BOBBYtutor Physics Note
เฉลยละเอียด(บางขอ)
T = 2π m
k
π = 2π m
จากโจทย
T = π ;
k
5
5
1
m
k
10 =
1
m
100 = k
เมื่อแขวนมวลกับสปริงเฉยๆ มวลจะดึงสปริงใหยึด x0
จากสมดุล ;
แรงสปริง = mg
kx0 = mg
x0 = mg
k
1
แทนคา จากสมการ (1) ;
x0 = 100 (10) = 0.1
∴ มวลจะยึดสปริงออกได 0.1 เมตร
1. เฉลย 1) เมื่อมวลติดสปริงสั่นจะมีคาบการสั่น
2. เฉลย 3) จากคาบการแกวงของลูกตุมนาฬิกา ;
และ
ω
=
l
T = 2π g
g
2π =
T
l
และจากความเร็วของการเคลื่อนที่แบบ SHM ; v = ω A2 - x 2
∴ v สูงสุด เมื่อ x = 0 ; vmax = ωA
แทนคา ω ;
v
= A g
l
max
จากโจทย vA = vB ;
AA
g
lA
= AB
g
lB
AA
AB =
AA =
∴
lA
lB
2 AB
แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B
=
2LB
LB
=
2
BOBBYtutor Physics Note
แสงและการเห็น
สมบัติทางกายภาพของแสง
การแทรกสอดผานสลิตคู; d sin θ = nλ
; n = 0, 1, 2, ... สําหรับแถบสวาง
1
d sin θ = n - 2 λ ; n = 1, 2, 3, ... สําหรับแถบมืด
โดย n เปนเลขบอกลําดับ ; d คือ ระยะหางระหวางชองสลิตคู
d
X
θ
D
1
; โดย N = จํานวนชองตอความยาว
d = N
ถา θ นอยๆ ; จะประมาณ
sin θ ≅ tan θ = X
D
การเลี้ยวเบนผานสลิตเดี่ยว : สําหรับแถบมืด ;
a sin θ = nλ ; n = 1, 2, 3, ...
a คือ ความกวางของชองสลิตเดี่ยว
สมบัติโพลาไรเซชันของแสง เปนสมบัติที่แสดงถึงการมีระนาบของการสั่นในแนวใดแนวหนึ่ง จึงเปนสมบัติ
เฉพาะตัวของคลื่นตามขวาง
การกระเจิงของแสง เปนปรากฏการณที่แสงกระทบอนุภาคแลวทําใหอนุภาคสั่น ทําใหแสงนั้นถูกกระเจิงออกไป
รอบๆ ในบรรยากาศของโลก แสงสีนํ้าเงินจะเปนแสงที่ถูกกระเจิงไดดี เราจึงเห็นทองฟาเปนสีนํ้าเงินในเวลากลางวัน
การกระจายของแสง เปนปรากฏการณหกเหของแสงสีตางๆ ซึ่งจะมีมุมหักเหไมเทากัน ทําใหแสงสีถูกกระจายออก
ั
เปนสีรุง การกระจายของแสงเปนสาเหตุของการเห็นรุงกินนํ้า
ในกรณีเกรตติง ;
การเคลื่อนที่ของแสง
ในปจจุบันเรายอมรับกันวา อัตราเร็วแสงมีคาประมาณ 3 × 108 m/s และเมื่อมีวัตถุทึบแสงมาขวางทางเดินแสง
ก็จะทําใหเกิดเปนเงาของวัตถุขน โดยถาบริเวณเงานั้นกั้นแสงไดทั้งหมด จะเรียกวา เงามืด แตถากั้นแสงไดเพียงบางสวน
ึ้
จะเรียกวา เงามัว ซึ่งถาแหลงกําเนิดแสงมีขนาดเล็กมากจนถือวาเปนจุด ก็จะเกิดเฉพาะเงามืดอยางเดียว แตถาแหลง
กําเนิดแสงมีขนาดใหญจะเกิดไดทั้งเงามืดและเงามัว
48.
BOBBYtutor Physics Note
การสะทอนและการเกิดภาพจากกระจก
กระจกราบ
กระจกโคง
และกําลังขยาย
;
ระยะภาพ(s′) = ระยะวัตถุ (s)
ขนาดภาพ (y′) = ขนาดวัตถุ (y)
1+ 1 = 1 = 2
s s′
f R
:
; กําลังขยาย = 1
; f = R
2
f
m = yy′ = ss′ = s - f
โดยเครื่องหมายของระยะตางๆ นั้น ถาเปนระยะจริง (มีแสงมาจากจุดนั้น หรือผาน หรือตัดจุดนั้นจริง) จะมี
เครื่องหมายเปน "+" (บวก) แตถาเปนระยะเสมือน (ไมมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัดจุดนั้นจริง ตองตอเสนใหยอนแสงหา
จุดตัด เสมือนวาแสงมาจากจุดนัน หรือตัดทีจดนัน) จะมีเครืองหมายเปน "-" (ลบ) สําหรับกระจกซึ่งอาศัยการสะทอนแสง
้
ุ่ ้
่
ระยะจริงจะอยูหนากระจก ระยะเสมือนจะอยูหลังกระจก
ลักษณะภาพจากกระจกโคง (กรณีวัตถุจริง)
1. ภาพจริงหัวกลับ อยูดานเดียวกับวัตถุ
2. ภาพเสมือนหัวตั้ง อยูดานตรงขามวัตถุ
ขนาดเล็กกวาวัตถุ เมือ s > 2f
่
ขนาดเทาวัตถุ เมือ s = 2f
่
ขนาดใหญกวาวัตถุ เมือ f < s < 2f
่
ภาพจริง
เมือ s > f
่
กระจกเวา
(f เปน +)
ภาพเสมือน
เมือ s < f
่
กระจกนูน
(f เปน -)
ขนาดขยายใหญกวาวัตถุเสมอ
ภาพเสมือนเสมอ
(กรณีวตถุจริง)
ั
ขนาดเล็กกวาวัตถุเสมอ
1
Q
2
P′
3
P
C
Q′
F
s′
s
รูป ก. เมื่อ s > 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
49.
BOBBYtutor Physics Note
Q
P
CP
F
Q
s= s′
รูป ข. เมื่อ s = 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดเทากับวัตถุ
Q
P′
F
Q′
s′
s
รูป ค. เมื่อ f < s < 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดขยายใหญกวาวัตถุ
C
Q
P
F
s
s- ∞
รูป ง. เมื่อ s = f ไดภาพที่ตําแหนงไกลมาก
Q′
Q
C
P′
F P
s s′
รูป จ. เมื่อ s < f จะไดภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
50.
BOBBYtutor Physics Note
P′
P
F
s
C
s′
รูปฉ. ภาพจากกระจกนูนจะเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกวาวัตถุ
การหักเหและการเกิดภาพจากการหักเห
เมือแสงเคลือนทีจากตัวกลางหนึงผานเขาไปยังอีกตัวกลางหนึง ความเร็วแสงจะเปลียนไป และถาแสงตกกระทบไมตั้ง
่
่ ่
่
่
่
ฉากกับผิวแบงตัวกลาง แสงทีเ่ ขาไปในตัวกลางที่ 2 จะเกิดการหักเหเปลียนทิศทางดวย ซึงจะเปนไปตามกฎการหักเห คือ
่
่
sin θ1
v1
= v2
sin θ2
n
= n2
1
โดย n คือ คาดัชนีหกเหของตัวกลางนันเทียบกับสุญญากาศ ซึงมีคาเทากับอัตราสวนของความเร็วแสงในสุญญากาศ
ั
้
่
ตอความเร็วแสงในตัวกลางนั้น
n = c
v
ในกรณีที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหมาก (ความเร็วนอย) ไปสูตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหนอย
(ความเร็วมาก) แสงจะหักเหเบนออกจากเสนปกติ ซึงถามุมตกกระทบมากพอจะทําใหมมหักเหมากกวา 90° ได ซึ่งเรียกวา
่
ุ
เกิดปรากฏการณสะทอนกลับหมด และเรียกมุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหเปน 90° วาเปนมุมวิกฤติ
เมื่อมองดูวตถุผานผิวตัวกลางเรียบ ภาพทีมองเห็นจะมีตาแหนงแตกตางไปจากตําแหนงจริงของวัตถุ ซึงถามองตรงๆ
ั
่
ํ
่
จะมีความสัมพันธเปน
ลึกปรากฏ (s′) = n2 = n ตา
n1
n วัตถุ
ลึกจริง (s)
51.
BOBBYtutor Physics Note
θ2
อากาศA
นํา
้
C
B
θ1
ความลึกปรากฏ
Q′
θ1
ความลึกจริง
θ2
Q
ความลึกของวัตถุที่ปรากฏแกสายตาและความลึกจริงของวัตถุ
และถาเปนผิวโคง 2 ดาน ที่เรียกวา เลนส ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะเลนสบางในอากาศ ก็จะมีความสัมพันธเปน
1+ 1 = 1
s s′
f
f
m = yy′ = ss′ = s - f
และกําลังขยาย
ซึ่งจะเห็นวาเปนสูตรแบบเดียวกับกรณีกระจกโคง ตางกันที่ภาพของกระจกเกิดจากการสะทอนของแสง แตภาพ
ของเลนสเกิดจากการหักเห สวนการใชเครื่องหมายคือเปนระยะจริง (คือมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัวจุดนั้นจริง) จะเปน
"+" แตถาเปนระยะเสมือน (ไมมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัดจุดนั้นจริง ตองตอเสนยอนแสงหาจุดตัดวาแสงเสมือนมาจาก
จุดนั้น) จะเปน "-" ดังนั้นเลนสนูนจะมีเครื่องหมายความยาวโฟกัส f เปน + (เหมือนกระจกเวา) และเลนสเวาจะมี
เครื่องหมายความยาวโฟกัสเปน - (เหมือนกระจกนูน)
ลักษณะภาพจากเลนส (กรณีวัตถุจริง)
1. ภาพจริงหัวกลับ อยูดานตรงขามวัตถุ
2. ภาพเสมือนหัวตั้ง อยูดานเดียวกับวัตถุ
ภาพจริง
เมือ s > f
่
เลนสนน
ู
(f เปน +)
เลนสเวา
(f เปน -)
ขนาดเล็กกวาวัตถุ เมือ s > 2f
่
ขนาดเทาวัตถุ เมือ s = 2f
่
ขนาดใหญกวาวัตถุ เมือ f < s < 2f
่
ภาพเสมือน
เมือ s < f
่
ขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ
ภาพเสมือน
ขนาดเล็กกวาวัตถุเสมอ
52.
BOBBYtutor Physics Note
Q
P′
CF′
C
Q′
F
รูป ก. เมื่อ s > 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
Q
P′
C
F
P, C F′
Q′
รูป ข. เมื่อ s = 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดเทาวัตถุ
Q
C P′
F
CP
F′
Q′
รูป ค. เมื่อ f < s < 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดขยายใหญกวาวัตถุ
Q
P, F′
รูป ง. เมื่อ s = f ไดภาพที่ตําแหนงไกลมาก
Q′
F′ P′ P
Q
F
รูป จ. เมื่อ s < f ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
P F P′
F′
รูป ฉ. ภาพจากเลนสเวาเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกวาวัตถุ
BOBBYtutor Physics Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1.สามเหลี่ยมดานเทารูปหนึ่งมีความยาวดานละ 30 เซนติเมตร และที่แตละมุมของสามเหลี่ยมนี้มีจุดประจุ +2, -2
และ +5 ไมโครคูลอมบวางอยู อยากทราบวาขนาดของแรงไฟฟาบนประจุ +5 ไมโครคูลอมบ มีคากี่นิวตัน
1) 0 นิวตัน
2) 1 นิวตัน
3) 2 นิวตัน
4) 2 นิวตัน
2. จุดประจุ 26 × 10-3 คูลอมบ วางอยูที่จุด B และจุดประจุชนิดตรงขาม -Q วางไวที่จุด D ดังรูป ถานําประจุ P
ไปวางไวที่จุด C หรือ A จะเกิดแรงผลักประจุ P ไปทางขวามือและซายมือของจุด B ตามลําดับ แรงผลักทั้งสอง
มีคาเทากัน จงหาคาขนาดของประจุ -Q
26 × 10-3 C
B
A
3m
-Q
D
C
5m
2m
1) -7 × 10-3 คูลอมบ 2) -8 × 10-3 คูลอมบ 3) -9 × 10-3 คูลอมบ 4) -1 × 10-3 คูลอมบ
3. ทรงกลม 2 ลูก มวลลูกละ m ผูกติดกันดวยเชือกที่ยาว l เมื่อนําจุดกึ่งกลางไปแขวนกับตะปูและใหประจุไฟฟา
แกทรงกลมลูกละ Q ปรากฏวาทรงกลมทั้งสองผลักกันจนทําใหเชือกกางออกเปนมุมฉาก ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
2
2
2
2 2
1) m = kQ 2
2) m = 2kQ2
3) m = kQ l
4) m = gl 2
2g
2kQ
2gl
gl
4. ลูกพิธมวล 0.72 กรัม มีประจุ 25 × 10-6 คูลอมบ วางอยูเหนือจุดประจุ 2 จุด ที่มีขนาดประจุเทากับ Q และ
ผูกติดกัน หางกัน 6 เซนติเมตร จะตองใชประจุ Q เปนปริมาณเทาใด จึงจะทําใหลูกพิธลอยอยูเหนือจุดกึ่งกลาง
ระหวางประจุทั้งสองเปนระยะทาง 4 เซนติเมตร
1) 2.5 × 10-11 คูลอมบ
2) 5.0 × 10-11 คูลอมบ
4) 5.0 × 10-7 คูลอมบ
3) 2.5 × 10-7 คูลอมบ
5. ในรูปที่แสดงประจุ Q มีหนวยเปนคูลอมบ ระยะทาง a มีหนวยเปนเมตร ให k คือคาคงที่ของกฎของคูลอมบ
จงหา
ก. สนามไฟฟาที่จุด P มีคาเทาใด
+a - Q
+Q
-a
P
+a
x
-a -Q
1) 0.25 kQ
a2
2) 0.45 kQ
a2
3) 0.75 kQ
a2
4) 0.95 kQ
a2
66.
BOBBYtutor Physics Note
6.
7.
8.
9.
