Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Tongsamut vorasan
673 views
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
Read more
1
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 58
2
/ 58
3
/ 58
4
/ 58
5
/ 58
6
/ 58
7
/ 58
8
/ 58
9
/ 58
10
/ 58
11
/ 58
12
/ 58
13
/ 58
14
/ 58
15
/ 58
16
/ 58
17
/ 58
18
/ 58
19
/ 58
20
/ 58
21
/ 58
22
/ 58
23
/ 58
24
/ 58
25
/ 58
26
/ 58
27
/ 58
28
/ 58
29
/ 58
30
/ 58
31
/ 58
32
/ 58
33
/ 58
34
/ 58
35
/ 58
36
/ 58
37
/ 58
38
/ 58
39
/ 58
40
/ 58
41
/ 58
42
/ 58
43
/ 58
44
/ 58
45
/ 58
46
/ 58
47
/ 58
48
/ 58
49
/ 58
50
/ 58
51
/ 58
52
/ 58
53
/ 58
54
/ 58
55
/ 58
56
/ 58
57
/ 58
58
/ 58
More Related Content
PDF
10 สาธยายธรรม ( บทสวดมนต์แนวพุทธ )sutrarecite
by
Tongsamut vorasan
PDF
หยั่งลงก้นมหาสมุทร
by
Panda Jing
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
บทสวด
by
sanunya
PDF
พระพุทธศาสนากับสัตว์ป่า
by
Kasetsart University
PDF
สมุดประจำตัวกิจกรรมเยาวชนภาคฤดูร้อน
by
niralai
PPT
โอวาทพระอาจารย์
by
guest3650b2
DOC
พระไตรปิฏกฉบับหลวงเล่มที่๒๕
by
Rose Banioki
10 สาธยายธรรม ( บทสวดมนต์แนวพุทธ )sutrarecite
by
Tongsamut vorasan
หยั่งลงก้นมหาสมุทร
by
Panda Jing
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
บทสวด
by
sanunya
พระพุทธศาสนากับสัตว์ป่า
by
Kasetsart University
สมุดประจำตัวกิจกรรมเยาวชนภาคฤดูร้อน
by
niralai
โอวาทพระอาจารย์
by
guest3650b2
พระไตรปิฏกฉบับหลวงเล่มที่๒๕
by
Rose Banioki
What's hot
PDF
สมุดประจำตัวสำหรับผู้เขาค่ายคุณธรรม
by
niralai
PDF
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
PDF
รวมบทสวดพระพุทธมนต์ พร้อมคำแปล
by
Chavalit Deeudomwongsa
PDF
บทสวดแปล+ทิพย์มนต์
by
Patchara Kornvanich
PDF
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม
by
Tongsamut vorasan
PDF
คำนำทำ1
by
Songsarid Ruecha
PDF
บทสวดมนต์แปลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 7 บทสำหรับแข่งทักษะ
by
อุษณีษ์ ศรีสม
PDF
โครงสร้างและเนื้อหาสาระพระไตรปิฎก
by
Anchalee BuddhaBucha
DOC
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
by
Punya Benja
PDF
คู่มือพุทธบริษัท
by
ว่าที่ ร.ต.ณัฐส? แก้วใจ
PDF
กิจกรรมหน้าเสาธง
by
niralai
PPTX
พระพุทธม.6 SW603
by
satriwitthaya
PDF
พุทธภาษิตนักเรียน
by
niralai
PDF
ภาวนาทีปนี
by
Anchalee BuddhaBucha
DOCX
รวมหลักธรรมสำหรับท่องจำแบบย่อ ธศ ตรี
by
Theeraphisith Candasaro
ODT
บทสวดมนต์
by
Jintawat PornmanatsaweeKul
PDF
Tri91 43++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๔
by
Tongsamut vorasan
สมุดประจำตัวสำหรับผู้เขาค่ายคุณธรรม
by
niralai
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
รวมบทสวดพระพุทธมนต์ พร้อมคำแปล
by
Chavalit Deeudomwongsa
บทสวดแปล+ทิพย์มนต์
by
Patchara Kornvanich
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม
by
Tongsamut vorasan
คำนำทำ1
by
Songsarid Ruecha
บทสวดมนต์แปลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 7 บทสำหรับแข่งทักษะ
by
อุษณีษ์ ศรีสม
โครงสร้างและเนื้อหาสาระพระไตรปิฎก
by
Anchalee BuddhaBucha
สสารและ พลังงานในพุทธศาสนา
by
Punya Benja
คู่มือพุทธบริษัท
by
ว่าที่ ร.ต.ณัฐส? แก้วใจ
กิจกรรมหน้าเสาธง
by
niralai
พระพุทธม.6 SW603
by
satriwitthaya
พุทธภาษิตนักเรียน
by
niralai
ภาวนาทีปนี
by
Anchalee BuddhaBucha
รวมหลักธรรมสำหรับท่องจำแบบย่อ ธศ ตรี
by
Theeraphisith Candasaro
บทสวดมนต์
by
Jintawat PornmanatsaweeKul
Tri91 43++ขุททกนิกาย+คาถาธรรมบท+เล่ม+๑+ภาค+๒+ตอน+๔
by
Tongsamut vorasan
Viewers also liked
PDF
บทสวดมนต์ข้ามปี
by
Tongsamut vorasan
PDF
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
by
Tongsamut vorasan
PDF
1 11+อธิบายบาลีไวยากรณ์+นามกิตก์+และกิริยากิตก์
by
Tongsamut vorasan
PDF
1 13+อธิบายวากยสัมพันธ์+เล่ม+2
by
Tongsamut vorasan
PDF
ปทวิจาร
by
Tongsamut vorasan
PDF
สุชีพ ปุญญานุภาพ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน
by
Tongsamut vorasan
PDF
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
PDF
สุรีย์ มีผลกิจ พุทธกิจ 45 พรรษา
by
Tongsamut vorasan
PDF
1 04+บาลีไวยกรณ์+วจีวิภาค+ภาคที่+2+อาขยาต+และ+กิตก์
by
Tongsamut vorasan
PDF
ธรรมบทย่อ 01
by
Tongsamut vorasan
PDF
ธรรมบท โดย อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ไฟล์ Pdf
by
Tongsamut vorasan
PDF
1 07+อธิบายบาลีไวยากรณ์+สมัญญาภิธานและสนธิ
by
Tongsamut vorasan
PDF
กลอนประวัติหลวงพ่อยอด
by
Tongsamut vorasan
DOCX
เอกสารการสร้างวัดไทยในอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
DOC
ความรู้ทางพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
PDF
5 44++มังคลัตถทีปนีแปล+เล่ม+๓
by
Tongsamut vorasan
PDF
แม่สวยในใจลูกเสมอ
by
Tongsamut vorasan
PDF
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) การศึกษาของคณะสงฆ์ ปัญหาที่รอทางออก
by
Tongsamut vorasan
PDF
สุภีร์ ทุมทอง สัลเลขธรรม
by
Tongsamut vorasan
PDF
สุภีร์ ทุมทอง สัมมาทิฏฐิ พาไปสู่นิพพาน
by
Tongsamut vorasan
บทสวดมนต์ข้ามปี
by
Tongsamut vorasan
6 47+สมนฺตปาสาทิกา+นาม+วินยฏฐกถา+(ตติโย+ภาโค)
by
Tongsamut vorasan
1 11+อธิบายบาลีไวยากรณ์+นามกิตก์+และกิริยากิตก์
by
Tongsamut vorasan
1 13+อธิบายวากยสัมพันธ์+เล่ม+2
by
Tongsamut vorasan
ปทวิจาร
by
Tongsamut vorasan
สุชีพ ปุญญานุภาพ พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน
by
Tongsamut vorasan
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
สุรีย์ มีผลกิจ พุทธกิจ 45 พรรษา
by
Tongsamut vorasan
1 04+บาลีไวยกรณ์+วจีวิภาค+ภาคที่+2+อาขยาต+และ+กิตก์
by
Tongsamut vorasan
ธรรมบทย่อ 01
by
Tongsamut vorasan
ธรรมบท โดย อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ไฟล์ Pdf
by
Tongsamut vorasan
1 07+อธิบายบาลีไวยากรณ์+สมัญญาภิธานและสนธิ
by
Tongsamut vorasan
กลอนประวัติหลวงพ่อยอด
by
Tongsamut vorasan
เอกสารการสร้างวัดไทยในอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
ความรู้ทางพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
5 44++มังคลัตถทีปนีแปล+เล่ม+๓
by
Tongsamut vorasan
แม่สวยในใจลูกเสมอ
by
Tongsamut vorasan
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) การศึกษาของคณะสงฆ์ ปัญหาที่รอทางออก
by
Tongsamut vorasan
สุภีร์ ทุมทอง สัลเลขธรรม
by
Tongsamut vorasan
สุภีร์ ทุมทอง สัมมาทิฏฐิ พาไปสู่นิพพาน
by
Tongsamut vorasan
Similar to สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
PDF
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
PDF
พระพุทธศาสนากับป่าไม้
by
Kasetsart University
PDF
๐๐๖.๐๔. สุดยอด วัตร ๑๔ หน้าแรกมีตาราง มี ๓๔ หน้า
by
watpadongyai
PDF
พุทธทำนาย
by
Aunkrublive
PDF
โลกธรรม ๘
by
Kiat Chaloemkiat
PDF
คำขอแก้บน ศีลข้อ ๔ สัจจะอธิษฐาน กับพระพุทธโสธร
by
Nhui Srr
PDF
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
by
guestf16531
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
PDF
Saengdhamma in august 2010
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม
by
Taweedham Dhamtawee
PDF
การบริหารงานตามหลักสังคหวัตถุในพระพุทธศาสนา ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PPT
Bhaddhatath Dhamma
by
Sarayuth Codeblue
PDF
Saeng Dhamma Vol. 36 No. 434 June 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
Seangdhamma Vol. 37 No. 439 November 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
Saeng Dhamma Vol. 37 No. 436 August 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
Saengdhamam Vol. 36 No. 431 March 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
Saeng Dhamma Vol 35 No. 419 March, 2010
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 17
by
Tongsamut vorasan
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 15
by
Tongsamut vorasan
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
พระพุทธศาสนากับป่าไม้
by
Kasetsart University
๐๐๖.๐๔. สุดยอด วัตร ๑๔ หน้าแรกมีตาราง มี ๓๔ หน้า
by
watpadongyai
พุทธทำนาย
by
Aunkrublive
โลกธรรม ๘
by
Kiat Chaloemkiat
คำขอแก้บน ศีลข้อ ๔ สัจจะอธิษฐาน กับพระพุทธโสธร
by
Nhui Srr
หลวงพ่อทูล วัฏฏะสงสาร
by
guestf16531
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
Saengdhamma in august 2010
by
Wat Thai Washington, D.C.
ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม
by
Taweedham Dhamtawee
การบริหารงานตามหลักสังคหวัตถุในพระพุทธศาสนา ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
Bhaddhatath Dhamma
by
Sarayuth Codeblue
Saeng Dhamma Vol. 36 No. 434 June 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
Seangdhamma Vol. 37 No. 439 November 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
Saeng Dhamma Vol. 37 No. 436 August 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
Saengdhamam Vol. 36 No. 431 March 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
Saeng Dhamma Vol 35 No. 419 March, 2010
by
Wat Thai Washington, D.C.
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 17
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 15
by
Tongsamut vorasan
More from Tongsamut vorasan
PDF
ระเบียบ รายนามวัด พระธรรมทูตจำพรรษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
PDF
หนังสืออนุสรณ์"งานพระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒
by
Tongsamut vorasan
PDF
คติธรรมแห่งชีวิต . โดย..พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
DOCX
154517 บทพิธีกรงานฌาปนกิจ
by
Tongsamut vorasan
PDF
เจอวิกฤต จิตไม่วิบัติ โดย..พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต
by
Tongsamut vorasan
PDF
หนังสือสอนพระบวชใหม่ นวโกวาท
by
Tongsamut vorasan
PDF
เจอวิกฤตจะเลือกเอาวิวัฒน์ รหือจะเอาวิบัติ
by
Tongsamut vorasan
PDF
พุทธศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ ๔๔
by
Tongsamut vorasan
PDF
ทำเนียบวัดไทยในสังกัดสมัชชาสหรัฐอเมริกา 2018 2561 (4)
by
Tongsamut vorasan
PDF
เพลงชาติไทย แปลภาษาอังกฤษ2
by
Tongsamut vorasan
PDF
Food reflectionบทพิจารณาอาหารภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
PDF
ภพภูมิทั้ง 31ภูมิ ภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
PDF
กำหนดการการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในนสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
PDF
ระเบียบวาระการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ
by
Tongsamut vorasan
PDF
ระเบียบการขอพระไปปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราวของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
PDF
ใบตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้ง42 2018
by
Tongsamut vorasan
PDF
ทะเบียนประวัติพระมาร่วมประชุมสมัชชาฯ๒๕๖
by
Tongsamut vorasan
PDF
เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม โดย.พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
PDF
หลักสูตรผู้บวชระยะสั้น
by
Tongsamut vorasan
PDF
เพื่อความเจริญงอกงามแห่งธรรม
by
Tongsamut vorasan
ระเบียบ รายนามวัด พระธรรมทูตจำพรรษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
หนังสืออนุสรณ์"งานพระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒
by
Tongsamut vorasan
คติธรรมแห่งชีวิต . โดย..พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
154517 บทพิธีกรงานฌาปนกิจ
by
Tongsamut vorasan
เจอวิกฤต จิตไม่วิบัติ โดย..พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต
by
Tongsamut vorasan
หนังสือสอนพระบวชใหม่ นวโกวาท
by
Tongsamut vorasan
เจอวิกฤตจะเลือกเอาวิวัฒน์ รหือจะเอาวิบัติ
by
Tongsamut vorasan
พุทธศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ ๔๔
by
Tongsamut vorasan
ทำเนียบวัดไทยในสังกัดสมัชชาสหรัฐอเมริกา 2018 2561 (4)
by
Tongsamut vorasan
เพลงชาติไทย แปลภาษาอังกฤษ2
by
Tongsamut vorasan
Food reflectionบทพิจารณาอาหารภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
ภพภูมิทั้ง 31ภูมิ ภาษาอังกฤษ
by
Tongsamut vorasan
กำหนดการการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในนสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
ระเบียบวาระการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ
by
Tongsamut vorasan
ระเบียบการขอพระไปปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราวของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
Tongsamut vorasan
ใบตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้ง42 2018
by
Tongsamut vorasan
ทะเบียนประวัติพระมาร่วมประชุมสมัชชาฯ๒๕๖
by
Tongsamut vorasan
เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม โดย.พระพรหมคุณาภรณ์
by
Tongsamut vorasan
หลักสูตรผู้บวชระยะสั้น
by
Tongsamut vorasan
เพื่อความเจริญงอกงามแห่งธรรม
by
Tongsamut vorasan
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด
2.
สารบัญ
หน้า หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑ ๑ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒ ๕ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๓ ๙ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔ ๑๓ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๕ ๑๗ ภัยต่อพุทธศาสนา ba ตอน ๑ เข้าใจให้ถูกทาง ๒๘ ba ตอน ๒ เหตุแห่งความเสื่อม ๓๐ ba ตอน ๓ ความทะยานอยากเป็นที่ตั้ง ๓๒ ba ตอน ๔ มนุษย์กับการรักษาศีล (๑) ๓๕ ba ตอน ๕ มนุษย์กับการรักษาศีล (๒) ๓๙ ba ตอน ๖ มนุษย์กับการรักษาศีล (๓) ๔๒ ba ตอน ๗ มนุษย์กับการรักษาศีล (จบ) ๔๕ แนวทางการปฏิบัติโดยวิธีเดินจงกรม ๔๙ และนั่งสมาธิด้วยตนเอง พิมพ์เผยแพร่เนื่องในงานทอดกฐินประจำ�ปี ณ สถานปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน จังหวัดกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๕๕๓
3.
คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑ ก่อนที่หลวงตาจะกล่าวถึงเรื่องภัยต่อพุทธศาสนา หลวงตา จะน�ำเอาหลักในการปฏิบัติที่ง่ายที่สุดส�ำหรับความเป็นมนุษย์ ด้วยการก�ำหนดกาย วาจา ใจหรือจิตของเราในการท�ำกิจต่างๆ โดยมี ศี ล ห้ า เป็ น เครื่ อ งควบคุ ม และมี ห ลั ก ธรรมเก้ า ประการ เป็นเครื่องตรวจสอบยกขึ้นมาเป็นอารัมภบท หลั ก ธรรมก็ คื อ หลั ก แห่ ง ธรรมชาติ นั่ น เอง การท� ำ ตั ว เรา ให้เข้าใจในธรรมชาติต่างๆ รอบตัวเรา การสร้างกรรมต่างๆ ที่จะ เกิดจากตัวเราไปสู่ธรรมชาติ โดยรู้จักธรรมชาติรอบตัวเราอย่าง ถองแทมาเปนแบบอยาง เรากจะสรางกรรมโดยมความผดไปจาก ่ ้ ็ ่ ็ ้ ี ิ ธรรมชาติน้อยที่สุด ตนไมหนงตน เรามองดวยการพจารณาตงแตไมนนเรมเจรญ ้ ้ ึ่ ้ ้ ิ ั้ ่ ้ ั้ ิ่ ิ ขึนมา เราไม่รดอกว่าต้นไม้นนจะเป็นอย่างไรต่อไป เราได้แต่เฝ้ามอง ้ ู้ ั้ ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ วันเวลาผ่านไปจนเช้าวันหนึ่งเราสังเกตเห็น ความเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น กิ่งก้านที่เคยมีใบปกคลุม ใบเริ่ม ร่วงลงสู่ดินเป็นจ�ำนวนมาก แต่ยังคงมีเหลือใบที่อ่อนอยู่ แล้วมี ธรรมชาติใหม่แทรกขึ้นมาให้ความสวยงามและกลิ่นโชยหอม ในระหวางทตนไมนนกำลงผลดอก กมธรรมชาตอนเขามาเกยวของ ่ ี่ ้ ้ ั้ � ั ิ ็ ี ิ ื่ ้ ี่ ้ จ�ำนวนมากหน้าหลายเผ่าพันธุ์ เราได้เห็นธรรมชาติที่มาใหม่ เหลานนเกาะทดอกหนงแลวไปทอกดอกหนง แลวกไปทอกดอกหนง ่ ั้ ี่ ึ่ ้ ี่ ี ึ่ ้ ็ ี่ ี ึ่ ๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
4.
เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน ในที่สุดเมื่อถึงกาลเวลาอันควร กลีบดอก เหล่านั้นก็ร่วงหล่นหลุดออกจากต้นไม้นั้น
แต่เราได้เห็นอีกสิ่งหนึ่ง เกดขน ในการรวงหลนนนยงมทไมรวงหลนกมากมาย เกดเปนตม ิ ึ้ ่ ่ ั้ ั ี ี่ ่ ่ ่ ็ ิ ็ ุ่ เล็กๆ ขึ้นมาภายใต้ช่อดอกนั้นๆ เราเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ต่อไปเรือยๆ ทีสดเราก็เห็นการเจริญเติบโตของธรรมชาตินนมากขึน ่ ุ่ ั้ ้ ทกวน มธรรมชาตอนมาเกยวของอก คบคลานมาบาง เดนมาบาง ุ ั ี ิ ื่ ี่ ้ ี ื ้ ิ ้ บินมาบ้าง มีมากหน้าหลายตาเช่นกัน แต่ไม่เหมือนในครั้งแรก เมื่อครั้งแรกนั้นธรรมชาติเล็กบ้างใหญ่บ้างมาแล้วก็ไป ไม่ได้ทิ้ง ความเสียหายไว้ให้เราเห็น แต่ธรรมชาติใหม่ที่มานี้ทิ้งร่องรอย ความเสียหายไว้ให้เราเห็น ลมมา ฝนมา ต้นไม้นั้นก็สะบัดพลิ้ว ไปตามลมและฝน เมื่อฝนและลมหมดแล้ว เราจึงสังเกตเห็นถึง ความเสียหาย ช่อผลทีอยูภายใต้การบดบังของหมูใบทีปกคลุมหนา ่ ่ ่ ่ ได้รับความเสียหายน้อย ช่อใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มแตกออกมา บ้างก็ เสียหายมาก บ้างก็เสียหายน้อย แล้วเช้าวันรุงขึนเราก็เห็นใบอ่อน ่ ้ แตกออกมากมาย คอยๆ เจรญขนปกคลมกงกานชอผลทยงคงอยู่ ่ ิ ึ้ ุ ิ่ ้ ่ ี่ ั เหล่านั้นไว้อย่างแนบเนียน แต่ก็ยังไม่รอดพ้นไปจากสายตาของ ธรรมชาติใหม่ที่มา ธรรมชาติใหม่เหล่านั้นได้น�ำเอาผลที่สุกได้ที่ พอกับความต้องการของธรรมชาติใหม่ที่เคลื่อนมาในรูปแบบ ต่างกันติดตัวเอาไปบ้าง ทิ้งให้ตกร่วงลงสู่ดินโดยรอบบ้าง เราเอง ก็ได้ทดลองปลิดเอาผลเหล่านั้นมาทดลองรสบ้าง เราก็ได้รู้จักว่า ลักษณะใดมีรสเช่นไร และลักษณะใดมีรสที่พอดีกับความรู้สึก ของเรา เราได้ศึกษาธรรมชาติของต้นไม้นั้นแล้วอยู่หลายครั้ง มันก็เป็นเช่นนี้ร�่ำไป ต้นเก่าล้มไป ต้นใหม่ก็เจริญขึ้นมาทดแทน จำนวนมากขน ตางกแยงชงกน ทไดแดดอดมดกเ็ จรญไว ทสไมไหว � ึ้ ่ ็ ่ ิ ั ี่ ้ ุ ี ิ ี่ ู้ ่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒
5.
