สารบัญ
	                                                        หน้า
หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑	                   ๑
หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒	                   ๕
หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๓	                   ๙
หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔	                   ๑๓
หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๕	                   ๑๗
ภัยต่อพุทธศาสนา	
	  ba ตอน ๑ เข้าใจให้ถูกทาง	                             ๒๘
	 ba ตอน ๒ เหตุแห่งความเสื่อม	                           ๓๐
	 ba ตอน ๓ ความทะยานอยากเป็นที่ตั้ง	                     ๓๒
	 ba ตอน ๔ มนุษย์กับการรักษาศีล (๑)	                     ๓๕
	 ba ตอน ๕ มนุษย์กับการรักษาศีล (๒)	                     ๓๙
	 ba ตอน ๖ มนุษย์กับการรักษาศีล (๓)	                     ๔๒
	 ba ตอน ๗ มนุษย์กับการรักษาศีล (จบ)	                    ๔๕
แนวทางการปฏิบัติโดยวิธีเดินจงกรม	                        ๔๙
และนั่งสมาธิด้วยตนเอง	                                   	

            พิมพ์เผยแพร่เนื่องในงานทอดกฐินประจำ�ปี
         ณ สถานปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน จังหวัดกาญจนบุรี
                       พุทธศักราช ๒๕๕๓
คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
               หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑
    	 ก่อนที่หลวงตาจะกล่าวถึงเรื่องภัยต่อพุทธศาสนา หลวงตา
    จะน�ำเอาหลักในการปฏิบัติที่ง่ายที่สุดส�ำหรับความเป็นมนุษย์
    ด้วยการก�ำหนดกาย วาจา ใจหรือจิตของเราในการท�ำกิจต่างๆ
    โดยมี ศี ล ห้ า เป็ น เครื่ อ งควบคุ ม และมี ห ลั ก ธรรมเก้ า ประการ
    เป็นเครื่องตรวจสอบยกขึ้นมาเป็นอารัมภบท
    	 หลั ก ธรรมก็ คื อ หลั ก แห่ ง ธรรมชาติ นั่ น เอง การท� ำ ตั ว เรา
    ให้เข้าใจในธรรมชาติต่างๆ รอบตัวเรา การสร้างกรรมต่างๆ ที่จะ
    เกิดจากตัวเราไปสู่ธรรมชาติ โดยรู้จักธรรมชาติรอบตัวเราอย่าง
    ถองแทมาเปนแบบอยาง เรากจะสรางกรรมโดยมความผดไปจาก
     ่      ้ ็         ่       ็ ้                   ี    ิ
    ธรรมชาติน้อยที่สุด
    	 ตนไมหนงตน เรามองดวยการพจารณาตงแตไมนนเรมเจรญ
             ้ ้ ึ่ ้            ้     ิ       ั้ ่ ้ ั้ ิ่ ิ
    ขึนมา เราไม่รดอกว่าต้นไม้นนจะเป็นอย่างไรต่อไป เราได้แต่เฝ้ามอง
      ้            ู้         ั้
    ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ วันเวลาผ่านไปจนเช้าวันหนึ่งเราสังเกตเห็น
    ความเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น กิ่งก้านที่เคยมีใบปกคลุม ใบเริ่ม
    ร่วงลงสู่ดินเป็นจ�ำนวนมาก แต่ยังคงมีเหลือใบที่อ่อนอยู่ แล้วมี
    ธรรมชาติใหม่แทรกขึ้นมาให้ความสวยงามและกลิ่นโชยหอม
    ในระหวางทตนไมนนกำลงผลดอก กมธรรมชาตอนเขามาเกยวของ
              ่ ี่ ้ ้ ั้ � ั ิ      ็ ี         ิ ื่ ้     ี่ ้
    จ�ำนวนมากหน้าหลายเผ่าพันธุ์ เราได้เห็นธรรมชาติที่มาใหม่
    เหลานนเกาะทดอกหนงแลวไปทอกดอกหนง แลวกไปทอกดอกหนง
        ่ ั้          ี่  ึ่ ้ ี่ ี         ึ่ ้ ็ ี่ ี          ึ่
๑   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน ในที่สุดเมื่อถึงกาลเวลาอันควร กลีบดอก
เหล่านั้นก็ร่วงหล่นหลุดออกจากต้นไม้นั้น แต่เราได้เห็นอีกสิ่งหนึ่ง
เกดขน ในการรวงหลนนนยงมทไมรวงหลนกมากมาย เกดเปนตม
    ิ ึ้         ่ ่ ั้ ั ี ี่ ่ ่ ่ ็                    ิ ็ ุ่
เล็กๆ ขึ้นมาภายใต้ช่อดอกนั้นๆ เราเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ
ต่อไปเรือยๆ ทีสดเราก็เห็นการเจริญเติบโตของธรรมชาตินนมากขึน
         ่      ุ่                                     ั้              ้
ทกวน มธรรมชาตอนมาเกยวของอก คบคลานมาบาง เดนมาบาง
   ุ ั ี             ิ ื่       ี่ ้ ี ื           ้ ิ               ้
บินมาบ้าง มีมากหน้าหลายตาเช่นกัน แต่ไม่เหมือนในครั้งแรก
เมื่อครั้งแรกนั้นธรรมชาติเล็กบ้างใหญ่บ้างมาแล้วก็ไป ไม่ได้ทิ้ง
ความเสียหายไว้ให้เราเห็น แต่ธรรมชาติใหม่ที่มานี้ทิ้งร่องรอย
ความเสียหายไว้ให้เราเห็น ลมมา ฝนมา ต้นไม้นั้นก็สะบัดพลิ้ว
ไปตามลมและฝน เมื่อฝนและลมหมดแล้ว เราจึงสังเกตเห็นถึง
ความเสียหาย ช่อผลทีอยูภายใต้การบดบังของหมูใบทีปกคลุมหนา
                            ่ ่                  ่ ่
ได้รับความเสียหายน้อย ช่อใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มแตกออกมา บ้างก็
เสียหายมาก บ้างก็เสียหายน้อย แล้วเช้าวันรุงขึนเราก็เห็นใบอ่อน
                                             ่ ้
แตกออกมากมาย คอยๆ เจรญขนปกคลมกงกานชอผลทยงคงอยู่
                          ่       ิ ึ้   ุ ิ่ ้ ่          ี่ ั
เหล่านั้นไว้อย่างแนบเนียน แต่ก็ยังไม่รอดพ้นไปจากสายตาของ
ธรรมชาติใหม่ที่มา ธรรมชาติใหม่เหล่านั้นได้น�ำเอาผลที่สุกได้ที่
พอกับความต้องการของธรรมชาติใหม่ที่เคลื่อนมาในรูปแบบ
ต่างกันติดตัวเอาไปบ้าง ทิ้งให้ตกร่วงลงสู่ดินโดยรอบบ้าง เราเอง
ก็ได้ทดลองปลิดเอาผลเหล่านั้นมาทดลองรสบ้าง เราก็ได้รู้จักว่า
ลักษณะใดมีรสเช่นไร และลักษณะใดมีรสที่พอดีกับความรู้สึก
ของเรา เราได้ศึกษาธรรมชาติของต้นไม้นั้นแล้วอยู่หลายครั้ง
มันก็เป็นเช่นนี้ร�่ำไป ต้นเก่าล้มไป ต้นใหม่ก็เจริญขึ้นมาทดแทน
จำนวนมากขน ตางกแยงชงกน ทไดแดดอดมดกเ็ จรญไว ทสไมไหว
 �            ึ้ ่ ็ ่ ิ ั ี่ ้           ุ ี ิ              ี่ ู้ ่
                                                  สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๒
ถูกบดบังก็ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการยื่นกิ่งก้านออกไปใน
    ทศทางใหมทจะสามารถหาแดดได้ ทสไมไหวกลมตายไป เปนเชนนี้
       ิ        ่ ี่                   ี่ ู้ ่ ็ ้           ็ ่
    เช่นนี้ เราได้เห็นและได้ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นไม้ต่างๆ
    รอบตวอยางแจมแจงแทงตลอด จนวนหนงเราไดออกไปสโลกกวาง
             ั ่ ่ ้                  ั ึ่          ้     ู่        ้
    ได้พบต้นไม้นานาชนิดมากมายเหลือคณานับ เฝ้าดูไปก็จะเห็น
    การเปลี่ยนแปลงของหมู่ไม้นั้นเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบเดียวกัน
    ชาบาง เรวบาง หรอนานจนไมอาจรอคอย เราอาจจะประมาณไดวา
     ้ ้ ็ ้ ื                 ่                                    ้่
    มนคงตองใชเวลานานเปนระยะประมาณเทาใด แลวคอยหวนคน
         ั    ้ ้           ็                  ่      ้ ่             ื
    กลับมาศึกษามันอีกในโอกาสหน้า เดินทางไปศึกษาไปได้พบเห็น
    สิ่งที่เหมือนและแตกต่างมากมาย ที่ว่าจะต้องหวนคืนไปก็ได้
    พบเห็นในระหว่างทาง จึงได้เข้าใจว่าธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น
    เปนเชนเดยวกน ตางกนกแตเ่ วลาของความเจรญเตบใหญ่ ทสดก็
           ็ ่ ี ั ่ ั ็                           ิ ิ         ี่ ุ
    เข้าใจในธรรมชาติของต้นไม้ทั้งหลายว่ามันเป็นเช่นนี้เอง
    	 นี้คือที่มาของค�ำว่า “รู้ต้นไม้หนึ่งต้น ย่อมรู้ต้นไม้ทั้งป่า”
    ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้าน ใบ ดอก ผล เปลือก เนื้อที่มีทั้งอ่อนและแข็ง
    มีสะเก็ด กระพี้ มีแก่นบ้าง ไม่มีแก่นบ้าง และทั้งหมดก็เริ่มต้น
    มาจากต้นก�ำเนิดที่เป็นรากเหง้าเผ่าพันธุ์
    	 โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ค�ำพูดนี้อาจถูก
    คัดค้านว่ารู้แค่นี้ใช้การอะไรไม่ได้ดอก ยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้
    อกมากมายเพอทจะเรงการขยายพนธ์ุ ปรบปรงพนธ์ุ เปลยนแปลง
      ี             ื่ ี่ ่            ั    ั ุ ั          ี่
    พันธุกรรม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์โลก อาจจริงหรือไม่จริง
    เวลายอมเปนเครองพสจน์ แตอยาใหถงขนทำลายเผาพนธ์ุ เพราะวา
           ่ ็ ื่ ิ ู            ่ ่ ้ ึ ั้ �        ่ ั          ่
    นั่นจะท�ำให้สิ้นชาติพันธุ์ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารากเหง้า
    เผ่าเดิมนั้นเป็นเช่นไร
๓   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ที่เข้าไปแทรกแซงการด�ำรงอยู่
ของธรรมชาติแต่เดิมนั้นย่อมเป็นเรื่องไม่บังควร ควรที่จะเป็น
การศึกษาและช่วยเหลือธรรมชาติในส่วนทีขาดก็นาจะเพียงพอแล้ว
                                       ่       ่
อย่าแทรกแซงธรรมชาติดวยความทะยานอยากของกิเลส เพราะนัน
                       ้                                           ่
เทากบการทำลายลางเผาพนธดวยอวชชา เพราะ “รเพยงแคกำมอ”
  ่ ั       �      ้ ่ ั ์ุ ้ ิ                  ู้ ี      ่ � ื
ก็พอเพียงแล้วที่จะเอาตัวรอดพ้นจากทุกข์ภัยได้ ถ้าทุกรูปทุกนาม
เข้ า ใจตรงกั น ธรรมชาติย ่อมแบ่งปันที่พ อเพี ย งส� ำ หรั บทุ ก รู ป
ทุกนาม แต่เพราะความทะยานอยากด้วยกิเลส จึงอยากที่จะมี
มากกวา ใชอบายตางๆ ดวยโยนโสผดธรรม ทสดกเ็ ปนการทำลาย
        ่ ุ้        ่    ้    ิ ิ         ี่ ุ ็             �
ความสมดุลแห่งธรรมชาติ นี่ก็เพราะอวิชชา
	 อวิชชา นี้แหละเป็นหัวหน้าแห่งความพรั่งพร้อมด้วย
	 อกุศลธรรมทั้งหลาย						
	 ความไม่ละอายใจ ความไม่เกรงกลัวต่อบาปย่อมตามหลังมา
	 เพราะความแก่กล้าแห่ง อวิชชา ด้วย มิจฉาทิฏฐิ เป็นเพราะ
ยกตนวาเปนผรในศาสตรวทยาการในแขนงนนๆ ไมถองแทในธรรม
          ่ ็ ู้ ู้             ์ิ               ั้       ่่ ้
ไม่เข้าถึงในธรรมชาติแห่งศาสตร์ที่ศึกษา เปรียบประดุจหนึ่งดั่ง
เมลดขาวสารทไมนอนราบตามธรรมชาตทควรเปน กลบตงตวขน
      ็ ้           ี่ ่                    ิ ี่         ็ ั ั้ ั ึ้
ไม่พิจารณาด้วย วิชชา อันเป็น สัมมาทิฏฐิ คือความรอบรู้ใน
ธรรมชาตทศกษาอยาถองแท้ ประกอบพรอมไปดวยการวนจฉยดวย
            ิ ี่ ึ         ่ ่            ้          ้        ิ ิ ั ้
ปัสสัทธิ คือมีความสงบระงับ แล้วรวบรวมประมวลมาซึงองค์ความรู้ ่
ทไดศกษาผานมา นำมาวเิ คราะห์ วจย วนจฉยดวยความไมประมาท
  ี่ ้ ึ        ่        �          ิั ิ ิ ั ้                   ่
ในทุกๆ ด้าน ท�ำการพัฒนาให้เป็นองค์รู้ใหม่ที่สมบูรณ์ ไม่ท�ำร้าย
ทำลายความเปนของเดม แตสงเสรมเฉพาะสวนทขาด ไมมากเกน
    �                 ็        ิ ่่ ิ               ่ ี่           ่  ิ
                                                  สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๔
จนสามารถท�ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ประสงค์ของ
    ธรรมชาติแห่งศาสตร์วิทยานั้นๆ เพราะว่า
    	 วชชา อนประกอบดวยสมมาทฏฐิ นแหละเปนหวหนาแหง
       ิ    ั          ้ ั     ิ ี้      ็ ั ้ ่
    	 ความพรั่งพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย				
    	 ความละอายใจ ความเกรงกลัวต่อบาปย่อมตามหลังมา
    	 ความละอายและเกรงกลวตอบาปยอมเปนธงนำใหปญญานน
                                    ั ่       ่ ็ � ้ ั         ั้
    ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ด�ำเนินเสริมสร้างความคิดไปในทางที่
    ไม่ผดธรรม น้อมน�ำให้จตตรงเข้าสูวปสสนาญาณ คือปัญญาอันยิง
         ิ                  ิ           ่ิ ั                       ่
    และดิ่งตรงสู่องค์รู้อย่างแท้จริง จึงจะรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมชาติ
    นั้นๆ เข้าสู่หนทางแห่ง มรรคแปด ก่อให้เกิดปัญญาไม่รู้จบ
    	 เพราะมรรคแปดเป็นธรรมของโลก มิใช่ธรรมของศาสดาใด
    ศาสดาหนงโดยเฉพาะ บคคลผเู้ ปน ปจเจก ยอมสามารถพาตนเอง
              ึ่          ุ      ็ ั       ่
    เข้าสูมรรคแปดได้โดยไม่ยาก หากตังมันอยูในองค์ศล มีสมมาทิฏฐิ
          ่                        ้ ่ ่         ี ั
    เป็นหัวหน้า พิจารณาธรรมทังหลายโดยมีหลักแห่งธรรมเก้าประการ
                             ้
    เป็นหางเสือ ย่อมสามารถน�ำเรือนาวาชีวิตนี้สู่ความส�ำเร็จได้
    สมปรารถนาในที่สุด

               หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒
    	 คราวทแลวหลวงตาไดกลาวถงธรรมชาตของความเปนจรงคอ
               ี่ ้            ้ ่ ึ          ิ          ็ ิ ื
    สัจจะ หรือ อริยสัจจ์ ที่ถูกน�ำมาเปรียบเทียบเพื่อเป็นหลักธรรม
    ค�ำสอน ทุกสรรพสิ่งย่อมด�ำเนินไปอย่างมีรูปแบบ จะแตกต่างกัน
    ก็แต่ทรายละเอียดของสรรพสิงทังหลาย สิงแวดล้อม และการด�ำรง
          ี่                     ่ ้       ่
๕   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
คงอยูของเผ่าพันธุ์ ท�ำให้รปแบบเปลียนไปบ้าง แต่โดยหลักใหญ่แล้ว
     ่                    ู       ่
ยงคงรปแบบไวเ้ หมอนเดม จตและธรรม กเ็ ชนกน จะเปลยนแปลง
  ั ู               ื ิ ิ                 ่ ั        ี่
รายละเอียดไปบ้างก็ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและยุคสมัย แต่ก็ยังคง
รูปแบบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
	 และไดกลาวถง วชชา อนมสมมาทฏฐิ คอความเปนผศกษา
              ้ ่ ึ ิ       ั ี ั      ิ ื         ็ ู้ ึ
เรียนรู้วิทยามาก ด้วยหลักแห่ง ปั ส สั ท ธิ คือมีการวิเคราะห์
วิจัย วินิจฉัย และพัฒนา ผลของการศึกษาเรียนรู้มากที่ผ่านมา
แล้วประมวลรวบรวมเป็นองค์รู้ เพื่อสอนตนเองเป็นอันดับแรก
ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในองค์แห่งศีลห้า มีธรรมเก้าประการเป็นตัว
คดกรอง ประกอบพรอมดวยมความละอายและเกรงบาปเปนหางเสอ
  ั                 ้ ้ ี                           ็     ื
	 ส่วน อวิชชา นั้นก็เป็นตรงกันข้าม คือเป็นผู้ไม่ใฝ่เรียน
ไม่ใฝ่ศึกษาวิทยาการต่างๆ ตัดสินเรื่องราวที่เห็นด้วยกิเลสฝ่ายต�่ำ
เอาความไม่รของตนเป็นทีตง กล่าวโทษผูอนโดยไม่เห็นความผิดตน
            ู้         ่ ั้           ้ ื่
ด้วยความไม่ถ่องแท้ ประกอบพร้อมไปด้วยความไม่ละอายและ
ไม่เกรงบาปเป็นที่ตั้ง
	 บัณฑิต คือผู้ประกอบตนด้วยมรรคแปด มีความรอบรู้ใน
ศาสตร์วทยาทังหลายอย่างถ่องแท้ (Perfect Knowing) ถ้าเรามองที่
           ิ      ้
คุณธรรม อันมนุษย์และเทวดาทั้งหลายต่างก็เรียกร้องรอคอย
มานานก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรูธรรมอันยิง จวบจนเข้าสูพรรษาที่
                                      ้        ่           ่
สิบสาม เทวดาผู้ปราดเปรื่องตนหนึ่งจึงได้น�ำความเข้าทูลถามต่อ
พระอินทร์ผู้ทรงธรรมพิทักษ์เหล่าเทวดาและมนุษย์ เมื่อล่วงรู้ว่า
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โลกมนุษย์ ที่ซึ่งมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นใหญ่ จึงให้
                                                สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๖
เทวดาตนนันไปทูลถามแก่พระพุทธองค์ เมือพระพุทธองค์ทรงรับฟัง
              ้                          ่
    ความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสตอบไปว่า “อเสวนาจะพาลานัง.........”
    และมีความตอนหนึ่งว่า “พหุสัจจัญจะ สิบปัญจะ วินะโย จะ
    สสกขโต สภาษตา จะ ยาวาจา เอดมมงคะละมตตะมง” ตรงนี้
      ุ ิ ิ ุ ิ                      ั ั       ุ     ั
    เป็นส่วนที่น�ำไปขยายบอกเราว่าที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง
    มรรคแปดแต่ต้นนั้น มาจากการศึกษาวินิจฉัยอย่างไรเมื่อครั้งที่
    พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง
    	 อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ว่าโดยเต็มคือ ทุกข์
    ทกขสมทย ทกขนโรธ และทกขนโรธคามนปฏปทา) การทจะเขาใจ
      ุ     ุ ั ุ ิ               ุ ิ       ิ ี ิ            ี่ ้
    ในอริสัจสี่ได้นั้น ต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติ
    ของทุกข์ ธรรมทังหลายเป็นทุกข์ ทีเ่ ป็นทุกข์เพราะมีการเกิด การแก่
                         ้
    คือใช้เวลายาวนานกว่าจะถึงที่หมาย การเจ็บเพราะการใช้เวลา
    ยาวนาน ทำใหตองผจญกบภยตางๆ แลวกตองลมตายลง จะดวย
                 � ้ ้           ั ั ่       ้ ็ ้ ้                 ้
    หมดอายหรอยงไมหมด เหตเุ พราะเจอะเจอกบวบากกรรมเสยกอน
               ุ ื ั ่                             ั ิ          ี ่
    ย่ อ มเป็ น เช่ น นี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็ น คน สั ต ว์ สิ่ งของ
    หรอธรรมชาตใดๆ ตนไม้ ภเู ขา แมนำ ลำธาร สงกอสราง หรอแมกระทง
        ื            ิ ้             ่ �้ �     ิ่ ่ ้ ื ้ ั่
    โลกและจักรวาล
    	 ทกข์ จงมไดอยโดดเดยว แตวามองคประกอบ องคประกอบ
             ุ ึ ิ ้ ู่       ี่      ่่ ี ์               ์
    ของทุกข์จะมีสณฐานเป็นอย่างไรนัน ไม่เทียง ภูเขาจะถล่มทลายได้นน
                  ั                 ้     ่                     ั้
    มิได้ขนกับการถูกน�ำเซาะส่วนทียงอ่อนท�ำให้มการไหลเลือน แต่เมือ
          ึ้          ้          ่ั             ี        ่         ่
    น�ำหนักมาก ฐานรับน�ำหนักไม่ไหว ก็ตองถล่มทลายลง สัตว์และมนุษย์
      ้                 ้              ้
    ก็มีส่วนเข้าไปท�ำลายภูเขาได้เช่นกัน ภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ

๗   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
กทำใหภเู ขาทวาเปนหนผาแขงแรง กละลายกลายเปนลาวา ผานไป
 ็ � ้       ี่ ่ ็ ิ           ็     ็             ็         ่
ที่ไหนก็ท�ำลายที่นั่น นี่จึงเรียกว่าธรรมชาตินั้นมีความไม่เที่ยงเป็น
ธรรมดา
	 สัณฐานของทุกข์ ที่มีรูปแบบต่างๆ ย่อมประกอบให้เกิด
อารมณ์ได้มากมาย อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมปรุงแต่งจิต
เปนธรรมดา จตเมอถกปรงแตงดวยอารมณ์ ยอมมความแกวงไหว
   ็           ิ ื่ ู ุ ่ ้               ่ ี           ่
ไปตามอารมณ์นนๆ อารมณ์ทแกว่งไหวนีแหละทีเราจะต้องน�ำมา
                  ั้           ี่      ้      ่
วินิจฉัยว่าเป็นเพราะเหตุใด มีสัญญา หรือวิบาก หรือกรรมอันใด
เข้ามาประกอบ จึง ท�ำให้อารมณ์นั้นไม่เที่ยง เปลี่ยนรูปไปตาม
สภาวะธรรมทั้งหลายที่มีอยู่แล้วและที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งหมด
เกิดขึ้นในจิตของตัวเจ้าของเอง ถ้าเจ้าของไม่ศึกษา ไม่วิเคราะห์
วิจัย ย่อมไม่เข้าใจในจิตตน ฉะนั้นการศึกษาจึงเอาเพียงแค่ก�ำมือ
ก็พอแล้ว คือรู้และเป็นผู้เข้าใจและฉลาดในจิตตนเองก็พอแล้ว
	 สมมาทฏฐิ จึงมิได้หมายเพียงแค่อริยสัจสี่ แต่เป็นการหมายเอา
       ั     ิ
การศึกษาในอริยสัจสี่นี้เป็นเหตุ ผู้ที่จะศึกษาได้ทั้งทางกว้างและ
ทางลึก ย่อมต้องเป็นผูมความรอบรูทเี่ รียกว่าพหูสต ฉะนัน พหุสจจะ
                     ้ ี         ้             ู      ้     ั
คือความเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้มาก จึงเป็นมงคล
	 เพราะเหตุแห่งการศึกษามาก เรียนรูมาก จึงเป็นผูมวทยามาก
                                     ้             ้ ีิ
การมีวิทยามากย่อมท�ำให้เห็นช่องทางมาก ท�ำให้วินิจฉัยได้อย่าง
กว้างขวาง และสามารถตีกรอบล้อมวงเข้าสู่การประมวลธรรมได้
โดยไมยาก จงจะเรยกไดวาเปนผมศลปวทยาในการนำเอาความรู้
        ่  ึ    ี ้ ่ ็ ู้ ี ิ ิ                 �
ทมอยมาใชใหเ้ กดประโยชนไดมากทสด นคอความหมายของคำวา
 ี่ ี ู่ ้ ิ            ์ ้     ี่ ุ ี้ ื               � ่
                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๘
สิบปัญ เพราะ สิบปัญ คือผู้ที่สามารถรวบรวมความรู้ที่ตนมีอยู่
    ในหลายสาขามากแขนงวชามาเปนองคประกอบในการคด วนจฉย
                        ิ         ็ ์               ิ ิ ิ ั
    แกไขปญหาตางๆ ดวยมมมองทกวางไกล ทำใหไดหลกการทถกตอง
       ้ ั      ่ ้ ุ          ี่ ้      � ้ ้ ั        ี่ ู ้
    จึงเป็นมงคล
    	 มาถึงตรงนี้เราคงจะได้เห็นแล้วว่ามรรคแปดนั้นส�ำคัญยิ่ง
    ในการที่จะเป็นผู้ส�ำเร็จในการกิจที่ปรารถนา เพราะมรรคแปด
    ประกอบไปด้วยองค์ความรู้ ปัญญาอันยิ่ง พระพุทธองค์จึงได้ทรง
    ตรัสไว้ว่า “สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุต้นของมรรคแปด ถ้าขาดเสียซึ่ง
    สัมมาทิฏฐิแล้ว ธรรมอันประเสริฐทั้งหลายที่จะตามมาย่อมไม่มี “

               หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๓
    	 เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้กล่าวถึง มรรคแปด ในหัวข้อ
    มรรคองคทหนงคอ สมมาทฏฐิ โดยหลวงตาไดใหทศนะของหลวงตา
              ์ ี่ ึ่ ื ั       ิ                ้ ้ ั
    ไว้ว่า สัมมาทิฏฐิหมายถึงความรอบรู้ในสรรพศาสตร์ เพื่อที่จะ
    ได้ท�ำให้เราคิดเป็น ไม่ใช่ว่าคนเราคิดไม่เป็น แต่เพราะความรอบรู้
    ในสรรพศาสตร์ที่เรียกว่า พหูสูต นั้น ท�ำให้ผู้รู้มีมุมมองกว้างไกล
    และสามารถรวบรวมความรจากศาสตรแขนงตางๆ มาประกอบใน
                                  ู้       ์        ่
    การคดวนจฉย เพอใหเ้ กดเปน สมมาสงกปปะ (Perfect Thought)
          ิ ิ ิ ั ื่        ิ ็ ั         ั ั
    ความดำรชอบ ดำรชอบในอะไร ทานวาดำรชอบในการออกจากทกข์
            � ิ       � ิ            ่ ่ � ิ                      ุ
    	 ก็ถ้าใครๆ ในที่ไหนๆ ไม่มีความรู้ในเรื่องทุกข์อย่างถ่องแท้
    แล้วจะมีความคิดที่แยบยลแยบคายในการเอาตัวออกจากทุกข์
    ได้หรือ ที่ว่า มรรคแปด นี้เป็นธรรมของโลก ก็เพราะว่าใครๆ ในที่
๙   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ไหนๆ ในโลกนี้ต่างก็ต้องศึกษาเรียนรู้ที่จะหลีกหนีความทุกข์
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครๆ ในที่ไหนๆ จะยอมตนอยู่ใน
ความทกข์ นอกจากผทไมสามารถทำความเขาใจในทกขทเี่ จาของ
        ุ                 ู้ ี่ ่       �     ้      ุ ์ ้
กำลงเผชญอยู่ ถาลองไดศกษาทำความเขาใจในสณฐานของทกข์
  � ั ิ            ้            ้ ึ �      ้      ั           ุ
คือองค์ประกอบทั้งหลายของทุกข์ที่เกิดขึ้นมา และสังขารก็คือ
การปรุงแต่งอารมณ์ขององค์ประกอบทั้งหลายเหล่านั้นของทุกข์
เขาย่อมสามารถน�ำตัวเจ้าของออกจากทุกข์ได้ ก็ด้วยเหตุเพราะ
สัมมาทิฏฐิ นีเ่ อง ฉะนันถ้าขาดเสียซึงองค์มรรคทีหนึงคือ สัมมาทิฏฐิ
                        ้             ่         ่ ่
เป็นประธานแล้ว องค์มรรคทั้งหลายต่อๆ มาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
นี่จึงจะเรียกว่าตั้งไว้ได้ถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาอันยิ่ง
	 และเมอมองยอนกลบไปที่ มงคลสามสบแปด ถาไมแยกตว
              ื่          ้      ั             ิ       ้ ่         ั
ออกจากคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต (คือผู้รู้ ผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม
อนดงาม) ไมรจกนำเอาผทเี่ ปนแบบอยางอนดงามมาเปนตนแบบ
 ั ี             ่ ู้ ั �   ู้ ็           ่ ั ี        ็ ้
แล้วล่ะก็ ไม่ว่าใครๆ ในที่ไหนๆ ย่อมไม่สามารถตั้งตนไว้ในที่
อนชอบได้เมอไมสามารถตงตนไวในทอนชอบได้กไมสามารถรกษาศล
  ั         ื่ ่              ั้   ้ ี่ ั        ็ ่        ั    ี
อันดีงามเพียงแค่ห้าข้อได้ เมื่อรักษาศีลไม่ได้ จะเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้
ไดอยางไร ยอมตองเปนคนพาล คดแบบคนพาล กลาวแบบคนพาล
    ้ ่    ่ ้ ็                    ิ                ่
กระท�ำแบบคนพาล แสวงหาอาชีพแบบคนพาล อยู่อย่างคนพาล
ขวนขวายมากแบบคนพาล แล้วก็มงมันกระท�ำการต่างๆ อย่างคนพาล
                                      ุ่ ่
	 ฉะนั้นเริ่มต้นแห่งชีวิตเมื่อเยาว์วัย จึงต้องศึกษาให้เข้าใจใน
มงคลสามสบแปด เหตเุ พราะ มงคลสามสบแปด นประกอบพรอม
            ิ                            ิ        ี้        ้
ไปดวยธรรมอนงามทจะนำตวเจาของใหพนจากทกขภย สามารถ
     ้         ั      ี่ � ั ้         ้ ้       ุ ์ ั
ตั้งตนไว้ในที่ชอบได้ เพียงแค่ไม่คบคนพาล คบหาบัณฑิต ยกย่อง
                                                สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๑๐
เทดทน นำเอาบคคลทมศลสมปทามาเปนแบบอยาง เขาเหลานน
         ิ ู �         ุ     ี่ ี ี ั           ็              ่        ่ ั้
     ย่อมตั้งตนไว้ในที่ชอบได้ ย่อมเป็นผู้มีศีลสัมปทา ย่อมใฝ่เรียนใฝ่รู้
     ที่จะน�ำตนออกจากทุกข์ ย่อมเป็นพหูสูต ด�ำรงตนไว้ในสัมมาทิฏฐิ
     ยอมเปนผมสมมาสงกปปะ คอเปนผมความคดอนงามแยบยลและ
      ่ ็ ู้ ี ั         ั ั         ื ็ ู้ ี         ิ ั
     แยบคาย ไมเ่ ปนผหลงงมงาย เหตเุ พราะเปนผรู้ ผตนจากความเขลา
                    ็ ู้                          ็ ู้ ู้ ื่
     เป็นผู้เบิกบานด้วยปัญญาอันปราศจากมลทิน ย่อมกล่าววาจา
     อันบัณฑิตยกย่อง ย่อมก่อกรรมต่างๆ ที่ไม่ประกอบด้วยอบาย
     ย่อมหาเลี้ยงชีพอย่างผู้ทรงคุณธรรมอันงาม ย่อมมีความเป็นอยู่
     อย่างพอเพียง ย่อมเป็นผู้ขวนขวายมากในการที่จะเกื้อกูลมาก
     ต่อตนเอง ต่อหมู่ญาติ ต่อผู้อื่น และต่อหมู่สัตว์ทั้งในที่สูงและที่ต�่ำ 
     และที่สุดย่อมมีความมุ่งมั่นในการกิจต่างๆ เยี่ยงบัณฑิตทั้งหลาย
     พึงกระท�ำ  ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมน�ำให้ตัวเจ้าของเป็นผู้ประกอบ
     พรอมดวย สัมมาปัญญา อนจะนำสวงมรรคแปดทสงยงๆ ขนไปใน
          ้ ้                      ั    � ู่                 ี่ ู ิ่ ึ้
     ชวตตน นบไมรจบจนกวาจะพบทางแหงพระนพพาน คอความพนไป
      ีิ        ั ่ ู้         ่              ่     ิ            ื       ้
     จากโลกธรรมแปด ไม่กระทบแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา เพราะเป็น
     ธรรมดาของจิต
     	 “จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล ย่อมเศร้าหมองได้เพราะ
     	 อุปกิเลสที่จรมา”							
     	 “จิตนีผองใส ก็แต่วาจิตนันแล ย่อมหลุดพ้นได้จากอุปกิเลส
             ้ ่         ่      ้
     	 ที่จรมา”
     	 เมื่อนั้นจิตย่อมไม่มีความเศร้าหมอง ปราศจากธุลีคือราคะ
     มีความเบิกบานสุขเกษม พ้นจากความยึดมั่นทั้งปวง

๑๑   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
จากนี้ไปหลวงตาจะได้น�ำท่านทั้งหลายเข้าสู่เส้นทางแห่ง
มรรคแปดอยางรวบรด ตดความยนยอเอาแตเ่ พยงพอเขาใจ เชอวา
                 ่           ั ั       ่ ่           ี           ้      ื่ ่
ท่านทั้งหลายย่อมเป็นผู้รู้คงแก่ปัญญา สามารถท�ำความเข้าใจได้
โดยไม่ยาก เป็นธรรมดาของชาวเหมืองผูปรารถนาจะได้ไม้ไปท�ำฟืน
                                             ้
ยอมตองคดหาไมดทไมเ่ ปราะผุ ผเู้ ปนครผสอนศษยกเ็ ชนกน ยอมตอง
 ่ ้ ั               ้ ี ี่             ็ ู ู้      ิ ์ ่ ั ่ ้
คัดหาศิษย์ที่ดีมีคุณค่าแก่การถ่ายทอดสอนสั่ง คนไร้คุณภาพ
ก็เปรียบดั่งไม้ผุที่รังแต่จะท�ำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งรอบข้าง
ได้ ง ่ า ย เหตุ เ พราะควบคุ ม อุ ณ หภู มิ ไ ด้ ย าก ไม้ ดี ย ่ อ มมี พ ลั ง ที่
สม�่ำเสมอควบคุมได้ง่าย ไม้ผุนั้นลุกเร็วและมอดเร็ว จะให้เป็นเชื้อ
กทำไดยาก คนทเี่ ปรยบดงไมผอยทใดกรงแตจะสรางความฉบหาย
  ็ � ้                     ี ั่ ้ ุ ู่ ี่ ็ ั ่ ้                    ิ
ให้แก่ที่นั้นๆ คนดีเปรียบดั่งเพชรงามน�้ำดี ย่อมมีราคาควรค่าแก่
การรักษา ทั้ ง ที่ เ พชรและถ่ า นต่ า งก็ ม าจากไม้ เ หมื อ นกั น
ไม้ที่ถูกเผาจนกลายเป็นถ่าน ไม้ที่ผุก็กลายเป็นเถ้า ไม้ดี
ก็เป็นถ่าน ผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน รับแรงกดดันต่างๆ
จากสภาพแวดล้อมมากมาย จึงได้กลายเป็นเพชร
	 ผู้ศึกษาก็เช่นกัน โดนเผาเพียงนิดก็หมดสภาพ เปรียบได้แค่
ไมผทผานแรงกดดนไดเ้ พยงเลกนอย เปรยบไดแคถานทรบแรงกดดน
   ้ ุ ี่ ่      ั   ี ็ ้        ี ้ ่ ่ ี่ ั        ั
เพียงแค่เตาเผา เป็นคนต้องไม่ท้อ ถ้าเกิดท้อก็จงอย่าถอย
ถ้าท้อแล้วถอยก็เปรียบได้เพียงแค่ถ่าน ถ้าผ่านด่านต่างๆ
ก็เปรียบได้ดั่งเพชร




                                                        สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๑๒
หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔
     	 เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้น�ำเอาคุณธรรมข้อมรรคแปด
     มาแสดงพอเปนสงเขป มใจความสรปไดวามรรคแปดเปนคณธรรม
                     ็ ั      ี       ุ ้่        ็ ุ
     ของโลกทนำใครๆ ในทไหนๆ ทวทงโลกนใหพนจากทกขได้ คราวนี้
              ี่ �         ี่   ั่ ั้    ี้ ้ ้ ุ ์
     หลวงตาจะไดมากลาวถงเรองของคณธรรมสามประการทเี่ รยกวา
                   ้     ่ ึ ื่        ุ              ี ่
     โอวาทะปาฏิโมกข์ หรือ ปฐมเทศนา ซึ่งเป็นหัวใจของค�ำสอน
     ทั้งปวงขององค์พระพุทธศาสดา

     	 สพพะปาปสสะ อะกะระณง : บาปหรืออกุศลทังหลาย ไม่ใช่กจ
          ั        ั          ั                ้             ิ
     	 ที่ควรท�ำอีกแล้ว	 	      	     	     	       	      	
     	 กุสะลัสสูปะสัมปะทา : จงสร้างกุศลให้สมบูรณ์พูนพร้อม		
     	 สะจตตะปะรโยทะปะนง : ชำระจตใหผองแผว ผองใส ไรธลี
            ิ        ิ     ั � ิ ้่ ้ ่                 ุ้

