รายงานการทดสอบมวลรวม
                        Term Report


                            เสนอ
                รศ.ดร.ประเสริ ฐ สุ วรรณวิทยา




                          กลุ่มที่ 4




รายงานน้ ีเป็นส่วนหน่ ึงของวชา Civil Eng. Materials Testing Lab
                            ิ
                 ภาคปลาย ปี การศึกษา 2555
ก

                                              บทคดย่อ
                                                 ั

          เนื่องจากปั จจุบนปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็ นส่ วนประกอบหลักของคอนกรี ตมีความสําคัญกับงานก่ อสร้าง
                          ั
ซึ่งส่ งผลต่ อการพัฒ นาของประเทศเป็ นอย่างมากเมื่อเปรี ยบเที ยบกับวัสดุ ก่ อสร้ างที่ ใช้งานในประเภท
เดียวกัน เช่น ไม้ เหล็กซึ่งเป็ นวัสดุก่อสร้างหลักในสมัยก่อนและปัจจุบนไม้เป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่หายาก
                                                                     ั
และเริ่ มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ พบว่า คอนกรี ตมีความคงทน แข็งแรง สามารถปรั บปรุ งส่ วนผสม
เพื่อให้ตรงกับการใช้งานได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ประเทศที่กาลังเติบโตในปัจจุบน และสอดรับกับนโยบายการเปิ ดประชาคมอาเซียนได้เป็ นอย่างดี คอนกรี ต
              ํ                   ั
จึงเป็ นวัสดุที่ใช้งานอย่างแพร่ หลายและมีความต้องการใช้มากในปั จจุบน     ั
          จากรายงานของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติการลงทุนใน
ภาครัฐ และภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 9.1 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งการลงทุนในด้านเครื่ องมือเครื่ องจักรและการ
ก่อสร้าง จากในไตรมาสที่ผานมาที่ขยายตัวร้อยละ 8.6 แสดงให้เห็นว่า คอนกรี ตซึ่งเป็ นวัสดุหลักในการ
                               ่
ก่อสร้างกําลังมีความต้องการใช้ในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี และเพื่อความคุมค่าในการลงทุน การผลิต และการ
                                                                       ้
ก่อสร้างด้วยคอนกรี ตนั้น จําเป็ นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในกระบวนการตั้งแต่การผลิต การ
ลําเลียงขนส่ง และ การใช้งานมากขึ้น เพื่อประหยัดงบประมาณในการลงทุนของโครงการต่าง ๆ อีกท้งเพื่อ    ั
เป็ นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้อม ก็จะยิงทําให้เทคโนโลยีต่าง ๆในการพัฒนาคอนกรี ต
                                                           ่
เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาวงการคอนกรี ตของประเทศไทยมากยงข้ ึน        ิ่
        โดยได้รวบรวมข้อมูลอ้างอิงรู ปแบบ และวิธีการทดลองจากสถาบันระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ
รวมถึง มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ของ สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานของกรม
โยธาธิการและผงเมือง (มยผ.) มาตรฐานเอเอสทีเอ็มนานาชาติ (ASTM International) มาตรฐานสถาบัน
                 ั
คอนกรี ตอเมริ กน (American Concrete Institute - ACI) และมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) จุดประสงค์ของสื่อ
               ั
การสอนนี้ ได้มีเป้ าหมายให้นกศึกษาและผูสนใจได้
                            ั           ้
        1.เข้าใจคุณสมบัติพ้นฐานของวัสดุที่สาคัญในงานวิศวกรรมโยธา
                           ื               ํ
        2.เขาใจกระบวนการทดลอง และสามารถปฏิบติตามกระบวนการทดลองวัสดุเพื่อหาค่าคุณสมบัติ
            ้                              ั
ต่างๆ ของซีเมนต์
        3.วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการทดลอง และสามารถวิจารณ์ผลลัพธ์ได้
ข

        การทดลองวัสดุทางวิศวกรรมอาจแบ่งได้เป็ น 4 ประเภทดังนี้
                1.การทดลองตามมาตรฐาน เพื่อเอาผลไปใช้ในงานวิศวกรรม
                2.การทดลองเพื่อเรี ยนรู ้พฤติกรรมของวัสดุ
                3.การทดลองเพื่อเรี ยนรู ้วิธีทดลองวสดุ
                                                   ั
                4.การทดลองเพื่อค้นคว้าวิจยพฤติกรรมของวัสดุที่ไม่เคยรู้มาก่อน
                                         ั
         ทั้งนี้ เพื่อให้นิสิต ที่ซ่ึงจะต้องไปเป็ นวิศวกรควบคุมและดูแลการก่อสร้าง และเป็ นกําลังหลักในการ
พัฒนาวิชาชีพวิศวกรไทยต่อไปในอนาคต มีความเข้าใจถึงคุณสมบัติ พฤติกรรม และความสําคัญของ
ซีเมนต์ และคอนกรี ต ชนิ ดต่าง ๆ มากขึ้นจึงจําเป็ นต้องทําการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิเคราะห์ คุณสมบัติ
พฤติกรรม และความสําคัญของคอนกรี ต แต่ละประเภทที่มีใช้กนอยูในงานด้านวิศวกรรม ในปัจจุบน
                                                                  ั ่                               ั
เพื่อใหมีความเขาใจ และสามารถแก้ไขปั ญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นในงานคอนกรี ตได้อย่างถูกต้องตามหลักการ
       ้             ้
ต่อไป


                                                                                                 กลุ่มที่ 4
ค

                                           สารบัญ
                                                                          หนา
                                                                            ้
บทคัดย่อ                                                                    ก
สารบญ
    ั                                                                       ค
บทที่ 1 บทนํา                                                                   1
        ความเป็ นมาและความสําคัญของการทดลอง
        วตถุประสงคของการทดลอง
         ั        ์
        สมมุติฐานการทดลอง
        ขอบเขตของการทดลอง
        ประโยชน์ที่ได้รับจากการทดลอง

บทที่ 2 ทฤษฏีและเอกสารที่เกียวข้ องกับการทดลอง
                            ่                                               3
        ทฤษฎีที่สมพนธกบเรื่องที่ทดลอง
                 ั ั ์ ั
               คุณสมบติของมวลรวมในงานคอนกรีต
                     ั

               ความสัมพันธ์ระหว่างหน่ วยนํ้าหนักและปริ มาณมวลรวมละเอียด

               การผสมคอนกรี ต (MIXING)

               เวลาในการผสมคอนกรี ต

               การเทคอนกรี ต

               การทาให้แน่น
                   ํ

               การบ่มคอนกรี ต

               คอนกรี ตสด

บทที่ 3 วิธีดําเนินการทดลอง                                                 28
ง

        Lab 1 Sieve Analysis of the Fine and Coarse Aggregate
        Lab 2 Test Method of Concrete Aggregate by use of the Log Angeles Machine
        Lab 3 Test method for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete

        Lab 4 Unit Weight and Absorption of Concrete Aggregate
        Lab 5 Unit Weight and Voids in Aggregate
บทที่ 4 ผลการทดลอง ผลการวิเคราะห์ และอภิปรายผล                                              51
        ผลการทดลอง

                Lab 1 Sieve Analysis of the Fine and Coarse Aggregate
                Lab 2 Test Method of Concrete Aggregate by use of the Log Angeles Machine
                Lab 3 Test method for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete
                Lab 4 Unit Weight and Absorption of Concrete Aggregate

                Lab 5 Unit Weight and Voids in Aggregate
        วิเคราะห์ผลการทดลอง
        อภิปรายผล
บทที่ 5 สรุปและวิจารณ์ ผลการทดลอง                                                           58
        สรุปผลการการทดลอง
บรรณานุกรม                                                                                  59
ภาคผนวก ก มาตรฐานการทดสอบขนาดคละของมวลรวม

ภาคผนวก ข มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟัลต์คอนกรี ต
ภาคผนวก ค เกณฑการเผอและคานวณวสดุมวลรวมต่อหน่วย
              ์    ื่   ํ    ั
ภาคผนวก ง รายชื่อสมาชิกกลุ่ม
ภาคผนวก จ รายชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา/ครู และช่างเทคนิค
1



                                              บทที่ 1
                                               บทนํา
ความเป็นมาและความสําคญของการทดลอง
                     ั

        ในยุคปัจจุบนนิยมใช้คอนกรี ต หรื อ ซีเมนต์ เป็ นวัสดุหลักในการก่อสร้ างอย่างแพร่ หลาย เนื่ องจาก
                   ั
เป็นว สดุที่หาง่ายมีร าคาไม่แพง แต่ มีค วามแข็งแรงทนทานค่ อนข ้างมาก สามารถรั บก าลงอด ได ้สูง ซ่ึ ง
      ั                                                                          ํ ั ั
คอนกรี ตปกติจะรับกําลังอัดได้สูงสุ ดหลังจากการผสมไปแล้ว 28 วัน เนื่องจากสิ่งก่อสร้างทุกชนิดตองสร้าง
                                                                                            ้
ตามมาตรฐานกําหนด คอนกรี ตที่นามาใช้ก็ตองมีการตรวจสอบคุณภาพและการรับกําลังอัด ซึ่ งการทดลอง
                             ํ        ้
โดยทัวไปจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 7 วัน แต่ในการปฏิบติงานจริ ง วิศวกรไม่สามารถที่ จะทราบถึงคุ ณสมบัติ
     ่                                           ั
ต่าง ๆของคอนกรี ตที่ กําลังใช้งานอยูได้ ทั้งนี้เนื่องจากการผสมคอนกรีตในแต่ละคร้ ังมีความแตกต่างกนไป
                                    ่                                                           ั
ทั้งเวลา สถานที่ อุณหภูมิ และสัดส่ วนการผสม เพื่อความมันใจและเพื่อความถูกต้องวิศวกรจึงจําเป็ นต้อง
                                                       ่
เรี ยนรู้และทําความเข้าใจในวิ ธีการตรวจสอบคุ ณสมบัติ ของคอนกรี ตที่ ใช้งานอยู่ในสนามหรื อโครงการ
ก่อสร้างต่าง ๆ ว่ามีกาลังรับแรงอัดแรงดึง ค่าแรงเฉือน เป็ นไปตามที่วิศวกรผูออกแบบได้ทาการออกแบบไว้
                     ํ                                                    ้         ํ
หรื อไม่ และถ้าไม่เป็ นไปตามค่าที่ตองการ หรื อออกแบบไว้ จะมีวิธีการในการปรับปรุ ง หรื อเพิ่มค่าต่าง ๆ
                                   ้
นั้นๆได้อย่างไรบ้าง ทั้งหมดเป็ นสิ่งที่วิศวกรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถไปทํางานภายนอก
ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่ตองการ
                                ้

        คุณสมบัติของคอนกรี ตที่แข็งตัวแล้ว ขึ้นอยูกบคุณสมบัติของส่วนประกอบ ต่างๆ เช่น นํ้า ส่วนผสม
                                                  ่ ั
มวลรวม และคุณสมบัติของคอนกรี ตสด หรื อบางครั้ งอาจจะใช้เป็ นคอนกรี ตผสมเสร็ จ เพื่อประหยัดเวลา
และเพื่อความสะดวกในกรณี ไม่มีสถานที่เอ้ืออานวยต่อการผสมคอนกรีตสดท้งน้ ี คุณสมบติของคอนกรีตสด
                                          ํ                       ั           ั
ที่ตองการและมีความสําคัญกับโครงสร้ างได้แก่ ความสมํ่าเสมอของเนื้ อคอนกรี ต ความง่ายในการลําเลียง
    ้
และขนส่ง การทํางานได้สะดวกโดยที่สามารถเทลงแบบและเขยาหรื อสามารถอัดแน่นได้ง่ายโดยไม่เกิดการ
                                                   ่
แยกตว และค่ากําลังรับแรงดึงแรงอัดของคอนกรี ตเมื่อแข็งตัวแล้วว่ามีกาลังสามารถแรงได้ตามที่ออกแบบไว้
    ั                                                             ํ
หรื อไม่ และเพื่อที่ จะให้เข้าใจถึงคุณ สมบัติและความสําคัญของคอนกรี ตสด วิ ศวกรจึ งจําเป็ นต้องทราบ
คุณสมบัติและความสําคัญนั้น ตลอดจนวิธีการทดลองคุณสมบัติของคอนกรี ตสดด้านต่างๆ เพือที่จะสามารถ
                                                                                ่
นามาทดลอง ตรวจสอบ คอนกรี ตสด ที่จะนํามาใช้งานได้
 ํ
2


วตถุประสงค์ของการทดลอง
 ั

        1) เพื่อศึกษาการกระจายขนาดของมวลรวมละเอียด และมวลรวมหยาบมาคํานวณหาปริ มาณของ
            มวลรวมแต่ละชนิดที่จะนํามาผสมกัน แลวใหขนาดคละของมวลรวมที่เหมาะสม
                                              ้ ้
        2) เพื่อหาความต้านทานต่อการขัดสีของมวลรวมหยาบ โดยใชเ้ ครื่องลอสแองเจอลิส
        3) เพื่อทดลองหาอินทรียสารเจือปนในมวลรวมละเอียด โดยประมาณ
                              ์
        4) เพื่อทดลองหาความถ่วงจําเพาะแบบต่างๆ และและคุณสมบติดานการดูดซึมนํ้าของมวลรวม
                                                           ั ้
            (ภายหลังแช่น้ า 24 ชัวโมง)ทั้งชนิดหยาบและละเอียด
                          ํ      ่
        5) เพื่อทดลองหาหน่วยนํ้าหนัก และช่องว่างของมวลรวมที่ใชในการผสมคอนกรีต
                                                              ้

ขอบเขตของการทดลอง

        ทําการทดลองกบ Portland cement ประเภทที่ 1 ซ่ึงเป็ นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา เหมาะกับ
                    ั
งานก่อสร้างคอนกรี ตทัวๆ ไปที่ไม่ตองการคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติม เช่น คาน เสา พื้น ถนน ค.ส.ล. เป็ นต้น
                     ่           ้
แต่ไม่เหมาะกับงานที่ตองสัมผัสกับเกลือซัลเฟต
                     ้

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทดลอง

        นิสิตมีความรู ้ความเข้าใจถึงความสําคัญของมวลรวม คุณสมบัติของมวลรวมและสามารถทดลอง
คุณสมบัติของมวลรวมเบื้องต้นได้ สามารถเลือกมวลรวมได้ถกต้อง และตรงกับลักษณะงาน
                                                    ู
3



                                           บทที่ 2
                   ทฤษฏีและคุณสมบัตทเี่ กียวข้ องกับการทดลอง
                                   ิ ่
         มีสิ่งก่อสร้างในปัจจุบนเป็ นจํานวนมากที่ทาขึ้นด้วยส่วนผสมของซี เมนต์ หิ น ทราย และ
                                   ั                      ํ
น้ า เราเรียกส่วนผสมน้ ีว่า คอนกรีต คอนกรีตเป็นวสดุก่อสร้างที่มีปริมาณการใชงานเพิ่มข้ ึนทุกที
   ํ                                                    ั                      ้
ทั้งนี้เพราะไม้ซ่ ึ งเป็ นวัสดุก่อสร้างที่เคยใช้มาแต่เดิมหายากขึ้นราคาแพง ไม่ทนทาน รับนํ้าหนัก
ได้นอยไม่เหมาะสําหรับการก่อสร้ างอาคารหรื อสิ่ งก่อสร้ างใหญ่ๆ และคอนกรี ตสามารถหล่อ
       ้
เป็นรูปร่างต่างๆ ตามตองการได้ จึงสะดวกต่องานก่อสร้าง โดยเฉพาะอยางยงอาคารหลายๆ ช้ น
                            ้                                             ่ ิ่              ั
สะพาน โรงงาน ท่อระบายน้ าเขื่อนก้ นน้ ํา เป็นต้น คอนกรี ตจะแข็ง แรงมากข้ ึ นถ ้าใส่เ หล็กไว ้
                                     ํ       ั
ภายใน เราเรียกคอนกรีตชนิดน้ ีว่า "คอนกรีตเสริมเหลก" (Reinforced concrete)
                                                            ็
        ในสมยโบราณเมื่อยงไม่มีการคนพบซีเมนต์วสดุก่อสร้างที่ใชกบงานก่อสร้างใหญ่ๆ เป็น
             ั               ั          ้           ั              ้ ั
ส่วนผสมของปูนขาว ทราย และนํ้า อาจมีวสดุอื่นผสม เช่น นํ้าอ้อย เป็ นต้น เพื่อให้ปูนขาวและ
                                             ั
ทรายยึดตัวกันดี ขึ้น เราเรี ยกส่ วนผสมนี้ ว่า "ปูนสอ" (Mortar) ในทางปฏิบติคนสมัยก่อนมักจะ
                                                                          ั
เรี ยกปูนสอว่า ซี เมนต์ คําว่าซี เมนต์มาจากภาษาละติน ซึ่ งแปลว่า "ตัด" โดยใช้เรี ยกหิ นปูนที่ตด
                                                                                              ั
เป็นช้ิ นๆ เพื่อจะนามาเผาเป็นปูนขาวแต่ซีเมนต์ในปัจ จุบนหมายถึงตว ประสานว สดุสองชนิด
                    ํ                                      ั           ั           ั
หรื อหลายๆ ชนิดให้ติดแน่น ในกรณี ของคอนกรี ตหรื อคอนกรี ตเสริ มเหล็ก ซี เมนต์เป็ นตัวทําให้
ทรายหิ น และเหล็ก ยึดติดกันแน่นเมื่อแห้งและแข็งตัวดีแล้ว
องค์ประกอบของคอนกรีต

           จากอดีตจนถึงปัจจุบนน้ ีเราพบว่า “คอนกรี ต”ยังคงเป็ นวัสดุก่อสร้างที่มีความนิ ยมใช้งาน
                             ั
ทั้ง นี้ เพราะคอนกรี ตมี ความเหมาะสมกว่าวัสดุก่ อ สร้ างอื่ นๆ ทั้ง ด้านราคาและด้านคุณสมบัติ
ต่างๆ และอาจแยกพิจารณาคอนกรีตออกเป็น 2 ส่วน คือ
       1. ส่วนที่เป็นตวประสาน ไดแก่ ปูนซีเมนตกบน้ าและน้ ายาผสมคอนกรีต
                      ั         ้            ์ ั ํ       ํ
       2. ส่วนที่เป็นมวลรวม ไดแก่ ทราย หิน หรือ กรวด
                              ้
เมื่อนําวัสดุต่างๆ ของคอนกรี ตมาผสมกัน คอนกรี ตจะเป็ นของเหลวมีความหนื ดเวลาหนึ่ งซึ่ ง
สามารถนําไปเทลงแบบหล่อตามต้องการได้ เมื่อ อายุมากขึ้นคอนกรี ตก็จะเปลี่ย นสถานะจาก
4


ของเหลวมาเป็ นกึ่งเหลวกึ่งแข็ง และในเวลาต่อมาก็จะเป็ นของแข็งในที่สุดซึ่ งสามารถรับกําลัง
อัดได้มากขึ้นเรื่ อยๆ ตามอายุของคอนกรี ตที่เพิ่มขึ้นจนถึงช่วงเวลาหนึ่งความสามารถรับกําลังอัด
ก็จะเริ่ มคงที่
       การเรี ยกชื่ อ องค์ประกอบของคอนกรี ตโดยทัว ๆ ไปวัสดุสําหรั บ ใช้ผสมทําคอนกรี ต
                                                    ่
ประกอบไปด้วย ปูนซี เมนต์ หิ น ทราย นํ้าและนํ้ายาผสมคอนกรี ตเมื่อผสมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกัน
เราจะเรียกชื่อของวสดุต่างๆ ที่ผสมกนดงน้ ี ปูนซีเมนต์ผสมน้ าและน้ ายาผสมคอนกรีต เรียกว่า
                     ั             ั ั                    ํ      ํ
Cement paste (Cement Paste) Cement pasteผสมกับทราย เรี ยกว่า มอร์ตาร์ (Mortar) มอร์ตาร์
ผสมกับหิ นหรื อกรวด เรี ยกว่า คอนกรีต (Concrete) ดงแสดงตามรูปที่ 2.1ดานล่างน้ ี
                                                  ั                  ้




                      รู ปที่ 2.1 รู ปแสดง Diagram องคประกอบของคอนกรีต
                                                      ์

ประเภทของปนซีเมนต์
          ู

ปูนซีเมนตที่มีใชกนอยในโลก สามารถแบ่งตามมาตรฐานการผลิตได้ 2 ประเภท ไดแก่
         ์      ้ ั ู่                                              ้

1.Portland cement ผลิตตาม มาตรฐานอุตสาหกรรม.15 แบ่งเป็ น 5 ประเภท
       ประเภทที่ 1 Ordinary Portland Cement สํ า หรั บ ใช้ใ นการท ํา คอนกรี ตหรื อ
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใดที่ไม่ตองการคุณภาพพิเศษกว่าธรรมดา และสําหรับใช้ในการก่อสร้ าง
                            ้
ตามปกติทวไป ที่ไม่อยในภาวะอากาศรุนแรง หรือในที่มีอนตรายจากซัลเฟตเป็นพิเศษ หรือที่มี
        ั่          ู่                            ั
ความร้อนที่เกิดจากการรวมตวกบน้ า จะไม่ทาให้อุณหภูมิเพิ่มข้ ึนถึงข้ นอนตราย เป็นปูนซีเมนต์
                         ั ั ํ         ํ                           ั ั
5


ที่มีคุณภาพรับแรงอัดสู ง สําหรับงานคอนกรี ตขนาดใหญ่ เช่น อาคารขนาดสู งใหญ่ สนามบิ น
สะพาน ถนนได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีแดง , ตราชาง , ตราอินทรี ยเ์ พชร
                                               ้
        ประเภทที่ 2 Modified Portland Cementสําหรั บใชในการทาคอนกรี ตที่ต้อ งการลด
                                                      ้     ํ
อุณหภูมิเนื่องจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูง งานคอนกรีตเหลว หรือผลิตภณฑ์อุตสาหกรรมที่
                                                                   ั
เกิดความร้อนและทนซัลเฟตได้ปานกลาง เช่น งานสร้ างเขื่อนคอนกรี ต กําแพงดินหนา ๆ หรื อ
ท่อคอนกรี ตขนาดใหญ่ ๆ ตอม่อ ได้แก่ ปูนซี เมนต์ตราพญานาคเจ็ดเศียร ปั จจุบนไม่มีการผลิต
                                                                        ั
ในประเทศไทย
       ประเภทที่ 3 High Early Strength Portland Cement ให้ค่าความต้านทานแรงอัดช่วงต้น
สูงกว่า ปูนซี เมนต์ TPI (สี แดง)เม็ดปูนมีความละเอียดมากกว่า เป็ นปูนซี เมนต์ที่เหมาะสมสําหรับ
งานคอนกรี ตที่ ตองการรั บนํ้าหนัก ได้เร็ วหรื อต้อ งการถอดแบบได้เ ร็ วรวมทั้ง ใช้ทาผลิ ตภัณฑ์
                ้                                                                 ํ
คอนกรี ตอัดแรงทุกชนิด เช่นงานเสาเข็ม งานตอม่อสะพานคอนกรี ต งานพื้นสําเร็ จรู ป โรงหล่อ
เสาเข็ม, พื้นสําเร็ จรู ปได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีดา , ตราเอราวัณ , ตราอินทรี ยดา
                                                      ํ                           ์ ํ
       ประเภทที่ 4 Low Heat Portland Cement ใช้กบงานที่ตองการคอนกรี ตความร้ อนตํ่า
                                                ั       ้
สามารถลดปริ มาณความร้ อนเนื่ อ งจากการรวมตัวของปูนซี เมนต์ก ับนํ้าซึ่ ง จะสามารถลดการ
ขยายตัวและหดตัวของคอนกรี ตภายหลังการแข็งตัว ใช้มากในการสร้างเขื่อน เนื่ องจากอุณหภูมิ
ของคอนกรี ตตํ่ากว่างานชนิดอื่นไม่เหมาะสําหรับโครงสร้างทัวไปเพราะแข็งตัวช้า ปั จจุบนไม่มี
                                                        ่                         ั
ผลิตในประเทศไทย

       ประเภทที่ 5 Sulfate Resistant Portland cement ใชในบริเวณที่ดินหรือบริเวณใตน้ าที่มี
                                                       ้                         ้ ํ
ปริ มาณซัลเฟตสูง มีระยะการแข็งตัวช้า และมีการกระทําของซัลเฟตอย่างรุ นแรงได้แก่
ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีฟ้า, ตราชางสีฟ้า, ตราอินทรี ยฟ้า
                              ้                   ์

2. ปูนซีเมนต์ผสม ผลิตตาม มาตรฐานอุตสาหกรรม.80ผลิตโดยเป็นปูนซีเมนต์ที่ไดจากการบด
                                                                       ้
ปูนเม็ดของPortland cementธรรมดากับทรายประมาณ 25-30% จึงมีราคาถูกลง มีลกษณะแข็งตัว
                                                                      ั
ช้าไม่ยืดหรื อ หดตัวมากเหมาะสําหรับ งานก่ ออิ ฐ ฉาบปูน ทําถนน เทพื้น ตอม่อ หล่อ ภาชนะ
คอนกรี ต หล่อท่อกระเบื้องมุงหลังคา งานอาคาร 2 ถึง 3 ชั้น ตึกแถวหรื องานที่ไม่ตองการกําลัง
                                                                              ้
6


อัดมาก ไม่เหมาะสําหรับงานก่อสร้ างที่ตองการกําลังสู งได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีเขียว, ตรา
                                      ้
เสือ, ตราอินทรี ยแดง
                 ์

        นอกจากน้ ี ย ง มีปูนซีเ มนต์ชนิดอื่ น ๆ อี ก เช่น Portland pozzolana cement ซ่ ึ งเหมาะ
                     ั
สําหรับงานอาคารคอนกรีตในทะเล ปูนซีเมนต์ผสมซ่ ึ งเป็นปูนซีเมนต์ซิลิกา (Portland cement
ธรรมดากับทราย 25 – 30%) ได้แก่ ปูนซี เมนต์ตราเสื อ ตรางูเห่ า และตรานกอินทรี ย ์ มีราคาถูก
แขงตวขา ไม่ยึดหรือหดตวเหมากบงานก่ออิฐ ทาถนน เทพ้ืน ตอม่อ หล่อท่อ เทภาชนะคอนกรีต
  ็ ั ้              ั     ั           ํ
กระเบื้องมุงหลังคา และตึกแถว เป็ นต้น

ปฏิกิริยาของปูนซีเมนต์

        เราทราบแล้ว ว่ า ปู นซี เ มนต์เ ป็ นองค์ป ระกอบหลัก ที่ สํา คัญ ตัว หนึ่ งในคอนกรี ตเมื่ อ
ปูนซี เมนต์รวมตัวกับนํ้าจะเป็ นของเหลวมีความหนื ดเรี ยกว่า “เพสต์” เพสต์จะทําหน้าที่เสมือน
กาวประสานมวลรวมเข้าไว้ดวยกัน เมื่ออายุมากขึ้นเพสต์ก็จะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวมาเป็ น
                       ้
กึ่งเหลวกึ่งแข็งและในเวลาต่อมาก็จะกลายเป็ นของแข็งในที่สุด ซึ่ งจะสามารถรับกําลังอัดได้มาก
ขึ้นเรื่ อยๆ ตามอายุที่เ พิ่มขึ้ นจนถึ ง ช่ว งเวลาหนึ่ ง ความสามารถรับกําลัง อัดก็จ ะเริ่ มคงที่ก ารที่
ปูนซี เมนต์รวมตัวกับนํ้าแล้วเกิดการก่อตัวและแข็งตัวของปูนซี เมนต์ข้ ึน เราเรี ยกลักษณะเช่นนี้
ว่า “การเกิดปฏิกิริยาไฮเดรชั่น”ซ่ ึ งเกิดจากสารประกอบในซี เมนต์ทาปฏิกิริยาทางเคมีกบนํ้าเป็ น
                                                                ํ                 ั
ปฏิกิริยาคายความร้อน ดงน้ นเราจึงรู้สึกว่าร้อนข้ ึนเมื่อสัมผสกบปูนซีเมนต์ที่ทาปฏิกิริยากบน้ า
                      ั ั                                   ั ั              ํ          ั ํ
เราสามารถเขียนเป็ นสมการแสดงความสัมพันธ์ง่ายๆ ได้ดงนี้
                                                  ั

                          Cement + Water C-S-H gel + Ca (OH)2 + heat

สารประกอบที่สําคัญของPortland cement
        Portland cementประกอบด้วย หิ นปูน (Limestone) และดินเหนี ยว (clay) เป็นส่วนใหญ่
นอกจากน้ ี ก็มีเหล็กออกไซด์ (Fe2O3) และโคโลไมต์ (MgCo3) เป็ นจํานวนเล็ก น้อ ย Portland
                            ั ่
cementธรรมดาในบ้านเราที่ใช้กนทัวไป (ตราเสื อ ตราช้าง ตรางู เห่ า) ปกติจะมี สีเทาแกมเขียว
(greenish gray) และมีน้ าหนักประมาณ 92 ปอนด์/ฟุต3 เมื่อเผาวัตถุดิบของปูนซี เมนต์ซ่ ึ งได้แก่
                        ํ
7


สารออกไซด์ของธาตุแคลเซี ยมซิ ลิกอน อลูมิเนี ยม และ เหล็ก สารเหล่านี้ จะทําปฏิกิริยากันทาง
เคมี และรวมตัว กันเป็ นสารประกอบอยู่ใ นปูนเม็ด ในรู ปของผลึ ก ที่ ล ะเอี ย ดมาก ซ่ ึ งจ ํานวน
               ่
สารประกอบที่อยูในปูนซี เมนต์ทาให้คุณสมบัติของปูนซี เมนต์เปลี่ยนไป เช่น ทําให้ปูนซี เมนต์มี
                             ํ
กําลังรับแรงเร็ วหรื อช้า ระยะเวลาการก่อตัวและแข็งตัวอาจเร็ วขึ้นหรื อช้าลง ความร้ อนทีได้จาก
การปฏิกิริยาระหว่างนํ้ากับปูนซี เมนต์อาจสูงหรื อตํ่า เป็ นต้น ดังแสดงในตาราง 2.2

ตารางที่ 2.1 ตารางแสดงสารประกอบที่สาคัญของปูนซีเมนต์
                                   ํ

      ชื่อของสารประกอบ                     ส่วนประกอบทางเคมี                      ชื่อย่อ
ไตรแคลเซี ยม ซิ ลิเกต                          3 CaO. SiO2                         C3S
ไดแคลเซี ยม ซิ ลิเกต                           2 CaO. SiO2                         C2S
ไตรแคลเซี ยม อะลูมิเนต                        3 CaO. Al2O3                         C3A
เตตตราแคลเซี ยม อะลูมิโน เฟอไรต์           4 CaO. Al2O3. Fe2O3                    C4AF


ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงคุณสมบัติของสารประกอบของซีเมนต์

สารประกอบ                                             คุณสมบัติ
    C3S                            ํ
              ทําให้ปูนซี เมนต์มีกาลังรับแรงได้เร็วภายใน 14 วน   ั
    C2S                              ํ
              ทําให้ปูนซี เมนต์มีกาลังรับแรงได้ชา ความร้อนเกิดขึ้นบ่อย
                                                    ้
   C3A        ทําให้ปูนซี เมนต์เกิดปฏิกิริยาเริ่ มแข็งตัวเกิดความร้อนสูง มีกาลังรับแรงเร็ ว
                                                                            ํ
   C4AF       มีผลน้อย ให้ความแข็งแรงเล็กน้อยเติมเข้าไปเพื่อลดความร้อนที่เกิดขึ้น
8




              รู ปที่ 2.2 กราฟแสดงระยะเวลาการก่อตัวและแข็งตัวกับจํานวนสารประกอบ

การผลิตปนซีเมนต์
        ู

       การผลิตปูนซี เ มนต์มีท้ งแบบเผาแห้ง (Semi – dry process) และแบบเผาเปี ยก (wet
                               ั
process) ซ่ ึ งกรรมวิธีในการผลิตโดยรวม ๆ จะเหมือนกน แต่จะต่างกนในข้ นที่ 2 ดงที่จะแสดง
                                                  ั           ั     ั       ั
ในรู ปต่อไปซึ่ งการผลิตจะมีกรรมวิธีดงต่อไปนี้
                                    ั

       ในการผลิ ตปูนซีเมนต์เผาแห้งมีกรรมวิ ธีเป็นข้ น ๆ คือ นําวัตถุดิบ ที่มีธาตุอะลูมินาและ
                                                    ั
ธาตุซิลิกาซ่ ึ งมีอยู่มากในดินดา กบเหล็กซ่ ึ งมีอ ยู่มากในศิลาแลง มาผสมกนตามสัดส่วน บดให้
                               ํ ั                                      ั
ละเอี ยดและนํามาตี กับ นํ้าจะเป็ นนํ้าดิ นแล้ว นําไปเผาในหม้อ เผา (Cement kiln) จนกระทั้ง
เกิดปฏิกิริยาทางเคมีจบกันเป็ นเม็ดเล็ก ๆ ที่เรี ยกว่า ปูนเม็ด (clinker) เมื่อนําปูนเม็ดไปบดรวมกับ
                     ั
ยิปซัมก็จะได้ปูนซี เมนต์ตามที่ตองการ
                               ้
9


       ในการเตรี ยมวัตถุดิบตามวิธีน้ ี จะต้องนําวัตถุดิบที่จ ะใช้ก ารผลิ ตปูนซี เมนต์ ได้แก่ ดิ น
ขาว ดินดํา และศิลาแลง มาวิเคราะห์หาส่ วนประกอบเพื่อคํานวณหามาตราส่ วนที่จะใชในการ
                                                                            ้
ผลิตปูนซี เมนต์ผสมวัตถุดิบดงกล่าวแลวนาไปตีรวมกนกบน้ าในบ่อเตรียมดิน (Wash mill) ให้
                           ั       ้ ํ        ั ั ํ
ละเอียดจนเป็ นนํ้าดิน (slurry) วัตถุประสงค์ของกรรมวิธีข้ นนี้ ก็เพื่อที่จะย่อยดินขาวส่ วนที่แข็ง
                                                         ั
มากให้แหลกลงแล้วกรองผลิตผลที่ดีแล้วเพื่อกันเอาส่ วนละเอียดไปใช้และควบคุมปริ มาณของ
น้ าไม่ให้มีมากเกินไป เพราะจะทําให้หมดเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ ส่ วนกากของดิน
   ํ
นําไปบดให้ละเอียดใหม่ในหม้อบดดิน (tube mill) แล้วนํามากรองใหม่อีกครั้งหนึ่ง

       อย่างไรก็ตาม ในการเตรี ยมวัตถุดิบ ดัง กล่าวมาแล้ว นี้ ส่ว นผสมของวัตถุดิบ ก็อ าจจะ
คลาดเคลื่อนไปได้บาง เพราะความชื้นในดินตลอดจนความเปลี่ยนแปลงในส่วนผสมของดินอีก
                 ้
เล็กน้อยจึงต้องกวนนํ้าดินที่ได้บรรจุไว้ในถัง (Slurry silo) โดยวิธีอดลมลงไปเป่าให้เดือดพล่าน
                                                                   ั
เป็ นเวลา 1 คืน แล้วจึงนํามาวิเคราะห์ทางเคมีเป็ นครั้งที่สอง ถ้าจําเป็ นก็จะได้จดการผสมนํ้าดินนี้
                                                                                ั
ให้ถูกส่ วนตามที่ตองการต่อไป แล้วสู บนํ้าดินนี้ ไปลงถังพัก (slurry agit tank) ซึ่ งมีพายและลม
                  ้
สําหรั บ กวนและเป่ านํ้า ดิ น เพื่ อ ป้ องกันไม่ให้ ตกตะกอน และเพื่ อ ให้ เ กิ ดความสมํ่า เสมอใน
ส่วนผสมให้มากที่สุดที่จะทําได้

       ขั้น ต่ อ มาให้ เ ตรี ยมดิ น ผงโดยเอาหิ น ปู น แห้ ง มาบดกับ ดิ น ดํา แห้ ง ให้ ล ะเอี ย ดและมี
                                      ํ               ั ้
ส่วนผสมทางเคมีกวนเข้ากับนํ้าดิน เอาน้ าดินและดินผงผสมกนแลวมาป้ ั นเม็ดแบบขนมบวลอย
                                                                             ั
เม็ดดินนี้จะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์ เซ็นต์ ถ้าผลิตโดยกรรมวิธีเผาเปี ยก (wet process) นํ้าดิน
จะต้องมี ความชื้นถึง 40 เปอร์ เซ็นต์ ก่อนที่จ ะป้ อนเข้าหม้อเผา ด้วยความชื้นตํ่าของนํ้าดินและ
โดยการเพิ่มตระกรันเผาเม็ดดินเข้าอีกชุดหนึ่ ง การใช้ความร้ อนจากเชื้อเพลิงจะเป็ นไปในอัตรา
ตํ่า และมี ป ระสิ ท ธิ ภาพดี ก ว่าแบบเผาเปี ยก ทําให้เ ชื้ อ เพลิ ง ที่ ป้อนเข้าไปในหม้อ เผาปริ มาณ
เดียวกันสามารถเผาปูนเม็ดได้เพิ่มขึ้นอีก 50 เปอร์ เซ็นต์ หรื อถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าวิธีเผาเปี ยก
ใช้ความร้อนประมาณ 1,500 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม เมื่อใช้วิธีเผาแห้งใช้ความร้ อนลดลงเหลือ
ประมาณ 1,000 กิ โลแคลอรี ต่อกิ โลกรัม สู บนํ้าดังกล่าวไปเผาในหม้อเผา (cement rotary kiln)
10


              ่                                ่
ซึ่ งวางนอนอยูบนแท่นคอนกรี ตและหมุนรอบตัวเองอยูบนลูกกลิ้งประมาณนาทีละ 1 รอบ และ
นํ้ามันเตาเป็ นเชื้อเพลิง

        ภายในหม้อเผาจะมีอิฐทนไฟ (refractory lining bricks) เพื่อเก็บความร้ อนไว้ภายในและ
มีโซ่เป็นชุด ๆ แขวนไวทาหนาที่ต่าง ๆ กนเช่น ชุบน้ าดินที่ไหลผ่านมา แลวให้ปะทะกบลมร้อน
                     ้ ํ ้           ั           ํ                  ้        ั
ที่จะผ่าออกทางปล่อง ทําให้น้ าระเหยออกจากนํ้าดิน ปั้ นดินที่น้ าระเหยออกไปบ้างแล้วให้เป็ น
                             ํ                                 ํ
เมดกลม ๆ มีขนาดเทาปลายนิ้วมือหรือใกลเ้ คียงกน เมดดินที่ผานโซ่เป็นชุด ๆ มาน้ นจะถูกเผาให้
  ็              ่                          ั ็         ่                   ั
ร้ อ นขึ้ นเรื่ อย ๆ และเมื่ อ ร้ อ นถึ ง 800 – 1000องศาเซลเซี ยส เม็ ด ดิ น ก็ จ ะเริ่ มคาย
คาร์ บอนไดออกไซด์ออก เมื่อเม็ดดินนี้ ร้อนถึงประมาณ 1,450 องศาเซลเซี ยสก็จะเกิ ดปฏิกิริยา
ทางเคมีคือเม็ดดินเปลี่ยนเป็ นปูนเม็ดโดยฉับพลัน ปูนเม็ดซึ่ งร้ อนถึง 1,450 องศาเซลเซียสจะถูก
ปล่อ ยลงไปในยุง ลดความเย็น (cooler) อันเป็ นทําเล ที่ จะพ่นลมเข้าไปในปูนเม็ดเย็นตัว ลง
              ้
เพื่อให้เกิดไตรแคลเซี ยมซิ ลิเกต (C3S) มากที่สุดในขณะที่ปูนเม็ดเริ่ มแข็งตัวแล้วจึ งเก็บปูนเม็ดนี้
ไวในยง (storage)
  ้ ุ้

        ต่อไปก็นาปูนเม็ดนี้ไปบดให้เป็ นปูนซี เมนต์ผงในหม้อบดปูนซี เมนต์ (Cement mill) โดย
                ํ
ใส่ยิปซัมผสมลงไปด้วยหม้อบดนี้มีเครื่ องสามารถตั้งให้จานวนปูนเม็ดที่บดเป็ นปูนซี เมนต์แล้วมี
                                                     ํ
ความละเอียดและมีความแข็งตัวตามที่ตองการด้วยในทุก ๆ ชัวโมง ซึ่ งจะนําตัวอย่างปูนซีเมนต์
                                  ้                  ่
ที่บดนี้ไปทดลองหาเวลาแข็งตัวและความละเอียดตลอดจนเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรวมกันประกอบ
เป็ นตัวอย่างสําหรับทดลองกําลังการยึดตัวและส่ วนผสมทางเคมีของปูนซี เมนต์ที่บดแต่ละตัว
ด้วย ปูนซี เมนต์ที่บดแล้วนี้นาไปเก็บไว้ในยุงเก็บปูนซี เมนต์ (cement silo) โดยอาศัยกําลังลมอัด
                             ํ             ้
ไป แลวจะนามาบรรจุถุงจาหน่ายไดต่อไป
     ้   ํ           ํ       ้

        การอุ่นดินผงให้ร้อ นใช้วิธีโปรยดินผงลงทางยอดหอคอยมีถ งดก แบบไซโคลนขนาด
                                                             ั ั
ใหญ่เรี ยงอยูเ่ ป็ นชั้น ๆ เพื่อนําลมร้อนที่ออกจากหม้อเผามาอุ่นดินผงให้ร้อนจัด เป็ นการประหยัด
          ่
ความร้อนอยางดีที่สุด ในกรรมวิธีการผาปูนในปัจจุบนน้ ี ความร้ อยที่ออกจากไซโคลนนี้ ยงจะ
                                               ั                                  ั
ถูกจดส่งโดยท่อขนาดใหญ่ ไปอุ่นวตถุดิบที่มีความช้ืนให้แห้งเสียก่อนนาไปเก็บไวในยงแบบ
    ั                         ั                                  ํ        ้ ุ้
ไซโลอีกด้วย
11




                          รู ป 2.3 รู ปแสดงกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์

มวลรวม

       มวลรวมเป็ นส่วนประกอบที่สาคัญอย่างหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของคอนกรี ต
                                ํ
และส่งผลถึงประสิ ทธิภาพในการยึดเกาะของซี เมนต์ดวย โดยที่มวลรวมหรือวสดุผสมคือวสดุ
                                               ้                   ั         ั
เฉื่อย ไดแก่ หิน ทราย กรวด มวลรวมมีปริมาตร 70-80%ของปริมาณของส่วนผสมท้ งหมด จึงมี
         ้                                                             ั
ความสําคัญต่อคุณสมบัติของคอนกรี ตมากหิ นที่ใช้ผสมคอนกรี ต ได้แก่ หิ นปูน หิ นแกรนิ ต หรื อ
กรวดทราย ไดแก่ ทรายแม่น้ า ทรายบก หรือ หินบดละเอียด
           ้             ํ

คุณสมบัตของมวลรวมในงานคอนกรีต
        ิ

       1. ความแขงแรง (STRENGTH)
                ็

       2. รูปร่างและลกษณะผว (PARTICLE SHAPE AND SURFACE TEXTURE)
                     ั    ิ

       3. ความคงทนต่อปฏิกิริยาเคมี (CHEMICAL STABILITY)

       4. ขนาดใหญ่สุด (MAXIMUM SIZE)

       5. ขนาดคละ (GRADATION)
12


       6. ค่าความละเอียด (FINENESS MODULUS, F.M.)

       7. ความช้ืนและการดูดซึม (MOISTURE AND ABSORPTION)

       8. ความถ่วงจาเพาะ , ถ.พ. (SPECIFIC GRAVITY)
                   ํ

       9. หน่วยน้ าหนกและช่องว่าง (UNIT WEIGHT AND VOID)
                  ํ ั

1. ความแข็งแรง (STRENGTH)

                                                          ่ ั
       กําลังอัด (COMPRESSIVE STRENGTH) ของคอนกรี ตขึ้นอยูกบความแข็งแกร่ งของ
มอร์ตาร์ และมวลรวม ดังนั้นเมื่อมวลรวมมีความแข็งแกร่ งสู งก็จะส่ งผลให้คอนกรี ตสามารถรับ
     ้
กําลังอัดได้สูงขึ้นด้วยมวลรวมต้องมีความสามารถรับนํ้าหนักกดได้ไม่น้อยกว่ากําลังที่ตองการ
                                                                                  ้
ของคอนกรี ตความแข็งแรงของหิ นปูนมีค่าประมาณ 700 - 1500 ก.ก./ ซม.2

2. รูปร่ างและลักษณะผิว (PARTICLE SHAPE AND SURFACE TEXTURE)

       รู ปร่ างและลักษณะผิวของมวลรวมจะมีอิทธิ พลต่อคุณสมบัติของคอนกรี ตสดมากกว่า
ของคอนกรี ตที่ แข็ง ตัวแล้ว มวลรวมที่ มีผิว หยาบมีรู ปร่ างแบบยาวจะต้องการปริ มาณซี เมนต์
เพสต์มากกว่าคอนกรี ตที่ใช้มวลรวมรู ปร่ างกลมมน หรื อ เหลี่ ยมที่ ระดับความสามารถเทได้
(WORKABILITY) เดียวกันมวลรวมที่มีรูปร่ างแบนและยาวมีโอกาสที่จะแตกหักเนื่ องจากแรง
ดัดได้ง่ายกว่ามวลรวมที่มีรูปร่ างกลมหรื อเหลี่ยมส่งผลให้กาลัง (STRENGTH) ของคอนกรี ตลด
                                                         ํ
ตํ่าลงเช่นเดียวกับมวลรวมที่มีผิวเรี ยบลื่นทําให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างก้อนโดยเพสต์นอยลงทําให้
                                                                                 ้
                                                                             ํ
การแตกหักของคอนกรี ตจะเกิดขึ้นในบริ เวณส่วนที่เป็ นซี เมนต์เพสต์ซ่ ึ งทําให้กาลังยึดเกาะน้อย
กว่าความสามารถรับกําลังอัดของมวลรวมดังนั้นมวลรวมที่ใช้ควรมีลกษณะเป็ นแง่เหลี่ยมคม ไม่
                                                            ั
เป็ นแผ่นแบนหรื อชิ้นยาวควรมีผิวหยาบหรื อด้านเพื่อช่วยให้มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างก้อนดีข้ ึน
13


3. ความคงทนต่อปฏิกิริยาเคมี (CHEMICAL STABILITY)

        มวลรวมต้องไม่ทาปฏิกิริยาทางเคมีกบปูนซี เมนต์ หรื อกับสิ่ งแวดล้อมภายนอกมวลรวม
                      ํ                 ั
บางประเภทจะทําปฏิกิริยากับด่าง (ALKALI) ในปูนซีเมนต์เกิดเป็นวุนและขยายตวก่อให้เกิด
                                                              ้        ั
รอยร้าว โดยทัว ไปในคอนกรี ตเรี ยกปฏิกิ ริยานี้ ว่า ALKALI – AGGREGATEREACTION
             ่
(AAR)

4. ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม (MAXIMUM SIZE OF AGGREGATE)

        ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม วัดจากขนาดตะแกรงอันที่ใหญ่กว่าถัดไปจากตะแกรงที่ มี
เปอร์ เซ็นต์ของมวลรวมที่คางมากกว่าหรื อเท่ากับ 15%
                         ้

                         ตวอย่างการทํา SIEVE ANALYSIS ของหิน
                          ั




        ตะแกรงที่มีเปอร์ เซ็นต์ของมวลรวมที่คางมากกว่าหรื อเท่ากับ 15% คือ ตะแกรงเบอร์ 1/2
                                            ้
นิ้ว ดังนั้นขนาดใหญ่สุดของมวลคือขนาดของตะแกรงเบอร์ ใหญ่กว่าถัดไป ดังนั้นขนาดใหญ่สุด
ของหินน้ ีคือ 3/4 นิ้ว
14


       มวลรวมขนาดใหญ่ตองการปริมาณน้ าน้อยกว่ามวลรวมที่มีขนาดเล็ก เพื่อให้การเทได้
                      ้             ํ
(WORKABILITY) เท่ากัน เนื่องจากมีพ้ืนที่ผิวสัมผัสโดยรอบน้อยกว่าเมื่อนํ้าหนักของมวลรวม
เท่ากันดังนั้นถ้าให้ปริ มาณซี เมนต์และค่ายุบตัว (SLUMP) เท่ากัน คอนกรี ตที่มีส่วนผสมของมวล
รวมขนาดใหญ่ก็จะให้ค่ากําลังอัดที่สูงกว่ามวลรวมขนาดเล็กแต่ท้งนี้คุณภาพของหิ นต้องเป็ นไป
                                                           ั
ตามข้อกํา หนดควรระวังเรื่ องของ MICROCRACKINGซึ่ งมีลกษณะเป็ นรอยร้ าวขนาดเล็ก ๆ
                                                     ั
เกิดจากกรรมวิ ธีก ารผลิตหินมกจะเกิดข้ ึ นกบหินที่มีขนาดใหญ่หินที่มี MICRO-CRACKING
                            ั             ั
เมื่อนามาผสมทาคอนกรีตก็จะทาให้กาลงของคอนกรีตต่าลงไดขนาดใหญ่สุดของมวลรวมที่ใช้
      ํ      ํ            ํ ํ ั               ํ    ้
ในงานก่อสร้างทัวไปมักจะมีขนาดไม่เกิน 40 มิลลิเมตร
               ่

5. ขนาดคละ (GRADATION)

       ขนาดคละ คื อ การกระจายของขนาดต่ า งๆ ของอนุ ภ าคมวลรวมในคอนกรี ต
ประกอบด้วย มวลรวมหยาบ มวลรวมละเอียด ซึ่ งจะต้องมีขนาดใหญ่ เล็กคละกันไปคอนกรี ตที่
ใชมวลรวมที่มีขนาดคละดีจะมีส่วนผสมที่เขากนสม่าเสมอ เทเข้าแบบได้ง่ายไม่ออกหิ นออก
  ้                                   ้ ั ํ
ทราย ทาให้แน่นไดง่าย การปาดแต่งผิวหน้า กําลังอัดและความทนทานยังเป็ นไปตามข้อกําหนด
      ํ         ้
มวลรวมที่มีขนาดใหญ่กว่าตะแกรงเบอร์ 4 ประมาณ 95-100% เราเรี ยกว่า “ มวลรวมหยาบ
” ซ่ ึ งไดแก่ หิน กรวด เป็ นต้นมวลรวมที่มีขนาดเล็กกว่าตะแกรงเบอร์ 4 ประมาณ 95-100%
          ้
เราเรี ยกว่า “ มวลรวมละเอียด ” ซ่ ึ งไดแก่ ทราย หิ นบดละเอียด เป็นตน
                                       ้                           ้
15


      มวลรวมที่มีขนาดคละดีจะทาให้ช่องว่างเหลือน้อยที่สุดทาให้ใชปริมาณซีเมนต์เพสต์
                             ํ                           ํ     ้
นอยที่สุดซ่ ึ งช่วยให้คอนกรีตมีราคาต่าลงไดคอนกรีตที่มีมวลรวมละเอียดมากเกินไป จะทํา ให้
 ้                                   ํ    ้
ความสามารถในการเทได้(WORKABILITY) น้อยลง จึงตองเพิ่มน้ าและเพสต์ให้มากข้ ึนแต่ก็
                                             ้         ํ
ส่งผลต่อกําลังของคอนกรี ตคอนกรี ตที่มีมวลรวมหยาบมากเกินไปแม้ว่าความสามารถในการเท
ได้ (WORKABILITY)จะดีแต่ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาการแยกตว (SEGREGATE) ของคอนกรี ต
                                                   ั
มวลรวมที่มีขนาดคละดีก็จะส่งผลให้คอนกรี ตมี WORKABILITY ดี , STRENGTH ดี และราคา
ตํ่าด้วยมวลรวมที่มีขนาดคละดี หมายถึง มวลรวมที่มีมวลรวมหยาบและละเอียดขนาดต่างๆกัน
                                                                         ่
คละเคล้ากันให้เหลือช่องว่างน้อยที่สุดอัตราส่ วนของทรายต่อมวลรวม (S/A) อยูในช่วง 0.40-
0.50 โดยนํ้าหนักหิ นที่ใช้มีSIZE NUMBER 6 (หินกลาง) และ SIZE NUMBER 7 (หินเล็ก)
นํามารวมกันในอัตราส่วน SIZE NO.6 /SIZE NO.7 เท่ากับ 50-65% โดยนํ้าหนัก
16


6. ค่าความละเอียด (FINENESS MODULUS) , (F.M.)

          โมดูลสความละเอียดเป็ นค่าที่บอกความละเอียดของทรายหาได้โดยการรวมค่า
               ั
เปอร์เซ็นต์คางสะสม (CUMULATIVE PERCENTAGES RETAINED) บนตะแกรงเบอร์
            ้
4,8,16,

          30, 50 และ 100 แล้วหารด้วย 100

          - ทรายสาหรับผลิตคอนกรีต ควรมีค่าโมดูลสความละเอียดตั้งแต่ 2.2 - 3.2
                 ํ                             ั

          - ค่า F.M. น้อย (F.M. 2.2) แสดงว่า ทรายละเอียด

          - ค่า F.M. มาก (F.M. 3.2) แสดงว่า ทรายหยาบ

          - ค่า F.M. ที่เหมาะกับงานคอนกรี ต = 2.7

          ทรายที่มีความละเอียด (F.M. 2.2) จําเป็ นต้องใช้น้ ามากเพื่อให้ได้ความสามารถเทได้
                                                            ํ
(WORKABILITY) ที่เท่ากันเนื่องจากพื้นที่ผิวสัมผัสมากกว่า เมื่อนํ้าหนักเท่ากันถ้าทรายมีความ
หยาบมากเกินไป (F.M. 3.2) ก็จ ะทําให้ความสามารถในการแทรกประสานเข้าไปในช่อ ง
ระหว่างมวลรวมหยาบไม่ดีพอ ต้องใช้ปริ มาณเพสต์เพื่อเข้าไปแทนที่ช่องว่างมากขึ้นอันทําให้
คอนกรี ตที่ได้มีราคาสูงขึ้นด้วย
17


7. ความชื้นและการดูดซึม (MOISTURE AND ABSORPTION)

        มวลรวมมีรูพรุ นภายในบางส่วนติดต่อกับผิวนอกจึงสามารถดูดความช้ืนและน้ าบางส่วน
                                                                            ํ
ดงน้ นมวลรวมที่เก็บอย่ในสภาพธรรมชาติจึงมีความช้ืนต่างๆ กนไปหากมวลรวมอยู่ในสภาพ
 ั ั                  ู                                 ั
แห้งก็จะดูดนํ้าผสมเข้าไปทําให้อตราส่วนนํ้าต่อซี เมนต์จริ งลดลง หากเปี ยกชื้นก็ทาให้อตราส่ วน
                               ั                                               ํ ั
นํ้าต่อซี เมนต์จริ งสูงกว่าที่ควรจะเป็ น




อาจแบ่งสภาพความชื้นออกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

                                           TOTAL MOISTURE
18


       1. อบแห้ง (OVEN-DRY) ความชื้นถูกขับออกด้วยความร้ อนในเตาอบที่อุณหภูมิ 105
องศาเซลเซียส จนมีน้ าหนักคงที่
                    ํ

       2. แห้งในอากาศ (AIR-DRY) ผิวแห้งแต่อาจมีน้ าในรูพรุน
                                                  ํ

       3. อิ่มตัวผิวแห้ง (SATURATED SURFACE-DRY) รูพรุนเตมไปดวยน้ าแต่ผิวแห้ง
                                                         ็   ้ ํ

       4. เปี ยก (WET) รู พรุ นเต็มไปด้วยนํ้า และมีน้ าบนผิวดวย
                                                      ํ      ้

                                                        ่
       ในการคํานวณออกแบบส่วนผสมทุกครั้งจะถือว่ามวลรวมอยูในสภาวะ “อิ่มตว”
                                                                      ั
ผิวแห้ง(SSD)แล้วจึงปรับปริ มาณนํ้า ตามลักษณะของวัสดุที่เป็ นจริ ง




8. ความถ่วงจาเพาะ (SPECIFIC GRAVITY)
            ํ

       ความถ่ว งจ ําเพาะของมวลรวมคือ อตราส่วนระหว่างความหนาแน่นของมวลรวมต่อ
                                      ั
ความหนาแน่นของนํ้าหรื อ ถ.พ. ของมวลรวม = นํ้าหนักมวลรวม / นํ้าหนักของนํ้าที่มีปริ มาตร
เท่ากัน ถ.พ. ทราย = 2.65 ถ.พ. หิน = 2.70 ถ.พ. ซีเมนต์ = 3.15 ค่า ถ.พ. ใช้ในการแปลงนํ้าหนัก
ของวัตถุน้ นให้เป็ นปริ มาตร เช่น ซี เมนต์หนัก 315 ก.ก. = 315 / 3.15 = 100 ลิตร
           ั
19


9. หน่ วยนํ้าหนัก และช่ องว่าง (UNITWEIGHT AND VOID)

       หน่วยนํ้าหนัก คือ นํ้าหนักของมวลรวมในขนาดคละที่ตองการต่อหน่วยปริ มาตร หน่วย
                                                       ้
นํ้าหนักจะบอกถึงปริ มาตรและช่องว่างระหว่างมวลรวมที่มวลรวมนํ้าหนักหนึ่งๆ จะบรรจุลงได้
หน่วยนํ้าหนักของมวลรวมที่ใช้อยูทวๆไปในประเทศไทยมีค่า 1,400-1,600 กก./ลบ.เมตรการ
                               ่ ั่
นําเอามวลรวมหยาบและมวลรวมละเอีย ดมาผสมกันด้ว ยอัตราส่ วนต่างๆ จะมีผลต่อหน่ว ย
นํ้าหนักของมวลรวมผสม ดังรู ป




ความสัมพนธ์ระหว่างหน่วยนํ้าหนักและปริมาณมวลรวมละเอียด
        ั

       หน่วยนํ้าหนักสู งสุ ดเกิ ดขึ้นเมื่อใช้มวลรวมละเอียด 30 - 40% โดยนํ้าหนักของมวลรวม
ทั้งหมดดังนั้นถ้าคํานึ งเฉพาะราคาคอนกรี ต (ใช้ซีเมนต์เพสต์น้อยที่สุด) เราควรใช้เปอร์ เซ็นต์
ทรายในช่วงดังกล่าว แต่ในทางปฏิบติตองคํานึ งถึงความสามารถในการเทได้ของคอนกรี ตสด
                               ั ้
ด้วย
20


ตามมาตรฐาน ASTM C33

       หิ นที่ใช้ในการผสมทําคอนกรี ต ได้แก่ หินปูน หินแกรนิต กรวด แล้วนํามาแปรรู ปให้มี
คุ ณ สมบัติ เ หมาะสมแก่ ก ารใช้ง านขนาดของหิ น ที่ จ ะนํา มาใช้ผ สมทํา คอนกรี ตใช้ SIZE
NUMBER

              - 6 ( 19 - 9.5 mm)

              - 7 (12.5 - 4.75 mm)

              - 67 (19 - 4.75 mm)

       ทรายที่นามาผสมทาคอนกรีตไดแก่ ทรายแม่น้ า มีขนาดเล็กกว่า 4.75 มม. หรื อที่สามารถ
               ํ      ํ         ้             ํ
ลอดผ่านตะแกรงร่ อนมาตรฐานเบอร์ 4 แต่ตองมีขนาดไม่เล็กกว่า 0.07 มม.ในงานคอนกรี ต
                                     ้
ทวไป ใชทรายเม็ดหยาบขนาดอยู่ในช่วงระหว่าง 0.07-4.75 มม. ใช้ในงานคอนกรีตเทพ้ืน ฐาน
 ั่    ้
ราก และในที่ที่ตองการให้รับแรงอัดมากๆ
                ้

การผสมซีเมนต์

       การวดส่วนผสมอาจทาได้ 2 วิธี คือ การตวงส่วนผสมโดยปริมาตรและการชงส่วนผสม
           ั           ํ                                             ั่
โดยนํ้าหนักการชังนํ้าหนักจะให้ค่าที่ถูกต้องแม่นยํากว่าการตวงปริ มาตรมาก จึ งเหมาะสําหรับ
                ่
งานก่อสร้างขนาดใหญ่ งานคอนกรีตกาลงอดปานกลาง – สูงในกรณีที่หินทรายมีความช้ืนเราก็
                                     ํ ั ั
สามารถปรับน้ าหนกส่วนผสมให้ถูกต้อง เนื่องจากความชื้นได้แต่วิธีการตวงทําไม่ได้
             ํ ั

เวลาในการผสมคอนกรีต

       เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสม คือ เวลาพอดีที่ทาให้ได้คอนกรี ตที่มีเนื้อสมํ่าเสมอทุกๆ
                                                    ํ
ครั้งที่ผสมซึ่ งจะได้จากการทดลองผสมก่อนใช้งานจริ ง ได้ขอสรุ ปดังนี้
                                                       ้
       1. ถ้าส่วนผสมแห้ง ปูนซี เมนต์นอย จะต้องผสมเป็ นเวลานาน
                                     ้
       2. ถ้ามวลรวมมีความเป็ นเหลี่ยมมุม จะต้องใช้เวลาผสมนานกว่ามวลรวมที่มีรูปร่ างกลม
21


ในกรณี ที่คอนกรี ตถูกผสมเป็ นเวลานานนํ้าจะระเหยออกจากคอนกรีตน้ น ส่งผลให้คอนกรีตมี
                                                               ั
                                                                               ํ
ความสามารถลื่นไหลเข้าแบบลดลงและจะเริ่ มก่อตัวขึ้น จะส่งผลดังนี้คือ มวลรวมที่มีกาลังตํ่าจะ
แตกทําให้ส่วนละเอียดเพิ่ มขึ้น ความสามารถเทได้ลดลง และผลของแรงเสี ย ดทานจะก่อ ให้
อุณหภูมิของส่วนผสมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยงทําให้ปริ มาณฟองอากาศลดลงอีกด้วย
                                      ั

การบ่ มคอนกรีต

        คอนกรี ตจํา เป็ นต้อ งได้รั บ การบ่ ม ทัน ที ห ลัง จากเสร็ จ สิ้ น การเทและควรบ่ ม ต่ อ ไป
       ่             ํ
จนกระทัง คอนกรี ตมี กาลังตามต้องการ หลักการทัวไปของการบ่มที่ดีจ ะต้องสามารถป้ องกัน
                                             ่
คอนกรี ตไม่ให้เกิดการสูญเสี ยความชื้นไม่ว่าจะด้วยความร้ อนหรื อลม ไม่ให้คอนกรี ตร้ อนหรื อ
เย็นมากเกินไปไม่ให้สมผัสกับสารเคมีที่จะเป็ นอันตรายต่อคอนกรี ต และไม่ถูกชะล้างโดยนํ้าฝน
                    ั
หลังจากเทคอนกรี ตเสร็ จใหม่ๆ เป็ นต้น

การบ่มเปี ยก
        ในกรณี ทวไปคอนกรี ตต้องได้รับการป้ องกันจากการสู ญเสี ยความชื้นจากแสงแดดและ
                ั่
ลมหลังจากเสร็ จสิ้ นการเทจนกระทังคอนกรี ตเริ่ มแข็งแรง และหลังจากที่คอนกรี ตเริ่ มแข็งแรง
                                ่
แล้วผิวหน้าของคอนกรี ตที่สมผัสกับบรรยากาศยังต้องคงความเปี ยกชื้นอยู่ ซึ่ งอาจทําได้ดวยการ
                          ั                                                         ้
ปกคลุม ด้ว ยกระสอบเปี ยกนํ้า ผ้าเปี ยกนํ้า หรื อ ฉี ดนํ้าให้ชุ่ ม เป็ นต้น คอนกรี ตที่ ใช้Portland
cementประเภทที่ 1 ควรบ่มเปี ยกติดต่อกันอย่างน้อย 7 วน ส่วนคอนกรีตที่ใชPortland cement
                                                    ั                 ้
ประเภทที่ 3 ควรบ่มอย่างน้อ ย 3 ว น ในกรณีของคอนกรี ตที่มีว สดุปอซโซลานผสมควรบ่ม
                                 ั                         ั
มากกว่า 7 วัน ทั้งนี้ข้ ึนอยูกบชนิดและปริ มาณของวัสดุปอซโซลานที่ใชคอนกรีตที่ไม่ไดรับการ
                             ่ ั                                  ้              ้
บ่ม อย่า งถู ก ต้อ งจะไม่ มี ก ารพัฒ นากํา ลัง เท่ า ที่ ค วรเนื่ อ งจากปฏิ กิ ริ ยาไฮเดรชั่น ต้อ งการนํ้า
นอกจากน้ นการสูญเสียความช้ื นจากผิว หน้าของคอนกรี ตที่ไม่ได้รับการบ่มจะทาให้เ กิดการ
         ั                                                              ํ
แตกร้าวด้วยกรณี ใช้กระสอบหรื อผ้าในการบ่มคอนกรี ต กระสอบหรื อผ้าที่ใช้ควรเป็ นวัสดุที่มี
ความหนาพอสมควรเพื่อไม่ให้แห้งเร็ วเกิ นไป และต้องรดนํ้าให้เปี ยกชุ่มอยู่ตลอดเวลาการบ่ม
ด้วย
22




                       รู ปที่ 2.5 รูปแสดงการบ่ มคอนกรีตด้ วยกระสอบเปี ยก

คุณสมบัตของคอนกรีตสด
        ิ
       คอนกรี ตสดที่ดีตองมีคุณสมบัติดงต่อไปนี้ซ่ ึ งคุณสมบัติต่างๆ ของคอนกรี ตสด จะส่ งผล
                       ้             ั
โดยตรงต่อกําลังและความทนทานของคอนกรี ตเมื่อคอนกรี ตแข็งตัวแล้ว
       1. ความสามารถเทได้ (WORKABILITY) คือ ความสามารถในการที่จะเทคอนกรีตเขาสู่
                                                                           ้
แบบให้แน่น และไม่เกิดการแยกตวของส่วนผสม
                            ั
       2. การยึดเกาะ (COHESION) คือ การที่เนื้อคอนกรี ตสามารถจับรวมตัวกันเป็ นกลุ่ม หรื อ
แยกออกจากกันได้ยาก
       3. ความข้นเหลว (CONSISTENCY) คื อ สภาพความเหลวของคอนกรี ต ซึ่ งขึ้ นอยู่ก ับ
ปริ มาณนํ้าเป็ นส่วนใหญ่โดยการทดลองต่างๆ เช่น ค่ายุบตัว, การไหล เป็ นต้น

       4. การแยกตัว (SEGREGATION) คื อ การแยกออกของส่ ว นประกอบต่ างๆ ในเนื้ อ
คอนกรี ต ทําให้คอนกรี ตมีเนื้อไม่สมํ่าเสมอ
       5. การเยิ้ม (BLEEDING) คือ การแยกตัวชนิ ดหนึ่ ง เป็ นการแยกตัวในแนวดิ่งโดยที่วสดุ
                                                                                     ั
ผสมที่หนักจะจมลงด้านล่างและวัสดุผสมที่เบาจะลอยขึ้นด้านบนสู่ผิวของคอนกรี ต
23


ปัจจยที่มีผลกระทบโดยตรงกับคุณภาพของซีเมนต์
    ั

       1. อตราส่วนน้ าต่อซีเมนต์จากการทดลองพบว่ากําลังอัดของคอนกรี ตจะแปรผกผันกับ
           ั         ํ
อตราส่ว นของน้ าต่อซีเ มนต์นนคือกาล งอดของคอนกรี ตจะมากข้ ึ นถาอตราส่วนน้ าต่อซีเมนต์
 ั             ํ            ่ั   ํ ั ั                        ้ ั         ํ
ลดลง อัตราส่วนของนํ้าต่อซี เมนต์นอยที่สุดและเหมาะสมประมาณ 0.30 (W/C = 0.3) เนื่ องจาก
                                 ้
ปูนซี เมนต์ตองใช้น้ าในการทําปฏิกิริยาไฮเดรชัน
            ้       ํ                        ่

       2. ชนิ ดของปูนซี เ มนต์ข้ ึ นอยู่ก ับสารประกอบในปูนซี เ มนต์และขนาดเม็ดปูนซี เ มนต์
ปูนซี เมนต์ที่มีการบดละเอียดเม็ดเล็ก พื้นที่ผิวสัมผัสจะมาก ทําปฏิกิริยาได้เร็ ว ทําให้สามารถรับ
กําลังอัดได้สูงในระยะเวลาเร็ ว



คุณสมบัตด้านกําลังอื่นๆ ของคอนกรีต
        ิ

       1. TENSILE STRENGTH.ความต้านทานในด้านรั บแรงดึ ง ของคอนกรี ตมี ค่าตํ่ามาก
ประมาณ 10 % ของกาลงอดประลยความตานทานในการรับแรงดึงของคอนกรีตจะช่วยในการ
                ํ ั ั    ั     ้
ควบคุ มการแตกร้ า วของคอนกรี ตเนื่ อ งจากผลกระทบต่ า งๆ เช่น อุ ณ หภู มิ การหดตัว งาน
คอนกรี ตอัดแรง งานก่อสร้างเก็บของเหลว เป็ นต้น

       2. BOND STRENGTH.ความต้านทานต่อการลื่นไถลของเหล็ก เสริ มที่หล่ออยู่ภายใน
เนื้ อคอนกรี ตขึ้นอยู่กบชนิ ดของซี เมนต์ สารผสมเพิ่ม w/c ซ่ ึ งมีอิทธิพลต่อคุณสมบติของเพสต์
                       ั                                                         ั
แรงยึดเหนี่ ยวกับเหล็กเสริ มในแนวนอนจะน้อยกว่าแนวตั้ง เพราะนํ้าที่เกิ ดจากการเยิ้มอาจไป
       ่
เกาะอยูใต้เหล็กเสริ มตามแนวนอนได้ เมื่อคอนกรี ตแข็งตัวจึงเกิดเป็ นรู โพรงใต้เหล็กเสริ มนั้น ทํา
ให้ลดกําลังยึดเหนี่ยวลง

       3. SHEAR STRENGTH.

       4. IMPACT STRENGTH.
24


                                    ั
        5. การตานทานการเสียดสีข้ ึนกบ
               ้

                        ํ ั ั
                - w/c (กาลงอด) สูงจะมีความต้านทานสูง

                - Agg/C (มวลรวม/ซี เมนต์) สูงจะมีความต้านทานสูง

                - ความต้านทานตํ่าเมื่อใช้มวลรวมเบา

                - ความต้านทานเพิ่มขึ้นถ้าเกิดการเยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อย

                - ประการที่สาคัญที่สุด คือ การบ่มคอนกรี ตอย่างถูกต้องและเพียงพอ
                            ํ

การทดลองคุณสมบัตของปูนซีเมนต์
                ิ

1. คุณสมบัตทางกายภาพ
           ิ

        1.1 Finess Specific Surface ( พ้ืนผิวจาเพาะ ) หมายถึง ความละเอียดของปูนซีเมนต์ โดย
                                              ํ
วัดพื้นที่ผิวของซี เมนต์ 1 กรัม มีพ้ืนที่ผิวรวมกันได้กี่ตารางเซนติเมตร สําหรับ Portland Type I
จะมีความละเอียด 2800 - 3000 cm2/g ,Type III 4000 - 4800 cm2/g ค่าความละเอียดยิ่งมาก ค่า
Compressive Strength ก็ย่ิงมากขึ้นด้วย และการเกิ ดปฏิกิริยากับนํ้าจะเร็ วขึ้น ทําให้เวลาในการ
ก่อตัว ( Setting Time )เร็ วขึ้นด้วย

        1.2 Soundness (ความอยู่ตว ) เป็นการทดลองการขยายตัว ของปู นซี เ มนต์ โดยใช้
                                ั
Autoclave เพื่อดูว่า ปูนซี เมนต์มีการขยายตวกี่เปอร์เซ็นต์ ถามีการขยายตวมาก (เนื่ องจากมีMgO
                                          ั                ้          ั
สูง) จะมีผลทําให้คอนกรี ตเกิดการแตกร้าว

        1.3 Time of setting (ระยะเวลาการก่อตัว) เป็ นการหาระยะเวลาการก่อตัวของปูนซี เมนต์
เมื่อผสมกับนํ้า ถ้าใช้เวลาน้อยเกินไป แสดงว่าปูนแข็งตัวเร็ ว จะทําให้การเทคอนกรี ตลงในแบบ
ไม่ทน ถ้าใช้เวลามากเกินไปก็จะแข็งตัวช้า
    ั

        1.4 Air Content of Mortar (ปริ มาณอากาศในมอร์ตาร์) จํานวนปริ มาตรของอากาศที่อยู่
ในมอร์ตาร์ จะทําให้เกิดช่องว่างอยูภายใน ถ้ามีมากจะทําให้ค่าแรงอัดลดลง
                                  ่
25


        1.5 Heat of Hydration เป็ นปริ มาณความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากปูนซี เมนต์ทาปฏิกิริยากับ
                                                                                  ํ
นํ้า ถ้าปริ มาณความร้ อนที่เกิ ดขึ้นมีค่าสู ง จะทําให้คอนกรี ตมีอุณหภูมิสูงด้วย ซึ่ งเป็ นผลให้เกิ ด
การขยายตว ทาให้คอนกรีตแตกร้าวได้
             ั ํ

        1.6 False set (การก่อตวผิดปกติ) คือการที่ปูนซี เมนต์ผสมกับนํ้าแล้วเกิ ดการแข็งตัวเร็ ว
                              ั
ผิดปกติ ไม่สามารถที่จะเทลงแบบได้ ท้ งน้ ี เกิดจากระหว่างที่บดซีเมนต์ มีความร้อนเกิดข้ ึนสูง
                                    ั
หรื อเก็บปูนซี เมนต์ไว้ในที่ที่อุณหภูมิสูง ทําให้ยิปซั่มที่ใส่ ไว้สําหรับควบคุมเวลาการก่อตัวของ
ปูนซี เมนต์ตองสู ญเสี ยนํ้าไปเนื่ องจากความร้ อน (Dehydration) ทาให้คุณสมบติของยิปซัมใน
            ้                                                   ํ         ั
การควบคุม setting time เสี ยไป

        1.7 Compressive Strength of Mortar เป็นการหาค่าแรงอดของปูนซีเมนต์ในมอร์ตาร์ ที่
                                                           ั
อายุ 1 วัน, 3วัน, 7 วัน และ 28 วัน เพื่ อ เป็ นตัว บ่ง ชี้ ถึ ง คุณภาพของปูนซี เ มนต์ในด้านการรั บ
แรงอัด และบ่งบอกถึงระยะเวลาของการถอดแบบอีกด้วย

2. คุณสมบัตทางเคมี
           ิ

        2.1 Main Oxide ได้แ ก่ SiO2 ,Al2O3 ,Fe2O3 และ CaO แสดงส่ ว นประกอบของ
สารประกอบซี เมนต์ โดยเป็ นตัวบ่งชี้ถึงประเภทของปูนซี เมนต์ ซึ่ งจะมีปริ มาณของสารประกอบ
ที่แตกต่างกันออกไป

        C3S ให้แรงอัดในทุกฯระยะ โดยเฉพาะระยะแรกให้แรงอัดมาก และให้แรงอัดเพิ่มขึ้น
เลกนอยหลงจาก 28 วน
  ็ ้   ั        ั

        C2S ให้แรงอดในระยะยาว แรงอดที่เกิดข้ ึนในระยะ 7 วนมีค่าต่า หลงจาก 1 เดือนไปแลว
                   ั              ั                      ั       ํ ั                 ้
จึงจะเพิ่มขึ้นเรื่ อยฯ

        C3A ให้แรงอัดเพียงเล็กน้อยระยะ 1 - 3 วัน แต่จะช่วยเร่ งอัตราการให้แรงอัดระยะแรก
ของ C3S ให้เร็ วขึ้น

        C4AF เป็ นสารประกอบที่ทาให้ปูนซี เมนต์มีสีเข้ม และทนต่อการกัดกร่ อนของ Sulphate
                               ํ
26


       2.2 Sculpture Trioxide (SO3) ได้จากเชื้อเพลิงที่ใช้เผาปูนซี เมนต์, วัตถุดิบ และยิปซัมที่
ใส่ในปูนซีเมนต์ (CaSO4.2H2O) ซ่ ึ งเป็นสาร active สําหรับการควบคุมระยะเวลาในการก่อตัว
ถ้ามีมากจะเกิ ดการขยายตัว ทําให้คอนกรี ตแตกร้ าว และทําให้ปูนซี เมนต์เกิ ด False set แต่ถามี
                                                                                         ้
น้อยจนเกินไปจะทําให้เกิด Falsh set ทําให้ปูนซี เมนต์แข้งตัวอย่างรวดเร็ วเมื่อทําปฏิกิริยากบน้ า
                                                                                          ั ํ

       2.3 Insoluble residue เป็ นค่าที่บ่งบอกถึงสิ่ งเจื อปนต่างฯ ที่ไม่ละลายในกรด ด่าง เช่น
                      ่                                  ํ
ทรายและดิน ที่ประปนอยูในปูนซี เมนต์ ถ้ามีมากจะมีผลทําให้กาลังอัดลดลง

การควบคุมคุณภาพคอนกรีต

       1. การควบคุมวัตถุดิบการควบคุมวัตถุดิบในการผลิตปูนซี เมนต์สามารถควบคุมได้ดงนี้
                                                                                ั
               - ปูนซี เมนต์
               - หิน ทราย
               - นํ้า
               - นํ้ายาผสมคอนกรี ต
               - วัสดุทดแทนซี เมนต์
       2. การออกแบบคุณสมบติของส่วนผสมคอนกรี ต
                         ั
                                     ้ ํ
               - พิจารณาศึกษา ทบทวน ขอกาหนด
               - การทบทวน ปรับปรุ ง เปลี่ยนแปลง ข้อกําหนด ให้เหมาะสม
               - พัฒนาและเลือกคุณคุณสมบัติของส่วนผสม
               - การเสนอส่วนผสมเพื่ออนุมติใช้งาน
                                        ั
               - การประชุมหารือก่อนการเทคอนกรีต
               - การรวบรวมข้อมูลลักษณะเฉพาะของคอนกรี ต
       3. การควบคุม ณ โรงงานคอนกรีต หรือ ณ หน่วยงานผลิต
27


