BOBBYtutor Physics Note

การเคลื่อนที่
การศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ นับวาเปนพื้นฐานที่สําคัญมากอันหนึ่งในทางกลศาสตรและฟสิกส ปริมาณตางๆ
ที่เกี่ยวของกับการเคลื่อนที่ ไดแก
การกระจัด (displacement) ถาใหจุดเริ่มตนของการเคลื่อนที่เปนจุดตนกําเนิดของระบบพิกัด จะกลาวไดวา
การกระจัดของการเคลื่อนที่ใด คือ เวกเตอรที่มีจุดตั้งตนตรงจุดเริ่มตนของการเคลื่อนที่นั้น และมีจุดปลายหรือหัวลูกศร
ของเวกเตอรอยูที่จุดสิ้นสุดของการเคลื่อนที่นั้น การบอกการกระจัดตองระบุทั้งขนาดและทิศทาง ในระบบ SI การกระจัด
มีหนวยเปน เมตร
ระยะทาง (distance) ในการเคลื่อนที่หนึ่งๆ ระยะทาง คือ ความยาวของเสนทางที่วัตถุเคลื่อนที่ (Path) การระบุ
ระยะทางจะกระทําโดยไมคํานึงถึงทิศทางของการเคลื่อนที่นั้น ในระบบ SI ระยะทางมีหนวยเปนเมตรเชนเดียวกับหนวย
ของการกระจัด โดยทั่วไป ระยะทางจะไมเทากับขนาดของการกระจัด อยางไรก็ดีหากวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนเสนตรง
และเคลื่อนที่ในทิศทางเดียว คือ ไมมีการเลี้ยว หรือถอยกลับมาในทิศทางเดิม ตัวเลขที่เปนระยะทางและตัวเลขที่เปน
ขนาดของการกระจัดจะมีคาเทากัน
ความเร็ว (velocity) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของการกระจัด หรือกลาวไดวาความเร็วคือการกระจัดที่เปลี่ยน
ไปในหนึ่งหนวยเวลา ความเร็วเปนปริมาณเวกเตอร การบงบอกความเร็วจึงตองระบุทั้งขนาดและทิศทาง ในระบบ SI
ความเร็วมีหนวยเปน เมตร/วินาที
อัตราเร็ว (speed) คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา อัตราเร็วเปนปริมาณที่มีเพียงขนาด ไมมี
ทิศทาง หนวยของอัตราเร็วในระบบ SI เปน เมตร/วินาที
ความเรง (acceleration) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็ว หรือคือความเร็วทีเ่ ปลียนไปในหนึงหนวยเวลา
่
่
โดยความเร็วที่เปลี่ยนไปนี้อาจจะเปนการเปลี่ยนแปลงขนาด คือ วัตถุเคลือนทีเ่ ร็วขึนหรือชาลง หรือเปนการเปลียนทิศทาง
่
้
่
การเคลื่อนที่ ทั้งๆ ที่วัตถุยังคงมีขนาดของความเร็วที่คงที่ ความเรงเปนปริมาณเวกเตอร ประกอบดวยขนาดและทิศทาง
BOBBYtutor Physics Note

จากความสัมพันธระหวางการกระจัด ความเร็ว และความเรงที่กลาวมาสามารถพิสูจนไดวา สําหรับกราฟระหวาง
ความเร็วกับเวลา จะมีความชันเปนความเรง และพื้นที่ใตกราฟเปนการกระจัด
วัตถุที่เคลื่อนที่ดวยความเรงคงที่ คือ ทั้งขนาดและทิศทางของความเรงมีคาคงที่ วัตถุจะมีการเคลื่อนที่เปนแนว
เสนตรง และความสัมพันธระหวางความเร็ว ความเรง การกระจัด และเวลา เปนไปตามสมการ
v = u + at
1
s = ut + 2 at2
v2 = u2 + 2as
โดย u เปนความเร็วตน
v เปนความเร็วปลาย
a เปนความเรงของวัตถุ
s เปนการกระจัด

แบบทดสอบ
1. รถทดลองเคลื่อนที่เปนเสนตรงไปทางทิศตะวันออกเปนระยะ L ดวยอัตราเร็ว 3 เมตร/วินาที จากนั้นเคลื่อนที่
ขึ้นไปทางทิศเหนือดวยอัตราเร็ว 2 เมตร/วินาที เปนระยะทาง 2L อัตราเร็วเฉลี่ยของรถทดลองเปนเทาใด
ึ
2. สมการของการเคลื่อนที่ตามแกน X ในหนวย SI ของอนุภาคหนึงเปน x = 3t2 ในชวงเวลาจาก 2 วินาทีถง 2 + ∆t
่
อนุภาคจะมีความเร็วเฉลี่ยเปนเทาใด
3. ชายคนหนึ่งขับรถจากสภาพหยุดนิ่ง โดยเริ่มจากจุด A ดวยความเรงคงที่เปนเสนตรง เมื่อรถผานจุด B พบวารถ
มีความเร็ว 20 เมตร/วินาที ใหหาวาขณะที่รถอยูตรงกึ่งกลางระหวางจุด A และ B รถมีความเร็วเทาใด
4. คนขับ ขับรถบรรทุกมาดวยความเร็วคาหนึ่ง เมื่อผานบาน A คนขับก็เบรกรถดวยความหนวง 2 เมตร/วินาที2
ทําใหรถเคลื่อนที่ไปถึงบาน B ซึ่งหางออกไป 20 เมตรไดในเวลา 2 วินาที ใหหาความเร็วของรถบรรทุกขณะผาน
บาน B นี้
5. รถบรรทุกเริ่มเคลื่อนที่จากสภาพหยุดนิ่งดวยความเรง 2 เมตร/วินาที2 อีก 2 วินาทีตอมารถยนตนั่งก็ออกวิ่ง ณ
ตําแหนงเดียวกับที่รถบรรทุกเริ่มเคลื่อนที่ โดยรถยนตนั่งมีความเรง 6 เมตร/วินาที2 ใหหาวาเมื่อรถทั้งสอง
มีความเร็วเทากัน รถคันใดที่อยูขางหนา และระยะระหวางรถทั้งสองเปนเทาใด
6. รถคันหนึ่งกําลังวิ่งอยูบนทางหลวง ขณะที่ผานหลักกิโลเมตรที่ 130 ความเร็วของรถมีคาเปน 10 เมตร/วินาที และ
เมื่อผานหลักกิโลเมตรที่ 131 ความเร็วมีคาเปน 12 เมตร/วินาที ใหหาวาขณะที่รถผานหลักกิโลเมตรที่ 132
ความเร็วของรถมีคาเทาใด (กําหนดใหถนนในชวงนั้นเปนเสนตรง)
7. ลูกปนเคลื่อนที่ได 36 เมตรในวินาทีที่ 2 หลังจากเริ่มจับเวลา และ 66 เมตรในวินาทีที่ 5 ใหหาระยะทางที่ลูกปน
เคลื่อนที่ไดในวินาทีที่ 10
8. เด็กคนหนึ่งโยนพวงกุญแจขึ้นไปในแนวดิ่ง เพื่อใหเพื่อนที่อยูบนระเบียงสูงขึ้นไป พบวาเพื่อนรับกุญแจไดในเวลา
2 วินาทีตอมา ถาจุดที่รับสูงกวาจุดโยน 4 เมตร พวงกุญแจจะถึงมือผูรับดวยความเร็วเทาใด
BOBBYtutor Physics Note

เฉลย
1.
3.
5.
7.

2.25 m/s
14.14 m/s
รถบรรทุกอยูขางหนา และรถหางกัน 6 เมตร
21 m/s

2.
4.
6.
8.

12 + 3∆t
8 m/s
13.7 m/s
8 m/s ทิศลง

แรง มวล และกฎการเคลื่อนที่
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เปนกฎที่วาดวยความสัมพันธระหวางแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุกับสภาพการเคลื่อนที่
ของวัตถุนั้น โดยกลาวถึงกรณีที่มีและไมมีแรงลัพธมากระทําตอวัตถุ นอกจากนี้กฎการเคลื่อนที่นี้ยังครอบคลุมถึงความ
สัมพันธระหวางที่กระทํากันระหวางวัตถุคูหนึ่งๆ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันประกอบดวยกฎตางๆ 3 ขอ ดังนี้
กฎขอที่ 1 วัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ของตัวเองอยูเสมอ นอกจากจะมีแรงลัพธภายนอกที่ไมเทากับศูนยมา
บังคับใหวัตถุนั้นเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ไป บางครั้งเรียกกฎขอ 1 นี้วา กฎแหงความเฉื่อย (Law of Inertia)
กฎขอที่ 2 แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมวล m แลวทําใหวัตถุมีความเรง a มีคาเทากับผลคูณระหวางมวลและ
ความเรงนั้น หรือเขียนเปนสมการไดวา
F = ma
มีขอนาสังเกตวาสมการนีเ้ ปนสมการเวกเตอร ซึ่งสมการบงบอกวาทิศของแรงลัพธเปนทิศเดียวกับทิศของความเรง

กฎขอที่ 3 ทุกๆ แรงกิริยา (Action) จะมีแรงปฏิกิริยา (Reaction) ที่มีขนาดเทากันแตทิศตรงขามเสมอ
การทําความเขาใจในกฎขอที่ 3 นี้มีขอควรตระหนักวา แรงปฏิกิริยาของแรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทําตอวัตถุที่สอง
ตองเปนแรงที่วัตถุที่สองกระทําตอวัตถุที่หนึ่งเทานั้น เปนแรงที่วัตถุอื่นกระทําตอวัตถุที่หนึ่งไมได

กฎแรงดึงดูดระหวางมวล (Law of Gravity)
กฎแรงดึงดูดระหวางมวล หรือที่เรียกวา กฎแหงความโนมถวง (Law of Gravitaty) เปนกฎที่แสดงถึงแรงดึงดูด
ระหวางมวลสาร กฎแรงดึงดูดระหวางมวลกลาววา
วัตถุทั้งหลายในเอกภพออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกันในลักษณะที่ ถาวัตถุ A หางจากวัตถุ B เปนระยะ r วัตถุ A
จะสงแรง FA ซึ่งเปนแรงดึงดูดไปกระทําตอวัตถุ B ขณะเดียวกัน วัตถุ B จะสงแรง FB ซึ่งเปนแรงดึงดูดไปกระทําตอ
วัตถุ A เชนกัน โดย FA และ FB มีขนาดเทากันแตทิศตรงขาม ถาให F เปนขนาดของแรง FA และ FB แลว จะได
Gm1m2
F =
r2
เรียก G วา คานิจแหงความโนมถวงสากล มีคาเทากับ 6.67 × 10-11 นิวตัน ⋅ เมตร2/กิโลกรัม2
BOBBYtutor Physics Note

สมดุล (Equilibrium)
เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเปนศูนย วัตถุจะอยูในสภาพสมดุล คือเปนไปตามกฎการเคลือนทีขอที่ 1 ของนิวตัน
่ ่
เรียกสภาพสมดุลที่เกิดจากแรงลัพธเปนศูนยนี้วา สมดุลตอการเปลี่ยนตําแหนง
สภาพสมดุลแบบที่ 2 เรียกวา สมดุลตอการหมุน เกิดจากการที่ ทอรก (Torque) หรือโมเมนตลัพธที่กระทําตอ
วัตถุเปนศูนย และสมดุลตอการหมุน
วัตถุที่อยูในสภาพสมดุลตอการเปลี่ยนตําแหนงพรอมๆ กับสภาพสมดุลตอการหมุน คือ วัตถุทอยูในสภาพสมดุล
ี่ 
อยางสมบูรณ

จุดศูนยกลางมวลและจุดศูนยถวง
จุดศูนยกลางมวล (Center of gravity) คือ จุดในวัตถุที่เหมือนกับแรงความโนมถวงของโลกมากระทําตรงจุดนี้
มักจะใช "cg" เปนสัญลักษณของจุดศูนยถวง
การทรงตัวของวัตถุ หากแนวนํ้าหนักตกลงอยูระหวางฐานของวัตถุ วัตถุนั้นจะยังคงตั้งอยูไดไมมีการลม แตหาก
แนวนํ้าหนักตกอยูนอกฐานของวัตถุแลว วัตถุนั้นจะลมลงทันที
วัตถุที่มีการทรงตัวดีจะมีตําแหนงของจุดศูนยถวงตํ่า นอกจากนี้ความกวางของฐานของวัตถุก็มีผลตอการทรงตัว
เชนกัน โดยวัตถุที่มีฐานที่กวางกวาจะทรงตัวไดดีกวาวัตถุที่มีฐานแคบๆ

แบบทดสอบ
1. กรอบรูปมวล m ถูกแขวนไวดวยเชือก 2 เสน โดยเชือกแตละเสนยาว L และทํามุม
กรอบรูปนี้ถูกดึงใหเคลื่อนที่ขึ้นดวยความเรง g ใหหาความตึงในเชือกแตละเสน
2

θ

กับกรอบดังรูป ถา

g
2
L

L

θ

θ

m

1) 43mgθ
sin

2) 23mgθ
sin

3) 4 mg θ
sin

mg
4) 2 sin θ
BOBBYtutor Physics Note

2. วัตถุ 2 กอน มวล m และ M (M มากกวา m) ผูกติดกันดวยเชือกเบาและคลองผานรอกลื่นที่ยอดของพื้นเอียง
ทรงสามเหลี่ยมหนาจั่ว ดังรูป หากคาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหวางพื้นเอียงกับมวลทั้งสองเทากับ m ใหหา m
ที่ทําใหกอนมวลมีการเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่
T

m

M
θ

θ





M

1)  M - m  tan θ 2)  M m m  tan θ 3)  M M m  tan θ 4) tan θ
 + m
 + 
 + 
3. แรงคงที่ขนาดหนึ่ง ผลักวัตถุมวล 80 กิโลกรัม บนพื้นราบที่ไมมีความฝด สามารถเปลี่ยนความเร็วจาก 3
เมตร/วินาที เปน 4 เมตร/วินาที ในทิศเดิม และในเวลา 1 วินาที จงหาวาหากใชแรงขนาดเดียวกันนี้ผลักวัตถุมวล
50 กิโลกรัม บนพื้นเดียวกัน จะทําใหความเร็วเพิ่มขึ้นเทาใด ในเวลา 1 วินาทีเทากัน
1) 1.0 เมตร/วินาที
2) 1.2 เมตร/วินาที
3) 1.4 เมตร/วินาที
4) 1.6 เมตร/วินาที
4. กลองสองใบมีมวล m1 และ m2 ตามลําดับ วางซอนกันบนพื้นราบที่ไมมีแรงเสียดทาน มีแรง F กระทําตอกลอง
m1 ทําใหกลองทั้งสองเคลื่อนที่ไปทางขวาดวยความเรง a ถา f เปนแรงเสียดทานสูงสุดที่มีไดระหวางผิวสัมผัสของ
กลองทั้งสอง แรง F จะมีคามากที่สุดเทาใด มวล m2 จึงจะไมไถลไปบน m1

F

a
m2 f
m1

m
m
m1
m +m
2) m1 +2m 2 f
4) 1m 2 2 f
1) m2 f
3) m 2 f
1
5. คันโยก กขคง ซึ่งมีความยาวของแกน กข ขค และ คง เทากันและหักเปนมุมฉากดังรูป ถาออกแรง F กระทํา
ตั้งฉากกับแขน กข ที่จุด ก โดยให ข เปนจุดหมุน แรงที่นอยที่สุดที่กระทําตอปลาย ง โดยไมทาใหคนโยกหมุนรอบ
ํ ั
จุด ข จะมีขนาดเทาใด
ก

ข

ค

3) F
4) F
2
3
6. เมื่อแรงสองแรงทํามุมกันคาตางๆ ผลรวมของแรงมีคาตํ่าสุด 2 นิวตัน และมีคาสูงสุด 14 นิวตัน ถาใหแรงทั้งสอง
กระทําตอวัตถุมวล 2 กิโลกรัม ตรงจุดเดียวกัน แตในแนวที่ตั้งฉากกัน และไมมีแรงอื่นมากระทําตอวัตถุอีกเลย
วัตถุจะมีความเรงเทาใด
1) 12 N
2) 10 N
3) 5 N
4) 8 N
1) F

2) F
2

ง
BOBBYtutor Physics Note

7. เชือกแขวนไวกับเพดาน มีเด็กมวล 20 กิโลกรัม โหนเชือกอยูสูงจากพื้น 10 เมตร ไดรูดตัวลงมากับเชือกดวย
ความเรงคงที่ถึงพื้นใชเวลา 2 วินาที ความตึงของเชือกเปนเทาใด (ไมคิดมวลของเชือก)
1) 100 N
2) 150 N
3) 200 N
4) 250 N
8. วัตถุมวล m วางบนโตะลื่น ผูกเชือกเบากับวัตถุมวล m แลวคลองผานรอกคลอง แลวนําวัตถุมวล M มาผูกติด
กับปลายเชือกเบานี้ ถาปลอยใหมวล m และ M เคลื่อนที่ จงหาวาวัตถุมวล M จะตองมีคาเปนกี่เทาของวัตถุ
มวล m วัตถุมวล M จึงจะเคลื่อนที่ดวยความเรง 9 เมตร/วินาที2
m
M

1) 3 เทา
2) 8 เทา
3) 9 เทา
4) 10 เทา
9. ลิ่มอันหนึ่งเคลื่อนที่ดวยความเรง 2 เมตรตอ(วินาที)2 บนลิ่มมีมวล 5 กิโลกรัม ผูกดวยเชือกเบาดังรูป แรงตึงใน
เสนเชือกมีคากี่นิวตัน เมื่อถือวาทุกผิวสัมผัสเปนผิวเกลี้ยง
a = 2 m/s 2

5 kg
37 o

1) 11
2) 34
3) 38
4) 110
10. นักบินอวกาศจะมีนํ้าหนักกี่เทาของนํ้าหนักที่ชั่งบนโลก ถาอยูบนดาวเคราะหที่มีรัศมีครึ่งหนึ่งของโลก และมีมวล
1
เปน 8 ของมวลโลก
1) 0.25
2) 0.50
3) 0.75
4) 1.25
1
11. ดาวเคราะหดวงหนึ่งมีมวลเปน 9 เทาของมวลของโลก แตมีความหนาแนนเปน 3 ของความหนาแนนของโลก
คาสนามความโนมถวงที่ผิวดาวเคราะหมีคาเปนกี่เทาของ g ของโลก
1
1
1) 9
2) 3
3) 1
4) 3
12. จากรูป โตะไมมีความเสียดทานและผิวสัมผัสระหวางมวลทั้งสอง มีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตและจลนเปน
0.4 และ 0.3 ตามลําดับ มวล m ตองเปนกี่กิโลกรัม จึงจะทําใหระบบเริ่มเคลื่อนที่
2 kg
3 kg
m

1) 0.4

2) 0.8

3) 1.2

4) 1.6
BOBBYtutor Physics Note

13. คานสมํ่าเสมอมวล 20 กิโลกรัม ยาว 5 เมตร ปลายขางหนึ่งติดอยูกับกําแพงดวยบานพับ ปลายอีกขางหนึ่งมีมวล
8 กิโลกรัม แขวนอยู และมีเชือกดึงปลายคานใหติดกับกําแพง ดังรูป แรงที่บานพับกระทําตอปลายคานดานลางใน
ทิศที่ขนานกับกําแพงเปนกี่นิวตัน

37 o
37 o
8 กก.

1) 130
2) 150
3) 190
4) 280
14. ABCD เปนวัตถุแบน หนัก 400 นิวตัน วางตัวในระนาบ xy ขณะมีแรง T1 และ T2 มากระทําดังรูป แรงลัพธที่
กระทําตอวัตถุมีทิศทางตามขอใด
T2 = 500 N
T1 = 400 N

B

y

37 o

x
A

53

o

C

D 400 N

1) ทํามุม 37° กับแกน +x
2) ทํามุม 37° กับแกน -x
3) ทิศตามแกน -y
4) ทิศตามแกน -x
15. ในรูปพื้นเอียงมี µs และ µk เปน 0.3 และ 0.2 ตามลําดับ วัตถุมีมวล 3 กิโลกรัม แรง F ขนาด 30 นิวตัน มีทิศ
ขนานกับพื้นราบ ถาวัตถุไมมีการเคลื่อนที่ แรงเสียดทานจะมีขนาดและทิศอยางไร
F
37 o

1) 6 นิวตัน ทิศลงมาตามพื้นเอียง
3) 12.6 นิวตัน ทิศลงมาตามพื้นเอียง

2) 6 นิวตัน ทิศขึ้นไปตามพื้นเอียง
4) 12.6 นิวตัน ทิศขึ้นไปตามพื้นเอียง
BOBBYtutor Physics Note

16. บานพับ A และ B ยึดประตูหนัก 400 นิวตัน บานพับ A รับนํ้าหนักประตู 3 ของนํ้าหนักทั้งหมด ใหหาขนาด
4
ของแรงที่บานพับ B กระทําตอประตู ถาความกวางของประตูเปน 1 เมตร และบานพับทั้ง 2 หางกัน 2 เมตร
A

B

1) 112 นิวตัน
2) 141 นิวตัน
3) 162 นิวตัน
4) 181 นิวตัน
17. กลองไมสูง 2 เมตร กวาง 1 เมตร วางบนพื้นเอียงที่ปรับมุมได ถาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวาง
กลองไมกับพื้นเอียงเปน 0.4 มุมของพื้นเอียงที่ทําใหกลองเริ่มเคลื่อนที่ลงมาเปนเทาใด
1) tan-1 0.2
2) tan-1 0.4
3) tan-1 0.5
4) tan-1 0.6

เฉลย
1. 1)
11. 1)

2. 1)
12. 4)

3. 4)
13. 3)

4. 4)
14. 4)

5. 3)
15. 1)

6. 2)
16. 2)

7. 1)
17. 2)

8. 3)

9. 3)

10. 2)
BOBBYtutor Physics Note

งานและพลังงาน
งานและพลังงาน (Work and Energy)
F
θ

S

ถามีแรง F กระทําตอวัตถุ และวัตถุเคลื่อนที่โดยมีการกระจัดเปน S ในทิศที่ทํามุม θ กับ F จะไดงานที่แรง F
ที่กระทําตอวัตถุเปน W โดย
W = FS cos θ
เห็นไดวา ถา θ เปนมุมแหลม งานจะเปนบวก แตถา θ มีคามากกวา 90 องศา งานจะเปนลบ หากมุม θ มีคา
เทากับ 90 องศา หรือแรงที่กระทํามีทิศตั้งฉากกับการกระจัดของวัตถุ จะไดงานมีคาเปนศูนย
งานเปนปริมาณสเกลาร แตอาจจะมีคาเปนบวกหรือลบก็ได นอกจากนีงานยังมีคาเปนศูนยไดอีกดวย หนวยของงาน

้

ในระบบ SI คือ นิวตัน ⋅ เมตร หรือ จูล (Joule)
กราฟระหวางแรงและการกระจัด
จากนิยามของงานทําใหไดงานเนืองจากแรง F เทากับพื้นที่ใตเสนกราฟระหวางแรงนันกับการกระจัด ลักษณะเชนนี้
่
้
ทําใหเราสามารถคํานวณหางานจากแรงที่มีขนาดไมคงที่ได
แรง
F2
F1

S1 S2

การกระจัด

รูปกราฟของงานจากแรงที่ไมคงที่เทากับพื้นที่ใตกราฟระหวางแรงกับการกระจัด

พลังงานจลน (Kinetic Energy)
วัตถุที่มีการเคลื่อนที่เปนวัตถุที่มีพลังงาน เรียกพลังงานเนื่องจากการเคลื่อนที่ของวัตถุวา พลังงานจลน โดยมีการ
กําหนดวา วัตถุมวล m ที่มีอัตราเร็ว v มีพลังงานจลนเปน
1
KE = 2 mv2
พลังงานจลนเปนปริมาณสเกลาร มีคาเปนศูนยไดแตไมมีคาเปนลบ หนวยของพลังงานจลนในระบบ SI คือ จูล
BOBBYtutor Physics Note

หากมีแรง F กระทําตอวัตถุ จนขนาดของความเร็วของวัตถุเปลี่ยนไป ทําใหพลังงานจลนของวัตถุเปลี่ยนไปจาก
เดิม พบวางานที่แรงนั้นกระทําตอวัตถุมีคาเทากับพลังงานจลนของวัตถุที่เปลี่ยนไป
หรือ
W = KE2 – KE1
เรียกคํากลาวนี้วา หลักของงาน-พลังงานจลน (Work-Kinetic Energy Theorem)

แรงอนุรักษ (Conservative Force)
งานที่แรงอนุรักษกระทําตอวัตถุจนทําใหวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนวงปดมีคาเปนศูนย
งานที่แรงอนุรักษกระทําตอวัตถุใหเคลื่อนที่ระหวาง 2 จุดใด ไมขึ้นกับเสนทางที่วัตถุเดิน แตขึ้นกับตําแหนงของ
จุดทั้งสองนั้น

พลังงานศักย (Potential Energy)
พลังงานศักยของวัตถุ ณ จุดใด คือ งานที่นอยที่สุดที่ใชในการเคลื่อนที่วัตถุจากจุดหรือระดับอางอิงมายังจุดนั้น
หรือพลังงานศักยของวัตถุ ณ จุดใด คือ งานอันเนื่องจากแรงอนุรักษที่ใชในการเคลื่อนที่วัตถุจากจุดหรือระดับอางอิง
มายังจุดนั้น

แรงสปริง
เมื่อสปริงยืดหรือหด จนความยาวของสปริงเปลี่ยนไป x จากความยาวปกติ สปริงจะออกแรงดึงกลับตอปลาย
ของมันเพื่อทําใหตัวสปริงกลับมามีความยาวเปนปกติ
ถา F เปนขนาดของแรงดึงกลับ และ x เปนความยาวที่เปลี่ยนไปของสปริง จะได
F = kx
เรียก k วา คาคงตัวของสปริง (Spring constant) มีหนวยเปน นิวตัน/เมตร ในระบบ SI

แรงและงานที่ใชในการยืด (หรือหด) สปริง
หากตองการยืด (หรือหด) สปริงใหมีความยาวเปลี่ยนไป x จะตองออกแรงที่มีขนาดเทากับแรงดึงกลับเฉลี่ย
นับตั้งแตสปริงยังไมยืด (หรือหด) จนสปริงยืด (หรือหด) เปนระยะ x
1
แรงที่ใชยืด (หรือหด) สปริง
F = 0 +2kx = 2 kx
1
และงานที่ใชในการยืด (หรือหด) สปริง
W = 2 kx2

พลังงานศักยของสปริง
1
PE = 2 kx2

ความถาวรของพลังงานกล (Conservation of Mechanical Energy)
ผลบวกของพลังงานศักยและพลังงานจลนของวัตถุ คือ พลังงานทั้งหมดของวัตถุ ณ จุดนั้น
กฎอนุรักษพลังงาน : หากวัตถุเคลื่อนที่ภายใตแรงอนุรักษ พลังงานทั้งหมดของวัตถุจะมีคาคงที่
BOBBYtutor Physics Note

กําลัง (Power)
กําลัง คือ อัตราการทํางานใน 1 หนวยเวลา กําลังเฉลี่ยเทากับงานทั้งหมดที่ทํา (W) หารดวยเวลาทั้งหมดที่ใชใน
การทํางานนั้น (∆t) ถาให P เปนกําลัง จะได
W
P = ∆t
จากนิยามของงาน
W = FS cos θ
หากแรงที่กระทําตอวัตถุเปนแรงที่คงที่
จะได
P = Fv cos θ
นั่นคือ สามารถเขียนกําลังไดในเทอมของการคูณเชิงสเกลารระหวางแรงและความเร็วของวัตถุ
กําลังเปนสเกลาร หนวยของกําลังในระบบ SI คือ จูล/วินาที หรือ วัตต (Watt) นอกจากหนวยดังกลาว กําลังยัง
มีหนวยเปน กําลังมา (Horsepower) โดย กําลัง 1 กําลังมาเทากับ 746 วัตต

แบบทดสอบ
1. ตองการเรงเครื่องใหรถมวล 1500 กิโลกรัม มีความเร็วเปลี่ยนจาก 10 เมตร/วินาที เปน 30 เมตร/วินาที ภายใน
เวลา 15 วินาที จะตองใชกําลังเฉลี่ยอยางนอยเทาใด
1) 15 kW
2) 120 kW
3) 135 kW
4) 150 kw
2. ดึงกลองมวล 40 กิโลกรัม ดวยแรงคงที่ 130 นิวตัน ในแนวระดับ ใหเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปบนพืนทีมสมประสิทธิ์
้ ่ีั
แรงเสียดทาน 0.3 เปนระยะ 5 เมตร พลังงานจลนของกลองจะเปลี่ยนไปเทาใด
1) 50 จูล
2) 100 จูล
3) 150 จูล
4) 300 จูล
3. วัตถุหนึ่งไถลลงตามพื้นเอียงที่ไมมีความฝด เมื่อถึงปลายลางของพื้นเอียง วัตถุนี้จะมีอัตราเร็วปลายเทากับ v
ถาตองการใหอัตราเร็วปลายเพิ่มเปน 2v จะตองยกปลายพื้นเอียงใหสูงขึ้นเปนกี่เทาของความสูงเดิม
1) 2
2) 2
3) 2 2
4) 4
4. อัดสปริงซึ่งวางอยูในแนวราบบนพื้นราบลื่นดวยมวล 0.25 กิโลกรัม ทําใหสปริงถูกกดเขาไป 10 เซนติเมตร ดังรูป
หลังจากนั้นปลอยใหสปริงดีดมวลออกไปความเร็วสูงสุดที่มวลนี้จะมีไดคือเทาใด ถาสปริงมีคาคงตัว 100 นิวตัน/
เมตร
0.25 kg

10 cm

1) 1.0 m/s

2) 1.4 m/s

3) 2.0 m/s

4) 2.4 m/s
BOBBYtutor Physics Note

5. สปริงเบายาว 40 เซนติเมตร มีคาคงตัวสปริง 100 นิวตันตอเมตร หอยลงมาจากเพดาน ถาแขวนมวล 500 กรัม
ที่อีกปลายหนึ่งของสปริงแลวปลอย ใหหาความยาวของสปริงในขณะที่สปริงยืดออกมากที่สุด
1) 5 cm
2) 10 cm
3) 15 cm
4) 20 cm
6. มวล 2 กิโลกรัม เคลื่อนที่จากหยุดนิ่งลงตามพื้นเอียงที่ทํามุม 30 องศากับพื้นราบเปนระยะ d แลวชนกับสปริง
ที่อยูบนพื้นเอียง ทําใหสปริงยุบลงไปเปนระยะ 0.2 เมตร แลวหยุด หากสปริงมีคาคงตัว 400 นิวตัน/เมตร ใหหา
ระยะ d ในหนวยเซนติเมตร
1) 15 cm
2) 30 cm
3) 45 cm
4) 60 cm
7. ผูกวัตถุมวล 6 กิโลกรัมไวที่ปลายสปริงที่มีคาคงตัว 1200 นิวตันตอเมตร วางอยูบนพื้นราบ ถาคาสัมประสิทธิ์
ความเสียดทานจลนระหวางวัตถุกับพื้นเทากับ 0.3 แลว ใหคํานวณหางานจากแรงดึงวัตถุออกไปจากตําแหนงสมดุล
เปนระยะ 16 เซนติเมตร
1) 15.4 จูล
2) 16.8 จูล
3) 18.2 จูล
4) 19.7 จูล
8. ขณะที่วัตถุกําลังเคลื่อนที่และมีพลังงานจลน 6 จูล ไดมีแรงตานการเคลื่อนที่ขนาด 10 นิวตัน มากระทําตอวัตถุ
ทําใหวัตถุมีความเร็วลดลงและหยุดในที่สุด ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไดหลังจากที่แรงกระทําจนหยุดเปนเทาใด
1) 0.3 เมตร
2) 0.6 เมตร
3) 1.67 เมตร
4) 4 เมตร
9. ยิงอนุภาคมวล 9 × 10-31 กิโลกรัม เขาชนเปาโลหะในอัตรา 1018 ตัว/วินาที ขณะกระทบเปาอนุภาคแตละตัวมี
อัตราเร็ว 2 × 106 เมตร/วินาที ถาเปามีมวล 0.9 กิโลกรัม และมีความจุความรอนจําเพาะ 60 จูล/กิโลกรัม ⋅ เคลวิน
นานเทาใด เปาจึงจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 50°C
1) 15 นาที
2) 20 นาที
3) 25 นาที
4) 30 นาที
10. โรงไฟฟาพลังนํ้าใชพลังงานจากนํ้าตกสูง 50 เมตร กวาง 800 เมตร และลึก 1 เมตร ถาอัตราเร็วของนํ้าที่ไหลเปน
10 เมตร/วินาที และพลังงานจากนํ้าตกเปลี่ยนเปนไฟฟาไดเพียงรอยละ 20 ใหหากําลังไฟฟาที่ผลิตได
(กําหนดความหนาแนนของนํ้าเปน 1000 กิโลกรัม/ลูกบาศกเมตร)
1) 2 × 108 วัตต
2) 4 × 108 วัตต
3) 6 × 108 วัตต
4) 8 × 108 วัตต
11. ติดสปริงอันหนึ่งไวกับเพดาน เมื่อนํามวล 4 กิโลกรัม มาแขวนที่ปลายลางของสปริง แลวปลอยใหวัตถุเคลื่อนที่
ลงมาตามแรงความโนมถวง พบวาเมื่อสปริงเคลื่อนที่ลงจากจุดสมดุลเปนระยะ 0.2 เมตร มวลจะมีความเร็ว
0.5 เมตร/วินาที ใหหาคาคงตัวของสปริง
1) 15 นิวตัน/เมตร
2) 37.5 นิวตัน/เมตร 3) 150 นิวตัน/เมตร
4) 375 นิวตัน/เมตร

เฉลย
1. 4)
11. 4)

2. 2)

3. 2)

4. 4)

5. 2)

6. 2)

7. 3)

8. 2)

9. 3)

10. 4)
BOBBYtutor Physics Note

การชนและโมเมนตัม
v
m

v
เมื่อวัตถุมวล m มีความเร็ว v จะมีโมเมนตัมเปน P
v
v
P = mv
โดย
v
เห็นไดวาโมเมนตัมเปนปริมาณเวกเตอร มีทิศเดียวกับความเร็ว v แตมีขนาดเปน m เทา
v
หนวยของโมเมนตัมในระบบ SI เปน กิโลกรัม ⋅ เมตร/วินาที
จากนิยามของโมเมนตัม สามารถแสดงใหเห็นไดวา แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเทากับอัตราการเปลี่ยนแปลงของ
โมเมนตัม หรือ
v v
v
mv2 - mv1
F =
∆t
สมการขางบนเปนอีกรูปแบบหนึ่งของกฎการเคลื่อนที่ขอที่ 2 ของโมเมนตัม

การดลและแรงดล
จากสมการของแรง เมื่อคูณตลอดดวยชวงเวลา ∆t ก็จะทําใหเขียนสมการนี้ใหมไดวา
F ⋅ ∆t = mv2 - mv1
เรียกปริมาณ F ⋅ ∆t ทางซายวา การดล (Impulse)
แรง

เวลา

จากสมการเห็นไดวา การดลมีคาเทากับโมเมนตัมของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้การดลยังเทากับ พื้นที่ใต
กราฟระหวางแรงและเวลาที่แรงกระทําตอวัตถุ อีกดวย

กฎการอนุรักษโมเมนตัม
"ถาไมมีแรงภายนอกมากระทํา โมเมนตัมทั้งหมดของระบบจะมีขนาดและทิศทางที่คงที่"
หากวัตถุมวล m1 และ m2 มีความเร็ว v1 และ v2 ชนกัน แลวความเร็วเปลี่ยนเปน V1 และ V2 ตามลําดับ
จะเขียนสมการของกฎการอนุรักษโมเมนตัมไดวา
...(1)
m1v1 + m2v2 = m1V1 + m2V2
สมการ (1) เปนสมการเวกเตอร ในการแกสมการจึงตองคํานึงถึงทั้งขนาดและทิศทางของโมเมนตัมทั้งหลาย
ในสมการ ไมใชพิจารณาเฉพาะขนาดเทานั้น
BOBBYtutor Physics Note

การชนกัน (Collision)
การชนที่สําคัญมี 2 แบบ คือ การชนแบบยืดหยุน และแบบไมยืดหยุน
การชนแบบยืดหยุน มีลักษณะการชนดังนี้
1. โมเมนตัมกอนชนเทากับโมเมนตัมหลังชน
2. พลังงานจลนกอนชนเทากับพลังงานจลนหลังชน
การชนแบบยืดหยุนแบบตรง (Head on elastic collision)
กอนชน
m1 u 1

m2 u2

หลังชน
m1

m2

ถาวัตถุมวล m1 วิ่งดวยความเร็ว u1 เขาชนวัตถุมวล m2 ซึ่งเคลื่อนที่ไปทางเดียวกัน ดวยความเร็ว u2 ทําให
ความเร็วของ m1 และ m2 กลายเปน v1 และ v2 ตามลําดับ และการชนเปนแบบยืดหยุนจะได
m1(u1 - v1) = m2(v2 - u2)
และ
u1 + v1 = u2 + v2
การชนแบบยืดหยุนแบบเฉียด
หากวัตถุมวล m เคลื่อนที่ชนวัตถุมวลเทากันซึ่งหยุดนิ่งแบบยืดหยุน หลังการชนวัตถุทั้งสองจะแยกออกจากกัน
โดยแนวการเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งสองทํามุมกัน 90 องศา
การชนแบบไมยืดหยุน มีลักษณะการชนดังนี้
1. โมเมนตัมกอนชนเทากับโมเมนตัมหลังชน
2. พลังงานจลนกอนชนไมเทากับพลังงานจลนหลังชน
หากหลังการชนวัตถุติดกันไป จะจัดเปนการชนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ

การระเบิดหรือรีคอยล (Recoil)
เปนปรากฏการณที่เดิมมีวัตถุ 2 อัน หรือมากกวาอยูนิ่ง ทําใหโมเมนตัมของระบบเปนศูนย ตอมาเมื่อมีแรง
กระทํากันระหวางวัตถุเหลานั้น ทําใหวัตถุทั้งหลายมีการเคลื่อนที่ในทิศตางกัน โดยโมเมนตัมของวัตถุกอนการระเบิด
มีคาเทากับผลบวกแบบเวกเตอรของวัตถุยอยทั้งหลายที่แตกออกจากกัน
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
1. เมือปลอยลูกบอลมวล 200 กรัม ทีความสูง 125 เซนติเมตร ลงบนพืนราบ ปรากฏวาหลังจากลูกบอลกระทบพืนเปน
่
่
้
้
เวลา 0.06 วินาที ลูกบอลก็กระดอนกลับขึนตามแนวดิง วัดระยะสูงไดเทากับ 80 เซนติเมตร จงหาแรงเฉลียทีพนกระทํา
้
่
่ ่ ื้
ตอลูกบอล
1) 50 N
2) 42 N
3) 30 N
4) 22 N
2. ใชคอนมวล 400 กรัม ตอกตะปู ในขณะที่คอนเริ่มกระทบหัวตะปู คอนมีความเร็วขนาด 10 เมตร/วินาที หลังจาก
กระทบหัวตะปูแลว คอนสะทอนกลับดวยความเร็วเทาเดิม ถาชวงเวลาที่คอนกระทบตะปูเปน 0.5 มิลลิวินาที
ใหหาแรงเฉลี่ยที่คอนกระทําตอตะปู
1) 1.6 × 104 นิวตัน 2) 3.2 × 104 นิวตัน 3) 6.4 × 104 นิวตัน 4) 8.0 × 104 นิวตัน
3. ถาจะใหกลองมวล 2 กิโลกรัม เคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ไปบนพื้นราบ ตองออกแรงในแนวราบขนาด 0.7 นิวตัน
ตอกลอง ถาจะยิงกลองไมนี้ดวยกระสุนมวล 100 กรัม เพื่อใหกลองเคลื่อนที่ได 1.5 เมตร กอนหยุด อัตราเร็วของ
กระสุนกอนชนตองเปนเทาใด ใหกระสุนฝงตัวอยูในเนื้อไม
1) 9 เมตร/วินาที
2) 21 เมตร/วินาที
3) 33 เมตร/วินาที
4) 47 เมตร/วินาที
4.
u
m

M

มวล m วิ่งเขาชนมวล M ที่ติดสปริงเบา มีคาคงตัวของสปริง k ดวยความเร็ว u ดังรูป พลังงานจลนของระบบ
เปนเทาใด เมื่อ m และ M ใกลกันที่สุด
1
1 m
1
1


1) 2 mu2
2) 2  M  mu2
3) 2  m M M  mu2 4) 2  m m M  mu2
 
 + 
 + 
5. ปลอยมวล M1 ซึ่งผูกติดกับเชือก จากตําแหนงหยุดนิงในแนวระดับ ใหชนมวล M2 ที่วางไวทขอบโตะ อยางยืดหยุน
่
ี่
ถา M1 เทากับ M2 ใหหาระยะทาง x ในหนวยเมตร
M1 1 m

1m

M2

1m
x

1) 1 เมตร

2) 2 เมตร

3) 3 เมตร

4) 4 เมตร
BOBBYtutor Physics Note

6. มวล m และ 2m แขวนกับเชือกเบาที่ยาวเทากันดังรูป ถาจับมวล m ใหสูงกวา 2m เปนระยะ h แลวปลอยให
ตกลงมากระทบกับมวล 2m หลังจากกระทบกันแลวมวล m หยุดนิ่ง ใหคํานวณวามวล 2m จะแกวงขึ้นไปได
สูงสุดจากตําแหนงเดิมเทาใด และการชนเปนแบบยืดหยุนหรือไม

m
h
2m

h เปนการชนแบบยืดหยุน
2) h เปนการชนแบบไมยืดหยุน
2
2
h เปนการชนแบบยืดหยุน
h เปนการชนแบบไมยืดหยุน
4) 4
4
มวล 8 kg เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกดวยความเร็ว 20 m/s ไปชนกับมวล 2 kg ที่เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก
ดวยความเร็ว 10 m/s แลวมวลแรกยังคงเคลื่อนไปทางทิศตะวันออกดวยความเร็ว 10 m/s พลังงานจลนรวม
เปลี่ยนไปกี่จูล
1) 100 จูล
2) 200 จูล
3) 300 จูล
4) 400 จูล
วัตถุ A วิ่งดวยความเร็ว 1 เมตร/วินาที ชนวัตถุ B มวลเทากันซึ่งอยูนิ่งแบบยืดหยุน หลังการชนวัตถุ B วิ่งไปใน
ทิศ 30 องศากับแนวเดิมของ A ถามวาความเร็วของวัตถุ A หลังการชนเปนเทาใด และอยูในทิศทํามุมเทาใดกับ
แนวเดิม
1) 0.86 m/s และ 30° 2) 0.86 m/s และ 60° 3) 0.50 m/s และ 30° 4) 0.50 m/s และ 60°
วัตถุมวล m ตกลงมาในแนวดิ่ง ขณะที่อยูหางจากพื้น 1000 เมตร วัตถุมีความเร็ว 20 เมตร/วินาที และได
เกิดระเบิดแตกออกเปน 2 กอน แตละกอนมีมวลเทาๆ กัน และยังคงเคลื่อนที่อยูในแนวดิ่งทั้งคู ทันทีหลัง
การระเบิดมวลกอนหนึงเคลือนทีลงดวยความเร็ว 60 เมตร/วินาที ใหหาวาที่เวลา 2 วินาทีหลังการระเบิด มวลทั้งสอง
่ ่ ่
จะอยูหางกันเปนระยะทางเทาใด
1) 80 เมตร
2) 100 เมตร
3) 160 เมตร
4) 200 เมตร
รถทดลองมวล 1 kg เคลื่อนที่ดวยความเร็ว 2 m/s เขาชนรถทดลองอีกคันหนึ่ง ซึ่งมีมวลเทากันและอยูนิ่ง
หลังการชนรถทั้งสองเคลื่อนที่ตัดกันไป ใหหาพลังงานความรอนที่เกิดขึ้นจากการชนกัน
1) 0.25 จูล
2) 0.5 จูล
3) 0.75 จูล
4) 1.0 จูล
1)
3)

7.

8.

9.

10.

เฉลย
1. 3)

2. 1)

3. 2)

4. 4)

5. 2)

6. 4)

7. 4)

8. 4)

9. 3)

10. 4)
BOBBYtutor Physics Note

การเคลื่อนที่เปนวงกลม
เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุในลักษณะที่ทิศทางของแรงตั้งฉากกับวัตถุตลอดเวลา จะมีผลทําใหวัตถุเคลื่อนที่เปน
วงกลม การที่มีแรงกระทําตลอดเวลาทําใหวัตถุที่มีการเคลื่อนที่เปนวงกลมอยูในสภาพที่ไมสมดุล คือมีความเรงตลอด
เวลา ความเร็วในขณะใดๆ ของวัตถุอยูในแนวของเสนสัมผัสของวัตถุ ณ จุดนั้น สวนความเรงของวัตถุที่เคลื่อนที่เปน
วงกลมดวยขนาดของความเร็วคงที่จะมีทิศชี้เขาหาจุดศูนยกลางเสมอ เรียกความเรงนี้วา ความเรงสูศูนยกลาง
2
ขนาดของความเรงสูศูนยกลาง
a = vr
การที่มีความเรงสูศูนยกลาง แสดงวาแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีทิศเขาสูจุดศูนยกลาง ซึ่งเปนทิศที่ตั้งฉากกับ
ความเร็ว ซึ่งอยูในแนวเสนสัมผัส เรียกแรงนี้วา แรงสูศูนยกลาง จากกฎขอที่ 2 ของนิวตัน ไดสมการแรงสูศนยกลางเปน
ู
2
F = mv
r
ความเร็วเชิงมุม คือ มุมที่เสนรัศมีกวาดไปไดใน 1 หนวยเวลา มีหนวยเปน เรเดียนตอวินาที และมักจะใช
สัญลักษณ ω ความสัมพันธระหวางความเร็วเชิงเสนและความเร็วเชิงมุมเปน
ω = v
r
จากความสัมพันธนี้ทําใหเขียนสมการของความเรงสูศูนยกลางและแรงสูศูนยกลาง ในเทอมของความเร็วเชิงมุม
ไดวา
a = ω2R
และ
F = mω2R

การเลี้ยวของรถจักรยาน
เมื่อรถจักรยานเลี้ยวโคง ผูขับขี่ตองเอียงรถเปนมุม θ กับแนวดิ่งเพื่อมิใหโมเมนตเนื่องจากแรงปฏิกิริยาจากพื้น
มากระทําแกตัวรถ ซึ่งจะทําใหรถลม คาของมุม θ หาไดจากสมการ
2
tan θ = v
rg

การยกระดับถนนที่เปนทางโคง
ถนนที่เปนทางโคงมีการยกระดับถนนใหเอียงทํามุมกับพื้นราบ เพื่อใหรถที่มีความเร็วเหมาะสมสามารถเลี้ยวผาน
ไปไดโดยไมไถลออกนอกโคง แมถนนนั้นจะไมมีแรงเสียดทานก็ตาม
ถา r เปนรัศมีความโคงของถนน และ v เปนอัตราเร็วสูงสุดของรถที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามทางโคงไดโดยไม
2
tan θ = v
ลื่นไถล จะไดมุมเอียงของถนนเปน θ โดย
rg
สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตของถนนโคง
กรณีมิไดยกพื้นถนน แรงเสียดทานระหวางพื้นถนนกับลอจะทําใหรถไมไถลออกนอกโคง ถา µ เปนสัมประสิทธิ์
2
ความเสียดทานสถิตระหวางลอรถกับถนน จะได
µ = v
rg
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
.
1. ในการทดลองการเคลื่อนที่เปนวงกลมในระนาบระดับ ขณะที่กําลังแกวงใหจุกยางหมุนอยูนั้น เชือกที่ผูกกับจุกยาง
ขาดออกจากกัน ขณะที่เชือกขาด ภาพการเคลื่อนที่ที่สังเกตจากดานบนจะเปนตามรูปใด ถา a เปนตําแหนงของ
จุกยางขณะที่เชือกขาด
1)

2)
a

a

3)

4)
a

a

2. ในการทดลอง การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลม โดยแกวงจุกยางในลักษณะดังรูป ถานํามาเขียนกราฟระหวาง
ขนาดของแรงดึงในเชือก (F) กับกําลังสองของความถี่ของการแกวง (f2) เมื่อรัศมีคงตัว R1 คาหนึ่ง และ R2 อีก
คาหนึ่ง โดย R2 > R1 จะไดกราฟดังรูปใด

f2

f2

R1
R2

1)

R1

2)

F

O

R2

F

O

f2

f2
R1 R2

R2 R1

3)

4)
O

F

O

F
BOBBYtutor Physics Note

3. เครื่องบินบินวนเปนวงกลมไดครบรอบใน 2.2 นาที ถาอัตราเร็วของเครื่องบินเปน 180 เมตร/วินาที ความเรงสู
ศูนยกลางของเครื่องบินเปนเทาใด
1) 2.4 เมตร/วินาที2
2) 4.8 เมตร/วินาที2
3) 8.6 เมตร/วินาที2
4) 10 เมตร/วินาที2
4. แรงที่รถกระทําตอพื้นถนนในขณะที่รถเคลื่อนที่ผานยอดเขาที่มีรัศมีความโคง 35 เมตร จะมีคาเปนเทาใด ถารถ
มีมวล 700 กิโลกรัม และวิ่งดวยอัตราเร็ว 10 เมตร/วินาที
1) 3500 นิวตัน
2) 5000 นิวตัน
3) 7000 นิวตัน
4) 9000 นิวตัน
5. มวลกอนหนึ่งเคลื่อนที่เปนวงกลมรัศมี 1 หนวยในแนวราบ ขอสรุปตอไปนี้ ขอใดไมจริง
1) ขนาดของความเร็วเฉลี่ยของวัตถุมีคาคงที่
2) ขนาดของความเร็วที่เวลาใดๆ ของวัตถุมีคาคงที่
3) ความเร็วเชิงมุมที่เวลาใดๆ ของวัตถุจะตองคงที่ 4) ความเรงที่เวลาใดๆ ของวัตถุจะตองคงที่
6. ขณะแกวงจุกยางใหเคลื่อนที่เปนวงกลมดวยอัตราเร็ว 5 เรเดียน/วินาที ความยาวของเชือกจากปลายบนของทอพีวีซี
1
่
ี ี ึ้
ถึงจุกยางเปน 0.1 เมตร ถาลดความยาวเหลือ 4 ของความยาวเดิมโดยเลือนทอพีวซขน อัตราเร็วเชิงมุมของจุกยาง
จะเปนเทาใด

1) 10 เรเดียน/วินาที 2) 15 เรเดียน/วินาที 3) 20 เรเดียน/วินาที 4) 25 เรเดียน/วินาที
7. ดาวเทียมดวงหนึ่งโคจรรอบโลกดวยรัศมีวงโคจร R จะมีอัตราเร็ว v ถาดาวเทียมดวงนี้โคจรรอบดาวเคราะหที่มี
มวลเปน 3 เทาของโลก ที่รัศมีวงโคจร R เทากัน ดาวเทียมจะมีอัตราเร็วเทาใด
3) 3v
4) 9v
1) 3 v
2) v
3
8. รถเลี้ยวโคงบนทางราบดวยรัศมี 100 เมตร มีอัตราเร็วคงที่ 16 เมตร/วินาที ใหหาคาสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน
ระหวางลอกับถนนที่นอยที่สุดที่ทําใหรถไมไถลออกนอกเสนทาง
1) 0.016
2) 0.064
3) 0.256
4) 0.640

เฉลย
1. 1)

2. 1)

3. 3)

4. 2)

5. 4)

6. 1)

7. 1)

