่เ ขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ
นอกเหนือจากซอฟตแวรประยุกตสองชนิดขางตน ตัวอยาง เชน Hypertext, Personal Information
Management และซอฟตแวรเกมตาง ๆ เปนตน
         2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
         เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใชในการติดตอสื่อสารรับ/สงขอมูลจากที่ไกล ๆ เปนการ
สงของขอมูลระหวางคอมพิวเตอรหรือเครื่องมือที่อยูหางไกลกัน ซึ่งจะชวยใหการเผยแพรขอมูล
หรือสารสนเทศไปยังผูใชในแหลงตาง ๆ เปนไปอยางสะดวก รวดเร็ว ถูกตอง ครบถวน และทัน
การณ ซึ่งรูปแบบของขอมูลที่รับ/สงอาจเปนตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image)
และเสียง (Voice)
          เทคโนโลยีที่ใชในการสื่อสารหรือเผยแพรสารสนเทศ ไดแก เทคโนโลยีที่ใชในระบบ
โทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไรสาย เชน ระบบโทรศัพท, โมเด็ม, แฟกซ, โทรเลข,
4

วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน เคเบิ้ลใยแกวนําแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เปนตน
สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตนแหลงของ
ขอความ (Source/Sender), สื่อกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium), และสวนรับขอความ
(Sink/Decoder)
          สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตน
แหลงของขอความ (Source/Sender), สื่อกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium), และสวนรับ
ขอความ (Sink/Decoder)
          นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจําแนกตามลักษณะการใชงานไดเปน 6 รูปแบบ
ดังตอไปนี้ คือ
           1. เทคโนโลยีที่ใชในการเก็บขอมูล เชน ดาวเทียมถายภาพทางอากาศ, กลองดิจิทัล, กลอง
ถายวีดีทัศน, เครื่องเอกซเรย ฯลฯ
           2. เทคโนโลยีที่ใชในการบันทึกขอมูล จะเปนสื่อบันทึกขอมูลตาง ๆ เชน เทปแมเหล็ก,
จานแมเหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
           3. เทคโนโลยีที่ใชในการประมวลผลขอมูล ไดแก เทคโนโลยีคอมพิวเตอรทั้งฮารดแวร
และซอฟตแวร
           4. เทคโนโลยีที่ใชในการแสดงผลขอมูล เชน เครื่องพิมพ, จอภาพ, พลอตเตอร ฯลฯ
           5. เทคโนโลยีที่ใชในการจัดทําสําเนาเอกสาร เชน เครื่องถายเอกสาร, เครื่องถาย
ไมโครฟลม
           6. เทคโนโลยีสําหรับถายทอดหรือสื่อสารขอมูล ไดแก ระบบโทรคมนาคมตาง ๆ เชน
โทรทัศน, วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ และระบบเครือขายคอมพิวเตอรทั้งระยะใกลและ
ไกล
          ลักษณะของขอมูลหรือสารสนเทศที่สงผานระบบคอมพิวเตอรและการสื่อสาร ดังนี้
          ขอมูลหรือสารสนเทศที่ใชกันอยูทั่วไปในระบบสื่อสาร เชน ระบบโทรศัพท จะมีลักษณะ
ของสัญญาณเปนคลื่นแบบตอเนื่องที่เราเรียกวา "สัญญาณอนาลอก" แตในระบบคอมพิวเตอรจะ
แตกตางไป เพราะระบบคอมพิวเตอรใชระบบสัญญาณไฟฟาสูงต่ําสลับกัน เปนสัญญาณที่ไม
ตอเนื่อง เรียกวา "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งขอมูลเหลานั้นจะสงผานสายโทรศัพท เมื่อเราตองการสง
ขอมูลจากคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่น ๆ ผานระบบโทรศัพท ก็ตองอาศัยอุปกรณชวย
แปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรียกวา "โมเด็ม" (Modem)

ปจจัยที่ทําใหเกิดความลมเหลวในการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช
          จากงานวิจัยของ Whittaker (1999: 23) พบวา ปจจัยของความลมเหลวหรือความผิดพลาดที่
เกิดจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในองคการ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ไดแก
5

          1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอยางยิ่งการวางแผนจัดการความเสี่ยงไมดีพอ ยิ่ง
องคการมีขนาดใหญมากขึ้นเทาใด การจัดการความเสี่ยงยอมจะมีความสําคัญมากขึ้นเปนเงาตามตัว
ทําใหคาใชจายดานนี้เพิ่มสูงขึ้น
          2. การนําเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมมาใชงาน การนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาใชใน
องคกรจําเปนตองพิจารณาใหสอดคลองกับลักษณะของธุรกิจหรืองานที่องคกรดําเนินอยู หาก
เลือกใชเทคโนโลยีที่ไมสอดรับกับความตองการขององคกรแลวจะทําใหเกิดปญหาตาง ๆ ตามมา
และเปนการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใชเหตุ
          3. การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผูบริห ารระดับสูง การที่จะนําเทคโนโลยี
สารสนเทศเขามาใชงานในองคกร หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผูบริหารระดับสูงแลวก็ถือวา
ลมเหลวตั้งแตยังไมไดเริ่มตน การไดรับความมั่นใจจากผูบริหารระดับสูงเปนกาวยางที่สําคัญและ
จําเปนที่ทําใหการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในองคการประสบความสําเร็จ