       - การสุ่มตรวจสอบวัตถุดิบที่เข้าโรงงาน
       - การเก็บวัตถุดิบเช่นการป้ องกันสิ่ งสกปรกเจือปนการระบายนํ้าของมวลรวม
       - การชัวตวงส่ วนผสม เช่น ระบบชังและระบบเคลื่อนย้ายวัตถุดิบที่เชื่อถือได้,
              ่                             ่
       การตรวจ สอบ (Calibrated) เครื่ องชังและอุปกรณ์ตวงนํ้ายา (Dispenser)
                                          ่
       - ความถูกต้องในการชังตวง
                           ่
       - การบํารุ งรักษาเครื่ องจักรและกระบวนการผลิต
4. การควบคุมคอนกรี ต
       - การสุ่มตัวอย่างคอนกรี ตเพื่อทดลอง
       - การทดลองคอนกรีตสด
       - การสงเกต ณ หน่วยงานก่อสร้าง
             ั
       - รายงานขอมูลเทคนิคต่างๆ ในสนาม
                ้
       - รายงานของพนักงานจัดส่ง
       - การเปรี ยบเทียบผลทดลองระหว่างห้องปฏิบติการ
                                              ั
       - การจดทาผลการทดลอง
             ั ํ
5. การบริ การลูกค้า
       - การตรวจสอบข้อร้องเรี ยนของลูกค้า
       - การวิเคราะห์ขอผิดพลาด
                      ้
       - เสนอแนะทางแก้ไขปัญหาและหาทางป้ องกัน
       - ป้ อนข้อมูลส่งกลับไปที่หน่วยงานผลิต
28



                                            บทที่ 3

                                   วธีดาเนินการทดลอง
                                    ิ ํ
การทดลองที่ 1 การทดสอบและวเิ คราะห์ส่วนคละของมวลรวม
(Sieve Analysis and Fineness Modulus of Aggregate)

1.บทนํา
         ชนิดของมวลที่ใชในการผสมคอนกรีต เป็ นปั จจัยสําคัญต่ อคุ ณภาพของคอนกรี ตทั้งในด้านความ
                          ้
เหมาะสมต่อการใช้งาน ความทนทาน และกําลังของคอนกรี ตเมื่อแข็งตัวแล้วการเลือกใช้มวลรวมที่ขนาด
แตกต่างกันอย่างพอเหมาะพอดี จะทําให้สามารถทราบคุณภาพคอนกรี ตได้ตามที่ตองการ โดยปกติมวลรวม
                                                                            ้
ที่หาได้ตามธรรมชาติอาจจะมีขนาดคละที่ไม่ดีนก ฉะนั้นจึงต้องนํามวลรวมที่มีอยูมาทําการวิเคราะห์ และหา
                                               ั                          ่
เปอร์เซ็นต์ส่วนคละใหม่ข้ ึนเพื่อให้ได้มวลรวมที่มีขนาดคละที่เหมาะสม
ช่วงขนาดคละของมวลที่เหมาะสมสาหรับใชในการผสมคอนกรีตมดงน้ ี
                                    ํ      ้                   ี ั




ขนาดคละ(Gradation)
ขนาดคละ(Gradation) คือการกระจายของขนาดต่างๆ ของอนุภาค ขนาดคละของมวลรวมนบเป็นคุณสมบติ
                                                                       ั          ั
ที่สาคัญสําหรับการกําหนดปริ มาณเนื้อซีเมนต์เพสท์ที่ตองการนําไปห่อหุ มมวลรวม
    ํ                                               ้               ้
29


     ผลของขนาดคละต่อคุณสมบัตของคอนกรีตคือ
                                       ิ
           • ปริ มาณของซีเมนต์เพสต์ คอนกรี ต ที่มีขนาดคละของมวลรวมดี มวลรวมหยาบและมวลรวม
ละเอียดจะต้องมีสดส่ วนที่เหมาะสม เมื่อนํามาผสมรวมกันแล้วมวลรวมที่ ขนาดเล็กกว่าจะต้องบรรจุ อยู่ใน
                      ั
ช่องว่างระหว่างมวลรวมที่ใหญ่กว่าให้มากที่สุด การที่มวลรวมมีขนาดคละที่ดีจะส่ งผลให้ช่องว่างระหว่าง
มวลรวมมีปริ มาณน้อยลง ปริ มาณซีเมนต์เพสท์ที่ใช้เพื่อยดมวลรวมและอุดช่องว่างจึงลดลง ทาใหลดปริมาณ
                                                          ึ                          ํ ้
ส่วนผสมของปูนซีเมนต์ลงได้
           • ความสามารถเทได้ (Workability) คอนกรี ตที่ ใช้มวลรวมซึ่ งมีขนาดคละดี จะมีปริ มาณซี เมนต์
เพสท์ที่เหลือจากการเติมช่องว่างในมวลรวมมากกว่าคอนกรี ตที่ ใช้มวลรวมขนาดคละเดี ยว (Single Size)
หรื อขนาดคละขาดช่วง (Gap Grade) ดังนั้นปริ มาณซี เมนต์เพสท์ดงกล่าวจะทําหน้าที่ หล่อลื่นและลดแรง
                                                                  ั
เสียดทานระหว่างมวลรวมทําให้ความสามารถเทได้เพิ่มขึ้น
           • การแยกตัว (Segregation) โดยปกติการแยกตัวของคอนกรี ตมี 2 ชนิด คือ การแยกตัวของมอร์ ตาร์
ออกจากเน้ือคอนกรีต ในคอนกรี ตปกติทวไปที่ได้รับการจี้เขย่ามากเกินไป (Over vibration) ส่วนอีกประเภท
                                         ่ั
หน่ึงคือ การเยม (Bleeding) โดยมีลกษณะคือ จะมีการจมลงของมวลรวม (องค์ประกอบที่หนักกว่า) ซ่ึ งจะ
                 ิ้                  ั
ดันให้น้ าบางส่ วน (ซ่ ึงเป็ นองค์ประกอบที่เบาที่สุดของส่วนผสม) ลอยตวข้ ึนมาบนผวหนาของคอนกรีต ซ่ึงมี
         ํ                                                          ั          ิ ้
สาเหตุมาจากความไม่สามารถของส่ วนผสมที่จะกักนํ้าที่แผ่กระจายอยูเ่ อาไว้ขณะที่มวลรวมที่หนักกว่านํ้าจม
ลง
     การวิเคราะห์ ขนาดคละของวัสดุผสมด้ วยการร่ อนผ่านตะแกรงมาตรฐาน
           เพื่อควบคุมตรวจสอบให้ขนาดคละของมวลรวมเป็ นไปตามที่ ก าหนดไว้ร วมทั้งใชเ้ พื่อหาอตรา
                                                                          ํ                      ั
ส่วนผสมของมวลรวมขนาดต่างๆ เพื่อให้ได้ขนาดคละที่เหมาะสม
           การวิเคราะห์ทาโดยการเก็บตัวอย่างมาปริ มาณหนึ่ งมาร่ อนบนตะแกรงขนาดต่ างๆ ซึ่ งวางเรี ยงกัน
                          ํ
ตามขนาดช่องว่างของตะแกรงจากขนาดใหญ่สุดอยู่ขางบนจนถึงขนาดเล็กสุ ด โดยใช้การเขย่าชุดตะแกรง
                                                       ้
ดังกล่าว
     ข้ อแนะนําเพิมเติมเกียวกับขนาดคละ
                    ่         ่
     สําหรับทราย ปริ มาณอนุ ภาคละเอียดที่ ผ่านตะแกรงเบอร์ 50 และ 100 มีผลต่อความสามารถเทได้การ
แต่งผิวหน้าและการเยิ้มของคอนกรี ตสด(Bleeding) นอกจากนี้ อนุ ภาคขนาดเล็กยังช่ วยให้คอนกรี ตเกาะ
รวมตวกนไดดี ดังนั้นปริ มาณที่เหมาะสมของอนุ ภาคละเอียดคื อ ผ่านตะแกรง เบอร์ 50 อย่างน้อย 5% แต่
    ั ั ้
ต้องไม่ให้มีอนุ ภาคที่ ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 มากกว่า 5% เพราะอนุ ภาคขนาดเล็กนี้ มกประกอบด้วยดิน
                                                                               ั
เหนี ยว ซึ่ งมี ผลคื อจะต้องใช้ปริ มาณนํ้ามากขึ้ น ในการผสมทําให้ปริ มาตรของคอนกรี ต มีอต รา การ
                                                                                        ั
เปลยนแปลงสูง(เกิดการหดตัว)
   ี่
30


    สําหรับหิน งานก่อสร้างทัวไปในประเทศไทยพบว่าหิ นที่ใช้ผสมคอนกรี ตมักเป็ นหิ นเพียงขนาดเดียว
                            ่
(Single size) เช่น หิน 1 หรื อ หิน 2 ซึ่งไม่ได้มีขนาดคละที่ถกต้องตามทฤษฎีสาหรับงานคอนกรี ต ดังนั้นจึงมี
                                                            ู             ํ
ข้อแนะนําในการออกแบบส่วนผสมคอนกรี ตที่ เหมาะสมสําหรั บประเทศไทย คือ เมื่อใช้หินย่อยและทราย
แม่น้ าที่เป็ นวัตถุดิบหลักในประเทศไทยนั้น ปริ มาณส่วนละเอียด ไดแก่ ปริ มาณปูนซีเมนต์และปริ มาณทราย
      ํ                                                         ้
ที่เหมาะสมที่ จ ะทําให้ค อนกรี ตมี ความสามารถเทได้ไม่แยกตัว หรื อเกิ ดการเยิ้มมากและไดก าลงอดตาม
                                                                                      ้ ํ ั ั
ต้องการมีค่าแสดงในตาราง




      สําหรับงานพิเศษบางประเภทเช่น งานคอนกรี ตเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่มีค่ายุบตัวมากกว่า 15 ซม. นั้น
ในการออกแบบอาจจําเป็ นต้องเพิ่มปริ มาณส่ วนละเอียดขึ้นไปเป็ น 42% - 45% โดยปริ มาตรเพื่อป้ องกัน
ปัญหาการแยกตัว
ค่าโมดูลสความละเอียด (Fineness Modulus)
         ั
         ค่ าโมดูลสความละเอียด (Fineness Modulus F.M.) คือ ตัวเลขดัชนี ที่เป็ นปฏิภาคโดยประมาณกับ
                     ั
ขนาดเฉลี่ยของกอนวสดุในมวลรวม โดยที่
                  ้ ั
         F.M. = (1/100) (ผลบวกของเปอร์เซ็นต์สะสมของมวลรวมที่คางบนตะแกรงมาตรฐาน)
                                                                     ้
         ค่าโมดูลสความละเอียด เป็ นค่าที่ไม่มีหน่วย เป็ นตัวบ่งบอกว่าลักษณะทรายนั้นหยาบหรื อละเอียดค่า
                   ั
โมดูลสความละเอียดไม่สามารถใชบอกขนาดคละของมวลรวมได ้ แต่สามารถใชควบคุมความสม่าเสมอของ
       ั                             ้                                         ้            ํ
มวลรวมที่ผลิตจากแหล่งเดียวกัน ทรายที่มี F.M.=3.2 จะมีความหยาบมากกว่าทรายที่มี F.M.=2.3
         เนื่ องจากทรายที่ มีความละเอียดมากจําเป็ นต้องใช้น้ ามากเพื่อให้ได้ค วามสามารถเทได้เท่ าๆ กัน
                                                               ํ
ดังนั้นทรายที่เหมาะสําหรับผลิตคอนกรี ต ควรมีค่ าโมดูลสความละเอียดในช่วง 2.25-3.25 และ 5.5-7.5
                                                            ั
สาหรับหิน นอกจากนี้ ค่าโมดูลสความละเอีย ดยังบอกถึงขนาดโดยส่ ว นใหญ่ ข องมวลรวมว่าค้างอยู่บน
    ํ                              ั
ตะแกรงลําดับที่เท่าใดโดยเริ่ มนับจากตะแกรงเบอร์ 100 ตัวอย่างเช่น ค่า F.M.=3 หมายถึง มวลรวมที่ คางบน
                                                                                                 ้
ตะแกรงลําดับที่ 3 (เบอร์ 30) นับจากตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 100 เป็ นขนาดเฉลี่ยโดยส่ วนใหญ่ของมวลรวม
ซึ่ งหาได้จากการคิ ดที่ ว่า ถาดรองเป็ นตะแกรงลําดับที่ 0 ตะแกรงเบอร์ 100 เป็ นตะแกรงลําดับที่ 1 จนถึง
ตะแกรงเบอร์ 4 เป็ นตะแกรงลําดับที่ 6 ตามลําดับต่อจากนั้นทําการหาค่า F.M. จากค่าเฉลี่ยถ่วงนํ้าหนักของ
ขนาดตะแกรงและเปอร์เซ็นต์ที่คาง   ้
      โมดูลสความละเอียดนอกจากใช้บอกถึงความละเอียดของมวลรวมแล้วยังมีประโยชน์ในการนําไปใช้
              ั
หาอัตราส่วนผสมของมวลรวม(Combined Aggregate) แต่ละชนิดอีกด้วย ซ่ึ งทาไดโดยการทดลองหาอัตรา
                                                                   ํ ้
ผสมของมวลรวมหยาบต่อมวลรวมละเอียดเพื่อให้ ให้ ได้ ขนาดคละของมวลรวมผสมอยู่ในขอบเขตที่กําหนด
31


ขนาดใหญ่ สุดของมวลรวม

            ขนาดใหญ่สุดของมวลรวมที่มีผลโดยตรงกับปริ มาณซี เมนต์เพสท์ที่ตองการ และขนาดคละของ
                                                                               ้
วสดุผสม กล่าวคื อมวลรวมที่ มีขนาดใหญ่ จะมีพ้ืนที่ผิว(Surface Area) โดยรวมน้อยกว่ามวลรวมที่มีขนาด
  ั
เล็กเมื่อมีน้ าหนักมวลรวมเท่ากัน
               ํ
            ดังนั้นมวลรวมขนาดใหญ่จึงต้องการปริ มาณนํ้าและปริ มาณซีเมนต์ เพื่อเคลือบผิวมวลรวมน้อยกว่า
เพื่อให้มีความสามารถเทได้เท่ ากัน หรื อถ้าใช้ปริ มาณซี เมนต์และค่ ายุบตัวเท่ ากันกําลังคอนกรี ตจะเพิ่มขึ้น
เพราะสามารถลดนํ้าหรื อลดอัตราส่ วนนํ้าต่อซีเมนต์นนเอง่ั
            ในทางปฏิบติผออกแบบควรตัดสินใจเลือกขนาดใหญ่สุดของมวลรวมโดยคํานึ งถึง
                       ั ู้
            1. ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม ต้องมีขนาดไม่เกิน 1/5 ของส่วนที่แคบที่สุดของแบบหล่อ ไม่เกิน ¾
ของระยะแคบสุดระหว่างเหล็กเสริ มกับแบบหล่อ และไม่เกิน 1/3 ของความหนาของพื้น
            2. สาหรับกรณีใชป๊ั ม ขนาดใหญ่สุดของมวลรวมต้องไม่เกิ น 1/5 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ
                   ํ          ้
คอนกรี ตปั๊ม
            3. สาหรับกรณีคอนกรีตกาลงอดสูง การวิบติของคอนกรี ต (Failure) จะเกิดที่มวลรวม แทนที่จะเกิ ด
                 ํ                 ํ ั ั           ั
ที่ซีเมนต์เพสท์เหมือนคอนกรี ตกําลังอัดทัวไป เพราะว่าในมวลรวมขนาดใหญ่น้ ันมีโอกาสที่จะมีรอยร้าว
                                          ่
ขนาดเลกอยู่ (Micro cracks) ดังนั้นมวลรวมควรมีขนาดเล็กลงเมื่อใช้ในงานคอนกรี ตกําลังอัดสูง
          ็
       ดงนนขนาดใหญ่สดของมวลรวมที่ใช้ในงานคอนกรีตทั่วไปควรมีขนาดไม่เกิน 40 ม.ม. และควรมี
         ั ั้               ุ
ขนาดเล็กลงเมื่อใช้ ในงานคอนกรี ตกําลังอัดสูง

เครื่องมือทดสอบและวัสดุทดสอบ
เครื่องมือทดสอบ
          1. เครื่ องชังสามารถอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.5 กรัม และมีความถูกต้องไม่นอยกว่า 0.1 %ของนํ้ าหนัก
                       ่                                                        ้
ที่ชงทั้งหมด
    ั่
          2. ตะแกรงมาตรฐาน ขนาด 3” 1 ½” ¾” ⅜” และเบอร์ 4 สําหรั บมวลรวมหยาบตะแกรงมาตรฐาน
ขนาด No.4 No.8 No.16 No.30 No. 50 และ No. 100 สําหรับมวลรวมละเอียด
          3. เครื่ องเขย่าตะแกรง (Mechanical Sieve Shaker) มวลรวมหยาบพร้อมตะแกรงมาตรฐาน
          4. เครื่ องเขย่าตะแกรง (Mechanical Sieve Shaker) มวลรวมละเอียด
          5. ตูอบไฟฟ้ า ควบคุมอุณหภูมิได้ ระหว่าง 105 °c – 110 °c
               ้
วัสดุทดลอง
          1. ทรายจํานวน 500 กรัม
          2. หิน ตามจํานวนที่ระบุไว้ในตาราง
32




        ขนาดใหญ่ สุดของมวลรวม (Max Nominal size) หาได้จากขนาดของตะแกรงเบอร์ ถดจากที่มวล
                                                                             ั
รวมค้างอยูเ่ ท่ากับหรื อมากกว่า 15 %

วิธีการทดลอง
    มวลรวมละเอียด
      1. นําทรายที่ต ้องการทดสอบมาหา quartering หรื อ Sand splitter และชังนํ้าหนักมา 500กรั ม
                                                                                   ่
           ตัวอย่างทดลองต้องแห้งจนมีน้ าหนักคงที่
                                         ํ
      2. เททรายตัวอย่างลงในตะแกรงที่เรี ยงกันไว้ตามลําดับจากหยาบไปหาละเอียดปิ ดฝาและยึดให้แน่น
      3. เดินเครื่ องเขย่าประมาณ 10 นาที แล้วหยุดเครื่ อง ชังนํ้าหนักของทรายที่ คางอยู่บนตะแกรงแต่ ละ
                                                            ่                    ้
           ชั้นอย่างละเอียด ถ้าผลรวมของนํ้าหนักทั้งหมดของมวลรวมที่คางตะแกรงขนาดต่างๆ แตกต่าง
                                                                         ้
           ไปจากนํ้าหนักตัวอย่างก่อนทดสอบเกิน 0.30% ให้ทาการทดลองซํ้า
                                                                 ํ
      4. จากนํ้าหนักของมวลที่ คางอยู่บนตะแกรงแต่ ละชั้นนําไปหาค่ าFineness Modulus (F.M.) และ
                                   ้
           เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของตะแกรง และเปอร์ เซ็นต์ของ Cumulative
           retained หรื อ Percentage of Coarser
    มวลรวมหยาบ
      1. นําตัวอย่างหิ นที่ได้จากการหา quartering มาตามจํานวนที่ระบุไว้ในตาราง
      2. นําหินไปใส่ในตะแกรงตามขนาดต่ างๆ ที่ระบุไว้และเดินเครื่ องเขย่า จนกว่าหิ นจะไม่ลอดผ่าน
           ตะแกรงอีก
      3. นําหิ นที่คางอยูบนตะแกรงแต่ละชั้นไปชังอย่างละเอียด
                     ้ ่                         ่
33




       4. จากนํ้าหนัก ของหิ น ที่ คางอยู่บนตะแกรงแต่ ละชั้น นําไปหาค่า F.M. และเขี ยนกราฟแสดง
                                   ้
       ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของตะแกรงและเปอร์ เซ็นต์ของCumulative retained หรื อ Percentage
       of Coarser
   ส่ วนผสมขนาดคละของมวลรวม
       1. นําค่าขนาดคละของมวลรวมที่เหมาะสม ที่กาหนดให้ในข้อ 1 มาเขียนกราฟแสดงเปอร์เซ็นต์ผ่าน
                                                 ํ
           สูงสุดและต่าสุด
                       ํ
       2. ทดลองคํานวณหาส่ วนผสมที่ มีขนาดคละให้อยู่ในขอบเขต Grading limit นั้นสัดส่ วนที่ ได้น้ ี จะ
           เป็ นสัดส่วนที่เหมาะสมสําหรับใช้ผสมคอนกรี ต
การคานวณ
    ํ
      1. คํานวณหานํ้าหนักของมวลที่คางบนตะแกรงแต่ละขนาดเป็ นเปอร์ เซ็นต์ (Individual percentage
                                    ้
            retained)
      2. หานํ้าหนัก ของมวลเป็ นเปอร์ เซ็นต์สะสมบนตะแกรงแต่ ละขนาด (Cumulative percentage
            retained)
      3. คํานวณหาค่า Fineness Modulus (F.M.) โดยใชค่าผลรวมของเปอร์เซ็นตสะสมที่คางบนตะแกรง
                                                  ้                    ์        ้
            ขนาดต่างๆ แล้วหารด้วย 100
34


การทดลองที่ 2 การทดสอบความต้านทานต่อการขัดสีของมวลรวมโดยใช้ เครื่องลอสแองเจลลิส
(Abrasion Test of Coarse Aggregate by Use of the Los Angles Machine)
บทนํา
        ความคงทน(Durable) เป็ นคุ ณสมบัติประการที่ หนึ่ งของคอนกรี ตโดยเฉพาะในงานคอนกรี ต ที่
ต้องการรับแรงกระแทกและเสี ยดสี มาก ซึ่ งคุ ณสมบัติดงกล่าวเกี่ ยวข้องโดยการขัดสี หรื อทนต่อการสึ ก
                                                   ั
กร่ อนได้ดี
        คอนกรี ตนอกจากเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของโครงสร้างอาคาร เช่น เสา คาน กําแพงรับแรงเฉือน
                                            ํ
(Shear wall) และเสาเข็มแล้ว ยังนําไปใช้ในงานถนน ลานจอดรถ พื้นโรงงาน พื้นสนามบินอีกด้วย
ผิวหน้าของคอนกรี ต นอกจากทําหน้าที่ รับนํ้าหนัก จากล้อยานพาหนะเพื่อถ่ายลงสู่ พ้ืนทางแล้วยังต้องมี
ความสามารถรับแรงเสี ยดสี และแรงกระแทกจากล้อยานพาหนะที่กระทําอยูตลอดเวลา ดังนั้นความสามารถ
                                                               ่
ของหิ นในการต้านทานการสึ กกร่ อนจึ งเป็ นค่าที่สาคัญอีกค่ าหนึ่ งที่ตองคํานึ งถึง เพื่อให้คอนกรี ตมีความ
                                                ํ                    ้
ทนทานสูงและมีอายุการใช้งานที่ยางนาน

          การทดสอบความต้านทานการสึ กกร่ อนของหิ นโดยเครื่ องทดสอบลอสแองเจลลิสทําได้จาก การวัดค่า
ความสึ กกร่ อนที่เกิดขึ้นกับมวลรวม จากการกระแทกและการเสี ยดสี กบลูกเหล็กกลม ซึ่ งมีขนาดตามที่กาหนด
                                                                    ั                         ํ
และมีจานวนข้ ึนอยกบขนาดคละของตวอยางทดสอบในขณะที่ถงหมุนรอบตัวเองจะมีแผ่นเหล็กที่ต้ งฉากกับ
        ํ           ู่ ั               ั ่                  ั                             ั
ผนังของถง จะพาตวอย่างทดสอบและลูกเหล็กกลมอยู่สูงข้ ึนจะตกลงมากระแทกกบผนังตานตรงขามในถง
            ั         ั                                                     ั        ้      ้     ั
เหล็ก กระบวนการนี้ จะทําซํ้ากันไปเรื่ อยๆ จนครบจํานวนรอบที่กาหนดจากนั้นจะนําตวอย่างทดสอบออกจาก
                                                              ํ               ั
ถังแล้วนํามาแยกขนาดด้วยตะแกรงเพื่อหาสเปอร์เซ็นตการสึกกร่อน
                                                   ์
          จากมาตรฐาน ASTM C 33 หิ นที่ ใช้ในงานคอนกรี ตที่ ตองรั บแรงเสี ยดทานมาก เช่น งานถนน
                                                                  ้
คอนกรี ต เมื่อผ่านการทดสอบโดยเครื่ องลอสแองเจลลีสแล้วจะต้องมีส่วนที่สึกกร่ อนไปไม่เกิน 35 % ของ
นํ้าหนักเดิมจึงเหมาะสมกับการนํามาผสมเพื่อทําคอนกรี ต
          ถ้ามวลรวมหยาบมี ความต้านทานต่อการสึ กกร่ อนที่ต่าแล้ว ในการออกแบบส่ วนผสมคอนกรี ต
                                                                ํ
เพื่อให้มีคุณสมบัติในการรั บแรงเสี ยดสี และแรงกระแทกตามความต้องการนั้น จําเป็ นต้องเพิ่มปริ มาณนํ้า
และปูนซีเมนต์โดยจะทําให้เกิดความสิ้ นเปลืองมากขึ้น
นอกจากความต้านทานการสึ กกร่ อนของหิ นที่เป็ นปัจจัยสําคัญต่อความต้านทานการสึ กกร่ อนของคอนกรี ต
แล้วยังมีปัจจัยสําคัญอื่นๆ ที่ควรพิจารณาดังนี้คือ

   1. กําลังอัดของคอนกรีต การเพิ่มความสามารถในการต้านทานการเสี ยดสี สามารถทําได้โดยการเพิ่ม
กาลงอดคอนกรีต จากการศึกษาพบว่าคอนกรี ตที่มีกาลังอัด 140 KSC (ทรงลูกบาศก์) จะมีอตรา เสียดสี
 ํ ั ั                                           ํ                                  ั
ประมาณ 5 เท่าของคอนกรี ตที่มีกาลังอัด 280 KSC (ทรงลูกบาศก์) ส่วนคอนกรีตที่กาลงอดระหว่าง 280-420
                              ํ                                            ํ ั ั
KSC (ทรงลูกบาศก์) จะมีความต้านทานการเสียดสีที่ดีมาก
35


     2. อัตราส่ วนนําต่ อซีเมนต์
                     ้
          บริ เวณผิวคอนกรี ตด้านบนที่มีการเยิมจะมีความอ่อนแอที่สุด ดังนั้นการลดอัตราส่ วนนํ้าต่ อซี เมนต์
                                              ้
ไม่ใหเ้ กิน 0.45-0.50 จะช่วยลดการเยิมและเพิ่มความทนทานต่อการสึกกร่ อนบริ เวณผิวหน้าของคอนกรี ต
                                      ้
     3. หินและทราย
          นอกจากการเลือกใช้หินและทรายที่ มีค วามแข็ งแกร่ งแล้ว ยังสามารถเพิ่มความต้านทานการสึ ก
กร่ อนได้โดยการเลือกหินที่มีขนาดใหญ่ข้ ึน
     4. การเทและการแต่งผิวหน้ า
          ควรจี้เขย่าคอนกรี ตให้แน่ นอย่างสมํ่าเสมอในแบบหล่อรวมทั้งต้องแต่งผิวหน้าให้เหมาะสม ซ่ึ งจะ
ทําให้คอนกรี ตที่ได้มีคุณภาพที่ผวดี และช่วยลดปริ มาณฟองอากาศในคอนกรี ต
                                 ิ

         จะทําให้คอนกรี ตที่ได้มีคุณภาพที่ผวดี และช่วยลดปริ มาณฟองอากาศในคอนกรี ต
                                              ิ
    5. การบ่ ม
         ควรบ่ มคอนกรี ต ด้ว ยวิ ธีก ารเหมาะสมและมีร ะยะเวลาการบ่ มที่ ทาให้เกิ ด ปฏิก ริ ยาไฮเดรชั่น ที่
                                                                                  ํ
สมบูรณ์ที่สุด
    6. ลักษณะผิวคอนกรีต
         ในกรณี ที่มีการเสี ยดสี อย่างมาก จําเป็ นทีจะต้องเลือกใช้คอนกรี ตที่มีกาลังอัดสูงมาก หรือใชวสดุอื่น
                                                                                ํ                   ้ั
เคลือบผิวหรื อในบางโครงสร้างอาจจะต้องทําให้ผวคอนกรี ตเรี ยบมากๆ
                                                     ิ
    7. รอยต่อ
         ควรออกแบบและก่อสร้างรอยต่อใหเ้ หมาะสมเพื่อลดการกระแทก

เครื่องมือทดสอบและวัสดุทดสอบ
เครื่องมือทดสอบ
         1. เครื่องลอสแองเจลิส (Los Angeles Machine) เป็นเครื่องมือทดสอบความทนทานต่อการขดสีของ
                                                                                         ั
มวลรวม ทําด้วยเหล็กรู ปทรงกระบอก ปลายปิดท้งสองขาง มีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 28” ± 0.2” และความยาว
                                             ั       ้
ภายใน 20” ± 0.2” สามารถหมุนรอบแกนในแนวนอนดวยความเร็ว 30 – 33 รอบต่อนาที มีช่อง เปิ ดสําหรับใส่
                                                   ้
ตัวอย่างทดลอง ภายในมีแผนเหล็กขนาด
                          ่
3.5” ± 0.1” ยนออกมาในแนวรัศมีตลอดความยาวของกระบอก
               ื่
         2. ลกเหลก (Abrasive Charge) ประกอบด้วยลูกเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 27/34” และ
              ู ็
แต่ละลูกมีน้ าหนักระหว่าง 390 – 445 กรัม การเลือกจํานวนและขนาดของลูกเหล็กให้เลือกใช้ตามเกรดของ
             ํ
มวลรวมดังนี้

**หมายเหตุ** เกรด A, B, C, D เป็ น ขนาดเล็ก, เกรด E.F.G เป็ นขนาดใหญ่
36




        3. ตะแกรงมาตรฐาน เบอร์ 12
        4. เครื่ องชังสามารถชังได้ ไม่น้อยกว่า 1 กก. และอานคาละเอียดได้ถึง 0.1 กรัม
                     ่        ่                          ่ ่

วัสดุทดลอง
     มวลรวมที่ สะอาดแห้งและมีขนาดคละตามเกรดที่ก าหนดไว้ในตาราง GRADINGS ON TEST
                                                  ํ
SAMBLES โดยเลือกขนาดคละดังกล่าวให้ใกล้เคียงกับขนาดคละของหินที่ใช้งานจริ งที่สุด

วิธีการทดลอง
1. ทําการเก็บตัวอย่างมวลรวมโดยวิธี Quartering หรื อ Sand spatter แล้วนํามาล้างให้สะอาด อบให้แห้งที่
             o      o
อุณหภูมิ 105 C – 110 C. จนมีน้ าหนักคงที่
                               ํ
        2. นํามาอบผ่านตะแกรงมาตรฐานเพื่อเลือกเกรดที่ใกล้เคียงกับขนาดคละของมวลรวมมากที่สุด ชง
                                                                                           ั่
นํ้าหนักตามที่คางบนตะแกรงขนาดต่าง ๆ ตามจํานวนในตารางเกรดที่เลือก
               ้
        3. นํามวลรวมที่ชงไว้ตามจํานวนมาผสมกันอีกครั้งหนึ่ ง เพื่อใชเ้ ป็นตวอยางทดสอบต่อไป
                        ่ั                                                ั ่

          4. ใส่มวลรวมที่จะทดสอบและลูกเหล็กตามจํานวนที่รับไว้ในตารางแล้วเทลงในเครื่ อง Los Angles
ซ่ึงหมุนดวยความเร็ว 30 33 รอบต่อวินาที สําหรับมวลรวมเกรด A, B, C และ D ตั้งเครื่ องให้หมุน 500 รอบ
              ้
และมวลรวมเกรด E, F, G ตั้งเครื่ องให้หมุน 1000 รอบ
5. เมื่อเครื่ องหมุนได้รอบตามจํานวนแล้ว ให้เอามวลรวมทั้งหมดออกจากเครื่ องแยกคร่ าวๆ ด้วยตะแกรงที่
ใหญ่กว่า เบอร์ 12 แล้วนําส่ วนที่ผานตะแกรงเบอร์ดงกล่าว มาร่ อนผ่านตะแกรงเบอร์ 12 อีกคร้ ัง
                                  ่              ั
                                                                                              o
       6. นําส่ วนที่ ใหญ่ บนตะแกรงเบอร์ 12 ทั้งหมดมาล้างให้สะอาด นําไปเข้าอบที่อุณหภูมิ 105 C –
   o
110 C จนนํ้าหนักคงที่ แล้วนําไปชังนํ้าหนัก เป็ นนํ้าหนักหลังการทดลอง
                                 ่

การคานวณ
    ํ
37


การทดลองที่ 3 การทดสอบหาสารอินทรีย์เจือปนในมวลรวมละเอียด
(Test Method for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete)
บทนํา
            เป็นวิธีการทดสอบเพื่อหาอินทรียสารเจือปน (Organic Impurities) ในมวลรวมละเอียดที่
                                          ์
เป็ นอันตรายต่อมอร์ ตาร์ หรื อคอนกรี ต โดยวิธีเทียบสีกบสารละลายสีมาตรฐานหรื อกระจกสี
                        ้                               ั
มาตรฐาน
เครื่องมือ
         1 ขวดแกว (Glass Bottles) ทําด้วยแก้วใสไม่มีสี มีความจุ 350 ถึง 470 มิลลิลิตร (12 ถึง 16 ออนซ์)
                   ้
โดยประมาณ มีฝาปิ ดชนิ ดกันนํ้าได้ และไม่ละลายหรือทาปฏิกิริยาเมื่อสัมผสกบสารเคมีที่ใชทดลอง มีขีด
                                                          ํ               ั ั               ้
แบ่งบอกปริ มาตรบนขวดแก้วมีหน่วยเป็ นมิลลิลิตร หรือออนซ์ สําหรับขวดแก้วที่ ไม่มีขีดแบ่ งบอกปริ มาตร
ให้ผใช้สอบเทียบแล้วทําเครื่ องหมายแสดงไว้ได้ โดยขีดบอกปริ มาตรที่ตองการมีเพียง 3 จุด ดงน้ ี
      ู้                                                               ้                  ั
            1.1 ระดับสารละลายสี มาตรฐานที่ 75 มิลลิลิตร (2 ½ ออนซ)
                                                                 ์
            1.2 ระดับมวลรวมละเอียดที่ 130 มิลลิลิตร (4 ½ ออนซ)์
            1.3 ระดบสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ที่ 200 มิลลิลิตร (7 ออนซ)
                     ั                                                             ์
         2 กระจกสี มาตรฐาน (Glass Color Standard)




วิธีการทดลอง
      1 การเตรียมสารเคมี และสารละลายสี มาตรฐาน
         1.1 การเตรียมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (ความเขมขนร้อยละ 3) ทําได้โดยละลายโซเดียมไฮ
                                                       ้ ้
ดรอกไซด์ (Reagent Grade) จานวน 3 ส่วน ในนํ้าสะอาดจํานวน 97 ส่วน
                            ํ
38


          1.2 การเตรี ยมสารละลายสี มาตรฐาน ทาไดโดยละลายโปรแตสเซียมไดโครเมต (K2Cr2O7) ใน
                                                 ํ ้
กรดซลฟูริคเขมขน (Reagent Grade, ความถ่วงจําเพาะ 1.84) ในอตรา 0.250กรั มต่ อปริ มาตรกรด 100
       ั          ้ ้                                                 ั
มิลลิลิตร โดยสารละลายนี้ ตองเตรี ยมขึ้นใหม่ทุกครั้งก่อนการเปรี ยบเทียบสี และอาจให้ความร้อนน้อยๆ แก่
                               ้
สารละลายเพื่อให้ปฏิกิริยาเร็ วขึ้น
      2 การเตรียมตัวอย่ าง
      สุ่มตัวอย่างมวลรวมละเอียดเพื่อใช้ทดสอบ ด้วยวิธีการแบ่งสี่ หรื อใช้เครื่ องแบ่ งตัวอย่างประมาณ 450
กรัม
      3 วิธีทดสอบ
          3.1 ใส่ตวอยางมวลรวมละเอียดลงในขวดแกวถึงระดบ 130 มิลลิลิตร (4 ½ ออนซ)
                   ั ่                              ้         ั                         ์
          3.2 เติมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เตรี ยมไว้จนปริ มาตรของสารละลาย
และมวลรวมละเอียดหลังเขย่าขวดแก้วถึงระดับ 200 มิลลิลิตร (7 ออนซ)         ์
          3.3 ปิ ดฝาขวดแก้วแล้วเขย่าแรงๆ จากนั้นตั้งทิ้งไว้ 24 ชวโมง
                                                                ั่
      4 การวัดค่ าสี
          4.1 วิธีเทียบสี กบสารละลายสี มาตรฐาน ในตอนปลายชวโมงที่ 24 หลังจากตั้งขวดแก้วทิ้งไว้ ตามขอ
                             ั                                     ่ั                                 ้
3.3 ให้เติมสารละลายสีมาตรฐานลงในขวดแกวเปล่าประมาณ 75 มิลลิลิตร (2 ½ ออนซ์) ซ่ึ งสารละลาย
                                               ้
ดังกล่าวต้องเตรี ยมไว้ล่วงหน้าไม่เกิน 2 ชวโมง เปรียบเทียบสีสารละลายในขวดแกวท้ งสอง โดยถือขวดชิ ด
                                         ั่                                      ้ ั
กันแล้วมองผ่าน เพื่อเปรี ยบเทียบสีสารละลายเหนื อตัวอย่างมวลรวมละเอียดที่ทดสอบว่าเข้มกว่า อ่อนกว่า
หรื อเท่ากันกับสี ของสารละลายสี มาตรฐาน บันทึกค่าไว้
          4.2 วิธีเทียบสีกบกระจกสีมาตรฐาน เป็ นการจําแนกสีของสารละลายเหนือตัวอย่างมวลรวมละเอียด
                           ั
ให้ละเอียดยิงขึ้น ทําได้โดยเปรี ยบเทียบกับกระจกสีมาตรฐานจํานวน 5 สี ที่ เที ยบกับสี มาตรฐานการ์ ดเนอร์
              ่
(Gardner Color Standard) ดังแสดงในตารางที่ 1 ว่าใกล้เคียงหรื อเหมือนกับสีเบอร์ใด
39




       5 การแปลความหมาย
       ถ้าสีของสารละลายเหนื อตัวอย่างมวลรวมละเอียดเข้มกว่าสารละลายสีมาตรฐานหรื อเข้มกว่ากระจก
สีมาตรฐาน เบอร์ 3 แสดงว่ามวลรวมละเอียดที่นามาทดสอบมีอินทรี ยสารเจือปนที่เป็ นอันตรายต่อคอนกรี ต
                                          ํ                  ์

การรายงานผล
         1 เปรี ยบเทียบสี กบสารละลายสี มาตรฐานให้รายงานสี ของสารละลายเหนื อมวลรวมละเอียด เป็ น
                              ั
เขมกว่า อ่อนกว่า หรื อเท่ากัน
    ้
         2 เปรี ยบเทียบสีกบกระจกสีมาตรฐานให้รายงานความเข้มสี ของสารละลายเหนื อมวลรวมละเอียด
                            ั
เป็ น เบอร์ 1, 2, 3, 4และ 5
40


การทดลองที่ 4 การทดสอบหาความถ่ วงจําเพาะและการดูดซึมของมวลรวม
(Specific Gravity and Absorption of Concrete Aggregate)
บทนํา
           การออกแบบส่วนผสมของคอนกรีต จําเป็ นต้องรู ้ คุณสมบัติของมวลรวมที่ จะนํามาใช้ได้แก่ ความ
ถ่วงจําเพาะและการดูดซึมนํ้า เพื่อใช้ในการคํานวณหาปริ มาณของมวลรวมที่จะใช้ในส่วนผสมและเพื่อปรับ
ปริ มาณนํ้าในสภาพที่เป็ นจริ ง ให้เป็ นไปตามที่คานวณไว้
                                                     ํ
           ความถ่วงจําเพาะของงานคอนกรี ตอาจแยกได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ คือ
           1. Bulk Specific Gravity คือ อัตราส่วนของนํ้าทีของมวลที่มีปริ มาตรที่กาหนด (รวมช่ องว่างที่ ดูด
                                                                                   ํ
ซับนํ้าได้) ต่อนํ้าหนักของนํ้าที่ มีปริ มาตรเท่ากันที่อุณหภูมิมาตรฐาน (20 C หรื อ 68 F) การหาค่า Bulk
Specific Gravity สามารถหาได้ที่สภาพอิมตัวผิวแห้ง (Saturated Surface Dry)
                                            ่
และสภาพแห้งด้ว ยเตาอบ (Oven Dry ) คํานวณกาสัด ส่ ว นการผสมคอนกรี ตโดยทั่ว ไปจะใช้ค วาม
ถ่วงจําเพาะของมวลรวมที่สภาพอิ่มตัวผิวแห้ง ซึ่งมีค่าความถ่วงจําเพาะอยูระหว่าง 2.4-2.9
                                                                          ่
           2. Apparent Specific Gravity คือ อตราส่ วนของนํ้าหนักของมวลที่มีปริมาตรที่กาหนด (ไม่รวม
                                                   ั                                        ํ
ช่องว่างที่ดูดซับนํ้า) ต่อนํ้าหนักของนํ้าที่มีปริ มาตรเท่ากัน
           สภาพความชื้นและการดูดซับของมวลรวมอาจแบ่งได้ 4 สภาวะดังนี้
           1. แห้งด้วยเตาอบ (Oven dry) ในสภาพนี้จะไม่มีความชื้นอยู่เลย ทั้งภายในและภายในช่องว่างของ
มวลรวม ทําได้ดวยการอบแห้งที่อุณหภูมิ 100 C –110 C
                     ้
           2. แห้งด้วยอากาศ (Air dry) ในสภาพนี้ ไม่มีความชื้นที่ผิว แต่ มีความชื้นอยู่ภายในช่ องว่างข้างใน
บาง แต่ไม่ถึงสภาพอิ่มตัว ยังคงดูดความชื้นได้เล็กน้อย
    ้
           3. อ่มตวและผวแหง (Saturated Surface Dry) ในสภาพนี้ จะมีความชื้นอยูภายในช่องว่างของมวล
                ิ ั         ิ ้                                                  ่
เต็มที่เป็ นภาวะที่เหมาะที่สุดสําหรับการใช้งาน เพราะจะไม่มีการคายนํ้าหรื อดูดนํ้าจากคอนกรี ต
           4. ชื้นหรื อเปี ยก (Damp or Wet) ในสภาพนี้ภายในช่องว่างของมวลจะอิมตัวไปด้วยความชื้น และที่
                                                                              ่
ผวนอกจะมีน้ าหุมอยดวย
  ิ               ํ ้ ู่ ้
           ปริ มาณความชื้นทั้งหมดในสภาวะอิ่มตัวอิ่มตัวผิวแห้ง (Saturated Surface-dry )เรี ยกว่าความจะใน
การดูดซึม (Absorption Capacity ) ปริ มาณความชื้นที่ตองการใช้เพื่อปรับสภาพของมวลรวมจากสภาวะแห้ง
                                                           ้
ด้วยอากาศ เป็นสภาวะอ่มตวผวแหง เรี ยกว่า Effective Absorption
                             ิ ั ิ ้
41




สภาวะของวัสดุผสม
         หน่ วยนํ้าหนักของวัสดุผสม หมายถึง นํ้าหนักของวัสดุผสม (เป็ นกิโลกรัม) ที่เติมลงไปจนเต็ม
ภาชนะจุ 1 ลูกบาศก์เมตร นํ้าหนักที่กล่าวนี้เป็ นนํ้าหนักของวัสดุรวมกับช่องว่างระหว่างเม็ดทราย ในการหา
สัดส่ วนการผสม หน่ วยนํ้าหนักเป็ นตัวใช้สาหรับหาปริ มาณช่องว่างในวัสดุผสมและสําหรับการเปลี่ยน
                                             ํ
ปริ มาตรเป็ นนํ้าหนักหรื อเปลี่ยนนํ้าหนักเป็ นปริ มาตรหน่วยนํ้าหนักของวัสดุชนิดหนึ่งๆ จะแปรเปลี่ยนไป
ตามอัตราการแน่ นตัว(ร่ วนหรื อแน่ น) และปริ มาณความชื้น
         โดยปกติหน่วยน้ าหนกของวสดุผสมที่ใชจะมีค่าอยระหว่าง 1440 -1940 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
                              ํ ั      ั            ้       ู่
เครื่องมือทดสอบและวัสดุทดสอบ
         เครื่องมือทดสอบสําหรับมวลละเอียด
                   1. เครื่ องชังสามารถชังได้ไม่นอยกว่า 1 กก. และอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.1 กรัม
                                ่        ่        ้
                                                       3
                  2. กระบอกตวงขนาดความจุ 500 cm
                  3. Mold โลหะรูปกรวยตดปลาย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตอนบน ½ นิ้ว เสนผาศนยกลาง
                                              ั                                            ้ ่ ู ์
        ตอนล่าง 3½ น้ิว และ 2 ⅞ น้ิว
                  4. เหล็กกระทุงโลหะ (Tamper) น้ าหนก 340 กรัม มีหน้าตัดวงกลม
                                    ้                 ํ ั
        เสนผาศนยกลาง 1 น้ิว
            ้ ่ ู ์
                  5. เครื่ องเป่ า (ใชเ้ ฉพาะลมเยน)
                                                  ็
        เครื่องมือทดสอบสําหรับมวลหยาบ
                  1. เครื่ องชังชนิดแขวน และอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.1
                               ่
                  2. ตะกร้าตาข่ายแบบมาตรฐาน
                  3. ตะแกรงมาตรฐาน เบอร์ 4
                  4. เตาอบ
        วสดุทดลอง
          ั
                  1. ทรายหนักประมาณ 1000 กรัม
                  2. หินหนักประมาณ 5000 กรัม
วิธีการทดลอง
        สําหรับมวลละเอียด
                  1. นําทรายหนักประมาณ 1000 กรัม ที่ได้จากการทํา Quartering ตามวิธี D 75 และ C 702
        มาแช่น้ าไว้ 24 ชวโมง
                ํ           ั่
                  2. นําทรายตัวอย่างที่แช่น้ าไว้แล้วมาเกลี่ยกระจายบนพื้นเรี ยบที่ไม่ดูดซึมนํ้า ใช้เครื่ องเป่ า
                                                ํ
        ผมเป่ าให้ทวอย่างสมํ่าเสมอ จนกระทังทรายอยูในสภาพ Free Flow ซึ่งตรวจสอบได้โดยนําทรายไป
                     ั่                             ่    ่
42


       ใส่กรวยโลหะ ซึ่งวางอยูบนพื้นเรี ยบไม่ดูดนํ้า แลวใช้ Tamper กระทุง 25 คร้ ัง โดยถือ Tamper ให้
                                ่                        ้               ้
       ปลายอยูเ่ หนือผิวทรายประมาณ 5 ม.ม. แล้วปล่อยลงด้วยนํ้าหนักตัวเอง แลวยกกรวยข้ ึนตรง ๆ ถา
                                                                                ้                 ้
       ทรายยังคงเป็ นรู ปกรวยแสดงว่ายังมีความชื้นมากให้เป่ าต่อไป กรทังเมื่อทดสอบแล้วปรากฏว่าทราย
                                                                       ่
       ทะลายลงมาโดยอิสระ ทรายในสภาพน้ ีถือว่าอยในสภาพ Saturated Surface-dry
                                                      ู่
                3. นําทรายนี้ มาชัง 500 กรัม ใส่ลงในกระบอกตวง เติมนํ้าลงในจนเท่าทรายแล้วทําการไล่
                                  ่
       ฟองอากาศในทรายออกจนหมด เติมนํ้าลงไปอีกจนถึง 500 ลบ.ซม. แลวชงน้ าหนก  ้ ั่ ํ ั
                4. เททรายในกระบอกตวงทั้งหมดใส่ ถาด แล้วนําไปอบที่อุณหภูมิ 105-110 C จนนํ้าหนัก
       คงที่ นําออกจากเตาอบทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนําไปชังนํ้าหนักให้ละเอียดถึง 0.1 กรัม
                                                      ่
                5. ชังนํ้าหนักกระบอกตวงที่เติมนํ้าจนถึงขีด 500 ลบ.ซม.
                     ่

       สําหรับมวลหยาบ
                1. นําหิ นที่ได้จากการทํา Quartering ตามวิธี D 75 และ C 702 มาร่อนดวยตะแกรงเบอร์ 4
                                                                                      ้
       แลวนาส่วนที่คางมาประมาณ 5 กก. นํามาแช่น้ าไว้ 24 ชวโมง
            ้ ํ        ้                                  ํ           ั่
                2. นําหิ นที่แช่น้ าไว้ข้ ึนมาเช็คด้วยผ้าแห้งทีละก้อนจนผิวแห้งอยูในสภาพ Saturated
                                   ํ                                             ่
       Surface-dry นําไปชังนํ้าหนักให้ละเอียดถึง 0.5 กรัม
                              ่
                3. นําหิ นใส่ ตะกร้าแล้วชังนํ้าหนักในนํ้า ก่อนชงควรสนตะกร้าเบา ๆ เพื่อใส่อากาศ และ
                                             ่                     ั่    ั่
       ตองใหตะกร้าและหินตวอยางจมอยในน้ าขณะชง
         ้ ้                     ั ่            ู่ ํ        ่ั
                4. นําหิ นตัวอย่างไปอบที่อุณหภูมิ 105-110 C จนนํ้าหนักคงที่ นาออกจากเตาอบปล่อยให้
                                                                                   ํ
       เยน แล้วนําไปชังหานํ้าหนักอีกครั้ง
          ็              ่
การคํานวณ
43
44


การทดลองที่ 5 การทดสอบหาหน่ วยนําหนัก และช่ องว่ างระหว่ างมวลรวม
                                     ้
              (Unit Weight and Voids in Aggregate)
บทนํา
       การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาค่าหน่วยนํ้าหนักและช่องว่างในมวลรวม ค่าหน่วยนํ้าหนัก (Bulk
Unit Weight) ใช้สาหรับเปลี่ยนค่านํ้าหนักเป็ นค่าปริ มาตรหรื อค่าปริ มาตรเป็ นค่านํ้าหนัก เมื่อใช้วิธีการ
                 ํ
ออกแบบส่วนผสมโดยปริ มาตร และมีความสัมพันธ์ในการหาปริ มาณช่องว่างระหว่างมวลรวม (Voids)

ทฤษฏีทเี่ กียวข้ อง
            ่
     1. หน่ วยนําหนัก (Unit Weight)
                  ้
หน่วยนํ้าหนักเป็ นค่าที่บอกให้ทราบถึงว่าในหนึ่ งหน่วยปริ มาตรของมวลรวมจะมีน้ าหนักเท่าใด โดยหน่วย
                                                                               ํ
นํ้าหนักแบ่งออกเป็ น
       1.1 หน่ วยนําหนักสมบูรณ์ (Absolute Unit Weight) เป็ นค่านํ้าหนักของมวลรวมทั้งหมดในหนึ่ง
                       ้
                    หน่ วยปริ มาตร โดยไม่รวมช่องว่างระหว่างมวลรวม (Voids) สามารถหาได้โดยการ
                    คํานวณจากสูตรดังนี้
Absolute Unit Weight-Specific Gravity (SSD) x Unit Weight ของน้ าํ
       1.2 หน่ วยนําหนัก (Bulk Unit Weight) เป็ นค่านํ้าหนักของมวลรวมทั้งหมดในหนึ่ งหน่วยปริ มาตร
                         ้
                    โดยรวมช่องว่างระหว่างมวลรวม (Voids) สามารถหาได้จากการทดสอบตาม ASTM C
                    29 ทําโดยการใส่ มวลรวมในถังเหล็กทรงกระบอก ชังนํ้าหนักคํานวณหาปริ มาตรถัง
                                                                     ่
                    แล้วคํานวณหาค่าหน่วยนํ้าหนัก (Bulk Unit Weight) จากอัตราส่วนระหว่างนํ้าหนักมวล
                    รวมกับปริ มาตรของถัง
ค่าหน่วยน้ าหนก (Unit Weight) ที่ใช้ในการออกแบบส่ วนผสมโดยปริ มาตรนั้นเป็ นค่าหน่ วยนํ้าหนักแบบ
              ํ ั
Bulk Unit Weight ทั้งนี้ เพราะในทางปฏิบติน้ นไม่สามารถทําให้มวลรวมอัดแน่นในเนื้ อคอนกรี ตจนไม่มี
                                         ั ั
ช่องว่างระหว่างมวลรวมได้ (Voids)

ตัวอย่างที่ 1 การใช้ค่าหน่ วยนํ้าหนัก (Unit Weight) ในการออกแบบส่ วนผสมโดยปริ มาตร
          งานก่อสร้างขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะกําหนดสัดส่ วนผสมโดยปริ มาตร 1 : 2 : 4 คือ
          ใช้ปูนซีเมนต์ 1 ส่ วน ทราย 2 ส่ วน หิน 4 ส่วน โดยปริ มาตร
ข้อมูลที่ใช้ในการคํานวณที่ได้จากการทดสอบ
          หน่วยนํ้าหนักของปูนซีเมนต์                = 1,235 กก./ลบ.ม.
          หน่วยนํ้าหนักของหินขนาด (3/4” - # 4) = 1,574 กก./ลบ.ม.
หน่วยนํ้าหนักของทราย                        = 1,666 กก./ลบ.ม.
45


การคํานวณ
       ปูน 1 ถุง 50 กก. มีปริ มาตร       = 50/1,235
                                         = 0.04 ลบ.ม.
        เพราะฉะนั้น ทราย 2 ส่ วน         = 2 X 0.04
                                         = 0.08 ลบ.ม.
        คิดเป็ นนํ้าหนักทราย             = 0.08 X 1,666
                                         = 133.3 กก.
        หิน 4 ส่ วน                      = 4 X 0.04
                                         = 0.16 ลบ.ม.
        คิดเป็ นนํ้าหนักหิน              = 0.16 X 1,574
                                         = 251.8 กก.

          ปริ มาณนํ้าที่ใช้โดยทัวไปสําหรับปูน 1 ถุงเพื่อให้ได้ค่ายุบตัวประมาณ 10 ซม. เท่ากับ 30 ลิตร (จาก
                                  ่
การทดลอง) ดังนั้นในการผสมคอนกรี ตด้วยไม่เล็กเพื่อให้ได้ส่วนผสม 1 : 2 : 4 โดยปริ มาตรจะต้องใช้
          ปูน 1 ถุง            50 กก.       หิน 251 กก.
          ทราย                133 กก.       นํ้า         30 ลิตร
          ค่าหน่วยน้ าหนก (Bulk Unit Weight) ข้ ึนอยกบความสามารถในการอัดแน่ น (Compact ability)
                     ํ ั                               ู่ ั
ของมวลรวมที่ถกอดลงในถงและปริมาณความชืน
                  ู ั           ั                  ้
               • ความสามารถในการอัดแน่น ดงกล่าวข้ ึนอยกบ
                                                 ั              ู่ ั
                   1. ขนาดคละของมวลรวม (Gradation)
                   2. รู ปร่ างของมวลรวม (Shape)
ทั้งนี้เพราะมวลรวมที่มขนาดคละดี มวลรวมขนาดเล็กจะแทรกอยูระหว่างมวลรวมขนาดใหญ่ ทําให้
                          ี                                            ่
ช่องว่างระหว่างมวลรวมมีขนาดเล็ก ส่ วนรู ปร่ างของมวลรวมนั้นจะมีผลอย่างมากต่อความสามารถที่มวล
รวมจะถกอกใหอยรวมกน
          ู ั ้ ู่          ั
               • ปริมาณความชื้น เช่น ในกรณี ทรายละเอียดที่มความชื้นค่าหน่วยนํ้าหนักอาจจะลดลงถึง
                                                                     ี
                   25% อันเนื่ องจากแรงตึงผิวของนํ้าที่ผวของทรายจะผลักดันให้อนุภาคของทรายห่างออก
                                                            ิ
                   จากกัน ทําให้ปริ มาตรเพิ่มขึ้น เมื่อเปรี ยบเทียบค่าปริ มาตรทรายที่เท่ากัน นํ้าหนักของ
                   ทรายที่มีความชื้นจะน้อยกว่านํ้าหนักทรายปกติ ซึ่งจะมีผลให้การหาหน่วยนํ้าหนักและการ
                   หาส่ วนผสมคอนกรี ตด้วยการตวงปริ มาตรมีโอกาสผิดพลาด ดังนั้นการหาหน่วยนํ้าหนัก
                   ของมวลรวมควรทําในสภาพอบแห้ง (Oven-Dry)
46




รูปที่ 1 ปริ มาตรที่เพิ่มขึนเมื่อทรายมีความชื น
                           ้                  ้

     2. ช่ องว่างระหว่างมวลรวม (Voids)
เป็ นค่าที่แสดงถึงว่ามีอากาศปนแทรกอยูระหว่างมวลรวมเท่าใด โดยทั้งนี้ ไม่รวมช่องว่างภายในของมวล
                                     ่
รวม (Pores in Aggregate) และยังบอกถึงอัตราการอัดแน่นของวัสดุผสมว่าแน่นเพียงใด นันคือ
                                                                                   ่
มวลรวมชนิดเดียวกัน (มีค่าความถ่วงจําเพาะเท่ากัน) ถ้ามวลรวมมีค่าหน่วยนํ้าหนักมากกว่า แสดงว่า
มวลรวมนั้น มีช่องว่างระหว่างมวลรวมที่นอยกว่า และการลดช่องว่างระหว่างมวลรวมทําได้โดยการเลือกใช้
                                         ้
มวลรวมที่มีขนาดคละไล่เรี ยงกัน ซึ่งจะทําให้ช่วยลดปริ มาณซีเมนต์เพสท์




รูปที่ 2 การเรี ยงตัวของขนาดคละต่ าง ๆ กัน

จากการทดลองผสมมวลรวมหยาบและมวลรวมละเอียดด้วยอัตราส่วนต่าง ๆ และทําการหาหน่วยนํ้าหนัก
พบว่า หน่วยนํ้าหนักจะมีค่าสูงสุ ดเมื่อใช้ปริ มาณส่วนละเอียด 34%-40% โดยนํ้าหนัก ณ จุดดังกล่าวมวลรวม
จะมีความแน่งสูงสุ ด (ช่องว่างระหว่างมวลรวมน้อยสุด) ดังนั้นเราจึงควรใช้สดส่วนของส่วนละเอียดในช่วง
                                                                       ั
ดังกล่าวเพราะจะใช้ซีเมนต์เพสท์นอยที่สุด แต่ในทางปฏิบติตองคํานึงถึงความสามารถในการเทได้ของ
                                 ้                       ั ้
คอนกรี ตสดด้วย
47




การทดสอบหาหน่ วยนําหนักและช่ องว่างระหว่างมวลรวม
                  ้
มาตรฐานที่ใช้
      ASTM C 29 Standard Test Method for Unit Weight and Voids in Aggregate

อุปกรณ์
          1.   เครื่ องชังที่อ่านได้ละเอียดถึง 0.05 กก. ของนํ้าหนักที่ใช้ทดสอบ
                         ่
          2.   เหล็กตําลักษณะเป็ นท่อนเหล็กกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 5/8” (16 มม.) ยาว 24” (600 มม.)
          3.   ถังเหล็กทรงกระบอก มีขนาดต่าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 1
          4.   เหล็กปาด ช้อนตัก เทอร์โมมิเตอร์

ตารางที่ 1 ขนาดของถังเหล็กทรงกระบอก
                ความจุ เส้นผ่าน       ความสู งภายใน                    ขนาดใหญ่ สุด
                (ลตร) ศู นย์กลางภายใน (มม.)
                  ิ                                                    ของมวลรวม
                           (มม.)                                       (มม.)
                                                                              1″
                     3         155 ( 6 ′′ )        160 ( 6.1′′ )       12.5 ( 2 )
                     10        205 ( 8 ′′ )        308 ( 11.5′′ )      25.0 ( 1 ′′ )
                                                                               11″
                     15        255 ( 10′′ )        295 ( 11.0′′ )      40.0 ( 2 )
                     30        355 ( 14′′ )        305 ( 11.2′′ )      100.0 ( 4 ′′ )

การคํานวณปริมาตรถัง
       1. ชงนํ้าหนักถังเปล่า (ค่าตัวอย่าง T = 2.75 กก.)
            ่ั
       2. เติมนํ้าให้เต็มถังจนล้น ไล่ฟองอากาศในนํ้าให้หมด ชังนํ้าหนักถังที่บรรจุน้ าเต็มถัง (ค่าตัวอย่าง
                                                                  ่                     ํ
          นํ้าหนักถัง + นํ้า = 5.4 กก.)
       3. คํานวณหานํ้าหนักของนํ้าที่บรรจุในถัง (ควรละเอียดถึง ± 0.05 กก.) ซึ่งนํ้าหนักของนํ้าในถัง
          มีค่าเท่ากับนํ้าหนักถังที่บรรจุน้ าเต็มหักออกด้วยนํ้าหนักถังเปล่า (ค่าตัวอย่าง นํ้าหนักนํ้า = 5.40-
                                            ํ
          2.75 = 2.65 กก.)
       4. วัดอุณหภูมของนํ้าในถัง เพื่อหาหน่วยนํ้าหนักของนํ้าจากตารางที่ 2 ถ้าอุณหภูมิไม่ตรงตาม
                       ิ
          ข้อมูลที่แสดงในตารางให้เทียบตามสัดส่วนได้
       5. สูตรการคํานวณหาปริ มาตรของถัง
48




                         นํ�าหนักของนํ�าในถัง
ปริ มาตรถัง     =        หน่วยนํ�าหน◌ักของนํ�

                         2.65
                =        998 = 2.65 X 10-3 ลบ.ม.

(ค่าตัวอย่างหน่ วยนํ้าหนักของนํ้า = 998 กก./ลบ.ม.)
 ตารางที่ 2 หน่ วยนําหนักของนํา
                      ้          ้
    อุณหภูมิ
                                                     ปอนด์ /ลบ.ฟุต            กก./ลบ.เมตร
    องศาฟาเรนไฮต์          องศาเซลเซียส
    60.0                   15.6                      62.366                   999.01
    65.0                   18.3                      62.336                   998.54
    70.0                   21.1                      62.301                   997.97
    (73.4)                 (23.0)                    (62.274)                 (997.54)
    75.0                   23.9                      62.261                   997.32
    80.0                   26.7                      62.216                   996.59
    85.0                   29.4                      62.166                   995.83

วิธีทดสอบ
         การหาหน่ วยนํ้าหนักของมวลรวมโดยการกระทุง (Rodding Procedure) ใช้กบหิ นขนาดใหญ่สุดไม่
                                                         ้                        ั
เกิน 1 1/2" มีข้นตอนดังนี้
                ั
         1. นําตัวอย่างที่จะทดสอบมาอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนนํ้าหนักคงที่
             จากนั้นชังนํ้าหนักถังเปล่า แล้วบันทึกค่านํ้าหนักไว้
                      ่
         2. ใส่ ตวอย่างทดสอบลงในถังประมาณ 1/3 ของความจุ เกลี่ยให้ได้ระดับแล้วตําด้วยเหล็กตํา 25
                  ั
             ครั้ง โดยตําให้ทวทั้งผิวหน้า เติมตัวอย่างทดสอบวัดให้ได้ปริ มาณ 1/3 ของความจุ เกลี่ยให้ได้
                              ั่
             ระดับแล้วตําด้วยเหล็กตํา 25 ครั้ง โดยตําให้ทวทั้งผิวหน้า เติมตัวอย่างทดสอบวัดให้ได้
                                                            ั่
             ปริ มาณ 2/3 ของความจุถง ตําอีก 25 ครั้ง จากนั้นเติมตัวอย่างทดสอบให้เต็มจนล้นถัง ตําอีก
                                       ั
             25 ครั้ง ใช้เหล็กปาดให้เรี ยบเสมอขอบถัง
49


ข้อควรระวง ในการตําชั้นแรกไม่ ควรให้ เหล็กตํากระทบกันถัง สําหรั บการตําชั้นที่สองและการตําชั้นที่สาม
          ั
ใช้ แรงพอประมาณ โดยใช้ เหล็กตําให้ ทะลุถึงชั้นถัดไปเท่ านั้น
        3. ชังนํ้าหนักถังพร้อมตัวอย่างทดสอบ (ค่าตัวอย่าง G = 7.20 กก.) ซึ่งควรชังได้ละเอียดถึง 0.1%
             ่                                                                  ่
            หักนํ้าหนักที่ชงได้ดวยนํ้าหนักถังเปล่า จะได้น้ าหนักของตัวอย่างทดสอบ
                           ่ั ้                            ํ

การคํานวณ
ค่าตัวอย่าง
น้ าหนกถง T
   ํ ั ั                         = 2.75 กก.
นํ้าหนักตัวอย่าง+ถัง G           = 7.20 กก.
นํ้าหนักตัวอย่าง G-T             = 7.20 – 2.75
                                 = 4.45 กก.
ค่าปริ มาตรถัง V                 = 2.65 X 10-3 ลบ.ม.
ค่าเปอร์เซ็นต์การดูดซึมของหิ น A = 0.26 %

หน่วยนํ้าหนักอัดแน่น (Oven-Dry)
                   นํ�าหนักมวลรวม
         M      = ปริมาตรถัง
                   G−T            7.20 - 2.75
                = V            = 2.65 × 10
                                            -3



                = 1,679.25 กก. /ลบ.ม.

หน่วยน้ าหนกที่สภาพอ่มตวผวแหง
        ํ ั           ิ ั ิ ้
                          A
         Mssd = M (1 + 100 )
                                0.26
                = 1,679.25 (1 + 100 )
                = 1,683.62 กก. /ลบ.ม.

เปอร์เซ็นต์ปริ มาณช่องว่างระหว่างมวลรวม
                    (S × W) - M × 100
% Voids          =        S×W
50


                  (2.76 × 998) - 1,679.25 × 100
               =           2.76 × 998
               = 39.04 %
S      = ค่าความถ่วงจําเพาะของมวลรวม (ค่าตัวอย่างจากการทดสอบค่าความถ่วงจําเพาะ = 2.76)
               = ความหาแน่นของนํ้า (ค่าตัวอย่าง = 988 กก. /ลบ.ม.)