8. 3)
BOBBYtutor Physics Note

การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล
การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล เปนการเคลื่อนที่ที่ประกอบดวยการเคลื่อนที่ 2 แนวที่ตั้งฉากซึ่งกันและกัน ทําให
แบงการคํานวณการเคลื่อนที่ออกเปน 2 สวน โดยความเชื่อมโยงการเคลื่อนที่ทั้ง 2 แนว คือ การเคลื่อนที่ทั้งสองนั้นมี
เวลาเทากัน ตัวอยางของการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตลที่เห็นไดชัด คือการเคลื่อนที่ภายใตแรงความโนมถวงทีความเร็วตน
่
ไมไดอยูในแนวดิ่ง
การคํานวณเกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตลแบงออกเปน 2 สวน ไดแก การคํานวณในแนวราบ และการ
คํานวณในแนวดิ่ง
สําหรับสวนของการเคลื่อนที่ในแนวราบมักจะไมมีแรงมากระทําตอวัตถุ สมการของการเคลื่อนที่จึงเปน
ระยะทางในแนวราบ = อัตราเร็วในแนวราบ × เวลา
แตถามีแรงกระทําในแนวราบ ก็หาอัตราเรงในแนวราบไดจากกฎขอที่ 2 ของนิวตัน หรือ F = ma
เมื่อไดความเรงในแนวราบแลว ก็คํานวณหาปริมาณอื่นๆ ไดจากสมการ
v = u + at
v2 = u2 + 2as
1
s = ut + 2 at2
การคํานวณในแนวดิ่ง จะมีลักษณะเดียวกับการคํานวณการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งอยางเสรี คือความเรงของวัตถุมี
คาเปน g ทิศลง และมีการกําหนดเครื่องหมายของปริมาณเวกเตอรทุกชนิด
สิ่งที่เชื่อมโยงการคํานวณในแนวราบและแนวดิ่งก็คือเวลา กลาวคือเวลาที่เกี่ยวของกับการคํานวณในแนวราบ
และในแนวดิ่งเปนเวลาเดียวกัน มีคาเทากัน

แบบทดสอบ
1. ยิงลูกหินขึ้นไปจากพื้นราบดวยความเร็วตน 40 เมตร/วินาที ในแนวทํามุม 30° กับแนวดิ่ง ใหหาวาลูกหินจะตก
ถึงพื้นที่ระยะหางจากจุดเริ่มตนเทาใด
2) 140 3 m
3) 100 3 m
4) 80 3 m
1) 160 3 m
2. ยิงกระสุนออกไปในแนวราบจากหนาผาสูงดวยความเร็ว 40 เมตร/วินาที พบวากระสุนปนตกถึงพื้นราบหางจาก
แนวยิงเปนระยะ 80 เมตร หากไมคํานึงถึงแรงตานอากาศ ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง
ก. กระสุนใชเวลาในอากาศ 2 วินาที
ข. หนาผาสูง 40 เมตร
ค. ความเร็วในแนวดิ่งของกระสุนขณะตกถึงพื้นเปน 20 เมตร/วินาที
1) ก. และ ข.
2) ก. และ ค.
3) ข. และ ค.
4) ก. เทานั้น
BOBBYtutor Physics Note

3. ลูกปงปองกระเด็นทํามุมเงย 30° กับแนวระดับจากขอบโตะซึ่งสูง 1 เมตร ดวยอัตราเร็ว 4 เมตรตอวินาที ใหหา
ขนาดของความเร็วของลูกปงปองขณะอยูสูงจากพื้น 0.55 เมตร
1) 4.4 เมตร/วินาที
2) 5 เมตร/วินาที
3) 5.6 เมตร/วินาที
4) 6 เมตร/วินาที
4. ปลอยกอนหินหนัก 10 กิโลกรัม ลงมาจากหนาผาสูง 20 เมตร ขณะนั้นมีลมพัดในแนวราบ ทําใหกอนหิน
มีความเรงในแนวราบ 5 เมตร/วินาที2 แนวการเคลื่อนที่ของกอนหินจะเปนอยางไร
1) เคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวทํามุม tan-1 0.5 กับแนวระดับ
2) เคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวทํามุม tan-1 0.5 กับแนวดิ่ง
3) เคลื่อนที่เปนแบบพาราโบลา
4) เคลื่อนที่เปนเสนตรงระยะหนึ่ง แลวเปลี่ยนเปนแบบพาราโบลา
5. ยิงวัตถุขึ้นไปในอากาศในแนวทํามุม 45° กับแนวราบ ที่จุดสูงสุดวัตถุมีความเร็ว 10 เมตร/วินาที ในหาระยะทาง
สูงสุดที่วัตถุเคลื่อนที่ขึ้นไปได และวัตถุตกหางจากจุดยิงเทาใด
1) 5 เมตร และ 20 เมตร
2) 5 เมตร และ 25 เมตร
3) 10 เมตร และ 20 เมตร
4) 10 เมตร และ 25 เมตร
6. จากอุปกรณในการทดลองเรื่องการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล ทําใหหาเสนทางการเคลื่อนที่ของลูกปนในอากาศหลัง
จากหลุดจากปลายรางได และไดกราฟระหวางการกระจัดจากปลายรางในแนวดิง (y) กับแนวราบยกกําลังสอง (x2)
่
ดังรูป ความเร็วของลูกปนขณะหลุดจากปลายรางเปนเทาใด
y (m)
1.25

25

x 2 (m2)

1) 5 m/s
2) 10 m/s
3) 15 m/s
4) 20 m/s
7. ยิงกระสุนมวล 0.2 กิโลกรัม ออกไปดวยความเร็ว 100 เมตร/วินาที ในแนวทํามุม 53° กับแนวระดับ เมื่อ
สิ้นวินาทีที่ 8 หลังการยิง กระสุนมีพลังงานกี่จูล
1) 120
2) 240
3) 320
4) 360
8. ชายคนหนึ่งยืนบนพื้นสนามราบ เขาขวางลูกบอลขึ้นไปในอากาศ ลูกบอลลอยอยูในอากาศนาน 4 วินาที โดยไมคิด
แรงตานของอากาศ ถาลูกบอลไปไดไกลในแนวระดับ 60 เมตร ความเร็วที่ใชขวางลูกบอลมีคาเทาใด
1) 15 เมตร/วินาที
2) 20 เมตร/วินาที
3) 25 เมตร/วินาที
4) 30 เมตร/วินาที
9. โยนวัตถุจากรถบรรทุกในแนวดิงดวยอัตราเร็ว 10 เมตร/วินาที โดยขณะโยนรถกําลังผานบานสีเขียวพอดี คนในบาน
่
เห็นวัตถุเคลื่อนที่ออกจากรถในแนวทํามุม 45° กับแนวระดับ เมื่อรถเคลื่อนที่ผานบานสีเหลือง วัตถุก็กลับตกลง
มายังรถอีกครั้งหนึ่ง ใหหาระยะระหวางบานทั้ง 2 หลัง
1) 10 เมตร
2) 20 เมตร
3) 30 เมตร
4) 40 เมตร
BOBBYtutor Physics Note

10. เครื่องบินบินในแนวราบดวยความเร็ว 72 เมตร/วินาที ที่ความสูง 125 เมตร ขางลางมีรถบรรทุกวิ่งดวยความเร็ว
คงที่ไปทางเดียวกับเครื่องบิน นักบินตองการทิ้งสัมภาระลงที่รถบรรทุก ถาระยะในแนวราบขณะปลอยสัมภาระ
ระหวางเครื่องบินและรถเปน 160 เมตร ใหหาความเร็วของรถบรรทุก
1) 10 เมตร/วินาที
2) 20 เมตร/วินาที
3) 30 เมตร/วินาที
4) 40 เมตร/วินาที
11. ถาตองการยิงกระสุนปนใหญใหขามเนินสูง 500 เมตร และตกสูเปาหมายหลังเนินเขา หางจากจุดยิงเปนระยะ
500 เมตร โดยเนินเขาอยูตรงกึงกลางระหวางปนใหญกบเปาหมายพอดี จะตองทําใหปนใหญทํามุมเทาใดกับพื้นดิน
 ่
ั
 1
2) tan-1 1
3) tan-1 4
4) ขอมูลไมเพียงพอ
1) tan-1  4 
 
12. ในการยิงขีปนาวุธจากพื้นดิน โดยทํามุม θ กับแนวระดับ ถา t เปนเวลาทั้งหมดในการเคลื่อนที่ และ x เปนระยะ
กระจัดในแนวระดับ ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
2) t ∝ (cos θ)-1
3) x ∝ sin θ
4) x ∝ sin 2θ
1) t ∝ (sin θ)1/2
13. ปดลูกบอลจากจุดบนสุดของขั้นบันได ทําใหความเร็วตนของลูกบอลอยูในแนวระดับ และมีขนาด 2.5 เมตร/วินาที
ถาบันไดแตละขั้นสูง 15 เซนติเมตร และกวาง 20 เซนติเมตร ใหหาวาลูกบอลจะตกลงมาตามบันไดไดกี่ขั้น
1) 4 ขั้น
2) 5 ขั้น
3) 6 ขั้น
4) 7 ขั้น

เฉลย
1. 4)
11. 3)

2. 2)
12. 4)

3. 2)
13. 2)

4. 2)

5. 2)

6. 2)

7. 4)

8. 3)

9. 2)

10. 4)

การเคลื่อนที่แบบหมุน
การเคลื่อนที่แบบหมุน (Rotation) คือ การที่วัตถุของแข็งหมุนรอบตัวเองรอบจุดใดจุดหนึ่งในตัวมัน หรือแกน
ใดแกนหนึ่งที่ผานตัวมัน ปริมาณที่เกี่ยวของกับการหมุน ไดแก
การกระจัดเชิงมุม (Angular displacement) คือ มุมที่เสนรัศมีกวาดไปได มีหนวยเปนเรเดียน
ความเร็วเชิงมุม (Angular velocity) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของการกระจัด หรือการกระจัดที่เปลี่ยนไปใน
หนึ่งหนวยเวลา ใชสัญลักษณ ω มีหนวยเปนเรเดียน/วินาที
ความเรงเชิงมุม (Angular accerelation) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วเชิงมุม มีหนวยเรเดียน/วินาที2
ใชสัญลักษณ α ความสัมพันธระหวางความเรงและความเร็วเชิงมุมเปนดังสมการ
α = ∆ω
∆t
การหมุนที่มีความเรงเชิงมุมคงที่มีความสัมพันธระหวางการกระจัดเชิงมุม ความเร็วเชิงมุมและความเรงเชิงมุม
คลายกับระหวางการกระจัด ความเร็ว ความเรง ของการเปลี่ยนตําแหนงที่มีความเรงคงที่
BOBBYtutor Physics Note

ถาให ω0 และ ω เปนความเร็วเชิงมุมในตอนแรก และเมื่อเวลาผานไป t ตามลําดับ
θ เปนการกระจัดเชิงมุมเมื่อเวลาผานไป t นับจากเริ่มหมุน
α เปนความเรงเชิงมุม
ω
θ

=
=

ω2

=

ω0 + αt

เทียบไดกับ
เทียบไดกับ
เทียบไดกับ

1
ω0t + 2 αt2
2
ω0 + 2αθ

v = u + at
1
s = ut + 2 at2
v2 = u2 + 2as

นอกจากนี้ ความสัมพันธระหวางอัตราเร็วเชิงมุมกับอัตราเร็วเชิงเสน และระหวางความเรงเชิงมุมกับความเรงเชิงเสน
ของวัตถุที่มีรัศมีของการหมุนเปน r เปนดังนี้
ω

= v
r

และ

α

= a
r

ทอรกกับการเคลื่อนที่แบบหมุน
กรณีของการหมุน วัตถุมีสมบัติที่จะรักษาสภาพการหมุน โดยวัตถุที่รักษาสภาพการหมุนจะอยูในสภาพที่ไมหมุน
หรือหมุนดวยอัตราเร็วเชิงมุมคงที่ เรียกสมบัติที่ทําใหวัตถุรักษาสภาพการหมุนวา โมเมนตความเฉื่อย (Moment of
inertia) และสิ่งที่ทําใหสภาพการหมุนของวัตถุเปลี่ยนไปก็คือ ทอรก (Torque)
ทอรก หรือโมเมนต คือสิ่งที่ทําใหสภาพการหมุนของวัตถุเปลี่ยนไป เชนเดียวกับแรงที่ทําใหสภาพการเคลื่อนที่
ของวัตถุเปลี่ยนไป โดยกําหนดวา ทอรกหรือโมเมนตของการหมุนใด มีคาเทากับผลคูณของขนาดของแรงกับระยะทาง
ตั้งฉากจากจุดหมุนถึงแนวแรงนั้น
ทอรกเปนปริมาณเวกเตอร ประกอบดวยขนาดและทิศทาง โดยทิศทางของทอรกคือทิศของการหมุนที่เกิดขึ้น
ไดแก ทิศตามเข็มนาฬิกา หรือทิศทวนเข็มนาฬิกา
ในเรื่องของการหมุนมักใช τ เปนสัญลักษณของทอรก หนวยของทอรก คือ นิวตัน-เมตร

โมเมนตความเฉื่อย
โมเมนตความเฉื่อยของวัตถุแตละอันมิไดมีคาขึ้นกับมวลเทานั้น แตยังขึ้นกับการกระจายของมวลและตําแหนง
ของแกนหมุนในวัตถุอีกดวย พิจารณาวัตถุเกร็งที่กําลังหมุนรอบแกนๆ หนึ่ง สามารถพิจารณาไดวาวัตถุเกร็งนี้ประกอบ
ดวยอนุภาคที่มีมวลนอยๆ อยูมากมาย ถาให mi และ ri เปนมวลของอนุภาคตัวที่ i และเปนระยะระหวางอนุภาคตัวที่ i
กับจุดหมุนตามลําดับ จะไดโมเมนตความเฉื่อยของอนุภาคตัวที่ i เปน mi ri2
สําหรับคาโมเมนตความเฉื่อยทั้งหมดของวัตถุทั้งกอน จะมีคาเทากับผลบวกของโมเมนตความเฉื่อยของอนุภาค
ทั้งหมด นั่นคือถาให I เปนโมเมนตความเฉื่อยของวัตถุเกร็งจะได
I = m1r12 + m2 r22 + ... + mi ri2 + ...
หรือ
I = ∑ m i ri2
i

โมเมนตความเฉื่อยมีหนวยในระบบ SI เปน กิโลกรัม-เมตร2
BOBBYtutor Physics Note

กฎการเคลื่อนที่แบบหมุน
จากการศึกษาธรรมชาติของการเคลื่อนที่แบบหมุนของวัตถุ ทําใหเขียนกฎการเคลือนทีแบบหมุนไดเปน 3 ประการ
่ ่
เชนกัน ดังนี้
1. ถาไมมีทอรกลัพธมากระทํา วัตถุจะรักษาสภาพการหมุนไวเสมอ
2. ถามีทอรกลัพธที่ไมเทากับศูนยมากระทํา วัตถุจะหมุนดวยความเรงเชิงมุมตามสมการ
τ = Iα
3. ทุกๆ ทอรกกิริยาจะมีทอรกปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากันแตทิศตรงขามเสมอ

โมเมนตัมเชิงมุม (Angular Momentum)
การเคลื่อนที่แบบหมุนมีการกําหนดปริมาณที่เรียกวา โมเมนตัมเชิงมุมขึ้น โดยโมเมนตัมเชิงมุมมีหลักความถาวร
ในลักษณะเดียวกับโมเมนตัมเชิงเสน โดยโมเมนตัมเชิงมุมของวัตถุที่มีโมเมนตความเฉื่อย I และหมุนดวยความเร็ว
เชิงมุม ω มีคาเปน L โดย
L = Iω
หลักความถาวรของโมเมนตัมเชิงมุมกลาววา หากไมมีทอรกภายนอกมากระทํา โมเมนตัมเชิงมุมของวัตถุจะมีคา
คงที่ หนวยของโมเมนตัมเชิงมุมในระบบ SI คือ กิโลกรัม ⋅ เมตร2/วินาที

พลังงานจลนเนื่องจากการหมุน (Rotational Kinetic Energy)
วัตถุที่กําลังหมุนจะมีพลังงานจลนเนื่องจากการหมุน เขียนไดเปน KEr โดย
1
KEr = 2 Iω2
ที่ผานมาเห็นไดวาปริมาณตางๆ ทีเ่ กียวของกับการเคลือนทีเ่ ชิงเสน และการเคลือนทีแบบหมุนมีความสอดคลองกัน
่
่
่ ่
ซึ่งอาจจะสรุปไดอีกครั้งดังนี้
อัตราเร็วเชิงเสน v
เทียบไดกับ
อัตราเร็วเชิงมุม ω
ความเรงเชิงเสน a
เทียบไดกับ
ความเรงเชิงมุม α
ระยะทางเชิงเสน s
เทียบไดกับ
ระยะทางเชิงมุม θ
แรง F
เทียบไดกับ
ทอรก τ
โมเมนตัมเชิงเสน P
เทียบไดกับ
โมเมนตัมเชิงมุม L
มวล m
เทียบไดกับ
โมเมนตความเฉื่อย I
ดังนั้นเมื่อการเคลื่อนที่เชิงเสนมีสมการของแรง F = ma
τ = Iα
การเคลื่อนที่แบบหมุนก็มีสมการของทอรก
การเคลื่อนที่เชิงเสนมีสมการของโมเมนตัม
P = mv
การเคลื่อนที่เชิงมุมก็มีสมการของโมเมนตัมเชิงมุม L = Iω
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
1. วงลอกลมรัศมี 2 เมตร มีแรง 4 นิวตัน มากระทําในแนวเสนสัมผัส ทําใหวงลอหมุนรอบจุดศูนยกลางดวย
ความเรงเชิงมุม 0.5 เรเดียน/วินาที2 ใหหาโมเมนตความเฉื่อยของวงลอ
2) 8 kg-m2
3) 16 kg-m2
4) 20 kg-m2
1) 4 kg-m2
2.

350 g

แขวนมวล 350 g จากรอกรัศมี 14 cm เมื่อปลอยมวลจากสภาพหยุดนิ่ง พบวาวัตถุจะตกลงไดระยะทาง 2.2 m
ในเวลา 5.5 s ใหหาโมเมนตความเฉื่อยของรอก
1) 0.464 กิโลกรัม-เมตร2
2) 0.518 กิโลกรัม-เมตร2
3) 0.610 กิโลกรัม-เมตร2
4) 0.679 กิโลกรัม-เมตร2
3. ลูกบอลมวล 1.2 กิโลกรัม ติดอยูที่ปลายขางหนึ่งของแทงไมยาว 0.8 เมตร ปลายอีกขางหนึ่งของแทงไมตรึงติด
กับที่ และทําใหแทงไมหมุนไดคลองเปนรูปวงกลมในแนวดิ่ง ในขณะที่แทงไมอยูในแนวราบ ทอรกเนื่องจากแรง
ความโนมถวงที่กระทําตอแทงไมเปนเทาใด
1) 0 N-m
2) 0.96 N-m
3) 9.6 N-m
4) 96 N-m
4.
0.25
0.3 k

0.75
A

0.1 k

B

วัตถุมวล 0.3 และ 0.1 กิโลกรัม ติดอยูกับปลายทั้งสองของโลหะเบายาว 1.00 เมตร ใหหาพลังงานจลนของ
การหมุน ถาแทงโลหะหมุนรอบแกน AB ในอัตรา 10 เรเดียน/วินาที
1) 3.75 จูล
2) 5.63 จูล
3) 7.50 จูล
4) 15.0 จูล
5. เด็กยืนบนแปนซึ่งหมุนรอบแกนดิง เด็กและแปนมีโมเมนตความเฉือย 8.0 kg-m2 มือแตละขางถือมวลอันละ 2 kg
่
่
เมื่อเหยียดแขนมวลหางจากแกนหมุน 1.0 m และแปนมีอัตราเร็ว 5 รอบ/วินาที เมื่อหดแขนตุมนํ้าหนักหางจาก
แกนหมุน 20 cm ใหหาวาแปนจะหมุนดวยอัตราเร็วกี่รอบ/วินาที
1) 6
2) 6.2
3) 6.6
4) 7.3
BOBBYtutor Physics Note

6.

4
5m
2

จากรูป รอกรัศมี 0.2 เมตร มีโมเมนตความเฉื่อย 0.4 kg-m2 ถาเชือกไมเกิดการไถลบนรอกแลว มวล 4 kg
จะเคลื่อนที่ลงมากระทบพื้นดวยความเร็วเทาใด
4) 10 m/s
1) 2.5 m/s
2) 5 m/s
3) 5 2 m/s
2
7. วัตถุรูปทรงกระบอก รัศมี 0.1 m มวล 10 kg กลิ้งจากยอดของพื้นเอียง ซึ่งสูงจากพื้น 1.2 m เมื่อถึงพื้นลางวัตถุ
มีพลังงานจลนเนื่องจากการเคลื่อนที่ 40 J ใหหาโมเมนตของความเฉื่อยของวัตถุนี้
2) 0.2 kg-m2
3) 0.5 kg-m2
4) 1.0 kg-m2
1) 0.1 kg-m2

เฉลย
1. 3)

2. 1)

3. 3)

4. 1)

5. 4)

6. 2)

7. 3)
BOBBYtutor Physics Note

การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารโมนิกและคลื่น
การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารโมนิก (SHM) คือ การเคลื่อนที่แบบสั่นที่มีแอมพลิจูดคงที่ การเคลื่อนที่แบบนี้จะมี
ความเรง (a) แปรผันตรงกับระยะกระจัด (x) แตมีทิศทางตรงขาม คือ
π
a = -ω2x ; โดย ω = 2T = 2πf
และมีความเร็วที่ตําแหนง x คือ
v =

ω

A 2 - x2 ;

เมื่อ A คือ แอมพลิจูดการสั่น

ดังนั้น การเคลื่อนที่แบบ SHM จึงมีความเรงมากสุดที่ระยะกระจัดสูงสุด (x = A) แตจะมีความเร็วสูงสุดที่จุดสมดุล
(x = 0) คือ ความเรงจะมีเฟสนําหนาความเร็วอยู 90° ขณะที่ความเร็วก็จะมีเฟสนําหนาระยะกระจัดอยู 90°
การเคลื่อนที่แบบ SHM จะตองมีแรงลัพธที่ไมเปนศูนยมากระทําตอวัตถุ ในแนวเขาสูจุดสมดุลของการสั่นและ
เปนไปตามสมการ
ΣF

พลังงานขณะวัตถุสั่นแบบ SHM ;

= ma

= -mω2x

1
E = 2 mω2A2
BOBBYtutor Physics Note

กรณีมวลติดสปริง จะไดคาบการสั่น

k
m
T = 2π m
k
กรณีลูกตุมนาฬิกาที่แกวงเปนมุมแคบๆ จะไดคาบการสั่น
θ l

m
l
T = 2π g

การเคลื่อนที่แบบคลื่น
เมื่ออนุภาคของตัวกลางสั่นครบ 1 รอบ ซึ่งจะใชเวลาเปน 1 คาบ (T) เราอาจเรียกวา ทําใหอนุภาคเปลี่ยนเฟสไป
360° พอดี คลื่นที่เกิดขึ้นจะแผออกไปเปนระยะ 1 ลูกคลื่น คือ เทากับ 1 ความยาวคลื่น (λ) ดังนั้น ความเร็วของคลื่น
ซึ่งเทากับระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ใน 1 หนวยเวลา จึงเขียนไดเปน
.

1
v = s = λ = λf ; โดยความถี่ f = T
T
t

สมบัติของคลื่น
ก. การสะทอน ; มุมสะทอน = มุมตกกระทบ เสมอ
- เกิดเมื่อคลื่นเดินทางสุดตัวกลาง หรือกระทบสิ่งกีดขวางที่มีขนาดใหญกวาความยาวคลื่น
- อนุภาคที่จุดสะทอนสามารถเคลื่อนที่ไดอยางอิสระ คลื่นสะทอนจะมีเฟสคงเดิม (ไมเปลี่ยนเฟส) ⇒
เกิดเปนจุดปฏิบัพของคลื่นนิ่ง
- อนุภาคที่จุดสะทอนถูกตรึงไมสามารถเคลื่อนที่ได คลื่นสะทอนจะเปลี่ยนเฟสไป 180° ⇒ เกิดเปน
จุดบัพของคลื่นนิ่ง
BOBBYtutor Physics Note

ข. การหักเห เกิดเมื่อคลื่นเดินทางเปลี่ยนตัวกลาง
1. สิ่งที่ไมเปลี่ยน คือ ความถี่ f
2. สิ่งที่เปลี่ยนแน คือ ความเร็ว v และความยาวคลื่น λ
ผลการหักเห
ไมเปลียนทิศเมือคลืนตกกระทบตังฉากกับรอยตอ
่
่ ่
้
3. สิงทีอาจเปลียน คือ ทิศทาง
่ ่
่
เปลียนทิศทางเมือคลืนตกกระทบเฉียงกับรอยตอ
่
่ ่
กฎการหักเห (กฎของสเนลล)

sin θ1
sin θ2

v1
= v2 =

λ1
λ2

; โดยความถี่ f จะคงที่

ในกรณีทคลืนเดินทางจากตัวกลางความเร็วนอยไปสูตวกลางความเร็วมาก จะทําใหมมหักเหมากกวามุมตกกระทบ
ี่ ่
ั
ุ
และถามุมตกกระทบมากพอก็จะทําใหมุมหักเหเปน 90° ได (คลืนหักเหขนานไปกับผิวตัวกลาง) เราเรียกมุมตกกระทบนี้วา
่
มุมวิกฤติ และถามุมตกกระทบมากกวามุมวิกฤติ ก็จะไมมีคลื่นหักเหเขาสูตัวกลางที่ 2 ไดเลย เรียกปรากฏการณนี้วา
เกิดการสะทอนกลับหมด
ค. การแทรกสอด เมือคลืนตอเนือง 2 ขบวนทีมความถีเ่ ทากัน เฟสเริมตนตรงกัน มาพบกันจะเกิดการแทรกสอด
่ ่
่
่ี
่
กันขึ้น โดยจุดที่คลื่นมาแทรกสอดกันจะเปนแบบเสริม (เรียกวา จุดปฏิบัพ, Antinode) เมื่อผลตางของระยะทางจาก
แหลงกําเนิดทั้งสองมายังจุดนั้น มีคาเปนจํานวนเต็มของคาความยาวคลื่น หรือเขียนเปน
| S1P - S2P |

= nλ ; โดย n = 0, 1, 2, 3, ...

และจุดที่คลื่นมาแทรกสอดกันจะเปนแบบหักลาง (เรียกวา จุดบัพ, Node) เมื่อผลตางของระยะทางจากแหลงกําเนิด
ทั้งสองมายังจุดนั้นมีคาเปนจํานวนเต็ม ลบดวยครึ่งหนึ่งของคาความยาวคลื่น หรือเขียนเปน
| S1P - S2P |

1

=  n - 2  λ ; โดย n = 1, 2, 3, ...



จํานวนเต็ม n จะเปนเลขบอกลําดับการแทรกสอด ซึ่งจะมีลําดับเรียงจากแนวกึ่งกลางระหวางแหลงกําเนิดทั้งสอง ดังรูป
S1
S1

S1 P

N2 A1
N1

P

A0
N1

S2 P
S2

N2 A1
S2
BOBBYtutor Physics Note

หมายเหตุ ในกรณีเฟสเริ่มตนของแหลงกําเนิดมีคาตางกัน 180° ความสัมพันธของการแทรกสอดจะสลับกัน คือ
จะเสริมเมื่อ

1
| S1P - S2P | =  n - 2  λ และจะหักลาง เมื่อ | S1P - S2P | = nλ


และถาคลืน 2 ขบวนนันเคลือนทีสวนกันตรงๆ จะเกิดคลื่นนิ่งขึ้น ซึ่งจะไดวาตําแหนง Node ถึงตําแหนง Node ที่ถัดกัน
่
้ ่ ่
จะหางกันเทากับครึ่งหนึ่งของคาความยาวคลื่น
ในกรณีที่จุด P อยูไกลๆ การหาผลตางระยะทางอาจประมาณไดจากสูตร | S1P - S2P | = d sin θ โดย d คือ
ระยะหางระหวางแหลงกําเนิด และมุม θ คือ มุมที่จุด P เบนไปจากแนวเสนกึ่งกลางระหวางแหลงกําเนิดทั้งสอง ทําให
ความสัมพันธเปนดังนี้
สําหรับจุดเสริม (ปฏิบัพ) ; d sin θ = nλ
1

สําหรับจุดหักลาง (บัพ) ; d sin θ =  n - 2  λ



; n = 0, 1, 2, 3, ...
; n = 1, 2, 3, ...

P
S1
x
d

θ

A0

ซึ่งจะยังสามารถประมาณตออีกไดวา
x
sin θ ≅ tan θ = D

D
S2
ง. การเลี้ยวเบน เมื่อคลื่นเดินทางไปพบสิ่งกีดขวางที่กั้นคลื่นเพียงบางสวน คลื่นจะแผจากขอบของสิ่งกีดขวาง
ออมไปดานหลังสิ่งกีดขวางนั้น ซึ่งอธิบายไดดวยหลักของฮอยเกนสที่วา "ทุกๆ จุดบนหนาคลื่นจะประพฤติตนเสมือน
เปนแหลงกําเนิดคลื่นสงคลื่นใหมแผตอไป"
ในกรณีคลื่นผานชองเปดแคบๆ (สลิต) คลื่นที่เลี้ยวเบนแผออกมาจากชอง อาจทําใหเกิดแนวบัพขึ้นได โดยเปน
ไปตามความสัมพันธ
a sin θ = nλ ; n

= 1, 2, 3, ... เมื่อ a คือ ความกวางของชองสลิต

ดังนั้น ถาขนาดความกวางของชองเทากับหรือนอยกวาความยาวคลื่น (a ≤ λ) คลื่นจะแผออกจากชองเปดโดย
ไมมีแนวบัพ คือ ชองเปดนั้นจะประพฤติตนเสมือนเปนจุดกําเนิดคลื่นวงกลม ซึ่งอาจเรียกวา เกิดการเลี้ยวเบนอยาง
สมบูรณนั่นเอง
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. แขวนมวล m กับสปริงแลวปลอยใหสั่นขึ้นลง วัดคาบได π วินาที ถาเอามวล m ออก สปริงจะสั้นกวาตอนที่
5
2)
แขวนมวล m กี่เมตร (กําหนดให g = 10 m/s
1) 0.1 m
2) 0.2 m
3) 0.4 m
4) 0.5 m
2. ลูกตุมนาฬิกาสองอัน มีความยาว LA = 2LB และ MA = 4MB เมื่อแกวงเปนมุมแคบๆ พบวาความเร็วสูงสุด
เทากัน แสดงวา
1) แอมพลิจูดของ A = แอมพลิจูดของ B
2) แอมพลิจูดของ A = 1 ของแอมพลิจูดของ B
2
3) แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B 4) แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B
3. มวล 1 กิโลกรัม ติดที่ปลายสปริงซึ่งมีคาคงตัวสปริง 100 นิวตัน/เมตร ดึงมวลออกจากตําแหนงสมดุล หลังจาก
ปลอยมือเปนเวลาเทาใด มวลจึงจะเคลื่อนมาผานตําแหนงสมดุลอีกเปนครั้งที่ 2
พื้นระดับลื่น

1) 0.47 s
2) 0.63 s
3) 0.94 s
4) 1.26 s
4. ลูกตุมนาฬิกาอันหนึ่งเมื่อใชแกวงบนโลกจะมีคาบการแกวง 4 วินาที ถานําไปแกวงบนดาวดวงหนึ่งซึ่งมีมวลเปน
64 เทาของโลก และมีรัศมีเปน 2 เทาของโลก จะมีคาบการแกวงเปนเทาใด
1) 1 วินาที
2) 4 วินาที
3) 8 วินาที
4) 16 วินาที
5. คลื่นในเชือกเสนยาว เมื่อเวลาหนึ่งเปนดังที่เห็นรูป ก. หลังจากนั้น 0.5 วินาที เปนดังที่เห็นในรูป ข. ความถี่ของ
คลื่นจะเปนกี่เฮิรตซ
การกระจัด

0

การกระจัด

5 10 15 20 25 30

ระยะทาง
(cm)

0

รูป ก.

1) 0.5

5 10

15 20 25 30
รูป ข.

2) 1.0

3) 1.5

4) 2.0

ระยะทาง
(cm)
BOBBYtutor Physics Note

6. คลื่นนํ้ามีความถี่ 30 เฮิรตซ และความเร็ว 2.4 เมตร/วินาที ระยะทางระหวาง 2 จุด ที่คลื่นมีความแตกตางเฟส
1
เปน 120 องศา มีคาเปนเทาใด และเมื่อพิจารณาตําแหนงหนึงของผิวนําทีมคลืนนํานี้ ถาเวลาผานไป 90 วินาทีแลว
่
้ ่ี ่ ้
คลื่น ณ ตําแหนงนี้มีการเปลี่ยนเฟสไปเทาใด
1) ระยะทาง 2.7 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 30 องศา 2) ระยะทาง 2.7 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 120 องศา
3) ระยะทาง 4.2 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 30 องศา 4) ระยะทาง 4.2 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 120 องศา
7. จากรูป P เปนแหลงกําเนิดซึ่งมีคาบของการสั่น = 1.0 × 10-3 วินาที จุด Q และ R อยูหางจากจุด P เปนระยะทาง

12.0 เมตร และ 14.0 เมตร ตามลําดับ ถาคลื่นที่มาถึงจุด Q และจุด R มีเฟสตางกัน 270° จงหาความเร็วของ
คลื่นในหนวยเมตรตอวินาที
Q
P
R

1) 14.0 × 103
2) 12.0 × 103
3) 2.7 × 103
4) 2.0 × 103
8. คลื่นผิวนํ้าลูกหนึ่งวิ่งจากเขตนํ้าลึก โดยเมื่อผานโขดหินแลว 50 วินาที จึงเขาสูเขตนํ้าตื้น หนาคลื่นในเขตนํ้าลึก
ทํามุม 45 องศากับแนวเขต และหนาคลื่นในเขตนํ้าตื้นทํามุม 30 องศากับแนวเขต ถาความเร็วคลื่นในเขตนํ้าตื้น
เทากับ 0.5 เมตร/วินาที โขดหินอยูหางจากแนวเขตกี่เมตร (ตามเสนตั้งฉากกับแนวเขต)
โขดหิน
หนาคลื่นในเขตนํ้าลึก
45°
30°

แนวเขต

หนาคลื่นในเขตนํ้าตื้น

1) 25 2 m
2) 25 m
3) 50 m
4) 50 2 m
9. ในการทดลองโดยใชถาดคลื่น พบวาความเร็วของคลื่นในนํ้าลึกเปน 2 เทาของความเร็วในนํ้าตื้น ถาจะทําใหเกิด
การสะทอนกลับหมด คลื่นจะตองตั้งตนเคลื่อนที่จากบริเวณใดและมีมุมวิกฤติเทาใด
2) นํ้าลึก, 30°
3) นํ้าตื้น, 60°
4) นํ้าลึก, 60°
1) นํ้าตื้น, 30°
BOBBYtutor Physics Note

10. ในการทดลองการแทรกสอดของคลื่นผิวนํ้าจากแหลงกําเนิดอาพันธ S1 และ S2 ไดผลดังรูป S1P = 0.50 เมตร ;
S2P = 0.44 เมตร ถาอัตราเร็วของคลื่นทั้งสองเปน 0.60 เมตรตอวินาที แหลงกําเนิดคลื่นมีความถี่กี่รอบตอวินาที
S1

S2
P
A0

1) 15
2) 20
3) 30
4) 40
11. S1 และ S2 เปนแหลงกําเนิดคลื่นอาพันธทําใหคลื่นเฟสตรงกัน มีความถี่ 20 Hz ถาวางอยูหางกัน 40 เซนติเมตร
จุด A และจุด B เปนตําแหนงปฏิบัพ และระหวางจุด A และจุด B จะมีตําแหนงปฏิบัพอีก 7 ตําแหนง จงหา
0.3 m
S1

A

S2

B

0.4 m

ก. ความเร็วคลื่น
1) 1 m/s
2) 2 m/s
3) 3 m/s
4) 4 m/s
ข. ระหวาง S1 กับ S2 มีตําแหนงบัพและปฏิบัพอยางละกี่ตําแหนง
1) 14, 15
2) 16, 15
3) 16, 17
4) 18, 17
12. คลื่นหนาตรงความยาวคลื่น 2 เซนติเมตร เคลื่อนที่ผานชองเดี่ยวที่มีความกวาง 5 เซนติเมตร จงหาวาเมื่อคลื่น
ผานชองเดี่ยวนั้นจะเกิดแนวบัพขึ้นทั้งหมดกี่แนว
1) 2
2) 3
3) 4
4) 5
13. คํากลาวตอไปนี้ ขอใดไมถูกตอง
1) คลื่นนิ่งเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเหมือนกัน 2 ชุด เคลื่อนที่ผานตัวกลางเดียวกันในทิศทางตรงกันขาม
2) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานชองเปดที่มีความกวางเทากับความยาวคลื่นแลว คลื่นจะแผออกจากชองเปดเสมือนมา
จากแหลงกําเนิดคลื่นวงกลม
3) เมื่อคลื่นนํ้าเคลื่อนที่จากเขตนํ้าลึกไปยังเขตนําตืน โดยทิศการเคลือนทีตงฉากกับรอยตอ ความยาวคลื่นจะลดลง
้ ้
่ ่ ั้
โดยที่ขนาดความเร็วคลื่นไมเปลี่ยนแปลง
4) นําเชือกไนลอน และเชือกที่ทําจากดายผูกติดกันตรงตําแหนง ก. เมื่อสะบัดปลายเชือกไนลอน คลื่นที่สะทอน
ตรงตําแหนง ก. จะมีเฟสเดียวกันกับคลื่นตกกระทบ
BOBBYtutor Physics Note

14. เมื่อทําการทดลองชุดถาดคลืน โดยจัดใหคลืนระนาบเคลือนทีผานชองเปดแบบตางๆ ผลสรุปทีคาดวาจะไดรบตอไปนี้
่
่
่ ่
่
ั
ก. เมื่อคลื่นผานชองเปดซึ่งแคบกวาความยาวคลื่นจะเกิดการเลี้ยวเบน แตไมเกิดการแทรกสอด
ข. เมื่อคลื่นผานชองเปดซึ่งกวางกวาความยาวคลื่น จะเกิดการเลี้ยวเบน และเกิดการแทรกสอด
ค. เมื่อคลื่นผานชองเปด 2 ชอง โดยแตละชองแคบกวาความยาวคลื่น จะเกิดการเลี้ยวเบน และเกิดการ
แทรกสอด
ง. เมื่อคลื่นผานชองเปด 2 ชอง โดยแตละชองกวางกวาความยาวคลื่น จะเกิดการเลี้ยวเบน แตไมเกิดการ
แทรกสอด
ขอใดผิด
1) ก.
2) ง.
3) ก. และ ง.
4) คําตอบเปนอยางอื่น
15. ถาการแทรกสอดของคลื่นนํ้าใหแนวปฏิบัพระหวางจุดกําเนิดคลื่นทรงกลมทั้งสองมีจํานวน 3 แนว
พิจารณาขอความตอไปนี้
ก. ถาเลื่อนจุดกําเนิดคลื่นทั้งสองใหหางกันสองเทาของระยะเดิม จะทําใหแนวปฏิบัพระหวางตนกําเนิดทั้งสอง
เพิ่มขึ้นอีก 4 แนว
ข. ถาเพิ่มความถี่ของแหลงกําเนิดคลื่นใหมากขึ้นจนเกิดคลื่นนิ่งอีกครั้ง แนวปฏิบัพจะลดลง
ค. ถาเพิ่มนํ้าใหมากกวาเดิม แนวของปฏิบัพอาจจะเพิ่มขึ้น
ขอความที่เปนจริงคือ
1) ก., ข. และ ค.
2) ข. และ ค.
3) ก. เทานั้น
4) คําตอบเปนอยางอื่น

เฉลย
1. 1) 2. 3)
11. ก. 1) ข. 2)

3. 1)
12. 3)

4. 1)
13. 3)

5. 3)
14. 2)

6. 2)
15. 3)

7. 3)

8. 2)

9. 1)

10. 1)
BOBBYtutor Physics Note

เฉลยละเอียด (บางขอ)
T = 2π m
k
π = 2π m
จากโจทย
T = π ;
k
5
5
1
m
k
10 =
1
m
100 = k
เมื่อแขวนมวลกับสปริงเฉยๆ มวลจะดึงสปริงใหยึด x0
จากสมดุล ;
แรงสปริง = mg
kx0 = mg
x0 = mg
k
1
แทนคา จากสมการ (1) ;
x0 = 100 (10) = 0.1
∴ มวลจะยึดสปริงออกได 0.1 เมตร

1. เฉลย 1) เมื่อมวลติดสปริงสั่นจะมีคาบการสั่น

2. เฉลย 3) จากคาบการแกวงของลูกตุมนาฬิกา ;
และ

ω

=

l
T = 2π g
g
2π =
T
l

และจากความเร็วของการเคลื่อนที่แบบ SHM ; v = ω A2 - x 2
∴ v สูงสุด เมื่อ x = 0 ; vmax = ωA
แทนคา ω ;
v
= A g
l

max

จากโจทย vA = vB ;

AA

g
lA

= AB

g
lB

AA
AB =
AA =
∴

lA
lB

2 AB

แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B

=

2LB
LB

=

2
BOBBYtutor Physics Note

7. เฉลย 3) การที่เฟสตางกัน 270° แสดงวาระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ไดตองตางกันเทากับ 3 λ
4
| ระยะ PR - ระยะ PQ | = 3 λ
4
| 14 - 12 | = 3 λ
4
= 8m
∴
λ = 2×4
3
3
∴ ความเร็วของคลื่น
v = λf
= λ
T
8
3
=
1 × 10-3
= 2.7 × 103 m/s
10. เฉลย 1) จากโจทย แสดงการแทรกสอดของจุด P อยูบนแนวของเสนบัพลําดับที่ 2

1
จากสูตร หาตําแหนงบัพ ;
| S1P - S2P | =  n - 2  λ



1
แทนคาจากโจทย
| 0.5 - 0.44 | =  2 - 2  λ


(0.06 × 2) = 0.04 m
จะได
λ =
3
จากสูตร
v = fλ
แทนคา
0.60 = f (0.04)
f = 60 = 15 Hz
4
12. เฉลย 3) จากสูตรหาตําแหนงบัพเมื่อคลื่นเลี้ยวเบนผานชองเดี่ยว
a sin θ = nλ
ตองการแนวบัพมากที่สุด ;
θ = 90°
-2) sin 90° = n(2 × 10-2)
แทนคา ;
(5 × 10
n = 2.5
∴ ลําดับของแนวบัพที่มากที่สุด
(n) = 2
∴ จะมีแนวบัพเกิดขึ้นทั้งหมด
= 2(n) = 2(2)
= 4 แนว
หมายเหตุ แนวตรงกลางจะเปนตําแหนงเสริมที่กวางที่สุด (ไมใชจุดบัพ)
BOBBYtutor Physics Note

เสียงและการไดยิน
สมบัติคลื่นเสียง
เสียงเปนคลื่นชนิดหนึ่ง จึงมีสมบัติของการเคลื่อนที่แบบคลื่น คือ มีสมบัติการสะทอนเมื่อกระทบสิ่งกีดขวาง
มีการหักเหเมื่อมีการเปลี่ยนตัวกลาง มีการแทรกสอดเมื่อมีคลื่นหลายขบวนมาพบกัน และมีการเลี้ยวเบนได ซึ่งสมบัติ
เหลานี้จะมีลักษณะและความสัมพันธดังที่กลาวมาแลวในเรื่องปรากฏการณคลื่น ซึ่งในบทนี้จะกลาวเพิ่มเติม คือ กรณี
การรวมกันของคลื่น 2 ขบวนทีมีความถีไมเทากัน จะทําใหไดยนเสียงดัง (คลืนเสริมกัน) และเสียงคอย (คลืนหักลางกัน)
่
่
ิ
่
่
สลับกันไป เรียกวา เกิดบีตส โดยจํานวนครั้งที่เกิดเสียงดังหรือเสียงคอยใน 1 วินาที จะเรียกวา ความถี่บีตส ซึ่งจะมีคา
เทากับผลตางของความถี่ของคลื่นทั้งสอง
fB = | f1 - f2 |
โดยหูมนุษยปกติจะสามารถฟงเสียงบีตสที่มีความถี่บีตสไดไมเกิน 7-10 ครั้งตอวินาที
นอกจากนี้ในการเคลื่อนที่ของเสียงตองใชตัวกลาง ทําใหความเร็วเสียงขึ้นกับสมบัติของตัวกลาง และสําหรับ
อากาศ เราจะแสดงไดวา ความเร็วเสียงจะสัมพันธกับอุณหภูมิของอากาศในหนวยองศาเซลเซียส (t) ไดในรูปสูตร
v = 331 + 0.6t

การเกิดการสั่นพอง
เมื่อเราใหพลังงานแกวัตถุดวยความถี่ที่เทากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุ
วัตถุจะสั่นดวยแอมพลิจูดคาสูงสุด
เรียกวา เกิดปรากฏการณสั่นพอง
ในกรณีของทออากาศ อาจพิจารณาการเกิดการสั่นพองไดในลักษณะของคลื่นที่เกิดจากการแทรกสอดของคลื่น
เสียงที่สงเขาไปกับคลืนทีสะทอนกลับมาจากทอ โดยปลายเปดของทอจะเปนตําแหนงปฏิบพ (A) และปลายปดของทอจะเปน
่ ่
ั
ตําแหนงบัพ (N) ของคลืนนิงนัน ทําใหความสัมพันธของความยาวทอ (L) กับความยาวคลืนทีจะทําใหเกิดการสันพอง คือ
่ ่ ้
่ ่
่
ก. ทอปลายเปด 1 ดาน หรือปลายปด 1 ดาน ; Ln = (2n - 1) λ หรือเขียนแสดงความสัมพันธกับความถี่ไดเปน
4
L
fn = (2n4L1)v ; n = 1, 2, 3, ...
ข. ทอปลายเปด 2 ดาน หรือปลายปด 2 ดาน ; L = n2λ หรือเขียนแสดงความสัมพันธกับความถี่ไดเปน
L
nv
fn = 2L
; n = 1, 2, 3, ...
BOBBYtutor Physics Note

นอกจากนี้จะไดวา ไมวาเปนทอแบบใด ความยาวทอในการเกิดการสันพองครังทีถดกันจะตองตางกันเปนครึ่งหนึ่ง
่
้ ่ั
ของความยาวคลื่นเสมอ
∆L

= λ
2

หมายเหตุ ในการคํานวณการสั่นพองนั้น สูตร ∆L = λ จะเปนสูตรที่ดีที่สุด
2

การไดยิน
ก. ความเขมเสียงและระดับความเขมเสียง ความเขมเสียงมีคาเทากับอัตราการสงพลังงานเสียงตอพืนทีทรองรับ

้ ่ ี่
เสียงนั้น หรือกลาววาความเขมเสียงมีคาเทากับกําลังเสียงตอพื้นที่ที่คลื่นเสียงนั้นตกกระทบ เขียนเปน
P
I = A
ในกรณีที่แหลงกําเนิดเสียงเปนจุด และถือวาคลื่นเสียงแผกระจายไปทั่วบริเวณอยางสมํ่าเสมอ จะไดวาความเขม
เสียงที่ระยะหาง R จากแหลงกําเนิดเสียงที่มีกําลังเสียง P′ คือ I = P′ 2 โดยความเขมเสียงนอยทีสดทีมนุษยพอไดยิน
ุ่ ่
4 πR
คือ 10-12 W/m2 และความเขมเสียงมากที่สุดที่ทนฟงไดโดยไมเกิดอันตราย คือ 1 W/m2
เสียงที่มีความเขมเสียง I จะมีระดับความเขมเสียง (β) ตามสูตรความสัมพันธ β = 10 log II0 เดซิเบล โดย I0
คือ ความเขมเสียงนอยที่สุดที่ไดยิน คือ I0 = 10-12 W/m2
ผลตางของระดับความเขมเสียง
∆β

=

β2

 
- β1 = 10 log  II 2 
 


1

 P  R 2 


= 10 log  P2  R 1  
1





2 


ข. ระดับเสียง โดยทั่วไปมนุษยไดยินเสียงในชวงความถี่ 20-20,000 Hz โดยเสียงที่มีความถี่สูง จะใหความ
รูสึกถึงระดับเสียงที่สูงกวาเสียงที่มีความถี่ตํ่า ในทางวิทยาศาสตรไดมีการแบงระดับเสียงดนตรีออกเปนระดับเสียงตางๆ
และเรียกเสียง 2 เสียงที่มีความถี่เปน 2 เทาของกันและกันวา เสียงคูแปด
นอกจากนี้ เสียงจากแหลงกําเนิดที่ตางกันก็จะมีคุณภาพเสียงที่ตางกัน ทั้งนี้เพราะความเขมเสียงในแตละ
ฮารโมนิกที่ออกมาจากแหลงกําเนิดเสียงแตละชนิดจะแตกตางกัน ดังนั้นคุณภาพเสียงจึงเปนสมบัติที่ใชในการบอกชนิด
ของแหลงกําเนิดเสียงได
BOBBYtutor Physics Note

ดอปเปลอรและคลื่นกระแทก
ปรากฏการณดอปเปลอรเปนปรากฏการณที่ความถี่เสียงปรากฏตอผูฟงมีคาแตกตางไปจากความถี่ที่สงออกมา
จากแหลงกําเนิด อันเนื่องจากการเคลื่อนที่สัมพัทธกันระหวางแหลงกําเนิดกับผูฟง ซึ่งความถี่ที่เปลี่ยนไปจะขึ้นกับ
ความเร็วที่สัมพัทธกัน โดยมีความสัมพันธตามสูตร

f′ = f  v ± v 0 
vm v 


s

เมื่อ v0 คือ ความเร็วของผูฟง จะใชเครื่องหมาย "+" เมื่อผูฟงเคลื่อนที่เขาหาแหลงกําเนิด และใช "-" เมื่อ
เคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิด
vs คือ ความเร็วแหลงกําเนิด จะใชเครื่องหมาย "-" เมื่อแหลงกําเนิดเคลื่อนที่เขาหาผูฟง และใช "+"
เมื่อเคลื่อนที่ออกจากผูฟง
และเมื่อแหลงกําเนิดเคลื่อนที่เร็วกวาความเร็วของคลื่น จะทําใหหนาคลื่นอัดตัวกันเกิดเปนหนาคลื่นกระแทก
โดยแนวหนาคลื่นกระแทกจะเปนรูปมุมแหลมทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ของแหลงกําเนิด ตามความสัมพันธ
sin θ = vvs เมื่อ v คือ ความเร็วคลื่น
θ

vs

แนวหนาคลื่นกระแทก
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. บอลลูนกําลังลอยขึ้นในแนวดิ่งดวยความเร็วคงที่ 20 m/s ขณะอยูสูงจากพื้นดินระยะหนึ่งไดสงคลื่นเสียงลงมา
ปรากฏวาไดรับเสียงสะทอนกลับเมื่อเวลาผานไป 4 วินาที ถาความเร็วเสียงในอากาศเปน 350 m/s จงหาวาขณะ
สงคลื่นเสียง บอลลูนอยูสูงจากพื้นเทาใด
1) 660 เมตร
2) 700 เมตร
3) 1320 เมตร
4) 1400 เมตร
2. จากรูป เมื่อใสคลื่นเสียงทีมความยาวคลืน 0.6 เมตร เขาไปทางดาน A จงหาวา รัศมี R จะตองมีคาที่สั้นที่สุดเทาใด
่ี
่
เสียงที่ออกมาทางดาน B จึงจะคอยที่สุด
R
A

B

1) 0.13
2) 0.26
3) 0.39
4) 0.52
3. จากรูป A และ B เปนลําโพง 2 ตัว อยูหางกัน 3 เมตร ผูสังเกตยืนอยูที่จุด C ซึ่งระยะ BC = 4 เมตร และระยะ
AC = 5 เมตร จะไดยินเสียงชัดเจน อยากทราบวาเมื่อเขาเดินเปนเสนตรงจาก C เขาหา B เขาจะรูสึกวาไดยิน
เสียงจางหายกี่ครั้ง กําหนดความยาวคลื่นจากลําโพงทั้งสองเปน 0.5 เมตร และมีเฟสตรงกัน
A
3m
B

C
4m

1) 2
2) 3
3) 4
4) 5
4. จากการทดลองปรากฏวา ถาเคาะสอมเสียงซึ่งมีความถี่ 346 รอบตอวินาที หนาหลอดกําทอนจะเกิดกําทอนขึ้น
ครั้งแรกที่ระยะ 25 เซนติเมตร อุณหภูมิของอากาศขณะนั้นเปนกี่องศาเซลเซียส
หลอดกําทอน
สอมเสียง
25 ซม.