     	 จากคุณธรรมอันงามยิ่งที่องค์พุทธศาสดาได้ตรัสรู้ธรรม
     ทั้งปวงแจ้งโลกแล้ว พระพุทธองค์จึงได้รวบรวมความรู้ทั้งปวง
     ทตรสรแลว แจงแลว วนจฉยและรวบรวมประมวลความรเู้ หลานน
       ี่ ั ู้ ้ ้ ้ ิ ิ ั                                  ่ ั้
     เรยบเรยงเปนเรองราวความรู้ เรยงลำดบเนอความตรงทศทางและ
         ี ี ็ ื่                ี � ั ื้             ิ
     หลักไวยากรณ์ เพื่ออบรมสั่งสอนตนเองเป็นอันดับแรก ทรงเปล่ง
     พระอุทานถึงหัวใจแก่นของความรู้เหล่านั้นถึงสามครั้ง จึงเสวย
     บรมสขอยภายใตวชชาเหลานนรวมเจดสปดาห์ เมอสนสสบเกาวน
            ุ ู่    ้ิ     ่ ั้      ็ ั        ื่ ิ้ ี่ ิ ้ ั
     หลังจากตกลงพระทัยว่าตามค�ำทูลร้องขอของเหล่าเทวดา อินทร์
     พรหม พระพุทธองค์จึงได้เพ่งพระญาณไปยังหมู่สัตว์ ทรงแยก
     สัตว์ทั้งหลายออกไปตามกรรม โดยเปรียบกับบัวสี่เหล่า เพ่งค้น
๑๓   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ผู้มีบุญญาธิการที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงได้เร่งด�ำเนินไปสู่ที่พ�ำนักของ
ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ใกล้เมืองพาราณสี
	 ธรรมดาของนักบวช การละเว้นไม่ท�ำสิ่งชั่วทั้งหลายที่เป็น
บาปอกุศลเป็นกิจที่ต้องบ�ำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว การเจริญภาวนา
ขัดเกลาอบรมบ่มนิสัยอันเป็นธรรมดาของปุถุชน ก็เป็นกิจที่ต้อง
บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ทุกลมหายใจอยู่แล้ว ทั้งสองเรื่องที่พระพุทธองค์
ทรงแสดง ปญจวคคยคอนกบวชทงหานนเขาใจและบำเพญเพยร
            ั ั ี์ ื ั         ั้ ้ ั้ ้            � ็ ี
อยแลว แตทวา สะจตตะปะรโยทะปะนง นสเิ ปนเชนไร ปญจวคคย์
    ู่ ้ ่ ี่ ่    ิ      ิ          ั ี้ ็ ่         ั ั ี
ทลถาม พระพทธองคจงอธบายความวาปกตของปถชนคนชาวบาน
  ู             ุ    ์ึ ิ          ่     ิ ุุ              ้
ย่อมหมกมุ่นอยู่ในกามคุณห้า นี้ไม่ใช่ทางเดินของอริยบุคคล
การทรมานตนอย่างที่ผ่านมาของพระองค์และนักบวชทั้งหลาย
ก็ไม่ใช่ทางเดินของอริยบุคคล
	 หนทางที่ถูกต้องคือ ทางสายกลาง ทางสายกลางที่ว่านี้
คือหนทางที่จะน�ำปุถุชนคนธรรมดาที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจาก
พนธนาการทงปวงของโลกยวสย ออกบวชเพอแสวงหาโมกขธรรม
  ั        ั้            ี์ิ ั       ื่           ์
ควรปฏบติ ทางสายกลางคออะไรเลา ทางสายกลางทวานประกอบ
      ิ ั              ื       ่          ี่ ่ ี้
ไปด้วยคุณธรรมแปดประการ
	 คุณธรรมแปดประการนี้เป็นหนทาง เป็นประตูชัยมุ่งไปสู่
ความส�ำเร็จ นอกจากการละเว้นไม่ท�ำบาปอกุศล หลีกหนีหนทาง
เศราหมองอนเกดแตกามคณ บำเพญบญอยางยงยวด โดยไมทรมาน
   ้       ั ิ ่     ุ � ็ ุ ่ ิ่                   ่
ตนเอง ย่อมท�ำให้จิตใจผ่องใส มีก�ำลังกาย ก�ำลังจิต เพื่อที่จะ
                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๑๔
ได้ศึกษาธรรมทั้งหลายอย่างถ่องแท้ ธรรมใดที่เกิดขึ้นในตน ไม่ว่า
     จะทางกาย ทางวาจา ทางจต ตองไมเ่ หนเปนเรองไรสาระ ตองนำมา
                                    ิ ้     ็ ็ ื่ ้                ้ �
     พิจารณาว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเครื่องปรุงแต่ง
     อารมณ์ในขณะนั้นเป็นเช่นไร หวั่นไหวมากน้อยเพียงใด หวั่นไหว
     ก็ต้องรู้ สงบนิ่งก็ต้องรู้ รู้ในทุกขณะจิตของธรรมทั้งมวลที่เกิดขึ้น
     ศกษาอยางนใหเ้ ขาใจ เขาถง จงจะคนพบตนเหตแหงธรรมเหลานน
         ึ        ่ ี้ ้         ้ ึ ึ ้         ้ ุ ่                  ่ ั้
     พึงท�ำความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นว่านี้คือทุกข์
     เมอไดศกษาธรรมทงหลายทเี่ รยกวาทกขแลว เขาถงแลว เขาใจแลว
           ื่ ้ ึ          ั้          ี ่ ุ ์ ้ ้ ึ ้ ้                     ้
     ย่ อ มเห็ น เหตุ คือสมุฏ ฐานของทุก ข์เหล่า นั้ น เมื่ อ เห็ น เหตุ แ ล้ ว
     ยอมศกษาเรยนรเู้ หตเุ หลานน วนจฉย วจย และพฒนาหาหนทางทจะ
      ่ ึ            ี          ่ ั้ ิ ิ ั ิ ั       ั                    ี่
     ดบเหตเุ หลานน เมอศกษาแลว มองคความรทงมวลทไดศกษาผานมา
       ั           ่ ั้ ื่ ึ         ้ ี ์     ู้ ั้    ี่ ้ ึ        ่
     ประกอบเป็นธรรมอันงามที่จะน�ำมาเป็นหนทางในการดับทุกข์
     เหล่านั้นให้สิ้นไป
     	 ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็จะเห็นถึงองค์อริยสัจจะคือ ทุกข์
     ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา หรือโดยย่อ
     ทเี่ ขาใจกนทวไปวา ทกข์ สมทย นโรธ มรรค นนเอง ทงนการจะไดมา
           ้ ั ั่ ่ ุ                  ุ ั ิ        ั่         ั้ ี้        ้
     ซึ่งองค์รู้นี้ก็ต้องอาศัยความรู้รอบในสรรพสิ่งทั้งหลายที่ประกอบ
     โดยรอบตวเจาของทงภายนอกและภายในอยางถองแท้ จงจะเปน
                  ั ้         ั้                         ่ ่            ึ      ็
     องคมรรคทหนงคอ สมมาทฏฐิ เมอมองคมรรคทหนงแลว ดงไดกลาว
            ์       ี่ ึ่ ื ั         ิ ื่ ี ์            ี่ ึ่ ้ ั่ ้ ่
     ไว้แต่ต้นเมื่อตอนก่อนๆ เพราะอาศัยธรรมต่างๆ ซึ่งกันและกันเป็น
     ปัจยาการ คือ ปฏิจสมุปบาทธรรม นั่นเอง จึงเกิดองค์มรรคที่สอง
     เพราะธรรมทงหลายทประกอบมานน อยในขอบเขตแหงศลอนดงาม
                       ั้        ี่           ั้ ู่                 ่ ี ั ี
     เปนทตง จงเกดเปนองคมรรคทสาม และองคมรรคตอๆ ไปดงทได้
          ็ ี่ ั้ ึ ิ ็             ์      ี่          ์          ่       ั ี่
     กล่าวมาแล้ว
๑๕   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ฉะนั้นเมื่อเห็นทางสายกลางคือ มรรคแปด แล้ว เราก็พอจะ
เขาใจในคณธรรมขอทสามทวา สะจตตะปรโยทะปะนง การทำจต
  ้       ุ       ้ ี่   ี่ ่  ิ    ิ       ั      � ิ
ให้ผ่องแผ้วปราศจากธุลีแล้วล่ะนะ แล้ว มรรคแปด นี้ยังมิใช่
เปนเพยงแคหนทางในการดบทกขของนกบวชเทานน แมในปถชน
    ็ ี ่               ั ุ ์ ั         ่ ั้ ้ ุ ุ
คนธรรมดาที่เข้าใจในมรรคแปด ก็สามารถน�ำเอามรรคแปดนี้
มาประยกตใชกบชวตเพอใหนำสความสำเรจในกจทปรารถนาได้
         ุ ์ ้ ั ี ิ ื่ ้ � ู่    � ็ ิ ี่
อย่างวิเศษยิ่ง
	 ในองค์ ม รรคแปดนี้ ก อปรไปด้ ว ยคุ ณ ธรรมค� ำ สอนของ
องค์พระพุทธศาสดาอีกมากมาย ดังจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสดา
หลังจากแสดงปฐมเทศนาแล้ว ได้ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
ในที่มากมายหลายสถาน ต่างกาล ต่างสมัย ซึ่งสมัยที่พระพุทธ
ศาสดาแสดงปฐมเทศนานี้ ในพระสูตรแสดงไว้วา “สมยหนง พระผมี
                                       ่ ั ึ่         ู้
พระภาคเจา เสดจอยู่ ณ ปาอสปตนมฤคทายวน ใกลกรงพาราณส.ี ..”
          ้ ็           ่ ิิ         ั    ้ ุ
พระสูตรนี้คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสุตต
	 ในครั้งนี้หลวงตาขอจบคุณธรรมสามประการ อันเกิดแต่
ปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสุคต ในตอนต่อไปหลวงตา
จะน�ำค�ำสอนของพระพุทธศาสดามาแสดงในทัศนะของหลวงตา
ก็คงต้องกล่าวในที่นี้อีกครั้งว่านี่เป็นทัศนะของหลวงตาที่รวบรวม
คำสอนขององคพระพทธศาสดามาสอนตวเอง ไมไดอยในสอใดๆ
    �            ์     ุ                     ั     ่ ้ ู่ ื่
เป็นการศึกษาแล้วรวบรวมประมวลมา แล้ววินิจฉัย วิจัยไปตาม
ความรู้ที่มีเพียงน้อยนิด เอาไว้สอนตนเอง สอนตัวเจ้าของให้
ตงอยในความไมประมาท มไดมเจตนานำมาสอน แตมาเลาใหได้
  ั้ ู่            ่         ิ ้ ี         �          ่ ่ ้
นำไปเปนขอคดอกสวนหนง ไมไดมงหมายใหเ้ ชอ เพยงเปนสวนเลกๆ
      � ็ ้ ิ ี ่        ึ่ ่ ้ ุ่             ื่ ี ็ ่ ็
                                           สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๑๖
ของธุลีที่รองอยู่ใต้พระบาทขององค์พระพุทธศาสดา หนานับชั้น
     ไม่ถวน ขอเพียงมีส่วนได้น�ำเอาค�ำสอนขององค์พระพุทธศาสดา
          ้
     มาศึกษาวินิจฉัย แล้วน�ำให้ตัวเจ้าของเป็นสุขได้โดยไม่ยากนัก
     ก็เพียงพอแล้ว ขอบุญจงรักษาท่านทังหลายผูบำเพ็ญบุญ เพือบูชา
                                      ้      ้ �          ่
     พระคุณแห่งพระพุทธศาสดา

                หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๕
     	 เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้น�ำเอามรรคแปดที่ประกอบอยู่ใน
     คณธรรมสาม อนเกดแตปฐมเทศนามาขยายความในอกรปแบบหนง
      ุ              ั ิ ่                        ี ู       ึ่
     ครั้งนี้ก็จะขอน�ำเอามงคลสามสิบแปดที่เคยกล่าวถึงมากล่าวไว้
     ให้ได้สดับกันในรูปแบบของหลวงตา
     	 ถ้าเราแบ่งวัยของเราออกเป็นสามวัย คือปฐมวัย มัชฌิมวัย
     และปัจฉิมวัย แล้วลองเอาค�ำสอนขององค์พระพุทธศาสดาเข้าไป
     ประกอบในวัยทั้งสาม แล้วน�ำเอาชีวิตจริงของเราๆ ทั้งหลายมา
     ตีคลี่ออกดูว่าเราจะเห็นอะไร
     	 ต่อไปนี้เป็นทัศนะของหลวงตาที่ได้น�ำวัยทั้งสามมากล่าว
     ประกอบกบพระธรรมเทศนามงคลสามสบแปด อนเปนคำสอนของ
                 ั                        ิ     ั ็ �
     องค์พระพุทธศาสดา แล้วได้เห็นการด�ำเนินไปอย่างถูกต้องและ
     ไม่ถูกต้อง ท�ำให้หวนคิดไปในอดีตที่ผ่านมา แล้วก็ต้องอุทานว่า
     “รู้อย่างนี้ไม่ท�ำเสียดีกว่า”
     	 เรมตนประกอบมงคลสามสบแปดเขากบชวต อนทจรงมงคล
           ิ่ ้             ิ       ้ ั ี ิ ั ี่ ิ
     สามสบแปดนสามารถนำมาประกอบเขากบปฐมวยทงสามสบแปด
         ิ      ี้   �          ้ ั       ั ั้     ิ
๑๗   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ประการเลยก็ได้ แต่ในที่นี้หลวงตาจะแสดงการประกอบเข้ากับ
วยทงสามโดยรวม โดยในชวงแรกนเี้ ปนการประกอบเขากบ ปฐมวย
 ั ั้                  ่        ็          ้ ั       ั
     “ อะเสวะนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญจะ เสวนา
      ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
	 ก่ อ นอื่ น ต้ อ งขออธิ บ ายความก่ อ นว่ า มงคลทั้ ง สามข้ อ นี้
ถ้าปฏิบตเิ พียงแค่ขอหนึงข้อใด ทีถกก็เป็นมงคล ทีผดก็เป็นอวมงคล
       ั           ้ ่          ู่             ่ิ
แต่ถ้าปฏิบัติตามได้ทั้งสามข้อ ก็เป็นมงคลอันสูงสุด
	 ในเรื่องของการเริ่มต้นคัดเลือกคบหาเสวนากับบุคคลอื่น
ถาแมนวาเราอยในครอบครวทไมใชพาลแลวไซร้ พอแมผปกครอง
 ้ ้ ่          ู่        ั ี่ ่ ่         ้       ่ ่ ู้
ย่อมต้องสอนสั่งไม่ให้ไปคบหาเล่นหัวกับคนเกเร นี้เป็นธรรมดา
แตทจะสอนใหคบบณฑตคอคนมคณธรรมนน เมออยในชวงเยาววย
    ่ ี่      ้ ั ิ ื           ีุ       ั้ ื่ ู่ ่           ์ั
ยังเล็กอยู่ การคิดพิจารณาที่คัดเลือกคนที่จะคบด้วยตนเองย่อม
ยงไมมหรอมอยนอย เนองจากยงขาดประสบการณและสตปญญา
  ั ่ ี ื ี ู่ ้      ื่      ั                  ์        ิ ั
ท�ำให้คดเลือกแยกไม่ออก ยิงทีจะสอนให้เอาคนดีมคณธรรมมาเป็น
         ั               ่ ่                   ี ุ
ตวอยางแลวละกนาจะหาไดยาก กถาแมนวาพอแมผปกครองเปน
   ั ่ ้ ่ ็ ่             ้       ็ ้ ้ ่ ่ ่ ู้              ็
คนดีมีศีลธรรม ผ่านการอบรมด้วยมงคลข้อนี้มาแล้ว เป็นบัณฑิต
ย่อมสอนมงคลนี้แก่บุตรธิดาได้ไม่ยาก
   “ ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา
     อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
	 เช่นเดียวกันมงคลสามสิบแปดนี้ พระพุทธศาสดาได้แบ่งไว้
เปนชด ในชดนกมอยดวยกนสามขอ การจะเปนมงคลอนสงสดได้
  ็ ุ    ุ ี้ ็ ี ู่ ้ ั  ้         ็     ั ู ุ
                                              สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๑๘
จะต้องปฏิบัติให้ส�ำเร็จเป็นชุด ไม่เลือกเพียงบางข้อ และยิ่งถ้า
     ปฏบตไดอยางตอเนองทงสามสบแปดขอ กจะสมฤทธผลอนสงสด
        ิ ั ิ ้ ่ ่ ื่ ั้          ิ       ้ ็ ั       ิ ั ู ุ
     ดังจะแสดงไว้ในตอนท้าย
     	 ในเมอไดปฏบตตนอยในกรอบของมงคลอนสงสดสามขอแรก
                   ื่ ้ ิ ั ิ      ู่                ั ู ุ      ้
     ย่อมเป็นผู้มีบุญ “ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา” หมายความว่า
     เป็นผู้ได้สั่งสมบุญมาแต่กาลก่อน ย่อมต้องมีโอกาสดี ได้ย้าย
     ถิ่นฐานไปในที่เจริญยิ่งขึ้น คือได้ไปเล่าเรียนอ่านเขียนในโรงเรียน
     ทีมการเรียนการสอนทีเ่ จริญก้าวหน้า “ปะฏิรปะเทสะวาโส” ประเทศ
        ่ ี                                       ู
     หรือสถานที่ที่ปฏิรูปแล้ว คือเจริญแล้ว และเมื่อได้ย้ายถิ่นฐาน
     หรือได้เดินทางไปอยู่ในที่ดีแล้ว (หมายถึงการศึกษาในปฐมวัย)
     มความเจรญกาวหนาทางวชาการ สรางภมปญญาไดมาก กจะตอง
         ี        ิ ้ ้          ิ         ้ ู ิ ั        ้   ็ ้
     ไม่ประมาท ด�ำรงตนเองไว้ในที่ตั้งอันถูกต้อง คือไม่ลืมที่จะรักษา
     ประพฤตปฏบตตนตามมงคลสามขอแรกทผานมา กระทำไดเ้ ยยงนี้
               ิ ิ ั ิ                   ้      ี่ ่        �     ี่
     จึงจะถือได้ว่าเป็นมงคลอันสูงสุดในล�ำดับที่สอง
              “ พหุสัจจัญจะ สิบปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต
             สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
     	 ในมงคลชดนมขอปฏบตรวมอยสขอ เชนกน ตองปฏบตตาม
                    ุ ี้ ี ้ ิ ั ิ ู่ ี่ ้ ่ ั ้ ิ ั ิ
     ให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
     	 ในเมื่อได้มาอยู่ในถิ่นฐานที่เจริญ ย่อมมีวิชาการความรู้
     มากมายให้ศึกษา เหตุเพราะเป็นผู้ตั้งตนเองไว้ในที่ชอบแล้ว
     จึงมีสติปัญญาในการที่จะคัดเลือกแต่สิ่งดีงาม ศึกษาให้ถ่องแท้

๑๙   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชาการที่ตนศึกษา เพื่อที่จะได้ก่อเกิด
ปญญาในการนำเอาวชาการทไดศกษานน มาสรางคณประโยชน์
   ั            �      ิ       ี่ ้ ึ     ั้     ้ ุ
ให้แก่ชีวิตตน หรือเพื่อการศึกษาที่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป มีศิลปะ
ในการน�ำความรู้นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด ในการด�ำรง
ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจริญ ย่อมต้องมีสิ่งฟุ้งเฟ้อล่อตาล่อใจ
เปนธรรมดา ตนเองตองมวนยอนดดวย จดระเบยบชวตการศกษา
     ็                ้ ีิ ั ั ี ้ ั            ี ีิ        ึ
ให้สมกับเป็นกุลบุตรกุลธิดา ฝึกฝนท่องบ่น อ่านเขียน เรียนพูด
ใหเ้ ขากบสงคมอนดงาม ไมกลาวสงใดเลยเถดเกนวย รจกเดกรจก
       ้ ั ั      ั ี      ่ ่ ิ่            ิ ิ ั ู้ ั ็ ู้ ั
ผู้ใหญ่ ไม่กล่าววาจาเล่นหัวเป็นที่น่ารังเกียจ วาจาที่กล่าวออกไป
ก็ต้องถนอมน�้ำใจผู้รับฟังด้วย เช่นนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
      “ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะธารัสสะ สังคะโห
     อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
	 มงคลชุดนี้ก็มีข้อปฏิบัติอยู่สี่ข้อเช่นกัน ต้องปฏิบัติตาม
ให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
	 เมอผานการฝกฝนรำเรยนวทยามามากแลว ยามเมอกลบมา
            ื่ ่        ึ �่ ี ิ               ้       ื่ ั
ถึงบ้านก็ต้องช่วยเหลือการงานของมารดาบิดา เมื่อยังเยาว์วัย
กเ็ พยงชวยงานในบาน ทำความสะอาด รดนำตนไม้ ใหอาหารสตว์
        ี ่            ้ �               �้ ้      ้         ั
เก็บพืชผลต่างๆ ทีสมควรจะเก็บได้แล้ว หรือเก็บกวาดข้าวของทีทง
                     ่                                         ่ ิ้
ระเกะระกะใหดสะอาดงามตา ใครไปใครมากจะไมวากลาวตำหนเิ อา
                  ู้                    ็ ่่ ่ �
ตวยงเยาววยยงไมมบตรภรยาใหตองสงเคราะหดแล ขอนกใหดแล
   ั ั         ์ั ั ่ ี ุ ิ ้ ้               ์ ู ้ ี้ ็ ้ ู
พีนอง ช่วยสอนการบ้านให้นอง ช่วยท�ำงานบ้านแทนพีทยงไม่เสร็จ
    ่ ้                      ้                    ่ ี่ ั
ธุระเพราะอาจจะมีการบ้านจากที่เล่าเรียนมามาก และการบ้าน
                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๒๐
การงานกิจต่างๆ ของตนก็ต้องไม่คั่งค้าง ไม่อ้างเหตุผู้อื่นมาแก้ตัว
     ถาเปนผมครอบครวกทำหนาทตนโดยไมละทงหนาทของบตรธดา
      ้ ็ ู้ ี           ั ็ � ้ ี่          ่ ิ้ ้ ี่        ุ ิ
     ที่ดีด้วย ท�ำได้อย่างนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
        “ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห
           อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
     	 มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ ต้องปฏิบัติตามให้ครบ จึงจะเป็น
     มงคลอันสูงสุด
     	 ในเมอชวตดำเนนมาถงวยอนสมควร รจกขวนขวายทำการงาน
                   ื่ ี ิ � ิ      ึ ั ั                 ู้ ั              �
     หรื อ กิ จ กรรมใดๆ ที่ ดี ง าม ไม่ เ ป็ น ที่ ต� ำ หนิ ติ ติ ง ของสั ง คมและ
     หมบณฑต ควรจะเปนเรองของการชวยเหลอสงคม หมบาน ตำบล
          ู่ ั ิ            ็ ื่              ่            ื ั         ู่ ้ �
     อ�ำเภอ หรือจังหวัด หรือถ้าใครมีโอกาสมากก็อาจจะถึงระดับชาติ
     แตกตองตงอยในเรองทดงาม ไมเ่ ปนทตำหนิ ถอวากจกรรมเหลานี้
         ่ ็ ้ ั้ ู่ ื่ ี่ ี                 ็ ี่ �             ื ่ ิ          ่
     ก็เป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง หรือจะท�ำทานด้วยวิธีใดๆ มีมากมาย
     หลายวธี เพยงเนนในเรองการทำทาน เพราะวาจะเปนการเสรมสราง
               ิ ี ้          ื่      �                     ่       ็        ิ ้
     บารมีสั่งสมเอาไว้ในภายภาคหน้า เหตุเพราะผลของทานนั้นมี
     ประกอบกับการรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมในทางที่ถูกต้อง ศึกษา
     เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี และศีลธรรมอันดีงามจากผู้รู้ ครู
     อาจารย์ นี้ก็เป็นการเสริมสร้างพอกพูนบารมี และเมื่อผลของ
     บุญบารมีประกอบกับผลของทานสนองต่อตัวเจ้าของแล้ว ย่อมมี
     ผลมากชนิดที่อาจจะคาดคิดไม่ถึงก็มี ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่
     สงคมแลวกตองไมหลงสงคมจนลมหมญาติ ทงทใกลชดสนทสนม
       ั         ้ ็ ้ ่         ั        ื ู่                ั้ ี่ ้ ิ ิ

๒๑   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
และทนานครงจะไดพบเจอ เมอไดพบเจอในสงคมกตองขวนขวาย
     ี่    ั้  ้       ื่ ้         ั   ็ ้
ชวยเหลอไมเกยงงอน ไมอางเหตุ อยางนจงจะเปนมงคลอนสงสด
 ่      ื ่ ี่     ่้        ่ ี้ ึ   ็     ั ู ุ
      “ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม
      อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
	 มงคลชุดนี้มีด้วยกันสามข้อ เช่นเดียวกันต้องปฏิบัติให้ครบ
จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
	 เมือก้าวสู่ มัชฌิมวัย คนในวัยกลางคนนีเ้ ป็นทีปรารถนานักของ
                ่                                               ่
หญงแพศยา ยอมมสงคมมาก ยอมตองมการดมกน เลยงสงสรรค์
       ิ                 ่ ี ั               ่ ้ ี ื่ ิ ี้ ั
กันมาก ความประมาทในธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ฉะนั้น
การจะรกษาตนใหตงอยในศลธรรมอนดงาม กตองอาศยการฝกฝน
              ั                ้ ั้ ู่ ี              ั ี    ็้          ั     ึ
มาดในมงคลทผานมา ศลและธรรมทศกษาผานมายอมตองนำมาใช้
         ี             ี่ ่          ี              ี่ ึ   ่      ่ ้ �
เพอหกหามจตใจตนมใหตกไปอยในความประมาททงปวง เมอไม่
   ื่ ั ้ ิ                         ิ ้        ู่                     ั้         ื่
ประมาทแลว การกจตางๆ ยอมไมหลงไปในทางบาปชว การเขาสงคม
                  ้           ิ ่ ่ ่                              ั่        ้ ั
ก็จะรูจกประมาณตน ไม่ตกเป็นทาสน�ำเมา กินเหล้าแต่อย่าให้เหล้ากิน
           ้ั                                     ้
สุรานั้นมีคุณอนันต์และก็มีโทษมหันต์ด้วย ในข้อนี้จะเห็นได้ว่า
พระพทธศาสดานนเขาใจชวตอยางถองแท้ จงมไดหามอยางเดดขาด
            ุ               ั้ ้ ี ิ ่ ่                  ึ ิ ้้ ่ ็
แตจะสอนสงใหไมประมาท มสตตงมนรประมาณในตน ทำไดอยางนี้
     ่              ั่ ้ ่               ี ิ ั้ ั่ ู้                      � ้ ่
จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
      “ คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา
      กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”

	      มงคลชดนมหาขอ ตองปฏบตใหครบ จงจะเปนมงคลอนสงสด
            ุ ี้ ี ้ ้ ้ ิ ั ิ ้  ึ    ็     ั ู ุ
                                                          สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๒๒
ในเมอมสงคมมาก เขาสงคมมาก ยอมตองพบปะผคนมากหนา
                    ื่ ี ั        ้ ั       ่ ้           ู้      ้
     หลายตา ทั้งรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การอ่อนน้อม
     ถ่อมตน มีสมมาคารวะ สงบเสงียม รูกตัญญูในคุณของผูทเี่ คยอุปถัมภ์
                  ั                   ่ ้               ้
     คำจน ยอมเปนทนบหนาถอตาในสงคม เปนทเี่ คารพนบนอบสำหรบ
        �้ ุ ่ ็ ี่ ั ้ ื                 ั  ็                � ั
     ผู้ที่ด้อยกว่า ผู้ใหญ่ก็เรียกหา การศึกษาฟังธรรมค�ำสอนอันดีงาม
     จากบัณฑิตผู้เป็นครูอาจารย์ย่อมจ�ำเป็นอย่างยิ่ง ท�ำได้อย่างนี้
     จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
          “ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง
           กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
     	 มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ เช่นเดียวกับชุดอื่นๆ ต้องประพฤติ
     ปฏิบัติให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
     	 วัยกลางคนนี้เป็นวัยที่มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในหน้าที่
     การงาน รบราชการกมความเปนใหญ่ ยอมตองมความหยงผยองบาง
                ั       ็ ี      ็              ่ ้ ี              ิ่      ้
     เป็นธรรมดา ในคนที่ไม่อบรมตนมาดีก็จะล�้ำหน้ามากเกินไป
     จนนารงเกยจ ใชอำนาจหนาททำรายทำลายผอนไดงาย เหตเุ พราะ
           ่ ั ี    ้�         ้ ี่ � ้ �                ู้ ื่ ้ ่
     ขาดขนตอดทนตอแรงกระทบ จงสมควรทจะตองสละเวลาอนมมาก
            ั ิ     ่               ึ               ี่ ้              ั ี
     ศกษาพระธรรมคำสอนจากสมณสงฆ์ ผมศลธรรมอนงาม ผานกาล
        ึ             �                          ู้ ี ี        ั       ่
     เวลาอบรมบมตนมามากมาย เปนผทมความสงบระงบแลว เพอทจะ
                  ่                   ็ ู้ ี่ ี                  ั ้ ื่ ี่
     ได้มีความอดทนขันติ รู้จักเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟัง
     ความเห็นของผู้อื่นด้วยความสงบ ไม่ใช้อ�ำนาจ ประดุจหนึ่งเป็น
     ผู้ว่านอนสอนง่าย ท�ำได้เช่นนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด

๒๓   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
“ ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะทัสสะนัง
    นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
	 มงคลชดนมดวยกนสขอ ตองประพฤตปฏบตใหครบ จงจะเปน
           ุ ี้ ี ้ ั ี่ ้ ้ ิ ิ ัิ ้  ึ    ็
มงคลอันสูงสุด
	 ในเมื่อวัยกลางคนที่รุ่งเรืองผ่านไป วัยชราหรือ ปัจฉิมวัย
ก็เข้ามาเยือน หน้าที่การงานที่ผ่านมาก็ท�ำได้ส�ำเร็จดี ครอบครัว
ลูกหลานก็มีความมั่นคง ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ก็ควร
หันหน้าเข้าหากิจทางธรรมอย่างจริงจัง เพียรเพ่งเร่งเผากิเลส
ทสงสมมานาน จะมาจากหนาทการงานหรอสวนตนสวนตวกตาม
   ี่ ั่                   ้ ี่         ื ่         ่ ั ็
ตั้งมั่นรักษาพรหมจรรย์ ศึกษาอริยสัจอย่างจริงจัง ตั้งมั่นที่จะท�ำ
พระนิพพานให้แจ้ง เยี่ยงนี้แหละจึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด
   “ ผุฏฐัสสะ โลกะธรรมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
     อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ”
	 มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ ประพฤติปฏิบัติได้ครบ ย่อมเป็น
มงคลอันสูงสุดอย่างยิ่งในชีวิต
	 เมื่ อ หมดห่ ว ง ตั้ ง มั่ น ประพฤติ ธ รรม รั ก ษาพรหมจรรย์
ความเพียรเพ่งเร่งเผากิเลสด้วยปัญญา อันเป็นธรรมดาในกิจการ
ทีผานชีวตมา เมือน�ำมาอุปมาอุปมัยให้เข้ากับพระธรรมค�ำสอนของ
  ่่ ิ         ่
องค์พระพุทธศาสดา ปัญญาอันบริสุทธิ์ย่อมเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก
ธรรมอันเป็นธรรมดาโลก คือโลกธรรมแปดนั้น ย่อมมองเห็นว่า
เป็นเรื่องธรรมดา ไม่หวั่นไหวแล้วเมื่อถูกกระทบ จิตที่ฝึกฝนมาดี
                                             สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๒๔
เมอไมหวนไหวในโลกธรรมแปดแลว ยอมพนจากความเศราหมอง
        ื่ ่ ั่                        ้ ่ ้            ้
     กิเลสทีสงสมมานานเปรียบดังธุลทนอนเนืองอยูในจิต ย่อมถูกขจัด
            ่ ั่                ่ ี ี่     ่ ่
     ออกได้ เมอจตหมดธลี ไมหมนหมอง ไมกระทบแลวจากโลกธรรมแปด
                 ื่ ิ   ุ ่ ่            ่      ้
     จตยอมสขเกษม ปลอดแลวจากโยคะกเิ ลสทงปวง เยยงนแหละคอ
      ิ ่ ุ                   ้              ั้   ี่ ี้      ื
     มงคลอันสูงสุดยิ่งส�ำหรับการเกิด
                  เรื่องประกอบโดยอนุโลม : บุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก
     	 ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติมงคล
     อันประเสริฐยิ่งทั้งสามสิบแปดประการ อันเป็นเครื่องน�ำให้ไปสู่
     ความเจริญยิ่งนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงซึ่ง
     ความสุขสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ
     	 ในสมยหนงเมอครงทพระพทธองคเสดจดำเนนผานถนฐาน
                  ั ึ่ ื่ ั้ ี่      ุ       ์ ็ � ิ ่ ิ่
     แหงหนง เหนสองสามภรยายากไร้ อาศยชายคาบานเรอนผอนเปน
         ่ ึ่ ็          ี ิ               ั       ้ ื ู้ ื่ ็
     ทอาศย จงทรงแยมพระสรวล พระอานนทจงทลถามพระพทธองค์
       ี่ ั ึ         ้                       ์ึ ู        ุ
     ถึงเหตุนั้น พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวให้พระอานนท์และสาวก
     ทั้งหลายฟัง พอสรุปได้ดังนี้ว่า
     	 สองสามีภริยานั้น เดิมเป็นเศรษฐีแปดสิบโกฏิทั้งสองครัว
     มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดในสังคมชนชั้นสูงในพระราชวังของ
     พระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากเป็นผู้ด้อยการศึกษาวิชาการต่างๆ
     เอาแต่ศึกษาการฟ้อนร้องร�ำท�ำเพลง บิดาก็ประมาท กล่าวกับ
     มารดาวาเราเปนเศรษฐแปดสบโกฏิ ทรพยเ์ รากมี ทรพยเ์ จากมี เมอสน
              ่     ็     ี      ิ      ั       ็ ั ้ ็ ื่ ิ้
     เราทั้งสองแล้ว บุตรเราก็จะเป็นผู้รับทอดสืบต่อสมบัติเหล่านั้น
     จึงไม่จ�ำเป็นต้องศึกษาสิ่งใดๆ อีกแล้ว ให้บุตรเราร้องร�ำท�ำเพลง
๒๕   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ฟ้อนร�ำให้เราทั้งสองดูก็มีความสุขดี หลังจากบิดามารดาสิ้นชีวิต
บุตรชายก็ได้รับสมบัติสืบทอด ได้ต�ำแหน่งเศรษฐี มีสิทธิเข้าวัง
ร่วมเสวยอาหารกับเหล่าเศรษฐีอื่นๆ และข้าราชบริพารอ�ำมาตย์
ทั้งหลาย เมื่อไม่มีความรู้ เมื่อชนทั้งหลายเขาสนทนากันในเรื่อง
การท�ำมาหากิน และการสร้างความเจริญให้กับชาติบ้านเมือง
เศรษฐีใหม่นี้ก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ นานวันเข้าก็เกิด
เบอหนาย ยงไดคนรบใชทสอพลอ เมอออกจากวงผานทางเดนทมี
       ื่ ่ ั ้ ั ้ ี่                    ื่         ั ่      ิ ี่
ชนมาก เหนคนกลมหนงไมทำกจใด นงลอมวงกบพนดมกน แลวก็
            ็          ุ่ ึ่ ่ � ิ           ั่ ้   ั ื้ ื่ ิ ้
ร้องร�ำท�ำเพลงกัน นิสัยเดิมที่เคยฝึกมาก็เกิดความสนใจ ถามไถ่
คนรับใช้ที่สอพลอ ก็ได้รับค�ำตอบว่าพวกนี้มีความสุขเหตุเพราะ
ดมนำอมฤต เจานายจงใหจดหาให้ ทสดกตดสรา รบเอาเหลาคนพาล
  ื่ �้            ้      ึ ้ั        ี่ ุ ็ ิ ุ ั          ่
เหล่านั้นเข้าบ้าน เลี้ยงดูดื่มสุราร้องร�ำท�ำเพลงกันจนหมดเงินตรา
ในทองพระคลงทงแปดสบโกฏของตนและของภรยา ตองขายบาน
         ้        ั ั้      ิ    ิ                    ิ ้       ้
ทดนใหกบผอน ทสดกตองเปนขอทาน อาศยชายคาบานทเี่ คยเปน
    ี่ ิ ้ ั ู้ ื่ ี่ ุ ็ ้ ็                     ั      ้        ็
ของตนอยู่ไปวันๆ แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปว่า
	 บคคลใดกตาม ถาไดฝกฝนอบรมบมตนใหอยในกรอบศลธรรม
        ุ       ็      ้ ้ึ             ่        ้ ู่       ี
อันดีงามตั้งแต่เยาว์วัย มัชฌิมวัย เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยย่อมประสพ
ความสำเรจในระดบเปนเศรษฐชนทหนง ถาออกบวชเปนบรรพชต
       � ็        ั ็         ี ั้ ี่ ึ่ ้               ็     ิ
จะส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์
	 บุคคลใดก็ตาม ถ้าเมื่อเยาว์วัยไม่ได้ฝึกฝนตั้งตนให้ชอบ
แต่เมือเข้าสูมชฌิมวัย ได้พลิกผันตนเองเร่งศึกษาตังตนให้ชอบ ก็จะ
      ่      ่ ั                                ้
ประสพความส�ำเร็จในระดับเป็นเศรษฐีชั้นที่สอง หรือถ้าออกบวช
เป็นบรรพชิตจะส�ำเร็จเป็นพระอนาคามี
                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๒๖
บุคคลใดก็ตาม ถ้าเมื่อเยาว์วัยและมัชฌิมวัยไม่ได้ฝึกฝน
     ตั้งตนให้ชอบ แต่เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยได้พลิกผันตนเองเร่งศึกษา
     ตงตนใหชอบ กจะประสพความส�ำเรจในระดบเปนเศรษฐชนทสาม
       ั้    ้    ็                     ็       ั ็       ี ั้ ี่
     หรือถ้าออกบวชเป็นบรรพชิตจะส�ำเร็จเป็นพระสกทาคามี
     	 ถ้าพ้นจากวัยทั้งสามแล้ว ยังไม่คิดที่จะสร้างหลักปักฐาน
     ไม่กระท�ำการให้เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมไม่พ้นที่จะเป็น
     บุคคลผู้เปรียบได้ดังลูกศรที่เมื่อหมดก�ำลังแรงส่งก็ตกลงสู่ดิน
     เสมือนนกกระเรียนซึ่งจับเจ่าเฝ้าอยู่ที่เปลือกตมอันแห้งขอด
     	 จากเรองนจะเหนไดวาคำวา อรหนต์ หรอโสดา ไมใชหมายถง
                 ื่ ี้ ็ ้ ่ � ่             ั     ื          ่ ่       ึ
     คุ ณ ธรรมอั น วิ เ ศษเฉพาะส� ำ หรั บ บรรพชิ ต นั ก บวชที่ ห ลงใหล
     ไดปลมอวดตวอวดตนวามคณธรรมอนวเิ ศษเชนนเี้ ชนนน พงเขาใจ
         ้ ื้       ั        ่ ี ุ         ั         ่ ่ ั้ ึ ้
     ในเรื่องของการศึกษาประพฤติปฏิบัติด้วยความตั้งมั่นอยู่ในศีล
     ในธรรมอันงามตามพุทธโอวาท จึงจะอยู่ในกรอบแห่งคุณธรรมนี้
     พระพุทธองค์กล่าวธรรมนีหมายถึงการประสพความส�ำเร็จในระดับ
                               ้
     ตางๆ ขนอยกบการกจทกระทำ เปนนกศกษา สำเรจระดบอรหนต์
       ่      ึ้ ู่ ั      ิ ี่ � ็ ั ึ                  � ็ ั      ั
     ก็หมายถึงส�ำเร็จได้ตามปรารถนา ถ้าปริญญาตรียงไม่พอใจ ก็ยงไม่ถง
                                                       ั          ั ึ
     อรหนต์ ถงทสดแหงความพอใจปรารถนา ไมดนรนอกแลวพอแลว
           ั ึ ี่ ุ ่                             ่ ิ้      ี ้       ้
     หยุดแล้ว ใครจะว่าอย่างไรเฉกเช่นโลกธรรมแปด ก็ไม่ใส่ใจน�ำเอามา
     วิตกอีกแล้ว นั่นแหละที่สุดแล้ว เป็นอรหันต์ เหมือนที่มีในเนื้อหา
     สรรเสริญพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เห็นในวิดีทัศน์
     ในยุคเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ก็มีอรหันต์ชาวนา