ข.ศักยไฟฟาที่จุด P มีคาเทาใด
2) -0.9 kQ
3) 0
4) +0.9 kQ
1) -1.9 kQ
a
a
a
วางจุดประจุ +9Q คูลอมบ ที่ตําแหนงจุดกําเนิด (0, 0) และจุดประจุ -4Q คูลอมบ ที่ตําแหนง x = 1 และ y = 0
จงหาระยะทางบนแกน x ที่สนามไฟฟาเปนศูนย
1) 1 m
2) 2 m
3) 3 m
4) 4 m
จุดประจุขนาด +1 ไมโครคูลอมบ และ +4 ไมโครคูลอมบ วางไวหางกันเปนระยะ 6 เซนติเมตร ตําแหนงที่สนาม
ไฟฟามีคาเปนศูนย จะอยูหางจากจุดประจุ +1 ไมโครคูลอมบ กี่เซนติเมตร
2) 2
3) 4
4) 5
1) 1
อนุภาคหนึ่งมวล 2 × 10-5 กิโลกรัม และมีประจุ +2 × 10-6 คูลอมบ เมื่อนํามาวางไวในสนามไฟฟาที่มีทิศตาม
แนวดิ่งปรากฏวาอนุภาคนี้เคลื่อนที่ลงดวยความเรง 20 เซนติเมตร/วินาที2 จงหาขนาดและทิศทางของสนามไฟฟา
(g = 9.8 m/s2)
1) 100 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงขึ้น
2) 96 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงขึ้น
3) 100 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงลง
4) 96 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงลง
แขวนมวล m ที่มีประจุ -q ดวยเชือกที่ไมนําไฟฟาและยาว l ภายในสนามไฟฟา E ดังรูป ถาไมคํานึงถึงความ
โนมถวงของโลก เมื่อรบกวนมวล m เล็กนอย มวลนี้จะแกวงดวยคาบเทาใด
l
-q, m
E
1) 2π ml
q
l
2) 2π qE
l
3) 2π E
4) 2π ml
qE
10. อนุภาคมวล m มีประจุ +q ถูกปลอยในแนวราบดวยความเร็วตน v เขาสูบริเวณสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E
ซึ่งเกิดขึ้นระหวางแผนโลหะคูขนานที่มีความยาว l ดังรูป จงหาวาระยะที่อนุภาคจะเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม (y)
จะเปนเทาใด ในขณะที่เคลื่อนที่ออกจากสนามไฟฟา (ไมตองคิดแรงโนมถวงของโลก)
+q
- E
y
v
m
l
+ +
1 2
1) 2 qEl2
mv
1 22
2) 2 qEl v
m
1
3) 2 qEl
mv
1 2
4) 2 qEv2
ml
67.
BOBBYtutor Physics Note
11.จงหางานในการนํา ระจุ 4 ตัว แตละตัวมีประจุ +Q จากระยะอนันตมาไวที่มุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความยาว
ป
ดานละ a
2
2
2
2
1) kQ
2) 4 kQ
3) 5 kQ
4) 5.4 kQ
a
a
a
a
$
12. จากรูป ประจุ Q1 = +0.5 คูลอมบ, ระยะ AB = 10 เซนติเมตร, ระยะ BC = 30 เซนติเมตร, มุม ABC = 90°
-9 จูล จงหาวาประจุ Q มีคา
ถางานที่ใชในการนําโปรตอน 1 ตัว จากระยะอนันตมายังจุด B มีคา +28.8 × 10
2
-19 คูลอมบ)
กี่คูลอมบ (ประจุของโปรตอน = 1.6 × 10
A Q1
B
13.
14.
15.
16.
17.
Q2
C
1) 1.0
2) 3.0
3) 4.5
4) 6.0
ลูกพิธมวล m กิโลกรัม มีประจุไฟฟา +q คูลอมบ เคลื่อนที่ในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E นิวตัน/คูลอมบ ซึ่งตั้งฉาก
กับผิวโลกปรากฏวาลูกพิธลอยขึนโดยขนานกับสนามไฟฟาจากจุด A ไปสูจด B ดวยความเรง a เมตร/วินาที2 ถาจุด
้
ุ
B อยูสูงกวาจุด A เปนระยะ d เมตร ความโนมถวงของโลกคือ g เมตร/วินาที2 ความตางศักยระหวางจุด B กับจุด A
มีคาเทาใด และสนามไฟฟา E นี้มีทิศพุงเขาหรือพุงออกจากผิวโลก
2) md (g + a), พุงเขา
1) md (g + a), พุงออก
q
q
3) md (g - a), พุงออก
4) md (g - a), พุงเขา
q
q
-12 กิโลกรัม มีประจุ 8 × 10-9 คูลอมบ จากสภาพหยุดนิ่งใหมีอัตราเร็ว 100
ถาตองการเรงอนุภาคมวล 4 × 10
เมตร/วินาที จะตองใชความตางศักยเทาใด
1) 0.025 โวลต
2) 0.4 โวลต
3) 2.5 โวลต
4) 40 โวลต
แผนตัวนําขนานหางกัน 2.0 เซนติเมตร มีประจุจํานวนหนึ่งอยูบนแผนตัวนํา ทําใหเกิดสนามไฟฟาสมํ่าเสมอใน
แนวดิ่ง เมื่อปลอยอิเล็กตรอนจากหยุดนิ่งบนแผนตัวนําอันลางอิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปยังตัวนําอันบนในเวลา
4.2 × 10-10 วินาที ถามวาความตางศักยระหวางตัวนําทั้งสองมีกี่โวลต (มวลของอิเล็กตรอน = 9.1 × 10-31 kg
ประจุของอิเล็กตรอน = 1.6 × 10-19 C)
2) 11.4 × 10-13
3) 2.1 × 104
4) 1.14 × 10-13
1) 2.6 × 104
อิเล็กตรอนสองตัวถูกตรึงอยูกับที่หางกัน 0.02 เมตร อิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งถูกยิงมาจากที่ระยะอนันตแลวมาหยุด
อยูที่กึ่งกลางของระยะหางระหวางอิเล็กตรอนทั้งสอง ความเร็วตนของอิเล็กตรอนนี้เปนกี่กิโลเมตรตอวินาที
1) 0.48
2) 0.36
3) 0.32
4) 0.16
โลหะทรงกลม A รัศมี r มีประจุ Q มีศักยไฟฟาเดิมเทากับ 4.8 โวลต เมื่อนํามาแตะกับตัวนําทรงกลม B รัศมี 2r
ที่ไมมีประจุไฟฟา แลวแยกใหหางจากกัน ศักยไฟฟาของทรงกลม A จะเปนกี่โวลต
1) 0.96
2) 1.6
3) 2.4
4) 3.2
BOBBYtutor Physics Note
ไฟฟากระแสตรง
กระแสไฟฟาในตัวนํา
กระแสไฟฟาคือ ปริมาณประจุไฟฟาที่เคลื่อนที่ผานพื้นที่ภาคตัดขวางในหนึ่งหนวยเวลา
I = Q
t
โดยมีทิศจากจุดที่มีศักยไฟฟาสูงไปยังจุดที่มีศักยไฟฟาตํ่า (ดังนั้นกระแสจะมีทิศเดียวกับที่ประจุบวกเคลื่อนที่
แตจะมีทิศตรงขามในกรณีที่ประจุลบเปนตัวเคลื่อนที่)
- กระแสในโลหะตัวนําจะเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ
- กระแสในหลอดไดโอดสุญญากาศเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ
- กระแสในสารละลายอิเล็กโทรไลตเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิออนบวกและอิออนลบ
- กระแสในหลอดบรรจุกาซเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและอิออนบวก
- กระแสในสารกึ่งตัวนําเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและโฮล
ในกรณีกระแสในโลหะตัวนํา
I = Q = Ne = nevA
t
t
เมื่อ n คือ ความหนาแนนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนํา
ความตานทานของลวดโลหะ
R =
เมื่อ
l
ρA
l
คือ ความยาวตามแนวกระแสไหล
A คือ พื้นที่ภาคตัดขวางกับแนวกระแสไฟฟา
ดังนั้น A l = V (ปริมาตร) ของลวดนั้น
R2
เมื่อนําลวดเดิมมารีดใหมจะได
R1 =
l 2
2
l
1
=
A1 2
A2
กฎของโอหมและการตอความตานทาน
I = V
R
หรือ
V = IR
75.
BOBBYtutor Physics Note
เมื่อตอตัวตานทาน
1.แบบอนุกรม จะได
R1
R2
I1
I2
I รวม
Iรวม = I1 = I2 = I3
Vรวม = V1 + V2 + V3
Rรวม = R1 + R2 + R3
2. แบบขนาน จะได
R1
I1
I รวม
R2
I2
ในกรณี R 2 ตัวตอขนานกัน ;
Vรวม = V1 = V2
Iรวม = I1 + I2
1
1 1
R รวม = R1 + R2
RR
Rรวม = R1 1+ 2R2
การตอวงจรไฟฟา
เซลลไฟฟาจะจายพลังงานแกประจุที่วิ่งผาน คาพลังงานที่เซลลจายตอหนึ่งหนวยประจุ คือ แรงเคลื่อนไฟฟาซึ่ง
จะเสมือนเปนความตางศักยรวมที่เกิดขึ้นในวงจร (คือ รวมทั้งภายในและภายนอก)
กระแสที่เซลลจาย ;
I = V = RE r
R
+
R
E
r
ความตางศักยครอมขั้วเซลล ;
V = IR = E – Ir
76.
BOBBYtutor Physics Note
การตอเซลลไฟฟา
1.การตอเซลลแบบอนุกรม
1.1 แบบเรียงขั้ว (ตอถูก) จะได
Eรวม = E1 + E2
E1
r1
E2
r2
1.2 แบบกลับขั้ว (ตอผิด) จะได
Eรวม = E1 - E2
E1
r1
E2
r2
โดยการตออนุกรมทั้ง 2 แบบ จะมี
rรวม = r1 + r2
เหมือนกัน
2. การตอเซลลแบบขนาน ตองใชเซลลที่เหมือนกันมาตอขนานกัน (เงื่อนไขของหลักสูตร)
E
r
E
r
จะได
Eรวม = Eแตละเซลล
r
rรวม = n เมื่อ n คือ จํานวนเซลลที่ตอขนาน
ความตางศักยครอมสวนใดๆ ในวงจร
1. ครอมความตานทาน ;
V = IR
โดยจะเปนคาบวก เมื่อหาคาตามทิศกระแสไหล แตจะเปนคาลบ เมื่อหาคาสวนทิศกระแสไหล
2. ครอมแรงเคลื่อนไฟฟาของเซลล ;
V = E
โดยจะเปนคาบวก เมือหาคาจากขัวบวกไปขัวลบของเซลล แตจะเปนคาลบ เมื่อหาคาจากขั้วลบไปขั้วบวก
่
้
้
ของเซลล ทั้งนี้ไมขึ้นกับกระแสไหล
77.
BOBBYtutor Physics Note
การวัดปริมาณไฟฟา
แอมมิเตอรตออนุกรมกับสวนวงจรที่ตองการวัดกระแส โดยแอมมิเตอรตองมีความตานทานนอยๆ ถาตองการ
ใชแอมมิเตอรวัดกระแสมากๆ จะตองนําความตานทานมาตอเปนชันตขนานกับกัลวานอมิเตอร โดยชันตจะแบงกระแส
สวนเกินไมใหไหลผานกัลวานอมิเตอร
IA
A
I
(I - I A)
ความตานทานของชันต ;
Rx
Rx =
IA
I-I
A
RA
โวลตมิเตอร ตอขนานกับสวนวงจรที่ตองการวัดความตางศักย โดยโวลตมิเตอรตองมีความตานทานสูงๆ ถา
ตองการใชโวลตมเิ ตอรวดความตางศักยมากๆ จะตองนําความตานทานมาตออนุกรมกับกัลวานอมิเตอร โดยความตานทาน
ั
จะแบงความตางศักยสวนเกินไมใหครอมกัลวานอมิเตอร
Rx
V
V0
V
ความตานทานที่ตอ ;
Rx =
V - V0
V
0
R
A
กําลังไฟฟา เมื่อกระแสไหลผานความตานทานจะเกิดการสูญเสียพลังงานขึ้นในตัวตานทาน
2
P = VI = I2R = V
R
พลังงานไฟฟา ;
W = Pt
BOBBYtutor Physics Note
5.วัสดุนําไฟฟาความหนาสมํ่าเสมอตัดเปนแผนดังรูป ปลายวัสดุดาน a มีความกวางเปนสองเทาของปลายดาน b
ปลายทั้งสองตอกับแรงเคลื่อนไฟฟา E และความตานทาน R ขอความใดตอไปนี้ถูกตองที่สุด
a
b
R
E
1) กระแสดาน a เปนสองเทาของดาน b
2) กระแสดาน b เปนสองเทาของดาน a
3) ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนดาน a เปนสองเทาของดาน b
4) ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนดาน b เปนสองเทาของดาน a
6. วงจรไฟฟา ดังรูป
R3
R1
R4
B
A
I3
C
I2
R2
R5
VAC
R1 = 20 โอหม
R2 = 30 โอหม
R3 = 10 โอหม
R4 = 35 โอหม
R5 = 70 โอหม
I2 = 2 แอมแปร
I3 มีคากี่แอมแปร
1) 0.5
2) 1.0
3) 3.5
4) 5.5
7. ความตานทานสามตัวตอกันดังรูป ถาความตางศักยระหวางจุด a และ b มีคา 12 โวลต และกระแส 0.5 แอมแปร
ไหลผานความตานทาน 20 โอหม ความตานทาน R มีคากี่โอหม
10Ω
a
I = 0.5 A
b
20Ω
1) 1.0
2) 8.9
R
12 V
3) 6.7
4) 5
80.
BOBBYtutor Physics Note
8.จากรูป จงหาวากระแส I มีคาเทาใด
12 A
I
3Ω
1Ω
3Ω 4 Ω
3Ω 4 Ω
4Ω 4Ω
2Ω 2Ω
1) 1 A
2) 3 A
3) 6 A
4) 12 A
9. ความตานทานชุดหนึ่งตอกันในวงจรที่มีกระแสผาน ดังรูป ถาความตางศักยไฟฟาของตัวตานทาน 6 โอหม เทากับ
48 โวลต จงหาความตางศักยไฟฟาครอมตัวตานทาน 10 โอหม
48 V
10Ω
6Ω
15Ω
12Ω
30Ω
I
1) 60 V
2) 54 V
3) 48 V
10. จากวงจรที่กําหนดให ถา I1 มีคา 2 A R1 จะมีคาเทาใด
4Ω
5Ω
3Ω
R1
4) 36 V
I1
± 18V
2Ω
1) 5 Ω
2) 4 Ω
3) 3 Ω
4) 2 Ω
11. เซลลไฟฟาสี่ตัวตางมีแรงเคลื่อนไฟฟา E โวลต และความตานทานภายใน r โอหมเทากัน นําเซลลไฟฟานี้ไปตอ
เปนวงจรกับความตานทานภายนอก R พบวาเมื่อตอเซลลไฟฟาอยางขนาน จะใหกระแสไฟฟาผานความตานทาน
R เปน 1.5 เทาของกระแสไฟฟา เมื่อตอเซลลอยางอนุกรม ความตานทานภายใน r มีคากี่โอหม
1) 0.5 R
2) 2 R
3) 4 R
4) 5 R
4Ω
81.