1) 15°C

2) 25°C

3) 27°C

ลูกสูบ

4) 35°C
BOBBYtutor Physics Note

5. จากการทดลองเรื่องการกําทอนของเสียง โดยใชหลอดกําทอน พบวาเกิดกําทอนครั้งแรกและครั้งที่สองที่ระยะ
0.15 เมตร และ 0.5 เมตร จากปากทอตามลําดับ ถาความเร็วเสียงในขณะนั้นเปน 350 m/s จงหาความถี่ของ
คลื่นเสียงที่ใช
1) 450 เฮิรตซ
2) 500 เฮิรตซ
3) 600 เฮิรตซ
4) 1000 เฮิรตซ
6. ในการทดลองการสั่นพองของเสียง ทําการทดลองสองครั้ง โดยใชเสียงที่มีความถี่ตางกัน A และ B เมื่อเลื่อน
ลูกสูบออกชาๆ จะไดยินเสียงที่ดังที่สุดสองครั้งเมื่อใชความถี่ A และหาครั้งเมื่อใชความถี่ B โดยที่เสียงดังที่สุด
ครั้งสุดทายของทั้งสองความถี่เกิดที่ตําแหนงเดียวกันของกระบอกสูบ ถาความถี่ A เทากับ 900 เฮิรตซ ความถี่ B
มีคากี่เฮิรตซ
1) 300
2) 360
3) 1800
4) 2700
7. ทอปลายปดทั้งสองขางยาว 5.9 เมตร และทอปลายปดขางหนึ่งเปดขางหนึ่งยาว 3.0 เมตร ความถี่มูลฐานของคลื่น
เสียงที่เกิดจากทอทังสองนีเ้ มือรวมกันจะเกิดบีตสทมความถี่ 5 Hz จงหาความถีมลฐานของทอปลายปดขางหนึง
้
่
ี่ ี
ู่
่
ในหนวย Hz
1) 290
2) 295
3) 300
4) 305
8. ลวดยาว 100 เซนติเมตร ขึงใหตึงที่ปลายทั้งสองขาง เมื่อดีดตรงกลางจะเกิดเสียงบีตส 4 ครั้งตอวินาที กับ
สอมเสียงอันหนึ่ง และเมื่อเปลี่ยนความยาวของลวดเปน 102 เซนติเมตร โดยไมเปลี่ยนความตึง จะเกิดเสียงบีตส
4 ครั้งตอวินาทีกับสอมเสียงอันเดิม จงหาความเร็วของคลื่นในเสนลวด
1) 204 เมตร/วินาที
2) 404 เมตร/วินาที
3) 408 เมตร/วินาที
4) 816 เมตร/วินาที
9. นาย ก และนาย ข เห็นพลุลูกหนึ่งแตกกลางอากาศเปนมุมเงย 37° และ 53° ตามลําดับ ความเขมเสียงพลุที่
นาย ก ไดรับเปนกี่เทาของความเขมเสียงพลุที่นาย ข ไดรับ
9
2) 16
3) 16
4) 4
1) 3
4
9
3
10. แมลงตัวหนึ่งบินหนีในแนวเสนตรงดวยความเร็ว 0.1 m/s จากคนๆ หนึ่ง ซึ่งยืนนิ่งในที่โลง อยากทราบวาคนนั้น
จะไดยินเสียงการบินของแมลงนั้นอยูไดนานกี่วินาที กําหนดวา อัตราที่พลังงานเสียงที่แมลงนั้นสงออกมาในขณะ
ที่บินมีคาเทากับ 4π × 10-12 วัตต ทั้งนี้กําหนดใหดวยวาเสียงเบาที่สุดที่มนุษยไดยินมีความเขมเสียงเปน
10-12 วัตต/เมตร2
1) 10 s
2) 5 s
3) 2 s
4) 1 s
11. ทหารคนหนึ่งยิงปนกลดวยอัตรา 5 นัดตอวินาที ทําใหคนทีอยูหาง 100 เมตร ไดยนเสียงปนมีระดับความเขมเสียง
่ 
ิ
100 เดซิเบล ถามวาในการยิงปนแตละนัดเกิดกําลังเสียงโดยเฉลี่ยเทาใด เมื่อสมมติวาเสียงปนจะกระจายทุกทิศทาง
เทากัน กําหนดความเขมเสียงเบาที่สุดที่ไดยินมีคา 10-12 วัตต/เมตร2
1) 20π วัตต
2) 40π วัตต
3) 60π วัตต
4) 80π วัตต
BOBBYtutor Physics Note

12. แหลงเสียง A และ B ที่เปนจุดมีกําลังเสียง 10 และ 40 วัตต ตามลําดับ เอาแหลงเสียงมาทดลองวัดระดับความเขม
เสียงทีละแหลง ระดับความเขมเสียงที่ระยะหางจาก B 2 เมตร ตางจากระดับความเขมเสียงที่ระยะหาง A 1 เมตร
เทากับกี่เดซิเบล
1) 0
2) 1
3) 10
4) 20
13. ระดับความเขมเสียงในโรงงานแหงหนึ่งมีคา 80 เดซิเบล คนงานผูหนึ่งใสเครื่องครอบหู ซึ่งสามารถลดระดับ
ความเขมลงเหลือ 60 เดซิเบล เครื่องดังกลาวลดความเขมเสียงลงกี่เปอรเซ็นต
1) 80%
2) 88%
3) 98%
4) 99%
14. ชายคนหนึ่งยืนอยู ณ ตําแหนงทีมระดับความเขมเสียง 60 เดซิเบล ถาเขาใสทครอบหูซงมีสมบัตดดกลืนความเขมเสียง
่ี
ี่
ึ่
ิู
ไดรอยละ 90 เขาจะไดยินเสียงที่ระดับความเขมเสียงลดลงรอยละเทาใด
1) 17
2) 20
3) 83
4) 90
15. เมื่อวัดระดับความเขมเสียง ณ จุดหางจากเครื่องบินเจท 30 เมตร สามารถวัดได 160 เดซิเบล ถายายจุดวัดเปน
อีกจุดหนึ่งสามารถวัดระดับความเขมเสียงได 120 เดซิเบล ถามวาจุดใหมที่ทําการวัดระดับความเขมเสียงอยูหาง
จากเครื่องบินเปนระยะทางเทาใด
1) 60 เมตร
2) 300 เมตร
3) 1600 เมตร
4) 3000 เมตร
16. เสียงจากไวโอลิน 1 ตัว มีระดับความเขมเสียง 60 เดซิเบล จะตองสีไวโอลินพรอมกันกี่ตัวจึงทําใหไดระดับ
ความเขมเสียง 80 เดซิเบล
1) 2 ตัว
2) 10 ตัว
3) 100 ตัว
4) 200 ตัว
17. เด็กคนหนึ่งยืนอยูที่ชานชาลาไดยินเสียงหวูดรถไฟมีความถี่ 273 เฮิรตซ จงพิจารณาขอความตอไปนี้
ก. รถไฟเปดหวูดความถี่ 300 เฮิรตซ กําลังแลนหางออกไปจากเด็ก
ข. รถไฟเปดหวูดความถี่ 300 เฮิรตซ กําลังแลนเขาหาเด็ก
ค. รถไฟเปดหวูดความถี่ 250 เฮิรตซ กําลังแลนหางออกไปจากเด็ก
ง. รถไฟเปดหวูดความถี่ 250 เฮิรตซ กําลังแลนเขาหาเด็ก
ขอความที่เปนไปไดคือ
1) ก.
2) ข.
3) ก. และ ง.
4) ข. และ ค.
18. เครื่องบินลําหนึ่งบินดวยความเร็วเหนือเสียง ขนาด 2 มัค หรือเทากับสองเทาของความเร็วเสียงในอากาศ ที่ระดับ
เพดานบิน 5500 เมตร เปนเวลานานกี่วินาที หลังจากที่เครื่องบินผานศีรษะของชายคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยูบนพื้นดิน
ไปแลวคลื่นกระแทกจึงจะเดินทางมาถึงเขา
1) 13.75 s
2) 17.3 s
3) 24.00 s
4) 27.50 s
19. เครื่องบินโดยสารลําหนึ่งบินเร็วกวาเสียง บินผานบริเวณหนึ่งที่มีชาย 2 คนอยู ชายคนหนึ่งยืนอยูบนยอดเขาสูง
300 เมตร ชายอีกคนหนึ่งยืนบนที่ราบหางจากเชิงเขา 400 เมตร ถาปรากฏวาชายทั้ง 2 คน ไดยินเสียงเครื่องบิน
บินผานไปพรอมกัน จงหาความเร็วของเครื่องบินเปนกี่เทาของความเร็วเสียงในขณะนั้น
2) 5
3) 4
4) 2
1) 5
4
3
3
BOBBYtutor Physics Note

20. ปลอยกอนหินลงไปในบอลึก 20 เมตร พบวาอีก 2.06 วินาทีตอมาไดยินเสียงกอนหินกระทบกนบอ อัตราเร็วของ
เสียงที่ไดจากขอมูลนี้เปนเทาใด
1) 333 เมตรตอวินาที
2) 340 เมตรตอวินาที
3) 347 เมตรตอวินาที
4) 352 เมตรตอวินาที

เฉลย
1. 1)
11. 4)

2. 2)
12. 1)

3. 3)
13. 4)

4. 2)
14. 1)

5. 2)
15. 4)

6. 4)
16. 3)

7. 2)
17. 3)

8. 4)
18. 1)

9. 2)
19. 2)

10. 1)
20. 1)

เฉลยละเอียด (บางขอ)
2. เฉลย 2) เมื่อคลื่นเสียงเขามาทางดาน A จะแบงออกเปน 2 สวน สวนหนึ่งวิ่งไปตรงๆ อีกสวนหนึ่งจะเลี้ยวเบน
ไปตามทางโคงแลวคลื่นทั้งสองจะมารวมกันที่ B
R
A

B

การที่ B จะมีเสียงคอย แสดงวา คลืนทีรวมกันจะตองแทรกสอดกันแบบหักลาง คือ ผลตางของระยะทาง
่ ่
ตามแนวเสนโคงและเสนตรงจะเทากับครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น
λ
1
2 (2 πR) - 2R = 2 (Q ตองการ R นอยที่สุด)
3.1416R - 2R = 0.6
2
R = 0.26 เมตร
4. เฉลย 2) จากสูตร ความถี่ที่เกิดกําทอนกับทอปลายปด
f = (2n4L1)v
แทนคา ครั้งแรก ;
346 = [2(1) - 1]v
4(0.25)
∴ ความเร็วเสียง ;
v = 346 m/s
จากสูตรความเร็วคลื่นเสียงในอากาศ
v = 331 + 0.6t
346 = 331 + 0.6t
∴ t = 25°C
∴ ขณะนั้นอุณหภูมิของอากาศ คือ 25°C
BOBBYtutor Physics Note

7. เฉลย 2) กําทอนครั้งแรกของทอปลายเปด ; L = λ
2

5.9 m
∴

λ1

=

2L = 2(5.9)
= 11.8 เมตร
v
ความถี่
f1 = 11.8 Hz
กําทอนครั้งแรกของทอปลายปด ; L = λ
4

3.0 m
∴ λ2

= 4L = 4(3.0)
ความถี่
f2
ความถี่บีตส ;
fB
v - v
แทนคา ;
11.8 12.0
∴ ความเร็วคลื่น
v
∴ ความถี่มูลฐานของทอปลายปด f2
10. เฉลย 1) จากสูตร ความเขมเสียง ;

=
=
=
=
=
=

12.0 เมตร
v
12.0 Hz
| f1 - f2 | = 5 Hz
5
3540 m/s
v
3540
12 = 12 = 295 Hz
I = P2
4 πR
v = 0.1 m/s

สมมติ ระยะหางที่ไกลสุดที่ยังไดยินเสียงเปน R ซึ่งทําให I = 10-12
-12
I = 10-12 = 4 π × 10
2
4 πR
∴ เมื่อแมลงอยูไกลเปนระยะ 1 เมตร จะไมไดยินเสียง
s
1
∴ คนจะไดยินเสียงอยูนาน ;
t = v = 0.1 = 10 วินาที
BOBBYtutor Physics Note

= 10 log II0
I
แทนคา จากโจทย
100 = 10 log -12
10
I
1010 = -12
10
∴ I = 10-2 W/m2
แตความเขมเสียงนี้ เกิดจากการยิงกระสุน 5 นัด
1
∴ ความเขมเสียงของกระสุน 1 นัด = 5 × 10-2 W/m2
จากสูตรหาความเขมเสียง ;
I = P2
4 πR
∴ P = I(4πR2)
1

=  5 × 10-2  (4π(100)2)


= 80π วัตต

11. เฉลย 4) จากนิยามของระดับความเขมเสียง ;

β

12. เฉลย 1) จากสูตร ผลตางของระดับความเขมเสียง
∆β

แทนคา ;

β2 - β1

 P R1 2 
= 10 log  P2  R 2  
 
1 

βB - βA

=

 40 1 2 
 
= 10 log  10  2  
 









= 10 log (1)
= 0 เดซิเบล
18. เฉลย 1)
d
θ

5500 m

ความเร็วเครื่องบิน
จากสูตร มุมมัค ;

vs = 2v = 2(340) = 680 m/s
sin θ = vvs
1
sin θ = 340 = 2
∴
680
∴
θ = 30°
BOBBYtutor Physics Note

จากรูปแสดงการเคลื่อนที่ของเครื่องบินและหนาคลื่นกระแทก โดยใหระยะ d คือ ระยะที่เครื่องบิน
ผานศีรษะไป
จะได
tan θ = 5500
d
5500
แทนคา ;
tan 30° = d
d = 5500 o
tan 30
5500
∴ d =
1
3
= 5500 3
s
d
∴ เวลาที่เครื่องบินผานศีรษะไปแลว ;
t = v = vs
t = 5500 3
680
= 5500(1.7)
680
= 13.75 วินาที
BOBBYtutor Physics Note

แสงและการเห็น
สมบัติทางกายภาพของแสง
การแทรกสอดผานสลิตคู ; d sin θ = nλ

; n = 0, 1, 2, ... สําหรับแถบสวาง

1

d sin θ =  n - 2  λ ; n = 1, 2, 3, ... สําหรับแถบมืด


โดย n เปนเลขบอกลําดับ ; d คือ ระยะหางระหวางชองสลิตคู

d

X

θ

D

1
; โดย N = จํานวนชองตอความยาว
d = N
ถา θ นอยๆ ; จะประมาณ
sin θ ≅ tan θ = X
D
การเลี้ยวเบนผานสลิตเดี่ยว : สําหรับแถบมืด ;
a sin θ = nλ ; n = 1, 2, 3, ...
a คือ ความกวางของชองสลิตเดี่ยว
สมบัติโพลาไรเซชันของแสง เปนสมบัติที่แสดงถึงการมีระนาบของการสั่นในแนวใดแนวหนึ่ง จึงเปนสมบัติ
เฉพาะตัวของคลื่นตามขวาง
การกระเจิงของแสง เปนปรากฏการณที่แสงกระทบอนุภาคแลวทําใหอนุภาคสั่น ทําใหแสงนั้นถูกกระเจิงออกไป
รอบๆ ในบรรยากาศของโลก แสงสีนํ้าเงินจะเปนแสงที่ถูกกระเจิงไดดี เราจึงเห็นทองฟาเปนสีนํ้าเงินในเวลากลางวัน
การกระจายของแสง เปนปรากฏการณหกเหของแสงสีตางๆ ซึ่งจะมีมุมหักเหไมเทากัน ทําใหแสงสีถูกกระจายออก
ั

เปนสีรุง การกระจายของแสงเปนสาเหตุของการเห็นรุงกินนํ้า
ในกรณีเกรตติง ;

การเคลื่อนที่ของแสง
ในปจจุบันเรายอมรับกันวา อัตราเร็วแสงมีคาประมาณ 3 × 108 m/s และเมื่อมีวัตถุทึบแสงมาขวางทางเดินแสง
ก็จะทําใหเกิดเปนเงาของวัตถุขน โดยถาบริเวณเงานั้นกั้นแสงไดทั้งหมด จะเรียกวา เงามืด แตถากั้นแสงไดเพียงบางสวน
ึ้
จะเรียกวา เงามัว ซึ่งถาแหลงกําเนิดแสงมีขนาดเล็กมากจนถือวาเปนจุด ก็จะเกิดเฉพาะเงามืดอยางเดียว แตถาแหลง
กําเนิดแสงมีขนาดใหญจะเกิดไดทั้งเงามืดและเงามัว
BOBBYtutor Physics Note

การสะทอนและการเกิดภาพจากกระจก
กระจกราบ
กระจกโคง
และกําลังขยาย

;

ระยะภาพ (s′) = ระยะวัตถุ (s)
ขนาดภาพ (y′) = ขนาดวัตถุ (y)
1+ 1 = 1 = 2
s s′
f R

:

; กําลังขยาย = 1
; f = R
2

f
m = yy′ = ss′ = s - f

โดยเครื่องหมายของระยะตางๆ นั้น ถาเปนระยะจริง (มีแสงมาจากจุดนั้น หรือผาน หรือตัดจุดนั้นจริง) จะมี
เครื่องหมายเปน "+" (บวก) แตถาเปนระยะเสมือน (ไมมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัดจุดนั้นจริง ตองตอเสนใหยอนแสงหา
จุดตัด เสมือนวาแสงมาจากจุดนัน หรือตัดทีจดนัน) จะมีเครืองหมายเปน "-" (ลบ) สําหรับกระจกซึ่งอาศัยการสะทอนแสง
้
ุ่ ้
่
ระยะจริงจะอยูหนากระจก ระยะเสมือนจะอยูหลังกระจก

ลักษณะภาพจากกระจกโคง (กรณีวัตถุจริง)
1. ภาพจริงหัวกลับ อยูดานเดียวกับวัตถุ
2. ภาพเสมือนหัวตั้ง อยูดานตรงขามวัตถุ
ขนาดเล็กกวาวัตถุ เมือ s > 2f
่
ขนาดเทาวัตถุ เมือ s = 2f
่
ขนาดใหญกวาวัตถุ เมือ f < s < 2f
่

ภาพจริง
เมือ s > f
่
กระจกเวา
(f เปน +)
ภาพเสมือน
เมือ s < f
่
กระจกนูน
(f เปน -)

ขนาดขยายใหญกวาวัตถุเสมอ

ภาพเสมือนเสมอ
(กรณีวตถุจริง)
ั

ขนาดเล็กกวาวัตถุเสมอ

1

Q

2

P′

3
P

C

Q′

F

s′
s

รูป ก. เมื่อ s > 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
BOBBYtutor Physics Note

Q
P
CP

F

Q
s = s′

รูป ข. เมื่อ s = 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดเทากับวัตถุ
Q

P′
F

Q′

s′

s

รูป ค. เมื่อ f < s < 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดขยายใหญกวาวัตถุ

C

Q
P
F
s

s- ∞

รูป ง. เมื่อ s = f ไดภาพที่ตําแหนงไกลมาก
Q′

Q
C

P′

F P
s s′

รูป จ. เมื่อ s < f จะไดภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
BOBBYtutor Physics Note

P′
P
F

s

C

s′

รูป ฉ. ภาพจากกระจกนูนจะเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกวาวัตถุ

การหักเหและการเกิดภาพจากการหักเห
เมือแสงเคลือนทีจากตัวกลางหนึงผานเขาไปยังอีกตัวกลางหนึง ความเร็วแสงจะเปลียนไป และถาแสงตกกระทบไมตั้ง
่
่ ่
่
่
่
ฉากกับผิวแบงตัวกลาง แสงทีเ่ ขาไปในตัวกลางที่ 2 จะเกิดการหักเหเปลียนทิศทางดวย ซึงจะเปนไปตามกฎการหักเห คือ
่
่
sin θ1
v1
= v2
sin θ2

n
= n2
1

โดย n คือ คาดัชนีหกเหของตัวกลางนันเทียบกับสุญญากาศ ซึงมีคาเทากับอัตราสวนของความเร็วแสงในสุญญากาศ
ั
้
่ 
ตอความเร็วแสงในตัวกลางนั้น
n = c
v
ในกรณีที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหมาก (ความเร็วนอย) ไปสูตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหนอย
(ความเร็วมาก) แสงจะหักเหเบนออกจากเสนปกติ ซึงถามุมตกกระทบมากพอจะทําใหมมหักเหมากกวา 90° ได ซึ่งเรียกวา
่
ุ
เกิดปรากฏการณสะทอนกลับหมด และเรียกมุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหเปน 90° วาเปนมุมวิกฤติ
เมื่อมองดูวตถุผานผิวตัวกลางเรียบ ภาพทีมองเห็นจะมีตาแหนงแตกตางไปจากตําแหนงจริงของวัตถุ ซึงถามองตรงๆ
ั 
่
ํ
่
จะมีความสัมพันธเปน
ลึกปรากฏ (s′) = n2 = n ตา
n1
n วัตถุ
ลึกจริง (s)
BOBBYtutor Physics Note

θ2

อากาศ A
นํา
้

C

B
θ1

ความลึกปรากฏ
Q′

θ1

ความลึกจริง

θ2

Q
ความลึกของวัตถุที่ปรากฏแกสายตาและความลึกจริงของวัตถุ
และถาเปนผิวโคง 2 ดาน ที่เรียกวา เลนส ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะเลนสบางในอากาศ ก็จะมีความสัมพันธเปน
1+ 1 = 1
s s′
f
f
m = yy′ = ss′ = s - f

และกําลังขยาย

ซึ่งจะเห็นวาเปนสูตรแบบเดียวกับกรณีกระจกโคง ตางกันที่ภาพของกระจกเกิดจากการสะทอนของแสง แตภาพ
ของเลนสเกิดจากการหักเห สวนการใชเครื่องหมายคือเปนระยะจริง (คือมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัวจุดนั้นจริง) จะเปน
"+" แตถาเปนระยะเสมือน (ไมมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัดจุดนั้นจริง ตองตอเสนยอนแสงหาจุดตัดวาแสงเสมือนมาจาก
จุดนั้น) จะเปน "-" ดังนั้นเลนสนูนจะมีเครื่องหมายความยาวโฟกัส f เปน + (เหมือนกระจกเวา) และเลนสเวาจะมี
เครื่องหมายความยาวโฟกัสเปน - (เหมือนกระจกนูน)

ลักษณะภาพจากเลนส (กรณีวัตถุจริง)
1. ภาพจริงหัวกลับ อยูดานตรงขามวัตถุ
2. ภาพเสมือนหัวตั้ง อยูดานเดียวกับวัตถุ
ภาพจริง
เมือ s > f
่
เลนสนน
ู
(f เปน +)

เลนสเวา
(f เปน -)

ขนาดเล็กกวาวัตถุ เมือ s > 2f
่
ขนาดเทาวัตถุ เมือ s = 2f
่
ขนาดใหญกวาวัตถุ เมือ f < s < 2f
่

ภาพเสมือน
เมือ s < f
่

ขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ

ภาพเสมือน

ขนาดเล็กกวาวัตถุเสมอ
BOBBYtutor Physics Note

Q
P′

C F′

C
Q′

F

รูป ก. เมื่อ s > 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
Q
P′
C

F
P, C F′

Q′

รูป ข. เมื่อ s = 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดเทาวัตถุ
Q
C P′

F
CP

F′

Q′

รูป ค. เมื่อ f < s < 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดขยายใหญกวาวัตถุ
Q
P, F′

รูป ง. เมื่อ s = f ไดภาพที่ตําแหนงไกลมาก
Q′
F′ P′ P

Q
F

รูป จ. เมื่อ s < f ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ

P F P′

F′

รูป ฉ. ภาพจากเลนสเวาเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกวาวัตถุ
BOBBYtutor Physics Note

ตารางเปรียบเทียบการเกิดภาพจากกระจกโคงและเลนส
ภาพจากกระจกโคง
1. ภาพจริงหัวกลับ ภาพเสมือนหัวตั้ง
2. ภาพจริงอยูหนากระจก (ดานเดียวกับวัตถุ)
3. ภาพเสมือนอยูหลังกระจก (ดานตรงขามวัตถุ)
4. ภาพเสมือนกระจกเวา จะมีขนาดใหญกวาวัตถุ (m > 1)
5. ภาพเสมือนกระจกนูน จะมีขนาดเล็กกวาวัตถุ (m < 1)

ภาพจากเลนส
1. ภาพจริงหัวกลับ ภาพเสมือนหัวตั้ง
2. ภาพจริงอยูหลังเลนส (ดานตรงขามวัตถุ)
3. ภาพเสมือนอยูหนาเลนส (ดานเดียวกับวัตถุ)
4. ภาพเสมือนเลนสนน จะมีขนาดใหญกวาวัตถุ (m > 1)
ู
5. ภาพเสมือนเลนสเวาจะมีขนาดเล็กกวาวัตถุ (m < 1)

ความสวาง
เมื่อแสงตกกระทบพื้นผิว จะเกิดเปนความสวาง (E) ซึงมีคาเทากับอัตราของพลังงานแสงทีตกกระทบบนพื้นผิว (F)
่ 
่
ตอพื้นที่ของพื้นผิวที่รองรับแสงนั้นในแนวตั้งฉาก (A) เขียนเปน
F
E = A = I2
R

ตาและการมองเห็นสี
คนสายตาปกติจะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูใกลสุดที่ระยะ 25 เซนติเมตร และมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูไกลสุดถึง
ระยะอนันต สวนคนสายตาสั้นจะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูใกลสุดที่ 25 เซนติเมตร (เหมือนปกติ) แตเห็นชัดเมื่อวัตถุอยู
ไกลสุดไมถึงระยะอนันต (นอยกวาคนปกติ) ดังนันคนสายตาสันตองใสแวนตาที่ทําดวยเลนสเวา เพื่อทําใหวัตถุที่ระยะ
้
้
อนันตมาเกิดเปนภาพที่จุดไกลสุดที่เขามองเห็นชัด สวนคนสายตายาวจะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูใกลสุดมากกวา 25
เซนติเมตร (ไกลกวาคนปกติ) แตเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูไกลสุดถึงระยะอนันต (เหมือนคนปกติ) ดังนั้นคนสายตายาวจึงตอง
ใสแวนตาที่ทําดวยเลนสนูน เพื่อทําใหวัตถุที่ระยะ 25 เซนติเมตร ไปเกิดเปนภาพที่จุดใกลสุดที่เขามองเห็นชัด
สวนการมองเห็นสี นัยนตาจะมีเซลลรับสีอยู 3 กลุม คือ เซลลที่ไวตอสีแดง สีเขียว และสีนํ้าเงิน แสงสีทั้ง 3 นี้
จึงเปนแสงสีปฐมภูมิ เมื่อเซลลรับแสงสีถูกกระตุนพรอมกัน ก็จะทําใหเกิดความรูสึกถึงแสงสีผสมขึ้นดังภาพ

แดง

เหลือง

เขียว

ขาว
แดงมวง

นํ้าเงิน

นํ้าเงินเขียว
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. เมื่อใหลําแสงขนานแสงสีเดียว ความยาวคลื่น λ ตกตั้งฉากกับสลิตคูซึ่งมีระยะหางระหวางชองสลิตเปน d แลวจะ
เกิดภาพการแทรกสอดขึนบนฉากทีอยูหางจากสลิตเปนระยะ D จงหาระยะระหวางแถบสวางแถบแรกกับแถบมืดที่สาม
้
่ 
1) λdD
2) 3 λdD
3) 2 λdD
4) 5 λdD
2
2
2. ในการทดลองเรื่องสลิตคูของยังสพบวา เมือใหแสงทีประกอบดวยความยาวคลืน λ1 = 750 นาโนเมตร λ2 = 900

่
่
่
นาโนเมตร สองตั้งฉากไปยังสลิตคูที่มีระยะหางระหวางชอง 2 มิลลิเมตร พบวาแถบสวางจากคลื่นทั้งสองที่ปรากฏ
บนฉากที่อยูหางออกไป 2 เมตร จะซอนกันครั้งแรกที่ระยะหางจากแถบสวางตรงกลางกี่มิลลิเมตร
1) 1.5
2) 3.0
3) 4.5
4) 6.0
3. แสงเลเซอรความยาวคลื่น 630 นาโนเมตร ฉายผานสลิตเดี่ยว แลวปรากฏวาภาพของสลิตที่ระยะ 3 เมตร เปน
แถบสวางหลายแถบ ระยะระหวางจุดมืดที่สุด 2 ขางของแถบสวางที่กวางที่สุดเปน 1.5 เซนติเมตร สลิตนั้นกวาง
เทาใด (หนวยเปนไมโครเมตร)
1) 63
2) 126
3) 189
4) 252
4. ถาตองการใหตาแหนงมืดแรกของการเลียวเบนผานสลิตเดียว เกิดตรงกับตําแหนงมืดที่สามของริ้วจากการแทรกสอด
ํ
้
่
ของสลิตคู อยากทราบวาจะตองใหระยะหางระหวางชองสลิตคูเปนกี่เทาของความกวางของสลิตเดี่ยว
2) 5
3) 7
4) 9
1) 3
2
2
2
2
5. เมื่อจัดอุปกรณตามรูป พบวาภาพที่เกิดจากกระจกเงาระนาบกับกระจกนูนไมมีพาราแลกซ ความยาวโฟกัสของ
กระจกนูนคือเทาใด (หนวยเซนติเมตร)
48 cm

32 cm
กระจกนูน

วัตถุ

กระจกเงาระนาบ

1) 10
2) 15
3) 20
4) 30
6. จากรูปที่กําหนดใหเปนกระจกสองแผนที่มีดัชนีหักเหแตกตางกันวางซอนทับกันอยู ถาเรายิงแสงเลเซอรจากอากาศ
เขาไปยังกระจกแผนลางดวยมุม θ อยากทราบวามุม θ จะตองมีคานอยที่สุดเทาใด จึงจะทําใหแสงเลเซอรไมทะลุ
เขาไปยังกระจกแผนบน (กําหนดให sin (75.5°) = 0.968 และ cos (75.5°) = 0.25)
อากาศ
n 1= 1.00
θ

n 3 = 1.936
แผนกระจก
n 2 = 2.00

แสงเลเซอร

1) 14.5°

2) 30.0°

3) 60.0°

4) 75.0°
BOBBYtutor Physics Note

7. แทงพลาสติกใสรูปลูกบาศก ยาวดานละ 15 เซนติเมตร มีฟองอากาศเล็กๆ อยูภายใน เมื่อมองทางดานหนึ่งจะเห็น
ฟองอากาศที่ระยะ 6 เซนติเมตร แตเมื่อมองทางดานตรงขามจะเห็นอยูที่ระยะ 4 เซนติเมตร จงหาวา จริงๆ แลว
ฟองอากาศอยูที่ไหนจากผิวแรกที่มอง
1) 4 เซนติเมตร
2) 6 เซนติเมตร
3) 9 เซนติเมตร
4) 10 เซนติเมตร
8. จากรูป
A
วัตถุ

วัตถุ C
ภาพ

B
ภาพ

วัตถุ

D

วัตถุ ภาพ
ภาพ

ขอความตอไปนี้ขอใดถูกตอง
1) A เปนกระจกเวา, B เปนเลนสนูน, C เปนกระจกนูน, D เปนเลนสเวา
2) A เปนเลนสเวา, B เปนกระจกนูน, C เปนกระจกเวา, D เปนเลนสนูน
3) A เปนเลนสนูน, B เปนเลนสเวา, C เปนกระจกนูน, D เปนกระจกเวา
4) A เปนกระจกนูน, B เปนเลนสนูน, C เปนเลนสเวา, D เปนกระจกเวา
9. เลนสบางความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร วางวัตถุไวหนาเลนสทําใหเกิดภาพหัวตั้งขนาด 0.2 เทาของวัตถุ วัตถุและ
ภาพอยูหางกันเทาใด
1) 64 เซนติเมตร
2) 80 เซนติเมตร
3) 96 เซนติเมตร
4) 100 เซนติเมตร
10. วัตถุอยูทางดานซายมือของเลนสนูน (ความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร) ระยะทาง 10 เซนติเมตร และมีเลนสเวา
(ความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร) ทางขวามือของเลนสนูนนั้นระยะทาง 5 เซนติเมตร ภาพที่เกิดเปน
1) ภาพเสมือนอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะ 3.33 เซนติเมตร
2) ภาพจริงอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะ 10 เซนติเมตร
3) ภาพเสมือนอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะ 10 เซนติเมตร
4) ภาพจริงอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร
11. หลอดไฟอยูในนํ้าลึก 130 เซนติเมตร มีเลนสนูนความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร อยูเหนือผิวนํ้า 20 เซนติเมตร
ในแนวเดียวกับหลอดไฟใหดัชนีหักเหของนํ้ามีคา 1.30 จะมีภาพของหลอดไฟหางจากผิวนํ้าเทาใด (ตอบเปน
จํานวนเต็มของเซนติเมตร)
1) 20 เซนติเมตร
2) 24 เซนติเมตร
3) 44 เซนติเมตร
4) 54 เซนติเมตร
BOBBYtutor Physics Note

12. วัตถุอยูทางดานซายมือของเลนสนูน (ความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร) ระยะทาง 10 เซนติเมตร และมีเลนสเวา
(ความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร) ทางขวามือของเลนสนูนนั้นระยะทาง 5 เซนติเมตร ภาพที่เกิดเปน
วัตถุ

10 ซม.

5 ซม.

1) ภาพเสมือนอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 3.33 เซนติเมตร
2) ภาพจริงอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร
3) ภาพเสมือนอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร
4) ภาพจริงอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร
13. ลําแสงขนานตกกระทบเลนสนูนซึ่งมีความยาวโฟกัส 30 เซนติเมตร แลวหักเหไปตกกระทบเลนสเวาซึ่งมีความยาว
โฟกัส 20 เซนติเมตร ถาจะใหลาแสงหักเหผานเลนสเวาออกไปเปนลําแสงขนาน จะตองวางเลนสเวาหางจากเลนสนูน
ํ
เปนระยะกี่เซนติเมตร
1) 10 เซนติเมตร
2) 15 เซนติเมตร
3) 20 เซนติเมตร
4) 25 เซนติเมตร
14. เลนสเวาความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร 2 อัน และเลนสนูนความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร 1 อัน วางรับแสงอาทิตยดังรูป ถาลําแสงสุดทายหลังจากผานเลนสทั้งสามเปนลําแสงขนาน คา a จะมีคาเปนเทาใด

a

a

1) 10 เซนติเมตร
2) 20 เซนติเมตร
3) 30 เซนติเมตร
4) 40 เซนติเมตร
15. นํ้ามีคาดัชนีหักเห 3 เทลงในอางแกวใบใหญ ใหมีระดับนํ้าสูง 10 เซนติเมตร ที่กนอางมีหลอดไฟเล็กๆ เปดสวาง
4
แชไวอยู จงคํานวณหาพื้นที่ของผิวนํ้าที่แสงจากหลอดไฟสามารถทะลุผานผิวนํ้าขึ้นมาได
1) 0.01 m2
2) 0.02 m2
3) 0.03 m2
4) 0.04 m2
16. พิจารณาขอความตอไปนี้
ก. ริ้วมืดริ้วสวางบนฉาก เมื่อแสงทะลุผานชองเล็กๆ ชองหนึ่งเขามา เกิดจากการแทรกสอดและการเลี้ยวเบน
ข. การดูดกลืนความเขมของแสงธรรมดาโดยแผนโพลารอยดเกิดจากการเปนคลื่นตามขวางของแสง
ค. สีที่เห็นบนทองฟาเกิดจากการกระเจิงแสง
ง. รุงกินนํ้าเกิดจากการสะทอนและการเลี้ยวเบนของแสง
ขอความใดบางถูกตองที่สุด
1) ก., ข. และ ค.
2) ก. และ ค.
3) ง. เทานั้น
4) คําตอบเปนอยางอื่น
BOBBYtutor Physics Note

17. หลอดฉายภาพ มีอตราการใหพลังงาน 1000 ลูเมน ถาหลอดมีประสิทธิภาพ 80% ตองการฉายภาพใหมีความสวาง
ั
บนจอ 250 ลักซ ภาพที่ฉายจะมีขนาดใหญกี่ตารางเมตร
1) 2.8 ตารางเมตร
2) 3.2 ตารางเมตร
3) 3.6 ตารางเมตร
4) 4.0 ตารางเมตร
18. ถาตองการความสวาง 100 ลักซ บนโตะทํางานที่สูง 1.2 เมตร ในหองที่มีความสูง 3 เมตร จะตองใชหลอดไฟ
ขนาด 60 วัตต ที่มีความเขมการสองสวาง 54 แคนเดลากี่หลอด
1) 3 หลอด
2) 6 หลอด
3) 16 หลอด
4) 17 หลอด
19. สมชายสามารถมองเห็นวัตถุชัดที่ระยะไกลสุด 5 เมตร ดวยตาเปลา จึงตองใสแวนตาเพื่อใหเห็นชัดที่ระยะไกล
เหมือนคนปกติ สมศักดิ์ยืมแวนตาของสมชายมาทดลองใส ปรากฏวาเห็นวัตถุชัดที่ระยะไกลสุด 20 เมตร ถา
สมศักดิ์มองดูวัตถุดวยตาเปลาจะเห็นวัตถุชัดที่ระยะไกลสุดเทาใด
1) 1 เมตร
2) 2 เมตร
3) 3 เมตร
4) 4 เมตร
20. ถาตาของเรามองดูสีเหลืองเปนเวลานานๆ แลวเปลี่ยนมาดูแสงสีขาวทันที ทานจะมองเห็นแสงสีใด
1) สีขาว
2) สีเขียว
3) สีนํ้าเงิน
4) สีเหลือง

เฉลย
1. 2)
11. 3)

2. 3)
12. 2)

3. 4)
13. 1)

4. 2)
14. 3)

5. 3)
15. 3)

6. 3)
16. 1)

7. 3)
17. 2)

8. 4)
18. 2)

9. 1)
19. 4)

10. 2)
20. 3)
BOBBYtutor Physics Note

เฉลยละเอียด (บางขอ)
2. เฉลย 3) สมบัติแถบสวางที่คลื่นทั้งสองซอนกันอยูหางจากแถบสวางตรงกลาง (A0) เปนระยะ = y โดยเปน
แถบสวางลําดับ n1 ของแสง λ1 และเปนแถบสวางลําดับ n1 ของแสง λ2

d = 2 mm

θ

y
A0

2m

จากสูตรการแทรกสอดหาจุดเสริม d sin θ = nλ
ประมาณ
sin θ ≈ tan θ
∴
d tan θ = nλ
แทนคาสําหรับแสง

λ1

 
= 750 mm ; (2 × 10-3)  y  = n1(750 × 10-9)
2

...(1)

แทนคาสําหรับแสง

λ2

 
= 900 mm ; (2 × 10-3)  y  = n2(900 × 10-9)
2

...(2)

n1(750 × 10-9) = n2(900 × 10-9)
n1
900
6
n2 = 750 = 5
∴ แถบสวางที่คลื่นทั้งสองซอนกันครั้งแรกนั้นจะเปนลําดับที่ 6 ของแสง
แสง λ2 (คือ n1 = 6 และ n2 = 5)
แทนคา n1 = 6 ในสมการ (1) ;
 
(2 × 10-3)  y  = 6(750 × 10-9)
2
สมการ (1) = (2) ;

λ1

และเปนลําดับที่ 5 ของ

y = 4.5 × 10-3
แถบสวางที่คลื่นทั้งสองซอนกันครั้งแรกบนฉากจะหางจากแถบสวางตรงกลาง 4.5 มิลลิเมตร
5. เฉลย 3) พิจารณากระจกราบ จะเกิดภาพเสมือนหลังกระจก โดยมีระยะภาพ = ระยะวัตถุ
s′ = -s = -48 เซนติเมตร
ภาพจากกระจกราบจะเกิดที่เดียวกันกับภาพจากกระจกโคง (เพราะไมมีพาราแลกซตอกัน)
∴ ภาพของกระจกโคงจะเกิดหลังกระจกโคง = 48 - 32 = 16 เซนติเมตร
ภาพจะเปนภาพเสมือน s′ = -16 เซนติเมตร โดยระยะวัตถุ s = 48 + 32 = 80 เซนติเมตร
1+ 1 = 1
จากสูตร ;
s s′
f
1
1
1
80 + -16 = f
∴ ความยาวโฟกัส
f = -20 เซนติเมตร
BOBBYtutor Physics Note

8. เฉลย 4) A เปนกระจกนูน เพราะใหภาพเสมือน (หัวตั้ง) อยูตรงกันขามกับวัตถุและมีขนาดเล็กลง
B เปนเลนสนูน เพราะใหภาพเสมือน (หัวตั้ง) อยูดานเดียวกับวัตถุและมีขนาดใหญขึ้น
C เปนเลนสเวา เพราะใหภาพเสมือน (หัวตั้ง) อยูดานเดียวกับวัตถุและมีขนาดเล็กลง
D เปนกระจกเวา เพราะใหภาพจริง (หัวกลับ) อยูดานเดียวกับวัตถุ
11. เฉลย 3)
เลนสนูน f = 20 ซม.
20 ซม.
ผิวนํ้า
130 ซม.
หลอดไฟ

การหักเหจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 จากนํ้าสูอากาศ ผิวนํ้าเปนผิวเรียบ
จากการหักเหตําแหนงภาพการหักเหผานผิวเรียบ
s′ = nตา
nวัตถุ
s

n

= nอากาศ
นํ้า

1
s′
130 = 1.3
∴ s′ = 100 เซนติเมตร
ในการหักเหครั้งแรก จะเกิดภาพที่ตําแหนงลึกจากผิวนํ้า 100 เซนติเมตร ภาพนี้จะทํา นาที่เปนวัตถุ
ห
ของการหักเหผานเลนส
∴ ระยะวัตถุของเลนส = 100 + 20 = 20 เซนติเมตร
หาตําแหนงภาพจากการหักเหผานเลนสนูน (f เปน "+")
1+ 1 = 1
จากสูตร ;
s s′
f
1 1
1
120 + s′ = 20 = s′ = 24 เซนติเมตร
ภาพที่ไดจากเลนสเปนภาพจริง แสดงวาภาพจะอยูตรงกันขามกับวัตถุ นั่นคือภาพนี้จะอยูสูงจากเลนส
24 เซนติเมตร
∴ ภาพจะอยูหางจากผิวนํ้าเปนระยะ 24 + 20 = 44 เซนติเมตร
BOBBYtutor Physics Note

14. เฉลย 3)
เมื่อแสงขนานผานเลนสเวาอันแรก แสงจะกระจายออก โดยจะเกิดเปนภาพเสมือนที่จุดโฟกัสหนาเลนส
ภาพนี้จะเปนวัตถุของเลนสนูนตอไป
a

a

F

F
f = 10 ซม.
f = 10 ซม.
f = 20 ซม.

∴

ระยะวัตถุของเลนสนูน
s = 10 + a เซนติเมตร
เมื่อแสงผานเลนสนูน เลนสนูนจะรวมแสง แลวไปหักเหผานเลนสเวาอีกอันหนึ่ง และเมื่อแสงผาน
เลนสเวาอันที่สองจะไดแสงขนาน แสดงวาภาพจากเลนสนูนซึ่งจะเปนวัตถุของเลนสเวาอันที่สองนั้นจะตองอยูที่
ตําแหนงจุดโฟกัสหลังเลนสของเลนสเวาอันที่สอง (คือ เปนวัตถุเสมือนของเลนสเวาอันที่สอง)
∴ ระยะภาพของเลนสนูน
s = 10 + a เซนติเมตร
พิจารณาการเกิดภาพของเลนสนูน (f เปน "+")
1+ 1 = 1
จากสูตร ;
s s′
f
1
1
1
(10 + a) + (10 + a) = 20
∴

a = 30 เซนติเมตร

15. เฉลย 3)
บริเวณที่แสงทะลุผานได
บริเวณที่แสงไมสามารถทะลุผาน

R
θ1

θ1

n= 4
3

10 ซม.
θ1 θ1

หลอดไฟ

แสงจะสามารถทะลุผานผิวนําขึนมาไดเมือมุมตกกระทบไมมากกวามุมวิกฤติ แตถามุมตกกระทบมากกวา

้ ้
่

มุมวิกฤติแสงจะไมสามารถทะลุผานผิวนํ้าขึ้นมาได
BOBBYtutor Physics Note

sin θ1
n
= n2
sin θ2
1
ที่มุมวิฤกติ ;
θ1 = θc จะทําใหมุมหักเห
sin θc
1
= 4 = 3
∴
4
sin 90o
3
∴
sin θc = 3
4
นําไปสรางรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
จากกฎการหักเห ;

θ2

= 90°

4
3
θ

7
∴

tan θc =

3 = 1.14
7
R
บริเวณที่แสงทะลุผานไดเปนพื้นที่รูปวงกลม ซึ่งมีรัศมี R จะได tan θc = 10
∴ R = 10 tan θc = 10(1.14) = 11.4 เซนติเมตร
∴ พื้นที่ที่แสงทะลุผาน ;
A = πR2
= (3.1416)(11.4 × 10-2)2
= 0.03 ตารางเมตร
จะได
BOBBYtutor Physics Note

ไฟฟาสถิต
แรงระหวางประจุไฟฟา (กฎของคูลอมบ)
ประจุไฟฟาชนิดเดียวกัน จะสงแรงผลักซึ่งกันและกัน ขณะที่ประจุไฟฟาชนิดตรงขามกัน จะสงแรงดึงดูดซึ่งกัน
และกัน โดยขนาดของแรงจะเปนไปตามกฎของคูลอมบ
F =

kQ1Q 2
R2

; k = คาคงที่ = 9 × 109 N ⋅ m2/c2

ในกรณีมประจุไฟฟาหลายตัว แรงทีกระทําตอประจุตวใดตัวหนึง ก็จะเปนแรงลัพธทเี่ กิดจากการรวมแบบเวกเตอร
ี
่
ั
่
ของแรงจากประจุตัวอื่นๆ

สนามไฟฟา
1. เมื่อประจุอยู ณ จุดที่มีสนามไฟฟา E จะเกิดแรงกระทําตอประจุนั้น
ตามสูตร

F = qE

โดยทิศของแรง F จะเปนทิศเดียวกับสนามไฟฟา E เมือ q เปนประจุบวก แตทศของแรง F จะเปนทิศตรงขาม
่
ิ
กับสนามไฟฟา E เมื่อ q เปนประจุลบ
2. ประจุใดๆ จะแผสนามไฟฟาออกไปรอบๆ (เรียกประจุนั้นวา ประจุตนเหตุ Q) โดยที่ระยะหาง R จากประจุ
ตนเหตุ Q จะมีคาสนามไฟฟา
ตามสูตร

E = kQ
R2

โดย R วัดถึงจุดศูนยกลางของตัวนําที่มีประจุ Q นั้น
E
+
a +
+
+
E=0
สนามไฟฟา
E = kQ
r2
ระยะทาง
-a a
สําหรับตัวนําทรงกลมทีมประจุ ประจุจะกระจายอยูทผวของตัวนํา ไมเขาไปอยูในเนือของตัวนํา ทําใหภายในตัวนํา
่ี
 ี่ ิ
 ้
มีคาสนามไฟฟาเปนศูนยทุกจุด
สนามไฟฟาจากประจุตนเหตุ Q จะมีทิศพุงออกในแนวรัศมี จากประจุตนเหตุ ถาประจุตนเหตุนั้นเปนชนิดบวก
แตสนามไฟฟาจากประจุตนเหตุ จะมีทิศพุงเขาหาในแนวรัศมีสูประจุตนเหตุ ถาประจุตนเหตุนั้นเปนชนิดลบ
BOBBYtutor Physics Note

ศักยไฟฟา
ศักยไฟฟา ณ จุดใดๆ จะเทากับงานตอหนึ่งหนวยประจุ ในการเลื่อนประจุนั้นจากระยะอนันตมายังจุดดังกลาว
W
VX = ∞→ X
q
ดังนั้น ถามีประจุตนเหตุ Q จะไดวา ณ จุดที่หางจากประจุ Q นั้นเปนระยะหาง R จะมีศักยไฟฟา ตามสูตร
V = kQ
R
โดยกําหนดใหศกยไฟฟามีคาบวกหรือลบ ตามชนิดของประจุตนเหตุ Q (กลาวคือ ใหแทนเครืองหมายของประจุ Q
ั


่
ลงในสูตร)
ศักยไฟฟาเปนปริมาณสเกลาร ถามีประจุตนเหตุหลายๆ ตัว ศักยไฟฟา ณ จุดใดจุดหนึ่ง ก็จะเปนการรวมแบบ
สเกลาร (คิดเครื่องหมายตามชนิดประจุ) ของศักยที่เกิดจากประจุแตละตัวเหลานั้น
V
+
+ a + V = kQ
a
+
ศักยไฟฟา
V = kQ
r
ระยะทาง

สําหรับตัวนําทรงกลมทีมประจุ คาศักยไฟฟาภายในตัวนําจะมีคาเทากันหมดและเทากับทีผวของทรงกลมนันเสมอ
่ี

่ิ
้
(ไมเหมือนกับสนามไฟฟา ซึ่งจะเปนศูนยสําหรับภายในตัวนํา)

ความตางศักยไฟฟา
ความตางศักยไฟฟาระหวาง 2 จุดใดๆ คือ งานตอหนึ่งหนวยประจุในการเคลื่อนประจุระหวาง 2 จุดดังกลาว
WB→ A
∆V = VA - VB =
q
ดังนั้น เราอาจหางานในการเลื่อนประจุไดจากคาของความตางศักย
WB → A = q(VA - VB)
ในกรณีเคลื่อนประจุในสนามไฟฟาที่คงที่ จะไดวา
q ⋅ ∆V = W = F ⋅ S = (qE)d เมื่อ d คือ ระยะในการเคลื่อนตามแนว E
จะไดวา
E = ∆V
d
อยางไรก็ตาม แรง F อาจหาไดจากกฎการเคลื่อนที่ คือ ΣF = ma
BOBBYtutor Physics Note

การถายประจุไฟฟา
จะเกิดขึ้นเนื่องจากความตางศักยไฟฟา โดยหลังถายเทประจุแลววัตถุทงสองจะตองมีศักยไฟฟาเทากัน โดยประจุ
ั้
ไฟฟารวมจะยังคงเดิม
ตัวนําประจุ Q1 รัศมี a1 แตะกับตัวนําประจุ Q2 รัศมี a2 หลังแตะตัวนําแตละตัวจะมีประจุเปน


Q′ =  ΣQ  a 1 และ Q′2 =  ΣQ  a 2
1  Σa 


 Σa 

ความจุไฟฟาและตัวเก็บประจุ
C = Q
V

ความจุไฟฟาเทากับอัตราสวนของประจุตอศักยไฟฟาที่เพิ่มขึ้น
ในกรณีตัวนําทรงกลม จะได

C = a
k

; โดย a คือ รัศมีทรงกลม

เมื่อตัวเก็บประจุ เก็บประจุไฟฟาได Q เกิดศักยไฟฟาเปน V จะมีพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุเปน
1
1
1 2
U = 2 QV = 2 CV2 = 2 Q
C

การตอตัวเก็บประจุ
1. แบบอนุกรม :

C1 C2

ในกรณีตออนุกรม 2 ตัว ;

 Q รวม

สูตร  Vรวม

 1
 Cรวม


= Q1 = Q2
= V1 + V2
1 1
= C +C
1

2

C C2
Cรวม = C1 1 C2
+

2. แบบขนาน :
C1

C2

 Vรวม

สูตร  Qรวม


C รวม


=
=

V1 = V2
Q1 + Q2
= C1 + C2
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. สามเหลี่ยมดานเทารูปหนึ่งมีความยาวดานละ 30 เซนติเมตร และที่แตละมุมของสามเหลี่ยมนี้มีจุดประจุ +2, -2
และ +5 ไมโครคูลอมบวางอยู อยากทราบวาขนาดของแรงไฟฟาบนประจุ +5 ไมโครคูลอมบ มีคากี่นิวตัน
1) 0 นิวตัน
2) 1 นิวตัน
3) 2 นิวตัน
4) 2 นิวตัน
2. จุดประจุ 26 × 10-3 คูลอมบ วางอยูที่จุด B และจุดประจุชนิดตรงขาม -Q วางไวที่จุด D ดังรูป ถานําประจุ P
ไปวางไวที่จุด C หรือ A จะเกิดแรงผลักประจุ P ไปทางขวามือและซายมือของจุด B ตามลําดับ แรงผลักทั้งสอง
มีคาเทากัน จงหาคาขนาดของประจุ -Q
26 × 10-3 C
B

A
3m

-Q
D

C
5m

2m

1) -7 × 10-3 คูลอมบ 2) -8 × 10-3 คูลอมบ 3) -9 × 10-3 คูลอมบ 4) -1 × 10-3 คูลอมบ
3. ทรงกลม 2 ลูก มวลลูกละ m ผูกติดกันดวยเชือกที่ยาว l เมื่อนําจุดกึ่งกลางไปแขวนกับตะปูและใหประจุไฟฟา
แกทรงกลมลูกละ Q ปรากฏวาทรงกลมทั้งสองผลักกันจนทําใหเชือกกางออกเปนมุมฉาก ขอใดตอไปนี้ถูกตอง
2
2
2
2 2
1) m = kQ 2
2) m = 2kQ2
3) m = kQ l
4) m = gl 2
2g
2kQ
2gl
gl
4. ลูกพิธมวล 0.72 กรัม มีประจุ 25 × 10-6 คูลอมบ วางอยูเหนือจุดประจุ 2 จุด ที่มีขนาดประจุเทากับ Q และ
ผูกติดกัน หางกัน 6 เซนติเมตร จะตองใชประจุ Q เปนปริมาณเทาใด จึงจะทําใหลูกพิธลอยอยูเหนือจุดกึ่งกลาง
ระหวางประจุทั้งสองเปนระยะทาง 4 เซนติเมตร
1) 2.5 × 10-11 คูลอมบ
2) 5.0 × 10-11 คูลอมบ
4) 5.0 × 10-7 คูลอมบ
3) 2.5 × 10-7 คูลอมบ
5. ในรูปที่แสดงประจุ Q มีหนวยเปนคูลอมบ ระยะทาง a มีหนวยเปนเมตร ให k คือคาคงที่ของกฎของคูลอมบ
จงหา
ก. สนามไฟฟาที่จุด P มีคาเทาใด
+a - Q
+Q
-a

P
+a

x

-a -Q

1) 0.25 kQ
a2

2) 0.45 kQ
a2

3) 0.75 kQ
a2

4) 0.95 kQ
a2
BOBBYtutor Physics Note

6.