๒๗   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
“ โลกย่อมไม่สิ้นอรหันต์ ตราบเท่าที่ยังมีผู้ปฏิบัติตาม
มรรคแปด เพราะมรรคแปดเป็นธรรมของโลก ไม่ใช่ธรรม
ของศาสดาคนใดคนหนึ่ง หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ”
	 นี้ คื อ สั จ จะที่ พ ระพุ ท ธองค์ พุ ท ธศาสดาได้ ท รงสั่ ง สอนไว้
นานแลว
     ้



                      ภัยต่อพุทธศาสนา
        ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๑ เข้าใจให้ถูกทาง
	 ปกติหาปีกอนหน้านี้ หลวงตาวนเวียนอยูในต่างจังหวัดไกลๆ
              ้ ่                             ่
ถงวนศล (วนพระนะ) ชาวบาน ผเู้ ฒาผแก่ พอแมลก คนรนหนมสาว
 ึ ั ี ั             ่          ้     ่ ู้ ่ ่ ู       ุ่ ุ่
ทังคนรุนทดแทน (แทนคนชรา) ก็จะเดินทางมาทีวด หรือถ้าไม่มวด
  ้ ่                                             ่ั         ีั
ก็จะเป็นส�ำนักสงฆ์ หรือที่พ�ำนักสงฆ์ หรือสถานปฏิบัติธรรมที่มี
พระสงฆจำพรรษาอยู่ เพอทำทาน ปดกวาดทำความสะอาด เลยงพระ
           ์�              ื่ �     ั       �             ี้
แล้วก็ท�ำบุญด้วยการฟังธรรม สนทนาธรรม นี่เป็นชีวิตปกติของ
คนบ้านนอก เน้นว่าคนบ้านนอก ที่ว่าบ้านนอกนั้นหมายความว่า
เป็นคนมีบ้านอยู่นอกเขตเทศบาล นอกเขตเมือง นอกเขตอ�ำเภอ
นอกเขตจังหวัด คืออยูหางไกลความเจริญความฟุงเฟ้อของคนเมือง
                       ่ ่                          ้
คนในเมองเองใชวาจะไมมี มบาง แตสวนใหญมกจะอางวาไมวาง
         ื        ่่          ่ ี ้     ่ ่     ่ ั   ้ ่ ่่
ติดธุระ จะมีธุระอะไรที่ส�ำคัญกว่าการฟังธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อเอาบุญ เอากุศลติดตัว เพื่อออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก
                                                สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๒๘
คนส่ ว นใหญ่ เ ป็ น คนในพระพุ ท ธศาสนา ใช่ เป็ น คนใน
     พระพทธศาสนา แตทไดมานนไมใชวาไดมาเพราะมความเชอและ
               ุ                   ่ ี่ ้ ั้ ่ ่ ่ ้                      ี           ื่
     ศรัทธาในพระธรรมค�ำสอน แต่ว่าได้มาเพราะเหตุแห่งการเกิดใน
     ประเทศทมพระพทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ ขอทกๆ ทานได้
                   ี่ ี        ุ               ็                 �             ุ ่
     ทำความเขาใจกนกอนวาศาสนาไมไดหมายความถงเรองอะไรทจะ
        �              ้ ั ่ ่                         ่ ้              ึ ื่             ี่
     โน้มน้าวให้คนมีความหลงใหล หรือว่าเชื่ออย่างงมงาย ตรงข้าม
     ศาสนาหมายถึงค�ำสอนของผู้รู้ เฉกเช่นเดียวกับนักคิด นักค้นคว้า
     นักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย เพียงแต่ว่า ศาสนาหรือศาสนะ
     เปนคำสอนทไมปรากฏเปนรปธรรมโดยตรง แตวาสามารถอางเอา
           ็ �            ี่ ่             ็ ู                       ่่             ้
     รูปธรรมทังหลายทีมอยูมาเปรียบเทียบได้ เป็นค�ำสอนทีตองการให้
                     ้           ่ ี ่                                        ่ ้
     เกดศรทธาในตนเอง เนนวาในตนเอง ไมใชในผสอน หรอผถายทอด
          ิ ั                          ้ ่                   ่ ่ ู้          ื ู้ ่
     เพราะว่าเมือฟังค�ำสอนเหล่านันแล้ว ตนเองสามารถน�ำเอาค�ำสอน
                        ่                        ้
     เหล่านั้นมาลงมือทดสอบปฏิบัติดู ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นไป
     ตามวิสัยแห่งตน สามารถน�ำเอาสิ่งรอบข้างที่เรียกว่าสิ่งแวดล้อม
     มาอุปมาอุปมัยให้เกิดความเข้าใจในตนเอง เมื่อปัญญายังน้อย
     มีความรอบรู้น้อย ก็น�ำความเหล่านั้นที่ตนนึกคิดได้ไปสนทนา
     แลกเปลยนกบผรู้ ครู อาจารย์ เพอขยายความเขาใจใหมากขน โดยไม่
                 ี่ ั ู้                           ื่              ้     ้ ึ้
     ยดถอเอาตนเปนทสด เหตเุ พราะสตวทงหลายมกเอากเิ ลสของตน
       ึ ื                   ็ ี่ ุ                   ั ์ ั้          ั
     เป็นเครื่องเทียบ แล้วก็ด่วนสรุปว่าใช่แล้ว ใช่เลย ต้องเป็นเช่นนี้
     เช่นนั้นแน่นอน เหมือนที่ได้ยินมาจากนักบวชในพระพุทธศาสนา
     รูปหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีใครดีเต็มร้อย และไม่มีใครเหี้ย
     เต็มร้อย” นี่ก็เอากิเลสของตนเองเป็นเครื่องตัดสินผู้อื่นเช่นกัน


๒๙   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ถ้ า ลองได้ ท� ำ ความเข้ า ใจอย่ า งถ่ อ งแท้ ใ นค� ำ สอนของ
องค์พระพุทธศาสดาแล้วล่ะก็ เขาผู้นั้นต้องไม่เข้าใจผิดอย่างนั้น
แน่นอน แต่เสียดายทีเ่ ขาเป็นผูมความใหญ่เสียแล้ว สอนได้ยากมาก
                              ้ ี
เพราะคำสอนขององคพระศาสดาทใหเ้ ขามาเกดในใตรมพระพทธ
       �               ์           ี่            ิ    ้่     ุ
ศาสนา ยังไม่สามารถท�ำความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เขา แล้วใครเล่า
จะสอนเขาได้ นี่จึงได้มีค�ำว่า พระ ครู เป็นผู้ที่สอนยากที่สุด


     ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๒ เหตุแห่งความเสื่อม
	 หลวงตาขอเริ่มตอนที่ ๒ ของเรื่องภัยต่อพุทธศาสนา ดังได้
กล่าวมาแล้วว่าพระพุทธศาสนาเป็นค�ำสอนให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น
(จากความหลง) เป็นผู้เบิกบาน (เหตุเพราะรู้จักทุกข์แล้ว) ฉะนั้น
คำสอนขององคพระพทธศาสดาจงเปนการสอนทไมมวนตาย ไมมี
   �              ์   ุ           ึ ็           ี่ ่ ี ั    ่
วันเสื่อม ไม่มีวันล้าสมัย เป็นค�ำสอนที่คงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่
ยงมระบบจกรวาล (หมายถงยงมการหมนเวยนของวนเวลาทเี่ รยกวา
  ั ี       ั              ึ ั ี       ุ ี        ั      ี ่
วัฏฏ) อยู่
	 แล้วท�ำไมจึงมีความเสือมเกิดขึนในพุทธศาสนาล่ะ ทีเ่ สือมนัน
                            ่     ้                   ่ ้
ไม่ใช่คำสอนหรือความเป็นพุทธเสือม แต่วาเป็นเรืองของจิตใจและ
         �                      ่     ่      ่
ความเชอมนในตนเองเสอมไป จงมความทกขมาก ความหลงมาก
           ื่ ั่         ื่   ึ ี       ุ ์
และความหลับใหลมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้พ้นไปจากค�ำสอนของ
พระพทธศาสดาทไดสงสอนเอาไวลวงหนาแลวถงเหตแหงความเสอม
       ุ         ่ี ้ ่ั      ้่ ้ ้ ึ ุ ่              ื่


                                            สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๓๐
มบคคลอยสองประเภททจะทำใหมความเสอมตอพทธศาสนะ
               ี ุ      ู่         ี่ � ้ ี           ื่ ่ ุ
     หนงคอผทเี่ กลยด ไมตองกงวล ผทเี่ กลยดเหลานยอมมความเพยร
         ึ่ ื ู้ ี          ่ ้ ั         ู้ ี      ่ ี้ ่ ี              ี
     มความพยายามอยางยงยวดทจะทำใหสมประสงคดวยการกลาว
       ี                   ่ ิ่      ี่ � ้                 ์ ้         ่
     ต�ำหนิ ติ ด่า และสรรหาเอาเรื่องต่างๆ มาเสนอมาแสดงเพื่อที่จะ
     ท�ำให้บคคลอืนๆ ทีเ่ กลียด และทียงไม่รไม่เข้าใจพลอยเกลียดไปด้วย
             ุ        ่                ่ ั ู้
     กรรมวิธีนี้ใช้กันมาแต่โบราณนานโพ้นก่อนจะก�ำเนิดพระพุทธ
     ศาสดาอก และยงคงใชไดผลจนถงทกวนนี้ และยงคงใชไดเ้ รอยไป
                 ี      ั      ้ ้            ึ ุ ั      ั      ้ ื่
     ในกาลเบองหนา นบไมไดวานานเทาไร เหตเุ พราะยงมคนหลงอยมาก
                   ื้ ้ ั ่ ้ ่             ่           ั ี          ู่
     เปรียบเหมือนเขาโคกับขนโค
     	 อกหนงนนากลวมาก คนเหลานดกเ็ ปนคนทรกในพทธศาสนา
             ี ึ่ ี้ ่ ั              ่ ี้ ู ็        ี่ ั          ุ
     อยู่ในพุทธศาสนา แต่ว่าไม่เรียนรู้ฝึกฝนตนเองให้แตกฉานเข้าใจ
     ในพุทธศาสนะ แต่กลับไปใช้วิธีฟังเขามา เขาเล่าว่า เอากิเลสตน
     ทียงไม่ได้ฝกฝนก�ำจัด แล้วตัดสินความไปตามความหลง ความงมงาย
       ่ั       ึ
     ความเบาปญญาของตนเปนเหตตน คนเหลานมมากมายเกนจะนบ
                  ั             ็ ุ้           ่ ี้ ี                 ิ   ั
     ในพุ ท ธศาสนา ยิ่ ง ในพวกที่ เ ข ้ า มาอาศั ย อยู ่ ใ ต ้ ร ่ ม กาสาวะ
     แล้วเรียนมาผิด จ�ำมาผิด แล้วก็ถ่ายทอดไปแบบผิดๆ พวกเหล่านี้
     น่ากลัวยิ่งกว่า แล้วก็คือพวกที่จะท�ำให้พุทธศาสนะต้องเสื่อมไป
     ก่อนเวลาอันควร




๓๑   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๓ ความทะยานอยากเป็นที่ตั้ง
	 ขอเลาตอเปนตอนที่ ๓ ในเรองภยตอพทธศาสนา ตอนทแลว
               ่ ่ ็                ื่ ั ่ ุ                   ี่ ้
หลวงตาไดนำเอาคำสงสอนขององคพระพทธศาสดาทฝากเอาไววา
              ้ �      � ั่            ์        ุ       ี่           ้่
บุคคลทีจะเป็นภัยต่อพุทธศาสนานันก็คอคนในพระพุทธศาสนาเอง
            ่                         ้ ื
และส�ำคัญยิ่งคือที่อยู่ใกล้ชิดด้วย คือเป็นนักบวชที่อยู่ภายในร่ม
ใตคำสอนของพระพทธองค์ ทเี่ ปนเชนนนกเพราะวาไมยอมศกษา
     ้ �                 ุ         ็ ่ ั้ ็           ่ ่    ึ
แตเ่ ขามาเพยงแคอาศย แลวเมอไดลาภสกการะกเกดตดใจ ทำให้
         ้      ี ่ ั ้ ื่ ้                  ั      ็ ิ ิ       �
เกิดความทะยานอยากขึ้น จึงแสวงหาช่องทาง เมื่อได้ช่องทาง
การหาลาภก็ได้ลาภสมใจอยาก จึงเริ่มวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยแล้ว
ก็เกิดความพึงใจ เมือพึงใจก็ตกลงปลงใจ ก็จะแสวงหามาก เมือได้มาก
                     ่                                     ่
กเ็ กรงวาจะมผอนมาแยงชง กเ็ กดความรสกวาจะตองปองกน กจะเรม
           ่ ี ู้ ื่        ่ ิ ิ        ู้ ึ ่ ้ ้ ั ็ ิ่
มการทะเลาะววาท มการดาทอกนดวยวาจาอนเปนผรสวาจา ทสด
   ี              ิ        ี ่    ั ้             ั ็ ุ            ี่ ุ
ก็มีการท�ำร้ายท�ำลายกันจนถึงขั้นเข่นฆ่ากันในที่สุด
	 ธรรมที่ เ กิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนนั้น ก็ เป็ น ค� ำ สั่ งสอนของ
พระพุทธองค์ที่ได้สั่งสอนเอาไว้แล้ว เรียกว่า ธรรม ๙ ประการ
อนเกดจากความทะยานอยาก ซงกเ็ ปนธรรมทตองเกดขนตอเนอง
   ั ิ                         ึ่ ็        ี่ ้ ิ ึ้ ่ ื่
เป็นขั้นเป็นตอน เฉกเช่นเดียวกับ สมุปบาทธรรม คือธรรมที่อาศัย
ซงกนและกนในการเกดขนอยางตอเนองในการทำอกศลธรรม คอ
 ึ่ ั       ั         ิ ึ้ ่ ่ ื่              � ุ             ื
	      เมื่อทะยานอยาก ก็จะแสวงหา
	      เมื่อแสวงหา ก็จะได้มาซึ่งลาภนั้น
	      เมื่อได้ลาภมา ก็จะวินิจฉัย
                                                  สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๓๒
เมอวนจฉย กจะมความกำหนด (ความคด) ดวยอำนาจแหง
          ื่ ิ ิ ั ็ ี    � ั       ิ ้ �        ่
     ความพอใจ (ตกลงปลงใจ)
     	 เมื่อมีความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจแห่งความพอใจ ก็จะเกิด
     ความฝังใจ
     	       เมื่อมีความฝังใจ ก็จะเกิดความหวงแหน
     	       เมื่อหวงแหน ก็จะเกิดความตระหนี่
     	 เมอเกดความตระหนี่ ดวยอำนาจแหงความตระหนี่ กจะเกด
            ื่ ิ          ้ �      ่             ็ ิ
     การป้องกันอารักขา
     	 เพราะมีการป้องกันอารักขาเป็นเหตุ จึงเริ่มมีการโต้เถียง
     จบไม้ จบศสตราอาวธ ชหนา พดจาขดแยง สอเสยด ดาทอ โปปด
      ั         ั ั        ุ ี้ ้ ู       ั ้ ่ ี ่            ้
     ลงมือท�ำร้ายกัน ทุบตีกัน ที่สุดก็เข่นฆ่ากันด้วยกรรมวิธีแตกต่าง
     นานัปการ (ไม่จ�ำเป็นต้องฆ่าให้เสียชีวิต แต่ว่าฆ่าให้หมดหนทาง
     ทจะดำเนนชวตตอ หรอหมดหนทางทำมาหากน กถอเปนการฆา)
        ี่ � ิ ี ิ ่ ื                     �       ิ ็ื ็        ่
     ทั้งนี้ก็เป็นเหตุมาจากความทะยานอยากทั้งสิ้น
     	 นี่ก็เพราะไม่ศึกษา ไม่วินิจฉัย ไม่อยู่ในศีลไม่อยู่ในธรรม
     อันงามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้แล้ว แต่กลับเอาวิสัย
     ปุถุชนที่เคยคุ้น ไม่ศึกษาค�ำสอน แต่กลับไปรับเอาค�ำสอนที่ผิดๆ
     ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าภัยที่ร้ายแรงคือคนใน ที่เรียนผิด ทรงจ�ำผิด
     วนจฉยผด แลวกถายทอดผด นเี่ ปนตวอยางทพระพทธองคไดทรง
      ิ ิ ั ิ ้ ็่                 ิ     ็ ั ่ ี่         ุ     ์ ้
     สั่งสอนเอาไว้แล้ว ด้วยทรงวินิจฉัยแล้ว จึงได้น�ำเอามาสั่งสอน
     เตือนเอาไว้ก่อน
๓๓   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเปรียบเทียบแก่นสารแห่ง
พระพทธศาสนาใหแกพราหมณผหนงชอวา ปงคลโกจฉะ ทสมยหนง
       ุ         ้ ่       ์ ู้ ึ่ ื่ ่ ิ       ี่ ั ึ่
ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี โดยมี
ความพอสรุปได้ว่า
	 เมื่อบวชเข้ามาในศาสนาแล้ว ธรรมห้าประการเหล่านี้ก็จะ
เกิดขึ้น จะมีคนเลื่อมใส ได้ลาภ มีชื่อเสียง เปรียบได้กับกิ่งใบของ
ตนไมใหญทสวยงาม ตองไมหยดอยเู่ ทานน ตองมความพงใจทจะตอง
   ้ ้ ่ ี่            ้ ่ ุ           ่ ั้ ้ ี            ึ ี่ ้
รักษาศีลให้งามยิ่งๆ ขึ้น จนถึงระดับศีลสัมปทา คือความสมบูรณ์
ดวยศล เปรยบไดดงสะเกดไมของตนไมใหญ่ ตองไมหยดอยเู่ ทานน
    ้ ี ี ้ ั่            ็ ้ ้ ้               ้ ่ ุ            ่ ั้
ตองมความพงใจทจะฝกฝนจตใหตงมนอยในสมาธใหมากยงๆ ขน
     ้ ี        ึ ี่ ึ           ิ ้ ั้ ั่ ู่         ิ ้      ิ่ ึ้
ซึ่งก็เปรียบได้ดั่งเปลือกไม้ของต้นไม้ใหญ่ เมื่อเจริญสมาธิจนมี
จิตทีเ่ จริญยิงในสมาธิแล้ว ก็ตองไม่หยุดอยูเ่ ท่านัน ต้องมีความพึงใจ
              ่                ้                  ้
พอใจที่จะศึกษาเจริญปัญญาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงขั้นเกิด
ญาณทัสสนะ ซึงเปรียบได้ดงกระพีของต้นไม้ใหญ่ เมือเจริญปัญญา
                 ่          ั่      ้                  ่
จนถึงขั้นญาณทัศนะแล้ว ก็ต้องไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ต้องมี
ความพึ ง ใจพอที่ จ ะเจริ ญ ปั ญ ญาให้ เ จริ ญ ยิ่ ง ๆ ขึ้ น จนเข้ า ถึ ง
ความหลุดพ้นแห่งใจโดยไม่กลับมาก�ำเริบอีก มีความแตกฉาน
แจ้งในธรรม ซึ่งเปรียบได้ดังแก่นไม้ของต้นไม้ใหญ่
	 เช่นนี้จึงจะเอาตัวรอด และสามารถถ่ายทอดธรรมอันงาม
เพื่อที่จะยังให้พระพุทธศาสนาด�ำรงคงอยู่อย่างถูกต้องตรงธรรม
สมดงคำสงสอนของพระพทธองคทไดทรงตรสรธรรมอนงามเหลานน
     ั่ � ั่            ุ    ์ ี่ ้    ั ู้    ั       ่ ั้
และไดทรงพระเมตตาอยางยงยวดเพอถายทอดสงสอน ตองผจญกบ
         ้             ่ ิ่       ื่ ่      ั่    ้      ั
ภัยต่างๆ ทีกเลสของสัตว์ผยากไร้กระท�ำต่อพระองค์ และพระองค์
             ่ิ           ู้
                                                  สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๓๔
กไมยอทอ ไมหลกเลยง แตทรงผจญกบกรรมเหลานนโดยไมสราง
      ็ ่ ่ ้ ่ ี ี่            ่        ั         ่ ั้       ่ ้
     กรรมตอบโต้ ไมทรงกระทำใหสตวเ์ หลานนตองล�ำบากแมในชาตนี้
                     ่         � ้ั     ่ ั้ ้              ้     ิ
     และชาติหน้า แม้สัตว์เหล่านั้นต่างก็ต้องรับผลแห่งกรรมของตน
     อยูแล้ว ต้องเกิดใหม่เพือรับผลของกรรมทีได้สร้างเอาไว้ดวยตนเอง
        ่                   ่               ่             ้
     ไม่อาจหลีกหนีได้
        ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๔ มนุษย์กับการรักษาศีล (๑)
     	 ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๓ พอมีเนื้อความว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิด
     แล้วไม่เรียน เพียรเพ่งเร่งท�ำลายตัวตนของตนเองแล้ว ย่อมมีภยต่อ
                                                               ั
     ตนเองและผูอน รวมถึงครูบาอาจารย์ดวย นีกมาจากความประมาท
                  ้ ื่                    ้ ่็
     เป็นเหตุ
     	 ทำไมถงวาประมาทละ ทวาประมาทนนกนบวาเบามากแลว
               � ึ ่                ่ ี่ ่        ั้ ็ ั ่               ้
     ในภาษามนษยทสามารถเขาใจไดไมยาก แตในความเปนจรงแลว
                     ุ ์ ี่          ้     ้ ่      ่          ็ ิ ้
     ความประมาทนี้เองแหละที่ท�ำลายทุกสิ่ง ลองมองดูที่องค์ศีล
     ทังห้าข้อ ทีเ่ ป็นศีลส�ำคัญทีจะบอกว่าเป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นอย่างอืน
        ้                         ่                                    ่
     ที่ต�่ำกว่ามนุษย์สิ
     	 ศลขอทหนงกลาวถงเรองเกยวกบ ปานาตบาท คอการละเวน
              ี ้ ี่ ึ่ ่ ึ ื่ ี่ ั               ิ       ื        ้
     การฆา กถามองยอนไปทธรรมเกาประการอนเกดแตความทะยานอยาก
            ่ ็้      ้      ี่   ้         ั ิ ่
     ที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในตอนที่ ๓ จะเห็นได้ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมมี
     ความอยากได้ใคร่มีใคร่เป็น นี้เป็นธรรมดา บัณฑิตย่อมท�ำลาย
     ความอยากไดโดยไมยาก สวนพาลหรอคนพาลนนไมมความเพยร
                    ้      ่    ่       ื             ั้ ่ ี     ี
     ทจะทำลายความอยากของตนเอง แตตรงขามกลบจะขวนขวายมาก
        ี่ �                           ่ ้          ั
     มความเพยรมาก ทะยานอยากมาก ทจะทำใหความอยากของตน
          ี      ี                        ี่ � ้
๓๕   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
สมฤทธผลใหเ้ รวทสด แมจะตองถงขนทำลายลางกนกไมเ่ กรงกลว
  ั         ิ์   ็ ี่ ุ ้ ้ ึ ั้ �             ้ ั ็           ั
ต่ออาญาใดๆ นี้เป็นธรรมดา อันเกิดแต่ความต่อเนื่องแต่เริ่มต้น
จนครบตามขบวนการของธรรมทั้ง ๙ ประการ นี้เป็นธรรมดา
ที่ว่าเป็นธรรมดานั้นไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนี้แล้วไม่ต้องจัดการแก้ไข
ในผู้ที่อบรมตนเองจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นบัณฑิต มีความเพียร
เพงทำลายกเิ ลส คอความอยากในธรรมทงปวงทมอยเู่ ปนธรรมดา
      ่ �            ื                      ั้  ี่ ี ็
ในตน ย่อมสามารถระงับยับยั้งตนเองไม่ให้ประพฤติธรรมชั่วหรือ
จะเรียกว่าก่อกรรมอันเป็นธรรมดานี้ได้ โดยฝึกฝนอบรมบ่มนิสัย
หรือที่เรียกว่าสันดาน หรือภาษาที่ไพเราะเสนาะหูก็คือ วาสนา
ของตนเองแตเ่ ยาววย และตองอบรมอยางถกตองถกวธี ไมตะแบง
                     ์ั      ้           ่ ู ้ ู ิ ่
ไมเ่ ลยงบาลี เหมอนอยางนกบวชบางพวก บางคณะ อางความเมตตา
         ี่       ื      ่ ั                        ้
ตอสตวดวยการกลาววาเปลยนราง เปลยนราง หลวงตาเคยไดยน
    ่ ั ์ ้            ่ ่ ี่ ่           ี่ ่              ้ิ
กับตนเอง ไม่รู้ว่าเรียนมาจากไหน ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่าคนพาล
พาลย่อมไม่ขวนขวายมากในการท�ำลายกิเลส แต่ตรงข้ามจะมี
ความเพียรมาก ขวนขวายมากในการท�ำความชั่ว หรือประพฤติ
ธรรมชั่ว มีความคิดวิปริตผิดมนุษย์ เห็นการฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่เกรงต่ออาญาใดๆ ไม่วาจะเป็นอาญาของมนุษย์ หรืออาญาธรรม
                           ่
อันเป็นบาปเวรที่ต้องชดใช้ไม่รู้จบ เพราะบาปเวรเหล่านั้นมันจะ
ตดจต ประทบไวแลวอยางแนนหนาในจต เหตเุ พราะกระทำดวยจต
     ิ ิ       ั ้ ้ ่ ่               ิ                � ้ ิ
อย่างตั้งใจ วินิจฉัย และตกลงปลงใจแล้ว ดั่งที่ได้กล่าวไว้แล้วใน
ธรรมเก้าประการ



                                             สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๓๖
จะเห็นได้วาการกระท�ำกรรมหรือประพฤติธรรมใดๆ อันส�ำเร็จ
                        ่
     ด้วยจิตย่อมมีผลมาก ดั่งตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ คือการที่สัตว์
     มีความพยาบาทแล้วลงมือท�ำร้ายท�ำลายถึงขั้นฆ่า แม้จะด้วย
     ความเพียรมากเท่าไร ถ้าฆ่าด้วยเพียงมือเท้าที่มีอยู่ ย่อมต้องเห็น
     ความบาดเจบทสตวอนไดรบจากการกระทำของตน ถาไมใชเ่ พราะ
                    ็ ี่ ั ์ ื่ ้ ั             �       ้ ่
     ความบ้าระห�่ำเมามัน ย่อมต้องเกิดความสังเวช แล้วก็จะหยุดได้
     ในทสด แตถากระทำไปดวยจตทวนจฉยแลววาจะตองทำลายลาง
           ี่ ุ ่ ้        � ้ ิ ี่ ิ ิ ั ้ ่ ้ �                   ้
     แม้ไม่ต้องอาศัยความบ้าระห�่ำเมามัน ก็สามารถที่จะขวนขวาย
     หาศัตราอาวุธที่จะท�ำลายล้างได้ทีละมากๆ หรือหาวิธีการต่างๆ
     ที่จะท�ำลายล้างให้ได้มาก ยิ่งเห็นความฉิบหายล้มตายของสัตว์
     ที่ถูกท�ำลาย ก็จะยิ่งมีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะท�ำให้ได้มาก
     ยิ่งๆ ขึ้นไป ตัวอย่างมีให้ได้เห็นแล้วในสังคมยุคโลกาภิวัตน์นี้เอง
     	 ในคราวนขอแสดงเพยงศลขอทหนงกอน ยงเหลออกอยางนอย
                      ี้       ี ี ้ ี่ ึ่ ่ ั ื ี ่ ้
     สี่ข้อที่จะท�ำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังไม่ย่อท้อ สามารถ
     ที่จะด�ำรงตนเองอยู่ในฐานะความเป็นมนุษย์ได้ เหตุก็เพราะว่า
     ศลหานเี้ ปนศลของมนษย์ เปนศลหรอขอกำหนดไวในจตของผทจะ
        ี ้ ็ ี             ุ    ็ ี ื ้ �             ้ ิ      ู้ ี่
     ด�ำรงตนเป็นมนุษย์ ไม่เป็นสัตว์ที่ต�่ำกว่ามนุษย์ และสามารถที่จะ
     ยกตนเองให้สูงขึ้นไปยิ่งๆ ขึ้น เพื่อที่จะหนีให้พ้นความทุกข์ที่เป็น
     วัฏฏของสัตว์ในสามสิบเอ็ดภพภูมิ
     	 พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วว่านี้เป็นธรรมเก่า คือเป็น
     ธรรมที่มีมาก่อนแล้ว ไม่ว่าในค�ำสอนของศาสดาใดๆ แม้ก่อน
     พระพุทธองค์จะตรัสรู้ธรรมอันยิ่งนี้ด้วย ธรรมเก่านี้เป็นการเตือน
     ตนเองได้ดียิ่ง ถ้าเราน�ำเอาธรรมนี้มาประพฤติปฏิบัติอยู่อย่าง
๓๗   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ย่อท้อ ก็เพียงพอที่จะไม่ลงสู่อบายฯ ได้แล้ว ธรรมนี้คือการแบ่ง
ระดับของมนุษย์ที่มีลักษณะตามข้อก�ำหนด คือปกติเดินหรือว่า
เคลื่อนที่ไปด้วยเท้าสองเท้า และกระดูกสันหลังตั้งเป็นฉากกับ
พื้นโลก ส่วนที่เรียกว่าเดรัจฉานก็เพราะว่าปกตินั้นจะเคลื่อนไหว
ดวยเทาสเี่ ทา และกระดกสนหลงขนานกบพนโลก การแบงมนษยนน
 ้ ้ ้                  ู ั ั        ั ื้             ่ ุ ์ ั้
มีอยู่ห้าชั้นด้วยกัน โดยแบ่งตามพฤติกรรมของการรักษาศีล
	 ถารกษาศลไมไดเ้ ลยทง ๕ ขอ คอลกษณะของ มนสสเนรยโก
       ้ ั     ี ่       ั้ ้ ื ั                 ุ     ิ
คือมีกายเป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นยังไม่ลืมภพภูมิเดิม และจะต้อง
กลับไปยังภูมิเดิม และน่าจะลงลึกยิ่งกว่าเดิม คือนรกภูมิ
	 ถ้ารักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วมีจิตน้อมไปในทางที่ชอบ
หลอกหลอน หลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ เอาแต่ได้ฝายเดียว โกหก
                                                   ่
พกลมเพอใหไดมาซงความตองการมากของตน ไมรจกการแบงปน
        ื่ ้ ้ ึ่           ้                  ่ ู้ ั   ่ ั
ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น พวกนี้ถูกเรียกว่า มนุสสเปโต คือมีกาย
เป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นเป็นวิญญาณที่คอยหลอกหลอนผู้อื่น
	 ถ้ารักษาศีลได้บางไม่ได้บาง แต่มจตทีนอมไปในทางความเสือม
                        ้            ้   ีิ ่้                ่
ไม่รู้จักรักษาศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะของตนเอง เครือญาติ หรือหมู่คณะ
กระทำความเสอมเสยไดทกชนดโดยไมมความละอาย ไมเ่ กรงกลวบาป
        �       ื่ ี ้ ุ ิ             ่ ี                ั
ไมเ่ กรงตออาญาใดๆ พวกนถกเรยกวา มนุสสติรจฉาโน คอมกาย
           ่                   ี้ ู ี ่        ั        ื ี
เป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานทีมความชัวร้าย
                                                  ่ ี       ่
ยงนก เฉกเชนเดยวกบหมาอยางไรอยางนน
 ิ่ ั         ่ ี ั                ่    ่ ั้



                                            สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๓๘
ถ้ารักษาศีลได้ครบห้าข้อ แม้จะบกพร่องบ้างแต่ไม่รุนแรง
     รจกแกไขตนเองอยเ่ ู ปนประจำ รตวเองวาทำผดไมงาม ไมเ่ ปนทสรรเสรญ
      ู้ ั ้             ็    � ู้ ั ่ � ิ ่            ็ ี่     ิ
     ของเหลาบณฑต แลวเพยรพยายามแกไขตนเองใหดใหได้ เหลานี้
             ่ ั ิ ้ ี                     ้        ้ ี ้      ่
     เป็นพวกที่ได้รับการขนานขานเรียกว่า มนุสสมนุสโส คือมีกาย
     เป็นมนุษย์ แล้วยังมีจิตใจเป็นมนุษย์ด้วย
     	 ถารกษาศลไดครบหาขอ และยงมความละอายและเกรงกลว
              ้ ั      ี ้     ้ ้       ั ี                        ั
     ในบาปและผลแห่งกรรมที่ได้กระท�ำไว้แล้ว เพียรพยายามฝึกฝน
     ตนเอง ละเสยซงกเิ ลสฝายตำอยางสนเชง ไมกระทำความชวบาปแลว
                  ี ึ่       ่ �่ ่ ิ้ ิ ่ �              ั่          ้
     แม้ในที่ลับ (คือแม้ในจิตก็ไม่คิดถึงเรื่องอกุศลแล้ว) แม้ในที่แจ้ง
     เหล่านี้เป็นพวกที่ได้รับการขนานขานเรียกว่า มนุสสเทโว คือมี
     กายหยาบนี้เป็นมนุษย์ และมีจิตที่เป็นเทวดาแล้ว


       ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๕ มนุษย์กับการรักษาศีล (๒)
     	 เมอตอนทแลวเราไดรเู้ รองศลหาไปเพยงขอเดยว วนนหลวงตา
             ื่      ี่ ้    ้ ื่ ี ้        ี ้ ี ั ี้
     จะมาแสดงเรองศลตออกหนงขอในสขอทยงเหลออยู่ ถาเราสามารถ
                  ื่ ี ่ ี ึ่ ้ ี่ ้ ี่ ั ื           ้
     เข้าใจในหัวใจของศีลห้าแล้ว ต่อไปเราก็จะรักษาศีลได้ดียิ่งๆ ขึ้น
     และที่สุดก็ท�ำให้ศีลสัมปทาเกิดขึ้นในตัวเรา ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ
     ในจิตเราได้โดยไม่ยาก
     	 โดยส่วนมากคนไทยมีฐานเดิมของศาสนา หรือลัทธิความเชือ       ่
     ทางจิตวิญญาณแบบพุทธ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อธิบาย
     ไดงายๆ วาเมอเปนผรู้ ผเู้ ขาใจในเรองราวตางๆ (สมมาทฐิ = Perfect
       ้่    ่ ื่ ็ ู้ ้              ื่    ่     ั    ิ
๓๙   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
Knowing) แล้วก็จะเป็นผู้ที่ตื่นจากความเขลา (สัมมาสังกัปปะ =
Perfect Thought) เมอตนจากความเขลา กจะรสกตวเองวาเปนผมี
                   ื่ ื่                ็ ู้ ึ ั    ่ ็ ู้
ความเบิกบานส�ำราญใจ ไม่เป็นผู้หลงเดินทางผิดอีกแล้ว อย่างนี้
เป็นต้น
	 ศีลห้าก็เช่นเดียวกัน เป็นค�ำสั่งสอนขององค์พระศาสดา
ผู้เป็นพุทธ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นครูผู้สอนของเทวดา มาร พรหม
และมนุษย์ ไม่ตองสนใจว่าเทวดา มาร พรหมนันเป็นอย่างไร ถ้าอยากรู้
                ้                              ้
ต้องศึกษาและทดลองด้วยตนเอง เป็นธรรมดาถ้าเราอยากเป็นบัณฑิต
กตองทำตวเยยงบณฑต อยากเปนพาลกตองทำตวเยยงพาล จะรจก
  ็ ้ � ั ี่ ั ิ                   ็       ็ ้ � ั ี่        ู้ ั
เทวดากตองทำตวเยยงเทวดา อยางนเ้ี ปนตน ศลหาเปนศลของมนษย์
         ็ ้ � ั ี่              ่       ็ ้ ี ้ ็ ี       ุ
เมอตองการจะเปนมนษยทงกายและใจ กตองศกษาประพฤตปฏบติ
    ื่ ้          ็ ุ ์ ั้                  ็้ ึ        ิ ิ ั
เยี่ยงมนุษย์ คือรักษาศีลห้าให้ได้
	 ศี ล ข้ อ ที่ ห นึ่ ง ได้ ก ล่ าวไว้ แ ล้ ว วั นนี้ ม าต่ อ ศี ล ข้ อ ที่ ส องกั น
ศีลข้อที่สองกล่าวถึงเรื่อง อทินนาทาน คือกล่าวถึงเรื่องของทรัพย์
ทีไม่บริสทธิ์ ถ้าเราแปลว่า “การลกทรพย” เราก็จะตีความแคบเกินไป
  ่       ุ                            ั ั ์
ไม่กว้างครอบคลุมทุกเรื่องราวของทรัพย์ เมื่อกล่าวถึงทรัพย์คือ
“ทาน” เราก็จะมาลองท�ำความเข้าใจกัน ที่ว่าทานนั้นคือทรัพย์
ก็เพราะว่าทานต้องมีเจ้าของ เจ้าของทานชือว่า ทานบดี หรือทานาธิบดี
                                                  ่
เมอเรารเู้ ชนนเี้ รากจะเขาใจไดวาทรพยทงหลายตองมเี จาของ ไมมี
    ื่      ่         ็ ้           ้ ่ ั ์ ั้               ้         ้           ่
ทรัพย์ใดไม่มีเจ้าของ



                                                           สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๔๐
เมือเราท�ำความเข้าใจได้วาทรัพย์นนต้องมีเจ้าของ การได้มา
               ่                              ่         ั้
     ต้องบริสุทธิ์ คือเจ้าของทรัพย์ต้องยินดีให้แล้ว จะไปบังคับขู่เข็ญ
     หรือท�ำอุบายด้วยเล่ห์เหลี่ยม หรือขวนขวายมากด้วยกลโกงใดๆ
     เพื่อที่ให้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้นถือว่าไม่บริสุทธิ์ ไม่อาจจะอ้างตนเป็น
     เจ้าของได้ โจรเสื้อนอกคือคนที่มีความรู้อยู่ในสังคมชั้นสูง ย่อมมี
     ความคิดและอุบายมาก จึงเป็นกลุมคนทีนบว่าน่ากลัวทีสด ส่วนโจร
                                                ่     ่ ั          ุ่
     ทัวไปไม่มอบายมาก จะลักวิงชิงปล้นก็ทำตรงๆ จึงจับตัวมาลงโทษ
        ่        ีุ                      ่          �
     ได้ง่าย ดังนั้นศีลข้อนี้จึงครอบคลุมถึงกลุ่มโจรเสื้อนอกด้วย พวกนี้
     เป็นพวกเรียนมาก จบการศึกษาสูง แต่ไม่มีปัญญา ปัญญาที่ว่านี้
     เป็นปัญญาบริสุทธิ์ เป็นปัญญาที่จะเอาตัวรอดจากกฎแห่งกรรม
     เพราะวาเปนกฎหมายทไมมใครๆ ในสามสบเอดภพภมจะรอดไปได้
              ่ ็                 ี่ ่ ี                   ิ ็ ู ิ
     ดังค�ำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม” ไม่ว่าจะสร้างกรรมใดๆ
     ดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนประทับไว้แล้วในจิต จิตเป็นตัวเก็บจ�ำข้อมูล
     ของกรรมแล้วบันทึกเอาไว้ ก่อนหลังหนักเบา จิตมีระบบจัดการ
     ทั้งหมดอย่างเที่ยงธรรม ไม่มีการผิดพลาดตกหล่น จิตและกรรม
     ยุตธรรมเสมอ กรรมใดส่งผลแล้วยังไม่ชำระ ก็จะสนองต่อเจ้าของกรรม
          ิ                                       �
     ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจและท�ำการช�ำระแล้วอย่างศิโรราบ ไม่มี
     อุทธรณ์ ฎีกา คือไม่มีการตัดสินใหม่ เพราะว่าเจ้าของกรรมนั้น
     ได้ตัดสินกรรมของตนเอาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อเริ่มลงมือสร้างกรรม
     จะสนองนานเท่าใดก็ขนอยู่ทเจ้าของจะตามไปสนองอีกกีภพชาติ
                               ึ้          ี่                         ่
     ก็ขึ้นอยู่แต่เจ้าของ ถ้าช�ำระได้หมดในชีวิตเดียวก็สามารถสิ้นภพ
     สิ้นชาติได้