BOBBYtutor Physics Note
12.จากวงจรไฟฟาในรูป ความตานทาน 10, 20 และ 30 Ω ตอกับเซลลไฟฟา 2 ตัว ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟา 12 โวลต
และความตานทานภายใน 5 Ω จงหาวากระแสไฟฟาที่ไหลผานความตานทาน 10 Ω มีคากี่แอมแปร
20Ω
10Ω
30Ω
12V, 5Ω
12V, 5Ω
1) 0.45
2) 0.66
3) 0.87
13. จากรูป ความตางศักยระหวางจุด a และ b มีคากี่โวลต
12V 0.5Ω
10Ω
4) 0.96
4V
0.5Ω
8V
a b
0.5Ω
5Ω
1) 5.375 V
2) 9.375 V
3) 9.50 V
4) 12.00 V
14. จากรูปแสดงวงจรแอมมิเตอรซึ่งสรางจากกัลวานอมิเตอรที่มีความตานทาน 20 โอหม และกระแสไฟฟาสูงสุด
0.05 mA ถาใชขั้ว B และ C วัดกระแสไฟฟาจะวัดไดมากที่สุดกี่มิลลิแอมแปร
R1 = 20Ω
G
30Ω
A
1Ω
B
C
1) 2.50 mA
2) 2.55 mA
3) 3.00 mA
4) 3.50 mA
15. กัลวานอมิเตอรเครื่องหนึ่งมีความตานทาน 1000 โอหม และยอมใหกระแสไฟฟาไหลไดสูงสุด 15 มิลลิแอมแปร
ถาตองการดัดแปลงกัลวานอมิเตอรเครื่องนี้ใหเปนโวลตมิเตอรที่วัดความตางศักยไดถึง 60 โวลต ควรเลือกใช
ความตานทานในขอใด และตอลักษณะใดกับกัลวานอมิเตอรจงจะใหคาทีอานไดบนสเกลมิเตอรมความละเอียดดีที่สุด
ึ
่
ี
1) 3000 โอหม ตอขนาน
2) 3000 โอหม ตออนุกรม
3) 4500 โอหม ตอขนาน
4) 4500 โอหม ตออนุกรม
BOBBYtutor Physics Note
14.เฉลย 2) เมื่อใชขั้ว B และ C วัดกระแส จะไดวงจร ดังรูป
30Ω
RG = 20Ω
G
1Ω
B
C
IG = 0.05 × 10-3 A
Iรวม = Iแตละสวน
V = IR
V = (0.05 × 10-3)(30 + 20)
= 2.5 × 10-3 โวลต
จากการตอขนาน ;
Vรวม = Vแตละสวน
∴ ความตางศักยครอมเสนลาง (1 Ω) จะเปน 2.5 × 10-3 โวลต ดวย
∴ กระแสไหลผานความตานทาน 1 Ω ;
I = V
R
-3
= 2.5 ×110 = 2.5 × 10-3
กระแสรวมทั้งหมดที่ไหลเขาที่ขั้ว B ; Iรวม = Iเสนบน + Iเสนลาง
= (0.05 × 10-3) + (2.5 × 10-3)
= 2.55 × 10-3 A
∴ จะวัดกระแสไฟฟาไดมากที่สุด ;
Iรวม = 2.55 มิลลิแอมแปร
19. เฉลย 1)
2
จาก
P = VI = V = I2R
R
เนื่องจากกระแสผาน G ;
จากการตออนุกรม ;
หาความตางศักยครอมรวมเสนบน ;
แทนคา ;
12 V, 18 W
20 V
12 V, 24 W
87.
BOBBYtutor Physics Note
พิจารณาหลอด12 V, 18 W จะมีความตานทาน R1
2
R1 = V =
P
พิจารณาหลอด 12 V, 24 W จะมีความตานทาน R2
2
R2 = V =
P
เมื่อตออนุกรมกัน ;
Rรวม =
∴ จะเกิดกระแสไหลในวงจร ;
I =
∴
(12)2 = 8
18
(12)2 =
24
R 1 + R2
E
R+r
= I2R1
กําลังไฟฟาในหลอด 18 W ;
P1
กําลังไฟฟาในหลอด 24 W ;
P2 = I2R2
6
Ω
Ω
= 8 + 6 = 14 Ω
= 1420 0 = 1.43 A
+
= (1.43)2(8) = 16.3 W
= (1.43)2(6) = 12.2 W
เมื่อตออนุกรมกันหลอด 18 W จะใหความสวางมากกวาหลอด 24 W เพราะเกิดกําลังมากกวา (P1 > P2)
หมายเหตุ ไมมีหลอดใดขาด เพราะกําลังของแตละหลอดมีคาไมมากกวากําลังสูงสุดของหลอดนั้นๆ
88.
BOBBYtutor Physics Note
แมเหล็กไฟฟา
สนามแมเหล็ก
กําหนดใหมีทิศเดียวกับแรงที่กระทําตอขั้วเหนือทดสอบดังนั้นสนามแมเหล็กจึงมีทิศกระจายออกจากขั้วเหนือ
แมเหล็กไปยังขั้วใตแมเหล็ก (เมื่อวางเข็มทิศไวในสนามแมเหล็ก เข็มทิศจะชี้ตามทิศของสนามแมเหล็ก) สนามแมเหล็ก
ณ บริเวณใด มีคาเทากับฟลักซแมเหล็กตอหนวยพื้นที่ที่เสนแรงแมเหล็กตั้งฉาก
∅
B = A
⊥
หรือ
∅
= BA⊥
แรงที่แมเหล็กกระทําตอประจุที่เคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก
เมื่อประจุ q เคลื่อนที่ดวยความเร็ว v ผานเขาไปในสนามแมเหล็ก B ในทิศทํามุม
แรงแมเหล็กกระทําตอประจุ
θ
กับสนามแมเหล็กจะเกิด
F = qvB sin θ
ตามสูตร
ทิศของแรงแมเหล็ก
- ประจุบวก หาไดจากการใชมอขวา แบฝามือใหนิ้วทั้งสี่ชี้ตามความเร็ว v แลวงอนิวทังสีวนไปหาสนามแมเหล็ก B
ื
้ ้ ่
นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่เกิดขึ้น
v
v
+
v
B
v
F
- ประจุลบ หาไดจากการใชมอซาย แบฝามือใหนวทังสีชตามความเร็ว v แลวงอนิ้วทั้งสี่วนไปหาสนามแมเหล็ก B
ื
ิ้ ้ ่ ี้
นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่เกิดขึ้น
v
F
v
v
-
v
B
แรงที่แมเหล็กกระทําตอลวดที่มีกระแสไหลในสนามแมเหล็ก
เมื่อประจุเคลื่อนที่ในลวด ก็แสดงวาในลวดนั้นมีกระแสไฟฟาไหล ดังนั้น จึงเกิดแรงแมเหล็กกระทําตอลวดได
ตามสูตร
F = IlB sin θ
;
θ เปนมุมระหวาง I กับ B
89.
BOBBYtutor Physics Note
F
I
v
B
โดยทิศของแรงจะเปนไปตามกฎมือขวาโดยแบฝามือใหนิ้วทั้งสี่ชี้ตามทิศกระแส I งอนิ้วทั้งสี่วนไปหาสนาม
แมเหล็ก B นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่กระทําตอลวด
โมเมนตของขดลวดที่มีกระแสไหลในสนามแมเหล็ก
จะได
M = NIBA cos θ
เมื่อ θ คือ มุมระหวางระนาบของขดลวดกับสนามแมเหล็ก
สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในขดลวด
กระแสที่ไหลในลวดจะสรางสนามแมเหล็กขึนมารอบๆ โดยจะมีทิศวนตามกฎมือขวา คือใชมือขวาใหนิ้วหัวแมมือ
้
ชี้ตามทิศกระแสไหล นิ้วทั้งสี่ที่กําวนจะแสดงสนามแมเหล็กที่เกิดขึ้นรอบๆ
I
สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแส ;
B = 2 × 10-7 d
I
v
B
N
S
I
สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในขดลวดโซลินอยด
เมือนําขดลวดมาขดเปนวง แลวใหกระแสไหล สนามแมเหล็กที่เกิดขึ้นจะมีสภาพเหมือนเปนแทงแมเหล็ก โดยขั้ว
่
แมเหล็กที่เกิดขึ้นจะหาไดจากการใชมือขวา ใหนิ้วทั้งสี่วนตามกระแสที่ไหลในขดลวด นิ้วหัวแมมือจะชี้ไปดานปลายที่เปน
ขั้วเหนือของแมเหล็กที่ถูกสรางขึ้นมา
90.
BOBBYtutor Physics Note
แรงระหวางลวด2 เสนขนานที่มีกระแสไหลผาน
- กระแสไหลทางเดียวกัน จะเกิดเปนแรงดึงดูดระหวางลวด
- กระแสไหลสวนทางกัน จะเกิดเปนแรงผลักระหวางลวด
F F
I1
I2
กระแสไหลทางเดียวกัน เกิดแรงดูด
F
F
I1
ขนาดของแรง ;
I2
กระแสไหลสวนทางกัน เกิดแรงผลัก
IIl
F = 2 × 10-7 1 d2
กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา
"เมื่อฟลักซแมเหล็กผานขดลวดตัวนําที่มีการเปลี่ยนแปลง
จะทําใหเกิดกระแสไฟฟาเหนี่ยวนําขึ้นในขดลวด
กระแสเหนี่ยวนําที่เกิดขึ้นจะกอใหเกิดฟลักซแมเหล็กใหม ที่จะมีทิศตอตานกับการเปลี่ยนแปลงของฟลักซแมเหล็กแรก
ที่ทําใหเกิดมันขึ้นมาเสมอ"
การสงพลังงานไฟฟาไปตามสายไฟ จะสูญเสียพลังงานในสายไฟ ตามสมการ
P′ =
Pผลิต 2
Vสง R
ดังนั้นเพื่อลดการสูญเสียพลังงานในการสง จึงตองใชความตางศักยสูงๆ ในการสงพลังงานไฟฟา
91.
BOBBYtutor Physics Note
หมอแปลงไฟฟา
ฟวส
N1
รอบ
E1
A
N2E
รอบ 2
B
เปนอุปกรณในการเปลี่ยนคาความตางศักย
E1
N1
= N2
E2
ตามสูตร
โดยหมอแปลงจะทําหนาที่ถายทอดพลังงานจากขดลวดหนึ่งไปยังขดลวดอีกขดหนึ่งเทานั้น
P2 = P1
ในหมอแปลงอุดมคติ ;
2
P = VI = I2R = V
R
โดยกําลังไฟฟา จะเขียนไดเปน
.
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. จงหาฟลักซแมเหล็กที่ผานขดลวดสี่เหลี่ยมผืนผา abcd ถามีสนามแมเหล็ก B ขนาดสมํ่าเสมอ 2 เทสลา ในทิศที่
ขนานแกน x ดังรูป
Y
3 cm
a
B
d x
b
3 cm
c
Z
1) 1.8 × 10-3 wb
4 cm
2) 2.4 × 10-3 wb
3) 3.0 × 10-3 wb
4) 5.0 × 10-3 wb
92.
BOBBYtutor Physics Note
2.สมมติสถานการณอยางงายๆ ใหอิเล็กตรอนตกภายใตความโนมถวงของโลก ซึ่งมีสนามแมเหล็กชี้จากทิศใตไป
ทางทิศเหนือ อยากทราบวาแนวการตกของอิเล็กตรอนจะเฉจากแนวดิ่งไปทางทิศใด
1) ทิศเหนือ
2) ทิศใต
3) ทิศตะวันออก
4) ทิศตะวันตก
3. ประจุลบ เคลื่อนที่เปนเสนตรงดวยความเร็ว v เขาไประหวางแผนโลหะขนาน A และ B ซึ่งมีสนามแมเหล็ก
v
สมํ่าเสมอ B มีทิศทางพุงออกมา ดังรูป ปรากฏวาประจุลบยังคงเคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวเดิม เนื่องจากมี
v
สนามไฟฟา E จากแผนโลหะขนานดวย ดังนั้น
B
A
v
B
-
v
v
1) สนามไฟฟา E = vB มีทิศทางจาก B ไป A
2) สนามไฟฟา E = vB มีทิศทางจาก A ไป B
4) สนามไฟฟา E = B มีทิศทางจาก A ไป B
3) สนามไฟฟา E = B มีทิศทางจาก B ไป A
v
v
4. อนุภาคมวล m มีประจุ q หนวย วิ่งเขาหา "มาน" สนามแมเหล็กในแนวตั้งฉากดวยความเร็ว v สมมติวาบริเวณ
มานนี้มีสนามแมเหล็กทิศชี้เขาไปในกระดาษ และมานนี้บางมาก (มีความหนา l หนวย) จงหาวาเมื่อประจุทะลุ
ผานมานนี้ออกมาแลวมาที่ประจุวิ่งจะเบนไปจากแนวเดิมกี่เรเดียน
l
v
v
B
θ
m, q
1) qml
vB
vB
2) qml
3) qBl
mv
mv
4) qBl
93.
BOBBYtutor Physics Note
v
5.ประจุ -q มวล m เคลื่อนที่ดวยความเร็วตน v0 เขาไปในบริเวณ (1) ซึ่งมีสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E และ
v
v
v
บริเวณ (2) ซึ่งมีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ B โดย E และ B มีทิศดังรูป และ d เปนระยะทางที่ประจุเคลื่อนที่ใน
บริเวณ (1) เมื่อเขาสูบริเวณ (2) แลว ประจุจะมีเสนทางการเคลื่อนที่อยางไร
v
E
-
v0
(1)
d
6.
7.
8.
9.