ถูกบดบังก็ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการยื่นกิ่งก้านออกไปใน
ทศทางใหมทจะสามารถหาแดดได้ ทสไมไหวกลมตายไป เปนเชนนี้ ิ ่ ี่ ี่ ู้ ่ ็ ้ ็ ่ เช่นนี้ เราได้เห็นและได้ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นไม้ต่างๆ รอบตวอยางแจมแจงแทงตลอด จนวนหนงเราไดออกไปสโลกกวาง ั ่ ่ ้ ั ึ่ ้ ู่ ้ ได้พบต้นไม้นานาชนิดมากมายเหลือคณานับ เฝ้าดูไปก็จะเห็น การเปลี่ยนแปลงของหมู่ไม้นั้นเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบเดียวกัน ชาบาง เรวบาง หรอนานจนไมอาจรอคอย เราอาจจะประมาณไดวา ้ ้ ็ ้ ื ่ ้่ มนคงตองใชเวลานานเปนระยะประมาณเทาใด แลวคอยหวนคน ั ้ ้ ็ ่ ้ ่ ื กลับมาศึกษามันอีกในโอกาสหน้า เดินทางไปศึกษาไปได้พบเห็น สิ่งที่เหมือนและแตกต่างมากมาย ที่ว่าจะต้องหวนคืนไปก็ได้ พบเห็นในระหว่างทาง จึงได้เข้าใจว่าธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น เปนเชนเดยวกน ตางกนกแตเ่ วลาของความเจรญเตบใหญ่ ทสดก็ ็ ่ ี ั ่ ั ็ ิ ิ ี่ ุ เข้าใจในธรรมชาติของต้นไม้ทั้งหลายว่ามันเป็นเช่นนี้เอง นี้คือที่มาของค�ำว่า “รู้ต้นไม้หนึ่งต้น ย่อมรู้ต้นไม้ทั้งป่า” ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้าน ใบ ดอก ผล เปลือก เนื้อที่มีทั้งอ่อนและแข็ง มีสะเก็ด กระพี้ มีแก่นบ้าง ไม่มีแก่นบ้าง และทั้งหมดก็เริ่มต้น มาจากต้นก�ำเนิดที่เป็นรากเหง้าเผ่าพันธุ์ โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ค�ำพูดนี้อาจถูก คัดค้านว่ารู้แค่นี้ใช้การอะไรไม่ได้ดอก ยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้ อกมากมายเพอทจะเรงการขยายพนธ์ุ ปรบปรงพนธ์ุ เปลยนแปลง ี ื่ ี่ ่ ั ั ุ ั ี่ พันธุกรรม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์โลก อาจจริงหรือไม่จริง เวลายอมเปนเครองพสจน์ แตอยาใหถงขนทำลายเผาพนธ์ุ เพราะวา ่ ็ ื่ ิ ู ่ ่ ้ ึ ั้ � ่ ั ่ นั่นจะท�ำให้สิ้นชาติพันธุ์ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารากเหง้า เผ่าเดิมนั้นเป็นเช่นไร ๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
6.
การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ที่เข้าไปแทรกแซงการด�ำรงอยู่ ของธรรมชาติแต่เดิมนั้นย่อมเป็นเรื่องไม่บังควร ควรที่จะเป็น การศึกษาและช่วยเหลือธรรมชาติในส่วนทีขาดก็นาจะเพียงพอแล้ว
่ ่ อย่าแทรกแซงธรรมชาติดวยความทะยานอยากของกิเลส เพราะนัน ้ ่ เทากบการทำลายลางเผาพนธดวยอวชชา เพราะ “รเพยงแคกำมอ” ่ ั � ้ ่ ั ์ุ ้ ิ ู้ ี ่ � ื ก็พอเพียงแล้วที่จะเอาตัวรอดพ้นจากทุกข์ภัยได้ ถ้าทุกรูปทุกนาม เข้ า ใจตรงกั น ธรรมชาติย ่อมแบ่งปันที่พ อเพี ย งส� ำ หรั บทุ ก รู ป ทุกนาม แต่เพราะความทะยานอยากด้วยกิเลส จึงอยากที่จะมี มากกวา ใชอบายตางๆ ดวยโยนโสผดธรรม ทสดกเ็ ปนการทำลาย ่ ุ้ ่ ้ ิ ิ ี่ ุ ็ � ความสมดุลแห่งธรรมชาติ นี่ก็เพราะอวิชชา อวิชชา นี้แหละเป็นหัวหน้าแห่งความพรั่งพร้อมด้วย อกุศลธรรมทั้งหลาย ความไม่ละอายใจ ความไม่เกรงกลัวต่อบาปย่อมตามหลังมา เพราะความแก่กล้าแห่ง อวิชชา ด้วย มิจฉาทิฏฐิ เป็นเพราะ ยกตนวาเปนผรในศาสตรวทยาการในแขนงนนๆ ไมถองแทในธรรม ่ ็ ู้ ู้ ์ิ ั้ ่่ ้ ไม่เข้าถึงในธรรมชาติแห่งศาสตร์ที่ศึกษา เปรียบประดุจหนึ่งดั่ง เมลดขาวสารทไมนอนราบตามธรรมชาตทควรเปน กลบตงตวขน ็ ้ ี่ ่ ิ ี่ ็ ั ั้ ั ึ้ ไม่พิจารณาด้วย วิชชา อันเป็น สัมมาทิฏฐิ คือความรอบรู้ใน ธรรมชาตทศกษาอยาถองแท้ ประกอบพรอมไปดวยการวนจฉยดวย ิ ี่ ึ ่ ่ ้ ้ ิ ิ ั ้ ปัสสัทธิ คือมีความสงบระงับ แล้วรวบรวมประมวลมาซึงองค์ความรู้ ่ ทไดศกษาผานมา นำมาวเิ คราะห์ วจย วนจฉยดวยความไมประมาท ี่ ้ ึ ่ � ิั ิ ิ ั ้ ่ ในทุกๆ ด้าน ท�ำการพัฒนาให้เป็นองค์รู้ใหม่ที่สมบูรณ์ ไม่ท�ำร้าย ทำลายความเปนของเดม แตสงเสรมเฉพาะสวนทขาด ไมมากเกน � ็ ิ ่่ ิ ่ ี่ ่ ิ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔
7.
จนสามารถท�ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ประสงค์ของ
ธรรมชาติแห่งศาสตร์วิทยานั้นๆ เพราะว่า วชชา อนประกอบดวยสมมาทฏฐิ นแหละเปนหวหนาแหง ิ ั ้ ั ิ ี้ ็ ั ้ ่ ความพรั่งพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย ความละอายใจ ความเกรงกลัวต่อบาปย่อมตามหลังมา ความละอายและเกรงกลวตอบาปยอมเปนธงนำใหปญญานน ั ่ ่ ็ � ้ ั ั้ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ด�ำเนินเสริมสร้างความคิดไปในทางที่ ไม่ผดธรรม น้อมน�ำให้จตตรงเข้าสูวปสสนาญาณ คือปัญญาอันยิง ิ ิ ่ิ ั ่ และดิ่งตรงสู่องค์รู้อย่างแท้จริง จึงจะรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมชาติ นั้นๆ เข้าสู่หนทางแห่ง มรรคแปด ก่อให้เกิดปัญญาไม่รู้จบ เพราะมรรคแปดเป็นธรรมของโลก มิใช่ธรรมของศาสดาใด ศาสดาหนงโดยเฉพาะ บคคลผเู้ ปน ปจเจก ยอมสามารถพาตนเอง ึ่ ุ ็ ั ่ เข้าสูมรรคแปดได้โดยไม่ยาก หากตังมันอยูในองค์ศล มีสมมาทิฏฐิ ่ ้ ่ ่ ี ั เป็นหัวหน้า พิจารณาธรรมทังหลายโดยมีหลักแห่งธรรมเก้าประการ ้ เป็นหางเสือ ย่อมสามารถน�ำเรือนาวาชีวิตนี้สู่ความส�ำเร็จได้ สมปรารถนาในที่สุด หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒ คราวทแลวหลวงตาไดกลาวถงธรรมชาตของความเปนจรงคอ ี่ ้ ้ ่ ึ ิ ็ ิ ื สัจจะ หรือ อริยสัจจ์ ที่ถูกน�ำมาเปรียบเทียบเพื่อเป็นหลักธรรม ค�ำสอน ทุกสรรพสิ่งย่อมด�ำเนินไปอย่างมีรูปแบบ จะแตกต่างกัน ก็แต่ทรายละเอียดของสรรพสิงทังหลาย สิงแวดล้อม และการด�ำรง ี่ ่ ้ ่ ๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
8.
คงอยูของเผ่าพันธุ์ ท�ำให้รปแบบเปลียนไปบ้าง แต่โดยหลักใหญ่แล้ว
่ ู ่ ยงคงรปแบบไวเ้ หมอนเดม จตและธรรม กเ็ ชนกน จะเปลยนแปลง ั ู ื ิ ิ ่ ั ี่ รายละเอียดไปบ้างก็ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและยุคสมัย แต่ก็ยังคง รูปแบบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และไดกลาวถง วชชา อนมสมมาทฏฐิ คอความเปนผศกษา ้ ่ ึ ิ ั ี ั ิ ื ็ ู้ ึ เรียนรู้วิทยามาก ด้วยหลักแห่ง ปั ส สั ท ธิ คือมีการวิเคราะห์ วิจัย วินิจฉัย และพัฒนา ผลของการศึกษาเรียนรู้มากที่ผ่านมา แล้วประมวลรวบรวมเป็นองค์รู้ เพื่อสอนตนเองเป็นอันดับแรก ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในองค์แห่งศีลห้า มีธรรมเก้าประการเป็นตัว คดกรอง ประกอบพรอมดวยมความละอายและเกรงบาปเปนหางเสอ ั ้ ้ ี ็ ื ส่วน อวิชชา นั้นก็เป็นตรงกันข้าม คือเป็นผู้ไม่ใฝ่เรียน ไม่ใฝ่ศึกษาวิทยาการต่างๆ ตัดสินเรื่องราวที่เห็นด้วยกิเลสฝ่ายต�่ำ เอาความไม่รของตนเป็นทีตง กล่าวโทษผูอนโดยไม่เห็นความผิดตน ู้ ่ ั้ ้ ื่ ด้วยความไม่ถ่องแท้ ประกอบพร้อมไปด้วยความไม่ละอายและ ไม่เกรงบาปเป็นที่ตั้ง บัณฑิต คือผู้ประกอบตนด้วยมรรคแปด มีความรอบรู้ใน ศาสตร์วทยาทังหลายอย่างถ่องแท้ (Perfect Knowing) ถ้าเรามองที่ ิ ้ คุณธรรม อันมนุษย์และเทวดาทั้งหลายต่างก็เรียกร้องรอคอย มานานก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรูธรรมอันยิง จวบจนเข้าสูพรรษาที่ ้ ่ ่ สิบสาม เทวดาผู้ปราดเปรื่องตนหนึ่งจึงได้น�ำความเข้าทูลถามต่อ พระอินทร์ผู้ทรงธรรมพิทักษ์เหล่าเทวดาและมนุษย์ เมื่อล่วงรู้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โลกมนุษย์ ที่ซึ่งมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นใหญ่ จึงให้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๖
9.
เทวดาตนนันไปทูลถามแก่พระพุทธองค์ เมือพระพุทธองค์ทรงรับฟัง
้ ่ ความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสตอบไปว่า “อเสวนาจะพาลานัง.........” และมีความตอนหนึ่งว่า “พหุสัจจัญจะ สิบปัญจะ วินะโย จะ สสกขโต สภาษตา จะ ยาวาจา เอดมมงคะละมตตะมง” ตรงนี้ ุ ิ ิ ุ ิ ั ั ุ ั เป็นส่วนที่น�ำไปขยายบอกเราว่าที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง มรรคแปดแต่ต้นนั้น มาจากการศึกษาวินิจฉัยอย่างไรเมื่อครั้งที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ว่าโดยเต็มคือ ทุกข์ ทกขสมทย ทกขนโรธ และทกขนโรธคามนปฏปทา) การทจะเขาใจ ุ ุ ั ุ ิ ุ ิ ิ ี ิ ี่ ้ ในอริสัจสี่ได้นั้น ต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติ ของทุกข์ ธรรมทังหลายเป็นทุกข์ ทีเ่ ป็นทุกข์เพราะมีการเกิด การแก่ ้ คือใช้เวลายาวนานกว่าจะถึงที่หมาย การเจ็บเพราะการใช้เวลา ยาวนาน ทำใหตองผจญกบภยตางๆ แลวกตองลมตายลง จะดวย � ้ ้ ั ั ่ ้ ็ ้ ้ ้ หมดอายหรอยงไมหมด เหตเุ พราะเจอะเจอกบวบากกรรมเสยกอน ุ ื ั ่ ั ิ ี ่ ย่ อ มเป็ น เช่ น นี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็ น คน สั ต ว์ สิ่ งของ หรอธรรมชาตใดๆ ตนไม้ ภเู ขา แมนำ ลำธาร สงกอสราง หรอแมกระทง ื ิ ้ ่ �้ � ิ่ ่ ้ ื ้ ั่ โลกและจักรวาล ทกข์ จงมไดอยโดดเดยว แตวามองคประกอบ องคประกอบ ุ ึ ิ ้ ู่ ี่ ่่ ี ์ ์ ของทุกข์จะมีสณฐานเป็นอย่างไรนัน ไม่เทียง ภูเขาจะถล่มทลายได้นน ั ้ ่ ั้ มิได้ขนกับการถูกน�ำเซาะส่วนทียงอ่อนท�ำให้มการไหลเลือน แต่เมือ ึ้ ้ ่ั ี ่ ่ น�ำหนักมาก ฐานรับน�ำหนักไม่ไหว ก็ตองถล่มทลายลง สัตว์และมนุษย์ ้ ้ ้ ก็มีส่วนเข้าไปท�ำลายภูเขาได้เช่นกัน ภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
10.
กทำใหภเู ขาทวาเปนหนผาแขงแรง กละลายกลายเปนลาวา
ผานไป ็ � ้ ี่ ่ ็ ิ ็ ็ ็ ่ ที่ไหนก็ท�ำลายที่นั่น นี่จึงเรียกว่าธรรมชาตินั้นมีความไม่เที่ยงเป็น ธรรมดา สัณฐานของทุกข์ ที่มีรูปแบบต่างๆ ย่อมประกอบให้เกิด อารมณ์ได้มากมาย อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมปรุงแต่งจิต เปนธรรมดา จตเมอถกปรงแตงดวยอารมณ์ ยอมมความแกวงไหว ็ ิ ื่ ู ุ ่ ้ ่ ี ่ ไปตามอารมณ์นนๆ อารมณ์ทแกว่งไหวนีแหละทีเราจะต้องน�ำมา ั้ ี่ ้ ่ วินิจฉัยว่าเป็นเพราะเหตุใด มีสัญญา หรือวิบาก หรือกรรมอันใด เข้ามาประกอบ จึง ท�ำให้อารมณ์นั้นไม่เที่ยง เปลี่ยนรูปไปตาม สภาวะธรรมทั้งหลายที่มีอยู่แล้วและที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งหมด เกิดขึ้นในจิตของตัวเจ้าของเอง ถ้าเจ้าของไม่ศึกษา ไม่วิเคราะห์ วิจัย ย่อมไม่เข้าใจในจิตตน ฉะนั้นการศึกษาจึงเอาเพียงแค่ก�ำมือ ก็พอแล้ว คือรู้และเป็นผู้เข้าใจและฉลาดในจิตตนเองก็พอแล้ว สมมาทฏฐิ จึงมิได้หมายเพียงแค่อริยสัจสี่ แต่เป็นการหมายเอา ั ิ การศึกษาในอริยสัจสี่นี้เป็นเหตุ ผู้ที่จะศึกษาได้ทั้งทางกว้างและ ทางลึก ย่อมต้องเป็นผูมความรอบรูทเี่ รียกว่าพหูสต ฉะนัน พหุสจจะ ้ ี ้ ู ้ ั คือความเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้มาก จึงเป็นมงคล เพราะเหตุแห่งการศึกษามาก เรียนรูมาก จึงเป็นผูมวทยามาก ้ ้ ีิ การมีวิทยามากย่อมท�ำให้เห็นช่องทางมาก ท�ำให้วินิจฉัยได้อย่าง กว้างขวาง และสามารถตีกรอบล้อมวงเข้าสู่การประมวลธรรมได้ โดยไมยาก จงจะเรยกไดวาเปนผมศลปวทยาในการนำเอาความรู้ ่ ึ ี ้ ่ ็ ู้ ี ิ ิ � ทมอยมาใชใหเ้ กดประโยชนไดมากทสด นคอความหมายของคำวา ี่ ี ู่ ้ ิ ์ ้ ี่ ุ ี้ ื � ่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๘
11.
สิบปัญ เพราะ สิบปัญ
คือผู้ที่สามารถรวบรวมความรู้ที่ตนมีอยู่ ในหลายสาขามากแขนงวชามาเปนองคประกอบในการคด วนจฉย ิ ็ ์ ิ ิ ิ ั แกไขปญหาตางๆ ดวยมมมองทกวางไกล ทำใหไดหลกการทถกตอง ้ ั ่ ้ ุ ี่ ้ � ้ ้ ั ี่ ู ้ จึงเป็นมงคล มาถึงตรงนี้เราคงจะได้เห็นแล้วว่ามรรคแปดนั้นส�ำคัญยิ่ง ในการที่จะเป็นผู้ส�ำเร็จในการกิจที่ปรารถนา เพราะมรรคแปด ประกอบไปด้วยองค์ความรู้ ปัญญาอันยิ่ง พระพุทธองค์จึงได้ทรง ตรัสไว้ว่า “สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุต้นของมรรคแปด ถ้าขาดเสียซึ่ง สัมมาทิฏฐิแล้ว ธรรมอันประเสริฐทั้งหลายที่จะตามมาย่อมไม่มี “ หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๓ เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้กล่าวถึง มรรคแปด ในหัวข้อ มรรคองคทหนงคอ สมมาทฏฐิ โดยหลวงตาไดใหทศนะของหลวงตา ์ ี่ ึ่ ื ั ิ ้ ้ ั ไว้ว่า สัมมาทิฏฐิหมายถึงความรอบรู้ในสรรพศาสตร์ เพื่อที่จะ ได้ท�ำให้เราคิดเป็น ไม่ใช่ว่าคนเราคิดไม่เป็น แต่เพราะความรอบรู้ ในสรรพศาสตร์ที่เรียกว่า พหูสูต นั้น ท�ำให้ผู้รู้มีมุมมองกว้างไกล และสามารถรวบรวมความรจากศาสตรแขนงตางๆ มาประกอบใน ู้ ์ ่ การคดวนจฉย เพอใหเ้ กดเปน สมมาสงกปปะ (Perfect Thought) ิ ิ ิ ั ื่ ิ ็ ั ั ั ความดำรชอบ ดำรชอบในอะไร ทานวาดำรชอบในการออกจากทกข์ � ิ � ิ ่ ่ � ิ ุ ก็ถ้าใครๆ ในที่ไหนๆ ไม่มีความรู้ในเรื่องทุกข์อย่างถ่องแท้ แล้วจะมีความคิดที่แยบยลแยบคายในการเอาตัวออกจากทุกข์ ได้หรือ ที่ว่า มรรคแปด นี้เป็นธรรมของโลก ก็เพราะว่าใครๆ ในที่ ๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
12.