สําหรับสาเหตุของความลมเหลวอื่น ๆ ที่พบจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช เชน ใชเวลาใน
การดําเนินการมากเกินไป (Schedule overruns), นําเทคโนโลยีที่ล้ําสมัยหรือยังไมผานการพิสูจนมา
ใชงาน           (New or unproven technology), ประเมินแผนความตองการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
ไมถูกตอง, ผูจัดจําหนายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องคการซื้อมาใชงานไมมีประสิทธิภาพ
และขาดความรับผิดชอบ และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชจนเสร็จ
สมบูรณใชเวลานอยกวาหนึ่งป
          นอกจากนี้ ปจจัยอื่น ๆ ที่ทําใหการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไมประสบความสําเร็จใน
ดานผูใชงานนั้น อาจสรุปไดดังนี้ คือ
          1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กลาวคือ ผูคนกลัวที่จะเรียนรูการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
รวมทั้ งกลั ว ว า เทคโนโลยี ส ารสนเทศจะเขา มาลดบทบาทและความสํ าคั ญ ในหน า ที่ ก ารงานที่
รับผิดชอบของตนใหลดนอยลง จนทําใหตอตานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
          2. การไมติดตามขาวสารความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศอยางสม่ําเสมอ เนื่องจาก
เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากไมหมั่นติดตามอยางสม่ําเสมอแลวจะทําให
กลายเปนคนลาหลังและตกขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรียนรูและใชเทคโนโลยีสารสนเทศ
          3. โครงสรางพื้นฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมทั่วถึง ทําใหขาด
ความเสมอภาคในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใชกระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทําใหเปน
อุปสรรคในการใชงานดานตาง ๆ ตามมา เชน ระบบโทรศัพท อินเทอรเน็ตความเร็วสูง ฯลฯ

เอกสารอางอิง : http://adviser.eduzones.com/dena/4901

ความสําคัญและบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ

  • 1.
    บทความเรื่อง ความสําคัญและบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดย นางสาวนิภาพร ไฝขาว บทบาทความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความกาวหนาทางดานวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี ทําใหมีการพัฒนาคิดคนสิ่งอํานวยความสะดวกสบายตอการดํารงชีวิตเปนอันมาก เทคโนโลยีไดเขามาเสริมปจจัยพื้นฐานการดํารงชีวิตไดเปนอยางดี เทคโนโลยีทําใหการสรางที่พัก อาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินคาและใหบริการตาง ๆ เพื่อตอบสนองความตองการของ มนุษยมากขึ้น เทคโนโลยีทําใหระบบการผลิตสามารถผลิตสินคาไดเปนจํานวนมากมีราคาถูกลง สินคาไดคุณภาพ เทคโนโลยีทําใหมีการติดตอสื่อสารกันไดสะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทํา ใหประชากรในโลกติดตอรับฟงขาวสารกันไดตลอดเวลา พัฒนาการของเทคโนโลยีทําใหชีวิตความ เปนอยูเปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีเริ่มเขามาชวยในการพิมพ ทําใหการสื่อสารดวยขอความและภาษา เพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยสงขอความเปนเสียงทางสายโทรศัพทได ประมาณรอยกวาปที่แลว และเมื่อประมาณหาสิบปที่แลว ก็มีการสงภาพโทรทัศนและคอมพิวเตอร ทํ า ให มี ก ารใช ส ารสนเทศในรู ป แบบข า วสารมากขึ้ น ในป จ จุ บั น มี ส ถานที่ วิ ท ยุ โทรทั ศ น หนังสือพิมพ แ ละสื่อตาง ๆ ที่ใชในการกระจายขาวสาร มีการแพรภาพทางโทรทัศนผานดาวเทียม เพื่อรายงานเหตุการณสด เห็นไดชัดวาเทคโนโลยีไดเขามามีบทบาทอยางมาก บทบาทของการ พัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณทางดานคอมพิวเตอรและสวนประกอบ จะ เห็นไดวาในชวงสี่หาปที่ผานมาจะมีผลิตภัณฑใหม ซึ่งมีคอมพิวเตอรเขาไปเกี่ยวของใหเห็นอยู ตลอดเวลา ความสําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถอธิ บ ายความสํ า คั ญ ของเทคโนโลยี ส ารสนเทศด า นที่ มี ผ ลกระทบต อ การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดานตาง ๆ ของมนุษยไวหลายประการดังตอไปนี้ (จอหน ไนซบิตต อางถึง ใน ยืน ภูวรวรรณ) 1. เทคโนโลยี ส ารสนเทศ ทํ า ให สั ง คมเปลี่ ย นจากสั ง คมอุ ต สาหกรรมมาเป น สังคมสารสนเทศ 2. เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแหงชาติไปเปนเศรษฐกิจ โลกที่ทําใหระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือขายสารสนเทศ ทําใหเกิดสังคมโลกาภิวัฒน 3. เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหองคกรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมาก ขึ้น หนวยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกับหนวยธุรกิจอื่นเปนเครือขาย การดําเนินธุรกิจมีการ
  • 2.