10.
v
B
(2)
m
m
1) โคงลง รัศมีความโคง = qB v 2 - 2qEd
2) โคงลง รัศมีความโคง = qB v 2 + 2qEd
0
0
m
m
m
m
3) โคงขึ้น รัศมีความโคง = qB v 2 + 2qEd
4) โคงขึ้น รัศมีความโคง = qB v 2 - 2qEd
0
0
m
m
อิเล็กตรอนมวล m กิโลกรัม เคลื่อนที่เขาไปในบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก B เทสลา ในทิศที่ตั้งฉากกับสนาม
แมเหล็ก อยากทราบวาจะใชเวลาอยางนอยเทาใด ทิศทางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจึงจะมีทิศทางตรงกันขามกับ
ทิศทางการเคลื่อนที่เมื่อเริ่มเขามาในสนามแมเหล็ก (กําหนดใหประจุของอิเล็กตรอนเปน q คูลอมบ)
1 qB
1 qB
1) 2 πm วินาที
2) 4 πm วินาที
3) mπ วินาที
4) 2 πm วินาที
qB
qB
v
ลวดตัวนํายาว 0.2 เมตร มวล 0.06 กิโลกรัม วางอยูบนโตะราบเกลี้ยง มีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ B ขนาด
0.08 เทสลา มีทิศพุงขึ้นตามแนวดิ่ง เมื่อใหกระแสไฟฟาจํานวนหนึ่งแกลวด พบวาลวดเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปเปน
ระยะ 1.6 เมตร ในเวลา 2 วินาที กระแสไฟฟาที่ใหแกลวดมีคากี่แอมแปร
1) 1
2) 2
3) 3
4) 4
บอกขนาดและทิศทางของกระแสที่ใหไหลผานเสนลวด ยาว L เมตร มวล m กิโลกรัม แลวทําใหลวดลอยขึ้นจาก
พื้นจนมีความเร็ว 20 เมตร/วินาที ภายในเวลา 2 วินาที (ใหลวดวางตัวอยูในแนวตะวันตก-ตะวันออก ความเรง
โนมถวง 10 เมตร/วินาที2 และ B เปนสนามแมเหล็กโลกในแนวราบ สนามแมเหล็กในแนวดิ่งเปนศูนย)
1) 20 m/LB ทิศตะวันออก
2) 20 m/LB ทิศตะวันตก
3) 10 m/LB ทิศตะวันออก
4) 10 m/LB ทิศตะวันตก
ในบริเวณที่มีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ 2 เทสลา จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก เมื่อนําลวดตัวนําทรงกระบอกมี
พื้นที่หนาตัด 0.5 ตารางเมตร มาวางในแนวเหนือ-ใต แลวใหกระแสไฟฟา 15 แอมแปร ไหลผานจากทิศใตไป
ทิศเหนือ จะทําใหลวดตัวนําเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ จงหาคาความหนาแนนของสารที่ใชทําลวดตัวนํา (ไมคิด
นํ้าหนักของสายไฟที่ตอกับแทงตัวนํา)
2) 3 kg/m3
3) 6 kg/m3
4) 7.8 kg/m3
1) 1.5 kg/m3
ขดลวดรูปสี่เหลี่ยมผืนผา ซึ่งมีจํานวน 1 รอบ และมีพื้นที่ 100 cm2 ขดหนึ่ง ถูกหมุนอยูในสนามแมเหล็กซึ่ง
มีคา 10-4 เทสลา โดยแกนหมุนอยูในแนวตั้งฉากกับสนามแมเหล็ก และมีอัตราเร็วเชิงมุมเปน π เรเดียน/วินาที
1
จงหาวาที่เวลา 6 วินาที หลังจากที่ระนาบของขดลวดอยูในแนวขนานกับสนาม โมเมนตที่เกิดจากแรงของสนาม
แมเหล็กกระทําตอขดลวดมีคากี่นิวตัน-เมตร ถามีกระแสไฟฟาไหลผานขดลวด 2 แอมแปร
1) 1.0 × 10-6
2) 1.25 × 10-6
3) 1.5 × 10-6
4) 1.75 × 10-6
94.
BOBBYtutor Physics Note
11.กระแสเหนี่ยวนําในขดลวดเกิดขึ้นไดเมื่อสนามแมเหล็กผานในขดลวดมีการเปลี่ยนแปลง
กระแสเหนี่ยวนํา i ไดถูกตอง
v
S
v ∆B
N
B
S
รูปใดแสดงทิศของ
i
i
i
ก. เคลื่อนที่ขั้วเหนือของ
ข. สนามแมเหล็กมีคาลดลง
ค. ขณะสับสวิตช S
แมเหล็กเขาหาขดลวด
1) ก., ข. และ ค.
2) ก. และ ข.
3) ค.
4) คําตอบเปนอยางอื่น
12. ในการทดสอบหาชนิดขั้วแมเหล็ก โดยใชวงจร AB ซึ่งประกอบดวยตัวตานทาน R และมีเหล็กออนเปนแกน
ไดผลทดสอบเปนดังนี้
ขั้วทดสอบ
X
Y
Z
ลักษณะการเคลื่อนที่ของขั้วทดสอบ
เลื่อนเขาหา A
เลื่อนออกจาก A
เลื่อนออกจาก A
ทิศการไหลของกระแสเหนี่ยวนํา
A→R→B
A→B→R
A→R→B
ขั้วทดสอบ
A
B
R
ขั้วทดสอบ X, Y และ Z มีขั้วแมเหล็กเปนตามขอใด
1) เหนือ เหนือ ใต
2) เหนือ ใต เหนือ
3) ใต เหนือ ใต
4) ใต ใต เหนือ
13. เครื่องกําเนิดไฟฟาเครื่องหนึ่งสามารถสงกําลังไฟฟาได 345 กิโลวัตต ใหหาคาพลังงานที่สูญเสียไปในรูปของ
ความรอนภายในสายไฟ ถาสงกําลังไฟฟาผานสายไฟยาว 500 เมตร ความตานทาน 0.25 โอหม เปนเวลา
20 วินาที ดวยความตางศักย 69 กิโลโวลต
1) 25 J
2) 50 J
3) 100 J
4) 125 J
14. มอเตอรไฟฟาเครื่องหนึ่งมีความตานทานของขดลวด 0.5 โอหม สําหรับใชกับแรงเคลื่อนไฟฟา 12 โวลต ขณะ
ทํางานวัดกระแสไฟฟาที่ผานมอเตอรได 8.0 แอมแปร แรงเคลื่อนไฟฟาตานกลับของมอเตอรจะมีคากี่โวลต
1) 4
2) 6
3) 8
4) 10
BOBBYtutor Physics Note
เฉลยละเอียด(บางขอ)
3. เฉลย 1) เมื่อประจุลบวิ่งผานสนามแมเหล็กจะเกิดแรงกระทําในทิศตั้งฉากโดยเปนไปตามกฎมือซาย คือ กํานิ้ว
v
ทั้งสี่ของมือซายวนจากทิศของ v ไป B นิ้วหัวแมมือที่ชี้ออกจะแสดงทิศของแรงที่เกิดขึ้น
v
B
A
v
v
v
B
v
F
v
B
v
v
-
v
จากรูป v มีทิศขึ้นในแนวดิ่ง B มีทิศพุงออกจากหนากระดาษจะทําใหเกิดแรงกระทําไปทางซาย
v
แตประจุลบนี้ยังคงเคลื่อนที่ตรงเชนเดิม แสดงวาแรงทางไฟฟาตองมีทิศหักลาง (คือไปทางขวา A → B) และ
มีขนาดเทากัน จะไดวา
แรงจากสนามไฟฟา = แรงจากสนามแมเหล็ก
qE = qvB
E = vB
แตเนื่องจากประจุเปนชนิดลบ ทิศของสนามไฟฟาจะมีทิศตรงกันขามกับแรงที่กระทํา ดังนั้นเมื่อแรงมี
ทิศไปทางขวา (จาก A → B) สนามไฟฟาจึงตองมีทิศไปทางซาย (ทิศจาก B → A)
4. เฉลย 3) เมื่อประจุเคลื่อนผานสนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทําที่ตั้งฉาก ทําใหเคลื่อนที่เปนสวนโคงวงกลม
v
B
θ
v
m, q
l
2
F = mv
R
2
∴ qvB = mv
R
qB = mv = mω
R
จากสูตร การเคลื่อนที่วงกลม ;
จาก ω = θ ;
t
∴
∴
qB = m θ
t
qBt
θ = m
97.
BOBBYtutor Physics Note
เวลาt เปนเวลาที่ประจุอยูในสนามแมเหล็ก
s
จาก
v = s
∴ t = v
t
แตเนื่องจาก "มาน" สนามแมเหล็กบาง ดังนั้นระยะทางตามแนวโคงและระยะทางในแนวตรงประมาณ
เทากับ ∴ s ≈ l
∴ t = l
v
qBl
แทนคาหามุม
∴ θ = mv
9. เฉลย 3) สมมติลวดยาว l เมื่อใหกระแสไฟฟาไหลในลวดในสนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทํา
F = I lB ในทิศยกขึ้นตามกฎมือขวา ดังรูป
A = 0.5 m 2
F I
B
N
W
S
l
E
I = 15 A
ถาลวดมีความหนาแนน ρ จะมีมวล m = ρV = ρA l = (0.5)ρl
จากสภาพสมดุลของวัตถุ (เคลื่อนที่ดวยเร็วคงที่)
ΣF = 0
แรงดึงขึ้น = แรงดึงลง
I lB = mg
(15)( l)(2) = [0.5ρl](10)
∴ ความหนาแนน ; ρ = 6 kg/m3
12. เฉลย 4) จากกฎการเหนี่ยวนํา ; กระแสเหนี่ยวนําจะไหลในลักษณะที่ทําใหเกิดสนามแมเหล็กที่มีทิศทางตอตาน
การเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กเดิม
พิจารณาขั้วทดสอบ X ; กระแสเหนี่ยวนํ าไหลจาก A → R → B แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส
เหนี่ยวนําไหลวนทิศตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว S ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว X ซึ่งเลื่อน
เขาหาปลาย A จะตองเปนขั้วใต (S) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดเปนแรงผลักตานการเลื่อนเขาหา)
พิจารณาขั้วทดสอบ Y ; กระแสเหนี่ยวนําไหลจาก A → B → R แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส
เหนี่ยวนําไหลวนทวนเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว N ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว Y ซึ่งเลื่อน
ออกจากปลาย A จะตองเปนขั้วใต (S) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดแรงดูดตานการเลื่อนออก)
พิจารณาขั้วทดสอบ Z ; กระแสเหนี่ยวนําไหลจาก A → R → B แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส
เหนี่ยวนําไหลวนทิศตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว S ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว Z ซึ่งเลื่อน
ออกจากปลาย A จะตองเปนขั้วเหนือ (N) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดแรงดูดตานการเลื่อนออก)
98.
BOBBYtutor Physics Note
13.เฉลย 4) ในการสงกําลังไฟฟาจะเกิดกระแสไหลในสายสง
P
จากสูตร
P = VI
⇒
I = V
3
แทนคา ;
I = 345 × 103 = 5 A
69 × 10
กําลังที่สูญเสียในสายไฟ ; จากสูตร
P′ = I2R
∴ P′ = (5)2(0.25)
= 6.25
คิดเปนพลังงานความรอน ;
W = P′t
= 6.25(20) = 125
∴ จะเกิดเปนความรอนในสายไฟ ;
W = 125 จูล
17. เฉลย 4) สมมติตอความตานทาน R กับ AB
I1
100 V
I2
100
รอบ
V1 1000 รอบ
A
V2
R
B
จากสูตรการแปลงความตางศักย
∴
V1
N1
= N2
V2
N
V2 = N2 V1
1
100
1000 (100)
= 10 โวลต
เมื่อหมอแปลงเปนแบบสมบูรณ ∴ การถายทอดพลังงาน 100%
ดังนั้น
กําลังในขดลวดปฐมภูมิ = กําลังในขดลวดทุติยภูมิ
P1 = P2
2
จาก
P = VI = V = I2R
R
จะได
P1 = V1I1
V22
และ
P2 = R
V22
แทนในสมการ ;
V1I1 = R
2
แทนคา ;
100(1) = (10)
R
∴ ความตานทาน ;
R = 1 Ω
V2 =
99.
BOBBYtutor Physics Note
ไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา
ไฟฟากระแสสลับ
แรงเคลื่อนไฟฟา;
กระแสไฟฟา ;
ความตางศักย ;
ความตานทาน ;
π
= 2πf = 2T
I
i = Im sin ωt
; คายังผล = คามิเตอร = Irms = m
2
V
v = Vm sin ωt
; คายังผล = คามิเตอร = Vrms = m
2
VR
R = IR
โดยกระแสไฟฟาเฟสเดียวกับความตางศักย
e = Em sin ωt
; เมื่อ
ω
XC =
ωC
1
=
1
2 πfC
โดยกระแสไฟฟามีเฟสนําหนาความตางศักย π เรเดียน
2
ความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา ;
XL =
ωL
=
2πfL
ความตานทานเชิงความจุ ;
โดยกระแสไฟฟามีเฟสตามหลังความตางศักย π เรเดียน
2
VR
IR
90
o
IC
VL
90 o
IL
VC
การตอวงจร
1. ตออนุกรมจะมีกระแส I เปนตัวรวม
VL
R
XC
XL
VR
I รวม
VC
จะได
Iรวม = I1 = I2 = I3
v
v v v
Vรวม = V1 + V2 + V3
100.
BOBBYtutor Physics Note
การรวมความตางศักยV จะเปนการรวมโดยพิจารณาเฟส (คิดแบบเดียวกับการรวมเวกเตอร) โดยมีเฟส I เปน
ตัวรวมซึ่งจะไดวา
2
Vรวม = VR + (VL - VC )2
มีความตานเชิงซอน ;
และมีมุมเฟสระหวาง Vรวม กับ Iรวม คือ
φ
R 2 + (X L - XC ) 2
Z =
= tan-1
| X L -X C |
R
2. ตอขนานจะมีความตางศักย V เปนตัวรวม
R
XC
XL
จะได
Vรวม = V1 = V2 = V3
v v v
v
Iรวม = I 1 + I 2 + I 3
โดยการรวมกระแส I จะเปนการรวมโดยพิจารณาเฟส (คิดแบบการรวมเวกเตอร) โดยมีเฟสของ V เปนตัวรวม
ซึงจะไดวา
่
I รวม = I2 + (I C - I L )2
R
V
φ
กําลังเฉลี่ยในวงจร ;
∴
โดย
และ
I
P = VI cos φ = กําลังที่ตัวตานทาน R เทานั้น
2
P = VRIR = I2R = V
R
cos φ คือ ตัวประกอบกําลัง
φ คือ ความตางเฟสระหวาง V กับ I
ทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟา
เมื่อสนามไฟฟาเปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนําใหเกิดสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลง และสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลง
ก็จะเหนี่ยวนําใหเกิดสนามไฟฟาที่เปลี่ยนแปลงตอเนื่องกันไป เกิดการแผกระจายของสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา
ซึ่งเรียกวา "คลื่นแมเหล็กไฟฟา" การเหนี่ยวนําซึ่งกันและกันนีเ้ กิดไดในสุญญากาศ คลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเคลื่อนที่ไปได
ในสุญญากาศ นอกจากนั้นเฟสการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟาจะตรงกับเฟสการเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กเสมอ
101.