ไหนๆ ในโลกนี้ต่างก็ต้องศึกษาเรียนรู้ที่จะหลีกหนีความทุกข์ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครๆ
ในที่ไหนๆ จะยอมตนอยู่ใน ความทกข์ นอกจากผทไมสามารถทำความเขาใจในทกขทเี่ จาของ ุ ู้ ี่ ่ � ้ ุ ์ ้ กำลงเผชญอยู่ ถาลองไดศกษาทำความเขาใจในสณฐานของทกข์ � ั ิ ้ ้ ึ � ้ ั ุ คือองค์ประกอบทั้งหลายของทุกข์ที่เกิดขึ้นมา และสังขารก็คือ การปรุงแต่งอารมณ์ขององค์ประกอบทั้งหลายเหล่านั้นของทุกข์ เขาย่อมสามารถน�ำตัวเจ้าของออกจากทุกข์ได้ ก็ด้วยเหตุเพราะ สัมมาทิฏฐิ นีเ่ อง ฉะนันถ้าขาดเสียซึงองค์มรรคทีหนึงคือ สัมมาทิฏฐิ ้ ่ ่ ่ เป็นประธานแล้ว องค์มรรคทั้งหลายต่อๆ มาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ นี่จึงจะเรียกว่าตั้งไว้ได้ถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาอันยิ่ง และเมอมองยอนกลบไปที่ มงคลสามสบแปด ถาไมแยกตว ื่ ้ ั ิ ้ ่ ั ออกจากคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต (คือผู้รู้ ผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม อนดงาม) ไมรจกนำเอาผทเี่ ปนแบบอยางอนดงามมาเปนตนแบบ ั ี ่ ู้ ั � ู้ ็ ่ ั ี ็ ้ แล้วล่ะก็ ไม่ว่าใครๆ ในที่ไหนๆ ย่อมไม่สามารถตั้งตนไว้ในที่ อนชอบได้เมอไมสามารถตงตนไวในทอนชอบได้กไมสามารถรกษาศล ั ื่ ่ ั้ ้ ี่ ั ็ ่ ั ี อันดีงามเพียงแค่ห้าข้อได้ เมื่อรักษาศีลไม่ได้ จะเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ไดอยางไร ยอมตองเปนคนพาล คดแบบคนพาล กลาวแบบคนพาล ้ ่ ่ ้ ็ ิ ่ กระท�ำแบบคนพาล แสวงหาอาชีพแบบคนพาล อยู่อย่างคนพาล ขวนขวายมากแบบคนพาล แล้วก็มงมันกระท�ำการต่างๆ อย่างคนพาล ุ่ ่ ฉะนั้นเริ่มต้นแห่งชีวิตเมื่อเยาว์วัย จึงต้องศึกษาให้เข้าใจใน มงคลสามสบแปด เหตเุ พราะ มงคลสามสบแปด นประกอบพรอม ิ ิ ี้ ้ ไปดวยธรรมอนงามทจะนำตวเจาของใหพนจากทกขภย สามารถ ้ ั ี่ � ั ้ ้ ้ ุ ์ ั ตั้งตนไว้ในที่ชอบได้ เพียงแค่ไม่คบคนพาล คบหาบัณฑิต ยกย่อง สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๐
13.
เทดทน นำเอาบคคลทมศลสมปทามาเปนแบบอยาง เขาเหลานน
ิ ู � ุ ี่ ี ี ั ็ ่ ่ ั้ ย่อมตั้งตนไว้ในที่ชอบได้ ย่อมเป็นผู้มีศีลสัมปทา ย่อมใฝ่เรียนใฝ่รู้ ที่จะน�ำตนออกจากทุกข์ ย่อมเป็นพหูสูต ด�ำรงตนไว้ในสัมมาทิฏฐิ ยอมเปนผมสมมาสงกปปะ คอเปนผมความคดอนงามแยบยลและ ่ ็ ู้ ี ั ั ั ื ็ ู้ ี ิ ั แยบคาย ไมเ่ ปนผหลงงมงาย เหตเุ พราะเปนผรู้ ผตนจากความเขลา ็ ู้ ็ ู้ ู้ ื่ เป็นผู้เบิกบานด้วยปัญญาอันปราศจากมลทิน ย่อมกล่าววาจา อันบัณฑิตยกย่อง ย่อมก่อกรรมต่างๆ ที่ไม่ประกอบด้วยอบาย ย่อมหาเลี้ยงชีพอย่างผู้ทรงคุณธรรมอันงาม ย่อมมีความเป็นอยู่ อย่างพอเพียง ย่อมเป็นผู้ขวนขวายมากในการที่จะเกื้อกูลมาก ต่อตนเอง ต่อหมู่ญาติ ต่อผู้อื่น และต่อหมู่สัตว์ทั้งในที่สูงและที่ต�่ำ และที่สุดย่อมมีความมุ่งมั่นในการกิจต่างๆ เยี่ยงบัณฑิตทั้งหลาย พึงกระท�ำ ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมน�ำให้ตัวเจ้าของเป็นผู้ประกอบ พรอมดวย สัมมาปัญญา อนจะนำสวงมรรคแปดทสงยงๆ ขนไปใน ้ ้ ั � ู่ ี่ ู ิ่ ึ้ ชวตตน นบไมรจบจนกวาจะพบทางแหงพระนพพาน คอความพนไป ีิ ั ่ ู้ ่ ่ ิ ื ้ จากโลกธรรมแปด ไม่กระทบแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา เพราะเป็น ธรรมดาของจิต “จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล ย่อมเศร้าหมองได้เพราะ อุปกิเลสที่จรมา” “จิตนีผองใส ก็แต่วาจิตนันแล ย่อมหลุดพ้นได้จากอุปกิเลส ้ ่ ่ ้ ที่จรมา” เมื่อนั้นจิตย่อมไม่มีความเศร้าหมอง ปราศจากธุลีคือราคะ มีความเบิกบานสุขเกษม พ้นจากความยึดมั่นทั้งปวง ๑๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
14.
จากนี้ไปหลวงตาจะได้น�ำท่านทั้งหลายเข้าสู่เส้นทางแห่ง มรรคแปดอยางรวบรด ตดความยนยอเอาแตเ่ พยงพอเขาใจ
เชอวา ่ ั ั ่ ่ ี ้ ื่ ่ ท่านทั้งหลายย่อมเป็นผู้รู้คงแก่ปัญญา สามารถท�ำความเข้าใจได้ โดยไม่ยาก เป็นธรรมดาของชาวเหมืองผูปรารถนาจะได้ไม้ไปท�ำฟืน ้ ยอมตองคดหาไมดทไมเ่ ปราะผุ ผเู้ ปนครผสอนศษยกเ็ ชนกน ยอมตอง ่ ้ ั ้ ี ี่ ็ ู ู้ ิ ์ ่ ั ่ ้ คัดหาศิษย์ที่ดีมีคุณค่าแก่การถ่ายทอดสอนสั่ง คนไร้คุณภาพ ก็เปรียบดั่งไม้ผุที่รังแต่จะท�ำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งรอบข้าง ได้ ง ่ า ย เหตุ เ พราะควบคุ ม อุ ณ หภู มิ ไ ด้ ย าก ไม้ ดี ย ่ อ มมี พ ลั ง ที่ สม�่ำเสมอควบคุมได้ง่าย ไม้ผุนั้นลุกเร็วและมอดเร็ว จะให้เป็นเชื้อ กทำไดยาก คนทเี่ ปรยบดงไมผอยทใดกรงแตจะสรางความฉบหาย ็ � ้ ี ั่ ้ ุ ู่ ี่ ็ ั ่ ้ ิ ให้แก่ที่นั้นๆ คนดีเปรียบดั่งเพชรงามน�้ำดี ย่อมมีราคาควรค่าแก่ การรักษา ทั้ ง ที่ เ พชรและถ่ า นต่ า งก็ ม าจากไม้ เ หมื อ นกั น ไม้ที่ถูกเผาจนกลายเป็นถ่าน ไม้ที่ผุก็กลายเป็นเถ้า ไม้ดี ก็เป็นถ่าน ผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน รับแรงกดดันต่างๆ จากสภาพแวดล้อมมากมาย จึงได้กลายเป็นเพชร ผู้ศึกษาก็เช่นกัน โดนเผาเพียงนิดก็หมดสภาพ เปรียบได้แค่ ไมผทผานแรงกดดนไดเ้ พยงเลกนอย เปรยบไดแคถานทรบแรงกดดน ้ ุ ี่ ่ ั ี ็ ้ ี ้ ่ ่ ี่ ั ั เพียงแค่เตาเผา เป็นคนต้องไม่ท้อ ถ้าเกิดท้อก็จงอย่าถอย ถ้าท้อแล้วถอยก็เปรียบได้เพียงแค่ถ่าน ถ้าผ่านด่านต่างๆ ก็เปรียบได้ดั่งเพชร สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๒
15.
หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔
เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้น�ำเอาคุณธรรมข้อมรรคแปด มาแสดงพอเปนสงเขป มใจความสรปไดวามรรคแปดเปนคณธรรม ็ ั ี ุ ้่ ็ ุ ของโลกทนำใครๆ ในทไหนๆ ทวทงโลกนใหพนจากทกขได้ คราวนี้ ี่ � ี่ ั่ ั้ ี้ ้ ้ ุ ์ หลวงตาจะไดมากลาวถงเรองของคณธรรมสามประการทเี่ รยกวา ้ ่ ึ ื่ ุ ี ่ โอวาทะปาฏิโมกข์ หรือ ปฐมเทศนา ซึ่งเป็นหัวใจของค�ำสอน ทั้งปวงขององค์พระพุทธศาสดา สพพะปาปสสะ อะกะระณง : บาปหรืออกุศลทังหลาย ไม่ใช่กจ ั ั ั ้ ิ ที่ควรท�ำอีกแล้ว กุสะลัสสูปะสัมปะทา : จงสร้างกุศลให้สมบูรณ์พูนพร้อม สะจตตะปะรโยทะปะนง : ชำระจตใหผองแผว ผองใส ไรธลี ิ ิ ั � ิ ้่ ้ ่ ุ้ จากคุณธรรมอันงามยิ่งที่องค์พุทธศาสดาได้ตรัสรู้ธรรม ทั้งปวงแจ้งโลกแล้ว พระพุทธองค์จึงได้รวบรวมความรู้ทั้งปวง ทตรสรแลว แจงแลว วนจฉยและรวบรวมประมวลความรเู้ หลานน ี่ ั ู้ ้ ้ ้ ิ ิ ั ่ ั้ เรยบเรยงเปนเรองราวความรู้ เรยงลำดบเนอความตรงทศทางและ ี ี ็ ื่ ี � ั ื้ ิ หลักไวยากรณ์ เพื่ออบรมสั่งสอนตนเองเป็นอันดับแรก ทรงเปล่ง พระอุทานถึงหัวใจแก่นของความรู้เหล่านั้นถึงสามครั้ง จึงเสวย บรมสขอยภายใตวชชาเหลานนรวมเจดสปดาห์ เมอสนสสบเกาวน ุ ู่ ้ิ ่ ั้ ็ ั ื่ ิ้ ี่ ิ ้ ั หลังจากตกลงพระทัยว่าตามค�ำทูลร้องขอของเหล่าเทวดา อินทร์ พรหม พระพุทธองค์จึงได้เพ่งพระญาณไปยังหมู่สัตว์ ทรงแยก สัตว์ทั้งหลายออกไปตามกรรม โดยเปรียบกับบัวสี่เหล่า เพ่งค้น ๑๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
16.
ผู้มีบุญญาธิการที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงได้เร่งด�ำเนินไปสู่ที่พ�ำนักของ ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงปฐมเทศนา
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ธรรมดาของนักบวช การละเว้นไม่ท�ำสิ่งชั่วทั้งหลายที่เป็น บาปอกุศลเป็นกิจที่ต้องบ�ำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว การเจริญภาวนา ขัดเกลาอบรมบ่มนิสัยอันเป็นธรรมดาของปุถุชน ก็เป็นกิจที่ต้อง บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ทุกลมหายใจอยู่แล้ว ทั้งสองเรื่องที่พระพุทธองค์ ทรงแสดง ปญจวคคยคอนกบวชทงหานนเขาใจและบำเพญเพยร ั ั ี์ ื ั ั้ ้ ั้ ้ � ็ ี อยแลว แตทวา สะจตตะปะรโยทะปะนง นสเิ ปนเชนไร ปญจวคคย์ ู่ ้ ่ ี่ ่ ิ ิ ั ี้ ็ ่ ั ั ี ทลถาม พระพทธองคจงอธบายความวาปกตของปถชนคนชาวบาน ู ุ ์ึ ิ ่ ิ ุุ ้ ย่อมหมกมุ่นอยู่ในกามคุณห้า นี้ไม่ใช่ทางเดินของอริยบุคคล การทรมานตนอย่างที่ผ่านมาของพระองค์และนักบวชทั้งหลาย ก็ไม่ใช่ทางเดินของอริยบุคคล หนทางที่ถูกต้องคือ ทางสายกลาง ทางสายกลางที่ว่านี้ คือหนทางที่จะน�ำปุถุชนคนธรรมดาที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจาก พนธนาการทงปวงของโลกยวสย ออกบวชเพอแสวงหาโมกขธรรม ั ั้ ี์ิ ั ื่ ์ ควรปฏบติ ทางสายกลางคออะไรเลา ทางสายกลางทวานประกอบ ิ ั ื ่ ี่ ่ ี้ ไปด้วยคุณธรรมแปดประการ คุณธรรมแปดประการนี้เป็นหนทาง เป็นประตูชัยมุ่งไปสู่ ความส�ำเร็จ นอกจากการละเว้นไม่ท�ำบาปอกุศล หลีกหนีหนทาง เศราหมองอนเกดแตกามคณ บำเพญบญอยางยงยวด โดยไมทรมาน ้ ั ิ ่ ุ � ็ ุ ่ ิ่ ่ ตนเอง ย่อมท�ำให้จิตใจผ่องใส มีก�ำลังกาย ก�ำลังจิต เพื่อที่จะ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๔
17.
ได้ศึกษาธรรมทั้งหลายอย่างถ่องแท้ ธรรมใดที่เกิดขึ้นในตน ไม่ว่า
จะทางกาย ทางวาจา ทางจต ตองไมเ่ หนเปนเรองไรสาระ ตองนำมา ิ ้ ็ ็ ื่ ้ ้ � พิจารณาว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเครื่องปรุงแต่ง อารมณ์ในขณะนั้นเป็นเช่นไร หวั่นไหวมากน้อยเพียงใด หวั่นไหว ก็ต้องรู้ สงบนิ่งก็ต้องรู้ รู้ในทุกขณะจิตของธรรมทั้งมวลที่เกิดขึ้น ศกษาอยางนใหเ้ ขาใจ เขาถง จงจะคนพบตนเหตแหงธรรมเหลานน ึ ่ ี้ ้ ้ ึ ึ ้ ้ ุ ่ ่ ั้ พึงท�ำความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นว่านี้คือทุกข์ เมอไดศกษาธรรมทงหลายทเี่ รยกวาทกขแลว เขาถงแลว เขาใจแลว ื่ ้ ึ ั้ ี ่ ุ ์ ้ ้ ึ ้ ้ ้ ย่ อ มเห็ น เหตุ คือสมุฏ ฐานของทุก ข์เหล่า นั้ น เมื่ อ เห็ น เหตุ แ ล้ ว ยอมศกษาเรยนรเู้ หตเุ หลานน วนจฉย วจย และพฒนาหาหนทางทจะ ่ ึ ี ่ ั้ ิ ิ ั ิ ั ั ี่ ดบเหตเุ หลานน เมอศกษาแลว มองคความรทงมวลทไดศกษาผานมา ั ่ ั้ ื่ ึ ้ ี ์ ู้ ั้ ี่ ้ ึ ่ ประกอบเป็นธรรมอันงามที่จะน�ำมาเป็นหนทางในการดับทุกข์ เหล่านั้นให้สิ้นไป ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็จะเห็นถึงองค์อริยสัจจะคือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา หรือโดยย่อ ทเี่ ขาใจกนทวไปวา ทกข์ สมทย นโรธ มรรค นนเอง ทงนการจะไดมา ้ ั ั่ ่ ุ ุ ั ิ ั่ ั้ ี้ ้ ซึ่งองค์รู้นี้ก็ต้องอาศัยความรู้รอบในสรรพสิ่งทั้งหลายที่ประกอบ โดยรอบตวเจาของทงภายนอกและภายในอยางถองแท้ จงจะเปน ั ้ ั้ ่ ่ ึ ็ องคมรรคทหนงคอ สมมาทฏฐิ เมอมองคมรรคทหนงแลว ดงไดกลาว ์ ี่ ึ่ ื ั ิ ื่ ี ์ ี่ ึ่ ้ ั่ ้ ่ ไว้แต่ต้นเมื่อตอนก่อนๆ เพราะอาศัยธรรมต่างๆ ซึ่งกันและกันเป็น ปัจยาการ คือ ปฏิจสมุปบาทธรรม นั่นเอง จึงเกิดองค์มรรคที่สอง เพราะธรรมทงหลายทประกอบมานน อยในขอบเขตแหงศลอนดงาม ั้ ี่ ั้ ู่ ่ ี ั ี เปนทตง จงเกดเปนองคมรรคทสาม และองคมรรคตอๆ ไปดงทได้ ็ ี่ ั้ ึ ิ ็ ์ ี่ ์ ่ ั ี่ กล่าวมาแล้ว ๑๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
18.
ฉะนั้นเมื่อเห็นทางสายกลางคือ มรรคแปด แล้ว
เราก็พอจะ เขาใจในคณธรรมขอทสามทวา สะจตตะปรโยทะปะนง การทำจต ้ ุ ้ ี่ ี่ ่ ิ ิ ั � ิ ให้ผ่องแผ้วปราศจากธุลีแล้วล่ะนะ แล้ว มรรคแปด นี้ยังมิใช่ เปนเพยงแคหนทางในการดบทกขของนกบวชเทานน แมในปถชน ็ ี ่ ั ุ ์ ั ่ ั้ ้ ุ ุ คนธรรมดาที่เข้าใจในมรรคแปด ก็สามารถน�ำเอามรรคแปดนี้ มาประยกตใชกบชวตเพอใหนำสความสำเรจในกจทปรารถนาได้ ุ ์ ้ ั ี ิ ื่ ้ � ู่ � ็ ิ ี่ อย่างวิเศษยิ่ง ในองค์ ม รรคแปดนี้ ก อปรไปด้ ว ยคุ ณ ธรรมค� ำ สอนของ องค์พระพุทธศาสดาอีกมากมาย ดังจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสดา หลังจากแสดงปฐมเทศนาแล้ว ได้ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ในที่มากมายหลายสถาน ต่างกาล ต่างสมัย ซึ่งสมัยที่พระพุทธ ศาสดาแสดงปฐมเทศนานี้ ในพระสูตรแสดงไว้วา “สมยหนง พระผมี ่ ั ึ่ ู้ พระภาคเจา เสดจอยู่ ณ ปาอสปตนมฤคทายวน ใกลกรงพาราณส.ี ..” ้ ็ ่ ิิ ั ้ ุ พระสูตรนี้คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสุตต ในครั้งนี้หลวงตาขอจบคุณธรรมสามประการ อันเกิดแต่ ปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสุคต ในตอนต่อไปหลวงตา จะน�ำค�ำสอนของพระพุทธศาสดามาแสดงในทัศนะของหลวงตา ก็คงต้องกล่าวในที่นี้อีกครั้งว่านี่เป็นทัศนะของหลวงตาที่รวบรวม คำสอนขององคพระพทธศาสดามาสอนตวเอง ไมไดอยในสอใดๆ � ์ ุ ั ่ ้ ู่ ื่ เป็นการศึกษาแล้วรวบรวมประมวลมา แล้ววินิจฉัย วิจัยไปตาม ความรู้ที่มีเพียงน้อยนิด เอาไว้สอนตนเอง สอนตัวเจ้าของให้ ตงอยในความไมประมาท มไดมเจตนานำมาสอน แตมาเลาใหได้ ั้ ู่ ่ ิ ้ ี � ่ ่ ้ นำไปเปนขอคดอกสวนหนง ไมไดมงหมายใหเ้ ชอ เพยงเปนสวนเลกๆ � ็ ้ ิ ี ่ ึ่ ่ ้ ุ่ ื่ ี ็ ่ ็ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๖
19.
ของธุลีที่รองอยู่ใต้พระบาทขององค์พระพุทธศาสดา หนานับชั้น
ไม่ถวน ขอเพียงมีส่วนได้น�ำเอาค�ำสอนขององค์พระพุทธศาสดา ้ มาศึกษาวินิจฉัย แล้วน�ำให้ตัวเจ้าของเป็นสุขได้โดยไม่ยากนัก ก็เพียงพอแล้ว ขอบุญจงรักษาท่านทังหลายผูบำเพ็ญบุญ เพือบูชา ้ ้ � ่ พระคุณแห่งพระพุทธศาสดา หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๕ เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้น�ำเอามรรคแปดที่ประกอบอยู่ใน คณธรรมสาม อนเกดแตปฐมเทศนามาขยายความในอกรปแบบหนง ุ ั ิ ่ ี ู ึ่ ครั้งนี้ก็จะขอน�ำเอามงคลสามสิบแปดที่เคยกล่าวถึงมากล่าวไว้ ให้ได้สดับกันในรูปแบบของหลวงตา ถ้าเราแบ่งวัยของเราออกเป็นสามวัย คือปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย แล้วลองเอาค�ำสอนขององค์พระพุทธศาสดาเข้าไป ประกอบในวัยทั้งสาม แล้วน�ำเอาชีวิตจริงของเราๆ ทั้งหลายมา ตีคลี่ออกดูว่าเราจะเห็นอะไร ต่อไปนี้เป็นทัศนะของหลวงตาที่ได้น�ำวัยทั้งสามมากล่าว ประกอบกบพระธรรมเทศนามงคลสามสบแปด อนเปนคำสอนของ ั ิ ั ็ � องค์พระพุทธศาสดา แล้วได้เห็นการด�ำเนินไปอย่างถูกต้องและ ไม่ถูกต้อง ท�ำให้หวนคิดไปในอดีตที่ผ่านมา แล้วก็ต้องอุทานว่า “รู้อย่างนี้ไม่ท�ำเสียดีกว่า” เรมตนประกอบมงคลสามสบแปดเขากบชวต อนทจรงมงคล ิ่ ้ ิ ้ ั ี ิ ั ี่ ิ สามสบแปดนสามารถนำมาประกอบเขากบปฐมวยทงสามสบแปด ิ ี้ � ้ ั ั ั้ ิ ๑๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
20.