7.

8.

9.

ข. ศักยไฟฟาที่จุด P มีคาเทาใด
2) -0.9 kQ
3) 0
4) +0.9 kQ
1) -1.9 kQ
a
a
a
วางจุดประจุ +9Q คูลอมบ ที่ตําแหนงจุดกําเนิด (0, 0) และจุดประจุ -4Q คูลอมบ ที่ตําแหนง x = 1 และ y = 0
จงหาระยะทางบนแกน x ที่สนามไฟฟาเปนศูนย
1) 1 m
2) 2 m
3) 3 m
4) 4 m
จุดประจุขนาด +1 ไมโครคูลอมบ และ +4 ไมโครคูลอมบ วางไวหางกันเปนระยะ 6 เซนติเมตร ตําแหนงที่สนาม
ไฟฟามีคาเปนศูนย จะอยูหางจากจุดประจุ +1 ไมโครคูลอมบ กี่เซนติเมตร
2) 2
3) 4
4) 5
1) 1
อนุภาคหนึ่งมวล 2 × 10-5 กิโลกรัม และมีประจุ +2 × 10-6 คูลอมบ เมื่อนํามาวางไวในสนามไฟฟาที่มีทิศตาม
แนวดิ่งปรากฏวาอนุภาคนี้เคลื่อนที่ลงดวยความเรง 20 เซนติเมตร/วินาที2 จงหาขนาดและทิศทางของสนามไฟฟา
(g = 9.8 m/s2)
1) 100 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงขึ้น
2) 96 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงขึ้น
3) 100 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงลง
4) 96 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงลง
แขวนมวล m ที่มีประจุ -q ดวยเชือกที่ไมนําไฟฟาและยาว l ภายในสนามไฟฟา E ดังรูป ถาไมคํานึงถึงความ
โนมถวงของโลก เมื่อรบกวนมวล m เล็กนอย มวลนี้จะแกวงดวยคาบเทาใด

l

-q, m
E

1) 2π ml
q

l
2) 2π qE

l
3) 2π E

4) 2π ml
qE

10. อนุภาคมวล m มีประจุ +q ถูกปลอยในแนวราบดวยความเร็วตน v เขาสูบริเวณสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E
ซึ่งเกิดขึ้นระหวางแผนโลหะคูขนานที่มีความยาว l ดังรูป จงหาวาระยะที่อนุภาคจะเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม (y)
จะเปนเทาใด ในขณะที่เคลื่อนที่ออกจากสนามไฟฟา (ไมตองคิดแรงโนมถวงของโลก)
+q

- E
y

v

m
l

+ +

1 2
1) 2 qEl2
mv

1 22
2) 2 qEl v
m

1
3) 2 qEl
mv

1 2
4) 2 qEv2
ml
BOBBYtutor Physics Note

11. จงหางานในการนํา ระจุ 4 ตัว แตละตัวมีประจุ +Q จากระยะอนันตมาไวที่มุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความยาว
ป
ดานละ a
2
2
2
2
1) kQ
2) 4 kQ
3) 5 kQ
4) 5.4 kQ
a
a
a
a
$
12. จากรูป ประจุ Q1 = +0.5 คูลอมบ, ระยะ AB = 10 เซนติเมตร, ระยะ BC = 30 เซนติเมตร, มุม ABC = 90°
-9 จูล จงหาวาประจุ Q มีคา
ถางานที่ใชในการนําโปรตอน 1 ตัว จากระยะอนันตมายังจุด B มีคา +28.8 × 10
2
-19 คูลอมบ)
กี่คูลอมบ (ประจุของโปรตอน = 1.6 × 10
A Q1

B

13.

14.

15.

16.

17.

Q2
C

1) 1.0
2) 3.0
3) 4.5
4) 6.0
ลูกพิธมวล m กิโลกรัม มีประจุไฟฟา +q คูลอมบ เคลื่อนที่ในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E นิวตัน/คูลอมบ ซึ่งตั้งฉาก
กับผิวโลกปรากฏวาลูกพิธลอยขึนโดยขนานกับสนามไฟฟาจากจุด A ไปสูจด B ดวยความเรง a เมตร/วินาที2 ถาจุด
้
ุ
B อยูสูงกวาจุด A เปนระยะ d เมตร ความโนมถวงของโลกคือ g เมตร/วินาที2 ความตางศักยระหวางจุด B กับจุด A
มีคาเทาใด และสนามไฟฟา E นี้มีทิศพุงเขาหรือพุงออกจากผิวโลก

2) md (g + a), พุงเขา
1) md (g + a), พุงออก
q
q
3) md (g - a), พุงออก
4) md (g - a), พุงเขา
q
q
-12 กิโลกรัม มีประจุ 8 × 10-9 คูลอมบ จากสภาพหยุดนิ่งใหมีอัตราเร็ว 100
ถาตองการเรงอนุภาคมวล 4 × 10
เมตร/วินาที จะตองใชความตางศักยเทาใด
1) 0.025 โวลต
2) 0.4 โวลต
3) 2.5 โวลต
4) 40 โวลต
แผนตัวนําขนานหางกัน 2.0 เซนติเมตร มีประจุจํานวนหนึ่งอยูบนแผนตัวนํา ทําใหเกิดสนามไฟฟาสมํ่าเสมอใน
แนวดิ่ง เมื่อปลอยอิเล็กตรอนจากหยุดนิ่งบนแผนตัวนําอันลางอิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปยังตัวนําอันบนในเวลา
4.2 × 10-10 วินาที ถามวาความตางศักยระหวางตัวนําทั้งสองมีกี่โวลต (มวลของอิเล็กตรอน = 9.1 × 10-31 kg
ประจุของอิเล็กตรอน = 1.6 × 10-19 C)
2) 11.4 × 10-13
3) 2.1 × 104
4) 1.14 × 10-13
1) 2.6 × 104
อิเล็กตรอนสองตัวถูกตรึงอยูกับที่หางกัน 0.02 เมตร อิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งถูกยิงมาจากที่ระยะอนันตแลวมาหยุด
อยูที่กึ่งกลางของระยะหางระหวางอิเล็กตรอนทั้งสอง ความเร็วตนของอิเล็กตรอนนี้เปนกี่กิโลเมตรตอวินาที
1) 0.48
2) 0.36
3) 0.32
4) 0.16
โลหะทรงกลม A รัศมี r มีประจุ Q มีศักยไฟฟาเดิมเทากับ 4.8 โวลต เมื่อนํามาแตะกับตัวนําทรงกลม B รัศมี 2r
ที่ไมมีประจุไฟฟา แลวแยกใหหางจากกัน ศักยไฟฟาของทรงกลม A จะเปนกี่โวลต
1) 0.96
2) 1.6
3) 2.4
4) 3.2
BOBBYtutor Physics Note

18. จงพิจารณาวงจรตามรูป ในตอนแรกสวิตช S อยูที่ตําแหนง 1 ตัวเก็บประจุ C1 มีความตางศักยระหวางขั้วอยู
5 โวลต C2 และ C3 มีคาความตางศักยระหวางขั้ว 0 โวลต อยากทราบวาความตางศักยระหวางขั้ว C1 ลดลง
เหลือเทาใดเมื่อสวิตช S เปลี่ยนมาที่ตําแหนง 2
1
2
5V

C1

C2

C3

1µF

2µF

1µF

1) 2.5 V
2) 2.0 V
3) 1.50 V
4) 1.25 V
19. ตอตัวเก็บประจุ C1, C2, C3 และ C4 ดังรูป และตอเขากับความตางศักย 11 โวลต
C1 = 4 ไมโครฟารัด
C2 = 6 ไมโครฟารัด
C3 = 9 ไมโครฟารัด
C4 = 3 ไมโครฟารัด
C1
C2

C3

C4

11 V

ความตางศักยของตัวเก็บประจุ C4
1) 3 โวลต
2) 6 โวลต
3) 2 โวลต
4) 4 โวลต
20. ตัวเก็บประจุ C1, C2 และ C3 มีขนาดความจุ 1µF , 2µF และ 3µF ตามลําดับ กอนนํามาตอกับแบตเตอรี่
ขนาด 2 V ดังวงจร ตัวเก็บประจุทั้งสามยังไมมีประจุอยูภายในเลย เมื่อปดสวิตช S เปนเวลานานพอที่จะทําใหอยู
ในสภาพสมดุล พลังงานไฟฟาที่สะสมอยูในตัวเก็บประจุ C2 จะมีขนาดเทาใด (หนวยไมโครจูล)
C2

C3

C1
S
2V

1) 1.2

2) 1.44

3) 2.4

4) 2.8
BOBBYtutor Physics Note

เฉลย
1. 2)
10. 1)
20. 2)

2. 1)
11. 4)

3. 2)
12. 3)

4. 2)
13. 1)

5. ก. 2) ข. 2)
14. 3) 15. 1)

6. 3)
16. 3)

7. 2)
17. 2)

8. 2)
18. 4)

9. 4)
19. 2)

เฉลยละเอียด (บางขอ)
2. เฉลย 1) เมื่อวางประจุ P ไวที่จุด C ประจุบวกที่ B จะผลักไปทางขวา และประจุ -Q ที่ D จะดึงดูดไปทางขวา
ในทิศทางเดียวกัน (แรงลัพธไปทางขวาของ B)
A

B

C

D
-Q

26 × 103
3m

5m

2m

kQ1Q 2
R2
-3
FC = k(26 × 210 )P + k(Q)(P)
∴ แรงลัพธที่จุด C ;
5
22
และเมื่อวางประจุ P ไวที่จุด A ประจุบวกที่ B จะผลักไปทางซาย และประจุ -Q ที่ D จะดึงดูดไป
ทางขวาซึ่งเปนทิศตรงขามกัน (แรงลัพธไปทางซายของ B)
-3
∴ แรงลัพธที่จุด A ;
FA = k(26 × 210 )P - k(Q)(P)
3
102
จากโจทย ;
FA = FC
-3 )P k(Q)(P)
-3
k(26 × 10
= k(26 × 210 )P + k(Q)(P)
32
5
102
22
26 × 10-3 - Q = (26 × 10-3 ) + Q
9
100
4
25
∴ ขนาดของประจุ -Q ;
Q = -7.11 × 10-3 คูลอมบ
จากกฎของคูลอมบ ;

F =
BOBBYtutor Physics Note

3. เฉลย 2) จากรูป ∆ มุมฉาก จะไดระยะระหวาง มวล
R =

l

45o 45o

2

 l 2
 
 

2

l
2 + 2 =
 

2
2 l

T Tcos 45 o
FE

Tsin 45 o
mg

R

พิจารณาแรงที่กระทําตอประจุลูกใดลูกหนึ่ง แลวแตกแรง T ไปในแนวราบและแนวดิ่ง ดังรูป
ΣF = 0
จากสมดุล ;
...(1)
ในแนวราบ จะได T sin 45° = FE
ในแนวดิ่ง จะได T cos 45° = mg
...(2)
FE
สมการ (1) ÷ (2) จะได tan 45° = mg
kQ1Q 2
จาก tan 45° = 1 และ FE =
R2
kQ1Q 2
แทนในสมการ จะได
= mg
R2
2
แต Q1 = Q2 = Q และแทนคา R ; kQ 2 = mg
 2 


 2 l


∴

มวลของวัตถุแตละลูก ;

2
m = 2kQ2
gl
BOBBYtutor Physics Note

6. เฉลย 3) สมมติจุดที่สนามไฟฟาเปนศูนยนั้นอยูที่ตําแหนง x = d ซึ่งเลยประจุ -4Q ออกไป
จากสูตรสนามไฟฟาจากประจุ ; E = kQ
R2
โดยสนามไฟฟาจากประจุ +9Q จะมีทิศไปทางขวา และสนามไฟฟาจากประจุ -4Q จะมีทิศไปทางซาย
v
-4Q E = 0
+9Q
1m
d
ΣE = 0
k(9Q) - k(4Q) = 0
(d - 1)2
d2
9 =
4
(d - 1)2
d2
3(d - 1) = 2d
d = 3
∴ ตําแหนงที่สนามไฟฟาเปนศูนยอยูที่ตําแหนง x = 3 เมตร
11. เฉลย 4) จากสูตร งานในการเคลื่อนที่ประจุจากอนันตมาที่จุด x

จาก

A

a

B
a

a
D

a

C

W∞→x = q(Vx - V∞)
1) เลื่อนประจุ +Q ตัวแรกจากอนันตมาที่จุด A
W1 = W∞→A = (+Q)(VA - V∞)
แต VA = 0 เพราะเดิมไมมีประจุอยูเลย
∴ W1 = 0
2) เลื่อนประจุ +Q ตัวที่ 2 มาไดที่ B
W2 = W∞→B = (+Q)(VB - V∞)
โดย VB จะมีคาเกิดจาก +Q ที่จุด A ซึ่งเลื่อนมากอน
 k(+Q) 
kQ2
∴ W2 = (+Q) 
 =
a
 a 
BOBBYtutor Physics Note

3) เลื่อนประจุ +Q ตัวที่ 3 มาไวที่ C
VC จะมีคาจาก +Q ที่จุด A กับจุด B ซึ่งเลื่อนมากอน
∴ VC = kQ + kQ = 1.7 kQ
a
a 2 a
∴ W3 = (+Q)(VC - V∞)
2
= (+Q) 1.7 kQ  = 1.7 kQ

a


a
4) เลื่อนประจุ +Q ตัวที่ 4 มาไวที่ D
VD จะมีคาจาก +Q ที่จุด A, B และ C ซึ่งเลื่อนมากอน
k(+Q) + k(+Q) + k(+Q) = 2.7 kQ
∴ VD =
a
a
a
a 2
∴ W4 = (+Q)(VD - V∞)
= (+Q)  2.7 kQ 



a
2
W4 = 2.7 kQ
a
∴ งานทั้งหมดที่ทําในการนําประจุ 4 ตัว มาไวที่มุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ยาวดานละ a
ΣW = W1 + W2 + W3 + W4
2
= (0 + 1 + 1.7 + 2.7) kQ
a
2
= 5.4 kQ
a
16. เฉลย 3) คาศักยไฟฟาที่จุดกึ่งกลางระหวางอิเล็กตรอนทั้งสอง
0.02 m

1 1 
V = k(R1e) + k(R2e) = -ke  0.01 + 0.01  = -200ke



แตในการเคลื่อนประจุจากอนันตมายังจุดที่มีศักยไฟฟา V จะตองทํางาน
W = q(∆V) = qV ; Q V∞ = 0
∴ W = (-e)(-200ke) = 200ke2
โดยงานที่ทํานี้จะไดมาจากพลังงานจลนเริ่มตนของประจุ
1
W = 2 mv2 = qV
1 2
2
∴
2 mv = 200ke
2
v = 400ke
m
BOBBYtutor Physics Note

แทนคาประจุและมวลของอิเล็กตรอน
400(9 × 109 )(1.6 × 10-19 )2
9 × 10-31
= 320 m/s
∴ ความเร็วตนของอิเล็กตรอนตัวนี้ v = 320 m/s = 0.32 km/s
v =

20. เฉลย 2)
C2

C3
C1

2V

หาผลรวมของ C2 และ C3 ซึ่งตอแบบอนุกรม
จากสูตร รวม C แบบอนุกรม
1
1 1
1
1
5
Cรวม = C2 + C3 = 2µF + 3µF = 6µF
∴ Cรวม = 6 µF
5
จากการตอขนาน ;
Vรวม = Vแตละสวนที่ขนานกัน
∴ Vรวม ครอม C2 และ C3 ที่ตออนุกรมกันนั้น = 2 V
หา Q รวมบนเสน C2 และ C3
จากสูตร
C = Q
V
12
6 
5 µF (2V) = 5 µC

แตการตออนุกรมนั้นคาประจุ Qรวม = คาประจุ Q แตละตัว
∴ ที่ตัวเก็บประจุ C2 ก็จะมีประจุอยูจํานวน Q = 12 µC ดวย
5
หาพลังงานไฟฟาที่ C2
1 2
จากสูตร
U = 2Q
C
2
 12 µC 

 5
1
พลังงานไฟฟาสะสมใน C2 ;
U = 2  (2µF)
-12 
 12 12
 5 × 5 × 10



1
U = 2
-6 )
(2 × 10
= 1.44 × 10-6 จูล
∴ พลังงานไฟฟาสะสมใน C2 มีคาเทากับ 1.44 ไมโครจูล
∴

Qรวม = CรวมVรวม =




BOBBYtutor Physics Note

ไฟฟากระแสตรง
กระแสไฟฟาในตัวนํา
กระแสไฟฟา คือ ปริมาณประจุไฟฟาที่เคลื่อนที่ผานพื้นที่ภาคตัดขวางในหนึ่งหนวยเวลา
I = Q
t
โดยมีทิศจากจุดที่มีศักยไฟฟาสูงไปยังจุดที่มีศักยไฟฟาตํ่า (ดังนั้นกระแสจะมีทิศเดียวกับที่ประจุบวกเคลื่อนที่
แตจะมีทิศตรงขามในกรณีที่ประจุลบเปนตัวเคลื่อนที่)
- กระแสในโลหะตัวนําจะเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ
- กระแสในหลอดไดโอดสุญญากาศเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ
- กระแสในสารละลายอิเล็กโทรไลตเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิออนบวกและอิออนลบ
- กระแสในหลอดบรรจุกาซเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและอิออนบวก
- กระแสในสารกึ่งตัวนําเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและโฮล
ในกรณีกระแสในโลหะตัวนํา
I = Q = Ne = nevA
t
t
เมื่อ n คือ ความหนาแนนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนํา

ความตานทานของลวดโลหะ
R =
เมื่อ

l
ρA

l

คือ ความยาวตามแนวกระแสไหล
A คือ พื้นที่ภาคตัดขวางกับแนวกระแสไฟฟา
ดังนั้น A l = V (ปริมาตร) ของลวดนั้น
R2
เมื่อนําลวดเดิมมารีดใหมจะได
R1 =

 l 2
 2
l 
 1

=






A1  2

A2 


กฎของโอหมและการตอความตานทาน
I = V
R

หรือ

V = IR
BOBBYtutor Physics Note

เมื่อตอตัวตานทาน
1. แบบอนุกรม จะได
R1

R2

I1

I2

I รวม

Iรวม = I1 = I2 = I3
Vรวม = V1 + V2 + V3
Rรวม = R1 + R2 + R3
2. แบบขนาน จะได
R1
I1
I รวม

R2
I2

ในกรณี R 2 ตัวตอขนานกัน ;

Vรวม = V1 = V2
Iรวม = I1 + I2
1
1 1
R รวม = R1 + R2
RR
Rรวม = R1 1+ 2R2

การตอวงจรไฟฟา
เซลลไฟฟาจะจายพลังงานแกประจุที่วิ่งผาน คาพลังงานที่เซลลจายตอหนึ่งหนวยประจุ คือ แรงเคลื่อนไฟฟาซึ่ง
จะเสมือนเปนความตางศักยรวมที่เกิดขึ้นในวงจร (คือ รวมทั้งภายในและภายนอก)
กระแสที่เซลลจาย ;

I = V = RE r
R
+
R
E
r

ความตางศักยครอมขั้วเซลล ;

V = IR = E – Ir
BOBBYtutor Physics Note

การตอเซลลไฟฟา
1. การตอเซลลแบบอนุกรม
1.1 แบบเรียงขั้ว (ตอถูก) จะได

Eรวม = E1 + E2

E1
r1

E2
r2

1.2 แบบกลับขั้ว (ตอผิด) จะได

Eรวม = E1 - E2

E1
r1

E2
r2

โดยการตออนุกรมทั้ง 2 แบบ จะมี

rรวม = r1 + r2

เหมือนกัน

2. การตอเซลลแบบขนาน ตองใชเซลลที่เหมือนกันมาตอขนานกัน (เงื่อนไขของหลักสูตร)
E
r
E
r

จะได

Eรวม = Eแตละเซลล
r
rรวม = n เมื่อ n คือ จํานวนเซลลที่ตอขนาน

ความตางศักยครอมสวนใดๆ ในวงจร
1. ครอมความตานทาน ;

V = IR

โดยจะเปนคาบวก เมื่อหาคาตามทิศกระแสไหล แตจะเปนคาลบ เมื่อหาคาสวนทิศกระแสไหล
2. ครอมแรงเคลื่อนไฟฟาของเซลล ;

V = E

โดยจะเปนคาบวก เมือหาคาจากขัวบวกไปขัวลบของเซลล แตจะเปนคาลบ เมื่อหาคาจากขั้วลบไปขั้วบวก
่
้
้
ของเซลล ทั้งนี้ไมขึ้นกับกระแสไหล
BOBBYtutor Physics Note

การวัดปริมาณไฟฟา
แอมมิเตอร ตออนุกรมกับสวนวงจรที่ตองการวัดกระแส โดยแอมมิเตอรตองมีความตานทานนอยๆ ถาตองการ
ใชแอมมิเตอรวัดกระแสมากๆ จะตองนําความตานทานมาตอเปนชันตขนานกับกัลวานอมิเตอร โดยชันตจะแบงกระแส
สวนเกินไมใหไหลผานกัลวานอมิเตอร
IA
A

I

(I - I A)

ความตานทานของชันต ;

Rx

Rx =

 IA

I-I
A



 RA



โวลตมิเตอร ตอขนานกับสวนวงจรที่ตองการวัดความตางศักย โดยโวลตมิเตอรตองมีความตานทานสูงๆ ถา
ตองการใชโวลตมเิ ตอรวดความตางศักยมากๆ จะตองนําความตานทานมาตออนุกรมกับกัลวานอมิเตอร โดยความตานทาน
ั
จะแบงความตางศักยสวนเกินไมใหครอมกัลวานอมิเตอร
Rx
V
V0
V

ความตานทานที่ตอ ;

Rx =

 V - V0

 V
0



R
 A


กําลังไฟฟา เมื่อกระแสไหลผานความตานทานจะเกิดการสูญเสียพลังงานขึ้นในตัวตานทาน
2
P = VI = I2R = V
R

พลังงานไฟฟา ;

W = Pt
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. จงพิจารณาขอความตอไปนี้
ก. การนําไฟฟาในหลอดบรรจุกาซ เกิดจากการถายเททั้งประจุไฟฟาบวก และประจุไฟฟาลบ
ข. การนําไฟฟาในแทงโลหะเกิดจากการถายเทประจุไฟฟาลบ
ค. การนําไฟฟาในอิเล็กโทรไลต เกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟาบวกอยางเดียวเทานั้น
คําตอบที่ถูกตองคือ
1) ก. และ ข.
2) ข. และ ค.
3) ก. และ ค.
4) ก. เทานั้น
2. ลวดโลหะเสนหนึ่งมีพื้นที่ภาคตัดขวาง 1 ตารางมิลลิเมตร ถามีกระแสไฟฟาจํานวนหนึ่งไหลผานลวดนี้ในเวลา
4 วินาที โดยขนาดความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนเทากับ 0.02 เซนติเมตรตอวินาที กําหนดใหความหนาแนน
อิเล็กตรอนอิสระของโลหะชนิดนี้เทากับ 1.0 × 1029 ตอลูกบาศกเมตร และประจุไฟฟาของอิเล็กตรอนอิสระเทากับ
1.6 × 10-19 คูลอมบ จงหาปริมาณประจุไฟฟาที่เคลื่อนที่ผานเสนลวดเสนนี้ในเวลาดังกลาว
1) 8.00 C
2) 10.2 C
3) 12.8 C
4) 16.0 C
3. รูปที่แสดง คือ ภาคตัดขวางของสายไฟฟาเสนหนึ่ง ซึ่งประกอบดวยตัวนํา 2 ชนิด ถาปริมาณกระแสไฟฟาในตัวนํา
ทั้งสองเทากัน และความหนาแนนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนําทั้งสองเทากันดวย จงหาอัตราสวนของความเร็ว
ลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนําเสนในตอตัวนําเสนนอก
R

2R

1) 1.0
2) 1.5
3) 2.0
4) 3.0
4. ลวดเสนหนึ่งมีความตานทาน 5 โอหม ถูกยืดออกอยางสมํ่าเสมอจนมีความยาวเปน 3 เทาของความยาวเดิม
คาความตานทานของลวดที่ยืดแลวควรเปลี่ยนแปลงอยางไร
1) ลดลง 3 เทา
2) ลดลง 9 เทา
3) เพิ่มขึ้น 3 เทา
4) เพิ่มขึ้น 9 เทา
BOBBYtutor Physics Note

5. วัสดุนําไฟฟาความหนาสมํ่าเสมอตัดเปนแผนดังรูป ปลายวัสดุดาน a มีความกวางเปนสองเทาของปลายดาน b
ปลายทั้งสองตอกับแรงเคลื่อนไฟฟา E และความตานทาน R ขอความใดตอไปนี้ถูกตองที่สุด
a

b
R
E

1) กระแสดาน a เปนสองเทาของดาน b
2) กระแสดาน b เปนสองเทาของดาน a
3) ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนดาน a เปนสองเทาของดาน b
4) ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนดาน b เปนสองเทาของดาน a
6. วงจรไฟฟา ดังรูป
R3

R1

R4

B

A

I3
C

I2
R2

R5
VAC

R1 = 20 โอหม
R2 = 30 โอหม
R3 = 10 โอหม
R4 = 35 โอหม
R5 = 70 โอหม
I2 = 2 แอมแปร
I3 มีคากี่แอมแปร
1) 0.5
2) 1.0
3) 3.5
4) 5.5
7. ความตานทานสามตัวตอกันดังรูป ถาความตางศักยระหวางจุด a และ b มีคา 12 โวลต และกระแส 0.5 แอมแปร
ไหลผานความตานทาน 20 โอหม ความตานทาน R มีคากี่โอหม
10Ω
a

I = 0.5 A

b

20Ω

1) 1.0

2) 8.9

R
12 V

3) 6.7

4) 5
BOBBYtutor Physics Note

8. จากรูป จงหาวากระแส I มีคาเทาใด
12 A
I

3Ω

1Ω

3Ω 4 Ω

3Ω 4 Ω

4Ω 4Ω

2Ω 2Ω

1) 1 A
2) 3 A
3) 6 A
4) 12 A
9. ความตานทานชุดหนึ่งตอกันในวงจรที่มีกระแสผาน ดังรูป ถาความตางศักยไฟฟาของตัวตานทาน 6 โอหม เทากับ
48 โวลต จงหาความตางศักยไฟฟาครอมตัวตานทาน 10 โอหม
48 V

10Ω

6Ω

15Ω

12Ω

30Ω

I

1) 60 V
2) 54 V
3) 48 V
10. จากวงจรที่กําหนดให ถา I1 มีคา 2 A R1 จะมีคาเทาใด
4Ω
5Ω
3Ω

R1

4) 36 V

I1

± 18V

2Ω
1) 5 Ω
2) 4 Ω
3) 3 Ω
4) 2 Ω
11. เซลลไฟฟาสี่ตัวตางมีแรงเคลื่อนไฟฟา E โวลต และความตานทานภายใน r โอหมเทากัน นําเซลลไฟฟานี้ไปตอ
เปนวงจรกับความตานทานภายนอก R พบวาเมื่อตอเซลลไฟฟาอยางขนาน จะใหกระแสไฟฟาผานความตานทาน
R เปน 1.5 เทาของกระแสไฟฟา เมื่อตอเซลลอยางอนุกรม ความตานทานภายใน r มีคากี่โอหม
1) 0.5 R
2) 2 R
3) 4 R
4) 5 R
4Ω
BOBBYtutor Physics Note

12. จากวงจรไฟฟาในรูป ความตานทาน 10, 20 และ 30 Ω ตอกับเซลลไฟฟา 2 ตัว ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟา 12 โวลต
และความตานทานภายใน 5 Ω จงหาวากระแสไฟฟาที่ไหลผานความตานทาน 10 Ω มีคากี่แอมแปร
20Ω
10Ω
30Ω
12V, 5Ω
12V, 5Ω
1) 0.45
2) 0.66
3) 0.87
13. จากรูป ความตางศักยระหวางจุด a และ b มีคากี่โวลต
12V 0.5Ω
10Ω

4) 0.96

4V

0.5Ω

8V

a b

0.5Ω

5Ω

1) 5.375 V
2) 9.375 V
3) 9.50 V
4) 12.00 V
14. จากรูปแสดงวงจรแอมมิเตอรซึ่งสรางจากกัลวานอมิเตอรที่มีความตานทาน 20 โอหม และกระแสไฟฟาสูงสุด
0.05 mA ถาใชขั้ว B และ C วัดกระแสไฟฟาจะวัดไดมากที่สุดกี่มิลลิแอมแปร
R1 = 20Ω
G

30Ω
A

1Ω
B

C

1) 2.50 mA
2) 2.55 mA
3) 3.00 mA
4) 3.50 mA
15. กัลวานอมิเตอรเครื่องหนึ่งมีความตานทาน 1000 โอหม และยอมใหกระแสไฟฟาไหลไดสูงสุด 15 มิลลิแอมแปร
ถาตองการดัดแปลงกัลวานอมิเตอรเครื่องนี้ใหเปนโวลตมิเตอรที่วัดความตางศักยไดถึง 60 โวลต ควรเลือกใช
ความตานทานในขอใด และตอลักษณะใดกับกัลวานอมิเตอรจงจะใหคาทีอานไดบนสเกลมิเตอรมความละเอียดดีที่สุด
ึ
 ่
ี
1) 3000 โอหม ตอขนาน
2) 3000 โอหม ตออนุกรม
3) 4500 โอหม ตอขนาน
4) 4500 โอหม ตออนุกรม
BOBBYtutor Physics Note

16. กระแสไฟฟาสูงสุดของกัลวานอมิเตอรมีคา 50 ไมโครแอมแปร เมื่อนําความตานทาน 119000 โอหม มาตอ
อนุกรมกับกัลวานอมิเตอร สามารถวัดความตางศักยไดสูงสุด 6 โวลต ถาตองการดัดแปลงกัลวานอมิเตอรนี้เปน
แอมมิเตอร เพือใหวดกระแสไฟฟาไดสงสุด 50 มิลลิแอมแปร จะตองใชความตานทานกีโ่ อหมมาตอกับกัลวานอมิเตอร
่ ั
ู
และตอในลักษณะใด
1) 0.1 โอหม ตอขนาน
2) 0.1 โอหม ตออนุกรม
3) 1 โอหม ตอขนาน
4) 1 โอหม ตออนุกรม
17. เตาไฟฟาเครื่องหนึ่งใชกับไฟ 220 โวลต ใชกําลังเปน 6 เทาของกําลังที่ใชโดยหลอดไฟฟาหลอดหนึ่ง ซึ่งใชกับไฟ
110 โวลต จงหาวาความตานทานของเตาไฟฟา จะมีคาเปนกี่เทาของความตานทานของหลอดไฟ
1
1) 3
2) 3
3) 3
4) 2
2
3
18. A และ B เปนอุปกรณไฟฟา อุปกรณไฟฟา B กินกําลังไฟฟา 600 วัตต 120 โวลต จงหากําลังไฟฟาทั้งหมด
ที่แรงเคลื่อนไฟฟา 130 โวลต จายใหกับวงจรไฟฟา
0.5Ω a
0.8Ω c
A

120 V
B 600 W

b

130 V

d

1) 1560 วัตต
2) 1440 วัตต
3) 1200 วัตต
4) 650 วัตต
19. หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต และหลอดไฟ 12 โวลต 24 วัตต ตอกันอยางอนุกรมกับเครื่องจายไฟ 20 โวลต
ดังรูป ผลที่ไดคือขอใด
12 V, 18 W

20 V

12 V, 24 W

1) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต สวางมากกวาหลอด 12 โวลต 24 วัตต
2) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต สวางนอยกวาหลอด 12 โวลต 24 วัตต
3) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต ไสหลอดขาด
4) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต ไมสวางเลย
20. นักศึกษาคนหนึ่งใชเครื่องไฟฟาในหอพักในชวง 10 วัน ดังนี้ หมอหุงขาวขนาด 660 W 220 V วันละ 1 ชั่วโมง
พัดลมขนาด 0.5 A 220 V วันละ 4 ชั่วโมง ถาเจาของหอพักเก็บคาไฟฟายูนิตละ 2 บาท นักศึกษาคนนั้นจะตอง
เสียคาไฟฟาในชวง 10 วันนั้นเปนเงินเทาใด
1) 10 บาท
2) 22 บาท
3) 100 บาท
4) 220 บาท
BOBBYtutor Physics Note

เฉลย
1. 1)
11. 2)

2. 3)
12. 4)

3. 4)
13. 1)

4. 4)
14. 2)

5. 4)
15. 2)

6. 3)
16. 3)

7. 3)
17. 4)

8. 2)
18. 1)

9. 1)
19. 1)

10. 4)
20. 2)

เฉลยละเอียด (บางขอ)
3. เฉลย 4)
I = Q = nevA
t
I1
 n1   v1  A 1 
  


I2 =  n 2  v 2  A 2 
  



จากสูตรกระแสไฟฟาในโลหะตัวนํา ;
∴

จากโจทย ;

I1 = I2 และ n1 = n2
v1
A2
จะได
v 2 = A1
เสนในจะมีพื้นที่ ;
A1 = πR2
เสนนอกจะมีพื้นที่ ;
A2 = π(2R)2 - πR2 = 3πR2
v1
3 πR 2
∴
v 2 = πR 2 = 3
∴ อัตราสวนของความเร็วลอยเลือนของลวดเสนใน (v1) ตอความเร็วลอยเลือนของลวดเสนนอก (v2) มีคา
่
่
เทากับ 3
9. เฉลย 1) ความตานทานระหวาง AB (เกิดจากการขนานของ 6 Ω กับ 12 Ω)
6Ω
A

10Ω
15Ω

B

12Ω

I

30Ω

จากสูตร
∴

1
R รวม
1
R AB
RAB
Vรวม

และจากการตอขนาน
∴ Vรวม ครอม AB = Vครอม 6 Ω

1
= R1 + R12
1 1
3
= 6 + 12 = 12
= 4 Ω
= V1 = V2
= 48 V

C
BOBBYtutor Physics Note

V
Iรวม = Rรวม = 48 = 12 A
4
รวม
และจากการตออนุกรม ;
Iรวม = I1 = I2
∴ กระแสที่ไหลผาน BC = กระแสรวมที่ไหลผาน AC = 12 A
พิจารณาหาความตานทานรวมในชอง BC
1
1 1
1
จากการตอขนาน
R รวม = R1 + R2 + R3
1
1 1 1
1
R BC = 10 + 15 + 30 = 5
∴ RBC = 5 Ω
VBC = IรวมRรวม = 12(5) = 60 V
∴ ความตางศักยรวมที่ครอม BC ;
แตจากการตอขนาน
Vรวม = V1 = V2 = V3
∴ ความตางศักยครอม 10 Ω = Vรวม = 60 โวลต
10. เฉลย 4) จากโจทยจะเขียนวงจรใหมไดเปน
กระแสรวมที่ไหลผาน A, B ;

4Ω

I1

2Ω

5Ω

3Ω

4Ω

I =2
R1 1
I2

18 V

พิจารณาลวดเสนบนของสวนที่ตอขนาน
Vรวม = IรวมRรวม (เสนบน)
= I1(4 + 2)
= 2(6) = 12 V
แตการตอขนาน ;
Vรวม = V1 = V2
∴ ลวดเสนลางของสวนที่ตอขนาน จะมีกระแสไหล I2 โดย
I2 = R V
รวม(เสนลาง)

= (5 + 12+ 4)
3
12 = 1 A
= 12
∴ กระแสไฟฟาที่ไหลผาน R1 ซึ่งเปนกระแสรวมในวงจร
Iรวม = I1 + I2
= 2+1 = 3 A
BOBBYtutor Physics Note

ความตางศักยของเซลลไฟฟา = 18 V ในขณะที่วงจรสวนขนานจะมีคาความตางศักยไฟฟา = 12 V
∴ ความตางศักยครอม R1 ;
V1 = 18 - 12 = 6 A
V1
จากกฎของโอหม ;
R1 = I รวม
R1 = 6 = 2 Ω
∴
3
13. เฉลย 1) เนื่องจากเสนกลางเปนวงจรเปด จึงไมมีกระแสผาน กระแสจะไหลผานเฉพาะในวงจรรอบนอก
12V

a b

10Ω
5Ω

∴

กระแสในวงจร ;

0.5Ω
4V

I

0.5Ω
I=0

I

8V

0.5Ω

E
I = Rรวม
รวม
= 10 + 512 - 8 + 0.5
+ 0.5
4
= 16
1
= 4 A

โดยกระแสนี้จะวนทิศทวนเข็มนาฬิกา พิจารณาความตางศักย ab โดยคิดจากวงจรเสนลาง (ไลตามทิศ
กระแส) จะได
Vab = 5I + 8 + 0.5I - 4
 1
1
แทนคา I ;
Vab = 5  4  + 8 + 0.5  4  - 4
 
 
= 5.375 V
หมายเหตุ อาจพิจารณาความตางศักย ab จากเสนบน (ไลยอนกระแส) จะได
Vab = -10I + 12 - 0.5I - 4
 1
1
= - 10 4  + 12 - 0.5  4  - 4
 
 
= 5.375 V
BOBBYtutor Physics Note

14. เฉลย 2) เมื่อใชขั้ว B และ C วัดกระแส จะไดวงจร ดังรูป
30Ω

RG = 20Ω
G

1Ω
B

C

IG = 0.05 × 10-3 A
Iรวม = Iแตละสวน
V = IR
V = (0.05 × 10-3)(30 + 20)
= 2.5 × 10-3 โวลต
จากการตอขนาน ;
Vรวม = Vแตละสวน
∴ ความตางศักยครอมเสนลาง (1 Ω) จะเปน 2.5 × 10-3 โวลต ดวย
∴ กระแสไหลผานความตานทาน 1 Ω ;
I = V
R
-3
= 2.5 ×110 = 2.5 × 10-3
กระแสรวมทั้งหมดที่ไหลเขาที่ขั้ว B ; Iรวม = Iเสนบน + Iเสนลาง
= (0.05 × 10-3) + (2.5 × 10-3)
= 2.55 × 10-3 A
∴ จะวัดกระแสไฟฟาไดมากที่สุด ;
Iรวม = 2.55 มิลลิแอมแปร
19. เฉลย 1)
2
จาก
P = VI = V = I2R
R
เนื่องจากกระแสผาน G ;
จากการตออนุกรม ;
หาความตางศักยครอมรวมเสนบน ;
แทนคา ;

12 V, 18 W

20 V

12 V, 24 W
BOBBYtutor Physics Note

พิจารณาหลอด 12 V, 18 W จะมีความตานทาน R1
2
R1 = V =
P
พิจารณาหลอด 12 V, 24 W จะมีความตานทาน R2
2
R2 = V =
P
เมื่อตออนุกรมกัน ;
Rรวม =
∴ จะเกิดกระแสไหลในวงจร ;
I =
∴

(12)2 = 8
18

(12)2 =
24
R 1 + R2
E
R+r
= I2R1

กําลังไฟฟาในหลอด 18 W ;

P1

กําลังไฟฟาในหลอด 24 W ;

P2 = I2R2

6

Ω

Ω

= 8 + 6 = 14 Ω
= 1420 0 = 1.43 A
+
= (1.43)2(8) = 16.3 W
= (1.43)2(6) = 12.2 W

เมื่อตออนุกรมกันหลอด 18 W จะใหความสวางมากกวาหลอด 24 W เพราะเกิดกําลังมากกวา (P1 > P2)
หมายเหตุ ไมมีหลอดใดขาด เพราะกําลังของแตละหลอดมีคาไมมากกวากําลังสูงสุดของหลอดนั้นๆ
BOBBYtutor Physics Note

แมเหล็กไฟฟา
สนามแมเหล็ก
กําหนดใหมีทิศเดียวกับแรงที่กระทําตอขั้วเหนือทดสอบ ดังนั้นสนามแมเหล็กจึงมีทิศกระจายออกจากขั้วเหนือ
แมเหล็กไปยังขั้วใตแมเหล็ก (เมื่อวางเข็มทิศไวในสนามแมเหล็ก เข็มทิศจะชี้ตามทิศของสนามแมเหล็ก) สนามแมเหล็ก
ณ บริเวณใด มีคาเทากับฟลักซแมเหล็กตอหนวยพื้นที่ที่เสนแรงแมเหล็กตั้งฉาก
∅
B = A
⊥

หรือ

∅

= BA⊥

แรงที่แมเหล็กกระทําตอประจุที่เคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก
เมื่อประจุ q เคลื่อนที่ดวยความเร็ว v ผานเขาไปในสนามแมเหล็ก B ในทิศทํามุม
แรงแมเหล็กกระทําตอประจุ

θ

กับสนามแมเหล็กจะเกิด

F = qvB sin θ

ตามสูตร

ทิศของแรงแมเหล็ก
- ประจุบวก หาไดจากการใชมอขวา แบฝามือใหนิ้วทั้งสี่ชี้ตามความเร็ว v แลวงอนิวทังสีวนไปหาสนามแมเหล็ก B
ื
้ ้ ่
นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่เกิดขึ้น
v
v

+

v
B

v
F
- ประจุลบ หาไดจากการใชมอซาย แบฝามือใหนวทังสีชตามความเร็ว v แลวงอนิ้วทั้งสี่วนไปหาสนามแมเหล็ก B
ื
ิ้ ้ ่ ี้
นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่เกิดขึ้น
v
F
v
v

-

v
B
แรงที่แมเหล็กกระทําตอลวดที่มีกระแสไหลในสนามแมเหล็ก
เมื่อประจุเคลื่อนที่ในลวด ก็แสดงวาในลวดนั้นมีกระแสไฟฟาไหล ดังนั้น จึงเกิดแรงแมเหล็กกระทําตอลวดได
ตามสูตร
F = IlB sin θ

;

θ เปนมุมระหวาง I กับ B
BOBBYtutor Physics Note

F
I

v
B

โดยทิศของแรงจะเปนไปตามกฎมือขวา โดยแบฝามือใหนิ้วทั้งสี่ชี้ตามทิศกระแส I งอนิ้วทั้งสี่วนไปหาสนาม
แมเหล็ก B นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่กระทําตอลวด
โมเมนตของขดลวดที่มีกระแสไหลในสนามแมเหล็ก
จะได
M = NIBA cos θ

เมื่อ θ คือ มุมระหวางระนาบของขดลวดกับสนามแมเหล็ก

สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในขดลวด
กระแสที่ไหลในลวดจะสรางสนามแมเหล็กขึนมารอบๆ โดยจะมีทิศวนตามกฎมือขวา คือใชมือขวาใหนิ้วหัวแมมือ
้
ชี้ตามทิศกระแสไหล นิ้วทั้งสี่ที่กําวนจะแสดงสนามแมเหล็กที่เกิดขึ้นรอบๆ
I
สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแส ;
B = 2 × 10-7 d

I

v
B

N

S

I

สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในขดลวดโซลินอยด
เมือนําขดลวดมาขดเปนวง แลวใหกระแสไหล สนามแมเหล็กที่เกิดขึ้นจะมีสภาพเหมือนเปนแทงแมเหล็ก โดยขั้ว
่
แมเหล็กที่เกิดขึ้นจะหาไดจากการใชมือขวา ใหนิ้วทั้งสี่วนตามกระแสที่ไหลในขดลวด นิ้วหัวแมมือจะชี้ไปดานปลายที่เปน
ขั้วเหนือของแมเหล็กที่ถูกสรางขึ้นมา
BOBBYtutor Physics Note

แรงระหวางลวด 2 เสนขนานที่มีกระแสไหลผาน
- กระแสไหลทางเดียวกัน จะเกิดเปนแรงดึงดูดระหวางลวด
- กระแสไหลสวนทางกัน จะเกิดเปนแรงผลักระหวางลวด

F F

I1

I2

กระแสไหลทางเดียวกัน เกิดแรงดูด

F

F

I1

ขนาดของแรง ;

I2

กระแสไหลสวนทางกัน เกิดแรงผลัก
IIl
F = 2 × 10-7 1 d2

กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา
"เมื่อฟลักซแมเหล็กผานขดลวดตัวนําที่มีการเปลี่ยนแปลง
จะทําใหเกิดกระแสไฟฟาเหนี่ยวนําขึ้นในขดลวด
กระแสเหนี่ยวนําที่เกิดขึ้นจะกอใหเกิดฟลักซแมเหล็กใหม ที่จะมีทิศตอตานกับการเปลี่ยนแปลงของฟลักซแมเหล็กแรก
ที่ทําใหเกิดมันขึ้นมาเสมอ"
การสงพลังงานไฟฟาไปตามสายไฟ จะสูญเสียพลังงานในสายไฟ ตามสมการ
P′ =






Pผลิต  2

Vสง  R


ดังนั้นเพื่อลดการสูญเสียพลังงานในการสง จึงตองใชความตางศักยสูงๆ ในการสงพลังงานไฟฟา
BOBBYtutor Physics Note

หมอแปลงไฟฟา
ฟวส
N1
รอบ

E1

A
N2 E
รอบ 2

B
เปนอุปกรณในการเปลี่ยนคาความตางศักย
E1
N1
= N2
E2

ตามสูตร

โดยหมอแปลงจะทําหนาที่ถายทอดพลังงานจากขดลวดหนึ่งไปยังขดลวดอีกขดหนึ่งเทานั้น
P2 = P1

ในหมอแปลงอุดมคติ ;

2
P = VI = I2R = V
R

โดยกําลังไฟฟา จะเขียนไดเปน
.

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. จงหาฟลักซแมเหล็กที่ผานขดลวดสี่เหลี่ยมผืนผา abcd ถามีสนามแมเหล็ก B ขนาดสมํ่าเสมอ 2 เทสลา ในทิศที่
ขนานแกน x ดังรูป
Y

3 cm

a

B
d x

b
3 cm
c
Z

1) 1.8 × 10-3 wb

4 cm

2) 2.4 × 10-3 wb

3) 3.0 × 10-3 wb

4) 5.0 × 10-3 wb
BOBBYtutor Physics Note

2. สมมติสถานการณอยางงายๆ ใหอิเล็กตรอนตกภายใตความโนมถวงของโลก ซึ่งมีสนามแมเหล็กชี้จากทิศใตไป
ทางทิศเหนือ อยากทราบวาแนวการตกของอิเล็กตรอนจะเฉจากแนวดิ่งไปทางทิศใด
1) ทิศเหนือ
2) ทิศใต
3) ทิศตะวันออก
4) ทิศตะวันตก
3. ประจุลบ เคลื่อนที่เปนเสนตรงดวยความเร็ว v เขาไประหวางแผนโลหะขนาน A และ B ซึ่งมีสนามแมเหล็ก
v
สมํ่าเสมอ B มีทิศทางพุงออกมา ดังรูป ปรากฏวาประจุลบยังคงเคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวเดิม เนื่องจากมี
v
สนามไฟฟา E จากแผนโลหะขนานดวย ดังนั้น
B

A

v
B

-

v
v

1) สนามไฟฟา E = vB มีทิศทางจาก B ไป A
2) สนามไฟฟา E = vB มีทิศทางจาก A ไป B
4) สนามไฟฟา E = B มีทิศทางจาก A ไป B
3) สนามไฟฟา E = B มีทิศทางจาก B ไป A
v
v
4. อนุภาคมวล m มีประจุ q หนวย วิ่งเขาหา "มาน" สนามแมเหล็กในแนวตั้งฉากดวยความเร็ว v สมมติวาบริเวณ
มานนี้มีสนามแมเหล็กทิศชี้เขาไปในกระดาษ และมานนี้บางมาก (มีความหนา l หนวย) จงหาวาเมื่อประจุทะลุ
ผานมานนี้ออกมาแลวมาที่ประจุวิ่งจะเบนไปจากแนวเดิมกี่เรเดียน
l

v

v
B

θ

m, q

1) qml
vB

vB
2) qml

3) qBl
mv

mv
4) qBl
BOBBYtutor Physics Note

v
5. ประจุ -q มวล m เคลื่อนที่ดวยความเร็วตน v0 เขาไปในบริเวณ (1) ซึ่งมีสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E และ
v
v
v
บริเวณ (2) ซึ่งมีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ B โดย E และ B มีทิศดังรูป และ d เปนระยะทางที่ประจุเคลื่อนที่ใน
บริเวณ (1) เมื่อเขาสูบริเวณ (2) แลว ประจุจะมีเสนทางการเคลื่อนที่อยางไร
v
E

-

v0
(1)
d

6.

7.

8.

9.