BOBBYtutor Physics Note
สรุปประจุที่เคลื่อนที่ดวยความเรง จะแผคลื่นแมเหล็กไฟฟาเสมอ
v v
ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา หาจากการใชมือขวากําปลายนิ้วทั้งสี่จากทิศ E ไป B นิ้วหัวแมมือจะชี้
v
ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น C
v
E
v
C
v
B
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. วงจรกระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ ทีมตวตานทานตออนุกรมกับตัวเหนียวนํา วัดกระแสไฟฟาในวงจรได 0.1 แอมแปร
่ีั
่
ความตางศักยครอมตัวเหนี่ยวนํา 22 โวลต คาความเหนี่ยวนําจะเปนเทาใด
1) 14.4 ไมโครเฮนรี
2) 0.7 เฮนรี
3) 200 เฮนรี
4) 2.2 เฮนรี
2. จงคํานวณหาคากระแสไฟฟา I ในวงจรไฟฟาตอไปนี้
I
10Ω
5V
10Ω
10 µF
10 mH
1) 0.25 A
2) 0.50 A
3) 0.75 A
4) 1.00 A
3. ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนํา และตัวตานทานตออนุกรมกับแหลงจายไฟฟากระแสสลับ ถาความตางศักยครอมอุปกรณ
แตละตัว และอานคาได 15 V, 20 V และ 12 V ตามลําดับ จงหาความตางศักยของแหลงกําเนิดกระแสสลับ
1) 13 V
2) 17 V
3) 20 V
4) 47 V
4. วงจรประกอบดวยตัวตานทาน 20 โอหม ขดลวดเหนี่ยวนํามีความตานเชิงเหนี่ยวนํา 30 โอหม และตัวเก็บประจุมี
ความตานเชิงความจุ 15 โอหม ตอกันแบบอนุกรม แลวตอกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับ 220 โวลต ความถี่
50 เฮิรตซ จงหากระแสในวงจร
1) 2.2 A
2) 4.4 A
3) 6.6 A
4) 8.8 A
102.
BOBBYtutor Physics Note
5.ขดลวดเหนี่ยวนํา 0.2 เฮนรี และตัวเก็บประจุ 10 ไมโครฟารัด ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับที่ให
ความตางศักยสงสุด 100 โวลต และความถีเ่ ชิงมุม ω = 1000 เรเดียน/วินาที จงหากระแสที่อานไดจากแอมมิเตอร
ู
L = 0.2 H C = 10 µF
A
1
2) 3 A
4) 1 A
2
6. แหลงกําเนิดแรงดันไฟฟากระแสสลับ 200 โวลต จายกระแสใหแกอุปกรณไฟฟาที่ประกอบดวยตัวตานทานอนุกรม
กับตัวเก็บประจุ หากปดวงจรดวยสวิตช S เพื่อตออุปกรณไฟฟาที่ประกอบดวยตัวเหนี่ยวนําเขาไปในวงจร ดังรูป
กระแส I จะมีคาเทาใด
1) 1 A
3)
2A
I
R=4 3Ω
S
200 V
X L = 16 Ω
XC = 4 Ω
1) 25 3 2 A
2) 25 2 3 A
4) 50 A
3
7. ตัวเหนี่ยวนําและตัวตานทานตออนุกรมกัน และตอกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับทีมกระแสไฟฟาทีเ่ วลา t (วินาที)
่ี
ใดๆ I = 4 sin 100πt ถาวงจรมีความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา 20 โอหม และมีความตานทานเชิงซอนของวงจร
25 โอหม กําลังเฉลี่ยของวงจรเปนกี่วัตต
1) 120
2) 160
3) 200
4) 240
8. ขดลวดเหนียวนํา 0.03 เฮนรี และตัวตานทาน 40 โอหม ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟาสลับ กระแสของวงจร (i)
่
เปลี่ยนแปลงตามเวลา (t) ตามสมการ i = 5 sin (1000t) แอมแปร จงหาคากําลังเฉลี่ยของวงจร และความ
ตางศักยสูงสุดของวงจร
1) 500 W, 250 V
2) 875 W, 350 V
3) 1000 W, 220 V
4) 1250 W, 250 V
9. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ขอใดไมถูกตอง
1) การเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟาทําใหเกิดสนามแมเหล็ก และการเปลี่ยนแปลงสนามแมเหล็กทําใหเกิดสนามไฟฟา
2) สนามไฟฟา และสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟามีเฟสตางกัน 90°
3) สําหรับคลื่นแมเหล็กไฟฟา สนามไฟฟาและสนามแมเหล็กมีทิศตั้งฉากซึ่งกันและกัน และตั้งฉากกับทิศทางการ
เคลื่อนที่ของคลื่นดวย
4) ในตัวกลางเดียวกันคลื่นแมเหล็กไฟฟาทุกความถี่มีความเร็วเทากันหมด
3) 25.0 A
BOBBYtutor Physics Note
สมบัติของของเหลว
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1.ความหนาแนน (Density) "ρ" กําหนดใหเปนมวลสารใน 1 ปริมาตร
ρ = M
V
3 หรือ kg/m3
ρ มีหนวยเปน g/cm
ความหนาแนนของนํ้าบริสุทธิ์ = 1 g/cm3 หรือ = 1000 kg/m3
2. ความถวงจําเพาะ (Specific gravity) "S" กําหนดใหเปนอัตราสวนระหวางความหนาแนนของ
ของเหลวตอความหนาแนนของนํ้า
S =
ρ
ρW
M
= M
W
MW = มวลของนํ้าที่มีปริมาตรเทาวัตถุ
3. ความดัน (Pressure) "P" กําหนดใหเปนแรงที่กระทําตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางหนวย
F
P = A
P มีหนวยเปน N/m2 หรือ Pa (Pascal)
4. ความดันเกจ (Gauge pressure) "Pg" กําหนดใหเปนแรงเนื่องจากของไหลกระทําบนพืนที่ 1 ตาราง้
หนวย โดยไมไดรวมแรงดันของอากาศ
Pg
h
Pg =
เมื่อ h = ความลึกจากผิวของของเหลว
ρ = ความหนาแนนของของเหลว
ρgh
112.
BOBBYtutor Physics Note
5.ความดันสัมบูรณ (Absolute pressure) "Pab" กําหนดใหเปนแรงลัพธทั้งหมดในของไหลที่กระทํา
บนพื้นที่ 1 ตารางหนวย
ความดันสัมบูรณ = ความดันเกจ + ความดันอากาศ
Pab = Pg + Pa
Pab = ρgh + Pa
6. ความดันบรรยากาศ = ความดันอากาศ = ความกดอากาศ
ความดันบรรยากาศปกติจะคิดเทียบกับความดันของปรอทในบารอมิเตอรหลอดแกว
ความดันบรรยากาศ "Pa" = ความดันของปรอทสูง 760 mm
จาก
P = ρgh
Pa = 13.6 × 103 × 10 × 760 × 10-3
Pa = 1.03 × 105 Pa
Pa P h = 760 mm
Hg
ρHg
= 13.6 × 103 kg/m3
= 13.6ρนํ้า
7. ความดันของของเหลวชนิดเดียวกันในภาชนะเดียวกัน
A
B
C
D
E
P ที่ A = P ที่ B = P ที่ C = P ที่ D = P ที่ E
ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกันที่อยูในภาชนะเดียวกันจะมีความดันเทากัน
113.
BOBBYtutor Physics Note
8.ความดันของของเหลวตางชนิดในภาชนะเดียวกัน
Pa
P
ρ1
h 1 A ρ1
h 1 PA
A
A
PB ρ2
ρ2
h2
h 2 PB
B
B
PC ρ3
ρ3
h3
C
C
P ที่จุด A = ρ1gh1 + Pa
P ที่จุด B = P ที่จุด A + ρ2gh2 = ρ1gh1 + ρ2gh2 + Pa
P ที่จุด C = P ที่จุด B + ρ3gh3 = ρ1gh1 + ρ2gh2 + ρ3gh3 + Pa
คิดความดันของเหลวใดจะตองคิดความลึกจากผิวของนั้นเทานั้น
9. ความดันของของเหลวตางชนิดกันในหลอดตัว U เดียวกัน
ρ1
ρ2
A
h1
B
h2
ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกันความดันเทากัน
ความดันที่จุด A = ความดันที่จุด B
ρ1gh1 + Pa = ρ2gh2 + Pa
ρ1gh1 = ρ2gh2
ρ3
ρ1
ρ2
h2
A
h1
h3
B
ความดันที่จุด A = ความดันที่จุด B
ρ1gh1 + Pa = ρ2gh2 + ρ3gh3 + Pa
ρ1gh1 = ρ2gh2 + ρ3gh3
h3
114.
BOBBYtutor Physics Note
10.ความดันและแรงดันดานขางภาชนะ
h
h
2
P
h
L
Pmax
L
จาก
Pg = ρgh
จุดที่อยูลึกมากความดันจะมาก ความดันจะเปนปฏิภาคโดยตรงกับความลึก
F
จาก
P = A
F = P × A เนื่องจาก P ไมคงที่
ρgh
ตองใช
Pav = 0 + Pmax = 2
2
ρgh2L
ρgh
Fดานขาง = 2 × A = 2
11. แรงดันดานขางภาชนะเมื่อระดับนํ้าในภาชนะเปลี่ยนแปลง
F1
h
2
L
nh
2
F2
L
115.
BOBBYtutor Physics Note
เมื่อระดับนํ้าตอนหลังสูงเปนn เทาของตอนแรก
Fดานขาง =
ρgh
2 ×A
ρgh
F1 = 2 × h × L
ρgnh
F2 = 2 × nh × L
ρgh
F2 = n2 2 × h × L
F2 = n2F1
12. แรงดันลัพธที่กระทําตอเขื่อนกั้นนํ้า
.
h2
F2
F1
h1
ΣF
= F1 - F2
ρgh2L ρgh2L
1
2
ΣF =
2 - 2
2
ΣF = 1 ρgL(h 1 - h 2 )
2
2
13. แมนอมิเตอร (Manometer) เปนเครื่องมือใชวัดความดัน ทําดวยหลอดแกวรูปตัว U ใสของเหลวที่
ทราบคาความหนาแนน
A
B
ρ
แมนอมิเตอรจะทําจากหลอดตัว U ที่มีพื้นที่หนาตัดเทากันทั้งสองขาง ภาวะปกติระดับของของเหลวในหลอดตัว
U ทั้งสองขางจะเทากัน
116.
BOBBYtutor Physics Note
14.การใชแมนอมิเตอรวัดความดันกาซ ใชหลักการที่วาที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกัน
ความดันเทากัน เมื่อใชแมนอมิเตอรวัดความดันกาซจะตองตอปลายขางหนึ่งเขากับถังกาซ
A d
B
ρ
Gas
จากรูป เปนกรณีที่ความดันกาซมากกวาความดันบรรยากาศ
P ที่จุด A = P ที่จุด B
ρgd + Pa = Pgas
Pgas อาจเชื่อมโยงกับเรื่องกฎของกาซ PV = nRT
A
d B
ρ
Gas
จากรูป เปนกรณีที่ความดันกาซนอยกวาความดันบรรยากาศ
P ที่จุด A = P ที่จุด B
Pa = ρgd + Pgas
Pgas อาจเชื่อมโยงกับเรื่องกฎของกาซ PV = nRT
15. การใชแมนอมิเตอรหาความหนาแนนของของเหลว
อากาศ
A d1
ρ
B
C D d2
ของเหลว
พิจารณาแมนอมิเตอร
P ที่จุด A = P ที่จุด B
พิจารณากาซในภาชนะเดียวกัน P ที่จุด B = P ที่จุด C
พิจารณาของเหลว
P ที่จุด C = P ที่จุด D
117.
BOBBYtutor Physics Note
Pที่จุด A = P ที่จุด D
ρgd1 + Pa = ρเหลวgd2 + Pa
ρเหลว
=
ρd1
d2
16. กฎของพาสคาล (Pascal's Law) เมื่อทําใหเกิดความดันเพิ่มขึ้นในของเหลวที่อยูในภาชนะปดที่
จุดใดจุดหนึ่ง ความดันจะกระจายออกไปทุกจุดในของเหลวนั้นอยางสมํ่าเสมอ
W
F
In put Out put
Hydraulic press
จากรูป
ใหพื้นที่หนาตัดดาน In put = a
ใหพื้นที่หนาตัดดาน Out put = A
P-In put = P-Out put
F = W
a
A
2
การไดเปรียบเชิงกล M.A. = W = A = R2
F
a
r
เครื่องอัดไฮดรอลิกผสมคาน
y
y
F x
x
W
T
จุดหมุน
จุดหมุน
T
Out put In put
พิจารณาที่เครื่องอัดไฮดรอลิก (Hydraulic press)
T =
a
T =
พิจารณาคาน
T⋅x =
T =
สรุป
W⋅a
A
W
A
W⋅a
A
F⋅y
F⋅y
x
⋅
= Fxy
F
BOBBYtutor Physics Note
13.พลังงานจลนเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน เชน วัตถุเคลื่อนที่บนพื้นแลวหยุด รถวิ่งแลวเบรกหยุด
Ek = Wแรงเสียดทาน = Q
1 mv2 = µNS = Q
2
14. พลังงานศักยโนมถวงเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน เชน วัตถุตกจากที่สูงกระทบพื้นแลวหยุด
Ep = Q
mgh = Q
15. พลังงานแสงเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน (แสงเปนอนุภาคโฟตอน โฟตอนมีพลังงาน = hf)
Eโฟตอน = Q
nhf = Q เมื่อ n = จํานวนโฟตอน
16. พลังงานนิวเคลียรเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน (ทฤษฎี Einstien E = mc2 J = m × 931 MeV)
Eนิวเคลียร = Q
mc2 = Q
17. พลังงานไฟฟาเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน
Wไฟฟา = Q
2
Pt = IVt = I2Rt = V t = Q
R
18. การตมนํ้าดวยเตาไฟฟา (ถาภาชนะรับความรอน x%)
x
100 Wไฟฟา = Qภาชนะ + Qนํ้า + Qนํ้าเดือด
2
x Pเตา t = IVt = I 2 Rt = V t = Q
R
ภาชนะ + Qนํ้า + Qนํ้าเดือด
100
126.
BOBBYtutor Physics Note
19.การทดลองพลังงานกลเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน
ทอ
PVC
h
ลูกโลหะ
ในการสลับ 1 ครั้ง Ep = Ek ;
Ek = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
Ep = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
mgh = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
เมื่อสลับเปลี่ยนขึ้น-ลง n ครั้ง
nmgh = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
20. พลังงานความรอนที่ทําใหนํ้าแข็งอุณหภูมิ -x°C เปลี่ยนสถานะเปนไอ
m
m
m
m
Ice -xoC ⇒ Ice 0 oC ⇒ นํา 0 oC ⇒ นํา 100 oC ⇒ ไอนํา 100 oC
้
้
้
Q = mc∆T
Q = mc∆T
Q = ml
Q = ml
127.