ประการเลยก็ได้ แต่ในที่นี้หลวงตาจะแสดงการประกอบเข้ากับ วยทงสามโดยรวม โดยในชวงแรกนเี้
ปนการประกอบเขากบ ปฐมวย ั ั้ ่ ็ ้ ั ั “ อะเสวะนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญจะ เสวนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” ก่ อ นอื่ น ต้ อ งขออธิ บ ายความก่ อ นว่ า มงคลทั้ ง สามข้ อ นี้ ถ้าปฏิบตเิ พียงแค่ขอหนึงข้อใด ทีถกก็เป็นมงคล ทีผดก็เป็นอวมงคล ั ้ ่ ู่ ่ิ แต่ถ้าปฏิบัติตามได้ทั้งสามข้อ ก็เป็นมงคลอันสูงสุด ในเรื่องของการเริ่มต้นคัดเลือกคบหาเสวนากับบุคคลอื่น ถาแมนวาเราอยในครอบครวทไมใชพาลแลวไซร้ พอแมผปกครอง ้ ้ ่ ู่ ั ี่ ่ ่ ้ ่ ่ ู้ ย่อมต้องสอนสั่งไม่ให้ไปคบหาเล่นหัวกับคนเกเร นี้เป็นธรรมดา แตทจะสอนใหคบบณฑตคอคนมคณธรรมนน เมออยในชวงเยาววย ่ ี่ ้ ั ิ ื ีุ ั้ ื่ ู่ ่ ์ั ยังเล็กอยู่ การคิดพิจารณาที่คัดเลือกคนที่จะคบด้วยตนเองย่อม ยงไมมหรอมอยนอย เนองจากยงขาดประสบการณและสตปญญา ั ่ ี ื ี ู่ ้ ื่ ั ์ ิ ั ท�ำให้คดเลือกแยกไม่ออก ยิงทีจะสอนให้เอาคนดีมคณธรรมมาเป็น ั ่ ่ ี ุ ตวอยางแลวละกนาจะหาไดยาก กถาแมนวาพอแมผปกครองเปน ั ่ ้ ่ ็ ่ ้ ็ ้ ้ ่ ่ ่ ู้ ็ คนดีมีศีลธรรม ผ่านการอบรมด้วยมงคลข้อนี้มาแล้ว เป็นบัณฑิต ย่อมสอนมงคลนี้แก่บุตรธิดาได้ไม่ยาก “ ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” เช่นเดียวกันมงคลสามสิบแปดนี้ พระพุทธศาสดาได้แบ่งไว้ เปนชด ในชดนกมอยดวยกนสามขอ การจะเปนมงคลอนสงสดได้ ็ ุ ุ ี้ ็ ี ู่ ้ ั ้ ็ ั ู ุ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๘
21.
จะต้องปฏิบัติให้ส�ำเร็จเป็นชุด ไม่เลือกเพียงบางข้อ และยิ่งถ้า
ปฏบตไดอยางตอเนองทงสามสบแปดขอ กจะสมฤทธผลอนสงสด ิ ั ิ ้ ่ ่ ื่ ั้ ิ ้ ็ ั ิ ั ู ุ ดังจะแสดงไว้ในตอนท้าย ในเมอไดปฏบตตนอยในกรอบของมงคลอนสงสดสามขอแรก ื่ ้ ิ ั ิ ู่ ั ู ุ ้ ย่อมเป็นผู้มีบุญ “ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา” หมายความว่า เป็นผู้ได้สั่งสมบุญมาแต่กาลก่อน ย่อมต้องมีโอกาสดี ได้ย้าย ถิ่นฐานไปในที่เจริญยิ่งขึ้น คือได้ไปเล่าเรียนอ่านเขียนในโรงเรียน ทีมการเรียนการสอนทีเ่ จริญก้าวหน้า “ปะฏิรปะเทสะวาโส” ประเทศ ่ ี ู หรือสถานที่ที่ปฏิรูปแล้ว คือเจริญแล้ว และเมื่อได้ย้ายถิ่นฐาน หรือได้เดินทางไปอยู่ในที่ดีแล้ว (หมายถึงการศึกษาในปฐมวัย) มความเจรญกาวหนาทางวชาการ สรางภมปญญาไดมาก กจะตอง ี ิ ้ ้ ิ ้ ู ิ ั ้ ็ ้ ไม่ประมาท ด�ำรงตนเองไว้ในที่ตั้งอันถูกต้อง คือไม่ลืมที่จะรักษา ประพฤตปฏบตตนตามมงคลสามขอแรกทผานมา กระทำไดเ้ ยยงนี้ ิ ิ ั ิ ้ ี่ ่ � ี่ จึงจะถือได้ว่าเป็นมงคลอันสูงสุดในล�ำดับที่สอง “ พหุสัจจัญจะ สิบปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” ในมงคลชดนมขอปฏบตรวมอยสขอ เชนกน ตองปฏบตตาม ุ ี้ ี ้ ิ ั ิ ู่ ี่ ้ ่ ั ้ ิ ั ิ ให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด ในเมื่อได้มาอยู่ในถิ่นฐานที่เจริญ ย่อมมีวิชาการความรู้ มากมายให้ศึกษา เหตุเพราะเป็นผู้ตั้งตนเองไว้ในที่ชอบแล้ว จึงมีสติปัญญาในการที่จะคัดเลือกแต่สิ่งดีงาม ศึกษาให้ถ่องแท้ ๑๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
22.
ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชาการที่ตนศึกษา เพื่อที่จะได้ก่อเกิด ปญญาในการนำเอาวชาการทไดศกษานน มาสรางคณประโยชน์
ั � ิ ี่ ้ ึ ั้ ้ ุ ให้แก่ชีวิตตน หรือเพื่อการศึกษาที่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป มีศิลปะ ในการน�ำความรู้นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด ในการด�ำรง ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจริญ ย่อมต้องมีสิ่งฟุ้งเฟ้อล่อตาล่อใจ เปนธรรมดา ตนเองตองมวนยอนดดวย จดระเบยบชวตการศกษา ็ ้ ีิ ั ั ี ้ ั ี ีิ ึ ให้สมกับเป็นกุลบุตรกุลธิดา ฝึกฝนท่องบ่น อ่านเขียน เรียนพูด ใหเ้ ขากบสงคมอนดงาม ไมกลาวสงใดเลยเถดเกนวย รจกเดกรจก ้ ั ั ั ี ่ ่ ิ่ ิ ิ ั ู้ ั ็ ู้ ั ผู้ใหญ่ ไม่กล่าววาจาเล่นหัวเป็นที่น่ารังเกียจ วาจาที่กล่าวออกไป ก็ต้องถนอมน�้ำใจผู้รับฟังด้วย เช่นนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะธารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้ก็มีข้อปฏิบัติอยู่สี่ข้อเช่นกัน ต้องปฏิบัติตาม ให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด เมอผานการฝกฝนรำเรยนวทยามามากแลว ยามเมอกลบมา ื่ ่ ึ �่ ี ิ ้ ื่ ั ถึงบ้านก็ต้องช่วยเหลือการงานของมารดาบิดา เมื่อยังเยาว์วัย กเ็ พยงชวยงานในบาน ทำความสะอาด รดนำตนไม้ ใหอาหารสตว์ ี ่ ้ � �้ ้ ้ ั เก็บพืชผลต่างๆ ทีสมควรจะเก็บได้แล้ว หรือเก็บกวาดข้าวของทีทง ่ ่ ิ้ ระเกะระกะใหดสะอาดงามตา ใครไปใครมากจะไมวากลาวตำหนเิ อา ู้ ็ ่่ ่ � ตวยงเยาววยยงไมมบตรภรยาใหตองสงเคราะหดแล ขอนกใหดแล ั ั ์ั ั ่ ี ุ ิ ้ ้ ์ ู ้ ี้ ็ ้ ู พีนอง ช่วยสอนการบ้านให้นอง ช่วยท�ำงานบ้านแทนพีทยงไม่เสร็จ ่ ้ ้ ่ ี่ ั ธุระเพราะอาจจะมีการบ้านจากที่เล่าเรียนมามาก และการบ้าน สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๐
23.
การงานกิจต่างๆ ของตนก็ต้องไม่คั่งค้าง ไม่อ้างเหตุผู้อื่นมาแก้ตัว
ถาเปนผมครอบครวกทำหนาทตนโดยไมละทงหนาทของบตรธดา ้ ็ ู้ ี ั ็ � ้ ี่ ่ ิ้ ้ ี่ ุ ิ ที่ดีด้วย ท�ำได้อย่างนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ ต้องปฏิบัติตามให้ครบ จึงจะเป็น มงคลอันสูงสุด ในเมอชวตดำเนนมาถงวยอนสมควร รจกขวนขวายทำการงาน ื่ ี ิ � ิ ึ ั ั ู้ ั � หรื อ กิ จ กรรมใดๆ ที่ ดี ง าม ไม่ เ ป็ น ที่ ต� ำ หนิ ติ ติ ง ของสั ง คมและ หมบณฑต ควรจะเปนเรองของการชวยเหลอสงคม หมบาน ตำบล ู่ ั ิ ็ ื่ ่ ื ั ู่ ้ � อ�ำเภอ หรือจังหวัด หรือถ้าใครมีโอกาสมากก็อาจจะถึงระดับชาติ แตกตองตงอยในเรองทดงาม ไมเ่ ปนทตำหนิ ถอวากจกรรมเหลานี้ ่ ็ ้ ั้ ู่ ื่ ี่ ี ็ ี่ � ื ่ ิ ่ ก็เป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง หรือจะท�ำทานด้วยวิธีใดๆ มีมากมาย หลายวธี เพยงเนนในเรองการทำทาน เพราะวาจะเปนการเสรมสราง ิ ี ้ ื่ � ่ ็ ิ ้ บารมีสั่งสมเอาไว้ในภายภาคหน้า เหตุเพราะผลของทานนั้นมี ประกอบกับการรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมในทางที่ถูกต้อง ศึกษา เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี และศีลธรรมอันดีงามจากผู้รู้ ครู อาจารย์ นี้ก็เป็นการเสริมสร้างพอกพูนบารมี และเมื่อผลของ บุญบารมีประกอบกับผลของทานสนองต่อตัวเจ้าของแล้ว ย่อมมี ผลมากชนิดที่อาจจะคาดคิดไม่ถึงก็มี ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่ สงคมแลวกตองไมหลงสงคมจนลมหมญาติ ทงทใกลชดสนทสนม ั ้ ็ ้ ่ ั ื ู่ ั้ ี่ ้ ิ ิ ๒๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
24.
และทนานครงจะไดพบเจอ เมอไดพบเจอในสงคมกตองขวนขวาย
ี่ ั้ ้ ื่ ้ ั ็ ้ ชวยเหลอไมเกยงงอน ไมอางเหตุ อยางนจงจะเปนมงคลอนสงสด ่ ื ่ ี่ ่้ ่ ี้ ึ ็ ั ู ุ “ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสามข้อ เช่นเดียวกันต้องปฏิบัติให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด เมือก้าวสู่ มัชฌิมวัย คนในวัยกลางคนนีเ้ ป็นทีปรารถนานักของ ่ ่ หญงแพศยา ยอมมสงคมมาก ยอมตองมการดมกน เลยงสงสรรค์ ิ ่ ี ั ่ ้ ี ื่ ิ ี้ ั กันมาก ความประมาทในธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ฉะนั้น การจะรกษาตนใหตงอยในศลธรรมอนดงาม กตองอาศยการฝกฝน ั ้ ั้ ู่ ี ั ี ็้ ั ึ มาดในมงคลทผานมา ศลและธรรมทศกษาผานมายอมตองนำมาใช้ ี ี่ ่ ี ี่ ึ ่ ่ ้ � เพอหกหามจตใจตนมใหตกไปอยในความประมาททงปวง เมอไม่ ื่ ั ้ ิ ิ ้ ู่ ั้ ื่ ประมาทแลว การกจตางๆ ยอมไมหลงไปในทางบาปชว การเขาสงคม ้ ิ ่ ่ ่ ั่ ้ ั ก็จะรูจกประมาณตน ไม่ตกเป็นทาสน�ำเมา กินเหล้าแต่อย่าให้เหล้ากิน ้ั ้ สุรานั้นมีคุณอนันต์และก็มีโทษมหันต์ด้วย ในข้อนี้จะเห็นได้ว่า พระพทธศาสดานนเขาใจชวตอยางถองแท้ จงมไดหามอยางเดดขาด ุ ั้ ้ ี ิ ่ ่ ึ ิ ้้ ่ ็ แตจะสอนสงใหไมประมาท มสตตงมนรประมาณในตน ทำไดอยางนี้ ่ ั่ ้ ่ ี ิ ั้ ั่ ู้ � ้ ่ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชดนมหาขอ ตองปฏบตใหครบ จงจะเปนมงคลอนสงสด ุ ี้ ี ้ ้ ้ ิ ั ิ ้ ึ ็ ั ู ุ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๒
25.
ในเมอมสงคมมาก เขาสงคมมาก ยอมตองพบปะผคนมากหนา
ื่ ี ั ้ ั ่ ้ ู้ ้ หลายตา ทั้งรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การอ่อนน้อม ถ่อมตน มีสมมาคารวะ สงบเสงียม รูกตัญญูในคุณของผูทเี่ คยอุปถัมภ์ ั ่ ้ ้ คำจน ยอมเปนทนบหนาถอตาในสงคม เปนทเี่ คารพนบนอบสำหรบ �้ ุ ่ ็ ี่ ั ้ ื ั ็ � ั ผู้ที่ด้อยกว่า ผู้ใหญ่ก็เรียกหา การศึกษาฟังธรรมค�ำสอนอันดีงาม จากบัณฑิตผู้เป็นครูอาจารย์ย่อมจ�ำเป็นอย่างยิ่ง ท�ำได้อย่างนี้ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ เช่นเดียวกับชุดอื่นๆ ต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด วัยกลางคนนี้เป็นวัยที่มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในหน้าที่ การงาน รบราชการกมความเปนใหญ่ ยอมตองมความหยงผยองบาง ั ็ ี ็ ่ ้ ี ิ่ ้ เป็นธรรมดา ในคนที่ไม่อบรมตนมาดีก็จะล�้ำหน้ามากเกินไป จนนารงเกยจ ใชอำนาจหนาททำรายทำลายผอนไดงาย เหตเุ พราะ ่ ั ี ้� ้ ี่ � ้ � ู้ ื่ ้ ่ ขาดขนตอดทนตอแรงกระทบ จงสมควรทจะตองสละเวลาอนมมาก ั ิ ่ ึ ี่ ้ ั ี ศกษาพระธรรมคำสอนจากสมณสงฆ์ ผมศลธรรมอนงาม ผานกาล ึ � ู้ ี ี ั ่ เวลาอบรมบมตนมามากมาย เปนผทมความสงบระงบแลว เพอทจะ ่ ็ ู้ ี่ ี ั ้ ื่ ี่ ได้มีความอดทนขันติ รู้จักเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟัง ความเห็นของผู้อื่นด้วยความสงบ ไม่ใช้อ�ำนาจ ประดุจหนึ่งเป็น ผู้ว่านอนสอนง่าย ท�ำได้เช่นนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด ๒๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
26.
“ ตะโป จะ
พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะทัสสะนัง นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชดนมดวยกนสขอ ตองประพฤตปฏบตใหครบ จงจะเปน ุ ี้ ี ้ ั ี่ ้ ้ ิ ิ ัิ ้ ึ ็ มงคลอันสูงสุด ในเมื่อวัยกลางคนที่รุ่งเรืองผ่านไป วัยชราหรือ ปัจฉิมวัย ก็เข้ามาเยือน หน้าที่การงานที่ผ่านมาก็ท�ำได้ส�ำเร็จดี ครอบครัว ลูกหลานก็มีความมั่นคง ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ก็ควร หันหน้าเข้าหากิจทางธรรมอย่างจริงจัง เพียรเพ่งเร่งเผากิเลส ทสงสมมานาน จะมาจากหนาทการงานหรอสวนตนสวนตวกตาม ี่ ั่ ้ ี่ ื ่ ่ ั ็ ตั้งมั่นรักษาพรหมจรรย์ ศึกษาอริยสัจอย่างจริงจัง ตั้งมั่นที่จะท�ำ พระนิพพานให้แจ้ง เยี่ยงนี้แหละจึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ ผุฏฐัสสะ โลกะธรรมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ ประพฤติปฏิบัติได้ครบ ย่อมเป็น มงคลอันสูงสุดอย่างยิ่งในชีวิต เมื่ อ หมดห่ ว ง ตั้ ง มั่ น ประพฤติ ธ รรม รั ก ษาพรหมจรรย์ ความเพียรเพ่งเร่งเผากิเลสด้วยปัญญา อันเป็นธรรมดาในกิจการ ทีผานชีวตมา เมือน�ำมาอุปมาอุปมัยให้เข้ากับพระธรรมค�ำสอนของ ่่ ิ ่ องค์พระพุทธศาสดา ปัญญาอันบริสุทธิ์ย่อมเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก ธรรมอันเป็นธรรมดาโลก คือโลกธรรมแปดนั้น ย่อมมองเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา ไม่หวั่นไหวแล้วเมื่อถูกกระทบ จิตที่ฝึกฝนมาดี สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๔
27.
เมอไมหวนไหวในโลกธรรมแปดแลว ยอมพนจากความเศราหมอง
ื่ ่ ั่ ้ ่ ้ ้ กิเลสทีสงสมมานานเปรียบดังธุลทนอนเนืองอยูในจิต ย่อมถูกขจัด ่ ั่ ่ ี ี่ ่ ่ ออกได้ เมอจตหมดธลี ไมหมนหมอง ไมกระทบแลวจากโลกธรรมแปด ื่ ิ ุ ่ ่ ่ ้ จตยอมสขเกษม ปลอดแลวจากโยคะกเิ ลสทงปวง เยยงนแหละคอ ิ ่ ุ ้ ั้ ี่ ี้ ื มงคลอันสูงสุดยิ่งส�ำหรับการเกิด เรื่องประกอบโดยอนุโลม : บุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติมงคล อันประเสริฐยิ่งทั้งสามสิบแปดประการ อันเป็นเครื่องน�ำให้ไปสู่ ความเจริญยิ่งนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงซึ่ง ความสุขสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ในสมยหนงเมอครงทพระพทธองคเสดจดำเนนผานถนฐาน ั ึ่ ื่ ั้ ี่ ุ ์ ็ � ิ ่ ิ่ แหงหนง เหนสองสามภรยายากไร้ อาศยชายคาบานเรอนผอนเปน ่ ึ่ ็ ี ิ ั ้ ื ู้ ื่ ็ ทอาศย จงทรงแยมพระสรวล พระอานนทจงทลถามพระพทธองค์ ี่ ั ึ ้ ์ึ ู ุ ถึงเหตุนั้น พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวให้พระอานนท์และสาวก ทั้งหลายฟัง พอสรุปได้ดังนี้ว่า สองสามีภริยานั้น เดิมเป็นเศรษฐีแปดสิบโกฏิทั้งสองครัว มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดในสังคมชนชั้นสูงในพระราชวังของ พระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากเป็นผู้ด้อยการศึกษาวิชาการต่างๆ เอาแต่ศึกษาการฟ้อนร้องร�ำท�ำเพลง บิดาก็ประมาท กล่าวกับ มารดาวาเราเปนเศรษฐแปดสบโกฏิ ทรพยเ์ รากมี ทรพยเ์ จากมี เมอสน ่ ็ ี ิ ั ็ ั ้ ็ ื่ ิ้ เราทั้งสองแล้ว บุตรเราก็จะเป็นผู้รับทอดสืบต่อสมบัติเหล่านั้น จึงไม่จ�ำเป็นต้องศึกษาสิ่งใดๆ อีกแล้ว ให้บุตรเราร้องร�ำท�ำเพลง ๒๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
28.