10.

v
B

(2)

m
m
1) โคงลง รัศมีความโคง = qB v 2 - 2qEd
2) โคงลง รัศมีความโคง = qB v 2 + 2qEd
0
0
m
m
m
m
3) โคงขึ้น รัศมีความโคง = qB v 2 + 2qEd
4) โคงขึ้น รัศมีความโคง = qB v 2 - 2qEd
0
0
m
m
อิเล็กตรอนมวล m กิโลกรัม เคลื่อนที่เขาไปในบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก B เทสลา ในทิศที่ตั้งฉากกับสนาม
แมเหล็ก อยากทราบวาจะใชเวลาอยางนอยเทาใด ทิศทางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจึงจะมีทิศทางตรงกันขามกับ
ทิศทางการเคลื่อนที่เมื่อเริ่มเขามาในสนามแมเหล็ก (กําหนดใหประจุของอิเล็กตรอนเปน q คูลอมบ)
1 qB
1 qB
1) 2 πm วินาที
2) 4 πm วินาที
3) mπ วินาที
4) 2 πm วินาที
qB
qB
v
ลวดตัวนํายาว 0.2 เมตร มวล 0.06 กิโลกรัม วางอยูบนโตะราบเกลี้ยง มีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ B ขนาด
0.08 เทสลา มีทิศพุงขึ้นตามแนวดิ่ง เมื่อใหกระแสไฟฟาจํานวนหนึ่งแกลวด พบวาลวดเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปเปน
ระยะ 1.6 เมตร ในเวลา 2 วินาที กระแสไฟฟาที่ใหแกลวดมีคากี่แอมแปร
1) 1
2) 2
3) 3
4) 4
บอกขนาดและทิศทางของกระแสที่ใหไหลผานเสนลวด ยาว L เมตร มวล m กิโลกรัม แลวทําใหลวดลอยขึ้นจาก
พื้นจนมีความเร็ว 20 เมตร/วินาที ภายในเวลา 2 วินาที (ใหลวดวางตัวอยูในแนวตะวันตก-ตะวันออก ความเรง
โนมถวง 10 เมตร/วินาที2 และ B เปนสนามแมเหล็กโลกในแนวราบ สนามแมเหล็กในแนวดิ่งเปนศูนย)
1) 20 m/LB ทิศตะวันออก
2) 20 m/LB ทิศตะวันตก
3) 10 m/LB ทิศตะวันออก
4) 10 m/LB ทิศตะวันตก
ในบริเวณที่มีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ 2 เทสลา จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก เมื่อนําลวดตัวนําทรงกระบอกมี
พื้นที่หนาตัด 0.5 ตารางเมตร มาวางในแนวเหนือ-ใต แลวใหกระแสไฟฟา 15 แอมแปร ไหลผานจากทิศใตไป
ทิศเหนือ จะทําใหลวดตัวนําเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ จงหาคาความหนาแนนของสารที่ใชทําลวดตัวนํา (ไมคิด
นํ้าหนักของสายไฟที่ตอกับแทงตัวนํา)
2) 3 kg/m3
3) 6 kg/m3
4) 7.8 kg/m3
1) 1.5 kg/m3
ขดลวดรูปสี่เหลี่ยมผืนผา ซึ่งมีจํานวน 1 รอบ และมีพื้นที่ 100 cm2 ขดหนึ่ง ถูกหมุนอยูในสนามแมเหล็กซึ่ง
มีคา 10-4 เทสลา โดยแกนหมุนอยูในแนวตั้งฉากกับสนามแมเหล็ก และมีอัตราเร็วเชิงมุมเปน π เรเดียน/วินาที
1
จงหาวาที่เวลา 6 วินาที หลังจากที่ระนาบของขดลวดอยูในแนวขนานกับสนาม โมเมนตที่เกิดจากแรงของสนาม
แมเหล็กกระทําตอขดลวดมีคากี่นิวตัน-เมตร ถามีกระแสไฟฟาไหลผานขดลวด 2 แอมแปร
1) 1.0 × 10-6
2) 1.25 × 10-6
3) 1.5 × 10-6
4) 1.75 × 10-6
BOBBYtutor Physics Note

11. กระแสเหนี่ยวนําในขดลวดเกิดขึ้นไดเมื่อสนามแมเหล็กผานในขดลวดมีการเปลี่ยนแปลง
กระแสเหนี่ยวนํา i ไดถูกตอง
v
S
v ∆B
N
B
S

รูปใดแสดงทิศของ

i

i

i

ก. เคลื่อนที่ขั้วเหนือของ
ข. สนามแมเหล็กมีคาลดลง
ค. ขณะสับสวิตช S
แมเหล็กเขาหาขดลวด
1) ก., ข. และ ค.
2) ก. และ ข.
3) ค.
4) คําตอบเปนอยางอื่น
12. ในการทดสอบหาชนิดขั้วแมเหล็ก โดยใชวงจร AB ซึ่งประกอบดวยตัวตานทาน R และมีเหล็กออนเปนแกน
ไดผลทดสอบเปนดังนี้
ขั้วทดสอบ
X
Y
Z

ลักษณะการเคลื่อนที่ของขั้วทดสอบ
เลื่อนเขาหา A
เลื่อนออกจาก A
เลื่อนออกจาก A

ทิศการไหลของกระแสเหนี่ยวนํา
A→R→B
A→B→R
A→R→B

ขั้วทดสอบ
A

B

R

ขั้วทดสอบ X, Y และ Z มีขั้วแมเหล็กเปนตามขอใด
1) เหนือ เหนือ ใต
2) เหนือ ใต เหนือ
3) ใต เหนือ ใต
4) ใต ใต เหนือ
13. เครื่องกําเนิดไฟฟาเครื่องหนึ่งสามารถสงกําลังไฟฟาได 345 กิโลวัตต ใหหาคาพลังงานที่สูญเสียไปในรูปของ
ความรอนภายในสายไฟ ถาสงกําลังไฟฟาผานสายไฟยาว 500 เมตร ความตานทาน 0.25 โอหม เปนเวลา
20 วินาที ดวยความตางศักย 69 กิโลโวลต
1) 25 J
2) 50 J
3) 100 J
4) 125 J
14. มอเตอรไฟฟาเครื่องหนึ่งมีความตานทานของขดลวด 0.5 โอหม สําหรับใชกับแรงเคลื่อนไฟฟา 12 โวลต ขณะ
ทํางานวัดกระแสไฟฟาที่ผานมอเตอรได 8.0 แอมแปร แรงเคลื่อนไฟฟาตานกลับของมอเตอรจะมีคากี่โวลต
1) 4
2) 6
3) 8
4) 10
BOBBYtutor Physics Note

15. เตารีดไฟฟาเครื่องหนึ่งมีความตานทาน 20 โอหม ใชกับความตางศักย 110 โวลต แตไฟฟาที่ใชกันตามบานมี
ความตางศักย 220 โวลต จึงตองใชหมอแปลงไฟฟาชวยเมื่อใชเตารีดเครื่องนี้ ถาหมอแปลงไฟฟามีประสิทธิภาพ
75 เปอรเซ็นต จงหาคากระแสไฟฟาที่ไหลผานขดลวดปฐมภูมิ
1) 2.06 แอมแปร
2) 3.7 แอมแปร
3) 2.75 แอมแปร
4) 11 แอมแปร
16. หมอแปลงชนิดแปลงลงเครื่องหนึ่งใชกับความตางศักย 220 โวลต เมื่อนําหมอแปลงนี้ไปใชกับเตารีด 110 โวลต
750 วัตต เปนเวลา 1 นาที พบวาเกิดความรอนขึ้นในแกนเหล็ก 7.8 กิโลจูล ในขณะที่เตารีดมีกําลังไฟฟาคงเดิม
ขดลวดปฐมภูมิจะตองใชกระแสไฟฟาอยางนอยที่สุดกี่แอมแปร
1) 3.4
2) 4.0
3) 6.8
4) 8.0
17. กําหนดใหวา ฟวสทใชจะขาดทันที ถากระแสทีไหลผานมีคาสูงกวา 1 แอมแปร อยากทราบวาความตานทานที่จะนํา

ี่
่

ไปตอเขาระหวาง A และ B จะตองมีคาอยางนอยทีสดเทาใด ฟวสจงจะยังไมขาด ใหถอวาหมอแปลงเปนแบบสมบูรณ

ุ่
ึ
ื
ฟวส

แรงเคลื่อนไฟฟา 100 V

1000 รอบ

A

100 รอบ

B

1) 110 โอหม
2) 90 โอหม
3) 1.1 โอหม
4) 1 โอหม
18. เมื่อนําขดลวดตัวนําไฟฟาเคลื่อนที่ตัดสนามแมเหล็กโดยผานจากดานซายไปขวาดังรูป กระแสไฟฟาในขดลวดจะ
เปลี่ยนแปลงอยางไร
B

1) เกิดกระแสไฟฟาวนตามเข็มนาฬิกาขณะเขาสูสนามแมเหล็ก และกระแสทวนเข็มนาฬิกาขณะออกจากสนาม
แมเหล็ก
2) เกิดกระแสไฟฟาวนทวนเข็มนาฬิกาขณะเขาสูสนามแมเหล็ก และกระแสตามเข็มนาฬิกาขณะออกจากสนาม
แมเหล็ก
3) เกิดกระแสไฟฟาวนตามเข็มนาฬิกาตั้งแตเขาสูสนามแมเหล็กจนพนจากสนามแมเหล็ก
4) เกิดกระแสไฟฟาวนทวนเข็มนาฬิกาตั้งแตเขาสูสนามแมเหล็กจนพนจากสนามแมเหล็ก

เฉลย
1. 1)
11. 1)

2. 4)
12. 4)

3. 1)
13. 4)

4. 3)
14. 3)

5. 1)
15. 2)

6. 3)
16. 2)

7. 3)
17. 4)

8. 1)
18. 2)

9. 3)

10. 4)
BOBBYtutor Physics Note

เฉลยละเอียด (บางขอ)
3. เฉลย 1) เมื่อประจุลบวิ่งผานสนามแมเหล็กจะเกิดแรงกระทําในทิศตั้งฉากโดยเปนไปตามกฎมือซาย คือ กํานิ้ว
v
ทั้งสี่ของมือซายวนจากทิศของ v ไป B นิ้วหัวแมมือที่ชี้ออกจะแสดงทิศของแรงที่เกิดขึ้น
v
B

A

v
v

v
B

v
F
v
B

v
v

-

v
จากรูป v มีทิศขึ้นในแนวดิ่ง B มีทิศพุงออกจากหนากระดาษจะทําใหเกิดแรงกระทําไปทางซาย
v
แตประจุลบนี้ยังคงเคลื่อนที่ตรงเชนเดิม แสดงวาแรงทางไฟฟาตองมีทิศหักลาง (คือไปทางขวา A → B) และ
มีขนาดเทากัน จะไดวา
แรงจากสนามไฟฟา = แรงจากสนามแมเหล็ก
qE = qvB
E = vB
แตเนื่องจากประจุเปนชนิดลบ ทิศของสนามไฟฟาจะมีทิศตรงกันขามกับแรงที่กระทํา ดังนั้นเมื่อแรงมี
ทิศไปทางขวา (จาก A → B) สนามไฟฟาจึงตองมีทิศไปทางซาย (ทิศจาก B → A)
4. เฉลย 3) เมื่อประจุเคลื่อนผานสนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทําที่ตั้งฉาก ทําใหเคลื่อนที่เปนสวนโคงวงกลม
v
B
θ

v
m, q
l
2
F = mv
R
2
∴ qvB = mv
R
qB = mv = mω
R

จากสูตร การเคลื่อนที่วงกลม ;

จาก ω = θ ;
t

∴
∴

qB = m θ
t
qBt
θ = m
BOBBYtutor Physics Note

เวลา t เปนเวลาที่ประจุอยูในสนามแมเหล็ก
s
จาก
v = s
∴ t = v
t
แตเนื่องจาก "มาน" สนามแมเหล็กบาง ดังนั้นระยะทางตามแนวโคงและระยะทางในแนวตรงประมาณ
เทากับ ∴ s ≈ l
∴ t = l
v
qBl
แทนคาหามุม
∴ θ = mv
9. เฉลย 3) สมมติลวดยาว l เมื่อใหกระแสไฟฟาไหลในลวดในสนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทํา
F = I lB ในทิศยกขึ้นตามกฎมือขวา ดังรูป
A = 0.5 m 2
F I
B
N
W
S

l

E
I = 15 A

ถาลวดมีความหนาแนน ρ จะมีมวล m = ρV = ρA l = (0.5)ρl
จากสภาพสมดุลของวัตถุ (เคลื่อนที่ดวยเร็วคงที่)
ΣF = 0
แรงดึงขึ้น = แรงดึงลง
I lB = mg
(15)( l)(2) = [0.5ρl](10)
∴ ความหนาแนน ; ρ = 6 kg/m3
12. เฉลย 4) จากกฎการเหนี่ยวนํา ; กระแสเหนี่ยวนําจะไหลในลักษณะที่ทําใหเกิดสนามแมเหล็กที่มีทิศทางตอตาน
การเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กเดิม
พิจารณาขั้วทดสอบ X ; กระแสเหนี่ยวนํ าไหลจาก A → R → B แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส
เหนี่ยวนําไหลวนทิศตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว S ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว X ซึ่งเลื่อน
เขาหาปลาย A จะตองเปนขั้วใต (S) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดเปนแรงผลักตานการเลื่อนเขาหา)
พิจารณาขั้วทดสอบ Y ; กระแสเหนี่ยวนําไหลจาก A → B → R แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส
เหนี่ยวนําไหลวนทวนเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว N ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว Y ซึ่งเลื่อน
ออกจากปลาย A จะตองเปนขั้วใต (S) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดแรงดูดตานการเลื่อนออก)
พิจารณาขั้วทดสอบ Z ; กระแสเหนี่ยวนําไหลจาก A → R → B แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส
เหนี่ยวนําไหลวนทิศตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว S ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว Z ซึ่งเลื่อน
ออกจากปลาย A จะตองเปนขั้วเหนือ (N) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดแรงดูดตานการเลื่อนออก)
BOBBYtutor Physics Note

13. เฉลย 4) ในการสงกําลังไฟฟาจะเกิดกระแสไหลในสายสง
P
จากสูตร
P = VI
⇒
I = V
3
แทนคา ;
I = 345 × 103 = 5 A
69 × 10
กําลังที่สูญเสียในสายไฟ ; จากสูตร
P′ = I2R
∴ P′ = (5)2(0.25)
= 6.25
คิดเปนพลังงานความรอน ;
W = P′t
= 6.25(20) = 125
∴ จะเกิดเปนความรอนในสายไฟ ;
W = 125 จูล
17. เฉลย 4) สมมติตอความตานทาน R กับ AB
I1
100 V

I2
100
รอบ

V1 1000 รอบ

A
V2

R
B

จากสูตรการแปลงความตางศักย
∴

V1
N1
= N2
V2
N
V2 =  N2  V1


 1

100 
1000 (100)

= 10 โวลต
เมื่อหมอแปลงเปนแบบสมบูรณ ∴ การถายทอดพลังงาน 100%
ดังนั้น
กําลังในขดลวดปฐมภูมิ = กําลังในขดลวดทุติยภูมิ
P1 = P2
2
จาก
P = VI = V = I2R
R
จะได
P1 = V1I1
V22
และ
P2 = R
V22
แทนในสมการ ;
V1I1 = R
2
แทนคา ;
100(1) = (10)
R
∴ ความตานทาน ;
R = 1 Ω
V2 =




BOBBYtutor Physics Note

ไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา
ไฟฟากระแสสลับ
แรงเคลื่อนไฟฟา ;
กระแสไฟฟา ;
ความตางศักย ;
ความตานทาน ;

π
= 2πf = 2T
I
i = Im sin ωt
; คายังผล = คามิเตอร = Irms = m
2
V
v = Vm sin ωt
; คายังผล = คามิเตอร = Vrms = m
2
VR
R = IR
โดยกระแสไฟฟาเฟสเดียวกับความตางศักย

e = Em sin ωt

; เมื่อ

ω

XC =

ωC

1

=

1
2 πfC

โดยกระแสไฟฟามีเฟสนําหนาความตางศักย π เรเดียน
2
ความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา ;
XL =

ωL

=

2πfL

ความตานทานเชิงความจุ ;

โดยกระแสไฟฟามีเฟสตามหลังความตางศักย π เรเดียน
2
VR
IR

90

o

IC

VL
90 o

IL

VC

การตอวงจร
1. ตออนุกรมจะมีกระแส I เปนตัวรวม
VL
R

XC

XL
VR

I รวม

VC
จะได

Iรวม = I1 = I2 = I3
v
v v v
Vรวม = V1 + V2 + V3
BOBBYtutor Physics Note

การรวมความตางศักย V จะเปนการรวมโดยพิจารณาเฟส (คิดแบบเดียวกับการรวมเวกเตอร) โดยมีเฟส I เปน
ตัวรวมซึ่งจะไดวา
2
Vรวม = VR + (VL - VC )2
มีความตานเชิงซอน ;
และมีมุมเฟสระหวาง Vรวม กับ Iรวม คือ

φ

R 2 + (X L - XC ) 2

Z =



= tan-1 



| X L -X C | 

R




2. ตอขนานจะมีความตางศักย V เปนตัวรวม
R
XC
XL

จะได

Vรวม = V1 = V2 = V3
v v v
v
Iรวม = I 1 + I 2 + I 3

โดยการรวมกระแส I จะเปนการรวมโดยพิจารณาเฟส (คิดแบบการรวมเวกเตอร) โดยมีเฟสของ V เปนตัวรวม
ซึงจะไดวา
่

I รวม = I2 + (I C - I L )2
R
V
φ

กําลังเฉลี่ยในวงจร ;
∴

โดย
และ

I

P = VI cos φ = กําลังที่ตัวตานทาน R เทานั้น
2
P = VRIR = I2R = V
R

cos φ คือ ตัวประกอบกําลัง
φ คือ ความตางเฟสระหวาง V กับ I

ทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟา
เมื่อสนามไฟฟาเปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนําใหเกิดสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลง และสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลง
ก็จะเหนี่ยวนําใหเกิดสนามไฟฟาที่เปลี่ยนแปลงตอเนื่องกันไป เกิดการแผกระจายของสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา
ซึ่งเรียกวา "คลื่นแมเหล็กไฟฟา" การเหนี่ยวนําซึ่งกันและกันนีเ้ กิดไดในสุญญากาศ คลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเคลื่อนที่ไปได
ในสุญญากาศ นอกจากนั้นเฟสการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟาจะตรงกับเฟสการเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กเสมอ
BOBBYtutor Physics Note

สรุป ประจุที่เคลื่อนที่ดวยความเรง จะแผคลื่นแมเหล็กไฟฟาเสมอ
v v
ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา หาจากการใชมือขวากําปลายนิ้วทั้งสี่จากทิศ E ไป B นิ้วหัวแมมือจะชี้
v
ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น C
v
E
v
C
v
B

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. วงจรกระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ ทีมตวตานทานตออนุกรมกับตัวเหนียวนํา วัดกระแสไฟฟาในวงจรได 0.1 แอมแปร
่ีั
่
ความตางศักยครอมตัวเหนี่ยวนํา 22 โวลต คาความเหนี่ยวนําจะเปนเทาใด
1) 14.4 ไมโครเฮนรี
2) 0.7 เฮนรี
3) 200 เฮนรี
4) 2.2 เฮนรี
2. จงคํานวณหาคากระแสไฟฟา I ในวงจรไฟฟาตอไปนี้
I

10Ω
5V

10Ω

10 µF

10 mH

1) 0.25 A
2) 0.50 A
3) 0.75 A
4) 1.00 A
3. ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนํา และตัวตานทานตออนุกรมกับแหลงจายไฟฟากระแสสลับ ถาความตางศักยครอมอุปกรณ
แตละตัว และอานคาได 15 V, 20 V และ 12 V ตามลําดับ จงหาความตางศักยของแหลงกําเนิดกระแสสลับ
1) 13 V
2) 17 V
3) 20 V
4) 47 V
4. วงจรประกอบดวยตัวตานทาน 20 โอหม ขดลวดเหนี่ยวนํามีความตานเชิงเหนี่ยวนํา 30 โอหม และตัวเก็บประจุมี
ความตานเชิงความจุ 15 โอหม ตอกันแบบอนุกรม แลวตอกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับ 220 โวลต ความถี่
50 เฮิรตซ จงหากระแสในวงจร
1) 2.2 A
2) 4.4 A
3) 6.6 A
4) 8.8 A
BOBBYtutor Physics Note

5. ขดลวดเหนี่ยวนํา 0.2 เฮนรี และตัวเก็บประจุ 10 ไมโครฟารัด ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับที่ให
ความตางศักยสงสุด 100 โวลต และความถีเ่ ชิงมุม ω = 1000 เรเดียน/วินาที จงหากระแสที่อานไดจากแอมมิเตอร
ู
L = 0.2 H C = 10 µF
A

1
2) 3 A

4) 1 A
2
6. แหลงกําเนิดแรงดันไฟฟากระแสสลับ 200 โวลต จายกระแสใหแกอุปกรณไฟฟาที่ประกอบดวยตัวตานทานอนุกรม
กับตัวเก็บประจุ หากปดวงจรดวยสวิตช S เพื่อตออุปกรณไฟฟาที่ประกอบดวยตัวเหนี่ยวนําเขาไปในวงจร ดังรูป
กระแส I จะมีคาเทาใด
1) 1 A

3)

2A

I

R=4 3Ω

S

200 V

X L = 16 Ω
XC = 4 Ω

1) 25 3 2 A

2) 25 2 3 A

4) 50 A
3
7. ตัวเหนี่ยวนําและตัวตานทานตออนุกรมกัน และตอกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับทีมกระแสไฟฟาทีเ่ วลา t (วินาที)
่ี
ใดๆ I = 4 sin 100πt ถาวงจรมีความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา 20 โอหม และมีความตานทานเชิงซอนของวงจร
25 โอหม กําลังเฉลี่ยของวงจรเปนกี่วัตต
1) 120
2) 160
3) 200
4) 240
8. ขดลวดเหนียวนํา 0.03 เฮนรี และตัวตานทาน 40 โอหม ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟาสลับ กระแสของวงจร (i)
่
เปลี่ยนแปลงตามเวลา (t) ตามสมการ i = 5 sin (1000t) แอมแปร จงหาคากําลังเฉลี่ยของวงจร และความ
ตางศักยสูงสุดของวงจร
1) 500 W, 250 V
2) 875 W, 350 V
3) 1000 W, 220 V
4) 1250 W, 250 V
9. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ขอใดไมถูกตอง
1) การเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟาทําใหเกิดสนามแมเหล็ก และการเปลี่ยนแปลงสนามแมเหล็กทําใหเกิดสนามไฟฟา
2) สนามไฟฟา และสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟามีเฟสตางกัน 90°
3) สําหรับคลื่นแมเหล็กไฟฟา สนามไฟฟาและสนามแมเหล็กมีทิศตั้งฉากซึ่งกันและกัน และตั้งฉากกับทิศทางการ
เคลื่อนที่ของคลื่นดวย
4) ในตัวกลางเดียวกันคลื่นแมเหล็กไฟฟาทุกความถี่มีความเร็วเทากันหมด
3) 25.0 A
BOBBYtutor Physics Note

10. พิจารณาขอความตอไปนี้ขอใดผิด
1) ความยาวของสายอากาศทีเ่ หมาะสมในการรับและสงคลืนแมเหล็กไฟฟาควรประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น
่
2) สายอากาศแบบเสนใชสาหรับรับสนามไฟฟาของคลืนแมเหล็กไฟฟา จึงควรจัดวางใหขนานกับทิศของสนามไฟฟา
ํ
่
ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา
3) สายอากาศแบบหวง ใชสําหรับรับสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงควรจัดวางใหขนานกับทิศของสนาม
แมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟา
4) สนามไฟฟาและสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟา ณ จุดๆ หนึ่ง จะมีเฟสตรงกันแตมีทิศที่ตั้งฉากกันเสมอ

เฉลย
1. 2)

2. 2)

3. 1)

4. 4)

5. 4)

6. 2)

7. 1)

8. 1)

9. 2)

เฉลยละเอียด (บางขอ)
3. เฉลย 1) การตออนุกรมจะมีกระแสเปนคาเดียวกัน
15V

20V

12V

Vรวม
Iรวม = IC = IL = IR
การรวม V จะหาไดจากการเขียนแผนภาพเฟเซอร ดังรูป
Vรวม

(VL - VC )

VL
VR

φ

I

VC
∴

I

VR

Vรวม =

2
VR + (VL - VC )2

10. 3)
BOBBYtutor Physics Note

Vรวม = 122 + (20 - 15) 2
= 13 โวลต
หมายเหตุ จะหาเฟสระหวางความตางศักยรวม V กับกระแส I
V -V
จะได
tan φ =  LVR C 




(20 - 15) = 5
12
12
 5 
φ = tan -1  12 
 
แทนคา ;

6. เฉลย 2) พิจารณา R และ XC จากแผนภาพเฟเซอรของการตออนุกรม
I2

I

I1 R = 4 3 Ω

X L = 16 Ω

200 V

VC = IXC

XC = 4 Ω
จะได

φ

Z1 =
=

VR = IR

I R = IC = I1

Vรวม = I 1Z1

R2 + X2
C
(4 3)2 + 4 2 = 8 Ω

XC
R
= 4 = 1
4 3
3
∴ มุมเฟส ;
φ = 30°
พิจารณา Z1 ตอขนานกับ L จากแผนภาพเฟเซอรของการตอขนาน
VL = Vรวม แตเฟสของ VL จะนําหนา IL อยู 90° ดังรูป
I R = IC = I1
φ
และมีมุม φ โดย

tan φ1 =

I L = I2

Vรวม = I 1Z1 = I 2 X L

I2 + I 2 + 2I1I2 cos(90o + φ)
1 2
V = V จะได
I = R
Z
V = 200 = 25 A
I1 = Z1
8

Iรวม =
แต

...(1)
BOBBYtutor Physics Note

V
I2 = XL = 200 = 25 A
16
2
แทนในสมการ (1) จะได
แต

Iรวม =

2
 
 
25 2 +  25  + 2(25) 25 cos 120 o
 2 
 2 

1
cos 120° = -cos 60° = - 2
1 1
∴ Iรวม = 25 1 + 4 - 2
= 25 2 3 A

7. เฉลย 1)
i = im sin ω t
i = 4 sin 100 πt ;

จากสูตรกระแสสลับ ;
จากโจทย ;

X L = 20 Ω

R

E = E msinωt
∴

คามิเตอรของ i ;

I =

∴

ความตานทานเชิงซอน ;

Z =

im
= 4 = 2 2
2
2
R2 + X2
L

แทนคา ;
25 = R 2 + 202
∴ ความตานทาน
R = 15
กําลังเฉลี่ยของวงจรจะมีคาเทากับผลคูณของมิเตอรของความตางศักยกับกระแสที่อยูในเฟสเดียวกัน

ซึ่งจะมีคาเทากับกําลังเฉลี่ยที่ความตานทาน R ของวงจรนั่นเอง
หากําลังเฉลี่ยที่ R ;
P = I2R
= (2 2 )2(15)
= 120 วัตต
BOBBYtutor Physics Note

สมบัติเชิงกลของสสาร (ของแข็ง)
แรงเคน (Stress force) ความเคน (Stress) ความเครียด (Strain)
F = แรงภายนอก

T = Stress force
F
F

mg

F

L0

Stress force

∆L

สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. เมื่อมีแรงภายนอกมากระทําตอวัตถุจะเกิดแรงภายในตานแรงภายนอกนั้นเสมอ
2. แรงเคน เปนแรงภายในวัตถุที่เกิดขึ้นเมื่อมีแรงภายนอกมากระทําตอวัตถุ
3. กรณีวัตถุผูกเชือกแขวนในแนวดิ่ง แรงตึงในเสนเชือก (T) ก็คือแรงเคน นั่นเอง
4. แรงภายนอกที่กระทําตอวัตถุจะทําใหรูปทรงวัตถุเปลี่ยน เมื่อรูปทรงหยุดการเปลี่ยนแปลง แรงเคนจะมีขนาด
เทากับแรงภายนอกเสมอ
5. ความเคน (Stress) เปนแรงภายในวัตถุ (แรงเคน) ที่กระทําตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางหนวย
F
Stress = A
BOBBYtutor Physics Note

6. แรงภายนอกที่กระทําตอวัตถุจะทําใหรูปรางของวัตถุเปลี่ยน เรียกวา ความเครียด
ความเครียด (Strain) ในแนวเสนเปนอัตราสวนระหวางความยาวที่เปลี่ยนแปลงตอความยาวเดิม
Strain = ∆0L
L

ความสัมพันธระหวางความเคนกับความเครียดในแนวเสน
Stress
C

L0

L B A=
A
L=
B=
C=
D=
OB =
BC =
P

∆L

F
A
0

D
Proportional limit
Elastic limit
Yield point
Tensile strength
Wire breaks
Elastic deformation
Plastic deformation Strain

สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. ของแข็งเมื่อมีแรงภายนอกมากระทําจะเกิดความเคนและความเครียดเปนดังกราฟขางบน
2. สภาพความยืดหยุนเปนภาวะที่เมื่อมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุกลับคืนสูรูปทรงเดิมได
3. สภาพพลาสติกเปนภาวะที่เมื่อมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุกลับคืนสูรูปทรงเดิมไมได
4. อัตราสวนความเคนตอความเครียด เรียกวา มอดูลัสความยืดหยุน (Elastic modulus)
5. วัตถุที่มีมอดูลัสความยืดหยุนสูงจะรับแรงกระทําจากภายนอกไดมากกวาวัตถุที่มีมอดูลัสความยืดหยุนตํ่า
6. วัตถุที่มีคามอดูลัสมาก ความเคนที่ขีดจํากัดก็จะมาก รับแรงภายนอกไดมาก
7. อัตราสวนความเคนตามเสนตอความเครียดตามเสน เรียกวา ยังมอดูลัส (Young modulus) "Y"
F
Stress = A
Y = Strain ∆L
L0
8. Slope ของเสนกราฟ Stress ในแนวเสนกับ Strain ในแนวเสน = Young modulus
BOBBYtutor Physics Note

การคิดโจทย Modulus
F
1. สูตรที่ใช
1. Stress = A
F
A
2. Y = Stress = ∆L
Strain
L0
2. กรณีมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุอยูนิ่ง จะเปนเรื่อง Modulus ที่เชื่อมโยงกับเรื่องสมดุล
3. กรณีมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุเคลื่อนที่มีความเรง จะเปนเรื่อง Modulus เชื่อมโยงกับเรื่อง
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน F = ma
4. กรณีมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุเคลื่อนที่เปนวงกลม จะเปนเรื่อง Modulus ที่เชื่อมโยงกับเรื่อง
2
การเคลื่อนที่เปนวงกลม Fc = mv = mω2R
R
F
A
5. กรณีวัตถุผูกติดดวยเชือก แรง T ก็คือ F ในสูตร Y = ∆L
L0

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ลูกตุมมีมวล 20 kg สายแขวนลูกตุมเปนลวดเหล็กยาว 10 m มีพื้นที่ภาคตัดขวาง 5 × 10-6 m2 ปลอยใหลูกตุม
แกวงเปนมุมกวาง โดยมีอัตราเร็วที่จุดตํ่าสุด 10 m/s ความยาวของเสนลวดที่ยืดเพิ่มขึ้นกี่เมตร
(ใหคามอดูลัสของยังของเหล็ก = 20 × 1010 N/m2)
1) 1 × 10-3
2) 2 × 10-3
3) 3 × 10-3
4) 4 × 10-3
2. ลวดทําดวยโลหะตางชนิดกันสองเสนยาวเทากัน มีพื้นที่หนาตัดเปน 0.1 และ 0.18 cm2 เมื่อดึงลวดทั้งสองนี้ดวย
แรงเทากัน มันจะยืดออกเทากับ 0.3 และ 0.2 cm ตามลําดับ จงหาอัตราสวนของมอดูลัสของยังของลวดเสน
ที่หนึ่งตอลวดเสนที่สอง
27
1) 100
2) 5
3) 6
4) 100
6
5
27
3. ลวดเหล็กมีความยาว L มีพื้นที่หนาตัด A มีมอดูลัสของยัง Y ถาตองการดึงใหลวดนี้ยาวเพิ่มขึ้น 1% จะตอง
ทํางานเทาใด
2) 2AYL × 10-5 J
3) AYL × 10-5 J
4) AY × 10-5 J
1) 5AYL × 10-5 J
L
BOBBYtutor Physics Note

4. นําลวดโลหะซึ่งมีพื้นที่หนาตัด 10-4 ตารางเมตร มาถวงดวยตุมนํ้าหนักซึ่งมีมวล 1, 3, 5, 7 และ 9 กิโลกรัม แลว
วัดความเครียดของเสนลวด ไดผลการทดลองซึ่งสามารถเขียนเปนกราฟไดดังรูป คามอดูลัสของยังของโลหะที่ใช
ทําเสนลวดนี้มีคาเปนเทาใด
มวล (kg)
10
9
8
7
6
5
4
3
2
1
0

5.

6.

7.

8.

0.1 0.2 0.3 0.4 0.5 0.6 0.7 0.8

ความเครียด

1) 0.50 × 106 N/m2 2) 1.29 × 106 N/m2 3) 1.50 × 106 N/m2 4) 2.50 × 106 N/m2
นําทองแดงและโลหะไมทราบชนิดที่มีพื้นที่หนาตัดและความยาวเทากันมาผูกวัตถุมวล 7000 กิโลกรัม แขวนหอย
ไวในแนวดิ่ง ปรากฏวาทองแดงยืดออกจากเดิม 1.75 มิลลิเมตร ขณะที่โลหะไมทราบชนิดยืดออกจากเดิม 1.43
มิลลิเมตร ถาทองแดงมีคามอดูลัสของยังเทากับ 1.1 × 1011 นิวตัน/ตารางเมตร โลหะนี้จะมีคามอดูลัสของยัง
เทากับเทาใด
2) 1.35 × 1011 N/m2
1) 1.15 × 1011 N/m2
3) 1.65 × 1011 N/m2
4) 1.85 × 1011 N/m2
ลวดทองแดงเสนหนึ่งยาว 4 เมตร มีพื้นที่ภาคตัดขวาง 1 × 10-8 เมตร3 มีคามอดูลัสของยังเปน 1.2 × 1011
N/m2 จะตองออกแรงดึงเทาใด จึงจะทําใหลวดเสนนี้ยืดออกอีก 1 มิลลิเมตร
1) 0.2 N
2) 0.3 N
3) 0.4 N
4) 0.5 N
โลหะชนิดหนึ่งมีคามอดูลัสของยัง 2 × 1010 N/m2 มีคาความเคนที่ขีดจํากัด 3 × 109 N/m2 ถามีลวดที่ทําจาก
โลหะชนิดนี้ 10 เมตร มีพื้นที่หนาตัด 10 ตารางมิลลิเมตร แขวนลวดดังกลาวในแนวดิ่งและตองการใหมันยืดและ
ยาวสุทธิ 12 เมตร ตองแขวนดวยมวลเทาใด
2) 4 × 103 kg
3) 2.4 × 104 kg
4) ลวดขาดกอน
1) 2.4 × 103 kg
ลวดเหล็กมีพื้นที่หนาตัด 2 ตารางเซนติเมตร มีขีดจํากัดความยืดหยุน 1.5 × 108 นิวตัน/ตารางเมตร ถาใชลวดนี้
ดึงลิฟตที่มีมวลรวม 2000 กิโลกรัม จะสามารถดึงใหลิฟตเคลื่อนที่ขึ้นดวยความเรงมากที่สุดเทาใด
2) 4.0 m/s2
3) 5.0 m/s2
4) 7.5 m/s2
1) 2.5 m/s2
BOBBYtutor Physics Note

9. ลวดเหล็กกลาสําหรับดึงลิฟตตัวหนึ่งมีพื้นที่หนาตัด 5 ตารางเซนติเมตร ตัวลิฟตและสัมภาระในลิฟตมีนํ้าหนักรวม
2000 กิโลกรัม จงหาความเคนในสายเคเบิล ในขณะที่ลิฟตกําลังเคลื่อนที่ขึ้นดวยความเรงสูงสุด 2.0 เมตร/วินาที2
1) 64 × 106 N/m2
2) 48 × 106 N/m2
3) 40 × 106 N/m2
4) 32 × 106 N/m2
10. เชือกเสนหนึ่งมีเสนผานศูนยกลาง 2.0 มิลลิเมตร มีคามอดูลัสของยัง 10 × 107 นิวตัน/ตารางเมตร เมื่อแขวน
วัตถุมวล 3.14 กิโลกรัม ไวที่ปลายขางหนึ่ง เชือกนี้จะมีความยาวเพิ่มขึ้นกี่เปอรเซ็นต
1) 0.10
2) 1.0
3) 2.5
4) 10
11. ลวดเหล็กกลามีความยาว 2 m พื้นที่หนาตัด 0.5 cm2 มีคามอดูลัสของยัง 2.0 × 1011 N/m2 และความเคนที่
ขีดจํากัด 8.0 × 108 N/m2 จงหาขนาดของแรงที่มากที่สุดในหนวยนิวตัน ซึ่งลวดเหล็กเสนนี้ยังสามารถคืนกลับ
สภาพเดิมได
1) 4.0 × 106 N
2) 4.0 × 104 N
3) 1.0 × 104 N
4) 4.0 × 102 N

เฉลย
1. 4)
11. 2)

2. 3)

3. 1)

4. 3)

5. 2)

6. 2)

7. 4)

8. 3)

9. 2)

10. 4)
BOBBYtutor Physics Note

สมบัติของของเหลว
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. ความหนาแนน (Density) "ρ" กําหนดใหเปนมวลสารใน 1 ปริมาตร
ρ = M
V
3 หรือ kg/m3
ρ มีหนวยเปน g/cm
ความหนาแนนของนํ้าบริสุทธิ์ = 1 g/cm3 หรือ = 1000 kg/m3
2. ความถวงจําเพาะ (Specific gravity) "S" กําหนดใหเปนอัตราสวนระหวางความหนาแนนของ
ของเหลวตอความหนาแนนของนํ้า
S =

ρ
ρW

M
= M
W

MW = มวลของนํ้าที่มีปริมาตรเทาวัตถุ
3. ความดัน (Pressure) "P" กําหนดใหเปนแรงที่กระทําตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางหนวย
F
P = A
P มีหนวยเปน N/m2 หรือ Pa (Pascal)
4. ความดันเกจ (Gauge pressure) "Pg" กําหนดใหเปนแรงเนื่องจากของไหลกระทําบนพืนที่ 1 ตาราง้
หนวย โดยไมไดรวมแรงดันของอากาศ

Pg

h

Pg =
เมื่อ h = ความลึกจากผิวของของเหลว
ρ = ความหนาแนนของของเหลว

ρgh
BOBBYtutor Physics Note

5. ความดันสัมบูรณ (Absolute pressure) "Pab" กําหนดใหเปนแรงลัพธทั้งหมดในของไหลที่กระทํา
บนพื้นที่ 1 ตารางหนวย
ความดันสัมบูรณ = ความดันเกจ + ความดันอากาศ
Pab = Pg + Pa
Pab = ρgh + Pa
6. ความดันบรรยากาศ = ความดันอากาศ = ความกดอากาศ
ความดันบรรยากาศปกติจะคิดเทียบกับความดันของปรอทในบารอมิเตอรหลอดแกว
ความดันบรรยากาศ "Pa" = ความดันของปรอทสูง 760 mm
จาก
P = ρgh
Pa = 13.6 × 103 × 10 × 760 × 10-3
Pa = 1.03 × 105 Pa

Pa P h = 760 mm

Hg
ρHg

= 13.6 × 103 kg/m3
= 13.6ρนํ้า
7. ความดันของของเหลวชนิดเดียวกันในภาชนะเดียวกัน

A

B

C

D

E

P ที่ A = P ที่ B = P ที่ C = P ที่ D = P ที่ E
ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกันที่อยูในภาชนะเดียวกันจะมีความดันเทากัน
BOBBYtutor Physics Note

8. ความดันของของเหลวตางชนิดในภาชนะเดียวกัน
Pa
P
ρ1
h 1 A ρ1
h 1 PA
A
A
PB ρ2
ρ2
h2
h 2 PB
B
B
PC ρ3
ρ3
h3
C
C
P ที่จุด A = ρ1gh1 + Pa
P ที่จุด B = P ที่จุด A + ρ2gh2 = ρ1gh1 + ρ2gh2 + Pa
P ที่จุด C = P ที่จุด B + ρ3gh3 = ρ1gh1 + ρ2gh2 + ρ3gh3 + Pa
คิดความดันของเหลวใดจะตองคิดความลึกจากผิวของนั้นเทานั้น
9. ความดันของของเหลวตางชนิดกันในหลอดตัว U เดียวกัน

ρ1

ρ2

A

h1

B

h2

ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกันความดันเทากัน
ความดันที่จุด A = ความดันที่จุด B
ρ1gh1 + Pa = ρ2gh2 + Pa
ρ1gh1 = ρ2gh2
ρ3

ρ1

ρ2

h2

A

h1

h3

B

ความดันที่จุด A = ความดันที่จุด B
ρ1gh1 + Pa = ρ2gh2 + ρ3gh3 + Pa
ρ1gh1 = ρ2gh2 + ρ3gh3

h3
BOBBYtutor Physics Note

10. ความดันและแรงดันดานขางภาชนะ

h

h
2

P
h
L

Pmax
L

จาก
Pg = ρgh
จุดที่อยูลึกมากความดันจะมาก ความดันจะเปนปฏิภาคโดยตรงกับความลึก
F
จาก
P = A
F = P × A เนื่องจาก P ไมคงที่
ρgh
ตองใช
Pav = 0 + Pmax = 2
2
ρgh2L
ρgh
Fดานขาง = 2 × A = 2
11. แรงดันดานขางภาชนะเมื่อระดับนํ้าในภาชนะเปลี่ยนแปลง

F1

h
2
L

nh
2

F2
L
BOBBYtutor Physics Note

เมื่อระดับนํ้าตอนหลังสูงเปน n เทาของตอนแรก
Fดานขาง =

ρgh

2 ×A
ρgh
F1 = 2 × h × L
ρgnh
F2 = 2 × nh × L
ρgh
F2 = n2  2 × h × L 





F2 = n2F1
12. แรงดันลัพธที่กระทําตอเขื่อนกั้นนํ้า
.

h2

F2

F1

h1

ΣF

= F1 - F2
ρgh2L ρgh2L
1
2
ΣF =
2 - 2
2
ΣF = 1 ρgL(h 1 - h 2 )
2
2
13. แมนอมิเตอร (Manometer) เปนเครื่องมือใชวัดความดัน ทําดวยหลอดแกวรูปตัว U ใสของเหลวที่
ทราบคาความหนาแนน
A
B
ρ

แมนอมิเตอรจะทําจากหลอดตัว U ที่มีพื้นที่หนาตัดเทากันทั้งสองขาง ภาวะปกติระดับของของเหลวในหลอดตัว
U ทั้งสองขางจะเทากัน
BOBBYtutor Physics Note

14. การใชแมนอมิเตอรวัดความดันกาซ ใชหลักการที่วาที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกัน
ความดันเทากัน เมื่อใชแมนอมิเตอรวัดความดันกาซจะตองตอปลายขางหนึ่งเขากับถังกาซ

A d

B

ρ

Gas

จากรูป เปนกรณีที่ความดันกาซมากกวาความดันบรรยากาศ
P ที่จุด A = P ที่จุด B
ρgd + Pa = Pgas
Pgas อาจเชื่อมโยงกับเรื่องกฎของกาซ PV = nRT

A

d B

ρ

Gas

จากรูป เปนกรณีที่ความดันกาซนอยกวาความดันบรรยากาศ
P ที่จุด A = P ที่จุด B
Pa = ρgd + Pgas
Pgas อาจเชื่อมโยงกับเรื่องกฎของกาซ PV = nRT
15. การใชแมนอมิเตอรหาความหนาแนนของของเหลว
อากาศ
A d1
ρ

B

C D d2
ของเหลว

พิจารณาแมนอมิเตอร
P ที่จุด A = P ที่จุด B
พิจารณากาซในภาชนะเดียวกัน P ที่จุด B = P ที่จุด C
พิจารณาของเหลว
P ที่จุด C = P ที่จุด D
BOBBYtutor Physics Note

P ที่จุด A = P ที่จุด D
ρgd1 + Pa = ρเหลวgd2 + Pa
ρเหลว

=

ρd1
d2

16. กฎของพาสคาล (Pascal's Law) เมื่อทําใหเกิดความดันเพิ่มขึ้นในของเหลวที่อยูในภาชนะปดที่
จุดใดจุดหนึ่ง ความดันจะกระจายออกไปทุกจุดในของเหลวนั้นอยางสมํ่าเสมอ
W
F
In put Out put
Hydraulic press
จากรูป

ใหพื้นที่หนาตัดดาน In put = a
ใหพื้นที่หนาตัดดาน Out put = A
P-In put = P-Out put
F = W
a
A

2
การไดเปรียบเชิงกล M.A. = W = A = R2
F
a
r
เครื่องอัดไฮดรอลิกผสมคาน
y
y
F x
x
W
T
จุดหมุน
จุดหมุน
T
Out put In put

พิจารณาที่เครื่องอัดไฮดรอลิก (Hydraulic press)
T =
a
T =
พิจารณาคาน
T⋅x =
T =
สรุป

W⋅a
A

W
A
W⋅a
A
F⋅y
F⋅y
x
⋅
= Fxy

F
BOBBYtutor Physics Note

17. แรงลอยตัว (Buoyant force) "B"

v
B

เมื่อวัตถุจมในของเหลว ความดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานขางที่ระดับเดียวกันจะมีคาเทากันจะทําให
แรงลัพธของแรงที่ของเหลวกระทําตอวัตถุดานขางมีคา = 0
ความดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานบนนอยกวาความดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานลาง ทําใหแรง
ดันดานลางมากกวาดานบน เกิดแรงลัพธที่ของเหลวกระทําตอวัตถุทิศขึ้นในแนวดิ่ง
แรงลอยตัวเปนแรงลัพธที่ของเหลวกระทําตอวัตถุที่จมในของเหลว แรงลอยตัวจะมีทิศขึ้นในแนวดิ่ง
B =

ρgV

ρ

= ความหนาแนนของของเหลวที่ถูกแทนที่
V = ปริมาตรของของเหลวที่ถูกแทนที่
= ปริมาตรของวัตถุสวนที่จมในของเหลว

18. การลอย-การจม
B

mg
กรณีวัตถุลอย B = mg
ρเหลวgVเหลวที่ถูกแทนที่ = ρวัตถุVวัตถุg
ρเหลวVวัตถุสวนจม = ρวัตถุVวัตถุ
ρ ถุV
Vวัตถุสวนจม = วัตρ วัตถุ
เหลว

Vวัตถุสวนจม < Vวัตถุทั้งกอน ทําใหสรุปไดวา ρวัตถุ < ρเหลว
วัตถุลอยเมื่อ ρวัตถุ < ρเหลว
วัตถุจมเมื่อ ρวัตถุ > ρเหลว
ρ วัตถุ Vวัตถุ
จาก
Vวัตถุสวนจม =
ρ วัตถุ
BOBBYtutor Physics Note

เมื่อคิดปริมาตรสวนจมเปน %
Vวัตถุสวนจม =

 ρวัตถุ 


 ρเหลว 



× 100%

19. นํ้าหนักของวัตถุในของเหลว

เมื่อชั่งนํ้าหนักในของเหลว
เครื่องชั่งตัวบนจะอานคาได = T = w - B
เครื่องชั่งตัวลางจะอานคาได = N = W + B
20.ความตึงผิว (Surface tension) "γ" เปนแรงยึดระหวางโมเลกุลที่เกิดขึ้นที่ผิวสัมผัสทิศตั้งฉากกับ
รอยตอผิว (แรงตึงผิว) และเปนแรงที่คิดเพียง 1 หนวยความยาวของผิวสัมผัส
γ

= F
L

วัตถุวางนิ่งที่ผิวสัมผัส แรงตึงผิวจะมีขนาดเทากับนํ้าหนักวัตถุ
ΣF = mg
⇒
γL = mg
ΣF
ΣF
l

วัตถุเปนเสนขนาดเล็กวางบนผิวของเหลว
ของเหลวติดวัตถุทั้ง 2 ดาน
L = 2l
F
γ = Σl
2

R

วัตถุแผนทึบบางๆ วางบนผิวของเหลว
ของเหลวติดวัตถุดานเดียว
L = 2πR
γ = 2ΣF
πR
BOBBYtutor Physics Note

21. การทดลองหาความตึงผิวของของเหลว
หานํ้าหนักขดลวด
x
y

หาความตึงผิว
x
y

mg

w

mg

W

ΣF = 2 γ × 2 π R

mg ⋅ x
(mg + 2γ2πR) ⋅ x
mgx + 2γ2πR ⋅ x
2γ2πR ⋅ x

(2) - (1) จะได

=
=
=
=

w⋅y
W⋅y
W⋅y
W⋅y - w⋅y

γ

หานํ้าหนักขดลวด
หาความตึงผิว

=

[(W - w)y]

...(1)
...(2)

4 πRx

22. การเคลื่อนที่ของของไหล (Fluid motion)
P2
v2
A2
A1
P1

h2
v1

h1
สมการตอเนื่อง เมื่อของไหล (ของเหลวหรือกาซ) เคลื่อนที่ผานพื้นที่หนาตัดของทอ ปริมาตรของเหลวใน 1
หนวยเวลาที่ผานพื้นที่หนาตัดหนึ่งๆ จะคงที่ ผลที่ไดคือ ผลคูณระหวางพื้นที่หนาตัดกับความเร็วมีคาคงที่
A1v1 = A2v2
จากสมการตอเนื่องเมื่อของไหลเคลื่อนที่อยางตอเนื่องผานทอที่มีพื้นที่หนาตัดไมเทากัน
จุดที่มีพื้นที่หนาตัดใหญ (ทอใหญ)
⇒
ของไหลจะมีความเร็วนอย
⇒
ของไหลจะมีความเร็วมาก
จุดที่มีพื้นที่หนาตัดเล็ก (ทอเล็ก)
BOBBYtutor Physics Note

23. สมการแบรนูลลี (Bernoulli's Equation)
เมื่อของไหล ไหลอยางตอเนื่องผานทอ ผลรวมของงานและพลังงานกลที่จุดใดๆ จะมีคาคงที่เปนไปตามกฎการ
คงตัวของพลังงาน ผลที่ไดคือ
W1 + Ep1 + Ek1 = W2 + Ep2 + Ek2
1
1
P1∆v + mgh1 + 2 mv 2 = P2∆v + mgh2 + 2 mv 2
1
2
2
P1 + ρgh1 + 1 ρ v1 = P2 + ρgh2 + 1 ρ v2
2
2 2
ความดันและความเร็วของของไหลที่ไหลตอเนื่องในทอ

B

C

A

นํามัน
้
A A > A C > A B ⇒ vB > vC > vA
vB > vC > vA ⇒ PA > PC > PB
เมื่อของไหล ไหลอยางตอเนื่องผานทอที่มีขนาดตางกันดังรูป จากสมการตอเนื่องและสมการแบรนูลลี จะสรุปได
ดังนี้
พื้นที่หนาตัดมาก (ทอใหญ)
พื้นที่หนาตัดนอย (ทอเล็ก)