๔๑   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ค�ำว่าภพ ค�ำว่าชาติ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายแบบ
หมดชวตแลวเกดใหม่ เปนตวใหมอยางเดยว แตหมายรวมถงชวต
      ีิ ้ ิ             ็ ั ่ ่ ี             ่           ึ ีิ
ในปัจจุบันด้วย ภพคือสถานที่ ชาติคือการเกิด ทุกๆ ลมหายใจ
เราเคลื่อนภพไปไม่รู้เท่าไร และในภพที่เราเคลื่อนไปนั้น ไม่รู้ว่า
เราเปลยนชาตไปแลวเทาไร ทงทางกายและทางจต ภพชาตเิ กดได้
       ี่    ิ ้ ่ ั้                            ิ            ิ
มากมายมหาศาล เมอเราทำความเขาใจไดดงนี้ เรากจะเรงศกษา
                      ื่   �     ้      ้ ั        ็ ่ ึ
เรยนรทจะทำภพชาตทเี่ ราจะเคลอนไปและเปลยนไปใหดขนเรอยๆ
  ี ู้ ี่ �         ิ         ื่            ี่      ้ ี ึ้ ื่
ด้วยความไม่ประมาทและตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมอันงาม


  ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๖ มนุษย์กับการรักษาศีล (๓)
	 กอนทจะตดตามตอตอนที่ ๖ หลวงตาตองขอใหทาง Admin
       ่ ี่ ิ          ่                  ้      ้
ช่วยแก้ไขหัวข้อการเรียงล�ำดับให้ถูกต้อง การคัดลอกมาวางนี่ก็มี
ข้อผิดพลาดได้อย่างนี้แหละ
	 เชนเดยวกนการคดลอกความรจากผอนโดยไมทำความเขาใจ
         ่ ี ั        ั         ู้ ู้ ื่        ่ �      ้
ดวยตนเองกยอมตองผดพลาดเปนธรรมดา ทวาผดพลาดกเ็ พราะวา
 ้          ็่ ้ ิ            ็          ี่ ่ ิ            ่
ไมเ่ ขาใจในความเปนจรง ไมเ่ ขาใจในความเปนไป เพราะวารไมถง
      ้             ็ ิ     ้                ็      ่ ู้ ่ ึ
แก่นแท้ของเรื่องนั้นๆ
	 พระธรรมคำสอนของพระพทธองคกเ็ ชนกน ไมสามารถคดลอก
               �              ุ   ์ ่ ั ่           ั
เอามาถ่ายทอดสอนต่อโดยไม่เข้าใจในแก่นแท้ของค�ำสอนของ
พระพทธองคได้ จากวลทวา “แมจะอยใกลชด กไมสามารถเกาะตด
     ุ     ์          ี ี่ ่ ้ ู่ ้ ิ ็ ่                ิ
ชายผ้าเหลืองได้” นั่นล่ะคือความหมายของสิ่งที่หลวงตากล่าวไว้
                                            สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๔๒
แตตน “อยาเชอจนกวาจะไดพสจนและทดสอบทดลองดวยตนเอง”
       ่ ้   ่ ื่      ่    ้ ิู ์                   ้
     ประโยคนี้เป็นค�ำสอนอันน�ำไปสู่ความส�ำเร็จอย่างถ่องแท้ของ
     พระพุทธศาสดา
     	 มผรมากมายแมในอดตกาล สาวกของพระศาสดาทมความรู้
                 ี ู้ ู้                 ้ ี                                ี่ ี
     สามารถสอนลูกศิษย์ให้ประสพความส�ำเร็จได้มากมาย ศิษย์ทงหลาย                   ั้
     กมความเพยรมาก ฝกฝน ฝกตนเองจนสามารถประสพความสำเรจ
       ็ ี                ี         ึ          ึ                                    � ็
     ดวยความไมประมาทในคำสงสอนของอาจารย์ แตตวอาจารยเ์ อง
          ้                 ่                 � ั่                     ่ ั
     กลบประมาทเพราะเชอวาตนมความรมาก ทสดกทกขเ์ อาตวไมรอด
              ั                        ื่ ่        ี     ู้   ี่ ุ ็ ุ        ั ่
     ต้องพึ่งศิษย์ที่เป็นเณรแนะน�ำให้จนรอดพ้นได้ เมื่อมีเรื่องเช่นนี้
     ให้เป็นตัวอย่างแล้ว เราท่านทั้งหลายก็จงอย่าประมาท ได้ชื่อว่า
     เป็นชาวพุทธ จะโดยการเกิด การอยู่ การอุทิศตนก็ตาม ก็จง
     อย่าประมาท ศึกษาเรียนรู้ศีลและข้อปฏิบัติอันถูกต้องดีงามของ
     ชาวพทธใหเขาใจ อยาตความไปตามกเลสตน ศลคอขอพงปฏบติ
                ุ ้ ้                 ่ ี                   ิ       ี ื ้ ึ ิ ั
     และพึงละเว้นไม่ปฏิบัติ โดยเรียกให้เข้าใจว่าเป็น กุศลและอกุศล
     แปลแบบง่ายๆ ก็คือเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นที่น่าสรรเสริญ และเป็น
     สงทไมดงาม เปนทตำหนตเิ ตยน ผลทไดรบโดยตวเจาของ คอทเี่ ปน
        ิ่ ี่ ่ ี             ็ ี่ � ิ ี               ี่ ้ ั      ั ้         ื ็
     ฝายบญ เจาของมความสขทเี่ กดขนในอารมณความรสกทเี่ รยกวาจต
      ่ ุ ้                     ี            ุ ิ ึ้              ์     ู้ ึ ี ่ ิ
     หรอใจ ทเี่ ปนฝายบาปกทำใหเ้ จาของมความทกข์ ไมสบายในอารมณ์
            ื            ็ ่              ็ � ้      ี          ุ ่
     ความรู้สึก เกิดความเศร้าใจหม่นหมอง ฉุดดึงให้ประสิทธิภาพ
     ความเป็นมนุษย์ลดถอยลง
     	 เอาล่ะหลวงตาได้อารัมภ์มามากมาย ก็อันสืบเนื่องมาจาก
     ความผิดพลาดจากการคัดลอกหัวข้อมาวาง แล้วประมาทไม่ได้
     ตรวจทานให้เรียบร้อย ท�ำให้เป็นเรื่องขึ้นมา วันนี้เรามาต่อเรื่อง
๔๓   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ศีลมนุษย์ที่เหลืออีกสามข้อกัน ก็ตั้งใจที่จะให้จบในบทนี้ จะยาว
เกนไปหรอไมหนอ บททผานมาไดตดสวนทไมจำเปนออกไปมากแลว
  ิ     ื ่            ี่ ่     ้ ั ่ ี่ ่ � ็                ้
อาจทำใหไมเ่ ขาใจได้ คอยเอามาสงคายนากนอกครงถามความสงสย
     � ้ ้           ่        ั           ั ี ั้ ้ ี        ั
อย่างไร
	 ศีลข้อสามกล่าวถึงเรือง กาเมสุมจฉาจาร ข้อนีทำความสับสน
                           ่           ิ            ้ �
ให้ได้มากมาย จนคนจ�ำนวนมากถือตนว่าเป็นคนดี ไม่ผิดศีลข้อนี้
ลองมามองดูกันว่าในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มนุษย์
หรือสัตว์เดรัจฉานที่ต้องรบราฆ่ากันไม่รู้จักกี่ภพกี่ชาติก็ด้วยเหตุ
เรืองกาเมนีเ้ อง แล้วลองมองดูในเนือนันสิ มีอะไรเป็นปมเรืองส�ำคัญ
   ่                               ้ ้                    ่
อย่างที่ภาษิตไทยกล่าวไว้ “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร”
หรือภาษิตยุคใหม่ “ผู้หญิงข้า ใครอย่าแตะ” มาถึงตรงนี้คงเข้าใจ
กนบางแลวใชไหมวามนเปนเรองของศกดศรี ไมวาจะหญงหรอชาย
  ั ้ ้ ่ ่ ั ็ ื่                       ั ิ์ ่ ่        ิ ื
ตัวผู้หรือตัวเมีย ล้วนแต่ถือเอาเรื่องกาเมเป็นเรื่องศักดิ์ศรีส�ำคัญ
ไม่ได้มองเรืองของความดีงาม ความประเสริฐเป็นทีสรรเสริญ เป็นเรือง
            ่                                     ่             ่
ของศักดิ์ศรีที่ส�ำคัญ ฉะนั้นพระศาสดาผู้ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
จึงน�ำเอาหัวข้อนี้มาวางไว้เป็นที่สุด เพื่อให้เราได้ตีความศึกษา
ท�ำความเข้าใจให้ถูกต้อง
	 ลองมองดูเมื่อวัยเด็ก หรือเมื่อผู้ใหญ่เห็นเด็กท�ำความผิด
ทนาตเิ ตยน เมอไมรจกหรอจำไมไดคลบคลายคลบคลา กจะถามวา
  ี่ ่ ี      ื่ ่ ู้ ั ื � ่ ้ ั ้          ั        ็         ่
เอ็งลูกใคร บ้านอยู่ไหน ปู่ย่าตาทวดเป็นใคร เรียนที่ไหน แล้วจึง
ค่อยมาถามทีหลังว่าชื่ออะไร นี่เรียกว่าท�ำไม่ดีทีเดียวเสื่อมเสีย
ทงตระกล แลวถาทำความดละจะมคำถามอะไร ผใหญกจะถามวา
    ั้   ู ้ ้ �           ี่    ี �           ู้ ่ ็         ่

                                              สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๔๔
หนูชื่ออะไร เรียนที่ไหน ที่จะถามไปถึงครอบครัวเครือเถาวงศา
     คณาญาตินั้นมีน้อยมาก “ท�ำดีได้ที่ตัว ท�ำชั่วเสียทั้งตระกูล” ค�ำนี้
     เป็นจริงมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน และจะยังคงเป็นจริงต่อไป
     ตราบนานเท่านาน
     	 เมื่อเห็นอย่างนี้ เราพอจะเข้าถึงเหตุต้นของศีลข้อนี้แล้วนะ
     ที่ส�ำคัญนั้นเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องของชายหญิง ไม่ว่า
     ใครๆ ในที่ไหนๆ ต่างก็มีศักดิ์ศรีของตนเอง และที่ส�ำคัญไม่ใช่มีแต่
     ตัวเจ้าของเท่านันทีมตวตนอยู่ แต่ยงมีวงศาคณาญาติและว่านเครือ
                     ้ ่ ี ั             ั
     พร้อมทั้งหมู่มิตรและครูอาจารย์ ต่างก็ยังมีตัวตนอยู่ หรืออาจจะ
     เหลือเพียงชื่อเสียงคุณงามความดีที่สั่งสมไว้อยู่ แล้วเมื่อบุคคล
     ผเู้ ปนปจเจกจะทำอะไรทไมหวงศกดศรของผอน ถอตนเองเปนสำคญ
           ็ ั          �      ี่ ่ ่ ั ิ์ ี ู้ ื่ ื          ็ � ั
     ยอมกระทำความเสอมไวในจตของเจาของทจะตองชำระใหผองแผว
       ่        �          ื่ ้ ิ          ้        ี่ ้ �    ้่ ้
     ถงตองขามภพขามชาตหรอไมอยางไร ตวเจาของรเู้ อง ไมมใครชวยได้
         ึ ้ ้        ้       ิ ื ่ ่        ั ้           ่ ี ่


       ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๗ มนุษย์กับการรักษาศีล (จบ)
     	 ตอนที่แล้วหลวงตาได้กล่าวถึงเรื่องศักดิ์ศรี ในความหมาย
     ของศลขอทสาม นนกหมายความวาเมอเราเขาใจศลขอนี้ เรากจะ
           ี ้ ี่        ั่ ็        ่ ื่    ้ ี ้          ็
     สามารถเดินต่อไปได้อีกยาวไกล เราจะไม่ท�ำความไม่ดีงาม ท�ำให้
     เสื่อมเสียชื่อเสียงของตนเอง จนถึงวงศาคณาญาติ ครู อาจารย์
     และหมูมตร เราฝึกฝนตนเองห้ามตนเองอยู่เป็นประจ�ำ  ท�ำให้เกิด
             ่ ิ
     ความศรัทธาในตนเอง และจะเพียรพยายามรักษาศีลข้อนี้ให้ยิ่ง

๔๕   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
จนสามารถหักห้ามจิตใจตนเองมิให้คิด มิให้ปรุงแต่เรื่องที่ท�ำให้
เสื่อมเสีย อันเป็นการยกระดับจิตของตนเองให้สูงขึ้น อย่างที่ได้
กล่าวไว้แล้วแต่ตอนต้นว่าไม่ท�ำบาปแม้ในที่ลับและที่แจ้ง
	 ทตองกลาวมากถงศลขอสามนกเ็ พราะวาเปนขอทสำคญยง
       ี่ ้ ่         ึ ี ้       ี้     ่ ็ ้ ี่ � ั ิ่
เพราะจะท�ำให้หนีความเป็นธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ทตำกว่าได้
                                                  ี่ �่
เมอใดทสามารถยกจตตนเองไดถงระดบนี้ ศลขอทสทกลาวถงเรอง
    ื่ ี่          ิ        ้ ึ ั ี ้ ี่ ี่ ี่ ่ ึ ื่
มสาวาท คอวาจาอนเปนเทจ ถาเราตความวาเปนเรองการพดโกหก
  ุ        ื     ั ็ ็ ้        ี     ่ ็ ื่            ู
การด�ำเนินไปของศีลทั้งหลายก็จะด�ำเนินต่อไปไม่ได้ตลอด
	 เรามามองดูว่าองค์ศีลข้อนี้เน้นเรื่องวาจา เหมือนอย่าง
ศีลข้อที่หนึ่งและศีลข้อที่สองเน้นเรื่องของการกระท�ำด้วยกาย
ส่วนศีลข้อที่สามเน้นที่ความคิดคือจิตหรือใจ ฉะนั้นเราจะเห็น
องค์ค�ำสอนของพระศาสดาที่กล่าวถึงเรื่องกาย วาจา ใจหรือจิต
และตัวจิตนีสำคัญยิง เพราะเป็นตัวต้นทีนำไปสูทกเรืองราว เมือจะ
             ้�      ่                  ่ � ่ ุ ่        ่
แก้ไขก็ต้องแก้ไขที่จิต จึงจะแก้ไขเรื่องวาจาและกายได้
	 ฉะนั้นในการที่จะกล่าววาจาใดใดของใครใครในที่ไหนไหน
จงขนอยทจตเปนเหตตน บคคลยอมไมกลาววาจาใดใดในทไหนไหน
  ึ ึ้ ู่ ี่ ิ ็ ุ ้ ุ           ่ ่ ่              ี่
อนเปนเหตใหตนเองและผอนตองเสอมเสยศกดศรี เสอมเสยทรพย์
   ั ็ ุ ้               ู้ ื่ ้ ื่ ี ั ิ์ ื่ ี ั
หรือเป็นเหตุให้น�ำไปสู่ความบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิต มีการกล่าว
เรืองอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาทีจะให้ผอนต้องได้รบความเสือมเสีย
     ่                         ่   ู้ ื่    ั            ่
ศกดศรี เสอมเสยทรพย์ หรอเปนเหตใหนำไปสความบาดเจบจนถง
    ั ิ์ ื่ ี ั            ื ็ ุ ้ � ู่                ็   ึ
เสียชีวิตเป็นที่สุด

                                           สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๔๖
มาถงตรงนคงจะเหนกนแลววาศลคอขอพงปฏบตและไมพง
                   ึ      ี้        ็ ั ้ ่ ี ื ้ ึ ิ ั ิ            ่ ึ
     ปฏิบติ จะกล่าวถึงเหตุสดท้ายทีเ่ ป็นทีสด โดยมีองค์ธรรมเก้าประการ
            ั                   ุ                ุ่
     มาประกอบจบในทกๆ ขอ โดยเรมมาแตมความทะยานอยากในจิต
                     ั       ุ ้         ิ่         ่ ี
     ถ้าเป็นจิตฝ่ายกุศลก็จะน�ำไปสู่การแก้ไขตนเอง จนถึงที่สุดก็คือมี
     ความละอายและเกรงบาป น�ำไปสูความเจริญในจิต สามารถยกจิตตน
                                            ่
     ให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดได้โดยไม่ยาก ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็จะ
     นำไปสความเสอมในจต สงสมความชวรายบาปเวรฝงลกลงไปเรอยๆ
         � ู่          ื่      ิ ่ั            ั่ ้         ั ึ   ื่
     จนยากทจะแกไขถอดถอน ไมละอายไมเ่ กรงกลวในบาป ในอาญา
                 ี่ ้                  ่                ั
     ตางๆ ทงทางโลกและทางธรรม จนนำไปสการเกดในภพชาตตางๆ
       ่      ั้                              � ู่        ิ     ิ ่
     ที่เต็มไปด้วยโทษทุกข์ไม่รู้จบ
     	 หลวงตาได้กล่าวไปถึงศีลสี่ข้อแล้ว วันนี้ก็จบเรื่องศีลได้ด้วย
     ศีลข้อที่ห้าที่กล่าวถึงเรื่องสุรา เมรยะ มัชชะ ประมาทฐาน ไม่ได้
     หมายเพียงแค่หามดืมสุราอย่างทีเ่ ราชาวไทยชอบตีความกัน อันทีจริง
                      ้ ่                                       ่
     ข้อนี้กล่าวเน้นถึงเรื่องความประมาท ซึ่งจะเป็นเหตุให้น�ำไปสู่
     การกระท�ำผิดศีลในข้ออื่นๆ ได้โดยง่าย ยิ่งมีการเสพของมึนเมา
     ไม่ว่าจะระดับดีกรีหรือความเข้มข้นของน�้ำเมาต�่ำ  อย่างเช่นสิ่งที่
     หมักดองมาจากดอกไม้ หรือระดับกลางที่หมักดองมาจากผลไม้
     และที่สุดระดับสูงที่หมักดองมาจากแป้งจ�ำพวกข้าว
     	 ความประมาทนมอยเู่ ปนธรรมดาอยแลว การจะตงมนอยใน
                         ี้ ี ็          ู่ ้      ั้ ั่ ู่
     ความไมประมาทนเี้ ปนเรองยาก ตองมสตทสมบรณพรอม จตตองนง
             ่          ็ ื่     ้ ี ิ ี่ ู ์ ้ ิ ้ ิ่
     วธทจะทำใหจตนงกตองตงอยในฌาน การตงจตอยในฌานถาฝกมา
      ิ ี ี่ � ้ ิ ิ่ ็ ้ ั้ ู่            ั้ ิ ู่      ้ ึ


๔๗   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ดี คิดผิดคิดไม่งาม ชั่วเพียงเสี้ยววินาที บาปมหันต์ก็เกิดขึ้น
แกตน สงผลใหตวเจาของและสตวอนตองรบโทษทกขทงในชาตนี้
   ่ ่         ้ ั ้           ั ์ ื่ ้ ั       ุ ์ ั้       ิ
และชาติหน้ายาวนานเป็นอสงไขย
	 ฉะนั้นการที่จะตั้งอยู่ในความมีสติพร้อมไม่ประมาทชนิดที่
ไมมโทษทกข์ จงเปนเรองทตองพากเพยรอยางหนก พนจวนจฉยธรรม
      ่ ี ุ ึ ็ ่ื ่ี ้          ี ่ ั ิ ิ ิ ิ ั
อยทกลมหายใจเขาออก ไมเ่ ปลงวาจาใชวาจะไมคด คดผดเพยงนด
       ู่ ุ       ้            ่   ่่      ่ ิ ิ ิ ี ิ
ตดอยอกนาน ฉะนนศลขอหานจงถอวาสำคญยง เพราะวา “ผดเพยง
     ิ ู่ ี     ั้ ี ้ ้ ี้ ึ ื ่ � ั ิ่         ่ ิ ี
ข้อเดียว ผิดหมดทุกข้อ” ปกติก็ประมาทเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามี
สงเสพตดมนเมาเปนตวเรง กยงประมาทมาก ไมมสติ ขาดการยงคด
  ิ่        ิ ึ     ็ ั ่ ็ ิ่           ่ ี          ั้ ิ
ย่อมกระท�ำผิดศีลได้ทุกข้อ
	 วนนหลวงตากสามารถจบเรองศลของมนษยไดทกขอครบทง
       ั ี้         ็           ื่ ี         ุ ์ ้ ุ ้           ั้
ห้าข้อ และก็เป็นการจบเรื่องภัยต่อพุทธศาสนาด้วย โอกาสต่อไป
ถ้ายังมีโอกาสอยู่ หลวงตาก็จะน�ำเรื่องที่ตรงข้าม คือเรื่องที่ไม่ใช่
ภยตอพทธศาสนา คอเปนเรองทจะชวยกนบำรงพทธศาสนาใหเ้ จรญ
  ั ่ ุ            ื ็ ื่ ี่ ่ ั � ุ ุ                         ิ
ได้อย่างไร
	 หลวงตาขอจบเรื่องภัยต่อพุทธศาสนาไว้เท่านี้ อย่าเชื่อ
นี่เป็นเพียงทัศนะของหลวงตาเท่านั้น ท่านทั้งหลายศึกษาแล้ว
น�ำไปวินิจฉัย แล้วปรับใช้ให้เหมาะสม ไม่เป็นภัยต่อตนและผู้อื่น
ได้อย่างนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว




                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๔๘
แนวทางการปฏิบัติโดยการวิธีเดินจงกรม
                     และนั่งสมาธิด้วยตนเอง
     	 หลายคนที่เข้ามาร่วมปฏิบัติธรรมมักจะมีค�ำถามเกี่ยวกับ
     การนั่งสมาธิและการเดินจงกรม หลวงตาจึงถือโอกาสนี้แนะน�ำ
     แนวทางการปฏบตโดยวธการเดนจงกรมและนงสมาธดวยตนเอง
                   ิ ั ิ ิี     ิ          ั่    ิ ้
     ให้ทราบโดยทั่วกัน
     ถาม :	 นงสมาธไดไมคอยนาน เปนเหนบทเี่ ทา ทำยงไงจะทนไดครบ
             ั่   ิ ้ ่่       ็ ็ ้ � ั                ้ ั
     ตอบ :	บุญรักษา
     	 การนงสมาธนนสวนใหญจะทำการนงสมาธดวยความไมเ่ ขาใจ
                  ั่      ิ ั้ ่      ่ �            ั่       ิ้               ้
     ในความสำคญของการทำสมาธิ ขนตอนในการทำสมาธไมวาจะเปน
                � ั               �      ั้                 �        ิ ่่        ็
     สมถะสมาธหรอวปสสนาสมาธิ ตางกตองการการกำหนดรในกาย
                     ิ ื ิ ั                ่ ็ ้                �        ู้
     เป็นอันดับแรก การก�ำหนดรู้ในกายที่ง่ายที่สุดคือการเดินจงกรม
     ถ้าไม่เคยหัดเดินจงกรมแบบถูกวิธี ก็เดินแบบธรรมดาเหมือนที่
     เดนเหนยางกาวแบบธรรมดาๆ ทเี่ คยเปนอยู่ เพยงแตวาใหเพมสติ
        ิ ิ ่ ้                                    ็       ี ่ ่ ้ ิ่
     เอาใจใส่สนใจในการเดินมากขึ้น เช่น ถ้าจะบริกรรมพร้อมกับเดิน
     ก็ให้สนใจในค�ำที่บริกรรมว่าบริกรรมว่าอย่างไร การบริกรรมนั้น
     อยู่ที่ไหน ที่ปากหรือว่าที่จิต ตัวเราเริ่มบริกรรมตั้งแต่เริ่มก้าวเดิน
     หรือว่าก่อนทีจะก้าวเดิน วินจฉัยค�ำบริกรรมว่ามีความหมายอย่างไร
                      ่             ิ
     แล้วท�ำไมต้องบริกรรมเช่นนั้น ความหมายที่แท้จริงก็คือหางาน
     ให้จิตท�ำ เมื่อจิตตั้งอยู่ที่งานแล้ว มีการควบคุมแล้ว ก็จะท�ำให้จิต
     ไมวอกแวกหนออกไปนอกกาย จนรสกวาจตนนอมแลว ควรแกงาน
         ่่ ่ ี                              ู้ ึ ่ ิ ี้ ้         ้         ่
๔๙   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ที่ส�ำคัญแล้ว ค่อยลงนั่งท�ำสมาธิ ในผู้ที่ฝึกมานานเพียงเดินแค่
สองสามก้าว หรือไม่เกินห้าก้าวก็จะนิ่ง แล้วก็พร้อมที่จะให้จิต
ท�ำงานได้
	 จากการทไดสอนเดกๆ มาก ยงเปนพวกเดกพเิ ศษทสมาธสน
                    ี่ ้    ็       ิ่ ็        ็       ี่     ิ ั้
ยิ่งสอนยาก แต่หลวงพ่อก็ใช้อุบายพูดคุยกับเด็กก่อนให้เด็กรู้สึก
ผ่อนคลายแล้วคล้อยตามเรา โดยพูดคุยเรื่องพ่อแม่ แล้วก็ถามว่า
รักแม่หรือไม่ เด็กก็จะรักแม่ แม่มีหน้าตาอย่างไรนึกออกหรือไม่
เดกกจะจำได้ จตของเดกกจะสงไปทหนาของแม่ ปรากฏหนาแมขน
    ็ ็ � ิ              ็ ็ ่ ี่ ้                        ้ ่ ึ้
ในความจำ เรากเ็ อาความจำนนมาเปนองคนมต แลวใหเ้ ดกบรกรรม
             �                � ั้    ็ ์ ิ ิ ้        ็ ิ
ค�ำว่า “แม่จ๋า...หนูรักแม่จง..” ไปพร้อมกับการนึกถึงหน้าของแม่
                               ั
อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ก็ได้ผล เด็กก็จะนิ่งแล้วมีสมาธิได้เร็วขึ้น
นิ่งขึ้น นั่งอยู่ได้นาน ไม่เอาจิตไปเกี่ยวข้องวอกแวกกับเรื่องอื่นๆ
ไมไดสนใจในกจอน อาการตางๆ ของรางกายกไมเขามาเกยวของ
     ่ ้           ิ ื่          ่      ่      ็ ่ ้        ี่ ้
เนื่องจากจิตเข้าสู่องค์ฌาน คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกคัตตา
	 จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวได้ไม่ยาก เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว
กายกจะหยดทำหนาที่ หรอจะพดใหถกกคอทำหนาทชาลง อาการ
      ็      ุ � ้      ื      ู ้ ู ็ ื � ้ ี่ ้
ต่างๆ ก็จะปรากฏช้ามาก ท�ำให้นั่งสมาธิได้นานขึ้น ยิ่งถ้ารักแม่
มากๆ ก็จะร�ำลึกถึงคุณความดีของแม่ แล้วก็เห็นความชัวของตนเอง
                                                    ่
ต้องหลังน�ำตาออกมา ถ้าควบคุมได้กจะยิงท�ำการถอดถอนกรรมชัว
        ่ ้                         ็ ่                    ่
ที่เคยท�ำไว้ออกมาได้มากยิ่งขึ้น เป็นการสะจิตตะที่ดีมาก



                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๕๐
ส่วนในพวกที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไรก็ต้องปล่อยให้จิต
     คดฟงซานไปเรอยๆ อยาเรยกกลบ ปลอยไป คลายๆ คนวาดวมาน
       ิ ุ้ ่         ื่       ่ ี     ั ่             ้          ิ
     ในอากาศ เมื่อคิดฟุ้งซ่านวาดวิมานในอากาศไปสักระยะหนึ่ง
     จิตหรือความคิดก็จะค่อยๆ เบาช้าลง แล้วก็จะไปหยุดนิ่งอยู่กับ
     เรองๆ หนง เรองอะไรกได้ ในขณะนนจะยงไมมสตเขาไปเกยวของ
        ื่      ึ่ ื่        ็           ั้       ั ่ ี ิ ้    ี่ ้
     ต่อเมื่อตัวเจ้าของเริ่มรู้สึกตัว เอาสติเข้าไปใส่ ถ้าไม่คลายหลุด
     เสียก่อนก็จะเริ่มเข้าสู่ขบวนการวิปัสสนาอย่างช้าๆ ขึ้นอยู่กับ
     ตัวเจ้าของว่ามีจตทีหนักหนาด้วยกิเลสธุลมากน้อยเพียงใด หรือว่า
                         ิ ่                    ี
     เบาบางอยู่ ไม่คอยจะมเี รองลามกมากมายนก กจะเรมจงจตตน
                          ่        ื่                 ั ็ ิ่ ู ิ
     เขาสสมาธไดเ้ รวขน
           ้ ู่ ิ ็ ึ้
     	 แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเองว่าต้องการที่จะท�ำ
     สมาธิไปเพืออะไร อันนีเ้ ป็นเหตุสำคัญ ถ้าท�ำไปเพือความหยาบหนา
                ่                    �               ่
     แหงกเิ ลส กตองมงมนไปในทางชวใหมาก อยางนกจะทำไดเ้ รวและ
        ่         ็ ้ ุ่ ั่            ั่ ้       ่ ี้ ็ � ็
     ไมมทกข์ ถาตองการทจะละถอน แตวามนยงหนามากอยู่ กตองใช้
       ่ ี ุ ้ ้            ี่             ่่ ั ั            ็ ้
     เวลามากหน่อย ค่อยๆ ขัดเกลา กว่าจะได้ก็อาจจะท้อ ต้องเป็น
     คนเดดเดยวชนดสมทเฉทปะหาน จงจะทำไดเรว แตถาเปนพวกที่
           ็ ี่       ิ ุ                 ึ � ้ ็ ่้ ็
     เบาอยู่แล้ว การที่จะด�ำเนินไปก็จะง่ายไม่ยากนัก
     	 ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนหยาบๆ ที่สามารถฝึกฝนได้เอง แต่ถ้า
     ไม่ไหวก็ต้องมีครูอาจารย์คอยช่วยก�ำกับดูแล
     ถาม :	 กราบนมัสการ ผมขออนุญาตสอบถาม “วิธีเดินจงกรม
     		 ทถกตอง” ตองทำอยางไรบางครบ มกขนตอน ตองกำหนด
             ี่ ู ้  ้ � ่     ้ ั ี ี่ ั้     ้ �
     		 อยางไรจงจะเปนสตปฏฐาน 4 ขอความเมตตาใหความกระจาง
                ่ ึ   ็ ิั                  ้        ่
     		 ด้วยครับ
๕๑   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ตอบ :	เจริญพร
	 การเดนจงกรมถอเปนการปฏบตทเี่ ขาหลกของสตปฏฐานสี่
             ิ       ื ็         ิ ั ิ ้ ั          ิ ั
อยู่แล้ว หลักการง่ายๆ คือให้ก�ำหนดรู้ในกาย ก่อนเดิน ขณะเดิน
และขณะที่จิตนิ่ง
ก�ำหนดอย่างไร
	 การก�ำหนดรู้ คือให้รู้ในสัณฐานและสังขาร รู้ในสัณฐาน
คือรู้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างโดยเบื้องต้น และจะรู้มากยิ่งๆ ขึ้น
เมื่อจิตละเอียด เมื่อสามารถรู้ในสัณฐานได้แล้ว ก็ให้มองดูสังขาร
คอการปรงแตอารมณ์ วาสณฐานอนมองคประกอบทงหลายเหลานน
  ื         ุ ่        ่ ั      ั ี ์           ั้         ่ ั้
ก่อให้เกิดเป็นอารมณ์อะไรบ้าง และในองค์ประกอบโดยรวมนั้น
มีองค์ประกอบอะไร ก่อให้เกิดอารมณ์อะไร อย่างไร
	 ตัวอย่างเช่น เมื่อสามารถตั้งฐานการเดินจงกรมในรูปแบบ
สติปัฏฐานสี่ได้แล้ว จิตก็จะเริ่มน้อมเข้าสู่อารมณ์สมถะในระดับ
ฌานที่หนึ่ง คือวิตกวิจารณ์ โดยการที่เราได้ก�ำหนดกายเป็น
เครองเรยนรู้ จตไมซดสายหนออกไปจากองคความรทเี่ รากำหนดไว้
     ื่ ี       ิ ่ั ่      ี               ์      ู้   �
แต่เบื้องต้น จิตจึงน้อมลง คือมีความนิ่งสงบลง ต่อเมื่อรู้ได้ว่า
จิตเป็นสมถะแล้วให้เดินต่อ อบรมจิตต่อไป จนจิตนิ่งมากยิ่งขึ้น
กายหลงนกจะเรมทำหนาทควบคกบจต ทำใหระบบเคมในรางกาย
          ั ี้ ็ ิ่ � ้ ี่       ู่ ั ิ � ้           ี ่
หลั่งสาร adrenaline ออกมา โดยเริ่มจากบริเวณก้นกบ (จริงแล้ว
อยทบรเิ วณฝเี ยบ) ผานกระดกสนหลงขนสกระหมอม แลวแผซาน
   ู่ ี่           ็ ่        ู ั ั ึ้ ู่        ่     ้ ่่
ไปทวสรรพางคกาย ทำใหเ้ กดมความสขขนโดยไมรตว แตกอนทจะ
       ั่        ์     �   ิ ี         ุ ึ้    ่ ู้ ั ่ ่ ี่

                                            สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๕๒
ถึงความสุขนัน ถ้าเรามีจตทีนอมละเอียดก็จะเห็นการเกิดความปีตขน
                    ้       ิ ่้                                     ิ ึ้
     ในขนตน แลวจงรสกสข เรยกวาไมขามขนตอน นเี่ ปนระดบฌานทสอง
          ั้ ้ ้ ึ ู้ ึ ุ ี ่ ่ ้ ั้                   ็ ั        ี่
     ตอดวยสาม บางคนกอาจจะเขาไปมองเหนขนตอนตางๆ อยางชาๆ
       ่ ้                ็         ้         ็ ั้         ่    ่ ้
     บ้างก็เห็นต่อเนืองไปอย่างเร็วๆ ไม่ทนจับสังเกต นีเ้ ป็นความละเอียด
                      ่                 ั
     ของจิตทีฝกฝน ถ้าไม่หลุดเพราะความตกใจ ความดีใจ ความลิงโลดใจ
              ่ึ
     หรออารมณนอกใดๆ ความลงเลสงสยในพระธรรมคำสอนหมดไป
        ื         ์               ั       ั                  �
     จิตก็จะน้อมเข้าสู่เอกัคคตาจิต คือเป็นหนึ่งเดียวในระดับฌานที่สี่
     	 ตอเมอเสวยอารมณนนไดแลวจะทำการทบทวนกได้ในผทมจต
              ่ ื่           ์ ั้ ้ ้ �                 ็    ู้ ี่ ี ิ
     แนบแนนมนคง จะสามารถวงเลนจตอยในสมถะอารมณได้ โดยฝก
               ่ ั่              ิ่ ่ ิ ู่                 ์           ึ
     เข้าออกในระดับฌานต่างๆ จากสีลงหนึงบ้าง จากหนึงขึนสามบ้าง
                                       ่   ่           ่ ้
     จากสามลงหนึ่งบ้าง สามารถฝึกฝนให้คล่องแคล่วได้ ที่เรียกว่า
     วสี คือเกิดเป็นความช�ำนาญขึ้นนั่นเอง เมื่อเสวยอารมณ์จนเป็นที่
     สุขใจพึงใจพอใจแล้ว ก็ด้วยเหตุแห่งความช�ำนาญในช่วงเวลานั้น
     จิตก็จะผ่อนคลายถอยลงมาที่ระดับฌานที่หนึ่งอีก ด้วยอารมณ์
     อันเป็นปุถุชนนี้เป็นธรรมดา แต่ผู้ฝึกจะต้องยังไม่คลายอารมณ์
     หนตามไป ใหเ้ สวยอารมณอยู่ แลวกเ็ รมในอาการเดยวกบฌานทหนง
         ี                    ์       ้ ิ่           ี ั            ี่ ึ่
     ในเบองตนแหงการฝก ดวยการนอมจตนนเขาสวปสสนา โดยหยบยก
           ื้ ้ ่        ึ ้         ้ ิ ั้ ้ ู่ ิ ั              ิ
     เอาอารมณ์ที่เพิ่งจะผ่านไปนั้นมาพิจารณาใหม่ แต่คราวนี้จิตจะ
     พจารณาในความละเอยดตางๆ ของอารมณสกพกหนง หรออาจจะ
       ิ                   ี ่                 ์ ั ั ึ่ ื
     ยาวนานมากมายจนหาทางเดนตอไมได้ ทงนกขนอยกบการฝกฝน
                                    ิ ่ ่ ั้ ี้ ็ ึ้ ู่ ั       ึ
     หรือผู้ดูแลฝึกสอนจะให้ค�ำแนะน�ำ


๕๓   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
ต่อเมื่อจิตเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาอารมณ์แล้ว นิมิตต่างๆ ก็เกิด
ใหควบคมจตพจารณารตามนมตตางๆ นนไป จนนมตคลายจางแลว
    ้     ุ ิ ิ         ู้    ิ ิ ่ ั้         ิ ิ          ้
จึงเริ่มน�ำเอานิมิตนั้นมาพิจารณา บ้างก็จะนั่งลงด้วยอาการต่างๆ
ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าของเอง บ้างก็จะเดินต่อ แต่จะเชื่องช้าลง
คล้ายอารมณ์เหม่อลอย แต่ไม่ใช่
	 เนื่องจากจิตยังควบคุมกายอยู่ ยังมีสติอยู่ เมื่อเริ่มน้อมจิต
เข้าไปพิจารณาหรือวิปัสสนา ในนิมิตต่างๆ ฐานที่สองคือเวทนา
ก็จะเกิดขึ้น จิตนี้ผูกพันกับนิมิตมานานแล้ว เพราะว่ากรรมต่างๆ
ไม่ว่าจะแต่ชาติใด ล้วนถูกประทับไว้แล้วในจิต ถ้าเป็นผู้ที่ฝึกตน
มาดี มีครูอาจารย์สอนสั่งมาดีแล้ว จิตก็จะเรียนรู้ตามอารมณ์แห่ง
นิมิตนั้นๆ แล้วท�ำการวิเคราะห์วิจัย (ขบวนการ R&D แบบโลกๆ
ก็คล้ายกัน) ว่านิมตเหล่านันมีทมาทีไปอย่างไร ท�ำการเรียนรูศกษา
                   ิ       ้ ี่ ่                        ้ ึ
แก้ไข นี้เป็นไปตามขบวนการของจิตในระดับ “สะจิตตะปริโยทะ
ปะนัง” ซึงยังเป็นวิปสสนาอยู่ ไม่หนีหลุดไปไหน ไม่ออกนอก อยูแต่
            ่         ั                                      ่
ภายใน เรียนรู้ ยอมรับ ศิโรราบ แก้ไข นี้เป็นขบวนการวิปัสสนา
ที่อยู่ในขั้นของ “จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน” เป็นฐานที่สาม
	 เมอพจารณาตอไปเรอยๆ โดยทจตยงไมหลดไปจากอารมณ์
           ื่ ิ        ่     ื่           ี่ ิ ั ่ ุ
โดยอาศยจตทตงเปนฌานดแลวนน (จตจะทำหนาทเี่ ปนผพพากษา
          ั ิ ี่ ั้ ็           ี ้ ั้ ิ          � ้ ็ ู้ ิ
ทีเ่ ทียงธรรมทีสด หาทีเ่ ปรียบไม่ได้ เหนือกว่าผูพพากษาทีเ่ ป็นเพียง
       ่        ุ่                                 ้ ิ
มนุษย์ปถชนคนธรรมดามากมายยิงนัก) จิตได้เรียนรูถงเวทนาต่างๆ
          ุุ                          ่                ้ึ
ที่สัตว์ได้รับ ไม่ว่าจะตนเองหรือสัตว์อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กรรมใด
ทไดกระทำแลวและไดทำการชำระแลว องคธรรมกเ็ กด ศกษา เรยนร้ ู
   ี่ ้ � ้              ้ �      �     ้       ์      ิ ึ      ี