ฟ้อนร�ำให้เราทั้งสองดูก็มีความสุขดี หลังจากบิดามารดาสิ้นชีวิต บุตรชายก็ได้รับสมบัติสืบทอด ได้ต�ำแหน่งเศรษฐี
มีสิทธิเข้าวัง ร่วมเสวยอาหารกับเหล่าเศรษฐีอื่นๆ และข้าราชบริพารอ�ำมาตย์ ทั้งหลาย เมื่อไม่มีความรู้ เมื่อชนทั้งหลายเขาสนทนากันในเรื่อง การท�ำมาหากิน และการสร้างความเจริญให้กับชาติบ้านเมือง เศรษฐีใหม่นี้ก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ นานวันเข้าก็เกิด เบอหนาย ยงไดคนรบใชทสอพลอ เมอออกจากวงผานทางเดนทมี ื่ ่ ั ้ ั ้ ี่ ื่ ั ่ ิ ี่ ชนมาก เหนคนกลมหนงไมทำกจใด นงลอมวงกบพนดมกน แลวก็ ็ ุ่ ึ่ ่ � ิ ั่ ้ ั ื้ ื่ ิ ้ ร้องร�ำท�ำเพลงกัน นิสัยเดิมที่เคยฝึกมาก็เกิดความสนใจ ถามไถ่ คนรับใช้ที่สอพลอ ก็ได้รับค�ำตอบว่าพวกนี้มีความสุขเหตุเพราะ ดมนำอมฤต เจานายจงใหจดหาให้ ทสดกตดสรา รบเอาเหลาคนพาล ื่ �้ ้ ึ ้ั ี่ ุ ็ ิ ุ ั ่ เหล่านั้นเข้าบ้าน เลี้ยงดูดื่มสุราร้องร�ำท�ำเพลงกันจนหมดเงินตรา ในทองพระคลงทงแปดสบโกฏของตนและของภรยา ตองขายบาน ้ ั ั้ ิ ิ ิ ้ ้ ทดนใหกบผอน ทสดกตองเปนขอทาน อาศยชายคาบานทเี่ คยเปน ี่ ิ ้ ั ู้ ื่ ี่ ุ ็ ้ ็ ั ้ ็ ของตนอยู่ไปวันๆ แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปว่า บคคลใดกตาม ถาไดฝกฝนอบรมบมตนใหอยในกรอบศลธรรม ุ ็ ้ ้ึ ่ ้ ู่ ี อันดีงามตั้งแต่เยาว์วัย มัชฌิมวัย เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยย่อมประสพ ความสำเรจในระดบเปนเศรษฐชนทหนง ถาออกบวชเปนบรรพชต � ็ ั ็ ี ั้ ี่ ึ่ ้ ็ ิ จะส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ บุคคลใดก็ตาม ถ้าเมื่อเยาว์วัยไม่ได้ฝึกฝนตั้งตนให้ชอบ แต่เมือเข้าสูมชฌิมวัย ได้พลิกผันตนเองเร่งศึกษาตังตนให้ชอบ ก็จะ ่ ่ ั ้ ประสพความส�ำเร็จในระดับเป็นเศรษฐีชั้นที่สอง หรือถ้าออกบวช เป็นบรรพชิตจะส�ำเร็จเป็นพระอนาคามี สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๖
29.
บุคคลใดก็ตาม ถ้าเมื่อเยาว์วัยและมัชฌิมวัยไม่ได้ฝึกฝน
ตั้งตนให้ชอบ แต่เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยได้พลิกผันตนเองเร่งศึกษา ตงตนใหชอบ กจะประสพความส�ำเรจในระดบเปนเศรษฐชนทสาม ั้ ้ ็ ็ ั ็ ี ั้ ี่ หรือถ้าออกบวชเป็นบรรพชิตจะส�ำเร็จเป็นพระสกทาคามี ถ้าพ้นจากวัยทั้งสามแล้ว ยังไม่คิดที่จะสร้างหลักปักฐาน ไม่กระท�ำการให้เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมไม่พ้นที่จะเป็น บุคคลผู้เปรียบได้ดังลูกศรที่เมื่อหมดก�ำลังแรงส่งก็ตกลงสู่ดิน เสมือนนกกระเรียนซึ่งจับเจ่าเฝ้าอยู่ที่เปลือกตมอันแห้งขอด จากเรองนจะเหนไดวาคำวา อรหนต์ หรอโสดา ไมใชหมายถง ื่ ี้ ็ ้ ่ � ่ ั ื ่ ่ ึ คุ ณ ธรรมอั น วิ เ ศษเฉพาะส� ำ หรั บ บรรพชิ ต นั ก บวชที่ ห ลงใหล ไดปลมอวดตวอวดตนวามคณธรรมอนวเิ ศษเชนนเี้ ชนนน พงเขาใจ ้ ื้ ั ่ ี ุ ั ่ ่ ั้ ึ ้ ในเรื่องของการศึกษาประพฤติปฏิบัติด้วยความตั้งมั่นอยู่ในศีล ในธรรมอันงามตามพุทธโอวาท จึงจะอยู่ในกรอบแห่งคุณธรรมนี้ พระพุทธองค์กล่าวธรรมนีหมายถึงการประสพความส�ำเร็จในระดับ ้ ตางๆ ขนอยกบการกจทกระทำ เปนนกศกษา สำเรจระดบอรหนต์ ่ ึ้ ู่ ั ิ ี่ � ็ ั ึ � ็ ั ั ก็หมายถึงส�ำเร็จได้ตามปรารถนา ถ้าปริญญาตรียงไม่พอใจ ก็ยงไม่ถง ั ั ึ อรหนต์ ถงทสดแหงความพอใจปรารถนา ไมดนรนอกแลวพอแลว ั ึ ี่ ุ ่ ่ ิ้ ี ้ ้ หยุดแล้ว ใครจะว่าอย่างไรเฉกเช่นโลกธรรมแปด ก็ไม่ใส่ใจน�ำเอามา วิตกอีกแล้ว นั่นแหละที่สุดแล้ว เป็นอรหันต์ เหมือนที่มีในเนื้อหา สรรเสริญพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เห็นในวิดีทัศน์ ในยุคเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ก็มีอรหันต์ชาวนา ๒๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
30.
“ โลกย่อมไม่สิ้นอรหันต์ ตราบเท่าที่ยังมีผู้ปฏิบัติตาม มรรคแปด
เพราะมรรคแปดเป็นธรรมของโลก ไม่ใช่ธรรม ของศาสดาคนใดคนหนึ่ง หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ” นี้ คื อ สั จ จะที่ พ ระพุ ท ธองค์ พุ ท ธศาสดาได้ ท รงสั่ ง สอนไว้ นานแลว ้ ภัยต่อพุทธศาสนา ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๑ เข้าใจให้ถูกทาง ปกติหาปีกอนหน้านี้ หลวงตาวนเวียนอยูในต่างจังหวัดไกลๆ ้ ่ ่ ถงวนศล (วนพระนะ) ชาวบาน ผเู้ ฒาผแก่ พอแมลก คนรนหนมสาว ึ ั ี ั ่ ้ ่ ู้ ่ ่ ู ุ่ ุ่ ทังคนรุนทดแทน (แทนคนชรา) ก็จะเดินทางมาทีวด หรือถ้าไม่มวด ้ ่ ่ั ีั ก็จะเป็นส�ำนักสงฆ์ หรือที่พ�ำนักสงฆ์ หรือสถานปฏิบัติธรรมที่มี พระสงฆจำพรรษาอยู่ เพอทำทาน ปดกวาดทำความสะอาด เลยงพระ ์� ื่ � ั � ี้ แล้วก็ท�ำบุญด้วยการฟังธรรม สนทนาธรรม นี่เป็นชีวิตปกติของ คนบ้านนอก เน้นว่าคนบ้านนอก ที่ว่าบ้านนอกนั้นหมายความว่า เป็นคนมีบ้านอยู่นอกเขตเทศบาล นอกเขตเมือง นอกเขตอ�ำเภอ นอกเขตจังหวัด คืออยูหางไกลความเจริญความฟุงเฟ้อของคนเมือง ่ ่ ้ คนในเมองเองใชวาจะไมมี มบาง แตสวนใหญมกจะอางวาไมวาง ื ่่ ่ ี ้ ่ ่ ่ ั ้ ่ ่่ ติดธุระ จะมีธุระอะไรที่ส�ำคัญกว่าการฟังธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อเอาบุญ เอากุศลติดตัว เพื่อออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๘
31.
คนส่ ว นใหญ่
เ ป็ น คนในพระพุ ท ธศาสนา ใช่ เป็ น คนใน พระพทธศาสนา แตทไดมานนไมใชวาไดมาเพราะมความเชอและ ุ ่ ี่ ้ ั้ ่ ่ ่ ้ ี ื่ ศรัทธาในพระธรรมค�ำสอน แต่ว่าได้มาเพราะเหตุแห่งการเกิดใน ประเทศทมพระพทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ ขอทกๆ ทานได้ ี่ ี ุ ็ � ุ ่ ทำความเขาใจกนกอนวาศาสนาไมไดหมายความถงเรองอะไรทจะ � ้ ั ่ ่ ่ ้ ึ ื่ ี่ โน้มน้าวให้คนมีความหลงใหล หรือว่าเชื่ออย่างงมงาย ตรงข้าม ศาสนาหมายถึงค�ำสอนของผู้รู้ เฉกเช่นเดียวกับนักคิด นักค้นคว้า นักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย เพียงแต่ว่า ศาสนาหรือศาสนะ เปนคำสอนทไมปรากฏเปนรปธรรมโดยตรง แตวาสามารถอางเอา ็ � ี่ ่ ็ ู ่่ ้ รูปธรรมทังหลายทีมอยูมาเปรียบเทียบได้ เป็นค�ำสอนทีตองการให้ ้ ่ ี ่ ่ ้ เกดศรทธาในตนเอง เนนวาในตนเอง ไมใชในผสอน หรอผถายทอด ิ ั ้ ่ ่ ่ ู้ ื ู้ ่ เพราะว่าเมือฟังค�ำสอนเหล่านันแล้ว ตนเองสามารถน�ำเอาค�ำสอน ่ ้ เหล่านั้นมาลงมือทดสอบปฏิบัติดู ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นไป ตามวิสัยแห่งตน สามารถน�ำเอาสิ่งรอบข้างที่เรียกว่าสิ่งแวดล้อม มาอุปมาอุปมัยให้เกิดความเข้าใจในตนเอง เมื่อปัญญายังน้อย มีความรอบรู้น้อย ก็น�ำความเหล่านั้นที่ตนนึกคิดได้ไปสนทนา แลกเปลยนกบผรู้ ครู อาจารย์ เพอขยายความเขาใจใหมากขน โดยไม่ ี่ ั ู้ ื่ ้ ้ ึ้ ยดถอเอาตนเปนทสด เหตเุ พราะสตวทงหลายมกเอากเิ ลสของตน ึ ื ็ ี่ ุ ั ์ ั้ ั เป็นเครื่องเทียบ แล้วก็ด่วนสรุปว่าใช่แล้ว ใช่เลย ต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นแน่นอน เหมือนที่ได้ยินมาจากนักบวชในพระพุทธศาสนา รูปหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีใครดีเต็มร้อย และไม่มีใครเหี้ย เต็มร้อย” นี่ก็เอากิเลสของตนเองเป็นเครื่องตัดสินผู้อื่นเช่นกัน ๒๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
32.
ถ้ า ลองได้
ท� ำ ความเข้ า ใจอย่ า งถ่ อ งแท้ ใ นค� ำ สอนของ องค์พระพุทธศาสดาแล้วล่ะก็ เขาผู้นั้นต้องไม่เข้าใจผิดอย่างนั้น แน่นอน แต่เสียดายทีเ่ ขาเป็นผูมความใหญ่เสียแล้ว สอนได้ยากมาก ้ ี เพราะคำสอนขององคพระศาสดาทใหเ้ ขามาเกดในใตรมพระพทธ � ์ ี่ ิ ้่ ุ ศาสนา ยังไม่สามารถท�ำความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เขา แล้วใครเล่า จะสอนเขาได้ นี่จึงได้มีค�ำว่า พระ ครู เป็นผู้ที่สอนยากที่สุด ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๒ เหตุแห่งความเสื่อม หลวงตาขอเริ่มตอนที่ ๒ ของเรื่องภัยต่อพุทธศาสนา ดังได้ กล่าวมาแล้วว่าพระพุทธศาสนาเป็นค�ำสอนให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น (จากความหลง) เป็นผู้เบิกบาน (เหตุเพราะรู้จักทุกข์แล้ว) ฉะนั้น คำสอนขององคพระพทธศาสดาจงเปนการสอนทไมมวนตาย ไมมี � ์ ุ ึ ็ ี่ ่ ี ั ่ วันเสื่อม ไม่มีวันล้าสมัย เป็นค�ำสอนที่คงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่ ยงมระบบจกรวาล (หมายถงยงมการหมนเวยนของวนเวลาทเี่ รยกวา ั ี ั ึ ั ี ุ ี ั ี ่ วัฏฏ) อยู่ แล้วท�ำไมจึงมีความเสือมเกิดขึนในพุทธศาสนาล่ะ ทีเ่ สือมนัน ่ ้ ่ ้ ไม่ใช่คำสอนหรือความเป็นพุทธเสือม แต่วาเป็นเรืองของจิตใจและ � ่ ่ ่ ความเชอมนในตนเองเสอมไป จงมความทกขมาก ความหลงมาก ื่ ั่ ื่ ึ ี ุ ์ และความหลับใหลมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้พ้นไปจากค�ำสอนของ พระพทธศาสดาทไดสงสอนเอาไวลวงหนาแลวถงเหตแหงความเสอม ุ ่ี ้ ่ั ้่ ้ ้ ึ ุ ่ ื่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๐
33.
มบคคลอยสองประเภททจะทำใหมความเสอมตอพทธศาสนะ
ี ุ ู่ ี่ � ้ ี ื่ ่ ุ หนงคอผทเี่ กลยด ไมตองกงวล ผทเี่ กลยดเหลานยอมมความเพยร ึ่ ื ู้ ี ่ ้ ั ู้ ี ่ ี้ ่ ี ี มความพยายามอยางยงยวดทจะทำใหสมประสงคดวยการกลาว ี ่ ิ่ ี่ � ้ ์ ้ ่ ต�ำหนิ ติ ด่า และสรรหาเอาเรื่องต่างๆ มาเสนอมาแสดงเพื่อที่จะ ท�ำให้บคคลอืนๆ ทีเ่ กลียด และทียงไม่รไม่เข้าใจพลอยเกลียดไปด้วย ุ ่ ่ ั ู้ กรรมวิธีนี้ใช้กันมาแต่โบราณนานโพ้นก่อนจะก�ำเนิดพระพุทธ ศาสดาอก และยงคงใชไดผลจนถงทกวนนี้ และยงคงใชไดเ้ รอยไป ี ั ้ ้ ึ ุ ั ั ้ ื่ ในกาลเบองหนา นบไมไดวานานเทาไร เหตเุ พราะยงมคนหลงอยมาก ื้ ้ ั ่ ้ ่ ่ ั ี ู่ เปรียบเหมือนเขาโคกับขนโค อกหนงนนากลวมาก คนเหลานดกเ็ ปนคนทรกในพทธศาสนา ี ึ่ ี้ ่ ั ่ ี้ ู ็ ี่ ั ุ อยู่ในพุทธศาสนา แต่ว่าไม่เรียนรู้ฝึกฝนตนเองให้แตกฉานเข้าใจ ในพุทธศาสนะ แต่กลับไปใช้วิธีฟังเขามา เขาเล่าว่า เอากิเลสตน ทียงไม่ได้ฝกฝนก�ำจัด แล้วตัดสินความไปตามความหลง ความงมงาย ่ั ึ ความเบาปญญาของตนเปนเหตตน คนเหลานมมากมายเกนจะนบ ั ็ ุ้ ่ ี้ ี ิ ั ในพุ ท ธศาสนา ยิ่ ง ในพวกที่ เ ข ้ า มาอาศั ย อยู ่ ใ ต ้ ร ่ ม กาสาวะ แล้วเรียนมาผิด จ�ำมาผิด แล้วก็ถ่ายทอดไปแบบผิดๆ พวกเหล่านี้ น่ากลัวยิ่งกว่า แล้วก็คือพวกที่จะท�ำให้พุทธศาสนะต้องเสื่อมไป ก่อนเวลาอันควร ๓๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
34.
ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน
๓ ความทะยานอยากเป็นที่ตั้ง ขอเลาตอเปนตอนที่ ๓ ในเรองภยตอพทธศาสนา ตอนทแลว ่ ่ ็ ื่ ั ่ ุ ี่ ้ หลวงตาไดนำเอาคำสงสอนขององคพระพทธศาสดาทฝากเอาไววา ้ � � ั่ ์ ุ ี่ ้่ บุคคลทีจะเป็นภัยต่อพุทธศาสนานันก็คอคนในพระพุทธศาสนาเอง ่ ้ ื และส�ำคัญยิ่งคือที่อยู่ใกล้ชิดด้วย คือเป็นนักบวชที่อยู่ภายในร่ม ใตคำสอนของพระพทธองค์ ทเี่ ปนเชนนนกเพราะวาไมยอมศกษา ้ � ุ ็ ่ ั้ ็ ่ ่ ึ แตเ่ ขามาเพยงแคอาศย แลวเมอไดลาภสกการะกเกดตดใจ ทำให้ ้ ี ่ ั ้ ื่ ้ ั ็ ิ ิ � เกิดความทะยานอยากขึ้น จึงแสวงหาช่องทาง เมื่อได้ช่องทาง การหาลาภก็ได้ลาภสมใจอยาก จึงเริ่มวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยแล้ว ก็เกิดความพึงใจ เมือพึงใจก็ตกลงปลงใจ ก็จะแสวงหามาก เมือได้มาก ่ ่ กเ็ กรงวาจะมผอนมาแยงชง กเ็ กดความรสกวาจะตองปองกน กจะเรม ่ ี ู้ ื่ ่ ิ ิ ู้ ึ ่ ้ ้ ั ็ ิ่ มการทะเลาะววาท มการดาทอกนดวยวาจาอนเปนผรสวาจา ทสด ี ิ ี ่ ั ้ ั ็ ุ ี่ ุ ก็มีการท�ำร้ายท�ำลายกันจนถึงขั้นเข่นฆ่ากันในที่สุด ธรรมที่ เ กิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนนั้น ก็ เป็ น ค� ำ สั่ งสอนของ พระพุทธองค์ที่ได้สั่งสอนเอาไว้แล้ว เรียกว่า ธรรม ๙ ประการ อนเกดจากความทะยานอยาก ซงกเ็ ปนธรรมทตองเกดขนตอเนอง ั ิ ึ่ ็ ี่ ้ ิ ึ้ ่ ื่ เป็นขั้นเป็นตอน เฉกเช่นเดียวกับ สมุปบาทธรรม คือธรรมที่อาศัย ซงกนและกนในการเกดขนอยางตอเนองในการทำอกศลธรรม คอ ึ่ ั ั ิ ึ้ ่ ่ ื่ � ุ ื เมื่อทะยานอยาก ก็จะแสวงหา เมื่อแสวงหา ก็จะได้มาซึ่งลาภนั้น เมื่อได้ลาภมา ก็จะวินิจฉัย สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๒
35.
เมอวนจฉย กจะมความกำหนด (ความคด)
ดวยอำนาจแหง ื่ ิ ิ ั ็ ี � ั ิ ้ � ่ ความพอใจ (ตกลงปลงใจ) เมื่อมีความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจแห่งความพอใจ ก็จะเกิด ความฝังใจ เมื่อมีความฝังใจ ก็จะเกิดความหวงแหน เมื่อหวงแหน ก็จะเกิดความตระหนี่ เมอเกดความตระหนี่ ดวยอำนาจแหงความตระหนี่ กจะเกด ื่ ิ ้ � ่ ็ ิ การป้องกันอารักขา เพราะมีการป้องกันอารักขาเป็นเหตุ จึงเริ่มมีการโต้เถียง จบไม้ จบศสตราอาวธ ชหนา พดจาขดแยง สอเสยด ดาทอ โปปด ั ั ั ุ ี้ ้ ู ั ้ ่ ี ่ ้ ลงมือท�ำร้ายกัน ทุบตีกัน ที่สุดก็เข่นฆ่ากันด้วยกรรมวิธีแตกต่าง นานัปการ (ไม่จ�ำเป็นต้องฆ่าให้เสียชีวิต แต่ว่าฆ่าให้หมดหนทาง ทจะดำเนนชวตตอ หรอหมดหนทางทำมาหากน กถอเปนการฆา) ี่ � ิ ี ิ ่ ื � ิ ็ื ็ ่ ทั้งนี้ก็เป็นเหตุมาจากความทะยานอยากทั้งสิ้น นี่ก็เพราะไม่ศึกษา ไม่วินิจฉัย ไม่อยู่ในศีลไม่อยู่ในธรรม อันงามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้แล้ว แต่กลับเอาวิสัย ปุถุชนที่เคยคุ้น ไม่ศึกษาค�ำสอน แต่กลับไปรับเอาค�ำสอนที่ผิดๆ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าภัยที่ร้ายแรงคือคนใน ที่เรียนผิด ทรงจ�ำผิด วนจฉยผด แลวกถายทอดผด นเี่ ปนตวอยางทพระพทธองคไดทรง ิ ิ ั ิ ้ ็่ ิ ็ ั ่ ี่ ุ ์ ้ สั่งสอนเอาไว้แล้ว ด้วยทรงวินิจฉัยแล้ว จึงได้น�ำเอามาสั่งสอน เตือนเอาไว้ก่อน ๓๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
36.