⇒
⇒

ความเร็วนอย
ความเร็วมาก

⇒
⇒

ความดันมาก
ความดันนอย
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. แพมีพื้นที่แนวราบ 10 ตารางเมตร หนา 30 เซนติเมตร ลอยพนผิวนํ้าสูง 10 เซนติเมตร แพนี้จะรับนํ้าหนักได
มากที่สุดกี่กิโลกรัม
1) 1000
2) 2000
3) 3000
4) 10000
2. นํ้าแข็งมีความหนาแนน 0.9 × 103 kg/m3 ลอยอยูในนํ้าทะเลที่มีความหนาแนน 1.2 × 103 kg/m3 จงหาวา
ปริมาตรนํ้าแข็งที่อยูในอากาศเปนกี่เปอรเซ็นต
1) 25%
2) 50%
3) 60%
4) 75%
3. ถังรูปทรงกระบอกมีความสูง 80 cm และมีพื้นที่ฐาน 40 cm2 วางในแนวดิ่ง โดยใสนํ้าไวเต็มพอดี ถาที่ขอบถัง
ดานลางมีรูรั่ว นํ้าจะพุงออกมาจากถังดวยความเร็วเทาใด
1) 2 m/s
2) 2.5 m/s
3) 4 m/s
4) 5 m/s
4. ในการทดลองชั่งวัตถุ นายสุทธินําโลหะกอนหนึ่งมาชั่งในอากาศ เครื่องชั่งชี้ที่ 100 N เมื่อนําวัตถุดังกลาวมาชั่ง
ในนํ้าที่มีความหนาแนน 1000 kg/m3 เครื่องชั่งชี้ที่ 80 N เมื่อนําวัตถุดังกลาวมาชั่งในของเหลว เครื่องชั่งชี้ที่ 75 N
ของเหลวมีความหนาแนนเทาใด
2) 1.25 kg/m3
3) 1.31 kg/m3
4) 1.40 kg/m3
1) 1.12 kg/m3
5. ลังรูปทรงลูกบาศกมีฝาปดวางอยูบนพื้นแตละดานยาว 1.0 m หนัก 500 N วันหนึ่งฝนตกนํ้าทวม ระดับนํ้าจะตอง
สูงจากพื้นเทาใด ลังจึงจะเริ่มลอย (ใหความหนาแนนนํ้า = 1000 kg/m3)
1) 2 cm
2) 4 cm
3) 5 cm
4) 7.5 cm
6. หลอดรูปตัวยูสูง 20 cm เติมนํ้าใหระดับนํ้าสูง 10 cm ถาเติมนํ้ามันซึ่งมีความหนาแนน 0.8 × 103 kg/m3 ลงไป
ในขาหลอดขางหนึงจนกระทังลํานํามันยาว 10 cm เมือของเหลวอยูนง ผิวนํ้ามันดานบนตํากวาปากหลอดกี่เซนติเมตร
่
่ ้
่
 ิ่
่
1) 2
2) 4
3) 6
4) 8
7. ถังนํ้ารูปลูกบาศกยาวดานละ 1 m ใสนํ้าเต็มจะมีแรงดันของนําทีกระทําตอกนถังเปนกี่เทาของแรงดันนํ้าที่กระทําตอ
้ ่
ผนังดานขางดานหนึ่ง
1) 10
2) 5
3) 2
4) 1
8. นํ้าไหลดวยอัตราการไหล 5 m/s ผานทอที่มีเสนผานศูนยกลาง 2 cm ไปยังทอที่มีเสนผานศูนยกลาง 4 cm นํ้าจะ
มีอัตราเร็วเปลี่ยนไปอยางไร
1) เพิ่มขึ้น 1.25 m/s 2) เพิ่มขึ้น 3.75 m/s 3) ลดลง 1.25 m/s
4) ลดลง 3.75 m/s
9. ถาดนํ้ากับนํ้ามีมวลรวมกันเทากับ M วางอยูบนตาชั่ง นํากอนวัตถุมวล m ปริมาตร V มาใสลงไปในถาดและจมลง
ในนํ้านั้น อยากทราบวาตาชังจะชีนาหนักเทาใด (ใหนามีความหนาแนน = ρ และความเรงเนืองจากแรงโนมถวง = g)
่ ้ ํ้
ํ้
่
4) (M + ρV)g
1) (M + m – ρV)g 2) (M + m + ρV)g 3) (M + m)g
BOBBYtutor Physics Note

10. ควํ่าถังทรงกระบอกสูง 50 cm ใบหนึ่งแลวกดลงไปในสระนํ้า ขณะนั้นอุณหภูมิที่ผิวนํ้าเปน 27°C เมื่อปากถังแตะ
กนสระ นํ้าถูกอัดเขาไปทางปากถังสูง 20 cm เมื่ออุณหภูมิที่กนสระเปน 22°C ความลึกที่แทจริงของนํ้าในสระเปน
เทาใด (ดูรูป) (กําหนดใหความดันของบรรยากาศ = 105 N/m2 ความหนาแนนของนํ้า (ρ) = 103 kg/m3 ความ
โนมถวง (g) = 10 m/s2)
0.50 m
h
0.20 m
1) 115 m
2) 115 + 0.2 m
3) 175 m
4) 175 + 0.2 m
18
18
12
12
11. วัตถุทรงกลมตันลูกหนึ่งลอยอยูในของเหลวโดยจมลงไปครึงลูก ถาของเหลวมีความหนาแนน 1.2 กรัมตอลูกบาศก่
เซนติเมตร ความหนาแนนของวัตถุทรงกลมมีคาเทาใด
2) 0.8 g/cm3
3) 0.9 g/cm3
4) 1.0 g/cm3
1) 0.6 g/cm3

เฉลย
1. 1)
11. 1)

2. 1)

3. 4)

4. 2)

5. 3)

6. 2)

7. 3)

8. 4)

9. 3)

10. 2)
BOBBYtutor Physics Note

พลังงานความรอนและสมบัติของกาซ
ความรอนเปนพลังงานรูปหนึ่งที่เปลี่ยนมาจากพลังงานรูปอื่น เชน พลังงานกลเปลี่ยนเปนความรอน พลังงาน
ไฟฟาเปลี่ยนเปนความรอน เปนตน
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. ความรอนถายเทจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิตํ่า
2. ความรอนเคลื่อนที่โดยการนํา การพา และการแผรังสี
3. การนําความรอน ความรอนเคลื่อนที่ผานตัวกลาง อนุภาคของตัวกลางไมไดเคลื่อนที่ไปกับความรอน
4. การพาความรอน ความรอนเคลื่อนที่ผานตัวกลาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปกับความรอน
5. การแผรังสี ความรอนเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาเคลื่อนที่โดยการเหนี่ยวนําของสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา
โดยไมตองอาศัยตัวกลาง
6. พลังงานความรอน 1 cal = 4.185 J ประมาณ 4.2 J
7. ความจุความรอน (Heat capacity) "C" เปนพลังงานความรอนที่ทําใหสสารทั้งกอนมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น
1 องศา
ถาอุณหภูมิของสสารเพิ่มขึ้น ∆T องศา พลังงานความรอน Q = C∆T
8. ความจุความรอนจําเพาะ (Specific heat capacity) "c" เปนพลังงานความรอนทีทาใหสสารมวล 1 หนวย
่ํ
มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศา
ถาสสารมวล m มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ∆T องศา พลังงานความรอน Q = mc∆T
Q = mc∆T = C∆T
C = mc
9. ความจุความรอนจําเพาะของนํ้าบริสุทธิ์ cนํ้า = 1 cal/g°C = 4200 J/kg ⋅ K
10. ความรอนแฝงจําเพาะ (Specific latent heat) "l" เปนพลังงานที่ใชทําลายพลังงานยึดเหนี่ยวระหวาง
โมเลกุลทําใหสสารมวล 1 หนวย เปลี่ยนสถานะทั้งหมด
ถาสสารมวล m เปลี่ยนสถานะทั้งหมด พลังงานความรอน Q = ml
11. เมื่อสสารที่เปนของแข็งหรือของเหลวไดรับพลังงานความรอน จะใชพลังงานความรอน
1. เพิ่มพลังงานภายใน อุณหภูมิของสสารจะเพิ่มขึ้น Q = mc∆T = C∆T
2. ทําลายพลังงานยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล เปลี่ยนสถานะ Q = ml
ถาอุณหภูมิของสสารกําลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง สสารจะไมเปลี่ยนสถานะ
ถาสสารจะเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิของสสารจะคงที่
12. การนําสสารที่มีอุณหภูมิตางกันมารวมกันในภาชนะเดียวกัน จะเกิดการถายเทความรอนจนอยูในภาวะสมดุล
ความรอน
สมดุลความรอน คือ อุณหภูมิสุดทายเทากัน
∆Qลด

=

∆Qเพิ่ม

โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004 ____________________________________ ฟสิกส

(125)
BOBBYtutor Physics Note

13. พลังงานจลนเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน เชน วัตถุเคลื่อนที่บนพื้นแลวหยุด รถวิ่งแลวเบรกหยุด
Ek = Wแรงเสียดทาน = Q
1 mv2 = µNS = Q
2
14. พลังงานศักยโนมถวงเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน เชน วัตถุตกจากที่สูงกระทบพื้นแลวหยุด
Ep = Q
mgh = Q
15. พลังงานแสงเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน (แสงเปนอนุภาคโฟตอน โฟตอนมีพลังงาน = hf)
Eโฟตอน = Q
nhf = Q เมื่อ n = จํานวนโฟตอน
16. พลังงานนิวเคลียรเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน (ทฤษฎี Einstien E = mc2 J = m × 931 MeV)
Eนิวเคลียร = Q
mc2 = Q
17. พลังงานไฟฟาเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน
Wไฟฟา = Q
2
Pt = IVt = I2Rt = V t = Q
R
18. การตมนํ้าดวยเตาไฟฟา (ถาภาชนะรับความรอน x%)
x
100 Wไฟฟา = Qภาชนะ + Qนํ้า + Qนํ้าเดือด
2
x  Pเตา t = IVt = I 2 Rt = V t  = Q

R 
ภาชนะ + Qนํ้า + Qนํ้าเดือด
100 

BOBBYtutor Physics Note

19. การทดลองพลังงานกลเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน
ทอ
PVC
h
ลูกโลหะ

ในการสลับ 1 ครั้ง Ep = Ek ;

Ek = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
Ep = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
mgh = QทอPVC + Qลูกเหล็ก

เมื่อสลับเปลี่ยนขึ้น-ลง n ครั้ง
nmgh = QทอPVC + Qลูกเหล็ก
20. พลังงานความรอนที่ทําใหนํ้าแข็งอุณหภูมิ -x°C เปลี่ยนสถานะเปนไอ
m

m

m

m

Ice -xoC ⇒ Ice 0 oC ⇒ นํา 0 oC ⇒ นํา 100 oC ⇒ ไอนํา 100 oC
้
้
้
Q = mc∆T
Q = mc∆T
Q = ml
Q = ml
BOBBYtutor Physics Note

สมบัติของกาซ
กาซอุดมคติ (Ideal gas) ประกอบดวย โมเลกุลของกาซที่มีขนาดเล็กแตละโมเลกุลอยูหางกันและเคลื่อนที่อยาง
อิสระ เมื่อกาซอยูในภาชนะ โมเลกุลจะกระจายเต็มภาชนะ ความดันของกาซในภาชนะเดียวกันจะเทากันทุกจุด
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. การทดลองกฎของบอยล
ถุงทราย

จํานวนถุงทราย
+

0
y
-

1
V

เสนกราฟไมผานจุด Origin เพราะไมไดรวมแรงกดอากาศและนําหนักแปนไม ระยะ y ในรูปเปนจํานวนถุงทราย
้
ที่มีนํ้าหนักเทากับแรงกดอากาศ + นํ้าหนักแปนไม
2. กฎของบอยล (Boyle's low)
1
มวล (m) และอุณหภูมิ (T) ของกาซคงที่ ⇒ ความดัน (P) ∝ V ⇒ PV = k
P1V1 = P2V2 = k
3. กฎของชารล (Charles' law)
มวล (m) และความดัน (P) ของกาซคงที่ ⇒ ปริมาตร (V) ∝ อุณหภูมิ (T) K ⇒ V = k
T
V1 = V2 = k
T1
T2
4. กฎของเกย-ลูสแซก (Gay-Lussac's law)
P
มวล (m) และปริมาตร (V) ของกาซคงที่ ⇒ ความดัน (P) ∝ อุณหภูมิ (T) K ⇒ T = k
P1
P2
T1 = T2 = k
BOBBYtutor Physics Note

5. กฎของกาซ (General gas' law)
1. PV = kBNT เมื่อ kB = Boltzmann's constant = 1.38 × 10-23 J/K
2. PV = nRT เมื่อ R = gas constant = 8.13 J/mol ⋅ K
N
m
n = NA = M
n = จํานวน mole
N = จํานวนโมเลกุล NA = Avogadro number = 6.02 × 1023 โมเลกุล
m = มวลของกาซ M = มวลโมเลกุลของกาซ
6. ความดันของกาซผสม
A1
B1

2

C1
PA1VA1
TA1
PB1VB1
TB1
PC1VC1
TC1
Pผสม
ถาภาวะที่ 1 และ 2 อุณหภูมิไมเปลี่ยน

PA2 V2
T2
P V
= B22 2
T
P V
= C22 2
T
= PA2 + PB2 + PC2
=

PผสมV2 = PA1VA1 + PB1VB1 + PC1VC1
7. โจทยเปรียบเทียบความหนาแนนของกาซ
m
R
PV = nRT ⇒ PV = M RT ⇒ P = ρ M T
P1
ρ1T1

=

P
⇒ ρT

= k

P2
ρ2T2

8. แบบจําลองของกาซ (Gas model)
1. โมเลกุลของกาซเปนอนุภาคเล็กๆ เมื่อเทียบกับภาชนะที่บรรจุกาซ
2. โมเลกุลของกาซเคลื่อนที่อยางอิสระไมมีแรงดึงดูดระหวางมวลและไมมีแรงระหวางประจุ แรงจะเกิดจาก
การชนกันเทานั้น
3. การชนกันของโมเลกุลของกาซหรือโมเลกุลของกาซกับชนผนังภาชนะเปนการชนแบบยืดหยุน
*** กาซตามแบบจําลองตองมีความหนาแนนนอยมาก
*** จากแบบจําลอง สรุปไดวาความดันของกาซเกิดจากการชนของโมเลกุลของกาซ
BOBBYtutor Physics Note

9. ทฤษฎีจลนของกาซ (Kinetic theory)
เปนทฤษฎีที่กลาวถึงพลังงานและความเร็วของโมเลกุลของกาซที่เปนไปตามแบบจําลองของกาซ
พลังงานของกาซ
PV = 2 NEk
3
อัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุล
PV = 1 mNv2 ..... v เปน vrms
3
10. อัตราเร็วรากที่สองกําลังเฉลี่ยของโมเลกุล (vrms)
rms = Root Mean Square เอาอัตราเร็วแตละโมเลกุลมายกกําลัง 2 แลวหาตัวกลาง และถอดรากที่ 2
vrms =

2
v1 + v2 + v2 + ... + v2
2 3
n
n

11. พลังงานของกาซ (พลังงานภายในของกาซ "U")
U = ผลรวมของพลังงานจลนของทุกโมเลกุล = NEk
จาก PV = 2 NEk ⇒ NEk = 3 PV
3
2
U = NEk = 3 PV
2
12. พลังงานของกาซกับอุณหภูมิของกาซ
จาก U = NEk = 3 PV
2
จาก PV = nRT = kBNT
U = NEk = 3 PV = 3 nRT = 3 kBNT
2
2
2
กรณีกาซเปลี่ยนภาวะแวดลอมที่มีอุณหภูมิตางกัน
Ek1
T1
Ek2 = T2
13. อัตราเร็วของโมเลกุลของกาซกับอุณหภูมิของกาซ
1
จาก PV = 3 mNv2
m
จาก PV = nRT = M RT
1 2
m
3RT
M
3 mNv = M RT ⇒ v =
กรณีกาซเปลี่ยนภาวะแวดลอมที่มีอุณหภูมิตางกัน
v1
v2 =

T1
T2
BOBBYtutor Physics Note

14. อัตราเร็วของโมเลกุลของกาซกับความหนาแนน
1
จาก PV = 3 mNv2 ⇒
P = mN v2
3V
P =

ρ 2
v

3

⇒

v

3P

=

ρ

15. อุณหภูมิของกาซผสม (กรณีกาซไมทําปฏิกิริยากัน)
พลังงานรวมกอนผสม = พลังงานรวมหลังผสม
U1 + U2 + U3 = Uผสม
3 n RT + 3 n RT + 3 n RT = 3 n RT
2 1 1 2 2 2 2 3 3
2 ผสม ผสม
2
Tผสม = n1T11++nnT2++nn3T3
n 2 3

=

ΣnT
Σn

16 พลังงานภายในระบบที่เปลี่ยนแปลง (∆U)
∆U = U2 - U1 = 3 n2RT2 - 3 n1RT1
2
2
∆U

= U2 - U1 = 3 nR∆T
2

17. ระบบที่ไดรับความรอนจากภายนอก
เมื่อระบบ (กาซในภาชนะ) ไดรับความรอนจากภายนอก ระบบจะใชพลังงานความรอน เพื่อเพิ่มพลังงานภายใน
ระบบ อุณหภูมิของระบบจะเพิ่มขึ้น และทํางานดันภาชนะใหขยายตัว
เมื่อ ให ∆Q = พลังงานความรอนที่ใหแกระบบ
∆U = พลังงานภายในระบบที่เพิ่มขึ้น
∆W = งานที่ทําโดยระบบ
∆Q

=

∆U + ∆W

18. งานที่ทําโดยระบบ (∆W)
∆S

F
∆W
∆W

= F ⋅ ∆S
= P ⋅ A ⋅ ∆S

∆W

= P ⋅ ∆V
BOBBYtutor Physics Note

19. กราฟความดันกับปริมาตร
P
P1

A

B

P2
V1

V2

กราฟเปลี่ยนภาวะจาก A ไป B
พื้นที่ใตเสนกราฟ =
P
P A

V

∆W

1

1
2

P2 C

B

V1
A→B
B→C
C→A
A→B→C

∆W
∆W
∆W
∆W

V2
=
=
=
=

V

+ [พื้นที่ 1 + พื้นที่ 2]
- [พื้นที่ 2]
0
+ [พื้นที่ 1]
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ปริมาณความรอนที่ทําใหกานํ้าใบหนึ่งมีอุณหภูมิเพิ่ม 1 K เทากับปริมาณความรอนทีทาใหนา 128 g มีอณหภูมเิ พิม
่ ํ ํ้
ุ
่
1 K ถาใชกานํ้าใบนั้นบรรจุนํ้า 1 kg ที่ 30°C ตั้งบนเตาแกสจนเดือดใชเวลา 7 นาที แลวทิ้งไวใหเดือดตอไปอีก
20 นาที จะเหลือนํ้าในกาเทาใด (ความจุความรอนจําเพาะของนํ้า = 4.18 kJ/kgK และความรอนแฝงจําเพาะ
ของการเปนไอของนํ้า = 2256 kJ/kg)
1) 0.370 kg
2) 0.418 kg
3) 0.582 kg
4) 0.630 kg
2. ในการทดลองการเปลี่ยนรูปพลังงานกลเปนพลังงานความรอน โดยใชกระบอกที่มีคาความจุความรอนเปน 100 J/K

มีความยาว 30 cm และลูกกลมโลหะที่มีคาความจุความรอนจําเพาะเปน 500 J/kgK มีมวล 100 กรัม ถาตองการ
ใหอุณหภูมิของทั้งลูกกลมและกระบอกที่บรรจุมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1°C จะตองพลิกกลับกระบอกขึ้นลงใหลูกกลม
หลนในกระบอกอยางนอยกี่ครั้ง
1) 100 ครั้ง
2) 500 ครั้ง
3) 1000 ครั้ง
4) 1500 ครั้ง
3. เมื่อผานแสงสีแดงความยาวคลื่น 660 นาโนเมตร จํานวน 7 × 1022 โฟตอน เขาไปในนํ้ามวล 200 กรัม ถานํ้า
ดูดกลืนพลังงานรอยละ 40 ไปเปนความรอน นํ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเทาใด
1) 25°C
2) 20°C
3) 15°C
4) 10°C
4 กาซชนิดหนึ่งมีอุณหภูมิ 27°C ถาจะทําใหกาซนี้มีพลังงานจลนเฉลี่ยของโมเลกุลเพิ่มขึ้นเปน 2 เทาของเดิม จะตอง
ทําใหอุณหภูมิเปนเทาใด
1) 200°C
2) 300°C
3) 327°C
4) 600°C
่
่
5. อัตราเร็วเฉลียของโมเลกุลไนโตรเจนเทากับ 400 m/s ทีอณหภูมิ 27°C ถาอุณหภูมเิ ปลียนเปน 927°C อัตราเร็วเฉลีย
่
ุ่
ของโมเลกุลไนโตรเจนจะเปนเทาใด
1) 450 m/s
2) 600 m/s
3) 750 m/s
4) 800 m/s
6. ถาอัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุลกาซนีออนที่อุณหภูมิ 10°C = 100 m/s เมื่ออุณหภูมิของกาซนี้สูงขึ้นเปน 859°C
อัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุลของกาซนี้จะเปนกี่เมตร/วินาที
1) 200
2) 400
3) 800
4) 1840
7. กาซฮีเลียมจํานวนหนึ่งมี N โมเลกุล ในปริมาตรหนึ่งที่อุณหภูมิ T เคลวิน ถาตองการลดอุณหภูมิของกาซใหเหลือ
ครึ่งหนึ่ง จะตองเอาพลังงานความรอนออกจากกาซนี้เทาใด (kB = คาคงที่ของโบลตซมานน)
1
1) 2 NkBT
2) 3 NkBT
3) 3 NkBT
4) 2NkBT
4
2
8. เมื่อใหความรอน 119.6 จูล แกกาซ 1 โมล ที่บรรจุในกระบอกสูบ กาซจะทํางาน 20 จูล ดันลูกสูบใหเคลื่อนที่
อุณหภูมิของกาซจะเพิ่มขึ้นกี่เคลวิน
1) 2.4
2) 4.0
3) 5.6
4) 8.0
BOBBYtutor Physics Note

9. ระบบที่ขยายตัวไดอยางอิสระเมื่อรับพลังงานความรอนจากภายนอก ทําใหพลังงานภายในระบบเพิ่มขึ้น 1200 จูล
ระบบนี้ไดรับพลังงานความรอนเทาใด
1) 600 J
2) 1200 J
3) 2000 J
4) 4800 J
10. ภาชนะเปดใบหนึ่งมีปริมาตร 40 cm3 เริ่มตนมีอากาศในนั้นจํานวนหนึ่งที่อุณหภูมิ 27°C ซึ่งเปนอุณหภูมิและ
ความดันเดียวกับสภาพแวดลอม จะตองทําใหอุณหภูมิของภาชนะและอากาศในนั้นรอนถึงอุณหภูมิเทาใด จํานวน
3
โมเลกุลในภาชนะจึงจะเหลือ 4 ของจํานวนโมเลกุลเดิม
2) 227°C
3) 327°C
4) 427°C
1) 127°C

เฉลย
1. 3)

2. 2)

3. 4)

4. 3)

5. 4)

6. 1)

7. 2)

8. 4)

9. 3)

10. 1)
BOBBYtutor Physics Note

ฟสิกสอะตอม
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. Cathode rays (รังสีแคโทด) เปนอิเล็กตรอนที่วิ่งออกจากขั้วแคโทด เมื่อความตางศักยไฟฟาระหวาง
ขั้วแคโทดและขั้วแอโนดมีคาสูง
q
2. m ของรังสีแคโทด
E

B
v
R

ประจุจากสนามไฟฟาเขาสูสนามแมเหล็ก
ในสนามไฟฟา

Ep = Ek
1
qv = 2 mv2
2
ในสนามแมเหล็ก
qvB = mv
R
R = mv
qB
q = 2v
จาก (1) และ (2) จะได
m
B2R2
ประจุวิ่งในสนามแมเหล็กแลววิ่งในสนามแมเหล็กและสนามไฟฟาเปนเสนตรง
qE

...(1)
...(2)

v d
R
qvE
ในสนามแมเหล็ก

mv2

qvB = R
R = mv
qB
ในสนาม B และ E ประจุวิ่งเปนเสนตรง qvB = qE = qv
d
q = v
จาก (1) และ (2) จะได
m
B2dR

...(1)
...(2)
BOBBYtutor Physics Note

3. การทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน
qE
d
mg
หยดนํ้ามันที่เคลื่อนที่ในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ หยดนํ้ามันที่มีความเร็วคงที่หรืออยูนิ่ง

เมื่อ

qE
q
n
e
E

=
=
=
=
=

mg
ne
จํานวนอิเล็กตรอน
ประจุอิเล็กตรอน = 1.6 × 10-19 C
V
d

4. พลังงานหนวย eV (Electron Volt)
พลังงานหนวย eV เปนพลังงานของอนุภาคที่คิดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตาง
ศักยไฟฟา
พลังงาน 1 eV เปนพลังงานของอนุภาคที่คิดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักย
ไฟฟา
พลังงาน 15 eV เปนพลังงานของอนุภาคทีคดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักย
่ิ
ไฟฟา 15 eV
พลังงาน 1 eV = 1.6 × 10-19 J
พลังงาน A eV = A × 1.6 × 10-19 J
5. ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric effect) เปนปรากฏการณที่แสงกระทบผิวโลหะแลว
ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะเปนอิเล็กตรอนอิสระ อิเล็กตรอนอิสระนี้ เรียกวา โฟโตอิเล็กตรอน
แสงความถี่ตํ่าๆ ไมทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน
แสงความถี่สูงๆ ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน
6. โฟตอน (Photon)
Einstein กลาววาแสงเปนอนุภาค เรียกวา Photon
Photon มีคุณสมบัติเหมือนอนุภาคอื่นทุกประการ (มีพลังงาน มีโมเมนตัม) แตไมมีมวล
Photon มีพลังงาน E = hf เรียกวา พลังงาน 1 Quantum
Photon จะชนกับอิเล็กตรอนแบบ 1 : 1 โดยที่ Photon จะถายเทพลังงานทั้งหมดใหอิเล็กตรอนหลังชน
Photon จะสลายไป
E
h
โมเมนตัมของโฟตอน
P = C = hf = λ
C
BOBBYtutor Physics Note

7. การเกิดโฟโตอิเล็กตรอน
Photon
E = hf

e
hole
แผนโลหะ
ภาวะปกติอิเล็กตรอนจะอยูในที่อยูของมัน เรียกวา hole อิเล็กตรอนใน hole จะมีพลังงานยึดเหนี่ยว (Work
function "W") พลังงานยึดเหนี่ยวจะคงที่เฉพาะชนิดของสาร
** ถา hf < W ไมเกิด Photo electron
** ถา hf = W เกิด Photo electron
f = fmin ที่ทําใหเกิด Photo electron = f0
W = hf0
** ถา hf

>

W เกิด Photo electron

hf = W + Ek
8. ความตางศักยหยุดยั้ง (Stopping Potential "Vs") เปนความตางศักยภายนอกที่ใชหยุดการ
เคลือนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน
่
Ek = eVs
9. ความเขมแสงกับโฟตอน
แสงที่มีความเขมมากจะมีจํานวนโฟตอนมาก
แสงที่มีความเขมแสงนอยจะมีจํานวนโฟตอนนอย
ความเขมแสงเปนปฏิภาคโดยตรงกับจํานวนโฟตอน
10. พลังงานโฟตอนกับพลังงานแสง
พลังงานของโฟตอนไมขึ้นอยูกับความเขมแสง
พลังงานของโฟตอนเปนปฏิภาคโดยตรงกับความถี่แสง
พลังงานของแสงขึ้นอยูโดยตรงกับจํานวนโฟตอน
แสงที่มีจํานวนโฟตอนมากจะมีพลังงานมาก
E = nhf ... เมื่อ n = จํานวนโฟตอน
P
ความเขมแสง I = P 2 = A
4 πR
P = E
= nhf
t
t
I = nhf2 = nhf
At
4 πR t

โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004 ____________________________________ ฟสิกส

(137)
BOBBYtutor Physics Note

11. พลังงานหนวย eV กับความยาวคลื่นแสง
E = hf = hC ... E ปกติมีหนวย eV hf และ hC มีหนวย J
λ
λ
ตองระวัง*** จะตองเปลี่ยนหนวยใหเปนหนวยเดียวกันทุกครั้งที่คิด
hC
EหนวยeV = hf = eλ
e
λ

= hC
eE

-9
= 1240 × 10
E

hC เปนคาคงที่ = 1240 × 10-9 = 1240 n
e
12. กราฟการทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก
กราฟ Vs กับ f
กราฟ eVs หรือ Ek กับ f
Vs
eVs

0

f(1014 Hz)

f(1014 Hz)

0

y

y

1. Slope = h
e
W
2.
y = e

1. Slope = h
2.

y = W

13. กราฟกระแสไฟฟา (I) กับความตางศักย (V)
กรณีใชแสงความถี่คงที่แตเปลี่ยนความเขม
กรณีใชความเขมคงที่แตเปลี่ยนความถี่
I
I
A
B
C
D
V
V
V
0
V V 0
s

ความถี่เทากัน Vs เทากัน
กระแสไฟฟามาก ความเขมมาก
ความเขมแสง A > ความเขมแสง B

s s

ความถี่แสงมาก Vs มาก
Vs แสง C > Vs แสง D
BOBBYtutor Physics Note

14. รังสีเอกซ (X-rays)
X-rays เกิดจากอิเล็กตรอนที่มีความเร็วสูง (อิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักยสูงๆ) และอิเล็กตรอนนั้น
ถูกทําใหหนวงอยางฉับพลัน พลังงานจลนของอิเล็กตรอนจะเปลี่ยนเปนพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่เรียกวา X-rays
photon
อิเล็กตรอนถูกเรงดวยความตางศักยไฟฟา Ep จะเปลี่ยนเปน Ek
Ep = Ek ⇒ eV = Ek
เมื่ออิเล็กตรอนชนเปา (Target) ในหลอด X-rays แลวหยุดทันที
Ek จะเปลี่ยนไปเปน X-rays photon ที่มีพลังงานมากที่สุด
Ek = hfmax
สรุปไดวา

eV = hfmax =
λmin

hc

λ min

hc
= eV
X-rays ตางจากปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก คือ ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก โฟตอนทําใหเกิดอิเล็กตรอน
สวน X-rays อิเล็กตรอนทําใหเกิดโฟตอน
BOBBYtutor Physics Note

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. ในการทดลองหลอดรังสีแคโทดหากมีสนามแมเหล็กมีคา 0.25 × 10-3 T ทําใหรังสีเบนลง ดังรูป ดวยรังสีมี
ความโคง R ถาผานกระแสไฟฟาเพื่อใหเกิดสนามไฟฟาระหวางแผนโลหะ 4.5 × 103 V/m ทําใหรังสีแคโทดพุง
e
เปนเสนตรงไมเบี่ยงเบนใหระยะหางระหวางแผนโลหะ = 1 cm m = 1.8 × 1011 C/kg คา R จะมีคาเทาใด

R

2.

3.

4.

5.

1) 0.04 m
2) 0.08 m
3) 0.2 m
4) 0.4 m
ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน พบวาถาตองการใหหยดนํ้ามันซึ่งมีมวล m และมีอิเล็กตรอนเกาะติดอยู
n ตัว ลอยนิ่งอยูระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึ่งวางขนานหางกันเปนระยะทาง d และมีความตางศักย V ประจุของ
อิเล็กตรอนที่คํานวณไดจากการทดลองนี้จะมีคาเทาใด
mg
2) mgd
3) ndV
4) mgdV
1) mgV
nd
nV
n
q
 
ในการทดลองวัดอัตราสวนประจุตอมวล  m  ของอนุภาคในรังสีแคโทด โดยวิธีของทอมสัน พบวาเมื่อใชสนาม
 
แมเหล็กซึ่งมีความเขม B รังสีแคโทดจะเบี่ยงเบนไปเปนทางโคงซึ่งมีรัศมี R ตอมาเมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปโดย
ทําใหเกิดความตางศักย V ระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึ่งวางหางกันเปนระยะ d รังสีแคโทดจะเดินทางเปนเสนตรง
โดยไมเกิดการเบี่ยงเบน อัตราสวนประจุตอมวลของอนุภาคในรังสีแคโทดจะมีคาเทาใด
2
1) V
2) dV
3) VdR
4) dB R
V
dB2R
B2R
B2
ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน ปรากฏวาเมื่อยังไมไดใสสนามไฟฟาเขาไป หยดนํ้ามันตกลงดวยความเร็ว
คงที่คาหนึ่ง เมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปเพื่อจะใหหยดนํ้ามันลอยนิ่งอยูกับที่ ปรากฏวาหยดนํ้ามันกลับตกลงดวย
ความเร็วสูงกวาเดิม เหตุผลตอไปนี้ขอใดถูกตองที่สุด
1) หยดนํ้ามันหยดนั้นมีประจุลบ
2) ความเขมของสนามไฟฟาตํ่าเกินไป
3) ความเขมของสนามไฟฟาสูงเกินไป
4) ทิศทางของสนามไฟฟากลับกันกับที่ควรจะเปน
ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน พบวาถาตองการใหหยดนํ้ามันซึ่งมีมวล 4.8 × 10-15 kg ลอยนิ่งอยู
ระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึงวางขนานหางกัน 1 cm ตองใชความตางศักยระหวางแผนโลหะ 300 V ถาอิเล็กตรอน
่
มีประจุ 1.6 × 10-19 C หยดนํ้ามันหยดนี้จะมีอิเล็กตรอนเกาะอยูกี่ตัว
1) 1 ตัว
2) 10 ตัว
3) 100 ตัว
4) 1000 ตัว
BOBBYtutor Physics Note

6. ในการทดลองวัดอัตราสวนประจุตอมวลของอิเล็กตรอนโดยวิธีของทอมสัน โดยครั้งแรกใหรังสีแคโทดเกิดการ
เบี่ยงเบนในสนามแมเหล็ก แตเมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปเพื่อหักลางการเบี่ยงเบนของรังสีแคโทด กลับปรากฏวารังสี
แคโทดกลับเบี่ยงเบนมากยิ่งขึ้น ผูทําการทดลองควรจะทําอยางไร
1) ลดความเขมของสนามแมเหล็ก
2) ลดความเขมของสนามไฟฟา
3) เพิ่มความเขมของสนามไฟฟา
4) กลับทิศทางของสนามไฟฟา
7. ในบริเวณที่มีสนามไฟฟา 160 V/m และทิศในแนวดิ่งจากบนลงลาง ปรากฏวาละอองนํ้าหยดหนึ่งซึ่งมีประจุอิสระ
่ ่
่
้ ้ี
-6.4 × 10-18 C เคลือนทีลงในแนวดิงดวยความเรง 2 m/s2 มวลของละอองนํานีมคาเทาใด ในหนวยของ 10-18 kg
1) 82
2) 102
3) 114
4) 128
8. ในการทดลองเรื่องหยดนํ้ามันของมิลลิแกน ถาใชความตางศักยไฟฟา 100 V หยดนํ้ามันมีมวล 8 × 10-16 kg
ระยะระหวางแผนโลหะกับ 0.8 cm ทําใหหยดนํ้ามันอยูนิ่ง หยดนํ้ามันไดรับอิเล็กตรอนกี่ตัว
1) 1 ตัว
2) 2 ตัว
3) 4 ตัว
4) 8 ตัว
9. แผนโลหะขนาน 2 แผน วางหางกัน d ความตางศักย V ถามีอนุภาคประจุ q มวล m ลอยอยูระหวางแผนทั้งสอง
จะมีแรงกระทําตออนุภาคนั้นเทาใด
2) qd
3) mqd
4) mqV
1) qV
d
V
V
d
10. แสงมีความยาวคลื่น 2000 A ฉายตกกระทบลงบนผิวของโลหะอะลูมิเนียม สําหรับอะลูมิเนียมตองใชพลังงานถึง
4.2 eV จึงจะทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกไปได จงหาคาความตางศักยหยุดยั้ง
1) 1.8 V
2) 2 V
3) 2.4 V
4) 3.2 V
11. เมื่อใหแสงที่มีความถี่คาหนึ่งตกกระทบลงบนผิวทองซึ่งมีคาพลังงานยึดเหนี่ยว = 4.8 eV แลวทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน ถาความตางศักยหยุดยัง = 8.4 V จะไมมกระแสอิเล็กตรอนไหล จงหาความถีของแสงทีใชวาเปนกี่เฮิรตซ
้
ี
่
่ 
1) 0.5 × 1034
2) 2.0 × 1034
3) 0.9 × 1015
4) 3.2 × 1015
12. ในปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก ถาใหแสงที่มีความถี่ 8 × 1014 Hz ตกกระทบโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใช
ความตางศักยในการหยุดยังโฟโตอิเล็กตรอนทีหลุดออกมา = 1.3 V พลังงานยึดเหนียวของโลหะที่ใชในการทดลองนี้
้
่
่
มีคาเทาใด
1) 0 eV
2) 2 eV
3) 4.3 eV
4) 4.6 eV
13. จากปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก เมื่อใหแสงที่มีพลังงาน 2.0 eV ตกกระทบโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใช
ความตางศักยระหวางแคโทดกับแอโนดในการหยุดยั้งโฟโตอิเล็กตรอน = 0.65 V ถาใหแสงซึ่งมีพลังงาน 4.0 eV
ตกกระทบโลหะชนิดเดียวกัน จะตองใชความตางศักยหยุดยั้งกี่โวลต
1) 1.30
2) 1.35
3) 2.65
4) 5.35
14. เมื่อใหแสงที่มีความยาวคลื่น 450 nm ตกกระทบผิวโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใชความตางศักยในการหยุดยั้ง
โฟโตอิเล็กตรอน = 1.5 V ถาตองการใหอิเล็กตรอนหลุดออกจากผิวโลหะไดพอดีจะตองใชแสงที่มีความยาวคลื่น
เทาใด (กําหนดคานิจของแพลงค h = 6.6 × 10-34 J ⋅ s ความเร็วของแสง c = 3 × 108 m/s ประจุอิเล็กตรอน
e = 1.6 × 10-19 C)
1) 330 nm
2) 660 nm
3) 990 nm
4) 1220 nm
BOBBYtutor Physics Note

15. เมื่อฉายรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่น 400 nm ไปที่ผิวโลหะชนิดหนึ่งที่มีคาพลังงานยึดเหนี่ยว = 1.8 eV
โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวโลหะจะมีพลังงานจลนเทาใด
1) 0 eV
2) 0.5 eV
3) 1.3 eV
4) 1.8 eV
16. ในการทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก สมมติวาแสงความยาวคลื่น 400 nm สองกระทบผิวโลหะแลวมีผล
ทําความเร็วของโฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดออกมีคาเปน 2 เทาของความเร็วที่เกิดจากแสงความยาวคลื่น 800 nm
จงคํานวณหาความถี่ขีดเริ่มซึ่งทําใหโฟโตอิเล็กตรอนเริ่มหลุดออกจากผิวโลหะในหนวยเทระเฮิรตซ
(1 เทระเฮิรตซ = 1012 Hz)
1) 250
2) 240
3) 220
4) 200
17. โลหะแมกนีเซียมมีพลังงานยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอน 3.79 eV ถูกฉายดวยแสง UV ซึ่งมีความยาวคลื่น 300 nm
โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดออกมาจะมีพลังงานจลนมากที่สุดกี่อิเล็กตรอนโวลต (กําหนดให h = 6.64 × 10-34 J ⋅ s)
1) 0.23
2) 0.33
3) 0.42
4) 0.65
18. วัตถุ A มีคาพลังงานยึดเหนี่ยว 3.3 eV วัตถุ B มีคาความถี่ขีดเริ่มเปน 4 × 1034 Hz แสงความถี่เดียวกัน
ตกกระทบผิววัตถุ A และ B จะทําใหโฟโตอิเล็กตรอนจากวัตถุ A มีพลังงานจลนสูงสุด = 1.2 eV อยากทราบวา
พลังงานจลนสูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนจากวัตถุ B จะเปนกี่ eV
1) 1.25
2) 2.85
3) 3.10
4) 3.50
19. โลหะชนิดหนึ่งมีคาพลังงานยึดเหนี่ยวเทากับ 2.0 eV ถามีแสงที่มีความยาวคลื่น 100 nm มากระทบพลังงานจลน
สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนที่ออกมาจะเปนกี่อิเล็กตรอนโวลต
1) 6.4
2) 10.4
3) 14.4
4) 18.4
20. โฟตอนตัวหนึ่งตกกระทบผิวโลหะแพลตินัมซึ่งมีคาฟงกชันของงาน 5.6 eV ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากผิวออกมา
ดวยพลังงานจลนสูงสุด 1.2 eV ถาเราใหโฟตอนตัวเดียวกันนี้ไปตกกระทบผิวเงินซึ่งมีคาฟงกชันของงาน 4.7 eV
จะตองใชความตางศักยกี่โวลตเพื่อที่จะทําใหอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวหยุด
1) 2.1 V
2) 4.4 V
3) 6.8 V
4) 11.5 V
21. กําหนดใหฟงกชันงานของแทนทาลัมและทองคําเปน 4.2 eV และ 4.8 eV ตามลําดับ อยากทราบวาตองทํา
การฉายแสงที่มีความยาวคลื่น 270 nm ลงไปบนวัตถุใดจึงจะเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก
1) ไมเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก
2) แทนทาลัม
3) ทองคํา
4) แทนทาลัมและทองคํา
22. การทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน 2.2 eV ความตางศักยหยุดยั้ง
มีคาเทาใด
1) 1.2 V
2) 2.2 V
3) 3.5 V
4) 4.2 V
23. คาพลังงานยึดเหนี่ยวของโลหะชนิดหนึ่งเทากับ 3.7 eV ความถี่ขีดเริ่มของโลหะนี้มีคาเทาใด
2) 7 × 1014 Hz
3) 3.5 × 1015 Hz
4) 5 × 1015 Hz
1) 9 × 1014 Hz
BOBBYtutor Physics Note

24. ถาผลการทดลองเกียวกับปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริกเขียนกราฟระหวางศักยหยุดยังและความถีของแสงดังรูป คานิจ
่
้
่
ของแพลงคคํานวณจากกราฟเสนนี้จะมีคาเทาใด
Vs
1.5
1.0
0.5
0
0.5
1.0

ความถี่ (10 14 Hz)
1 2 3 4 5 6

1) 5.3 × 10-34 J ⋅ s 2) 5.7 × 10-34 J ⋅ s 3) 6.0 × 10-34 J ⋅ s 4) 6.4 × 10-34 J ⋅ s
25. จากกราฟแสดงความสัมพันธระหวางความตางศักยไฟฟาหยุดยั้ง (Vs) กับความถี่ของแสง (f) ดังรูป ขอความ
ตอไปนี้ขอใดถูกตอง
Vs
2
ความถี่ (10 14 Hz)

0
-1
1)
2)
3)
4)

5

10

พลังงานนอยที่สุดที่ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน = 1 eV
ความถี่ขีดเริ่ม = 2.5 MHz
พลังงานจลนสูงสุด = 1.6 × 10-19 J
ความตางศักยหยุดยั้ง = -1 V

เฉลย
1. 4)
11. 4)
21. 2)

2. 2)
12. 2)
22. 2)

3. 1)
13. 3)
23. 1)

4. 4)
14. 3)
24. 1)

5. 2)
15. 3)
25. 1)

6. 4)
16. 1)

7. 4)
17. 2)

8. 3)
18. 2)

9. 1)
19. 2)

10. 2)
20. 1)
BOBBYtutor Physics Note

อะตอมไฮโดรเจน (H-Atom)
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. H-Atom
มีโปรตอน 1 ตัว ในนิวเคลียส และมีอิเล็กตรอน 1 ตัว โคจรรอบนิวเคลียส
2. สมมติฐานของ Bohr
1. อิเล็กตรอนของ H-atom จะโคจรรอบนิวเคลียสอยูในวงโคจรพิเศษที่มีอยูเปนชั้นๆ ในขณะโคจรอยูใน
วงโคจรพิเศษ H-atom จะไมปลดปลอยพลังงานออกมา
ชั้นในสุด n = 1 เรียกวา Ground state (ภาวะพื้น)
n = 2 เรียกวา First Excited state (ภาวะถูกกระตุนอันดับที่ 1)
n = 3 เรียกวา Second Excited state (ภาวะถูกกระตุนอันดับที่ 2)
n = 4 เรียกวา Third Excited state (ภาวะถูกกระตุนอันดับที่ 3)
2. อิเล็กตรอนของ H-atom ที่กําลังโคจรรอบนิวเคลียสอยูในวงโคจรพิเศษ จะมีโมเมนตัมเชิงมุม
nh
mvr = 2 π
n = ระดับชั้นพลังงานควอนตัม (ระดับชั้นในวงโคจรพิเศษ)
3. H-atom จะปลดปลอยพลังงานในรูปของโฟตอน (คลื่นแมเหล็กไฟฟา) เมื่ออิเล็กตรอนในวงโคจรพิเศษ
ลดระดับชั้นจากระดับสูงลงสูระดับตํ่า
∆E = Eni - Enf = hf
3. รัศมีของ H-Atom
Rn = R1n2
R1 = 5.3 × 10-11 m
4. ความเร็วของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสของ H-Atom
Vn = V1
n
V1 = 2.2 × 106 m/s
5. พลังงานของ H-Atom
1
Ek ของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสมีขนาด = 2 Ep
E ของ H-Atom
En = E1
n2

= E ของ H-Atom
=

-13.6
n2

หนวย eV

ฟสิกส (144) ___________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004
BOBBYtutor Physics Note

ระดับพลังงานของ H-Atom ที่นักเรียนควรตองทราบ
เลขควอนตัม
n=∞
n=5
n=4
n=3
n=2

พลังงาน
E∞ = 0 eV
E5 = -0.54 eV
E4 = -0.85 eV
E3 = -1.51 eV
E2 = -3.4 eV

n=1

E1 = -13.6 eV

6. การรับพลังงานของ H-Atom
H-Atom จะรับพลังงานเปนบางคา พลังงานที่รบเขาไปจะไปทําลายพลังงานยึดเหนี่ยว มีผลทําใหอิเล็กตรอน
ั
ในอะตอมกระโดดจากระดับตํ่าขึ้นไปยังระดับที่สูงขึ้น
n=∞
E∞ = 0 eV
รับพลังงาน 13.6 eV
E5 = -0.54 eV
n=5
รับพลังงาน 13.06 eV
E4 = -0.85 eV
n=4
รับพลังงาน 12.75 eV
E3 = -1.51 eV
n=3
รับพลังงาน 12.1 eV
E2 = -3.4 eV
n=2
รับพลังงาน 10.2 eV
E1 = -13.6 eV
n=1
7. ความตางศักยกระตุน (Excitation Potentail) ความตางศักยไอออไนซ (Ionization
Potentail)
ความตางศักยกระตุนเปนความตางศักยที่ใชเรงอิเล็กตรอนภายนอกอะตอมใหวิ่งเขาชนอะตอมในภาวะพื้น โดย
อิเล็กตรอนภายนอกนั้นจะมีพลังงานที่พอดีที่อะตอมจะรับพลังงานของอิเล็กตรอนนั้นไวทั้งหมด มีผลทําใหอิเล็กตรอนใน
อะตอมกระโดดจากภาวะพื้นขึ้นไปอยูในชั้นภาวะถูกกระตุน
กรณีอะตอมไฮโดรเจน ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 1 = 10.2 V
ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 2 = 12.1 V
ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 3 = 12.75 V
ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 4 = 13.06 V
ความตางศักยไอออไนซเปนความตางศักยที่ใชเรงอิเล็กตรอนภายนอกอะตอมใหวิ่งเขาชนอะตอมในภาวะพื้น
โดยอิเล็กตรอนภายนอกนั้นจะมีพลังงานที่พอดีที่อะตอมจะรับพลังงานของอิเล็กตรอนนันไวทงหมด มีผลทําใหอเิ ล็กตรอน
้ ั้
ในอะตอมกระโดดจากภาวะพื้นขึ้นไปอยูในชั้นภาวะไอออไนซ
กรณีอะตอมไฮโดรเจน ความตางศักยไอออไนซ = 13.6 V
BOBBYtutor Physics Note

8. สเปกตรัมของ H-Atom
สเปกตรัมของ H-Atom เปนกลุมของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ปลดปลอยออกมาจาก H-Atom เนื่องจาก
H-Atom ถูกกระตุนใหอยูในภาวะ Excited แลวตอมาอิเล็กตรอนใน H-Atom ลดระดับลงสูระดับตํ่า
n=∞

n=9
n=8
n=7
n=6
n=5
n=4
n=3
n=2
n=1

Pfund Series
Brackett Series
Paschen Series
Balmer Series
Lyman Series

พลังงานมากสุด (ความถี่มากสุด ความยาวคลื่นนอยสุด) ของ Lyman Series
อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = ∞ ลงสู n = 1
พลังงานนอยสุด (ความถี่นอยสุด ความยาวคลื่นมากสุด) ของ Lyman Series
อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 2 ลงสู n = 1
พลังงานมากสุด (ความถี่มากสุด ความยาวคลื่นนอยสุด) ของ Balmer Series
อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = ∞ ลงสู n = 2
พลังงานนอยสุด (ความถี่นอยสุด ความยาวคลื่นมากสุด) ของ Balmer Series
อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 3 ลงสู n = 2
กรณีแสงที่ตามองเห็น
พลังงานมากสุด (ความถี่มากสุด ความยาวคลื่นนอยสุด)
อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 6 ลงสู n = 2
พลังงานนอยสุด (ความถี่นอยสุด ความยาวคลื่นมากสุด)
อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 3 ลงสู n = 2
BOBBYtutor Physics Note

9. ความยาวคลื่นเดอบรอยล (De Broglie wavelength)
De Broglie กลาววาเมื่อแสงประพฤติตัวเปนไดทั้งคลื่นและอนุภาค อนุภาคอื่นก็จะตองประพฤติตัวเปนได
ทั้งคลื่นและอนุภาคเชนกัน
ความยาวคลื่นเดอบรอยล เปนความยาวคลื่นของอนุภาคที่กําลังเคลื่อนที่
λ

h
= mv =

h
=
2mEk

h
2mqV

De Broglie อธิบายสาเหตุที่ H-Atom ไมปลดปลอยพลังงานในขณะที่อิเล็กตรอนกําลังโคจรรอบนิวเคลียส
nh
และมีโมเมนตัมเชิงมุม = 2 π เปนเพราะวาอิเล็กตรอนโคจรสั่นเปนคลื่นนิ่งรอบนิวเคลียส ซึ่งจะทําใหเสนรอบวง
h
nh
2πr = nλ และเมื่อ λ = mv จึงทําให mvr = 2 π

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. จากการทดลองของแฟรงคและเฮิรตซ พบวาศักยกระตุน (Excitation potential) ของอะตอมของไอปรอทมีคา
เปน 4.9, 6.7, 10.4, ... V ถาใหอิเล็กตรอนที่อยูในสถานะถูกกระตุนในระดับที่ 2 (Second excited state)
ลดลงมาสูสถานะถูกกระตุนระดับแรก (First excited state) โฟตอนที่ถูกปลอยออกมาจะมีพลังงานกี่ eV
1) 1.8
2) 3.7
3) 4.9
4) 6.7
2. สําหรับอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนตามทฤษฎีของบอรคาของพลังงานจลนเปนกี่เทาของคาพลังงานศักยไฟฟา
1
1
4) 4
1) 1
2) 2
3) 2
3. อิเล็กตรอนที่สถานะถูกกระตุนที่ 3 จะมีความเร็วเปนกี่เทาของอิเล็กตรอนที่สถานะพื้นฐาน
1
1
1) 4
2) 3
3) 3
4) 4
4. อิเล็กตรอนอนุภาคหนึ่งมีพลังงานจลน = 4 eV ถูกจับไวดวยโมเลกุลที่เปนไอออน ถาอิเล็กตรอนหลังถูกจับใน
ระดับพลังงาน -4 eV ในกระบวนการนี้จะมีรังสีความยาวคลื่นเทาใดปลอยออกมา (ใหตอบเปนจํานวนเต็มของ
นาโนเมตร)
1) 124
2) 132
3) 140
4) 155
BOBBYtutor Physics Note