ตารางที่ 3 ตัวอย่ างการหาค่ าหน่ วยนําหนักและปริมาณช่ องว่างระหว่างมวลรวม
                                     ้
                                                      No. 1                 No. 2
 Weight of Measuring Cylinder, T (kg)                 2.75                  2.75
 Weight of Cylinder and Water (kg)                    5.40                  5.40
 Weight of Water (kg)                                 2.65                  2.65
 Volume of Measuring Cylinder, V (m3)                 2.65X10-3             2.65X10-3
 Weight of Cylinder + Sample, G (kg)                  7.20                  7.15
 Weight of Sample Alone (kg)                          4.45                  4.40
 Unit Weight of Sample, M (kg/m3)                     1,679.25              1,660.38
 Unit Weight of Sample at SSD, Mssd (kg/m3)           1,683.62              1,664.70
 Bulk Specific Gravity (Oven-Dry)                     2.76                  2.76
 Percentage of Voids (%)                              39.04                 39.72
 Average Unit Weight of Sample (kg/m3)                1,674.16
 Average Percentage of Voids (%)                      39.38
51



                                         บทที่ 4
                      ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล และอภิปรายผล
Lab 1 Sieve Analysis of the Fine and Coarse Aggregate
ผลการทดลอง

 Sieve     Sieve        Weight         Weight           Cumulative   Percentage Passing
  No.     Opening       retained       retained          retained           (%)
 (in.)     (mm.)         (gm.)            (%)               (%)
   1        25.4            0           0.000              0.000          100.000
   ¾        19.0          105           10.521            10.521           89.479
   ½        12.5          493           49.399            59.920           40.080
  3/8       9.51          191           19.158            79.058           20.842
   4        4.75          186           18.637            97.695           2.805
 PAN                       23            2.305           100.000            0.000
                          998             100            347.194


                                      US. Sieve Size
                                                                               120


                                                                               100


                                                                               80
                                                                                     Percentage Coarser




                                                                               60


                                                                               40


                                                                               20


                                                                               0
   100                                   10                                1
                                   Type Sieve size
52


วิเคราะห์ ผลการทดลอง
        วัสดุผสมที่ดีที่เหมาะสมที่จะนํามาผสมกับคอนกรี ต เพื่อให้ได้คอนกรี ตที่มีคุณสมบัติที่ดี
นั้น ต้องมีขนาดคละที่ดี เพราะจะทําให้สามารถจัดเรี ยงตัวได้แน่น และทําให้สามารถลดปริ มาณ
การใช้ซีเมนต์ลงได้ ทําให้ได้คอนกรี ตในราคาที่ถูกลง ซึ่ งสามารถสังเกตได้จากกราฟ Grain Size
Analysis โดยพิจารณาจากรู ปร่ างลักษณะกราฟ ซึ่ งจากการทดลองพบว่าวัสดุที่นามาทดลองมี
                                                                                ํ
ขนาดคละทีดี เพราะมีค่า CU = และ CC = ซ่ ึ งบ่อบอกวสดุทดสอบมีขนาดคละที่ดี คือ มี
                                                            ั
ขนาดตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่ ในอัตราส่วนที่ดี
53


Lab 2 Test Method of Concrete Aggregate by use of the Log Angeles Machine
                                   (ไม่ได้ ทําการทดลอง)
54


Lab 3 Test method for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete
ผลการทดลอง




วิเคราะห์ ผลการทดลอง
      จากการทดลอง โดยใช้วิธีจาแนกสี ของสารละลาย ด้วยแผ่นกระจกสีมาตรฐาน ซึ่งเปรี ยบเทียบกับสี
                                   ํ
มาตรฐานการ์ ดเนอร์ ได้เป็ นสีเหลือง หรื อตามสีมาตรฐานเบอร์ 2 แสดงว่า ถาสีของสารละลายเหนือตวอย่าง
                                                                      ้                   ั
มวลรวมละเอียดเข้มกว่าสารละลายสี มาตรฐานมวลรวมละเอียดที่นามาทดสอบมีอินทรี ยสารเจือปนไม่มาก
                                                              ํ                  ์
สามารถนํามาผสมคอนกรี ตได้ โดยไม่เป็ นอันตรายต่อคอนกรี ต
55


Lab 4 Unit Weight and Absorption of Concrete Aggregate
ผลการทดลอง

                                         มวลรวมหยาบ
ก่อนอบ
นน. หินในสภาพ SSD                               5000 g
นน. หินในสภาพ SSD เมื่อชังในนํ้า
                         ่                      3400 g
หลงอบ
   ั
นน. ถาดหิน                                      279.73 g
นน. หินแหง + ถาดหิน
           ้                                    5.26 kg
นน.หิ นแห้ง                                     4980.27 g
                                         มวลรวมละเอียด
ก่อนอบ (Calibrate)
นน. กระบอกตวง                                   0.344 kg
นน. กระบอกตวง + นํ้า ที่ 500 ml                 0.854 kg
นน. กระบอกตวง + นํ้า + ทราย ที่ 500 ml          1.169 kg
หลงอบ
   ั
นน. ทรายแหง + ถาดทราย
           ้                                    954.30 g
นน. ถาดทราย                                     455.24 g
นน.ทรายแห้ง                                     499.06 g

                                         Water Content
มวลรวมหยาบ
หิน                                             997.00 g
นน หินแหง+ชาม
        ้                                       994.05 g
นน ชามใส่หิน                                    58.26 g
มวลรวมละเอียด
ทราย                                            869.00 g
นน ทรายแหง+ชาม
          ้                                     866.80 g
นน ชามใส่ทราย                                   48.61g
56




                                                                    =3.112
                                                         4980.27
มวลรวมหยาบ

                                                       5000−3400
                       Bulk Specific Gravity (Sd) =

                                                                     5000
                                                                   5000−3400
         Bulk Specific Gravity (Saturated surface dry) (Ss) =                    = 3.125

                                                         4980.27
                                                       4980.27−3400
                    Apparent Specific Gravity (Sa) =                   = 3.151

                                            5000−4980.27
                                                            ×100 = 0.3961 %
                                               4980.27
                       Absorption % (a) =

มวลรวมละเอียด


                                                                      =2.697
                                                         499.06
                                                    854+500−1169
                   Bulk Specific Gravity (Sd) =

                                                                      500
                                                              854+500−1169
       Bulk Specific Gravity (Saturated surface dry) (Ss) =                        = 2.702

                                                          499.06
                                                    854+499.06−1169
                 Apparent Specific Gravity (Sa) =                        = 2.711

                                              500−499.06
                                                           ×100 = 0.188 %
                                                499.06
                         Absorption % (a) =

วิเคราะห์ ผลการทดลอง

         มวลรวมหยาบมี การดูดซึมนํ้า 0.3961 % และมวลรวมละเอียดมีการดูดซึมนํ้า 0.188 % ซึ่งเมื่อนําไป
เป็ นวัสดุผสมของคอนกรี ต จะต้องทําการปรับนํ้าตามอัตราการดูดซึมนํ้าของมวลรวมที่คานวณได้น้ ี
                                                                               ํ
57


Lab 5 Unit Weight and Voids in Aggregate
ผลการทดลอง

                                                             Sand                         Rock
Weight of measuring cylinder, kg                             4.66                        8.743
Weight of cylinger + water, kg                              9.295                        19.805
Weight of water to fill the cylinder, kg                    4.635                        11.062
Weight of cylinder + aggregate, kg                          9.295                        20.32
Weight of aggregate to fill the cylinder, kg                4.635                        11.577
Unit weight of aggregate, kg/m3                            1426.818                     1674.015


                               π 16.5 2 15.2
                           𝑉𝑠 = �      � =     = 0.003 m3
                               4 100       100
                                     4.635
                                𝛾𝑠 =       = 1426.818
                                     0.003


                            𝜋 20.62 2    20.72
                       𝑉𝑅 = �      � ×�       � = 0.007 𝑚3
                           4 100          100
                                  11.577
                             γR =        = 1674.015
                                  0.007
วิเคราะห์ ผลการทดลอง
         หน่วยนํ้านักจะเปลี่ยนไปตามความชื้น เพราะความชื้นจะทําให้แต่ล่ะอนุภาคอยูห่างกัน และยากที่จะ
                                                                                      ่
จัดเรี ยนอนุภาคให้ได้ปริ มาตรน้อยที่สุด ซึ่งจะทําให้ปริ มาตรลดลงและ Void สูงขึ้นเรี ยกว่าการ Buckling ซ่ึง
จากการทดลองพบว่า หน่วยนํ้าหักของมวลรวมหยาบ และ มวลรวมละเอียด เท่ ากับ 1674.015 , 1426.818
ตามลําดับ
58



                                         บทที่ 5

                           สรุปและวิจารณ์ ผลการทดลอง
       จากการทดลอง คุณสมบัติของมวลรวมด้านต่าง ๆ พบว่า มวลรวมที่นามาทดสอบนํ้ามี
                                                                ํ
คุณภาพที่ ดีพ อที่ จ ะสามารถนําไปผสมในคอนกรี ตได้โ ดยที่ จ ะไม่ท ําให้ คอนกรี ตเกิ ดความ
เสี ยหาย เป็ นไปตามมาตรฐาน ASTM โดยมวลรวมหยาบมีส่วนคละที่ดี มีอตราการดูดซึ มนํ้า
                                                               ั
เท่ากับ 0.3964% และมีหน่วยนํ้าหนักเท่ากับ 1674.015 กิ โลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมวลรวม
                                ่ ้         ่
ละเอียด มีสารอินทรี ยเ์ จือปนอยูนอยมาก (สี ออนกว่าสี มาตรฐานเบอร์ 3) และมีอตราการดูดซึ ม
                                                                           ั
นํ้าเท่ากับ 0.188 % และมีหน่วยนํ้าหนักเท่ากับ 1426.818 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
59


                                          บรรณานุกรม

1. Website: http://th.wikibooks.org/wiki คอนกรี ตเทคโนโลยี
2. Website: คอนกรี ตเทคโนโลยี จากซีแพค (http://arsar.yota-thai.net/index.php?topic=162.0 )
3. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย ศ.ดร. วินิจ ช่อวิเชียร
4. เอกสารปฏิบติการเทคโนโลยคอนกรีต Concrete Technology Laboratory (มหาวิทยาลัยรามคําแหง)
                ั               ี
5. หนงสือ เทคโนโลยีคอนกรี ตบดอัด สถาบนเทคโนโลยพระจอมเกลาพระนครเหนือ
        ั                                    ั         ี           ้
6. เอกสาร ปฏิบติการทดสอบคอนกรี ตเทคโนโลยี โดย อุดมวิทย์กาญจนวรงค์
                  ั
7 บทความ การเตรี ยมคอนกรี ต วัสดุที่ใช้ผสมคอนกรี ต และคอนกรี ตผสมสําเร็ จ (Ready Mixed Concrete)
จากเวบไซต์ (http://www.civilclub.net/articles/engineering/concrete-preparation.php )
      ็
8. เอกสารเรื่ องมาตรฐานงานคอนกรี ต สภาวิศวกร
9. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย บริ ษท ทีพีไอ จํากัด (มหาชน)
                                         ั
10. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย บริ ษท ซีแพค จํากัด (มหาชน)
                                           ั
11.เอกสาร สมาคมคอนกรี ตแห่ งประเทศไทย
12.เอกสารเรื่ องมาตรฐานงานคอนกรี ต วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
13.สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชนเล่มที่ 2 เรื่ องคอนกรี ต
ภาคผนวก ก
มยผ. 1201-50
                     มาตรฐานการทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม
        (Standard Test Method for Sieve Analysis of Fine and Coarse Aggregates)
1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชสําหรับการทดสอบมวลรวมเฉพาะในงานคอนกรีต
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาการกระจายของขนาด (Particle Size Distribution) ของมวล
    รวมทั้งมวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบโดยการรอนดวยตะแกรงขนาดมาตรฐาน
1.3 คาพิกัดความละเอียด (Fineness Modulus) ในการทดสอบนี้ ใชสําหรับมวลรวมละเอียดเทานั้น
1.4 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“การกระจายของขนาดวัสดุมวลรวม (Particle Size Distribution)” หมายถึง การที่มวลรวมประกอบดวยเม็ด
วัสดุหลายขนาดตางๆ กัน ซึ่งคุณสมบัติทางกายภาพของมวลรวมจะขึ้นอยูกับขนาดของเม็ดวัสดุ โดยการ
กระจายของขนาดเม็ดวัสดุมวลรวมจะแสดงดวยกราฟความสัมพันธระหวางขนาดตะแกรงมาตรฐานในสเกล
ลอการิทึม (Logarithm Scale) เปนแกนนอนกับรอยละโดยมวลของมวลรวมที่ผานตะแกรงเปนแกนตั้ง ซึ่ง
เรียกวา กราฟการกระจายของขนาดวัสดุมวลรวม
“ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม
สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด
“พิกัดความละเอียด (Fineness Modulus)” หมายถึง ตัวเลขดัชนีที่เปนปฏิภาคโดยประมาณกับขนาดเฉลี่ย
ของมวลรวม
“มวลรวม (Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ขึ้นไป
“มวลรวมละเอียด (Fine Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075
มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร
“มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุทใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75
                                                  ี่
มิลลิเมตร ขึ้นไป

3. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก
3.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 33: Specification for Concrete Aggregates
2



4. เครื่องมือ
4.1 ตะแกรงชองผานเปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดชองผานตางๆ ตามตองการพรอมเครื่องมือเขยาตะแกรง
    โดยตะแกรงตองสามารถปองกันไมใหตัวอยางมวลรวมที่ทดสอบสูญหายจากตะแกรง
4.2 เครื่องชั่งสําหรับชั่งตัวอยางมวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบใหมีลกษณะดังนี้
                                                                      ั
    4.2.1 สําหรับตัวอยางมวลรวมละเอียด ใหใชเครื่องชั่งที่สามารถอานไดถึง 0.1 กรัม และมีความถูกตอง
           อยูในชวง 0.1 กรัม หรือรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ โดยใหใชคาที่มากกวาเปน
           เกณฑ
    4.2.2 สําหรับตัวอยางมวลรวมหยาบ หรือมวลรวมที่มีสวนผสมของทั้งมวลรวมละเอียดและมวลรวม
           หยาบ ใหใชเครื่องชั่งที่สามารถอานไดถึง 0.5 กรัม และมีความถูกตองอยูในชวง 0.5 กรัม หรือ
           รอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ โดยใหใชคาที่มากกวาเปนเกณฑ
4.3 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110 ± 5 องศาเซลเซียส
4.4 เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter)
4.5 แปรงทําความสะอาดตะแกรงชนิดลวดทองเหลือง และแปรงขนหรือแปรงพลาสติก

5. การเตรียมตัวอยาง
5.1 เตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียดโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนามดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือ
    เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) นําไปอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ แลว
    ชั่งตัวอยางมวลรวมหลังอบแหงใหไดไมนอยกวา 300 กรัม
5.2 เตรียมตัวอยางมวลรวมหยาบโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนามดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือ
    เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) นําไปอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ แลว
    ชั่งตัวอยางมวลรวมหลังอบแหงใหไดตามตารางที่ 1 โดยพิจารณาจากขนาดระบุใหญสุดของตัวอยาง
    มวลรวมหยาบ

6. การทดสอบ
6.1 สําหรับมวลรวมละเอียด ใหเตรียมตะแกรงขนาดตางๆ ที่จะใชทดสอบ ดังนี้ ขนาด 9.50 มิลลิเมตร (3/8
    นิ้ว) ขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ขนาด 2.36 มิลลิเมตร (เบอร 8) ขนาด 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16)
    ขนาด 0.60 มิลลิเมตร (เบอร 30) ขนาด 0.30 มิลลิเมตร (เบอร 50) และขนาด 0.15 มิลลิเมตร (เบอร100)
    แลวบันทึกขนาดตะแกรงลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ก)
6.2 สําหรับมวลรวมหยาบ ใหเตรียมตะแกรงขนาดตางๆ ที่จะใชทดสอบตามตารางที่ 3 โดยพิจารณาจากขนาด
    ระบุใหญสุดของมวลรวมหยาบ แลวบันทึกขนาดตะแกรงลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ก)
6.3 ชั่งมวลตะแกรงและถาดรอง แลวบันทึกขอมูลลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ข)
3



6.4 นําตะแกรงขนาดตางๆ และถาดรองมาวางซอนกันเปนชุดโดยเรียงใหตะแกรงขนาดใหญที่สุดอยู
     ขางบนวางเรียงกันลงมาตามลําดับจนถึงขนาดเล็กสุด
6.5 เทตัวอยางลงบนตะแกรงที่อยูขางบนสุด ปดฝาใหแนนแลวเขยาดวยมือหรือเครื่องเขยาจนตัวอยางที่คาง
     บนตะแกรงไมผานไปยังตะแกรงชั้นถัดไป (ใชเวลาเขยาประมาณ 10 นาที)
6.6 ชั่งมวลตะแกรงกับตัวอยางที่คางและถาดรองกับตัวอยางที่คาง แลวบันทึกขอมูลลงในแบบฟอรม บฟ.
     มยผ. 1201-1 ในชอง (ค)
6.7 สําหรับตะแกรงที่มีขนาดชองผานเล็กกวา 4.75 มม. (เบอร 4) ปริมาณตัวอยางที่คางบนตะแกรงดังกลาว
     ตองไมเกิน 7 กิโลกรัมตอตารางเมตร (ประมาณ 200 กรัม สําหรับตะแกรงที่มีขนาดเสนผานศูนยกลาง
     203.2 มม. หรือ 8 นิ้ว)
6.8 สําหรับตะแกรงที่มีขนาดชองผานตั้งแต 4.75 มม. (เบอร 4) ขึ้นไป ปริมาณตัวอยางที่คางตะแกรง
     (หนวยเปนกิโลกรัม) ตองไมเกินคาผลคูณระหวางจํานวน 2.5 และขนาดของชองผานและพื้นที่สุทธิ
     ของตะแกรงที่ใชรอน (2.5×ขนาดชองผาน (มม.)×พื้นที่สุทธิของตะแกรง (ตร.ม.))
6.9 ทําการเปรียบเทียบมวลตัวอยางทั้งหมดหลังการทดสอบกับมวลตัวอยางมวลรวมอบแหงทั้งหมดกอน
     การทดสอบ หากพบวามีคาแตกตางกันเกินรอยละ 0.3 ไมควรนําผลการทดสอบนั้นมาพิจารณา
6.10 มวลของตัวอยางมวลรวมที่หายไปเนื่องจากการรอนผานตะแกรงจนแตกเปนเม็ดละเอียดหรือผงฝุน ให
     ถือเปนมวลที่คางบนถาดรอง

                      ตารางที่ 1 มวลของตัวอยางมวลรวมหยาบที่ใชในการทดสอบ
                                              (ขอ 5.2)
                            ขนาดระบุใหญสุด              มวลตัวอยางที่นํามาทดสอบ
                       (Nominal Maximum Size)                ไมนอยกวา (กิโลกรัม)
                        9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว)                      1.0
                        12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว)                     2.0
                        19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว)                     5.0
                        25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว)                      10.0
                        37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว)                    15.0
                        50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว)                      20.0
                        63.0 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว)                    35.0
                        75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว)                      60.0
                        90.0 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว)                    100.0
                       100.0 มิลลิเมตร (4 นิ้ว)                      150.0
                       125.0 มิลลิเมตร (5 นิ้ว)                      300.0
4



7. การคํานวณ
7.1 หามวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง ง) เทากับมวลตะแกรงกับมวลรวม (ชอง ค) หักออกดวยมวล
    ตะแกรง (ชอง ข) ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1
7.2 หารอยละโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง จ) เทากับมวลของมวลรวมที่คางตะแกรงแตละ
    ขนาด (ชอง ง) หารดวย มวลของมวลรวมอบแหงทั้งหมดที่ใชในการทดสอบ
7.3 หารอยละสะสมโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง ฉ) เทากับผลบวกสะสมของรอยละโดย
    มวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง จ)
7.4 หารอยละโดยมวลของมวลรวมที่ผานตะแกรง (ชอง ช) เทากับจํานวน 100 หักออกดวยรอยละสะสม
    โดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง ฉ)
7.5 คํานวณคาพิกัดความละเอียด (Fineness Modulus)

คาพิกัดความละเอียด =       ผลรวมของรอยละสะสมโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรงขนาดมาตรฐาน
                                                              100
    การคํานวณคารอยละโดยมวลตางๆ ใหใชถึงทศนิยม 1 ตําแหนง และสําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้ง
    ใหอานคาละเอียด ถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ

8. การรายงานผล
8.1 รายงานคารอยละโดยมวลของมวลรวมที่ผานตะแกรง ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1
8.2 รายงานผลโดยการเขียนกราฟ ตามแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-2

9. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
9.1 สําหรับมวลรวมละเอียด จะตองมีขนาดคละเปนไปตามที่แสดงไวใน ตารางที่ 2 โดยจะตองมีคารอยละ
    โดยมวลที่คางบนตะแกรงระหวางตะแกรงเบอรใดๆ ที่ติดกันไดไมเกินรอยละ 45
9.2 สําหรับมวลรวมหยาบ จะตองมีขนาดคละเปนไปตามที่แสดงไวใน ตารางที่ 3
9.2 ขนาดคละของมวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบ ตามขอ 9.1 และ ขอ 9.2 ไมครอบคลุมถึง มวลรวม
    ประเภทมวลรวมหนัก (Heavyweight Aggregates) และ มวลรวมเบา (Lightweight Aggregates)
9.3 คาพิกัดความละเอียด (Fineness Modulus) ใหเปนไปตาม มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและ
    คอนกรีตเสริมเหล็ก
5



                 ตารางที่ 2 ขนาดคละของมวลรวมละเอียดที่ยอมใหตามมาตรฐาน ASTM C33
                                             (ขอ 9.1)
                        ขนาดตะแกรงมาตรฐาน                    รอยละของวัสดุมวลที่ผานตะแกรง
                       9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว)                             100
                       4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4)                           95-100
                       2.36 มิลลิเมตร (เบอร 8)                           80-100
                       1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16)                           50-85
                       0.60 มิลลิเมตร (เบอร 30)                           25-60
                       0.30 มิลลิเมตร (เบอร 50)                           5-30
                       0.15 มิลลิเมตร (เบอร 100)                           0-10

10. ขอควรระวัง
10.1 การแบงตัวอยางดวยเครื่องแบงตัวอยาง ตองใชเครื่องมือขนาดชองกวางประมาณ 1.5 เทาของขนาดเม็ด
     วัสดุที่มีขนาดใหญที่สุด
10.2 ตรวจดูตะแกรงใหอยูในสภาพสมบูรณกอนใชงาน
10.3 ไมควรใสตัวอยางที่ยังรอนอยูลงในตะแกรง
10.4 การเขยาไมควรเขยานานจนตัวอยางกระแทกแตกเปนผง

11. เอกสารอางอิง
11.1 มาตรฐานงานชาง มยธ (ท) 101.1-2534 วิธีการทดสอบหาสวนคละของวัสดุมวลรวม กรมโยธาธิการ
     กระทรวงมหาดไทย
11.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 33: Specification for Concrete Aggregates
11.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to
     Concrete and Concrete Aggregates
11.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 136: Standard Test Method for Sieve
     Analysis of Fine and Coarse Aggregates
                                            **********
ตารางที่ 3 ขนาดคละของมวลรวมหยาบที่ยอมใหตามมาตรฐาน ASTM C33 (ขอ 6.2 และ 9.2)
เลขขนาด                                                                                                    รอยละที่ผานตะแกรงแตละขนาด
  (size   ชวงขนาดของมวล
                              100 มม.      90 มม.       75 มม.       63 มม.       50 มม.      37.5 มม.        25 มม.       19.0 มม.       12.5 มม.      9.5 มม.     4.75 มม.    2.36 มม.    1.18 มม.    0.30 มม.
number)         รวม
                               (4 นิ้ว)   (3.5 นิ้ว)   (3.0 นิ้ว)   (2.5 นิ้ว)    (2 นิ้ว)    (1.5 นิ้ว)      (1 นิ้ว)     (3/4 นิ้ว)     (0.5 นิ้ว)   (3/8 นิ้ว)   (เบอร4)    (เบอร8)    (เบอร16)   (เบอร50)
   1      90 ถึง 37.5 มม.       100       90ถึง100        ---       25 ถึง 60       ---        0 ถึง 15          ---        0 ถึง 5          ---          ---          ---         ---         ---         ---
   2      63 ถึง 37.5 มม.        ---         ---         100        90ถึง100     35 ถึง 70     0 ถึง 15          ---        0 ถึง 5          ---          ---          ---         ---         ---         ---
   3       50 ถึง 25 มม.         ---         ---          ---         100        90 ถึง 100   35 ถึง 70       0 ถึง 15        ---          0 ถึง 5        ---          ---         ---         ---         ---
  357      50 ถึง 4.75 มม.       ---         ---          ---         100        95 ถึง 100      ---          35 ถึง 70       ---         10 ถึง 30       ---        0 ถึง 5       ---         ---         ---
   4      37.5 ถึง 19.0 มม.      ---         ---          ---          ---          100       90 ถึง 100      20 ถึง 55     0 ถึง 15         ---        0 ถึง 5        ---         ---         ---         ---
  467     37.5 ถึง 4.75 มม.      ---         ---          ---          ---          100       95 ถึง 100         ---       35 ถึง 70         ---       10 ถึง 30     0 ถึง 5       ---         ---         ---
   5      25.0 ถึง 12.5 มม.      ---         ---          ---          ---          ---          100         90 ถึง 100    20 ถึง 55       0 ถึง 10     0 ถึง 5        ---         ---         ---         ---
  56      25.0 ถึง 9.5 มม.       ---         ---          ---          ---          ---          100         90 ถึง 100    40 ถึง 85      10 ถึง 40     0 ถึง 15     0 ถึง 5       ---         ---         ---
  57      25.0 ถึง 4.75 มม.      ---         ---          ---          ---          ---          100         95 ถึง 100       ---         25 ถึง 60       ---       0 ถึง 10     0 ถึง 5       ---         ---
   6      19.0 ถึง 9.5 มม.       ---         ---          ---          ---          ---          ---            100        90 ถึง 100     20 ถึง 55     0 ถึง 15     0 ถึง 5       ---         ---         ---
  67      19.0 ถึง 4.75 มม.      ---         ---          ---          ---          ---          ---            100        90 ถึง 100        ---       20 ถึง 55    0 ถึง 10     0 ถึง 5       ---         ---
   7      12.5 ถึง 4.75 มม.      ---         ---          ---          ---          ---          ---             ---          100         90 ถึง 100   40 ถึง 70    0 ถึง 15     0 ถึง 5       ---         ---
   8      9.5 ถึง 2.36 มม.       ---         ---          ---          ---          ---          ---             ---          ---            100       85 ถึง 100   10 ถึง 30   0 ถึง 10     0 ถึง 5       ---
  89      9.5 ถึง 1.18 มม.       ---         ---          ---          ---          ---          ---             ---          ---            100       90 ถึง 100   20 ถึง 55   5 ถึง 30    0 ถึง 10     0 ถึง 5
  9A      4.75 ถึง 1.18 มม.      ---         ---          ---          ---          ---          ---             ---          ---            ---          100       85 ถึง100   10 ถึง 40   0 ถึง 10     0 ถึง 5
-7-


  โครงการ...............................................                  บฟ. มยผ. 1201-1                         ทะเบียนทดสอบ........................
  .............................................................
                                                                      (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)                  ผูทดสอบ
  สถานที่กอสราง....................................
                                                                  การทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม
  .............................................................
  ทดสอบครั้งที่......................                                มวลรวม..............................       ผูตรวจสอบ
  ทดสอบวันที่........................ แผนที่.......                 แหลงวัสดุ............................
                                                                                                                อนุมติ
                                                                                                                    ั

                                                           มวลของ          มวลของ
                                                                                                 รอยละโดย       รอยละสะสม             รอยละโดย
                                มวลของ                     ตะแกรง          มวลรวม
 ขนาดตะแกรง                                                                                       มวลของ         โดยมวลของ               มวลของ
                                ตะแกรง                    + มวลรวม         ที่คางบน
  (มิลลิเมตร)                                                                                   มวลรวมที่คาง    มวลรวมที่คาง         มวลรวมที่ผาน
                                 (กรัม)                     (กรัม)         ตะแกรง
      (ก)                                                                                        บนตะแกรง         บนตะแกรง                ตะแกรง
                                  (ข)                        (ค)            (กรัม)
                                                                                                     (จ)              (ฉ)                   (ช)
                                                                               (ง)
9.50 (3/8 นิ้ว)
4.75 (เบอร 4)
2.36 (เบอร8)
1.18 (เบอร16)
0.60 (เบอร 30)
0.30 (เบอร 50)
0.15 (เบอร 100)
    ถาดรอง
      รวม


   คาพิกัดความละเอียด = ผลรวมของรอยละสะสมโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรงขนาดมาตรฐาน
                                                             100
   หมายเหตุ : การคํานวณคาตางๆ ในตาราง ดังนี้
   1. ชอง (ง) = ชอง (ค) – ชอง (ข)
   2. ชอง (จ) = ชอง (ง) / มวลของมวลรวมอบแหงทั้งหมดที่ใชในการทดสอบ (ผลรวมของชอง (ง))
   3. ชอง (ฉ) = เทากับผลบวกสะสมของรอยละโดยมวลของมวลรวมทีคางบนตะแกรง (ชอง (จ))
                                                                 ่
   4. ชอง (ช) = 100 – ชอง (ฉ)
   5. คาพิกัดความละเอียด = ผลรวมสะสมของชอง (ฉ) / 100




   มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                                                             7
                                                                                                                                     มยผ. 1201-50
โครงการ …………………………………………..….                                                                                                                         ทะเบียนทดสอบ………………………...
                                                                                          บฟ. มยผ. 1201-2
......................…………………………………………
                                                                                                                                                       ผูทดสอบ
สถานที่กอสราง ……………..……………………….                                                 (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
………………………………………………………..                                                       การทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม
                                                                                                                                                      ผูตรวจสอบ
ทดสอบครังที่ ………………………………………...
                 ้                                         มวลรวม.................................................................................
ทดสอบวันที่…………………… แผนที่ …..………...                      แหลงวัสดุ…………...............................................................                อนุมัติ




                                                                      กราฟการกระจายของขนาดวัสดุมวลรวม




                                                                                                                                                                                -8-
                                             100
                                             90
                                             80
                  รอยละโดยมวลที่ผานตะแกรง




                                             70
                                             60
                                  




                                             50
                                             40
                                             30
                                             20
                                              10
                                              0
                                                   100.0                   10.0                                             1.0                                   0.1
                                                                                  ขนาดตะแกรงมาตรฐาน (มม.)
มยผ. 1202-50
             มาตรฐานการทดสอบหาความตานทานตอการสึกกรอนของมวลรวมหยาบ
                              โดยใชเครื่องทดสอบลอสแองเจลิส
          (Standard Test Method for Resistance to Degradation of Coarse Aggregate
                    by Abrasion and Impact in the Los Angeles Machine)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาความตานทานตอการสึกกรอนของวัสดุมวลรวมหยาบโดย
    ทดสอบการขัดสี (Abrasion) และการกระแทก (Impact) ของมวลรวมหยาบในเครื่องทดสอบหาความสึก
    กรอน (เครื่องทดสอบลอสแองเจลิส)
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75
มิลลิเมตร ขึ้นไป

3. เครื่องมือ
3.1 เครื่องทดสอบหาความสึกกรอนลอสแองเจลิส มีลักษณะและขนาดตามรูปที่ 1 ประกอบดวยทรงกระบอก
    เหล็กปดหัวและทาย มีเสนผานศูนยกลางภายใน 711 ± 5 มิลลิเมตร (28 ± 0.2 นิ้ว) ความยาวภายใน 508 ± 5
    มิลลิเมตร (20 ± 0.2 นิ้ว) ผนังมีความหนาไมนอยกวา 12.4 มิลลิเมตร ทรงกระบอกเหล็กจะยึดติดอยูกับเพลาที่
    สามารถหมุนรอบแกนในแนวราบได โดยมีชองสําหรับใสวัสดุพร อมฝาเหล็ก ซึ่งเมื่อป ดฝาแลวตองมี
    ลักษณะผิวดานในเหมือนกับผิวของทรงกระบอกและเสมอกันและไมทําใหลูกบดเหล็กทรงกลม (Abrasive
    Charge) สะดุดเวลากลิ้งผานรอยตอ มีเหล็กขวางสูง 89 ± 2 มิลลิเมตร (3.5 ± 0.1 นิ้ว) ยาว 508 ± 5
    มิลลิเมตร (20 ± 0.2 นิ้ว) ติดแนนตามแนวยาวดานในทรงกระบอกเหล็ก เหล็กขวางดังกลาวควรใชเหล็กที่มี
    หนาตัดเปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผาหรือเหล็กฉากยึดติดกับผนังของทรงกระบอกเหล็ก โดยใหดานนอกของเหล็ก
    ฉากหันไปตามทิศทางที่หมุน ความสูงของเหล็กขวางตองวางตัวอยูในแนวรัศมีของทรงกระบอก ระยะจาก
    เหล็กขวางถึงชองสําหรับใสวัสดุไมนอยกวา 1,270 มิลลิเมตร (50 นิ้ว) เมื่อวัดตามความยาวเสนรอบวง
    ภายนอกทรงกระบอกเหล็ก
-10-




                                                                ผนังทรงกระบอกเหล็ก
                             ทิศทางของการหมุน                   หนาไมนอยกวา 12.4 มม.
                          ปะเก็น                       ปะเก็น
                          แผนรองความหนา
                          เทากับประเก็น                แผนรองหนาเทากับ
                           เหล็กฉากขนาด                 12.7 มม. +ความหนาประเก็น          89 มม.
                           152×102×12.7 มม.                            เหล็กแผนขนาด
                                                                   89×25.4×50 มม.
                         ฝาปดขนาด                     ฝาปดขนาด
                         190×6.4 มม.                   190×6.4 มม.

                 แบบขยายที่ใชเหล็กฉากเปนเหล็กขวาง       แบบขยายที่ใชเหล็กแผนเปนเหล็กขวาง
                                                                                       ความยาววัดตามเสนรอบวง
                                                                                       ภายนอกไมนอยกวา 1,270 มม.
                                       508 มม.
                                                         เหล็กปดหัวทายหนา
                                                        ไมนอยกวา 12.4 มม.
                                                                                          711 มม.
                                             152 มม.




                                    ปะเก็น                      ทิศทางของ
        แนะนําใหใช                                              การหมุน
     มอเตอรกําลังไม                                                            ฐานคอนกรีต
    นอยกวา 1 แรงมา
                                 ถาดรองรับตัวอยาง


                           รูปที่ 1 เครื่องมือทดสอบความสึกกรอน (แบบลอสแองเจลิส)

3.2 ตะแกรงสําหรับหาขนาดของวัสดุมวลรวมหยาบ ใหใชตะแกรงมีชองผานเปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 75.0
    มิลลิเมตร (3 นิ้ว) ขนาด 63.0 มิลลิเมตร (2½ นิ้ว) ขนาด 50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) ขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1½
    นิ้ว) ขนาด 25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) ขนาด 19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) ขนาด 12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) ขนาด 9.5
    มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) ขนาด 6.3 มิลลิเมตร (1/4 นิ้ว) ขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ขนาด 2.36 มิลลิเมตร
    (เบอร 8) และขนาด 1.70 มิลลิเมตร (เบอร 12)
3.3 เครื่องชั่งที่มีความถูกตองถึงรอยละ 0.1 ของน้ําหนักของวัสดุมวลรวมที่ใชทดสอบ




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                             มยผ. 1202-50
-11-


3.4 ลูกบดเหล็กทรงกลมประกอบดวยลูกเหล็กทรงกลมเสนผานศูนยกลางโดยเฉลี่ยประมาณ 46.8 มิลลิเมตร
    ( 1 27 นิ้ว) แตละลูกมีมวลระหวาง 390-445 กรัม จํานวนลูกเหล็กทรงกลมที่ใชในการทดสอบขึ้นอยูกับการ
       32
    จัดชั้น (Grading) ของตัวอยางทดสอบ ตามที่แสดงไวในตารางที่ 1

                   ตารางที่ 1 แสดงจํานวนลูกเหล็กทรงกลมที่ใชในการทดสอบของแตละชั้น
                                                (ขอ 3.4)

                    จํานวนลูกเหล็กทรงกลม    มวลรวมของลูกเหล็ก
            ชั้น                                                            หมายเหตุ
                             (ลูก)            ทรงกลม (กรัม)
            A                 12               5,000 ± 25          สําหรับมวลรวมหยาบที่มีขนาด
            B                 11               4,584 ± 25          ระบุใหญสุดไมเกิน 37.5 มม.
            C                  8               3,330 ± 20
            D                  6               2,500 ± 15
            E                 12               5,000 ± 25          สําหรับมวลรวมหยาบที่มีขนาด
            F                 12               5,000 ± 25          ระบุใหญสุดเกินกวา19 มม.
            G                 12               5,000 ± 25

4. การเตรียมตัวอยาง
4.1 หากตัวอยางไมมีดินเหนียวปน เชน กรวดปนทราย หรือ หินโม ใหตากตัวอยางจนแหง หรืออบที่อุณหภูมิ
    110 ± 5 องศาเซลเซียส จนไดมวลคงที่ แลวดําเนินการเตรียมตัวอยางตอไปในขอ 5.3
4.2 หากตัวอยางมีดินเหนียวปน หรือมีสวนละเอียดติดเปนกอนใหญแนน ใหนําตัวอยางไปลางน้ําเอาสวนที่
    ผานตะแกรงเบอร 8 ออกทิ้ง แลวนําสวนที่คางตะแกรงเบอร 8 มาอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จน
    มีมวลคงที่
4.3 นําตัวอยางไปแยกขนาดตามที่กําหนดในตารางที่ 2 หากตัวอยางมีชวงขนาดคละกวางหรือเขาเกณฑได
    หลายขนาด ใหเลือกใชตัวอยางที่ใกลเคียงกับขนาดที่ตองการใชงานมากที่สุด

5. การทดสอบ
นําตัวอยางที่เตรียมไวจากขอ 5 และลูกบดเหล็กทรงกลมจํานวนลูกตามที่กําหนดในขอ 4.4 ใสเขาไปในเครื่อง
ทดสอบลอสแองเจลิส หมุนเครื่องดวยความเร็วที่ 30-33 รอบตอนาที ใหไดจํานวนรอบตามที่กําหนดในตารางที่ 2



มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                         มยผ. 1202-50
-12-


 เมื่อหมุนไดครบตามกําหนดแลว ใหนําตัวอยางออกจากเครื่อง ลางสวนที่ผานตะแกรงเบอร 12 ออกทิ้ง นําสวนที่
 คางตะแกรงเบอร 12 มาอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ จึงชั่งหาน้ําหนักตัวอยางที่เหลือ

                      ตารางที่ 2 ขนาดของมวลที่ใชในการทดสอบของแตละชันตัวอยาง
                                                                     ้
                                               (ขอ 4.3)

ขนาดตะแกรง (มม.)                              ขนาดของมวล (กรัม) ของแตละชั้นตัวอยาง
 ผาน     คาง         A            B             C           D              E            F               G
 75.0     63.0                                                          2,500±50
 63.0     50.8                                                          2,500±50
 50.8     37.5                                                          5,000±50       5,000±50
 37.5     25.0      1,250±25                                                           5,000±25       5,000±25
 25.0     19.0      1,250±25                                                                          5,000±25
 19.0     12.5      1,250±10     2,500±10
 12.5      9.5      1,250±10     2,500±10
  9.5      6.3                                    2,500±10
 6.3        4.75                                  2,500±10
 4.75       2.36                                               5,000±10
 มวลตัวอยางรวม     5,000±10     5,000±10         5,000±10     5,000±10   10,000±100 10,000±75        10,000±50
   จํานวนรอบ                                500                                        1,000

 6. การคํานวณ
                                                              W1 − W2
 ความสึกกรอนโดยใชเครื่องลอสแองเจลิส (เปนรอยละ) =                  × 100                   (1)
                                                                W1
 เมื่อ W1 คือ มวลของตัวอยางทั้งหมดที่ใชทดสอบ เปนกรัม
      W2 คือ มวลของตัวอยางที่คางบนตะแกรงขนาด 1.70 มิลลิเมตร (เบอร 12) หลังการทดสอบ เปนกรัม

 การคํานวณคารอยละความสึกกรอนโดยการทดสอบดวยเครื่องลอสแองเจลิส ใหใชถึงทศนิยม 1 ตําแหนง และ
 สําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้งใหอานคาละเอียด ถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ

 7. การรายงานผล
 ใหรายงานคาความสึกกรอนโดยการทดสอบดวยเครื่องลอสแองเจลิส ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1202


 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                   มยผ. 1202-50
-13-


8. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
คาความสึกกรอนโดยการทดสอบเครื่องลอสแองเจลิส (คิดเปนรอยละ) ของมวลรวมหยาบที่ใชในงานคอนกรีต
ตองมีคาไมมากกวารอยละ 50

9. ขอควรระวัง
9.1 ใหทําการชั่งลูกบดเหล็กทรงกลมแตละลูกอยางนอย 1 ครั้ง ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจสอบใหเปนไปตามขอ 3.4
9.2 ในกรณีที่เหล็กขวางเปนเหล็กฉากใหยึดที่ริมฝาเหล็กปดชองใสวัสดุ การยึดตองใหดานนอกของเหล็กฉากหัน
    ไปในทิศทางที่เครื่องหมุน
9.3 ควรตรวจสอบเหล็กขวางอยางสม่ําเสมอวา ไมเกิดการบิดเบี้ยวหรือชํารุดเสียหาย หากพบการบิดเบี้ยวหรือ
    ชํารุดใหทําการซอมแซมหรือเปลี่ยนใหมกอนการทดสอบคราวตอไป

10. เอกสารอางอิง
10.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.2-2534 วิธีการทดสอบหาความสึกหรอของวัสดุมวลรวมหยาบโดยใช
     เครื่องทดสอบลอสแองเจลิส กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย
10.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to
     Concrete and Concrete Aggregates
10.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 131: Standard Test Method for Resistance to
     Degradation of Small-Size Coarse Aggregate by Abrasion and Impact in the Los Angeles Machine
10.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 535: Standard Test Method for Resistance to
     Degradation of Large-Size Coarse Aggregate by Abrasion and Impact in the Los Angeles Machine
                                              **********




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                           มยผ. 1202-50
-14-


                                                                                                                                                  ทะเบียน
โครงการ.....................................................                      บฟ. มยผ. 1202
                                                                                                                                            ทดสอบ....................
สถานที่กอสราง..........…............................
……………………………………………                                                                                                                    ผูทดสอบ
ชนิดตัวอยาง.............ทดสอบครั้งที่.……...                          (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
ทดสอบวันที่............. แผนที่.......................        การทดสอบหาความตานทานตอการสึกกรอนของ                                ผูตรวจสอบ
                                                               มวลรวมหยาบโดยใชเครื่องทดสอบลอสแองเจลิส
                                                                                                                                     อนุมัติ

จํานวนของลูกเหล็กทรงกลม .......................................................       แหลงวัสดุ ................................................................................
น้ําหนักของลูกเหล็กทรงกลม ............................................... กรัม        ชั้นคุณภาพ ...............................................................................
ความเร็วของการหมุนเครื่อง ........................................ รอบ/นาที           จํานวนรอบ ...............................................................................

                       ขนาดตะแกรง (ม.ม.)                                                   มวลของตัวอยาง (กรัม)
                                                                                                                                                                 หมายเหตุ
               ผาน                                     คาง                      1                 2                                   3




มวลของตัวอยางที่ใชทดสอบ W1 (กรัม)
มวลของตัวอยางที่คางบนตะแกรงเบอร 12 W2 (กรัม)
                                       W1 − W2
ความสึกกรอน (รอยละ) =                        × 100
                                         W1



      มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                                                                      มยผ. 1202-50
-15-




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต          มยผ. 1202-50
มยผ. 1203-50
                มาตรฐานการทดสอบหาสารอินทรียเจือปนในมวลรวมละเอียด
      (Standard Test Method for Organic Impurities in Fine Aggregates for Concrete)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการหาสารอินทรียซึ่งเปนสารผุพังที่ปะปนอยูในมวลรวมละเอียด
    โดยประมาณ
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“มวลรวมละเอียด (Fine Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075
มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร
“สารอินทรีย (Organic)” หมายถึง สารที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตสามารถยอยสลายได

3. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
3.1 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 87: Standard Test Method for Effect of
    Organic Impurities in Fine Aggregate on Strength of Mortar

4. เครื่องมือ
เครื่องมือที่ใชในการทดสอบประกอบดวยขวดแกวใสพรอมฝาปด ขนาดความจุประมาณ 240 ถึง 470 ลูกบาศก
เซนติเมตร โดยใหมีขีดแสดงความจุเปนลูกบาศกเซนติเมตรหรือจะใชการขีดเครื่องหมายที่ขวดแกวเพื่อบอก
ปริมาตร

5. การเตรียมตัวอยาง
5.1 สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซดเขมขนรอยละ 3 เตรียมไดโดยชั่งสารโซเดียมไฮดรอกไซด (Sodium
    Hydroxide) 30 กรัม ผสมกับน้ําสะอาด จนไดปริมาตร 1,000 ลูกบาศกเซนติเมตร
5.2 สีมาตรฐานของการดเนอร (Gardner) หรือ แผนกระจกสีมาตรฐาน (Organic Plate) ตามที่กําหนดไวใน
    ตารางที่ 1 ถาไมมีสีมาตรฐานใหเตรียมสารละลายมาตรฐานเพื่อเปรียบเทียบสีโดยการใชโพแทสเซียม
    ไดโครเมต (K2Cr2O7) ละลายในกรดซัลฟูริก เขมขน (H2SO4) ที่มีค วามถว งจํา เพาะ1.84 ในอัต รา
    โพแทสเซีย มไดโครเมต 0.25 กรัม ตอกรดซัลฟูริกเขมขน 100 ลูก บาศกเ ซนติเมตร อาจใชความรอน
-16-


      เล็กนอยเพื่อ ใหสารละลายเปน เนื้อเดียวกัน ซึ่งสารละลายมาตรฐานที่เ ตรีย มนี้ ใชไดไ มเ กิน 2 ชั่วโมง
      หลังจากเตรียมแลว

                       ตารางที่ 1 สีมาตรฐานที่ใชเปรียบเทียบกับสีกับสารละลายตัวอยาง
                                                   (ขอ 5.2)
                      สีมาตรฐานของการดเนอร (Gardner)           แถบสีมาตรฐาน (Organic Plate)
                                 หมายเลข                                  หมายเลข
                                    5                                        1
                                    8                                        2
                                   11                                        3 (มาตรฐาน)
                                   14                                        4
                                   16                                        5

5.3 เตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียดโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนามดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือ
    เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) ใหไดมวลประมาณ ประมาณ 450 กรัม

6.  การทดสอบ
6.1 นําตัวอยางที่เตรียมไวในขอ 5.3 เทลงในขวดแกวทดสอบจนไดปริมาตร 130 ลูกบาศกเซนติเมตร
6.2 เติมสารละลายที่เตรียมไวตาม ขอ 5.1 ลงในขวดแกวทดลองจนไดปริมาตรเปน 200 ลูกบาศกเซนติเมตร
6.3 ปดฝาขวดแลวเขยาแรง ๆ จนเห็นวาไมมีฟองอากาศเหลืออยู ตรวจดูอีกครั้ง ถาระดับสารละลายมีปริมาตร
    ไมถึง 200 ลูกบาศกเซนติเมตร ใหเติมสารละลายเพิ่มอีกจนไดปริมาตร 200 ลูกบาศกเซนติเมตร บันทึกวัน
    และเวลา
6.4 ตั้งขวดทดสอบทิ้งไวโดยไมใหมีการกระทบกระเทือนจนครบ 24 ชั่วโมง
6.5 เมื่อครบ 24 ชั่วโมง แลวใหเปรียบเทียบกับแถบสีมาตรฐาน ตามขอ 5.2

7. การรายงานผล
7.1 ใหรายงานในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1203
7.2 ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบออนกวาสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือออนกวาสีของ
    สารละลายมาตรฐานใหรายงาน “สีออนกวาสีมาตรฐาน”


มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                 มยผ. 1203-50
-17-


7.3 ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบเขมกวาสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือเขมกวาสีของ
    สารละลายมาตรฐานใหรายงานวา “สีเขมกวาสีมาตรฐาน”
7.4 ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบใกลเคียงกับสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือใกลเคียงสีของ
    สารละลายมาตรฐานใหรายงานวา “สีใกลเคียงกับสีมาตรฐาน”

8. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบมีสีออนกวาหรือมีสีใกลเคียงกับแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือสีของ
สารละลายมาตรฐานถือวาเหมาะสมที่จะนํามาใชงานได แตถามีสีเขมกวาสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือ
สีของสารละลายมาตรฐานถือวาไมเหมาะสมที่จะนํามาใชงาน หากจําเปนตองนํามาใชงานใหทําการทดสอบ
กําลังของมอรตาตามมาตรฐาน ASTM C87 เพื่อประกอบการพิจารณา

9. ขอควรระวัง
9.1 ขณะตั้งขวดทิ้งไวและขณะที่ทําการเปรียบเทียบสีตองระวังไมใหไดรับการกระทบกระเทือน เพราะจะทําให
    ผงละเอียดลอยตัวขึ้นมา ซึ่งจะทําใหไดสีไมถูกตอง บางครั้งสีของสารละลายตัวอยางจะใกลเคียงกับสี
    มาตรฐานมาก จึงควรเปรียบเทียบใหไดวาสีของสารละลายตัวอยางสีเขมกวาหรือออนกวาสีมาตรฐาน
9.2 สารโซเดียมไฮดรอกไซด เปนสารที่มีพิษทําใหเกิดการไหมที่ผิวหนังและเยื่อออนตาง ๆ เชน ตา ปาก จมูก
    เมื่อมีการสัมผัสใหรีบลางบริเวณนั้นดวยน้ําสะอาดและทาดวยน้ําสมสายชู (Vinegar)

10. เอกสารอางอิง
10.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.3-2534 มาตรฐานการทดสอบหาสารอินทรียเจือปน กรมโยธาธิการ
     กระทรวงมหาดไทย
10.1 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 40: Standard Test Method for Organic
     Impurities in Fine Aggregates for Concrete

                                             **********




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                           มยผ. 1203-50
โครงการ……………………………………………                                                                                                     ทะเบียนทดสอบ………………………...
                                                                                       บฟ. มยผ. 1203
……………………………………………………..
                                                                                                                                ผูทดสอบ
สถานที่กอสราง…………………………………….                                                      (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
……………………………………………………..                                                           การทดสอบหาสารอินทรียเจือปน
                                                                                                                               ผูตรวจสอบ
ทดสอบครั้งที่………................................................                  มวลรวมละเอียด
ทดสอบวันที่…………………… แผนที่………….                                             แหลงวัสดุ………………………………                              อนุมัติ




    กรณีเปรียบเทียบสีของสารละลายตัวอยางกับสีสารละลายมาตรฐาน                                 กรณีเปรียบเทียบกับสีของสารละลายตัวอยางกับสีมาตรฐาน
     ( ) สีออนกวาสีสารละลายมาตรฐาน                                                          ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 1




                                                                                                                                                        -18-
     ( ) สีใกลเคียงกับสีสารละลายมาตรฐาน                                                      ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 2
     ( ) สีเขมกวาสีสารละลายมาตรฐาน                                                          ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 3 (มาตรฐาน)
                                                                                              ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 4
                                                                                              ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 5


                                                           สรุปผลการทดสอบ
                                                            ( ) เหมาะสมที่จะนํามาใชงานได
                                                            ( ) ไมเหมาะสมที่จะนํามาใชงาน
19




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต        มยผ. 1203-50
มยผ. 1204-50
     มาตรฐานการทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและคาการดูดซึมน้ําของมวลรวมหยาบ
     (Standard Test Method for Relative Density and Absorption of Coarse Aggregates)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density) และความ
    หนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density) และคาการดูดซึมน้ํา (Absorption) ของมวลรวม
    หยาบ
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“การดูดซึมน้ํา (Absorption)” หมายถึง ปริมาณน้ําที่ถูกดูดซึมเขาไปจนเต็มชองวางที่น้ําซึมผานไดของมวลรวม
แตไมรวมน้ําที่เกาะอยูผิวนอกของมวลรวม
“ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม
สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด
“ความหนาแนน (Density)” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร
“ความหนาแนน (สภาพอบแหง) (Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร
ของมวลรวมในสภาพอบแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได)
“ความหนาแนน (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอ
หนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได)
“ความหนาแนนปรากฏ (Apparent Density)” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวม
(ปริมาตรที่ไมรวมชองวางที่น้ําซึมผานได)
“ความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมตอความหนาแนน
ของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
“ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) (Relative Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนน
ของมวลรวมในสภาพอบแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
“ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Relative Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง
อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
-20-


        “ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนปรากฏของ
        มวลรวมตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
        “มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75
        มิลลิเมตร ขึ้นไป
        “สภาพอบแหง (Oven-Dry)” หมายถึง สภาพที่ความชื้นในมวลรวมถูกขับออกดวยความรอนจากตูอบที่อุณหภูมิ
        110±5 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาที่เหมาะสมจนมีมวลคงที่
        “สภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated-Surface-Dry)” หมายถึง สภาพที่มวลรวมมีผิวแหงแตมีน้ําเต็มชองวางที่น้ําซึม
        ผานได

        3. เครื่องมือ
        3.1 เครื่องชั่ง (Balance) เปนเครื่องชั่งที่อานไดและมีความถูกตองถึง 0.5 กรัม หรือ รอยละ 0.05 ของมวล
            ตัวอยางที่ใชทดสอบ โดยใหใชคาที่มากกวาเปนเกณฑ
        3.2 ภาชนะสําหรับแชตัวอยางตองมีขนาดใหญเพียงพอที่จะแชตัวอยางทั้งหมดใหจมอยูใตระดับน้ําทั้งหมด
        3.3 ตะกราลวดตาขาย (Wire Basket) เปนตะกราลวดตาขายที่มีชองขนาด 3.35 มิลลิเมตร (เบอร6) หรือละเอียด
            กวา มีขนาดความจุประมาณ 4,000 ถึง 7,000 ลูกบาศกเซนติเมตร
        3.4 ถังบรรจุน้ําเปนถังที่มีขนาดใหญพอที่จะใสตะกราลวดตาขายลงไปได เพื่อใชชั่งมวลวัสดุในน้ํา และมีชอง
            ระบายน้ําตอนบนเพื่อรักษาระดับน้ําใหคงที่
        3.5 ตะแกรงมาตรฐานเบอร 4
        3.6 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส

        4. การเตรียมตัวอยาง
        เตรียมตัวอยางมวลรวมหยาบโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนาม ดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือใชเครื่องแบง
        ตัวอยาง (Sample Splitter) แลวจึงนําตัวอยางที่เลือกไดมาทําการรอนผานตะแกรง เบอร 4 (4.75 มม.) นําเฉพาะ
        ตัวอยางที่คางบนตะแกรงไปชั่งใหไดมวลตามที่แสดงในตารางที่ 1 โดยพิจารณาจากขนาดระบุใหญสุดของมวล
        รวมหยาบ




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                         มยผ. 1204-50
-21-


                                     ตารางที่ 1 มวลของตัวอยางมวลรวมที่ใชในการทดสอบ
                                                               (ขอ 4)
                                    ขนาดระบุใหญสุด                       มวลตัวอยางที่นํามาทดสอบ
                               (Nominal Maximum Size)                       ไมนอยกวา (กิโลกรัม)
                                   12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว)                         2.0
                                   19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิว)
                                                         ้                           3.0
                                   25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว)                           4.0
                                   37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว)                         5.0
                                   50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว)                           8.0
                                   63.0 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว)                         12.0
                                   75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว)                           18.0
                                   90.0 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว)                         25.0
                                   100.0 มิลลิเมตร (4 นิ้ว)                          40.0
                                   125.0 มิลลิเมตร (5 นิ้ว)                          75.0

        5. การทดสอบ
        5.1 นําตัวอยางมวลรวมหยาบที่เตรียมไวมาอบใหแหงในตูอบที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส ปลอยทิ้งไวให
            เย็นประมาณ 1-3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิปกติ แลวจึงนําไปแชน้ําในภาชนะที่เตรียมไวเปนเวลา 24±4 ชั่วโมง
        5.2 นําตัวอยางขึ้นจากน้ําวางบนผาซับน้ําแลวเช็ดตัวอยางดวยผาซับน้ําจนไมมีน้ําเคลือบอยูบนผิว (Visible
            Film) ของตัวอยางแลวทําการชั่งหามวลทันที โดยระวังไมใหมีการระเหยในระหวางการเช็ดผิววัสดุใหแหง
            และการชั่งมวลตัวอยาง คาที่ไดจะเปนมวลในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated Surface Dry) ในอากาศ
            บันทึกเปนคา B หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204
        5.3 หลังจากชั่งหามวลตัวอยางในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated Surface Dry) ในอากาศแลว นําตัวอยางไปชั่ง
            ในถังใสน้ํา โดยใสตัวอยางไวในตะกราลวดตาขาย มวลที่อานได คือมวลของตะกราและตัวอยางในน้ํา
        5.4 ชั่งมวลของตะกราเปลาในน้ํา แลวนําไปหักออกจากมวลของตะกราและตัวอยางในน้ํา จะไดคามวลของ
            ตัวอยางที่ชั่งในน้ํา บันทึกเปนคา C หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204
มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                         มยผ. 1204-50
-22-


        5.5 นําตัวอยางไปอบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส แลวปลอยใหเย็นลงที่อุณหภูมิหอง นําไปชั่งหา
            มวล โดยมวลที่ไดเปนมวลวัสดุอบแหง บันทึกเปนคา A หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204

        6. การคํานวณ
                                                                        A
        6.1 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง)              =                                               (1)
                                                                     (B −C)
                                                                        B
        6.2 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) =                                                    (2)
                                                                     (B −C)
                                                                        A
        6.3 ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ                      =                                               (3)
                                                                     ( A−C)
                                                                     ( B − A)
        6.4 การดูดซึมน้ํา                                 =                   x100                      (4)
                                                                        ( A)

        เมื่อ A คือ มวลตัวอยางมวลรวมหยาบในสภาพอบแหง เปนกรัม
              B คือ มวลตัวอยางมวลรวมหยาบในสภาพอิ่มตัวผิวแหง เปนกรัม
              C คือ มวลตัวอยางมวลรวมหยาบที่ทําการชั่งในน้ํา เปนกรัม

             การคํานวณคาของความหนาแนนสัมพัทธใหใชถึงทศนิยม 3 ตําแหนง สําหรับการคํานวณคาการดูดซึมน้ํา
        ใหใชถึงทศนิยม 2 ตําแหนงและสําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้งใหอานคาละเอียด ถึง 0.5 กรัม หรือ รอยละ
        0.05 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ โดยใหใชคาที่มากที่สุดเปนเกณฑ

        7. การรายงานผล
           ใหรายงานผลตามแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204

        8. ขอควรระวัง
        8.1 ใหเช็ดน้ําที่เคลือบอยูบนผิวตัวอยางกอนทําการชั่ง โดยการชั่งตัวอยางในสภาพอิ่มตัวผิวแหงใหทําโดยเร็ว
            เพื่อปองกันการระเหยของน้ํา
        8.2 การชั่งตัวอยางในน้ําใหเขยาตะกราลวดตาขายขณะจุมตะกราลงในน้ําให เพื่อใหฟองอากาศลอยขึ้นจนหมด




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                          มยผ. 1204-50
-23-


        9. เอกสารอางอิง
        9.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.4-2534 วิธีการทดสอบหาคาความถวงจําเพาะและคาความดูดซึมน้ําของวัสดุ
            มวลรวมหยาบ กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย
        9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to
            Concrete and Concrete Aggregates
        9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 127: Standard Test Method for Density,
             Relative Density (Specific Gravity) and Absorption of Coarse Aggregate

                                             **********




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                   มยผ. 1204-50
-24-



 โครงการ…………………………................            บฟ. มยผ. 1204            ทะเบียนทดสอบ……………..
 สถานที่กอสราง…………………………….
 ………………………….…………………..                  (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)        ผูทดสอบ
 ชนิดตัวอยาง………..ทดสอบครั้งที่………..
                                                                       ผูตรวจสอบ
 ทดสอบวันที่……………………………….. การทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและคาการ
 แผนที่……………………………………….             ดูดซึมน้ําของวัสดุมวลรวมหยาบ      อนุมัติ


  วัสดุ………………………………………………………………………………………………………………………………………..

  แหลงวัสดุ…………………………………………………………………………………………………………………………………
                                                    ตัวอยาง
                       คุณลักษณะ
                                               1       2     3

 มวลของตัวอยางอบแหง A (กรัม)

 มวลของตัวอยางอิ่มตัวผิวแหง B (กรัม)

 มวลของตัวอยางในน้ํา C (กรัม)
                                            A
 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) =
                                         (B −C)

                                                 B
 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) =
                                              (B −C)

                                    A
 ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ =
                                 ( A−C)

 การดูดซึมน้ํา (รอยละ)                       =
                                                  (B − A) × 100
                                                    ( A)




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                      มยผ. 1204-50
มยผ. 1205-50
    มาตรฐานการทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและคาการดูดซึมน้ําของมวลรวมละเอียด
      (Standard Test Method for Relative Density and Absorption of Fine Aggregates)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density) และความ
    หนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density) และคาการดูดซึมน้ํา (Absorption) ของมวลรวม
    ละเอียด
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“การดูดซึมน้ํา (Absorption)” หมายถึง ปริมาณน้ําที่ถูกดูดซึมเขาไปจนเต็มชองวางที่น้ําซึมผานไดของมวลรวม
แตไมรวมน้ําที่เกาะอยูผิวนอกของมวลรวม
“ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม
สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด
“ความหนาแนน (Density) ” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร
“ความหนาแนน (สภาพอบแหง) (Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร
ของมวลรวมในสภาพอบแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได)
“ความหนาแนน (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอ
หนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได)
“ความหนาแนนปรากฏ (Apparent Density)” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวม
(ปริมาตรที่ไมรวมชองวางที่น้ําซึมผานได)
“ความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมตอความหนาแนน
ของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
“ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) (Relative Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนน
ของมวลรวมในสภาพอบแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
“ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Relative Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง
อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
-26-


“ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนปรากฏของ
มวลรวมตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
“มวลรวมละเอียด” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ถึง 4.75
มิลลิเมตร
“สภาพอบแหง (Oven-Dry)” หมายถึง สภาพที่ความชื้นในมวลรวมถูกขับออกดวยความรอนจากตูอบที่อุณหภูมิ
110±5 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาที่เหมาะสมจนมีมวลคงที่
“สภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated-Surface-Dry)” หมายถึง สภาพที่มวลรวมมีผิวแหงแตมีน้ําเต็มชองวางที่น้ําซึม
ผานได

3. เครื่องมือ
3.1 เครื่องชั่ง (Balance) เปนเครื่องชั่งที่สามารถชั่งไดไมนอยกวา 1 กิโลกรัม อานคาไดละเอียดถึง 0.1 กรัม และ
    มีความถูกตองอยูในชวง รอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ
3.2 ขวดทดสอบ (Flask) ขนาดความจุประมาณ 500 ลูกบาศกเซนติเมตร ที่ไดทําการสอบเทียบ (Calibration)
    แลวที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส มีความแมนยําในการวัดผิดพลาดไมเกิน 0.1 ลูกบาศกเซนติเมตร
3.3 แบบรูปกรวย (Conical Mold) ทําดวยโลหะมีเสนผานศูนยกลางภายในดานบนเทากับ 40±3 มิลลิเมตร (1.5
    นิ้ว) มีเสนผานศูนยกลางภายในดานลางเทากับ 90±3 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว) และมีความสูงเทากับ 75±3
    มิลลิเมตร (2 .875 นิ้ว)
3.4 เหล็กกระทุง (Tamping Rod) ทําดวยโลหะมีน้ําหนัก 340 กรัม มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 25 มิลลิเมตร (1
    นิ้ว) และปลายที่ใชกระทุงมีลักษณะมน
3.5 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส

4. การเตรียมตัวอยาง
4.1 เตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียดโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนาม ดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือใช
    เครื่องแบงตัวอยาง (Sample Splitter) ใหไดมวลตัวอยางประมาณ 1 กิโลกรัม
4.2 ทําการทดสอบหาสภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated Surface Dry) ของตัวอยางมวลรวมละเอียด โดยนํา
    ตัวอยางที่เริ่มผิวแหงใสในแบบรูปกรวยพอหลวม ๆและใชเหล็กกระทุง กระทุง 25 ครั้ง ตรงๆแลวจึงคอย ๆ
    ดึงกรวยขึ้น ถามวลรวมละเอียดยังคงรูปอยูก็ใหทําการทดสอบซ้ําใหม โดยผึ่งตัวอยางหรือเปาลมรอนใหน้ํา
    ระเหยออกอีก จนกระทั่งเมื่อดึงกรวยออกตรงๆ ถาวัสดุมวลรวมละเอียดเริ่มทะลาย ใหถือเปนสภาพอิ่มตัว
    ผิวแหงของตัวอยางมวลรวมละเอียด


มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                     มยผ. 1205-50
-27-


5. การทดสอบ
5.1 ชั่งมวลรวมละเอียดที่อยูในสภาพอิ่มตัวผิวแหงใหไดน้ําหนักประมาณ 500±10 กรัม แลวบันทึกเปนคา S
    ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1205
5.2 เทตัวอยางมวลรวมละเอียดลงในขวดทดสอบ (Flask) แลวเติมน้ําจนถึงระดับประมาณรอยละ 90 ของ
    ปริมาตรขวดทดสอบ
5.3 ไลฟองอากาศภายในออกใหหมด โดยการหมุนคว่ํา เขยาหรือกลิ้งขวดทดสอบไปมาบนพื้นราบ ประมาณ 15
    ถึง 20 นาที ควบคุมอุณหภูมิใหอยูที่ประมาณ 23±2 องศาเซลเซียส หากจําเปนก็สามารถนําขวดทดสอบมาแช
    ในน้ําเพื่อชวยลดอุณหภูมิก็ได
5.4 เติมน้ําจนถึงระดับที่ทําเครื่องหมายไวแลวนําไปชั่งมวลที่ไดใหบันทึกเปนคา C ในแบบฟอรม บฟ. มยผ.
    1205
5.5 เทตัวอยางจากขวดทดสอบลงในภาชนะแลวนําเขาตูอบ อบที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่
    ทิ้งไวใหเย็นที่อุณหภูมิหองประมาณ 1±0.5 ชั่วโมง แลวนําไปชั่ง มวลที่ไดใหบันทึกเปนคา A ในแบบฟอรม
    บฟ. มยผ. 1205
5.6 เติมน้ําใสขวดทดสอบเปลาจนถึงระดับที่ทําเครื่องหมายไวแลวนําไปชั่ง มวลที่ไดใหบันทึกเปนคา B ใน
    แบบฟอรม บฟ. มยผ. 1205

6. การคํานวณ
                                                                 A
6.1 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง)             =                                             (1)
                                                            (B + S −C)
                                                                 S
6.2 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) =                                                 (2)
                                                            (B + S −C)
                                                                 A
6.3 ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ                     =                                             (3)
                                                            (B + A−C)
                                                              ( S − A)
6.4 การดูดซึมน้ํา                                =                     x100                    (4)
                                                                 ( A)
     เมื่อ A   คือ มวลตัวอยางมวลรวมละเอียดในสภาพอบแหง เปนกรัม
           B   คือ มวลขวดทดสอบและน้ําที่ระดับทําเครื่องหมายไว เปนกรัม
           C   คือ มวลขวดทดสอบและตัวอยางมวลรวมและน้ําที่ระดับทําเครื่องหมายไว เปนกรัม
           S   คือ มวลตัวอยางมวลรวมละเอียดในสภาพอิ่มตัวผิวแหง เปนกรัม


มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                               มยผ. 1205-50
-28-


      การคํานวณคาของความถวงจําเพาะใหใชถึงทศนิยม 3 ตําแหนง และสําหรับการคํานวณคาการดูดซึมน้ําให
      ใชถึงทศนิยม 2 ตําแหนง การชั่งมวลอานคาไดละเอียดถึง 0.1 กรัม หรือ รอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใช
      ทดสอบ

7. การรายงานผล
   ใหรายงานผลตามแบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1205
8.    ขอควรระวัง
8.1   เมื่อทําการชั่งมวลตองกระทําในขณะที่มีอุณหภูมิสม่ําเสมอ
8.2   ตองระมัดระวังมิใหตัวอยางมวลรวมละเอียดสูญหายไปในระหวางเทลงในภาชนะเพื่ออบใหแหง
8.3   การชั่งขวดทดสอบตองคอยระวังใหระดับน้ําในขวดอยูที่ขีดบอกปริมาตรเสมอและตองเช็ดน้ําที่อยูภายนอก
      ขวดใหหมดทุกครั้งกอนการชั่ง

9. เอกสารอางอิง
9.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.5-2534 วิธีการทดสอบหาคาความถวงจําเพาะและคาความดูดซึมน้ําของ
    วัสดุมวลรวมละเอียด กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย
9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to
    Concrete and Concrete Aggregates
9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 128: Standard Test Method for Density,
    Relative Density (Specific Gravity), and Absorption of Fine Aggregate

                                         **********




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                               มยผ. 1205-50
-29-



โครงการ……..……………………………....…                                บฟ. มยผ. 1205                ทะเบียนทดสอบ……………..
สถานที่กอสราง……………………………........
………………………………………………….                                  (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)          ผูทดสอบ
ชนิดตัวอยาง………………………….…………
ทดสอบครั้งที่…………………………………...                  การทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและการ   ผูตรวจสอบ
ทดสอบวันที่…………..……………………......                       ดูดซึมน้ําของมวลรวมละเอียด
แผนที่………………………………………..….                                                              อนุมัติ


วัสดุ………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แหลงวัสดุ……………………………………………………………………………………………………………………………………
                                                  ตัวอยาง
                     คุณลักษณะ
                                            1         2    3
น้ําหนักของวัสดุอบแหง A (กรัม)

น้ําหนักของวัสดุอิ่มตัวผิวแหง S (กรัม)

น้ําหนักของขวดทดลอง + น้ํา B (กรัม)

น้ําหนักของขวดทดลอง+น้ํา+วัสดุ C (กรัม)
                                                      A
ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง)           =
                                                 (B + S −C)

                                                      S
ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง)   =
                                                 (B + S −C)

                                                      A
ความหนาแนนสัมพัทธแบบปรากฎ                =
                                                 (B + A−C)


การดูดซึมน้ํา (รอยละ)                     =
                                                 (S − A) × 100
                                                   ( A)


       มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                              มยผ. 1205-50
-30-




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต          มยผ. 1205-50
มยผ. 1206-50
                        มาตรฐานการทดสอบหาคาความชื้นของมวลรวม
         (Standard Test Method for Total Evaporable Moisture Contentof Aggregate)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคารอยละความชื้น (Evaporable Moisture) ของมวลรวม โดย
    การอบแหง
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม
สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด
“มวลรวม (Aggregates)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดโตตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร
ขึ้นไป

3.    เครื่องมือ
3.1   เครื่องชั่ง เปนเครื่องชั่งที่อานไดละเอียดถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ
3.2   ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส
3.3   ภาชนะสําหรับใสตัวอยาง (Sample Container) เปนภาชนะที่ทําดวยโลหะและไมทําปฏิกิริยาใดๆ เมื่อไดรบ
                                                                                                       ั
      ความรอน และมีขนาดพอเหมาะที่จะใสตัวอยางนั้นๆ

4. การเตรียมตัวอยาง
เตรียมมวลรวมที่ตองการทดสอบมาโดยระวังไมใหความชื้นระเหยไปกอนทําการทดสอบ ทําการเลือกตัวอยาง
ดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือเครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) สําหรับมวลตัวอยางที่นํามาทดสอบนั้น
จะขึ้นอยูกับขนาดระบุใหญสุดของมวลรวมที่นํามาทดสอบ ซึ่งจะตองมีคาไมนอยกวาที่แสดงในตารางที่ 1
-31-


                               ตารางที่ 1 มวลของมวลรวมที่ใชในการทดสอบ
                                                   (ขอ 4)
                           ขนาดระบุใหญสุด                     มวลตัวอยางที่นํามาทดสอบ
                      (Nominal Maximum Size)                      ไมนอยกวา (กิโลกรัม)
                       4.75 มิลลิเมตร     (No.4)                           0.5
                       9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว)                            1.5
                       12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว)                           2.0
                       19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว)                           3.0
                       25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว)                             4.0
                       37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว)                           6.0
                       50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว)                             8.0
                       63.0 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว)                          10.0
                       75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว)                            13.0
                       90.0 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว)                          16.0
                       100.0 มิลลิเมตร (4 นิ้ว)                           25.0
                       150.0 มิลลิเมตร (6 นิ้ว)                           50.0

5. การทดสอบ
5.1 ชั่งภาชนะสําหรับใสตัวอยาง แลวบันทึกเปนคา W1 หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1206
5.2 นําตัวอยางที่เตรียมไวแลวจากขอ 4 ใสในภาชนะเพื่อชั่งหามวล แลวบันทึกเปนคา W2 หนวยเปนกรัม ใน
    แบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1206
5.3 นําภาชนะใสตัวอยางที่บรรจุมวลรวมที่ตองการหาคาปริมาณความชื้นเขาตูอบ เพื่ออบใหแหงที่อุณหภูมิ
    110±5 องศาเซลเซียส จนกระทั่งมีมวลคงที่
5.4 นําภาชนะใสตัวอยางที่บรรจุมวลรวมที่อบแหงแลว มาชั่งหามวล แลวบันทึกเปนคา W3 หนวยเปนกรัม ใน
    แบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1206

มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                           มยผ. 1206-50
-32-


6. การคํานวณ
6.1 คารอยละความชื้น (Total Evaporable Moisture) ของมวลรวม สามารถหาได ดังนี้

                                                           (W2 − W3 )
               รอยละความชื้นของมวลรวม (รอยละ)        =              x100                (1)
                                                           (W3 − W1 )

    เมื่อ W1 คือ มวลของภาชนะสําหรับใสตัวอยาง เปนกรัม
          W2 คือ มวลของภาชนะและตัวอยางกอนการอบแหง เปนกรัม
          W3 คือ มวลของภาชนะและตัวอยางหลังการอบแหง เปนกรัม

6.2 คารอยละความชื้นที่ผิว (Surface Moisture) ของมวลรวมสามารถหาไดจากผลตางของคารอยละความชื้น
    (Total Evaporable Moisture) และคารอยละการดูดซึมน้ํา (Absorption) การคํานวณคารอยละความชื้นของ
    มวลรวม ใหใชถึงทศนิยม 2 ตําแหนง และสําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้งใหอานคาละเอียด ถึงรอยละ
    0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ

7. การรายงานผล
ใหรายงานผลในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1206

8. ขอควรระวัง
8.1 ในการชั่งตัวอยางตองทําดวยความรวดเร็ว เพื่อมิใหน้ําระเหยไปในระหวางการทดสอบ
8.2 ทําความสะอาดภาชนะสําหรับใสตัวอยางใหสะอาดและแหงสนิทกอนการทดสอบทุกครั้ง

9. เอกสารอางอิง
9.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.6-2534 วิธีการทดสอบหาคาความชื้นของวัสดุมวลรวม กรมโยธาธิการ
    กระทรวงมหาดไทย
9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to
    Concrete and Concrete Aggregates
9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 566: Standard Test Method for Total
    Evaporable Moisture Content of Aggregate by Drying

                                          *************



มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                         มยผ. 1206-50
-33-



โครงการ...……………………………...………                           บฟ. มยผ. 1206             ทะเบียนทดสอบ………………
………………………………………………….
สถานที่กอสราง…………....…………………...                                               ผูทดสอบ
………………………………………………….                             (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
ทดสอบครั้งที่…………………………………...                                                   ผูตรวจสอบ
ทดสอบวันที่…………………………………....                 การทดสอบหาคาความชื้นของมวลรวม
แผนที่……………………………...……………                                                      อนุมัติ


แหลงวัสดุ…………………………………………………………………………………………………………………………………

ขนาดระบุใหญสุดของวัสดุ……………มิลลิเมตร
                                                                                    ตัวอยาง
                              คุณลักษณะ
                                                                            1          2          3
น้ําหนักของภาชนะใสตัวอยาง          W1                     (กรัม)

น้ําหนักของภาชนะ+ มวลรวม             W2                     (กรัม)

น้ําหนักของภาชนะ + มวลรวมอบแหง      W3                 (กรัม)



                                          (W2 − W3 )
รอยละความชื้นของมวลรวม              =               x100
                                          (W3 − W1 )

หมายเหตุ




       มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                        มยผ. 1206-50
มยผ. 1207-50
                   มาตรฐานการทดสอบหาดินเหนียวและวัสดุรวนในมวลรวม
         (Standard Test Method for Clay Lumps and Friable Particles in Aggregates)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการหารอยละของดินเหนียวรวมทั้งวัสดุรวนที่ปะปนในมวลรวม ทั้ง
    มวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบ โดยประมาณ
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“ดินเหนียว (Clay)” หมายถึง ดินซึ่งประกอบดวยอนุภาคขนาดละเอียด สามารถรอนผานตะแกรงขนาด 0.075
มิลลิเมตร (เบอร 200) และมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาค
“มวลรวมละเอียด (Fine Aggregates)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075
มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร
“มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregates)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75
มิลลิเมตรขึ้นไป

3.  เครื่องมือ
3.1 เครื่องชั่งที่มีความถูกตองอยูในชวงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ
3.2 ภาชนะบรรจุเปนภาชนะที่ไมกอใหเกิดสนิม และมีขนาดกวางพอที่จะกระจายตัวอยางเปนแผนบางๆได
3.3 ตะแกรงมาตรฐาน ขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1 ½ นิ้ว) ขนาด 19 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) ขนาด 9.5 มิลลิเมตร (3/8
    นิ้ว) ขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) และขนาด 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16)
3.4 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส

4. การเตรียมตัวอยาง
4.1 นําตัวอยางมวลรวมมาอบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส จนกระทั่งมีมวลคงที่
4.2 สําหรับตัวอยางมวลรวมละเอียดจะตองมีขนาดใหญกวาตะแกรงขนาด 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16) และมี
    มวลไมนอยกวา 25 กรัม
4.3 สําหรับตัวอยางมวลรวมหยาบ จะตองทําการแยกขนาดโดยการรอนดวยตะแกรงมาตรฐาน ขนาด 37.5
    มิลลิเมตร (1 ½ นิ้ว) ขนาด 19 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) ขนาด 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) และขนาด 4.75 มิลลิเมตร
-35-


    (เบอร 4) โดยเรียงตะแกรงจากตะแกรงขนาดใหญไปหาขนาดเล็ก แลวใสตัวอยางลงในตะแกรงที่อยู
    ดานบน เขยาประมาณ 10 นาที หรือจนสังเกตเห็นวาตัวอยางที่คางบนตะแกรงไมผานไปยังตะแกรงชั้น
    ถัดไป กรณีที่ตัวอยางในตะแกรงใดมีปริมาณนอยกวารอยละ 5 ก็ไมตองนําตัวอยางในตะแกรงนั้นมา
    ทดสอบหาดินเหนียวและวัสดุรวน โดยตัวอยางที่แบงมาทดสอบควรมีมวลไมนอยกวาที่แสดงไวในตาราง
    ที่ 1

                       ตารางที่ 1 มวลของตัวอยางมวลรวมหยาบที่ใชในการทดสอบ
                                                  (ขอ 4.3)
                                                                   มวลของตัวอยาง
                         ชวงขนาดของมวลรวมหยาบ
                                                                       (กรัม)
                      4.75 – 9.5 มม. (เบอร 4 – 3/8 นิ้ว)              1,000
                      9.5 – 19.0 มม. (3/8 –3/4 นิ้ว)                   2,000
                      19.0 – 37.5 มม. (3/4 – 1 ½ นิ้ว)                 3,000
                      ใหญกวา 37.5 มม. (1 ½ นิ้ว)                     5,000

4.4 ในกรณีที่ตัวอยางมีทั้งมวลรวมละเอียด และมวลรวมหยาบ ใหนําตัวอยางรอนผานตะแกรง เบอร 4 (4.75
    มิลลิเมตร) โดยตัวอยางที่คางตะแกรงเบอร 4 ถือเปนมวลรวมหยาบ สวนที่ผานตะแกรงเบอร 4 เปนมวล
    รวมละเอียด หลังจากนั้นใหเตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียด ตามขอ 4.2 และมวลรวมหยาบ ตามขอ 4.3
    ตอไป

5. การทดสอบ
5.1 นําตัวอยางที่เตรียมไวมาแผกระจายบางๆ ในภาชนะแลวใสน้ําใหทวมตัวอยาง แชไวเปนเวลา 24±4
    ชั่วโมง จากนั้นใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้คอยๆ บีบหรือคลึงตัวอยางใหแตกออกจากกัน ไมควรใชเล็บหรือ
    วัสดุแข็งอื่นๆ เพื่อทําใหตัวอยางแยกออกจากกัน จากนั้นนําไปรอนตะแกรงดวยวิธีลางน้ํา (Wet Sieving)
    จนกระทั่งไมมีตัวอยางที่มีขนาดเล็กกวาชองตะแกรงคางอยู โดยการเลือกขนาดของตะแกรงใหพิจารณา
    จากชวงขนาดของตัวอยางมวลรวมตามที่แสดงไวในตารางที่ 2




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                            มยผ. 1207-50
-36-


                         ตารางที่ 2 ขนาดของตะแกรงสําหรับแยกเม็ดดินเหนียวและวัสดุรวน
                                                 (ขอ 5.1)

                                                               ขนาดของตะแกรงสําหรับแยกเม็ดดินเหนียว
        ชวงขนาดของตัวอยางที่นํามาทดสอบ
                                                                           และวัสดุรวน
                    1.18 มม. (เบอร 16)                                0.85 มม. (เบอร 20)
             4.75 – 9.5 มม. (เบอร 4 – 3/8 นิ้ว)                        2.36 มม. (เบอร 8)
               9.5 – 19.0 มม. (3/8 –(3/4 นิ้ว)                          4.75 มม. (เบอร 4)
              19.0 – 37.5 มม. (3/4 – 1 ½ นิ้ว)                          4.75 มม. (เบอร 4)
                ใหญกวา 37.5 มม. (1 ½ นิ้ว)                            4.75 มม. (เบอร 4)

5.2 นําตัวอยางที่คางบนตะแกรงแตละตะแกรงไปอบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียสจนกระทั่งมีมวล
    คงที่ ปลอยทิ้งไวใหเย็น แลวนําไปชั่งโดยอานคาใหมีความละเอียดถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยาง (กอนทํา
    การอบควรนํามวลรวมออกจากตะแกรงใหหมดเสียกอน โดยการลางแลวจึงไปอบใหแหง)

6. การคํานวณ
6.1 หาคารอยละของดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวม

                             P=
                                   (W − R ) × 100                                              (1)
                                      W

     เมื่อ          P        คือ รอยละของดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวม เปนกรัม
                    R        คือ มวลของมวลรวมที่คางตะแกรงหลังการทดสอบ เปนกรัม
                    W        คือ มวลของมวลรวมที่คางตะแกรงกอนการทดสอบ เปนกรัม
6.2 ในกรณีของมวลรวมหยาบเมื่อไดคารอยละของดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมในแตละตะแกรงจาก
    ขอ 5.1 แลว ใหนํามาหาคาของเฉลี่ยโดยวิธีการเทียบสัดสวนของมวลตัวอยางในแตละตะแกรงตอมวล
    ตัวอยางทั้งหมดกอนการทดสอบ ดังนี้
                                                     n

                                                    ∑ PW   i     i
                                               P=   i =1
                                                                                                         (2)
                                                           W

       เมื่อ        n คือ จํานวนชวงขนาดที่ใชในการทดลอง
                    P คือ รอยละดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมหยาบ

มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                      มยผ. 1207-50
-37-


               Pi คือ รอยละดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมหยาบของตะแกรงที่พิจารณา
               Wi คือ มวลของมวลรวมหยาบของตะแกรงที่พิจารณากอนการแบงตัวอยางมาทดสอบ
               W คือ ผลรวมของมวลของมวลรวมหยาบที่นํามาทดสอบของทุกตะแกรงกอนการแบงตัว
                      อยางมาทดสอบ

7. การรายงานผล
ใหรายงานผลในแบบฟอรม โดยใหมีความละเอียดถึงทศนิยมตําแหนงที่ 2 ลงใน บฟ. มยผ. 1207-1 หรือ บฟ.
มยผ. 1207-2

8. เกณฑตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
คารอยละดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมที่ใชในงานคอนกรีตตองมีคาไมเกินรอยละ 3

9. เอกสารอางอิง
9.1 มาตรฐานงานช า ง มยธ.          (ท) 101.7-2534   วิ ธี ก ารทดสอบหาก อนดิ น เหนี ย ว กรมโยธาธิ ก าร
    กระทรวงมหาดไทย
9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to
    Concrete and Concrete Aggregates
9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 142: Standard Test Method for Clay Lumps
    and Friable Particles in Aggregates

                                            ************




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                           มยผ. 1207-50
-38-


โครงการ………………….…………...…………                                  บฟ. มยผ. 1207-1     ทะเบียนทดสอบ…………
…………………………………..................……
สถานที่กอสราง………….………..……………..
………………………………………………..…                                (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)   ผูทดสอบ
ชนิดตัวอยาง…………………….……….............
ทดสอบครั้งที่……………………………………                          การทดสอบหาดินเหนียวและ     ผูตรวจสอบ
ทดสอบวันที่……………………………….…….                             วัสดุรวนในมวลรวม
แผนที่....................………………………………                                         ผูอนุมัติ

ชนิดตัวอยาง : มวลรวมละเอียด
ใชขนาดตะแกรง เบอร 16 (1.18 มม.) สําหรับแยกสวนที่เปนดินเหนียวและวัสดุรวน
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ (W) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 1.18 มม.)

น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ (R) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 0.85 มม.)

รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞ = ………………
                                   ⎜                    ⎟
                                  ⎝       W          ⎠




  มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                           มยผ. 1207-50
-39-



โครงการ…………………………………………                                                                                    บฟ. มยผ. 1207-2             ทะเบียนทดสอบ…………
สถานที่กอสราง……………….…………………
..............................................................................                         (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)        ผูทดสอบ
ชนิดตัวอยาง………………….….………............
ทดสอบครั้งที่……………………………………                                                                            การทดสอบหาดินเหนียวและ          ผูตรวจสอบ
ทดสอบวันที่……………..……………………....                                                                            วัสดุรวนในมวลรวม
แผนที่....................................................…………
                                                                                                                                       ผูอนุมัติ

ชนิดตัวอยาง : มวลรวมหยาบ
1) ขนาดของตัวอยาง 4.75 มม. ถึง 9.5 มม.
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W1 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.)
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R1 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 2.36 มม.)
รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞
                                     ⎜                  ⎟ = …………            1         1
                                                               ⎜   1                           ⎟
                                                               ⎝             W1                ⎠
2) ขนาดของตัวอยาง 9.5 มม. ถึง 19.0 มม.
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W2 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 9.5 มม.)
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R2 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.)
รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞
                                     ⎜                  ⎟ = …….…             2            2
                                                               ⎜   2                               ⎟
                                                               ⎝                 W2                ⎠
3) ขนาดของตัวอยาง 19.0 มม. ถึง 37.5 มม.
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W3 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 19.0 มม.)
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R3 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.)
รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞
                                     ⎜                  ⎟ = …………             3        3
                                                               ⎜   3                           ⎟
                                                               ⎝                W3             ⎠
4) ขนาดของตัวอยางใหญกวา 37.5 มม.
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W4 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 37.5 มม.)
น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R4 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.)
รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞
                                   ⎜                    ⎟ = …………             4            4
                                                               ⎜   4                               ⎟
                                                               ⎝                 W4                ⎠




คาเฉลี่ยรอยละของดินเหนียวและวัสดุรวน                                     P=
                                                                                          ( PW1 + PW2 + PW3 + PW4 ) = ..............
                                                                                             1     2     3     4

                                                                                              (W1 + W2 + W3 + W4 )




    มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                                                                มยผ. 1207-50
-40-




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต          มยผ. 1207-50
มยผ. 1208-50
               มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางานและการเก็บรักษา
     (Standard Practice for Making and Curing Concrete Test Specimens in the Field)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางาน และการเก็บรักษา เพื่อใช
    สําหรับการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต และการทดสอบกําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีต
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. นิยาม
“ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม
สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด
“มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75
มิลลิเมตร ขึ้นไป

3. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1209: มาตรฐานการทดสอบทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต

4. เครื่องมือ
4.1 แบบหลอมาตรฐาน เปนแบบโลหะแข็งแรง คงรูปหรือเปนวัสดุอื่นที่ไมดูดซึมน้ําและไมทําปฏิกิริยากับ
    คอนกรีตที่มีสวนผสมของปูนซีเมนต เมื่อประกอบยึดเปนรูปแบบแลว ตองแนนสนิทน้ําปูนไมรั่วไหลและ
    ไมเสียรูปทรงขณะทําการหลอตัวอยาง หรือเคลื่อนยาย มีขนาดตาง ๆ ดังตอไปนี้
    4.1.1 แบบหลอสําหรับการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต
             4.1.1.1 แบบหลอรูปลูกบาศกขนาด 150×150×150 มิลลิเมตร ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสม
                      ของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุใหญสุดโตกวา 19 มิลลิเมตร (0.75 นิ้ว) แต ไมเกิน 50
                      มิลลิเมตร (2 นิ้ว)
             4.1.1.2 แบบหลอรูปลูกบาศกขนาด 100×100×100 มิลลิเมตร ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสม
                      ของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุใหญสุดไมเกิน 19 มิลลิเมตร (0.75 นิ้ว)
-41-


            4.1.1.3   แบบหลอรูปทรงกระบอกขนาดเสนผานศูนยกลาง 100 มิลลิเมตร (4 นิ้ว) สูง 200
                      มิลลิเมตร (8 นิ้ว) ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุ
                      ใหญสุดไมเกิน 33 มิลลิเมตร (1.25 นิ้ว)
           4.1.1.4 แบบหลอรูปทรงกระบอกขนาดเสนผานศูนยกลาง 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) สูง 300
                      มิลลิเมตร (12 นิ้ว) ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลหยาบมีขนาดระบุใหญสุด
                      ไมเกิน 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว)
           4.1.1.5 แบบหลอทรงกระบอกขนาดเสนผานศูนยกลาง 200 มิลลิเมตร (8 นิ้ว) สูง 400
                      มิลลิเมตร (16 นิ้ว) ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุ
                      ใหญสุดไมเกิน 625 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว) สําหรับมวลรวมหยาบที่มีขนาดใหญกวานี้เสน
                      ผานศูนยกลางของทรงกระบอกไมควรจะนอยกวา 3 หรือ 4 เทาของขนาดระบุใหญสุด
                      ของมวลหยาบ
    4.1.2 แบบหลอสําหรับการทดสอบกําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีตมีลักษณะเปนรูปคาน จะตองมี
           ความยาวมากกวา 3 เทาของความลึกอยางนอย 50 มิลลิเมตร (3×ความลึกคาน + 50 มิลลิเมตร)
           และอัตราสวนความกวางตอความลึกไมเกิน 1.5 สําหรับตัวอยางคอนกรีตที่มีมวลรวมหยาบมี
           ขนาดระบุใหญสุดไมเกิน 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) คานตองมีความลึกอยางนอย 150 มิลลิเมตร และ
           กวาง 150 มิลลิเมตร สําหรับตัวอยางคอนกรีตที่มวลรวมหยาบมีขนาดใหญกวานี้ขนาดหนาตัดที่
           นอยที่สุดของแบบหลอไมควรจะนอยกวา 3 เทาของขนาดระบุใหญสุดของมวลรวมหยาบ สําหรับ
           ตัวอยางรูปคานที่เก็บในภาคสนามแบบหลอคานควรมีความกวางหรือความลึกไมนอยกวา 150
           มิลลิเมตร
4.2 เหล็กกระทุง (Tamping Rod) เปนแทงเหล็กกลมหรือแทงเหล็กสี่เหลี่ยม มีผิวเรียบ โดยใหมีขนาดและความ
    ยาวตามที่แสดงในตารางที่ 1




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                            มยผ. 1208-50
-42-


                       ตารางที่ 1 ขนาดเสนผานศูนยกลางและความยาวเหล็กกระทุง
                                              (ขอ 4.2)                       หนวยเปนมิลลิเมตร
 ชนิดและขนาดของแบบหลอ                                   ขนาดของเหล็กกระทุง
เสนผานศูนยกลางทรงกระบอก       เสนผานศูนยกลางของแทงเหล็กกลม        ความยาวของแทงเหล็กกลม
หรือความกวางของคาน
         นอยกวา 150                             10                              300
              150                                 16                              500
              200                                 16                              650
    ความกวางของลูกบาศก        เสนผานศูนยกลางของแทงเหล็กกลม /      ความยาวของแทงเหล็กกลม /
                                 ขนาดหนาตัดของแทงเหล็กสี่เหลี่ยม          แทงเหล็กสี่เหลี่ยม
             100                             16 / 25×25                         600 / 380
             150                             16 / 25×25                         600 / 380

4.3 เครื่องสั่นสะเทือน (Internal Vibrators) ควรมีความถี่อยางนอย 7,000 รอบตอนาที ขนาดเสนผานศูนยกลาง
    ของหัวสั่นสะเทือนจะตองไมมากกวาหนึ่งในสี่ของขนาดเสนผานศูนยกลางแบบหลอรูปทรงกระบอกหรือ
    หนึ่งในสี่ของดานกวางของแบบหลอรูปคานหรือแบบหลอรูปทรงลูกบาศก
4.4 คอนยาง หัวคอนมีมวลประมาณ 0.6±0.2 กิโลกรัม
4.5 เทอรโมมิเตอร
4.6 เครื่องมือสําหรับวัดความชื้นอากาศ

5. การเตรียมตัวอยาง
5.1 เกณฑในการเก็บตัวอยางคอนกรีตเพื่อการทดสอบ ใหเก็บทุกครั้งเมื่อมีการเทคอนกรีตและตองเก็บอยาง
    นอย 3 ตัวอยาง เพื่อทดสอบกําลังคอนกรีตเมื่ออายุ 28 วัน โดยมีวิธีการเก็บดังนี้
    5.1.1 เก็บตัวอยางคอนกรีตไมนอยกวา 1 ครั้ง ในแตละวันที่มีการเทคอนกรีต
    5.1.2 เก็บตัวอยางเมื่อมีการเทคอนกรีตในแตละสวนของโครงสราง
    5.1.3 เก็บตัวอยางทุกครั้งที่มีการเทคอนกรีตทุกๆ 50 ลูกบาศกเมตร และเศษของ 50 ลูกบาศกเมตร กรณี
            เทพื้นและกําแพงใหเก็บทุกๆ 250 ตารางเมตร
    5.1.4 เก็บตัวอยางทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแหลงของ ทราย หิน หรือกรวด
5.2 การเก็บตัวอยางจากลักษณะการผสมตางๆ กระทํา ดังนี้

มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                             มยผ. 1208-50
-43-


     5.2.1 การเก็บจากเครื่องผสม (โม) ที่ประจําอยูในที่กอสรางใหเก็บตัวอยางจากชวงกลางๆ ของปริมาณ
           คอนกรีตที่เทลงในภาชนะรองรับ (กระบะหรือรถเข็นปูน)
     5.2.2 การเก็บจากเครื่องผสมสําหรับทําพื้นถนน ใหเก็บหลังจากเทคอนกรีตจากเครื่องผสมลงบนพื้นที่
           เตรียมไว โดยเก็บตัวอยางคอนกรีตจากหลายๆ บริเวณโดยใหมีปริมาณมากพอที่จะใชเปนตัวแทน
           เพื่อทดสอบได ทั้งนี้ตองระวังไมใหมีการปนเปอนของวัสดุอยางอื่นดวย
     5.2.3 การเก็บจากเครื่องผสมแบบถังหมุนตั้งบนรถบรรทุก (Ready Mixed Concrete) ใหเก็บตัวอยาง
           คอนกรีต อยางนอย 3 สวน เปนระยะๆ อยางสม่ําเสมอตลอดเวลาที่ปลอยคอนกรีตจากรถผสมลงสู
           ภาชนะที่รองรับ โดยมีเวลาหางกันระหวางการเก็บครั้งแรกและครั้งสุดทายไมเกิน 15 นาที

6. การทดสอบ
6.1 การหลอตัวอยางคอนกรีต
    6.1.1 กอนหลอคอนกรีตจะตองทําความสะอาดแบบหลอใหเรียบรอย ทาน้ํามันใหทั่วบริเวณที่จะสัมผัส
           กับคอนกรีต
    6.1.2 การหลอคอนกรีตตองกระทําโดยเร็วใหแลวเสร็จภายใน 15 นาที นับตั้งแตเริ่มเก็บตัวอยาง
    6.1.3 ทําการทดสอบคาความยุบตัวของคอนกรีต (Slump Test) ทุกครั้งตาม มยผ.1209: มาตรฐานการ
           ทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต กอนทําการหลอตัวอยางคอนกรีตทุกครั้ง
    6.1.4 ทําการหลอตัวอยางคอนกรีตโดยเทคอนกรีตลงในแบบหลอแลวทําใหคอนกรีตแนนดวยการใช
           เหล็กกระทุงหรือใชเครื่องสั่นสะเทือน ตามที่แสดงในตารางที่ 2 หรือ 3 ตามลําดับ
    6.1.5 การทําตัวอยางใหแนนดวยการกระทุงในชั้นแรกใหกระทุงจนผานตลอดความลึกของชั้น สําหรับ
           ชั้นบนที่อยูถัดขึ้นมาใหกระทุงเลยไปจนถึงชั้นที่อยูขางลางประมาณ 25 มิลลิเมตร หลังจากทําการ
           กระทุงคอนกรีตในแตละชั้นเสร็จแลวใหเคาะรอบๆแบบหลอดวยคอนยางประมาณ 10 ถึง 15 ครั้ง
           เพื่อลดชองวางที่เกิดจากการกระทุงและชวยกําจัดฟองอากาศขนาดใหญ
    6.1.6 ระยะเวลาการจุมหัวสั่นสะเทือนลงในคอนกรีตจะขึ้นกับคาความสามารถเทไดของคอนกรีตและ
           ประสิทธิภาพของเครื่องสั่นสะเทือน โดยการจุมหัวสั่นสะเทือนลงในคอนกรีตและการดึงหัว
           สั่นสะเทื อนขึ้นในแตละครั้งใหก ระทําอย างชาๆ โดยระวังไม ใหมีโพรงอากาศคางอยูในเนื้อ
           คอนกรีตและระวังไมใหหัวสั่นสะเทือนกระแทกกับแบบ และใหจุมหัวสั่นสะเทือนนานจนผิว
           คอนกรีตเรียบและมีฟองอากาศขนาดใหญผุดขึ้ นมาจนหมด สําหรับคาการยุบตั วมากกวา 75
           มิลลิเมตรใหจุมนานไมเกิน 5 วินาที ใหใชเวลาในการจุมหัวสั่นสะเทือนนานขึ้นหากคาการยุบตัว
           ต่ํากวาแตตองไมเกิน 10 วินาที หลังจากทําคอนกรีตใหแนนดวยเครื่องสั่นสะเทือนในแตละชั้น


มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                             มยผ. 1208-50
-44-


            เสร็จแลวใหเคาะรอบๆ แบบหลอดวยคอนยางอยางนอย 10 ครั้ง เพื่อลดชองวางที่เกิดจากการใช
            เครื่องสั่นสะเทือนและชวยกําจัดฟองอากาศขนาดใหญ

                            ตารางที่ 2 การทําตัวอยางใหแนนโดยการกระทุง
                                              (ขอ 6.1.4)

     ชนิดของตัวอยางและขนาด            จํานวนชัน(Layers)
                                               ้                  จํานวนครั้งทีกระทุงตอชั้น
                                                                               ่
          ทรงลูกบาศก
      ขนาด 100×100×100 มม.                     2                               25
      ขนาด 150×150×150 มม.                     3                    35 (คายุบตัว < 50 มม.)
                                                                    25 (คายุบตัว ≥ 50 มม.)
            ทรงกระบอก
     เสนผานศูนยกลาง 100 มม.                 2                              25
     เสนผานศูนยกลาง 150 มม.                 3                              25
     เสนผานศูนยกลาง 200 มม.                 4                              50
               คาน
     คานกวาง 150 ถึง 200 มม.                   2
     คานกวางมากกวา 200 มม.       3 หรือ มากกวา (แตละชั้นสูง กําหนดใหมการกระทุง 1 ครั้ง
                                                                              ี
                                      ไมเกิน150 มิลลิเมตร)     ตอพื้นที่ผิวแบบหลอคาน
                                                                1,400 ตร.มม.

    6.1.7 การเทคอนกรีตลงแบบใหเทคอนกรีตจากทิศทางตางๆ กัน เพื่อมิใหมวลรวมหยาบรวมตัวอยูดาน
          หนึ่งดานใด โดยผูทําการทดสอบตองระวังไมใหคอนกรีตมีการแยกตัว หากจําเปนอาจใชมือชวยก็ได
    6.1.8 ปาดคอนกรีตใหเสมอปากแบบหลอและแตงผิวหนาดวยเกรียงใหเรียบ ผิวของคอนกรีตไมควรมี
          ระดับแตกตางกับขอบแบบหลอเกิน 3 มิลลิเมตร ปลอยทิ้งไวประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อผิวหนา
          คอนกรีตตัวอยางแข็งตัวพอหมาดๆ ใหเขียนหมายเลขตัวอยาง และ วัน เดือน ป ที่ทําการหลอบน
          หนาคอนกรีตไวเปนหลักฐาน




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                มยผ. 1208-50
-45-


                        ตารางที่ 3 การทําตัวอยางใหแนนโดยใชเครื่องสั่นสะเทือน
                                               (ขอ 6.1.4)

                                จํานวนชัน
                                        ้          จํานวนครั้งทีจุมหัว
                                                                ่
  ชนิดของตัวอยางและขนาด                                                      ความลึกของชัน(มิลลิเมตร)
                                                                                          ้
                                 (Layers)          สั่นสะเทือนตอชั้น
         ลูกบาศก
ขนาด 100×100×100 มิลลิเมตร           1                      1                 เทากับความลึกของตัวอยาง
ขนาด 150×150×150 มิลลิเมตร           1                      1                 เทากับความลึกของตัวอยาง
         ทรงกระบอก
  เสนผานศูนยกลาง 100 มม.          2                      1                ครึ่งหนึ่งของความลึกตัวอยาง
  เสนผานศูนยกลาง 150 มม.          2                      2                ครึ่งหนึ่งของความลึกตัวอยาง
  เสนผานศูนยกลาง 200 มม.          2                      4                ครึ่งหนึ่งของความลึกตัวอยาง
             คาน
  ความกวาง 150 ถึง 200 มม.          1        ระยะหางของการจุมหัว        เทากับความลึกของตัวอยาง
                                              สั่นสะเทือนแตละครั้งไมเกิน
                                              150 มม.
  ความกวางมากกวา 200 มม.          2 หรือ    สําหรับตัวอยางที่มีความ                 200
                                   มากกวา    กวางมากกวา150 มม. ให
                                              เพิ่มการจุมเปนสอง
                                              แนวขนานกัน

6.2 การบมและการเก็บรักษาตัวอยางคอนกรีต
    6.2.1 การบมแบบมาตรฐาน (Standard Curing) มีวัตถุประสงคเพื่อตองการทดสอบกําลังของตัวอยาง
           คอนกรี ต ว า เป น ไปตามข อ กํ า หนดหรื อ ไม หรือ เพื่ อ ตรวจสอบความเหมาะสมของส ว นผสม
           คอนกรีตตอกําลังของคอนกรีตที่ตองการ หรือเพื่อการควบคุมคุณภาพของคอนกรีต
           6.2.1.1 การเก็บตัวอยางคอนกรีต (Storage) ในกรณีที่ทําการเก็บตัวอยางในสถานที่ซึ่งไมอาจทําการ
                   บมระยะแรก (Initial Curing) ไดเมื่อเสร็จสิ้นการตกแตงผิวตัวอยางคอนกรีตแลว ใหขนยาย
                   ตัวอยางไปยังสถานที่ที่จะทําการบมในระยะแรกทันที โดยพื้นที่ที่จะใชวางตัวอยางคอนกรีต
                   ตองมีความลาดเอียงไมเกิน 20 มิลลิเมตรตอเมตร หากผิวของตัวอยางคอนกรีตไดรับความ
                   เสียหายจากการขนสงใหรีบทําการตกแตงผิวตัวอยางคอนกรีตทันที

มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                             มยผ. 1208-50
-46-


          6.2.1.2 การบมในระยะแรก (Initial Curing) เมื่อหลอตัวอยางเสร็จแลวใหเก็บตัวอยางไวที่อุณหภูมิ
                  16 ถึง 27 องศาเซลเซียส สําหรับคอนกรีตที่ตองการกําลัง 40 เมกาปาสกาล (MPa) หรือ
                  มากกวา ใหใชอุณหภูมิในการบมในระยะแรกที่ 20 ถึง 26 องศาเซลเซียส ควบคุมความชื้น
                  และอุณหภูมิใหอยูในสภาพที่เหมาะสมเพื่อปองกันไมใหตัวอยางคอนกรีตสูญเสียน้ําเร็ว
                  เกินไปโดยการแชตัวอยางคอนกรีตในน้ําปูนขาวอิ่มตัวเปนเวลาไมนอยกวา 48 ชั่วโมง หรือ
                  อาจใชวิธีอื่นที่เหมาะสม เชน การคลุมดวยพลาสติก การกลบดวยทรายชื้น หรือเก็บตัวอยาง
                  ไวในกลองที่มิดชิดทําดวยไมหรือวัสดุอยางอื่น เปนตน
          6.2.1.3 การบมในระยะสุดทาย (Final Curing) สําหรับตัวอยางคอนกรีตรูปทรงกระบอกและรูปทรง
                  ลูกบาศกหลังจากที่เสร็จสิ้นการบมในระยะแรก และถอดแบบแลว ภายใน 30 นาที ใหบม
                  คอนกรีตโดยการนําไปแชน้ําหรือบมในหองที่มีความชื้น โดยควบคุมอุณหภูมิที่ 23±2 องศา
                  เซลเซียส จนกระทั่งใกลถึงเวลาทดสอบ กอนการทดสอบ 3 ชั่วโมง ใหนําตัวอยางคอนกรีตมา
                  เก็บไวที่อุณหภูมิปกติโดยไมตองทําการบม ควบคุมอุณหภูมิใหอยูที่ 20 ถึง 30 องศาเซลเซียส
                  สําหรับตัวอยางรูปคานใหบมตัวอยางคอนกรีตเชนเดียวกับการบมตัวอยางรูปทรงกระบอก
                  และทรงลูกบาศก เวนแตกอนทําการทดสอบใหแชตัวอยางในน้ําปูนขาวอิ่มตัวที่อุณหภูมิ
                  23±2 องศาเซลเซียส เปนเวลาไมนอยกวา 20 ชั่วโมง ระหวางชวงเวลาที่ขนสงตัวอยางไป
                  ทดสอบจนถึงเวลาที่ทําการทดสอบจนแลวเสร็จตองระวังไมใหผิวตัวอยางคอนกรีตแหง
                  เนื่องจากอาจมีผลตอการรับแรงดัดของตัวอยางคอนกรีต
    6.2.2 การบมในสนาม (Field Curing) มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบความสามารถในการรับน้ําหนักของ
          โครงสรางที่เทคอนกรีตจากใชงาน โดยการนําตัวอยางไปทดสอบกําลัง หรือเพื่อเปรียบเทียบผล
          การทดสอบกับตัวอยางคอนกรีตที่บมแบบมาตรฐานหรือผลการทดสอบของตัวอยางอื่นๆที่บมใน
          สนาม รวมทั้งเพื่อตองการหาระยะเวลาการถอดแบบของโครงสรางที่เหมาะสม
          6.2.2.1 ตัวอยางรูปทรงกระบอกและรูปทรงลูกบาศก ใหเก็บตัวอยางคอนกรีตไวใกลกับโครงสรางที่
                  เทคอนกรีตมากที่สุด ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต การ
                  เปดผิวของตัวอยางคอนกรีตตองใหอยูในลักษณะเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีตจากนั้นให
                  ทําการบมตัวอยางคอนกรีตตามวิธีที่กําหนด
          6.2.2.2 ตัวอยางรูปคาน ใหบมตัวอยางดวยวิธีการเชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต หลังจากที่หลอ
                  ตัวอยางแลวเปนเวลา 48±4 ชั่วโมง ใหขนสงตัวอยางไปยังสถานที่เก็บซึ่งอยูใกลกับ
                  โครงสรางที่เทคอนกรีตมากที่สุด ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเชนเดียวกับโครงสรางที่เท
                  คอนกรีต สำหรับโครงสรางที่หลอติดกับพื้นดินใหทําการถอดแบบตัวอยางคานวางไวบนพื้น

มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                            มยผ. 1208-50
-47-


                      ในลักษณะเดียวกับขณะที่ทําการหลอตัวอยาง โดยใหผิวดานบนสัมผัสอากาศแลวจึงปด
                      ดานขางและปลายทั้งสองขางของคานดวยดินหรือทรายชื้น สําหรับตัวอยางคอนกรีตที่เก็บ
                      จากโครงสรางอื่นๆใหวางตัวอยางในตําแหนงที่อยูใกลกับโครงสรางที่เทคอนกรีตมากที่สุด
                      จากนั้ น ให บ ม ตั ว อย า งคอนกรี ต ตามวิ ธี ที่ กํ า หนด โดยการควบคุ ม อุ ณ หภู มิ แ ละความชื้ น
                      เชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการบมใหเก็บตัวอยางคอนกรีตไวที่
                      อุณหภูมิปกติโดยใหผิวสัมผัสอากาศเชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต กอนการทดสอบ
                      ใหแชตัวอยางคานในน้ําปูนขาวอิ่มตัวที่อุณหภูมิ 23±2 องศาเซลเซียส เปนเวลา 24±4
                      ชั่วโมง ใหตัวอยางอยูในสภาพชื้นกอนการทดสอบ
6.3 การขนสงตัวอยางคอนกรีต
    กอนขนสงตัวอยางคอนกรีตไปยังหองทดสอบใหทําการบมตามที่กําหนดในขอ 6.2 ไมควรทําการขนสง
    จนกวาตัวอยางจะมีอายุอยางนอย 8 ชั่วโมง หลังจากที่คอนกรีตเริ่มกอตัว ในขณะทําการขนสงตองระวัง
    ไมใหตัวอยางคอนกรีตไดรับความเสียหาย และใหปองกันการสูญเสียน้ําดวยวิธีตางๆ เชน การคลุมดวย
    พลาสติก ขี้เลื่อย กระสอบชุมน้ํา หรือ ทรายชื้น เปนตน โดยระยะเวลาการขนสงไมควรนานเกิน 4 ชั่วโมง
    และการขนสงตัวอยางแตละครั้งตองมีปายแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอยางตามรายการตางๆ เชน วันที่
    ตําแหนงของโครงสรางที่เก็บตัวอยางมา คาการยุบตัว อุณหภูมิของคอนกรีตและอากาศ วิธีการบม ชนิด
    ของการทดสอบ และอายุของชิ้นตัวอยางที่จะทดสอบ เปนตน

7. การรายงานผล
    ใหรายงานผลโดยการบันทึกรายละเอียดตางๆลงในแบบฟอรม บฟ มยผ.1208 มาตรฐานการเก็บตัวอยาง
    คอนกรีตในหนางานและการเก็บรักษา โดยมีรายละเอียดดังนี้
7.1 หมายเลขตัวอยาง
7.2 หมายเลขแบบที่เก็บตัวอยาง
7.3 วัน เวลา และหมายเลขแบบที่เก็บตัวอยาง
7.4 คาการยุบตัว
7.5 อุณหภูมิของคอนกรีต
7.6 ตําแหนงของโครงสรางที่ทําการเก็บตัวอยาง
7.7 กําลังคอนกรีตที่กําหนด
7.8 วิธีการบม (สําหรับการบมในหองปฏิบัติการใหบันทึกคาอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ําสุดที่ใชบมในระยะ
    เริ่ ม ต น และวิ ธี ก ารบ ม ในระยะสุ ด ทา ย สํ าหรับ การบม ในสนามให ระบุ สถานที่เ ก็ บตั ว อย า งคอนกรี ต
    อุณหภูมิ ความชื้นของอากาศ และเวลาที่ถอดแบบ)
มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                         มยผ. 1208-50
-48-


8. เกณฑการตัดสิน และความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
ความคลาดเคลื่อนของตัวอยางคอนกรีตจากขนาดของแบบหลอจะตองไมเกิน 3 มิลลิเมตร สําหรับขนาดกวาง
หรือลึกตั้งแต 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) ขึ้นไป และไมเกิน 1.5 มิลลิเมตร สําหรับขนาดที่เล็กกวานั้น

9.    ขอควรระวัง
9.1   ใหทําการเก็บตัวอยางคอนกรีตไมนอยกวา 3 ตัวอยาง ตอ 1 ชุด
9.2   การประกอบแบบหลอตองมีความแข็งแรงไดฉากและไดระดับกอนทําการหลอตัวอยางคอนกรีต
9.3   การกระทุงแตละชั้นอาจจมลึกถึงชั้นถัดไปประมาณ 25 มิลลิเมตร
9.4   การใชคอนเคาะรอบแบบหลอตองใชแรงที่เหมาะสม การเคาะแรงเกินไปจะทําใหแบบหลอเกิดความ
      เสียหาย

10. เอกสารอางอิง
10.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก
10.2 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 102-2534 มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตหนางานและการนําไป
     บํารุงรักษา กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย
10.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 31: Standard Practice for Making and Curing
     Concrete Test Specimens in The Field
10.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 172: Standard Practice for Sampling Freshly
     Mixed Concrete
10.5 มาตรฐาน British Standard Institute BS EN 12390-1: Shape, Dimensions and Other Requirements for
     Specimens and Moulds
10.6 มาตรฐาน British Standard Institute BS EN 12390-2: Making and Curing Specimens for Strength Tests

                                          **************




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                          มยผ. 1208-50
-49-

โครงการ………………………………………………
                                                                                               บฟ. มยผ. 1208             ทะเบียนทดสอบ………………
สถานที่กอสราง.………………………………………
………………………..……………………………….
  ชนิดตัวอยาง                                                                                                           ผูทดสอบ
               ทรงกระบอก ขนาด..............................                            (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)

                                                                                                                         ผูตรวจสอบ
                     ลูกบาศก ขนาด.....................................             การเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางาน
                                                                                             และการเก็บรักษา
                   คาน ขนาด............................................                                                  อนุมัติ
    แผนที่......................................................................

                                                                                                               ตัวอยางทดสอบ
                             รายละเอียด
                                                                                           1                        2                    3
1. หมายเลขตัวอยาง
2. หมายเลขแบบที่เก็บตัวอยาง
3. วันที่เก็บตัวอยาง
4. เวลาที่เก็บตัวอยาง
5. คาการยุบตัว
6. อุณหภูมิของคอนกรีต
7. ตําแหนงของโครงสรางที่ทําการเก็บตัวอยาง
8. กําลังคอนกรีตที่กําหนดที่อายุ 28 วัน
9. วิธีการบม
   9.1 การบมแบบมาตรฐาน
        - อุณหภูมิสูงสุดที่ใชบมในระยะเริมตน
                                          ่
        - อุณหภูมิต่ําสุดที่ใชบมในระยะเริมตน
                                            ่
        - วิธีการบมในระยะสุดทาย
   9.2 การบมในสนาม
        - สถานที่เก็บ
        - อุณหภูมิของอากาศ
        - ความชื้นของอากาศ
        - เวลาที่ถอดแบบ

   มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                                                   มยผ. 1208-50
-50-




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต          มยผ. 1208-50
มยผ. 1209-50
                        มาตรฐานการทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต
                        (Standard Test Method for Slump of Concrete)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาการยุบตัวของคอนกรีต ทั้งในหองปฏิบัติการและในสนาม
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก

2. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
2.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก

3. เครื่องมือ
3.1 แบบ (Mold) ทําดวยโลหะที่ไมทําปฏิกิริยากับปูนซีเมนต มีลักษณะเปนรูปกรวยตัดมีความหนาไมนอยกวา
    1.15 มิลลิเมตร (0.045 นิ้ว) ความสูง 300±3 มิลลิเมตร (12±1/8 นิ้ว) ฐานแบบมีเสนผานศูนยกลาง 200±3
    มิลลิเมตร (8±1/8 นิ้ว) และสวนตัดตอนบนมีเสนผานศูนยกลาง 100±3 มิลลิเมตร (4±1/8 นิ้ว) สําหรับที่
    ฐานตองมีแผนเหล็กสําหรับเหยียบทั้งสองขาง และแบบที่ใชทําการทดสอบจะตองไมบิดเบี้ยวหรือเสียรูป
    ดังแสดงในรูปที่ 1
3.2 เหล็กกระทุง (Tamping Rod) เปนแทงเหล็กกลมขนาดเสนผานศูนยกลาง 16 มิลลิเมตร (5/8 นิ้ว) ยาว 600
    มิลลิเมตร (24 นิ้ว) ปลายดานที่ใชกระทุงมีลักษณะกลมมน
3.3 แผนเหล็ก สําหรับรองมีลักษณะเรียบเปนระนาบ
3.4 ตลับเมตร หรือไมวัด ทีวัดไดละเอียดไมนอยกวา 5 มิลลิเมตร
                           ่                  
-51-




                                                                                                              3″ 3 18 ″
                                                                                       3″

                                                                4 ± 18 ″


                                                    4″
                                                               ½″
                           12 ± 18 ″                                                   หนา        1
                                                                                                   16   ″


                                                ½″             ½″
                           หนา    1
                                   16   ″                       8 ± 18 ″

                           รูปที่ 1 แบบสําหรับทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต
                                                 (ขอ 3.1)
                                          การแปลงมิติของขนาดระบุ
                    มม.          2          3        12.5      25          75   78          100         200      300
                    นิ้ว         1
                                  16
                                            1
                                                8
                                                         1/2   1           3    3 18        4            8       12

4. การเตรียมตัวอยาง
   เตรียมตัวอยางคอนกรีตซึ่งแบงมาจากคอนกรีตผสมเสร็จหรือคอนกรีตที่โมในหนางาน การเก็บตัวอยาง
   คอนกรีตควรเก็บภายในระยะเวลาประมาณ 5 นาที หลังจากผสมเสร็จ โดยใหมีการทดสอบหาคาการยุบตัว
   ของคอนกรีตทุกครั้งที่มีการผสมคอนกรีต

5. การทดสอบ
5.1 กอนทําการทดสอบตองนําแบบมาจุมน้ําใหเปยก แลววางแบบลงบนพื้นราบโดยใหดานที่มีปลายตัดเสน
    ผานศูนยกลาง 100 มิลลิเมตร อยูดานบน ดานเสนผานศูนยกลาง 200 มิลลิเมตร อยูดานลาง ใชเทาเหยียบ
    แผนเหล็กที่ฐานทั้งสองขางไวใหแนน


มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                                          มยผ. 1209-50
-52-


5.2 เทคอนกรีตที่จะทดสอบลงในแบบประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาตรของแบบ (สูงจากฐานประมาณ 70
    มิลลิเมตร) แลวใชเหล็กกระทุง กระทุงใหทั่วผิวของคอนกรีตในแบบ จํานวน 25 ครั้ง
5.3 ทําตามวิธีในขอ 5.2 ซ้ําอีก 2 ครั้ง โดยเทคอนกรีตครั้งที่ 2 สูงจากฐานประมาณ 160 มิลลิเมตร และครั้งที่ 3
    เทคอนกรี ต ลงในแบบส ว นที่เ หลื อ โดยใหเ ผื่ อ คอนกรีต ไวใ ห เ กิน ขอบแบบข า งในกรณี ที่ก ระทุง แล ว
    คอนกรีตพรองลงตองเติมใหเต็มแบบเสมอ
5.4 ปาดผิวหนาของคอนกรีตใหเรียบ จับที่หูยกแลวยกแบบขึ้นตามแนวดิ่ง ระวังไมใหเนื้อคอนกรีตไดรับการ
    กระทบกระเทือน แลววัดระยะที่ยุบตัวของคอนกรีตเทียบกับระยะความสูงของแบบทันที (ใหวัดที่บริเวณ
    จุดศูนยกลางของตัวอยางคอนกรีตเมื่อยกแบบออกแลว)
5.5 กรณีที่ตัวอยางทดสอบลมหรือทลายลงทันทีที่ยกแบบขึ้นหรือเกิดไหลออกทางขางใดขางหนึ่งเนื่องจากแรง
    เฉือน ใหถือวาการทดสอบยังไมไดมาตรฐานตองทําการทดสอบซ้ําตามขอ 5.1 ถึง 5.4 และหากตัวอยาง
    ทดสอบลมเนื่องจากการทลายหรือแรงเฉือนสองครั้งติดตอกันแสดงวาตัวอยางคอนกรีตดังกลาวไมเหมาะสม
    สําหรับการทดสอบหาคาการยุบตัวเนื่องจากไมมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางกัน

6. การคํานวณ
คาการยุบตัวของคอนกรีต (SLUMP) = 300 – H                                                     (1)

เมื่อ H คือ ระยะความสูงของคอนกรีตที่ทดสอบหลังจากยกแบบออก หนวยเปนมิลลิเมตร โดยใหวัดละเอียดถึง
5 มิลลิเมตร

7. การรายงานผล
การรายงานผลคาการยุบตัวของคอนกรีต ใหมีหนวยเปนมิลลิเมตร ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1209

8. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
คาการยุบตัวของคอนกรีตใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงาน
คอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก ตามที่แสดงไวในตารางที่ 1




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                   มยผ. 1209-50
-53-


                            ตารางที่ 1 คาการยุบตัวสําหรับงานกอสรางชนิดตางๆ
                                                     (ขอ 8)
                                                                        หนวยเปนมิลลิเมตร
                                                                    คาการยุบตัว
                       ชนิดของงานกอสราง
                                                             สูงสุด              ต่ําสุด
             1)   ฐานราก                                       75                   50
             2)   แผนพืน คาน ผนัง ค.ส.ล.
                        ้                                     100                   50
             3)   เสา ตอมอ                                   125                   50
             4)   ครีบ ค.ส.ล. และผนังบาง ๆ                    150                   50

9. ขอควรระวัง
9.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ใชกับตัวอยางคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลรวมหยาบขนาดโตไมเกิน 37.5
    มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) ในกรณีที่มวลรวมหยาบมีขนาดโตกวา 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) ใหเทคอนกรีตผาน
    ตะแกรงขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) เพื่อแยกมวลรวมหยาบที่มีขนาดโตกวา 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว)
    กอนทําการทดสอบหาคาการยุบตัว
9.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ ไมควรใชสําหรับคอนกรีตที่มีคายุบตัวต่ํากวา 15 มิลลิเมตร และคอนกรีตที่มีคา
    ยุบตัวมากกวา 230 มิลลิเมตร
9.3 การกระทุงตัวอยางคอนกรีตในแบบ ควรกระทุงใหทั่วบริเวณทั้งหนาตัด และสําหรับบริเวณขอบของแบบ
    ใหกระทุงดวยความระมัดระวังเพื่อมิใหแบบเสียหายเนื่องจากกระแทกกับเหล็กกระทุง

10. เอกสารอางอิง
10.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 103.1-2534 วิธีการทดสอบคาการยุบตัวของคอนกรีต กรมโยธาธิการ
     กระทรวงมหาดไทย
10.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 143: Standard Practice for Slump of
     Hydraulic-Cement Concrete

                                                **********




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                             มยผ. 1209-50
-54-



                                                                               บฟ. มยผ. 1209         ทะเบียนทดสอบ………………
โครงการ..............................................................
………………….………………………………
                                                                                                     ผูทดสอบ
สถานที่กอสราง………………….……………..                                            (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
……….…………………………………………
ทดสอบครั้งที่………….……..............................                        การทดสอบหาคาการยุบตัว     ผูตรวจสอบ
ทดสอบวันที่…………………......……………..                                                ของคอนกรีต
แผนที่………                                                                                           อนุมัติ



    ชนิดของงานกอสราง

                           ฐานราก

                           แผนพื้น คาน ผนัง ค.ส.ล.

                           เสา ตอมอ

                           ครีบ ค.ส.ล. และผนังบางๆ


     เวลาที่ผสมคอนกรีต…………………………………………..

     เวลาที่ทําการทดสอบ…………………………………………

     ชวงระยะเวลาตั้งแตเริ่มผสมคอนกรีตจนทดสอบแลวเสร็จ…………นาที

    ระยะความสูงของคอนกรีตที่ทดสอบหลังยกแบบออก (H) = ………. มิลลิเมตร

     คาการยุบตัวของคอนกรีต (Slump) = 300 – H มิลลิเมตร

                                                                 = ……….. มิลลิเมตร




           มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                       มยผ. 1209-50
มยผ. 1210-50
                     มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต
                (Standard Test Method for Compressive Strength of Concrete)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการหากําลังอัดประลัย (Ultimate Strength) ของตัวอยางคอนกรีตรูป
    ทรงกระบอกและรูปลูกบาศก ที่ไดจากการหลอหรือการเจาะ
1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ ใชหนวย SI (International System units) เปนหลัก และใชคาในการแปลงหนวย
    ของแรง 1 กิโลกรัมแรง เทากับ 9.806 นิวตัน

2. นิยาม
“หนวยแรงอัดประลัย” หมายถึง หนวยแรงที่เกิดจากแรงกดสูงสุดในแนวแกนซึ่งทําใหตัวอยางคอนกรีตวิบัติ
โดยหาไดจากอัตราสวนของแรงกดสูงสุดที่จุดวิบัติตอพื้นที่หนาตัดของตัวอยางคอนกรีตที่รับน้ําหนัก

3. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก
4. เครื่องมือ
4.1 เครื่องกดทดสอบ เปนแบบใดก็ได ที่สามารถใหน้ําหนักกดไดสูงเพียงพออยูในชวงใชงานได และยอมให
     ผิดพลาดไดไมเกินรอยละ 1 เครื่องกดจะตองสามารถเพิ่มแรงกดไดอยางสม่ําเสมอและไมกระตุก กรณีที่
     เปนเครื่องทดสอบแบบหมุนเกลียว (Screw-Type) หัวกดตองสามารถเคลื่อนที่ดวยความเร็วประมาณ 1.25
     มิลลิเมตรตอนาที สําหรับเครื่องทดสอบแบบไฮดรอลิค ตองสามารถใหน้ําหนักดวยอัตราคงที่ในชวง 0.143
     ถึง 0.347 เมกาปาสกาลตอวินาที (1.40 ถึง 3.40 กิโลกรัมแรงตอตารางเซนติเมตรตอวินาที) สวนหัวกดของ
     เครื่องทดสอบประกอบดวยแผนเหล็กวางรอง (Steel Bearing Plate) 2 แผน มีขนาดใหญกวาขนาดของ
     แทนทดสอบไมนอยกวา 10 มิลลิเมตร แผนเหล็กชิ้นบนมีลักษณะเปนแปนกดฐานครึ่งทรงกลม
     (Spherically Seated Block) แขวนยึดไวกับเครื่องเพื่อใหขยับตัวได สวนแผนเหล็กชิ้นลางยึดติดกับ
     สวนลางของเครื่องและตองมีความหนาอยางนอย 50 มิลลิเมตร ผิวสัมผัสของแผนเหล็กทั้งสองตองเรียบ
     และมีความคลาดเคลื่อนไดไมเกิน 0.025 มิลลิเมตรตอความยาว 150 มิลลิเมตร การเพิ่มแรงกดตองทําได
     อยางตอเนื่องสม่ําเสมอ ไมมีจังหวะหยุดหรือกระตุกในระหวางการเพิ่มแรงกด
-56-


4.2 เวอรเนียรคาลิเปอร
4.3 เครื่องชั่งน้ําหนัก ซึ่งมีความละเอียดถึง 1 กรัม
4.4 เครื่องมือและวัสดุสําหรับเคลือบผิวหนาของตัวอยางคอนกรีต

5. การเตรียมตัวอยาง
5.1 การเตรียมตัวอยางคอนกรีตที่ไดจากการหลอเพื่อทําการทดสอบหากําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีตใหมี
    ลักษณะดังตอไปนี้
    5.1.1 ตัวอยางที่ไดจากการหลอใหมีขนาดเปนไปตาม มยผ. 1208: มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตใน
            หน า งานและการเก็ บ รั ก ษา มี ค วามคลาดเคลื่ อ นที่ ย อมให จ ากขนาดที่ กํ า หนดได ไ ม เ กิ น 3.0
            มิลลิเมตร สําหรับขนาดกวางหรือลึกตั้งแต 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) ขึ้นไป และไมเกิน 1.5 มิลลิเมตร
            สําหรับขนาดที่เล็กกวานั้น
    5.1.2 กอนการทดสอบปลายทั้งสองขางของตัวอยางคอนกรีตรูปทรงกระบอกตองเรียบเปนระนาบตั้ง
            ฉากกับแนวแกน โดยยอมใหมีความคลาดเคลื่อนไดไมเกิน 0.5 องศา หรือ 1 มิลลิเมตรตอระยะ
            100 มิลลิเมตร กรณีผิวที่ปลายของตัวอยางคอนกรีตรูปทรงกระบอกไมเรียบใหทําการตัดหรือ
            เคลือบ (Capping) ผิวหนาของตัวอยางจนเปนระนาบเรียบอยูในเกณฑที่ยอมรับได โดยวัสดุที่ใช
            ในการเคลือบผิวหนารับแรงอัดของตัวอยาง (Capping Compound) ตองสามารถรับแรงอัดไดสูง
            กวาแรงอัดของตัวอยางคอนกรีต
    5.1.3 ขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางที่จะใชคํานวณหาขนาดพื้นที่หนาตัดของทรงกระบอก
            หรือทรงลูกบาศก สามารถหาไดโดยวัดขนาดเสนผานศูนยกลางหรือขนาดความกวางที่กึ่งกลาง
            ของความสูง จํานวน 2 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้งฉากกัน ใหมีความละเอียดถึง 0.25 มิลลิเมตร แลว
            นํามาหาคาเฉลี่ย
    5.1.4 หามวลของตัวอยางคอนกรีตโดยการชั่งตัวอยางกอนการเคลือบผิว และเช็ดผิวตัวอยางใหแหงกอน
            ชั่ง การชั่งใหมีความละเอียดอยูในชวงรอยละ 0.3 ของมวลตัวอยางทดสอบ
    5.1.5 วัดความสูงของตัวอยางทรงกระบอกกอนการเคลือบผิว 4 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้งฉากกันโดยใหมี
            ความละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร สวนตัวอยางทรงลูกบาศกใหวัด 4 ครั้ง (4 ดาน) ใหมีความละเอียดถึง
            1 มิ ลลิ เ มตร แล ว นํ า มาหาค า เฉลี่ ย ให มี ค วามละเอี ย ดถึ ง 1 มิ ลลิ เ มตร เพื่ อ นํ า ไปใช คํ า นวณหา
            ปริมาตรของตัวอยางคอนกรีต
5.2 การเตรียมตัวอยางคอนกรีตที่ไดจากการเจาะเพื่อทําการทดสอบหากําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีตใหมี
    ลักษณะดังตอไปนี้


มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต                                                                                    มยผ. 1210-50
-57-


    5.2.1 ตัวอยางรูปทรงกระบอกที่ไดจากการเจาะโครงสรางตองมีเสนผานศูนยกลางไมนอยกวา 94
          มิลลิเมตร และมีขนาดเสนผานศูนยกลางอยางนอย 2 เทา ของขนาดระบุใหญสุดของมวลรวม
    5.2.2 ขนาดความสูงของตัวอยางรูปทรงกระบอกที่เคลือบผิวแลว ใหอยูในชวง 1.9 ถึง 2.1 เทาของขนาด
          เสนผานศูนยกลาง หากอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลางมีคามากกวา 2.1 ใหลดความยาว
          จนมีคาอัตราสวนดังกลาวอยูในชวง 1.9 ถึง 2.1 และสําหรับตัวอยางที่เจาะมีความยาวนอยกวารอย
          ละ 95 ของขนาดเสนผานศูนยกลางหลังจากที่เคลือบผิวหรือทําใหผิวหนาเรียบแลว ไมควรนํามา
          เปนตัวอยางในการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต
    5.2.3 กอนการทดสอบปลายทั้งสองขางของตัวอยางคอนกรีตที่ไดจากการเจาะตองเรียบเปนระนาบตั้ง
          ฉากกับแนวแกน โดยยอมใหมีความคลาดเคลื่อนไดไมเกิน 0.5 องศา หรือ 1 มิลลิเมตรตอระยะ
          100 มิลลิเมตร กรณีที่ปลายของตัวอยางไมเรียบใหทําการตัดหรือเคลือบ (Capping) ผิวหนาของ
          ตัวอยางจนเปนระนาบเรียบใหอยูในเกณฑที่ยอมรับได โดยวัสดุที่ใชในการเคลือบผิวหนารับ
          แรงอัดของตัวอยาง (Capping Compound) ตองสามารถรับแรงอัดไดสูงกวาแรงอัดของตัวอยาง
          คอนกรีต
    5.2.4 ขนาดเสนผานศูนยกลางที่จะใชคํานวณหาขนาดพื้นที่หนาตัดของทรงกระบอกหาไดจากการวัด
          ขนาดเสนผานศูนยกลางที่จุดกึ่งกลางของความสูง จํานวน 2 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้งฉากกัน โดยใหมี
          ความละเอี ย ดถึ ง 0.2 มิ ลลิ เ มตร สํา หรั บ ขนาดเส น ผา นศู น ย ก ลางหรื อ ความกว า งที่วั ด ไดมี ค า
          แตกตางจากคาเฉลี่ยไมเกินรอยละ 2 และใหมีความละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร สําหรับขนาดเสนผาน
          ศูนยกลางหรือความกวางที่วัดไดมีคาแตกตางจากคาเฉลี่ยเกินรอยละ2 สวนตัวอยางที่มีขนาดเสน
          ผานศูนยกลางหรือความกวางตางจากคาเฉลี่ยเกินรอยละ 5 ไมควรนํามาใชเปนตัวอยางในการ
          ทดสอบกําลังรับแรงอัด
    5.2.5 หามวลของตัวอยางคอนกรีตโดยชั่งตัวอยางกอนการเคลือบผิว และเช็ดผิวตัวอยางใหแหงกอนทํา
          การชั่ง การชั่งใหมีความละเอียดอยูในชวงรอยละ 0.3 ของมวลตัวอยางทดสอบ
    5.2.6 วัดคาความสูงกอนและหลังการเคลือบผิวของตัวอยางทรงกระบอกจํานวน 4 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้ง
          ฉากกันโดยใหมีความละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร แลวหาคาเฉลี่ยใหมีความละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร เพื่อ
          นําไปใชคํานวณหาปริมาตรของตัวอยางคอนกรีตและอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลาง
          (L/D)

6. การทดสอบ
6.1 การวางตัวอยางทดสอบบนเครื่องกดใหปฏิบัติตามขั้นตอนดังตอไปนี้


มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต                                                                              มยผ. 1210-50
-58-


    6.1.1 ผิวแผนเหล็กดานสัมผัสกับตัวอยางทดสอบตองสะอาดปราศจากน้ํามัน
    6.1.2 จัดแนวศูนยกลางของแผนเหล็กชิ้นบนและชิ้นลางใหอยูในแนวเดียวกัน
    6.1.3 วางตัวอยางทดสอบใหแนวแกนตรงกับแนวศูนยกลางของเครื่องกดทดสอบ
    6.1.4 ผิวแผนเหล็กตองสัมผัสกับตัวอยางทดสอบแนบสนิท
6.2 เมื่อวางตัวอยางทดสอบบนเครื่องกดทดสอบ และจัดใหแผนเหล็กสัมผัสกับตัวอยางทดสอบแนบสนิทดี
    แลว จึงเริ่มใหน้ําหนักกด สําหรับเครื่องทดสอบแบบหมุนเกลียว (Screw-Type) ปรับหัวกดใหเคลื่อนที่ดวย
    ความเร็วประมาณ 1.25 มิลลิเมตรตอนาที สําหรับเครื่องทดสอบแบบไฮดรอลิค ใหน้ําหนักกดอยูในชวง
    0.143 ถึง 0.347 เมกาปาสกาลตอวินาที (1.40 ถึง 3.40 กิโลกรัมแรงตอตารางเซนติเมตรตอวินาที) สําหรับ
    ตัวอยางรูปทรงกระบอก และ 0.114 ถึง 0.277 เมกาปาสกาลตอวินาที (1.12 ถึง 2.72 กิโลกรัมแรงตอตาราง
    เซนติเมตรตอวินาที) สําหรับตัวอยางรูปลูกบาศก โดยชวงแรกของการทดสอบยอมใหใชอัตราการกดสูง
    กวากําหนดได และหามปรับอัตราการกดหรือสวนใดๆของเครื่องทดสอบในขณะที่ตัวอยางทดสอบอยู
    ในชวงจุดคราก (Yield Point) และจุดวิบัติ (Failure)
6.3 ทําการกดจนกระทั่งตัวอยางทดสอบถึงจุดวิบัติ บันทึกคาน้ําหนักกดสูงสุด ณ จุดที่ตัวอยางทดสอบวิบัติ
    และใหบันทึกรูปลักษณะการแตกของตัวอยางทดสอบนั้นในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1210 มาตรฐานการ
    ทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต

7. การคํานวณ
7.1 คาหนวยแรงอัดประลัยของตัวอยางทดสอบ ในหนวยเมกาปาสกาลมีคาเทากับ

                       น้ําหนักกดสูงสุด ณ จุดวิบัติ (นิวตัน)                                   (1)
                       พื้นที่หนาตัดที่รับน้ําหนักของตัวอยางทดสอบ (ตร.มม.)

7.2 คาความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ (กก./ลบ.ม.)

                       มวลของตัวอยางทดสอบ (กก.)                                               (2)
                       ปริมาตรของตัวอยางทดสอบ (ลบ.ม.)

7.3 กรณีที่เปนตัวอยางรูปทรงกระบอกจากการเจาะและมีอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลางนอยกวาหรือ
    เทากับ 1.75 ใหปรับแกคาความตานทานแรงอัดที่คํานวณได โดยคูณดวยคาคงที่ตามที่แสดงไวในตารางที่ 1
    สําหรับคาอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลางอื่นๆ ที่อยูระหวางคาที่กําหนดใหในตารางที่ 1 ให
    คํานวณหาคาคงที่โดยใชวิธีเทียบสัดสวนจากคาที่กําหนดไว


มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต                                                                 มยผ. 1210-50
-59-



            ตารางที่ 1 คาคงที่สําหรับปรับแกคาความตานแรงอัดสําหรับตัวอยางที่ไดจากการเจาะ
                                                 (ขอ 7.3)
                      อัตราสวนความสูงตอ                       ตัวคูณสําหรับแกไข
              เสนผานศูนยกลางของตัวอยางที่เจาะ            คาความตานทานแรงอัด
                              1.75                                     0.98
                              1.50                                     0.96
                              1.25                                     0.93
                              1.00                                     0.87

7.4 การคํานวณคากําลังตานทานแรงอัดของตัวอยางทดสอบ ใหแสดงในหนวยเมกาปาสกาล และมีความ
    ละเอียดถึง 0.1 เมกาปาสกาล สําหรับขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางของตัวอยางคอนกรีตที่วัด
    ละเอียดถึง 0.2 มิลลิเมตร และ 0.5 เมกาปาสกาล สําหรับขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางของ
    ตัวอยางคอนกรีตที่วัดละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร
7.5 การคํานวณคาความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ ใหแสดงในหนวยกิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร และมีความ
    ละเอียดถึง 10 กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร

8. การรายงานผล
ใหรายงานผลการทดสอบลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1210 ดังตอไปนี้
8.1 หมายเลขประจําตัวอยางทดสอบ
8.2 ขนาดของตัวอยางทดสอบ
8.3 แรงกดสูงสุด
8.4 หนวยแรงอัดประลัย
8.5 ลักษณะการแตก
8.6 ความหนาแนน

9. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
เกณฑการตัดสินใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและ
คอนกรีตเสริมเหล็ก



มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต                                                                     มยผ. 1210-50
-60-


10. ขอควรระวัง
10.1 ในกรณีที่ตัวอยางทดสอบมีการบมชื้น หากเปนตัวอยางทดสอบรูปลูกบาศกตองเช็ดผิวใหแหงและทดสอบ
     ภายใน 1 ชั่วโมง และหากเปนตัวอยางทดสอบรูปทรงกระบอกตองเช็ดผิวใหแหง และเคลือบผิวหนา
     ตัวอยางทดสอบ ทิ้งไว 2 ชั่วโมงแลวทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง
10.2 ถาคอนกรีตในโครงสรางขณะใชงานอยูในลักษณะแหง ตองผึ่งตัวอยางคอนกรีตที่เจาะไวใหแหงในอากาศ
     เปนเวลา 7 วันกอนการทดสอบ ถาคอนกรีตในโครงสรางขณะใชงานอยูในลักษณะเปยก ใหแชตัวอยาง
     คอนกรีตที่เจาะไวในน้ําอยางนอย 40 ชั่วโมง แลวทําการทดสอบในขณะที่ตัวอยางเปยก
10.3 การชั่งน้ําหนักเพื่อหาความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ ใหชั่งน้ําหนักเฉพาะตัวอยางทดสอบไมรวม
     น้ําหนักของวัสดุที่เคลือบผิวหนา
10.4 ควรมีการตรวจสอบเครื่องกดที่ใชงานประจําสม่ําเสมออยางนอยปละครั้ง หากสงสัยวาเครื่องทดสอบอาจ
     ใหผลทดสอบไมถูกตอง หรือหลังจากการซอมหรือประกอบใหมใหทําการตรวจสอบทุกครั้ง

11. เอกสารอางอิง
11.1 มาตรฐานงานชาง มยธ.(ท) 105.1-2534 มาตรฐานการทดสอบความตานแรงอัดของแทงคอนกรีต กรม
     โยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย
11.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 31: Standard Practice for Making and Curing
    Concrete Test Specimens in The Field
11.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 39: Standard Test Method for Compressive
     Strength of Cylindrical Concrete Specimens
11.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 42: Standard Test Method for Obtaining and
     Testing Drilled Cores and Sawed Beams of Concrete
11.5 มาตรฐาน British Standard Institute BS EN 12390-2: Making and Curing Specimens for Strength Tests

                                          **************




มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต                                                               มยผ. 1210-50
-61-


โครงการ……………..…………………………
                                                                       บฟ. มยผ. 1210                  ทะเบียนทดสอบ………………
สถานที่กอสราง……………………….………..
………………………………….………………
                                                                                                      ผูทดสอบ
ชนิดตัวอยาง     ทรงกระบอก
                                                                  (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
                          ลูกบาศก                                                                ผูตรวจสอบ
                                                            การทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต
หมายเลขตัวอยาง…………...………….…….....
อายุของตัวอยาง……….......................................
                                                                                                      อนุมัติ
ทดสอบวันที่……………………...…………….
แผนที่…………………...………………………
                                                                                                      หมายเลขตัวอยาง
                                        คุณลักษณะ
                                                                                         …………...         …………...           …………...
คาเฉลี่ยของขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางของตัวอยาง (1)                (มม.)
พื้นที่หนาตัดเฉลี่ยที่รับน้ําหนักกดของตัวอยางทดสอบ (2)                    (มม.2)
มวลของตัวอยางทดสอบกอนเคลือบผิว (3)                                            (กก.)
คาเฉลี่ยของความสูงของตัวอยางกอนเคลือบผิวหนา (4)                             (มม.)
ปริมาตรของตัวอยางทดสอบ (5)                                                      (ม.3)
ความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ (6)=(3)/(5)                                   (กก/ ม.3)
แรงกดสูงสุด ณ จุดที่ตัวอยางทดสอบวิบัติ (7)                                (นิวตัน)
หนวยแรงอัดประลัย (8)=(7)/(2)                                            (เมกาปาส
กาล)
คาคงที่กรณีปรับแก (9)
กําลังอัดประลัยกรณีปรับแก (10)=(8)x(9)                              (เมกาปาสกาล)
กําลังอัดประลัยเฉลี่ย                                                (เมกาปาสกาล)
ลักษณะการแตกของตัวอยาง
        ทรงกระบอก                                                                          ลูกบาศก




         มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต                                                                                    มยผ. 1210-50
-62-




มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต          มยผ. 1210-50
มยผ. 1211-50
                      มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีต
                   (Standard Test Method for Flexural Strength of Concrete)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการทดสอบหากําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีตเพื่อหาคาโมดูลัส
    การแตกราว (Modulus of Rupture) ซึ่งสามารถทําได 2 วิธี คือ วิธีใชแรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคาน
    (Center-Point Loading) และวิธีใชแรงกดคาน 2 จุด โดยกําหนดตําแหนงของจุดทั้งสองเปนตําแหนงที่แบง
    คานออกเปน 3 สวนเทา ๆ กัน (Third-Point Loading)
1.2 มาตรฐานนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก และใชคาการแปลงหนวยของแรง 1
    กิโลกรัมแรงเทากับ 9.806 นิวตัน

2. นิยาม
“คาโมดูลัสการแตกราว (Modulus of Rupture)” หมายถึง คาหนวยแรงที่เกิดขึ้นจากแรงดัดสูงสุดที่กระทําตอ
ตัวอยางคอนกรีต ณ จุดวิบัติ

3. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1208: มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางานและการ
    เก็บรักษา

4. เครื่องมือ
4.1 เครื่องกดทดสอบ ใชเครื่องกดที่สามารถเพิ่มแรงกดไดอยางตอเนื่อง ไมมีจังหวะหยุด หรือกระตุกในระหวาง
    การเพิ่มแรงสําหรับการทดสอบการรับแรงดัดของคอนกรีต วิธีใหแรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคานไดแสดง
    การติดตั้งเครื่องมือไวในรูปที่ 1 สวนวิธีใหแรงกดคานสองจุด โดยใหตําแหนงของจุดทั้งสองเปนตําแหนงที่
    แบงคานออกเปน 3 สวนเทา ๆ กัน ไดแสดงการติดตั้งเครื่องมือไวในรูปที่ 2
4.2 เวอรเนียรคาลิเปอร
-63-



                                                                   หัวของเครื่องกดทดสอบ
                                                                                           ตําแหนงของแทงเหล็กและลูกเหล็กกลม

               25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด                                                      25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด

                                     L
                               D=
                                     3
                                                                                                  แผนเหล็กหรือรางเหล็ก
                                                แทงเหล็ก                 ลูกเหล็กกลม

                                                       L                      L
           ฐานของเครื่องกดทดสอบ                                               2
                                                       2
                                                            ความยาว L

                                  รูปที่ 1 การทดสอบวิธีใชแรงกดหนึงจุดทีจุดกึ่งกลาง
                                                                  ่     ่

                                                              หัวของเครื่องกดทดสอบ
                                                                                 ตําแหนงของแทงเหล็กและลูกเหล็กกลม
                                         ลูกเหล็กกลม

              25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด                                                     25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด

                                 L
                            D=
                                 3
                                                             ตัวอยาง                        จุดใหน้ําหนักและฐานรองคาน

                                                แทงเหล็ก               ลูกเหล็กกลม                 แผนเหล็กหรือรางเหล็ก


                                                  L            L               L
         ฐานของเครื่องกดทดสอบ
                                                  3            3               3
                                                            ความยาว L

                                          รูปที่ 2 การทดสอบวิธีใชแรงกดสองจุด
5. การเตรียมตัวอยาง
5.1 ตั ว อย า งทดสอบรู ป คานที่ ไ ด จ ากการหล อ ต อ งมี ค วามคลาดเคลื่ อ นจากขนาดที่ กํ า หนดได ไ ม เ กิ น 3.0
    มิลลิเมตร สําหรับขนาดกวางหรือลึกตั้งแต 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) ขึ้นไป และไมเกิน 1.5 มิลลิเมตร สําหรับ
    ขนาดที่เล็กกวานั้น โดยการเก็บตัวอยางใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1208:
    มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางานและการเก็บรักษา
5.2 ตัวอยางทดสอบรูปคานที่ไดจากการเลื่อยจากโครงสรางคอนกรีต ควรมีหนาตัดขนาด 150×150 มิลลิเมตร มี
    ความยาวไมนอยกวา 530 มิลลิเมตร ผิวของตัวอยางคอนกรีตตองเรียบเปนระนาบไมมีรอยหยัก โดยระวัง


มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                                            มยผ. 1211-50
-64-


     ไมใหตัวอยางคอนกรีตเสียหายจากการเลื่อย หลังจากเตรียมตัวอยางเสร็จแลวใหคลุมดวยพลาสติกเพื่อ
     ปองกันการสูญเสียน้ําแลวใหทําการทดสอบภายใน 7 วัน และกอนการทดสอบกําลังรับแรงดัดใหนําตัวอยาง
     แชในน้ําปูนขาวอิ่มตัวอยางนอย 40 ชั่วโมง

6. การทดสอบ
6.1 วางชิ้นทดสอบลงบนฐานรองรับคาน วางหัวกดใหตําแหนงของหัวกด คาน และฐานรองคานอยูตามกําหนด
    โดยการทดสอบวิธีใชแรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคานใหจัดตําแหนงเครื่องมือตามกําหนดในรูปที่ 1 สวน
    การทดสอบวิธีใชแรงกดคานสองจุดใหจัดตําแหนงเครื่องมือตามกําหนดในรูปที่ 2
6.2 ปรับอัตราการกดเครื่องทดสอบดวยแรงประมาณรอยละ 3 ถึงรอยละ 6 ของแรงประลัย (Ultimate Load)
    แลวคอยตรวจสอบผิวสัมผัสของตัวกดกับคาน และฐานรองคานกับคานดูวามีชองขนาดกวางกวา 0.15
    มิลลิเมตร ในชวง 25 มิลลิเมตรหรือไม ถามีใหแตงคอนกรีตที่บริเวณชวงนั้น ๆ ดวยการฝนใหเรียบ ชองที่
    ขนาดกวางนอยกวา 0.15 มิลลิเมตร ในชวง 25 มิลลิเมตร อาจอุดไดโดยการวางแผนหนัง (Leather Shim) ไว
    ระหวางผิวสัมผัส แผนหนังที่ใชจะตองมีขนาดเทากับ 6.4 มิลลิเมตร กวาง 25 มิลลิเมตร ถึง 50 มิลลิเมตร
6.3 เพิ่มแรงกดอยางตอเนื่องโดยไมใหมีการกระตุก ในชวงครึ่งแรกของแรงประลัย อาจเพิ่มแรงไดอยางรวดเร็ว
    หลังจากนั้นใหเพิ่มแรงดวยอัตราที่อยูในชวง 0.9 ถึง 1.2 เมกาปาสกาลตอนาที (9 ถึง 12 กิโลกรัมแรงตอ
    ตารางเซนติเมตรตอนาที) จนกระทั่งคานตัวอยางวิบัติ
6.4 วัดดานกวางและลึกของคานที่บริเวณที่มีรอยแตกดานละ 3 ครั้ง โดยใหมีความละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร แลว
    หาคาเฉลี่ยของขนาดหนาตัดพรอมทั้งวาดรายละเอียดการแตกราวของคานตัวอยาง

7. การคํานวณ
    ใหคํานวณคาโมดูลัสของการแตกหัก (Modulus of Rupture, R) ดังตอไปนี้
7.1 สําหรับการกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคาน (Center-Point Loading) สามารถหาคาโมดูลัสของการแตกหักไดจากสูตร
                                              3PL
                                         R=                                                    (1)
                                              2bd 2

7.2 สําหรับการกดสองจุด โดยตําแหนงที่จุดทั้งสองแบงคานออกเปนสามสวน (Third-Point Loading) สามารถ
    หาคาโมดูลัสการแตกหักไดจากสูตร
    7.2.1      เมื่อรอยแตกอยูในชวงกลางคาน
                                              PL
                                         R=                                                    (2)
                                              bd 2




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                              มยผ. 1211-50
-65-


    7.2.2       เมื่อรอยแตกอยูนอกชวงกลางคาน และหางจากชวงกลาง ไมเกินรอยละ 5 ของชวงคาน ใหใช
                                              3Pa
                                         R=                                                 (3)
                                              bd 2

            เมื่อ R คือ คาการรับแรงดัด เปน เมกาปาสกาล
                  P คือ แรงสูงสุดที่อานไดจากเครื่องทดสอบ เปน นิวตัน
                  L คือ ชวงคาน เปน มิลลิเมตร
                  b คือ ความกวางเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก เปน มิลลิเมตร
                  d คือ ความลึกเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก เปน มิลลิเมตร
                  a คือ ระยะเฉลี่ยจากรอยแตกถึงฐานรองคานดานใกลที่สุด เปน มิลลิเมตร

8. การรายงานผล
ใหรายงานผลตามรายละเอียดในแบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1211

9. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
9.1 การพิจารณาคาการรับแรงดัดของคอนกรีตตองอยูในชวงรอยละ 11 ถึงรอยละ 23 ของความตานแรงอัดของ
    แทงทดสอบซึ่งเปนคอนกรีตที่ผสมในครั้งเดียวกัน
9.2 ในกรณีของการทดสอบวิธีใชแรงกดคานสองจุด ถารอยแตกอยูนอกชวงกลางคานและหางจากชวงกลาง
    คานเกินรอยละ 5 ของชวงคาน ใหทําการทดสอบใหม
9.3 คากําลังตานทานแรงดัด ตองคํานวณใหละเอียด ถึง 0.05 เมกาปาสกาล

10. ขอควรระวัง
10.1 การเพิ่มแรงกดจะตองกระทําอยางตอเนื่อง และระวังไมใหมีการกระตุก
10.2 สําหรับตัวอยางที่บมชื้น จะตองเช็คผิวคานที่จะทดสอบใหแหง แลวทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง
10.3 ควรมีการตรวจสอบเครื่องกดที่ใชงานอยางสม่ําเสมอ หรือเมื่อสงสัยวาเครื่องทดสอบอาจใหผลทดสอบไม
     ถูกตอง หรือหลังจากการซอม หรือประกอบใหมใหทําการตรวจสอบทุกครั้ง

11. เอกสารอางอิง
11.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 105.2-2534 มาตรฐานการทดสอบการรับแรงดัดของคอนกรีต กรมโยธาธิการ
     กระทรวงมหาดไทย



มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                          มยผ. 1211-50
-66-


11.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 42: Standard Test Method for Obtaining and
     Testing Drilled Cores and Sawed Beams of Concrete
11.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 78: Standard Test Method for Flexural
     Strength of Concrete (Using Simple Beam with Third-Point Loading)
11.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 239: Standard Test Method for Flexural
     Strength of Concrete (Using Simple Beam with Center-Point Loading)

                                            **********




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                         มยผ. 1211-50
-67-



                                                                    บฟ. มยผ. 1211-1            ทะเบียนทดสอบ…………….
โครงการ………………………………………..
สถานที่กอสราง………………………………...
………………........….…………………………                                                                     ผูทดสอบ
                                                                (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
ชนิดตัวอยาง……………..……….……………..
                                                              การทดสอบกําลังตานทานแรงดัด      ผูตรวจสอบ
ทดสอบครั้งที่………………………………...…
                                                                      ของคอนกรีต
ทดสอบวันที่……………………...…………….
แผนที่………………………...........................…                                                   อนุมัติ

                             การกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคาน                                   หมายเลขตัวอยาง
                            (CENTER-POINT LOADING)                                     …………….. …………...... ……………
แรงที่จุดวิบัติของคาน (P)                                                   (นิวตัน)
ชวงคาน (L)                                                                  (มม.)
ความกวางเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (b)                                    (มม.)
ความลึกเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (d)                                      (มม.)
                                         2
คาโมดูลัสการแตกราว (R) = 3PL/2bd                                    (เมกาปาสกาล)
คาโมดูลัสการแตกราวเฉลี่ย                                            (เมกาปาสกาล)


ลักษณะการแตกของตัวอยาง




       มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                     มยผ. 1211-50
-68-



                                                             บฟ. มยผ. 1211-2                 ทะเบียนทดสอบ…………….
โครงการ………………………………………..
สถานที่กอสราง………………………………...
…………………….……………………………                                                                         ผูทดสอบ
                                                        (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)
ชนิดตัวอยาง…………………..….……………..
                                                      การทดสอบกําลังตานทานแรงดัด            ผูตรวจสอบ
ทดสอบครั้งที่……………………………...……
                                                              ของคอนกรีต
ทดสอบวันที่……………………...…………….
แผนที่………………………………………...…                                                                   อนุมัติ

                       การกดสองจุดที่ตําแหนงแบงคานออกเปนสามสวน                         หมายเลขตัวอยาง
                              (THIRD-POINT LOADING)                                 …………….. …………...... ……………
แรงที่จุดวิบัติของคาน (P)                                                (นิวตัน)
ชวงคาน (L)                                                                (มม.)
ความกวางเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (b)                                  (มม.)
ความลึกเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (d)                                    (มม.)
ระยะเฉลี่ยจากรอยแตกถึงฐานรองคานดานใกลที่สุด (a)                          (มม.)
                                   2
คาโมดูลัสการแตกราว (R) = PL/bd                             (เมกาปาสกาล)
                                                                     2
คาโมดูลัสการแตกราว (รอยแตกราวอยูนอกชวงกลางคาน) (R) = 3Pa/bd
(เมกาปาสกาล)
คาโมดูลัสการแตกราวเฉลี่ย                                     (เมกาปาสกาล)


ลักษณะการแตกของตัวอยาง




       มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                      มยผ. 1211-50
-69-




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต          มยผ. 1211-50
มยผ. 1212-50
                        มาตรฐานการทดสอบน้ําสําหรับผสมคอนกรีต
        (Standard Test Method for Mixing Water Used in the Production of Concrete)

1. ขอบขาย
1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ําที่ใชในการ
    ผสมคอนกรีต ยกเวนน้ําประปา

2. นิยาม
“ppm (Parts-Per-Million)” หมายถึง หนึ่งสวนในลานสวน

3. มาตรฐานอางถึง
มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย
3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง 1210-50: มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต
3.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 114: Standard Test Method for Chemical
    Analysis of Hydraulic Cement
3.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 403: Standard Test Method for Time of
    Setting of Concrete Mixtures by Penetration Resistance
3.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 1602: Standard Specification for Mixing
    Water Used in the Production of Hydraulic Cement Concrete
3.5 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 1603: Standard Test Method for
    Measurement of Solids in Water

4. การเตรียมตัวอยาง
การเก็บตัวอยางเพื่อใชเปนตัวแทนของน้ําที่ตองการทดสอบคุณลักษณะทางกายภาพและทางเคมีใหทําการเก็บ
ดวยภาชนะบรรจุ โดยใชขวดแกวหรือขวดพลาสติก มีความจุอยางนอย 2,500 ลูกบาศกเซนติเมตร ที่สะอาดและ
แหง ไมใชภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมี น้ํามัน หรือสิ่งอื่นที่ไมสามารถลางออกไดมาใชในการเก็บตัวอยางน้ํา โดย
วิธีการเก็บตัวอยางน้ําจากแหลงตาง ๆ สามารถกระทําได ดังนี้ คือ
-70-


4.1 น้ําผิวดิน
การเก็บน้ําตัวอยางจากอางเก็บน้ํา ลําคลอง แมน้ํา หรือแหลงน้ําธรรมชาติอื่นๆ ใหทําการเก็บโดยหยอนขวดเก็บ
น้ําตัวอยางที่ทําความสะอาดแลวลงไปในแหลงน้ํา แลวรอสักครู เพื่อใหสภาพน้ําที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการ
หยอนขวดเก็บน้ํากลับสูสภาพเดิมกอน แลวจึงเปดจุกขวดใหน้ําไหลเขาขวด ปดจุกใหแนน ปดฉลากแจง
รายละเอียดในการเก็บ เชน สถานที่เก็บ เวลา และชื่อผูเก็บตัวอยางน้ํา หากเปนแหลงน้ําขนาดใหญใหทําการเก็บ
ตัวอยางอยางนอย 5 ตัวอยาง เพื่อเปนตัวแทนของแหลงน้ํานั้นๆ และแตละจุดที่ทําการเก็บตัวอยางใหมีปริมาณ
อยางนอย 2,000 ลูกบาศกเซนติเมตร เพื่อที่จะไดมีปริมาณเพียงพอที่ใชในการวิเคราะห
4.2 น้ําบาดาล
การเก็บตัวอยางน้ําจากบอบาดาล ควรสูบน้ําทิ้งประมาณ 5 นาที แลวจึงทําการเก็บตัวอยางน้ํา ถาเก็บจากกอกน้ํา
ของบอบาดาลตองลางกอกใหสะอาดเสียกอน แลวจึงเปดน้ําทิ้งไวสัก 2-3 นาที เพื่อใหน้ําที่คางอยูในทอไหลออก
ใหหมดกอน การเก็บตัวอยางน้ํา บรรจุลงในขวดควรเปนเวลาที่น้ําไหลอยางสม่ําเสมอ ระวังอยาใหสิ่งเจือปนอื่น
ตกลงไปในขวด แลวปดฝาจุกใหแนน ปดฉลากแจงรายละเอียดในการเก็บ เชน สถานที่เก็บ เวลาและชื่อผูเก็บ
ตัวอยางน้ํา ใหทําการเก็บตัวอยางอยางนอย 2,000 ลูกบาศกเซนติเมตร เพื่อเปนตัวแทนของแหลงน้ํานั้นๆ

5. การทดสอบ
5.1 สําหรับน้ําที่ใชในการผสมคอนกรีตที่นอกเหนือจากน้ําประปาใหทําการทดสอบการกอตัวของคอนกรีตโดย
    ใหเปนไปตามมาตรฐาน ASTM C 403 และทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต โดยใหเปนไปตาม
    มาตรฐานกรมโยธาธิการและผัง มยผ. 1210-50 มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต
    เปรียบเทียบกับกรณีสวนผสมคอนกรีตควบคุมที่ใชน้ําประปา โดยใหเปนไปตามที่กําหนดไวในตารางที่ 1
5.2 สําหรับน้ําที่ใชในการผสมคอนกรีตตามขอ 5.1 จะตองไดรับการทดสอบคุณภาพโดยวิธีการทดสอบตาม
    มาตรฐานและใหมีคุณสมบัติตามที่กําหนดไวในตารางที่ 2 และจะตองทดสอบกอนที่จะใชน้ําดังกลาวเปน
    สวนผสมของคอนกรีต
5.3 สําหรั บน้ําที่ใช แลวจากการล างโมผสมคอนกรี ตใหทํ าการทดสอบหาค าความหนาแนนสัมพัทธ ตาม
    มาตรฐาน ASTM C 1603 ซึ่งหากมีคาความหนาแนนสัมพัทธเกินกวา 1.03 แสดงวามีปริมาณของแข็ง
    (Total Solids) เกินกวา 50,000 ppm โดยใหเพิ่มความถี่อยางนอยสัปดาหละครั้งสําหรับการทดสอบการกอ
    ตัวและทดสอบกําลังอัดของคอนกรีตเปรียบเทียบกับกรณีที่สวนผสมคอนกรีตใชน้ําประปาหรือน้ํากลั่น
    และหากผลการทดสอบดังกลาวเปนไปตามตารางที่ 1 ในชวงเวลา 2 เดือนติดตอกันใหลดความถี่ของการ
    ทดสอบลงเปนเดือนละครั้ง



มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                 มยผ. 1212-50
-71-


5.4 การเก็ บ ตั ว อย า งคอนกรี ต สํ าหรั บ การทดสอบเพื่ อ ให เ ป น ไปตามตารางที่ 1    ให เ ก็ บ ไดจ ากทั้ ง ใน
    หองปฏิบัติการและในสนาม

        ตารางที่ 1 เกณฑการตัดสินคุณภาพน้ําที่เหมาะสมสําหรับผสมคอนกรีต ตามมาตรฐาน ASTM C 1602
                                                (ขอ 5.1)
          คุณสมบัติเปรียบเทียบกับสวนผสม
                                                             เกณฑ              วิธีการทดสอบ
                     คอนกรีตควบคุม

      กําลังอัดที่อายุ 7 วัน                          ไมต่ํากวารอยละ 90                  มยผ. 1210-50

      การกอตัว                                       เร็วกวาไมเกิน 1 ชั่วโมง และ       ASTM C 403/C
                                                      ชากวาไมเกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที       403M

             ตารางที่ 2 ปริมาณสารประกอบทางเคมีที่เจือปนในน้ํามากที่สุดที่ยอมใหสําหรับผสมคอนกรีต
                                         ตามมาตรฐาน ASTM C 1602
                                                 (ขอ 5.2)
                                                           ปริมาณความเขมขนสูงสุด
                ชนิดของสารประกอบทางเคมี                                                  วิธีการทดสอบ
                                                                ที่ยอมให (ppm)
      คลอไรด (ในรูปของ Cl − )
      1) สําหรับคอนกรีตอัดแรงหรือพื้นสะพาน                            500                ASTM C 114
      2) สําหรับคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดอื่นที่สัมผัสกับ                1,000               ASTM C 114
         ความชื้น หรือมีอลูมิเนียมหรือโลหะอื่นฝงอยู
      ซัลเฟต (ในรูปของ SO4)                                          3,000               ASTM C 114
      ดาง (ในรูปของ Na2O + 0.658K2O)                                    600                     ASTM C 114
      ปริมาณของแข็งทั้งหมดโดยมวล (Total Solids)                         50,000                  ASTM C 1603




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                                    มยผ. 1212-50
-72-


6. การรายงานผล
ใหรายงานผลการทดสอบใน แบบฟอรม บฟ. มยผ. 1212

7. เกณฑตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให
ผลการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ําที่จะใชในการผสมคอนกรีตใหมีคาเปนไปตามที่
กําหนดไวในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 กรณีที่ผลการทดสอบมีคาไมเปนไปตามที่กําหนดไมควรใชน้ําดังกลาว
ผสมคอนกรีต

8. เอกสารอางอิง
8.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 104-2534 มาตรฐานการทดสอบน้ําที่ใชในงานคอนกรีต กรมโยธาธิการ
    กระทรวงมหาดไทย
8.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 1602: Standard Specification for Mixing
    Water Used in the Production of Hydraulic Cement Concrete

                                      ************




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                         มยผ. 1212-50
-73-



                                                บฟ. มยผ. 1212           ทะเบียนทดสอบ……………
โครงการ………………………………………..
สถานที่กอสราง………………………………...             (หนวยงานที่ทําการทดสอบ)     ผูทดสอบ
………………………………………………….
ทดสอบวันที่……………………………………               การทดสอบน้ําสําหรับผสมคอนกรีต   ผูตรวจสอบ
แผนที่…………
                                                                        อนุมัติ


แหลงน้ํา……………………......                                         ปริมาณน้ํา…………………………… cm3
                                                                           ตัวอยาง
                         คุณลักษณะ
                                                              1               2     3
หนวยแรงอัดประลัยที่อายุ 7 วัน
    - คอนกรีตที่ใชน้ําตัวอยางผสม
    - คอนกรีตที่ใชน้ําประปาผสม
อัตราสวนหนวยแรงอัดประลัยเปนรอยละ
การกอตัว                              (ชั่วโมง, นาที)
   - คอนกรีตที่ใชน้ําตัวอยางผสม
   - คอนกรีตที่ใชน้ําประปาผสม
คลอไรด (Cl)                                   (ppm)

ซัลเฟต (SO4)                                   (ppm)

ดาง (Na2O + 0.658K2O)                         (ppm)

ปริมาณของแข็งทั้งหมด (Total Solids)            (ppm)
หมายเหตุ :




  มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต                                                   มยผ. 1212-50
-74-




มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต          มยผ. 1212-50
ภาคผนวก ข
10



                                        มทช.209-2545
                         มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟลตคอนกรีต
                                        (Aggregates for Asphalt Concrete)
                                           --------------------------------------
1. ขอบขาย
   วัสดุมวลรวมสําหรับใชทําแอสฟลตคอนกรีต (Asphalt Concrete) ประกอบดวย
   1.1 วัสดุมวลหยาบ (Coarse Aggregates) หมายถึง วัสดุที่มีขนาดคางตะแกรงขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ขึ้นไป ไดแก หิน
        ยอย (Crushed Rock) หรือวัสดุอื่นใด ที่กรมทางหลวงชนบทอนุมัติใหใชได ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กําหนด
   1.2 วัสดุมวลละเอียด (Fine Aggregates) หมายถึง วัสดุที่มีขนาดผานตะแกรงขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ลงมา ไดแก วัสดุ
        หินฝุน ทราย หรือวัสดุอื่นใด ที่กรมทางหลวงชนบทอนุมัติใหใชได ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กําหนด
   1.3 วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) หมายถึง วัสดุที่มีขนาดผานตะแกรงขนาด 0.600 มิลลิเมตร (เบอร 30) ลงมา ไดแก วัสดุ
        หินฝุน ปอรตแลนดซีเมนต ซิลิกาซีเมนต หรือวัสดุอื่นใด ที่กรมทางหลวงชนบทอนุมัติใหใชได ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กําหนด

2. คุณสมบัติ           ในกรณีทไมไดระบุคุณสมบัติของวัสดุมวลรวมไวเปนอยางอืน
                              ี่                                             ่               วัสดุมวลรวมตองมีคุณสมบัติ
   ดังตอไปนี้

   2.1 วัสดุมวลหยาบ
       2.1.1 ตองเปนวัสดุทแข็งและคงทน (Hard and Durable) สะอาด ปราศจากวัสดุไมพงประสงค ที่อาจทําให
                           ี่                                                     ึ
              แอสฟลตคอนกรีตมีคุณภาพดอยลง
       2.1.2 มีคาจํานวนสวนรอยละของความสึกหรอ (Percentage of wear) ไมมากกวารอยละ 40
       2.1.3 เมื่อทดสอบหาความคงทน (Soundness Test) ของมวลรวม โดยใชสารละลายโซเดียมซัลเฟต
             จํานวน 5 รอบ น้าหนักของวัสดุที่หายไป (Loss) ตองไมมากกวารอยละ 9
                              ํ
       2.1.4 มีคาจํานวนสวนรอยละของยางแอสฟลตเคลือบผิวได ไมนอยกวารอยละ 95
       2.1.5 มีคาดัชนีความแบน (Flakiness Index) ไมมากกวารอยละ 30
       2.1.6 มีคาดัชนีความยาว (Elongation Index) ไมมากกวารอยละ 30

   2.2 วัสดุมวลละเอียด
       2.2.1 หินฝุน หรือทราย ตองสะอาด ปราศจากวัสดุไมพึงประสงค ปะปนอยูซงอาจทําใหแอสฟลตคอนกรีตมี
                                                                              ึ่
              คุณภาพดอยลง
       2.2.2 มีคาสมมูลยของทราย (Sand Equivalent) ไมนอยกวารอยละ 50
       2.2.3 เมื่อทดสอบหาความคงทน (Soundness Test) ของมวลรวม โดยใชสารละลายโซเดียมซัลเฟต จํานวน
              5 รอบ น้ําหนักของหินฝุน หรือทรายทีหายไป (Loss) ตองไมมากกวารอยละ 9
                                                 ่
11

    2.3 วัสดุผสมแทรก ใชผสมเพิ่มในกรณีเมือผสมมวลหยาบกับมวลละเอียดเปนมวลรวมแลว สวนละเอียดใน
                                              ่
        มวลรวมยังมีไมเพียงพอ หรือใชผสมเพื่อปรับปรุงคุณภาพของแอสฟลตคอนกรีต
        2.3.1 สะอาดปราศจากวัสดุอน เชน วัชพืช ดินเหนียว เปนตน
                                    ื่
        2.3.2 ตองแหง และไมจับกันเปนกอน
        2.3.3 มีมวลคละผานตะแกรงมาตรฐานตามตารางที่ 1
                                    ตารางที่ 1 ขนาดคละของวัสดุผสมแทรก

                     ขนาดของตะแกรงมาตรฐาน ปริมาณผานตะแกรง รอยละโดยมวล
                          0.600 (เบอร 30)             100
                          0.300 (เบอร 50)            75-100
                         0.075 ( เบอร 200)           55-100

    2.4 วัสดุมวลหยาบ มวลละเอียด และวัสดุผสมแทรก เมื่อผสมกันแลวตองมีมวลคละผานตะแกรงมาตรฐาน
        ตามตารางที่ 2
                        ตารางที่ 2 ขนาดคละของมวลรวมและชนิดของแอสฟลตคอนกรีต

                      มิลลิเมตร          9.5            12.5             19.0        25.0
 ขนาดที่ใชเรียก
                         (นิ้ว)         (3/8)           (1/2)            (3/4)        (1)
                                       Wearing         Wearing          Binder       Base
สําหรับชั้นทาง
                                       Course          Course           Course      Course
ขนาดตะแกรง มิลลิเมตร (นิ้ว)                         ปริมาณผานตะแกรง รอยละโดยมวล
     37.5               (1 1/2)                                                       100
     25.0                 (1)                                            100        90-100
     19.0                (3/4)                          100             90-100         -
     12.5                (1/2)          100            80-100              -         56-80
      9.5                (3/8)         90-100             -             56-80          -
     4.75             (เบอร 4)        55-85           44-74            35-65        29-59
     2.36             (เบอร 8)        32-67           28-58            23-49        19-45
     1.18             (เบอร 16)          -               -                -           -
     0.600            (เบอร 30)          -               -                -           -
     0.300            (เบอร 50)        7-23            5-21             5-19        5-17
     0.150            (เบอร 100)         -               -                -           -
     0.075            (เบอร 200)       2-10            2-10             2-8          1-7
ภาคผนวก ค
ภาคผนวก ง
รายชื่อสมาชิกกลุ่ม

   1.   นายกมลพัฒน์ ตันติสุวณิ ชย์กุล           5310500936
   2.   นายณฐพงศ์ ศรีภิรมย์
            ั                                   5310501088
   3.   นายทวิปรัชญ์ เพชรพรหม                   5310501100
   4.   น.ส.ธนญธร ปิยะสกุลชยชาญ
              ั            ั                    5310501126
   5.   นายสุรวุฒิ นิ่มทิม                      5310501355
   6.   น.ส.อญอานนท์ นามมาตย์
             ั   ั                              5310501398
ภาคผนวก จ
รายชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา/ครูและช่างเทคนิค

   1. รศ.ดร.ประเสริ ฐ สุวรรณวิทยา
   2. นายธีรพล อ่อนละมูล
   3. นายเพทาย ทีวะเวช

รายงานผลการทดสอบมวลรวม ฉบับสมบูรณ์ วิชาปฏิบัติการวัสดุวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก.