                                               สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน   ๕๔
ทบทวน พจารณาองคธรรมเหลานนอยางเปนสข อยางเทยงธรรม
                ิ                ์       ่ ั้ ่ ็ ุ ่ ี่
     อยู่ในสภาวะอารมณ์นั้นๆ ที่เรียกว่า “ปัสสัทธิ” จิตก็จะเข้าใจใน
     หลกธรรม นเี้ ปนฐานทสทเี่ รยกวา “ธรรมมานปสสนาสตปฏฐาน”
         ั         ็           ี่ ี่ ี ่             ุ ั       ิ ั
     ท�ำการพิจารณาอย่างนี้เรื่อยไป บ่วงกรรมก็ลดลง ด้วยการอาศัย
     ขบวนการประกอบอนๆ เชน ทานกศล ศลกศล จตกจะผองแผวขน
                             ื่ ่            ุ ี ุ ิ ็ ่ ้ ึ้
     สดใสราเรง องอาจและอาจหาญ ไมหงอยเหงา ทอแทดวยเหตแหง
            ่ ิ                               ่          ้ ้ ้     ุ ่
     ความไม่รู้ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ในที่สุดก่อนวาระที่จิตจะดับ
     เพราะกายแตกก็นับว่าทันกาล ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์
     และที่ส�ำคัญได้อยู่ในใต้ร่มพระพุทธศาสนา ดั่งค�ำสอนที่ว่า
     	        “ อาศัยกายนี้เป็นเครื่องเรียนรู้ ”
     	        “ มีกายนี้เป็นเพียงที่อาศัยที่เรียนรู้ ”
                                                                             บุญรักษา
                                                                          กิตติญาโณ




         ขอสงวนสิทธิ์ภาพและข้อความในหนังสือนี้ ไม่สมควรเผยแพร่ คัดลอก ตัดตอนโดยมิได้รับ
         อนุญาต หากท่านใดประสงค์จดพิมพ์เพือเผยแพร่เป็นธรรมทาน โปรดติดต่อ ส�ำนักปฏิบตธรรม
                                 ั        ่                                        ั ิ
         สุธัมมสถาน บ้านหนองกลางเนิน ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๑๐


๕๕   คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน   มงคลสามสิบแปด

สำนักปฏิบัติธรรมสุธัมมสถาน มงคลสามสิบแปด

  • 2.
    สารบัญ หน้า หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑ ๑ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒ ๕ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๓ ๙ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔ ๑๓ หลักธรรมคำ�สอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๕ ๑๗ ภัยต่อพุทธศาสนา ba ตอน ๑ เข้าใจให้ถูกทาง ๒๘ ba ตอน ๒ เหตุแห่งความเสื่อม ๓๐ ba ตอน ๓ ความทะยานอยากเป็นที่ตั้ง ๓๒ ba ตอน ๔ มนุษย์กับการรักษาศีล (๑) ๓๕ ba ตอน ๕ มนุษย์กับการรักษาศีล (๒) ๓๙ ba ตอน ๖ มนุษย์กับการรักษาศีล (๓) ๔๒ ba ตอน ๗ มนุษย์กับการรักษาศีล (จบ) ๔๕ แนวทางการปฏิบัติโดยวิธีเดินจงกรม ๔๙ และนั่งสมาธิด้วยตนเอง พิมพ์เผยแพร่เนื่องในงานทอดกฐินประจำ�ปี ณ สถานปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน จังหวัดกาญจนบุรี พุทธศักราช ๒๕๕๓
  • 3.
    คำ�สอนของพระพุทธเจ้า หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๑ ก่อนที่หลวงตาจะกล่าวถึงเรื่องภัยต่อพุทธศาสนา หลวงตา จะน�ำเอาหลักในการปฏิบัติที่ง่ายที่สุดส�ำหรับความเป็นมนุษย์ ด้วยการก�ำหนดกาย วาจา ใจหรือจิตของเราในการท�ำกิจต่างๆ โดยมี ศี ล ห้ า เป็ น เครื่ อ งควบคุ ม และมี ห ลั ก ธรรมเก้ า ประการ เป็นเครื่องตรวจสอบยกขึ้นมาเป็นอารัมภบท หลั ก ธรรมก็ คื อ หลั ก แห่ ง ธรรมชาติ นั่ น เอง การท� ำ ตั ว เรา ให้เข้าใจในธรรมชาติต่างๆ รอบตัวเรา การสร้างกรรมต่างๆ ที่จะ เกิดจากตัวเราไปสู่ธรรมชาติ โดยรู้จักธรรมชาติรอบตัวเราอย่าง ถองแทมาเปนแบบอยาง เรากจะสรางกรรมโดยมความผดไปจาก ่ ้ ็ ่ ็ ้ ี ิ ธรรมชาติน้อยที่สุด ตนไมหนงตน เรามองดวยการพจารณาตงแตไมนนเรมเจรญ ้ ้ ึ่ ้ ้ ิ ั้ ่ ้ ั้ ิ่ ิ ขึนมา เราไม่รดอกว่าต้นไม้นนจะเป็นอย่างไรต่อไป เราได้แต่เฝ้ามอง ้ ู้ ั้ ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ วันเวลาผ่านไปจนเช้าวันหนึ่งเราสังเกตเห็น ความเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น กิ่งก้านที่เคยมีใบปกคลุม ใบเริ่ม ร่วงลงสู่ดินเป็นจ�ำนวนมาก แต่ยังคงมีเหลือใบที่อ่อนอยู่ แล้วมี ธรรมชาติใหม่แทรกขึ้นมาให้ความสวยงามและกลิ่นโชยหอม ในระหวางทตนไมนนกำลงผลดอก กมธรรมชาตอนเขามาเกยวของ ่ ี่ ้ ้ ั้ � ั ิ ็ ี ิ ื่ ้ ี่ ้ จ�ำนวนมากหน้าหลายเผ่าพันธุ์ เราได้เห็นธรรมชาติที่มาใหม่ เหลานนเกาะทดอกหนงแลวไปทอกดอกหนง แลวกไปทอกดอกหนง ่ ั้ ี่ ึ่ ้ ี่ ี ึ่ ้ ็ ี่ ี ึ่ ๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 4.
    เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน ในที่สุดเมื่อถึงกาลเวลาอันควร กลีบดอก เหล่านั้นก็ร่วงหล่นหลุดออกจากต้นไม้นั้นแต่เราได้เห็นอีกสิ่งหนึ่ง เกดขน ในการรวงหลนนนยงมทไมรวงหลนกมากมาย เกดเปนตม ิ ึ้ ่ ่ ั้ ั ี ี่ ่ ่ ่ ็ ิ ็ ุ่ เล็กๆ ขึ้นมาภายใต้ช่อดอกนั้นๆ เราเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ต่อไปเรือยๆ ทีสดเราก็เห็นการเจริญเติบโตของธรรมชาตินนมากขึน ่ ุ่ ั้ ้ ทกวน มธรรมชาตอนมาเกยวของอก คบคลานมาบาง เดนมาบาง ุ ั ี ิ ื่ ี่ ้ ี ื ้ ิ ้ บินมาบ้าง มีมากหน้าหลายตาเช่นกัน แต่ไม่เหมือนในครั้งแรก เมื่อครั้งแรกนั้นธรรมชาติเล็กบ้างใหญ่บ้างมาแล้วก็ไป ไม่ได้ทิ้ง ความเสียหายไว้ให้เราเห็น แต่ธรรมชาติใหม่ที่มานี้ทิ้งร่องรอย ความเสียหายไว้ให้เราเห็น ลมมา ฝนมา ต้นไม้นั้นก็สะบัดพลิ้ว ไปตามลมและฝน เมื่อฝนและลมหมดแล้ว เราจึงสังเกตเห็นถึง ความเสียหาย ช่อผลทีอยูภายใต้การบดบังของหมูใบทีปกคลุมหนา ่ ่ ่ ่ ได้รับความเสียหายน้อย ช่อใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มแตกออกมา บ้างก็ เสียหายมาก บ้างก็เสียหายน้อย แล้วเช้าวันรุงขึนเราก็เห็นใบอ่อน ่ ้ แตกออกมากมาย คอยๆ เจรญขนปกคลมกงกานชอผลทยงคงอยู่ ่ ิ ึ้ ุ ิ่ ้ ่ ี่ ั เหล่านั้นไว้อย่างแนบเนียน แต่ก็ยังไม่รอดพ้นไปจากสายตาของ ธรรมชาติใหม่ที่มา ธรรมชาติใหม่เหล่านั้นได้น�ำเอาผลที่สุกได้ที่ พอกับความต้องการของธรรมชาติใหม่ที่เคลื่อนมาในรูปแบบ ต่างกันติดตัวเอาไปบ้าง ทิ้งให้ตกร่วงลงสู่ดินโดยรอบบ้าง เราเอง ก็ได้ทดลองปลิดเอาผลเหล่านั้นมาทดลองรสบ้าง เราก็ได้รู้จักว่า ลักษณะใดมีรสเช่นไร และลักษณะใดมีรสที่พอดีกับความรู้สึก ของเรา เราได้ศึกษาธรรมชาติของต้นไม้นั้นแล้วอยู่หลายครั้ง มันก็เป็นเช่นนี้ร�่ำไป ต้นเก่าล้มไป ต้นใหม่ก็เจริญขึ้นมาทดแทน จำนวนมากขน ตางกแยงชงกน ทไดแดดอดมดกเ็ จรญไว ทสไมไหว � ึ้ ่ ็ ่ ิ ั ี่ ้ ุ ี ิ ี่ ู้ ่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒
  • 5.
    ถูกบดบังก็ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการยื่นกิ่งก้านออกไปใน ทศทางใหมทจะสามารถหาแดดได้ ทสไมไหวกลมตายไป เปนเชนนี้ ิ ่ ี่ ี่ ู้ ่ ็ ้ ็ ่ เช่นนี้ เราได้เห็นและได้ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของต้นไม้ต่างๆ รอบตวอยางแจมแจงแทงตลอด จนวนหนงเราไดออกไปสโลกกวาง ั ่ ่ ้ ั ึ่ ้ ู่ ้ ได้พบต้นไม้นานาชนิดมากมายเหลือคณานับ เฝ้าดูไปก็จะเห็น การเปลี่ยนแปลงของหมู่ไม้นั้นเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบเดียวกัน ชาบาง เรวบาง หรอนานจนไมอาจรอคอย เราอาจจะประมาณไดวา ้ ้ ็ ้ ื ่ ้่ มนคงตองใชเวลานานเปนระยะประมาณเทาใด แลวคอยหวนคน ั ้ ้ ็ ่ ้ ่ ื กลับมาศึกษามันอีกในโอกาสหน้า เดินทางไปศึกษาไปได้พบเห็น สิ่งที่เหมือนและแตกต่างมากมาย ที่ว่าจะต้องหวนคืนไปก็ได้ พบเห็นในระหว่างทาง จึงได้เข้าใจว่าธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น เปนเชนเดยวกน ตางกนกแตเ่ วลาของความเจรญเตบใหญ่ ทสดก็ ็ ่ ี ั ่ ั ็ ิ ิ ี่ ุ เข้าใจในธรรมชาติของต้นไม้ทั้งหลายว่ามันเป็นเช่นนี้เอง นี้คือที่มาของค�ำว่า “รู้ต้นไม้หนึ่งต้น ย่อมรู้ต้นไม้ทั้งป่า” ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้าน ใบ ดอก ผล เปลือก เนื้อที่มีทั้งอ่อนและแข็ง มีสะเก็ด กระพี้ มีแก่นบ้าง ไม่มีแก่นบ้าง และทั้งหมดก็เริ่มต้น มาจากต้นก�ำเนิดที่เป็นรากเหง้าเผ่าพันธุ์ โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ค�ำพูดนี้อาจถูก คัดค้านว่ารู้แค่นี้ใช้การอะไรไม่ได้ดอก ยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้ อกมากมายเพอทจะเรงการขยายพนธ์ุ ปรบปรงพนธ์ุ เปลยนแปลง ี ื่ ี่ ่ ั ั ุ ั ี่ พันธุกรรม เพื่อความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์โลก อาจจริงหรือไม่จริง เวลายอมเปนเครองพสจน์ แตอยาใหถงขนทำลายเผาพนธ์ุ เพราะวา ่ ็ ื่ ิ ู ่ ่ ้ ึ ั้ � ่ ั ่ นั่นจะท�ำให้สิ้นชาติพันธุ์ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารากเหง้า เผ่าเดิมนั้นเป็นเช่นไร ๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 6.
    การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ที่เข้าไปแทรกแซงการด�ำรงอยู่ ของธรรมชาติแต่เดิมนั้นย่อมเป็นเรื่องไม่บังควร ควรที่จะเป็น การศึกษาและช่วยเหลือธรรมชาติในส่วนทีขาดก็นาจะเพียงพอแล้ว ่ ่ อย่าแทรกแซงธรรมชาติดวยความทะยานอยากของกิเลส เพราะนัน ้ ่ เทากบการทำลายลางเผาพนธดวยอวชชา เพราะ “รเพยงแคกำมอ” ่ ั � ้ ่ ั ์ุ ้ ิ ู้ ี ่ � ื ก็พอเพียงแล้วที่จะเอาตัวรอดพ้นจากทุกข์ภัยได้ ถ้าทุกรูปทุกนาม เข้ า ใจตรงกั น ธรรมชาติย ่อมแบ่งปันที่พ อเพี ย งส� ำ หรั บทุ ก รู ป ทุกนาม แต่เพราะความทะยานอยากด้วยกิเลส จึงอยากที่จะมี มากกวา ใชอบายตางๆ ดวยโยนโสผดธรรม ทสดกเ็ ปนการทำลาย ่ ุ้ ่ ้ ิ ิ ี่ ุ ็ � ความสมดุลแห่งธรรมชาติ นี่ก็เพราะอวิชชา อวิชชา นี้แหละเป็นหัวหน้าแห่งความพรั่งพร้อมด้วย อกุศลธรรมทั้งหลาย ความไม่ละอายใจ ความไม่เกรงกลัวต่อบาปย่อมตามหลังมา เพราะความแก่กล้าแห่ง อวิชชา ด้วย มิจฉาทิฏฐิ เป็นเพราะ ยกตนวาเปนผรในศาสตรวทยาการในแขนงนนๆ ไมถองแทในธรรม ่ ็ ู้ ู้ ์ิ ั้ ่่ ้ ไม่เข้าถึงในธรรมชาติแห่งศาสตร์ที่ศึกษา เปรียบประดุจหนึ่งดั่ง เมลดขาวสารทไมนอนราบตามธรรมชาตทควรเปน กลบตงตวขน ็ ้ ี่ ่ ิ ี่ ็ ั ั้ ั ึ้ ไม่พิจารณาด้วย วิชชา อันเป็น สัมมาทิฏฐิ คือความรอบรู้ใน ธรรมชาตทศกษาอยาถองแท้ ประกอบพรอมไปดวยการวนจฉยดวย ิ ี่ ึ ่ ่ ้ ้ ิ ิ ั ้ ปัสสัทธิ คือมีความสงบระงับ แล้วรวบรวมประมวลมาซึงองค์ความรู้ ่ ทไดศกษาผานมา นำมาวเิ คราะห์ วจย วนจฉยดวยความไมประมาท ี่ ้ ึ ่ � ิั ิ ิ ั ้ ่ ในทุกๆ ด้าน ท�ำการพัฒนาให้เป็นองค์รู้ใหม่ที่สมบูรณ์ ไม่ท�ำร้าย ทำลายความเปนของเดม แตสงเสรมเฉพาะสวนทขาด ไมมากเกน � ็ ิ ่่ ิ ่ ี่ ่ ิ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔
  • 7.
    จนสามารถท�ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ประสงค์ของ ธรรมชาติแห่งศาสตร์วิทยานั้นๆ เพราะว่า วชชา อนประกอบดวยสมมาทฏฐิ นแหละเปนหวหนาแหง ิ ั ้ ั ิ ี้ ็ ั ้ ่ ความพรั่งพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย ความละอายใจ ความเกรงกลัวต่อบาปย่อมตามหลังมา ความละอายและเกรงกลวตอบาปยอมเปนธงนำใหปญญานน ั ่ ่ ็ � ้ ั ั้ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ด�ำเนินเสริมสร้างความคิดไปในทางที่ ไม่ผดธรรม น้อมน�ำให้จตตรงเข้าสูวปสสนาญาณ คือปัญญาอันยิง ิ ิ ่ิ ั ่ และดิ่งตรงสู่องค์รู้อย่างแท้จริง จึงจะรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมชาติ นั้นๆ เข้าสู่หนทางแห่ง มรรคแปด ก่อให้เกิดปัญญาไม่รู้จบ เพราะมรรคแปดเป็นธรรมของโลก มิใช่ธรรมของศาสดาใด ศาสดาหนงโดยเฉพาะ บคคลผเู้ ปน ปจเจก ยอมสามารถพาตนเอง ึ่ ุ ็ ั ่ เข้าสูมรรคแปดได้โดยไม่ยาก หากตังมันอยูในองค์ศล มีสมมาทิฏฐิ ่ ้ ่ ่ ี ั เป็นหัวหน้า พิจารณาธรรมทังหลายโดยมีหลักแห่งธรรมเก้าประการ ้ เป็นหางเสือ ย่อมสามารถน�ำเรือนาวาชีวิตนี้สู่ความส�ำเร็จได้ สมปรารถนาในที่สุด หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๒ คราวทแลวหลวงตาไดกลาวถงธรรมชาตของความเปนจรงคอ ี่ ้ ้ ่ ึ ิ ็ ิ ื สัจจะ หรือ อริยสัจจ์ ที่ถูกน�ำมาเปรียบเทียบเพื่อเป็นหลักธรรม ค�ำสอน ทุกสรรพสิ่งย่อมด�ำเนินไปอย่างมีรูปแบบ จะแตกต่างกัน ก็แต่ทรายละเอียดของสรรพสิงทังหลาย สิงแวดล้อม และการด�ำรง ี่ ่ ้ ่ ๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 8.
    คงอยูของเผ่าพันธุ์ ท�ำให้รปแบบเปลียนไปบ้าง แต่โดยหลักใหญ่แล้ว ่ ู ่ ยงคงรปแบบไวเ้ หมอนเดม จตและธรรม กเ็ ชนกน จะเปลยนแปลง ั ู ื ิ ิ ่ ั ี่ รายละเอียดไปบ้างก็ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและยุคสมัย แต่ก็ยังคง รูปแบบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และไดกลาวถง วชชา อนมสมมาทฏฐิ คอความเปนผศกษา ้ ่ ึ ิ ั ี ั ิ ื ็ ู้ ึ เรียนรู้วิทยามาก ด้วยหลักแห่ง ปั ส สั ท ธิ คือมีการวิเคราะห์ วิจัย วินิจฉัย และพัฒนา ผลของการศึกษาเรียนรู้มากที่ผ่านมา แล้วประมวลรวบรวมเป็นองค์รู้ เพื่อสอนตนเองเป็นอันดับแรก ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในองค์แห่งศีลห้า มีธรรมเก้าประการเป็นตัว คดกรอง ประกอบพรอมดวยมความละอายและเกรงบาปเปนหางเสอ ั ้ ้ ี ็ ื ส่วน อวิชชา นั้นก็เป็นตรงกันข้าม คือเป็นผู้ไม่ใฝ่เรียน ไม่ใฝ่ศึกษาวิทยาการต่างๆ ตัดสินเรื่องราวที่เห็นด้วยกิเลสฝ่ายต�่ำ เอาความไม่รของตนเป็นทีตง กล่าวโทษผูอนโดยไม่เห็นความผิดตน ู้ ่ ั้ ้ ื่ ด้วยความไม่ถ่องแท้ ประกอบพร้อมไปด้วยความไม่ละอายและ ไม่เกรงบาปเป็นที่ตั้ง บัณฑิต คือผู้ประกอบตนด้วยมรรคแปด มีความรอบรู้ใน ศาสตร์วทยาทังหลายอย่างถ่องแท้ (Perfect Knowing) ถ้าเรามองที่ ิ ้ คุณธรรม อันมนุษย์และเทวดาทั้งหลายต่างก็เรียกร้องรอคอย มานานก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรูธรรมอันยิง จวบจนเข้าสูพรรษาที่ ้ ่ ่ สิบสาม เทวดาผู้ปราดเปรื่องตนหนึ่งจึงได้น�ำความเข้าทูลถามต่อ พระอินทร์ผู้ทรงธรรมพิทักษ์เหล่าเทวดาและมนุษย์ เมื่อล่วงรู้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โลกมนุษย์ ที่ซึ่งมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นใหญ่ จึงให้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๖
  • 9.
    เทวดาตนนันไปทูลถามแก่พระพุทธองค์ เมือพระพุทธองค์ทรงรับฟัง ้ ่ ความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสตอบไปว่า “อเสวนาจะพาลานัง.........” และมีความตอนหนึ่งว่า “พหุสัจจัญจะ สิบปัญจะ วินะโย จะ สสกขโต สภาษตา จะ ยาวาจา เอดมมงคะละมตตะมง” ตรงนี้ ุ ิ ิ ุ ิ ั ั ุ ั เป็นส่วนที่น�ำไปขยายบอกเราว่าที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง มรรคแปดแต่ต้นนั้น มาจากการศึกษาวินิจฉัยอย่างไรเมื่อครั้งที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ว่าโดยเต็มคือ ทุกข์ ทกขสมทย ทกขนโรธ และทกขนโรธคามนปฏปทา) การทจะเขาใจ ุ ุ ั ุ ิ ุ ิ ิ ี ิ ี่ ้ ในอริสัจสี่ได้นั้น ต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติ ของทุกข์ ธรรมทังหลายเป็นทุกข์ ทีเ่ ป็นทุกข์เพราะมีการเกิด การแก่ ้ คือใช้เวลายาวนานกว่าจะถึงที่หมาย การเจ็บเพราะการใช้เวลา ยาวนาน ทำใหตองผจญกบภยตางๆ แลวกตองลมตายลง จะดวย � ้ ้ ั ั ่ ้ ็ ้ ้ ้ หมดอายหรอยงไมหมด เหตเุ พราะเจอะเจอกบวบากกรรมเสยกอน ุ ื ั ่ ั ิ ี ่ ย่ อ มเป็ น เช่ น นี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็ น คน สั ต ว์ สิ่ งของ หรอธรรมชาตใดๆ ตนไม้ ภเู ขา แมนำ ลำธาร สงกอสราง หรอแมกระทง ื ิ ้ ่ �้ � ิ่ ่ ้ ื ้ ั่ โลกและจักรวาล ทกข์ จงมไดอยโดดเดยว แตวามองคประกอบ องคประกอบ ุ ึ ิ ้ ู่ ี่ ่่ ี ์ ์ ของทุกข์จะมีสณฐานเป็นอย่างไรนัน ไม่เทียง ภูเขาจะถล่มทลายได้นน ั ้ ่ ั้ มิได้ขนกับการถูกน�ำเซาะส่วนทียงอ่อนท�ำให้มการไหลเลือน แต่เมือ ึ้ ้ ่ั ี ่ ่ น�ำหนักมาก ฐานรับน�ำหนักไม่ไหว ก็ตองถล่มทลายลง สัตว์และมนุษย์ ้ ้ ้ ก็มีส่วนเข้าไปท�ำลายภูเขาได้เช่นกัน ภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 10.
    กทำใหภเู ขาทวาเปนหนผาแขงแรง กละลายกลายเปนลาวาผานไป ็ � ้ ี่ ่ ็ ิ ็ ็ ็ ่ ที่ไหนก็ท�ำลายที่นั่น นี่จึงเรียกว่าธรรมชาตินั้นมีความไม่เที่ยงเป็น ธรรมดา สัณฐานของทุกข์ ที่มีรูปแบบต่างๆ ย่อมประกอบให้เกิด อารมณ์ได้มากมาย อารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมปรุงแต่งจิต เปนธรรมดา จตเมอถกปรงแตงดวยอารมณ์ ยอมมความแกวงไหว ็ ิ ื่ ู ุ ่ ้ ่ ี ่ ไปตามอารมณ์นนๆ อารมณ์ทแกว่งไหวนีแหละทีเราจะต้องน�ำมา ั้ ี่ ้ ่ วินิจฉัยว่าเป็นเพราะเหตุใด มีสัญญา หรือวิบาก หรือกรรมอันใด เข้ามาประกอบ จึง ท�ำให้อารมณ์นั้นไม่เที่ยง เปลี่ยนรูปไปตาม สภาวะธรรมทั้งหลายที่มีอยู่แล้วและที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งหมด เกิดขึ้นในจิตของตัวเจ้าของเอง ถ้าเจ้าของไม่ศึกษา ไม่วิเคราะห์ วิจัย ย่อมไม่เข้าใจในจิตตน ฉะนั้นการศึกษาจึงเอาเพียงแค่ก�ำมือ ก็พอแล้ว คือรู้และเป็นผู้เข้าใจและฉลาดในจิตตนเองก็พอแล้ว สมมาทฏฐิ จึงมิได้หมายเพียงแค่อริยสัจสี่ แต่เป็นการหมายเอา ั ิ การศึกษาในอริยสัจสี่นี้เป็นเหตุ ผู้ที่จะศึกษาได้ทั้งทางกว้างและ ทางลึก ย่อมต้องเป็นผูมความรอบรูทเี่ รียกว่าพหูสต ฉะนัน พหุสจจะ ้ ี ้ ู ้ ั คือความเป็นผู้ศึกษาเรียนรู้มาก จึงเป็นมงคล เพราะเหตุแห่งการศึกษามาก เรียนรูมาก จึงเป็นผูมวทยามาก ้ ้ ีิ การมีวิทยามากย่อมท�ำให้เห็นช่องทางมาก ท�ำให้วินิจฉัยได้อย่าง กว้างขวาง และสามารถตีกรอบล้อมวงเข้าสู่การประมวลธรรมได้ โดยไมยาก จงจะเรยกไดวาเปนผมศลปวทยาในการนำเอาความรู้ ่ ึ ี ้ ่ ็ ู้ ี ิ ิ � ทมอยมาใชใหเ้ กดประโยชนไดมากทสด นคอความหมายของคำวา ี่ ี ู่ ้ ิ ์ ้ ี่ ุ ี้ ื � ่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๘
  • 11.
    สิบปัญ เพราะ สิบปัญคือผู้ที่สามารถรวบรวมความรู้ที่ตนมีอยู่ ในหลายสาขามากแขนงวชามาเปนองคประกอบในการคด วนจฉย ิ ็ ์ ิ ิ ิ ั แกไขปญหาตางๆ ดวยมมมองทกวางไกล ทำใหไดหลกการทถกตอง ้ ั ่ ้ ุ ี่ ้ � ้ ้ ั ี่ ู ้ จึงเป็นมงคล มาถึงตรงนี้เราคงจะได้เห็นแล้วว่ามรรคแปดนั้นส�ำคัญยิ่ง ในการที่จะเป็นผู้ส�ำเร็จในการกิจที่ปรารถนา เพราะมรรคแปด ประกอบไปด้วยองค์ความรู้ ปัญญาอันยิ่ง พระพุทธองค์จึงได้ทรง ตรัสไว้ว่า “สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุต้นของมรรคแปด ถ้าขาดเสียซึ่ง สัมมาทิฏฐิแล้ว ธรรมอันประเสริฐทั้งหลายที่จะตามมาย่อมไม่มี “ หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๓ เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้กล่าวถึง มรรคแปด ในหัวข้อ มรรคองคทหนงคอ สมมาทฏฐิ โดยหลวงตาไดใหทศนะของหลวงตา ์ ี่ ึ่ ื ั ิ ้ ้ ั ไว้ว่า สัมมาทิฏฐิหมายถึงความรอบรู้ในสรรพศาสตร์ เพื่อที่จะ ได้ท�ำให้เราคิดเป็น ไม่ใช่ว่าคนเราคิดไม่เป็น แต่เพราะความรอบรู้ ในสรรพศาสตร์ที่เรียกว่า พหูสูต นั้น ท�ำให้ผู้รู้มีมุมมองกว้างไกล และสามารถรวบรวมความรจากศาสตรแขนงตางๆ มาประกอบใน ู้ ์ ่ การคดวนจฉย เพอใหเ้ กดเปน สมมาสงกปปะ (Perfect Thought) ิ ิ ิ ั ื่ ิ ็ ั ั ั ความดำรชอบ ดำรชอบในอะไร ทานวาดำรชอบในการออกจากทกข์ � ิ � ิ ่ ่ � ิ ุ ก็ถ้าใครๆ ในที่ไหนๆ ไม่มีความรู้ในเรื่องทุกข์อย่างถ่องแท้ แล้วจะมีความคิดที่แยบยลแยบคายในการเอาตัวออกจากทุกข์ ได้หรือ ที่ว่า มรรคแปด นี้เป็นธรรมของโลก ก็เพราะว่าใครๆ ในที่ ๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 12.
    ไหนๆ ในโลกนี้ต่างก็ต้องศึกษาเรียนรู้ที่จะหลีกหนีความทุกข์ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครๆในที่ไหนๆ จะยอมตนอยู่ใน ความทกข์ นอกจากผทไมสามารถทำความเขาใจในทกขทเี่ จาของ ุ ู้ ี่ ่ � ้ ุ ์ ้ กำลงเผชญอยู่ ถาลองไดศกษาทำความเขาใจในสณฐานของทกข์ � ั ิ ้ ้ ึ � ้ ั ุ คือองค์ประกอบทั้งหลายของทุกข์ที่เกิดขึ้นมา และสังขารก็คือ การปรุงแต่งอารมณ์ขององค์ประกอบทั้งหลายเหล่านั้นของทุกข์ เขาย่อมสามารถน�ำตัวเจ้าของออกจากทุกข์ได้ ก็ด้วยเหตุเพราะ สัมมาทิฏฐิ นีเ่ อง ฉะนันถ้าขาดเสียซึงองค์มรรคทีหนึงคือ สัมมาทิฏฐิ ้ ่ ่ ่ เป็นประธานแล้ว องค์มรรคทั้งหลายต่อๆ มาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ นี่จึงจะเรียกว่าตั้งไว้ได้ถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาอันยิ่ง และเมอมองยอนกลบไปที่ มงคลสามสบแปด ถาไมแยกตว ื่ ้ ั ิ ้ ่ ั ออกจากคนพาล ไม่คบหาบัณฑิต (คือผู้รู้ ผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรม อนดงาม) ไมรจกนำเอาผทเี่ ปนแบบอยางอนดงามมาเปนตนแบบ ั ี ่ ู้ ั � ู้ ็ ่ ั ี ็ ้ แล้วล่ะก็ ไม่ว่าใครๆ ในที่ไหนๆ ย่อมไม่สามารถตั้งตนไว้ในที่ อนชอบได้เมอไมสามารถตงตนไวในทอนชอบได้กไมสามารถรกษาศล ั ื่ ่ ั้ ้ ี่ ั ็ ่ ั ี อันดีงามเพียงแค่ห้าข้อได้ เมื่อรักษาศีลไม่ได้ จะเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ไดอยางไร ยอมตองเปนคนพาล คดแบบคนพาล กลาวแบบคนพาล ้ ่ ่ ้ ็ ิ ่ กระท�ำแบบคนพาล แสวงหาอาชีพแบบคนพาล อยู่อย่างคนพาล ขวนขวายมากแบบคนพาล แล้วก็มงมันกระท�ำการต่างๆ อย่างคนพาล ุ่ ่ ฉะนั้นเริ่มต้นแห่งชีวิตเมื่อเยาว์วัย จึงต้องศึกษาให้เข้าใจใน มงคลสามสบแปด เหตเุ พราะ มงคลสามสบแปด นประกอบพรอม ิ ิ ี้ ้ ไปดวยธรรมอนงามทจะนำตวเจาของใหพนจากทกขภย สามารถ ้ ั ี่ � ั ้ ้ ้ ุ ์ ั ตั้งตนไว้ในที่ชอบได้ เพียงแค่ไม่คบคนพาล คบหาบัณฑิต ยกย่อง สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๐
  • 13.
    เทดทน นำเอาบคคลทมศลสมปทามาเปนแบบอยาง เขาเหลานน ิ ู � ุ ี่ ี ี ั ็ ่ ่ ั้ ย่อมตั้งตนไว้ในที่ชอบได้ ย่อมเป็นผู้มีศีลสัมปทา ย่อมใฝ่เรียนใฝ่รู้ ที่จะน�ำตนออกจากทุกข์ ย่อมเป็นพหูสูต ด�ำรงตนไว้ในสัมมาทิฏฐิ ยอมเปนผมสมมาสงกปปะ คอเปนผมความคดอนงามแยบยลและ ่ ็ ู้ ี ั ั ั ื ็ ู้ ี ิ ั แยบคาย ไมเ่ ปนผหลงงมงาย เหตเุ พราะเปนผรู้ ผตนจากความเขลา ็ ู้ ็ ู้ ู้ ื่ เป็นผู้เบิกบานด้วยปัญญาอันปราศจากมลทิน ย่อมกล่าววาจา อันบัณฑิตยกย่อง ย่อมก่อกรรมต่างๆ ที่ไม่ประกอบด้วยอบาย ย่อมหาเลี้ยงชีพอย่างผู้ทรงคุณธรรมอันงาม ย่อมมีความเป็นอยู่ อย่างพอเพียง ย่อมเป็นผู้ขวนขวายมากในการที่จะเกื้อกูลมาก ต่อตนเอง ต่อหมู่ญาติ ต่อผู้อื่น และต่อหมู่สัตว์ทั้งในที่สูงและที่ต�่ำ และที่สุดย่อมมีความมุ่งมั่นในการกิจต่างๆ เยี่ยงบัณฑิตทั้งหลาย พึงกระท�ำ ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมน�ำให้ตัวเจ้าของเป็นผู้ประกอบ พรอมดวย สัมมาปัญญา อนจะนำสวงมรรคแปดทสงยงๆ ขนไปใน ้ ้ ั � ู่ ี่ ู ิ่ ึ้ ชวตตน นบไมรจบจนกวาจะพบทางแหงพระนพพาน คอความพนไป ีิ ั ่ ู้ ่ ่ ิ ื ้ จากโลกธรรมแปด ไม่กระทบแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา เพราะเป็น ธรรมดาของจิต “จิตนี้ผ่องใส ก็แต่ว่าจิตนั้นแล ย่อมเศร้าหมองได้เพราะ อุปกิเลสที่จรมา” “จิตนีผองใส ก็แต่วาจิตนันแล ย่อมหลุดพ้นได้จากอุปกิเลส ้ ่ ่ ้ ที่จรมา” เมื่อนั้นจิตย่อมไม่มีความเศร้าหมอง ปราศจากธุลีคือราคะ มีความเบิกบานสุขเกษม พ้นจากความยึดมั่นทั้งปวง ๑๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 14.
    จากนี้ไปหลวงตาจะได้น�ำท่านทั้งหลายเข้าสู่เส้นทางแห่ง มรรคแปดอยางรวบรด ตดความยนยอเอาแตเ่ พยงพอเขาใจเชอวา ่ ั ั ่ ่ ี ้ ื่ ่ ท่านทั้งหลายย่อมเป็นผู้รู้คงแก่ปัญญา สามารถท�ำความเข้าใจได้ โดยไม่ยาก เป็นธรรมดาของชาวเหมืองผูปรารถนาจะได้ไม้ไปท�ำฟืน ้ ยอมตองคดหาไมดทไมเ่ ปราะผุ ผเู้ ปนครผสอนศษยกเ็ ชนกน ยอมตอง ่ ้ ั ้ ี ี่ ็ ู ู้ ิ ์ ่ ั ่ ้ คัดหาศิษย์ที่ดีมีคุณค่าแก่การถ่ายทอดสอนสั่ง คนไร้คุณภาพ ก็เปรียบดั่งไม้ผุที่รังแต่จะท�ำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งรอบข้าง ได้ ง ่ า ย เหตุ เ พราะควบคุ ม อุ ณ หภู มิ ไ ด้ ย าก ไม้ ดี ย ่ อ มมี พ ลั ง ที่ สม�่ำเสมอควบคุมได้ง่าย ไม้ผุนั้นลุกเร็วและมอดเร็ว จะให้เป็นเชื้อ กทำไดยาก คนทเี่ ปรยบดงไมผอยทใดกรงแตจะสรางความฉบหาย ็ � ้ ี ั่ ้ ุ ู่ ี่ ็ ั ่ ้ ิ ให้แก่ที่นั้นๆ คนดีเปรียบดั่งเพชรงามน�้ำดี ย่อมมีราคาควรค่าแก่ การรักษา ทั้ ง ที่ เ พชรและถ่ า นต่ า งก็ ม าจากไม้ เ หมื อ นกั น ไม้ที่ถูกเผาจนกลายเป็นถ่าน ไม้ที่ผุก็กลายเป็นเถ้า ไม้ดี ก็เป็นถ่าน ผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน รับแรงกดดันต่างๆ จากสภาพแวดล้อมมากมาย จึงได้กลายเป็นเพชร ผู้ศึกษาก็เช่นกัน โดนเผาเพียงนิดก็หมดสภาพ เปรียบได้แค่ ไมผทผานแรงกดดนไดเ้ พยงเลกนอย เปรยบไดแคถานทรบแรงกดดน ้ ุ ี่ ่ ั ี ็ ้ ี ้ ่ ่ ี่ ั ั เพียงแค่เตาเผา เป็นคนต้องไม่ท้อ ถ้าเกิดท้อก็จงอย่าถอย ถ้าท้อแล้วถอยก็เปรียบได้เพียงแค่ถ่าน ถ้าผ่านด่านต่างๆ ก็เปรียบได้ดั่งเพชร สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๒
  • 15.
    หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๔ เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้น�ำเอาคุณธรรมข้อมรรคแปด มาแสดงพอเปนสงเขป มใจความสรปไดวามรรคแปดเปนคณธรรม ็ ั ี ุ ้่ ็ ุ ของโลกทนำใครๆ ในทไหนๆ ทวทงโลกนใหพนจากทกขได้ คราวนี้ ี่ � ี่ ั่ ั้ ี้ ้ ้ ุ ์ หลวงตาจะไดมากลาวถงเรองของคณธรรมสามประการทเี่ รยกวา ้ ่ ึ ื่ ุ ี ่ โอวาทะปาฏิโมกข์ หรือ ปฐมเทศนา ซึ่งเป็นหัวใจของค�ำสอน ทั้งปวงขององค์พระพุทธศาสดา สพพะปาปสสะ อะกะระณง : บาปหรืออกุศลทังหลาย ไม่ใช่กจ ั ั ั ้ ิ ที่ควรท�ำอีกแล้ว กุสะลัสสูปะสัมปะทา : จงสร้างกุศลให้สมบูรณ์พูนพร้อม สะจตตะปะรโยทะปะนง : ชำระจตใหผองแผว ผองใส ไรธลี ิ ิ ั � ิ ้่ ้ ่ ุ้ จากคุณธรรมอันงามยิ่งที่องค์พุทธศาสดาได้ตรัสรู้ธรรม ทั้งปวงแจ้งโลกแล้ว พระพุทธองค์จึงได้รวบรวมความรู้ทั้งปวง ทตรสรแลว แจงแลว วนจฉยและรวบรวมประมวลความรเู้ หลานน ี่ ั ู้ ้ ้ ้ ิ ิ ั ่ ั้ เรยบเรยงเปนเรองราวความรู้ เรยงลำดบเนอความตรงทศทางและ ี ี ็ ื่ ี � ั ื้ ิ หลักไวยากรณ์ เพื่ออบรมสั่งสอนตนเองเป็นอันดับแรก ทรงเปล่ง พระอุทานถึงหัวใจแก่นของความรู้เหล่านั้นถึงสามครั้ง จึงเสวย บรมสขอยภายใตวชชาเหลานนรวมเจดสปดาห์ เมอสนสสบเกาวน ุ ู่ ้ิ ่ ั้ ็ ั ื่ ิ้ ี่ ิ ้ ั หลังจากตกลงพระทัยว่าตามค�ำทูลร้องขอของเหล่าเทวดา อินทร์ พรหม พระพุทธองค์จึงได้เพ่งพระญาณไปยังหมู่สัตว์ ทรงแยก สัตว์ทั้งหลายออกไปตามกรรม โดยเปรียบกับบัวสี่เหล่า เพ่งค้น ๑๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 16.
    ผู้มีบุญญาธิการที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงได้เร่งด�ำเนินไปสู่ที่พ�ำนักของ ปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงปฐมเทศนาณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ธรรมดาของนักบวช การละเว้นไม่ท�ำสิ่งชั่วทั้งหลายที่เป็น บาปอกุศลเป็นกิจที่ต้องบ�ำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว การเจริญภาวนา ขัดเกลาอบรมบ่มนิสัยอันเป็นธรรมดาของปุถุชน ก็เป็นกิจที่ต้อง บ�ำเพ็ญเพียรอยู่ทุกลมหายใจอยู่แล้ว ทั้งสองเรื่องที่พระพุทธองค์ ทรงแสดง ปญจวคคยคอนกบวชทงหานนเขาใจและบำเพญเพยร ั ั ี์ ื ั ั้ ้ ั้ ้ � ็ ี อยแลว แตทวา สะจตตะปะรโยทะปะนง นสเิ ปนเชนไร ปญจวคคย์ ู่ ้ ่ ี่ ่ ิ ิ ั ี้ ็ ่ ั ั ี ทลถาม พระพทธองคจงอธบายความวาปกตของปถชนคนชาวบาน ู ุ ์ึ ิ ่ ิ ุุ ้ ย่อมหมกมุ่นอยู่ในกามคุณห้า นี้ไม่ใช่ทางเดินของอริยบุคคล การทรมานตนอย่างที่ผ่านมาของพระองค์และนักบวชทั้งหลาย ก็ไม่ใช่ทางเดินของอริยบุคคล หนทางที่ถูกต้องคือ ทางสายกลาง ทางสายกลางที่ว่านี้ คือหนทางที่จะน�ำปุถุชนคนธรรมดาที่ปรารถนาจะหลุดพ้นจาก พนธนาการทงปวงของโลกยวสย ออกบวชเพอแสวงหาโมกขธรรม ั ั้ ี์ิ ั ื่ ์ ควรปฏบติ ทางสายกลางคออะไรเลา ทางสายกลางทวานประกอบ ิ ั ื ่ ี่ ่ ี้ ไปด้วยคุณธรรมแปดประการ คุณธรรมแปดประการนี้เป็นหนทาง เป็นประตูชัยมุ่งไปสู่ ความส�ำเร็จ นอกจากการละเว้นไม่ท�ำบาปอกุศล หลีกหนีหนทาง เศราหมองอนเกดแตกามคณ บำเพญบญอยางยงยวด โดยไมทรมาน ้ ั ิ ่ ุ � ็ ุ ่ ิ่ ่ ตนเอง ย่อมท�ำให้จิตใจผ่องใส มีก�ำลังกาย ก�ำลังจิต เพื่อที่จะ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๔
  • 17.
    ได้ศึกษาธรรมทั้งหลายอย่างถ่องแท้ ธรรมใดที่เกิดขึ้นในตน ไม่ว่า จะทางกาย ทางวาจา ทางจต ตองไมเ่ หนเปนเรองไรสาระ ตองนำมา ิ ้ ็ ็ ื่ ้ ้ � พิจารณาว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเครื่องปรุงแต่ง อารมณ์ในขณะนั้นเป็นเช่นไร หวั่นไหวมากน้อยเพียงใด หวั่นไหว ก็ต้องรู้ สงบนิ่งก็ต้องรู้ รู้ในทุกขณะจิตของธรรมทั้งมวลที่เกิดขึ้น ศกษาอยางนใหเ้ ขาใจ เขาถง จงจะคนพบตนเหตแหงธรรมเหลานน ึ ่ ี้ ้ ้ ึ ึ ้ ้ ุ ่ ่ ั้ พึงท�ำความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นว่านี้คือทุกข์ เมอไดศกษาธรรมทงหลายทเี่ รยกวาทกขแลว เขาถงแลว เขาใจแลว ื่ ้ ึ ั้ ี ่ ุ ์ ้ ้ ึ ้ ้ ้ ย่ อ มเห็ น เหตุ คือสมุฏ ฐานของทุก ข์เหล่า นั้ น เมื่ อ เห็ น เหตุ แ ล้ ว ยอมศกษาเรยนรเู้ หตเุ หลานน วนจฉย วจย และพฒนาหาหนทางทจะ ่ ึ ี ่ ั้ ิ ิ ั ิ ั ั ี่ ดบเหตเุ หลานน เมอศกษาแลว มองคความรทงมวลทไดศกษาผานมา ั ่ ั้ ื่ ึ ้ ี ์ ู้ ั้ ี่ ้ ึ ่ ประกอบเป็นธรรมอันงามที่จะน�ำมาเป็นหนทางในการดับทุกข์ เหล่านั้นให้สิ้นไป ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็จะเห็นถึงองค์อริยสัจจะคือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา หรือโดยย่อ ทเี่ ขาใจกนทวไปวา ทกข์ สมทย นโรธ มรรค นนเอง ทงนการจะไดมา ้ ั ั่ ่ ุ ุ ั ิ ั่ ั้ ี้ ้ ซึ่งองค์รู้นี้ก็ต้องอาศัยความรู้รอบในสรรพสิ่งทั้งหลายที่ประกอบ โดยรอบตวเจาของทงภายนอกและภายในอยางถองแท้ จงจะเปน ั ้ ั้ ่ ่ ึ ็ องคมรรคทหนงคอ สมมาทฏฐิ เมอมองคมรรคทหนงแลว ดงไดกลาว ์ ี่ ึ่ ื ั ิ ื่ ี ์ ี่ ึ่ ้ ั่ ้ ่ ไว้แต่ต้นเมื่อตอนก่อนๆ เพราะอาศัยธรรมต่างๆ ซึ่งกันและกันเป็น ปัจยาการ คือ ปฏิจสมุปบาทธรรม นั่นเอง จึงเกิดองค์มรรคที่สอง เพราะธรรมทงหลายทประกอบมานน อยในขอบเขตแหงศลอนดงาม ั้ ี่ ั้ ู่ ่ ี ั ี เปนทตง จงเกดเปนองคมรรคทสาม และองคมรรคตอๆ ไปดงทได้ ็ ี่ ั้ ึ ิ ็ ์ ี่ ์ ่ ั ี่ กล่าวมาแล้ว ๑๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 18.
    ฉะนั้นเมื่อเห็นทางสายกลางคือ มรรคแปด แล้วเราก็พอจะ เขาใจในคณธรรมขอทสามทวา สะจตตะปรโยทะปะนง การทำจต ้ ุ ้ ี่ ี่ ่ ิ ิ ั � ิ ให้ผ่องแผ้วปราศจากธุลีแล้วล่ะนะ แล้ว มรรคแปด นี้ยังมิใช่ เปนเพยงแคหนทางในการดบทกขของนกบวชเทานน แมในปถชน ็ ี ่ ั ุ ์ ั ่ ั้ ้ ุ ุ คนธรรมดาที่เข้าใจในมรรคแปด ก็สามารถน�ำเอามรรคแปดนี้ มาประยกตใชกบชวตเพอใหนำสความสำเรจในกจทปรารถนาได้ ุ ์ ้ ั ี ิ ื่ ้ � ู่ � ็ ิ ี่ อย่างวิเศษยิ่ง ในองค์ ม รรคแปดนี้ ก อปรไปด้ ว ยคุ ณ ธรรมค� ำ สอนของ องค์พระพุทธศาสดาอีกมากมาย ดังจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสดา หลังจากแสดงปฐมเทศนาแล้ว ได้ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ในที่มากมายหลายสถาน ต่างกาล ต่างสมัย ซึ่งสมัยที่พระพุทธ ศาสดาแสดงปฐมเทศนานี้ ในพระสูตรแสดงไว้วา “สมยหนง พระผมี ่ ั ึ่ ู้ พระภาคเจา เสดจอยู่ ณ ปาอสปตนมฤคทายวน ใกลกรงพาราณส.ี ..” ้ ็ ่ ิิ ั ้ ุ พระสูตรนี้คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสุตต ในครั้งนี้หลวงตาขอจบคุณธรรมสามประการ อันเกิดแต่ ปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสุคต ในตอนต่อไปหลวงตา จะน�ำค�ำสอนของพระพุทธศาสดามาแสดงในทัศนะของหลวงตา ก็คงต้องกล่าวในที่นี้อีกครั้งว่านี่เป็นทัศนะของหลวงตาที่รวบรวม คำสอนขององคพระพทธศาสดามาสอนตวเอง ไมไดอยในสอใดๆ � ์ ุ ั ่ ้ ู่ ื่ เป็นการศึกษาแล้วรวบรวมประมวลมา แล้ววินิจฉัย วิจัยไปตาม ความรู้ที่มีเพียงน้อยนิด เอาไว้สอนตนเอง สอนตัวเจ้าของให้ ตงอยในความไมประมาท มไดมเจตนานำมาสอน แตมาเลาใหได้ ั้ ู่ ่ ิ ้ ี � ่ ่ ้ นำไปเปนขอคดอกสวนหนง ไมไดมงหมายใหเ้ ชอ เพยงเปนสวนเลกๆ � ็ ้ ิ ี ่ ึ่ ่ ้ ุ่ ื่ ี ็ ่ ็ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๖
  • 19.
    ของธุลีที่รองอยู่ใต้พระบาทขององค์พระพุทธศาสดา หนานับชั้น ไม่ถวน ขอเพียงมีส่วนได้น�ำเอาค�ำสอนขององค์พระพุทธศาสดา ้ มาศึกษาวินิจฉัย แล้วน�ำให้ตัวเจ้าของเป็นสุขได้โดยไม่ยากนัก ก็เพียงพอแล้ว ขอบุญจงรักษาท่านทังหลายผูบำเพ็ญบุญ เพือบูชา ้ ้ � ่ พระคุณแห่งพระพุทธศาสดา หลักธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนที่ ๕ เมื่อตอนที่แล้วหลวงตาได้น�ำเอามรรคแปดที่ประกอบอยู่ใน คณธรรมสาม อนเกดแตปฐมเทศนามาขยายความในอกรปแบบหนง ุ ั ิ ่ ี ู ึ่ ครั้งนี้ก็จะขอน�ำเอามงคลสามสิบแปดที่เคยกล่าวถึงมากล่าวไว้ ให้ได้สดับกันในรูปแบบของหลวงตา ถ้าเราแบ่งวัยของเราออกเป็นสามวัย คือปฐมวัย มัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย แล้วลองเอาค�ำสอนขององค์พระพุทธศาสดาเข้าไป ประกอบในวัยทั้งสาม แล้วน�ำเอาชีวิตจริงของเราๆ ทั้งหลายมา ตีคลี่ออกดูว่าเราจะเห็นอะไร ต่อไปนี้เป็นทัศนะของหลวงตาที่ได้น�ำวัยทั้งสามมากล่าว ประกอบกบพระธรรมเทศนามงคลสามสบแปด อนเปนคำสอนของ ั ิ ั ็ � องค์พระพุทธศาสดา แล้วได้เห็นการด�ำเนินไปอย่างถูกต้องและ ไม่ถูกต้อง ท�ำให้หวนคิดไปในอดีตที่ผ่านมา แล้วก็ต้องอุทานว่า “รู้อย่างนี้ไม่ท�ำเสียดีกว่า” เรมตนประกอบมงคลสามสบแปดเขากบชวต อนทจรงมงคล ิ่ ้ ิ ้ ั ี ิ ั ี่ ิ สามสบแปดนสามารถนำมาประกอบเขากบปฐมวยทงสามสบแปด ิ ี้ � ้ ั ั ั้ ิ ๑๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 20.