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเปรียบเทียบแก่นสารแห่ง พระพทธศาสนาใหแกพราหมณผหนงชอวา ปงคลโกจฉะ ทสมยหนง
ุ ้ ่ ์ ู้ ึ่ ื่ ่ ิ ี่ ั ึ่ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี โดยมี ความพอสรุปได้ว่า เมื่อบวชเข้ามาในศาสนาแล้ว ธรรมห้าประการเหล่านี้ก็จะ เกิดขึ้น จะมีคนเลื่อมใส ได้ลาภ มีชื่อเสียง เปรียบได้กับกิ่งใบของ ตนไมใหญทสวยงาม ตองไมหยดอยเู่ ทานน ตองมความพงใจทจะตอง ้ ้ ่ ี่ ้ ่ ุ ่ ั้ ้ ี ึ ี่ ้ รักษาศีลให้งามยิ่งๆ ขึ้น จนถึงระดับศีลสัมปทา คือความสมบูรณ์ ดวยศล เปรยบไดดงสะเกดไมของตนไมใหญ่ ตองไมหยดอยเู่ ทานน ้ ี ี ้ ั่ ็ ้ ้ ้ ้ ่ ุ ่ ั้ ตองมความพงใจทจะฝกฝนจตใหตงมนอยในสมาธใหมากยงๆ ขน ้ ี ึ ี่ ึ ิ ้ ั้ ั่ ู่ ิ ้ ิ่ ึ้ ซึ่งก็เปรียบได้ดั่งเปลือกไม้ของต้นไม้ใหญ่ เมื่อเจริญสมาธิจนมี จิตทีเ่ จริญยิงในสมาธิแล้ว ก็ตองไม่หยุดอยูเ่ ท่านัน ต้องมีความพึงใจ ่ ้ ้ พอใจที่จะศึกษาเจริญปัญญาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงขั้นเกิด ญาณทัสสนะ ซึงเปรียบได้ดงกระพีของต้นไม้ใหญ่ เมือเจริญปัญญา ่ ั่ ้ ่ จนถึงขั้นญาณทัศนะแล้ว ก็ต้องไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ต้องมี ความพึ ง ใจพอที่ จ ะเจริ ญ ปั ญ ญาให้ เ จริ ญ ยิ่ ง ๆ ขึ้ น จนเข้ า ถึ ง ความหลุดพ้นแห่งใจโดยไม่กลับมาก�ำเริบอีก มีความแตกฉาน แจ้งในธรรม ซึ่งเปรียบได้ดังแก่นไม้ของต้นไม้ใหญ่ เช่นนี้จึงจะเอาตัวรอด และสามารถถ่ายทอดธรรมอันงาม เพื่อที่จะยังให้พระพุทธศาสนาด�ำรงคงอยู่อย่างถูกต้องตรงธรรม สมดงคำสงสอนของพระพทธองคทไดทรงตรสรธรรมอนงามเหลานน ั่ � ั่ ุ ์ ี่ ้ ั ู้ ั ่ ั้ และไดทรงพระเมตตาอยางยงยวดเพอถายทอดสงสอน ตองผจญกบ ้ ่ ิ่ ื่ ่ ั่ ้ ั ภัยต่างๆ ทีกเลสของสัตว์ผยากไร้กระท�ำต่อพระองค์ และพระองค์ ่ิ ู้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๔
37.
กไมยอทอ ไมหลกเลยง แตทรงผจญกบกรรมเหลานนโดยไมสราง
็ ่ ่ ้ ่ ี ี่ ่ ั ่ ั้ ่ ้ กรรมตอบโต้ ไมทรงกระทำใหสตวเ์ หลานนตองล�ำบากแมในชาตนี้ ่ � ้ั ่ ั้ ้ ้ ิ และชาติหน้า แม้สัตว์เหล่านั้นต่างก็ต้องรับผลแห่งกรรมของตน อยูแล้ว ต้องเกิดใหม่เพือรับผลของกรรมทีได้สร้างเอาไว้ดวยตนเอง ่ ่ ่ ้ ไม่อาจหลีกหนีได้ ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๔ มนุษย์กับการรักษาศีล (๑) ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๓ พอมีเนื้อความว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิด แล้วไม่เรียน เพียรเพ่งเร่งท�ำลายตัวตนของตนเองแล้ว ย่อมมีภยต่อ ั ตนเองและผูอน รวมถึงครูบาอาจารย์ดวย นีกมาจากความประมาท ้ ื่ ้ ่็ เป็นเหตุ ทำไมถงวาประมาทละ ทวาประมาทนนกนบวาเบามากแลว � ึ ่ ่ ี่ ่ ั้ ็ ั ่ ้ ในภาษามนษยทสามารถเขาใจไดไมยาก แตในความเปนจรงแลว ุ ์ ี่ ้ ้ ่ ่ ็ ิ ้ ความประมาทนี้เองแหละที่ท�ำลายทุกสิ่ง ลองมองดูที่องค์ศีล ทังห้าข้อ ทีเ่ ป็นศีลส�ำคัญทีจะบอกว่าเป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นอย่างอืน ้ ่ ่ ที่ต�่ำกว่ามนุษย์สิ ศลขอทหนงกลาวถงเรองเกยวกบ ปานาตบาท คอการละเวน ี ้ ี่ ึ่ ่ ึ ื่ ี่ ั ิ ื ้ การฆา กถามองยอนไปทธรรมเกาประการอนเกดแตความทะยานอยาก ่ ็้ ้ ี่ ้ ั ิ ่ ที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในตอนที่ ๓ จะเห็นได้ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมมี ความอยากได้ใคร่มีใคร่เป็น นี้เป็นธรรมดา บัณฑิตย่อมท�ำลาย ความอยากไดโดยไมยาก สวนพาลหรอคนพาลนนไมมความเพยร ้ ่ ่ ื ั้ ่ ี ี ทจะทำลายความอยากของตนเอง แตตรงขามกลบจะขวนขวายมาก ี่ � ่ ้ ั มความเพยรมาก ทะยานอยากมาก ทจะทำใหความอยากของตน ี ี ี่ � ้ ๓๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
38.
สมฤทธผลใหเ้ รวทสด แมจะตองถงขนทำลายลางกนกไมเ่
กรงกลว ั ิ์ ็ ี่ ุ ้ ้ ึ ั้ � ้ ั ็ ั ต่ออาญาใดๆ นี้เป็นธรรมดา อันเกิดแต่ความต่อเนื่องแต่เริ่มต้น จนครบตามขบวนการของธรรมทั้ง ๙ ประการ นี้เป็นธรรมดา ที่ว่าเป็นธรรมดานั้นไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนี้แล้วไม่ต้องจัดการแก้ไข ในผู้ที่อบรมตนเองจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นบัณฑิต มีความเพียร เพงทำลายกเิ ลส คอความอยากในธรรมทงปวงทมอยเู่ ปนธรรมดา ่ � ื ั้ ี่ ี ็ ในตน ย่อมสามารถระงับยับยั้งตนเองไม่ให้ประพฤติธรรมชั่วหรือ จะเรียกว่าก่อกรรมอันเป็นธรรมดานี้ได้ โดยฝึกฝนอบรมบ่มนิสัย หรือที่เรียกว่าสันดาน หรือภาษาที่ไพเราะเสนาะหูก็คือ วาสนา ของตนเองแตเ่ ยาววย และตองอบรมอยางถกตองถกวธี ไมตะแบง ์ั ้ ่ ู ้ ู ิ ่ ไมเ่ ลยงบาลี เหมอนอยางนกบวชบางพวก บางคณะ อางความเมตตา ี่ ื ่ ั ้ ตอสตวดวยการกลาววาเปลยนราง เปลยนราง หลวงตาเคยไดยน ่ ั ์ ้ ่ ่ ี่ ่ ี่ ่ ้ิ กับตนเอง ไม่รู้ว่าเรียนมาจากไหน ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่าคนพาล พาลย่อมไม่ขวนขวายมากในการท�ำลายกิเลส แต่ตรงข้ามจะมี ความเพียรมาก ขวนขวายมากในการท�ำความชั่ว หรือประพฤติ ธรรมชั่ว มีความคิดวิปริตผิดมนุษย์ เห็นการฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกรงต่ออาญาใดๆ ไม่วาจะเป็นอาญาของมนุษย์ หรืออาญาธรรม ่ อันเป็นบาปเวรที่ต้องชดใช้ไม่รู้จบ เพราะบาปเวรเหล่านั้นมันจะ ตดจต ประทบไวแลวอยางแนนหนาในจต เหตเุ พราะกระทำดวยจต ิ ิ ั ้ ้ ่ ่ ิ � ้ ิ อย่างตั้งใจ วินิจฉัย และตกลงปลงใจแล้ว ดั่งที่ได้กล่าวไว้แล้วใน ธรรมเก้าประการ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๖
39.
จะเห็นได้วาการกระท�ำกรรมหรือประพฤติธรรมใดๆ อันส�ำเร็จ
่ ด้วยจิตย่อมมีผลมาก ดั่งตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ คือการที่สัตว์ มีความพยาบาทแล้วลงมือท�ำร้ายท�ำลายถึงขั้นฆ่า แม้จะด้วย ความเพียรมากเท่าไร ถ้าฆ่าด้วยเพียงมือเท้าที่มีอยู่ ย่อมต้องเห็น ความบาดเจบทสตวอนไดรบจากการกระทำของตน ถาไมใชเ่ พราะ ็ ี่ ั ์ ื่ ้ ั � ้ ่ ความบ้าระห�่ำเมามัน ย่อมต้องเกิดความสังเวช แล้วก็จะหยุดได้ ในทสด แตถากระทำไปดวยจตทวนจฉยแลววาจะตองทำลายลาง ี่ ุ ่ ้ � ้ ิ ี่ ิ ิ ั ้ ่ ้ � ้ แม้ไม่ต้องอาศัยความบ้าระห�่ำเมามัน ก็สามารถที่จะขวนขวาย หาศัตราอาวุธที่จะท�ำลายล้างได้ทีละมากๆ หรือหาวิธีการต่างๆ ที่จะท�ำลายล้างให้ได้มาก ยิ่งเห็นความฉิบหายล้มตายของสัตว์ ที่ถูกท�ำลาย ก็จะยิ่งมีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะท�ำให้ได้มาก ยิ่งๆ ขึ้นไป ตัวอย่างมีให้ได้เห็นแล้วในสังคมยุคโลกาภิวัตน์นี้เอง ในคราวนขอแสดงเพยงศลขอทหนงกอน ยงเหลออกอยางนอย ี้ ี ี ้ ี่ ึ่ ่ ั ื ี ่ ้ สี่ข้อที่จะท�ำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังไม่ย่อท้อ สามารถ ที่จะด�ำรงตนเองอยู่ในฐานะความเป็นมนุษย์ได้ เหตุก็เพราะว่า ศลหานเี้ ปนศลของมนษย์ เปนศลหรอขอกำหนดไวในจตของผทจะ ี ้ ็ ี ุ ็ ี ื ้ � ้ ิ ู้ ี่ ด�ำรงตนเป็นมนุษย์ ไม่เป็นสัตว์ที่ต�่ำกว่ามนุษย์ และสามารถที่จะ ยกตนเองให้สูงขึ้นไปยิ่งๆ ขึ้น เพื่อที่จะหนีให้พ้นความทุกข์ที่เป็น วัฏฏของสัตว์ในสามสิบเอ็ดภพภูมิ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วว่านี้เป็นธรรมเก่า คือเป็น ธรรมที่มีมาก่อนแล้ว ไม่ว่าในค�ำสอนของศาสดาใดๆ แม้ก่อน พระพุทธองค์จะตรัสรู้ธรรมอันยิ่งนี้ด้วย ธรรมเก่านี้เป็นการเตือน ตนเองได้ดียิ่ง ถ้าเราน�ำเอาธรรมนี้มาประพฤติปฏิบัติอยู่อย่าง ๓๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
40.
ไม่ย่อท้อ ก็เพียงพอที่จะไม่ลงสู่อบายฯ ได้แล้ว
ธรรมนี้คือการแบ่ง ระดับของมนุษย์ที่มีลักษณะตามข้อก�ำหนด คือปกติเดินหรือว่า เคลื่อนที่ไปด้วยเท้าสองเท้า และกระดูกสันหลังตั้งเป็นฉากกับ พื้นโลก ส่วนที่เรียกว่าเดรัจฉานก็เพราะว่าปกตินั้นจะเคลื่อนไหว ดวยเทาสเี่ ทา และกระดกสนหลงขนานกบพนโลก การแบงมนษยนน ้ ้ ้ ู ั ั ั ื้ ่ ุ ์ ั้ มีอยู่ห้าชั้นด้วยกัน โดยแบ่งตามพฤติกรรมของการรักษาศีล ถารกษาศลไมไดเ้ ลยทง ๕ ขอ คอลกษณะของ มนสสเนรยโก ้ ั ี ่ ั้ ้ ื ั ุ ิ คือมีกายเป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นยังไม่ลืมภพภูมิเดิม และจะต้อง กลับไปยังภูมิเดิม และน่าจะลงลึกยิ่งกว่าเดิม คือนรกภูมิ ถ้ารักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วมีจิตน้อมไปในทางที่ชอบ หลอกหลอน หลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ เอาแต่ได้ฝายเดียว โกหก ่ พกลมเพอใหไดมาซงความตองการมากของตน ไมรจกการแบงปน ื่ ้ ้ ึ่ ้ ่ ู้ ั ่ ั ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น พวกนี้ถูกเรียกว่า มนุสสเปโต คือมีกาย เป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นเป็นวิญญาณที่คอยหลอกหลอนผู้อื่น ถ้ารักษาศีลได้บางไม่ได้บาง แต่มจตทีนอมไปในทางความเสือม ้ ้ ีิ ่้ ่ ไม่รู้จักรักษาศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะของตนเอง เครือญาติ หรือหมู่คณะ กระทำความเสอมเสยไดทกชนดโดยไมมความละอาย ไมเ่ กรงกลวบาป � ื่ ี ้ ุ ิ ่ ี ั ไมเ่ กรงตออาญาใดๆ พวกนถกเรยกวา มนุสสติรจฉาโน คอมกาย ่ ี้ ู ี ่ ั ื ี เป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานทีมความชัวร้าย ่ ี ่ ยงนก เฉกเชนเดยวกบหมาอยางไรอยางนน ิ่ ั ่ ี ั ่ ่ ั้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๘
41.
ถ้ารักษาศีลได้ครบห้าข้อ แม้จะบกพร่องบ้างแต่ไม่รุนแรง
รจกแกไขตนเองอยเ่ ู ปนประจำ รตวเองวาทำผดไมงาม ไมเ่ ปนทสรรเสรญ ู้ ั ้ ็ � ู้ ั ่ � ิ ่ ็ ี่ ิ ของเหลาบณฑต แลวเพยรพยายามแกไขตนเองใหดใหได้ เหลานี้ ่ ั ิ ้ ี ้ ้ ี ้ ่ เป็นพวกที่ได้รับการขนานขานเรียกว่า มนุสสมนุสโส คือมีกาย เป็นมนุษย์ แล้วยังมีจิตใจเป็นมนุษย์ด้วย ถารกษาศลไดครบหาขอ และยงมความละอายและเกรงกลว ้ ั ี ้ ้ ้ ั ี ั ในบาปและผลแห่งกรรมที่ได้กระท�ำไว้แล้ว เพียรพยายามฝึกฝน ตนเอง ละเสยซงกเิ ลสฝายตำอยางสนเชง ไมกระทำความชวบาปแลว ี ึ่ ่ �่ ่ ิ้ ิ ่ � ั่ ้ แม้ในที่ลับ (คือแม้ในจิตก็ไม่คิดถึงเรื่องอกุศลแล้ว) แม้ในที่แจ้ง เหล่านี้เป็นพวกที่ได้รับการขนานขานเรียกว่า มนุสสเทโว คือมี กายหยาบนี้เป็นมนุษย์ และมีจิตที่เป็นเทวดาแล้ว ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๕ มนุษย์กับการรักษาศีล (๒) เมอตอนทแลวเราไดรเู้ รองศลหาไปเพยงขอเดยว วนนหลวงตา ื่ ี่ ้ ้ ื่ ี ้ ี ้ ี ั ี้ จะมาแสดงเรองศลตออกหนงขอในสขอทยงเหลออยู่ ถาเราสามารถ ื่ ี ่ ี ึ่ ้ ี่ ้ ี่ ั ื ้ เข้าใจในหัวใจของศีลห้าแล้ว ต่อไปเราก็จะรักษาศีลได้ดียิ่งๆ ขึ้น และที่สุดก็ท�ำให้ศีลสัมปทาเกิดขึ้นในตัวเรา ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ในจิตเราได้โดยไม่ยาก โดยส่วนมากคนไทยมีฐานเดิมของศาสนา หรือลัทธิความเชือ ่ ทางจิตวิญญาณแบบพุทธ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อธิบาย ไดงายๆ วาเมอเปนผรู้ ผเู้ ขาใจในเรองราวตางๆ (สมมาทฐิ = Perfect ้่ ่ ื่ ็ ู้ ้ ื่ ่ ั ิ ๓๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
42.
Knowing) แล้วก็จะเป็นผู้ที่ตื่นจากความเขลา (สัมมาสังกัปปะ
= Perfect Thought) เมอตนจากความเขลา กจะรสกตวเองวาเปนผมี ื่ ื่ ็ ู้ ึ ั ่ ็ ู้ ความเบิกบานส�ำราญใจ ไม่เป็นผู้หลงเดินทางผิดอีกแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น ศีลห้าก็เช่นเดียวกัน เป็นค�ำสั่งสอนขององค์พระศาสดา ผู้เป็นพุทธ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นครูผู้สอนของเทวดา มาร พรหม และมนุษย์ ไม่ตองสนใจว่าเทวดา มาร พรหมนันเป็นอย่างไร ถ้าอยากรู้ ้ ้ ต้องศึกษาและทดลองด้วยตนเอง เป็นธรรมดาถ้าเราอยากเป็นบัณฑิต กตองทำตวเยยงบณฑต อยากเปนพาลกตองทำตวเยยงพาล จะรจก ็ ้ � ั ี่ ั ิ ็ ็ ้ � ั ี่ ู้ ั เทวดากตองทำตวเยยงเทวดา อยางนเ้ี ปนตน ศลหาเปนศลของมนษย์ ็ ้ � ั ี่ ่ ็ ้ ี ้ ็ ี ุ เมอตองการจะเปนมนษยทงกายและใจ กตองศกษาประพฤตปฏบติ ื่ ้ ็ ุ ์ ั้ ็้ ึ ิ ิ ั เยี่ยงมนุษย์ คือรักษาศีลห้าให้ได้ ศี ล ข้ อ ที่ ห นึ่ ง ได้ ก ล่ าวไว้ แ ล้ ว วั นนี้ ม าต่ อ ศี ล ข้ อ ที่ ส องกั น ศีลข้อที่สองกล่าวถึงเรื่อง อทินนาทาน คือกล่าวถึงเรื่องของทรัพย์ ทีไม่บริสทธิ์ ถ้าเราแปลว่า “การลกทรพย” เราก็จะตีความแคบเกินไป ่ ุ ั ั ์ ไม่กว้างครอบคลุมทุกเรื่องราวของทรัพย์ เมื่อกล่าวถึงทรัพย์คือ “ทาน” เราก็จะมาลองท�ำความเข้าใจกัน ที่ว่าทานนั้นคือทรัพย์ ก็เพราะว่าทานต้องมีเจ้าของ เจ้าของทานชือว่า ทานบดี หรือทานาธิบดี ่ เมอเรารเู้ ชนนเี้ รากจะเขาใจไดวาทรพยทงหลายตองมเี จาของ ไมมี ื่ ่ ็ ้ ้ ่ ั ์ ั้ ้ ้ ่ ทรัพย์ใดไม่มีเจ้าของ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๐
43.