BOBBYtutor Physics Note
สมบัติของกาซ
กาซอุดมคติ(Ideal gas) ประกอบดวย โมเลกุลของกาซที่มีขนาดเล็กแตละโมเลกุลอยูหางกันและเคลื่อนที่อยาง
อิสระ เมื่อกาซอยูในภาชนะ โมเลกุลจะกระจายเต็มภาชนะ ความดันของกาซในภาชนะเดียวกันจะเทากันทุกจุด
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. การทดลองกฎของบอยล
ถุงทราย
จํานวนถุงทราย
+
0
y
-
1
V
เสนกราฟไมผานจุด Origin เพราะไมไดรวมแรงกดอากาศและนําหนักแปนไม ระยะ y ในรูปเปนจํานวนถุงทราย
้
ที่มีนํ้าหนักเทากับแรงกดอากาศ + นํ้าหนักแปนไม
2. กฎของบอยล (Boyle's low)
1
มวล (m) และอุณหภูมิ (T) ของกาซคงที่ ⇒ ความดัน (P) ∝ V ⇒ PV = k
P1V1 = P2V2 = k
3. กฎของชารล (Charles' law)
มวล (m) และความดัน (P) ของกาซคงที่ ⇒ ปริมาตร (V) ∝ อุณหภูมิ (T) K ⇒ V = k
T
V1 = V2 = k
T1
T2
4. กฎของเกย-ลูสแซก (Gay-Lussac's law)
P
มวล (m) และปริมาตร (V) ของกาซคงที่ ⇒ ความดัน (P) ∝ อุณหภูมิ (T) K ⇒ T = k
P1
P2
T1 = T2 = k
128.
BOBBYtutor Physics Note
5.กฎของกาซ (General gas' law)
1. PV = kBNT เมื่อ kB = Boltzmann's constant = 1.38 × 10-23 J/K
2. PV = nRT เมื่อ R = gas constant = 8.13 J/mol ⋅ K
N
m
n = NA = M
n = จํานวน mole
N = จํานวนโมเลกุล NA = Avogadro number = 6.02 × 1023 โมเลกุล
m = มวลของกาซ M = มวลโมเลกุลของกาซ
6. ความดันของกาซผสม
A1
B1
2
C1
PA1VA1
TA1
PB1VB1
TB1
PC1VC1
TC1
Pผสม
ถาภาวะที่ 1 และ 2 อุณหภูมิไมเปลี่ยน
PA2 V2
T2
P V
= B22 2
T
P V
= C22 2
T
= PA2 + PB2 + PC2
=
PผสมV2 = PA1VA1 + PB1VB1 + PC1VC1
7. โจทยเปรียบเทียบความหนาแนนของกาซ
m
R
PV = nRT ⇒ PV = M RT ⇒ P = ρ M T
P1
ρ1T1
=
P
⇒ ρT
= k
P2
ρ2T2
8. แบบจําลองของกาซ (Gas model)
1. โมเลกุลของกาซเปนอนุภาคเล็กๆ เมื่อเทียบกับภาชนะที่บรรจุกาซ
2. โมเลกุลของกาซเคลื่อนที่อยางอิสระไมมีแรงดึงดูดระหวางมวลและไมมีแรงระหวางประจุ แรงจะเกิดจาก
การชนกันเทานั้น
3. การชนกันของโมเลกุลของกาซหรือโมเลกุลของกาซกับชนผนังภาชนะเปนการชนแบบยืดหยุน
*** กาซตามแบบจําลองตองมีความหนาแนนนอยมาก
*** จากแบบจําลอง สรุปไดวาความดันของกาซเกิดจากการชนของโมเลกุลของกาซ
129.
BOBBYtutor Physics Note
9.ทฤษฎีจลนของกาซ (Kinetic theory)
เปนทฤษฎีที่กลาวถึงพลังงานและความเร็วของโมเลกุลของกาซที่เปนไปตามแบบจําลองของกาซ
พลังงานของกาซ
PV = 2 NEk
3
อัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุล
PV = 1 mNv2 ..... v เปน vrms
3
10. อัตราเร็วรากที่สองกําลังเฉลี่ยของโมเลกุล (vrms)
rms = Root Mean Square เอาอัตราเร็วแตละโมเลกุลมายกกําลัง 2 แลวหาตัวกลาง และถอดรากที่ 2
vrms =
2
v1 + v2 + v2 + ... + v2
2 3
n
n
11. พลังงานของกาซ (พลังงานภายในของกาซ "U")
U = ผลรวมของพลังงานจลนของทุกโมเลกุล = NEk
จาก PV = 2 NEk ⇒ NEk = 3 PV
3
2
U = NEk = 3 PV
2
12. พลังงานของกาซกับอุณหภูมิของกาซ
จาก U = NEk = 3 PV
2
จาก PV = nRT = kBNT
U = NEk = 3 PV = 3 nRT = 3 kBNT
2
2
2
กรณีกาซเปลี่ยนภาวะแวดลอมที่มีอุณหภูมิตางกัน
Ek1
T1
Ek2 = T2
13. อัตราเร็วของโมเลกุลของกาซกับอุณหภูมิของกาซ
1
จาก PV = 3 mNv2
m
จาก PV = nRT = M RT
1 2
m
3RT
M
3 mNv = M RT ⇒ v =
กรณีกาซเปลี่ยนภาวะแวดลอมที่มีอุณหภูมิตางกัน
v1
v2 =
T1
T2
130.
BOBBYtutor Physics Note
14.อัตราเร็วของโมเลกุลของกาซกับความหนาแนน
1
จาก PV = 3 mNv2 ⇒
P = mN v2
3V
P =
ρ 2
v
3
⇒
v
3P
=
ρ
15. อุณหภูมิของกาซผสม (กรณีกาซไมทําปฏิกิริยากัน)
พลังงานรวมกอนผสม = พลังงานรวมหลังผสม
U1 + U2 + U3 = Uผสม
3 n RT + 3 n RT + 3 n RT = 3 n RT
2 1 1 2 2 2 2 3 3
2 ผสม ผสม
2
Tผสม = n1T11++nnT2++nn3T3
n 2 3
=
ΣnT
Σn
16 พลังงานภายในระบบที่เปลี่ยนแปลง (∆U)
∆U = U2 - U1 = 3 n2RT2 - 3 n1RT1
2
2
∆U
= U2 - U1 = 3 nR∆T
2
17. ระบบที่ไดรับความรอนจากภายนอก
เมื่อระบบ (กาซในภาชนะ) ไดรับความรอนจากภายนอก ระบบจะใชพลังงานความรอน เพื่อเพิ่มพลังงานภายใน
ระบบ อุณหภูมิของระบบจะเพิ่มขึ้น และทํางานดันภาชนะใหขยายตัว
เมื่อ ให ∆Q = พลังงานความรอนที่ใหแกระบบ
∆U = พลังงานภายในระบบที่เพิ่มขึ้น
∆W = งานที่ทําโดยระบบ
∆Q
=
∆U + ∆W
18. งานที่ทําโดยระบบ (∆W)
∆S
F
∆W
∆W
= F ⋅ ∆S
= P ⋅ A ⋅ ∆S
∆W
= P ⋅ ∆V
131.
BOBBYtutor Physics Note
19.กราฟความดันกับปริมาตร
P
P1
A
B
P2
V1
V2
กราฟเปลี่ยนภาวะจาก A ไป B
พื้นที่ใตเสนกราฟ =
P
P A
V
∆W
1
1
2
P2 C
B
V1
A→B
B→C
C→A
A→B→C
∆W
∆W
∆W
∆W
V2
=
=
=
=
V
+ [พื้นที่ 1 + พื้นที่ 2]
- [พื้นที่ 2]
0
+ [พื้นที่ 1]
BOBBYtutor Physics Note
ฟสิกสอะตอม
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1.Cathode rays (รังสีแคโทด) เปนอิเล็กตรอนที่วิ่งออกจากขั้วแคโทด เมื่อความตางศักยไฟฟาระหวาง
ขั้วแคโทดและขั้วแอโนดมีคาสูง
q
2. m ของรังสีแคโทด
E
B
v
R
ประจุจากสนามไฟฟาเขาสูสนามแมเหล็ก
ในสนามไฟฟา
Ep = Ek
1
qv = 2 mv2
2
ในสนามแมเหล็ก
qvB = mv
R
R = mv
qB
q = 2v
จาก (1) และ (2) จะได
m
B2R2
ประจุวิ่งในสนามแมเหล็กแลววิ่งในสนามแมเหล็กและสนามไฟฟาเปนเสนตรง
qE
...(1)
...(2)
v d
R
qvE
ในสนามแมเหล็ก
mv2
qvB = R
R = mv
qB
ในสนาม B และ E ประจุวิ่งเปนเสนตรง qvB = qE = qv
d
q = v
จาก (1) และ (2) จะได
m
B2dR
...(1)
...(2)
135.
BOBBYtutor Physics Note
3.การทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน
qE
d
mg
หยดนํ้ามันที่เคลื่อนที่ในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ หยดนํ้ามันที่มีความเร็วคงที่หรืออยูนิ่ง
เมื่อ
qE
q
n
e
E
=
=
=
=
=
mg
ne
จํานวนอิเล็กตรอน
ประจุอิเล็กตรอน = 1.6 × 10-19 C
V
d
4. พลังงานหนวย eV (Electron Volt)
พลังงานหนวย eV เปนพลังงานของอนุภาคที่คิดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตาง
ศักยไฟฟา
พลังงาน 1 eV เปนพลังงานของอนุภาคที่คิดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักย
ไฟฟา
พลังงาน 15 eV เปนพลังงานของอนุภาคทีคดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักย
่ิ
ไฟฟา 15 eV
พลังงาน 1 eV = 1.6 × 10-19 J
พลังงาน A eV = A × 1.6 × 10-19 J
5. ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric effect) เปนปรากฏการณที่แสงกระทบผิวโลหะแลว
ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะเปนอิเล็กตรอนอิสระ อิเล็กตรอนอิสระนี้ เรียกวา โฟโตอิเล็กตรอน
แสงความถี่ตํ่าๆ ไมทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน
แสงความถี่สูงๆ ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน
6. โฟตอน (Photon)
Einstein กลาววาแสงเปนอนุภาค เรียกวา Photon
Photon มีคุณสมบัติเหมือนอนุภาคอื่นทุกประการ (มีพลังงาน มีโมเมนตัม) แตไมมีมวล
Photon มีพลังงาน E = hf เรียกวา พลังงาน 1 Quantum
Photon จะชนกับอิเล็กตรอนแบบ 1 : 1 โดยที่ Photon จะถายเทพลังงานทั้งหมดใหอิเล็กตรอนหลังชน
Photon จะสลายไป
E
h
โมเมนตัมของโฟตอน
P = C = hf = λ
C
136.
BOBBYtutor Physics Note
7.การเกิดโฟโตอิเล็กตรอน
Photon
E = hf
e
hole
แผนโลหะ
ภาวะปกติอิเล็กตรอนจะอยูในที่อยูของมัน เรียกวา hole อิเล็กตรอนใน hole จะมีพลังงานยึดเหนี่ยว (Work
function "W") พลังงานยึดเหนี่ยวจะคงที่เฉพาะชนิดของสาร
** ถา hf < W ไมเกิด Photo electron
** ถา hf = W เกิด Photo electron
f = fmin ที่ทําใหเกิด Photo electron = f0
W = hf0
** ถา hf
>
W เกิด Photo electron
hf = W + Ek
8. ความตางศักยหยุดยั้ง (Stopping Potential "Vs") เปนความตางศักยภายนอกที่ใชหยุดการ
เคลือนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน
่
Ek = eVs
9. ความเขมแสงกับโฟตอน
แสงที่มีความเขมมากจะมีจํานวนโฟตอนมาก
แสงที่มีความเขมแสงนอยจะมีจํานวนโฟตอนนอย
ความเขมแสงเปนปฏิภาคโดยตรงกับจํานวนโฟตอน
10. พลังงานโฟตอนกับพลังงานแสง
พลังงานของโฟตอนไมขึ้นอยูกับความเขมแสง
พลังงานของโฟตอนเปนปฏิภาคโดยตรงกับความถี่แสง
พลังงานของแสงขึ้นอยูโดยตรงกับจํานวนโฟตอน
แสงที่มีจํานวนโฟตอนมากจะมีพลังงานมาก
E = nhf ... เมื่อ n = จํานวนโฟตอน
P
ความเขมแสง I = P 2 = A
4 πR
P = E
= nhf
t
t
I = nhf2 = nhf
At
4 πR t
โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004 ____________________________________ ฟสิกส
(137)
137.
BOBBYtutor Physics Note
11.พลังงานหนวย eV กับความยาวคลื่นแสง
E = hf = hC ... E ปกติมีหนวย eV hf และ hC มีหนวย J
λ
λ
ตองระวัง*** จะตองเปลี่ยนหนวยใหเปนหนวยเดียวกันทุกครั้งที่คิด
hC
EหนวยeV = hf = eλ
e
λ
= hC
eE
-9
= 1240 × 10
E
hC เปนคาคงที่ = 1240 × 10-9 = 1240 n
e
12. กราฟการทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก
กราฟ Vs กับ f
กราฟ eVs หรือ Ek กับ f
Vs
eVs
0
f(1014 Hz)
f(1014 Hz)
0
y
y
1. Slope = h
e
W
2.
y = e
1. Slope = h
2.
y = W
13. กราฟกระแสไฟฟา (I) กับความตางศักย (V)
กรณีใชแสงความถี่คงที่แตเปลี่ยนความเขม
กรณีใชความเขมคงที่แตเปลี่ยนความถี่
I
I
A
B
C
D
V
V
V
0
V V 0
s
ความถี่เทากัน Vs เทากัน
กระแสไฟฟามาก ความเขมมาก
ความเขมแสง A > ความเขมแสง B
s s
ความถี่แสงมาก Vs มาก
Vs แสง C > Vs แสง D
138.
BOBBYtutor Physics Note
14.รังสีเอกซ (X-rays)
X-rays เกิดจากอิเล็กตรอนที่มีความเร็วสูง (อิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักยสูงๆ) และอิเล็กตรอนนั้น
ถูกทําใหหนวงอยางฉับพลัน พลังงานจลนของอิเล็กตรอนจะเปลี่ยนเปนพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่เรียกวา X-rays
photon
อิเล็กตรอนถูกเรงดวยความตางศักยไฟฟา Ep จะเปลี่ยนเปน Ek
Ep = Ek ⇒ eV = Ek
เมื่ออิเล็กตรอนชนเปา (Target) ในหลอด X-rays แลวหยุดทันที
Ek จะเปลี่ยนไปเปน X-rays photon ที่มีพลังงานมากที่สุด
Ek = hfmax
สรุปไดวา
eV = hfmax =
λmin
hc
λ min
hc
= eV
X-rays ตางจากปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก คือ ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก โฟตอนทําใหเกิดอิเล็กตรอน
สวน X-rays อิเล็กตรอนทําใหเกิดโฟตอน
139.