5. สมมติวาแผนภาพแสดงระดับพลังงานของอะตอมชนิดหนึ่งเปนดังรูป ใหหาคาความยาวคลืนของคลืนแมเหล็กไฟฟา
่
่
ที่จะทําใหอะตอมในสถานะพื้นฐานแตกตัวเปนไอออนไดพอดี
0 eV
-4 eV
-11 eV
-20 eV
1) 62 nm
2) 100 nm
3) 210 nm
4) 310 nm
6. รถยนตคันหนึ่งมีมวล 1000 kg แลนดวยความเร็ว 72 km/hr ถาคิดวารถยนตคันนี้เปนคลื่นจะมีความยาวคลื่น
เดอบรอยลเทาใด (คานิจของแพลงค = 6.6 × 10-34 J ⋅ s)
1) 0.92 × 10-38 m 2) 3.3 × 10-38 m
3) 0.33 × 1038 m
4) 1.1 × 1038 m
7. ไฮโดรเจนไอออน (H+) และฮีเลียมไอออน (He+) ถูกเรงดวยสนามไฟฟา 106 V ไฮโดรเจนไอออนจะมีความยาว
คลื่นเดอบรอยลเปนกี่เทาของฮีเลียมไอออน
1
3) 2 เทา
4) 4 เทา
1) 2 เทา
2) 2 เทา
8. จงหาความยาวคลื่นของอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่ดวยพลังงานจลน 5 eV
1) 0.55 nm
2) 0.85 nm
3) 0.95 nm
4) 1.10 nm
9. อนุภาคมวล m มีพลังงานจลนเพิ่มขึ้นเปน 4 เทาของพลังงานจลนเดิม ความยาวคลื่นเดอบรอยลของอนุภาคนี้
ในครั้งหลังจะเปนกี่เทาของความยาวคลื่นเดอบรอยลครั้งแรก
1) 0.5
2) 2
3) 4
4) 8
10. อิเล็กตรอนซึ่งมีมวลประมาณ 9 × 10-31 กิโลกรัม เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว 3 × 106 m/s วัสดุในขอใดเหมาะสม
ที่จะนําไปใชในการทดลองเพื่อศึกษาการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอน
1) ผลึกซึ่งมีระยะหางระหวางระนาบประมาณ 10-10 m
2) เกรตติงซึ่งมีระยะหางระหวางชองประมาณ 10-6 m
3) แผนโลหะบางเจาะรูใหมีชองคูหางกันประมาณ 10-3 m
4) สลิตเดี่ยวที่มีความกวางของชองประมาณ 10-2 m
11. ตามทฤษฎีอะตอมของบอรระดับพลังงานของไฮโดรเจนตํ่าสุดเทากับ -13.6 eV ถาอะตอมไฮโดรเจนถูกกระตุนไป
อยูที่ระดับพลังงานสูงขึนและกลับสูสถานะพืนทีมพลังงานตําสุด โดยการปลอยโฟตอนออกมาดวยพลังงาน 10.20 eV
้

้ ่ี
่
แสดงวาอะตอมไฮโดรเจนจะถูกกระตุนไปที่ระดับพลังงานที่ n เทากับเทาใด
1) 2
2) 4
3) 8
4) 16
12. ใหอิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปนวงกลมอยูไดรอบโปรตอน
พลังงานจลนของอิเล็กตรอนจะเปนกี่เทาของขนาดของ
พลังงานศักย
1) 0.25 เทา
2) 0.5 เทา
3) 1 เทา
4) 2 เทา
BOBBYtutor Physics Note

13. ในการทดลองของฟรังค-เฮิรตซ ถาใชกาซไฮโดรเจนแทนไอปรอท และใชความตางศักยเรงอิเล็กตรอนเทากับ 10.3
โวลต กาซไฮโดรเจนจะปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาไดมากที่สุดกี่ความถี่ (กําหนดใหสถานะพื้นของอะตอมไฮโดรเจน
มีพลังงาน -13.6 eV หรือ -21.76 × 10-19 J)
1) 1
2) 2
3) 3
4) 4
14. อิเล็กตรอนตัวหนึ่งถูกเรงดวยความตางศักย 13.2 โวลต เขาชนกับอะตอมไฮโดรเจนที่อยูในสถานะพื้น การชนกัน
ครั้งนี้จะสามารถทําใหอะตอมไฮโดรเจนอยูในระดับพลังงานสูงสุดในระดับ n เทาใด (พลังงานสถานะพื้นของ
อะตอมไฮโดรเจน = -13.6 eV)
1) n = 7
2) n = 6
3) n = 5
4) n = 4
15.
I
D
B
C
V
A
จากกราฟแสดงผลการทดลองเรื่องการชนระหวางอิเล็กตรอนกับอะตอมของกาซตามรูป สรุปไดวา
ก. กระแสไฟฟาที่ไหลในหลอดกาซมีพาหนะนําไฟฟา คือ อิเล็กตรอนและไอออนของกาซ
ข. อะตอมของกาซมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสเปนวงกลม เมื่อ V เพิ่มขึ้นทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกมา
กระแสจึงเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว
ค. ความตานทานของหลอดกาซเปนลบบางชวงแสดงถึงอะตอมของกาซจะรับพลังงานจากอิเล็กตรอนเฉพาะ
บางคาเทานั้น
ง. ในชวง A-B อะตอมของกาซอยูในภาวะถูกกระตุน แตในชวง C-D อะตอมของกาซอยูในภาวะแตกตัว
เปนไอออน
ขอสรุปที่ถูกตองคือ
1) ก., ข. และ ค.
2) ก. และ ค.
3) ค. เทานั้น
4) คําตอบเปนอยางอื่น
16. ในอนุกรมบัลเมอรเสนสเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจนเสนแรกคือ 657 นาโนเมตร อยากทราบวาโฟตอนทีจะทําให
่
อิเล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนจากสถานะ n = 2 หลุดออกจากอะตอมไดพอดีมีคาความยาวคลื่นกี่นาโนเมตร
1) 250
2) 310
3) 365
4) 425
17. ในแบบจําลองอะตอมไฮโดรเจนของบอร รัศมีวงโคจรของอิเล็กตรอนในสถานะ n = 4 เปนกี่เทาของรัศมีวงโคจร
ในสถานะ n = 1
1) 2
2) 4
3) 8
4) 16
18. อะตอมไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจาก n = 2 ไป n = 1 ความยาวคลื่นของแสงที่ปลอยออกมาเปนกี่เทาของ
ในกรณีที่เปลี่ยนระดับพลังงานจาก n = 4 ถึง n = 2
1
1
2) 2 เทา
3) 2 เทา
4) 4 เทา
1) 4 เทา
BOBBYtutor Physics Note

19. จงหาอัตราสวนระหวางความยาวคลื่นที่มากที่สุดตอความยาวคลื่นถัดไปของแสง ในอนุกรมบัลเมอรของอะตอม
ไฮโดรเจน
1) 27
2) 3
3) 13
4) 9
20
7
7
5
20. ตามการทดลองของฟรังคและเฮิรตซ ขอสรุปใดไมจริง
1) อิเล็กตรอนที่มีพลังงานนอยกวา 4.9 eV จะมีการชนยืดหยุนกับอะตอมของไอปรอท
2) อิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกวา 4.9 eV จะสูญเสียพลังงานสวนหนึ่งใหกับอะตอมของไอปรอท
3) อะตอมของไอปรอทมีคาพลังงานระดับพื้นเทากับ 4.9 eV
4) อะตอมของไอปรอทมีคาพลังงานเปนชั้นๆ ไมตอเนื่อง
21. ในการกระตุนใหอะตอมของไฮโดรเจนที่ระดับพลังงานตํ่าสุด (-13.6 eV) ไปอยูที่ระดับพลังงาน n = 4 สเปกตรัม
เสนที่มีความยาวสั้นที่สุดจะมีพลังงานเทาใด
1) 0.66 eV
2) 0.85 eV
3) 10.20 eV
4) 12.75 eV
22. พลังงานตํ่าสุดของอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนคือ -13.6 eV ถาอิเล็กตรอนเปลี่ยนสถานะจาก n = 3 ไปสู
สถานะ n = 2 จะใหแสงที่มีพลังงานควอนตัมเทาใด
1) 1.51 eV
2) 1.89 eV
3) 3.40 eV
4) 4.91 eV
23. อะตอมไฮโดรเจนเมือเปลียนระดับพลังงานจากสถานะ n = 3 สูสถานะพืน จะใหโฟตอนมีพลังงาน 19.34 × 10-19 จูล
่ ่

้
และเมื่อเปลี่ยนสถานะจาก n = 2 สูสถานะพื้นจะใหโฟตอนพลังงาน 16.33 × 10-19 จูล ถากระตุนใหอะตอม
ไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะ n = 2 ไปยังสถานะ n = 3 จะตองใชแสงความถี่เทาใด
2) 5.4 × 1014 Hz
3) 3.0 × 1015 Hz
4) 5.4 × 1015 Hz
1) 4.5 × 1014 Hz

เฉลย
1. 1)
11. 1)
21. 4)

2. 3)
12. 2)
22. 2)

3. 1)
13. 1)
23. 1)

4. 4)
14. 3)

5. 1)
15. 3)

6. 2)
16. 3)

7. 3)
17. 4)

8. 1)
18. 1)

9. 1)
19. 1)

10. 1)
20. 3)
BOBBYtutor Physics Note

ฟสิกสนิวเคลียร
สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ
1. นิวเคลียส (Nucleus)
นิวเคลียสประกอบดวยอนุภาคโปรตอนและนิวตรอน
โปรตอนและนิวตรอนในนิวเคลียส เรียกวา นิวคลีออน (Nucleon)
จํานวนนิวคลีออน = จํานวนโปรตอน + จํานวนนิวตรอน = mass number
สัญลักษณแทนนิวเคลียส A X X แทน นิวเคลียสใดๆ
Z
A = mass number = จํานวนนิวคลีออน
Z = Atomic number = จํานวนโปรตอน
โปรตอน มีมวล = 1.007825 U มีประจุ = +1.6 × 10-31 kg
นิวตรอน มีมวล = 1.008665 U ไมมีประจุไฟฟา
รัศมีนิวเคลียส

R = R0A1/3

R0 = รัศมีนิวเคลียสของไฮโดรเจน
A = mass number
2. พลังงานยึดเหนียวนิวเคลียส (Binding energy) "B.E." และเสถียรภาพของนิวเคลียส
่
ธาตุ A X ประกอบดวย โปรตอน Z ตัว และนิวตรอน A - Z ตัว
Z
มวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนจะมากกวามวลของ A X เกิดมวลหาย "∆M"
Z
∆M

=

[ZMp + (A - Z)Mn] - Mx

∆M จะเปลี่ยนไปเปนพลังงานยึดเหนี่ยวนิวเคลียส ยึดนิวคลีออนไดดวยกัน

มวล 1 U เปลี่ยนเปนพลังงานจะไดพลังงาน = 931 MeV
B.E. =

∆M × 931 MeV

เสถียรภาพของนิวเคลียส พิจารณาจากคา B.E./nucleon
ธาตุที่คา B.E./nucleon มาก จะมีเสถียรภาพมาก
ธาตุที่คา B.E./nucleon นอย จะมีเสถียรภาพนอย
3. กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity)
กัมมันตภาพรังสีเปนคลื่นและอนุภาคที่ปลดปลอยออกมาจากนิวเคลียส
กัมมันตภาพรังสีมี 3 ชนิด คือ
1. อนุภาคแอลฟา (α) เกิดจากการแตกสลายตัวตามธรรมชาติ
α คือ 4 He มีมวล = 4 U มีประจุ = +2e
2

เนื่องจากนิวเคลียสเปลี่ยนสภาพ
BOBBYtutor Physics Note

2. อนุภาคเบตา (β) เกิดจากการปรับสภาพในนิวเคลียส
นิวตรอนเปลี่ยนสภาพไปเปนโปรตอน
0
β คือ -1e เปนอิเล็กตรอน มีมวลนอยมาก มีประจุ = -e
0
ถาโปรตอนเปลี่ยนสภาพไปเปนนิวตรอน จะได β+ ( +1e)
0
+1e เรียกวา อนุภาคโพซิตรอน (Positron)
3. รังสีแกมมา (γ) เกิดจากการลดระดับพลังงานของนิวเคลียส
γ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีพลังงานสูงที่สุด
γ ไมมีมวล ไมมีประจุไฟฟา
4. กฎการสลายตัว
1. การสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีเปนไปตามธรรมชาติไมขึ้นกับสภาพแวดลอมใดๆ
2. อัตราการสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีเปนปฏิภาคโดยตรงกับจํานวนนิวเคลียสที่มีอยู
3. ทุกนิวเคลียสมีโอกาสที่จะสลายตัวเทากัน
5. กัมมันตภาพ Activity "A" (อัตราการสลายตัว)
A = dN = -λN
dt
เมื่อ

λ

= คาคงตัวของการสลายตัว (Declay's constant)
= ความนาจะเปนที่แตละนิวเคลียสจะสลายตัว
m
N = nNA และ n = M เมื่อ m = มวลของธาตุเปนกรัม
M = มวลโมเลกุล
Activity มีหนวยเปน S-1 = Bq (Becquerel)
6. ครึ่งชีวิต (Half life) "T"
ครึ่งชีวิตเปนชวงเวลาที่ธาตุกัมมันตรังสีใชในการสลายตัวจนเหลืออยูครึ่งหนึ่งของจํานวนเดิม
N0 = จํานวนนิวเคลียสขณะเริ่มพิจารณา
N1 = จํานวนนิวเคลียสขณะ t ใดๆ
1
1
ถา t = T ⇒ Nt = N0 ⇒ เหลือ 2 ของเดิม ⇒ เหลือ 50% ⇒ สลายไป 2 ของเดิม ⇒ สลายไป 50%
2
N
1
ถา t = 2T ⇒ Nt = 20 ⇒ เหลือ 4 ของเดิม ⇒ เหลือ 25% ⇒ สลายไป 3 ของเดิม ⇒ สลายไป 75%
4
2
N
1
ถา t = 3T ⇒ Nt = 30 ⇒ เหลือ 8 ของเดิม ⇒ เหลือ 12.5% ⇒ สลายไป 7 ของเดิม ⇒ สลายไป 87.5%
8
2
1
ถา t = 4T ⇒ Nt = N40 ⇒ เหลือ 16 ของเดิม ⇒ เหลือ 6.25% ⇒ สลายไป 15 ของเดิม ⇒ สลายไป 93.75%
16
2
N
1
31
ถา t = 5T ⇒ Nt = 50 ⇒ เหลือ 32 ของเดิม ⇒ เหลือ 3.125% ⇒ สลายไป 32 ของเดิม ⇒ สลายไป 96.875%
2
BOBBYtutor Physics Note

N0
2t/T
N0
มวล (M) ∞ N
จาก
Nt = t/T ⇒ Mt =
2
N0
Activity (A) ∞ N จาก
Nt = t/T ⇒ At =
2
dN = -λN สามารถหาคาจํานวนนิวเคลียสที่มีอยูขณะใดๆ ได
จาก A = dt
Nt = N0e-λt
จาก N1 = N0e-λt ถา t = T จะได
T = ln 2 = 0.693
Nt =

λ

M0
2t/T
A0
2t/T

λ

7. สภาพสมดุลของการสลายตัว
เมื่อนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีสลายตัวอยางตอเนื่อง
A
B
C
การสลายตัวจะเรียกวาอยูในสภาพสมดุล เมื่อจํานวนนิวเคลียสของ B คงตัว
Activity ของ A = Activity ของ B
N
N
λANA = λBNB ⇒ T A = T B
สภาพสมดุล
A
B
8. กราฟการสลายตัว
N
N
N
2
N
4
0

N
N
N
2
N
4
0

B
A

t
TA TB 2TA 2TB
ธาตุกัมมันตรังสี A และ B
จํานวนนิวเคลียสเริ่มตน = N
9. การทดลองชุดอุปมาอุปมัยการสลายตัวโดยใชลูกเตา
ในการทดลองใหเสมือนลูกเตาเปนนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี เมื่อทอดลูกเตา ลูกเตาใดหงายหนาแตมมี
ใหเปนนิวเคลียสที่สลายตัว
1
ถาลูกเตา 6 หนา แตมสี 1 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = 6
1
ถาลูกเตา 6 หนา แตมสี 2 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = 3
1
ถาลูกเตา n หนา แตมสี 1 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = n
T 2T
จํานวนนิวเคลียสเริ่มตน = N

t
BOBBYtutor Physics Note

การหาครึ่งชีวิต
1. โดยการแทนคาในสูตร T = ln 2 = 0.693
λ
λ
2. โดยการเขียนกราฟจํานวนลูกเตากับจํานวนครั้งที่ทอดลูกเตา
จํานวนลูกเตา
N
N
2
N
4
0

T

จํานวนครังทีทอด
้ ่

2T

10. สมการนิวเคลียร
สมการนิวเคลียรเปนสมการแสดงการเปลี่ยนสภาพนิวเคลียส (แสดงการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร)
สมการเต็ม อนุภาคกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม
ธาตุกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม
สมการยอ อนุภาคกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณยอ
ธาตุกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม
เมื่อยิงอนุภาคแอลฟาชนไนโตรเจน ไนโตรเจนแตกสลายเปนออกซิเจนกับไฮโดรเจน
17O + 1H
สมการเต็ม 4He + 14 N
2
7
8
1
สมการยอ

14 N[α, p]17O
7
8

สัญลักษณอนุภาคที่ควรตองทราบ
อนุภาค
Proton
Neutron
Deuteron
Alpha
Beta
Positron
Gamma

สัญลักษณเต็ม
1H
1
1
0n
2H
1
4 He
2
0
-1 e
0
+1e

สัญลักษณยอ
p
n
d

γ

γ

α
β
β+
BOBBYtutor Physics Note

11. การหาพลังงานจากปฏิกิริยา
พิจารณาสมการเต็ม
1. หามวลรวมกอนปฏิกิริยา
2. หามวลรวมหลังปฏิกิริยา
3. หามวลแตกตาง (∆M)
∆M

4. หาพลังงาน

=

ΣMกอนปฏิกิริยา - ΣMหลังปฏิกิริยา

∆E

=

∆M × 931 MeV

ΣMกอนปฏิกิริยา > ΣMหลังปฏิกิริยา ⇒ เปนปฏิกิริยาปลดปลอยพลังงาน
ΣMกอนปฏิกิริยา < ΣMหลังปฏิกิริยา ⇒ เปนปฏิกิริยาดูดกลืนพลังงาน

แบบทดสอบ
จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง
1. พิจารณาขอความตอไปนี้สําหรับรังสีแอลฟา เบตา และแกมมา
ก. มีความสามารถในการทําใหกาซแตกตัวเปนไอออนไดดีกวา
ข. ตองใชวัสดุที่มีความหนามากในการกั้นรังสี
ค. เมื่อเคลื่อนที่ผานบริเวณที่มีสนามแมเหล็กแนวการเคลื่อนที่เปนแนวโคง
ง. อัตราสวนระหวางประจุตอมวลมีคามากที่สุด
ขอความใดเปนสมบัติของรังสีเบตา
1) ก. และ ข.
2) ก. และ ค.
3) ข. และ ง.
4) ค. และ ง.
2. ธาตุ A สลายเปนธาตุ B โดยปลอยรังสีเบตาออกมา ธาตุทั้งสองจะมีจํานวนใดเทากัน
1) นิวตรอน
2) โปรตอน
3) ผลรวมของโปรตอนและนิวตรอน
4) ผลตางของโปรตอนและนิวตรอน
3. รังสีแอลฟาเคลื่อนที่เฉียดนิวเคลียสของทองคํา พลังงานจลนของรังสีแอลฟา ณ ตําแหนงที่เขาใกลนิวเคลียสของ
ทองคํามากที่สุดมีคา
1) ศูนย
2) มากที่สุด
3) เทาเดิม
4) นอยที่สุด
4. อนุภาคพลังงานจลนเทากันในขอใดวิงเขาใกลนวเคลียสของยูเรเนียมแลวมีโอกาสเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิมนอยที่สุด
่
ิ
1) โปรตอน
2) แอลฟา
3) อิเล็กตรอน
4) นิวตรอน
BOBBYtutor Physics Note

5. ถายิงอนุภาคแอลฟาเขาไปในนิวเคลียสของโลหะ ทางเดินของอนุภาคแอลฟาที่เปนไปไดคือขอใด
ข
ค
ก
ง

6.

7.

8.
9.

10.
11.
12.
13.

1) ก. และ ง.
2) ข. และ ค.
3) ก., ค. และ ง.
4) ก., ข., ค. และ ง.
คารบอนอะตอม 12 u เคลื่อนที่ผานความตางศักย 2 × 103 V ในเครื่องแมสสเปกโทรมิเตอร เขาไปในบริเวณที่มี
สนามแมเหล็กขนาด 0.3 T ถาประจุของคารบอนอะตอมเทากับ 1.6 × 10-19 C ระยะระหวางจุดที่คารบอน
อะตอมเขาสูสนามแมเหล็กและจุดที่ตกกระทบแผนฟลมคือขอใด (กําหนดให 1 u = 1.66 × 10-27 kg)
1) 0.74 cm
2) 1.48 cm
3) 7.4 cm
4) 14.8 cm
ในเครื่องแมสสเปกโทรมิเตอรมีอนุภาคที่ผานในสวนคัดเลือกความเร็วเขาสูสวนวิเคราะห 5 ชนิด คือ โปรตอน
ดิวเทอรอน ทริทอน ฮีเลียม-3 และแอลฟา ในสวนวิเคราะหซึ่งมีสนามแมเหล็กตั้งฉากกับแนวการเคลื่อนที่ของ
อนุภาค ทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ตามแนวโคงรูปวงกลม แนวการเคลื่อนที่ของอนุภาคทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ตามแนว
โคงรูปวงกลม แนวการเคลื่อนที่ของอนุภาคใดอยูใกลกับแนวการเคลื่อนที่ของโปรตอนที่สุด
1) ดิวเทอรอน
2) ทริทอน
3) ฮีเลียม-3
4) แอลฟา
ถารัศมีของนิวเคลียสของไฮโดรเจน = 1.2 × 10-15 m รัศมีของนิวเคลียสของ 64 Zn จะเปนเทาใด
30
-15 m
-15 m
-15 m
1) 1.2 × 10
2) 2.4 × 10
3) 4.8 × 10
4) 6.4 × 10-15 m
จงหาเลขอะตอมของนิวเคลียสหนึ่งซึ่งประกอบดวยจํานวนโปรตอนเทากับจํานวนนิวตรอน และนิวเคลียสนี้มีรัศมี
เปน 2 เทาของนิวเคลียสของ 27 Al
13
3
1) 2
2) 4
3) 8
4) 9
จงหาเลขมวลของนิวเคลียสซึ่งมีรัศมีเปน 2 เทาของนิวเคลียส 27 Al
13
3
1) 8
2) 9
3) 16
4) 18
ถารัศมีของนิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจนเปน 1.4 × 10-15 m รัศมีนิวเคลียสของธาตุ 27Al จะเปนกี่เมตร
2) 5.6 × 10-15 m
3) 12.6 × 10-15 m 4) 27 × 10-15 m
1) 4.2 × 10-15 m
ธาตุไอโซโทปของ 234 Ra จะมีรัศมีเปนกี่เทาของธาตุไอโซโทปของ 28 Na
88
11
1) 2 เทา
2) 3 เทา
3) 4 เทา
4) 5 เทา
ถานิวเคลียสของธาตุ A มีมวล 4.0020 u และประกอบขึ้นดวยโปรตอนและนิวตรอนอยางละ 2 ตัว (มวลของ
โปรตอน = 1.0073 u มวลของนิวตรอน = 1.0087 u มวล 1 u เทากับพลังงาน 930 MeV) พลังงานยึดเหนี่ยว
ตอนิวคลีออนของธาตุ A มีคาเทาใด
1) 2 MeV
2) 7 MeV
3) 14 MeV
4) 28 MeV
BOBBYtutor Physics Note

14. ธาตุตริเทียมซึงมีเลขอะตอมเปน 1 เลขมวลเปน 3 และมวลอะตอมเทากับ 3.016049 u มีคาพลังงานยึดเหนี่ยวตอ
่
นิวคลีออนเทากับเทาใดในหนวย MeV (ทศนิยม 2 ตําแหนง)
กําหนดให มวลอะตอมของไฮโดรเจน = 1.007825 u
มวลของนิวตรอน = 1.008665 u และ 1 u = 930 MeV
1) 1.41
2) 2.82
3) 3.46
4) 5.64
15. ธาตุกัมมันตรังสี A มีเวลาครึ่งชีวิตนานเปน 2 เทาของเวลาครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี B ถา A และ B ตางก็มี
กัมมันตภาพ (Activity) เทากัน จงหาอัตราสวนของจํานวนอะตอม A : B
1
1
2) 2
3) 4
4) 4
1) 2
16. ในการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียสธาตุกัมมันตรังสี X ไปเปนธาตุกัมมันตรังสี Y พบวาขณะที่ธาตุทั้งสองอยูใน
สภาพสมดุลอะตอมของธาตุ X มีคาเปน 3 × 106 เทาของอะตอมของธาตุ Y ถาครึ่งชีวิตของธาตุ Y = 1600 ป
จงหาครึ่งชีวิตของธาตุ X
1) 5.3 × 10-4 ป
2) 1.9 × 103 ป
3) 3.3 × 109 ป
4) 4.8 × 109 ป
17. ปริมาณคารบอน-14 ในกระดูกโบราณชนิดหนึ่งมีอยูเพียง 25% ของปริมาณคารบอน-14 ในกระดูกชนิดเดียวกับ
ของสัตวที่เพิ่งเสียชีวิตใหมๆ และในการปฏิวัติอุตสาหกรรมทําใหกัมมันตภาพจําเพาะ (Specific activity) ของ
คารบอน-14 ในสภาพแวดลอมปจจุบันลดลงจากปกติ 3% ถาครึ่งชีวิตของคารบอน-14 = 5570 ป กระดูก
โบราณชิ้นนั้นจะมีอายุเทาใด
1) 5570 ป
2) นอยกวา 11140 ป 3) 11140 ป
4) มากกวา 11140 ป
18. ในการหาอายุวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งโดยการวัดปริมาณของคารบอน-14 ซึ่งมีครึ่งชีวิต 5570 ป พบวาปริมาณของ
1
คารบอน-14 ที่เหลืออยูในปจจุบันเทากับ 8 เทาของปริมาณที่มีอยูในตอนแรก วัตถุโบราณชิ้นนี้มีอายุเทาใด
1) 11140 ป
2) 16710 ป
3) 22280 ป
4) 44560 ป
19. ธาตุไอโอดีน-126 มีครึ่งชีวิต 12 วัน นาย ข ไดรับธาตุไอโอดีน-126 เขาไปในรางกาย 16 กรัม เปนเวลานานกี่วัน
ไอโอดีนในรางกายของนาย ข จึงจะลดลงเหลือ 2 กรัม
1) 12 วัน
2) 24 วัน
3) 36 วัน
4) 48 วัน
20. ไอโซโทปของโซเดียม ( 24 Na) มีครึ่งชีวิต 15 ชั่วโมง จงหาวาเวลาผานไป 75 ชั่วโมง นิวเคลียสของไอโซโทปนี้จะ
11
สลายไปแลวประมาณกี่เปอรเซ็นตของจํานวนที่ตั้งตน ถาตอนเริ่มแรกนิวเคลียสของไอโซโทปนี้มีคา 5 คูรี
1) 75%
2) 87.5%
3) 94%
4) 97%
21. เมื่อนําซากไมโบราณ 6 กรัม มาวัดปริมาณรังสี ปรากฏวามีกัมมันตภาพเทากับไมที่มีชีวิต 2 กรัม ถาครึ่งชีวิตของ
คารบอน-14 เปน 5600 ป แสดงวาซากไมมีอายุเทาใด
1) เกิน 16800 ป
2) อยูระหวาง 11200-16800 ป
3) อยูระหวาง 5600-11200 ป
4) ไมเกิน 5600 ป
22. ไอโอดีน-131 มีคาคงตัวของการสลายเทากับ 0.087 ตอวัน ถามีไอโอดีน-131 อยู 10 กรัมตอนเริ่มตน เมื่อเวลา
ผานไป 24 วัน จะมีไอโอดีน-131 เหลืออยูเทาใด (กําหนดให ln 2 = 0.693)
1) 0.63 g
2) 1.25 g
3) 2.50 g
4) 5.00 g
BOBBYtutor Physics Note

23. ลูกเตา 16 หนา แตมสีไวที่หนาหนึ่งจํานวน 100 ลูก นํามาทอด และคัดลูกที่หงายหนาแตมสีออก ทอดกี่ครั้ง
จึงจะเหลือลูกเตา 50 ลูก
1) 8
2) 9
3) 10
4) 11
24. ในการทดลองศึกษาสมบัติของสารกัมมันตรังสี
โดยตรวจนับกัมมันตภาพไดผลการทดลองดังขอมูลในตาราง
จงประมาณหากัมมันตภาพที่นับไดตอนาที เมื่อทําการนับที่เวลาหลังจากเริ่มตน 45 ชั่วโมง
เวลานับจากเริ่มตน (ชั่วโมง)
กัมมันตภาพที่นับได (ตอนาที)

0
10050

5
7080

10
4980

15
3535

20
2510

25
1765

1) 1250
2) 880
3) 625
4) 440
25. คนไขคนหนึ่งตองการไดรับรังสีแกมมาจากโคบอลต-60 แตปริมาณรังสีแกมมาที่ใชมีมากเกินไปจึงนําแผนตะกั่ว
มากั้น จะตองใชแผนตะกั่ว 3 แผนมากั้น จึงจะไดปริมาณรังสีแกมมาที่พอดี ถาตะกั่ว 1 แผน สามารถกั้นรังสี
แกมมาไมใหผานได 90% อยากทราบวาปริมาณรังสีแกมมาทีออกมาไดพอดี จะคิดเปนกีเ่ ปอรเซ็นตของปริมาณเดิม
่
1) 0.01%
2) 0.1%
3) 3%
4) 30%
26. ธาตุ A มีคาคงตัวการสลาย λ จะมีคาครึ่งชีวิตดังขอใด
2) eλ/2
3) λ ln 2
4) ln 2
1) log 2
λ
λ
27. ถาธาตุ X มีจํานวนอะตอมเปน 2 เทาของธาตุ Y แตมีกัมมันตภาพเปน 3 เทาของธาตุ Y ครึ่งชีวิตของธาตุ X
จะเปนกี่เทาของธาตุ Y
1
2) 2 เทา
3) 3 เทา
4) 6 เทา
1) 6 เทา
3
2
28. ถามี 226 Ra จํานวน N นิวเคลียส มีกัมมันตภาพ A มิลลิคูรี คาคงตัวการสลายตอวินาทีคือขอใด
88
(กําหนดให 1 คูรี เทากับการสลาย 3.7 × 1010 ตอวินาที)
A
N
2)
4)
1) 3.7 × 107 A
3) 3.7 × 107 N
N
A
3.7 × 107 N
3.7 × 107 A
29. ในการทดลองวัดปริมาณรังสีจากธาตุกัมมันตรังสีชนิดหนึ่ง เมื่อเขียนกราฟแสดงความสัมพันธระหวางมวลของ
ธาตุกัมมันตรังสี ที่เวลาผานไป t ใดๆ กับเวลาที่ผานไป t จะไดผลดังรูป แสดงวาที่เวลาผานไป 8 ชั่วโมง นับจาก
ตอนตน ธาตุกัมมันตรังสีนี้จะเหลืออยูกี่มิลลิกรัม
m (มิลลิกรัม)
100
75
50
25
0
1) 6.25 mg

เวลา t (ชัวโมง)
่
1 2 3 4 5
2) 3.13 mg
3) 1.56 mg
4) 0.78 mg
BOBBYtutor Physics Note

30. ในการทดลองอุปมาอุปมัยการทอดลูกเตากับการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี โดยการโยนลูกเตาแลวคัดหนาที่
ไมแตมสีออกไป ถาลูกเตามี 6 หนา มีหนาที่แตมสี 2 หนา และมีจํานวน 90 ลูก จงหาวาถาทําการโยนลูกเตา
ทั้งหมด 2 ครั้งโดยสถิติจะเหลือลูกเตาทั้งหมดเทาใด
1) 10 ลูก
2) 30 ลูก
3) 40 ลูก
4) 56 ลูก
31. ปฏิกิริยานิวเคลียรดังสมการทั้งสองตอไปนี้
196 Pt + 2 H
197 Au + 1 n + Q
...(A)
A
78
1
79
0
4H
2 e

+ 14 H
7

17O
8

+ 1 1H + Q B

...(B)

ไดพลังงานนิวเคลียร QA = 3.57 MeV และ QB = -1.19 MeV ถาปฏิกิริยานิวเคลียรของสมการ (A) และ (B)
ตางก็เกิดขึ้นเปนจํานวน 10 ครั้งเทากัน สมการใดจะใหการเปลี่ยนแปลงของมวลที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเปนปริมาณ
เทาใด (กําหนดให 1 u = 931 MeV)
1) สมการ (A), 0.210 u
2) สมการ (A), 0.038 u
3) สมการ (B), 0.120 u
4) สมการ (B), 0.013 u
32. ปฏิกิริยาฟวชันเกิดขึ้นในดวงอาทิตยไดพลังงานมากมายดังนี้
4 He + 2 0e + พลังงาน
4 1H
1
2
+1
จงหาพลังงานที่ไดจากไฮโดรเจนมวล 1 กิโลกรัม ที่เกิดปฏิกิริยานี้
กําหนดให มวลอะตอมไฮโดรเจน = 1.00782 u = 1 g/mole
มวลอะตอมฮีเลียม = 4.00260 u
มวลของอิเล็กตรอนและโพซิตรอน = 0.00055 u
NA = 6.0 × 1023 /mole ใหใชคา 1 u = 900 MeV
1) 3.6 × 1024 MeV 2) 14 × 1024 MeV 3) 3.6 × 1027 MeV 4) 14 × 1027 MeV
33. นิวเคลียสกัมมันตรังสี X มีเลขมวลเทากับ 200 มีคาพลังงานยึดเหนียว/นิวคลีออนประมาณ 7 MeV เกิดการแตกตัว
่
เปน 2 สวนเทาๆ กัน แตละสวนมีเลขมวลเทากับ 100 และมีคาพลังงานยึดเหนี่ยว/นิวคลีออนประมาณ 8 MeV
จงหาพลังงานที่ถูกปลอยออกมาในการแตกตัวของนิวเคลียส X หนึ่งตัว
1) 200 MeV
2) 1400 MeV
3) 1600 MeV
4) 3000 MeV
34. จากธาตุไอโซโทปของยูเรเนียม 238 U สลายตัวแบบอนุกรมไดอนุภาคแอลฟารวม 8 ตัว และอนุภาคเบตาลบรวม
92
6 ตัว และไดโอโซโทปของธาตุใหมอีก 1 ตัว อยากทราบวาไอโซโทปของธาตุใหมมีเลขมวลและเลขอะตอมตรงกับ
ขอใดตามลําดับ
1) 91 และ 234
2) 92 และ 206
3) 234 และ 91
4) 206 และ 82
214 Bi ) สลายตัวใหรังสีเบตาลบ นิวเคลียสของธาตุใหมคือขอใด
35. เมื่อบิสมัท-214 ( 83
2) 210 Bi
3) 214 At
4) 214 Po
1) 210 Pb
82
83
85
84
36. จากปฏิกิริยานิวเคลียร
1) นิวตรอน

14 N
7

+ 1H
1
2) อิเล็กตรอน

15 N
7

+ X X คืออนุภาคใด
3) โปรตอน

4) โพซิตรอน
BOBBYtutor Physics Note

37. ในการสลายตัวตอๆ กันของธาตุกัมมันตรังสี โดยเริ่มจาก 238 U เมื่อสลายใหอนุภาคทั้งหมดเปน 2α, 2β และ 2γ
92
จะทําใหไดนิวเคลียสใหมมีจํานวนโปรตอนและจํานวนนิวตรอนเทาใด
1) จํานวนโปรตอน 88 จํานวนนิวตรอน 140
2) จํานวนโปรตอน 90 จํานวนนิวตรอน 140
3) จํานวนโปรตอน 88 จํานวนนิวตรอน 142
4) จํานวนโปรตอน 90 จํานวนนิวตรอน 142

เฉลย
1.
11.
21.
31.

4)
1)
3)
4)

2.
12.
22.
32.

3)
1)
2)
3)

3.
13.
23.
33.

4)
2)
4)
1)

4.
14.
24.
34.

4)
2)
4)
4)

5.
15.
25.
35.

1)
2)
2)
4)

6.
16.
26.
36.

4)
4)
4)
4)

7.
17.
27.
37.

3)
4)
2)
2)

8. 3)
18. 2)
28. 3)

9. 2)
19. 3)
29. 1)

10. 1)
20. 4)
30. 1)