  • 1.
    รายงานการทดสอบมวลรวม Term Report เสนอ รศ.ดร.ประเสริ ฐ สุ วรรณวิทยา กลุ่มที่ 4 รายงานน้ ีเป็นส่วนหน่ ึงของวชา Civil Eng. Materials Testing Lab ิ ภาคปลาย ปี การศึกษา 2555
  • 2.
    บทคดย่อ ั เนื่องจากปั จจุบนปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็ นส่ วนประกอบหลักของคอนกรี ตมีความสําคัญกับงานก่ อสร้าง ั ซึ่งส่ งผลต่ อการพัฒ นาของประเทศเป็ นอย่างมากเมื่อเปรี ยบเที ยบกับวัสดุ ก่ อสร้ างที่ ใช้งานในประเภท เดียวกัน เช่น ไม้ เหล็กซึ่งเป็ นวัสดุก่อสร้างหลักในสมัยก่อนและปัจจุบนไม้เป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่หายาก ั และเริ่ มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ พบว่า คอนกรี ตมีความคงทน แข็งแรง สามารถปรั บปรุ งส่ วนผสม เพื่อให้ตรงกับการใช้งานได้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความต้องการของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศที่กาลังเติบโตในปัจจุบน และสอดรับกับนโยบายการเปิ ดประชาคมอาเซียนได้เป็ นอย่างดี คอนกรี ต ํ ั จึงเป็ นวัสดุที่ใช้งานอย่างแพร่ หลายและมีความต้องการใช้มากในปั จจุบน ั จากรายงานของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติการลงทุนใน ภาครัฐ และภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 9.1 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งการลงทุนในด้านเครื่ องมือเครื่ องจักรและการ ก่อสร้าง จากในไตรมาสที่ผานมาที่ขยายตัวร้อยละ 8.6 แสดงให้เห็นว่า คอนกรี ตซึ่งเป็ นวัสดุหลักในการ ่ ก่อสร้างกําลังมีความต้องการใช้ในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี และเพื่อความคุมค่าในการลงทุน การผลิต และการ ้ ก่อสร้างด้วยคอนกรี ตนั้น จําเป็ นต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในกระบวนการตั้งแต่การผลิต การ ลําเลียงขนส่ง และ การใช้งานมากขึ้น เพื่อประหยัดงบประมาณในการลงทุนของโครงการต่าง ๆ อีกท้งเพื่อ ั เป็ นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้อม ก็จะยิงทําให้เทคโนโลยีต่าง ๆในการพัฒนาคอนกรี ต ่ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาวงการคอนกรี ตของประเทศไทยมากยงข้ ึน ิ่ โดยได้รวบรวมข้อมูลอ้างอิงรู ปแบบ และวิธีการทดลองจากสถาบันระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ รวมถึง มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ของ สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานของกรม โยธาธิการและผงเมือง (มยผ.) มาตรฐานเอเอสทีเอ็มนานาชาติ (ASTM International) มาตรฐานสถาบัน ั คอนกรี ตอเมริ กน (American Concrete Institute - ACI) และมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) จุดประสงค์ของสื่อ ั การสอนนี้ ได้มีเป้ าหมายให้นกศึกษาและผูสนใจได้ ั ้ 1.เข้าใจคุณสมบัติพ้นฐานของวัสดุที่สาคัญในงานวิศวกรรมโยธา ื ํ 2.เขาใจกระบวนการทดลอง และสามารถปฏิบติตามกระบวนการทดลองวัสดุเพื่อหาค่าคุณสมบัติ ้ ั ต่างๆ ของซีเมนต์ 3.วิเคราะห์ผลลัพธ์ของการทดลอง และสามารถวิจารณ์ผลลัพธ์ได้
  • 3.
    การทดลองวัสดุทางวิศวกรรมอาจแบ่งได้เป็ น 4 ประเภทดังนี้ 1.การทดลองตามมาตรฐาน เพื่อเอาผลไปใช้ในงานวิศวกรรม 2.การทดลองเพื่อเรี ยนรู ้พฤติกรรมของวัสดุ 3.การทดลองเพื่อเรี ยนรู ้วิธีทดลองวสดุ ั 4.การทดลองเพื่อค้นคว้าวิจยพฤติกรรมของวัสดุที่ไม่เคยรู้มาก่อน ั ทั้งนี้ เพื่อให้นิสิต ที่ซ่ึงจะต้องไปเป็ นวิศวกรควบคุมและดูแลการก่อสร้าง และเป็ นกําลังหลักในการ พัฒนาวิชาชีพวิศวกรไทยต่อไปในอนาคต มีความเข้าใจถึงคุณสมบัติ พฤติกรรม และความสําคัญของ ซีเมนต์ และคอนกรี ต ชนิ ดต่าง ๆ มากขึ้นจึงจําเป็ นต้องทําการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิเคราะห์ คุณสมบัติ พฤติกรรม และความสําคัญของคอนกรี ต แต่ละประเภทที่มีใช้กนอยูในงานด้านวิศวกรรม ในปัจจุบน ั ่ ั เพื่อใหมีความเขาใจ และสามารถแก้ไขปั ญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นในงานคอนกรี ตได้อย่างถูกต้องตามหลักการ ้ ้ ต่อไป กลุ่มที่ 4
  • 4.
    สารบัญ หนา ้ บทคัดย่อ ก สารบญ ั ค บทที่ 1 บทนํา 1 ความเป็ นมาและความสําคัญของการทดลอง วตถุประสงคของการทดลอง ั ์ สมมุติฐานการทดลอง ขอบเขตของการทดลอง ประโยชน์ที่ได้รับจากการทดลอง บทที่ 2 ทฤษฏีและเอกสารที่เกียวข้ องกับการทดลอง ่ 3 ทฤษฎีที่สมพนธกบเรื่องที่ทดลอง ั ั ์ ั คุณสมบติของมวลรวมในงานคอนกรีต ั ความสัมพันธ์ระหว่างหน่ วยนํ้าหนักและปริ มาณมวลรวมละเอียด การผสมคอนกรี ต (MIXING) เวลาในการผสมคอนกรี ต การเทคอนกรี ต การทาให้แน่น ํ การบ่มคอนกรี ต คอนกรี ตสด บทที่ 3 วิธีดําเนินการทดลอง 28
  • 5.
    Lab 1 Sieve Analysis of the Fine and Coarse Aggregate Lab 2 Test Method of Concrete Aggregate by use of the Log Angeles Machine Lab 3 Test method for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete Lab 4 Unit Weight and Absorption of Concrete Aggregate Lab 5 Unit Weight and Voids in Aggregate บทที่ 4 ผลการทดลอง ผลการวิเคราะห์ และอภิปรายผล 51 ผลการทดลอง Lab 1 Sieve Analysis of the Fine and Coarse Aggregate Lab 2 Test Method of Concrete Aggregate by use of the Log Angeles Machine Lab 3 Test method for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete Lab 4 Unit Weight and Absorption of Concrete Aggregate Lab 5 Unit Weight and Voids in Aggregate วิเคราะห์ผลการทดลอง อภิปรายผล บทที่ 5 สรุปและวิจารณ์ ผลการทดลอง 58 สรุปผลการการทดลอง บรรณานุกรม 59 ภาคผนวก ก มาตรฐานการทดสอบขนาดคละของมวลรวม ภาคผนวก ข มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟัลต์คอนกรี ต ภาคผนวก ค เกณฑการเผอและคานวณวสดุมวลรวมต่อหน่วย ์ ื่ ํ ั ภาคผนวก ง รายชื่อสมาชิกกลุ่ม ภาคผนวก จ รายชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา/ครู และช่างเทคนิค
  • 6.
    1 บทที่ 1 บทนํา ความเป็นมาและความสําคญของการทดลอง ั ในยุคปัจจุบนนิยมใช้คอนกรี ต หรื อ ซีเมนต์ เป็ นวัสดุหลักในการก่อสร้ างอย่างแพร่ หลาย เนื่ องจาก ั เป็นว สดุที่หาง่ายมีร าคาไม่แพง แต่ มีค วามแข็งแรงทนทานค่ อนข ้างมาก สามารถรั บก าลงอด ได ้สูง ซ่ึ ง ั ํ ั ั คอนกรี ตปกติจะรับกําลังอัดได้สูงสุ ดหลังจากการผสมไปแล้ว 28 วัน เนื่องจากสิ่งก่อสร้างทุกชนิดตองสร้าง ้ ตามมาตรฐานกําหนด คอนกรี ตที่นามาใช้ก็ตองมีการตรวจสอบคุณภาพและการรับกําลังอัด ซึ่ งการทดลอง ํ ้ โดยทัวไปจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 7 วัน แต่ในการปฏิบติงานจริ ง วิศวกรไม่สามารถที่ จะทราบถึงคุ ณสมบัติ ่ ั ต่าง ๆของคอนกรี ตที่ กําลังใช้งานอยูได้ ทั้งนี้เนื่องจากการผสมคอนกรีตในแต่ละคร้ ังมีความแตกต่างกนไป ่ ั ทั้งเวลา สถานที่ อุณหภูมิ และสัดส่ วนการผสม เพื่อความมันใจและเพื่อความถูกต้องวิศวกรจึงจําเป็ นต้อง ่ เรี ยนรู้และทําความเข้าใจในวิ ธีการตรวจสอบคุ ณสมบัติ ของคอนกรี ตที่ ใช้งานอยู่ในสนามหรื อโครงการ ก่อสร้างต่าง ๆ ว่ามีกาลังรับแรงอัดแรงดึง ค่าแรงเฉือน เป็ นไปตามที่วิศวกรผูออกแบบได้ทาการออกแบบไว้ ํ ้ ํ หรื อไม่ และถ้าไม่เป็ นไปตามค่าที่ตองการ หรื อออกแบบไว้ จะมีวิธีการในการปรับปรุ ง หรื อเพิ่มค่าต่าง ๆ ้ นั้นๆได้อย่างไรบ้าง ทั้งหมดเป็ นสิ่งที่วิศวกรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อที่จะสามารถไปทํางานภายนอก ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่ตองการ ้ คุณสมบัติของคอนกรี ตที่แข็งตัวแล้ว ขึ้นอยูกบคุณสมบัติของส่วนประกอบ ต่างๆ เช่น นํ้า ส่วนผสม ่ ั มวลรวม และคุณสมบัติของคอนกรี ตสด หรื อบางครั้ งอาจจะใช้เป็ นคอนกรี ตผสมเสร็ จ เพื่อประหยัดเวลา และเพื่อความสะดวกในกรณี ไม่มีสถานที่เอ้ืออานวยต่อการผสมคอนกรีตสดท้งน้ ี คุณสมบติของคอนกรีตสด ํ ั ั ที่ตองการและมีความสําคัญกับโครงสร้ างได้แก่ ความสมํ่าเสมอของเนื้ อคอนกรี ต ความง่ายในการลําเลียง ้ และขนส่ง การทํางานได้สะดวกโดยที่สามารถเทลงแบบและเขยาหรื อสามารถอัดแน่นได้ง่ายโดยไม่เกิดการ ่ แยกตว และค่ากําลังรับแรงดึงแรงอัดของคอนกรี ตเมื่อแข็งตัวแล้วว่ามีกาลังสามารถแรงได้ตามที่ออกแบบไว้ ั ํ หรื อไม่ และเพื่อที่ จะให้เข้าใจถึงคุณ สมบัติและความสําคัญของคอนกรี ตสด วิ ศวกรจึ งจําเป็ นต้องทราบ คุณสมบัติและความสําคัญนั้น ตลอดจนวิธีการทดลองคุณสมบัติของคอนกรี ตสดด้านต่างๆ เพือที่จะสามารถ ่ นามาทดลอง ตรวจสอบ คอนกรี ตสด ที่จะนํามาใช้งานได้ ํ
  • 7.
    2 วตถุประสงค์ของการทดลอง ั 1) เพื่อศึกษาการกระจายขนาดของมวลรวมละเอียด และมวลรวมหยาบมาคํานวณหาปริ มาณของ มวลรวมแต่ละชนิดที่จะนํามาผสมกัน แลวใหขนาดคละของมวลรวมที่เหมาะสม ้ ้ 2) เพื่อหาความต้านทานต่อการขัดสีของมวลรวมหยาบ โดยใชเ้ ครื่องลอสแองเจอลิส 3) เพื่อทดลองหาอินทรียสารเจือปนในมวลรวมละเอียด โดยประมาณ ์ 4) เพื่อทดลองหาความถ่วงจําเพาะแบบต่างๆ และและคุณสมบติดานการดูดซึมนํ้าของมวลรวม ั ้ (ภายหลังแช่น้ า 24 ชัวโมง)ทั้งชนิดหยาบและละเอียด ํ ่ 5) เพื่อทดลองหาหน่วยนํ้าหนัก และช่องว่างของมวลรวมที่ใชในการผสมคอนกรีต ้ ขอบเขตของการทดลอง ทําการทดลองกบ Portland cement ประเภทที่ 1 ซ่ึงเป็ นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา เหมาะกับ ั งานก่อสร้างคอนกรี ตทัวๆ ไปที่ไม่ตองการคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเติม เช่น คาน เสา พื้น ถนน ค.ส.ล. เป็ นต้น ่ ้ แต่ไม่เหมาะกับงานที่ตองสัมผัสกับเกลือซัลเฟต ้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการทดลอง นิสิตมีความรู ้ความเข้าใจถึงความสําคัญของมวลรวม คุณสมบัติของมวลรวมและสามารถทดลอง คุณสมบัติของมวลรวมเบื้องต้นได้ สามารถเลือกมวลรวมได้ถกต้อง และตรงกับลักษณะงาน ู
  • 8.
    3 บทที่ 2 ทฤษฏีและคุณสมบัตทเี่ กียวข้ องกับการทดลอง ิ ่ มีสิ่งก่อสร้างในปัจจุบนเป็ นจํานวนมากที่ทาขึ้นด้วยส่วนผสมของซี เมนต์ หิ น ทราย และ ั ํ น้ า เราเรียกส่วนผสมน้ ีว่า คอนกรีต คอนกรีตเป็นวสดุก่อสร้างที่มีปริมาณการใชงานเพิ่มข้ ึนทุกที ํ ั ้ ทั้งนี้เพราะไม้ซ่ ึ งเป็ นวัสดุก่อสร้างที่เคยใช้มาแต่เดิมหายากขึ้นราคาแพง ไม่ทนทาน รับนํ้าหนัก ได้นอยไม่เหมาะสําหรับการก่อสร้ างอาคารหรื อสิ่ งก่อสร้ างใหญ่ๆ และคอนกรี ตสามารถหล่อ ้ เป็นรูปร่างต่างๆ ตามตองการได้ จึงสะดวกต่องานก่อสร้าง โดยเฉพาะอยางยงอาคารหลายๆ ช้ น ้ ่ ิ่ ั สะพาน โรงงาน ท่อระบายน้ าเขื่อนก้ นน้ ํา เป็นต้น คอนกรี ตจะแข็ง แรงมากข้ ึ นถ ้าใส่เ หล็กไว ้ ํ ั ภายใน เราเรียกคอนกรีตชนิดน้ ีว่า "คอนกรีตเสริมเหลก" (Reinforced concrete) ็ ในสมยโบราณเมื่อยงไม่มีการคนพบซีเมนต์วสดุก่อสร้างที่ใชกบงานก่อสร้างใหญ่ๆ เป็น ั ั ้ ั ้ ั ส่วนผสมของปูนขาว ทราย และนํ้า อาจมีวสดุอื่นผสม เช่น นํ้าอ้อย เป็ นต้น เพื่อให้ปูนขาวและ ั ทรายยึดตัวกันดี ขึ้น เราเรี ยกส่ วนผสมนี้ ว่า "ปูนสอ" (Mortar) ในทางปฏิบติคนสมัยก่อนมักจะ ั เรี ยกปูนสอว่า ซี เมนต์ คําว่าซี เมนต์มาจากภาษาละติน ซึ่ งแปลว่า "ตัด" โดยใช้เรี ยกหิ นปูนที่ตด ั เป็นช้ิ นๆ เพื่อจะนามาเผาเป็นปูนขาวแต่ซีเมนต์ในปัจ จุบนหมายถึงตว ประสานว สดุสองชนิด ํ ั ั ั หรื อหลายๆ ชนิดให้ติดแน่น ในกรณี ของคอนกรี ตหรื อคอนกรี ตเสริ มเหล็ก ซี เมนต์เป็ นตัวทําให้ ทรายหิ น และเหล็ก ยึดติดกันแน่นเมื่อแห้งและแข็งตัวดีแล้ว องค์ประกอบของคอนกรีต จากอดีตจนถึงปัจจุบนน้ ีเราพบว่า “คอนกรี ต”ยังคงเป็ นวัสดุก่อสร้างที่มีความนิ ยมใช้งาน ั ทั้ง นี้ เพราะคอนกรี ตมี ความเหมาะสมกว่าวัสดุก่ อ สร้ างอื่ นๆ ทั้ง ด้านราคาและด้านคุณสมบัติ ต่างๆ และอาจแยกพิจารณาคอนกรีตออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่เป็นตวประสาน ไดแก่ ปูนซีเมนตกบน้ าและน้ ายาผสมคอนกรีต ั ้ ์ ั ํ ํ 2. ส่วนที่เป็นมวลรวม ไดแก่ ทราย หิน หรือ กรวด ้ เมื่อนําวัสดุต่างๆ ของคอนกรี ตมาผสมกัน คอนกรี ตจะเป็ นของเหลวมีความหนื ดเวลาหนึ่ งซึ่ ง สามารถนําไปเทลงแบบหล่อตามต้องการได้ เมื่อ อายุมากขึ้นคอนกรี ตก็จะเปลี่ย นสถานะจาก
  • 9.
    4 ของเหลวมาเป็ นกึ่งเหลวกึ่งแข็ง และในเวลาต่อมาก็จะเป็นของแข็งในที่สุดซึ่ งสามารถรับกําลัง อัดได้มากขึ้นเรื่ อยๆ ตามอายุของคอนกรี ตที่เพิ่มขึ้นจนถึงช่วงเวลาหนึ่งความสามารถรับกําลังอัด ก็จะเริ่ มคงที่ การเรี ยกชื่ อ องค์ประกอบของคอนกรี ตโดยทัว ๆ ไปวัสดุสําหรั บ ใช้ผสมทําคอนกรี ต ่ ประกอบไปด้วย ปูนซี เมนต์ หิ น ทราย นํ้าและนํ้ายาผสมคอนกรี ตเมื่อผสมวัสดุต่างๆเข้าด้วยกัน เราจะเรียกชื่อของวสดุต่างๆ ที่ผสมกนดงน้ ี ปูนซีเมนต์ผสมน้ าและน้ ายาผสมคอนกรีต เรียกว่า ั ั ั ํ ํ Cement paste (Cement Paste) Cement pasteผสมกับทราย เรี ยกว่า มอร์ตาร์ (Mortar) มอร์ตาร์ ผสมกับหิ นหรื อกรวด เรี ยกว่า คอนกรีต (Concrete) ดงแสดงตามรูปที่ 2.1ดานล่างน้ ี ั ้ รู ปที่ 2.1 รู ปแสดง Diagram องคประกอบของคอนกรีต ์ ประเภทของปนซีเมนต์ ู ปูนซีเมนตที่มีใชกนอยในโลก สามารถแบ่งตามมาตรฐานการผลิตได้ 2 ประเภท ไดแก่ ์ ้ ั ู่ ้ 1.Portland cement ผลิตตาม มาตรฐานอุตสาหกรรม.15 แบ่งเป็ น 5 ประเภท ประเภทที่ 1 Ordinary Portland Cement สํ า หรั บ ใช้ใ นการท ํา คอนกรี ตหรื อ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใดที่ไม่ตองการคุณภาพพิเศษกว่าธรรมดา และสําหรับใช้ในการก่อสร้ าง ้ ตามปกติทวไป ที่ไม่อยในภาวะอากาศรุนแรง หรือในที่มีอนตรายจากซัลเฟตเป็นพิเศษ หรือที่มี ั่ ู่ ั ความร้อนที่เกิดจากการรวมตวกบน้ า จะไม่ทาให้อุณหภูมิเพิ่มข้ ึนถึงข้ นอนตราย เป็นปูนซีเมนต์ ั ั ํ ํ ั ั
  • 10.
    5 ที่มีคุณภาพรับแรงอัดสู ง สําหรับงานคอนกรีตขนาดใหญ่ เช่น อาคารขนาดสู งใหญ่ สนามบิ น สะพาน ถนนได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีแดง , ตราชาง , ตราอินทรี ยเ์ พชร ้ ประเภทที่ 2 Modified Portland Cementสําหรั บใชในการทาคอนกรี ตที่ต้อ งการลด ้ ํ อุณหภูมิเนื่องจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูง งานคอนกรีตเหลว หรือผลิตภณฑ์อุตสาหกรรมที่ ั เกิดความร้อนและทนซัลเฟตได้ปานกลาง เช่น งานสร้ างเขื่อนคอนกรี ต กําแพงดินหนา ๆ หรื อ ท่อคอนกรี ตขนาดใหญ่ ๆ ตอม่อ ได้แก่ ปูนซี เมนต์ตราพญานาคเจ็ดเศียร ปั จจุบนไม่มีการผลิต ั ในประเทศไทย ประเภทที่ 3 High Early Strength Portland Cement ให้ค่าความต้านทานแรงอัดช่วงต้น สูงกว่า ปูนซี เมนต์ TPI (สี แดง)เม็ดปูนมีความละเอียดมากกว่า เป็ นปูนซี เมนต์ที่เหมาะสมสําหรับ งานคอนกรี ตที่ ตองการรั บนํ้าหนัก ได้เร็ วหรื อต้อ งการถอดแบบได้เ ร็ วรวมทั้ง ใช้ทาผลิ ตภัณฑ์ ้ ํ คอนกรี ตอัดแรงทุกชนิด เช่นงานเสาเข็ม งานตอม่อสะพานคอนกรี ต งานพื้นสําเร็ จรู ป โรงหล่อ เสาเข็ม, พื้นสําเร็ จรู ปได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีดา , ตราเอราวัณ , ตราอินทรี ยดา ํ ์ ํ ประเภทที่ 4 Low Heat Portland Cement ใช้กบงานที่ตองการคอนกรี ตความร้ อนตํ่า ั ้ สามารถลดปริ มาณความร้ อนเนื่ อ งจากการรวมตัวของปูนซี เมนต์ก ับนํ้าซึ่ ง จะสามารถลดการ ขยายตัวและหดตัวของคอนกรี ตภายหลังการแข็งตัว ใช้มากในการสร้างเขื่อน เนื่ องจากอุณหภูมิ ของคอนกรี ตตํ่ากว่างานชนิดอื่นไม่เหมาะสําหรับโครงสร้างทัวไปเพราะแข็งตัวช้า ปั จจุบนไม่มี ่ ั ผลิตในประเทศไทย ประเภทที่ 5 Sulfate Resistant Portland cement ใชในบริเวณที่ดินหรือบริเวณใตน้ าที่มี ้ ้ ํ ปริ มาณซัลเฟตสูง มีระยะการแข็งตัวช้า และมีการกระทําของซัลเฟตอย่างรุ นแรงได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีฟ้า, ตราชางสีฟ้า, ตราอินทรี ยฟ้า ้ ์ 2. ปูนซีเมนต์ผสม ผลิตตาม มาตรฐานอุตสาหกรรม.80ผลิตโดยเป็นปูนซีเมนต์ที่ไดจากการบด ้ ปูนเม็ดของPortland cementธรรมดากับทรายประมาณ 25-30% จึงมีราคาถูกลง มีลกษณะแข็งตัว ั ช้าไม่ยืดหรื อ หดตัวมากเหมาะสําหรับ งานก่ ออิ ฐ ฉาบปูน ทําถนน เทพื้น ตอม่อ หล่อ ภาชนะ คอนกรี ต หล่อท่อกระเบื้องมุงหลังคา งานอาคาร 2 ถึง 3 ชั้น ตึกแถวหรื องานที่ไม่ตองการกําลัง ้
  • 11.
    6 อัดมาก ไม่เหมาะสําหรับงานก่อสร้ างที่ตองการกําลังสูงได้แก่ ปูนซี เมนต์ตรา TPI สีเขียว, ตรา ้ เสือ, ตราอินทรี ยแดง ์ นอกจากน้ ี ย ง มีปูนซีเ มนต์ชนิดอื่ น ๆ อี ก เช่น Portland pozzolana cement ซ่ ึ งเหมาะ ั สําหรับงานอาคารคอนกรีตในทะเล ปูนซีเมนต์ผสมซ่ ึ งเป็นปูนซีเมนต์ซิลิกา (Portland cement ธรรมดากับทราย 25 – 30%) ได้แก่ ปูนซี เมนต์ตราเสื อ ตรางูเห่ า และตรานกอินทรี ย ์ มีราคาถูก แขงตวขา ไม่ยึดหรือหดตวเหมากบงานก่ออิฐ ทาถนน เทพ้ืน ตอม่อ หล่อท่อ เทภาชนะคอนกรีต ็ ั ้ ั ั ํ กระเบื้องมุงหลังคา และตึกแถว เป็ นต้น ปฏิกิริยาของปูนซีเมนต์ เราทราบแล้ว ว่ า ปู นซี เ มนต์เ ป็ นองค์ป ระกอบหลัก ที่ สํา คัญ ตัว หนึ่ งในคอนกรี ตเมื่ อ ปูนซี เมนต์รวมตัวกับนํ้าจะเป็ นของเหลวมีความหนื ดเรี ยกว่า “เพสต์” เพสต์จะทําหน้าที่เสมือน กาวประสานมวลรวมเข้าไว้ดวยกัน เมื่ออายุมากขึ้นเพสต์ก็จะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวมาเป็ น ้ กึ่งเหลวกึ่งแข็งและในเวลาต่อมาก็จะกลายเป็ นของแข็งในที่สุด ซึ่ งจะสามารถรับกําลังอัดได้มาก ขึ้นเรื่ อยๆ ตามอายุที่เ พิ่มขึ้ นจนถึ ง ช่ว งเวลาหนึ่ ง ความสามารถรับกําลัง อัดก็จ ะเริ่ มคงที่ก ารที่ ปูนซี เมนต์รวมตัวกับนํ้าแล้วเกิดการก่อตัวและแข็งตัวของปูนซี เมนต์ข้ ึน เราเรี ยกลักษณะเช่นนี้ ว่า “การเกิดปฏิกิริยาไฮเดรชั่น”ซ่ ึ งเกิดจากสารประกอบในซี เมนต์ทาปฏิกิริยาทางเคมีกบนํ้าเป็ น ํ ั ปฏิกิริยาคายความร้อน ดงน้ นเราจึงรู้สึกว่าร้อนข้ ึนเมื่อสัมผสกบปูนซีเมนต์ที่ทาปฏิกิริยากบน้ า ั ั ั ั ํ ั ํ เราสามารถเขียนเป็ นสมการแสดงความสัมพันธ์ง่ายๆ ได้ดงนี้ ั Cement + Water C-S-H gel + Ca (OH)2 + heat สารประกอบที่สําคัญของPortland cement Portland cementประกอบด้วย หิ นปูน (Limestone) และดินเหนี ยว (clay) เป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้ ี ก็มีเหล็กออกไซด์ (Fe2O3) และโคโลไมต์ (MgCo3) เป็ นจํานวนเล็ก น้อ ย Portland ั ่ cementธรรมดาในบ้านเราที่ใช้กนทัวไป (ตราเสื อ ตราช้าง ตรางู เห่ า) ปกติจะมี สีเทาแกมเขียว (greenish gray) และมีน้ าหนักประมาณ 92 ปอนด์/ฟุต3 เมื่อเผาวัตถุดิบของปูนซี เมนต์ซ่ ึ งได้แก่ ํ
  • 12.
    7 สารออกไซด์ของธาตุแคลเซี ยมซิ ลิกอนอลูมิเนี ยม และ เหล็ก สารเหล่านี้ จะทําปฏิกิริยากันทาง เคมี และรวมตัว กันเป็ นสารประกอบอยู่ใ นปูนเม็ด ในรู ปของผลึ ก ที่ ล ะเอี ย ดมาก ซ่ ึ งจ ํานวน ่ สารประกอบที่อยูในปูนซี เมนต์ทาให้คุณสมบัติของปูนซี เมนต์เปลี่ยนไป เช่น ทําให้ปูนซี เมนต์มี ํ กําลังรับแรงเร็ วหรื อช้า ระยะเวลาการก่อตัวและแข็งตัวอาจเร็ วขึ้นหรื อช้าลง ความร้ อนทีได้จาก การปฏิกิริยาระหว่างนํ้ากับปูนซี เมนต์อาจสูงหรื อตํ่า เป็ นต้น ดังแสดงในตาราง 2.2 ตารางที่ 2.1 ตารางแสดงสารประกอบที่สาคัญของปูนซีเมนต์ ํ ชื่อของสารประกอบ ส่วนประกอบทางเคมี ชื่อย่อ ไตรแคลเซี ยม ซิ ลิเกต 3 CaO. SiO2 C3S ไดแคลเซี ยม ซิ ลิเกต 2 CaO. SiO2 C2S ไตรแคลเซี ยม อะลูมิเนต 3 CaO. Al2O3 C3A เตตตราแคลเซี ยม อะลูมิโน เฟอไรต์ 4 CaO. Al2O3. Fe2O3 C4AF ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงคุณสมบัติของสารประกอบของซีเมนต์ สารประกอบ คุณสมบัติ C3S ํ ทําให้ปูนซี เมนต์มีกาลังรับแรงได้เร็วภายใน 14 วน ั C2S ํ ทําให้ปูนซี เมนต์มีกาลังรับแรงได้ชา ความร้อนเกิดขึ้นบ่อย ้ C3A ทําให้ปูนซี เมนต์เกิดปฏิกิริยาเริ่ มแข็งตัวเกิดความร้อนสูง มีกาลังรับแรงเร็ ว ํ C4AF มีผลน้อย ให้ความแข็งแรงเล็กน้อยเติมเข้าไปเพื่อลดความร้อนที่เกิดขึ้น
  • 13.
    8 รู ปที่ 2.2 กราฟแสดงระยะเวลาการก่อตัวและแข็งตัวกับจํานวนสารประกอบ การผลิตปนซีเมนต์ ู การผลิตปูนซี เ มนต์มีท้ งแบบเผาแห้ง (Semi – dry process) และแบบเผาเปี ยก (wet ั process) ซ่ ึ งกรรมวิธีในการผลิตโดยรวม ๆ จะเหมือนกน แต่จะต่างกนในข้ นที่ 2 ดงที่จะแสดง ั ั ั ั ในรู ปต่อไปซึ่ งการผลิตจะมีกรรมวิธีดงต่อไปนี้ ั ในการผลิ ตปูนซีเมนต์เผาแห้งมีกรรมวิ ธีเป็นข้ น ๆ คือ นําวัตถุดิบ ที่มีธาตุอะลูมินาและ ั ธาตุซิลิกาซ่ ึ งมีอยู่มากในดินดา กบเหล็กซ่ ึ งมีอ ยู่มากในศิลาแลง มาผสมกนตามสัดส่วน บดให้ ํ ั ั ละเอี ยดและนํามาตี กับ นํ้าจะเป็ นนํ้าดิ นแล้ว นําไปเผาในหม้อ เผา (Cement kiln) จนกระทั้ง เกิดปฏิกิริยาทางเคมีจบกันเป็ นเม็ดเล็ก ๆ ที่เรี ยกว่า ปูนเม็ด (clinker) เมื่อนําปูนเม็ดไปบดรวมกับ ั ยิปซัมก็จะได้ปูนซี เมนต์ตามที่ตองการ ้
  • 14.
    9 ในการเตรี ยมวัตถุดิบตามวิธีน้ ี จะต้องนําวัตถุดิบที่จ ะใช้ก ารผลิ ตปูนซี เมนต์ ได้แก่ ดิ น ขาว ดินดํา และศิลาแลง มาวิเคราะห์หาส่ วนประกอบเพื่อคํานวณหามาตราส่ วนที่จะใชในการ ้ ผลิตปูนซี เมนต์ผสมวัตถุดิบดงกล่าวแลวนาไปตีรวมกนกบน้ าในบ่อเตรียมดิน (Wash mill) ให้ ั ้ ํ ั ั ํ ละเอียดจนเป็ นนํ้าดิน (slurry) วัตถุประสงค์ของกรรมวิธีข้ นนี้ ก็เพื่อที่จะย่อยดินขาวส่ วนที่แข็ง ั มากให้แหลกลงแล้วกรองผลิตผลที่ดีแล้วเพื่อกันเอาส่ วนละเอียดไปใช้และควบคุมปริ มาณของ น้ าไม่ให้มีมากเกินไป เพราะจะทําให้หมดเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ ส่ วนกากของดิน ํ นําไปบดให้ละเอียดใหม่ในหม้อบดดิน (tube mill) แล้วนํามากรองใหม่อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในการเตรี ยมวัตถุดิบ ดัง กล่าวมาแล้ว นี้ ส่ว นผสมของวัตถุดิบ ก็อ าจจะ คลาดเคลื่อนไปได้บาง เพราะความชื้นในดินตลอดจนความเปลี่ยนแปลงในส่วนผสมของดินอีก ้ เล็กน้อยจึงต้องกวนนํ้าดินที่ได้บรรจุไว้ในถัง (Slurry silo) โดยวิธีอดลมลงไปเป่าให้เดือดพล่าน ั เป็ นเวลา 1 คืน แล้วจึงนํามาวิเคราะห์ทางเคมีเป็ นครั้งที่สอง ถ้าจําเป็ นก็จะได้จดการผสมนํ้าดินนี้ ั ให้ถูกส่ วนตามที่ตองการต่อไป แล้วสู บนํ้าดินนี้ ไปลงถังพัก (slurry agit tank) ซึ่ งมีพายและลม ้ สําหรั บ กวนและเป่ านํ้า ดิ น เพื่ อ ป้ องกันไม่ให้ ตกตะกอน และเพื่ อ ให้ เ กิ ดความสมํ่า เสมอใน ส่วนผสมให้มากที่สุดที่จะทําได้ ขั้น ต่ อ มาให้ เ ตรี ยมดิ น ผงโดยเอาหิ น ปู น แห้ ง มาบดกับ ดิ น ดํา แห้ ง ให้ ล ะเอี ย ดและมี ํ ั ้ ส่วนผสมทางเคมีกวนเข้ากับนํ้าดิน เอาน้ าดินและดินผงผสมกนแลวมาป้ ั นเม็ดแบบขนมบวลอย ั เม็ดดินนี้จะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์ เซ็นต์ ถ้าผลิตโดยกรรมวิธีเผาเปี ยก (wet process) นํ้าดิน จะต้องมี ความชื้นถึง 40 เปอร์ เซ็นต์ ก่อนที่จ ะป้ อนเข้าหม้อเผา ด้วยความชื้นตํ่าของนํ้าดินและ โดยการเพิ่มตระกรันเผาเม็ดดินเข้าอีกชุดหนึ่ ง การใช้ความร้ อนจากเชื้อเพลิงจะเป็ นไปในอัตรา ตํ่า และมี ป ระสิ ท ธิ ภาพดี ก ว่าแบบเผาเปี ยก ทําให้เ ชื้ อ เพลิ ง ที่ ป้อนเข้าไปในหม้อ เผาปริ มาณ เดียวกันสามารถเผาปูนเม็ดได้เพิ่มขึ้นอีก 50 เปอร์ เซ็นต์ หรื อถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าวิธีเผาเปี ยก ใช้ความร้อนประมาณ 1,500 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม เมื่อใช้วิธีเผาแห้งใช้ความร้ อนลดลงเหลือ ประมาณ 1,000 กิ โลแคลอรี ต่อกิ โลกรัม สู บนํ้าดังกล่าวไปเผาในหม้อเผา (cement rotary kiln)
  • 15.
    10 ่ ่ ซึ่ งวางนอนอยูบนแท่นคอนกรี ตและหมุนรอบตัวเองอยูบนลูกกลิ้งประมาณนาทีละ 1 รอบ และ นํ้ามันเตาเป็ นเชื้อเพลิง ภายในหม้อเผาจะมีอิฐทนไฟ (refractory lining bricks) เพื่อเก็บความร้ อนไว้ภายในและ มีโซ่เป็นชุด ๆ แขวนไวทาหนาที่ต่าง ๆ กนเช่น ชุบน้ าดินที่ไหลผ่านมา แลวให้ปะทะกบลมร้อน ้ ํ ้ ั ํ ้ ั ที่จะผ่าออกทางปล่อง ทําให้น้ าระเหยออกจากนํ้าดิน ปั้ นดินที่น้ าระเหยออกไปบ้างแล้วให้เป็ น ํ ํ เมดกลม ๆ มีขนาดเทาปลายนิ้วมือหรือใกลเ้ คียงกน เมดดินที่ผานโซ่เป็นชุด ๆ มาน้ นจะถูกเผาให้ ็ ่ ั ็ ่ ั ร้ อ นขึ้ นเรื่ อย ๆ และเมื่ อ ร้ อ นถึ ง 800 – 1000องศาเซลเซี ยส เม็ ด ดิ น ก็ จ ะเริ่ มคาย คาร์ บอนไดออกไซด์ออก เมื่อเม็ดดินนี้ ร้อนถึงประมาณ 1,450 องศาเซลเซี ยสก็จะเกิ ดปฏิกิริยา ทางเคมีคือเม็ดดินเปลี่ยนเป็ นปูนเม็ดโดยฉับพลัน ปูนเม็ดซึ่ งร้ อนถึง 1,450 องศาเซลเซียสจะถูก ปล่อ ยลงไปในยุง ลดความเย็น (cooler) อันเป็ นทําเล ที่ จะพ่นลมเข้าไปในปูนเม็ดเย็นตัว ลง ้ เพื่อให้เกิดไตรแคลเซี ยมซิ ลิเกต (C3S) มากที่สุดในขณะที่ปูนเม็ดเริ่ มแข็งตัวแล้วจึ งเก็บปูนเม็ดนี้ ไวในยง (storage) ้ ุ้ ต่อไปก็นาปูนเม็ดนี้ไปบดให้เป็ นปูนซี เมนต์ผงในหม้อบดปูนซี เมนต์ (Cement mill) โดย ํ ใส่ยิปซัมผสมลงไปด้วยหม้อบดนี้มีเครื่ องสามารถตั้งให้จานวนปูนเม็ดที่บดเป็ นปูนซี เมนต์แล้วมี ํ ความละเอียดและมีความแข็งตัวตามที่ตองการด้วยในทุก ๆ ชัวโมง ซึ่ งจะนําตัวอย่างปูนซีเมนต์ ้ ่ ที่บดนี้ไปทดลองหาเวลาแข็งตัวและความละเอียดตลอดจนเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรวมกันประกอบ เป็ นตัวอย่างสําหรับทดลองกําลังการยึดตัวและส่ วนผสมทางเคมีของปูนซี เมนต์ที่บดแต่ละตัว ด้วย ปูนซี เมนต์ที่บดแล้วนี้นาไปเก็บไว้ในยุงเก็บปูนซี เมนต์ (cement silo) โดยอาศัยกําลังลมอัด ํ ้ ไป แลวจะนามาบรรจุถุงจาหน่ายไดต่อไป ้ ํ ํ ้ การอุ่นดินผงให้ร้อ นใช้วิธีโปรยดินผงลงทางยอดหอคอยมีถ งดก แบบไซโคลนขนาด ั ั ใหญ่เรี ยงอยูเ่ ป็ นชั้น ๆ เพื่อนําลมร้อนที่ออกจากหม้อเผามาอุ่นดินผงให้ร้อนจัด เป็ นการประหยัด ่ ความร้อนอยางดีที่สุด ในกรรมวิธีการผาปูนในปัจจุบนน้ ี ความร้ อยที่ออกจากไซโคลนนี้ ยงจะ ั ั ถูกจดส่งโดยท่อขนาดใหญ่ ไปอุ่นวตถุดิบที่มีความช้ืนให้แห้งเสียก่อนนาไปเก็บไวในยงแบบ ั ั ํ ้ ุ้ ไซโลอีกด้วย
  • 16.
    11 รู ป 2.3 รู ปแสดงกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ มวลรวม มวลรวมเป็ นส่วนประกอบที่สาคัญอย่างหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของคอนกรี ต ํ และส่งผลถึงประสิ ทธิภาพในการยึดเกาะของซี เมนต์ดวย โดยที่มวลรวมหรือวสดุผสมคือวสดุ ้ ั ั เฉื่อย ไดแก่ หิน ทราย กรวด มวลรวมมีปริมาตร 70-80%ของปริมาณของส่วนผสมท้ งหมด จึงมี ้ ั ความสําคัญต่อคุณสมบัติของคอนกรี ตมากหิ นที่ใช้ผสมคอนกรี ต ได้แก่ หิ นปูน หิ นแกรนิ ต หรื อ กรวดทราย ไดแก่ ทรายแม่น้ า ทรายบก หรือ หินบดละเอียด ้ ํ คุณสมบัตของมวลรวมในงานคอนกรีต ิ 1. ความแขงแรง (STRENGTH) ็ 2. รูปร่างและลกษณะผว (PARTICLE SHAPE AND SURFACE TEXTURE) ั ิ 3. ความคงทนต่อปฏิกิริยาเคมี (CHEMICAL STABILITY) 4. ขนาดใหญ่สุด (MAXIMUM SIZE) 5. ขนาดคละ (GRADATION)
  • 17.
    12 6. ค่าความละเอียด (FINENESS MODULUS, F.M.) 7. ความช้ืนและการดูดซึม (MOISTURE AND ABSORPTION) 8. ความถ่วงจาเพาะ , ถ.พ. (SPECIFIC GRAVITY) ํ 9. หน่วยน้ าหนกและช่องว่าง (UNIT WEIGHT AND VOID) ํ ั 1. ความแข็งแรง (STRENGTH) ่ ั กําลังอัด (COMPRESSIVE STRENGTH) ของคอนกรี ตขึ้นอยูกบความแข็งแกร่ งของ มอร์ตาร์ และมวลรวม ดังนั้นเมื่อมวลรวมมีความแข็งแกร่ งสู งก็จะส่ งผลให้คอนกรี ตสามารถรับ ้ กําลังอัดได้สูงขึ้นด้วยมวลรวมต้องมีความสามารถรับนํ้าหนักกดได้ไม่น้อยกว่ากําลังที่ตองการ ้ ของคอนกรี ตความแข็งแรงของหิ นปูนมีค่าประมาณ 700 - 1500 ก.ก./ ซม.2 2. รูปร่ างและลักษณะผิว (PARTICLE SHAPE AND SURFACE TEXTURE) รู ปร่ างและลักษณะผิวของมวลรวมจะมีอิทธิ พลต่อคุณสมบัติของคอนกรี ตสดมากกว่า ของคอนกรี ตที่ แข็ง ตัวแล้ว มวลรวมที่ มีผิว หยาบมีรู ปร่ างแบบยาวจะต้องการปริ มาณซี เมนต์ เพสต์มากกว่าคอนกรี ตที่ใช้มวลรวมรู ปร่ างกลมมน หรื อ เหลี่ ยมที่ ระดับความสามารถเทได้ (WORKABILITY) เดียวกันมวลรวมที่มีรูปร่ างแบนและยาวมีโอกาสที่จะแตกหักเนื่ องจากแรง ดัดได้ง่ายกว่ามวลรวมที่มีรูปร่ างกลมหรื อเหลี่ยมส่งผลให้กาลัง (STRENGTH) ของคอนกรี ตลด ํ ตํ่าลงเช่นเดียวกับมวลรวมที่มีผิวเรี ยบลื่นทําให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างก้อนโดยเพสต์นอยลงทําให้ ้ ํ การแตกหักของคอนกรี ตจะเกิดขึ้นในบริ เวณส่วนที่เป็ นซี เมนต์เพสต์ซ่ ึ งทําให้กาลังยึดเกาะน้อย กว่าความสามารถรับกําลังอัดของมวลรวมดังนั้นมวลรวมที่ใช้ควรมีลกษณะเป็ นแง่เหลี่ยมคม ไม่ ั เป็ นแผ่นแบนหรื อชิ้นยาวควรมีผิวหยาบหรื อด้านเพื่อช่วยให้มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างก้อนดีข้ ึน
  • 18.
    13 3. ความคงทนต่อปฏิกิริยาเคมี (CHEMICALSTABILITY) มวลรวมต้องไม่ทาปฏิกิริยาทางเคมีกบปูนซี เมนต์ หรื อกับสิ่ งแวดล้อมภายนอกมวลรวม ํ ั บางประเภทจะทําปฏิกิริยากับด่าง (ALKALI) ในปูนซีเมนต์เกิดเป็นวุนและขยายตวก่อให้เกิด ้ ั รอยร้าว โดยทัว ไปในคอนกรี ตเรี ยกปฏิกิ ริยานี้ ว่า ALKALI – AGGREGATEREACTION ่ (AAR) 4. ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม (MAXIMUM SIZE OF AGGREGATE) ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม วัดจากขนาดตะแกรงอันที่ใหญ่กว่าถัดไปจากตะแกรงที่ มี เปอร์ เซ็นต์ของมวลรวมที่คางมากกว่าหรื อเท่ากับ 15% ้ ตวอย่างการทํา SIEVE ANALYSIS ของหิน ั ตะแกรงที่มีเปอร์ เซ็นต์ของมวลรวมที่คางมากกว่าหรื อเท่ากับ 15% คือ ตะแกรงเบอร์ 1/2 ้ นิ้ว ดังนั้นขนาดใหญ่สุดของมวลคือขนาดของตะแกรงเบอร์ ใหญ่กว่าถัดไป ดังนั้นขนาดใหญ่สุด ของหินน้ ีคือ 3/4 นิ้ว
  • 19.
    14 มวลรวมขนาดใหญ่ตองการปริมาณน้ าน้อยกว่ามวลรวมที่มีขนาดเล็ก เพื่อให้การเทได้ ้ ํ (WORKABILITY) เท่ากัน เนื่องจากมีพ้ืนที่ผิวสัมผัสโดยรอบน้อยกว่าเมื่อนํ้าหนักของมวลรวม เท่ากันดังนั้นถ้าให้ปริ มาณซี เมนต์และค่ายุบตัว (SLUMP) เท่ากัน คอนกรี ตที่มีส่วนผสมของมวล รวมขนาดใหญ่ก็จะให้ค่ากําลังอัดที่สูงกว่ามวลรวมขนาดเล็กแต่ท้งนี้คุณภาพของหิ นต้องเป็ นไป ั ตามข้อกํา หนดควรระวังเรื่ องของ MICROCRACKINGซึ่ งมีลกษณะเป็ นรอยร้ าวขนาดเล็ก ๆ ั เกิดจากกรรมวิ ธีก ารผลิตหินมกจะเกิดข้ ึ นกบหินที่มีขนาดใหญ่หินที่มี MICRO-CRACKING ั ั เมื่อนามาผสมทาคอนกรีตก็จะทาให้กาลงของคอนกรีตต่าลงไดขนาดใหญ่สุดของมวลรวมที่ใช้ ํ ํ ํ ํ ั ํ ้ ในงานก่อสร้างทัวไปมักจะมีขนาดไม่เกิน 40 มิลลิเมตร ่ 5. ขนาดคละ (GRADATION) ขนาดคละ คื อ การกระจายของขนาดต่ า งๆ ของอนุ ภ าคมวลรวมในคอนกรี ต ประกอบด้วย มวลรวมหยาบ มวลรวมละเอียด ซึ่ งจะต้องมีขนาดใหญ่ เล็กคละกันไปคอนกรี ตที่ ใชมวลรวมที่มีขนาดคละดีจะมีส่วนผสมที่เขากนสม่าเสมอ เทเข้าแบบได้ง่ายไม่ออกหิ นออก ้ ้ ั ํ ทราย ทาให้แน่นไดง่าย การปาดแต่งผิวหน้า กําลังอัดและความทนทานยังเป็ นไปตามข้อกําหนด ํ ้ มวลรวมที่มีขนาดใหญ่กว่าตะแกรงเบอร์ 4 ประมาณ 95-100% เราเรี ยกว่า “ มวลรวมหยาบ ” ซ่ ึ งไดแก่ หิน กรวด เป็ นต้นมวลรวมที่มีขนาดเล็กกว่าตะแกรงเบอร์ 4 ประมาณ 95-100% ้ เราเรี ยกว่า “ มวลรวมละเอียด ” ซ่ ึ งไดแก่ ทราย หิ นบดละเอียด เป็นตน ้ ้
  • 20.
    15 มวลรวมที่มีขนาดคละดีจะทาให้ช่องว่างเหลือน้อยที่สุดทาให้ใชปริมาณซีเมนต์เพสต์ ํ ํ ้ นอยที่สุดซ่ ึ งช่วยให้คอนกรีตมีราคาต่าลงไดคอนกรีตที่มีมวลรวมละเอียดมากเกินไป จะทํา ให้ ้ ํ ้ ความสามารถในการเทได้(WORKABILITY) น้อยลง จึงตองเพิ่มน้ าและเพสต์ให้มากข้ ึนแต่ก็ ้ ํ ส่งผลต่อกําลังของคอนกรี ตคอนกรี ตที่มีมวลรวมหยาบมากเกินไปแม้ว่าความสามารถในการเท ได้ (WORKABILITY)จะดีแต่ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาการแยกตว (SEGREGATE) ของคอนกรี ต ั มวลรวมที่มีขนาดคละดีก็จะส่งผลให้คอนกรี ตมี WORKABILITY ดี , STRENGTH ดี และราคา ตํ่าด้วยมวลรวมที่มีขนาดคละดี หมายถึง มวลรวมที่มีมวลรวมหยาบและละเอียดขนาดต่างๆกัน ่ คละเคล้ากันให้เหลือช่องว่างน้อยที่สุดอัตราส่ วนของทรายต่อมวลรวม (S/A) อยูในช่วง 0.40- 0.50 โดยนํ้าหนักหิ นที่ใช้มีSIZE NUMBER 6 (หินกลาง) และ SIZE NUMBER 7 (หินเล็ก) นํามารวมกันในอัตราส่วน SIZE NO.6 /SIZE NO.7 เท่ากับ 50-65% โดยนํ้าหนัก
  • 21.
    16 6. ค่าความละเอียด (FINENESSMODULUS) , (F.M.) โมดูลสความละเอียดเป็ นค่าที่บอกความละเอียดของทรายหาได้โดยการรวมค่า ั เปอร์เซ็นต์คางสะสม (CUMULATIVE PERCENTAGES RETAINED) บนตะแกรงเบอร์ ้ 4,8,16, 30, 50 และ 100 แล้วหารด้วย 100 - ทรายสาหรับผลิตคอนกรีต ควรมีค่าโมดูลสความละเอียดตั้งแต่ 2.2 - 3.2 ํ ั - ค่า F.M. น้อย (F.M. 2.2) แสดงว่า ทรายละเอียด - ค่า F.M. มาก (F.M. 3.2) แสดงว่า ทรายหยาบ - ค่า F.M. ที่เหมาะกับงานคอนกรี ต = 2.7 ทรายที่มีความละเอียด (F.M. 2.2) จําเป็ นต้องใช้น้ ามากเพื่อให้ได้ความสามารถเทได้ ํ (WORKABILITY) ที่เท่ากันเนื่องจากพื้นที่ผิวสัมผัสมากกว่า เมื่อนํ้าหนักเท่ากันถ้าทรายมีความ หยาบมากเกินไป (F.M. 3.2) ก็จ ะทําให้ความสามารถในการแทรกประสานเข้าไปในช่อ ง ระหว่างมวลรวมหยาบไม่ดีพอ ต้องใช้ปริ มาณเพสต์เพื่อเข้าไปแทนที่ช่องว่างมากขึ้นอันทําให้ คอนกรี ตที่ได้มีราคาสูงขึ้นด้วย
  • 22.
    17 7. ความชื้นและการดูดซึม (MOISTUREAND ABSORPTION) มวลรวมมีรูพรุ นภายในบางส่วนติดต่อกับผิวนอกจึงสามารถดูดความช้ืนและน้ าบางส่วน ํ ดงน้ นมวลรวมที่เก็บอย่ในสภาพธรรมชาติจึงมีความช้ืนต่างๆ กนไปหากมวลรวมอยู่ในสภาพ ั ั ู ั แห้งก็จะดูดนํ้าผสมเข้าไปทําให้อตราส่วนนํ้าต่อซี เมนต์จริ งลดลง หากเปี ยกชื้นก็ทาให้อตราส่ วน ั ํ ั นํ้าต่อซี เมนต์จริ งสูงกว่าที่ควรจะเป็ น อาจแบ่งสภาพความชื้นออกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ TOTAL MOISTURE
  • 23.
    18 1. อบแห้ง (OVEN-DRY) ความชื้นถูกขับออกด้วยความร้ อนในเตาอบที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส จนมีน้ าหนักคงที่ ํ 2. แห้งในอากาศ (AIR-DRY) ผิวแห้งแต่อาจมีน้ าในรูพรุน ํ 3. อิ่มตัวผิวแห้ง (SATURATED SURFACE-DRY) รูพรุนเตมไปดวยน้ าแต่ผิวแห้ง ็ ้ ํ 4. เปี ยก (WET) รู พรุ นเต็มไปด้วยนํ้า และมีน้ าบนผิวดวย ํ ้ ่ ในการคํานวณออกแบบส่วนผสมทุกครั้งจะถือว่ามวลรวมอยูในสภาวะ “อิ่มตว” ั ผิวแห้ง(SSD)แล้วจึงปรับปริ มาณนํ้า ตามลักษณะของวัสดุที่เป็ นจริ ง 8. ความถ่วงจาเพาะ (SPECIFIC GRAVITY) ํ ความถ่ว งจ ําเพาะของมวลรวมคือ อตราส่วนระหว่างความหนาแน่นของมวลรวมต่อ ั ความหนาแน่นของนํ้าหรื อ ถ.พ. ของมวลรวม = นํ้าหนักมวลรวม / นํ้าหนักของนํ้าที่มีปริ มาตร เท่ากัน ถ.พ. ทราย = 2.65 ถ.พ. หิน = 2.70 ถ.พ. ซีเมนต์ = 3.15 ค่า ถ.พ. ใช้ในการแปลงนํ้าหนัก ของวัตถุน้ นให้เป็ นปริ มาตร เช่น ซี เมนต์หนัก 315 ก.ก. = 315 / 3.15 = 100 ลิตร ั
  • 24.
    19 9. หน่ วยนํ้าหนักและช่ องว่าง (UNITWEIGHT AND VOID) หน่วยนํ้าหนัก คือ นํ้าหนักของมวลรวมในขนาดคละที่ตองการต่อหน่วยปริ มาตร หน่วย ้ นํ้าหนักจะบอกถึงปริ มาตรและช่องว่างระหว่างมวลรวมที่มวลรวมนํ้าหนักหนึ่งๆ จะบรรจุลงได้ หน่วยนํ้าหนักของมวลรวมที่ใช้อยูทวๆไปในประเทศไทยมีค่า 1,400-1,600 กก./ลบ.เมตรการ ่ ั่ นําเอามวลรวมหยาบและมวลรวมละเอีย ดมาผสมกันด้ว ยอัตราส่ วนต่างๆ จะมีผลต่อหน่ว ย นํ้าหนักของมวลรวมผสม ดังรู ป ความสัมพนธ์ระหว่างหน่วยนํ้าหนักและปริมาณมวลรวมละเอียด ั หน่วยนํ้าหนักสู งสุ ดเกิ ดขึ้นเมื่อใช้มวลรวมละเอียด 30 - 40% โดยนํ้าหนักของมวลรวม ทั้งหมดดังนั้นถ้าคํานึ งเฉพาะราคาคอนกรี ต (ใช้ซีเมนต์เพสต์น้อยที่สุด) เราควรใช้เปอร์ เซ็นต์ ทรายในช่วงดังกล่าว แต่ในทางปฏิบติตองคํานึ งถึงความสามารถในการเทได้ของคอนกรี ตสด ั ้ ด้วย
  • 25.
    20 ตามมาตรฐาน ASTM C33 หิ นที่ใช้ในการผสมทําคอนกรี ต ได้แก่ หินปูน หินแกรนิต กรวด แล้วนํามาแปรรู ปให้มี คุ ณ สมบัติ เ หมาะสมแก่ ก ารใช้ง านขนาดของหิ น ที่ จ ะนํา มาใช้ผ สมทํา คอนกรี ตใช้ SIZE NUMBER - 6 ( 19 - 9.5 mm) - 7 (12.5 - 4.75 mm) - 67 (19 - 4.75 mm) ทรายที่นามาผสมทาคอนกรีตไดแก่ ทรายแม่น้ า มีขนาดเล็กกว่า 4.75 มม. หรื อที่สามารถ ํ ํ ้ ํ ลอดผ่านตะแกรงร่ อนมาตรฐานเบอร์ 4 แต่ตองมีขนาดไม่เล็กกว่า 0.07 มม.ในงานคอนกรี ต ้ ทวไป ใชทรายเม็ดหยาบขนาดอยู่ในช่วงระหว่าง 0.07-4.75 มม. ใช้ในงานคอนกรีตเทพ้ืน ฐาน ั่ ้ ราก และในที่ที่ตองการให้รับแรงอัดมากๆ ้ การผสมซีเมนต์ การวดส่วนผสมอาจทาได้ 2 วิธี คือ การตวงส่วนผสมโดยปริมาตรและการชงส่วนผสม ั ํ ั่ โดยนํ้าหนักการชังนํ้าหนักจะให้ค่าที่ถูกต้องแม่นยํากว่าการตวงปริ มาตรมาก จึ งเหมาะสําหรับ ่ งานก่อสร้างขนาดใหญ่ งานคอนกรีตกาลงอดปานกลาง – สูงในกรณีที่หินทรายมีความช้ืนเราก็ ํ ั ั สามารถปรับน้ าหนกส่วนผสมให้ถูกต้อง เนื่องจากความชื้นได้แต่วิธีการตวงทําไม่ได้ ํ ั เวลาในการผสมคอนกรีต เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสม คือ เวลาพอดีที่ทาให้ได้คอนกรี ตที่มีเนื้อสมํ่าเสมอทุกๆ ํ ครั้งที่ผสมซึ่ งจะได้จากการทดลองผสมก่อนใช้งานจริ ง ได้ขอสรุ ปดังนี้ ้ 1. ถ้าส่วนผสมแห้ง ปูนซี เมนต์นอย จะต้องผสมเป็ นเวลานาน ้ 2. ถ้ามวลรวมมีความเป็ นเหลี่ยมมุม จะต้องใช้เวลาผสมนานกว่ามวลรวมที่มีรูปร่ างกลม
  • 26.
    21 ในกรณี ที่คอนกรี ตถูกผสมเป็นเวลานานนํ้าจะระเหยออกจากคอนกรีตน้ น ส่งผลให้คอนกรีตมี ั ํ ความสามารถลื่นไหลเข้าแบบลดลงและจะเริ่ มก่อตัวขึ้น จะส่งผลดังนี้คือ มวลรวมที่มีกาลังตํ่าจะ แตกทําให้ส่วนละเอียดเพิ่ มขึ้น ความสามารถเทได้ลดลง และผลของแรงเสี ย ดทานจะก่อ ให้ อุณหภูมิของส่วนผสมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยงทําให้ปริ มาณฟองอากาศลดลงอีกด้วย ั การบ่ มคอนกรีต คอนกรี ตจํา เป็ นต้อ งได้รั บ การบ่ ม ทัน ที ห ลัง จากเสร็ จ สิ้ น การเทและควรบ่ ม ต่ อ ไป ่ ํ จนกระทัง คอนกรี ตมี กาลังตามต้องการ หลักการทัวไปของการบ่มที่ดีจ ะต้องสามารถป้ องกัน ่ คอนกรี ตไม่ให้เกิดการสูญเสี ยความชื้นไม่ว่าจะด้วยความร้ อนหรื อลม ไม่ให้คอนกรี ตร้ อนหรื อ เย็นมากเกินไปไม่ให้สมผัสกับสารเคมีที่จะเป็ นอันตรายต่อคอนกรี ต และไม่ถูกชะล้างโดยนํ้าฝน ั หลังจากเทคอนกรี ตเสร็ จใหม่ๆ เป็ นต้น การบ่มเปี ยก ในกรณี ทวไปคอนกรี ตต้องได้รับการป้ องกันจากการสู ญเสี ยความชื้นจากแสงแดดและ ั่ ลมหลังจากเสร็ จสิ้ นการเทจนกระทังคอนกรี ตเริ่ มแข็งแรง และหลังจากที่คอนกรี ตเริ่ มแข็งแรง ่ แล้วผิวหน้าของคอนกรี ตที่สมผัสกับบรรยากาศยังต้องคงความเปี ยกชื้นอยู่ ซึ่ งอาจทําได้ดวยการ ั ้ ปกคลุม ด้ว ยกระสอบเปี ยกนํ้า ผ้าเปี ยกนํ้า หรื อ ฉี ดนํ้าให้ชุ่ ม เป็ นต้น คอนกรี ตที่ ใช้Portland cementประเภทที่ 1 ควรบ่มเปี ยกติดต่อกันอย่างน้อย 7 วน ส่วนคอนกรีตที่ใชPortland cement ั ้ ประเภทที่ 3 ควรบ่มอย่างน้อ ย 3 ว น ในกรณีของคอนกรี ตที่มีว สดุปอซโซลานผสมควรบ่ม ั ั มากกว่า 7 วัน ทั้งนี้ข้ ึนอยูกบชนิดและปริ มาณของวัสดุปอซโซลานที่ใชคอนกรีตที่ไม่ไดรับการ ่ ั ้ ้ บ่ม อย่า งถู ก ต้อ งจะไม่ มี ก ารพัฒ นากํา ลัง เท่ า ที่ ค วรเนื่ อ งจากปฏิ กิ ริ ยาไฮเดรชั่น ต้อ งการนํ้า นอกจากน้ นการสูญเสียความช้ื นจากผิว หน้าของคอนกรี ตที่ไม่ได้รับการบ่มจะทาให้เ กิดการ ั ํ แตกร้าวด้วยกรณี ใช้กระสอบหรื อผ้าในการบ่มคอนกรี ต กระสอบหรื อผ้าที่ใช้ควรเป็ นวัสดุที่มี ความหนาพอสมควรเพื่อไม่ให้แห้งเร็ วเกิ นไป และต้องรดนํ้าให้เปี ยกชุ่มอยู่ตลอดเวลาการบ่ม ด้วย
  • 27.
    22 รู ปที่ 2.5 รูปแสดงการบ่ มคอนกรีตด้ วยกระสอบเปี ยก คุณสมบัตของคอนกรีตสด ิ คอนกรี ตสดที่ดีตองมีคุณสมบัติดงต่อไปนี้ซ่ ึ งคุณสมบัติต่างๆ ของคอนกรี ตสด จะส่ งผล ้ ั โดยตรงต่อกําลังและความทนทานของคอนกรี ตเมื่อคอนกรี ตแข็งตัวแล้ว 1. ความสามารถเทได้ (WORKABILITY) คือ ความสามารถในการที่จะเทคอนกรีตเขาสู่ ้ แบบให้แน่น และไม่เกิดการแยกตวของส่วนผสม ั 2. การยึดเกาะ (COHESION) คือ การที่เนื้อคอนกรี ตสามารถจับรวมตัวกันเป็ นกลุ่ม หรื อ แยกออกจากกันได้ยาก 3. ความข้นเหลว (CONSISTENCY) คื อ สภาพความเหลวของคอนกรี ต ซึ่ งขึ้ นอยู่ก ับ ปริ มาณนํ้าเป็ นส่วนใหญ่โดยการทดลองต่างๆ เช่น ค่ายุบตัว, การไหล เป็ นต้น 4. การแยกตัว (SEGREGATION) คื อ การแยกออกของส่ ว นประกอบต่ างๆ ในเนื้ อ คอนกรี ต ทําให้คอนกรี ตมีเนื้อไม่สมํ่าเสมอ 5. การเยิ้ม (BLEEDING) คือ การแยกตัวชนิ ดหนึ่ ง เป็ นการแยกตัวในแนวดิ่งโดยที่วสดุ ั ผสมที่หนักจะจมลงด้านล่างและวัสดุผสมที่เบาจะลอยขึ้นด้านบนสู่ผิวของคอนกรี ต
  • 28.
    23 ปัจจยที่มีผลกระทบโดยตรงกับคุณภาพของซีเมนต์ ั 1. อตราส่วนน้ าต่อซีเมนต์จากการทดลองพบว่ากําลังอัดของคอนกรี ตจะแปรผกผันกับ ั ํ อตราส่ว นของน้ าต่อซีเ มนต์นนคือกาล งอดของคอนกรี ตจะมากข้ ึ นถาอตราส่วนน้ าต่อซีเมนต์ ั ํ ่ั ํ ั ั ้ ั ํ ลดลง อัตราส่วนของนํ้าต่อซี เมนต์นอยที่สุดและเหมาะสมประมาณ 0.30 (W/C = 0.3) เนื่ องจาก ้ ปูนซี เมนต์ตองใช้น้ าในการทําปฏิกิริยาไฮเดรชัน ้ ํ ่ 2. ชนิ ดของปูนซี เ มนต์ข้ ึ นอยู่ก ับสารประกอบในปูนซี เ มนต์และขนาดเม็ดปูนซี เ มนต์ ปูนซี เมนต์ที่มีการบดละเอียดเม็ดเล็ก พื้นที่ผิวสัมผัสจะมาก ทําปฏิกิริยาได้เร็ ว ทําให้สามารถรับ กําลังอัดได้สูงในระยะเวลาเร็ ว คุณสมบัตด้านกําลังอื่นๆ ของคอนกรีต ิ 1. TENSILE STRENGTH.ความต้านทานในด้านรั บแรงดึ ง ของคอนกรี ตมี ค่าตํ่ามาก ประมาณ 10 % ของกาลงอดประลยความตานทานในการรับแรงดึงของคอนกรีตจะช่วยในการ ํ ั ั ั ้ ควบคุ มการแตกร้ า วของคอนกรี ตเนื่ อ งจากผลกระทบต่ า งๆ เช่น อุ ณ หภู มิ การหดตัว งาน คอนกรี ตอัดแรง งานก่อสร้างเก็บของเหลว เป็ นต้น 2. BOND STRENGTH.ความต้านทานต่อการลื่นไถลของเหล็ก เสริ มที่หล่ออยู่ภายใน เนื้ อคอนกรี ตขึ้นอยู่กบชนิ ดของซี เมนต์ สารผสมเพิ่ม w/c ซ่ ึ งมีอิทธิพลต่อคุณสมบติของเพสต์ ั ั แรงยึดเหนี่ ยวกับเหล็กเสริ มในแนวนอนจะน้อยกว่าแนวตั้ง เพราะนํ้าที่เกิ ดจากการเยิ้มอาจไป ่ เกาะอยูใต้เหล็กเสริ มตามแนวนอนได้ เมื่อคอนกรี ตแข็งตัวจึงเกิดเป็ นรู โพรงใต้เหล็กเสริ มนั้น ทํา ให้ลดกําลังยึดเหนี่ยวลง 3. SHEAR STRENGTH. 4. IMPACT STRENGTH.
  • 29.
    24 ั 5. การตานทานการเสียดสีข้ ึนกบ ้ ํ ั ั - w/c (กาลงอด) สูงจะมีความต้านทานสูง - Agg/C (มวลรวม/ซี เมนต์) สูงจะมีความต้านทานสูง - ความต้านทานตํ่าเมื่อใช้มวลรวมเบา - ความต้านทานเพิ่มขึ้นถ้าเกิดการเยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อย - ประการที่สาคัญที่สุด คือ การบ่มคอนกรี ตอย่างถูกต้องและเพียงพอ ํ การทดลองคุณสมบัตของปูนซีเมนต์ ิ 1. คุณสมบัตทางกายภาพ ิ 1.1 Finess Specific Surface ( พ้ืนผิวจาเพาะ ) หมายถึง ความละเอียดของปูนซีเมนต์ โดย ํ วัดพื้นที่ผิวของซี เมนต์ 1 กรัม มีพ้ืนที่ผิวรวมกันได้กี่ตารางเซนติเมตร สําหรับ Portland Type I จะมีความละเอียด 2800 - 3000 cm2/g ,Type III 4000 - 4800 cm2/g ค่าความละเอียดยิ่งมาก ค่า Compressive Strength ก็ย่ิงมากขึ้นด้วย และการเกิ ดปฏิกิริยากับนํ้าจะเร็ วขึ้น ทําให้เวลาในการ ก่อตัว ( Setting Time )เร็ วขึ้นด้วย 1.2 Soundness (ความอยู่ตว ) เป็นการทดลองการขยายตัว ของปู นซี เ มนต์ โดยใช้ ั Autoclave เพื่อดูว่า ปูนซี เมนต์มีการขยายตวกี่เปอร์เซ็นต์ ถามีการขยายตวมาก (เนื่ องจากมีMgO ั ้ ั สูง) จะมีผลทําให้คอนกรี ตเกิดการแตกร้าว 1.3 Time of setting (ระยะเวลาการก่อตัว) เป็ นการหาระยะเวลาการก่อตัวของปูนซี เมนต์ เมื่อผสมกับนํ้า ถ้าใช้เวลาน้อยเกินไป แสดงว่าปูนแข็งตัวเร็ ว จะทําให้การเทคอนกรี ตลงในแบบ ไม่ทน ถ้าใช้เวลามากเกินไปก็จะแข็งตัวช้า ั 1.4 Air Content of Mortar (ปริ มาณอากาศในมอร์ตาร์) จํานวนปริ มาตรของอากาศที่อยู่ ในมอร์ตาร์ จะทําให้เกิดช่องว่างอยูภายใน ถ้ามีมากจะทําให้ค่าแรงอัดลดลง ่
  • 30.
    25 1.5 Heat of Hydration เป็ นปริ มาณความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากปูนซี เมนต์ทาปฏิกิริยากับ ํ นํ้า ถ้าปริ มาณความร้ อนที่เกิ ดขึ้นมีค่าสู ง จะทําให้คอนกรี ตมีอุณหภูมิสูงด้วย ซึ่ งเป็ นผลให้เกิ ด การขยายตว ทาให้คอนกรีตแตกร้าวได้ ั ํ 1.6 False set (การก่อตวผิดปกติ) คือการที่ปูนซี เมนต์ผสมกับนํ้าแล้วเกิ ดการแข็งตัวเร็ ว ั ผิดปกติ ไม่สามารถที่จะเทลงแบบได้ ท้ งน้ ี เกิดจากระหว่างที่บดซีเมนต์ มีความร้อนเกิดข้ ึนสูง ั หรื อเก็บปูนซี เมนต์ไว้ในที่ที่อุณหภูมิสูง ทําให้ยิปซั่มที่ใส่ ไว้สําหรับควบคุมเวลาการก่อตัวของ ปูนซี เมนต์ตองสู ญเสี ยนํ้าไปเนื่ องจากความร้ อน (Dehydration) ทาให้คุณสมบติของยิปซัมใน ้ ํ ั การควบคุม setting time เสี ยไป 1.7 Compressive Strength of Mortar เป็นการหาค่าแรงอดของปูนซีเมนต์ในมอร์ตาร์ ที่ ั อายุ 1 วัน, 3วัน, 7 วัน และ 28 วัน เพื่ อ เป็ นตัว บ่ง ชี้ ถึ ง คุณภาพของปูนซี เ มนต์ในด้านการรั บ แรงอัด และบ่งบอกถึงระยะเวลาของการถอดแบบอีกด้วย 2. คุณสมบัตทางเคมี ิ 2.1 Main Oxide ได้แ ก่ SiO2 ,Al2O3 ,Fe2O3 และ CaO แสดงส่ ว นประกอบของ สารประกอบซี เมนต์ โดยเป็ นตัวบ่งชี้ถึงประเภทของปูนซี เมนต์ ซึ่ งจะมีปริ มาณของสารประกอบ ที่แตกต่างกันออกไป C3S ให้แรงอัดในทุกฯระยะ โดยเฉพาะระยะแรกให้แรงอัดมาก และให้แรงอัดเพิ่มขึ้น เลกนอยหลงจาก 28 วน ็ ้ ั ั C2S ให้แรงอดในระยะยาว แรงอดที่เกิดข้ ึนในระยะ 7 วนมีค่าต่า หลงจาก 1 เดือนไปแลว ั ั ั ํ ั ้ จึงจะเพิ่มขึ้นเรื่ อยฯ C3A ให้แรงอัดเพียงเล็กน้อยระยะ 1 - 3 วัน แต่จะช่วยเร่ งอัตราการให้แรงอัดระยะแรก ของ C3S ให้เร็ วขึ้น C4AF เป็ นสารประกอบที่ทาให้ปูนซี เมนต์มีสีเข้ม และทนต่อการกัดกร่ อนของ Sulphate ํ
  • 31.
    26 2.2 Sculpture Trioxide (SO3) ได้จากเชื้อเพลิงที่ใช้เผาปูนซี เมนต์, วัตถุดิบ และยิปซัมที่ ใส่ในปูนซีเมนต์ (CaSO4.2H2O) ซ่ ึ งเป็นสาร active สําหรับการควบคุมระยะเวลาในการก่อตัว ถ้ามีมากจะเกิ ดการขยายตัว ทําให้คอนกรี ตแตกร้ าว และทําให้ปูนซี เมนต์เกิ ด False set แต่ถามี ้ น้อยจนเกินไปจะทําให้เกิด Falsh set ทําให้ปูนซี เมนต์แข้งตัวอย่างรวดเร็ วเมื่อทําปฏิกิริยากบน้ า ั ํ 2.3 Insoluble residue เป็ นค่าที่บ่งบอกถึงสิ่ งเจื อปนต่างฯ ที่ไม่ละลายในกรด ด่าง เช่น ่ ํ ทรายและดิน ที่ประปนอยูในปูนซี เมนต์ ถ้ามีมากจะมีผลทําให้กาลังอัดลดลง การควบคุมคุณภาพคอนกรีต 1. การควบคุมวัตถุดิบการควบคุมวัตถุดิบในการผลิตปูนซี เมนต์สามารถควบคุมได้ดงนี้ ั - ปูนซี เมนต์ - หิน ทราย - นํ้า - นํ้ายาผสมคอนกรี ต - วัสดุทดแทนซี เมนต์ 2. การออกแบบคุณสมบติของส่วนผสมคอนกรี ต ั ้ ํ - พิจารณาศึกษา ทบทวน ขอกาหนด - การทบทวน ปรับปรุ ง เปลี่ยนแปลง ข้อกําหนด ให้เหมาะสม - พัฒนาและเลือกคุณคุณสมบัติของส่วนผสม - การเสนอส่วนผสมเพื่ออนุมติใช้งาน ั - การประชุมหารือก่อนการเทคอนกรีต - การรวบรวมข้อมูลลักษณะเฉพาะของคอนกรี ต 3. การควบคุม ณ โรงงานคอนกรีต หรือ ณ หน่วยงานผลิต
  • 32.
    27 - การสุ่มตรวจสอบวัตถุดิบที่เข้าโรงงาน - การเก็บวัตถุดิบเช่นการป้ องกันสิ่ งสกปรกเจือปนการระบายนํ้าของมวลรวม - การชัวตวงส่ วนผสม เช่น ระบบชังและระบบเคลื่อนย้ายวัตถุดิบที่เชื่อถือได้, ่ ่ การตรวจ สอบ (Calibrated) เครื่ องชังและอุปกรณ์ตวงนํ้ายา (Dispenser) ่ - ความถูกต้องในการชังตวง ่ - การบํารุ งรักษาเครื่ องจักรและกระบวนการผลิต 4. การควบคุมคอนกรี ต - การสุ่มตัวอย่างคอนกรี ตเพื่อทดลอง - การทดลองคอนกรีตสด - การสงเกต ณ หน่วยงานก่อสร้าง ั - รายงานขอมูลเทคนิคต่างๆ ในสนาม ้ - รายงานของพนักงานจัดส่ง - การเปรี ยบเทียบผลทดลองระหว่างห้องปฏิบติการ ั - การจดทาผลการทดลอง ั ํ 5. การบริ การลูกค้า - การตรวจสอบข้อร้องเรี ยนของลูกค้า - การวิเคราะห์ขอผิดพลาด ้ - เสนอแนะทางแก้ไขปัญหาและหาทางป้ องกัน - ป้ อนข้อมูลส่งกลับไปที่หน่วยงานผลิต
  • 33.
    28 บทที่ 3 วธีดาเนินการทดลอง ิ ํ การทดลองที่ 1 การทดสอบและวเิ คราะห์ส่วนคละของมวลรวม (Sieve Analysis and Fineness Modulus of Aggregate) 1.บทนํา ชนิดของมวลที่ใชในการผสมคอนกรีต เป็ นปั จจัยสําคัญต่ อคุ ณภาพของคอนกรี ตทั้งในด้านความ ้ เหมาะสมต่อการใช้งาน ความทนทาน และกําลังของคอนกรี ตเมื่อแข็งตัวแล้วการเลือกใช้มวลรวมที่ขนาด แตกต่างกันอย่างพอเหมาะพอดี จะทําให้สามารถทราบคุณภาพคอนกรี ตได้ตามที่ตองการ โดยปกติมวลรวม ้ ที่หาได้ตามธรรมชาติอาจจะมีขนาดคละที่ไม่ดีนก ฉะนั้นจึงต้องนํามวลรวมที่มีอยูมาทําการวิเคราะห์ และหา ั ่ เปอร์เซ็นต์ส่วนคละใหม่ข้ ึนเพื่อให้ได้มวลรวมที่มีขนาดคละที่เหมาะสม ช่วงขนาดคละของมวลที่เหมาะสมสาหรับใชในการผสมคอนกรีตมดงน้ ี ํ ้ ี ั ขนาดคละ(Gradation) ขนาดคละ(Gradation) คือการกระจายของขนาดต่างๆ ของอนุภาค ขนาดคละของมวลรวมนบเป็นคุณสมบติ ั ั ที่สาคัญสําหรับการกําหนดปริ มาณเนื้อซีเมนต์เพสท์ที่ตองการนําไปห่อหุ มมวลรวม ํ ้ ้
  • 34.
    29 ผลของขนาดคละต่อคุณสมบัตของคอนกรีตคือ ิ • ปริ มาณของซีเมนต์เพสต์ คอนกรี ต ที่มีขนาดคละของมวลรวมดี มวลรวมหยาบและมวลรวม ละเอียดจะต้องมีสดส่ วนที่เหมาะสม เมื่อนํามาผสมรวมกันแล้วมวลรวมที่ ขนาดเล็กกว่าจะต้องบรรจุ อยู่ใน ั ช่องว่างระหว่างมวลรวมที่ใหญ่กว่าให้มากที่สุด การที่มวลรวมมีขนาดคละที่ดีจะส่ งผลให้ช่องว่างระหว่าง มวลรวมมีปริ มาณน้อยลง ปริ มาณซีเมนต์เพสท์ที่ใช้เพื่อยดมวลรวมและอุดช่องว่างจึงลดลง ทาใหลดปริมาณ ึ ํ ้ ส่วนผสมของปูนซีเมนต์ลงได้ • ความสามารถเทได้ (Workability) คอนกรี ตที่ ใช้มวลรวมซึ่ งมีขนาดคละดี จะมีปริ มาณซี เมนต์ เพสท์ที่เหลือจากการเติมช่องว่างในมวลรวมมากกว่าคอนกรี ตที่ ใช้มวลรวมขนาดคละเดี ยว (Single Size) หรื อขนาดคละขาดช่วง (Gap Grade) ดังนั้นปริ มาณซี เมนต์เพสท์ดงกล่าวจะทําหน้าที่ หล่อลื่นและลดแรง ั เสียดทานระหว่างมวลรวมทําให้ความสามารถเทได้เพิ่มขึ้น • การแยกตัว (Segregation) โดยปกติการแยกตัวของคอนกรี ตมี 2 ชนิด คือ การแยกตัวของมอร์ ตาร์ ออกจากเน้ือคอนกรีต ในคอนกรี ตปกติทวไปที่ได้รับการจี้เขย่ามากเกินไป (Over vibration) ส่วนอีกประเภท ่ั หน่ึงคือ การเยม (Bleeding) โดยมีลกษณะคือ จะมีการจมลงของมวลรวม (องค์ประกอบที่หนักกว่า) ซ่ึ งจะ ิ้ ั ดันให้น้ าบางส่ วน (ซ่ ึงเป็ นองค์ประกอบที่เบาที่สุดของส่วนผสม) ลอยตวข้ ึนมาบนผวหนาของคอนกรีต ซ่ึงมี ํ ั ิ ้ สาเหตุมาจากความไม่สามารถของส่ วนผสมที่จะกักนํ้าที่แผ่กระจายอยูเ่ อาไว้ขณะที่มวลรวมที่หนักกว่านํ้าจม ลง การวิเคราะห์ ขนาดคละของวัสดุผสมด้ วยการร่ อนผ่านตะแกรงมาตรฐาน เพื่อควบคุมตรวจสอบให้ขนาดคละของมวลรวมเป็ นไปตามที่ ก าหนดไว้ร วมทั้งใชเ้ พื่อหาอตรา ํ ั ส่วนผสมของมวลรวมขนาดต่างๆ เพื่อให้ได้ขนาดคละที่เหมาะสม การวิเคราะห์ทาโดยการเก็บตัวอย่างมาปริ มาณหนึ่ งมาร่ อนบนตะแกรงขนาดต่ างๆ ซึ่ งวางเรี ยงกัน ํ ตามขนาดช่องว่างของตะแกรงจากขนาดใหญ่สุดอยู่ขางบนจนถึงขนาดเล็กสุ ด โดยใช้การเขย่าชุดตะแกรง ้ ดังกล่าว ข้ อแนะนําเพิมเติมเกียวกับขนาดคละ ่ ่ สําหรับทราย ปริ มาณอนุ ภาคละเอียดที่ ผ่านตะแกรงเบอร์ 50 และ 100 มีผลต่อความสามารถเทได้การ แต่งผิวหน้าและการเยิ้มของคอนกรี ตสด(Bleeding) นอกจากนี้ อนุ ภาคขนาดเล็กยังช่ วยให้คอนกรี ตเกาะ รวมตวกนไดดี ดังนั้นปริ มาณที่เหมาะสมของอนุ ภาคละเอียดคื อ ผ่านตะแกรง เบอร์ 50 อย่างน้อย 5% แต่ ั ั ้ ต้องไม่ให้มีอนุ ภาคที่ ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 มากกว่า 5% เพราะอนุ ภาคขนาดเล็กนี้ มกประกอบด้วยดิน ั เหนี ยว ซึ่ งมี ผลคื อจะต้องใช้ปริ มาณนํ้ามากขึ้ น ในการผสมทําให้ปริ มาตรของคอนกรี ต มีอต รา การ ั เปลยนแปลงสูง(เกิดการหดตัว) ี่
  • 35.
    30 สําหรับหิน งานก่อสร้างทัวไปในประเทศไทยพบว่าหิ นที่ใช้ผสมคอนกรี ตมักเป็ นหิ นเพียงขนาดเดียว ่ (Single size) เช่น หิน 1 หรื อ หิน 2 ซึ่งไม่ได้มีขนาดคละที่ถกต้องตามทฤษฎีสาหรับงานคอนกรี ต ดังนั้นจึงมี ู ํ ข้อแนะนําในการออกแบบส่วนผสมคอนกรี ตที่ เหมาะสมสําหรั บประเทศไทย คือ เมื่อใช้หินย่อยและทราย แม่น้ าที่เป็ นวัตถุดิบหลักในประเทศไทยนั้น ปริ มาณส่วนละเอียด ไดแก่ ปริ มาณปูนซีเมนต์และปริ มาณทราย ํ ้ ที่เหมาะสมที่ จ ะทําให้ค อนกรี ตมี ความสามารถเทได้ไม่แยกตัว หรื อเกิ ดการเยิ้มมากและไดก าลงอดตาม ้ ํ ั ั ต้องการมีค่าแสดงในตาราง สําหรับงานพิเศษบางประเภทเช่น งานคอนกรี ตเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ที่มีค่ายุบตัวมากกว่า 15 ซม. นั้น ในการออกแบบอาจจําเป็ นต้องเพิ่มปริ มาณส่ วนละเอียดขึ้นไปเป็ น 42% - 45% โดยปริ มาตรเพื่อป้ องกัน ปัญหาการแยกตัว ค่าโมดูลสความละเอียด (Fineness Modulus) ั ค่ าโมดูลสความละเอียด (Fineness Modulus F.M.) คือ ตัวเลขดัชนี ที่เป็ นปฏิภาคโดยประมาณกับ ั ขนาดเฉลี่ยของกอนวสดุในมวลรวม โดยที่ ้ ั F.M. = (1/100) (ผลบวกของเปอร์เซ็นต์สะสมของมวลรวมที่คางบนตะแกรงมาตรฐาน) ้ ค่าโมดูลสความละเอียด เป็ นค่าที่ไม่มีหน่วย เป็ นตัวบ่งบอกว่าลักษณะทรายนั้นหยาบหรื อละเอียดค่า ั โมดูลสความละเอียดไม่สามารถใชบอกขนาดคละของมวลรวมได ้ แต่สามารถใชควบคุมความสม่าเสมอของ ั ้ ้ ํ มวลรวมที่ผลิตจากแหล่งเดียวกัน ทรายที่มี F.M.=3.2 จะมีความหยาบมากกว่าทรายที่มี F.M.=2.3 เนื่ องจากทรายที่ มีความละเอียดมากจําเป็ นต้องใช้น้ ามากเพื่อให้ได้ค วามสามารถเทได้เท่ าๆ กัน ํ ดังนั้นทรายที่เหมาะสําหรับผลิตคอนกรี ต ควรมีค่ าโมดูลสความละเอียดในช่วง 2.25-3.25 และ 5.5-7.5 ั สาหรับหิน นอกจากนี้ ค่าโมดูลสความละเอีย ดยังบอกถึงขนาดโดยส่ ว นใหญ่ ข องมวลรวมว่าค้างอยู่บน ํ ั ตะแกรงลําดับที่เท่าใดโดยเริ่ มนับจากตะแกรงเบอร์ 100 ตัวอย่างเช่น ค่า F.M.=3 หมายถึง มวลรวมที่ คางบน ้ ตะแกรงลําดับที่ 3 (เบอร์ 30) นับจากตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 100 เป็ นขนาดเฉลี่ยโดยส่ วนใหญ่ของมวลรวม ซึ่ งหาได้จากการคิ ดที่ ว่า ถาดรองเป็ นตะแกรงลําดับที่ 0 ตะแกรงเบอร์ 100 เป็ นตะแกรงลําดับที่ 1 จนถึง ตะแกรงเบอร์ 4 เป็ นตะแกรงลําดับที่ 6 ตามลําดับต่อจากนั้นทําการหาค่า F.M. จากค่าเฉลี่ยถ่วงนํ้าหนักของ ขนาดตะแกรงและเปอร์เซ็นต์ที่คาง ้ โมดูลสความละเอียดนอกจากใช้บอกถึงความละเอียดของมวลรวมแล้วยังมีประโยชน์ในการนําไปใช้ ั หาอัตราส่วนผสมของมวลรวม(Combined Aggregate) แต่ละชนิดอีกด้วย ซ่ึ งทาไดโดยการทดลองหาอัตรา ํ ้ ผสมของมวลรวมหยาบต่อมวลรวมละเอียดเพื่อให้ ให้ ได้ ขนาดคละของมวลรวมผสมอยู่ในขอบเขตที่กําหนด
  • 36.
    31 ขนาดใหญ่ สุดของมวลรวม ขนาดใหญ่สุดของมวลรวมที่มีผลโดยตรงกับปริ มาณซี เมนต์เพสท์ที่ตองการ และขนาดคละของ ้ วสดุผสม กล่าวคื อมวลรวมที่ มีขนาดใหญ่ จะมีพ้ืนที่ผิว(Surface Area) โดยรวมน้อยกว่ามวลรวมที่มีขนาด ั เล็กเมื่อมีน้ าหนักมวลรวมเท่ากัน ํ ดังนั้นมวลรวมขนาดใหญ่จึงต้องการปริ มาณนํ้าและปริ มาณซีเมนต์ เพื่อเคลือบผิวมวลรวมน้อยกว่า เพื่อให้มีความสามารถเทได้เท่ ากัน หรื อถ้าใช้ปริ มาณซี เมนต์และค่ ายุบตัวเท่ ากันกําลังคอนกรี ตจะเพิ่มขึ้น เพราะสามารถลดนํ้าหรื อลดอัตราส่ วนนํ้าต่อซีเมนต์นนเอง่ั ในทางปฏิบติผออกแบบควรตัดสินใจเลือกขนาดใหญ่สุดของมวลรวมโดยคํานึ งถึง ั ู้ 1. ขนาดใหญ่สุดของมวลรวม ต้องมีขนาดไม่เกิน 1/5 ของส่วนที่แคบที่สุดของแบบหล่อ ไม่เกิน ¾ ของระยะแคบสุดระหว่างเหล็กเสริ มกับแบบหล่อ และไม่เกิน 1/3 ของความหนาของพื้น 2. สาหรับกรณีใชป๊ั ม ขนาดใหญ่สุดของมวลรวมต้องไม่เกิ น 1/5 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ ํ ้ คอนกรี ตปั๊ม 3. สาหรับกรณีคอนกรีตกาลงอดสูง การวิบติของคอนกรี ต (Failure) จะเกิดที่มวลรวม แทนที่จะเกิ ด ํ ํ ั ั ั ที่ซีเมนต์เพสท์เหมือนคอนกรี ตกําลังอัดทัวไป เพราะว่าในมวลรวมขนาดใหญ่น้ ันมีโอกาสที่จะมีรอยร้าว ่ ขนาดเลกอยู่ (Micro cracks) ดังนั้นมวลรวมควรมีขนาดเล็กลงเมื่อใช้ในงานคอนกรี ตกําลังอัดสูง ็ ดงนนขนาดใหญ่สดของมวลรวมที่ใช้ในงานคอนกรีตทั่วไปควรมีขนาดไม่เกิน 40 ม.ม. และควรมี ั ั้ ุ ขนาดเล็กลงเมื่อใช้ ในงานคอนกรี ตกําลังอัดสูง เครื่องมือทดสอบและวัสดุทดสอบ เครื่องมือทดสอบ 1. เครื่ องชังสามารถอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.5 กรัม และมีความถูกต้องไม่นอยกว่า 0.1 %ของนํ้ าหนัก ่ ้ ที่ชงทั้งหมด ั่ 2. ตะแกรงมาตรฐาน ขนาด 3” 1 ½” ¾” ⅜” และเบอร์ 4 สําหรั บมวลรวมหยาบตะแกรงมาตรฐาน ขนาด No.4 No.8 No.16 No.30 No. 50 และ No. 100 สําหรับมวลรวมละเอียด 3. เครื่ องเขย่าตะแกรง (Mechanical Sieve Shaker) มวลรวมหยาบพร้อมตะแกรงมาตรฐาน 4. เครื่ องเขย่าตะแกรง (Mechanical Sieve Shaker) มวลรวมละเอียด 5. ตูอบไฟฟ้ า ควบคุมอุณหภูมิได้ ระหว่าง 105 °c – 110 °c ้ วัสดุทดลอง 1. ทรายจํานวน 500 กรัม 2. หิน ตามจํานวนที่ระบุไว้ในตาราง