    2 แข ง ขัน กั น ในด า นความเร็ ว โดยอาศั ย การใช ร ะบบเครื อ ข า ยคอมพิ ว เตอร และการสื่ อ สาร โทรคมนาคมเปนตัวสนับสนุน เพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยนขอมูลไดงายและรวดเร็ว 4. เทคโนโลยีสารสนเทศเปนเทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผัส และสามารถตอบสนองตาม ความตองการการใชเทคโนโลยีในรูปแบบใหมที่เลือกไดเอง 5. เทคโนโลยีสารสนเทศทําใหเกิดสภาพทางการทํางานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา 6. เทคโนโลยีสารสนเทศกอใหเกิดการวางแผนการดําเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทําให วิธีการตัดสินใจ หรือเลือกทางเลือกไดละเอียดขึ้น กลา วโดยสรุป แลว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทที่สําคัญในทุก วงการ มีผลตอการ เปลี่ยนแปลงโลกดานความเปนอยู สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาตาง ๆ องคประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลาวไดวาประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลัก คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม สําหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต ละเทคโนโลยีมีดังตอไปนี้คือ 1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร คอมพิวเตอรเปนเครื่องอิเล็กทรอนิกสที่สามารถจดจําขอมูลตาง ๆ และปฏิบัติตามคําสั่ง เพื่อใหคอมพิวเตอรทํางานอยางใดอยางหนึ่ง คอมพิวเตอรนั้นประกอบดวยอุปกรณตาง ๆ ตอเชื่อม กันเรียกวา ฮารดแวร (Hardware) และอุปกรณฮารดแวรนี้จะตองทํางานรว มกับโปรแกรม คอมพิวเตอรหรือที่เรียกวา ซอฟตแวร (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชา วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 2546: 4) ฮารดแวร ประกอบดวย 5 สวน คือ 1. อุปกรณรับขอมูล (Input) เชน แผงแปนอักขระ (Keyboard), เมาส, เครื่องตรวจกวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอานบัตรแถบแมเหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอานรหัสแทง (Bar Code Reader) 2. อุปกรณสงขอมูล (Output) เชน จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ (Printer), และเทอรมินัล 3. หนวยประมวลผลกลาง จะทํางานรวมกับหนวยความจําหลักในขณะคํานวณหรือ ประมวลผล โดยปฏิบัติหนาที่ตามคําสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร โดยการดึงขอมูลและคําสั่งที่ เก็บไวไวในหนวยความจําหลักมาประมวลผล 4. หนวยความจําหลัก มีหนาที่เก็บขอมูลที่มาจากอุปกรณรับขอมูลเพื่อใชในการคํานวณ และผลลัพธของการคํานวณกอนจะสงไปยังอุปกรณสงขอมูล รวมทั้งการเก็บคําสั่งขณะกําลัง ประมวลผล
  • 3.