เมือเราท�ำความเข้าใจได้วาทรัพย์นนต้องมีเจ้าของ การได้มา
่ ่ ั้ ต้องบริสุทธิ์ คือเจ้าของทรัพย์ต้องยินดีให้แล้ว จะไปบังคับขู่เข็ญ หรือท�ำอุบายด้วยเล่ห์เหลี่ยม หรือขวนขวายมากด้วยกลโกงใดๆ เพื่อที่ให้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้นถือว่าไม่บริสุทธิ์ ไม่อาจจะอ้างตนเป็น เจ้าของได้ โจรเสื้อนอกคือคนที่มีความรู้อยู่ในสังคมชั้นสูง ย่อมมี ความคิดและอุบายมาก จึงเป็นกลุมคนทีนบว่าน่ากลัวทีสด ส่วนโจร ่ ่ ั ุ่ ทัวไปไม่มอบายมาก จะลักวิงชิงปล้นก็ทำตรงๆ จึงจับตัวมาลงโทษ ่ ีุ ่ � ได้ง่าย ดังนั้นศีลข้อนี้จึงครอบคลุมถึงกลุ่มโจรเสื้อนอกด้วย พวกนี้ เป็นพวกเรียนมาก จบการศึกษาสูง แต่ไม่มีปัญญา ปัญญาที่ว่านี้ เป็นปัญญาบริสุทธิ์ เป็นปัญญาที่จะเอาตัวรอดจากกฎแห่งกรรม เพราะวาเปนกฎหมายทไมมใครๆ ในสามสบเอดภพภมจะรอดไปได้ ่ ็ ี่ ่ ี ิ ็ ู ิ ดังค�ำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม” ไม่ว่าจะสร้างกรรมใดๆ ดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนประทับไว้แล้วในจิต จิตเป็นตัวเก็บจ�ำข้อมูล ของกรรมแล้วบันทึกเอาไว้ ก่อนหลังหนักเบา จิตมีระบบจัดการ ทั้งหมดอย่างเที่ยงธรรม ไม่มีการผิดพลาดตกหล่น จิตและกรรม ยุตธรรมเสมอ กรรมใดส่งผลแล้วยังไม่ชำระ ก็จะสนองต่อเจ้าของกรรม ิ � ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจและท�ำการช�ำระแล้วอย่างศิโรราบ ไม่มี อุทธรณ์ ฎีกา คือไม่มีการตัดสินใหม่ เพราะว่าเจ้าของกรรมนั้น ได้ตัดสินกรรมของตนเอาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อเริ่มลงมือสร้างกรรม จะสนองนานเท่าใดก็ขนอยู่ทเจ้าของจะตามไปสนองอีกกีภพชาติ ึ้ ี่ ่ ก็ขึ้นอยู่แต่เจ้าของ ถ้าช�ำระได้หมดในชีวิตเดียวก็สามารถสิ้นภพ สิ้นชาติได้ ๔๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
44.
ค�ำว่าภพ ค�ำว่าชาติ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายแบบ หมดชวตแลวเกดใหม่
เปนตวใหมอยางเดยว แตหมายรวมถงชวต ีิ ้ ิ ็ ั ่ ่ ี ่ ึ ีิ ในปัจจุบันด้วย ภพคือสถานที่ ชาติคือการเกิด ทุกๆ ลมหายใจ เราเคลื่อนภพไปไม่รู้เท่าไร และในภพที่เราเคลื่อนไปนั้น ไม่รู้ว่า เราเปลยนชาตไปแลวเทาไร ทงทางกายและทางจต ภพชาตเิ กดได้ ี่ ิ ้ ่ ั้ ิ ิ มากมายมหาศาล เมอเราทำความเขาใจไดดงนี้ เรากจะเรงศกษา ื่ � ้ ้ ั ็ ่ ึ เรยนรทจะทำภพชาตทเี่ ราจะเคลอนไปและเปลยนไปใหดขนเรอยๆ ี ู้ ี่ � ิ ื่ ี่ ้ ี ึ้ ื่ ด้วยความไม่ประมาทและตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมอันงาม ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๖ มนุษย์กับการรักษาศีล (๓) กอนทจะตดตามตอตอนที่ ๖ หลวงตาตองขอใหทาง Admin ่ ี่ ิ ่ ้ ้ ช่วยแก้ไขหัวข้อการเรียงล�ำดับให้ถูกต้อง การคัดลอกมาวางนี่ก็มี ข้อผิดพลาดได้อย่างนี้แหละ เชนเดยวกนการคดลอกความรจากผอนโดยไมทำความเขาใจ ่ ี ั ั ู้ ู้ ื่ ่ � ้ ดวยตนเองกยอมตองผดพลาดเปนธรรมดา ทวาผดพลาดกเ็ พราะวา ้ ็่ ้ ิ ็ ี่ ่ ิ ่ ไมเ่ ขาใจในความเปนจรง ไมเ่ ขาใจในความเปนไป เพราะวารไมถง ้ ็ ิ ้ ็ ่ ู้ ่ ึ แก่นแท้ของเรื่องนั้นๆ พระธรรมคำสอนของพระพทธองคกเ็ ชนกน ไมสามารถคดลอก � ุ ์ ่ ั ่ ั เอามาถ่ายทอดสอนต่อโดยไม่เข้าใจในแก่นแท้ของค�ำสอนของ พระพทธองคได้ จากวลทวา “แมจะอยใกลชด กไมสามารถเกาะตด ุ ์ ี ี่ ่ ้ ู่ ้ ิ ็ ่ ิ ชายผ้าเหลืองได้” นั่นล่ะคือความหมายของสิ่งที่หลวงตากล่าวไว้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๒
45.
แตตน “อยาเชอจนกวาจะไดพสจนและทดสอบทดลองดวยตนเอง”
่ ้ ่ ื่ ่ ้ ิู ์ ้ ประโยคนี้เป็นค�ำสอนอันน�ำไปสู่ความส�ำเร็จอย่างถ่องแท้ของ พระพุทธศาสดา มผรมากมายแมในอดตกาล สาวกของพระศาสดาทมความรู้ ี ู้ ู้ ้ ี ี่ ี สามารถสอนลูกศิษย์ให้ประสพความส�ำเร็จได้มากมาย ศิษย์ทงหลาย ั้ กมความเพยรมาก ฝกฝน ฝกตนเองจนสามารถประสพความสำเรจ ็ ี ี ึ ึ � ็ ดวยความไมประมาทในคำสงสอนของอาจารย์ แตตวอาจารยเ์ อง ้ ่ � ั่ ่ ั กลบประมาทเพราะเชอวาตนมความรมาก ทสดกทกขเ์ อาตวไมรอด ั ื่ ่ ี ู้ ี่ ุ ็ ุ ั ่ ต้องพึ่งศิษย์ที่เป็นเณรแนะน�ำให้จนรอดพ้นได้ เมื่อมีเรื่องเช่นนี้ ให้เป็นตัวอย่างแล้ว เราท่านทั้งหลายก็จงอย่าประมาท ได้ชื่อว่า เป็นชาวพุทธ จะโดยการเกิด การอยู่ การอุทิศตนก็ตาม ก็จง อย่าประมาท ศึกษาเรียนรู้ศีลและข้อปฏิบัติอันถูกต้องดีงามของ ชาวพทธใหเขาใจ อยาตความไปตามกเลสตน ศลคอขอพงปฏบติ ุ ้ ้ ่ ี ิ ี ื ้ ึ ิ ั และพึงละเว้นไม่ปฏิบัติ โดยเรียกให้เข้าใจว่าเป็น กุศลและอกุศล แปลแบบง่ายๆ ก็คือเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นที่น่าสรรเสริญ และเป็น สงทไมดงาม เปนทตำหนตเิ ตยน ผลทไดรบโดยตวเจาของ คอทเี่ ปน ิ่ ี่ ่ ี ็ ี่ � ิ ี ี่ ้ ั ั ้ ื ็ ฝายบญ เจาของมความสขทเี่ กดขนในอารมณความรสกทเี่ รยกวาจต ่ ุ ้ ี ุ ิ ึ้ ์ ู้ ึ ี ่ ิ หรอใจ ทเี่ ปนฝายบาปกทำใหเ้ จาของมความทกข์ ไมสบายในอารมณ์ ื ็ ่ ็ � ้ ี ุ ่ ความรู้สึก เกิดความเศร้าใจหม่นหมอง ฉุดดึงให้ประสิทธิภาพ ความเป็นมนุษย์ลดถอยลง เอาล่ะหลวงตาได้อารัมภ์มามากมาย ก็อันสืบเนื่องมาจาก ความผิดพลาดจากการคัดลอกหัวข้อมาวาง แล้วประมาทไม่ได้ ตรวจทานให้เรียบร้อย ท�ำให้เป็นเรื่องขึ้นมา วันนี้เรามาต่อเรื่อง ๔๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
46.
ศีลมนุษย์ที่เหลืออีกสามข้อกัน ก็ตั้งใจที่จะให้จบในบทนี้ จะยาว เกนไปหรอไมหนอ
บททผานมาไดตดสวนทไมจำเปนออกไปมากแลว ิ ื ่ ี่ ่ ้ ั ่ ี่ ่ � ็ ้ อาจทำใหไมเ่ ขาใจได้ คอยเอามาสงคายนากนอกครงถามความสงสย � ้ ้ ่ ั ั ี ั้ ้ ี ั อย่างไร ศีลข้อสามกล่าวถึงเรือง กาเมสุมจฉาจาร ข้อนีทำความสับสน ่ ิ ้ � ให้ได้มากมาย จนคนจ�ำนวนมากถือตนว่าเป็นคนดี ไม่ผิดศีลข้อนี้ ลองมามองดูกันว่าในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานที่ต้องรบราฆ่ากันไม่รู้จักกี่ภพกี่ชาติก็ด้วยเหตุ เรืองกาเมนีเ้ อง แล้วลองมองดูในเนือนันสิ มีอะไรเป็นปมเรืองส�ำคัญ ่ ้ ้ ่ อย่างที่ภาษิตไทยกล่าวไว้ “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” หรือภาษิตยุคใหม่ “ผู้หญิงข้า ใครอย่าแตะ” มาถึงตรงนี้คงเข้าใจ กนบางแลวใชไหมวามนเปนเรองของศกดศรี ไมวาจะหญงหรอชาย ั ้ ้ ่ ่ ั ็ ื่ ั ิ์ ่ ่ ิ ื ตัวผู้หรือตัวเมีย ล้วนแต่ถือเอาเรื่องกาเมเป็นเรื่องศักดิ์ศรีส�ำคัญ ไม่ได้มองเรืองของความดีงาม ความประเสริฐเป็นทีสรรเสริญ เป็นเรือง ่ ่ ่ ของศักดิ์ศรีที่ส�ำคัญ ฉะนั้นพระศาสดาผู้ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง จึงน�ำเอาหัวข้อนี้มาวางไว้เป็นที่สุด เพื่อให้เราได้ตีความศึกษา ท�ำความเข้าใจให้ถูกต้อง ลองมองดูเมื่อวัยเด็ก หรือเมื่อผู้ใหญ่เห็นเด็กท�ำความผิด ทนาตเิ ตยน เมอไมรจกหรอจำไมไดคลบคลายคลบคลา กจะถามวา ี่ ่ ี ื่ ่ ู้ ั ื � ่ ้ ั ้ ั ็ ่ เอ็งลูกใคร บ้านอยู่ไหน ปู่ย่าตาทวดเป็นใคร เรียนที่ไหน แล้วจึง ค่อยมาถามทีหลังว่าชื่ออะไร นี่เรียกว่าท�ำไม่ดีทีเดียวเสื่อมเสีย ทงตระกล แลวถาทำความดละจะมคำถามอะไร ผใหญกจะถามวา ั้ ู ้ ้ � ี่ ี � ู้ ่ ็ ่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๔
47.
หนูชื่ออะไร เรียนที่ไหน ที่จะถามไปถึงครอบครัวเครือเถาวงศา
คณาญาตินั้นมีน้อยมาก “ท�ำดีได้ที่ตัว ท�ำชั่วเสียทั้งตระกูล” ค�ำนี้ เป็นจริงมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน และจะยังคงเป็นจริงต่อไป ตราบนานเท่านาน เมื่อเห็นอย่างนี้ เราพอจะเข้าถึงเหตุต้นของศีลข้อนี้แล้วนะ ที่ส�ำคัญนั้นเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องของชายหญิง ไม่ว่า ใครๆ ในที่ไหนๆ ต่างก็มีศักดิ์ศรีของตนเอง และที่ส�ำคัญไม่ใช่มีแต่ ตัวเจ้าของเท่านันทีมตวตนอยู่ แต่ยงมีวงศาคณาญาติและว่านเครือ ้ ่ ี ั ั พร้อมทั้งหมู่มิตรและครูอาจารย์ ต่างก็ยังมีตัวตนอยู่ หรืออาจจะ เหลือเพียงชื่อเสียงคุณงามความดีที่สั่งสมไว้อยู่ แล้วเมื่อบุคคล ผเู้ ปนปจเจกจะทำอะไรทไมหวงศกดศรของผอน ถอตนเองเปนสำคญ ็ ั � ี่ ่ ่ ั ิ์ ี ู้ ื่ ื ็ � ั ยอมกระทำความเสอมไวในจตของเจาของทจะตองชำระใหผองแผว ่ � ื่ ้ ิ ้ ี่ ้ � ้่ ้ ถงตองขามภพขามชาตหรอไมอยางไร ตวเจาของรเู้ อง ไมมใครชวยได้ ึ ้ ้ ้ ิ ื ่ ่ ั ้ ่ ี ่ ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๗ มนุษย์กับการรักษาศีล (จบ) ตอนที่แล้วหลวงตาได้กล่าวถึงเรื่องศักดิ์ศรี ในความหมาย ของศลขอทสาม นนกหมายความวาเมอเราเขาใจศลขอนี้ เรากจะ ี ้ ี่ ั่ ็ ่ ื่ ้ ี ้ ็ สามารถเดินต่อไปได้อีกยาวไกล เราจะไม่ท�ำความไม่ดีงาม ท�ำให้ เสื่อมเสียชื่อเสียงของตนเอง จนถึงวงศาคณาญาติ ครู อาจารย์ และหมูมตร เราฝึกฝนตนเองห้ามตนเองอยู่เป็นประจ�ำ ท�ำให้เกิด ่ ิ ความศรัทธาในตนเอง และจะเพียรพยายามรักษาศีลข้อนี้ให้ยิ่ง ๔๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
48.
จนสามารถหักห้ามจิตใจตนเองมิให้คิด มิให้ปรุงแต่เรื่องที่ท�ำให้ เสื่อมเสีย อันเป็นการยกระดับจิตของตนเองให้สูงขึ้น
อย่างที่ได้ กล่าวไว้แล้วแต่ตอนต้นว่าไม่ท�ำบาปแม้ในที่ลับและที่แจ้ง ทตองกลาวมากถงศลขอสามนกเ็ พราะวาเปนขอทสำคญยง ี่ ้ ่ ึ ี ้ ี้ ่ ็ ้ ี่ � ั ิ่ เพราะจะท�ำให้หนีความเป็นธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ทตำกว่าได้ ี่ �่ เมอใดทสามารถยกจตตนเองไดถงระดบนี้ ศลขอทสทกลาวถงเรอง ื่ ี่ ิ ้ ึ ั ี ้ ี่ ี่ ี่ ่ ึ ื่ มสาวาท คอวาจาอนเปนเทจ ถาเราตความวาเปนเรองการพดโกหก ุ ื ั ็ ็ ้ ี ่ ็ ื่ ู การด�ำเนินไปของศีลทั้งหลายก็จะด�ำเนินต่อไปไม่ได้ตลอด เรามามองดูว่าองค์ศีลข้อนี้เน้นเรื่องวาจา เหมือนอย่าง ศีลข้อที่หนึ่งและศีลข้อที่สองเน้นเรื่องของการกระท�ำด้วยกาย ส่วนศีลข้อที่สามเน้นที่ความคิดคือจิตหรือใจ ฉะนั้นเราจะเห็น องค์ค�ำสอนของพระศาสดาที่กล่าวถึงเรื่องกาย วาจา ใจหรือจิต และตัวจิตนีสำคัญยิง เพราะเป็นตัวต้นทีนำไปสูทกเรืองราว เมือจะ ้� ่ ่ � ่ ุ ่ ่ แก้ไขก็ต้องแก้ไขที่จิต จึงจะแก้ไขเรื่องวาจาและกายได้ ฉะนั้นในการที่จะกล่าววาจาใดใดของใครใครในที่ไหนไหน จงขนอยทจตเปนเหตตน บคคลยอมไมกลาววาจาใดใดในทไหนไหน ึ ึ้ ู่ ี่ ิ ็ ุ ้ ุ ่ ่ ่ ี่ อนเปนเหตใหตนเองและผอนตองเสอมเสยศกดศรี เสอมเสยทรพย์ ั ็ ุ ้ ู้ ื่ ้ ื่ ี ั ิ์ ื่ ี ั หรือเป็นเหตุให้น�ำไปสู่ความบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิต มีการกล่าว เรืองอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาทีจะให้ผอนต้องได้รบความเสือมเสีย ่ ่ ู้ ื่ ั ่ ศกดศรี เสอมเสยทรพย์ หรอเปนเหตใหนำไปสความบาดเจบจนถง ั ิ์ ื่ ี ั ื ็ ุ ้ � ู่ ็ ึ เสียชีวิตเป็นที่สุด สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๖
49.
มาถงตรงนคงจะเหนกนแลววาศลคอขอพงปฏบตและไมพง
ึ ี้ ็ ั ้ ่ ี ื ้ ึ ิ ั ิ ่ ึ ปฏิบติ จะกล่าวถึงเหตุสดท้ายทีเ่ ป็นทีสด โดยมีองค์ธรรมเก้าประการ ั ุ ุ่ มาประกอบจบในทกๆ ขอ โดยเรมมาแตมความทะยานอยากในจิต ั ุ ้ ิ่ ่ ี ถ้าเป็นจิตฝ่ายกุศลก็จะน�ำไปสู่การแก้ไขตนเอง จนถึงที่สุดก็คือมี ความละอายและเกรงบาป น�ำไปสูความเจริญในจิต สามารถยกจิตตน ่ ให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดได้โดยไม่ยาก ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็จะ นำไปสความเสอมในจต สงสมความชวรายบาปเวรฝงลกลงไปเรอยๆ � ู่ ื่ ิ ่ั ั่ ้ ั ึ ื่ จนยากทจะแกไขถอดถอน ไมละอายไมเ่ กรงกลวในบาป ในอาญา ี่ ้ ่ ั ตางๆ ทงทางโลกและทางธรรม จนนำไปสการเกดในภพชาตตางๆ ่ ั้ � ู่ ิ ิ ่ ที่เต็มไปด้วยโทษทุกข์ไม่รู้จบ หลวงตาได้กล่าวไปถึงศีลสี่ข้อแล้ว วันนี้ก็จบเรื่องศีลได้ด้วย ศีลข้อที่ห้าที่กล่าวถึงเรื่องสุรา เมรยะ มัชชะ ประมาทฐาน ไม่ได้ หมายเพียงแค่หามดืมสุราอย่างทีเ่ ราชาวไทยชอบตีความกัน อันทีจริง ้ ่ ่ ข้อนี้กล่าวเน้นถึงเรื่องความประมาท ซึ่งจะเป็นเหตุให้น�ำไปสู่ การกระท�ำผิดศีลในข้ออื่นๆ ได้โดยง่าย ยิ่งมีการเสพของมึนเมา ไม่ว่าจะระดับดีกรีหรือความเข้มข้นของน�้ำเมาต�่ำ อย่างเช่นสิ่งที่ หมักดองมาจากดอกไม้ หรือระดับกลางที่หมักดองมาจากผลไม้ และที่สุดระดับสูงที่หมักดองมาจากแป้งจ�ำพวกข้าว ความประมาทนมอยเู่ ปนธรรมดาอยแลว การจะตงมนอยใน ี้ ี ็ ู่ ้ ั้ ั่ ู่ ความไมประมาทนเี้ ปนเรองยาก ตองมสตทสมบรณพรอม จตตองนง ่ ็ ื่ ้ ี ิ ี่ ู ์ ้ ิ ้ ิ่ วธทจะทำใหจตนงกตองตงอยในฌาน การตงจตอยในฌานถาฝกมา ิ ี ี่ � ้ ิ ิ่ ็ ้ ั้ ู่ ั้ ิ ู่ ้ ึ ๔๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
50.
ไม่ดี คิดผิดคิดไม่งาม ชั่วเพียงเสี้ยววินาที
บาปมหันต์ก็เกิดขึ้น แกตน สงผลใหตวเจาของและสตวอนตองรบโทษทกขทงในชาตนี้ ่ ่ ้ ั ้ ั ์ ื่ ้ ั ุ ์ ั้ ิ และชาติหน้ายาวนานเป็นอสงไขย ฉะนั้นการที่จะตั้งอยู่ในความมีสติพร้อมไม่ประมาทชนิดที่ ไมมโทษทกข์ จงเปนเรองทตองพากเพยรอยางหนก พนจวนจฉยธรรม ่ ี ุ ึ ็ ่ื ่ี ้ ี ่ ั ิ ิ ิ ิ ั อยทกลมหายใจเขาออก ไมเ่ ปลงวาจาใชวาจะไมคด คดผดเพยงนด ู่ ุ ้ ่ ่่ ่ ิ ิ ิ ี ิ ตดอยอกนาน ฉะนนศลขอหานจงถอวาสำคญยง เพราะวา “ผดเพยง ิ ู่ ี ั้ ี ้ ้ ี้ ึ ื ่ � ั ิ่ ่ ิ ี ข้อเดียว ผิดหมดทุกข้อ” ปกติก็ประมาทเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามี สงเสพตดมนเมาเปนตวเรง กยงประมาทมาก ไมมสติ ขาดการยงคด ิ่ ิ ึ ็ ั ่ ็ ิ่ ่ ี ั้ ิ ย่อมกระท�ำผิดศีลได้ทุกข้อ วนนหลวงตากสามารถจบเรองศลของมนษยไดทกขอครบทง ั ี้ ็ ื่ ี ุ ์ ้ ุ ้ ั้ ห้าข้อ และก็เป็นการจบเรื่องภัยต่อพุทธศาสนาด้วย โอกาสต่อไป ถ้ายังมีโอกาสอยู่ หลวงตาก็จะน�ำเรื่องที่ตรงข้าม คือเรื่องที่ไม่ใช่ ภยตอพทธศาสนา คอเปนเรองทจะชวยกนบำรงพทธศาสนาใหเ้ จรญ ั ่ ุ ื ็ ื่ ี่ ่ ั � ุ ุ ิ ได้อย่างไร หลวงตาขอจบเรื่องภัยต่อพุทธศาสนาไว้เท่านี้ อย่าเชื่อ นี่เป็นเพียงทัศนะของหลวงตาเท่านั้น ท่านทั้งหลายศึกษาแล้ว น�ำไปวินิจฉัย แล้วปรับใช้ให้เหมาะสม ไม่เป็นภัยต่อตนและผู้อื่น ได้อย่างนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๘
51.