BOBBYtutor Physics Note
แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1.ในการทดลองหลอดรังสีแคโทดหากมีสนามแมเหล็กมีคา 0.25 × 10-3 T ทําใหรังสีเบนลง ดังรูป ดวยรังสีมี
ความโคง R ถาผานกระแสไฟฟาเพื่อใหเกิดสนามไฟฟาระหวางแผนโลหะ 4.5 × 103 V/m ทําใหรังสีแคโทดพุง
e
เปนเสนตรงไมเบี่ยงเบนใหระยะหางระหวางแผนโลหะ = 1 cm m = 1.8 × 1011 C/kg คา R จะมีคาเทาใด
R
2.
3.
4.
5.
1) 0.04 m
2) 0.08 m
3) 0.2 m
4) 0.4 m
ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน พบวาถาตองการใหหยดนํ้ามันซึ่งมีมวล m และมีอิเล็กตรอนเกาะติดอยู
n ตัว ลอยนิ่งอยูระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึ่งวางขนานหางกันเปนระยะทาง d และมีความตางศักย V ประจุของ
อิเล็กตรอนที่คํานวณไดจากการทดลองนี้จะมีคาเทาใด
mg
2) mgd
3) ndV
4) mgdV
1) mgV
nd
nV
n
q
ในการทดลองวัดอัตราสวนประจุตอมวล m ของอนุภาคในรังสีแคโทด โดยวิธีของทอมสัน พบวาเมื่อใชสนาม
แมเหล็กซึ่งมีความเขม B รังสีแคโทดจะเบี่ยงเบนไปเปนทางโคงซึ่งมีรัศมี R ตอมาเมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปโดย
ทําใหเกิดความตางศักย V ระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึ่งวางหางกันเปนระยะ d รังสีแคโทดจะเดินทางเปนเสนตรง
โดยไมเกิดการเบี่ยงเบน อัตราสวนประจุตอมวลของอนุภาคในรังสีแคโทดจะมีคาเทาใด
2
1) V
2) dV
3) VdR
4) dB R
V
dB2R
B2R
B2
ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน ปรากฏวาเมื่อยังไมไดใสสนามไฟฟาเขาไป หยดนํ้ามันตกลงดวยความเร็ว
คงที่คาหนึ่ง เมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปเพื่อจะใหหยดนํ้ามันลอยนิ่งอยูกับที่ ปรากฏวาหยดนํ้ามันกลับตกลงดวย
ความเร็วสูงกวาเดิม เหตุผลตอไปนี้ขอใดถูกตองที่สุด
1) หยดนํ้ามันหยดนั้นมีประจุลบ
2) ความเขมของสนามไฟฟาตํ่าเกินไป
3) ความเขมของสนามไฟฟาสูงเกินไป
4) ทิศทางของสนามไฟฟากลับกันกับที่ควรจะเปน
ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน พบวาถาตองการใหหยดนํ้ามันซึ่งมีมวล 4.8 × 10-15 kg ลอยนิ่งอยู
ระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึงวางขนานหางกัน 1 cm ตองใชความตางศักยระหวางแผนโลหะ 300 V ถาอิเล็กตรอน
่
มีประจุ 1.6 × 10-19 C หยดนํ้ามันหยดนี้จะมีอิเล็กตรอนเกาะอยูกี่ตัว
1) 1 ตัว
2) 10 ตัว
3) 100 ตัว
4) 1000 ตัว
140.
BOBBYtutor Physics Note
6.ในการทดลองวัดอัตราสวนประจุตอมวลของอิเล็กตรอนโดยวิธีของทอมสัน โดยครั้งแรกใหรังสีแคโทดเกิดการ
เบี่ยงเบนในสนามแมเหล็ก แตเมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปเพื่อหักลางการเบี่ยงเบนของรังสีแคโทด กลับปรากฏวารังสี
แคโทดกลับเบี่ยงเบนมากยิ่งขึ้น ผูทําการทดลองควรจะทําอยางไร
1) ลดความเขมของสนามแมเหล็ก
2) ลดความเขมของสนามไฟฟา
3) เพิ่มความเขมของสนามไฟฟา
4) กลับทิศทางของสนามไฟฟา
7. ในบริเวณที่มีสนามไฟฟา 160 V/m และทิศในแนวดิ่งจากบนลงลาง ปรากฏวาละอองนํ้าหยดหนึ่งซึ่งมีประจุอิสระ
่ ่
่
้ ้ี
-6.4 × 10-18 C เคลือนทีลงในแนวดิงดวยความเรง 2 m/s2 มวลของละอองนํานีมคาเทาใด ในหนวยของ 10-18 kg
1) 82
2) 102
3) 114
4) 128
8. ในการทดลองเรื่องหยดนํ้ามันของมิลลิแกน ถาใชความตางศักยไฟฟา 100 V หยดนํ้ามันมีมวล 8 × 10-16 kg
ระยะระหวางแผนโลหะกับ 0.8 cm ทําใหหยดนํ้ามันอยูนิ่ง หยดนํ้ามันไดรับอิเล็กตรอนกี่ตัว
1) 1 ตัว
2) 2 ตัว
3) 4 ตัว
4) 8 ตัว
9. แผนโลหะขนาน 2 แผน วางหางกัน d ความตางศักย V ถามีอนุภาคประจุ q มวล m ลอยอยูระหวางแผนทั้งสอง
จะมีแรงกระทําตออนุภาคนั้นเทาใด
2) qd
3) mqd
4) mqV
1) qV
d
V
V
d
10. แสงมีความยาวคลื่น 2000 A ฉายตกกระทบลงบนผิวของโลหะอะลูมิเนียม สําหรับอะลูมิเนียมตองใชพลังงานถึง
4.2 eV จึงจะทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกไปได จงหาคาความตางศักยหยุดยั้ง
1) 1.8 V
2) 2 V
3) 2.4 V
4) 3.2 V
11. เมื่อใหแสงที่มีความถี่คาหนึ่งตกกระทบลงบนผิวทองซึ่งมีคาพลังงานยึดเหนี่ยว = 4.8 eV แลวทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน ถาความตางศักยหยุดยัง = 8.4 V จะไมมกระแสอิเล็กตรอนไหล จงหาความถีของแสงทีใชวาเปนกี่เฮิรตซ
้
ี
่
่
1) 0.5 × 1034
2) 2.0 × 1034
3) 0.9 × 1015
4) 3.2 × 1015
12. ในปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก ถาใหแสงที่มีความถี่ 8 × 1014 Hz ตกกระทบโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใช
ความตางศักยในการหยุดยังโฟโตอิเล็กตรอนทีหลุดออกมา = 1.3 V พลังงานยึดเหนียวของโลหะที่ใชในการทดลองนี้
้
่
่
มีคาเทาใด
1) 0 eV
2) 2 eV
3) 4.3 eV
4) 4.6 eV
13. จากปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก เมื่อใหแสงที่มีพลังงาน 2.0 eV ตกกระทบโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใช
ความตางศักยระหวางแคโทดกับแอโนดในการหยุดยั้งโฟโตอิเล็กตรอน = 0.65 V ถาใหแสงซึ่งมีพลังงาน 4.0 eV
ตกกระทบโลหะชนิดเดียวกัน จะตองใชความตางศักยหยุดยั้งกี่โวลต
1) 1.30
2) 1.35
3) 2.65
4) 5.35
14. เมื่อใหแสงที่มีความยาวคลื่น 450 nm ตกกระทบผิวโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใชความตางศักยในการหยุดยั้ง
โฟโตอิเล็กตรอน = 1.5 V ถาตองการใหอิเล็กตรอนหลุดออกจากผิวโลหะไดพอดีจะตองใชแสงที่มีความยาวคลื่น
เทาใด (กําหนดคานิจของแพลงค h = 6.6 × 10-34 J ⋅ s ความเร็วของแสง c = 3 × 108 m/s ประจุอิเล็กตรอน
e = 1.6 × 10-19 C)
1) 330 nm
2) 660 nm
3) 990 nm
4) 1220 nm
141.
BOBBYtutor Physics Note
15.เมื่อฉายรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่น 400 nm ไปที่ผิวโลหะชนิดหนึ่งที่มีคาพลังงานยึดเหนี่ยว = 1.8 eV
โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวโลหะจะมีพลังงานจลนเทาใด
1) 0 eV
2) 0.5 eV
3) 1.3 eV
4) 1.8 eV
16. ในการทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก สมมติวาแสงความยาวคลื่น 400 nm สองกระทบผิวโลหะแลวมีผล
ทําความเร็วของโฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดออกมีคาเปน 2 เทาของความเร็วที่เกิดจากแสงความยาวคลื่น 800 nm
จงคํานวณหาความถี่ขีดเริ่มซึ่งทําใหโฟโตอิเล็กตรอนเริ่มหลุดออกจากผิวโลหะในหนวยเทระเฮิรตซ
(1 เทระเฮิรตซ = 1012 Hz)
1) 250
2) 240
3) 220
4) 200
17. โลหะแมกนีเซียมมีพลังงานยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอน 3.79 eV ถูกฉายดวยแสง UV ซึ่งมีความยาวคลื่น 300 nm
โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดออกมาจะมีพลังงานจลนมากที่สุดกี่อิเล็กตรอนโวลต (กําหนดให h = 6.64 × 10-34 J ⋅ s)
1) 0.23
2) 0.33
3) 0.42
4) 0.65
18. วัตถุ A มีคาพลังงานยึดเหนี่ยว 3.3 eV วัตถุ B มีคาความถี่ขีดเริ่มเปน 4 × 1034 Hz แสงความถี่เดียวกัน
ตกกระทบผิววัตถุ A และ B จะทําใหโฟโตอิเล็กตรอนจากวัตถุ A มีพลังงานจลนสูงสุด = 1.2 eV อยากทราบวา
พลังงานจลนสูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนจากวัตถุ B จะเปนกี่ eV
1) 1.25
2) 2.85
3) 3.10
4) 3.50
19. โลหะชนิดหนึ่งมีคาพลังงานยึดเหนี่ยวเทากับ 2.0 eV ถามีแสงที่มีความยาวคลื่น 100 nm มากระทบพลังงานจลน
สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนที่ออกมาจะเปนกี่อิเล็กตรอนโวลต
1) 6.4
2) 10.4
3) 14.4
4) 18.4
20. โฟตอนตัวหนึ่งตกกระทบผิวโลหะแพลตินัมซึ่งมีคาฟงกชันของงาน 5.6 eV ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากผิวออกมา
ดวยพลังงานจลนสูงสุด 1.2 eV ถาเราใหโฟตอนตัวเดียวกันนี้ไปตกกระทบผิวเงินซึ่งมีคาฟงกชันของงาน 4.7 eV
จะตองใชความตางศักยกี่โวลตเพื่อที่จะทําใหอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวหยุด
1) 2.1 V
2) 4.4 V
3) 6.8 V
4) 11.5 V
21. กําหนดใหฟงกชันงานของแทนทาลัมและทองคําเปน 4.2 eV และ 4.8 eV ตามลําดับ อยากทราบวาตองทํา
การฉายแสงที่มีความยาวคลื่น 270 nm ลงไปบนวัตถุใดจึงจะเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก
1) ไมเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก
2) แทนทาลัม
3) ทองคํา
4) แทนทาลัมและทองคํา
22. การทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน 2.2 eV ความตางศักยหยุดยั้ง
มีคาเทาใด
1) 1.2 V
2) 2.2 V
3) 3.5 V
4) 4.2 V
23. คาพลังงานยึดเหนี่ยวของโลหะชนิดหนึ่งเทากับ 3.7 eV ความถี่ขีดเริ่มของโลหะนี้มีคาเทาใด
2) 7 × 1014 Hz
3) 3.5 × 1015 Hz
4) 5 × 1015 Hz
1) 9 × 1014 Hz
BOBBYtutor Physics Note
5.สมมติวาแผนภาพแสดงระดับพลังงานของอะตอมชนิดหนึ่งเปนดังรูป ใหหาคาความยาวคลืนของคลืนแมเหล็กไฟฟา
่
่
ที่จะทําใหอะตอมในสถานะพื้นฐานแตกตัวเปนไอออนไดพอดี
0 eV
-4 eV
-11 eV
-20 eV
1) 62 nm
2) 100 nm
3) 210 nm
4) 310 nm
6. รถยนตคันหนึ่งมีมวล 1000 kg แลนดวยความเร็ว 72 km/hr ถาคิดวารถยนตคันนี้เปนคลื่นจะมีความยาวคลื่น
เดอบรอยลเทาใด (คานิจของแพลงค = 6.6 × 10-34 J ⋅ s)
1) 0.92 × 10-38 m 2) 3.3 × 10-38 m
3) 0.33 × 1038 m
4) 1.1 × 1038 m
7. ไฮโดรเจนไอออน (H+) และฮีเลียมไอออน (He+) ถูกเรงดวยสนามไฟฟา 106 V ไฮโดรเจนไอออนจะมีความยาว
คลื่นเดอบรอยลเปนกี่เทาของฮีเลียมไอออน
1
3) 2 เทา
4) 4 เทา
1) 2 เทา
2) 2 เทา
8. จงหาความยาวคลื่นของอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่ดวยพลังงานจลน 5 eV
1) 0.55 nm
2) 0.85 nm
3) 0.95 nm
4) 1.10 nm
9. อนุภาคมวล m มีพลังงานจลนเพิ่มขึ้นเปน 4 เทาของพลังงานจลนเดิม ความยาวคลื่นเดอบรอยลของอนุภาคนี้
ในครั้งหลังจะเปนกี่เทาของความยาวคลื่นเดอบรอยลครั้งแรก
1) 0.5
2) 2
3) 4
4) 8
10. อิเล็กตรอนซึ่งมีมวลประมาณ 9 × 10-31 กิโลกรัม เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว 3 × 106 m/s วัสดุในขอใดเหมาะสม
ที่จะนําไปใชในการทดลองเพื่อศึกษาการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอน
1) ผลึกซึ่งมีระยะหางระหวางระนาบประมาณ 10-10 m
2) เกรตติงซึ่งมีระยะหางระหวางชองประมาณ 10-6 m
3) แผนโลหะบางเจาะรูใหมีชองคูหางกันประมาณ 10-3 m
4) สลิตเดี่ยวที่มีความกวางของชองประมาณ 10-2 m
11. ตามทฤษฎีอะตอมของบอรระดับพลังงานของไฮโดรเจนตํ่าสุดเทากับ -13.6 eV ถาอะตอมไฮโดรเจนถูกกระตุนไป
อยูที่ระดับพลังงานสูงขึนและกลับสูสถานะพืนทีมพลังงานตําสุด โดยการปลอยโฟตอนออกมาดวยพลังงาน 10.20 eV
้
้ ่ี
่
แสดงวาอะตอมไฮโดรเจนจะถูกกระตุนไปที่ระดับพลังงานที่ n เทากับเทาใด
1) 2
2) 4
3) 8
4) 16
12. ใหอิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปนวงกลมอยูไดรอบโปรตอน
พลังงานจลนของอิเล็กตรอนจะเปนกี่เทาของขนาดของ
พลังงานศักย
1) 0.25 เทา
2) 0.5 เทา
3) 1 เทา
4) 2 เทา
148.