  • 37.
    32 ขนาดใหญ่ สุดของมวลรวม (Max Nominal size) หาได้จากขนาดของตะแกรงเบอร์ ถดจากที่มวล ั รวมค้างอยูเ่ ท่ากับหรื อมากกว่า 15 % วิธีการทดลอง มวลรวมละเอียด 1. นําทรายที่ต ้องการทดสอบมาหา quartering หรื อ Sand splitter และชังนํ้าหนักมา 500กรั ม ่ ตัวอย่างทดลองต้องแห้งจนมีน้ าหนักคงที่ ํ 2. เททรายตัวอย่างลงในตะแกรงที่เรี ยงกันไว้ตามลําดับจากหยาบไปหาละเอียดปิ ดฝาและยึดให้แน่น 3. เดินเครื่ องเขย่าประมาณ 10 นาที แล้วหยุดเครื่ อง ชังนํ้าหนักของทรายที่ คางอยู่บนตะแกรงแต่ ละ ่ ้ ชั้นอย่างละเอียด ถ้าผลรวมของนํ้าหนักทั้งหมดของมวลรวมที่คางตะแกรงขนาดต่างๆ แตกต่าง ้ ไปจากนํ้าหนักตัวอย่างก่อนทดสอบเกิน 0.30% ให้ทาการทดลองซํ้า ํ 4. จากนํ้าหนักของมวลที่ คางอยู่บนตะแกรงแต่ ละชั้นนําไปหาค่ าFineness Modulus (F.M.) และ ้ เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของตะแกรง และเปอร์ เซ็นต์ของ Cumulative retained หรื อ Percentage of Coarser มวลรวมหยาบ 1. นําตัวอย่างหิ นที่ได้จากการหา quartering มาตามจํานวนที่ระบุไว้ในตาราง 2. นําหินไปใส่ในตะแกรงตามขนาดต่ างๆ ที่ระบุไว้และเดินเครื่ องเขย่า จนกว่าหิ นจะไม่ลอดผ่าน ตะแกรงอีก 3. นําหิ นที่คางอยูบนตะแกรงแต่ละชั้นไปชังอย่างละเอียด ้ ่ ่
  • 38.
    33 4. จากนํ้าหนัก ของหิ น ที่ คางอยู่บนตะแกรงแต่ ละชั้น นําไปหาค่า F.M. และเขี ยนกราฟแสดง ้ ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของตะแกรงและเปอร์ เซ็นต์ของCumulative retained หรื อ Percentage of Coarser ส่ วนผสมขนาดคละของมวลรวม 1. นําค่าขนาดคละของมวลรวมที่เหมาะสม ที่กาหนดให้ในข้อ 1 มาเขียนกราฟแสดงเปอร์เซ็นต์ผ่าน ํ สูงสุดและต่าสุด ํ 2. ทดลองคํานวณหาส่ วนผสมที่ มีขนาดคละให้อยู่ในขอบเขต Grading limit นั้นสัดส่ วนที่ ได้น้ ี จะ เป็ นสัดส่วนที่เหมาะสมสําหรับใช้ผสมคอนกรี ต การคานวณ ํ 1. คํานวณหานํ้าหนักของมวลที่คางบนตะแกรงแต่ละขนาดเป็ นเปอร์ เซ็นต์ (Individual percentage ้ retained) 2. หานํ้าหนัก ของมวลเป็ นเปอร์ เซ็นต์สะสมบนตะแกรงแต่ ละขนาด (Cumulative percentage retained) 3. คํานวณหาค่า Fineness Modulus (F.M.) โดยใชค่าผลรวมของเปอร์เซ็นตสะสมที่คางบนตะแกรง ้ ์ ้ ขนาดต่างๆ แล้วหารด้วย 100
  • 39.
    34 การทดลองที่ 2 การทดสอบความต้านทานต่อการขัดสีของมวลรวมโดยใช้เครื่องลอสแองเจลลิส (Abrasion Test of Coarse Aggregate by Use of the Los Angles Machine) บทนํา ความคงทน(Durable) เป็ นคุ ณสมบัติประการที่ หนึ่ งของคอนกรี ตโดยเฉพาะในงานคอนกรี ต ที่ ต้องการรับแรงกระแทกและเสี ยดสี มาก ซึ่ งคุ ณสมบัติดงกล่าวเกี่ ยวข้องโดยการขัดสี หรื อทนต่อการสึ ก ั กร่ อนได้ดี คอนกรี ตนอกจากเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของโครงสร้างอาคาร เช่น เสา คาน กําแพงรับแรงเฉือน ํ (Shear wall) และเสาเข็มแล้ว ยังนําไปใช้ในงานถนน ลานจอดรถ พื้นโรงงาน พื้นสนามบินอีกด้วย ผิวหน้าของคอนกรี ต นอกจากทําหน้าที่ รับนํ้าหนัก จากล้อยานพาหนะเพื่อถ่ายลงสู่ พ้ืนทางแล้วยังต้องมี ความสามารถรับแรงเสี ยดสี และแรงกระแทกจากล้อยานพาหนะที่กระทําอยูตลอดเวลา ดังนั้นความสามารถ ่ ของหิ นในการต้านทานการสึ กกร่ อนจึ งเป็ นค่าที่สาคัญอีกค่ าหนึ่ งที่ตองคํานึ งถึง เพื่อให้คอนกรี ตมีความ ํ ้ ทนทานสูงและมีอายุการใช้งานที่ยางนาน การทดสอบความต้านทานการสึ กกร่ อนของหิ นโดยเครื่ องทดสอบลอสแองเจลลิสทําได้จาก การวัดค่า ความสึ กกร่ อนที่เกิดขึ้นกับมวลรวม จากการกระแทกและการเสี ยดสี กบลูกเหล็กกลม ซึ่ งมีขนาดตามที่กาหนด ั ํ และมีจานวนข้ ึนอยกบขนาดคละของตวอยางทดสอบในขณะที่ถงหมุนรอบตัวเองจะมีแผ่นเหล็กที่ต้ งฉากกับ ํ ู่ ั ั ่ ั ั ผนังของถง จะพาตวอย่างทดสอบและลูกเหล็กกลมอยู่สูงข้ ึนจะตกลงมากระแทกกบผนังตานตรงขามในถง ั ั ั ้ ้ ั เหล็ก กระบวนการนี้ จะทําซํ้ากันไปเรื่ อยๆ จนครบจํานวนรอบที่กาหนดจากนั้นจะนําตวอย่างทดสอบออกจาก ํ ั ถังแล้วนํามาแยกขนาดด้วยตะแกรงเพื่อหาสเปอร์เซ็นตการสึกกร่อน ์ จากมาตรฐาน ASTM C 33 หิ นที่ ใช้ในงานคอนกรี ตที่ ตองรั บแรงเสี ยดทานมาก เช่น งานถนน ้ คอนกรี ต เมื่อผ่านการทดสอบโดยเครื่ องลอสแองเจลลีสแล้วจะต้องมีส่วนที่สึกกร่ อนไปไม่เกิน 35 % ของ นํ้าหนักเดิมจึงเหมาะสมกับการนํามาผสมเพื่อทําคอนกรี ต ถ้ามวลรวมหยาบมี ความต้านทานต่อการสึ กกร่ อนที่ต่าแล้ว ในการออกแบบส่ วนผสมคอนกรี ต ํ เพื่อให้มีคุณสมบัติในการรั บแรงเสี ยดสี และแรงกระแทกตามความต้องการนั้น จําเป็ นต้องเพิ่มปริ มาณนํ้า และปูนซีเมนต์โดยจะทําให้เกิดความสิ้ นเปลืองมากขึ้น นอกจากความต้านทานการสึ กกร่ อนของหิ นที่เป็ นปัจจัยสําคัญต่อความต้านทานการสึ กกร่ อนของคอนกรี ต แล้วยังมีปัจจัยสําคัญอื่นๆ ที่ควรพิจารณาดังนี้คือ 1. กําลังอัดของคอนกรีต การเพิ่มความสามารถในการต้านทานการเสี ยดสี สามารถทําได้โดยการเพิ่ม กาลงอดคอนกรีต จากการศึกษาพบว่าคอนกรี ตที่มีกาลังอัด 140 KSC (ทรงลูกบาศก์) จะมีอตรา เสียดสี ํ ั ั ํ ั ประมาณ 5 เท่าของคอนกรี ตที่มีกาลังอัด 280 KSC (ทรงลูกบาศก์) ส่วนคอนกรีตที่กาลงอดระหว่าง 280-420 ํ ํ ั ั KSC (ทรงลูกบาศก์) จะมีความต้านทานการเสียดสีที่ดีมาก
  • 40.
    35 2. อัตราส่ วนนําต่ อซีเมนต์ ้ บริ เวณผิวคอนกรี ตด้านบนที่มีการเยิมจะมีความอ่อนแอที่สุด ดังนั้นการลดอัตราส่ วนนํ้าต่ อซี เมนต์ ้ ไม่ใหเ้ กิน 0.45-0.50 จะช่วยลดการเยิมและเพิ่มความทนทานต่อการสึกกร่ อนบริ เวณผิวหน้าของคอนกรี ต ้ 3. หินและทราย นอกจากการเลือกใช้หินและทรายที่ มีค วามแข็ งแกร่ งแล้ว ยังสามารถเพิ่มความต้านทานการสึ ก กร่ อนได้โดยการเลือกหินที่มีขนาดใหญ่ข้ ึน 4. การเทและการแต่งผิวหน้ า ควรจี้เขย่าคอนกรี ตให้แน่ นอย่างสมํ่าเสมอในแบบหล่อรวมทั้งต้องแต่งผิวหน้าให้เหมาะสม ซ่ึ งจะ ทําให้คอนกรี ตที่ได้มีคุณภาพที่ผวดี และช่วยลดปริ มาณฟองอากาศในคอนกรี ต ิ จะทําให้คอนกรี ตที่ได้มีคุณภาพที่ผวดี และช่วยลดปริ มาณฟองอากาศในคอนกรี ต ิ 5. การบ่ ม ควรบ่ มคอนกรี ต ด้ว ยวิ ธีก ารเหมาะสมและมีร ะยะเวลาการบ่ มที่ ทาให้เกิ ด ปฏิก ริ ยาไฮเดรชั่น ที่ ํ สมบูรณ์ที่สุด 6. ลักษณะผิวคอนกรีต ในกรณี ที่มีการเสี ยดสี อย่างมาก จําเป็ นทีจะต้องเลือกใช้คอนกรี ตที่มีกาลังอัดสูงมาก หรือใชวสดุอื่น ํ ้ั เคลือบผิวหรื อในบางโครงสร้างอาจจะต้องทําให้ผวคอนกรี ตเรี ยบมากๆ ิ 7. รอยต่อ ควรออกแบบและก่อสร้างรอยต่อใหเ้ หมาะสมเพื่อลดการกระแทก เครื่องมือทดสอบและวัสดุทดสอบ เครื่องมือทดสอบ 1. เครื่องลอสแองเจลิส (Los Angeles Machine) เป็นเครื่องมือทดสอบความทนทานต่อการขดสีของ ั มวลรวม ทําด้วยเหล็กรู ปทรงกระบอก ปลายปิดท้งสองขาง มีเส้นผ่าศูนย์กลางภายใน 28” ± 0.2” และความยาว ั ้ ภายใน 20” ± 0.2” สามารถหมุนรอบแกนในแนวนอนดวยความเร็ว 30 – 33 รอบต่อนาที มีช่อง เปิ ดสําหรับใส่ ้ ตัวอย่างทดลอง ภายในมีแผนเหล็กขนาด ่ 3.5” ± 0.1” ยนออกมาในแนวรัศมีตลอดความยาวของกระบอก ื่ 2. ลกเหลก (Abrasive Charge) ประกอบด้วยลูกเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 27/34” และ ู ็ แต่ละลูกมีน้ าหนักระหว่าง 390 – 445 กรัม การเลือกจํานวนและขนาดของลูกเหล็กให้เลือกใช้ตามเกรดของ ํ มวลรวมดังนี้ **หมายเหตุ** เกรด A, B, C, D เป็ น ขนาดเล็ก, เกรด E.F.G เป็ นขนาดใหญ่
  • 41.
    36 3. ตะแกรงมาตรฐาน เบอร์ 12 4. เครื่ องชังสามารถชังได้ ไม่น้อยกว่า 1 กก. และอานคาละเอียดได้ถึง 0.1 กรัม ่ ่ ่ ่ วัสดุทดลอง มวลรวมที่ สะอาดแห้งและมีขนาดคละตามเกรดที่ก าหนดไว้ในตาราง GRADINGS ON TEST ํ SAMBLES โดยเลือกขนาดคละดังกล่าวให้ใกล้เคียงกับขนาดคละของหินที่ใช้งานจริ งที่สุด วิธีการทดลอง 1. ทําการเก็บตัวอย่างมวลรวมโดยวิธี Quartering หรื อ Sand spatter แล้วนํามาล้างให้สะอาด อบให้แห้งที่ o o อุณหภูมิ 105 C – 110 C. จนมีน้ าหนักคงที่ ํ 2. นํามาอบผ่านตะแกรงมาตรฐานเพื่อเลือกเกรดที่ใกล้เคียงกับขนาดคละของมวลรวมมากที่สุด ชง ั่ นํ้าหนักตามที่คางบนตะแกรงขนาดต่าง ๆ ตามจํานวนในตารางเกรดที่เลือก ้ 3. นํามวลรวมที่ชงไว้ตามจํานวนมาผสมกันอีกครั้งหนึ่ ง เพื่อใชเ้ ป็นตวอยางทดสอบต่อไป ่ั ั ่ 4. ใส่มวลรวมที่จะทดสอบและลูกเหล็กตามจํานวนที่รับไว้ในตารางแล้วเทลงในเครื่ อง Los Angles ซ่ึงหมุนดวยความเร็ว 30 33 รอบต่อวินาที สําหรับมวลรวมเกรด A, B, C และ D ตั้งเครื่ องให้หมุน 500 รอบ ้ และมวลรวมเกรด E, F, G ตั้งเครื่ องให้หมุน 1000 รอบ 5. เมื่อเครื่ องหมุนได้รอบตามจํานวนแล้ว ให้เอามวลรวมทั้งหมดออกจากเครื่ องแยกคร่ าวๆ ด้วยตะแกรงที่ ใหญ่กว่า เบอร์ 12 แล้วนําส่ วนที่ผานตะแกรงเบอร์ดงกล่าว มาร่ อนผ่านตะแกรงเบอร์ 12 อีกคร้ ัง ่ ั o 6. นําส่ วนที่ ใหญ่ บนตะแกรงเบอร์ 12 ทั้งหมดมาล้างให้สะอาด นําไปเข้าอบที่อุณหภูมิ 105 C – o 110 C จนนํ้าหนักคงที่ แล้วนําไปชังนํ้าหนัก เป็ นนํ้าหนักหลังการทดลอง ่ การคานวณ ํ
  • 42.
    37 การทดลองที่ 3 การทดสอบหาสารอินทรีย์เจือปนในมวลรวมละเอียด (TestMethod for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete) บทนํา เป็นวิธีการทดสอบเพื่อหาอินทรียสารเจือปน (Organic Impurities) ในมวลรวมละเอียดที่ ์ เป็ นอันตรายต่อมอร์ ตาร์ หรื อคอนกรี ต โดยวิธีเทียบสีกบสารละลายสีมาตรฐานหรื อกระจกสี ้ ั มาตรฐาน เครื่องมือ 1 ขวดแกว (Glass Bottles) ทําด้วยแก้วใสไม่มีสี มีความจุ 350 ถึง 470 มิลลิลิตร (12 ถึง 16 ออนซ์) ้ โดยประมาณ มีฝาปิ ดชนิ ดกันนํ้าได้ และไม่ละลายหรือทาปฏิกิริยาเมื่อสัมผสกบสารเคมีที่ใชทดลอง มีขีด ํ ั ั ้ แบ่งบอกปริ มาตรบนขวดแก้วมีหน่วยเป็ นมิลลิลิตร หรือออนซ์ สําหรับขวดแก้วที่ ไม่มีขีดแบ่ งบอกปริ มาตร ให้ผใช้สอบเทียบแล้วทําเครื่ องหมายแสดงไว้ได้ โดยขีดบอกปริ มาตรที่ตองการมีเพียง 3 จุด ดงน้ ี ู้ ้ ั 1.1 ระดับสารละลายสี มาตรฐานที่ 75 มิลลิลิตร (2 ½ ออนซ) ์ 1.2 ระดับมวลรวมละเอียดที่ 130 มิลลิลิตร (4 ½ ออนซ)์ 1.3 ระดบสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ที่ 200 มิลลิลิตร (7 ออนซ) ั ์ 2 กระจกสี มาตรฐาน (Glass Color Standard) วิธีการทดลอง 1 การเตรียมสารเคมี และสารละลายสี มาตรฐาน 1.1 การเตรียมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (ความเขมขนร้อยละ 3) ทําได้โดยละลายโซเดียมไฮ ้ ้ ดรอกไซด์ (Reagent Grade) จานวน 3 ส่วน ในนํ้าสะอาดจํานวน 97 ส่วน ํ
  • 43.
    38 1.2 การเตรี ยมสารละลายสี มาตรฐาน ทาไดโดยละลายโปรแตสเซียมไดโครเมต (K2Cr2O7) ใน ํ ้ กรดซลฟูริคเขมขน (Reagent Grade, ความถ่วงจําเพาะ 1.84) ในอตรา 0.250กรั มต่ อปริ มาตรกรด 100 ั ้ ้ ั มิลลิลิตร โดยสารละลายนี้ ตองเตรี ยมขึ้นใหม่ทุกครั้งก่อนการเปรี ยบเทียบสี และอาจให้ความร้อนน้อยๆ แก่ ้ สารละลายเพื่อให้ปฏิกิริยาเร็ วขึ้น 2 การเตรียมตัวอย่ าง สุ่มตัวอย่างมวลรวมละเอียดเพื่อใช้ทดสอบ ด้วยวิธีการแบ่งสี่ หรื อใช้เครื่ องแบ่ งตัวอย่างประมาณ 450 กรัม 3 วิธีทดสอบ 3.1 ใส่ตวอยางมวลรวมละเอียดลงในขวดแกวถึงระดบ 130 มิลลิลิตร (4 ½ ออนซ) ั ่ ้ ั ์ 3.2 เติมสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เตรี ยมไว้จนปริ มาตรของสารละลาย และมวลรวมละเอียดหลังเขย่าขวดแก้วถึงระดับ 200 มิลลิลิตร (7 ออนซ) ์ 3.3 ปิ ดฝาขวดแก้วแล้วเขย่าแรงๆ จากนั้นตั้งทิ้งไว้ 24 ชวโมง ั่ 4 การวัดค่ าสี 4.1 วิธีเทียบสี กบสารละลายสี มาตรฐาน ในตอนปลายชวโมงที่ 24 หลังจากตั้งขวดแก้วทิ้งไว้ ตามขอ ั ่ั ้ 3.3 ให้เติมสารละลายสีมาตรฐานลงในขวดแกวเปล่าประมาณ 75 มิลลิลิตร (2 ½ ออนซ์) ซ่ึ งสารละลาย ้ ดังกล่าวต้องเตรี ยมไว้ล่วงหน้าไม่เกิน 2 ชวโมง เปรียบเทียบสีสารละลายในขวดแกวท้ งสอง โดยถือขวดชิ ด ั่ ้ ั กันแล้วมองผ่าน เพื่อเปรี ยบเทียบสีสารละลายเหนื อตัวอย่างมวลรวมละเอียดที่ทดสอบว่าเข้มกว่า อ่อนกว่า หรื อเท่ากันกับสี ของสารละลายสี มาตรฐาน บันทึกค่าไว้ 4.2 วิธีเทียบสีกบกระจกสีมาตรฐาน เป็ นการจําแนกสีของสารละลายเหนือตัวอย่างมวลรวมละเอียด ั ให้ละเอียดยิงขึ้น ทําได้โดยเปรี ยบเทียบกับกระจกสีมาตรฐานจํานวน 5 สี ที่ เที ยบกับสี มาตรฐานการ์ ดเนอร์ ่ (Gardner Color Standard) ดังแสดงในตารางที่ 1 ว่าใกล้เคียงหรื อเหมือนกับสีเบอร์ใด
  • 44.
    39 5 การแปลความหมาย ถ้าสีของสารละลายเหนื อตัวอย่างมวลรวมละเอียดเข้มกว่าสารละลายสีมาตรฐานหรื อเข้มกว่ากระจก สีมาตรฐาน เบอร์ 3 แสดงว่ามวลรวมละเอียดที่นามาทดสอบมีอินทรี ยสารเจือปนที่เป็ นอันตรายต่อคอนกรี ต ํ ์ การรายงานผล 1 เปรี ยบเทียบสี กบสารละลายสี มาตรฐานให้รายงานสี ของสารละลายเหนื อมวลรวมละเอียด เป็ น ั เขมกว่า อ่อนกว่า หรื อเท่ากัน ้ 2 เปรี ยบเทียบสีกบกระจกสีมาตรฐานให้รายงานความเข้มสี ของสารละลายเหนื อมวลรวมละเอียด ั เป็ น เบอร์ 1, 2, 3, 4และ 5
  • 45.
    40 การทดลองที่ 4 การทดสอบหาความถ่วงจําเพาะและการดูดซึมของมวลรวม (Specific Gravity and Absorption of Concrete Aggregate) บทนํา การออกแบบส่วนผสมของคอนกรีต จําเป็ นต้องรู ้ คุณสมบัติของมวลรวมที่ จะนํามาใช้ได้แก่ ความ ถ่วงจําเพาะและการดูดซึมนํ้า เพื่อใช้ในการคํานวณหาปริ มาณของมวลรวมที่จะใช้ในส่วนผสมและเพื่อปรับ ปริ มาณนํ้าในสภาพที่เป็ นจริ ง ให้เป็ นไปตามที่คานวณไว้ ํ ความถ่วงจําเพาะของงานคอนกรี ตอาจแยกได้เป็ น 2 ประเภทใหญ่ คือ 1. Bulk Specific Gravity คือ อัตราส่วนของนํ้าทีของมวลที่มีปริ มาตรที่กาหนด (รวมช่ องว่างที่ ดูด ํ ซับนํ้าได้) ต่อนํ้าหนักของนํ้าที่ มีปริ มาตรเท่ากันที่อุณหภูมิมาตรฐาน (20 C หรื อ 68 F) การหาค่า Bulk Specific Gravity สามารถหาได้ที่สภาพอิมตัวผิวแห้ง (Saturated Surface Dry) ่ และสภาพแห้งด้ว ยเตาอบ (Oven Dry ) คํานวณกาสัด ส่ ว นการผสมคอนกรี ตโดยทั่ว ไปจะใช้ค วาม ถ่วงจําเพาะของมวลรวมที่สภาพอิ่มตัวผิวแห้ง ซึ่งมีค่าความถ่วงจําเพาะอยูระหว่าง 2.4-2.9 ่ 2. Apparent Specific Gravity คือ อตราส่ วนของนํ้าหนักของมวลที่มีปริมาตรที่กาหนด (ไม่รวม ั ํ ช่องว่างที่ดูดซับนํ้า) ต่อนํ้าหนักของนํ้าที่มีปริ มาตรเท่ากัน สภาพความชื้นและการดูดซับของมวลรวมอาจแบ่งได้ 4 สภาวะดังนี้ 1. แห้งด้วยเตาอบ (Oven dry) ในสภาพนี้จะไม่มีความชื้นอยู่เลย ทั้งภายในและภายในช่องว่างของ มวลรวม ทําได้ดวยการอบแห้งที่อุณหภูมิ 100 C –110 C ้ 2. แห้งด้วยอากาศ (Air dry) ในสภาพนี้ ไม่มีความชื้นที่ผิว แต่ มีความชื้นอยู่ภายในช่ องว่างข้างใน บาง แต่ไม่ถึงสภาพอิ่มตัว ยังคงดูดความชื้นได้เล็กน้อย ้ 3. อ่มตวและผวแหง (Saturated Surface Dry) ในสภาพนี้ จะมีความชื้นอยูภายในช่องว่างของมวล ิ ั ิ ้ ่ เต็มที่เป็ นภาวะที่เหมาะที่สุดสําหรับการใช้งาน เพราะจะไม่มีการคายนํ้าหรื อดูดนํ้าจากคอนกรี ต 4. ชื้นหรื อเปี ยก (Damp or Wet) ในสภาพนี้ภายในช่องว่างของมวลจะอิมตัวไปด้วยความชื้น และที่ ่ ผวนอกจะมีน้ าหุมอยดวย ิ ํ ้ ู่ ้ ปริ มาณความชื้นทั้งหมดในสภาวะอิ่มตัวอิ่มตัวผิวแห้ง (Saturated Surface-dry )เรี ยกว่าความจะใน การดูดซึม (Absorption Capacity ) ปริ มาณความชื้นที่ตองการใช้เพื่อปรับสภาพของมวลรวมจากสภาวะแห้ง ้ ด้วยอากาศ เป็นสภาวะอ่มตวผวแหง เรี ยกว่า Effective Absorption ิ ั ิ ้
  • 46.
    41 สภาวะของวัสดุผสม หน่ วยนํ้าหนักของวัสดุผสม หมายถึง นํ้าหนักของวัสดุผสม (เป็ นกิโลกรัม) ที่เติมลงไปจนเต็ม ภาชนะจุ 1 ลูกบาศก์เมตร นํ้าหนักที่กล่าวนี้เป็ นนํ้าหนักของวัสดุรวมกับช่องว่างระหว่างเม็ดทราย ในการหา สัดส่ วนการผสม หน่ วยนํ้าหนักเป็ นตัวใช้สาหรับหาปริ มาณช่องว่างในวัสดุผสมและสําหรับการเปลี่ยน ํ ปริ มาตรเป็ นนํ้าหนักหรื อเปลี่ยนนํ้าหนักเป็ นปริ มาตรหน่วยนํ้าหนักของวัสดุชนิดหนึ่งๆ จะแปรเปลี่ยนไป ตามอัตราการแน่ นตัว(ร่ วนหรื อแน่ น) และปริ มาณความชื้น โดยปกติหน่วยน้ าหนกของวสดุผสมที่ใชจะมีค่าอยระหว่าง 1440 -1940 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ํ ั ั ้ ู่ เครื่องมือทดสอบและวัสดุทดสอบ เครื่องมือทดสอบสําหรับมวลละเอียด 1. เครื่ องชังสามารถชังได้ไม่นอยกว่า 1 กก. และอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.1 กรัม ่ ่ ้ 3 2. กระบอกตวงขนาดความจุ 500 cm 3. Mold โลหะรูปกรวยตดปลาย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตอนบน ½ นิ้ว เสนผาศนยกลาง ั ้ ่ ู ์ ตอนล่าง 3½ น้ิว และ 2 ⅞ น้ิว 4. เหล็กกระทุงโลหะ (Tamper) น้ าหนก 340 กรัม มีหน้าตัดวงกลม ้ ํ ั เสนผาศนยกลาง 1 น้ิว ้ ่ ู ์ 5. เครื่ องเป่ า (ใชเ้ ฉพาะลมเยน) ็ เครื่องมือทดสอบสําหรับมวลหยาบ 1. เครื่ องชังชนิดแขวน และอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.1 ่ 2. ตะกร้าตาข่ายแบบมาตรฐาน 3. ตะแกรงมาตรฐาน เบอร์ 4 4. เตาอบ วสดุทดลอง ั 1. ทรายหนักประมาณ 1000 กรัม 2. หินหนักประมาณ 5000 กรัม วิธีการทดลอง สําหรับมวลละเอียด 1. นําทรายหนักประมาณ 1000 กรัม ที่ได้จากการทํา Quartering ตามวิธี D 75 และ C 702 มาแช่น้ าไว้ 24 ชวโมง ํ ั่ 2. นําทรายตัวอย่างที่แช่น้ าไว้แล้วมาเกลี่ยกระจายบนพื้นเรี ยบที่ไม่ดูดซึมนํ้า ใช้เครื่ องเป่ า ํ ผมเป่ าให้ทวอย่างสมํ่าเสมอ จนกระทังทรายอยูในสภาพ Free Flow ซึ่งตรวจสอบได้โดยนําทรายไป ั่ ่ ่
  • 47.
    42 ใส่กรวยโลหะ ซึ่งวางอยูบนพื้นเรี ยบไม่ดูดนํ้า แลวใช้ Tamper กระทุง 25 คร้ ัง โดยถือ Tamper ให้ ่ ้ ้ ปลายอยูเ่ หนือผิวทรายประมาณ 5 ม.ม. แล้วปล่อยลงด้วยนํ้าหนักตัวเอง แลวยกกรวยข้ ึนตรง ๆ ถา ้ ้ ทรายยังคงเป็ นรู ปกรวยแสดงว่ายังมีความชื้นมากให้เป่ าต่อไป กรทังเมื่อทดสอบแล้วปรากฏว่าทราย ่ ทะลายลงมาโดยอิสระ ทรายในสภาพน้ ีถือว่าอยในสภาพ Saturated Surface-dry ู่ 3. นําทรายนี้ มาชัง 500 กรัม ใส่ลงในกระบอกตวง เติมนํ้าลงในจนเท่าทรายแล้วทําการไล่ ่ ฟองอากาศในทรายออกจนหมด เติมนํ้าลงไปอีกจนถึง 500 ลบ.ซม. แลวชงน้ าหนก ้ ั่ ํ ั 4. เททรายในกระบอกตวงทั้งหมดใส่ ถาด แล้วนําไปอบที่อุณหภูมิ 105-110 C จนนํ้าหนัก คงที่ นําออกจากเตาอบทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนําไปชังนํ้าหนักให้ละเอียดถึง 0.1 กรัม ่ 5. ชังนํ้าหนักกระบอกตวงที่เติมนํ้าจนถึงขีด 500 ลบ.ซม. ่ สําหรับมวลหยาบ 1. นําหิ นที่ได้จากการทํา Quartering ตามวิธี D 75 และ C 702 มาร่อนดวยตะแกรงเบอร์ 4 ้ แลวนาส่วนที่คางมาประมาณ 5 กก. นํามาแช่น้ าไว้ 24 ชวโมง ้ ํ ้ ํ ั่ 2. นําหิ นที่แช่น้ าไว้ข้ ึนมาเช็คด้วยผ้าแห้งทีละก้อนจนผิวแห้งอยูในสภาพ Saturated ํ ่ Surface-dry นําไปชังนํ้าหนักให้ละเอียดถึง 0.5 กรัม ่ 3. นําหิ นใส่ ตะกร้าแล้วชังนํ้าหนักในนํ้า ก่อนชงควรสนตะกร้าเบา ๆ เพื่อใส่อากาศ และ ่ ั่ ั่ ตองใหตะกร้าและหินตวอยางจมอยในน้ าขณะชง ้ ้ ั ่ ู่ ํ ่ั 4. นําหิ นตัวอย่างไปอบที่อุณหภูมิ 105-110 C จนนํ้าหนักคงที่ นาออกจากเตาอบปล่อยให้ ํ เยน แล้วนําไปชังหานํ้าหนักอีกครั้ง ็ ่ การคํานวณ
  • 48.
  • 49.
    44 การทดลองที่ 5 การทดสอบหาหน่วยนําหนัก และช่ องว่ างระหว่ างมวลรวม ้ (Unit Weight and Voids in Aggregate) บทนํา การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาค่าหน่วยนํ้าหนักและช่องว่างในมวลรวม ค่าหน่วยนํ้าหนัก (Bulk Unit Weight) ใช้สาหรับเปลี่ยนค่านํ้าหนักเป็ นค่าปริ มาตรหรื อค่าปริ มาตรเป็ นค่านํ้าหนัก เมื่อใช้วิธีการ ํ ออกแบบส่วนผสมโดยปริ มาตร และมีความสัมพันธ์ในการหาปริ มาณช่องว่างระหว่างมวลรวม (Voids) ทฤษฏีทเี่ กียวข้ อง ่ 1. หน่ วยนําหนัก (Unit Weight) ้ หน่วยนํ้าหนักเป็ นค่าที่บอกให้ทราบถึงว่าในหนึ่ งหน่วยปริ มาตรของมวลรวมจะมีน้ าหนักเท่าใด โดยหน่วย ํ นํ้าหนักแบ่งออกเป็ น 1.1 หน่ วยนําหนักสมบูรณ์ (Absolute Unit Weight) เป็ นค่านํ้าหนักของมวลรวมทั้งหมดในหนึ่ง ้ หน่ วยปริ มาตร โดยไม่รวมช่องว่างระหว่างมวลรวม (Voids) สามารถหาได้โดยการ คํานวณจากสูตรดังนี้ Absolute Unit Weight-Specific Gravity (SSD) x Unit Weight ของน้ าํ 1.2 หน่ วยนําหนัก (Bulk Unit Weight) เป็ นค่านํ้าหนักของมวลรวมทั้งหมดในหนึ่ งหน่วยปริ มาตร ้ โดยรวมช่องว่างระหว่างมวลรวม (Voids) สามารถหาได้จากการทดสอบตาม ASTM C 29 ทําโดยการใส่ มวลรวมในถังเหล็กทรงกระบอก ชังนํ้าหนักคํานวณหาปริ มาตรถัง ่ แล้วคํานวณหาค่าหน่วยนํ้าหนัก (Bulk Unit Weight) จากอัตราส่วนระหว่างนํ้าหนักมวล รวมกับปริ มาตรของถัง ค่าหน่วยน้ าหนก (Unit Weight) ที่ใช้ในการออกแบบส่ วนผสมโดยปริ มาตรนั้นเป็ นค่าหน่ วยนํ้าหนักแบบ ํ ั Bulk Unit Weight ทั้งนี้ เพราะในทางปฏิบติน้ นไม่สามารถทําให้มวลรวมอัดแน่นในเนื้ อคอนกรี ตจนไม่มี ั ั ช่องว่างระหว่างมวลรวมได้ (Voids) ตัวอย่างที่ 1 การใช้ค่าหน่ วยนํ้าหนัก (Unit Weight) ในการออกแบบส่ วนผสมโดยปริ มาตร งานก่อสร้างขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะกําหนดสัดส่ วนผสมโดยปริ มาตร 1 : 2 : 4 คือ ใช้ปูนซีเมนต์ 1 ส่ วน ทราย 2 ส่ วน หิน 4 ส่วน โดยปริ มาตร ข้อมูลที่ใช้ในการคํานวณที่ได้จากการทดสอบ หน่วยนํ้าหนักของปูนซีเมนต์ = 1,235 กก./ลบ.ม. หน่วยนํ้าหนักของหินขนาด (3/4” - # 4) = 1,574 กก./ลบ.ม. หน่วยนํ้าหนักของทราย = 1,666 กก./ลบ.ม.
  • 50.
    45 การคํานวณ ปูน 1 ถุง 50 กก. มีปริ มาตร = 50/1,235 = 0.04 ลบ.ม. เพราะฉะนั้น ทราย 2 ส่ วน = 2 X 0.04 = 0.08 ลบ.ม. คิดเป็ นนํ้าหนักทราย = 0.08 X 1,666 = 133.3 กก. หิน 4 ส่ วน = 4 X 0.04 = 0.16 ลบ.ม. คิดเป็ นนํ้าหนักหิน = 0.16 X 1,574 = 251.8 กก. ปริ มาณนํ้าที่ใช้โดยทัวไปสําหรับปูน 1 ถุงเพื่อให้ได้ค่ายุบตัวประมาณ 10 ซม. เท่ากับ 30 ลิตร (จาก ่ การทดลอง) ดังนั้นในการผสมคอนกรี ตด้วยไม่เล็กเพื่อให้ได้ส่วนผสม 1 : 2 : 4 โดยปริ มาตรจะต้องใช้ ปูน 1 ถุง 50 กก. หิน 251 กก. ทราย 133 กก. นํ้า 30 ลิตร ค่าหน่วยน้ าหนก (Bulk Unit Weight) ข้ ึนอยกบความสามารถในการอัดแน่ น (Compact ability) ํ ั ู่ ั ของมวลรวมที่ถกอดลงในถงและปริมาณความชืน ู ั ั ้ • ความสามารถในการอัดแน่น ดงกล่าวข้ ึนอยกบ ั ู่ ั 1. ขนาดคละของมวลรวม (Gradation) 2. รู ปร่ างของมวลรวม (Shape) ทั้งนี้เพราะมวลรวมที่มขนาดคละดี มวลรวมขนาดเล็กจะแทรกอยูระหว่างมวลรวมขนาดใหญ่ ทําให้ ี ่ ช่องว่างระหว่างมวลรวมมีขนาดเล็ก ส่ วนรู ปร่ างของมวลรวมนั้นจะมีผลอย่างมากต่อความสามารถที่มวล รวมจะถกอกใหอยรวมกน ู ั ้ ู่ ั • ปริมาณความชื้น เช่น ในกรณี ทรายละเอียดที่มความชื้นค่าหน่วยนํ้าหนักอาจจะลดลงถึง ี 25% อันเนื่ องจากแรงตึงผิวของนํ้าที่ผวของทรายจะผลักดันให้อนุภาคของทรายห่างออก ิ จากกัน ทําให้ปริ มาตรเพิ่มขึ้น เมื่อเปรี ยบเทียบค่าปริ มาตรทรายที่เท่ากัน นํ้าหนักของ ทรายที่มีความชื้นจะน้อยกว่านํ้าหนักทรายปกติ ซึ่งจะมีผลให้การหาหน่วยนํ้าหนักและการ หาส่ วนผสมคอนกรี ตด้วยการตวงปริ มาตรมีโอกาสผิดพลาด ดังนั้นการหาหน่วยนํ้าหนัก ของมวลรวมควรทําในสภาพอบแห้ง (Oven-Dry)
  • 51.
    46 รูปที่ 1 ปริมาตรที่เพิ่มขึนเมื่อทรายมีความชื น ้ ้ 2. ช่ องว่างระหว่างมวลรวม (Voids) เป็ นค่าที่แสดงถึงว่ามีอากาศปนแทรกอยูระหว่างมวลรวมเท่าใด โดยทั้งนี้ ไม่รวมช่องว่างภายในของมวล ่ รวม (Pores in Aggregate) และยังบอกถึงอัตราการอัดแน่นของวัสดุผสมว่าแน่นเพียงใด นันคือ ่ มวลรวมชนิดเดียวกัน (มีค่าความถ่วงจําเพาะเท่ากัน) ถ้ามวลรวมมีค่าหน่วยนํ้าหนักมากกว่า แสดงว่า มวลรวมนั้น มีช่องว่างระหว่างมวลรวมที่นอยกว่า และการลดช่องว่างระหว่างมวลรวมทําได้โดยการเลือกใช้ ้ มวลรวมที่มีขนาดคละไล่เรี ยงกัน ซึ่งจะทําให้ช่วยลดปริ มาณซีเมนต์เพสท์ รูปที่ 2 การเรี ยงตัวของขนาดคละต่ าง ๆ กัน จากการทดลองผสมมวลรวมหยาบและมวลรวมละเอียดด้วยอัตราส่วนต่าง ๆ และทําการหาหน่วยนํ้าหนัก พบว่า หน่วยนํ้าหนักจะมีค่าสูงสุ ดเมื่อใช้ปริ มาณส่วนละเอียด 34%-40% โดยนํ้าหนัก ณ จุดดังกล่าวมวลรวม จะมีความแน่งสูงสุ ด (ช่องว่างระหว่างมวลรวมน้อยสุด) ดังนั้นเราจึงควรใช้สดส่วนของส่วนละเอียดในช่วง ั ดังกล่าวเพราะจะใช้ซีเมนต์เพสท์นอยที่สุด แต่ในทางปฏิบติตองคํานึงถึงความสามารถในการเทได้ของ ้ ั ้ คอนกรี ตสดด้วย
  • 52.
    47 การทดสอบหาหน่ วยนําหนักและช่ องว่างระหว่างมวลรวม ้ มาตรฐานที่ใช้ ASTM C 29 Standard Test Method for Unit Weight and Voids in Aggregate อุปกรณ์ 1. เครื่ องชังที่อ่านได้ละเอียดถึง 0.05 กก. ของนํ้าหนักที่ใช้ทดสอบ ่ 2. เหล็กตําลักษณะเป็ นท่อนเหล็กกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 5/8” (16 มม.) ยาว 24” (600 มม.) 3. ถังเหล็กทรงกระบอก มีขนาดต่าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 1 4. เหล็กปาด ช้อนตัก เทอร์โมมิเตอร์ ตารางที่ 1 ขนาดของถังเหล็กทรงกระบอก ความจุ เส้นผ่าน ความสู งภายใน ขนาดใหญ่ สุด (ลตร) ศู นย์กลางภายใน (มม.) ิ ของมวลรวม (มม.) (มม.) 1″ 3 155 ( 6 ′′ ) 160 ( 6.1′′ ) 12.5 ( 2 ) 10 205 ( 8 ′′ ) 308 ( 11.5′′ ) 25.0 ( 1 ′′ ) 11″ 15 255 ( 10′′ ) 295 ( 11.0′′ ) 40.0 ( 2 ) 30 355 ( 14′′ ) 305 ( 11.2′′ ) 100.0 ( 4 ′′ ) การคํานวณปริมาตรถัง 1. ชงนํ้าหนักถังเปล่า (ค่าตัวอย่าง T = 2.75 กก.) ่ั 2. เติมนํ้าให้เต็มถังจนล้น ไล่ฟองอากาศในนํ้าให้หมด ชังนํ้าหนักถังที่บรรจุน้ าเต็มถัง (ค่าตัวอย่าง ่ ํ นํ้าหนักถัง + นํ้า = 5.4 กก.) 3. คํานวณหานํ้าหนักของนํ้าที่บรรจุในถัง (ควรละเอียดถึง ± 0.05 กก.) ซึ่งนํ้าหนักของนํ้าในถัง มีค่าเท่ากับนํ้าหนักถังที่บรรจุน้ าเต็มหักออกด้วยนํ้าหนักถังเปล่า (ค่าตัวอย่าง นํ้าหนักนํ้า = 5.40- ํ 2.75 = 2.65 กก.) 4. วัดอุณหภูมของนํ้าในถัง เพื่อหาหน่วยนํ้าหนักของนํ้าจากตารางที่ 2 ถ้าอุณหภูมิไม่ตรงตาม ิ ข้อมูลที่แสดงในตารางให้เทียบตามสัดส่วนได้ 5. สูตรการคํานวณหาปริ มาตรของถัง
  • 53.
    48 นํ�าหนักของนํ�าในถัง ปริ มาตรถัง = หน่วยนํ�าหน◌ักของนํ� 2.65 = 998 = 2.65 X 10-3 ลบ.ม. (ค่าตัวอย่างหน่ วยนํ้าหนักของนํ้า = 998 กก./ลบ.ม.) ตารางที่ 2 หน่ วยนําหนักของนํา ้ ้ อุณหภูมิ ปอนด์ /ลบ.ฟุต กก./ลบ.เมตร องศาฟาเรนไฮต์ องศาเซลเซียส 60.0 15.6 62.366 999.01 65.0 18.3 62.336 998.54 70.0 21.1 62.301 997.97 (73.4) (23.0) (62.274) (997.54) 75.0 23.9 62.261 997.32 80.0 26.7 62.216 996.59 85.0 29.4 62.166 995.83 วิธีทดสอบ การหาหน่ วยนํ้าหนักของมวลรวมโดยการกระทุง (Rodding Procedure) ใช้กบหิ นขนาดใหญ่สุดไม่ ้ ั เกิน 1 1/2" มีข้นตอนดังนี้ ั 1. นําตัวอย่างที่จะทดสอบมาอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนนํ้าหนักคงที่ จากนั้นชังนํ้าหนักถังเปล่า แล้วบันทึกค่านํ้าหนักไว้ ่ 2. ใส่ ตวอย่างทดสอบลงในถังประมาณ 1/3 ของความจุ เกลี่ยให้ได้ระดับแล้วตําด้วยเหล็กตํา 25 ั ครั้ง โดยตําให้ทวทั้งผิวหน้า เติมตัวอย่างทดสอบวัดให้ได้ปริ มาณ 1/3 ของความจุ เกลี่ยให้ได้ ั่ ระดับแล้วตําด้วยเหล็กตํา 25 ครั้ง โดยตําให้ทวทั้งผิวหน้า เติมตัวอย่างทดสอบวัดให้ได้ ั่ ปริ มาณ 2/3 ของความจุถง ตําอีก 25 ครั้ง จากนั้นเติมตัวอย่างทดสอบให้เต็มจนล้นถัง ตําอีก ั 25 ครั้ง ใช้เหล็กปาดให้เรี ยบเสมอขอบถัง
  • 54.
    49 ข้อควรระวง ในการตําชั้นแรกไม่ ควรให้เหล็กตํากระทบกันถัง สําหรั บการตําชั้นที่สองและการตําชั้นที่สาม ั ใช้ แรงพอประมาณ โดยใช้ เหล็กตําให้ ทะลุถึงชั้นถัดไปเท่ านั้น 3. ชังนํ้าหนักถังพร้อมตัวอย่างทดสอบ (ค่าตัวอย่าง G = 7.20 กก.) ซึ่งควรชังได้ละเอียดถึง 0.1% ่ ่ หักนํ้าหนักที่ชงได้ดวยนํ้าหนักถังเปล่า จะได้น้ าหนักของตัวอย่างทดสอบ ่ั ้ ํ การคํานวณ ค่าตัวอย่าง น้ าหนกถง T ํ ั ั = 2.75 กก. นํ้าหนักตัวอย่าง+ถัง G = 7.20 กก. นํ้าหนักตัวอย่าง G-T = 7.20 – 2.75 = 4.45 กก. ค่าปริ มาตรถัง V = 2.65 X 10-3 ลบ.ม. ค่าเปอร์เซ็นต์การดูดซึมของหิ น A = 0.26 % หน่วยนํ้าหนักอัดแน่น (Oven-Dry) นํ�าหนักมวลรวม M = ปริมาตรถัง G−T 7.20 - 2.75 = V = 2.65 × 10 -3 = 1,679.25 กก. /ลบ.ม. หน่วยน้ าหนกที่สภาพอ่มตวผวแหง ํ ั ิ ั ิ ้ A Mssd = M (1 + 100 ) 0.26 = 1,679.25 (1 + 100 ) = 1,683.62 กก. /ลบ.ม. เปอร์เซ็นต์ปริ มาณช่องว่างระหว่างมวลรวม (S × W) - M × 100 % Voids = S×W
  • 55.
    50 (2.76 × 998) - 1,679.25 × 100 = 2.76 × 998 = 39.04 % S = ค่าความถ่วงจําเพาะของมวลรวม (ค่าตัวอย่างจากการทดสอบค่าความถ่วงจําเพาะ = 2.76) = ความหาแน่นของนํ้า (ค่าตัวอย่าง = 988 กก. /ลบ.ม.) ตารางที่ 3 ตัวอย่ างการหาค่ าหน่ วยนําหนักและปริมาณช่ องว่างระหว่างมวลรวม ้ No. 1 No. 2 Weight of Measuring Cylinder, T (kg) 2.75 2.75 Weight of Cylinder and Water (kg) 5.40 5.40 Weight of Water (kg) 2.65 2.65 Volume of Measuring Cylinder, V (m3) 2.65X10-3 2.65X10-3 Weight of Cylinder + Sample, G (kg) 7.20 7.15 Weight of Sample Alone (kg) 4.45 4.40 Unit Weight of Sample, M (kg/m3) 1,679.25 1,660.38 Unit Weight of Sample at SSD, Mssd (kg/m3) 1,683.62 1,664.70 Bulk Specific Gravity (Oven-Dry) 2.76 2.76 Percentage of Voids (%) 39.04 39.72 Average Unit Weight of Sample (kg/m3) 1,674.16 Average Percentage of Voids (%) 39.38
  • 56.
    51 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล และอภิปรายผล Lab 1 Sieve Analysis of the Fine and Coarse Aggregate ผลการทดลอง Sieve Sieve Weight Weight Cumulative Percentage Passing No. Opening retained retained retained (%) (in.) (mm.) (gm.) (%) (%) 1 25.4 0 0.000 0.000 100.000 ¾ 19.0 105 10.521 10.521 89.479 ½ 12.5 493 49.399 59.920 40.080 3/8 9.51 191 19.158 79.058 20.842 4 4.75 186 18.637 97.695 2.805 PAN 23 2.305 100.000 0.000 998 100 347.194 US. Sieve Size 120 100 80 Percentage Coarser 60 40 20 0 100 10 1 Type Sieve size
  • 57.
    52 วิเคราะห์ ผลการทดลอง วัสดุผสมที่ดีที่เหมาะสมที่จะนํามาผสมกับคอนกรี ต เพื่อให้ได้คอนกรี ตที่มีคุณสมบัติที่ดี นั้น ต้องมีขนาดคละที่ดี เพราะจะทําให้สามารถจัดเรี ยงตัวได้แน่น และทําให้สามารถลดปริ มาณ การใช้ซีเมนต์ลงได้ ทําให้ได้คอนกรี ตในราคาที่ถูกลง ซึ่ งสามารถสังเกตได้จากกราฟ Grain Size Analysis โดยพิจารณาจากรู ปร่ างลักษณะกราฟ ซึ่ งจากการทดลองพบว่าวัสดุที่นามาทดลองมี ํ ขนาดคละทีดี เพราะมีค่า CU = และ CC = ซ่ ึ งบ่อบอกวสดุทดสอบมีขนาดคละที่ดี คือ มี ั ขนาดตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่ ในอัตราส่วนที่ดี
  • 58.
    53 Lab 2 TestMethod of Concrete Aggregate by use of the Log Angeles Machine (ไม่ได้ ทําการทดลอง)
  • 59.
    54 Lab 3 Testmethod for Organic impurities in Fine Aggregates for Concrete ผลการทดลอง วิเคราะห์ ผลการทดลอง จากการทดลอง โดยใช้วิธีจาแนกสี ของสารละลาย ด้วยแผ่นกระจกสีมาตรฐาน ซึ่งเปรี ยบเทียบกับสี ํ มาตรฐานการ์ ดเนอร์ ได้เป็ นสีเหลือง หรื อตามสีมาตรฐานเบอร์ 2 แสดงว่า ถาสีของสารละลายเหนือตวอย่าง ้ ั มวลรวมละเอียดเข้มกว่าสารละลายสี มาตรฐานมวลรวมละเอียดที่นามาทดสอบมีอินทรี ยสารเจือปนไม่มาก ํ ์ สามารถนํามาผสมคอนกรี ตได้ โดยไม่เป็ นอันตรายต่อคอนกรี ต
  • 60.
    55 Lab 4 UnitWeight and Absorption of Concrete Aggregate ผลการทดลอง มวลรวมหยาบ ก่อนอบ นน. หินในสภาพ SSD 5000 g นน. หินในสภาพ SSD เมื่อชังในนํ้า ่ 3400 g หลงอบ ั นน. ถาดหิน 279.73 g นน. หินแหง + ถาดหิน ้ 5.26 kg นน.หิ นแห้ง 4980.27 g มวลรวมละเอียด ก่อนอบ (Calibrate) นน. กระบอกตวง 0.344 kg นน. กระบอกตวง + นํ้า ที่ 500 ml 0.854 kg นน. กระบอกตวง + นํ้า + ทราย ที่ 500 ml 1.169 kg หลงอบ ั นน. ทรายแหง + ถาดทราย ้ 954.30 g นน. ถาดทราย 455.24 g นน.ทรายแห้ง 499.06 g Water Content มวลรวมหยาบ หิน 997.00 g นน หินแหง+ชาม ้ 994.05 g นน ชามใส่หิน 58.26 g มวลรวมละเอียด ทราย 869.00 g นน ทรายแหง+ชาม ้ 866.80 g นน ชามใส่ทราย 48.61g
  • 61.
    56 =3.112 4980.27 มวลรวมหยาบ 5000−3400 Bulk Specific Gravity (Sd) = 5000 5000−3400 Bulk Specific Gravity (Saturated surface dry) (Ss) = = 3.125 4980.27 4980.27−3400 Apparent Specific Gravity (Sa) = = 3.151 5000−4980.27 ×100 = 0.3961 % 4980.27 Absorption % (a) = มวลรวมละเอียด =2.697 499.06 854+500−1169 Bulk Specific Gravity (Sd) = 500 854+500−1169 Bulk Specific Gravity (Saturated surface dry) (Ss) = = 2.702 499.06 854+499.06−1169 Apparent Specific Gravity (Sa) = = 2.711 500−499.06 ×100 = 0.188 % 499.06 Absorption % (a) = วิเคราะห์ ผลการทดลอง มวลรวมหยาบมี การดูดซึมนํ้า 0.3961 % และมวลรวมละเอียดมีการดูดซึมนํ้า 0.188 % ซึ่งเมื่อนําไป เป็ นวัสดุผสมของคอนกรี ต จะต้องทําการปรับนํ้าตามอัตราการดูดซึมนํ้าของมวลรวมที่คานวณได้น้ ี ํ
  • 62.
    57 Lab 5 UnitWeight and Voids in Aggregate ผลการทดลอง Sand Rock Weight of measuring cylinder, kg 4.66 8.743 Weight of cylinger + water, kg 9.295 19.805 Weight of water to fill the cylinder, kg 4.635 11.062 Weight of cylinder + aggregate, kg 9.295 20.32 Weight of aggregate to fill the cylinder, kg 4.635 11.577 Unit weight of aggregate, kg/m3 1426.818 1674.015 π 16.5 2 15.2 𝑉𝑠 = � � = = 0.003 m3 4 100 100 4.635 𝛾𝑠 = = 1426.818 0.003 𝜋 20.62 2 20.72 𝑉𝑅 = � � ×� � = 0.007 𝑚3 4 100 100 11.577 γR = = 1674.015 0.007 วิเคราะห์ ผลการทดลอง หน่วยนํ้านักจะเปลี่ยนไปตามความชื้น เพราะความชื้นจะทําให้แต่ล่ะอนุภาคอยูห่างกัน และยากที่จะ ่ จัดเรี ยนอนุภาคให้ได้ปริ มาตรน้อยที่สุด ซึ่งจะทําให้ปริ มาตรลดลงและ Void สูงขึ้นเรี ยกว่าการ Buckling ซ่ึง จากการทดลองพบว่า หน่วยนํ้าหักของมวลรวมหยาบ และ มวลรวมละเอียด เท่ ากับ 1674.015 , 1426.818 ตามลําดับ
  • 63.
    58 บทที่ 5 สรุปและวิจารณ์ ผลการทดลอง จากการทดลอง คุณสมบัติของมวลรวมด้านต่าง ๆ พบว่า มวลรวมที่นามาทดสอบนํ้ามี ํ คุณภาพที่ ดีพ อที่ จ ะสามารถนําไปผสมในคอนกรี ตได้โ ดยที่ จ ะไม่ท ําให้ คอนกรี ตเกิ ดความ เสี ยหาย เป็ นไปตามมาตรฐาน ASTM โดยมวลรวมหยาบมีส่วนคละที่ดี มีอตราการดูดซึ มนํ้า ั เท่ากับ 0.3964% และมีหน่วยนํ้าหนักเท่ากับ 1674.015 กิ โลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมวลรวม ่ ้ ่ ละเอียด มีสารอินทรี ยเ์ จือปนอยูนอยมาก (สี ออนกว่าสี มาตรฐานเบอร์ 3) และมีอตราการดูดซึ ม ั นํ้าเท่ากับ 0.188 % และมีหน่วยนํ้าหนักเท่ากับ 1426.818 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  • 64.
    59 บรรณานุกรม 1. Website: http://th.wikibooks.org/wiki คอนกรี ตเทคโนโลยี 2. Website: คอนกรี ตเทคโนโลยี จากซีแพค (http://arsar.yota-thai.net/index.php?topic=162.0 ) 3. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย ศ.ดร. วินิจ ช่อวิเชียร 4. เอกสารปฏิบติการเทคโนโลยคอนกรีต Concrete Technology Laboratory (มหาวิทยาลัยรามคําแหง) ั ี 5. หนงสือ เทคโนโลยีคอนกรี ตบดอัด สถาบนเทคโนโลยพระจอมเกลาพระนครเหนือ ั ั ี ้ 6. เอกสาร ปฏิบติการทดสอบคอนกรี ตเทคโนโลยี โดย อุดมวิทย์กาญจนวรงค์ ั 7 บทความ การเตรี ยมคอนกรี ต วัสดุที่ใช้ผสมคอนกรี ต และคอนกรี ตผสมสําเร็ จ (Ready Mixed Concrete) จากเวบไซต์ (http://www.civilclub.net/articles/engineering/concrete-preparation.php ) ็ 8. เอกสารเรื่ องมาตรฐานงานคอนกรี ต สภาวิศวกร 9. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย บริ ษท ทีพีไอ จํากัด (มหาชน) ั 10. หนังสือ คอนกรี ตเทคโนโลยี โดย บริ ษท ซีแพค จํากัด (มหาชน) ั 11.เอกสาร สมาคมคอนกรี ตแห่ งประเทศไทย 12.เอกสารเรื่ องมาตรฐานงานคอนกรี ต วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 13.สารานุกรมไทยสําหรับเยาวชนเล่มที่ 2 เรื่ องคอนกรี ต
  • 65.
  • 66.
    มยผ. 1201-50 มาตรฐานการทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม (Standard Test Method for Sieve Analysis of Fine and Coarse Aggregates) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชสําหรับการทดสอบมวลรวมเฉพาะในงานคอนกรีต 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาการกระจายของขนาด (Particle Size Distribution) ของมวล รวมทั้งมวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบโดยการรอนดวยตะแกรงขนาดมาตรฐาน 1.3 คาพิกัดความละเอียด (Fineness Modulus) ในการทดสอบนี้ ใชสําหรับมวลรวมละเอียดเทานั้น 1.4 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “การกระจายของขนาดวัสดุมวลรวม (Particle Size Distribution)” หมายถึง การที่มวลรวมประกอบดวยเม็ด วัสดุหลายขนาดตางๆ กัน ซึ่งคุณสมบัติทางกายภาพของมวลรวมจะขึ้นอยูกับขนาดของเม็ดวัสดุ โดยการ กระจายของขนาดเม็ดวัสดุมวลรวมจะแสดงดวยกราฟความสัมพันธระหวางขนาดตะแกรงมาตรฐานในสเกล ลอการิทึม (Logarithm Scale) เปนแกนนอนกับรอยละโดยมวลของมวลรวมที่ผานตะแกรงเปนแกนตั้ง ซึ่ง เรียกวา กราฟการกระจายของขนาดวัสดุมวลรวม “ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด “พิกัดความละเอียด (Fineness Modulus)” หมายถึง ตัวเลขดัชนีที่เปนปฏิภาคโดยประมาณกับขนาดเฉลี่ย ของมวลรวม “มวลรวม (Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ขึ้นไป “มวลรวมละเอียด (Fine Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร “มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุทใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75 ี่ มิลลิเมตร ขึ้นไป 3. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก 3.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 33: Specification for Concrete Aggregates
  • 67.
    2 4. เครื่องมือ 4.1 ตะแกรงชองผานเปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดชองผานตางๆตามตองการพรอมเครื่องมือเขยาตะแกรง โดยตะแกรงตองสามารถปองกันไมใหตัวอยางมวลรวมที่ทดสอบสูญหายจากตะแกรง 4.2 เครื่องชั่งสําหรับชั่งตัวอยางมวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบใหมีลกษณะดังนี้ ั 4.2.1 สําหรับตัวอยางมวลรวมละเอียด ใหใชเครื่องชั่งที่สามารถอานไดถึง 0.1 กรัม และมีความถูกตอง อยูในชวง 0.1 กรัม หรือรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ โดยใหใชคาที่มากกวาเปน เกณฑ 4.2.2 สําหรับตัวอยางมวลรวมหยาบ หรือมวลรวมที่มีสวนผสมของทั้งมวลรวมละเอียดและมวลรวม หยาบ ใหใชเครื่องชั่งที่สามารถอานไดถึง 0.5 กรัม และมีความถูกตองอยูในชวง 0.5 กรัม หรือ รอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ โดยใหใชคาที่มากกวาเปนเกณฑ 4.3 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110 ± 5 องศาเซลเซียส 4.4 เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) 4.5 แปรงทําความสะอาดตะแกรงชนิดลวดทองเหลือง และแปรงขนหรือแปรงพลาสติก 5. การเตรียมตัวอยาง 5.1 เตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียดโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนามดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือ เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) นําไปอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ แลว ชั่งตัวอยางมวลรวมหลังอบแหงใหไดไมนอยกวา 300 กรัม 5.2 เตรียมตัวอยางมวลรวมหยาบโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนามดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือ เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) นําไปอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ แลว ชั่งตัวอยางมวลรวมหลังอบแหงใหไดตามตารางที่ 1 โดยพิจารณาจากขนาดระบุใหญสุดของตัวอยาง มวลรวมหยาบ 6. การทดสอบ 6.1 สําหรับมวลรวมละเอียด ใหเตรียมตะแกรงขนาดตางๆ ที่จะใชทดสอบ ดังนี้ ขนาด 9.50 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) ขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ขนาด 2.36 มิลลิเมตร (เบอร 8) ขนาด 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16) ขนาด 0.60 มิลลิเมตร (เบอร 30) ขนาด 0.30 มิลลิเมตร (เบอร 50) และขนาด 0.15 มิลลิเมตร (เบอร100) แลวบันทึกขนาดตะแกรงลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ก) 6.2 สําหรับมวลรวมหยาบ ใหเตรียมตะแกรงขนาดตางๆ ที่จะใชทดสอบตามตารางที่ 3 โดยพิจารณาจากขนาด ระบุใหญสุดของมวลรวมหยาบ แลวบันทึกขนาดตะแกรงลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ก) 6.3 ชั่งมวลตะแกรงและถาดรอง แลวบันทึกขอมูลลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ข)
  • 68.
    3 6.4 นําตะแกรงขนาดตางๆ และถาดรองมาวางซอนกันเปนชุดโดยเรียงใหตะแกรงขนาดใหญที่สุดอยู ขางบนวางเรียงกันลงมาตามลําดับจนถึงขนาดเล็กสุด 6.5 เทตัวอยางลงบนตะแกรงที่อยูขางบนสุด ปดฝาใหแนนแลวเขยาดวยมือหรือเครื่องเขยาจนตัวอยางที่คาง บนตะแกรงไมผานไปยังตะแกรงชั้นถัดไป (ใชเวลาเขยาประมาณ 10 นาที) 6.6 ชั่งมวลตะแกรงกับตัวอยางที่คางและถาดรองกับตัวอยางที่คาง แลวบันทึกขอมูลลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 ในชอง (ค) 6.7 สําหรับตะแกรงที่มีขนาดชองผานเล็กกวา 4.75 มม. (เบอร 4) ปริมาณตัวอยางที่คางบนตะแกรงดังกลาว ตองไมเกิน 7 กิโลกรัมตอตารางเมตร (ประมาณ 200 กรัม สําหรับตะแกรงที่มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 203.2 มม. หรือ 8 นิ้ว) 6.8 สําหรับตะแกรงที่มีขนาดชองผานตั้งแต 4.75 มม. (เบอร 4) ขึ้นไป ปริมาณตัวอยางที่คางตะแกรง (หนวยเปนกิโลกรัม) ตองไมเกินคาผลคูณระหวางจํานวน 2.5 และขนาดของชองผานและพื้นที่สุทธิ ของตะแกรงที่ใชรอน (2.5×ขนาดชองผาน (มม.)×พื้นที่สุทธิของตะแกรง (ตร.ม.)) 6.9 ทําการเปรียบเทียบมวลตัวอยางทั้งหมดหลังการทดสอบกับมวลตัวอยางมวลรวมอบแหงทั้งหมดกอน การทดสอบ หากพบวามีคาแตกตางกันเกินรอยละ 0.3 ไมควรนําผลการทดสอบนั้นมาพิจารณา 6.10 มวลของตัวอยางมวลรวมที่หายไปเนื่องจากการรอนผานตะแกรงจนแตกเปนเม็ดละเอียดหรือผงฝุน ให ถือเปนมวลที่คางบนถาดรอง ตารางที่ 1 มวลของตัวอยางมวลรวมหยาบที่ใชในการทดสอบ (ขอ 5.2) ขนาดระบุใหญสุด มวลตัวอยางที่นํามาทดสอบ (Nominal Maximum Size) ไมนอยกวา (กิโลกรัม) 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) 1.0 12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) 2.0 19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) 5.0 25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) 10.0 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) 15.0 50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) 20.0 63.0 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว) 35.0 75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว) 60.0 90.0 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว) 100.0 100.0 มิลลิเมตร (4 นิ้ว) 150.0 125.0 มิลลิเมตร (5 นิ้ว) 300.0
  • 69.
    4 7. การคํานวณ 7.1 หามวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง(ชอง ง) เทากับมวลตะแกรงกับมวลรวม (ชอง ค) หักออกดวยมวล ตะแกรง (ชอง ข) ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 7.2 หารอยละโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง จ) เทากับมวลของมวลรวมที่คางตะแกรงแตละ ขนาด (ชอง ง) หารดวย มวลของมวลรวมอบแหงทั้งหมดที่ใชในการทดสอบ 7.3 หารอยละสะสมโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง ฉ) เทากับผลบวกสะสมของรอยละโดย มวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง จ) 7.4 หารอยละโดยมวลของมวลรวมที่ผานตะแกรง (ชอง ช) เทากับจํานวน 100 หักออกดวยรอยละสะสม โดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรง (ชอง ฉ) 7.5 คํานวณคาพิกัดความละเอียด (Fineness Modulus) คาพิกัดความละเอียด = ผลรวมของรอยละสะสมโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรงขนาดมาตรฐาน 100 การคํานวณคารอยละโดยมวลตางๆ ใหใชถึงทศนิยม 1 ตําแหนง และสําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้ง ใหอานคาละเอียด ถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ 8. การรายงานผล 8.1 รายงานคารอยละโดยมวลของมวลรวมที่ผานตะแกรง ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-1 8.2 รายงานผลโดยการเขียนกราฟ ตามแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1201-2 9. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให 9.1 สําหรับมวลรวมละเอียด จะตองมีขนาดคละเปนไปตามที่แสดงไวใน ตารางที่ 2 โดยจะตองมีคารอยละ โดยมวลที่คางบนตะแกรงระหวางตะแกรงเบอรใดๆ ที่ติดกันไดไมเกินรอยละ 45 9.2 สําหรับมวลรวมหยาบ จะตองมีขนาดคละเปนไปตามที่แสดงไวใน ตารางที่ 3 9.2 ขนาดคละของมวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบ ตามขอ 9.1 และ ขอ 9.2 ไมครอบคลุมถึง มวลรวม ประเภทมวลรวมหนัก (Heavyweight Aggregates) และ มวลรวมเบา (Lightweight Aggregates) 9.3 คาพิกัดความละเอียด (Fineness Modulus) ใหเปนไปตาม มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและ คอนกรีตเสริมเหล็ก
  • 70.
    5 ตารางที่ 2 ขนาดคละของมวลรวมละเอียดที่ยอมใหตามมาตรฐาน ASTM C33 (ขอ 9.1) ขนาดตะแกรงมาตรฐาน รอยละของวัสดุมวลที่ผานตะแกรง 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) 100 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) 95-100 2.36 มิลลิเมตร (เบอร 8) 80-100 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16) 50-85 0.60 มิลลิเมตร (เบอร 30) 25-60 0.30 มิลลิเมตร (เบอร 50) 5-30 0.15 มิลลิเมตร (เบอร 100) 0-10 10. ขอควรระวัง 10.1 การแบงตัวอยางดวยเครื่องแบงตัวอยาง ตองใชเครื่องมือขนาดชองกวางประมาณ 1.5 เทาของขนาดเม็ด วัสดุที่มีขนาดใหญที่สุด 10.2 ตรวจดูตะแกรงใหอยูในสภาพสมบูรณกอนใชงาน 10.3 ไมควรใสตัวอยางที่ยังรอนอยูลงในตะแกรง 10.4 การเขยาไมควรเขยานานจนตัวอยางกระแทกแตกเปนผง 11. เอกสารอางอิง 11.1 มาตรฐานงานชาง มยธ (ท) 101.1-2534 วิธีการทดสอบหาสวนคละของวัสดุมวลรวม กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 11.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 33: Specification for Concrete Aggregates 11.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to Concrete and Concrete Aggregates 11.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 136: Standard Test Method for Sieve Analysis of Fine and Coarse Aggregates **********
  • 71.
    ตารางที่ 3 ขนาดคละของมวลรวมหยาบที่ยอมใหตามมาตรฐานASTM C33 (ขอ 6.2 และ 9.2) เลขขนาด รอยละที่ผานตะแกรงแตละขนาด (size ชวงขนาดของมวล 100 มม. 90 มม. 75 มม. 63 มม. 50 มม. 37.5 มม. 25 มม. 19.0 มม. 12.5 มม. 9.5 มม. 4.75 มม. 2.36 มม. 1.18 มม. 0.30 มม. number) รวม (4 นิ้ว) (3.5 นิ้ว) (3.0 นิ้ว) (2.5 นิ้ว) (2 นิ้ว) (1.5 นิ้ว) (1 นิ้ว) (3/4 นิ้ว) (0.5 นิ้ว) (3/8 นิ้ว) (เบอร4) (เบอร8) (เบอร16) (เบอร50) 1 90 ถึง 37.5 มม. 100 90ถึง100 --- 25 ถึง 60 --- 0 ถึง 15 --- 0 ถึง 5 --- --- --- --- --- --- 2 63 ถึง 37.5 มม. --- --- 100 90ถึง100 35 ถึง 70 0 ถึง 15 --- 0 ถึง 5 --- --- --- --- --- --- 3 50 ถึง 25 มม. --- --- --- 100 90 ถึง 100 35 ถึง 70 0 ถึง 15 --- 0 ถึง 5 --- --- --- --- --- 357 50 ถึง 4.75 มม. --- --- --- 100 95 ถึง 100 --- 35 ถึง 70 --- 10 ถึง 30 --- 0 ถึง 5 --- --- --- 4 37.5 ถึง 19.0 มม. --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 20 ถึง 55 0 ถึง 15 --- 0 ถึง 5 --- --- --- --- 467 37.5 ถึง 4.75 มม. --- --- --- --- 100 95 ถึง 100 --- 35 ถึง 70 --- 10 ถึง 30 0 ถึง 5 --- --- --- 5 25.0 ถึง 12.5 มม. --- --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 20 ถึง 55 0 ถึง 10 0 ถึง 5 --- --- --- --- 56 25.0 ถึง 9.5 มม. --- --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 40 ถึง 85 10 ถึง 40 0 ถึง 15 0 ถึง 5 --- --- --- 57 25.0 ถึง 4.75 มม. --- --- --- --- --- 100 95 ถึง 100 --- 25 ถึง 60 --- 0 ถึง 10 0 ถึง 5 --- --- 6 19.0 ถึง 9.5 มม. --- --- --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 20 ถึง 55 0 ถึง 15 0 ถึง 5 --- --- --- 67 19.0 ถึง 4.75 มม. --- --- --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 --- 20 ถึง 55 0 ถึง 10 0 ถึง 5 --- --- 7 12.5 ถึง 4.75 มม. --- --- --- --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 40 ถึง 70 0 ถึง 15 0 ถึง 5 --- --- 8 9.5 ถึง 2.36 มม. --- --- --- --- --- --- --- --- 100 85 ถึง 100 10 ถึง 30 0 ถึง 10 0 ถึง 5 --- 89 9.5 ถึง 1.18 มม. --- --- --- --- --- --- --- --- 100 90 ถึง 100 20 ถึง 55 5 ถึง 30 0 ถึง 10 0 ถึง 5 9A 4.75 ถึง 1.18 มม. --- --- --- --- --- --- --- --- --- 100 85 ถึง100 10 ถึง 40 0 ถึง 10 0 ถึง 5
  • 72.
    -7- โครงการ............................................... บฟ. มยผ. 1201-1 ทะเบียนทดสอบ........................ ............................................................. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูทดสอบ สถานที่กอสราง.................................... การทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม ............................................................. ทดสอบครั้งที่...................... มวลรวม.............................. ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่........................ แผนที่....... แหลงวัสดุ............................ อนุมติ ั มวลของ มวลของ รอยละโดย รอยละสะสม รอยละโดย มวลของ ตะแกรง มวลรวม ขนาดตะแกรง มวลของ โดยมวลของ มวลของ ตะแกรง + มวลรวม ที่คางบน (มิลลิเมตร) มวลรวมที่คาง มวลรวมที่คาง มวลรวมที่ผาน (กรัม) (กรัม) ตะแกรง (ก) บนตะแกรง บนตะแกรง ตะแกรง (ข) (ค) (กรัม) (จ) (ฉ) (ช) (ง) 9.50 (3/8 นิ้ว) 4.75 (เบอร 4) 2.36 (เบอร8) 1.18 (เบอร16) 0.60 (เบอร 30) 0.30 (เบอร 50) 0.15 (เบอร 100) ถาดรอง รวม คาพิกัดความละเอียด = ผลรวมของรอยละสะสมโดยมวลของมวลรวมที่คางบนตะแกรงขนาดมาตรฐาน 100 หมายเหตุ : การคํานวณคาตางๆ ในตาราง ดังนี้ 1. ชอง (ง) = ชอง (ค) – ชอง (ข) 2. ชอง (จ) = ชอง (ง) / มวลของมวลรวมอบแหงทั้งหมดที่ใชในการทดสอบ (ผลรวมของชอง (ง)) 3. ชอง (ฉ) = เทากับผลบวกสะสมของรอยละโดยมวลของมวลรวมทีคางบนตะแกรง (ชอง (จ)) ่ 4. ชอง (ช) = 100 – ชอง (ฉ) 5. คาพิกัดความละเอียด = ผลรวมสะสมของชอง (ฉ) / 100 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต 7 มยผ. 1201-50
  • 73.
    โครงการ …………………………………………..…. ทะเบียนทดสอบ………………………... บฟ. มยผ. 1201-2 ......................………………………………………… ผูทดสอบ สถานที่กอสราง ……………..………………………. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ……………………………………………………….. การทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม ผูตรวจสอบ ทดสอบครังที่ ………………………………………... ้ มวลรวม................................................................................. ทดสอบวันที่…………………… แผนที่ …..………... แหลงวัสดุ…………............................................................... อนุมัติ กราฟการกระจายของขนาดวัสดุมวลรวม -8- 100 90 80 รอยละโดยมวลที่ผานตะแกรง 70 60  50 40 30 20 10 0 100.0 10.0 1.0 0.1 ขนาดตะแกรงมาตรฐาน (มม.)
  • 74.
    มยผ. 1202-50 มาตรฐานการทดสอบหาความตานทานตอการสึกกรอนของมวลรวมหยาบ โดยใชเครื่องทดสอบลอสแองเจลิส (Standard Test Method for Resistance to Degradation of Coarse Aggregate by Abrasion and Impact in the Los Angeles Machine) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาความตานทานตอการสึกกรอนของวัสดุมวลรวมหยาบโดย ทดสอบการขัดสี (Abrasion) และการกระแทก (Impact) ของมวลรวมหยาบในเครื่องทดสอบหาความสึก กรอน (เครื่องทดสอบลอสแองเจลิส) 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75 มิลลิเมตร ขึ้นไป 3. เครื่องมือ 3.1 เครื่องทดสอบหาความสึกกรอนลอสแองเจลิส มีลักษณะและขนาดตามรูปที่ 1 ประกอบดวยทรงกระบอก เหล็กปดหัวและทาย มีเสนผานศูนยกลางภายใน 711 ± 5 มิลลิเมตร (28 ± 0.2 นิ้ว) ความยาวภายใน 508 ± 5 มิลลิเมตร (20 ± 0.2 นิ้ว) ผนังมีความหนาไมนอยกวา 12.4 มิลลิเมตร ทรงกระบอกเหล็กจะยึดติดอยูกับเพลาที่ สามารถหมุนรอบแกนในแนวราบได โดยมีชองสําหรับใสวัสดุพร อมฝาเหล็ก ซึ่งเมื่อป ดฝาแลวตองมี ลักษณะผิวดานในเหมือนกับผิวของทรงกระบอกและเสมอกันและไมทําใหลูกบดเหล็กทรงกลม (Abrasive Charge) สะดุดเวลากลิ้งผานรอยตอ มีเหล็กขวางสูง 89 ± 2 มิลลิเมตร (3.5 ± 0.1 นิ้ว) ยาว 508 ± 5 มิลลิเมตร (20 ± 0.2 นิ้ว) ติดแนนตามแนวยาวดานในทรงกระบอกเหล็ก เหล็กขวางดังกลาวควรใชเหล็กที่มี หนาตัดเปนรูปสี่เหลี่ยมผืนผาหรือเหล็กฉากยึดติดกับผนังของทรงกระบอกเหล็ก โดยใหดานนอกของเหล็ก ฉากหันไปตามทิศทางที่หมุน ความสูงของเหล็กขวางตองวางตัวอยูในแนวรัศมีของทรงกระบอก ระยะจาก เหล็กขวางถึงชองสําหรับใสวัสดุไมนอยกวา 1,270 มิลลิเมตร (50 นิ้ว) เมื่อวัดตามความยาวเสนรอบวง ภายนอกทรงกระบอกเหล็ก
  • 75.
    -10- ผนังทรงกระบอกเหล็ก ทิศทางของการหมุน หนาไมนอยกวา 12.4 มม. ปะเก็น ปะเก็น แผนรองความหนา เทากับประเก็น แผนรองหนาเทากับ เหล็กฉากขนาด 12.7 มม. +ความหนาประเก็น 89 มม. 152×102×12.7 มม. เหล็กแผนขนาด 89×25.4×50 มม. ฝาปดขนาด ฝาปดขนาด 190×6.4 มม. 190×6.4 มม. แบบขยายที่ใชเหล็กฉากเปนเหล็กขวาง แบบขยายที่ใชเหล็กแผนเปนเหล็กขวาง ความยาววัดตามเสนรอบวง ภายนอกไมนอยกวา 1,270 มม. 508 มม. เหล็กปดหัวทายหนา ไมนอยกวา 12.4 มม. 711 มม. 152 มม. ปะเก็น ทิศทางของ แนะนําใหใช การหมุน มอเตอรกําลังไม ฐานคอนกรีต นอยกวา 1 แรงมา ถาดรองรับตัวอยาง รูปที่ 1 เครื่องมือทดสอบความสึกกรอน (แบบลอสแองเจลิส) 3.2 ตะแกรงสําหรับหาขนาดของวัสดุมวลรวมหยาบ ใหใชตะแกรงมีชองผานเปนสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว) ขนาด 63.0 มิลลิเมตร (2½ นิ้ว) ขนาด 50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) ขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1½ นิ้ว) ขนาด 25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) ขนาด 19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) ขนาด 12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) ขนาด 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) ขนาด 6.3 มิลลิเมตร (1/4 นิ้ว) ขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ขนาด 2.36 มิลลิเมตร (เบอร 8) และขนาด 1.70 มิลลิเมตร (เบอร 12) 3.3 เครื่องชั่งที่มีความถูกตองถึงรอยละ 0.1 ของน้ําหนักของวัสดุมวลรวมที่ใชทดสอบ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1202-50