แนวทางการปฏิบัติโดยการวิธีเดินจงกรม
และนั่งสมาธิด้วยตนเอง หลายคนที่เข้ามาร่วมปฏิบัติธรรมมักจะมีค�ำถามเกี่ยวกับ การนั่งสมาธิและการเดินจงกรม หลวงตาจึงถือโอกาสนี้แนะน�ำ แนวทางการปฏบตโดยวธการเดนจงกรมและนงสมาธดวยตนเอง ิ ั ิ ิี ิ ั่ ิ ้ ให้ทราบโดยทั่วกัน ถาม : นงสมาธไดไมคอยนาน เปนเหนบทเี่ ทา ทำยงไงจะทนไดครบ ั่ ิ ้ ่่ ็ ็ ้ � ั ้ ั ตอบ : บุญรักษา การนงสมาธนนสวนใหญจะทำการนงสมาธดวยความไมเ่ ขาใจ ั่ ิ ั้ ่ ่ � ั่ ิ้ ้ ในความสำคญของการทำสมาธิ ขนตอนในการทำสมาธไมวาจะเปน � ั � ั้ � ิ ่่ ็ สมถะสมาธหรอวปสสนาสมาธิ ตางกตองการการกำหนดรในกาย ิ ื ิ ั ่ ็ ้ � ู้ เป็นอันดับแรก การก�ำหนดรู้ในกายที่ง่ายที่สุดคือการเดินจงกรม ถ้าไม่เคยหัดเดินจงกรมแบบถูกวิธี ก็เดินแบบธรรมดาเหมือนที่ เดนเหนยางกาวแบบธรรมดาๆ ทเี่ คยเปนอยู่ เพยงแตวาใหเพมสติ ิ ิ ่ ้ ็ ี ่ ่ ้ ิ่ เอาใจใส่สนใจในการเดินมากขึ้น เช่น ถ้าจะบริกรรมพร้อมกับเดิน ก็ให้สนใจในค�ำที่บริกรรมว่าบริกรรมว่าอย่างไร การบริกรรมนั้น อยู่ที่ไหน ที่ปากหรือว่าที่จิต ตัวเราเริ่มบริกรรมตั้งแต่เริ่มก้าวเดิน หรือว่าก่อนทีจะก้าวเดิน วินจฉัยค�ำบริกรรมว่ามีความหมายอย่างไร ่ ิ แล้วท�ำไมต้องบริกรรมเช่นนั้น ความหมายที่แท้จริงก็คือหางาน ให้จิตท�ำ เมื่อจิตตั้งอยู่ที่งานแล้ว มีการควบคุมแล้ว ก็จะท�ำให้จิต ไมวอกแวกหนออกไปนอกกาย จนรสกวาจตนนอมแลว ควรแกงาน ่่ ่ ี ู้ ึ ่ ิ ี้ ้ ้ ่ ๔๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
52.
ที่ส�ำคัญแล้ว ค่อยลงนั่งท�ำสมาธิ ในผู้ที่ฝึกมานานเพียงเดินแค่ สองสามก้าว
หรือไม่เกินห้าก้าวก็จะนิ่ง แล้วก็พร้อมที่จะให้จิต ท�ำงานได้ จากการทไดสอนเดกๆ มาก ยงเปนพวกเดกพเิ ศษทสมาธสน ี่ ้ ็ ิ่ ็ ็ ี่ ิ ั้ ยิ่งสอนยาก แต่หลวงพ่อก็ใช้อุบายพูดคุยกับเด็กก่อนให้เด็กรู้สึก ผ่อนคลายแล้วคล้อยตามเรา โดยพูดคุยเรื่องพ่อแม่ แล้วก็ถามว่า รักแม่หรือไม่ เด็กก็จะรักแม่ แม่มีหน้าตาอย่างไรนึกออกหรือไม่ เดกกจะจำได้ จตของเดกกจะสงไปทหนาของแม่ ปรากฏหนาแมขน ็ ็ � ิ ็ ็ ่ ี่ ้ ้ ่ ึ้ ในความจำ เรากเ็ อาความจำนนมาเปนองคนมต แลวใหเ้ ดกบรกรรม � � ั้ ็ ์ ิ ิ ้ ็ ิ ค�ำว่า “แม่จ๋า...หนูรักแม่จง..” ไปพร้อมกับการนึกถึงหน้าของแม่ ั อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ก็ได้ผล เด็กก็จะนิ่งแล้วมีสมาธิได้เร็วขึ้น นิ่งขึ้น นั่งอยู่ได้นาน ไม่เอาจิตไปเกี่ยวข้องวอกแวกกับเรื่องอื่นๆ ไมไดสนใจในกจอน อาการตางๆ ของรางกายกไมเขามาเกยวของ ่ ้ ิ ื่ ่ ่ ็ ่ ้ ี่ ้ เนื่องจากจิตเข้าสู่องค์ฌาน คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกคัตตา จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวได้ไม่ยาก เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว กายกจะหยดทำหนาที่ หรอจะพดใหถกกคอทำหนาทชาลง อาการ ็ ุ � ้ ื ู ้ ู ็ ื � ้ ี่ ้ ต่างๆ ก็จะปรากฏช้ามาก ท�ำให้นั่งสมาธิได้นานขึ้น ยิ่งถ้ารักแม่ มากๆ ก็จะร�ำลึกถึงคุณความดีของแม่ แล้วก็เห็นความชัวของตนเอง ่ ต้องหลังน�ำตาออกมา ถ้าควบคุมได้กจะยิงท�ำการถอดถอนกรรมชัว ่ ้ ็ ่ ่ ที่เคยท�ำไว้ออกมาได้มากยิ่งขึ้น เป็นการสะจิตตะที่ดีมาก สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๕๐
53.
ส่วนในพวกที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไรก็ต้องปล่อยให้จิต
คดฟงซานไปเรอยๆ อยาเรยกกลบ ปลอยไป คลายๆ คนวาดวมาน ิ ุ้ ่ ื่ ่ ี ั ่ ้ ิ ในอากาศ เมื่อคิดฟุ้งซ่านวาดวิมานในอากาศไปสักระยะหนึ่ง จิตหรือความคิดก็จะค่อยๆ เบาช้าลง แล้วก็จะไปหยุดนิ่งอยู่กับ เรองๆ หนง เรองอะไรกได้ ในขณะนนจะยงไมมสตเขาไปเกยวของ ื่ ึ่ ื่ ็ ั้ ั ่ ี ิ ้ ี่ ้ ต่อเมื่อตัวเจ้าของเริ่มรู้สึกตัว เอาสติเข้าไปใส่ ถ้าไม่คลายหลุด เสียก่อนก็จะเริ่มเข้าสู่ขบวนการวิปัสสนาอย่างช้าๆ ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของว่ามีจตทีหนักหนาด้วยกิเลสธุลมากน้อยเพียงใด หรือว่า ิ ่ ี เบาบางอยู่ ไม่คอยจะมเี รองลามกมากมายนก กจะเรมจงจตตน ่ ื่ ั ็ ิ่ ู ิ เขาสสมาธไดเ้ รวขน ้ ู่ ิ ็ ึ้ แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเองว่าต้องการที่จะท�ำ สมาธิไปเพืออะไร อันนีเ้ ป็นเหตุสำคัญ ถ้าท�ำไปเพือความหยาบหนา ่ � ่ แหงกเิ ลส กตองมงมนไปในทางชวใหมาก อยางนกจะทำไดเ้ รวและ ่ ็ ้ ุ่ ั่ ั่ ้ ่ ี้ ็ � ็ ไมมทกข์ ถาตองการทจะละถอน แตวามนยงหนามากอยู่ กตองใช้ ่ ี ุ ้ ้ ี่ ่่ ั ั ็ ้ เวลามากหน่อย ค่อยๆ ขัดเกลา กว่าจะได้ก็อาจจะท้อ ต้องเป็น คนเดดเดยวชนดสมทเฉทปะหาน จงจะทำไดเรว แตถาเปนพวกที่ ็ ี่ ิ ุ ึ � ้ ็ ่้ ็ เบาอยู่แล้ว การที่จะด�ำเนินไปก็จะง่ายไม่ยากนัก ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนหยาบๆ ที่สามารถฝึกฝนได้เอง แต่ถ้า ไม่ไหวก็ต้องมีครูอาจารย์คอยช่วยก�ำกับดูแล ถาม : กราบนมัสการ ผมขออนุญาตสอบถาม “วิธีเดินจงกรม ทถกตอง” ตองทำอยางไรบางครบ มกขนตอน ตองกำหนด ี่ ู ้ ้ � ่ ้ ั ี ี่ ั้ ้ � อยางไรจงจะเปนสตปฏฐาน 4 ขอความเมตตาใหความกระจาง ่ ึ ็ ิั ้ ่ ด้วยครับ ๕๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
54.
ตอบ : เจริญพร การเดนจงกรมถอเปนการปฏบตทเี่
ขาหลกของสตปฏฐานสี่ ิ ื ็ ิ ั ิ ้ ั ิ ั อยู่แล้ว หลักการง่ายๆ คือให้ก�ำหนดรู้ในกาย ก่อนเดิน ขณะเดิน และขณะที่จิตนิ่ง ก�ำหนดอย่างไร การก�ำหนดรู้ คือให้รู้ในสัณฐานและสังขาร รู้ในสัณฐาน คือรู้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างโดยเบื้องต้น และจะรู้มากยิ่งๆ ขึ้น เมื่อจิตละเอียด เมื่อสามารถรู้ในสัณฐานได้แล้ว ก็ให้มองดูสังขาร คอการปรงแตอารมณ์ วาสณฐานอนมองคประกอบทงหลายเหลานน ื ุ ่ ่ ั ั ี ์ ั้ ่ ั้ ก่อให้เกิดเป็นอารมณ์อะไรบ้าง และในองค์ประกอบโดยรวมนั้น มีองค์ประกอบอะไร ก่อให้เกิดอารมณ์อะไร อย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อสามารถตั้งฐานการเดินจงกรมในรูปแบบ สติปัฏฐานสี่ได้แล้ว จิตก็จะเริ่มน้อมเข้าสู่อารมณ์สมถะในระดับ ฌานที่หนึ่ง คือวิตกวิจารณ์ โดยการที่เราได้ก�ำหนดกายเป็น เครองเรยนรู้ จตไมซดสายหนออกไปจากองคความรทเี่ รากำหนดไว้ ื่ ี ิ ่ั ่ ี ์ ู้ � แต่เบื้องต้น จิตจึงน้อมลง คือมีความนิ่งสงบลง ต่อเมื่อรู้ได้ว่า จิตเป็นสมถะแล้วให้เดินต่อ อบรมจิตต่อไป จนจิตนิ่งมากยิ่งขึ้น กายหลงนกจะเรมทำหนาทควบคกบจต ทำใหระบบเคมในรางกาย ั ี้ ็ ิ่ � ้ ี่ ู่ ั ิ � ้ ี ่ หลั่งสาร adrenaline ออกมา โดยเริ่มจากบริเวณก้นกบ (จริงแล้ว อยทบรเิ วณฝเี ยบ) ผานกระดกสนหลงขนสกระหมอม แลวแผซาน ู่ ี่ ็ ่ ู ั ั ึ้ ู่ ่ ้ ่่ ไปทวสรรพางคกาย ทำใหเ้ กดมความสขขนโดยไมรตว แตกอนทจะ ั่ ์ � ิ ี ุ ึ้ ่ ู้ ั ่ ่ ี่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๕๒
55.
ถึงความสุขนัน ถ้าเรามีจตทีนอมละเอียดก็จะเห็นการเกิดความปีตขน
้ ิ ่้ ิ ึ้ ในขนตน แลวจงรสกสข เรยกวาไมขามขนตอน นเี่ ปนระดบฌานทสอง ั้ ้ ้ ึ ู้ ึ ุ ี ่ ่ ้ ั้ ็ ั ี่ ตอดวยสาม บางคนกอาจจะเขาไปมองเหนขนตอนตางๆ อยางชาๆ ่ ้ ็ ้ ็ ั้ ่ ่ ้ บ้างก็เห็นต่อเนืองไปอย่างเร็วๆ ไม่ทนจับสังเกต นีเ้ ป็นความละเอียด ่ ั ของจิตทีฝกฝน ถ้าไม่หลุดเพราะความตกใจ ความดีใจ ความลิงโลดใจ ่ึ หรออารมณนอกใดๆ ความลงเลสงสยในพระธรรมคำสอนหมดไป ื ์ ั ั � จิตก็จะน้อมเข้าสู่เอกัคคตาจิต คือเป็นหนึ่งเดียวในระดับฌานที่สี่ ตอเมอเสวยอารมณนนไดแลวจะทำการทบทวนกได้ในผทมจต ่ ื่ ์ ั้ ้ ้ � ็ ู้ ี่ ี ิ แนบแนนมนคง จะสามารถวงเลนจตอยในสมถะอารมณได้ โดยฝก ่ ั่ ิ่ ่ ิ ู่ ์ ึ เข้าออกในระดับฌานต่างๆ จากสีลงหนึงบ้าง จากหนึงขึนสามบ้าง ่ ่ ่ ้ จากสามลงหนึ่งบ้าง สามารถฝึกฝนให้คล่องแคล่วได้ ที่เรียกว่า วสี คือเกิดเป็นความช�ำนาญขึ้นนั่นเอง เมื่อเสวยอารมณ์จนเป็นที่ สุขใจพึงใจพอใจแล้ว ก็ด้วยเหตุแห่งความช�ำนาญในช่วงเวลานั้น จิตก็จะผ่อนคลายถอยลงมาที่ระดับฌานที่หนึ่งอีก ด้วยอารมณ์ อันเป็นปุถุชนนี้เป็นธรรมดา แต่ผู้ฝึกจะต้องยังไม่คลายอารมณ์ หนตามไป ใหเ้ สวยอารมณอยู่ แลวกเ็ รมในอาการเดยวกบฌานทหนง ี ์ ้ ิ่ ี ั ี่ ึ่ ในเบองตนแหงการฝก ดวยการนอมจตนนเขาสวปสสนา โดยหยบยก ื้ ้ ่ ึ ้ ้ ิ ั้ ้ ู่ ิ ั ิ เอาอารมณ์ที่เพิ่งจะผ่านไปนั้นมาพิจารณาใหม่ แต่คราวนี้จิตจะ พจารณาในความละเอยดตางๆ ของอารมณสกพกหนง หรออาจจะ ิ ี ่ ์ ั ั ึ่ ื ยาวนานมากมายจนหาทางเดนตอไมได้ ทงนกขนอยกบการฝกฝน ิ ่ ่ ั้ ี้ ็ ึ้ ู่ ั ึ หรือผู้ดูแลฝึกสอนจะให้ค�ำแนะน�ำ ๕๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
56.
ต่อเมื่อจิตเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาอารมณ์แล้ว นิมิตต่างๆ ก็เกิด ใหควบคมจตพจารณารตามนมตตางๆ
นนไป จนนมตคลายจางแลว ้ ุ ิ ิ ู้ ิ ิ ่ ั้ ิ ิ ้ จึงเริ่มน�ำเอานิมิตนั้นมาพิจารณา บ้างก็จะนั่งลงด้วยอาการต่างๆ ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าของเอง บ้างก็จะเดินต่อ แต่จะเชื่องช้าลง คล้ายอารมณ์เหม่อลอย แต่ไม่ใช่ เนื่องจากจิตยังควบคุมกายอยู่ ยังมีสติอยู่ เมื่อเริ่มน้อมจิต เข้าไปพิจารณาหรือวิปัสสนา ในนิมิตต่างๆ ฐานที่สองคือเวทนา ก็จะเกิดขึ้น จิตนี้ผูกพันกับนิมิตมานานแล้ว เพราะว่ากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะแต่ชาติใด ล้วนถูกประทับไว้แล้วในจิต ถ้าเป็นผู้ที่ฝึกตน มาดี มีครูอาจารย์สอนสั่งมาดีแล้ว จิตก็จะเรียนรู้ตามอารมณ์แห่ง นิมิตนั้นๆ แล้วท�ำการวิเคราะห์วิจัย (ขบวนการ R&D แบบโลกๆ ก็คล้ายกัน) ว่านิมตเหล่านันมีทมาทีไปอย่างไร ท�ำการเรียนรูศกษา ิ ้ ี่ ่ ้ ึ แก้ไข นี้เป็นไปตามขบวนการของจิตในระดับ “สะจิตตะปริโยทะ ปะนัง” ซึงยังเป็นวิปสสนาอยู่ ไม่หนีหลุดไปไหน ไม่ออกนอก อยูแต่ ่ ั ่ ภายใน เรียนรู้ ยอมรับ ศิโรราบ แก้ไข นี้เป็นขบวนการวิปัสสนา ที่อยู่ในขั้นของ “จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน” เป็นฐานที่สาม เมอพจารณาตอไปเรอยๆ โดยทจตยงไมหลดไปจากอารมณ์ ื่ ิ ่ ื่ ี่ ิ ั ่ ุ โดยอาศยจตทตงเปนฌานดแลวนน (จตจะทำหนาทเี่ ปนผพพากษา ั ิ ี่ ั้ ็ ี ้ ั้ ิ � ้ ็ ู้ ิ ทีเ่ ทียงธรรมทีสด หาทีเ่ ปรียบไม่ได้ เหนือกว่าผูพพากษาทีเ่ ป็นเพียง ่ ุ่ ้ ิ มนุษย์ปถชนคนธรรมดามากมายยิงนัก) จิตได้เรียนรูถงเวทนาต่างๆ ุุ ่ ้ึ ที่สัตว์ได้รับ ไม่ว่าจะตนเองหรือสัตว์อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กรรมใด ทไดกระทำแลวและไดทำการชำระแลว องคธรรมกเ็ กด ศกษา เรยนร้ ู ี่ ้ � ้ ้ � � ้ ์ ิ ึ ี สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๕๔
57.
ทบทวน พจารณาองคธรรมเหลานนอยางเปนสข อยางเทยงธรรม
ิ ์ ่ ั้ ่ ็ ุ ่ ี่ อยู่ในสภาวะอารมณ์นั้นๆ ที่เรียกว่า “ปัสสัทธิ” จิตก็จะเข้าใจใน หลกธรรม นเี้ ปนฐานทสทเี่ รยกวา “ธรรมมานปสสนาสตปฏฐาน” ั ็ ี่ ี่ ี ่ ุ ั ิ ั ท�ำการพิจารณาอย่างนี้เรื่อยไป บ่วงกรรมก็ลดลง ด้วยการอาศัย ขบวนการประกอบอนๆ เชน ทานกศล ศลกศล จตกจะผองแผวขน ื่ ่ ุ ี ุ ิ ็ ่ ้ ึ้ สดใสราเรง องอาจและอาจหาญ ไมหงอยเหงา ทอแทดวยเหตแหง ่ ิ ่ ้ ้ ้ ุ ่ ความไม่รู้ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ในที่สุดก่อนวาระที่จิตจะดับ เพราะกายแตกก็นับว่าทันกาล ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และที่ส�ำคัญได้อยู่ในใต้ร่มพระพุทธศาสนา ดั่งค�ำสอนที่ว่า “ อาศัยกายนี้เป็นเครื่องเรียนรู้ ” “ มีกายนี้เป็นเพียงที่อาศัยที่เรียนรู้ ” บุญรักษา กิตติญาโณ ขอสงวนสิทธิ์ภาพและข้อความในหนังสือนี้ ไม่สมควรเผยแพร่ คัดลอก ตัดตอนโดยมิได้รับ อนุญาต หากท่านใดประสงค์จดพิมพ์เพือเผยแพร่เป็นธรรมทาน โปรดติดต่อ ส�ำนักปฏิบตธรรม ั ่ ั ิ สุธัมมสถาน บ้านหนองกลางเนิน ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๑๐ ๕๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
Download