BOBBYtutor Physics Note
13.ในการทดลองของฟรังค-เฮิรตซ ถาใชกาซไฮโดรเจนแทนไอปรอท และใชความตางศักยเรงอิเล็กตรอนเทากับ 10.3
โวลต กาซไฮโดรเจนจะปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาไดมากที่สุดกี่ความถี่ (กําหนดใหสถานะพื้นของอะตอมไฮโดรเจน
มีพลังงาน -13.6 eV หรือ -21.76 × 10-19 J)
1) 1
2) 2
3) 3
4) 4
14. อิเล็กตรอนตัวหนึ่งถูกเรงดวยความตางศักย 13.2 โวลต เขาชนกับอะตอมไฮโดรเจนที่อยูในสถานะพื้น การชนกัน
ครั้งนี้จะสามารถทําใหอะตอมไฮโดรเจนอยูในระดับพลังงานสูงสุดในระดับ n เทาใด (พลังงานสถานะพื้นของ
อะตอมไฮโดรเจน = -13.6 eV)
1) n = 7
2) n = 6
3) n = 5
4) n = 4
15.
I
D
B
C
V
A
จากกราฟแสดงผลการทดลองเรื่องการชนระหวางอิเล็กตรอนกับอะตอมของกาซตามรูป สรุปไดวา
ก. กระแสไฟฟาที่ไหลในหลอดกาซมีพาหนะนําไฟฟา คือ อิเล็กตรอนและไอออนของกาซ
ข. อะตอมของกาซมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสเปนวงกลม เมื่อ V เพิ่มขึ้นทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกมา
กระแสจึงเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว
ค. ความตานทานของหลอดกาซเปนลบบางชวงแสดงถึงอะตอมของกาซจะรับพลังงานจากอิเล็กตรอนเฉพาะ
บางคาเทานั้น
ง. ในชวง A-B อะตอมของกาซอยูในภาวะถูกกระตุน แตในชวง C-D อะตอมของกาซอยูในภาวะแตกตัว
เปนไอออน
ขอสรุปที่ถูกตองคือ
1) ก., ข. และ ค.
2) ก. และ ค.
3) ค. เทานั้น
4) คําตอบเปนอยางอื่น
16. ในอนุกรมบัลเมอรเสนสเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจนเสนแรกคือ 657 นาโนเมตร อยากทราบวาโฟตอนทีจะทําให
่
อิเล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนจากสถานะ n = 2 หลุดออกจากอะตอมไดพอดีมีคาความยาวคลื่นกี่นาโนเมตร
1) 250
2) 310
3) 365
4) 425
17. ในแบบจําลองอะตอมไฮโดรเจนของบอร รัศมีวงโคจรของอิเล็กตรอนในสถานะ n = 4 เปนกี่เทาของรัศมีวงโคจร
ในสถานะ n = 1
1) 2
2) 4
3) 8
4) 16
18. อะตอมไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจาก n = 2 ไป n = 1 ความยาวคลื่นของแสงที่ปลอยออกมาเปนกี่เทาของ
ในกรณีที่เปลี่ยนระดับพลังงานจาก n = 4 ถึง n = 2
1
1
2) 2 เทา
3) 2 เทา
4) 4 เทา
1) 4 เทา
149.
BOBBYtutor Physics Note
19.จงหาอัตราสวนระหวางความยาวคลื่นที่มากที่สุดตอความยาวคลื่นถัดไปของแสง ในอนุกรมบัลเมอรของอะตอม
ไฮโดรเจน
1) 27
2) 3
3) 13
4) 9
20
7
7
5
20. ตามการทดลองของฟรังคและเฮิรตซ ขอสรุปใดไมจริง
1) อิเล็กตรอนที่มีพลังงานนอยกวา 4.9 eV จะมีการชนยืดหยุนกับอะตอมของไอปรอท
2) อิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกวา 4.9 eV จะสูญเสียพลังงานสวนหนึ่งใหกับอะตอมของไอปรอท
3) อะตอมของไอปรอทมีคาพลังงานระดับพื้นเทากับ 4.9 eV
4) อะตอมของไอปรอทมีคาพลังงานเปนชั้นๆ ไมตอเนื่อง
21. ในการกระตุนใหอะตอมของไฮโดรเจนที่ระดับพลังงานตํ่าสุด (-13.6 eV) ไปอยูที่ระดับพลังงาน n = 4 สเปกตรัม
เสนที่มีความยาวสั้นที่สุดจะมีพลังงานเทาใด
1) 0.66 eV
2) 0.85 eV
3) 10.20 eV
4) 12.75 eV
22. พลังงานตํ่าสุดของอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนคือ -13.6 eV ถาอิเล็กตรอนเปลี่ยนสถานะจาก n = 3 ไปสู
สถานะ n = 2 จะใหแสงที่มีพลังงานควอนตัมเทาใด
1) 1.51 eV
2) 1.89 eV
3) 3.40 eV
4) 4.91 eV
23. อะตอมไฮโดรเจนเมือเปลียนระดับพลังงานจากสถานะ n = 3 สูสถานะพืน จะใหโฟตอนมีพลังงาน 19.34 × 10-19 จูล
่ ่
้
และเมื่อเปลี่ยนสถานะจาก n = 2 สูสถานะพื้นจะใหโฟตอนพลังงาน 16.33 × 10-19 จูล ถากระตุนใหอะตอม
ไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะ n = 2 ไปยังสถานะ n = 3 จะตองใชแสงความถี่เทาใด
2) 5.4 × 1014 Hz
3) 3.0 × 1015 Hz
4) 5.4 × 1015 Hz
1) 4.5 × 1014 Hz
เฉลย
1. 1)
11. 1)
21. 4)
2. 3)
12. 2)
22. 2)
3. 1)
13. 1)
23. 1)
4. 4)
14. 3)
5. 1)
15. 3)
6. 2)
16. 3)
7. 3)
17. 4)
8. 1)
18. 1)
9. 1)
19. 1)
10. 1)
20. 3)
150.
BOBBYtutor Physics Note
ฟสิกสนิวเคลียร
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1.นิวเคลียส (Nucleus)
นิวเคลียสประกอบดวยอนุภาคโปรตอนและนิวตรอน
โปรตอนและนิวตรอนในนิวเคลียส เรียกวา นิวคลีออน (Nucleon)
จํานวนนิวคลีออน = จํานวนโปรตอน + จํานวนนิวตรอน = mass number
สัญลักษณแทนนิวเคลียส A X X แทน นิวเคลียสใดๆ
Z
A = mass number = จํานวนนิวคลีออน
Z = Atomic number = จํานวนโปรตอน
โปรตอน มีมวล = 1.007825 U มีประจุ = +1.6 × 10-31 kg
นิวตรอน มีมวล = 1.008665 U ไมมีประจุไฟฟา
รัศมีนิวเคลียส
R = R0A1/3
R0 = รัศมีนิวเคลียสของไฮโดรเจน
A = mass number
2. พลังงานยึดเหนียวนิวเคลียส (Binding energy) "B.E." และเสถียรภาพของนิวเคลียส
่
ธาตุ A X ประกอบดวย โปรตอน Z ตัว และนิวตรอน A - Z ตัว
Z
มวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนจะมากกวามวลของ A X เกิดมวลหาย "∆M"
Z
∆M
=
[ZMp + (A - Z)Mn] - Mx
∆M จะเปลี่ยนไปเปนพลังงานยึดเหนี่ยวนิวเคลียส ยึดนิวคลีออนไดดวยกัน
มวล 1 U เปลี่ยนเปนพลังงานจะไดพลังงาน = 931 MeV
B.E. =
∆M × 931 MeV
เสถียรภาพของนิวเคลียส พิจารณาจากคา B.E./nucleon
ธาตุที่คา B.E./nucleon มาก จะมีเสถียรภาพมาก
ธาตุที่คา B.E./nucleon นอย จะมีเสถียรภาพนอย
3. กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity)
กัมมันตภาพรังสีเปนคลื่นและอนุภาคที่ปลดปลอยออกมาจากนิวเคลียส
กัมมันตภาพรังสีมี 3 ชนิด คือ
1. อนุภาคแอลฟา (α) เกิดจากการแตกสลายตัวตามธรรมชาติ
α คือ 4 He มีมวล = 4 U มีประจุ = +2e
2
เนื่องจากนิวเคลียสเปลี่ยนสภาพ
151.
BOBBYtutor Physics Note
2.อนุภาคเบตา (β) เกิดจากการปรับสภาพในนิวเคลียส
นิวตรอนเปลี่ยนสภาพไปเปนโปรตอน
0
β คือ -1e เปนอิเล็กตรอน มีมวลนอยมาก มีประจุ = -e
0
ถาโปรตอนเปลี่ยนสภาพไปเปนนิวตรอน จะได β+ ( +1e)
0
+1e เรียกวา อนุภาคโพซิตรอน (Positron)
3. รังสีแกมมา (γ) เกิดจากการลดระดับพลังงานของนิวเคลียส
γ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีพลังงานสูงที่สุด
γ ไมมีมวล ไมมีประจุไฟฟา
4. กฎการสลายตัว
1. การสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีเปนไปตามธรรมชาติไมขึ้นกับสภาพแวดลอมใดๆ
2. อัตราการสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีเปนปฏิภาคโดยตรงกับจํานวนนิวเคลียสที่มีอยู
3. ทุกนิวเคลียสมีโอกาสที่จะสลายตัวเทากัน
5. กัมมันตภาพ Activity "A" (อัตราการสลายตัว)
A = dN = -λN
dt
เมื่อ
λ
= คาคงตัวของการสลายตัว (Declay's constant)
= ความนาจะเปนที่แตละนิวเคลียสจะสลายตัว
m
N = nNA และ n = M เมื่อ m = มวลของธาตุเปนกรัม
M = มวลโมเลกุล
Activity มีหนวยเปน S-1 = Bq (Becquerel)
6. ครึ่งชีวิต (Half life) "T"
ครึ่งชีวิตเปนชวงเวลาที่ธาตุกัมมันตรังสีใชในการสลายตัวจนเหลืออยูครึ่งหนึ่งของจํานวนเดิม
N0 = จํานวนนิวเคลียสขณะเริ่มพิจารณา
N1 = จํานวนนิวเคลียสขณะ t ใดๆ
1
1
ถา t = T ⇒ Nt = N0 ⇒ เหลือ 2 ของเดิม ⇒ เหลือ 50% ⇒ สลายไป 2 ของเดิม ⇒ สลายไป 50%
2
N
1
ถา t = 2T ⇒ Nt = 20 ⇒ เหลือ 4 ของเดิม ⇒ เหลือ 25% ⇒ สลายไป 3 ของเดิม ⇒ สลายไป 75%
4
2
N
1
ถา t = 3T ⇒ Nt = 30 ⇒ เหลือ 8 ของเดิม ⇒ เหลือ 12.5% ⇒ สลายไป 7 ของเดิม ⇒ สลายไป 87.5%
8
2
1
ถา t = 4T ⇒ Nt = N40 ⇒ เหลือ 16 ของเดิม ⇒ เหลือ 6.25% ⇒ สลายไป 15 ของเดิม ⇒ สลายไป 93.75%
16
2
N
1
31
ถา t = 5T ⇒ Nt = 50 ⇒ เหลือ 32 ของเดิม ⇒ เหลือ 3.125% ⇒ สลายไป 32 ของเดิม ⇒ สลายไป 96.875%
2
152.
BOBBYtutor Physics Note
N0
2t/T
N0
มวล(M) ∞ N
จาก
Nt = t/T ⇒ Mt =
2
N0
Activity (A) ∞ N จาก
Nt = t/T ⇒ At =
2
dN = -λN สามารถหาคาจํานวนนิวเคลียสที่มีอยูขณะใดๆ ได
จาก A = dt
Nt = N0e-λt
จาก N1 = N0e-λt ถา t = T จะได
T = ln 2 = 0.693
Nt =
λ
M0
2t/T
A0
2t/T
λ
7. สภาพสมดุลของการสลายตัว
เมื่อนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีสลายตัวอยางตอเนื่อง
A
B
C
การสลายตัวจะเรียกวาอยูในสภาพสมดุล เมื่อจํานวนนิวเคลียสของ B คงตัว
Activity ของ A = Activity ของ B
N
N
λANA = λBNB ⇒ T A = T B
สภาพสมดุล
A
B
8. กราฟการสลายตัว
N
N
N
2
N
4
0
N
N
N
2
N
4
0
B
A
t
TA TB 2TA 2TB
ธาตุกัมมันตรังสี A และ B
จํานวนนิวเคลียสเริ่มตน = N
9. การทดลองชุดอุปมาอุปมัยการสลายตัวโดยใชลูกเตา
ในการทดลองใหเสมือนลูกเตาเปนนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี เมื่อทอดลูกเตา ลูกเตาใดหงายหนาแตมมี
ใหเปนนิวเคลียสที่สลายตัว
1
ถาลูกเตา 6 หนา แตมสี 1 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = 6
1
ถาลูกเตา 6 หนา แตมสี 2 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = 3
1
ถาลูกเตา n หนา แตมสี 1 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = n
T 2T
จํานวนนิวเคลียสเริ่มตน = N
t
153.
BOBBYtutor Physics Note
การหาครึ่งชีวิต
1.โดยการแทนคาในสูตร T = ln 2 = 0.693
λ
λ
2. โดยการเขียนกราฟจํานวนลูกเตากับจํานวนครั้งที่ทอดลูกเตา
จํานวนลูกเตา
N
N
2
N
4
0
T
จํานวนครังทีทอด
้ ่
2T
10. สมการนิวเคลียร
สมการนิวเคลียรเปนสมการแสดงการเปลี่ยนสภาพนิวเคลียส (แสดงการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร)
สมการเต็ม อนุภาคกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม
ธาตุกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม
สมการยอ อนุภาคกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณยอ
ธาตุกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม
เมื่อยิงอนุภาคแอลฟาชนไนโตรเจน ไนโตรเจนแตกสลายเปนออกซิเจนกับไฮโดรเจน
17O + 1H
สมการเต็ม 4He + 14 N
2
7
8
1
สมการยอ
14 N[α, p]17O
7
8
สัญลักษณอนุภาคที่ควรตองทราบ
อนุภาค
Proton
Neutron
Deuteron
Alpha
Beta
Positron
Gamma
สัญลักษณเต็ม
1H
1
1
0n
2H
1
4 He
2
0
-1 e
0
+1e
สัญลักษณยอ
p
n
d
γ
γ
α
β
β+