  • 76.
    -11- 3.4 ลูกบดเหล็กทรงกลมประกอบดวยลูกเหล็กทรงกลมเสนผานศูนยกลางโดยเฉลี่ยประมาณ 46.8มิลลิเมตร ( 1 27 นิ้ว) แตละลูกมีมวลระหวาง 390-445 กรัม จํานวนลูกเหล็กทรงกลมที่ใชในการทดสอบขึ้นอยูกับการ 32 จัดชั้น (Grading) ของตัวอยางทดสอบ ตามที่แสดงไวในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงจํานวนลูกเหล็กทรงกลมที่ใชในการทดสอบของแตละชั้น (ขอ 3.4) จํานวนลูกเหล็กทรงกลม มวลรวมของลูกเหล็ก ชั้น หมายเหตุ (ลูก) ทรงกลม (กรัม) A 12 5,000 ± 25 สําหรับมวลรวมหยาบที่มีขนาด B 11 4,584 ± 25 ระบุใหญสุดไมเกิน 37.5 มม. C 8 3,330 ± 20 D 6 2,500 ± 15 E 12 5,000 ± 25 สําหรับมวลรวมหยาบที่มีขนาด F 12 5,000 ± 25 ระบุใหญสุดเกินกวา19 มม. G 12 5,000 ± 25 4. การเตรียมตัวอยาง 4.1 หากตัวอยางไมมีดินเหนียวปน เชน กรวดปนทราย หรือ หินโม ใหตากตัวอยางจนแหง หรืออบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนไดมวลคงที่ แลวดําเนินการเตรียมตัวอยางตอไปในขอ 5.3 4.2 หากตัวอยางมีดินเหนียวปน หรือมีสวนละเอียดติดเปนกอนใหญแนน ใหนําตัวอยางไปลางน้ําเอาสวนที่ ผานตะแกรงเบอร 8 ออกทิ้ง แลวนําสวนที่คางตะแกรงเบอร 8 มาอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จน มีมวลคงที่ 4.3 นําตัวอยางไปแยกขนาดตามที่กําหนดในตารางที่ 2 หากตัวอยางมีชวงขนาดคละกวางหรือเขาเกณฑได หลายขนาด ใหเลือกใชตัวอยางที่ใกลเคียงกับขนาดที่ตองการใชงานมากที่สุด 5. การทดสอบ นําตัวอยางที่เตรียมไวจากขอ 5 และลูกบดเหล็กทรงกลมจํานวนลูกตามที่กําหนดในขอ 4.4 ใสเขาไปในเครื่อง ทดสอบลอสแองเจลิส หมุนเครื่องดวยความเร็วที่ 30-33 รอบตอนาที ใหไดจํานวนรอบตามที่กําหนดในตารางที่ 2 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1202-50
  • 77.
    -12- เมื่อหมุนไดครบตามกําหนดแลว ใหนําตัวอยางออกจากเครื่องลางสวนที่ผานตะแกรงเบอร 12 ออกทิ้ง นําสวนที่ คางตะแกรงเบอร 12 มาอบที่อุณหภูมิ 110 ± 5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ จึงชั่งหาน้ําหนักตัวอยางที่เหลือ ตารางที่ 2 ขนาดของมวลที่ใชในการทดสอบของแตละชันตัวอยาง ้ (ขอ 4.3) ขนาดตะแกรง (มม.) ขนาดของมวล (กรัม) ของแตละชั้นตัวอยาง ผาน คาง A B C D E F G 75.0 63.0 2,500±50 63.0 50.8 2,500±50 50.8 37.5 5,000±50 5,000±50 37.5 25.0 1,250±25 5,000±25 5,000±25 25.0 19.0 1,250±25 5,000±25 19.0 12.5 1,250±10 2,500±10 12.5 9.5 1,250±10 2,500±10 9.5 6.3 2,500±10 6.3 4.75 2,500±10 4.75 2.36 5,000±10 มวลตัวอยางรวม 5,000±10 5,000±10 5,000±10 5,000±10 10,000±100 10,000±75 10,000±50 จํานวนรอบ 500 1,000 6. การคํานวณ W1 − W2 ความสึกกรอนโดยใชเครื่องลอสแองเจลิส (เปนรอยละ) = × 100 (1) W1 เมื่อ W1 คือ มวลของตัวอยางทั้งหมดที่ใชทดสอบ เปนกรัม W2 คือ มวลของตัวอยางที่คางบนตะแกรงขนาด 1.70 มิลลิเมตร (เบอร 12) หลังการทดสอบ เปนกรัม การคํานวณคารอยละความสึกกรอนโดยการทดสอบดวยเครื่องลอสแองเจลิส ใหใชถึงทศนิยม 1 ตําแหนง และ สําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้งใหอานคาละเอียด ถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ 7. การรายงานผล ใหรายงานคาความสึกกรอนโดยการทดสอบดวยเครื่องลอสแองเจลิส ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1202 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1202-50
  • 78.
    -13- 8. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให คาความสึกกรอนโดยการทดสอบเครื่องลอสแองเจลิส (คิดเปนรอยละ)ของมวลรวมหยาบที่ใชในงานคอนกรีต ตองมีคาไมมากกวารอยละ 50 9. ขอควรระวัง 9.1 ใหทําการชั่งลูกบดเหล็กทรงกลมแตละลูกอยางนอย 1 ครั้ง ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจสอบใหเปนไปตามขอ 3.4 9.2 ในกรณีที่เหล็กขวางเปนเหล็กฉากใหยึดที่ริมฝาเหล็กปดชองใสวัสดุ การยึดตองใหดานนอกของเหล็กฉากหัน ไปในทิศทางที่เครื่องหมุน 9.3 ควรตรวจสอบเหล็กขวางอยางสม่ําเสมอวา ไมเกิดการบิดเบี้ยวหรือชํารุดเสียหาย หากพบการบิดเบี้ยวหรือ ชํารุดใหทําการซอมแซมหรือเปลี่ยนใหมกอนการทดสอบคราวตอไป 10. เอกสารอางอิง 10.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.2-2534 วิธีการทดสอบหาความสึกหรอของวัสดุมวลรวมหยาบโดยใช เครื่องทดสอบลอสแองเจลิส กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 10.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to Concrete and Concrete Aggregates 10.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 131: Standard Test Method for Resistance to Degradation of Small-Size Coarse Aggregate by Abrasion and Impact in the Los Angeles Machine 10.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 535: Standard Test Method for Resistance to Degradation of Large-Size Coarse Aggregate by Abrasion and Impact in the Los Angeles Machine ********** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1202-50
  • 79.
    -14- ทะเบียน โครงการ..................................................... บฟ. มยผ. 1202 ทดสอบ.................... สถานที่กอสราง..........…............................ …………………………………………… ผูทดสอบ ชนิดตัวอยาง.............ทดสอบครั้งที่.……... (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ทดสอบวันที่............. แผนที่....................... การทดสอบหาความตานทานตอการสึกกรอนของ ผูตรวจสอบ มวลรวมหยาบโดยใชเครื่องทดสอบลอสแองเจลิส อนุมัติ จํานวนของลูกเหล็กทรงกลม ....................................................... แหลงวัสดุ ................................................................................ น้ําหนักของลูกเหล็กทรงกลม ............................................... กรัม ชั้นคุณภาพ ............................................................................... ความเร็วของการหมุนเครื่อง ........................................ รอบ/นาที จํานวนรอบ ............................................................................... ขนาดตะแกรง (ม.ม.) มวลของตัวอยาง (กรัม) หมายเหตุ ผาน คาง 1 2 3 มวลของตัวอยางที่ใชทดสอบ W1 (กรัม) มวลของตัวอยางที่คางบนตะแกรงเบอร 12 W2 (กรัม) W1 − W2 ความสึกกรอน (รอยละ) = × 100 W1 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1202-50
  • 80.
  • 81.
    มยผ. 1203-50 มาตรฐานการทดสอบหาสารอินทรียเจือปนในมวลรวมละเอียด (Standard Test Method for Organic Impurities in Fine Aggregates for Concrete) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการหาสารอินทรียซึ่งเปนสารผุพังที่ปะปนอยูในมวลรวมละเอียด โดยประมาณ 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “มวลรวมละเอียด (Fine Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร “สารอินทรีย (Organic)” หมายถึง สารที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตสามารถยอยสลายได 3. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 3.1 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 87: Standard Test Method for Effect of Organic Impurities in Fine Aggregate on Strength of Mortar 4. เครื่องมือ เครื่องมือที่ใชในการทดสอบประกอบดวยขวดแกวใสพรอมฝาปด ขนาดความจุประมาณ 240 ถึง 470 ลูกบาศก เซนติเมตร โดยใหมีขีดแสดงความจุเปนลูกบาศกเซนติเมตรหรือจะใชการขีดเครื่องหมายที่ขวดแกวเพื่อบอก ปริมาตร 5. การเตรียมตัวอยาง 5.1 สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซดเขมขนรอยละ 3 เตรียมไดโดยชั่งสารโซเดียมไฮดรอกไซด (Sodium Hydroxide) 30 กรัม ผสมกับน้ําสะอาด จนไดปริมาตร 1,000 ลูกบาศกเซนติเมตร 5.2 สีมาตรฐานของการดเนอร (Gardner) หรือ แผนกระจกสีมาตรฐาน (Organic Plate) ตามที่กําหนดไวใน ตารางที่ 1 ถาไมมีสีมาตรฐานใหเตรียมสารละลายมาตรฐานเพื่อเปรียบเทียบสีโดยการใชโพแทสเซียม ไดโครเมต (K2Cr2O7) ละลายในกรดซัลฟูริก เขมขน (H2SO4) ที่มีค วามถว งจํา เพาะ1.84 ในอัต รา โพแทสเซีย มไดโครเมต 0.25 กรัม ตอกรดซัลฟูริกเขมขน 100 ลูก บาศกเ ซนติเมตร อาจใชความรอน
  • 82.
    -16- เล็กนอยเพื่อ ใหสารละลายเปน เนื้อเดียวกัน ซึ่งสารละลายมาตรฐานที่เ ตรีย มนี้ ใชไดไ มเ กิน 2 ชั่วโมง หลังจากเตรียมแลว ตารางที่ 1 สีมาตรฐานที่ใชเปรียบเทียบกับสีกับสารละลายตัวอยาง (ขอ 5.2) สีมาตรฐานของการดเนอร (Gardner) แถบสีมาตรฐาน (Organic Plate) หมายเลข หมายเลข 5 1 8 2 11 3 (มาตรฐาน) 14 4 16 5 5.3 เตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียดโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนามดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือ เครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) ใหไดมวลประมาณ ประมาณ 450 กรัม 6. การทดสอบ 6.1 นําตัวอยางที่เตรียมไวในขอ 5.3 เทลงในขวดแกวทดสอบจนไดปริมาตร 130 ลูกบาศกเซนติเมตร 6.2 เติมสารละลายที่เตรียมไวตาม ขอ 5.1 ลงในขวดแกวทดลองจนไดปริมาตรเปน 200 ลูกบาศกเซนติเมตร 6.3 ปดฝาขวดแลวเขยาแรง ๆ จนเห็นวาไมมีฟองอากาศเหลืออยู ตรวจดูอีกครั้ง ถาระดับสารละลายมีปริมาตร ไมถึง 200 ลูกบาศกเซนติเมตร ใหเติมสารละลายเพิ่มอีกจนไดปริมาตร 200 ลูกบาศกเซนติเมตร บันทึกวัน และเวลา 6.4 ตั้งขวดทดสอบทิ้งไวโดยไมใหมีการกระทบกระเทือนจนครบ 24 ชั่วโมง 6.5 เมื่อครบ 24 ชั่วโมง แลวใหเปรียบเทียบกับแถบสีมาตรฐาน ตามขอ 5.2 7. การรายงานผล 7.1 ใหรายงานในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1203 7.2 ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบออนกวาสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือออนกวาสีของ สารละลายมาตรฐานใหรายงาน “สีออนกวาสีมาตรฐาน” มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1203-50
  • 83.
    -17- 7.3 ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบเขมกวาสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3หรือเขมกวาสีของ สารละลายมาตรฐานใหรายงานวา “สีเขมกวาสีมาตรฐาน” 7.4 ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบใกลเคียงกับสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือใกลเคียงสีของ สารละลายมาตรฐานใหรายงานวา “สีใกลเคียงกับสีมาตรฐาน” 8. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให ถาสีของสารละลายที่ไดจากการทดสอบมีสีออนกวาหรือมีสีใกลเคียงกับแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือสีของ สารละลายมาตรฐานถือวาเหมาะสมที่จะนํามาใชงานได แตถามีสีเขมกวาสีของแถบสีมาตรฐานหมายเลข 3 หรือ สีของสารละลายมาตรฐานถือวาไมเหมาะสมที่จะนํามาใชงาน หากจําเปนตองนํามาใชงานใหทําการทดสอบ กําลังของมอรตาตามมาตรฐาน ASTM C87 เพื่อประกอบการพิจารณา 9. ขอควรระวัง 9.1 ขณะตั้งขวดทิ้งไวและขณะที่ทําการเปรียบเทียบสีตองระวังไมใหไดรับการกระทบกระเทือน เพราะจะทําให ผงละเอียดลอยตัวขึ้นมา ซึ่งจะทําใหไดสีไมถูกตอง บางครั้งสีของสารละลายตัวอยางจะใกลเคียงกับสี มาตรฐานมาก จึงควรเปรียบเทียบใหไดวาสีของสารละลายตัวอยางสีเขมกวาหรือออนกวาสีมาตรฐาน 9.2 สารโซเดียมไฮดรอกไซด เปนสารที่มีพิษทําใหเกิดการไหมที่ผิวหนังและเยื่อออนตาง ๆ เชน ตา ปาก จมูก เมื่อมีการสัมผัสใหรีบลางบริเวณนั้นดวยน้ําสะอาดและทาดวยน้ําสมสายชู (Vinegar) 10. เอกสารอางอิง 10.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.3-2534 มาตรฐานการทดสอบหาสารอินทรียเจือปน กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 10.1 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 40: Standard Test Method for Organic Impurities in Fine Aggregates for Concrete ********** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1203-50
  • 84.
    โครงการ…………………………………………… ทะเบียนทดสอบ………………………... บฟ. มยผ. 1203 …………………………………………………….. ผูทดสอบ สถานที่กอสราง……………………………………. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) …………………………………………………….. การทดสอบหาสารอินทรียเจือปน ผูตรวจสอบ ทดสอบครั้งที่………................................................ มวลรวมละเอียด ทดสอบวันที่…………………… แผนที่…………. แหลงวัสดุ……………………………… อนุมัติ กรณีเปรียบเทียบสีของสารละลายตัวอยางกับสีสารละลายมาตรฐาน กรณีเปรียบเทียบกับสีของสารละลายตัวอยางกับสีมาตรฐาน ( ) สีออนกวาสีสารละลายมาตรฐาน ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 1 -18- ( ) สีใกลเคียงกับสีสารละลายมาตรฐาน ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 2 ( ) สีเขมกวาสีสารละลายมาตรฐาน ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 3 (มาตรฐาน) ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 4 ( ) สีมาตรฐานหมายเลข 5 สรุปผลการทดสอบ ( ) เหมาะสมที่จะนํามาใชงานได ( ) ไมเหมาะสมที่จะนํามาใชงาน
  • 85.
  • 86.
    มยผ. 1204-50 มาตรฐานการทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและคาการดูดซึมน้ําของมวลรวมหยาบ (Standard Test Method for Relative Density and Absorption of Coarse Aggregates) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density) และความ หนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density) และคาการดูดซึมน้ํา (Absorption) ของมวลรวม หยาบ 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “การดูดซึมน้ํา (Absorption)” หมายถึง ปริมาณน้ําที่ถูกดูดซึมเขาไปจนเต็มชองวางที่น้ําซึมผานไดของมวลรวม แตไมรวมน้ําที่เกาะอยูผิวนอกของมวลรวม “ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด “ความหนาแนน (Density)” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร “ความหนาแนน (สภาพอบแหง) (Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร ของมวลรวมในสภาพอบแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได) “ความหนาแนน (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอ หนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได) “ความหนาแนนปรากฏ (Apparent Density)” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวม (ปริมาตรที่ไมรวมชองวางที่น้ําซึมผานได) “ความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมตอความหนาแนน ของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน “ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) (Relative Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนน ของมวลรวมในสภาพอบแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน “ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Relative Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
  • 87.
    -20- “ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนปรากฏของ มวลรวมตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน “มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75 มิลลิเมตร ขึ้นไป “สภาพอบแหง (Oven-Dry)” หมายถึง สภาพที่ความชื้นในมวลรวมถูกขับออกดวยความรอนจากตูอบที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาที่เหมาะสมจนมีมวลคงที่ “สภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated-Surface-Dry)” หมายถึง สภาพที่มวลรวมมีผิวแหงแตมีน้ําเต็มชองวางที่น้ําซึม ผานได 3. เครื่องมือ 3.1 เครื่องชั่ง (Balance) เปนเครื่องชั่งที่อานไดและมีความถูกตองถึง 0.5 กรัม หรือ รอยละ 0.05 ของมวล ตัวอยางที่ใชทดสอบ โดยใหใชคาที่มากกวาเปนเกณฑ 3.2 ภาชนะสําหรับแชตัวอยางตองมีขนาดใหญเพียงพอที่จะแชตัวอยางทั้งหมดใหจมอยูใตระดับน้ําทั้งหมด 3.3 ตะกราลวดตาขาย (Wire Basket) เปนตะกราลวดตาขายที่มีชองขนาด 3.35 มิลลิเมตร (เบอร6) หรือละเอียด กวา มีขนาดความจุประมาณ 4,000 ถึง 7,000 ลูกบาศกเซนติเมตร 3.4 ถังบรรจุน้ําเปนถังที่มีขนาดใหญพอที่จะใสตะกราลวดตาขายลงไปได เพื่อใชชั่งมวลวัสดุในน้ํา และมีชอง ระบายน้ําตอนบนเพื่อรักษาระดับน้ําใหคงที่ 3.5 ตะแกรงมาตรฐานเบอร 4 3.6 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส 4. การเตรียมตัวอยาง เตรียมตัวอยางมวลรวมหยาบโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนาม ดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือใชเครื่องแบง ตัวอยาง (Sample Splitter) แลวจึงนําตัวอยางที่เลือกไดมาทําการรอนผานตะแกรง เบอร 4 (4.75 มม.) นําเฉพาะ ตัวอยางที่คางบนตะแกรงไปชั่งใหไดมวลตามที่แสดงในตารางที่ 1 โดยพิจารณาจากขนาดระบุใหญสุดของมวล รวมหยาบ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1204-50
  • 88.
    -21- ตารางที่ 1 มวลของตัวอยางมวลรวมที่ใชในการทดสอบ (ขอ 4) ขนาดระบุใหญสุด มวลตัวอยางที่นํามาทดสอบ (Nominal Maximum Size) ไมนอยกวา (กิโลกรัม) 12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) 2.0 19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิว) ้ 3.0 25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) 4.0 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) 5.0 50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) 8.0 63.0 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว) 12.0 75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว) 18.0 90.0 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว) 25.0 100.0 มิลลิเมตร (4 นิ้ว) 40.0 125.0 มิลลิเมตร (5 นิ้ว) 75.0 5. การทดสอบ 5.1 นําตัวอยางมวลรวมหยาบที่เตรียมไวมาอบใหแหงในตูอบที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส ปลอยทิ้งไวให เย็นประมาณ 1-3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิปกติ แลวจึงนําไปแชน้ําในภาชนะที่เตรียมไวเปนเวลา 24±4 ชั่วโมง 5.2 นําตัวอยางขึ้นจากน้ําวางบนผาซับน้ําแลวเช็ดตัวอยางดวยผาซับน้ําจนไมมีน้ําเคลือบอยูบนผิว (Visible Film) ของตัวอยางแลวทําการชั่งหามวลทันที โดยระวังไมใหมีการระเหยในระหวางการเช็ดผิววัสดุใหแหง และการชั่งมวลตัวอยาง คาที่ไดจะเปนมวลในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated Surface Dry) ในอากาศ บันทึกเปนคา B หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204 5.3 หลังจากชั่งหามวลตัวอยางในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated Surface Dry) ในอากาศแลว นําตัวอยางไปชั่ง ในถังใสน้ํา โดยใสตัวอยางไวในตะกราลวดตาขาย มวลที่อานได คือมวลของตะกราและตัวอยางในน้ํา 5.4 ชั่งมวลของตะกราเปลาในน้ํา แลวนําไปหักออกจากมวลของตะกราและตัวอยางในน้ํา จะไดคามวลของ ตัวอยางที่ชั่งในน้ํา บันทึกเปนคา C หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1204-50
  • 89.
    -22- 5.5 นําตัวอยางไปอบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส แลวปลอยใหเย็นลงที่อุณหภูมิหอง นําไปชั่งหา มวล โดยมวลที่ไดเปนมวลวัสดุอบแหง บันทึกเปนคา A หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204 6. การคํานวณ A 6.1 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) = (1) (B −C) B 6.2 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) = (2) (B −C) A 6.3 ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ = (3) ( A−C) ( B − A) 6.4 การดูดซึมน้ํา = x100 (4) ( A) เมื่อ A คือ มวลตัวอยางมวลรวมหยาบในสภาพอบแหง เปนกรัม B คือ มวลตัวอยางมวลรวมหยาบในสภาพอิ่มตัวผิวแหง เปนกรัม C คือ มวลตัวอยางมวลรวมหยาบที่ทําการชั่งในน้ํา เปนกรัม การคํานวณคาของความหนาแนนสัมพัทธใหใชถึงทศนิยม 3 ตําแหนง สําหรับการคํานวณคาการดูดซึมน้ํา ใหใชถึงทศนิยม 2 ตําแหนงและสําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้งใหอานคาละเอียด ถึง 0.5 กรัม หรือ รอยละ 0.05 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ โดยใหใชคาที่มากที่สุดเปนเกณฑ 7. การรายงานผล ใหรายงานผลตามแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1204 8. ขอควรระวัง 8.1 ใหเช็ดน้ําที่เคลือบอยูบนผิวตัวอยางกอนทําการชั่ง โดยการชั่งตัวอยางในสภาพอิ่มตัวผิวแหงใหทําโดยเร็ว เพื่อปองกันการระเหยของน้ํา 8.2 การชั่งตัวอยางในน้ําใหเขยาตะกราลวดตาขายขณะจุมตะกราลงในน้ําให เพื่อใหฟองอากาศลอยขึ้นจนหมด มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1204-50
  • 90.
    -23- 9. เอกสารอางอิง 9.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.4-2534 วิธีการทดสอบหาคาความถวงจําเพาะและคาความดูดซึมน้ําของวัสดุ มวลรวมหยาบ กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to Concrete and Concrete Aggregates 9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 127: Standard Test Method for Density, Relative Density (Specific Gravity) and Absorption of Coarse Aggregate ********** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1204-50
  • 91.
    -24- โครงการ…………………………................ บฟ. มยผ. 1204 ทะเบียนทดสอบ…………….. สถานที่กอสราง……………………………. ………………………….………………….. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูทดสอบ ชนิดตัวอยาง………..ทดสอบครั้งที่……….. ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่……………………………….. การทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและคาการ แผนที่………………………………………. ดูดซึมน้ําของวัสดุมวลรวมหยาบ อนุมัติ วัสดุ……………………………………………………………………………………………………………………………………….. แหลงวัสดุ………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวอยาง คุณลักษณะ 1 2 3 มวลของตัวอยางอบแหง A (กรัม) มวลของตัวอยางอิ่มตัวผิวแหง B (กรัม) มวลของตัวอยางในน้ํา C (กรัม) A ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) = (B −C) B ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) = (B −C) A ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ = ( A−C) การดูดซึมน้ํา (รอยละ) = (B − A) × 100 ( A) มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1204-50
  • 92.
    มยผ. 1205-50 มาตรฐานการทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและคาการดูดซึมน้ําของมวลรวมละเอียด (Standard Test Method for Relative Density and Absorption of Fine Aggregates) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density) และความ หนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent Relative Density) และคาการดูดซึมน้ํา (Absorption) ของมวลรวม ละเอียด 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “การดูดซึมน้ํา (Absorption)” หมายถึง ปริมาณน้ําที่ถูกดูดซึมเขาไปจนเต็มชองวางที่น้ําซึมผานไดของมวลรวม แตไมรวมน้ําที่เกาะอยูผิวนอกของมวลรวม “ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด “ความหนาแนน (Density) ” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร “ความหนาแนน (สภาพอบแหง) (Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตร ของมวลรวมในสภาพอบแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได) “ความหนาแนน (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอ หนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหง (ปริมาตรที่รวมชองวางที่น้ําซึมผานได) “ความหนาแนนปรากฏ (Apparent Density)” หมายถึง อัตราสวนของมวลตอหนึ่งหนวยปริมาตรของมวลรวม (ปริมาตรที่ไมรวมชองวางที่น้ําซึมผานได) “ความหนาแนนสัมพัทธ (Relative Density)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมตอความหนาแนน ของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน “ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) (Relative Density (Oven-Dry))” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนน ของมวลรวมในสภาพอบแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน “ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) (Relative Density (Saturated-Surface-Dry))” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนของมวลรวมในสภาพอิ่มตัวผิวแหงตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน
  • 93.
    -26- “ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ (Apparent RelativeDensity)” หมายถึง อัตราสวนความหนาแนนปรากฏของ มวลรวมตอความหนาแนนของน้ําที่อุณหภูมิเดียวกัน “มวลรวมละเอียด” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร “สภาพอบแหง (Oven-Dry)” หมายถึง สภาพที่ความชื้นในมวลรวมถูกขับออกดวยความรอนจากตูอบที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาที่เหมาะสมจนมีมวลคงที่ “สภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated-Surface-Dry)” หมายถึง สภาพที่มวลรวมมีผิวแหงแตมีน้ําเต็มชองวางที่น้ําซึม ผานได 3. เครื่องมือ 3.1 เครื่องชั่ง (Balance) เปนเครื่องชั่งที่สามารถชั่งไดไมนอยกวา 1 กิโลกรัม อานคาไดละเอียดถึง 0.1 กรัม และ มีความถูกตองอยูในชวง รอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ 3.2 ขวดทดสอบ (Flask) ขนาดความจุประมาณ 500 ลูกบาศกเซนติเมตร ที่ไดทําการสอบเทียบ (Calibration) แลวที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส มีความแมนยําในการวัดผิดพลาดไมเกิน 0.1 ลูกบาศกเซนติเมตร 3.3 แบบรูปกรวย (Conical Mold) ทําดวยโลหะมีเสนผานศูนยกลางภายในดานบนเทากับ 40±3 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) มีเสนผานศูนยกลางภายในดานลางเทากับ 90±3 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว) และมีความสูงเทากับ 75±3 มิลลิเมตร (2 .875 นิ้ว) 3.4 เหล็กกระทุง (Tamping Rod) ทําดวยโลหะมีน้ําหนัก 340 กรัม มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 25 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) และปลายที่ใชกระทุงมีลักษณะมน 3.5 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส 4. การเตรียมตัวอยาง 4.1 เตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียดโดยการสุมตัวอยางที่เก็บมาจากสนาม ดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือใช เครื่องแบงตัวอยาง (Sample Splitter) ใหไดมวลตัวอยางประมาณ 1 กิโลกรัม 4.2 ทําการทดสอบหาสภาพอิ่มตัวผิวแหง (Saturated Surface Dry) ของตัวอยางมวลรวมละเอียด โดยนํา ตัวอยางที่เริ่มผิวแหงใสในแบบรูปกรวยพอหลวม ๆและใชเหล็กกระทุง กระทุง 25 ครั้ง ตรงๆแลวจึงคอย ๆ ดึงกรวยขึ้น ถามวลรวมละเอียดยังคงรูปอยูก็ใหทําการทดสอบซ้ําใหม โดยผึ่งตัวอยางหรือเปาลมรอนใหน้ํา ระเหยออกอีก จนกระทั่งเมื่อดึงกรวยออกตรงๆ ถาวัสดุมวลรวมละเอียดเริ่มทะลาย ใหถือเปนสภาพอิ่มตัว ผิวแหงของตัวอยางมวลรวมละเอียด มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1205-50
  • 94.
    -27- 5. การทดสอบ 5.1 ชั่งมวลรวมละเอียดที่อยูในสภาพอิ่มตัวผิวแหงใหไดน้ําหนักประมาณ500±10 กรัม แลวบันทึกเปนคา S ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1205 5.2 เทตัวอยางมวลรวมละเอียดลงในขวดทดสอบ (Flask) แลวเติมน้ําจนถึงระดับประมาณรอยละ 90 ของ ปริมาตรขวดทดสอบ 5.3 ไลฟองอากาศภายในออกใหหมด โดยการหมุนคว่ํา เขยาหรือกลิ้งขวดทดสอบไปมาบนพื้นราบ ประมาณ 15 ถึง 20 นาที ควบคุมอุณหภูมิใหอยูที่ประมาณ 23±2 องศาเซลเซียส หากจําเปนก็สามารถนําขวดทดสอบมาแช ในน้ําเพื่อชวยลดอุณหภูมิก็ได 5.4 เติมน้ําจนถึงระดับที่ทําเครื่องหมายไวแลวนําไปชั่งมวลที่ไดใหบันทึกเปนคา C ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1205 5.5 เทตัวอยางจากขวดทดสอบลงในภาชนะแลวนําเขาตูอบ อบที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส จนมีมวลคงที่ ทิ้งไวใหเย็นที่อุณหภูมิหองประมาณ 1±0.5 ชั่วโมง แลวนําไปชั่ง มวลที่ไดใหบันทึกเปนคา A ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1205 5.6 เติมน้ําใสขวดทดสอบเปลาจนถึงระดับที่ทําเครื่องหมายไวแลวนําไปชั่ง มวลที่ไดใหบันทึกเปนคา B ใน แบบฟอรม บฟ. มยผ. 1205 6. การคํานวณ A 6.1 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) = (1) (B + S −C) S 6.2 ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) = (2) (B + S −C) A 6.3 ความหนาแนนสัมพัทธปรากฏ = (3) (B + A−C) ( S − A) 6.4 การดูดซึมน้ํา = x100 (4) ( A) เมื่อ A คือ มวลตัวอยางมวลรวมละเอียดในสภาพอบแหง เปนกรัม B คือ มวลขวดทดสอบและน้ําที่ระดับทําเครื่องหมายไว เปนกรัม C คือ มวลขวดทดสอบและตัวอยางมวลรวมและน้ําที่ระดับทําเครื่องหมายไว เปนกรัม S คือ มวลตัวอยางมวลรวมละเอียดในสภาพอิ่มตัวผิวแหง เปนกรัม มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1205-50
  • 95.
    -28- การคํานวณคาของความถวงจําเพาะใหใชถึงทศนิยม 3 ตําแหนง และสําหรับการคํานวณคาการดูดซึมน้ําให ใชถึงทศนิยม 2 ตําแหนง การชั่งมวลอานคาไดละเอียดถึง 0.1 กรัม หรือ รอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใช ทดสอบ 7. การรายงานผล ใหรายงานผลตามแบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1205 8. ขอควรระวัง 8.1 เมื่อทําการชั่งมวลตองกระทําในขณะที่มีอุณหภูมิสม่ําเสมอ 8.2 ตองระมัดระวังมิใหตัวอยางมวลรวมละเอียดสูญหายไปในระหวางเทลงในภาชนะเพื่ออบใหแหง 8.3 การชั่งขวดทดสอบตองคอยระวังใหระดับน้ําในขวดอยูที่ขีดบอกปริมาตรเสมอและตองเช็ดน้ําที่อยูภายนอก ขวดใหหมดทุกครั้งกอนการชั่ง 9. เอกสารอางอิง 9.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.5-2534 วิธีการทดสอบหาคาความถวงจําเพาะและคาความดูดซึมน้ําของ วัสดุมวลรวมละเอียด กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to Concrete and Concrete Aggregates 9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 128: Standard Test Method for Density, Relative Density (Specific Gravity), and Absorption of Fine Aggregate ********** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1205-50
  • 96.
    -29- โครงการ……..……………………………....… บฟ. มยผ. 1205 ทะเบียนทดสอบ…………….. สถานที่กอสราง……………………………........ …………………………………………………. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูทดสอบ ชนิดตัวอยาง………………………….………… ทดสอบครั้งที่…………………………………... การทดสอบหาคาความหนาแนนสัมพัทธและการ ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่…………..……………………...... ดูดซึมน้ําของมวลรวมละเอียด แผนที่………………………………………..…. อนุมัติ วัสดุ…………………………………………………………………………………………………………………………………………. แหลงวัสดุ…………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวอยาง คุณลักษณะ 1 2 3 น้ําหนักของวัสดุอบแหง A (กรัม) น้ําหนักของวัสดุอิ่มตัวผิวแหง S (กรัม) น้ําหนักของขวดทดลอง + น้ํา B (กรัม) น้ําหนักของขวดทดลอง+น้ํา+วัสดุ C (กรัม) A ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอบแหง) = (B + S −C) S ความหนาแนนสัมพัทธ (สภาพอิ่มตัวผิวแหง) = (B + S −C) A ความหนาแนนสัมพัทธแบบปรากฎ = (B + A−C) การดูดซึมน้ํา (รอยละ) = (S − A) × 100 ( A) มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1205-50
  • 97.
  • 98.
    มยผ. 1206-50 มาตรฐานการทดสอบหาคาความชื้นของมวลรวม (Standard Test Method for Total Evaporable Moisture Contentof Aggregate) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคารอยละความชื้น (Evaporable Moisture) ของมวลรวม โดย การอบแหง 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด “มวลรวม (Aggregates)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดโตตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ขึ้นไป 3. เครื่องมือ 3.1 เครื่องชั่ง เปนเครื่องชั่งที่อานไดละเอียดถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ 3.2 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิใหคงที่ไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส 3.3 ภาชนะสําหรับใสตัวอยาง (Sample Container) เปนภาชนะที่ทําดวยโลหะและไมทําปฏิกิริยาใดๆ เมื่อไดรบ ั ความรอน และมีขนาดพอเหมาะที่จะใสตัวอยางนั้นๆ 4. การเตรียมตัวอยาง เตรียมมวลรวมที่ตองการทดสอบมาโดยระวังไมใหความชื้นระเหยไปกอนทําการทดสอบ ทําการเลือกตัวอยาง ดวยวิธีแบงสี่ (Quartering) หรือเครื่องมือแบงตัวอยาง (Sample Splitter) สําหรับมวลตัวอยางที่นํามาทดสอบนั้น จะขึ้นอยูกับขนาดระบุใหญสุดของมวลรวมที่นํามาทดสอบ ซึ่งจะตองมีคาไมนอยกวาที่แสดงในตารางที่ 1
  • 99.
    -31- ตารางที่ 1 มวลของมวลรวมที่ใชในการทดสอบ (ขอ 4) ขนาดระบุใหญสุด มวลตัวอยางที่นํามาทดสอบ (Nominal Maximum Size) ไมนอยกวา (กิโลกรัม) 4.75 มิลลิเมตร (No.4) 0.5 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) 1.5 12.5 มิลลิเมตร (1/2 นิ้ว) 2.0 19.0 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) 3.0 25.0 มิลลิเมตร (1 นิ้ว) 4.0 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) 6.0 50.0 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) 8.0 63.0 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว) 10.0 75.0 มิลลิเมตร (3 นิ้ว) 13.0 90.0 มิลลิเมตร (3.5 นิ้ว) 16.0 100.0 มิลลิเมตร (4 นิ้ว) 25.0 150.0 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) 50.0 5. การทดสอบ 5.1 ชั่งภาชนะสําหรับใสตัวอยาง แลวบันทึกเปนคา W1 หนวยเปนกรัม ในแบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1206 5.2 นําตัวอยางที่เตรียมไวแลวจากขอ 4 ใสในภาชนะเพื่อชั่งหามวล แลวบันทึกเปนคา W2 หนวยเปนกรัม ใน แบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1206 5.3 นําภาชนะใสตัวอยางที่บรรจุมวลรวมที่ตองการหาคาปริมาณความชื้นเขาตูอบ เพื่ออบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส จนกระทั่งมีมวลคงที่ 5.4 นําภาชนะใสตัวอยางที่บรรจุมวลรวมที่อบแหงแลว มาชั่งหามวล แลวบันทึกเปนคา W3 หนวยเปนกรัม ใน แบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1206 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1206-50
  • 100.
    -32- 6. การคํานวณ 6.1 คารอยละความชื้น(Total Evaporable Moisture) ของมวลรวม สามารถหาได ดังนี้ (W2 − W3 ) รอยละความชื้นของมวลรวม (รอยละ) = x100 (1) (W3 − W1 ) เมื่อ W1 คือ มวลของภาชนะสําหรับใสตัวอยาง เปนกรัม W2 คือ มวลของภาชนะและตัวอยางกอนการอบแหง เปนกรัม W3 คือ มวลของภาชนะและตัวอยางหลังการอบแหง เปนกรัม 6.2 คารอยละความชื้นที่ผิว (Surface Moisture) ของมวลรวมสามารถหาไดจากผลตางของคารอยละความชื้น (Total Evaporable Moisture) และคารอยละการดูดซึมน้ํา (Absorption) การคํานวณคารอยละความชื้นของ มวลรวม ใหใชถึงทศนิยม 2 ตําแหนง และสําหรับการชั่งเพื่อหามวลทุกครั้งใหอานคาละเอียด ถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชในการทดสอบ 7. การรายงานผล ใหรายงานผลในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1206 8. ขอควรระวัง 8.1 ในการชั่งตัวอยางตองทําดวยความรวดเร็ว เพื่อมิใหน้ําระเหยไปในระหวางการทดสอบ 8.2 ทําความสะอาดภาชนะสําหรับใสตัวอยางใหสะอาดและแหงสนิทกอนการทดสอบทุกครั้ง 9. เอกสารอางอิง 9.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 101.6-2534 วิธีการทดสอบหาคาความชื้นของวัสดุมวลรวม กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to Concrete and Concrete Aggregates 9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 566: Standard Test Method for Total Evaporable Moisture Content of Aggregate by Drying ************* มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1206-50
  • 101.
    -33- โครงการ...……………………………...……… บฟ. มยผ. 1206 ทะเบียนทดสอบ……………… …………………………………………………. สถานที่กอสราง…………....…………………... ผูทดสอบ …………………………………………………. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ทดสอบครั้งที่…………………………………... ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่………………………………….... การทดสอบหาคาความชื้นของมวลรวม แผนที่……………………………...…………… อนุมัติ แหลงวัสดุ………………………………………………………………………………………………………………………………… ขนาดระบุใหญสุดของวัสดุ……………มิลลิเมตร ตัวอยาง คุณลักษณะ 1 2 3 น้ําหนักของภาชนะใสตัวอยาง W1 (กรัม) น้ําหนักของภาชนะ+ มวลรวม W2 (กรัม) น้ําหนักของภาชนะ + มวลรวมอบแหง W3 (กรัม) (W2 − W3 ) รอยละความชื้นของมวลรวม = x100 (W3 − W1 ) หมายเหตุ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1206-50
  • 102.
    มยผ. 1207-50 มาตรฐานการทดสอบหาดินเหนียวและวัสดุรวนในมวลรวม (Standard Test Method for Clay Lumps and Friable Particles in Aggregates) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการหารอยละของดินเหนียวรวมทั้งวัสดุรวนที่ปะปนในมวลรวม ทั้ง มวลรวมละเอียดและมวลรวมหยาบ โดยประมาณ 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “ดินเหนียว (Clay)” หมายถึง ดินซึ่งประกอบดวยอนุภาคขนาดละเอียด สามารถรอนผานตะแกรงขนาด 0.075 มิลลิเมตร (เบอร 200) และมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาค “มวลรวมละเอียด (Fine Aggregates)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 0.075 มิลลิเมตร ถึง 4.75 มิลลิเมตร “มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregates)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75 มิลลิเมตรขึ้นไป 3. เครื่องมือ 3.1 เครื่องชั่งที่มีความถูกตองอยูในชวงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยางที่ใชทดสอบ 3.2 ภาชนะบรรจุเปนภาชนะที่ไมกอใหเกิดสนิม และมีขนาดกวางพอที่จะกระจายตัวอยางเปนแผนบางๆได 3.3 ตะแกรงมาตรฐาน ขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1 ½ นิ้ว) ขนาด 19 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) ขนาด 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) ขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) และขนาด 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16) 3.4 ตูอบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิไดที่ 110±5 องศาเซลเซียส 4. การเตรียมตัวอยาง 4.1 นําตัวอยางมวลรวมมาอบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียส จนกระทั่งมีมวลคงที่ 4.2 สําหรับตัวอยางมวลรวมละเอียดจะตองมีขนาดใหญกวาตะแกรงขนาด 1.18 มิลลิเมตร (เบอร 16) และมี มวลไมนอยกวา 25 กรัม 4.3 สําหรับตัวอยางมวลรวมหยาบ จะตองทําการแยกขนาดโดยการรอนดวยตะแกรงมาตรฐาน ขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1 ½ นิ้ว) ขนาด 19 มิลลิเมตร (3/4 นิ้ว) ขนาด 9.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว) และขนาด 4.75 มิลลิเมตร
  • 103.
    -35- (เบอร 4) โดยเรียงตะแกรงจากตะแกรงขนาดใหญไปหาขนาดเล็ก แลวใสตัวอยางลงในตะแกรงที่อยู ดานบน เขยาประมาณ 10 นาที หรือจนสังเกตเห็นวาตัวอยางที่คางบนตะแกรงไมผานไปยังตะแกรงชั้น ถัดไป กรณีที่ตัวอยางในตะแกรงใดมีปริมาณนอยกวารอยละ 5 ก็ไมตองนําตัวอยางในตะแกรงนั้นมา ทดสอบหาดินเหนียวและวัสดุรวน โดยตัวอยางที่แบงมาทดสอบควรมีมวลไมนอยกวาที่แสดงไวในตาราง ที่ 1 ตารางที่ 1 มวลของตัวอยางมวลรวมหยาบที่ใชในการทดสอบ (ขอ 4.3) มวลของตัวอยาง ชวงขนาดของมวลรวมหยาบ (กรัม) 4.75 – 9.5 มม. (เบอร 4 – 3/8 นิ้ว) 1,000 9.5 – 19.0 มม. (3/8 –3/4 นิ้ว) 2,000 19.0 – 37.5 มม. (3/4 – 1 ½ นิ้ว) 3,000 ใหญกวา 37.5 มม. (1 ½ นิ้ว) 5,000 4.4 ในกรณีที่ตัวอยางมีทั้งมวลรวมละเอียด และมวลรวมหยาบ ใหนําตัวอยางรอนผานตะแกรง เบอร 4 (4.75 มิลลิเมตร) โดยตัวอยางที่คางตะแกรงเบอร 4 ถือเปนมวลรวมหยาบ สวนที่ผานตะแกรงเบอร 4 เปนมวล รวมละเอียด หลังจากนั้นใหเตรียมตัวอยางมวลรวมละเอียด ตามขอ 4.2 และมวลรวมหยาบ ตามขอ 4.3 ตอไป 5. การทดสอบ 5.1 นําตัวอยางที่เตรียมไวมาแผกระจายบางๆ ในภาชนะแลวใสน้ําใหทวมตัวอยาง แชไวเปนเวลา 24±4 ชั่วโมง จากนั้นใชนิ้วหัวแมมือและนิ้วชี้คอยๆ บีบหรือคลึงตัวอยางใหแตกออกจากกัน ไมควรใชเล็บหรือ วัสดุแข็งอื่นๆ เพื่อทําใหตัวอยางแยกออกจากกัน จากนั้นนําไปรอนตะแกรงดวยวิธีลางน้ํา (Wet Sieving) จนกระทั่งไมมีตัวอยางที่มีขนาดเล็กกวาชองตะแกรงคางอยู โดยการเลือกขนาดของตะแกรงใหพิจารณา จากชวงขนาดของตัวอยางมวลรวมตามที่แสดงไวในตารางที่ 2 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1207-50
  • 104.
    -36- ตารางที่ 2 ขนาดของตะแกรงสําหรับแยกเม็ดดินเหนียวและวัสดุรวน (ขอ 5.1) ขนาดของตะแกรงสําหรับแยกเม็ดดินเหนียว ชวงขนาดของตัวอยางที่นํามาทดสอบ และวัสดุรวน 1.18 มม. (เบอร 16) 0.85 มม. (เบอร 20) 4.75 – 9.5 มม. (เบอร 4 – 3/8 นิ้ว) 2.36 มม. (เบอร 8) 9.5 – 19.0 มม. (3/8 –(3/4 นิ้ว) 4.75 มม. (เบอร 4) 19.0 – 37.5 มม. (3/4 – 1 ½ นิ้ว) 4.75 มม. (เบอร 4) ใหญกวา 37.5 มม. (1 ½ นิ้ว) 4.75 มม. (เบอร 4) 5.2 นําตัวอยางที่คางบนตะแกรงแตละตะแกรงไปอบใหแหงที่อุณหภูมิ 110±5 องศาเซลเซียสจนกระทั่งมีมวล คงที่ ปลอยทิ้งไวใหเย็น แลวนําไปชั่งโดยอานคาใหมีความละเอียดถึงรอยละ 0.1 ของมวลตัวอยาง (กอนทํา การอบควรนํามวลรวมออกจากตะแกรงใหหมดเสียกอน โดยการลางแลวจึงไปอบใหแหง) 6. การคํานวณ 6.1 หาคารอยละของดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวม P= (W − R ) × 100 (1) W เมื่อ P คือ รอยละของดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวม เปนกรัม R คือ มวลของมวลรวมที่คางตะแกรงหลังการทดสอบ เปนกรัม W คือ มวลของมวลรวมที่คางตะแกรงกอนการทดสอบ เปนกรัม 6.2 ในกรณีของมวลรวมหยาบเมื่อไดคารอยละของดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมในแตละตะแกรงจาก ขอ 5.1 แลว ใหนํามาหาคาของเฉลี่ยโดยวิธีการเทียบสัดสวนของมวลตัวอยางในแตละตะแกรงตอมวล ตัวอยางทั้งหมดกอนการทดสอบ ดังนี้ n ∑ PW i i P= i =1 (2) W เมื่อ n คือ จํานวนชวงขนาดที่ใชในการทดลอง P คือ รอยละดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมหยาบ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1207-50
  • 105.
    -37- Pi คือ รอยละดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมหยาบของตะแกรงที่พิจารณา Wi คือ มวลของมวลรวมหยาบของตะแกรงที่พิจารณากอนการแบงตัวอยางมาทดสอบ W คือ ผลรวมของมวลของมวลรวมหยาบที่นํามาทดสอบของทุกตะแกรงกอนการแบงตัว อยางมาทดสอบ 7. การรายงานผล ใหรายงานผลในแบบฟอรม โดยใหมีความละเอียดถึงทศนิยมตําแหนงที่ 2 ลงใน บฟ. มยผ. 1207-1 หรือ บฟ. มยผ. 1207-2 8. เกณฑตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให คารอยละดินเหนียวและวัสดุรวนของมวลรวมที่ใชในงานคอนกรีตตองมีคาไมเกินรอยละ 3 9. เอกสารอางอิง 9.1 มาตรฐานงานช า ง มยธ. (ท) 101.7-2534 วิ ธี ก ารทดสอบหาก อนดิ น เหนี ย ว กรมโยธาธิ ก าร กระทรวงมหาดไทย 9.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 125: Standard Terminology Relating to Concrete and Concrete Aggregates 9.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 142: Standard Test Method for Clay Lumps and Friable Particles in Aggregates ************ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1207-50
  • 106.
    -38- โครงการ………………….…………...………… บฟ. มยผ. 1207-1 ทะเบียนทดสอบ………… …………………………………..................…… สถานที่กอสราง………….………..…………….. ………………………………………………..… (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูทดสอบ ชนิดตัวอยาง…………………….………............. ทดสอบครั้งที่…………………………………… การทดสอบหาดินเหนียวและ ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่……………………………….……. วัสดุรวนในมวลรวม แผนที่....................……………………………… ผูอนุมัติ ชนิดตัวอยาง : มวลรวมละเอียด ใชขนาดตะแกรง เบอร 16 (1.18 มม.) สําหรับแยกสวนที่เปนดินเหนียวและวัสดุรวน น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ (W) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 1.18 มม.) น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ (R) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 0.85 มม.) รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞ = ……………… ⎜ ⎟ ⎝ W ⎠ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1207-50
  • 107.
    -39- โครงการ………………………………………… บฟ. มยผ. 1207-2 ทะเบียนทดสอบ………… สถานที่กอสราง……………….………………… .............................................................................. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูทดสอบ ชนิดตัวอยาง………………….….………............ ทดสอบครั้งที่…………………………………… การทดสอบหาดินเหนียวและ ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่……………..…………………….... วัสดุรวนในมวลรวม แผนที่....................................................………… ผูอนุมัติ ชนิดตัวอยาง : มวลรวมหยาบ 1) ขนาดของตัวอยาง 4.75 มม. ถึง 9.5 มม. น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W1 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.) น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R1 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 2.36 มม.) รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞ ⎜ ⎟ = ………… 1 1 ⎜ 1 ⎟ ⎝ W1 ⎠ 2) ขนาดของตัวอยาง 9.5 มม. ถึง 19.0 มม. น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W2 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 9.5 มม.) น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R2 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.) รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞ ⎜ ⎟ = …….… 2 2 ⎜ 2 ⎟ ⎝ W2 ⎠ 3) ขนาดของตัวอยาง 19.0 มม. ถึง 37.5 มม. น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W3 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 19.0 มม.) น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R3 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.) รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞ ⎜ ⎟ = ………… 3 3 ⎜ 3 ⎟ ⎝ W3 ⎠ 4) ขนาดของตัวอยางใหญกวา 37.5 มม. น้ําหนักที่คางบนตะแกรงกอนการทดสอบ ( W4 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 37.5 มม.) น้ําหนักที่คางบนตะแกรงหลังการทดสอบ ( R4 ) = …………กรัม (ตะแกรงขนาด 4.75 มม.) รอยละของกอนดินเหนียวและวัสดุรวน ⎛ P = (W − R ) × 100 ⎞ ⎜ ⎟ = ………… 4 4 ⎜ 4 ⎟ ⎝ W4 ⎠ คาเฉลี่ยรอยละของดินเหนียวและวัสดุรวน P= ( PW1 + PW2 + PW3 + PW4 ) = .............. 1 2 3 4 (W1 + W2 + W3 + W4 ) มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1207-50
  • 108.
  • 109.
    มยผ. 1208-50 มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางานและการเก็บรักษา (Standard Practice for Making and Curing Concrete Test Specimens in the Field) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางาน และการเก็บรักษา เพื่อใช สําหรับการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต และการทดสอบกําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีต 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. นิยาม “ขนาดระบุใหญสุด (Nominal Maximum Size)” หมายถึง ขนาดชองผานของตะแกรงเล็กที่สุดที่มวลรวม สามารถผานไดทั้งหมด หรือมีสัดสวนการผานตะแกรงเปนไปตามที่กําหนด “มวลรวมหยาบ (Coarse Aggregate)” หมายถึง วัสดุที่ใชในสวนผสมของคอนกรีตที่มีขนาดเม็ดตั้งแต 4.75 มิลลิเมตร ขึ้นไป 3. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1209: มาตรฐานการทดสอบทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต 4. เครื่องมือ 4.1 แบบหลอมาตรฐาน เปนแบบโลหะแข็งแรง คงรูปหรือเปนวัสดุอื่นที่ไมดูดซึมน้ําและไมทําปฏิกิริยากับ คอนกรีตที่มีสวนผสมของปูนซีเมนต เมื่อประกอบยึดเปนรูปแบบแลว ตองแนนสนิทน้ําปูนไมรั่วไหลและ ไมเสียรูปทรงขณะทําการหลอตัวอยาง หรือเคลื่อนยาย มีขนาดตาง ๆ ดังตอไปนี้ 4.1.1 แบบหลอสําหรับการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต 4.1.1.1 แบบหลอรูปลูกบาศกขนาด 150×150×150 มิลลิเมตร ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสม ของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุใหญสุดโตกวา 19 มิลลิเมตร (0.75 นิ้ว) แต ไมเกิน 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) 4.1.1.2 แบบหลอรูปลูกบาศกขนาด 100×100×100 มิลลิเมตร ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสม ของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุใหญสุดไมเกิน 19 มิลลิเมตร (0.75 นิ้ว)
  • 110.
    -41- 4.1.1.3 แบบหลอรูปทรงกระบอกขนาดเสนผานศูนยกลาง 100 มิลลิเมตร (4 นิ้ว) สูง 200 มิลลิเมตร (8 นิ้ว) ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุ ใหญสุดไมเกิน 33 มิลลิเมตร (1.25 นิ้ว) 4.1.1.4 แบบหลอรูปทรงกระบอกขนาดเสนผานศูนยกลาง 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) สูง 300 มิลลิเมตร (12 นิ้ว) ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลหยาบมีขนาดระบุใหญสุด ไมเกิน 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) 4.1.1.5 แบบหลอทรงกระบอกขนาดเสนผานศูนยกลาง 200 มิลลิเมตร (8 นิ้ว) สูง 400 มิลลิเมตร (16 นิ้ว) ใชสําหรับคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลรวมหยาบที่มีขนาดระบุ ใหญสุดไมเกิน 625 มิลลิเมตร (2.5 นิ้ว) สําหรับมวลรวมหยาบที่มีขนาดใหญกวานี้เสน ผานศูนยกลางของทรงกระบอกไมควรจะนอยกวา 3 หรือ 4 เทาของขนาดระบุใหญสุด ของมวลหยาบ 4.1.2 แบบหลอสําหรับการทดสอบกําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีตมีลักษณะเปนรูปคาน จะตองมี ความยาวมากกวา 3 เทาของความลึกอยางนอย 50 มิลลิเมตร (3×ความลึกคาน + 50 มิลลิเมตร) และอัตราสวนความกวางตอความลึกไมเกิน 1.5 สําหรับตัวอยางคอนกรีตที่มีมวลรวมหยาบมี ขนาดระบุใหญสุดไมเกิน 50 มิลลิเมตร (2 นิ้ว) คานตองมีความลึกอยางนอย 150 มิลลิเมตร และ กวาง 150 มิลลิเมตร สําหรับตัวอยางคอนกรีตที่มวลรวมหยาบมีขนาดใหญกวานี้ขนาดหนาตัดที่ นอยที่สุดของแบบหลอไมควรจะนอยกวา 3 เทาของขนาดระบุใหญสุดของมวลรวมหยาบ สําหรับ ตัวอยางรูปคานที่เก็บในภาคสนามแบบหลอคานควรมีความกวางหรือความลึกไมนอยกวา 150 มิลลิเมตร 4.2 เหล็กกระทุง (Tamping Rod) เปนแทงเหล็กกลมหรือแทงเหล็กสี่เหลี่ยม มีผิวเรียบ โดยใหมีขนาดและความ ยาวตามที่แสดงในตารางที่ 1 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 111.
    -42- ตารางที่ 1 ขนาดเสนผานศูนยกลางและความยาวเหล็กกระทุง (ขอ 4.2) หนวยเปนมิลลิเมตร ชนิดและขนาดของแบบหลอ ขนาดของเหล็กกระทุง เสนผานศูนยกลางทรงกระบอก เสนผานศูนยกลางของแทงเหล็กกลม ความยาวของแทงเหล็กกลม หรือความกวางของคาน นอยกวา 150 10 300 150 16 500 200 16 650 ความกวางของลูกบาศก เสนผานศูนยกลางของแทงเหล็กกลม / ความยาวของแทงเหล็กกลม / ขนาดหนาตัดของแทงเหล็กสี่เหลี่ยม แทงเหล็กสี่เหลี่ยม 100 16 / 25×25 600 / 380 150 16 / 25×25 600 / 380 4.3 เครื่องสั่นสะเทือน (Internal Vibrators) ควรมีความถี่อยางนอย 7,000 รอบตอนาที ขนาดเสนผานศูนยกลาง ของหัวสั่นสะเทือนจะตองไมมากกวาหนึ่งในสี่ของขนาดเสนผานศูนยกลางแบบหลอรูปทรงกระบอกหรือ หนึ่งในสี่ของดานกวางของแบบหลอรูปคานหรือแบบหลอรูปทรงลูกบาศก 4.4 คอนยาง หัวคอนมีมวลประมาณ 0.6±0.2 กิโลกรัม 4.5 เทอรโมมิเตอร 4.6 เครื่องมือสําหรับวัดความชื้นอากาศ 5. การเตรียมตัวอยาง 5.1 เกณฑในการเก็บตัวอยางคอนกรีตเพื่อการทดสอบ ใหเก็บทุกครั้งเมื่อมีการเทคอนกรีตและตองเก็บอยาง นอย 3 ตัวอยาง เพื่อทดสอบกําลังคอนกรีตเมื่ออายุ 28 วัน โดยมีวิธีการเก็บดังนี้ 5.1.1 เก็บตัวอยางคอนกรีตไมนอยกวา 1 ครั้ง ในแตละวันที่มีการเทคอนกรีต 5.1.2 เก็บตัวอยางเมื่อมีการเทคอนกรีตในแตละสวนของโครงสราง 5.1.3 เก็บตัวอยางทุกครั้งที่มีการเทคอนกรีตทุกๆ 50 ลูกบาศกเมตร และเศษของ 50 ลูกบาศกเมตร กรณี เทพื้นและกําแพงใหเก็บทุกๆ 250 ตารางเมตร 5.1.4 เก็บตัวอยางทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแหลงของ ทราย หิน หรือกรวด 5.2 การเก็บตัวอยางจากลักษณะการผสมตางๆ กระทํา ดังนี้ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 112.
    -43- 5.2.1 การเก็บจากเครื่องผสม (โม) ที่ประจําอยูในที่กอสรางใหเก็บตัวอยางจากชวงกลางๆ ของปริมาณ คอนกรีตที่เทลงในภาชนะรองรับ (กระบะหรือรถเข็นปูน) 5.2.2 การเก็บจากเครื่องผสมสําหรับทําพื้นถนน ใหเก็บหลังจากเทคอนกรีตจากเครื่องผสมลงบนพื้นที่ เตรียมไว โดยเก็บตัวอยางคอนกรีตจากหลายๆ บริเวณโดยใหมีปริมาณมากพอที่จะใชเปนตัวแทน เพื่อทดสอบได ทั้งนี้ตองระวังไมใหมีการปนเปอนของวัสดุอยางอื่นดวย 5.2.3 การเก็บจากเครื่องผสมแบบถังหมุนตั้งบนรถบรรทุก (Ready Mixed Concrete) ใหเก็บตัวอยาง คอนกรีต อยางนอย 3 สวน เปนระยะๆ อยางสม่ําเสมอตลอดเวลาที่ปลอยคอนกรีตจากรถผสมลงสู ภาชนะที่รองรับ โดยมีเวลาหางกันระหวางการเก็บครั้งแรกและครั้งสุดทายไมเกิน 15 นาที 6. การทดสอบ 6.1 การหลอตัวอยางคอนกรีต 6.1.1 กอนหลอคอนกรีตจะตองทําความสะอาดแบบหลอใหเรียบรอย ทาน้ํามันใหทั่วบริเวณที่จะสัมผัส กับคอนกรีต 6.1.2 การหลอคอนกรีตตองกระทําโดยเร็วใหแลวเสร็จภายใน 15 นาที นับตั้งแตเริ่มเก็บตัวอยาง 6.1.3 ทําการทดสอบคาความยุบตัวของคอนกรีต (Slump Test) ทุกครั้งตาม มยผ.1209: มาตรฐานการ ทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต กอนทําการหลอตัวอยางคอนกรีตทุกครั้ง 6.1.4 ทําการหลอตัวอยางคอนกรีตโดยเทคอนกรีตลงในแบบหลอแลวทําใหคอนกรีตแนนดวยการใช เหล็กกระทุงหรือใชเครื่องสั่นสะเทือน ตามที่แสดงในตารางที่ 2 หรือ 3 ตามลําดับ 6.1.5 การทําตัวอยางใหแนนดวยการกระทุงในชั้นแรกใหกระทุงจนผานตลอดความลึกของชั้น สําหรับ ชั้นบนที่อยูถัดขึ้นมาใหกระทุงเลยไปจนถึงชั้นที่อยูขางลางประมาณ 25 มิลลิเมตร หลังจากทําการ กระทุงคอนกรีตในแตละชั้นเสร็จแลวใหเคาะรอบๆแบบหลอดวยคอนยางประมาณ 10 ถึง 15 ครั้ง เพื่อลดชองวางที่เกิดจากการกระทุงและชวยกําจัดฟองอากาศขนาดใหญ 6.1.6 ระยะเวลาการจุมหัวสั่นสะเทือนลงในคอนกรีตจะขึ้นกับคาความสามารถเทไดของคอนกรีตและ ประสิทธิภาพของเครื่องสั่นสะเทือน โดยการจุมหัวสั่นสะเทือนลงในคอนกรีตและการดึงหัว สั่นสะเทื อนขึ้นในแตละครั้งใหก ระทําอย างชาๆ โดยระวังไม ใหมีโพรงอากาศคางอยูในเนื้อ คอนกรีตและระวังไมใหหัวสั่นสะเทือนกระแทกกับแบบ และใหจุมหัวสั่นสะเทือนนานจนผิว คอนกรีตเรียบและมีฟองอากาศขนาดใหญผุดขึ้ นมาจนหมด สําหรับคาการยุบตั วมากกวา 75 มิลลิเมตรใหจุมนานไมเกิน 5 วินาที ใหใชเวลาในการจุมหัวสั่นสะเทือนนานขึ้นหากคาการยุบตัว ต่ํากวาแตตองไมเกิน 10 วินาที หลังจากทําคอนกรีตใหแนนดวยเครื่องสั่นสะเทือนในแตละชั้น มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 113.