    3 5. หนวยความจําสํารอง ทําหนาที่จัดเก็บขอมูลและโปรแกรมขณะยังไมไดใชงาน เพื่อการ ใชในอนาคต ซอฟตแวร เปนองคประกอบที่สําคัญและจําเปนมากในการควบคุมการทํางานของเครื่อง คอมพิวเตอร ซอฟตแวรสามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ ซอฟตแวรระบบ มีหนาที่ควบคุมอุปกรณตาง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร และเปน ตัวกลางระหวางผูใชกับคอมพิวเตอรหรือฮารดแวร ซอฟตแวรระบบสามารถแบงเปน 3 ชนิดใหญ คือ 1. โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใชควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอรและอุปกรณพวงตอ กับเครื่องคอมพิวเตอร ตัวอยางโปรแกรมที่นิยมใชกันในปจจุบัน เชน UNIX, DOS, Microsoft Windows 2. โปรแกรมอรรถประโยชน ใชชวยอํานวยความสะดวกแกผูใชเครื่องคอมพิวเตอรใน ระหว า งการประมวลผลข อ มู ล หรื อ ในระหว า งที่ ใ ช เ ครื่ อ งคอมพิ ว เตอร ตั ว อย า ง โปรแกรมที่นิยมใชกันในปจจุบัน เชน โปรแกรมเอดิเตอร (Editor) 3. โปรแกรมแปลภาษา ใชในการแปลความหมายของคําสั่งที่เปนภาษาคอมพิวเตอรใหอยู ในรูปแบบที่เครื่องคอมพิวเตอรเขาใจ และทํางานตามที่ผูใชตองการ ซอฟตแวรประยุกต เปนโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทํางานเฉพาะดานตามความตองการ ซึ่ง ซอฟตแวรประยุกตนี้สามารถแบงเปน 3 ชนิด คือ 1. ซอฟตแวรประยุกตเพื่องานทั่วไป เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชงานทั่วไปไมเจาะจง ประเภทของธุรกิจ ตัวอยาง เชน Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปนตน 2. ซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงาน เปนซอฟตแวรที่สรางขึ้นเพื่อใชในธุรกิจเฉพาะ ตามแต วัตถุประสงคของการนําไปใช 3. ซอฟตแ วรประยุก ตอื่น ๆ เปนซอฟตแวรที่เ ขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ นอกเหนือจากซอฟตแวรประยุกตสองชนิดขางตน ตัวอยาง เชน Hypertext, Personal Information Management และซอฟตแวรเกมตาง ๆ เปนตน 2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใชในการติดตอสื่อสารรับ/สงขอมูลจากที่ไกล ๆ เปนการ สงของขอมูลระหวางคอมพิวเตอรหรือเครื่องมือที่อยูหางไกลกัน ซึ่งจะชวยใหการเผยแพรขอมูล หรือสารสนเทศไปยังผูใชในแหลงตาง ๆ เปนไปอยางสะดวก รวดเร็ว ถูกตอง ครบถวน และทัน การณ ซึ่งรูปแบบของขอมูลที่รับ/สงอาจเปนตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice) เทคโนโลยีที่ใชในการสื่อสารหรือเผยแพรสารสนเทศ ไดแก เทคโนโลยีที่ใชในระบบ โทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไรสาย เชน ระบบโทรศัพท, โมเด็ม, แฟกซ, โทรเลข,
  • 4.
    4 วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน เคเบิ้ลใยแกวนําแสงคลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เปนตน สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตนแหลงของ ขอความ (Source/Sender), สื่อกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium), และสวนรับขอความ (Sink/Decoder) สําหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก ตน แหลงของขอความ (Source/Sender), สื่อกลางสําหรับการรับ/สงขอความ (Medium), และสวนรับ ขอความ (Sink/Decoder) นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจําแนกตามลักษณะการใชงานไดเปน 6 รูปแบบ ดังตอไปนี้ คือ 1. เทคโนโลยีที่ใชในการเก็บขอมูล เชน ดาวเทียมถายภาพทางอากาศ, กลองดิจิทัล, กลอง ถายวีดีทัศน, เครื่องเอกซเรย ฯลฯ 2. เทคโนโลยีที่ใชในการบันทึกขอมูล จะเปนสื่อบันทึกขอมูลตาง ๆ เชน เทปแมเหล็ก, จานแมเหล็ก, จานแสงหรือจานเลเซอร, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ 3. เทคโนโลยีที่ใชในการประมวลผลขอมูล ไดแก เทคโนโลยีคอมพิวเตอรทั้งฮารดแวร และซอฟตแวร 4. เทคโนโลยีที่ใชในการแสดงผลขอมูล เชน เครื่องพิมพ, จอภาพ, พลอตเตอร ฯลฯ 5. เทคโนโลยีที่ใชในการจัดทําสําเนาเอกสาร เชน เครื่องถายเอกสาร, เครื่องถาย ไมโครฟลม 6. เทคโนโลยีสําหรับถายทอดหรือสื่อสารขอมูล ไดแก ระบบโทรคมนาคมตาง ๆ เชน โทรทัศน, วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเล็กซ และระบบเครือขายคอมพิวเตอรทั้งระยะใกลและ ไกล ลักษณะของขอมูลหรือสารสนเทศที่สงผานระบบคอมพิวเตอรและการสื่อสาร ดังนี้ ขอมูลหรือสารสนเทศที่ใชกันอยูทั่วไปในระบบสื่อสาร เชน ระบบโทรศัพท จะมีลักษณะ ของสัญญาณเปนคลื่นแบบตอเนื่องที่เราเรียกวา "สัญญาณอนาลอก" แตในระบบคอมพิวเตอรจะ แตกตางไป เพราะระบบคอมพิวเตอรใชระบบสัญญาณไฟฟาสูงต่ําสลับกัน เปนสัญญาณที่ไม ตอเนื่อง เรียกวา "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งขอมูลเหลานั้นจะสงผานสายโทรศัพท เมื่อเราตองการสง ขอมูลจากคอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่น ๆ ผานระบบโทรศัพท ก็ตองอาศัยอุปกรณชวย แปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรียกวา "โมเด็ม" (Modem) ปจจัยที่ทําใหเกิดความลมเหลวในการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช จากงานวิจัยของ Whittaker (1999: 23) พบวา ปจจัยของความลมเหลวหรือความผิดพลาดที่ เกิดจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในองคการ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ไดแก
  • 5.
    5 1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอยางยิ่งการวางแผนจัดการความเสี่ยงไมดีพอ ยิ่ง องคการมีขนาดใหญมากขึ้นเทาใด การจัดการความเสี่ยงยอมจะมีความสําคัญมากขึ้นเปนเงาตามตัว ทําใหคาใชจายดานนี้เพิ่มสูงขึ้น 2. การนําเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสมมาใชงาน การนําเทคโนโลยีสารสนเทศเขามาใชใน องคกรจําเปนตองพิจารณาใหสอดคลองกับลักษณะของธุรกิจหรืองานที่องคกรดําเนินอยู หาก เลือกใชเทคโนโลยีที่ไมสอดรับกับความตองการขององคกรแลวจะทําใหเกิดปญหาตาง ๆ ตามมา และเปนการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใชเหตุ 3. การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผูบริห ารระดับสูง การที่จะนําเทคโนโลยี สารสนเทศเขามาใชงานในองคกร หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผูบริหารระดับสูงแลวก็ถือวา ลมเหลวตั้งแตยังไมไดเริ่มตน การไดรับความมั่นใจจากผูบริหารระดับสูงเปนกาวยางที่สําคัญและ จําเปนที่ทําใหการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชในองคการประสบความสําเร็จ สําหรับสาเหตุของความลมเหลวอื่น ๆ ที่พบจากการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช เชน ใชเวลาใน การดําเนินการมากเกินไป (Schedule overruns), นําเทคโนโลยีที่ล้ําสมัยหรือยังไมผานการพิสูจนมา ใชงาน (New or unproven technology), ประเมินแผนความตองการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ ไมถูกตอง, ผูจัดจําหนายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องคการซื้อมาใชงานไมมีประสิทธิภาพ และขาดความรับผิดชอบ และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชจนเสร็จ สมบูรณใชเวลานอยกวาหนึ่งป นอกจากนี้ ปจจัยอื่น ๆ ที่ทําใหการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไมประสบความสําเร็จใน ดานผูใชงานนั้น อาจสรุปไดดังนี้ คือ 1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กลาวคือ ผูคนกลัวที่จะเรียนรูการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้ งกลั ว ว า เทคโนโลยี ส ารสนเทศจะเขา มาลดบทบาทและความสํ าคั ญ ในหน า ที่ ก ารงานที่ รับผิดชอบของตนใหลดนอยลง จนทําใหตอตานการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. การไมติดตามขาวสารความรูดานเทคโนโลยีสารสนเทศอยางสม่ําเสมอ เนื่องจาก เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากไมหมั่นติดตามอยางสม่ําเสมอแลวจะทําให กลายเปนคนลาหลังและตกขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรียนรูและใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. โครงสรางพื้นฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมทั่วถึง ทําใหขาด ความเสมอภาคในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใชกระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทําใหเปน อุปสรรคในการใชงานดานตาง ๆ ตามมา เชน ระบบโทรศัพท อินเทอรเน็ตความเร็วสูง ฯลฯ เอกสารอางอิง : http://adviser.eduzones.com/dena/4901