    ประการเลยก็ได้ แต่ในที่นี้หลวงตาจะแสดงการประกอบเข้ากับ วยทงสามโดยรวม โดยในชวงแรกนเี้ปนการประกอบเขากบ ปฐมวย ั ั้ ่ ็ ้ ั ั “ อะเสวะนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญจะ เสวนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” ก่ อ นอื่ น ต้ อ งขออธิ บ ายความก่ อ นว่ า มงคลทั้ ง สามข้ อ นี้ ถ้าปฏิบตเิ พียงแค่ขอหนึงข้อใด ทีถกก็เป็นมงคล ทีผดก็เป็นอวมงคล ั ้ ่ ู่ ่ิ แต่ถ้าปฏิบัติตามได้ทั้งสามข้อ ก็เป็นมงคลอันสูงสุด ในเรื่องของการเริ่มต้นคัดเลือกคบหาเสวนากับบุคคลอื่น ถาแมนวาเราอยในครอบครวทไมใชพาลแลวไซร้ พอแมผปกครอง ้ ้ ่ ู่ ั ี่ ่ ่ ้ ่ ่ ู้ ย่อมต้องสอนสั่งไม่ให้ไปคบหาเล่นหัวกับคนเกเร นี้เป็นธรรมดา แตทจะสอนใหคบบณฑตคอคนมคณธรรมนน เมออยในชวงเยาววย ่ ี่ ้ ั ิ ื ีุ ั้ ื่ ู่ ่ ์ั ยังเล็กอยู่ การคิดพิจารณาที่คัดเลือกคนที่จะคบด้วยตนเองย่อม ยงไมมหรอมอยนอย เนองจากยงขาดประสบการณและสตปญญา ั ่ ี ื ี ู่ ้ ื่ ั ์ ิ ั ท�ำให้คดเลือกแยกไม่ออก ยิงทีจะสอนให้เอาคนดีมคณธรรมมาเป็น ั ่ ่ ี ุ ตวอยางแลวละกนาจะหาไดยาก กถาแมนวาพอแมผปกครองเปน ั ่ ้ ่ ็ ่ ้ ็ ้ ้ ่ ่ ่ ู้ ็ คนดีมีศีลธรรม ผ่านการอบรมด้วยมงคลข้อนี้มาแล้ว เป็นบัณฑิต ย่อมสอนมงคลนี้แก่บุตรธิดาได้ไม่ยาก “ ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” เช่นเดียวกันมงคลสามสิบแปดนี้ พระพุทธศาสดาได้แบ่งไว้ เปนชด ในชดนกมอยดวยกนสามขอ การจะเปนมงคลอนสงสดได้ ็ ุ ุ ี้ ็ ี ู่ ้ ั ้ ็ ั ู ุ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๑๘
  • 21.
    จะต้องปฏิบัติให้ส�ำเร็จเป็นชุด ไม่เลือกเพียงบางข้อ และยิ่งถ้า ปฏบตไดอยางตอเนองทงสามสบแปดขอ กจะสมฤทธผลอนสงสด ิ ั ิ ้ ่ ่ ื่ ั้ ิ ้ ็ ั ิ ั ู ุ ดังจะแสดงไว้ในตอนท้าย ในเมอไดปฏบตตนอยในกรอบของมงคลอนสงสดสามขอแรก ื่ ้ ิ ั ิ ู่ ั ู ุ ้ ย่อมเป็นผู้มีบุญ “ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา” หมายความว่า เป็นผู้ได้สั่งสมบุญมาแต่กาลก่อน ย่อมต้องมีโอกาสดี ได้ย้าย ถิ่นฐานไปในที่เจริญยิ่งขึ้น คือได้ไปเล่าเรียนอ่านเขียนในโรงเรียน ทีมการเรียนการสอนทีเ่ จริญก้าวหน้า “ปะฏิรปะเทสะวาโส” ประเทศ ่ ี ู หรือสถานที่ที่ปฏิรูปแล้ว คือเจริญแล้ว และเมื่อได้ย้ายถิ่นฐาน หรือได้เดินทางไปอยู่ในที่ดีแล้ว (หมายถึงการศึกษาในปฐมวัย) มความเจรญกาวหนาทางวชาการ สรางภมปญญาไดมาก กจะตอง ี ิ ้ ้ ิ ้ ู ิ ั ้ ็ ้ ไม่ประมาท ด�ำรงตนเองไว้ในที่ตั้งอันถูกต้อง คือไม่ลืมที่จะรักษา ประพฤตปฏบตตนตามมงคลสามขอแรกทผานมา กระทำไดเ้ ยยงนี้ ิ ิ ั ิ ้ ี่ ่ � ี่ จึงจะถือได้ว่าเป็นมงคลอันสูงสุดในล�ำดับที่สอง “ พหุสัจจัญจะ สิบปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” ในมงคลชดนมขอปฏบตรวมอยสขอ เชนกน ตองปฏบตตาม ุ ี้ ี ้ ิ ั ิ ู่ ี่ ้ ่ ั ้ ิ ั ิ ให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด ในเมื่อได้มาอยู่ในถิ่นฐานที่เจริญ ย่อมมีวิชาการความรู้ มากมายให้ศึกษา เหตุเพราะเป็นผู้ตั้งตนเองไว้ในที่ชอบแล้ว จึงมีสติปัญญาในการที่จะคัดเลือกแต่สิ่งดีงาม ศึกษาให้ถ่องแท้ ๑๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 22.
    ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชาการที่ตนศึกษา เพื่อที่จะได้ก่อเกิด ปญญาในการนำเอาวชาการทไดศกษานน มาสรางคณประโยชน์ ั � ิ ี่ ้ ึ ั้ ้ ุ ให้แก่ชีวิตตน หรือเพื่อการศึกษาที่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป มีศิลปะ ในการน�ำความรู้นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด ในการด�ำรง ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจริญ ย่อมต้องมีสิ่งฟุ้งเฟ้อล่อตาล่อใจ เปนธรรมดา ตนเองตองมวนยอนดดวย จดระเบยบชวตการศกษา ็ ้ ีิ ั ั ี ้ ั ี ีิ ึ ให้สมกับเป็นกุลบุตรกุลธิดา ฝึกฝนท่องบ่น อ่านเขียน เรียนพูด ใหเ้ ขากบสงคมอนดงาม ไมกลาวสงใดเลยเถดเกนวย รจกเดกรจก ้ ั ั ั ี ่ ่ ิ่ ิ ิ ั ู้ ั ็ ู้ ั ผู้ใหญ่ ไม่กล่าววาจาเล่นหัวเป็นที่น่ารังเกียจ วาจาที่กล่าวออกไป ก็ต้องถนอมน�้ำใจผู้รับฟังด้วย เช่นนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะธารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้ก็มีข้อปฏิบัติอยู่สี่ข้อเช่นกัน ต้องปฏิบัติตาม ให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด เมอผานการฝกฝนรำเรยนวทยามามากแลว ยามเมอกลบมา ื่ ่ ึ �่ ี ิ ้ ื่ ั ถึงบ้านก็ต้องช่วยเหลือการงานของมารดาบิดา เมื่อยังเยาว์วัย กเ็ พยงชวยงานในบาน ทำความสะอาด รดนำตนไม้ ใหอาหารสตว์ ี ่ ้ � �้ ้ ้ ั เก็บพืชผลต่างๆ ทีสมควรจะเก็บได้แล้ว หรือเก็บกวาดข้าวของทีทง ่ ่ ิ้ ระเกะระกะใหดสะอาดงามตา ใครไปใครมากจะไมวากลาวตำหนเิ อา ู้ ็ ่่ ่ � ตวยงเยาววยยงไมมบตรภรยาใหตองสงเคราะหดแล ขอนกใหดแล ั ั ์ั ั ่ ี ุ ิ ้ ้ ์ ู ้ ี้ ็ ้ ู พีนอง ช่วยสอนการบ้านให้นอง ช่วยท�ำงานบ้านแทนพีทยงไม่เสร็จ ่ ้ ้ ่ ี่ ั ธุระเพราะอาจจะมีการบ้านจากที่เล่าเรียนมามาก และการบ้าน สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๐
  • 23.
    การงานกิจต่างๆ ของตนก็ต้องไม่คั่งค้าง ไม่อ้างเหตุผู้อื่นมาแก้ตัว ถาเปนผมครอบครวกทำหนาทตนโดยไมละทงหนาทของบตรธดา ้ ็ ู้ ี ั ็ � ้ ี่ ่ ิ้ ้ ี่ ุ ิ ที่ดีด้วย ท�ำได้อย่างนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ ต้องปฏิบัติตามให้ครบ จึงจะเป็น มงคลอันสูงสุด ในเมอชวตดำเนนมาถงวยอนสมควร รจกขวนขวายทำการงาน ื่ ี ิ � ิ ึ ั ั ู้ ั � หรื อ กิ จ กรรมใดๆ ที่ ดี ง าม ไม่ เ ป็ น ที่ ต� ำ หนิ ติ ติ ง ของสั ง คมและ หมบณฑต ควรจะเปนเรองของการชวยเหลอสงคม หมบาน ตำบล ู่ ั ิ ็ ื่ ่ ื ั ู่ ้ � อ�ำเภอ หรือจังหวัด หรือถ้าใครมีโอกาสมากก็อาจจะถึงระดับชาติ แตกตองตงอยในเรองทดงาม ไมเ่ ปนทตำหนิ ถอวากจกรรมเหลานี้ ่ ็ ้ ั้ ู่ ื่ ี่ ี ็ ี่ � ื ่ ิ ่ ก็เป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง หรือจะท�ำทานด้วยวิธีใดๆ มีมากมาย หลายวธี เพยงเนนในเรองการทำทาน เพราะวาจะเปนการเสรมสราง ิ ี ้ ื่ � ่ ็ ิ ้ บารมีสั่งสมเอาไว้ในภายภาคหน้า เหตุเพราะผลของทานนั้นมี ประกอบกับการรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมในทางที่ถูกต้อง ศึกษา เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี และศีลธรรมอันดีงามจากผู้รู้ ครู อาจารย์ นี้ก็เป็นการเสริมสร้างพอกพูนบารมี และเมื่อผลของ บุญบารมีประกอบกับผลของทานสนองต่อตัวเจ้าของแล้ว ย่อมมี ผลมากชนิดที่อาจจะคาดคิดไม่ถึงก็มี ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่ สงคมแลวกตองไมหลงสงคมจนลมหมญาติ ทงทใกลชดสนทสนม ั ้ ็ ้ ่ ั ื ู่ ั้ ี่ ้ ิ ิ ๒๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 24.
    และทนานครงจะไดพบเจอ เมอไดพบเจอในสงคมกตองขวนขวาย ี่ ั้ ้ ื่ ้ ั ็ ้ ชวยเหลอไมเกยงงอน ไมอางเหตุ อยางนจงจะเปนมงคลอนสงสด ่ ื ่ ี่ ่้ ่ ี้ ึ ็ ั ู ุ “ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสามข้อ เช่นเดียวกันต้องปฏิบัติให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด เมือก้าวสู่ มัชฌิมวัย คนในวัยกลางคนนีเ้ ป็นทีปรารถนานักของ ่ ่ หญงแพศยา ยอมมสงคมมาก ยอมตองมการดมกน เลยงสงสรรค์ ิ ่ ี ั ่ ้ ี ื่ ิ ี้ ั กันมาก ความประมาทในธรรมทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ฉะนั้น การจะรกษาตนใหตงอยในศลธรรมอนดงาม กตองอาศยการฝกฝน ั ้ ั้ ู่ ี ั ี ็้ ั ึ มาดในมงคลทผานมา ศลและธรรมทศกษาผานมายอมตองนำมาใช้ ี ี่ ่ ี ี่ ึ ่ ่ ้ � เพอหกหามจตใจตนมใหตกไปอยในความประมาททงปวง เมอไม่ ื่ ั ้ ิ ิ ้ ู่ ั้ ื่ ประมาทแลว การกจตางๆ ยอมไมหลงไปในทางบาปชว การเขาสงคม ้ ิ ่ ่ ่ ั่ ้ ั ก็จะรูจกประมาณตน ไม่ตกเป็นทาสน�ำเมา กินเหล้าแต่อย่าให้เหล้ากิน ้ั ้ สุรานั้นมีคุณอนันต์และก็มีโทษมหันต์ด้วย ในข้อนี้จะเห็นได้ว่า พระพทธศาสดานนเขาใจชวตอยางถองแท้ จงมไดหามอยางเดดขาด ุ ั้ ้ ี ิ ่ ่ ึ ิ ้้ ่ ็ แตจะสอนสงใหไมประมาท มสตตงมนรประมาณในตน ทำไดอยางนี้ ่ ั่ ้ ่ ี ิ ั้ ั่ ู้ � ้ ่ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชดนมหาขอ ตองปฏบตใหครบ จงจะเปนมงคลอนสงสด ุ ี้ ี ้ ้ ้ ิ ั ิ ้ ึ ็ ั ู ุ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๒
  • 25.
    ในเมอมสงคมมาก เขาสงคมมาก ยอมตองพบปะผคนมากหนา ื่ ี ั ้ ั ่ ้ ู้ ้ หลายตา ทั้งรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การอ่อนน้อม ถ่อมตน มีสมมาคารวะ สงบเสงียม รูกตัญญูในคุณของผูทเี่ คยอุปถัมภ์ ั ่ ้ ้ คำจน ยอมเปนทนบหนาถอตาในสงคม เปนทเี่ คารพนบนอบสำหรบ �้ ุ ่ ็ ี่ ั ้ ื ั ็ � ั ผู้ที่ด้อยกว่า ผู้ใหญ่ก็เรียกหา การศึกษาฟังธรรมค�ำสอนอันดีงาม จากบัณฑิตผู้เป็นครูอาจารย์ย่อมจ�ำเป็นอย่างยิ่ง ท�ำได้อย่างนี้ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ เช่นเดียวกับชุดอื่นๆ ต้องประพฤติ ปฏิบัติให้ครบ จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด วัยกลางคนนี้เป็นวัยที่มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในหน้าที่ การงาน รบราชการกมความเปนใหญ่ ยอมตองมความหยงผยองบาง ั ็ ี ็ ่ ้ ี ิ่ ้ เป็นธรรมดา ในคนที่ไม่อบรมตนมาดีก็จะล�้ำหน้ามากเกินไป จนนารงเกยจ ใชอำนาจหนาททำรายทำลายผอนไดงาย เหตเุ พราะ ่ ั ี ้� ้ ี่ � ้ � ู้ ื่ ้ ่ ขาดขนตอดทนตอแรงกระทบ จงสมควรทจะตองสละเวลาอนมมาก ั ิ ่ ึ ี่ ้ ั ี ศกษาพระธรรมคำสอนจากสมณสงฆ์ ผมศลธรรมอนงาม ผานกาล ึ � ู้ ี ี ั ่ เวลาอบรมบมตนมามากมาย เปนผทมความสงบระงบแลว เพอทจะ ่ ็ ู้ ี่ ี ั ้ ื่ ี่ ได้มีความอดทนขันติ รู้จักเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟัง ความเห็นของผู้อื่นด้วยความสงบ ไม่ใช้อ�ำนาจ ประดุจหนึ่งเป็น ผู้ว่านอนสอนง่าย ท�ำได้เช่นนี้จึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด ๒๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 26.
    “ ตะโป จะพรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะทัสสะนัง นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชดนมดวยกนสขอ ตองประพฤตปฏบตใหครบ จงจะเปน ุ ี้ ี ้ ั ี่ ้ ้ ิ ิ ัิ ้ ึ ็ มงคลอันสูงสุด ในเมื่อวัยกลางคนที่รุ่งเรืองผ่านไป วัยชราหรือ ปัจฉิมวัย ก็เข้ามาเยือน หน้าที่การงานที่ผ่านมาก็ท�ำได้ส�ำเร็จดี ครอบครัว ลูกหลานก็มีความมั่นคง ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ก็ควร หันหน้าเข้าหากิจทางธรรมอย่างจริงจัง เพียรเพ่งเร่งเผากิเลส ทสงสมมานาน จะมาจากหนาทการงานหรอสวนตนสวนตวกตาม ี่ ั่ ้ ี่ ื ่ ่ ั ็ ตั้งมั่นรักษาพรหมจรรย์ ศึกษาอริยสัจอย่างจริงจัง ตั้งมั่นที่จะท�ำ พระนิพพานให้แจ้ง เยี่ยงนี้แหละจึงจะเป็นมงคลอันสูงสุด “ ผุฏฐัสสะ โลกะธรรมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ” มงคลชุดนี้มีด้วยกันสี่ข้อ ประพฤติปฏิบัติได้ครบ ย่อมเป็น มงคลอันสูงสุดอย่างยิ่งในชีวิต เมื่ อ หมดห่ ว ง ตั้ ง มั่ น ประพฤติ ธ รรม รั ก ษาพรหมจรรย์ ความเพียรเพ่งเร่งเผากิเลสด้วยปัญญา อันเป็นธรรมดาในกิจการ ทีผานชีวตมา เมือน�ำมาอุปมาอุปมัยให้เข้ากับพระธรรมค�ำสอนของ ่่ ิ ่ องค์พระพุทธศาสดา ปัญญาอันบริสุทธิ์ย่อมเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก ธรรมอันเป็นธรรมดาโลก คือโลกธรรมแปดนั้น ย่อมมองเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา ไม่หวั่นไหวแล้วเมื่อถูกกระทบ จิตที่ฝึกฝนมาดี สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๔
  • 27.
    เมอไมหวนไหวในโลกธรรมแปดแลว ยอมพนจากความเศราหมอง ื่ ่ ั่ ้ ่ ้ ้ กิเลสทีสงสมมานานเปรียบดังธุลทนอนเนืองอยูในจิต ย่อมถูกขจัด ่ ั่ ่ ี ี่ ่ ่ ออกได้ เมอจตหมดธลี ไมหมนหมอง ไมกระทบแลวจากโลกธรรมแปด ื่ ิ ุ ่ ่ ่ ้ จตยอมสขเกษม ปลอดแลวจากโยคะกเิ ลสทงปวง เยยงนแหละคอ ิ ่ ุ ้ ั้ ี่ ี้ ื มงคลอันสูงสุดยิ่งส�ำหรับการเกิด เรื่องประกอบโดยอนุโลม : บุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อได้ประพฤติปฏิบัติมงคล อันประเสริฐยิ่งทั้งสามสิบแปดประการ อันเป็นเครื่องน�ำให้ไปสู่ ความเจริญยิ่งนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงซึ่ง ความสุขสวัสดีในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ในสมยหนงเมอครงทพระพทธองคเสดจดำเนนผานถนฐาน ั ึ่ ื่ ั้ ี่ ุ ์ ็ � ิ ่ ิ่ แหงหนง เหนสองสามภรยายากไร้ อาศยชายคาบานเรอนผอนเปน ่ ึ่ ็ ี ิ ั ้ ื ู้ ื่ ็ ทอาศย จงทรงแยมพระสรวล พระอานนทจงทลถามพระพทธองค์ ี่ ั ึ ้ ์ึ ู ุ ถึงเหตุนั้น พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวให้พระอานนท์และสาวก ทั้งหลายฟัง พอสรุปได้ดังนี้ว่า สองสามีภริยานั้น เดิมเป็นเศรษฐีแปดสิบโกฏิทั้งสองครัว มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดในสังคมชนชั้นสูงในพระราชวังของ พระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากเป็นผู้ด้อยการศึกษาวิชาการต่างๆ เอาแต่ศึกษาการฟ้อนร้องร�ำท�ำเพลง บิดาก็ประมาท กล่าวกับ มารดาวาเราเปนเศรษฐแปดสบโกฏิ ทรพยเ์ รากมี ทรพยเ์ จากมี เมอสน ่ ็ ี ิ ั ็ ั ้ ็ ื่ ิ้ เราทั้งสองแล้ว บุตรเราก็จะเป็นผู้รับทอดสืบต่อสมบัติเหล่านั้น จึงไม่จ�ำเป็นต้องศึกษาสิ่งใดๆ อีกแล้ว ให้บุตรเราร้องร�ำท�ำเพลง ๒๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 28.
    ฟ้อนร�ำให้เราทั้งสองดูก็มีความสุขดี หลังจากบิดามารดาสิ้นชีวิต บุตรชายก็ได้รับสมบัติสืบทอด ได้ต�ำแหน่งเศรษฐีมีสิทธิเข้าวัง ร่วมเสวยอาหารกับเหล่าเศรษฐีอื่นๆ และข้าราชบริพารอ�ำมาตย์ ทั้งหลาย เมื่อไม่มีความรู้ เมื่อชนทั้งหลายเขาสนทนากันในเรื่อง การท�ำมาหากิน และการสร้างความเจริญให้กับชาติบ้านเมือง เศรษฐีใหม่นี้ก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ นานวันเข้าก็เกิด เบอหนาย ยงไดคนรบใชทสอพลอ เมอออกจากวงผานทางเดนทมี ื่ ่ ั ้ ั ้ ี่ ื่ ั ่ ิ ี่ ชนมาก เหนคนกลมหนงไมทำกจใด นงลอมวงกบพนดมกน แลวก็ ็ ุ่ ึ่ ่ � ิ ั่ ้ ั ื้ ื่ ิ ้ ร้องร�ำท�ำเพลงกัน นิสัยเดิมที่เคยฝึกมาก็เกิดความสนใจ ถามไถ่ คนรับใช้ที่สอพลอ ก็ได้รับค�ำตอบว่าพวกนี้มีความสุขเหตุเพราะ ดมนำอมฤต เจานายจงใหจดหาให้ ทสดกตดสรา รบเอาเหลาคนพาล ื่ �้ ้ ึ ้ั ี่ ุ ็ ิ ุ ั ่ เหล่านั้นเข้าบ้าน เลี้ยงดูดื่มสุราร้องร�ำท�ำเพลงกันจนหมดเงินตรา ในทองพระคลงทงแปดสบโกฏของตนและของภรยา ตองขายบาน ้ ั ั้ ิ ิ ิ ้ ้ ทดนใหกบผอน ทสดกตองเปนขอทาน อาศยชายคาบานทเี่ คยเปน ี่ ิ ้ ั ู้ ื่ ี่ ุ ็ ้ ็ ั ้ ็ ของตนอยู่ไปวันๆ แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปว่า บคคลใดกตาม ถาไดฝกฝนอบรมบมตนใหอยในกรอบศลธรรม ุ ็ ้ ้ึ ่ ้ ู่ ี อันดีงามตั้งแต่เยาว์วัย มัชฌิมวัย เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยย่อมประสพ ความสำเรจในระดบเปนเศรษฐชนทหนง ถาออกบวชเปนบรรพชต � ็ ั ็ ี ั้ ี่ ึ่ ้ ็ ิ จะส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ บุคคลใดก็ตาม ถ้าเมื่อเยาว์วัยไม่ได้ฝึกฝนตั้งตนให้ชอบ แต่เมือเข้าสูมชฌิมวัย ได้พลิกผันตนเองเร่งศึกษาตังตนให้ชอบ ก็จะ ่ ่ ั ้ ประสพความส�ำเร็จในระดับเป็นเศรษฐีชั้นที่สอง หรือถ้าออกบวช เป็นบรรพชิตจะส�ำเร็จเป็นพระอนาคามี สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๖
  • 29.
    บุคคลใดก็ตาม ถ้าเมื่อเยาว์วัยและมัชฌิมวัยไม่ได้ฝึกฝน ตั้งตนให้ชอบ แต่เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยได้พลิกผันตนเองเร่งศึกษา ตงตนใหชอบ กจะประสพความส�ำเรจในระดบเปนเศรษฐชนทสาม ั้ ้ ็ ็ ั ็ ี ั้ ี่ หรือถ้าออกบวชเป็นบรรพชิตจะส�ำเร็จเป็นพระสกทาคามี ถ้าพ้นจากวัยทั้งสามแล้ว ยังไม่คิดที่จะสร้างหลักปักฐาน ไม่กระท�ำการให้เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมไม่พ้นที่จะเป็น บุคคลผู้เปรียบได้ดังลูกศรที่เมื่อหมดก�ำลังแรงส่งก็ตกลงสู่ดิน เสมือนนกกระเรียนซึ่งจับเจ่าเฝ้าอยู่ที่เปลือกตมอันแห้งขอด จากเรองนจะเหนไดวาคำวา อรหนต์ หรอโสดา ไมใชหมายถง ื่ ี้ ็ ้ ่ � ่ ั ื ่ ่ ึ คุ ณ ธรรมอั น วิ เ ศษเฉพาะส� ำ หรั บ บรรพชิ ต นั ก บวชที่ ห ลงใหล ไดปลมอวดตวอวดตนวามคณธรรมอนวเิ ศษเชนนเี้ ชนนน พงเขาใจ ้ ื้ ั ่ ี ุ ั ่ ่ ั้ ึ ้ ในเรื่องของการศึกษาประพฤติปฏิบัติด้วยความตั้งมั่นอยู่ในศีล ในธรรมอันงามตามพุทธโอวาท จึงจะอยู่ในกรอบแห่งคุณธรรมนี้ พระพุทธองค์กล่าวธรรมนีหมายถึงการประสพความส�ำเร็จในระดับ ้ ตางๆ ขนอยกบการกจทกระทำ เปนนกศกษา สำเรจระดบอรหนต์ ่ ึ้ ู่ ั ิ ี่ � ็ ั ึ � ็ ั ั ก็หมายถึงส�ำเร็จได้ตามปรารถนา ถ้าปริญญาตรียงไม่พอใจ ก็ยงไม่ถง ั ั ึ อรหนต์ ถงทสดแหงความพอใจปรารถนา ไมดนรนอกแลวพอแลว ั ึ ี่ ุ ่ ่ ิ้ ี ้ ้ หยุดแล้ว ใครจะว่าอย่างไรเฉกเช่นโลกธรรมแปด ก็ไม่ใส่ใจน�ำเอามา วิตกอีกแล้ว นั่นแหละที่สุดแล้ว เป็นอรหันต์ เหมือนที่มีในเนื้อหา สรรเสริญพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เห็นในวิดีทัศน์ ในยุคเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ก็มีอรหันต์ชาวนา ๒๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 30.
    “ โลกย่อมไม่สิ้นอรหันต์ ตราบเท่าที่ยังมีผู้ปฏิบัติตาม มรรคแปดเพราะมรรคแปดเป็นธรรมของโลก ไม่ใช่ธรรม ของศาสดาคนใดคนหนึ่ง หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง ” นี้ คื อ สั จ จะที่ พ ระพุ ท ธองค์ พุ ท ธศาสดาได้ ท รงสั่ ง สอนไว้ นานแลว ้ ภัยต่อพุทธศาสนา ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๑ เข้าใจให้ถูกทาง ปกติหาปีกอนหน้านี้ หลวงตาวนเวียนอยูในต่างจังหวัดไกลๆ ้ ่ ่ ถงวนศล (วนพระนะ) ชาวบาน ผเู้ ฒาผแก่ พอแมลก คนรนหนมสาว ึ ั ี ั ่ ้ ่ ู้ ่ ่ ู ุ่ ุ่ ทังคนรุนทดแทน (แทนคนชรา) ก็จะเดินทางมาทีวด หรือถ้าไม่มวด ้ ่ ่ั ีั ก็จะเป็นส�ำนักสงฆ์ หรือที่พ�ำนักสงฆ์ หรือสถานปฏิบัติธรรมที่มี พระสงฆจำพรรษาอยู่ เพอทำทาน ปดกวาดทำความสะอาด เลยงพระ ์� ื่ � ั � ี้ แล้วก็ท�ำบุญด้วยการฟังธรรม สนทนาธรรม นี่เป็นชีวิตปกติของ คนบ้านนอก เน้นว่าคนบ้านนอก ที่ว่าบ้านนอกนั้นหมายความว่า เป็นคนมีบ้านอยู่นอกเขตเทศบาล นอกเขตเมือง นอกเขตอ�ำเภอ นอกเขตจังหวัด คืออยูหางไกลความเจริญความฟุงเฟ้อของคนเมือง ่ ่ ้ คนในเมองเองใชวาจะไมมี มบาง แตสวนใหญมกจะอางวาไมวาง ื ่่ ่ ี ้ ่ ่ ่ ั ้ ่ ่่ ติดธุระ จะมีธุระอะไรที่ส�ำคัญกว่าการฟังธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อเอาบุญ เอากุศลติดตัว เพื่อออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๒๘
  • 31.
    คนส่ ว นใหญ่เ ป็ น คนในพระพุ ท ธศาสนา ใช่ เป็ น คนใน พระพทธศาสนา แตทไดมานนไมใชวาไดมาเพราะมความเชอและ ุ ่ ี่ ้ ั้ ่ ่ ่ ้ ี ื่ ศรัทธาในพระธรรมค�ำสอน แต่ว่าได้มาเพราะเหตุแห่งการเกิดใน ประเทศทมพระพทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ ขอทกๆ ทานได้ ี่ ี ุ ็ � ุ ่ ทำความเขาใจกนกอนวาศาสนาไมไดหมายความถงเรองอะไรทจะ � ้ ั ่ ่ ่ ้ ึ ื่ ี่ โน้มน้าวให้คนมีความหลงใหล หรือว่าเชื่ออย่างงมงาย ตรงข้าม ศาสนาหมายถึงค�ำสอนของผู้รู้ เฉกเช่นเดียวกับนักคิด นักค้นคว้า นักประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย เพียงแต่ว่า ศาสนาหรือศาสนะ เปนคำสอนทไมปรากฏเปนรปธรรมโดยตรง แตวาสามารถอางเอา ็ � ี่ ่ ็ ู ่่ ้ รูปธรรมทังหลายทีมอยูมาเปรียบเทียบได้ เป็นค�ำสอนทีตองการให้ ้ ่ ี ่ ่ ้ เกดศรทธาในตนเอง เนนวาในตนเอง ไมใชในผสอน หรอผถายทอด ิ ั ้ ่ ่ ่ ู้ ื ู้ ่ เพราะว่าเมือฟังค�ำสอนเหล่านันแล้ว ตนเองสามารถน�ำเอาค�ำสอน ่ ้ เหล่านั้นมาลงมือทดสอบปฏิบัติดู ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นไป ตามวิสัยแห่งตน สามารถน�ำเอาสิ่งรอบข้างที่เรียกว่าสิ่งแวดล้อม มาอุปมาอุปมัยให้เกิดความเข้าใจในตนเอง เมื่อปัญญายังน้อย มีความรอบรู้น้อย ก็น�ำความเหล่านั้นที่ตนนึกคิดได้ไปสนทนา แลกเปลยนกบผรู้ ครู อาจารย์ เพอขยายความเขาใจใหมากขน โดยไม่ ี่ ั ู้ ื่ ้ ้ ึ้ ยดถอเอาตนเปนทสด เหตเุ พราะสตวทงหลายมกเอากเิ ลสของตน ึ ื ็ ี่ ุ ั ์ ั้ ั เป็นเครื่องเทียบ แล้วก็ด่วนสรุปว่าใช่แล้ว ใช่เลย ต้องเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นแน่นอน เหมือนที่ได้ยินมาจากนักบวชในพระพุทธศาสนา รูปหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่มีใครดีเต็มร้อย และไม่มีใครเหี้ย เต็มร้อย” นี่ก็เอากิเลสของตนเองเป็นเครื่องตัดสินผู้อื่นเช่นกัน ๒๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 32.
    ถ้ า ลองได้ท� ำ ความเข้ า ใจอย่ า งถ่ อ งแท้ ใ นค� ำ สอนของ องค์พระพุทธศาสดาแล้วล่ะก็ เขาผู้นั้นต้องไม่เข้าใจผิดอย่างนั้น แน่นอน แต่เสียดายทีเ่ ขาเป็นผูมความใหญ่เสียแล้ว สอนได้ยากมาก ้ ี เพราะคำสอนขององคพระศาสดาทใหเ้ ขามาเกดในใตรมพระพทธ � ์ ี่ ิ ้่ ุ ศาสนา ยังไม่สามารถท�ำความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เขา แล้วใครเล่า จะสอนเขาได้ นี่จึงได้มีค�ำว่า พระ ครู เป็นผู้ที่สอนยากที่สุด ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๒ เหตุแห่งความเสื่อม หลวงตาขอเริ่มตอนที่ ๒ ของเรื่องภัยต่อพุทธศาสนา ดังได้ กล่าวมาแล้วว่าพระพุทธศาสนาเป็นค�ำสอนให้เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น (จากความหลง) เป็นผู้เบิกบาน (เหตุเพราะรู้จักทุกข์แล้ว) ฉะนั้น คำสอนขององคพระพทธศาสดาจงเปนการสอนทไมมวนตาย ไมมี � ์ ุ ึ ็ ี่ ่ ี ั ่ วันเสื่อม ไม่มีวันล้าสมัย เป็นค�ำสอนที่คงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่ ยงมระบบจกรวาล (หมายถงยงมการหมนเวยนของวนเวลาทเี่ รยกวา ั ี ั ึ ั ี ุ ี ั ี ่ วัฏฏ) อยู่ แล้วท�ำไมจึงมีความเสือมเกิดขึนในพุทธศาสนาล่ะ ทีเ่ สือมนัน ่ ้ ่ ้ ไม่ใช่คำสอนหรือความเป็นพุทธเสือม แต่วาเป็นเรืองของจิตใจและ � ่ ่ ่ ความเชอมนในตนเองเสอมไป จงมความทกขมาก ความหลงมาก ื่ ั่ ื่ ึ ี ุ ์ และความหลับใหลมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้พ้นไปจากค�ำสอนของ พระพทธศาสดาทไดสงสอนเอาไวลวงหนาแลวถงเหตแหงความเสอม ุ ่ี ้ ่ั ้่ ้ ้ ึ ุ ่ ื่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๐
  • 33.
    มบคคลอยสองประเภททจะทำใหมความเสอมตอพทธศาสนะ ี ุ ู่ ี่ � ้ ี ื่ ่ ุ หนงคอผทเี่ กลยด ไมตองกงวล ผทเี่ กลยดเหลานยอมมความเพยร ึ่ ื ู้ ี ่ ้ ั ู้ ี ่ ี้ ่ ี ี มความพยายามอยางยงยวดทจะทำใหสมประสงคดวยการกลาว ี ่ ิ่ ี่ � ้ ์ ้ ่ ต�ำหนิ ติ ด่า และสรรหาเอาเรื่องต่างๆ มาเสนอมาแสดงเพื่อที่จะ ท�ำให้บคคลอืนๆ ทีเ่ กลียด และทียงไม่รไม่เข้าใจพลอยเกลียดไปด้วย ุ ่ ่ ั ู้ กรรมวิธีนี้ใช้กันมาแต่โบราณนานโพ้นก่อนจะก�ำเนิดพระพุทธ ศาสดาอก และยงคงใชไดผลจนถงทกวนนี้ และยงคงใชไดเ้ รอยไป ี ั ้ ้ ึ ุ ั ั ้ ื่ ในกาลเบองหนา นบไมไดวานานเทาไร เหตเุ พราะยงมคนหลงอยมาก ื้ ้ ั ่ ้ ่ ่ ั ี ู่ เปรียบเหมือนเขาโคกับขนโค อกหนงนนากลวมาก คนเหลานดกเ็ ปนคนทรกในพทธศาสนา ี ึ่ ี้ ่ ั ่ ี้ ู ็ ี่ ั ุ อยู่ในพุทธศาสนา แต่ว่าไม่เรียนรู้ฝึกฝนตนเองให้แตกฉานเข้าใจ ในพุทธศาสนะ แต่กลับไปใช้วิธีฟังเขามา เขาเล่าว่า เอากิเลสตน ทียงไม่ได้ฝกฝนก�ำจัด แล้วตัดสินความไปตามความหลง ความงมงาย ่ั ึ ความเบาปญญาของตนเปนเหตตน คนเหลานมมากมายเกนจะนบ ั ็ ุ้ ่ ี้ ี ิ ั ในพุ ท ธศาสนา ยิ่ ง ในพวกที่ เ ข ้ า มาอาศั ย อยู ่ ใ ต ้ ร ่ ม กาสาวะ แล้วเรียนมาผิด จ�ำมาผิด แล้วก็ถ่ายทอดไปแบบผิดๆ พวกเหล่านี้ น่ากลัวยิ่งกว่า แล้วก็คือพวกที่จะท�ำให้พุทธศาสนะต้องเสื่อมไป ก่อนเวลาอันควร ๓๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 34.
    ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน๓ ความทะยานอยากเป็นที่ตั้ง ขอเลาตอเปนตอนที่ ๓ ในเรองภยตอพทธศาสนา ตอนทแลว ่ ่ ็ ื่ ั ่ ุ ี่ ้ หลวงตาไดนำเอาคำสงสอนขององคพระพทธศาสดาทฝากเอาไววา ้ � � ั่ ์ ุ ี่ ้่ บุคคลทีจะเป็นภัยต่อพุทธศาสนานันก็คอคนในพระพุทธศาสนาเอง ่ ้ ื และส�ำคัญยิ่งคือที่อยู่ใกล้ชิดด้วย คือเป็นนักบวชที่อยู่ภายในร่ม ใตคำสอนของพระพทธองค์ ทเี่ ปนเชนนนกเพราะวาไมยอมศกษา ้ � ุ ็ ่ ั้ ็ ่ ่ ึ แตเ่ ขามาเพยงแคอาศย แลวเมอไดลาภสกการะกเกดตดใจ ทำให้ ้ ี ่ ั ้ ื่ ้ ั ็ ิ ิ � เกิดความทะยานอยากขึ้น จึงแสวงหาช่องทาง เมื่อได้ช่องทาง การหาลาภก็ได้ลาภสมใจอยาก จึงเริ่มวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยแล้ว ก็เกิดความพึงใจ เมือพึงใจก็ตกลงปลงใจ ก็จะแสวงหามาก เมือได้มาก ่ ่ กเ็ กรงวาจะมผอนมาแยงชง กเ็ กดความรสกวาจะตองปองกน กจะเรม ่ ี ู้ ื่ ่ ิ ิ ู้ ึ ่ ้ ้ ั ็ ิ่ มการทะเลาะววาท มการดาทอกนดวยวาจาอนเปนผรสวาจา ทสด ี ิ ี ่ ั ้ ั ็ ุ ี่ ุ ก็มีการท�ำร้ายท�ำลายกันจนถึงขั้นเข่นฆ่ากันในที่สุด ธรรมที่ เ กิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนนั้น ก็ เป็ น ค� ำ สั่ งสอนของ พระพุทธองค์ที่ได้สั่งสอนเอาไว้แล้ว เรียกว่า ธรรม ๙ ประการ อนเกดจากความทะยานอยาก ซงกเ็ ปนธรรมทตองเกดขนตอเนอง ั ิ ึ่ ็ ี่ ้ ิ ึ้ ่ ื่ เป็นขั้นเป็นตอน เฉกเช่นเดียวกับ สมุปบาทธรรม คือธรรมที่อาศัย ซงกนและกนในการเกดขนอยางตอเนองในการทำอกศลธรรม คอ ึ่ ั ั ิ ึ้ ่ ่ ื่ � ุ ื เมื่อทะยานอยาก ก็จะแสวงหา เมื่อแสวงหา ก็จะได้มาซึ่งลาภนั้น เมื่อได้ลาภมา ก็จะวินิจฉัย สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๒
  • 35.
    เมอวนจฉย กจะมความกำหนด (ความคด)ดวยอำนาจแหง ื่ ิ ิ ั ็ ี � ั ิ ้ � ่ ความพอใจ (ตกลงปลงใจ) เมื่อมีความก�ำหนัดด้วยอ�ำนาจแห่งความพอใจ ก็จะเกิด ความฝังใจ เมื่อมีความฝังใจ ก็จะเกิดความหวงแหน เมื่อหวงแหน ก็จะเกิดความตระหนี่ เมอเกดความตระหนี่ ดวยอำนาจแหงความตระหนี่ กจะเกด ื่ ิ ้ � ่ ็ ิ การป้องกันอารักขา เพราะมีการป้องกันอารักขาเป็นเหตุ จึงเริ่มมีการโต้เถียง จบไม้ จบศสตราอาวธ ชหนา พดจาขดแยง สอเสยด ดาทอ โปปด ั ั ั ุ ี้ ้ ู ั ้ ่ ี ่ ้ ลงมือท�ำร้ายกัน ทุบตีกัน ที่สุดก็เข่นฆ่ากันด้วยกรรมวิธีแตกต่าง นานัปการ (ไม่จ�ำเป็นต้องฆ่าให้เสียชีวิต แต่ว่าฆ่าให้หมดหนทาง ทจะดำเนนชวตตอ หรอหมดหนทางทำมาหากน กถอเปนการฆา) ี่ � ิ ี ิ ่ ื � ิ ็ื ็ ่ ทั้งนี้ก็เป็นเหตุมาจากความทะยานอยากทั้งสิ้น นี่ก็เพราะไม่ศึกษา ไม่วินิจฉัย ไม่อยู่ในศีลไม่อยู่ในธรรม อันงามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้แล้ว แต่กลับเอาวิสัย ปุถุชนที่เคยคุ้น ไม่ศึกษาค�ำสอน แต่กลับไปรับเอาค�ำสอนที่ผิดๆ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าภัยที่ร้ายแรงคือคนใน ที่เรียนผิด ทรงจ�ำผิด วนจฉยผด แลวกถายทอดผด นเี่ ปนตวอยางทพระพทธองคไดทรง ิ ิ ั ิ ้ ็่ ิ ็ ั ่ ี่ ุ ์ ้ สั่งสอนเอาไว้แล้ว ด้วยทรงวินิจฉัยแล้ว จึงได้น�ำเอามาสั่งสอน เตือนเอาไว้ก่อน ๓๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 36.
    พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเปรียบเทียบแก่นสารแห่ง พระพทธศาสนาใหแกพราหมณผหนงชอวา ปงคลโกจฉะ ทสมยหนง ุ ้ ่ ์ ู้ ึ่ ื่ ่ ิ ี่ ั ึ่ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี โดยมี ความพอสรุปได้ว่า เมื่อบวชเข้ามาในศาสนาแล้ว ธรรมห้าประการเหล่านี้ก็จะ เกิดขึ้น จะมีคนเลื่อมใส ได้ลาภ มีชื่อเสียง เปรียบได้กับกิ่งใบของ ตนไมใหญทสวยงาม ตองไมหยดอยเู่ ทานน ตองมความพงใจทจะตอง ้ ้ ่ ี่ ้ ่ ุ ่ ั้ ้ ี ึ ี่ ้ รักษาศีลให้งามยิ่งๆ ขึ้น จนถึงระดับศีลสัมปทา คือความสมบูรณ์ ดวยศล เปรยบไดดงสะเกดไมของตนไมใหญ่ ตองไมหยดอยเู่ ทานน ้ ี ี ้ ั่ ็ ้ ้ ้ ้ ่ ุ ่ ั้ ตองมความพงใจทจะฝกฝนจตใหตงมนอยในสมาธใหมากยงๆ ขน ้ ี ึ ี่ ึ ิ ้ ั้ ั่ ู่ ิ ้ ิ่ ึ้ ซึ่งก็เปรียบได้ดั่งเปลือกไม้ของต้นไม้ใหญ่ เมื่อเจริญสมาธิจนมี จิตทีเ่ จริญยิงในสมาธิแล้ว ก็ตองไม่หยุดอยูเ่ ท่านัน ต้องมีความพึงใจ ่ ้ ้ พอใจที่จะศึกษาเจริญปัญญาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป จนถึงขั้นเกิด ญาณทัสสนะ ซึงเปรียบได้ดงกระพีของต้นไม้ใหญ่ เมือเจริญปัญญา ่ ั่ ้ ่ จนถึงขั้นญาณทัศนะแล้ว ก็ต้องไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ต้องมี ความพึ ง ใจพอที่ จ ะเจริ ญ ปั ญ ญาให้ เ จริ ญ ยิ่ ง ๆ ขึ้ น จนเข้ า ถึ ง ความหลุดพ้นแห่งใจโดยไม่กลับมาก�ำเริบอีก มีความแตกฉาน แจ้งในธรรม ซึ่งเปรียบได้ดังแก่นไม้ของต้นไม้ใหญ่ เช่นนี้จึงจะเอาตัวรอด และสามารถถ่ายทอดธรรมอันงาม เพื่อที่จะยังให้พระพุทธศาสนาด�ำรงคงอยู่อย่างถูกต้องตรงธรรม สมดงคำสงสอนของพระพทธองคทไดทรงตรสรธรรมอนงามเหลานน ั่ � ั่ ุ ์ ี่ ้ ั ู้ ั ่ ั้ และไดทรงพระเมตตาอยางยงยวดเพอถายทอดสงสอน ตองผจญกบ ้ ่ ิ่ ื่ ่ ั่ ้ ั ภัยต่างๆ ทีกเลสของสัตว์ผยากไร้กระท�ำต่อพระองค์ และพระองค์ ่ิ ู้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๔
  • 37.
    กไมยอทอ ไมหลกเลยง แตทรงผจญกบกรรมเหลานนโดยไมสราง ็ ่ ่ ้ ่ ี ี่ ่ ั ่ ั้ ่ ้ กรรมตอบโต้ ไมทรงกระทำใหสตวเ์ หลานนตองล�ำบากแมในชาตนี้ ่ � ้ั ่ ั้ ้ ้ ิ และชาติหน้า แม้สัตว์เหล่านั้นต่างก็ต้องรับผลแห่งกรรมของตน อยูแล้ว ต้องเกิดใหม่เพือรับผลของกรรมทีได้สร้างเอาไว้ดวยตนเอง ่ ่ ่ ้ ไม่อาจหลีกหนีได้ ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๔ มนุษย์กับการรักษาศีล (๑) ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๓ พอมีเนื้อความว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิด แล้วไม่เรียน เพียรเพ่งเร่งท�ำลายตัวตนของตนเองแล้ว ย่อมมีภยต่อ ั ตนเองและผูอน รวมถึงครูบาอาจารย์ดวย นีกมาจากความประมาท ้ ื่ ้ ่็ เป็นเหตุ ทำไมถงวาประมาทละ ทวาประมาทนนกนบวาเบามากแลว � ึ ่ ่ ี่ ่ ั้ ็ ั ่ ้ ในภาษามนษยทสามารถเขาใจไดไมยาก แตในความเปนจรงแลว ุ ์ ี่ ้ ้ ่ ่ ็ ิ ้ ความประมาทนี้เองแหละที่ท�ำลายทุกสิ่ง ลองมองดูที่องค์ศีล ทังห้าข้อ ทีเ่ ป็นศีลส�ำคัญทีจะบอกว่าเป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นอย่างอืน ้ ่ ่ ที่ต�่ำกว่ามนุษย์สิ ศลขอทหนงกลาวถงเรองเกยวกบ ปานาตบาท คอการละเวน ี ้ ี่ ึ่ ่ ึ ื่ ี่ ั ิ ื ้ การฆา กถามองยอนไปทธรรมเกาประการอนเกดแตความทะยานอยาก ่ ็้ ้ ี่ ้ ั ิ ่ ที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในตอนที่ ๓ จะเห็นได้ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมมี ความอยากได้ใคร่มีใคร่เป็น นี้เป็นธรรมดา บัณฑิตย่อมท�ำลาย ความอยากไดโดยไมยาก สวนพาลหรอคนพาลนนไมมความเพยร ้ ่ ่ ื ั้ ่ ี ี ทจะทำลายความอยากของตนเอง แตตรงขามกลบจะขวนขวายมาก ี่ � ่ ้ ั มความเพยรมาก ทะยานอยากมาก ทจะทำใหความอยากของตน ี ี ี่ � ้ ๓๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 38.
    สมฤทธผลใหเ้ รวทสด แมจะตองถงขนทำลายลางกนกไมเ่กรงกลว ั ิ์ ็ ี่ ุ ้ ้ ึ ั้ � ้ ั ็ ั ต่ออาญาใดๆ นี้เป็นธรรมดา อันเกิดแต่ความต่อเนื่องแต่เริ่มต้น จนครบตามขบวนการของธรรมทั้ง ๙ ประการ นี้เป็นธรรมดา ที่ว่าเป็นธรรมดานั้นไม่ใช่ว่าเป็นอย่างนี้แล้วไม่ต้องจัดการแก้ไข ในผู้ที่อบรมตนเองจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นบัณฑิต มีความเพียร เพงทำลายกเิ ลส คอความอยากในธรรมทงปวงทมอยเู่ ปนธรรมดา ่ � ื ั้ ี่ ี ็ ในตน ย่อมสามารถระงับยับยั้งตนเองไม่ให้ประพฤติธรรมชั่วหรือ จะเรียกว่าก่อกรรมอันเป็นธรรมดานี้ได้ โดยฝึกฝนอบรมบ่มนิสัย หรือที่เรียกว่าสันดาน หรือภาษาที่ไพเราะเสนาะหูก็คือ วาสนา ของตนเองแตเ่ ยาววย และตองอบรมอยางถกตองถกวธี ไมตะแบง ์ั ้ ่ ู ้ ู ิ ่ ไมเ่ ลยงบาลี เหมอนอยางนกบวชบางพวก บางคณะ อางความเมตตา ี่ ื ่ ั ้ ตอสตวดวยการกลาววาเปลยนราง เปลยนราง หลวงตาเคยไดยน ่ ั ์ ้ ่ ่ ี่ ่ ี่ ่ ้ิ กับตนเอง ไม่รู้ว่าเรียนมาจากไหน ถ้าเป็นอย่างนี้เรียกว่าคนพาล พาลย่อมไม่ขวนขวายมากในการท�ำลายกิเลส แต่ตรงข้ามจะมี ความเพียรมาก ขวนขวายมากในการท�ำความชั่ว หรือประพฤติ ธรรมชั่ว มีความคิดวิปริตผิดมนุษย์ เห็นการฆ่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เกรงต่ออาญาใดๆ ไม่วาจะเป็นอาญาของมนุษย์ หรืออาญาธรรม ่ อันเป็นบาปเวรที่ต้องชดใช้ไม่รู้จบ เพราะบาปเวรเหล่านั้นมันจะ ตดจต ประทบไวแลวอยางแนนหนาในจต เหตเุ พราะกระทำดวยจต ิ ิ ั ้ ้ ่ ่ ิ � ้ ิ อย่างตั้งใจ วินิจฉัย และตกลงปลงใจแล้ว ดั่งที่ได้กล่าวไว้แล้วใน ธรรมเก้าประการ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๖
  • 39.