    -44- เสร็จแลวใหเคาะรอบๆ แบบหลอดวยคอนยางอยางนอย 10 ครั้ง เพื่อลดชองวางที่เกิดจากการใช เครื่องสั่นสะเทือนและชวยกําจัดฟองอากาศขนาดใหญ ตารางที่ 2 การทําตัวอยางใหแนนโดยการกระทุง (ขอ 6.1.4) ชนิดของตัวอยางและขนาด จํานวนชัน(Layers) ้ จํานวนครั้งทีกระทุงตอชั้น ่ ทรงลูกบาศก ขนาด 100×100×100 มม. 2 25 ขนาด 150×150×150 มม. 3 35 (คายุบตัว < 50 มม.) 25 (คายุบตัว ≥ 50 มม.) ทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง 100 มม. 2 25 เสนผานศูนยกลาง 150 มม. 3 25 เสนผานศูนยกลาง 200 มม. 4 50 คาน คานกวาง 150 ถึง 200 มม. 2 คานกวางมากกวา 200 มม. 3 หรือ มากกวา (แตละชั้นสูง กําหนดใหมการกระทุง 1 ครั้ง ี ไมเกิน150 มิลลิเมตร) ตอพื้นที่ผิวแบบหลอคาน 1,400 ตร.มม. 6.1.7 การเทคอนกรีตลงแบบใหเทคอนกรีตจากทิศทางตางๆ กัน เพื่อมิใหมวลรวมหยาบรวมตัวอยูดาน หนึ่งดานใด โดยผูทําการทดสอบตองระวังไมใหคอนกรีตมีการแยกตัว หากจําเปนอาจใชมือชวยก็ได 6.1.8 ปาดคอนกรีตใหเสมอปากแบบหลอและแตงผิวหนาดวยเกรียงใหเรียบ ผิวของคอนกรีตไมควรมี ระดับแตกตางกับขอบแบบหลอเกิน 3 มิลลิเมตร ปลอยทิ้งไวประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อผิวหนา คอนกรีตตัวอยางแข็งตัวพอหมาดๆ ใหเขียนหมายเลขตัวอยาง และ วัน เดือน ป ที่ทําการหลอบน หนาคอนกรีตไวเปนหลักฐาน มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 114.
    -45- ตารางที่ 3 การทําตัวอยางใหแนนโดยใชเครื่องสั่นสะเทือน (ขอ 6.1.4) จํานวนชัน ้ จํานวนครั้งทีจุมหัว ่ ชนิดของตัวอยางและขนาด ความลึกของชัน(มิลลิเมตร) ้ (Layers) สั่นสะเทือนตอชั้น ลูกบาศก ขนาด 100×100×100 มิลลิเมตร 1 1 เทากับความลึกของตัวอยาง ขนาด 150×150×150 มิลลิเมตร 1 1 เทากับความลึกของตัวอยาง ทรงกระบอก เสนผานศูนยกลาง 100 มม. 2 1 ครึ่งหนึ่งของความลึกตัวอยาง เสนผานศูนยกลาง 150 มม. 2 2 ครึ่งหนึ่งของความลึกตัวอยาง เสนผานศูนยกลาง 200 มม. 2 4 ครึ่งหนึ่งของความลึกตัวอยาง คาน ความกวาง 150 ถึง 200 มม. 1 ระยะหางของการจุมหัว เทากับความลึกของตัวอยาง สั่นสะเทือนแตละครั้งไมเกิน 150 มม. ความกวางมากกวา 200 มม. 2 หรือ สําหรับตัวอยางที่มีความ 200 มากกวา กวางมากกวา150 มม. ให เพิ่มการจุมเปนสอง แนวขนานกัน 6.2 การบมและการเก็บรักษาตัวอยางคอนกรีต 6.2.1 การบมแบบมาตรฐาน (Standard Curing) มีวัตถุประสงคเพื่อตองการทดสอบกําลังของตัวอยาง คอนกรี ต ว า เป น ไปตามข อ กํ า หนดหรื อ ไม หรือ เพื่ อ ตรวจสอบความเหมาะสมของส ว นผสม คอนกรีตตอกําลังของคอนกรีตที่ตองการ หรือเพื่อการควบคุมคุณภาพของคอนกรีต 6.2.1.1 การเก็บตัวอยางคอนกรีต (Storage) ในกรณีที่ทําการเก็บตัวอยางในสถานที่ซึ่งไมอาจทําการ บมระยะแรก (Initial Curing) ไดเมื่อเสร็จสิ้นการตกแตงผิวตัวอยางคอนกรีตแลว ใหขนยาย ตัวอยางไปยังสถานที่ที่จะทําการบมในระยะแรกทันที โดยพื้นที่ที่จะใชวางตัวอยางคอนกรีต ตองมีความลาดเอียงไมเกิน 20 มิลลิเมตรตอเมตร หากผิวของตัวอยางคอนกรีตไดรับความ เสียหายจากการขนสงใหรีบทําการตกแตงผิวตัวอยางคอนกรีตทันที มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 115.
    -46- 6.2.1.2 การบมในระยะแรก (Initial Curing) เมื่อหลอตัวอยางเสร็จแลวใหเก็บตัวอยางไวที่อุณหภูมิ 16 ถึง 27 องศาเซลเซียส สําหรับคอนกรีตที่ตองการกําลัง 40 เมกาปาสกาล (MPa) หรือ มากกวา ใหใชอุณหภูมิในการบมในระยะแรกที่ 20 ถึง 26 องศาเซลเซียส ควบคุมความชื้น และอุณหภูมิใหอยูในสภาพที่เหมาะสมเพื่อปองกันไมใหตัวอยางคอนกรีตสูญเสียน้ําเร็ว เกินไปโดยการแชตัวอยางคอนกรีตในน้ําปูนขาวอิ่มตัวเปนเวลาไมนอยกวา 48 ชั่วโมง หรือ อาจใชวิธีอื่นที่เหมาะสม เชน การคลุมดวยพลาสติก การกลบดวยทรายชื้น หรือเก็บตัวอยาง ไวในกลองที่มิดชิดทําดวยไมหรือวัสดุอยางอื่น เปนตน 6.2.1.3 การบมในระยะสุดทาย (Final Curing) สําหรับตัวอยางคอนกรีตรูปทรงกระบอกและรูปทรง ลูกบาศกหลังจากที่เสร็จสิ้นการบมในระยะแรก และถอดแบบแลว ภายใน 30 นาที ใหบม คอนกรีตโดยการนําไปแชน้ําหรือบมในหองที่มีความชื้น โดยควบคุมอุณหภูมิที่ 23±2 องศา เซลเซียส จนกระทั่งใกลถึงเวลาทดสอบ กอนการทดสอบ 3 ชั่วโมง ใหนําตัวอยางคอนกรีตมา เก็บไวที่อุณหภูมิปกติโดยไมตองทําการบม ควบคุมอุณหภูมิใหอยูที่ 20 ถึง 30 องศาเซลเซียส สําหรับตัวอยางรูปคานใหบมตัวอยางคอนกรีตเชนเดียวกับการบมตัวอยางรูปทรงกระบอก และทรงลูกบาศก เวนแตกอนทําการทดสอบใหแชตัวอยางในน้ําปูนขาวอิ่มตัวที่อุณหภูมิ 23±2 องศาเซลเซียส เปนเวลาไมนอยกวา 20 ชั่วโมง ระหวางชวงเวลาที่ขนสงตัวอยางไป ทดสอบจนถึงเวลาที่ทําการทดสอบจนแลวเสร็จตองระวังไมใหผิวตัวอยางคอนกรีตแหง เนื่องจากอาจมีผลตอการรับแรงดัดของตัวอยางคอนกรีต 6.2.2 การบมในสนาม (Field Curing) มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบความสามารถในการรับน้ําหนักของ โครงสรางที่เทคอนกรีตจากใชงาน โดยการนําตัวอยางไปทดสอบกําลัง หรือเพื่อเปรียบเทียบผล การทดสอบกับตัวอยางคอนกรีตที่บมแบบมาตรฐานหรือผลการทดสอบของตัวอยางอื่นๆที่บมใน สนาม รวมทั้งเพื่อตองการหาระยะเวลาการถอดแบบของโครงสรางที่เหมาะสม 6.2.2.1 ตัวอยางรูปทรงกระบอกและรูปทรงลูกบาศก ใหเก็บตัวอยางคอนกรีตไวใกลกับโครงสรางที่ เทคอนกรีตมากที่สุด ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต การ เปดผิวของตัวอยางคอนกรีตตองใหอยูในลักษณะเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีตจากนั้นให ทําการบมตัวอยางคอนกรีตตามวิธีที่กําหนด 6.2.2.2 ตัวอยางรูปคาน ใหบมตัวอยางดวยวิธีการเชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต หลังจากที่หลอ ตัวอยางแลวเปนเวลา 48±4 ชั่วโมง ใหขนสงตัวอยางไปยังสถานที่เก็บซึ่งอยูใกลกับ โครงสรางที่เทคอนกรีตมากที่สุด ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเชนเดียวกับโครงสรางที่เท คอนกรีต สำหรับโครงสรางที่หลอติดกับพื้นดินใหทําการถอดแบบตัวอยางคานวางไวบนพื้น มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 116.
    -47- ในลักษณะเดียวกับขณะที่ทําการหลอตัวอยาง โดยใหผิวดานบนสัมผัสอากาศแลวจึงปด ดานขางและปลายทั้งสองขางของคานดวยดินหรือทรายชื้น สําหรับตัวอยางคอนกรีตที่เก็บ จากโครงสรางอื่นๆใหวางตัวอยางในตําแหนงที่อยูใกลกับโครงสรางที่เทคอนกรีตมากที่สุด จากนั้ น ให บ ม ตั ว อย า งคอนกรี ต ตามวิ ธี ที่ กํ า หนด โดยการควบคุ ม อุ ณ หภู มิ แ ละความชื้ น เชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการบมใหเก็บตัวอยางคอนกรีตไวที่ อุณหภูมิปกติโดยใหผิวสัมผัสอากาศเชนเดียวกับโครงสรางที่เทคอนกรีต กอนการทดสอบ ใหแชตัวอยางคานในน้ําปูนขาวอิ่มตัวที่อุณหภูมิ 23±2 องศาเซลเซียส เปนเวลา 24±4 ชั่วโมง ใหตัวอยางอยูในสภาพชื้นกอนการทดสอบ 6.3 การขนสงตัวอยางคอนกรีต กอนขนสงตัวอยางคอนกรีตไปยังหองทดสอบใหทําการบมตามที่กําหนดในขอ 6.2 ไมควรทําการขนสง จนกวาตัวอยางจะมีอายุอยางนอย 8 ชั่วโมง หลังจากที่คอนกรีตเริ่มกอตัว ในขณะทําการขนสงตองระวัง ไมใหตัวอยางคอนกรีตไดรับความเสียหาย และใหปองกันการสูญเสียน้ําดวยวิธีตางๆ เชน การคลุมดวย พลาสติก ขี้เลื่อย กระสอบชุมน้ํา หรือ ทรายชื้น เปนตน โดยระยะเวลาการขนสงไมควรนานเกิน 4 ชั่วโมง และการขนสงตัวอยางแตละครั้งตองมีปายแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวอยางตามรายการตางๆ เชน วันที่ ตําแหนงของโครงสรางที่เก็บตัวอยางมา คาการยุบตัว อุณหภูมิของคอนกรีตและอากาศ วิธีการบม ชนิด ของการทดสอบ และอายุของชิ้นตัวอยางที่จะทดสอบ เปนตน 7. การรายงานผล ใหรายงานผลโดยการบันทึกรายละเอียดตางๆลงในแบบฟอรม บฟ มยผ.1208 มาตรฐานการเก็บตัวอยาง คอนกรีตในหนางานและการเก็บรักษา โดยมีรายละเอียดดังนี้ 7.1 หมายเลขตัวอยาง 7.2 หมายเลขแบบที่เก็บตัวอยาง 7.3 วัน เวลา และหมายเลขแบบที่เก็บตัวอยาง 7.4 คาการยุบตัว 7.5 อุณหภูมิของคอนกรีต 7.6 ตําแหนงของโครงสรางที่ทําการเก็บตัวอยาง 7.7 กําลังคอนกรีตที่กําหนด 7.8 วิธีการบม (สําหรับการบมในหองปฏิบัติการใหบันทึกคาอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ําสุดที่ใชบมในระยะ เริ่ ม ต น และวิ ธี ก ารบ ม ในระยะสุ ด ทา ย สํ าหรับ การบม ในสนามให ระบุ สถานที่เ ก็ บตั ว อย า งคอนกรี ต อุณหภูมิ ความชื้นของอากาศ และเวลาที่ถอดแบบ) มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 117.
    -48- 8. เกณฑการตัดสิน และความคลาดเคลื่อนที่ยอมให ความคลาดเคลื่อนของตัวอยางคอนกรีตจากขนาดของแบบหลอจะตองไมเกิน3 มิลลิเมตร สําหรับขนาดกวาง หรือลึกตั้งแต 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) ขึ้นไป และไมเกิน 1.5 มิลลิเมตร สําหรับขนาดที่เล็กกวานั้น 9. ขอควรระวัง 9.1 ใหทําการเก็บตัวอยางคอนกรีตไมนอยกวา 3 ตัวอยาง ตอ 1 ชุด 9.2 การประกอบแบบหลอตองมีความแข็งแรงไดฉากและไดระดับกอนทําการหลอตัวอยางคอนกรีต 9.3 การกระทุงแตละชั้นอาจจมลึกถึงชั้นถัดไปประมาณ 25 มิลลิเมตร 9.4 การใชคอนเคาะรอบแบบหลอตองใชแรงที่เหมาะสม การเคาะแรงเกินไปจะทําใหแบบหลอเกิดความ เสียหาย 10. เอกสารอางอิง 10.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก 10.2 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 102-2534 มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตหนางานและการนําไป บํารุงรักษา กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 10.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 31: Standard Practice for Making and Curing Concrete Test Specimens in The Field 10.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 172: Standard Practice for Sampling Freshly Mixed Concrete 10.5 มาตรฐาน British Standard Institute BS EN 12390-1: Shape, Dimensions and Other Requirements for Specimens and Moulds 10.6 มาตรฐาน British Standard Institute BS EN 12390-2: Making and Curing Specimens for Strength Tests ************** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 118.
    -49- โครงการ……………………………………………… บฟ. มยผ. 1208 ทะเบียนทดสอบ……………… สถานที่กอสราง.……………………………………… ………………………..………………………………. ชนิดตัวอยาง ผูทดสอบ ทรงกระบอก ขนาด.............................. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูตรวจสอบ ลูกบาศก ขนาด..................................... การเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางาน และการเก็บรักษา คาน ขนาด............................................ อนุมัติ แผนที่...................................................................... ตัวอยางทดสอบ รายละเอียด 1 2 3 1. หมายเลขตัวอยาง 2. หมายเลขแบบที่เก็บตัวอยาง 3. วันที่เก็บตัวอยาง 4. เวลาที่เก็บตัวอยาง 5. คาการยุบตัว 6. อุณหภูมิของคอนกรีต 7. ตําแหนงของโครงสรางที่ทําการเก็บตัวอยาง 8. กําลังคอนกรีตที่กําหนดที่อายุ 28 วัน 9. วิธีการบม 9.1 การบมแบบมาตรฐาน - อุณหภูมิสูงสุดที่ใชบมในระยะเริมตน ่ - อุณหภูมิต่ําสุดที่ใชบมในระยะเริมตน ่ - วิธีการบมในระยะสุดทาย 9.2 การบมในสนาม - สถานที่เก็บ - อุณหภูมิของอากาศ - ความชื้นของอากาศ - เวลาที่ถอดแบบ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1208-50
  • 119.
  • 120.
    มยผ. 1209-50 มาตรฐานการทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต (Standard Test Method for Slump of Concrete) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ครอบคลุมถึงการหาคาการยุบตัวของคอนกรีต ทั้งในหองปฏิบัติการและในสนาม 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก 2. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 2.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก 3. เครื่องมือ 3.1 แบบ (Mold) ทําดวยโลหะที่ไมทําปฏิกิริยากับปูนซีเมนต มีลักษณะเปนรูปกรวยตัดมีความหนาไมนอยกวา 1.15 มิลลิเมตร (0.045 นิ้ว) ความสูง 300±3 มิลลิเมตร (12±1/8 นิ้ว) ฐานแบบมีเสนผานศูนยกลาง 200±3 มิลลิเมตร (8±1/8 นิ้ว) และสวนตัดตอนบนมีเสนผานศูนยกลาง 100±3 มิลลิเมตร (4±1/8 นิ้ว) สําหรับที่ ฐานตองมีแผนเหล็กสําหรับเหยียบทั้งสองขาง และแบบที่ใชทําการทดสอบจะตองไมบิดเบี้ยวหรือเสียรูป ดังแสดงในรูปที่ 1 3.2 เหล็กกระทุง (Tamping Rod) เปนแทงเหล็กกลมขนาดเสนผานศูนยกลาง 16 มิลลิเมตร (5/8 นิ้ว) ยาว 600 มิลลิเมตร (24 นิ้ว) ปลายดานที่ใชกระทุงมีลักษณะกลมมน 3.3 แผนเหล็ก สําหรับรองมีลักษณะเรียบเปนระนาบ 3.4 ตลับเมตร หรือไมวัด ทีวัดไดละเอียดไมนอยกวา 5 มิลลิเมตร ่ 
  • 121.
    -51- 3″ 3 18 ″ 3″ 4 ± 18 ″ 4″ ½″ 12 ± 18 ″ หนา 1 16 ″ ½″ ½″ หนา 1 16 ″ 8 ± 18 ″ รูปที่ 1 แบบสําหรับทดสอบหาคาการยุบตัวของคอนกรีต (ขอ 3.1) การแปลงมิติของขนาดระบุ มม. 2 3 12.5 25 75 78 100 200 300 นิ้ว 1 16 1 8 1/2 1 3 3 18 4 8 12 4. การเตรียมตัวอยาง เตรียมตัวอยางคอนกรีตซึ่งแบงมาจากคอนกรีตผสมเสร็จหรือคอนกรีตที่โมในหนางาน การเก็บตัวอยาง คอนกรีตควรเก็บภายในระยะเวลาประมาณ 5 นาที หลังจากผสมเสร็จ โดยใหมีการทดสอบหาคาการยุบตัว ของคอนกรีตทุกครั้งที่มีการผสมคอนกรีต 5. การทดสอบ 5.1 กอนทําการทดสอบตองนําแบบมาจุมน้ําใหเปยก แลววางแบบลงบนพื้นราบโดยใหดานที่มีปลายตัดเสน ผานศูนยกลาง 100 มิลลิเมตร อยูดานบน ดานเสนผานศูนยกลาง 200 มิลลิเมตร อยูดานลาง ใชเทาเหยียบ แผนเหล็กที่ฐานทั้งสองขางไวใหแนน มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1209-50
  • 122.
    -52- 5.2 เทคอนกรีตที่จะทดสอบลงในแบบประมาณ 1ใน 3 ของปริมาตรของแบบ (สูงจากฐานประมาณ 70 มิลลิเมตร) แลวใชเหล็กกระทุง กระทุงใหทั่วผิวของคอนกรีตในแบบ จํานวน 25 ครั้ง 5.3 ทําตามวิธีในขอ 5.2 ซ้ําอีก 2 ครั้ง โดยเทคอนกรีตครั้งที่ 2 สูงจากฐานประมาณ 160 มิลลิเมตร และครั้งที่ 3 เทคอนกรี ต ลงในแบบส ว นที่เ หลื อ โดยใหเ ผื่ อ คอนกรีต ไวใ ห เ กิน ขอบแบบข า งในกรณี ที่ก ระทุง แล ว คอนกรีตพรองลงตองเติมใหเต็มแบบเสมอ 5.4 ปาดผิวหนาของคอนกรีตใหเรียบ จับที่หูยกแลวยกแบบขึ้นตามแนวดิ่ง ระวังไมใหเนื้อคอนกรีตไดรับการ กระทบกระเทือน แลววัดระยะที่ยุบตัวของคอนกรีตเทียบกับระยะความสูงของแบบทันที (ใหวัดที่บริเวณ จุดศูนยกลางของตัวอยางคอนกรีตเมื่อยกแบบออกแลว) 5.5 กรณีที่ตัวอยางทดสอบลมหรือทลายลงทันทีที่ยกแบบขึ้นหรือเกิดไหลออกทางขางใดขางหนึ่งเนื่องจากแรง เฉือน ใหถือวาการทดสอบยังไมไดมาตรฐานตองทําการทดสอบซ้ําตามขอ 5.1 ถึง 5.4 และหากตัวอยาง ทดสอบลมเนื่องจากการทลายหรือแรงเฉือนสองครั้งติดตอกันแสดงวาตัวอยางคอนกรีตดังกลาวไมเหมาะสม สําหรับการทดสอบหาคาการยุบตัวเนื่องจากไมมีแรงยึดเหนี่ยวระหวางกัน 6. การคํานวณ คาการยุบตัวของคอนกรีต (SLUMP) = 300 – H (1) เมื่อ H คือ ระยะความสูงของคอนกรีตที่ทดสอบหลังจากยกแบบออก หนวยเปนมิลลิเมตร โดยใหวัดละเอียดถึง 5 มิลลิเมตร 7. การรายงานผล การรายงานผลคาการยุบตัวของคอนกรีต ใหมีหนวยเปนมิลลิเมตร ในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1209 8. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให คาการยุบตัวของคอนกรีตใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงาน คอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก ตามที่แสดงไวในตารางที่ 1 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1209-50
  • 123.
    -53- ตารางที่ 1 คาการยุบตัวสําหรับงานกอสรางชนิดตางๆ (ขอ 8) หนวยเปนมิลลิเมตร คาการยุบตัว ชนิดของงานกอสราง สูงสุด ต่ําสุด 1) ฐานราก 75 50 2) แผนพืน คาน ผนัง ค.ส.ล. ้ 100 50 3) เสา ตอมอ 125 50 4) ครีบ ค.ส.ล. และผนังบาง ๆ 150 50 9. ขอควรระวัง 9.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ใชกับตัวอยางคอนกรีตที่มีสวนผสมของมวลรวมหยาบขนาดโตไมเกิน 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) ในกรณีที่มวลรวมหยาบมีขนาดโตกวา 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) ใหเทคอนกรีตผาน ตะแกรงขนาด 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) เพื่อแยกมวลรวมหยาบที่มีขนาดโตกวา 37.5 มิลลิเมตร (1.5 นิ้ว) กอนทําการทดสอบหาคาการยุบตัว 9.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ ไมควรใชสําหรับคอนกรีตที่มีคายุบตัวต่ํากวา 15 มิลลิเมตร และคอนกรีตที่มีคา ยุบตัวมากกวา 230 มิลลิเมตร 9.3 การกระทุงตัวอยางคอนกรีตในแบบ ควรกระทุงใหทั่วบริเวณทั้งหนาตัด และสําหรับบริเวณขอบของแบบ ใหกระทุงดวยความระมัดระวังเพื่อมิใหแบบเสียหายเนื่องจากกระแทกกับเหล็กกระทุง 10. เอกสารอางอิง 10.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 103.1-2534 วิธีการทดสอบคาการยุบตัวของคอนกรีต กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 10.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 143: Standard Practice for Slump of Hydraulic-Cement Concrete ********** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1209-50
  • 124.
    -54- บฟ. มยผ. 1209 ทะเบียนทดสอบ……………… โครงการ.............................................................. ………………….……………………………… ผูทดสอบ สถานที่กอสราง………………….…………….. (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ……….………………………………………… ทดสอบครั้งที่………….…….............................. การทดสอบหาคาการยุบตัว ผูตรวจสอบ ทดสอบวันที่…………………......…………….. ของคอนกรีต แผนที่……… อนุมัติ ชนิดของงานกอสราง ฐานราก แผนพื้น คาน ผนัง ค.ส.ล. เสา ตอมอ ครีบ ค.ส.ล. และผนังบางๆ เวลาที่ผสมคอนกรีต………………………………………….. เวลาที่ทําการทดสอบ………………………………………… ชวงระยะเวลาตั้งแตเริ่มผสมคอนกรีตจนทดสอบแลวเสร็จ…………นาที ระยะความสูงของคอนกรีตที่ทดสอบหลังยกแบบออก (H) = ………. มิลลิเมตร คาการยุบตัวของคอนกรีต (Slump) = 300 – H มิลลิเมตร = ……….. มิลลิเมตร มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1209-50
  • 125.
    มยผ. 1210-50 มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต (Standard Test Method for Compressive Strength of Concrete) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการหากําลังอัดประลัย (Ultimate Strength) ของตัวอยางคอนกรีตรูป ทรงกระบอกและรูปลูกบาศก ที่ไดจากการหลอหรือการเจาะ 1.2 มาตรฐานการทดสอบนี้ ใชหนวย SI (International System units) เปนหลัก และใชคาในการแปลงหนวย ของแรง 1 กิโลกรัมแรง เทากับ 9.806 นิวตัน 2. นิยาม “หนวยแรงอัดประลัย” หมายถึง หนวยแรงที่เกิดจากแรงกดสูงสุดในแนวแกนซึ่งทําใหตัวอยางคอนกรีตวิบัติ โดยหาไดจากอัตราสวนของแรงกดสูงสุดที่จุดวิบัติตอพื้นที่หนาตัดของตัวอยางคอนกรีตที่รับน้ําหนัก 3. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก 4. เครื่องมือ 4.1 เครื่องกดทดสอบ เปนแบบใดก็ได ที่สามารถใหน้ําหนักกดไดสูงเพียงพออยูในชวงใชงานได และยอมให ผิดพลาดไดไมเกินรอยละ 1 เครื่องกดจะตองสามารถเพิ่มแรงกดไดอยางสม่ําเสมอและไมกระตุก กรณีที่ เปนเครื่องทดสอบแบบหมุนเกลียว (Screw-Type) หัวกดตองสามารถเคลื่อนที่ดวยความเร็วประมาณ 1.25 มิลลิเมตรตอนาที สําหรับเครื่องทดสอบแบบไฮดรอลิค ตองสามารถใหน้ําหนักดวยอัตราคงที่ในชวง 0.143 ถึง 0.347 เมกาปาสกาลตอวินาที (1.40 ถึง 3.40 กิโลกรัมแรงตอตารางเซนติเมตรตอวินาที) สวนหัวกดของ เครื่องทดสอบประกอบดวยแผนเหล็กวางรอง (Steel Bearing Plate) 2 แผน มีขนาดใหญกวาขนาดของ แทนทดสอบไมนอยกวา 10 มิลลิเมตร แผนเหล็กชิ้นบนมีลักษณะเปนแปนกดฐานครึ่งทรงกลม (Spherically Seated Block) แขวนยึดไวกับเครื่องเพื่อใหขยับตัวได สวนแผนเหล็กชิ้นลางยึดติดกับ สวนลางของเครื่องและตองมีความหนาอยางนอย 50 มิลลิเมตร ผิวสัมผัสของแผนเหล็กทั้งสองตองเรียบ และมีความคลาดเคลื่อนไดไมเกิน 0.025 มิลลิเมตรตอความยาว 150 มิลลิเมตร การเพิ่มแรงกดตองทําได อยางตอเนื่องสม่ําเสมอ ไมมีจังหวะหยุดหรือกระตุกในระหวางการเพิ่มแรงกด
  • 126.
    -56- 4.2 เวอรเนียรคาลิเปอร 4.3 เครื่องชั่งน้ําหนักซึ่งมีความละเอียดถึง 1 กรัม 4.4 เครื่องมือและวัสดุสําหรับเคลือบผิวหนาของตัวอยางคอนกรีต 5. การเตรียมตัวอยาง 5.1 การเตรียมตัวอยางคอนกรีตที่ไดจากการหลอเพื่อทําการทดสอบหากําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีตใหมี ลักษณะดังตอไปนี้ 5.1.1 ตัวอยางที่ไดจากการหลอใหมีขนาดเปนไปตาม มยผ. 1208: มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตใน หน า งานและการเก็ บ รั ก ษา มี ค วามคลาดเคลื่ อ นที่ ย อมให จ ากขนาดที่ กํ า หนดได ไ ม เ กิ น 3.0 มิลลิเมตร สําหรับขนาดกวางหรือลึกตั้งแต 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) ขึ้นไป และไมเกิน 1.5 มิลลิเมตร สําหรับขนาดที่เล็กกวานั้น 5.1.2 กอนการทดสอบปลายทั้งสองขางของตัวอยางคอนกรีตรูปทรงกระบอกตองเรียบเปนระนาบตั้ง ฉากกับแนวแกน โดยยอมใหมีความคลาดเคลื่อนไดไมเกิน 0.5 องศา หรือ 1 มิลลิเมตรตอระยะ 100 มิลลิเมตร กรณีผิวที่ปลายของตัวอยางคอนกรีตรูปทรงกระบอกไมเรียบใหทําการตัดหรือ เคลือบ (Capping) ผิวหนาของตัวอยางจนเปนระนาบเรียบอยูในเกณฑที่ยอมรับได โดยวัสดุที่ใช ในการเคลือบผิวหนารับแรงอัดของตัวอยาง (Capping Compound) ตองสามารถรับแรงอัดไดสูง กวาแรงอัดของตัวอยางคอนกรีต 5.1.3 ขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางที่จะใชคํานวณหาขนาดพื้นที่หนาตัดของทรงกระบอก หรือทรงลูกบาศก สามารถหาไดโดยวัดขนาดเสนผานศูนยกลางหรือขนาดความกวางที่กึ่งกลาง ของความสูง จํานวน 2 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้งฉากกัน ใหมีความละเอียดถึง 0.25 มิลลิเมตร แลว นํามาหาคาเฉลี่ย 5.1.4 หามวลของตัวอยางคอนกรีตโดยการชั่งตัวอยางกอนการเคลือบผิว และเช็ดผิวตัวอยางใหแหงกอน ชั่ง การชั่งใหมีความละเอียดอยูในชวงรอยละ 0.3 ของมวลตัวอยางทดสอบ 5.1.5 วัดความสูงของตัวอยางทรงกระบอกกอนการเคลือบผิว 4 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้งฉากกันโดยใหมี ความละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร สวนตัวอยางทรงลูกบาศกใหวัด 4 ครั้ง (4 ดาน) ใหมีความละเอียดถึง 1 มิ ลลิ เ มตร แล ว นํ า มาหาค า เฉลี่ ย ให มี ค วามละเอี ย ดถึ ง 1 มิ ลลิ เ มตร เพื่ อ นํ า ไปใช คํ า นวณหา ปริมาตรของตัวอยางคอนกรีต 5.2 การเตรียมตัวอยางคอนกรีตที่ไดจากการเจาะเพื่อทําการทดสอบหากําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีตใหมี ลักษณะดังตอไปนี้ มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต มยผ. 1210-50
  • 127.
    -57- 5.2.1 ตัวอยางรูปทรงกระบอกที่ไดจากการเจาะโครงสรางตองมีเสนผานศูนยกลางไมนอยกวา 94 มิลลิเมตร และมีขนาดเสนผานศูนยกลางอยางนอย 2 เทา ของขนาดระบุใหญสุดของมวลรวม 5.2.2 ขนาดความสูงของตัวอยางรูปทรงกระบอกที่เคลือบผิวแลว ใหอยูในชวง 1.9 ถึง 2.1 เทาของขนาด เสนผานศูนยกลาง หากอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลางมีคามากกวา 2.1 ใหลดความยาว จนมีคาอัตราสวนดังกลาวอยูในชวง 1.9 ถึง 2.1 และสําหรับตัวอยางที่เจาะมีความยาวนอยกวารอย ละ 95 ของขนาดเสนผานศูนยกลางหลังจากที่เคลือบผิวหรือทําใหผิวหนาเรียบแลว ไมควรนํามา เปนตัวอยางในการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต 5.2.3 กอนการทดสอบปลายทั้งสองขางของตัวอยางคอนกรีตที่ไดจากการเจาะตองเรียบเปนระนาบตั้ง ฉากกับแนวแกน โดยยอมใหมีความคลาดเคลื่อนไดไมเกิน 0.5 องศา หรือ 1 มิลลิเมตรตอระยะ 100 มิลลิเมตร กรณีที่ปลายของตัวอยางไมเรียบใหทําการตัดหรือเคลือบ (Capping) ผิวหนาของ ตัวอยางจนเปนระนาบเรียบใหอยูในเกณฑที่ยอมรับได โดยวัสดุที่ใชในการเคลือบผิวหนารับ แรงอัดของตัวอยาง (Capping Compound) ตองสามารถรับแรงอัดไดสูงกวาแรงอัดของตัวอยาง คอนกรีต 5.2.4 ขนาดเสนผานศูนยกลางที่จะใชคํานวณหาขนาดพื้นที่หนาตัดของทรงกระบอกหาไดจากการวัด ขนาดเสนผานศูนยกลางที่จุดกึ่งกลางของความสูง จํานวน 2 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้งฉากกัน โดยใหมี ความละเอี ย ดถึ ง 0.2 มิ ลลิ เ มตร สํา หรั บ ขนาดเส น ผา นศู น ย ก ลางหรื อ ความกว า งที่วั ด ไดมี ค า แตกตางจากคาเฉลี่ยไมเกินรอยละ 2 และใหมีความละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร สําหรับขนาดเสนผาน ศูนยกลางหรือความกวางที่วัดไดมีคาแตกตางจากคาเฉลี่ยเกินรอยละ2 สวนตัวอยางที่มีขนาดเสน ผานศูนยกลางหรือความกวางตางจากคาเฉลี่ยเกินรอยละ 5 ไมควรนํามาใชเปนตัวอยางในการ ทดสอบกําลังรับแรงอัด 5.2.5 หามวลของตัวอยางคอนกรีตโดยชั่งตัวอยางกอนการเคลือบผิว และเช็ดผิวตัวอยางใหแหงกอนทํา การชั่ง การชั่งใหมีความละเอียดอยูในชวงรอยละ 0.3 ของมวลตัวอยางทดสอบ 5.2.6 วัดคาความสูงกอนและหลังการเคลือบผิวของตัวอยางทรงกระบอกจํานวน 4 ครั้ง ในตําแหนงที่ตั้ง ฉากกันโดยใหมีความละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร แลวหาคาเฉลี่ยใหมีความละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร เพื่อ นําไปใชคํานวณหาปริมาตรของตัวอยางคอนกรีตและอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลาง (L/D) 6. การทดสอบ 6.1 การวางตัวอยางทดสอบบนเครื่องกดใหปฏิบัติตามขั้นตอนดังตอไปนี้ มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต มยผ. 1210-50
  • 128.
    -58- 6.1.1 ผิวแผนเหล็กดานสัมผัสกับตัวอยางทดสอบตองสะอาดปราศจากน้ํามัน 6.1.2 จัดแนวศูนยกลางของแผนเหล็กชิ้นบนและชิ้นลางใหอยูในแนวเดียวกัน 6.1.3 วางตัวอยางทดสอบใหแนวแกนตรงกับแนวศูนยกลางของเครื่องกดทดสอบ 6.1.4 ผิวแผนเหล็กตองสัมผัสกับตัวอยางทดสอบแนบสนิท 6.2 เมื่อวางตัวอยางทดสอบบนเครื่องกดทดสอบ และจัดใหแผนเหล็กสัมผัสกับตัวอยางทดสอบแนบสนิทดี แลว จึงเริ่มใหน้ําหนักกด สําหรับเครื่องทดสอบแบบหมุนเกลียว (Screw-Type) ปรับหัวกดใหเคลื่อนที่ดวย ความเร็วประมาณ 1.25 มิลลิเมตรตอนาที สําหรับเครื่องทดสอบแบบไฮดรอลิค ใหน้ําหนักกดอยูในชวง 0.143 ถึง 0.347 เมกาปาสกาลตอวินาที (1.40 ถึง 3.40 กิโลกรัมแรงตอตารางเซนติเมตรตอวินาที) สําหรับ ตัวอยางรูปทรงกระบอก และ 0.114 ถึง 0.277 เมกาปาสกาลตอวินาที (1.12 ถึง 2.72 กิโลกรัมแรงตอตาราง เซนติเมตรตอวินาที) สําหรับตัวอยางรูปลูกบาศก โดยชวงแรกของการทดสอบยอมใหใชอัตราการกดสูง กวากําหนดได และหามปรับอัตราการกดหรือสวนใดๆของเครื่องทดสอบในขณะที่ตัวอยางทดสอบอยู ในชวงจุดคราก (Yield Point) และจุดวิบัติ (Failure) 6.3 ทําการกดจนกระทั่งตัวอยางทดสอบถึงจุดวิบัติ บันทึกคาน้ําหนักกดสูงสุด ณ จุดที่ตัวอยางทดสอบวิบัติ และใหบันทึกรูปลักษณะการแตกของตัวอยางทดสอบนั้นในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1210 มาตรฐานการ ทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต 7. การคํานวณ 7.1 คาหนวยแรงอัดประลัยของตัวอยางทดสอบ ในหนวยเมกาปาสกาลมีคาเทากับ น้ําหนักกดสูงสุด ณ จุดวิบัติ (นิวตัน) (1) พื้นที่หนาตัดที่รับน้ําหนักของตัวอยางทดสอบ (ตร.มม.) 7.2 คาความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ (กก./ลบ.ม.) มวลของตัวอยางทดสอบ (กก.) (2) ปริมาตรของตัวอยางทดสอบ (ลบ.ม.) 7.3 กรณีที่เปนตัวอยางรูปทรงกระบอกจากการเจาะและมีอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลางนอยกวาหรือ เทากับ 1.75 ใหปรับแกคาความตานทานแรงอัดที่คํานวณได โดยคูณดวยคาคงที่ตามที่แสดงไวในตารางที่ 1 สําหรับคาอัตราสวนความสูงตอเสนผานศูนยกลางอื่นๆ ที่อยูระหวางคาที่กําหนดใหในตารางที่ 1 ให คํานวณหาคาคงที่โดยใชวิธีเทียบสัดสวนจากคาที่กําหนดไว มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต มยผ. 1210-50
  • 129.
    -59- ตารางที่ 1 คาคงที่สําหรับปรับแกคาความตานแรงอัดสําหรับตัวอยางที่ไดจากการเจาะ (ขอ 7.3) อัตราสวนความสูงตอ ตัวคูณสําหรับแกไข เสนผานศูนยกลางของตัวอยางที่เจาะ คาความตานทานแรงอัด 1.75 0.98 1.50 0.96 1.25 0.93 1.00 0.87 7.4 การคํานวณคากําลังตานทานแรงอัดของตัวอยางทดสอบ ใหแสดงในหนวยเมกาปาสกาล และมีความ ละเอียดถึง 0.1 เมกาปาสกาล สําหรับขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางของตัวอยางคอนกรีตที่วัด ละเอียดถึง 0.2 มิลลิเมตร และ 0.5 เมกาปาสกาล สําหรับขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางของ ตัวอยางคอนกรีตที่วัดละเอียดถึง 2 มิลลิเมตร 7.5 การคํานวณคาความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ ใหแสดงในหนวยกิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร และมีความ ละเอียดถึง 10 กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร 8. การรายงานผล ใหรายงานผลการทดสอบลงในแบบฟอรม บฟ. มยผ. 1210 ดังตอไปนี้ 8.1 หมายเลขประจําตัวอยางทดสอบ 8.2 ขนาดของตัวอยางทดสอบ 8.3 แรงกดสูงสุด 8.4 หนวยแรงอัดประลัย 8.5 ลักษณะการแตก 8.6 ความหนาแนน 9. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให เกณฑการตัดสินใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1101: มาตรฐานงานคอนกรีตและ คอนกรีตเสริมเหล็ก มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต มยผ. 1210-50
  • 130.
    -60- 10. ขอควรระวัง 10.1 ในกรณีที่ตัวอยางทดสอบมีการบมชื้นหากเปนตัวอยางทดสอบรูปลูกบาศกตองเช็ดผิวใหแหงและทดสอบ ภายใน 1 ชั่วโมง และหากเปนตัวอยางทดสอบรูปทรงกระบอกตองเช็ดผิวใหแหง และเคลือบผิวหนา ตัวอยางทดสอบ ทิ้งไว 2 ชั่วโมงแลวทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง 10.2 ถาคอนกรีตในโครงสรางขณะใชงานอยูในลักษณะแหง ตองผึ่งตัวอยางคอนกรีตที่เจาะไวใหแหงในอากาศ เปนเวลา 7 วันกอนการทดสอบ ถาคอนกรีตในโครงสรางขณะใชงานอยูในลักษณะเปยก ใหแชตัวอยาง คอนกรีตที่เจาะไวในน้ําอยางนอย 40 ชั่วโมง แลวทําการทดสอบในขณะที่ตัวอยางเปยก 10.3 การชั่งน้ําหนักเพื่อหาความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ ใหชั่งน้ําหนักเฉพาะตัวอยางทดสอบไมรวม น้ําหนักของวัสดุที่เคลือบผิวหนา 10.4 ควรมีการตรวจสอบเครื่องกดที่ใชงานประจําสม่ําเสมออยางนอยปละครั้ง หากสงสัยวาเครื่องทดสอบอาจ ใหผลทดสอบไมถูกตอง หรือหลังจากการซอมหรือประกอบใหมใหทําการตรวจสอบทุกครั้ง 11. เอกสารอางอิง 11.1 มาตรฐานงานชาง มยธ.(ท) 105.1-2534 มาตรฐานการทดสอบความตานแรงอัดของแทงคอนกรีต กรม โยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 11.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 31: Standard Practice for Making and Curing Concrete Test Specimens in The Field 11.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 39: Standard Test Method for Compressive Strength of Cylindrical Concrete Specimens 11.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 42: Standard Test Method for Obtaining and Testing Drilled Cores and Sawed Beams of Concrete 11.5 มาตรฐาน British Standard Institute BS EN 12390-2: Making and Curing Specimens for Strength Tests ************** มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต มยผ. 1210-50
  • 131.
    -61- โครงการ……………..………………………… บฟ. มยผ. 1210 ทะเบียนทดสอบ……………… สถานที่กอสราง……………………….……….. ………………………………….……………… ผูทดสอบ ชนิดตัวอยาง ทรงกระบอก (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ลูกบาศก ผูตรวจสอบ การทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต หมายเลขตัวอยาง…………...………….……..... อายุของตัวอยาง………....................................... อนุมัติ ทดสอบวันที่……………………...……………. แผนที่…………………...……………………… หมายเลขตัวอยาง คุณลักษณะ …………... …………... …………... คาเฉลี่ยของขนาดเสนผานศูนยกลางหรือความกวางของตัวอยาง (1) (มม.) พื้นที่หนาตัดเฉลี่ยที่รับน้ําหนักกดของตัวอยางทดสอบ (2) (มม.2) มวลของตัวอยางทดสอบกอนเคลือบผิว (3) (กก.) คาเฉลี่ยของความสูงของตัวอยางกอนเคลือบผิวหนา (4) (มม.) ปริมาตรของตัวอยางทดสอบ (5) (ม.3) ความหนาแนนของตัวอยางทดสอบ (6)=(3)/(5) (กก/ ม.3) แรงกดสูงสุด ณ จุดที่ตัวอยางทดสอบวิบัติ (7) (นิวตัน) หนวยแรงอัดประลัย (8)=(7)/(2) (เมกาปาส กาล) คาคงที่กรณีปรับแก (9) กําลังอัดประลัยกรณีปรับแก (10)=(8)x(9) (เมกาปาสกาล) กําลังอัดประลัยเฉลี่ย (เมกาปาสกาล) ลักษณะการแตกของตัวอยาง ทรงกระบอก ลูกบาศก มาตรฐานการทดสอบในงานคอนกรีต มยผ. 1210-50
  • 132.
  • 133.
    มยผ. 1211-50 มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีต (Standard Test Method for Flexural Strength of Concrete) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการทดสอบหากําลังตานทานแรงดัดของคอนกรีตเพื่อหาคาโมดูลัส การแตกราว (Modulus of Rupture) ซึ่งสามารถทําได 2 วิธี คือ วิธีใชแรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคาน (Center-Point Loading) และวิธีใชแรงกดคาน 2 จุด โดยกําหนดตําแหนงของจุดทั้งสองเปนตําแหนงที่แบง คานออกเปน 3 สวนเทา ๆ กัน (Third-Point Loading) 1.2 มาตรฐานนี้ใชหนวย SI (International System Units) เปนหลัก และใชคาการแปลงหนวยของแรง 1 กิโลกรัมแรงเทากับ 9.806 นิวตัน 2. นิยาม “คาโมดูลัสการแตกราว (Modulus of Rupture)” หมายถึง คาหนวยแรงที่เกิดขึ้นจากแรงดัดสูงสุดที่กระทําตอ ตัวอยางคอนกรีต ณ จุดวิบัติ 3. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1208: มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางานและการ เก็บรักษา 4. เครื่องมือ 4.1 เครื่องกดทดสอบ ใชเครื่องกดที่สามารถเพิ่มแรงกดไดอยางตอเนื่อง ไมมีจังหวะหยุด หรือกระตุกในระหวาง การเพิ่มแรงสําหรับการทดสอบการรับแรงดัดของคอนกรีต วิธีใหแรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคานไดแสดง การติดตั้งเครื่องมือไวในรูปที่ 1 สวนวิธีใหแรงกดคานสองจุด โดยใหตําแหนงของจุดทั้งสองเปนตําแหนงที่ แบงคานออกเปน 3 สวนเทา ๆ กัน ไดแสดงการติดตั้งเครื่องมือไวในรูปที่ 2 4.2 เวอรเนียรคาลิเปอร
  • 134.
    -63- หัวของเครื่องกดทดสอบ ตําแหนงของแทงเหล็กและลูกเหล็กกลม 25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด 25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด L D= 3 แผนเหล็กหรือรางเหล็ก แทงเหล็ก ลูกเหล็กกลม L L ฐานของเครื่องกดทดสอบ 2 2 ความยาว L รูปที่ 1 การทดสอบวิธีใชแรงกดหนึงจุดทีจุดกึ่งกลาง ่ ่ หัวของเครื่องกดทดสอบ ตําแหนงของแทงเหล็กและลูกเหล็กกลม ลูกเหล็กกลม 25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด 25 มม. (1 นิ้ว) ต่ําสุด L D= 3 ตัวอยาง จุดใหน้ําหนักและฐานรองคาน แทงเหล็ก ลูกเหล็กกลม แผนเหล็กหรือรางเหล็ก L L L ฐานของเครื่องกดทดสอบ 3 3 3 ความยาว L รูปที่ 2 การทดสอบวิธีใชแรงกดสองจุด 5. การเตรียมตัวอยาง 5.1 ตั ว อย า งทดสอบรู ป คานที่ ไ ด จ ากการหล อ ต อ งมี ค วามคลาดเคลื่ อ นจากขนาดที่ กํ า หนดได ไ ม เ กิ น 3.0 มิลลิเมตร สําหรับขนาดกวางหรือลึกตั้งแต 150 มิลลิเมตร (6 นิ้ว) ขึ้นไป และไมเกิน 1.5 มิลลิเมตร สําหรับ ขนาดที่เล็กกวานั้น โดยการเก็บตัวอยางใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง มยผ. 1208: มาตรฐานการเก็บตัวอยางคอนกรีตในหนางานและการเก็บรักษา 5.2 ตัวอยางทดสอบรูปคานที่ไดจากการเลื่อยจากโครงสรางคอนกรีต ควรมีหนาตัดขนาด 150×150 มิลลิเมตร มี ความยาวไมนอยกวา 530 มิลลิเมตร ผิวของตัวอยางคอนกรีตตองเรียบเปนระนาบไมมีรอยหยัก โดยระวัง มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1211-50
  • 135.
    -64- ไมใหตัวอยางคอนกรีตเสียหายจากการเลื่อย หลังจากเตรียมตัวอยางเสร็จแลวใหคลุมดวยพลาสติกเพื่อ ปองกันการสูญเสียน้ําแลวใหทําการทดสอบภายใน 7 วัน และกอนการทดสอบกําลังรับแรงดัดใหนําตัวอยาง แชในน้ําปูนขาวอิ่มตัวอยางนอย 40 ชั่วโมง 6. การทดสอบ 6.1 วางชิ้นทดสอบลงบนฐานรองรับคาน วางหัวกดใหตําแหนงของหัวกด คาน และฐานรองคานอยูตามกําหนด โดยการทดสอบวิธีใชแรงกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคานใหจัดตําแหนงเครื่องมือตามกําหนดในรูปที่ 1 สวน การทดสอบวิธีใชแรงกดคานสองจุดใหจัดตําแหนงเครื่องมือตามกําหนดในรูปที่ 2 6.2 ปรับอัตราการกดเครื่องทดสอบดวยแรงประมาณรอยละ 3 ถึงรอยละ 6 ของแรงประลัย (Ultimate Load) แลวคอยตรวจสอบผิวสัมผัสของตัวกดกับคาน และฐานรองคานกับคานดูวามีชองขนาดกวางกวา 0.15 มิลลิเมตร ในชวง 25 มิลลิเมตรหรือไม ถามีใหแตงคอนกรีตที่บริเวณชวงนั้น ๆ ดวยการฝนใหเรียบ ชองที่ ขนาดกวางนอยกวา 0.15 มิลลิเมตร ในชวง 25 มิลลิเมตร อาจอุดไดโดยการวางแผนหนัง (Leather Shim) ไว ระหวางผิวสัมผัส แผนหนังที่ใชจะตองมีขนาดเทากับ 6.4 มิลลิเมตร กวาง 25 มิลลิเมตร ถึง 50 มิลลิเมตร 6.3 เพิ่มแรงกดอยางตอเนื่องโดยไมใหมีการกระตุก ในชวงครึ่งแรกของแรงประลัย อาจเพิ่มแรงไดอยางรวดเร็ว หลังจากนั้นใหเพิ่มแรงดวยอัตราที่อยูในชวง 0.9 ถึง 1.2 เมกาปาสกาลตอนาที (9 ถึง 12 กิโลกรัมแรงตอ ตารางเซนติเมตรตอนาที) จนกระทั่งคานตัวอยางวิบัติ 6.4 วัดดานกวางและลึกของคานที่บริเวณที่มีรอยแตกดานละ 3 ครั้ง โดยใหมีความละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร แลว หาคาเฉลี่ยของขนาดหนาตัดพรอมทั้งวาดรายละเอียดการแตกราวของคานตัวอยาง 7. การคํานวณ ใหคํานวณคาโมดูลัสของการแตกหัก (Modulus of Rupture, R) ดังตอไปนี้ 7.1 สําหรับการกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคาน (Center-Point Loading) สามารถหาคาโมดูลัสของการแตกหักไดจากสูตร 3PL R= (1) 2bd 2 7.2 สําหรับการกดสองจุด โดยตําแหนงที่จุดทั้งสองแบงคานออกเปนสามสวน (Third-Point Loading) สามารถ หาคาโมดูลัสการแตกหักไดจากสูตร 7.2.1 เมื่อรอยแตกอยูในชวงกลางคาน PL R= (2) bd 2 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1211-50
  • 136.
    -65- 7.2.2 เมื่อรอยแตกอยูนอกชวงกลางคาน และหางจากชวงกลาง ไมเกินรอยละ 5 ของชวงคาน ใหใช 3Pa R= (3) bd 2 เมื่อ R คือ คาการรับแรงดัด เปน เมกาปาสกาล P คือ แรงสูงสุดที่อานไดจากเครื่องทดสอบ เปน นิวตัน L คือ ชวงคาน เปน มิลลิเมตร b คือ ความกวางเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก เปน มิลลิเมตร d คือ ความลึกเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก เปน มิลลิเมตร a คือ ระยะเฉลี่ยจากรอยแตกถึงฐานรองคานดานใกลที่สุด เปน มิลลิเมตร 8. การรายงานผล ใหรายงานผลตามรายละเอียดในแบบฟอรมที่ บฟ. มยผ. 1211 9. เกณฑการตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให 9.1 การพิจารณาคาการรับแรงดัดของคอนกรีตตองอยูในชวงรอยละ 11 ถึงรอยละ 23 ของความตานแรงอัดของ แทงทดสอบซึ่งเปนคอนกรีตที่ผสมในครั้งเดียวกัน 9.2 ในกรณีของการทดสอบวิธีใชแรงกดคานสองจุด ถารอยแตกอยูนอกชวงกลางคานและหางจากชวงกลาง คานเกินรอยละ 5 ของชวงคาน ใหทําการทดสอบใหม 9.3 คากําลังตานทานแรงดัด ตองคํานวณใหละเอียด ถึง 0.05 เมกาปาสกาล 10. ขอควรระวัง 10.1 การเพิ่มแรงกดจะตองกระทําอยางตอเนื่อง และระวังไมใหมีการกระตุก 10.2 สําหรับตัวอยางที่บมชื้น จะตองเช็คผิวคานที่จะทดสอบใหแหง แลวทดสอบภายใน 1 ชั่วโมง 10.3 ควรมีการตรวจสอบเครื่องกดที่ใชงานอยางสม่ําเสมอ หรือเมื่อสงสัยวาเครื่องทดสอบอาจใหผลทดสอบไม ถูกตอง หรือหลังจากการซอม หรือประกอบใหมใหทําการตรวจสอบทุกครั้ง 11. เอกสารอางอิง 11.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 105.2-2534 มาตรฐานการทดสอบการรับแรงดัดของคอนกรีต กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1211-50
  • 137.
    -66- 11.2 มาตรฐาน AmericanSociety of Testing Materials ASTM C 42: Standard Test Method for Obtaining and Testing Drilled Cores and Sawed Beams of Concrete 11.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 78: Standard Test Method for Flexural Strength of Concrete (Using Simple Beam with Third-Point Loading) 11.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 239: Standard Test Method for Flexural Strength of Concrete (Using Simple Beam with Center-Point Loading) ********** มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1211-50
  • 138.
    -67- บฟ. มยผ. 1211-1 ทะเบียนทดสอบ……………. โครงการ……………………………………….. สถานที่กอสราง………………………………... ………………........….………………………… ผูทดสอบ (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ชนิดตัวอยาง……………..……….…………….. การทดสอบกําลังตานทานแรงดัด ผูตรวจสอบ ทดสอบครั้งที่………………………………...… ของคอนกรีต ทดสอบวันที่……………………...……………. แผนที่………………………...........................… อนุมัติ การกดหนึ่งจุดที่จุดกึ่งกลางคาน หมายเลขตัวอยาง (CENTER-POINT LOADING) …………….. …………...... …………… แรงที่จุดวิบัติของคาน (P) (นิวตัน) ชวงคาน (L) (มม.) ความกวางเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (b) (มม.) ความลึกเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (d) (มม.) 2 คาโมดูลัสการแตกราว (R) = 3PL/2bd (เมกาปาสกาล) คาโมดูลัสการแตกราวเฉลี่ย (เมกาปาสกาล) ลักษณะการแตกของตัวอยาง มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1211-50
  • 139.
    -68- บฟ. มยผ. 1211-2 ทะเบียนทดสอบ……………. โครงการ……………………………………….. สถานที่กอสราง………………………………... …………………….…………………………… ผูทดสอบ (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ชนิดตัวอยาง…………………..….…………….. การทดสอบกําลังตานทานแรงดัด ผูตรวจสอบ ทดสอบครั้งที่……………………………...…… ของคอนกรีต ทดสอบวันที่……………………...……………. แผนที่………………………………………...… อนุมัติ การกดสองจุดที่ตําแหนงแบงคานออกเปนสามสวน หมายเลขตัวอยาง (THIRD-POINT LOADING) …………….. …………...... …………… แรงที่จุดวิบัติของคาน (P) (นิวตัน) ชวงคาน (L) (มม.) ความกวางเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (b) (มม.) ความลึกเฉลี่ยที่หนาตัดบริเวณรอยแตก (d) (มม.) ระยะเฉลี่ยจากรอยแตกถึงฐานรองคานดานใกลที่สุด (a) (มม.) 2 คาโมดูลัสการแตกราว (R) = PL/bd (เมกาปาสกาล) 2 คาโมดูลัสการแตกราว (รอยแตกราวอยูนอกชวงกลางคาน) (R) = 3Pa/bd (เมกาปาสกาล) คาโมดูลัสการแตกราวเฉลี่ย (เมกาปาสกาล) ลักษณะการแตกของตัวอยาง มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1211-50
  • 140.
  • 141.
    มยผ. 1212-50 มาตรฐานการทดสอบน้ําสําหรับผสมคอนกรีต (Standard Test Method for Mixing Water Used in the Production of Concrete) 1. ขอบขาย 1.1 มาตรฐานการทดสอบนี้ ครอบคลุมถึงการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ําที่ใชในการ ผสมคอนกรีต ยกเวนน้ําประปา 2. นิยาม “ppm (Parts-Per-Million)” หมายถึง หนึ่งสวนในลานสวน 3. มาตรฐานอางถึง มาตรฐานที่ใชอางถึงในมาตรฐานนี้ ประกอบดวย 3.1 มาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง 1210-50: มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต 3.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 114: Standard Test Method for Chemical Analysis of Hydraulic Cement 3.3 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 403: Standard Test Method for Time of Setting of Concrete Mixtures by Penetration Resistance 3.4 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 1602: Standard Specification for Mixing Water Used in the Production of Hydraulic Cement Concrete 3.5 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 1603: Standard Test Method for Measurement of Solids in Water 4. การเตรียมตัวอยาง การเก็บตัวอยางเพื่อใชเปนตัวแทนของน้ําที่ตองการทดสอบคุณลักษณะทางกายภาพและทางเคมีใหทําการเก็บ ดวยภาชนะบรรจุ โดยใชขวดแกวหรือขวดพลาสติก มีความจุอยางนอย 2,500 ลูกบาศกเซนติเมตร ที่สะอาดและ แหง ไมใชภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมี น้ํามัน หรือสิ่งอื่นที่ไมสามารถลางออกไดมาใชในการเก็บตัวอยางน้ํา โดย วิธีการเก็บตัวอยางน้ําจากแหลงตาง ๆ สามารถกระทําได ดังนี้ คือ
  • 142.
    -70- 4.1 น้ําผิวดิน การเก็บน้ําตัวอยางจากอางเก็บน้ํา ลําคลองแมน้ํา หรือแหลงน้ําธรรมชาติอื่นๆ ใหทําการเก็บโดยหยอนขวดเก็บ น้ําตัวอยางที่ทําความสะอาดแลวลงไปในแหลงน้ํา แลวรอสักครู เพื่อใหสภาพน้ําที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการ หยอนขวดเก็บน้ํากลับสูสภาพเดิมกอน แลวจึงเปดจุกขวดใหน้ําไหลเขาขวด ปดจุกใหแนน ปดฉลากแจง รายละเอียดในการเก็บ เชน สถานที่เก็บ เวลา และชื่อผูเก็บตัวอยางน้ํา หากเปนแหลงน้ําขนาดใหญใหทําการเก็บ ตัวอยางอยางนอย 5 ตัวอยาง เพื่อเปนตัวแทนของแหลงน้ํานั้นๆ และแตละจุดที่ทําการเก็บตัวอยางใหมีปริมาณ อยางนอย 2,000 ลูกบาศกเซนติเมตร เพื่อที่จะไดมีปริมาณเพียงพอที่ใชในการวิเคราะห 4.2 น้ําบาดาล การเก็บตัวอยางน้ําจากบอบาดาล ควรสูบน้ําทิ้งประมาณ 5 นาที แลวจึงทําการเก็บตัวอยางน้ํา ถาเก็บจากกอกน้ํา ของบอบาดาลตองลางกอกใหสะอาดเสียกอน แลวจึงเปดน้ําทิ้งไวสัก 2-3 นาที เพื่อใหน้ําที่คางอยูในทอไหลออก ใหหมดกอน การเก็บตัวอยางน้ํา บรรจุลงในขวดควรเปนเวลาที่น้ําไหลอยางสม่ําเสมอ ระวังอยาใหสิ่งเจือปนอื่น ตกลงไปในขวด แลวปดฝาจุกใหแนน ปดฉลากแจงรายละเอียดในการเก็บ เชน สถานที่เก็บ เวลาและชื่อผูเก็บ ตัวอยางน้ํา ใหทําการเก็บตัวอยางอยางนอย 2,000 ลูกบาศกเซนติเมตร เพื่อเปนตัวแทนของแหลงน้ํานั้นๆ 5. การทดสอบ 5.1 สําหรับน้ําที่ใชในการผสมคอนกรีตที่นอกเหนือจากน้ําประปาใหทําการทดสอบการกอตัวของคอนกรีตโดย ใหเปนไปตามมาตรฐาน ASTM C 403 และทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต โดยใหเปนไปตาม มาตรฐานกรมโยธาธิการและผัง มยผ. 1210-50 มาตรฐานการทดสอบกําลังตานทานแรงอัดของคอนกรีต เปรียบเทียบกับกรณีสวนผสมคอนกรีตควบคุมที่ใชน้ําประปา โดยใหเปนไปตามที่กําหนดไวในตารางที่ 1 5.2 สําหรับน้ําที่ใชในการผสมคอนกรีตตามขอ 5.1 จะตองไดรับการทดสอบคุณภาพโดยวิธีการทดสอบตาม มาตรฐานและใหมีคุณสมบัติตามที่กําหนดไวในตารางที่ 2 และจะตองทดสอบกอนที่จะใชน้ําดังกลาวเปน สวนผสมของคอนกรีต 5.3 สําหรั บน้ําที่ใช แลวจากการล างโมผสมคอนกรี ตใหทํ าการทดสอบหาค าความหนาแนนสัมพัทธ ตาม มาตรฐาน ASTM C 1603 ซึ่งหากมีคาความหนาแนนสัมพัทธเกินกวา 1.03 แสดงวามีปริมาณของแข็ง (Total Solids) เกินกวา 50,000 ppm โดยใหเพิ่มความถี่อยางนอยสัปดาหละครั้งสําหรับการทดสอบการกอ ตัวและทดสอบกําลังอัดของคอนกรีตเปรียบเทียบกับกรณีที่สวนผสมคอนกรีตใชน้ําประปาหรือน้ํากลั่น และหากผลการทดสอบดังกลาวเปนไปตามตารางที่ 1 ในชวงเวลา 2 เดือนติดตอกันใหลดความถี่ของการ ทดสอบลงเปนเดือนละครั้ง มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1212-50
  • 143.
    -71- 5.4 การเก็ บตั ว อย า งคอนกรี ต สํ าหรั บ การทดสอบเพื่ อ ให เ ป น ไปตามตารางที่ 1 ให เ ก็ บ ไดจ ากทั้ ง ใน หองปฏิบัติการและในสนาม ตารางที่ 1 เกณฑการตัดสินคุณภาพน้ําที่เหมาะสมสําหรับผสมคอนกรีต ตามมาตรฐาน ASTM C 1602 (ขอ 5.1) คุณสมบัติเปรียบเทียบกับสวนผสม เกณฑ วิธีการทดสอบ คอนกรีตควบคุม กําลังอัดที่อายุ 7 วัน ไมต่ํากวารอยละ 90 มยผ. 1210-50 การกอตัว เร็วกวาไมเกิน 1 ชั่วโมง และ ASTM C 403/C ชากวาไมเกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที 403M ตารางที่ 2 ปริมาณสารประกอบทางเคมีที่เจือปนในน้ํามากที่สุดที่ยอมใหสําหรับผสมคอนกรีต ตามมาตรฐาน ASTM C 1602 (ขอ 5.2) ปริมาณความเขมขนสูงสุด ชนิดของสารประกอบทางเคมี วิธีการทดสอบ ที่ยอมให (ppm) คลอไรด (ในรูปของ Cl − ) 1) สําหรับคอนกรีตอัดแรงหรือพื้นสะพาน 500 ASTM C 114 2) สําหรับคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดอื่นที่สัมผัสกับ 1,000 ASTM C 114 ความชื้น หรือมีอลูมิเนียมหรือโลหะอื่นฝงอยู ซัลเฟต (ในรูปของ SO4) 3,000 ASTM C 114 ดาง (ในรูปของ Na2O + 0.658K2O) 600 ASTM C 114 ปริมาณของแข็งทั้งหมดโดยมวล (Total Solids) 50,000 ASTM C 1603 มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1212-50
  • 144.
    -72- 6. การรายงานผล ใหรายงานผลการทดสอบใน แบบฟอรมบฟ. มยผ. 1212 7. เกณฑตัดสินและความคลาดเคลื่อนที่ยอมให ผลการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ําที่จะใชในการผสมคอนกรีตใหมีคาเปนไปตามที่ กําหนดไวในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 กรณีที่ผลการทดสอบมีคาไมเปนไปตามที่กําหนดไมควรใชน้ําดังกลาว ผสมคอนกรีต 8. เอกสารอางอิง 8.1 มาตรฐานงานชาง มยธ. (ท) 104-2534 มาตรฐานการทดสอบน้ําที่ใชในงานคอนกรีต กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย 8.2 มาตรฐาน American Society of Testing Materials ASTM C 1602: Standard Specification for Mixing Water Used in the Production of Hydraulic Cement Concrete ************ มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1212-50
  • 145.
    -73- บฟ. มยผ. 1212 ทะเบียนทดสอบ…………… โครงการ……………………………………….. สถานที่กอสราง………………………………... (หนวยงานที่ทําการทดสอบ) ผูทดสอบ …………………………………………………. ทดสอบวันที่…………………………………… การทดสอบน้ําสําหรับผสมคอนกรีต ผูตรวจสอบ แผนที่………… อนุมัติ แหลงน้ํา……………………...... ปริมาณน้ํา…………………………… cm3 ตัวอยาง คุณลักษณะ 1 2 3 หนวยแรงอัดประลัยที่อายุ 7 วัน - คอนกรีตที่ใชน้ําตัวอยางผสม - คอนกรีตที่ใชน้ําประปาผสม อัตราสวนหนวยแรงอัดประลัยเปนรอยละ การกอตัว (ชั่วโมง, นาที) - คอนกรีตที่ใชน้ําตัวอยางผสม - คอนกรีตที่ใชน้ําประปาผสม คลอไรด (Cl) (ppm) ซัลเฟต (SO4) (ppm) ดาง (Na2O + 0.658K2O) (ppm) ปริมาณของแข็งทั้งหมด (Total Solids) (ppm) หมายเหตุ : มาตรฐานการทดสอบวัสดุในงานคอนกรีต มยผ. 1212-50
  • 146.
  • 147.
  • 148.
    10 มทช.209-2545 มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟลตคอนกรีต (Aggregates for Asphalt Concrete) -------------------------------------- 1. ขอบขาย วัสดุมวลรวมสําหรับใชทําแอสฟลตคอนกรีต (Asphalt Concrete) ประกอบดวย 1.1 วัสดุมวลหยาบ (Coarse Aggregates) หมายถึง วัสดุที่มีขนาดคางตะแกรงขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ขึ้นไป ไดแก หิน ยอย (Crushed Rock) หรือวัสดุอื่นใด ที่กรมทางหลวงชนบทอนุมัติใหใชได ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กําหนด 1.2 วัสดุมวลละเอียด (Fine Aggregates) หมายถึง วัสดุที่มีขนาดผานตะแกรงขนาด 4.75 มิลลิเมตร (เบอร 4) ลงมา ไดแก วัสดุ หินฝุน ทราย หรือวัสดุอื่นใด ที่กรมทางหลวงชนบทอนุมัติใหใชได ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กําหนด 1.3 วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) หมายถึง วัสดุที่มีขนาดผานตะแกรงขนาด 0.600 มิลลิเมตร (เบอร 30) ลงมา ไดแก วัสดุ หินฝุน ปอรตแลนดซีเมนต ซิลิกาซีเมนต หรือวัสดุอื่นใด ที่กรมทางหลวงชนบทอนุมัติใหใชได ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กําหนด 2. คุณสมบัติ ในกรณีทไมไดระบุคุณสมบัติของวัสดุมวลรวมไวเปนอยางอืน ี่ ่ วัสดุมวลรวมตองมีคุณสมบัติ ดังตอไปนี้ 2.1 วัสดุมวลหยาบ 2.1.1 ตองเปนวัสดุทแข็งและคงทน (Hard and Durable) สะอาด ปราศจากวัสดุไมพงประสงค ที่อาจทําให ี่ ึ แอสฟลตคอนกรีตมีคุณภาพดอยลง 2.1.2 มีคาจํานวนสวนรอยละของความสึกหรอ (Percentage of wear) ไมมากกวารอยละ 40 2.1.3 เมื่อทดสอบหาความคงทน (Soundness Test) ของมวลรวม โดยใชสารละลายโซเดียมซัลเฟต จํานวน 5 รอบ น้าหนักของวัสดุที่หายไป (Loss) ตองไมมากกวารอยละ 9 ํ 2.1.4 มีคาจํานวนสวนรอยละของยางแอสฟลตเคลือบผิวได ไมนอยกวารอยละ 95 2.1.5 มีคาดัชนีความแบน (Flakiness Index) ไมมากกวารอยละ 30 2.1.6 มีคาดัชนีความยาว (Elongation Index) ไมมากกวารอยละ 30 2.2 วัสดุมวลละเอียด 2.2.1 หินฝุน หรือทราย ตองสะอาด ปราศจากวัสดุไมพึงประสงค ปะปนอยูซงอาจทําใหแอสฟลตคอนกรีตมี  ึ่ คุณภาพดอยลง 2.2.2 มีคาสมมูลยของทราย (Sand Equivalent) ไมนอยกวารอยละ 50 2.2.3 เมื่อทดสอบหาความคงทน (Soundness Test) ของมวลรวม โดยใชสารละลายโซเดียมซัลเฟต จํานวน 5 รอบ น้ําหนักของหินฝุน หรือทรายทีหายไป (Loss) ตองไมมากกวารอยละ 9 ่
  • 149.
    11 2.3 วัสดุผสมแทรก ใชผสมเพิ่มในกรณีเมือผสมมวลหยาบกับมวลละเอียดเปนมวลรวมแลว สวนละเอียดใน ่ มวลรวมยังมีไมเพียงพอ หรือใชผสมเพื่อปรับปรุงคุณภาพของแอสฟลตคอนกรีต 2.3.1 สะอาดปราศจากวัสดุอน เชน วัชพืช ดินเหนียว เปนตน ื่ 2.3.2 ตองแหง และไมจับกันเปนกอน 2.3.3 มีมวลคละผานตะแกรงมาตรฐานตามตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ขนาดคละของวัสดุผสมแทรก ขนาดของตะแกรงมาตรฐาน ปริมาณผานตะแกรง รอยละโดยมวล 0.600 (เบอร 30) 100 0.300 (เบอร 50) 75-100 0.075 ( เบอร 200) 55-100 2.4 วัสดุมวลหยาบ มวลละเอียด และวัสดุผสมแทรก เมื่อผสมกันแลวตองมีมวลคละผานตะแกรงมาตรฐาน ตามตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ขนาดคละของมวลรวมและชนิดของแอสฟลตคอนกรีต มิลลิเมตร 9.5 12.5 19.0 25.0 ขนาดที่ใชเรียก (นิ้ว) (3/8) (1/2) (3/4) (1) Wearing Wearing Binder Base สําหรับชั้นทาง Course Course Course Course ขนาดตะแกรง มิลลิเมตร (นิ้ว) ปริมาณผานตะแกรง รอยละโดยมวล 37.5 (1 1/2) 100 25.0 (1) 100 90-100 19.0 (3/4) 100 90-100 - 12.5 (1/2) 100 80-100 - 56-80 9.5 (3/8) 90-100 - 56-80 - 4.75 (เบอร 4) 55-85 44-74 35-65 29-59 2.36 (เบอร 8) 32-67 28-58 23-49 19-45 1.18 (เบอร 16) - - - - 0.600 (เบอร 30) - - - - 0.300 (เบอร 50) 7-23 5-21 5-19 5-17 0.150 (เบอร 100) - - - - 0.075 (เบอร 200) 2-10 2-10 2-8 1-7
  • 150.
  • 222.
    ภาคผนวก ง รายชื่อสมาชิกกลุ่ม 1. นายกมลพัฒน์ ตันติสุวณิ ชย์กุล 5310500936 2. นายณฐพงศ์ ศรีภิรมย์ ั 5310501088 3. นายทวิปรัชญ์ เพชรพรหม 5310501100 4. น.ส.ธนญธร ปิยะสกุลชยชาญ ั ั 5310501126 5. นายสุรวุฒิ นิ่มทิม 5310501355 6. น.ส.อญอานนท์ นามมาตย์ ั ั 5310501398
  • 223.
    ภาคผนวก จ รายชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา/ครูและช่างเทคนิค 1. รศ.ดร.ประเสริ ฐ สุวรรณวิทยา 2. นายธีรพล อ่อนละมูล 3. นายเพทาย ทีวะเวช