    จะเห็นได้วาการกระท�ำกรรมหรือประพฤติธรรมใดๆ อันส�ำเร็จ ่ ด้วยจิตย่อมมีผลมาก ดั่งตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ คือการที่สัตว์ มีความพยาบาทแล้วลงมือท�ำร้ายท�ำลายถึงขั้นฆ่า แม้จะด้วย ความเพียรมากเท่าไร ถ้าฆ่าด้วยเพียงมือเท้าที่มีอยู่ ย่อมต้องเห็น ความบาดเจบทสตวอนไดรบจากการกระทำของตน ถาไมใชเ่ พราะ ็ ี่ ั ์ ื่ ้ ั � ้ ่ ความบ้าระห�่ำเมามัน ย่อมต้องเกิดความสังเวช แล้วก็จะหยุดได้ ในทสด แตถากระทำไปดวยจตทวนจฉยแลววาจะตองทำลายลาง ี่ ุ ่ ้ � ้ ิ ี่ ิ ิ ั ้ ่ ้ � ้ แม้ไม่ต้องอาศัยความบ้าระห�่ำเมามัน ก็สามารถที่จะขวนขวาย หาศัตราอาวุธที่จะท�ำลายล้างได้ทีละมากๆ หรือหาวิธีการต่างๆ ที่จะท�ำลายล้างให้ได้มาก ยิ่งเห็นความฉิบหายล้มตายของสัตว์ ที่ถูกท�ำลาย ก็จะยิ่งมีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะท�ำให้ได้มาก ยิ่งๆ ขึ้นไป ตัวอย่างมีให้ได้เห็นแล้วในสังคมยุคโลกาภิวัตน์นี้เอง ในคราวนขอแสดงเพยงศลขอทหนงกอน ยงเหลออกอยางนอย ี้ ี ี ้ ี่ ึ่ ่ ั ื ี ่ ้ สี่ข้อที่จะท�ำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังไม่ย่อท้อ สามารถ ที่จะด�ำรงตนเองอยู่ในฐานะความเป็นมนุษย์ได้ เหตุก็เพราะว่า ศลหานเี้ ปนศลของมนษย์ เปนศลหรอขอกำหนดไวในจตของผทจะ ี ้ ็ ี ุ ็ ี ื ้ � ้ ิ ู้ ี่ ด�ำรงตนเป็นมนุษย์ ไม่เป็นสัตว์ที่ต�่ำกว่ามนุษย์ และสามารถที่จะ ยกตนเองให้สูงขึ้นไปยิ่งๆ ขึ้น เพื่อที่จะหนีให้พ้นความทุกข์ที่เป็น วัฏฏของสัตว์ในสามสิบเอ็ดภพภูมิ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วว่านี้เป็นธรรมเก่า คือเป็น ธรรมที่มีมาก่อนแล้ว ไม่ว่าในค�ำสอนของศาสดาใดๆ แม้ก่อน พระพุทธองค์จะตรัสรู้ธรรมอันยิ่งนี้ด้วย ธรรมเก่านี้เป็นการเตือน ตนเองได้ดียิ่ง ถ้าเราน�ำเอาธรรมนี้มาประพฤติปฏิบัติอยู่อย่าง ๓๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 40.
    ไม่ย่อท้อ ก็เพียงพอที่จะไม่ลงสู่อบายฯ ได้แล้วธรรมนี้คือการแบ่ง ระดับของมนุษย์ที่มีลักษณะตามข้อก�ำหนด คือปกติเดินหรือว่า เคลื่อนที่ไปด้วยเท้าสองเท้า และกระดูกสันหลังตั้งเป็นฉากกับ พื้นโลก ส่วนที่เรียกว่าเดรัจฉานก็เพราะว่าปกตินั้นจะเคลื่อนไหว ดวยเทาสเี่ ทา และกระดกสนหลงขนานกบพนโลก การแบงมนษยนน ้ ้ ้ ู ั ั ั ื้ ่ ุ ์ ั้ มีอยู่ห้าชั้นด้วยกัน โดยแบ่งตามพฤติกรรมของการรักษาศีล ถารกษาศลไมไดเ้ ลยทง ๕ ขอ คอลกษณะของ มนสสเนรยโก ้ ั ี ่ ั้ ้ ื ั ุ ิ คือมีกายเป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นยังไม่ลืมภพภูมิเดิม และจะต้อง กลับไปยังภูมิเดิม และน่าจะลงลึกยิ่งกว่าเดิม คือนรกภูมิ ถ้ารักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วมีจิตน้อมไปในทางที่ชอบ หลอกหลอน หลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ เอาแต่ได้ฝายเดียว โกหก ่ พกลมเพอใหไดมาซงความตองการมากของตน ไมรจกการแบงปน ื่ ้ ้ ึ่ ้ ่ ู้ ั ่ ั ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น พวกนี้ถูกเรียกว่า มนุสสเปโต คือมีกาย เป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นเป็นวิญญาณที่คอยหลอกหลอนผู้อื่น ถ้ารักษาศีลได้บางไม่ได้บาง แต่มจตทีนอมไปในทางความเสือม ้ ้ ีิ ่้ ่ ไม่รู้จักรักษาศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะของตนเอง เครือญาติ หรือหมู่คณะ กระทำความเสอมเสยไดทกชนดโดยไมมความละอาย ไมเ่ กรงกลวบาป � ื่ ี ้ ุ ิ ่ ี ั ไมเ่ กรงตออาญาใดๆ พวกนถกเรยกวา มนุสสติรจฉาโน คอมกาย ่ ี้ ู ี ่ ั ื ี เป็นมนุษย์ แต่จิตนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานทีมความชัวร้าย ่ ี ่ ยงนก เฉกเชนเดยวกบหมาอยางไรอยางนน ิ่ ั ่ ี ั ่ ่ ั้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๓๘
  • 41.
    ถ้ารักษาศีลได้ครบห้าข้อ แม้จะบกพร่องบ้างแต่ไม่รุนแรง รจกแกไขตนเองอยเ่ ู ปนประจำ รตวเองวาทำผดไมงาม ไมเ่ ปนทสรรเสรญ ู้ ั ้ ็ � ู้ ั ่ � ิ ่ ็ ี่ ิ ของเหลาบณฑต แลวเพยรพยายามแกไขตนเองใหดใหได้ เหลานี้ ่ ั ิ ้ ี ้ ้ ี ้ ่ เป็นพวกที่ได้รับการขนานขานเรียกว่า มนุสสมนุสโส คือมีกาย เป็นมนุษย์ แล้วยังมีจิตใจเป็นมนุษย์ด้วย ถารกษาศลไดครบหาขอ และยงมความละอายและเกรงกลว ้ ั ี ้ ้ ้ ั ี ั ในบาปและผลแห่งกรรมที่ได้กระท�ำไว้แล้ว เพียรพยายามฝึกฝน ตนเอง ละเสยซงกเิ ลสฝายตำอยางสนเชง ไมกระทำความชวบาปแลว ี ึ่ ่ �่ ่ ิ้ ิ ่ � ั่ ้ แม้ในที่ลับ (คือแม้ในจิตก็ไม่คิดถึงเรื่องอกุศลแล้ว) แม้ในที่แจ้ง เหล่านี้เป็นพวกที่ได้รับการขนานขานเรียกว่า มนุสสเทโว คือมี กายหยาบนี้เป็นมนุษย์ และมีจิตที่เป็นเทวดาแล้ว ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๕ มนุษย์กับการรักษาศีล (๒) เมอตอนทแลวเราไดรเู้ รองศลหาไปเพยงขอเดยว วนนหลวงตา ื่ ี่ ้ ้ ื่ ี ้ ี ้ ี ั ี้ จะมาแสดงเรองศลตออกหนงขอในสขอทยงเหลออยู่ ถาเราสามารถ ื่ ี ่ ี ึ่ ้ ี่ ้ ี่ ั ื ้ เข้าใจในหัวใจของศีลห้าแล้ว ต่อไปเราก็จะรักษาศีลได้ดียิ่งๆ ขึ้น และที่สุดก็ท�ำให้ศีลสัมปทาเกิดขึ้นในตัวเรา ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ในจิตเราได้โดยไม่ยาก โดยส่วนมากคนไทยมีฐานเดิมของศาสนา หรือลัทธิความเชือ ่ ทางจิตวิญญาณแบบพุทธ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อธิบาย ไดงายๆ วาเมอเปนผรู้ ผเู้ ขาใจในเรองราวตางๆ (สมมาทฐิ = Perfect ้่ ่ ื่ ็ ู้ ้ ื่ ่ ั ิ ๓๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 42.
    Knowing) แล้วก็จะเป็นผู้ที่ตื่นจากความเขลา (สัมมาสังกัปปะ= Perfect Thought) เมอตนจากความเขลา กจะรสกตวเองวาเปนผมี ื่ ื่ ็ ู้ ึ ั ่ ็ ู้ ความเบิกบานส�ำราญใจ ไม่เป็นผู้หลงเดินทางผิดอีกแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น ศีลห้าก็เช่นเดียวกัน เป็นค�ำสั่งสอนขององค์พระศาสดา ผู้เป็นพุทธ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นครูผู้สอนของเทวดา มาร พรหม และมนุษย์ ไม่ตองสนใจว่าเทวดา มาร พรหมนันเป็นอย่างไร ถ้าอยากรู้ ้ ้ ต้องศึกษาและทดลองด้วยตนเอง เป็นธรรมดาถ้าเราอยากเป็นบัณฑิต กตองทำตวเยยงบณฑต อยากเปนพาลกตองทำตวเยยงพาล จะรจก ็ ้ � ั ี่ ั ิ ็ ็ ้ � ั ี่ ู้ ั เทวดากตองทำตวเยยงเทวดา อยางนเ้ี ปนตน ศลหาเปนศลของมนษย์ ็ ้ � ั ี่ ่ ็ ้ ี ้ ็ ี ุ เมอตองการจะเปนมนษยทงกายและใจ กตองศกษาประพฤตปฏบติ ื่ ้ ็ ุ ์ ั้ ็้ ึ ิ ิ ั เยี่ยงมนุษย์ คือรักษาศีลห้าให้ได้ ศี ล ข้ อ ที่ ห นึ่ ง ได้ ก ล่ าวไว้ แ ล้ ว วั นนี้ ม าต่ อ ศี ล ข้ อ ที่ ส องกั น ศีลข้อที่สองกล่าวถึงเรื่อง อทินนาทาน คือกล่าวถึงเรื่องของทรัพย์ ทีไม่บริสทธิ์ ถ้าเราแปลว่า “การลกทรพย” เราก็จะตีความแคบเกินไป ่ ุ ั ั ์ ไม่กว้างครอบคลุมทุกเรื่องราวของทรัพย์ เมื่อกล่าวถึงทรัพย์คือ “ทาน” เราก็จะมาลองท�ำความเข้าใจกัน ที่ว่าทานนั้นคือทรัพย์ ก็เพราะว่าทานต้องมีเจ้าของ เจ้าของทานชือว่า ทานบดี หรือทานาธิบดี ่ เมอเรารเู้ ชนนเี้ รากจะเขาใจไดวาทรพยทงหลายตองมเี จาของ ไมมี ื่ ่ ็ ้ ้ ่ ั ์ ั้ ้ ้ ่ ทรัพย์ใดไม่มีเจ้าของ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๐
  • 43.
    เมือเราท�ำความเข้าใจได้วาทรัพย์นนต้องมีเจ้าของ การได้มา ่ ่ ั้ ต้องบริสุทธิ์ คือเจ้าของทรัพย์ต้องยินดีให้แล้ว จะไปบังคับขู่เข็ญ หรือท�ำอุบายด้วยเล่ห์เหลี่ยม หรือขวนขวายมากด้วยกลโกงใดๆ เพื่อที่ให้ได้มาซึ่งทรัพย์นั้นถือว่าไม่บริสุทธิ์ ไม่อาจจะอ้างตนเป็น เจ้าของได้ โจรเสื้อนอกคือคนที่มีความรู้อยู่ในสังคมชั้นสูง ย่อมมี ความคิดและอุบายมาก จึงเป็นกลุมคนทีนบว่าน่ากลัวทีสด ส่วนโจร ่ ่ ั ุ่ ทัวไปไม่มอบายมาก จะลักวิงชิงปล้นก็ทำตรงๆ จึงจับตัวมาลงโทษ ่ ีุ ่ � ได้ง่าย ดังนั้นศีลข้อนี้จึงครอบคลุมถึงกลุ่มโจรเสื้อนอกด้วย พวกนี้ เป็นพวกเรียนมาก จบการศึกษาสูง แต่ไม่มีปัญญา ปัญญาที่ว่านี้ เป็นปัญญาบริสุทธิ์ เป็นปัญญาที่จะเอาตัวรอดจากกฎแห่งกรรม เพราะวาเปนกฎหมายทไมมใครๆ ในสามสบเอดภพภมจะรอดไปได้ ่ ็ ี่ ่ ี ิ ็ ู ิ ดังค�ำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม” ไม่ว่าจะสร้างกรรมใดๆ ดีหรือชั่วก็ตาม ล้วนประทับไว้แล้วในจิต จิตเป็นตัวเก็บจ�ำข้อมูล ของกรรมแล้วบันทึกเอาไว้ ก่อนหลังหนักเบา จิตมีระบบจัดการ ทั้งหมดอย่างเที่ยงธรรม ไม่มีการผิดพลาดตกหล่น จิตและกรรม ยุตธรรมเสมอ กรรมใดส่งผลแล้วยังไม่ชำระ ก็จะสนองต่อเจ้าของกรรม ิ � ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจและท�ำการช�ำระแล้วอย่างศิโรราบ ไม่มี อุทธรณ์ ฎีกา คือไม่มีการตัดสินใหม่ เพราะว่าเจ้าของกรรมนั้น ได้ตัดสินกรรมของตนเอาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อเริ่มลงมือสร้างกรรม จะสนองนานเท่าใดก็ขนอยู่ทเจ้าของจะตามไปสนองอีกกีภพชาติ ึ้ ี่ ่ ก็ขึ้นอยู่แต่เจ้าของ ถ้าช�ำระได้หมดในชีวิตเดียวก็สามารถสิ้นภพ สิ้นชาติได้ ๔๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 44.
    ค�ำว่าภพ ค�ำว่าชาติ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายแบบ หมดชวตแลวเกดใหม่เปนตวใหมอยางเดยว แตหมายรวมถงชวต ีิ ้ ิ ็ ั ่ ่ ี ่ ึ ีิ ในปัจจุบันด้วย ภพคือสถานที่ ชาติคือการเกิด ทุกๆ ลมหายใจ เราเคลื่อนภพไปไม่รู้เท่าไร และในภพที่เราเคลื่อนไปนั้น ไม่รู้ว่า เราเปลยนชาตไปแลวเทาไร ทงทางกายและทางจต ภพชาตเิ กดได้ ี่ ิ ้ ่ ั้ ิ ิ มากมายมหาศาล เมอเราทำความเขาใจไดดงนี้ เรากจะเรงศกษา ื่ � ้ ้ ั ็ ่ ึ เรยนรทจะทำภพชาตทเี่ ราจะเคลอนไปและเปลยนไปใหดขนเรอยๆ ี ู้ ี่ � ิ ื่ ี่ ้ ี ึ้ ื่ ด้วยความไม่ประมาทและตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมอันงาม ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๖ มนุษย์กับการรักษาศีล (๓) กอนทจะตดตามตอตอนที่ ๖ หลวงตาตองขอใหทาง Admin ่ ี่ ิ ่ ้ ้ ช่วยแก้ไขหัวข้อการเรียงล�ำดับให้ถูกต้อง การคัดลอกมาวางนี่ก็มี ข้อผิดพลาดได้อย่างนี้แหละ เชนเดยวกนการคดลอกความรจากผอนโดยไมทำความเขาใจ ่ ี ั ั ู้ ู้ ื่ ่ � ้ ดวยตนเองกยอมตองผดพลาดเปนธรรมดา ทวาผดพลาดกเ็ พราะวา ้ ็่ ้ ิ ็ ี่ ่ ิ ่ ไมเ่ ขาใจในความเปนจรง ไมเ่ ขาใจในความเปนไป เพราะวารไมถง ้ ็ ิ ้ ็ ่ ู้ ่ ึ แก่นแท้ของเรื่องนั้นๆ พระธรรมคำสอนของพระพทธองคกเ็ ชนกน ไมสามารถคดลอก � ุ ์ ่ ั ่ ั เอามาถ่ายทอดสอนต่อโดยไม่เข้าใจในแก่นแท้ของค�ำสอนของ พระพทธองคได้ จากวลทวา “แมจะอยใกลชด กไมสามารถเกาะตด ุ ์ ี ี่ ่ ้ ู่ ้ ิ ็ ่ ิ ชายผ้าเหลืองได้” นั่นล่ะคือความหมายของสิ่งที่หลวงตากล่าวไว้ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๒
  • 45.
    แตตน “อยาเชอจนกวาจะไดพสจนและทดสอบทดลองดวยตนเอง” ่ ้ ่ ื่ ่ ้ ิู ์ ้ ประโยคนี้เป็นค�ำสอนอันน�ำไปสู่ความส�ำเร็จอย่างถ่องแท้ของ พระพุทธศาสดา มผรมากมายแมในอดตกาล สาวกของพระศาสดาทมความรู้ ี ู้ ู้ ้ ี ี่ ี สามารถสอนลูกศิษย์ให้ประสพความส�ำเร็จได้มากมาย ศิษย์ทงหลาย ั้ กมความเพยรมาก ฝกฝน ฝกตนเองจนสามารถประสพความสำเรจ ็ ี ี ึ ึ � ็ ดวยความไมประมาทในคำสงสอนของอาจารย์ แตตวอาจารยเ์ อง ้ ่ � ั่ ่ ั กลบประมาทเพราะเชอวาตนมความรมาก ทสดกทกขเ์ อาตวไมรอด ั ื่ ่ ี ู้ ี่ ุ ็ ุ ั ่ ต้องพึ่งศิษย์ที่เป็นเณรแนะน�ำให้จนรอดพ้นได้ เมื่อมีเรื่องเช่นนี้ ให้เป็นตัวอย่างแล้ว เราท่านทั้งหลายก็จงอย่าประมาท ได้ชื่อว่า เป็นชาวพุทธ จะโดยการเกิด การอยู่ การอุทิศตนก็ตาม ก็จง อย่าประมาท ศึกษาเรียนรู้ศีลและข้อปฏิบัติอันถูกต้องดีงามของ ชาวพทธใหเขาใจ อยาตความไปตามกเลสตน ศลคอขอพงปฏบติ ุ ้ ้ ่ ี ิ ี ื ้ ึ ิ ั และพึงละเว้นไม่ปฏิบัติ โดยเรียกให้เข้าใจว่าเป็น กุศลและอกุศล แปลแบบง่ายๆ ก็คือเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นที่น่าสรรเสริญ และเป็น สงทไมดงาม เปนทตำหนตเิ ตยน ผลทไดรบโดยตวเจาของ คอทเี่ ปน ิ่ ี่ ่ ี ็ ี่ � ิ ี ี่ ้ ั ั ้ ื ็ ฝายบญ เจาของมความสขทเี่ กดขนในอารมณความรสกทเี่ รยกวาจต ่ ุ ้ ี ุ ิ ึ้ ์ ู้ ึ ี ่ ิ หรอใจ ทเี่ ปนฝายบาปกทำใหเ้ จาของมความทกข์ ไมสบายในอารมณ์ ื ็ ่ ็ � ้ ี ุ ่ ความรู้สึก เกิดความเศร้าใจหม่นหมอง ฉุดดึงให้ประสิทธิภาพ ความเป็นมนุษย์ลดถอยลง เอาล่ะหลวงตาได้อารัมภ์มามากมาย ก็อันสืบเนื่องมาจาก ความผิดพลาดจากการคัดลอกหัวข้อมาวาง แล้วประมาทไม่ได้ ตรวจทานให้เรียบร้อย ท�ำให้เป็นเรื่องขึ้นมา วันนี้เรามาต่อเรื่อง ๔๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 46.
    ศีลมนุษย์ที่เหลืออีกสามข้อกัน ก็ตั้งใจที่จะให้จบในบทนี้ จะยาว เกนไปหรอไมหนอบททผานมาไดตดสวนทไมจำเปนออกไปมากแลว ิ ื ่ ี่ ่ ้ ั ่ ี่ ่ � ็ ้ อาจทำใหไมเ่ ขาใจได้ คอยเอามาสงคายนากนอกครงถามความสงสย � ้ ้ ่ ั ั ี ั้ ้ ี ั อย่างไร ศีลข้อสามกล่าวถึงเรือง กาเมสุมจฉาจาร ข้อนีทำความสับสน ่ ิ ้ � ให้ได้มากมาย จนคนจ�ำนวนมากถือตนว่าเป็นคนดี ไม่ผิดศีลข้อนี้ ลองมามองดูกันว่าในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานที่ต้องรบราฆ่ากันไม่รู้จักกี่ภพกี่ชาติก็ด้วยเหตุ เรืองกาเมนีเ้ อง แล้วลองมองดูในเนือนันสิ มีอะไรเป็นปมเรืองส�ำคัญ ่ ้ ้ ่ อย่างที่ภาษิตไทยกล่าวไว้ “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” หรือภาษิตยุคใหม่ “ผู้หญิงข้า ใครอย่าแตะ” มาถึงตรงนี้คงเข้าใจ กนบางแลวใชไหมวามนเปนเรองของศกดศรี ไมวาจะหญงหรอชาย ั ้ ้ ่ ่ ั ็ ื่ ั ิ์ ่ ่ ิ ื ตัวผู้หรือตัวเมีย ล้วนแต่ถือเอาเรื่องกาเมเป็นเรื่องศักดิ์ศรีส�ำคัญ ไม่ได้มองเรืองของความดีงาม ความประเสริฐเป็นทีสรรเสริญ เป็นเรือง ่ ่ ่ ของศักดิ์ศรีที่ส�ำคัญ ฉะนั้นพระศาสดาผู้ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง จึงน�ำเอาหัวข้อนี้มาวางไว้เป็นที่สุด เพื่อให้เราได้ตีความศึกษา ท�ำความเข้าใจให้ถูกต้อง ลองมองดูเมื่อวัยเด็ก หรือเมื่อผู้ใหญ่เห็นเด็กท�ำความผิด ทนาตเิ ตยน เมอไมรจกหรอจำไมไดคลบคลายคลบคลา กจะถามวา ี่ ่ ี ื่ ่ ู้ ั ื � ่ ้ ั ้ ั ็ ่ เอ็งลูกใคร บ้านอยู่ไหน ปู่ย่าตาทวดเป็นใคร เรียนที่ไหน แล้วจึง ค่อยมาถามทีหลังว่าชื่ออะไร นี่เรียกว่าท�ำไม่ดีทีเดียวเสื่อมเสีย ทงตระกล แลวถาทำความดละจะมคำถามอะไร ผใหญกจะถามวา ั้ ู ้ ้ � ี่ ี � ู้ ่ ็ ่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๔
  • 47.
    หนูชื่ออะไร เรียนที่ไหน ที่จะถามไปถึงครอบครัวเครือเถาวงศา คณาญาตินั้นมีน้อยมาก “ท�ำดีได้ที่ตัว ท�ำชั่วเสียทั้งตระกูล” ค�ำนี้ เป็นจริงมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน และจะยังคงเป็นจริงต่อไป ตราบนานเท่านาน เมื่อเห็นอย่างนี้ เราพอจะเข้าถึงเหตุต้นของศีลข้อนี้แล้วนะ ที่ส�ำคัญนั้นเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรื่องของชายหญิง ไม่ว่า ใครๆ ในที่ไหนๆ ต่างก็มีศักดิ์ศรีของตนเอง และที่ส�ำคัญไม่ใช่มีแต่ ตัวเจ้าของเท่านันทีมตวตนอยู่ แต่ยงมีวงศาคณาญาติและว่านเครือ ้ ่ ี ั ั พร้อมทั้งหมู่มิตรและครูอาจารย์ ต่างก็ยังมีตัวตนอยู่ หรืออาจจะ เหลือเพียงชื่อเสียงคุณงามความดีที่สั่งสมไว้อยู่ แล้วเมื่อบุคคล ผเู้ ปนปจเจกจะทำอะไรทไมหวงศกดศรของผอน ถอตนเองเปนสำคญ ็ ั � ี่ ่ ่ ั ิ์ ี ู้ ื่ ื ็ � ั ยอมกระทำความเสอมไวในจตของเจาของทจะตองชำระใหผองแผว ่ � ื่ ้ ิ ้ ี่ ้ � ้่ ้ ถงตองขามภพขามชาตหรอไมอยางไร ตวเจาของรเู้ อง ไมมใครชวยได้ ึ ้ ้ ้ ิ ื ่ ่ ั ้ ่ ี ่ ภัยต่อพุทธศาสนา : ตอน ๗ มนุษย์กับการรักษาศีล (จบ) ตอนที่แล้วหลวงตาได้กล่าวถึงเรื่องศักดิ์ศรี ในความหมาย ของศลขอทสาม นนกหมายความวาเมอเราเขาใจศลขอนี้ เรากจะ ี ้ ี่ ั่ ็ ่ ื่ ้ ี ้ ็ สามารถเดินต่อไปได้อีกยาวไกล เราจะไม่ท�ำความไม่ดีงาม ท�ำให้ เสื่อมเสียชื่อเสียงของตนเอง จนถึงวงศาคณาญาติ ครู อาจารย์ และหมูมตร เราฝึกฝนตนเองห้ามตนเองอยู่เป็นประจ�ำ ท�ำให้เกิด ่ ิ ความศรัทธาในตนเอง และจะเพียรพยายามรักษาศีลข้อนี้ให้ยิ่ง ๔๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 48.
    จนสามารถหักห้ามจิตใจตนเองมิให้คิด มิให้ปรุงแต่เรื่องที่ท�ำให้ เสื่อมเสีย อันเป็นการยกระดับจิตของตนเองให้สูงขึ้นอย่างที่ได้ กล่าวไว้แล้วแต่ตอนต้นว่าไม่ท�ำบาปแม้ในที่ลับและที่แจ้ง ทตองกลาวมากถงศลขอสามนกเ็ พราะวาเปนขอทสำคญยง ี่ ้ ่ ึ ี ้ ี้ ่ ็ ้ ี่ � ั ิ่ เพราะจะท�ำให้หนีความเป็นธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ทตำกว่าได้ ี่ �่ เมอใดทสามารถยกจตตนเองไดถงระดบนี้ ศลขอทสทกลาวถงเรอง ื่ ี่ ิ ้ ึ ั ี ้ ี่ ี่ ี่ ่ ึ ื่ มสาวาท คอวาจาอนเปนเทจ ถาเราตความวาเปนเรองการพดโกหก ุ ื ั ็ ็ ้ ี ่ ็ ื่ ู การด�ำเนินไปของศีลทั้งหลายก็จะด�ำเนินต่อไปไม่ได้ตลอด เรามามองดูว่าองค์ศีลข้อนี้เน้นเรื่องวาจา เหมือนอย่าง ศีลข้อที่หนึ่งและศีลข้อที่สองเน้นเรื่องของการกระท�ำด้วยกาย ส่วนศีลข้อที่สามเน้นที่ความคิดคือจิตหรือใจ ฉะนั้นเราจะเห็น องค์ค�ำสอนของพระศาสดาที่กล่าวถึงเรื่องกาย วาจา ใจหรือจิต และตัวจิตนีสำคัญยิง เพราะเป็นตัวต้นทีนำไปสูทกเรืองราว เมือจะ ้� ่ ่ � ่ ุ ่ ่ แก้ไขก็ต้องแก้ไขที่จิต จึงจะแก้ไขเรื่องวาจาและกายได้ ฉะนั้นในการที่จะกล่าววาจาใดใดของใครใครในที่ไหนไหน จงขนอยทจตเปนเหตตน บคคลยอมไมกลาววาจาใดใดในทไหนไหน ึ ึ้ ู่ ี่ ิ ็ ุ ้ ุ ่ ่ ่ ี่ อนเปนเหตใหตนเองและผอนตองเสอมเสยศกดศรี เสอมเสยทรพย์ ั ็ ุ ้ ู้ ื่ ้ ื่ ี ั ิ์ ื่ ี ั หรือเป็นเหตุให้น�ำไปสู่ความบาดเจ็บจนถึงเสียชีวิต มีการกล่าว เรืองอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาทีจะให้ผอนต้องได้รบความเสือมเสีย ่ ่ ู้ ื่ ั ่ ศกดศรี เสอมเสยทรพย์ หรอเปนเหตใหนำไปสความบาดเจบจนถง ั ิ์ ื่ ี ั ื ็ ุ ้ � ู่ ็ ึ เสียชีวิตเป็นที่สุด สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๖
  • 49.
    มาถงตรงนคงจะเหนกนแลววาศลคอขอพงปฏบตและไมพง ึ ี้ ็ ั ้ ่ ี ื ้ ึ ิ ั ิ ่ ึ ปฏิบติ จะกล่าวถึงเหตุสดท้ายทีเ่ ป็นทีสด โดยมีองค์ธรรมเก้าประการ ั ุ ุ่ มาประกอบจบในทกๆ ขอ โดยเรมมาแตมความทะยานอยากในจิต ั ุ ้ ิ่ ่ ี ถ้าเป็นจิตฝ่ายกุศลก็จะน�ำไปสู่การแก้ไขตนเอง จนถึงที่สุดก็คือมี ความละอายและเกรงบาป น�ำไปสูความเจริญในจิต สามารถยกจิตตน ่ ให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงที่สุดได้โดยไม่ยาก ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็จะ นำไปสความเสอมในจต สงสมความชวรายบาปเวรฝงลกลงไปเรอยๆ � ู่ ื่ ิ ่ั ั่ ้ ั ึ ื่ จนยากทจะแกไขถอดถอน ไมละอายไมเ่ กรงกลวในบาป ในอาญา ี่ ้ ่ ั ตางๆ ทงทางโลกและทางธรรม จนนำไปสการเกดในภพชาตตางๆ ่ ั้ � ู่ ิ ิ ่ ที่เต็มไปด้วยโทษทุกข์ไม่รู้จบ หลวงตาได้กล่าวไปถึงศีลสี่ข้อแล้ว วันนี้ก็จบเรื่องศีลได้ด้วย ศีลข้อที่ห้าที่กล่าวถึงเรื่องสุรา เมรยะ มัชชะ ประมาทฐาน ไม่ได้ หมายเพียงแค่หามดืมสุราอย่างทีเ่ ราชาวไทยชอบตีความกัน อันทีจริง ้ ่ ่ ข้อนี้กล่าวเน้นถึงเรื่องความประมาท ซึ่งจะเป็นเหตุให้น�ำไปสู่ การกระท�ำผิดศีลในข้ออื่นๆ ได้โดยง่าย ยิ่งมีการเสพของมึนเมา ไม่ว่าจะระดับดีกรีหรือความเข้มข้นของน�้ำเมาต�่ำ อย่างเช่นสิ่งที่ หมักดองมาจากดอกไม้ หรือระดับกลางที่หมักดองมาจากผลไม้ และที่สุดระดับสูงที่หมักดองมาจากแป้งจ�ำพวกข้าว ความประมาทนมอยเู่ ปนธรรมดาอยแลว การจะตงมนอยใน ี้ ี ็ ู่ ้ ั้ ั่ ู่ ความไมประมาทนเี้ ปนเรองยาก ตองมสตทสมบรณพรอม จตตองนง ่ ็ ื่ ้ ี ิ ี่ ู ์ ้ ิ ้ ิ่ วธทจะทำใหจตนงกตองตงอยในฌาน การตงจตอยในฌานถาฝกมา ิ ี ี่ � ้ ิ ิ่ ็ ้ ั้ ู่ ั้ ิ ู่ ้ ึ ๔๗ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 50.
    ไม่ดี คิดผิดคิดไม่งาม ชั่วเพียงเสี้ยววินาทีบาปมหันต์ก็เกิดขึ้น แกตน สงผลใหตวเจาของและสตวอนตองรบโทษทกขทงในชาตนี้ ่ ่ ้ ั ้ ั ์ ื่ ้ ั ุ ์ ั้ ิ และชาติหน้ายาวนานเป็นอสงไขย ฉะนั้นการที่จะตั้งอยู่ในความมีสติพร้อมไม่ประมาทชนิดที่ ไมมโทษทกข์ จงเปนเรองทตองพากเพยรอยางหนก พนจวนจฉยธรรม ่ ี ุ ึ ็ ่ื ่ี ้ ี ่ ั ิ ิ ิ ิ ั อยทกลมหายใจเขาออก ไมเ่ ปลงวาจาใชวาจะไมคด คดผดเพยงนด ู่ ุ ้ ่ ่่ ่ ิ ิ ิ ี ิ ตดอยอกนาน ฉะนนศลขอหานจงถอวาสำคญยง เพราะวา “ผดเพยง ิ ู่ ี ั้ ี ้ ้ ี้ ึ ื ่ � ั ิ่ ่ ิ ี ข้อเดียว ผิดหมดทุกข้อ” ปกติก็ประมาทเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามี สงเสพตดมนเมาเปนตวเรง กยงประมาทมาก ไมมสติ ขาดการยงคด ิ่ ิ ึ ็ ั ่ ็ ิ่ ่ ี ั้ ิ ย่อมกระท�ำผิดศีลได้ทุกข้อ วนนหลวงตากสามารถจบเรองศลของมนษยไดทกขอครบทง ั ี้ ็ ื่ ี ุ ์ ้ ุ ้ ั้ ห้าข้อ และก็เป็นการจบเรื่องภัยต่อพุทธศาสนาด้วย โอกาสต่อไป ถ้ายังมีโอกาสอยู่ หลวงตาก็จะน�ำเรื่องที่ตรงข้าม คือเรื่องที่ไม่ใช่ ภยตอพทธศาสนา คอเปนเรองทจะชวยกนบำรงพทธศาสนาใหเ้ จรญ ั ่ ุ ื ็ ื่ ี่ ่ ั � ุ ุ ิ ได้อย่างไร หลวงตาขอจบเรื่องภัยต่อพุทธศาสนาไว้เท่านี้ อย่าเชื่อ นี่เป็นเพียงทัศนะของหลวงตาเท่านั้น ท่านทั้งหลายศึกษาแล้ว น�ำไปวินิจฉัย แล้วปรับใช้ให้เหมาะสม ไม่เป็นภัยต่อตนและผู้อื่น ได้อย่างนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๔๘
  • 51.
    แนวทางการปฏิบัติโดยการวิธีเดินจงกรม และนั่งสมาธิด้วยตนเอง หลายคนที่เข้ามาร่วมปฏิบัติธรรมมักจะมีค�ำถามเกี่ยวกับ การนั่งสมาธิและการเดินจงกรม หลวงตาจึงถือโอกาสนี้แนะน�ำ แนวทางการปฏบตโดยวธการเดนจงกรมและนงสมาธดวยตนเอง ิ ั ิ ิี ิ ั่ ิ ้ ให้ทราบโดยทั่วกัน ถาม : นงสมาธไดไมคอยนาน เปนเหนบทเี่ ทา ทำยงไงจะทนไดครบ ั่ ิ ้ ่่ ็ ็ ้ � ั ้ ั ตอบ : บุญรักษา การนงสมาธนนสวนใหญจะทำการนงสมาธดวยความไมเ่ ขาใจ ั่ ิ ั้ ่ ่ � ั่ ิ้ ้ ในความสำคญของการทำสมาธิ ขนตอนในการทำสมาธไมวาจะเปน � ั � ั้ � ิ ่่ ็ สมถะสมาธหรอวปสสนาสมาธิ ตางกตองการการกำหนดรในกาย ิ ื ิ ั ่ ็ ้ � ู้ เป็นอันดับแรก การก�ำหนดรู้ในกายที่ง่ายที่สุดคือการเดินจงกรม ถ้าไม่เคยหัดเดินจงกรมแบบถูกวิธี ก็เดินแบบธรรมดาเหมือนที่ เดนเหนยางกาวแบบธรรมดาๆ ทเี่ คยเปนอยู่ เพยงแตวาใหเพมสติ ิ ิ ่ ้ ็ ี ่ ่ ้ ิ่ เอาใจใส่สนใจในการเดินมากขึ้น เช่น ถ้าจะบริกรรมพร้อมกับเดิน ก็ให้สนใจในค�ำที่บริกรรมว่าบริกรรมว่าอย่างไร การบริกรรมนั้น อยู่ที่ไหน ที่ปากหรือว่าที่จิต ตัวเราเริ่มบริกรรมตั้งแต่เริ่มก้าวเดิน หรือว่าก่อนทีจะก้าวเดิน วินจฉัยค�ำบริกรรมว่ามีความหมายอย่างไร ่ ิ แล้วท�ำไมต้องบริกรรมเช่นนั้น ความหมายที่แท้จริงก็คือหางาน ให้จิตท�ำ เมื่อจิตตั้งอยู่ที่งานแล้ว มีการควบคุมแล้ว ก็จะท�ำให้จิต ไมวอกแวกหนออกไปนอกกาย จนรสกวาจตนนอมแลว ควรแกงาน ่่ ่ ี ู้ ึ ่ ิ ี้ ้ ้ ่ ๔๙ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 52.
    ที่ส�ำคัญแล้ว ค่อยลงนั่งท�ำสมาธิ ในผู้ที่ฝึกมานานเพียงเดินแค่ สองสามก้าวหรือไม่เกินห้าก้าวก็จะนิ่ง แล้วก็พร้อมที่จะให้จิต ท�ำงานได้ จากการทไดสอนเดกๆ มาก ยงเปนพวกเดกพเิ ศษทสมาธสน ี่ ้ ็ ิ่ ็ ็ ี่ ิ ั้ ยิ่งสอนยาก แต่หลวงพ่อก็ใช้อุบายพูดคุยกับเด็กก่อนให้เด็กรู้สึก ผ่อนคลายแล้วคล้อยตามเรา โดยพูดคุยเรื่องพ่อแม่ แล้วก็ถามว่า รักแม่หรือไม่ เด็กก็จะรักแม่ แม่มีหน้าตาอย่างไรนึกออกหรือไม่ เดกกจะจำได้ จตของเดกกจะสงไปทหนาของแม่ ปรากฏหนาแมขน ็ ็ � ิ ็ ็ ่ ี่ ้ ้ ่ ึ้ ในความจำ เรากเ็ อาความจำนนมาเปนองคนมต แลวใหเ้ ดกบรกรรม � � ั้ ็ ์ ิ ิ ้ ็ ิ ค�ำว่า “แม่จ๋า...หนูรักแม่จง..” ไปพร้อมกับการนึกถึงหน้าของแม่ ั อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ก็ได้ผล เด็กก็จะนิ่งแล้วมีสมาธิได้เร็วขึ้น นิ่งขึ้น นั่งอยู่ได้นาน ไม่เอาจิตไปเกี่ยวข้องวอกแวกกับเรื่องอื่นๆ ไมไดสนใจในกจอน อาการตางๆ ของรางกายกไมเขามาเกยวของ ่ ้ ิ ื่ ่ ่ ็ ่ ้ ี่ ้ เนื่องจากจิตเข้าสู่องค์ฌาน คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกคัตตา จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวได้ไม่ยาก เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว กายกจะหยดทำหนาที่ หรอจะพดใหถกกคอทำหนาทชาลง อาการ ็ ุ � ้ ื ู ้ ู ็ ื � ้ ี่ ้ ต่างๆ ก็จะปรากฏช้ามาก ท�ำให้นั่งสมาธิได้นานขึ้น ยิ่งถ้ารักแม่ มากๆ ก็จะร�ำลึกถึงคุณความดีของแม่ แล้วก็เห็นความชัวของตนเอง ่ ต้องหลังน�ำตาออกมา ถ้าควบคุมได้กจะยิงท�ำการถอดถอนกรรมชัว ่ ้ ็ ่ ่ ที่เคยท�ำไว้ออกมาได้มากยิ่งขึ้น เป็นการสะจิตตะที่ดีมาก สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๕๐
  • 53.
    ส่วนในพวกที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไรก็ต้องปล่อยให้จิต คดฟงซานไปเรอยๆ อยาเรยกกลบ ปลอยไป คลายๆ คนวาดวมาน ิ ุ้ ่ ื่ ่ ี ั ่ ้ ิ ในอากาศ เมื่อคิดฟุ้งซ่านวาดวิมานในอากาศไปสักระยะหนึ่ง จิตหรือความคิดก็จะค่อยๆ เบาช้าลง แล้วก็จะไปหยุดนิ่งอยู่กับ เรองๆ หนง เรองอะไรกได้ ในขณะนนจะยงไมมสตเขาไปเกยวของ ื่ ึ่ ื่ ็ ั้ ั ่ ี ิ ้ ี่ ้ ต่อเมื่อตัวเจ้าของเริ่มรู้สึกตัว เอาสติเข้าไปใส่ ถ้าไม่คลายหลุด เสียก่อนก็จะเริ่มเข้าสู่ขบวนการวิปัสสนาอย่างช้าๆ ขึ้นอยู่กับ ตัวเจ้าของว่ามีจตทีหนักหนาด้วยกิเลสธุลมากน้อยเพียงใด หรือว่า ิ ่ ี เบาบางอยู่ ไม่คอยจะมเี รองลามกมากมายนก กจะเรมจงจตตน ่ ื่ ั ็ ิ่ ู ิ เขาสสมาธไดเ้ รวขน ้ ู่ ิ ็ ึ้ แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเองว่าต้องการที่จะท�ำ สมาธิไปเพืออะไร อันนีเ้ ป็นเหตุสำคัญ ถ้าท�ำไปเพือความหยาบหนา ่ � ่ แหงกเิ ลส กตองมงมนไปในทางชวใหมาก อยางนกจะทำไดเ้ รวและ ่ ็ ้ ุ่ ั่ ั่ ้ ่ ี้ ็ � ็ ไมมทกข์ ถาตองการทจะละถอน แตวามนยงหนามากอยู่ กตองใช้ ่ ี ุ ้ ้ ี่ ่่ ั ั ็ ้ เวลามากหน่อย ค่อยๆ ขัดเกลา กว่าจะได้ก็อาจจะท้อ ต้องเป็น คนเดดเดยวชนดสมทเฉทปะหาน จงจะทำไดเรว แตถาเปนพวกที่ ็ ี่ ิ ุ ึ � ้ ็ ่้ ็ เบาอยู่แล้ว การที่จะด�ำเนินไปก็จะง่ายไม่ยากนัก ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนหยาบๆ ที่สามารถฝึกฝนได้เอง แต่ถ้า ไม่ไหวก็ต้องมีครูอาจารย์คอยช่วยก�ำกับดูแล ถาม : กราบนมัสการ ผมขออนุญาตสอบถาม “วิธีเดินจงกรม ทถกตอง” ตองทำอยางไรบางครบ มกขนตอน ตองกำหนด ี่ ู ้ ้ � ่ ้ ั ี ี่ ั้ ้ � อยางไรจงจะเปนสตปฏฐาน 4 ขอความเมตตาใหความกระจาง ่ ึ ็ ิั ้ ่ ด้วยครับ ๕๑ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 54.
    ตอบ : เจริญพร การเดนจงกรมถอเปนการปฏบตทเี่ขาหลกของสตปฏฐานสี่ ิ ื ็ ิ ั ิ ้ ั ิ ั อยู่แล้ว หลักการง่ายๆ คือให้ก�ำหนดรู้ในกาย ก่อนเดิน ขณะเดิน และขณะที่จิตนิ่ง ก�ำหนดอย่างไร การก�ำหนดรู้ คือให้รู้ในสัณฐานและสังขาร รู้ในสัณฐาน คือรู้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างโดยเบื้องต้น และจะรู้มากยิ่งๆ ขึ้น เมื่อจิตละเอียด เมื่อสามารถรู้ในสัณฐานได้แล้ว ก็ให้มองดูสังขาร คอการปรงแตอารมณ์ วาสณฐานอนมองคประกอบทงหลายเหลานน ื ุ ่ ่ ั ั ี ์ ั้ ่ ั้ ก่อให้เกิดเป็นอารมณ์อะไรบ้าง และในองค์ประกอบโดยรวมนั้น มีองค์ประกอบอะไร ก่อให้เกิดอารมณ์อะไร อย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อสามารถตั้งฐานการเดินจงกรมในรูปแบบ สติปัฏฐานสี่ได้แล้ว จิตก็จะเริ่มน้อมเข้าสู่อารมณ์สมถะในระดับ ฌานที่หนึ่ง คือวิตกวิจารณ์ โดยการที่เราได้ก�ำหนดกายเป็น เครองเรยนรู้ จตไมซดสายหนออกไปจากองคความรทเี่ รากำหนดไว้ ื่ ี ิ ่ั ่ ี ์ ู้ � แต่เบื้องต้น จิตจึงน้อมลง คือมีความนิ่งสงบลง ต่อเมื่อรู้ได้ว่า จิตเป็นสมถะแล้วให้เดินต่อ อบรมจิตต่อไป จนจิตนิ่งมากยิ่งขึ้น กายหลงนกจะเรมทำหนาทควบคกบจต ทำใหระบบเคมในรางกาย ั ี้ ็ ิ่ � ้ ี่ ู่ ั ิ � ้ ี ่ หลั่งสาร adrenaline ออกมา โดยเริ่มจากบริเวณก้นกบ (จริงแล้ว อยทบรเิ วณฝเี ยบ) ผานกระดกสนหลงขนสกระหมอม แลวแผซาน ู่ ี่ ็ ่ ู ั ั ึ้ ู่ ่ ้ ่่ ไปทวสรรพางคกาย ทำใหเ้ กดมความสขขนโดยไมรตว แตกอนทจะ ั่ ์ � ิ ี ุ ึ้ ่ ู้ ั ่ ่ ี่ สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๕๒
  • 55.
    ถึงความสุขนัน ถ้าเรามีจตทีนอมละเอียดก็จะเห็นการเกิดความปีตขน ้ ิ ่้ ิ ึ้ ในขนตน แลวจงรสกสข เรยกวาไมขามขนตอน นเี่ ปนระดบฌานทสอง ั้ ้ ้ ึ ู้ ึ ุ ี ่ ่ ้ ั้ ็ ั ี่ ตอดวยสาม บางคนกอาจจะเขาไปมองเหนขนตอนตางๆ อยางชาๆ ่ ้ ็ ้ ็ ั้ ่ ่ ้ บ้างก็เห็นต่อเนืองไปอย่างเร็วๆ ไม่ทนจับสังเกต นีเ้ ป็นความละเอียด ่ ั ของจิตทีฝกฝน ถ้าไม่หลุดเพราะความตกใจ ความดีใจ ความลิงโลดใจ ่ึ หรออารมณนอกใดๆ ความลงเลสงสยในพระธรรมคำสอนหมดไป ื ์ ั ั � จิตก็จะน้อมเข้าสู่เอกัคคตาจิต คือเป็นหนึ่งเดียวในระดับฌานที่สี่ ตอเมอเสวยอารมณนนไดแลวจะทำการทบทวนกได้ในผทมจต ่ ื่ ์ ั้ ้ ้ � ็ ู้ ี่ ี ิ แนบแนนมนคง จะสามารถวงเลนจตอยในสมถะอารมณได้ โดยฝก ่ ั่ ิ่ ่ ิ ู่ ์ ึ เข้าออกในระดับฌานต่างๆ จากสีลงหนึงบ้าง จากหนึงขึนสามบ้าง ่ ่ ่ ้ จากสามลงหนึ่งบ้าง สามารถฝึกฝนให้คล่องแคล่วได้ ที่เรียกว่า วสี คือเกิดเป็นความช�ำนาญขึ้นนั่นเอง เมื่อเสวยอารมณ์จนเป็นที่ สุขใจพึงใจพอใจแล้ว ก็ด้วยเหตุแห่งความช�ำนาญในช่วงเวลานั้น จิตก็จะผ่อนคลายถอยลงมาที่ระดับฌานที่หนึ่งอีก ด้วยอารมณ์ อันเป็นปุถุชนนี้เป็นธรรมดา แต่ผู้ฝึกจะต้องยังไม่คลายอารมณ์ หนตามไป ใหเ้ สวยอารมณอยู่ แลวกเ็ รมในอาการเดยวกบฌานทหนง ี ์ ้ ิ่ ี ั ี่ ึ่ ในเบองตนแหงการฝก ดวยการนอมจตนนเขาสวปสสนา โดยหยบยก ื้ ้ ่ ึ ้ ้ ิ ั้ ้ ู่ ิ ั ิ เอาอารมณ์ที่เพิ่งจะผ่านไปนั้นมาพิจารณาใหม่ แต่คราวนี้จิตจะ พจารณาในความละเอยดตางๆ ของอารมณสกพกหนง หรออาจจะ ิ ี ่ ์ ั ั ึ่ ื ยาวนานมากมายจนหาทางเดนตอไมได้ ทงนกขนอยกบการฝกฝน ิ ่ ่ ั้ ี้ ็ ึ้ ู่ ั ึ หรือผู้ดูแลฝึกสอนจะให้ค�ำแนะน�ำ ๕๓ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า
  • 56.
    ต่อเมื่อจิตเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาอารมณ์แล้ว นิมิตต่างๆ ก็เกิด ใหควบคมจตพจารณารตามนมตตางๆนนไป จนนมตคลายจางแลว ้ ุ ิ ิ ู้ ิ ิ ่ ั้ ิ ิ ้ จึงเริ่มน�ำเอานิมิตนั้นมาพิจารณา บ้างก็จะนั่งลงด้วยอาการต่างๆ ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าของเอง บ้างก็จะเดินต่อ แต่จะเชื่องช้าลง คล้ายอารมณ์เหม่อลอย แต่ไม่ใช่ เนื่องจากจิตยังควบคุมกายอยู่ ยังมีสติอยู่ เมื่อเริ่มน้อมจิต เข้าไปพิจารณาหรือวิปัสสนา ในนิมิตต่างๆ ฐานที่สองคือเวทนา ก็จะเกิดขึ้น จิตนี้ผูกพันกับนิมิตมานานแล้ว เพราะว่ากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะแต่ชาติใด ล้วนถูกประทับไว้แล้วในจิต ถ้าเป็นผู้ที่ฝึกตน มาดี มีครูอาจารย์สอนสั่งมาดีแล้ว จิตก็จะเรียนรู้ตามอารมณ์แห่ง นิมิตนั้นๆ แล้วท�ำการวิเคราะห์วิจัย (ขบวนการ R&D แบบโลกๆ ก็คล้ายกัน) ว่านิมตเหล่านันมีทมาทีไปอย่างไร ท�ำการเรียนรูศกษา ิ ้ ี่ ่ ้ ึ แก้ไข นี้เป็นไปตามขบวนการของจิตในระดับ “สะจิตตะปริโยทะ ปะนัง” ซึงยังเป็นวิปสสนาอยู่ ไม่หนีหลุดไปไหน ไม่ออกนอก อยูแต่ ่ ั ่ ภายใน เรียนรู้ ยอมรับ ศิโรราบ แก้ไข นี้เป็นขบวนการวิปัสสนา ที่อยู่ในขั้นของ “จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน” เป็นฐานที่สาม เมอพจารณาตอไปเรอยๆ โดยทจตยงไมหลดไปจากอารมณ์ ื่ ิ ่ ื่ ี่ ิ ั ่ ุ โดยอาศยจตทตงเปนฌานดแลวนน (จตจะทำหนาทเี่ ปนผพพากษา ั ิ ี่ ั้ ็ ี ้ ั้ ิ � ้ ็ ู้ ิ ทีเ่ ทียงธรรมทีสด หาทีเ่ ปรียบไม่ได้ เหนือกว่าผูพพากษาทีเ่ ป็นเพียง ่ ุ่ ้ ิ มนุษย์ปถชนคนธรรมดามากมายยิงนัก) จิตได้เรียนรูถงเวทนาต่างๆ ุุ ่ ้ึ ที่สัตว์ได้รับ ไม่ว่าจะตนเองหรือสัตว์อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กรรมใด ทไดกระทำแลวและไดทำการชำระแลว องคธรรมกเ็ กด ศกษา เรยนร้ ู ี่ ้ � ้ ้ � � ้ ์ ิ ึ ี สำ�นักปฏิบัติธรรม สุธัมมสถาน ๕๔
  • 57.
    ทบทวน พจารณาองคธรรมเหลานนอยางเปนสข อยางเทยงธรรม ิ ์ ่ ั้ ่ ็ ุ ่ ี่ อยู่ในสภาวะอารมณ์นั้นๆ ที่เรียกว่า “ปัสสัทธิ” จิตก็จะเข้าใจใน หลกธรรม นเี้ ปนฐานทสทเี่ รยกวา “ธรรมมานปสสนาสตปฏฐาน” ั ็ ี่ ี่ ี ่ ุ ั ิ ั ท�ำการพิจารณาอย่างนี้เรื่อยไป บ่วงกรรมก็ลดลง ด้วยการอาศัย ขบวนการประกอบอนๆ เชน ทานกศล ศลกศล จตกจะผองแผวขน ื่ ่ ุ ี ุ ิ ็ ่ ้ ึ้ สดใสราเรง องอาจและอาจหาญ ไมหงอยเหงา ทอแทดวยเหตแหง ่ ิ ่ ้ ้ ้ ุ ่ ความไม่รู้ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ในที่สุดก่อนวาระที่จิตจะดับ เพราะกายแตกก็นับว่าทันกาล ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และที่ส�ำคัญได้อยู่ในใต้ร่มพระพุทธศาสนา ดั่งค�ำสอนที่ว่า “ อาศัยกายนี้เป็นเครื่องเรียนรู้ ” “ มีกายนี้เป็นเพียงที่อาศัยที่เรียนรู้ ” บุญรักษา กิตติญาโณ ขอสงวนสิทธิ์ภาพและข้อความในหนังสือนี้ ไม่สมควรเผยแพร่ คัดลอก ตัดตอนโดยมิได้รับ อนุญาต หากท่านใดประสงค์จดพิมพ์เพือเผยแพร่เป็นธรรมทาน โปรดติดต่อ ส�ำนักปฏิบตธรรม ั ่ ั ิ สุธัมมสถาน บ้านหนองกลางเนิน ต.บ้านใหม่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๑๐ ๕๕ คำ�สอนของพระพุทธเจ้า