Phy

  • 1.
    BOBBYtutor Physics Note การเคลื่อนที่ การศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่นับวาเปนพื้นฐานที่สําคัญมากอันหนึ่งในทางกลศาสตรและฟสิกส ปริมาณตางๆ ที่เกี่ยวของกับการเคลื่อนที่ ไดแก การกระจัด (displacement) ถาใหจุดเริ่มตนของการเคลื่อนที่เปนจุดตนกําเนิดของระบบพิกัด จะกลาวไดวา การกระจัดของการเคลื่อนที่ใด คือ เวกเตอรที่มีจุดตั้งตนตรงจุดเริ่มตนของการเคลื่อนที่นั้น และมีจุดปลายหรือหัวลูกศร ของเวกเตอรอยูที่จุดสิ้นสุดของการเคลื่อนที่นั้น การบอกการกระจัดตองระบุทั้งขนาดและทิศทาง ในระบบ SI การกระจัด มีหนวยเปน เมตร ระยะทาง (distance) ในการเคลื่อนที่หนึ่งๆ ระยะทาง คือ ความยาวของเสนทางที่วัตถุเคลื่อนที่ (Path) การระบุ ระยะทางจะกระทําโดยไมคํานึงถึงทิศทางของการเคลื่อนที่นั้น ในระบบ SI ระยะทางมีหนวยเปนเมตรเชนเดียวกับหนวย ของการกระจัด โดยทั่วไป ระยะทางจะไมเทากับขนาดของการกระจัด อยางไรก็ดีหากวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนเสนตรง และเคลื่อนที่ในทิศทางเดียว คือ ไมมีการเลี้ยว หรือถอยกลับมาในทิศทางเดิม ตัวเลขที่เปนระยะทางและตัวเลขที่เปน ขนาดของการกระจัดจะมีคาเทากัน ความเร็ว (velocity) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของการกระจัด หรือกลาวไดวาความเร็วคือการกระจัดที่เปลี่ยน ไปในหนึ่งหนวยเวลา ความเร็วเปนปริมาณเวกเตอร การบงบอกความเร็วจึงตองระบุทั้งขนาดและทิศทาง ในระบบ SI ความเร็วมีหนวยเปน เมตร/วินาที อัตราเร็ว (speed) คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไดในหนึ่งหนวยเวลา อัตราเร็วเปนปริมาณที่มีเพียงขนาด ไมมี ทิศทาง หนวยของอัตราเร็วในระบบ SI เปน เมตร/วินาที ความเรง (acceleration) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็ว หรือคือความเร็วทีเ่ ปลียนไปในหนึงหนวยเวลา ่ ่ โดยความเร็วที่เปลี่ยนไปนี้อาจจะเปนการเปลี่ยนแปลงขนาด คือ วัตถุเคลือนทีเ่ ร็วขึนหรือชาลง หรือเปนการเปลียนทิศทาง ่ ้ ่ การเคลื่อนที่ ทั้งๆ ที่วัตถุยังคงมีขนาดของความเร็วที่คงที่ ความเรงเปนปริมาณเวกเตอร ประกอบดวยขนาดและทิศทาง
  • 2.
    BOBBYtutor Physics Note จากความสัมพันธระหวางการกระจัดความเร็ว และความเรงที่กลาวมาสามารถพิสูจนไดวา สําหรับกราฟระหวาง ความเร็วกับเวลา จะมีความชันเปนความเรง และพื้นที่ใตกราฟเปนการกระจัด วัตถุที่เคลื่อนที่ดวยความเรงคงที่ คือ ทั้งขนาดและทิศทางของความเรงมีคาคงที่ วัตถุจะมีการเคลื่อนที่เปนแนว เสนตรง และความสัมพันธระหวางความเร็ว ความเรง การกระจัด และเวลา เปนไปตามสมการ v = u + at 1 s = ut + 2 at2 v2 = u2 + 2as โดย u เปนความเร็วตน v เปนความเร็วปลาย a เปนความเรงของวัตถุ s เปนการกระจัด แบบทดสอบ 1. รถทดลองเคลื่อนที่เปนเสนตรงไปทางทิศตะวันออกเปนระยะ L ดวยอัตราเร็ว 3 เมตร/วินาที จากนั้นเคลื่อนที่ ขึ้นไปทางทิศเหนือดวยอัตราเร็ว 2 เมตร/วินาที เปนระยะทาง 2L อัตราเร็วเฉลี่ยของรถทดลองเปนเทาใด ึ 2. สมการของการเคลื่อนที่ตามแกน X ในหนวย SI ของอนุภาคหนึงเปน x = 3t2 ในชวงเวลาจาก 2 วินาทีถง 2 + ∆t ่ อนุภาคจะมีความเร็วเฉลี่ยเปนเทาใด 3. ชายคนหนึ่งขับรถจากสภาพหยุดนิ่ง โดยเริ่มจากจุด A ดวยความเรงคงที่เปนเสนตรง เมื่อรถผานจุด B พบวารถ มีความเร็ว 20 เมตร/วินาที ใหหาวาขณะที่รถอยูตรงกึ่งกลางระหวางจุด A และ B รถมีความเร็วเทาใด 4. คนขับ ขับรถบรรทุกมาดวยความเร็วคาหนึ่ง เมื่อผานบาน A คนขับก็เบรกรถดวยความหนวง 2 เมตร/วินาที2 ทําใหรถเคลื่อนที่ไปถึงบาน B ซึ่งหางออกไป 20 เมตรไดในเวลา 2 วินาที ใหหาความเร็วของรถบรรทุกขณะผาน บาน B นี้ 5. รถบรรทุกเริ่มเคลื่อนที่จากสภาพหยุดนิ่งดวยความเรง 2 เมตร/วินาที2 อีก 2 วินาทีตอมารถยนตนั่งก็ออกวิ่ง ณ ตําแหนงเดียวกับที่รถบรรทุกเริ่มเคลื่อนที่ โดยรถยนตนั่งมีความเรง 6 เมตร/วินาที2 ใหหาวาเมื่อรถทั้งสอง มีความเร็วเทากัน รถคันใดที่อยูขางหนา และระยะระหวางรถทั้งสองเปนเทาใด 6. รถคันหนึ่งกําลังวิ่งอยูบนทางหลวง ขณะที่ผานหลักกิโลเมตรที่ 130 ความเร็วของรถมีคาเปน 10 เมตร/วินาที และ เมื่อผานหลักกิโลเมตรที่ 131 ความเร็วมีคาเปน 12 เมตร/วินาที ใหหาวาขณะที่รถผานหลักกิโลเมตรที่ 132 ความเร็วของรถมีคาเทาใด (กําหนดใหถนนในชวงนั้นเปนเสนตรง) 7. ลูกปนเคลื่อนที่ได 36 เมตรในวินาทีที่ 2 หลังจากเริ่มจับเวลา และ 66 เมตรในวินาทีที่ 5 ใหหาระยะทางที่ลูกปน เคลื่อนที่ไดในวินาทีที่ 10 8. เด็กคนหนึ่งโยนพวงกุญแจขึ้นไปในแนวดิ่ง เพื่อใหเพื่อนที่อยูบนระเบียงสูงขึ้นไป พบวาเพื่อนรับกุญแจไดในเวลา 2 วินาทีตอมา ถาจุดที่รับสูงกวาจุดโยน 4 เมตร พวงกุญแจจะถึงมือผูรับดวยความเร็วเทาใด
  • 3.
    BOBBYtutor Physics Note เฉลย 1. 3. 5. 7. 2.25m/s 14.14 m/s รถบรรทุกอยูขางหนา และรถหางกัน 6 เมตร 21 m/s 2. 4. 6. 8. 12 + 3∆t 8 m/s 13.7 m/s 8 m/s ทิศลง แรง มวล และกฎการเคลื่อนที่ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เปนกฎที่วาดวยความสัมพันธระหวางแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุกับสภาพการเคลื่อนที่ ของวัตถุนั้น โดยกลาวถึงกรณีที่มีและไมมีแรงลัพธมากระทําตอวัตถุ นอกจากนี้กฎการเคลื่อนที่นี้ยังครอบคลุมถึงความ สัมพันธระหวางที่กระทํากันระหวางวัตถุคูหนึ่งๆ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันประกอบดวยกฎตางๆ 3 ขอ ดังนี้ กฎขอที่ 1 วัตถุจะคงสภาพการเคลื่อนที่ของตัวเองอยูเสมอ นอกจากจะมีแรงลัพธภายนอกที่ไมเทากับศูนยมา บังคับใหวัตถุนั้นเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ไป บางครั้งเรียกกฎขอ 1 นี้วา กฎแหงความเฉื่อย (Law of Inertia) กฎขอที่ 2 แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมวล m แลวทําใหวัตถุมีความเรง a มีคาเทากับผลคูณระหวางมวลและ ความเรงนั้น หรือเขียนเปนสมการไดวา F = ma มีขอนาสังเกตวาสมการนีเ้ ปนสมการเวกเตอร ซึ่งสมการบงบอกวาทิศของแรงลัพธเปนทิศเดียวกับทิศของความเรง  กฎขอที่ 3 ทุกๆ แรงกิริยา (Action) จะมีแรงปฏิกิริยา (Reaction) ที่มีขนาดเทากันแตทิศตรงขามเสมอ การทําความเขาใจในกฎขอที่ 3 นี้มีขอควรตระหนักวา แรงปฏิกิริยาของแรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทําตอวัตถุที่สอง ตองเปนแรงที่วัตถุที่สองกระทําตอวัตถุที่หนึ่งเทานั้น เปนแรงที่วัตถุอื่นกระทําตอวัตถุที่หนึ่งไมได กฎแรงดึงดูดระหวางมวล (Law of Gravity) กฎแรงดึงดูดระหวางมวล หรือที่เรียกวา กฎแหงความโนมถวง (Law of Gravitaty) เปนกฎที่แสดงถึงแรงดึงดูด ระหวางมวลสาร กฎแรงดึงดูดระหวางมวลกลาววา วัตถุทั้งหลายในเอกภพออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกันในลักษณะที่ ถาวัตถุ A หางจากวัตถุ B เปนระยะ r วัตถุ A จะสงแรง FA ซึ่งเปนแรงดึงดูดไปกระทําตอวัตถุ B ขณะเดียวกัน วัตถุ B จะสงแรง FB ซึ่งเปนแรงดึงดูดไปกระทําตอ วัตถุ A เชนกัน โดย FA และ FB มีขนาดเทากันแตทิศตรงขาม ถาให F เปนขนาดของแรง FA และ FB แลว จะได Gm1m2 F = r2 เรียก G วา คานิจแหงความโนมถวงสากล มีคาเทากับ 6.67 × 10-11 นิวตัน ⋅ เมตร2/กิโลกรัม2
  • 4.
    BOBBYtutor Physics Note สมดุล(Equilibrium) เมื่อแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเปนศูนย วัตถุจะอยูในสภาพสมดุล คือเปนไปตามกฎการเคลือนทีขอที่ 1 ของนิวตัน ่ ่ เรียกสภาพสมดุลที่เกิดจากแรงลัพธเปนศูนยนี้วา สมดุลตอการเปลี่ยนตําแหนง สภาพสมดุลแบบที่ 2 เรียกวา สมดุลตอการหมุน เกิดจากการที่ ทอรก (Torque) หรือโมเมนตลัพธที่กระทําตอ วัตถุเปนศูนย และสมดุลตอการหมุน วัตถุที่อยูในสภาพสมดุลตอการเปลี่ยนตําแหนงพรอมๆ กับสภาพสมดุลตอการหมุน คือ วัตถุทอยูในสภาพสมดุล ี่  อยางสมบูรณ จุดศูนยกลางมวลและจุดศูนยถวง จุดศูนยกลางมวล (Center of gravity) คือ จุดในวัตถุที่เหมือนกับแรงความโนมถวงของโลกมากระทําตรงจุดนี้ มักจะใช "cg" เปนสัญลักษณของจุดศูนยถวง การทรงตัวของวัตถุ หากแนวนํ้าหนักตกลงอยูระหวางฐานของวัตถุ วัตถุนั้นจะยังคงตั้งอยูไดไมมีการลม แตหาก แนวนํ้าหนักตกอยูนอกฐานของวัตถุแลว วัตถุนั้นจะลมลงทันที วัตถุที่มีการทรงตัวดีจะมีตําแหนงของจุดศูนยถวงตํ่า นอกจากนี้ความกวางของฐานของวัตถุก็มีผลตอการทรงตัว เชนกัน โดยวัตถุที่มีฐานที่กวางกวาจะทรงตัวไดดีกวาวัตถุที่มีฐานแคบๆ แบบทดสอบ 1. กรอบรูปมวล m ถูกแขวนไวดวยเชือก 2 เสน โดยเชือกแตละเสนยาว L และทํามุม กรอบรูปนี้ถูกดึงใหเคลื่อนที่ขึ้นดวยความเรง g ใหหาความตึงในเชือกแตละเสน 2 θ กับกรอบดังรูป ถา g 2 L L θ θ m 1) 43mgθ sin 2) 23mgθ sin 3) 4 mg θ sin mg 4) 2 sin θ
  • 5.
    BOBBYtutor Physics Note 2.วัตถุ 2 กอน มวล m และ M (M มากกวา m) ผูกติดกันดวยเชือกเบาและคลองผานรอกลื่นที่ยอดของพื้นเอียง ทรงสามเหลี่ยมหนาจั่ว ดังรูป หากคาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหวางพื้นเอียงกับมวลทั้งสองเทากับ m ใหหา m ที่ทําใหกอนมวลมีการเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่ T m M θ θ     M  1)  M - m  tan θ 2)  M m m  tan θ 3)  M M m  tan θ 4) tan θ  + m  +   +  3. แรงคงที่ขนาดหนึ่ง ผลักวัตถุมวล 80 กิโลกรัม บนพื้นราบที่ไมมีความฝด สามารถเปลี่ยนความเร็วจาก 3 เมตร/วินาที เปน 4 เมตร/วินาที ในทิศเดิม และในเวลา 1 วินาที จงหาวาหากใชแรงขนาดเดียวกันนี้ผลักวัตถุมวล 50 กิโลกรัม บนพื้นเดียวกัน จะทําใหความเร็วเพิ่มขึ้นเทาใด ในเวลา 1 วินาทีเทากัน 1) 1.0 เมตร/วินาที 2) 1.2 เมตร/วินาที 3) 1.4 เมตร/วินาที 4) 1.6 เมตร/วินาที 4. กลองสองใบมีมวล m1 และ m2 ตามลําดับ วางซอนกันบนพื้นราบที่ไมมีแรงเสียดทาน มีแรง F กระทําตอกลอง m1 ทําใหกลองทั้งสองเคลื่อนที่ไปทางขวาดวยความเรง a ถา f เปนแรงเสียดทานสูงสุดที่มีไดระหวางผิวสัมผัสของ กลองทั้งสอง แรง F จะมีคามากที่สุดเทาใด มวล m2 จึงจะไมไถลไปบน m1 F a m2 f m1 m m m1 m +m 2) m1 +2m 2 f 4) 1m 2 2 f 1) m2 f 3) m 2 f 1 5. คันโยก กขคง ซึ่งมีความยาวของแกน กข ขค และ คง เทากันและหักเปนมุมฉากดังรูป ถาออกแรง F กระทํา ตั้งฉากกับแขน กข ที่จุด ก โดยให ข เปนจุดหมุน แรงที่นอยที่สุดที่กระทําตอปลาย ง โดยไมทาใหคนโยกหมุนรอบ ํ ั จุด ข จะมีขนาดเทาใด ก ข ค 3) F 4) F 2 3 6. เมื่อแรงสองแรงทํามุมกันคาตางๆ ผลรวมของแรงมีคาตํ่าสุด 2 นิวตัน และมีคาสูงสุด 14 นิวตัน ถาใหแรงทั้งสอง กระทําตอวัตถุมวล 2 กิโลกรัม ตรงจุดเดียวกัน แตในแนวที่ตั้งฉากกัน และไมมีแรงอื่นมากระทําตอวัตถุอีกเลย วัตถุจะมีความเรงเทาใด 1) 12 N 2) 10 N 3) 5 N 4) 8 N 1) F 2) F 2 ง
  • 6.
    BOBBYtutor Physics Note 7.เชือกแขวนไวกับเพดาน มีเด็กมวล 20 กิโลกรัม โหนเชือกอยูสูงจากพื้น 10 เมตร ไดรูดตัวลงมากับเชือกดวย ความเรงคงที่ถึงพื้นใชเวลา 2 วินาที ความตึงของเชือกเปนเทาใด (ไมคิดมวลของเชือก) 1) 100 N 2) 150 N 3) 200 N 4) 250 N 8. วัตถุมวล m วางบนโตะลื่น ผูกเชือกเบากับวัตถุมวล m แลวคลองผานรอกคลอง แลวนําวัตถุมวล M มาผูกติด กับปลายเชือกเบานี้ ถาปลอยใหมวล m และ M เคลื่อนที่ จงหาวาวัตถุมวล M จะตองมีคาเปนกี่เทาของวัตถุ มวล m วัตถุมวล M จึงจะเคลื่อนที่ดวยความเรง 9 เมตร/วินาที2 m M 1) 3 เทา 2) 8 เทา 3) 9 เทา 4) 10 เทา 9. ลิ่มอันหนึ่งเคลื่อนที่ดวยความเรง 2 เมตรตอ(วินาที)2 บนลิ่มมีมวล 5 กิโลกรัม ผูกดวยเชือกเบาดังรูป แรงตึงใน เสนเชือกมีคากี่นิวตัน เมื่อถือวาทุกผิวสัมผัสเปนผิวเกลี้ยง a = 2 m/s 2 5 kg 37 o 1) 11 2) 34 3) 38 4) 110 10. นักบินอวกาศจะมีนํ้าหนักกี่เทาของนํ้าหนักที่ชั่งบนโลก ถาอยูบนดาวเคราะหที่มีรัศมีครึ่งหนึ่งของโลก และมีมวล 1 เปน 8 ของมวลโลก 1) 0.25 2) 0.50 3) 0.75 4) 1.25 1 11. ดาวเคราะหดวงหนึ่งมีมวลเปน 9 เทาของมวลของโลก แตมีความหนาแนนเปน 3 ของความหนาแนนของโลก คาสนามความโนมถวงที่ผิวดาวเคราะหมีคาเปนกี่เทาของ g ของโลก 1 1 1) 9 2) 3 3) 1 4) 3 12. จากรูป โตะไมมีความเสียดทานและผิวสัมผัสระหวางมวลทั้งสอง มีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตและจลนเปน 0.4 และ 0.3 ตามลําดับ มวล m ตองเปนกี่กิโลกรัม จึงจะทําใหระบบเริ่มเคลื่อนที่ 2 kg 3 kg m 1) 0.4 2) 0.8 3) 1.2 4) 1.6
  • 7.
    BOBBYtutor Physics Note 13.คานสมํ่าเสมอมวล 20 กิโลกรัม ยาว 5 เมตร ปลายขางหนึ่งติดอยูกับกําแพงดวยบานพับ ปลายอีกขางหนึ่งมีมวล 8 กิโลกรัม แขวนอยู และมีเชือกดึงปลายคานใหติดกับกําแพง ดังรูป แรงที่บานพับกระทําตอปลายคานดานลางใน ทิศที่ขนานกับกําแพงเปนกี่นิวตัน 37 o 37 o 8 กก. 1) 130 2) 150 3) 190 4) 280 14. ABCD เปนวัตถุแบน หนัก 400 นิวตัน วางตัวในระนาบ xy ขณะมีแรง T1 และ T2 มากระทําดังรูป แรงลัพธที่ กระทําตอวัตถุมีทิศทางตามขอใด T2 = 500 N T1 = 400 N B y 37 o x A 53 o C D 400 N 1) ทํามุม 37° กับแกน +x 2) ทํามุม 37° กับแกน -x 3) ทิศตามแกน -y 4) ทิศตามแกน -x 15. ในรูปพื้นเอียงมี µs และ µk เปน 0.3 และ 0.2 ตามลําดับ วัตถุมีมวล 3 กิโลกรัม แรง F ขนาด 30 นิวตัน มีทิศ ขนานกับพื้นราบ ถาวัตถุไมมีการเคลื่อนที่ แรงเสียดทานจะมีขนาดและทิศอยางไร F 37 o 1) 6 นิวตัน ทิศลงมาตามพื้นเอียง 3) 12.6 นิวตัน ทิศลงมาตามพื้นเอียง 2) 6 นิวตัน ทิศขึ้นไปตามพื้นเอียง 4) 12.6 นิวตัน ทิศขึ้นไปตามพื้นเอียง
  • 8.
    BOBBYtutor Physics Note 16.บานพับ A และ B ยึดประตูหนัก 400 นิวตัน บานพับ A รับนํ้าหนักประตู 3 ของนํ้าหนักทั้งหมด ใหหาขนาด 4 ของแรงที่บานพับ B กระทําตอประตู ถาความกวางของประตูเปน 1 เมตร และบานพับทั้ง 2 หางกัน 2 เมตร A B 1) 112 นิวตัน 2) 141 นิวตัน 3) 162 นิวตัน 4) 181 นิวตัน 17. กลองไมสูง 2 เมตร กวาง 1 เมตร วางบนพื้นเอียงที่ปรับมุมได ถาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตระหวาง กลองไมกับพื้นเอียงเปน 0.4 มุมของพื้นเอียงที่ทําใหกลองเริ่มเคลื่อนที่ลงมาเปนเทาใด 1) tan-1 0.2 2) tan-1 0.4 3) tan-1 0.5 4) tan-1 0.6 เฉลย 1. 1) 11. 1) 2. 1) 12. 4) 3. 4) 13. 3) 4. 4) 14. 4) 5. 3) 15. 1) 6. 2) 16. 2) 7. 1) 17. 2) 8. 3) 9. 3) 10. 2)
  • 9.
    BOBBYtutor Physics Note งานและพลังงาน งานและพลังงาน(Work and Energy) F θ S ถามีแรง F กระทําตอวัตถุ และวัตถุเคลื่อนที่โดยมีการกระจัดเปน S ในทิศที่ทํามุม θ กับ F จะไดงานที่แรง F ที่กระทําตอวัตถุเปน W โดย W = FS cos θ เห็นไดวา ถา θ เปนมุมแหลม งานจะเปนบวก แตถา θ มีคามากกวา 90 องศา งานจะเปนลบ หากมุม θ มีคา เทากับ 90 องศา หรือแรงที่กระทํามีทิศตั้งฉากกับการกระจัดของวัตถุ จะไดงานมีคาเปนศูนย งานเปนปริมาณสเกลาร แตอาจจะมีคาเปนบวกหรือลบก็ได นอกจากนีงานยังมีคาเปนศูนยไดอีกดวย หนวยของงาน  ้  ในระบบ SI คือ นิวตัน ⋅ เมตร หรือ จูล (Joule) กราฟระหวางแรงและการกระจัด จากนิยามของงานทําใหไดงานเนืองจากแรง F เทากับพื้นที่ใตเสนกราฟระหวางแรงนันกับการกระจัด ลักษณะเชนนี้ ่ ้ ทําใหเราสามารถคํานวณหางานจากแรงที่มีขนาดไมคงที่ได แรง F2 F1 S1 S2 การกระจัด รูปกราฟของงานจากแรงที่ไมคงที่เทากับพื้นที่ใตกราฟระหวางแรงกับการกระจัด พลังงานจลน (Kinetic Energy) วัตถุที่มีการเคลื่อนที่เปนวัตถุที่มีพลังงาน เรียกพลังงานเนื่องจากการเคลื่อนที่ของวัตถุวา พลังงานจลน โดยมีการ กําหนดวา วัตถุมวล m ที่มีอัตราเร็ว v มีพลังงานจลนเปน 1 KE = 2 mv2 พลังงานจลนเปนปริมาณสเกลาร มีคาเปนศูนยไดแตไมมีคาเปนลบ หนวยของพลังงานจลนในระบบ SI คือ จูล
  • 10.
    BOBBYtutor Physics Note หากมีแรงF กระทําตอวัตถุ จนขนาดของความเร็วของวัตถุเปลี่ยนไป ทําใหพลังงานจลนของวัตถุเปลี่ยนไปจาก เดิม พบวางานที่แรงนั้นกระทําตอวัตถุมีคาเทากับพลังงานจลนของวัตถุที่เปลี่ยนไป หรือ W = KE2 – KE1 เรียกคํากลาวนี้วา หลักของงาน-พลังงานจลน (Work-Kinetic Energy Theorem) แรงอนุรักษ (Conservative Force) งานที่แรงอนุรักษกระทําตอวัตถุจนทําใหวัตถุมีการเคลื่อนที่เปนวงปดมีคาเปนศูนย งานที่แรงอนุรักษกระทําตอวัตถุใหเคลื่อนที่ระหวาง 2 จุดใด ไมขึ้นกับเสนทางที่วัตถุเดิน แตขึ้นกับตําแหนงของ จุดทั้งสองนั้น พลังงานศักย (Potential Energy) พลังงานศักยของวัตถุ ณ จุดใด คือ งานที่นอยที่สุดที่ใชในการเคลื่อนที่วัตถุจากจุดหรือระดับอางอิงมายังจุดนั้น หรือพลังงานศักยของวัตถุ ณ จุดใด คือ งานอันเนื่องจากแรงอนุรักษที่ใชในการเคลื่อนที่วัตถุจากจุดหรือระดับอางอิง มายังจุดนั้น แรงสปริง เมื่อสปริงยืดหรือหด จนความยาวของสปริงเปลี่ยนไป x จากความยาวปกติ สปริงจะออกแรงดึงกลับตอปลาย ของมันเพื่อทําใหตัวสปริงกลับมามีความยาวเปนปกติ ถา F เปนขนาดของแรงดึงกลับ และ x เปนความยาวที่เปลี่ยนไปของสปริง จะได F = kx เรียก k วา คาคงตัวของสปริง (Spring constant) มีหนวยเปน นิวตัน/เมตร ในระบบ SI แรงและงานที่ใชในการยืด (หรือหด) สปริง หากตองการยืด (หรือหด) สปริงใหมีความยาวเปลี่ยนไป x จะตองออกแรงที่มีขนาดเทากับแรงดึงกลับเฉลี่ย นับตั้งแตสปริงยังไมยืด (หรือหด) จนสปริงยืด (หรือหด) เปนระยะ x 1 แรงที่ใชยืด (หรือหด) สปริง F = 0 +2kx = 2 kx 1 และงานที่ใชในการยืด (หรือหด) สปริง W = 2 kx2 พลังงานศักยของสปริง 1 PE = 2 kx2 ความถาวรของพลังงานกล (Conservation of Mechanical Energy) ผลบวกของพลังงานศักยและพลังงานจลนของวัตถุ คือ พลังงานทั้งหมดของวัตถุ ณ จุดนั้น กฎอนุรักษพลังงาน : หากวัตถุเคลื่อนที่ภายใตแรงอนุรักษ พลังงานทั้งหมดของวัตถุจะมีคาคงที่
  • 11.
    BOBBYtutor Physics Note กําลัง(Power) กําลัง คือ อัตราการทํางานใน 1 หนวยเวลา กําลังเฉลี่ยเทากับงานทั้งหมดที่ทํา (W) หารดวยเวลาทั้งหมดที่ใชใน การทํางานนั้น (∆t) ถาให P เปนกําลัง จะได W P = ∆t จากนิยามของงาน W = FS cos θ หากแรงที่กระทําตอวัตถุเปนแรงที่คงที่ จะได P = Fv cos θ นั่นคือ สามารถเขียนกําลังไดในเทอมของการคูณเชิงสเกลารระหวางแรงและความเร็วของวัตถุ กําลังเปนสเกลาร หนวยของกําลังในระบบ SI คือ จูล/วินาที หรือ วัตต (Watt) นอกจากหนวยดังกลาว กําลังยัง มีหนวยเปน กําลังมา (Horsepower) โดย กําลัง 1 กําลังมาเทากับ 746 วัตต แบบทดสอบ 1. ตองการเรงเครื่องใหรถมวล 1500 กิโลกรัม มีความเร็วเปลี่ยนจาก 10 เมตร/วินาที เปน 30 เมตร/วินาที ภายใน เวลา 15 วินาที จะตองใชกําลังเฉลี่ยอยางนอยเทาใด 1) 15 kW 2) 120 kW 3) 135 kW 4) 150 kw 2. ดึงกลองมวล 40 กิโลกรัม ดวยแรงคงที่ 130 นิวตัน ในแนวระดับ ใหเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปบนพืนทีมสมประสิทธิ์ ้ ่ีั แรงเสียดทาน 0.3 เปนระยะ 5 เมตร พลังงานจลนของกลองจะเปลี่ยนไปเทาใด 1) 50 จูล 2) 100 จูล 3) 150 จูล 4) 300 จูล 3. วัตถุหนึ่งไถลลงตามพื้นเอียงที่ไมมีความฝด เมื่อถึงปลายลางของพื้นเอียง วัตถุนี้จะมีอัตราเร็วปลายเทากับ v ถาตองการใหอัตราเร็วปลายเพิ่มเปน 2v จะตองยกปลายพื้นเอียงใหสูงขึ้นเปนกี่เทาของความสูงเดิม 1) 2 2) 2 3) 2 2 4) 4 4. อัดสปริงซึ่งวางอยูในแนวราบบนพื้นราบลื่นดวยมวล 0.25 กิโลกรัม ทําใหสปริงถูกกดเขาไป 10 เซนติเมตร ดังรูป หลังจากนั้นปลอยใหสปริงดีดมวลออกไปความเร็วสูงสุดที่มวลนี้จะมีไดคือเทาใด ถาสปริงมีคาคงตัว 100 นิวตัน/ เมตร 0.25 kg 10 cm 1) 1.0 m/s 2) 1.4 m/s 3) 2.0 m/s 4) 2.4 m/s
  • 12.
    BOBBYtutor Physics Note 5.สปริงเบายาว 40 เซนติเมตร มีคาคงตัวสปริง 100 นิวตันตอเมตร หอยลงมาจากเพดาน ถาแขวนมวล 500 กรัม ที่อีกปลายหนึ่งของสปริงแลวปลอย ใหหาความยาวของสปริงในขณะที่สปริงยืดออกมากที่สุด 1) 5 cm 2) 10 cm 3) 15 cm 4) 20 cm 6. มวล 2 กิโลกรัม เคลื่อนที่จากหยุดนิ่งลงตามพื้นเอียงที่ทํามุม 30 องศากับพื้นราบเปนระยะ d แลวชนกับสปริง ที่อยูบนพื้นเอียง ทําใหสปริงยุบลงไปเปนระยะ 0.2 เมตร แลวหยุด หากสปริงมีคาคงตัว 400 นิวตัน/เมตร ใหหา ระยะ d ในหนวยเซนติเมตร 1) 15 cm 2) 30 cm 3) 45 cm 4) 60 cm 7. ผูกวัตถุมวล 6 กิโลกรัมไวที่ปลายสปริงที่มีคาคงตัว 1200 นิวตันตอเมตร วางอยูบนพื้นราบ ถาคาสัมประสิทธิ์ ความเสียดทานจลนระหวางวัตถุกับพื้นเทากับ 0.3 แลว ใหคํานวณหางานจากแรงดึงวัตถุออกไปจากตําแหนงสมดุล เปนระยะ 16 เซนติเมตร 1) 15.4 จูล 2) 16.8 จูล 3) 18.2 จูล 4) 19.7 จูล 8. ขณะที่วัตถุกําลังเคลื่อนที่และมีพลังงานจลน 6 จูล ไดมีแรงตานการเคลื่อนที่ขนาด 10 นิวตัน มากระทําตอวัตถุ ทําใหวัตถุมีความเร็วลดลงและหยุดในที่สุด ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ไดหลังจากที่แรงกระทําจนหยุดเปนเทาใด 1) 0.3 เมตร 2) 0.6 เมตร 3) 1.67 เมตร 4) 4 เมตร 9. ยิงอนุภาคมวล 9 × 10-31 กิโลกรัม เขาชนเปาโลหะในอัตรา 1018 ตัว/วินาที ขณะกระทบเปาอนุภาคแตละตัวมี อัตราเร็ว 2 × 106 เมตร/วินาที ถาเปามีมวล 0.9 กิโลกรัม และมีความจุความรอนจําเพาะ 60 จูล/กิโลกรัม ⋅ เคลวิน นานเทาใด เปาจึงจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 50°C 1) 15 นาที 2) 20 นาที 3) 25 นาที 4) 30 นาที 10. โรงไฟฟาพลังนํ้าใชพลังงานจากนํ้าตกสูง 50 เมตร กวาง 800 เมตร และลึก 1 เมตร ถาอัตราเร็วของนํ้าที่ไหลเปน 10 เมตร/วินาที และพลังงานจากนํ้าตกเปลี่ยนเปนไฟฟาไดเพียงรอยละ 20 ใหหากําลังไฟฟาที่ผลิตได (กําหนดความหนาแนนของนํ้าเปน 1000 กิโลกรัม/ลูกบาศกเมตร) 1) 2 × 108 วัตต 2) 4 × 108 วัตต 3) 6 × 108 วัตต 4) 8 × 108 วัตต 11. ติดสปริงอันหนึ่งไวกับเพดาน เมื่อนํามวล 4 กิโลกรัม มาแขวนที่ปลายลางของสปริง แลวปลอยใหวัตถุเคลื่อนที่ ลงมาตามแรงความโนมถวง พบวาเมื่อสปริงเคลื่อนที่ลงจากจุดสมดุลเปนระยะ 0.2 เมตร มวลจะมีความเร็ว 0.5 เมตร/วินาที ใหหาคาคงตัวของสปริง 1) 15 นิวตัน/เมตร 2) 37.5 นิวตัน/เมตร 3) 150 นิวตัน/เมตร 4) 375 นิวตัน/เมตร เฉลย 1. 4) 11. 4) 2. 2) 3. 2) 4. 4) 5. 2) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 4)
  • 13.
    BOBBYtutor Physics Note การชนและโมเมนตัม v m v เมื่อวัตถุมวลm มีความเร็ว v จะมีโมเมนตัมเปน P v v P = mv โดย v เห็นไดวาโมเมนตัมเปนปริมาณเวกเตอร มีทิศเดียวกับความเร็ว v แตมีขนาดเปน m เทา v หนวยของโมเมนตัมในระบบ SI เปน กิโลกรัม ⋅ เมตร/วินาที จากนิยามของโมเมนตัม สามารถแสดงใหเห็นไดวา แรงลัพธที่กระทําตอวัตถุเทากับอัตราการเปลี่ยนแปลงของ โมเมนตัม หรือ v v v mv2 - mv1 F = ∆t สมการขางบนเปนอีกรูปแบบหนึ่งของกฎการเคลื่อนที่ขอที่ 2 ของโมเมนตัม การดลและแรงดล จากสมการของแรง เมื่อคูณตลอดดวยชวงเวลา ∆t ก็จะทําใหเขียนสมการนี้ใหมไดวา F ⋅ ∆t = mv2 - mv1 เรียกปริมาณ F ⋅ ∆t ทางซายวา การดล (Impulse) แรง เวลา จากสมการเห็นไดวา การดลมีคาเทากับโมเมนตัมของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้การดลยังเทากับ พื้นที่ใต กราฟระหวางแรงและเวลาที่แรงกระทําตอวัตถุ อีกดวย กฎการอนุรักษโมเมนตัม "ถาไมมีแรงภายนอกมากระทํา โมเมนตัมทั้งหมดของระบบจะมีขนาดและทิศทางที่คงที่" หากวัตถุมวล m1 และ m2 มีความเร็ว v1 และ v2 ชนกัน แลวความเร็วเปลี่ยนเปน V1 และ V2 ตามลําดับ จะเขียนสมการของกฎการอนุรักษโมเมนตัมไดวา ...(1) m1v1 + m2v2 = m1V1 + m2V2 สมการ (1) เปนสมการเวกเตอร ในการแกสมการจึงตองคํานึงถึงทั้งขนาดและทิศทางของโมเมนตัมทั้งหลาย ในสมการ ไมใชพิจารณาเฉพาะขนาดเทานั้น
  • 14.
    BOBBYtutor Physics Note การชนกัน(Collision) การชนที่สําคัญมี 2 แบบ คือ การชนแบบยืดหยุน และแบบไมยืดหยุน การชนแบบยืดหยุน มีลักษณะการชนดังนี้ 1. โมเมนตัมกอนชนเทากับโมเมนตัมหลังชน 2. พลังงานจลนกอนชนเทากับพลังงานจลนหลังชน การชนแบบยืดหยุนแบบตรง (Head on elastic collision) กอนชน m1 u 1 m2 u2 หลังชน m1 m2 ถาวัตถุมวล m1 วิ่งดวยความเร็ว u1 เขาชนวัตถุมวล m2 ซึ่งเคลื่อนที่ไปทางเดียวกัน ดวยความเร็ว u2 ทําให ความเร็วของ m1 และ m2 กลายเปน v1 และ v2 ตามลําดับ และการชนเปนแบบยืดหยุนจะได m1(u1 - v1) = m2(v2 - u2) และ u1 + v1 = u2 + v2 การชนแบบยืดหยุนแบบเฉียด หากวัตถุมวล m เคลื่อนที่ชนวัตถุมวลเทากันซึ่งหยุดนิ่งแบบยืดหยุน หลังการชนวัตถุทั้งสองจะแยกออกจากกัน โดยแนวการเคลื่อนที่ของวัตถุทั้งสองทํามุมกัน 90 องศา การชนแบบไมยืดหยุน มีลักษณะการชนดังนี้ 1. โมเมนตัมกอนชนเทากับโมเมนตัมหลังชน 2. พลังงานจลนกอนชนไมเทากับพลังงานจลนหลังชน หากหลังการชนวัตถุติดกันไป จะจัดเปนการชนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ การระเบิดหรือรีคอยล (Recoil) เปนปรากฏการณที่เดิมมีวัตถุ 2 อัน หรือมากกวาอยูนิ่ง ทําใหโมเมนตัมของระบบเปนศูนย ตอมาเมื่อมีแรง กระทํากันระหวางวัตถุเหลานั้น ทําใหวัตถุทั้งหลายมีการเคลื่อนที่ในทิศตางกัน โดยโมเมนตัมของวัตถุกอนการระเบิด มีคาเทากับผลบวกแบบเวกเตอรของวัตถุยอยทั้งหลายที่แตกออกจากกัน
  • 15.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ 1.เมือปลอยลูกบอลมวล 200 กรัม ทีความสูง 125 เซนติเมตร ลงบนพืนราบ ปรากฏวาหลังจากลูกบอลกระทบพืนเปน ่ ่ ้ ้ เวลา 0.06 วินาที ลูกบอลก็กระดอนกลับขึนตามแนวดิง วัดระยะสูงไดเทากับ 80 เซนติเมตร จงหาแรงเฉลียทีพนกระทํา ้ ่ ่ ่ ื้ ตอลูกบอล 1) 50 N 2) 42 N 3) 30 N 4) 22 N 2. ใชคอนมวล 400 กรัม ตอกตะปู ในขณะที่คอนเริ่มกระทบหัวตะปู คอนมีความเร็วขนาด 10 เมตร/วินาที หลังจาก กระทบหัวตะปูแลว คอนสะทอนกลับดวยความเร็วเทาเดิม ถาชวงเวลาที่คอนกระทบตะปูเปน 0.5 มิลลิวินาที ใหหาแรงเฉลี่ยที่คอนกระทําตอตะปู 1) 1.6 × 104 นิวตัน 2) 3.2 × 104 นิวตัน 3) 6.4 × 104 นิวตัน 4) 8.0 × 104 นิวตัน 3. ถาจะใหกลองมวล 2 กิโลกรัม เคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ไปบนพื้นราบ ตองออกแรงในแนวราบขนาด 0.7 นิวตัน ตอกลอง ถาจะยิงกลองไมนี้ดวยกระสุนมวล 100 กรัม เพื่อใหกลองเคลื่อนที่ได 1.5 เมตร กอนหยุด อัตราเร็วของ กระสุนกอนชนตองเปนเทาใด ใหกระสุนฝงตัวอยูในเนื้อไม 1) 9 เมตร/วินาที 2) 21 เมตร/วินาที 3) 33 เมตร/วินาที 4) 47 เมตร/วินาที 4. u m M มวล m วิ่งเขาชนมวล M ที่ติดสปริงเบา มีคาคงตัวของสปริง k ดวยความเร็ว u ดังรูป พลังงานจลนของระบบ เปนเทาใด เมื่อ m และ M ใกลกันที่สุด 1 1 m 1 1   1) 2 mu2 2) 2  M  mu2 3) 2  m M M  mu2 4) 2  m m M  mu2    +   +  5. ปลอยมวล M1 ซึ่งผูกติดกับเชือก จากตําแหนงหยุดนิงในแนวระดับ ใหชนมวล M2 ที่วางไวทขอบโตะ อยางยืดหยุน ่ ี่ ถา M1 เทากับ M2 ใหหาระยะทาง x ในหนวยเมตร M1 1 m 1m M2 1m x 1) 1 เมตร 2) 2 เมตร 3) 3 เมตร 4) 4 เมตร
  • 16.
    BOBBYtutor Physics Note 6.มวล m และ 2m แขวนกับเชือกเบาที่ยาวเทากันดังรูป ถาจับมวล m ใหสูงกวา 2m เปนระยะ h แลวปลอยให ตกลงมากระทบกับมวล 2m หลังจากกระทบกันแลวมวล m หยุดนิ่ง ใหคํานวณวามวล 2m จะแกวงขึ้นไปได สูงสุดจากตําแหนงเดิมเทาใด และการชนเปนแบบยืดหยุนหรือไม m h 2m h เปนการชนแบบยืดหยุน 2) h เปนการชนแบบไมยืดหยุน 2 2 h เปนการชนแบบยืดหยุน h เปนการชนแบบไมยืดหยุน 4) 4 4 มวล 8 kg เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกดวยความเร็ว 20 m/s ไปชนกับมวล 2 kg ที่เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก ดวยความเร็ว 10 m/s แลวมวลแรกยังคงเคลื่อนไปทางทิศตะวันออกดวยความเร็ว 10 m/s พลังงานจลนรวม เปลี่ยนไปกี่จูล 1) 100 จูล 2) 200 จูล 3) 300 จูล 4) 400 จูล วัตถุ A วิ่งดวยความเร็ว 1 เมตร/วินาที ชนวัตถุ B มวลเทากันซึ่งอยูนิ่งแบบยืดหยุน หลังการชนวัตถุ B วิ่งไปใน ทิศ 30 องศากับแนวเดิมของ A ถามวาความเร็วของวัตถุ A หลังการชนเปนเทาใด และอยูในทิศทํามุมเทาใดกับ แนวเดิม 1) 0.86 m/s และ 30° 2) 0.86 m/s และ 60° 3) 0.50 m/s และ 30° 4) 0.50 m/s และ 60° วัตถุมวล m ตกลงมาในแนวดิ่ง ขณะที่อยูหางจากพื้น 1000 เมตร วัตถุมีความเร็ว 20 เมตร/วินาที และได เกิดระเบิดแตกออกเปน 2 กอน แตละกอนมีมวลเทาๆ กัน และยังคงเคลื่อนที่อยูในแนวดิ่งทั้งคู ทันทีหลัง การระเบิดมวลกอนหนึงเคลือนทีลงดวยความเร็ว 60 เมตร/วินาที ใหหาวาที่เวลา 2 วินาทีหลังการระเบิด มวลทั้งสอง ่ ่ ่ จะอยูหางกันเปนระยะทางเทาใด 1) 80 เมตร 2) 100 เมตร 3) 160 เมตร 4) 200 เมตร รถทดลองมวล 1 kg เคลื่อนที่ดวยความเร็ว 2 m/s เขาชนรถทดลองอีกคันหนึ่ง ซึ่งมีมวลเทากันและอยูนิ่ง หลังการชนรถทั้งสองเคลื่อนที่ตัดกันไป ใหหาพลังงานความรอนที่เกิดขึ้นจากการชนกัน 1) 0.25 จูล 2) 0.5 จูล 3) 0.75 จูล 4) 1.0 จูล 1) 3) 7. 8. 9. 10. เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 4) 5. 2) 6. 4) 7. 4) 8. 4) 9. 3) 10. 4)
  • 17.
    BOBBYtutor Physics Note การเคลื่อนที่เปนวงกลม เมื่อมีแรงกระทําตอวัตถุในลักษณะที่ทิศทางของแรงตั้งฉากกับวัตถุตลอดเวลาจะมีผลทําใหวัตถุเคลื่อนที่เปน วงกลม การที่มีแรงกระทําตลอดเวลาทําใหวัตถุที่มีการเคลื่อนที่เปนวงกลมอยูในสภาพที่ไมสมดุล คือมีความเรงตลอด เวลา ความเร็วในขณะใดๆ ของวัตถุอยูในแนวของเสนสัมผัสของวัตถุ ณ จุดนั้น สวนความเรงของวัตถุที่เคลื่อนที่เปน วงกลมดวยขนาดของความเร็วคงที่จะมีทิศชี้เขาหาจุดศูนยกลางเสมอ เรียกความเรงนี้วา ความเรงสูศูนยกลาง 2 ขนาดของความเรงสูศูนยกลาง a = vr การที่มีความเรงสูศูนยกลาง แสดงวาแรงลัพธที่กระทําตอวัตถุมีทิศเขาสูจุดศูนยกลาง ซึ่งเปนทิศที่ตั้งฉากกับ ความเร็ว ซึ่งอยูในแนวเสนสัมผัส เรียกแรงนี้วา แรงสูศูนยกลาง จากกฎขอที่ 2 ของนิวตัน ไดสมการแรงสูศนยกลางเปน ู 2 F = mv r ความเร็วเชิงมุม คือ มุมที่เสนรัศมีกวาดไปไดใน 1 หนวยเวลา มีหนวยเปน เรเดียนตอวินาที และมักจะใช สัญลักษณ ω ความสัมพันธระหวางความเร็วเชิงเสนและความเร็วเชิงมุมเปน ω = v r จากความสัมพันธนี้ทําใหเขียนสมการของความเรงสูศูนยกลางและแรงสูศูนยกลาง ในเทอมของความเร็วเชิงมุม ไดวา a = ω2R และ F = mω2R การเลี้ยวของรถจักรยาน เมื่อรถจักรยานเลี้ยวโคง ผูขับขี่ตองเอียงรถเปนมุม θ กับแนวดิ่งเพื่อมิใหโมเมนตเนื่องจากแรงปฏิกิริยาจากพื้น มากระทําแกตัวรถ ซึ่งจะทําใหรถลม คาของมุม θ หาไดจากสมการ 2 tan θ = v rg การยกระดับถนนที่เปนทางโคง ถนนที่เปนทางโคงมีการยกระดับถนนใหเอียงทํามุมกับพื้นราบ เพื่อใหรถที่มีความเร็วเหมาะสมสามารถเลี้ยวผาน ไปไดโดยไมไถลออกนอกโคง แมถนนนั้นจะไมมีแรงเสียดทานก็ตาม ถา r เปนรัศมีความโคงของถนน และ v เปนอัตราเร็วสูงสุดของรถที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามทางโคงไดโดยไม 2 tan θ = v ลื่นไถล จะไดมุมเอียงของถนนเปน θ โดย rg สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตของถนนโคง กรณีมิไดยกพื้นถนน แรงเสียดทานระหวางพื้นถนนกับลอจะทําใหรถไมไถลออกนอกโคง ถา µ เปนสัมประสิทธิ์ 2 ความเสียดทานสถิตระหวางลอรถกับถนน จะได µ = v rg
  • 18.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ . 1.ในการทดลองการเคลื่อนที่เปนวงกลมในระนาบระดับ ขณะที่กําลังแกวงใหจุกยางหมุนอยูนั้น เชือกที่ผูกกับจุกยาง ขาดออกจากกัน ขณะที่เชือกขาด ภาพการเคลื่อนที่ที่สังเกตจากดานบนจะเปนตามรูปใด ถา a เปนตําแหนงของ จุกยางขณะที่เชือกขาด 1) 2) a a 3) 4) a a 2. ในการทดลอง การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลม โดยแกวงจุกยางในลักษณะดังรูป ถานํามาเขียนกราฟระหวาง ขนาดของแรงดึงในเชือก (F) กับกําลังสองของความถี่ของการแกวง (f2) เมื่อรัศมีคงตัว R1 คาหนึ่ง และ R2 อีก คาหนึ่ง โดย R2 > R1 จะไดกราฟดังรูปใด f2 f2 R1 R2 1) R1 2) F O R2 F O f2 f2 R1 R2 R2 R1 3) 4) O F O F
  • 19.
    BOBBYtutor Physics Note 3.เครื่องบินบินวนเปนวงกลมไดครบรอบใน 2.2 นาที ถาอัตราเร็วของเครื่องบินเปน 180 เมตร/วินาที ความเรงสู ศูนยกลางของเครื่องบินเปนเทาใด 1) 2.4 เมตร/วินาที2 2) 4.8 เมตร/วินาที2 3) 8.6 เมตร/วินาที2 4) 10 เมตร/วินาที2 4. แรงที่รถกระทําตอพื้นถนนในขณะที่รถเคลื่อนที่ผานยอดเขาที่มีรัศมีความโคง 35 เมตร จะมีคาเปนเทาใด ถารถ มีมวล 700 กิโลกรัม และวิ่งดวยอัตราเร็ว 10 เมตร/วินาที 1) 3500 นิวตัน 2) 5000 นิวตัน 3) 7000 นิวตัน 4) 9000 นิวตัน 5. มวลกอนหนึ่งเคลื่อนที่เปนวงกลมรัศมี 1 หนวยในแนวราบ ขอสรุปตอไปนี้ ขอใดไมจริง 1) ขนาดของความเร็วเฉลี่ยของวัตถุมีคาคงที่ 2) ขนาดของความเร็วที่เวลาใดๆ ของวัตถุมีคาคงที่ 3) ความเร็วเชิงมุมที่เวลาใดๆ ของวัตถุจะตองคงที่ 4) ความเรงที่เวลาใดๆ ของวัตถุจะตองคงที่ 6. ขณะแกวงจุกยางใหเคลื่อนที่เปนวงกลมดวยอัตราเร็ว 5 เรเดียน/วินาที ความยาวของเชือกจากปลายบนของทอพีวีซี 1 ่ ี ี ึ้ ถึงจุกยางเปน 0.1 เมตร ถาลดความยาวเหลือ 4 ของความยาวเดิมโดยเลือนทอพีวซขน อัตราเร็วเชิงมุมของจุกยาง จะเปนเทาใด 1) 10 เรเดียน/วินาที 2) 15 เรเดียน/วินาที 3) 20 เรเดียน/วินาที 4) 25 เรเดียน/วินาที 7. ดาวเทียมดวงหนึ่งโคจรรอบโลกดวยรัศมีวงโคจร R จะมีอัตราเร็ว v ถาดาวเทียมดวงนี้โคจรรอบดาวเคราะหที่มี มวลเปน 3 เทาของโลก ที่รัศมีวงโคจร R เทากัน ดาวเทียมจะมีอัตราเร็วเทาใด 3) 3v 4) 9v 1) 3 v 2) v 3 8. รถเลี้ยวโคงบนทางราบดวยรัศมี 100 เมตร มีอัตราเร็วคงที่ 16 เมตร/วินาที ใหหาคาสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน ระหวางลอกับถนนที่นอยที่สุดที่ทําใหรถไมไถลออกนอกเสนทาง 1) 0.016 2) 0.064 3) 0.256 4) 0.640 เฉลย 1. 1) 2. 1) 3. 3) 4. 2) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 3)
  • 20.
    BOBBYtutor Physics Note การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตลเปนการเคลื่อนที่ที่ประกอบดวยการเคลื่อนที่ 2 แนวที่ตั้งฉากซึ่งกันและกัน ทําให แบงการคํานวณการเคลื่อนที่ออกเปน 2 สวน โดยความเชื่อมโยงการเคลื่อนที่ทั้ง 2 แนว คือ การเคลื่อนที่ทั้งสองนั้นมี เวลาเทากัน ตัวอยางของการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตลที่เห็นไดชัด คือการเคลื่อนที่ภายใตแรงความโนมถวงทีความเร็วตน ่ ไมไดอยูในแนวดิ่ง การคํานวณเกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตลแบงออกเปน 2 สวน ไดแก การคํานวณในแนวราบ และการ คํานวณในแนวดิ่ง สําหรับสวนของการเคลื่อนที่ในแนวราบมักจะไมมีแรงมากระทําตอวัตถุ สมการของการเคลื่อนที่จึงเปน ระยะทางในแนวราบ = อัตราเร็วในแนวราบ × เวลา แตถามีแรงกระทําในแนวราบ ก็หาอัตราเรงในแนวราบไดจากกฎขอที่ 2 ของนิวตัน หรือ F = ma เมื่อไดความเรงในแนวราบแลว ก็คํานวณหาปริมาณอื่นๆ ไดจากสมการ v = u + at v2 = u2 + 2as 1 s = ut + 2 at2 การคํานวณในแนวดิ่ง จะมีลักษณะเดียวกับการคํานวณการเคลื่อนที่ในแนวดิ่งอยางเสรี คือความเรงของวัตถุมี คาเปน g ทิศลง และมีการกําหนดเครื่องหมายของปริมาณเวกเตอรทุกชนิด สิ่งที่เชื่อมโยงการคํานวณในแนวราบและแนวดิ่งก็คือเวลา กลาวคือเวลาที่เกี่ยวของกับการคํานวณในแนวราบ และในแนวดิ่งเปนเวลาเดียวกัน มีคาเทากัน แบบทดสอบ 1. ยิงลูกหินขึ้นไปจากพื้นราบดวยความเร็วตน 40 เมตร/วินาที ในแนวทํามุม 30° กับแนวดิ่ง ใหหาวาลูกหินจะตก ถึงพื้นที่ระยะหางจากจุดเริ่มตนเทาใด 2) 140 3 m 3) 100 3 m 4) 80 3 m 1) 160 3 m 2. ยิงกระสุนออกไปในแนวราบจากหนาผาสูงดวยความเร็ว 40 เมตร/วินาที พบวากระสุนปนตกถึงพื้นราบหางจาก แนวยิงเปนระยะ 80 เมตร หากไมคํานึงถึงแรงตานอากาศ ขอสรุปใดตอไปนี้ถูกตอง ก. กระสุนใชเวลาในอากาศ 2 วินาที ข. หนาผาสูง 40 เมตร ค. ความเร็วในแนวดิ่งของกระสุนขณะตกถึงพื้นเปน 20 เมตร/วินาที 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ค. 4) ก. เทานั้น
  • 21.
    BOBBYtutor Physics Note 3.ลูกปงปองกระเด็นทํามุมเงย 30° กับแนวระดับจากขอบโตะซึ่งสูง 1 เมตร ดวยอัตราเร็ว 4 เมตรตอวินาที ใหหา ขนาดของความเร็วของลูกปงปองขณะอยูสูงจากพื้น 0.55 เมตร 1) 4.4 เมตร/วินาที 2) 5 เมตร/วินาที 3) 5.6 เมตร/วินาที 4) 6 เมตร/วินาที 4. ปลอยกอนหินหนัก 10 กิโลกรัม ลงมาจากหนาผาสูง 20 เมตร ขณะนั้นมีลมพัดในแนวราบ ทําใหกอนหิน มีความเรงในแนวราบ 5 เมตร/วินาที2 แนวการเคลื่อนที่ของกอนหินจะเปนอยางไร 1) เคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวทํามุม tan-1 0.5 กับแนวระดับ 2) เคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวทํามุม tan-1 0.5 กับแนวดิ่ง 3) เคลื่อนที่เปนแบบพาราโบลา 4) เคลื่อนที่เปนเสนตรงระยะหนึ่ง แลวเปลี่ยนเปนแบบพาราโบลา 5. ยิงวัตถุขึ้นไปในอากาศในแนวทํามุม 45° กับแนวราบ ที่จุดสูงสุดวัตถุมีความเร็ว 10 เมตร/วินาที ในหาระยะทาง สูงสุดที่วัตถุเคลื่อนที่ขึ้นไปได และวัตถุตกหางจากจุดยิงเทาใด 1) 5 เมตร และ 20 เมตร 2) 5 เมตร และ 25 เมตร 3) 10 เมตร และ 20 เมตร 4) 10 เมตร และ 25 เมตร 6. จากอุปกรณในการทดลองเรื่องการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล ทําใหหาเสนทางการเคลื่อนที่ของลูกปนในอากาศหลัง จากหลุดจากปลายรางได และไดกราฟระหวางการกระจัดจากปลายรางในแนวดิง (y) กับแนวราบยกกําลังสอง (x2) ่ ดังรูป ความเร็วของลูกปนขณะหลุดจากปลายรางเปนเทาใด y (m) 1.25 25 x 2 (m2) 1) 5 m/s 2) 10 m/s 3) 15 m/s 4) 20 m/s 7. ยิงกระสุนมวล 0.2 กิโลกรัม ออกไปดวยความเร็ว 100 เมตร/วินาที ในแนวทํามุม 53° กับแนวระดับ เมื่อ สิ้นวินาทีที่ 8 หลังการยิง กระสุนมีพลังงานกี่จูล 1) 120 2) 240 3) 320 4) 360 8. ชายคนหนึ่งยืนบนพื้นสนามราบ เขาขวางลูกบอลขึ้นไปในอากาศ ลูกบอลลอยอยูในอากาศนาน 4 วินาที โดยไมคิด แรงตานของอากาศ ถาลูกบอลไปไดไกลในแนวระดับ 60 เมตร ความเร็วที่ใชขวางลูกบอลมีคาเทาใด 1) 15 เมตร/วินาที 2) 20 เมตร/วินาที 3) 25 เมตร/วินาที 4) 30 เมตร/วินาที 9. โยนวัตถุจากรถบรรทุกในแนวดิงดวยอัตราเร็ว 10 เมตร/วินาที โดยขณะโยนรถกําลังผานบานสีเขียวพอดี คนในบาน ่ เห็นวัตถุเคลื่อนที่ออกจากรถในแนวทํามุม 45° กับแนวระดับ เมื่อรถเคลื่อนที่ผานบานสีเหลือง วัตถุก็กลับตกลง มายังรถอีกครั้งหนึ่ง ใหหาระยะระหวางบานทั้ง 2 หลัง 1) 10 เมตร 2) 20 เมตร 3) 30 เมตร 4) 40 เมตร
  • 22.
    BOBBYtutor Physics Note 10.เครื่องบินบินในแนวราบดวยความเร็ว 72 เมตร/วินาที ที่ความสูง 125 เมตร ขางลางมีรถบรรทุกวิ่งดวยความเร็ว คงที่ไปทางเดียวกับเครื่องบิน นักบินตองการทิ้งสัมภาระลงที่รถบรรทุก ถาระยะในแนวราบขณะปลอยสัมภาระ ระหวางเครื่องบินและรถเปน 160 เมตร ใหหาความเร็วของรถบรรทุก 1) 10 เมตร/วินาที 2) 20 เมตร/วินาที 3) 30 เมตร/วินาที 4) 40 เมตร/วินาที 11. ถาตองการยิงกระสุนปนใหญใหขามเนินสูง 500 เมตร และตกสูเปาหมายหลังเนินเขา หางจากจุดยิงเปนระยะ 500 เมตร โดยเนินเขาอยูตรงกึงกลางระหวางปนใหญกบเปาหมายพอดี จะตองทําใหปนใหญทํามุมเทาใดกับพื้นดิน  ่ ั  1 2) tan-1 1 3) tan-1 4 4) ขอมูลไมเพียงพอ 1) tan-1  4    12. ในการยิงขีปนาวุธจากพื้นดิน โดยทํามุม θ กับแนวระดับ ถา t เปนเวลาทั้งหมดในการเคลื่อนที่ และ x เปนระยะ กระจัดในแนวระดับ ขอใดตอไปนี้ถูกตอง 2) t ∝ (cos θ)-1 3) x ∝ sin θ 4) x ∝ sin 2θ 1) t ∝ (sin θ)1/2 13. ปดลูกบอลจากจุดบนสุดของขั้นบันได ทําใหความเร็วตนของลูกบอลอยูในแนวระดับ และมีขนาด 2.5 เมตร/วินาที ถาบันไดแตละขั้นสูง 15 เซนติเมตร และกวาง 20 เซนติเมตร ใหหาวาลูกบอลจะตกลงมาตามบันไดไดกี่ขั้น 1) 4 ขั้น 2) 5 ขั้น 3) 6 ขั้น 4) 7 ขั้น เฉลย 1. 4) 11. 3) 2. 2) 12. 4) 3. 2) 13. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 2) 7. 4) 8. 3) 9. 2) 10. 4) การเคลื่อนที่แบบหมุน การเคลื่อนที่แบบหมุน (Rotation) คือ การที่วัตถุของแข็งหมุนรอบตัวเองรอบจุดใดจุดหนึ่งในตัวมัน หรือแกน ใดแกนหนึ่งที่ผานตัวมัน ปริมาณที่เกี่ยวของกับการหมุน ไดแก การกระจัดเชิงมุม (Angular displacement) คือ มุมที่เสนรัศมีกวาดไปได มีหนวยเปนเรเดียน ความเร็วเชิงมุม (Angular velocity) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของการกระจัด หรือการกระจัดที่เปลี่ยนไปใน หนึ่งหนวยเวลา ใชสัญลักษณ ω มีหนวยเปนเรเดียน/วินาที ความเรงเชิงมุม (Angular accerelation) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วเชิงมุม มีหนวยเรเดียน/วินาที2 ใชสัญลักษณ α ความสัมพันธระหวางความเรงและความเร็วเชิงมุมเปนดังสมการ α = ∆ω ∆t การหมุนที่มีความเรงเชิงมุมคงที่มีความสัมพันธระหวางการกระจัดเชิงมุม ความเร็วเชิงมุมและความเรงเชิงมุม คลายกับระหวางการกระจัด ความเร็ว ความเรง ของการเปลี่ยนตําแหนงที่มีความเรงคงที่
  • 23.
    BOBBYtutor Physics Note ถาใหω0 และ ω เปนความเร็วเชิงมุมในตอนแรก และเมื่อเวลาผานไป t ตามลําดับ θ เปนการกระจัดเชิงมุมเมื่อเวลาผานไป t นับจากเริ่มหมุน α เปนความเรงเชิงมุม ω θ = = ω2 = ω0 + αt เทียบไดกับ เทียบไดกับ เทียบไดกับ 1 ω0t + 2 αt2 2 ω0 + 2αθ v = u + at 1 s = ut + 2 at2 v2 = u2 + 2as นอกจากนี้ ความสัมพันธระหวางอัตราเร็วเชิงมุมกับอัตราเร็วเชิงเสน และระหวางความเรงเชิงมุมกับความเรงเชิงเสน ของวัตถุที่มีรัศมีของการหมุนเปน r เปนดังนี้ ω = v r และ α = a r ทอรกกับการเคลื่อนที่แบบหมุน กรณีของการหมุน วัตถุมีสมบัติที่จะรักษาสภาพการหมุน โดยวัตถุที่รักษาสภาพการหมุนจะอยูในสภาพที่ไมหมุน หรือหมุนดวยอัตราเร็วเชิงมุมคงที่ เรียกสมบัติที่ทําใหวัตถุรักษาสภาพการหมุนวา โมเมนตความเฉื่อย (Moment of inertia) และสิ่งที่ทําใหสภาพการหมุนของวัตถุเปลี่ยนไปก็คือ ทอรก (Torque) ทอรก หรือโมเมนต คือสิ่งที่ทําใหสภาพการหมุนของวัตถุเปลี่ยนไป เชนเดียวกับแรงที่ทําใหสภาพการเคลื่อนที่ ของวัตถุเปลี่ยนไป โดยกําหนดวา ทอรกหรือโมเมนตของการหมุนใด มีคาเทากับผลคูณของขนาดของแรงกับระยะทาง ตั้งฉากจากจุดหมุนถึงแนวแรงนั้น ทอรกเปนปริมาณเวกเตอร ประกอบดวยขนาดและทิศทาง โดยทิศทางของทอรกคือทิศของการหมุนที่เกิดขึ้น ไดแก ทิศตามเข็มนาฬิกา หรือทิศทวนเข็มนาฬิกา ในเรื่องของการหมุนมักใช τ เปนสัญลักษณของทอรก หนวยของทอรก คือ นิวตัน-เมตร โมเมนตความเฉื่อย โมเมนตความเฉื่อยของวัตถุแตละอันมิไดมีคาขึ้นกับมวลเทานั้น แตยังขึ้นกับการกระจายของมวลและตําแหนง ของแกนหมุนในวัตถุอีกดวย พิจารณาวัตถุเกร็งที่กําลังหมุนรอบแกนๆ หนึ่ง สามารถพิจารณาไดวาวัตถุเกร็งนี้ประกอบ ดวยอนุภาคที่มีมวลนอยๆ อยูมากมาย ถาให mi และ ri เปนมวลของอนุภาคตัวที่ i และเปนระยะระหวางอนุภาคตัวที่ i กับจุดหมุนตามลําดับ จะไดโมเมนตความเฉื่อยของอนุภาคตัวที่ i เปน mi ri2 สําหรับคาโมเมนตความเฉื่อยทั้งหมดของวัตถุทั้งกอน จะมีคาเทากับผลบวกของโมเมนตความเฉื่อยของอนุภาค ทั้งหมด นั่นคือถาให I เปนโมเมนตความเฉื่อยของวัตถุเกร็งจะได I = m1r12 + m2 r22 + ... + mi ri2 + ... หรือ I = ∑ m i ri2 i โมเมนตความเฉื่อยมีหนวยในระบบ SI เปน กิโลกรัม-เมตร2
  • 24.
    BOBBYtutor Physics Note กฎการเคลื่อนที่แบบหมุน จากการศึกษาธรรมชาติของการเคลื่อนที่แบบหมุนของวัตถุทําใหเขียนกฎการเคลือนทีแบบหมุนไดเปน 3 ประการ ่ ่ เชนกัน ดังนี้ 1. ถาไมมีทอรกลัพธมากระทํา วัตถุจะรักษาสภาพการหมุนไวเสมอ 2. ถามีทอรกลัพธที่ไมเทากับศูนยมากระทํา วัตถุจะหมุนดวยความเรงเชิงมุมตามสมการ τ = Iα 3. ทุกๆ ทอรกกิริยาจะมีทอรกปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากันแตทิศตรงขามเสมอ โมเมนตัมเชิงมุม (Angular Momentum) การเคลื่อนที่แบบหมุนมีการกําหนดปริมาณที่เรียกวา โมเมนตัมเชิงมุมขึ้น โดยโมเมนตัมเชิงมุมมีหลักความถาวร ในลักษณะเดียวกับโมเมนตัมเชิงเสน โดยโมเมนตัมเชิงมุมของวัตถุที่มีโมเมนตความเฉื่อย I และหมุนดวยความเร็ว เชิงมุม ω มีคาเปน L โดย L = Iω หลักความถาวรของโมเมนตัมเชิงมุมกลาววา หากไมมีทอรกภายนอกมากระทํา โมเมนตัมเชิงมุมของวัตถุจะมีคา คงที่ หนวยของโมเมนตัมเชิงมุมในระบบ SI คือ กิโลกรัม ⋅ เมตร2/วินาที พลังงานจลนเนื่องจากการหมุน (Rotational Kinetic Energy) วัตถุที่กําลังหมุนจะมีพลังงานจลนเนื่องจากการหมุน เขียนไดเปน KEr โดย 1 KEr = 2 Iω2 ที่ผานมาเห็นไดวาปริมาณตางๆ ทีเ่ กียวของกับการเคลือนทีเ่ ชิงเสน และการเคลือนทีแบบหมุนมีความสอดคลองกัน ่ ่ ่ ่ ซึ่งอาจจะสรุปไดอีกครั้งดังนี้ อัตราเร็วเชิงเสน v เทียบไดกับ อัตราเร็วเชิงมุม ω ความเรงเชิงเสน a เทียบไดกับ ความเรงเชิงมุม α ระยะทางเชิงเสน s เทียบไดกับ ระยะทางเชิงมุม θ แรง F เทียบไดกับ ทอรก τ โมเมนตัมเชิงเสน P เทียบไดกับ โมเมนตัมเชิงมุม L มวล m เทียบไดกับ โมเมนตความเฉื่อย I ดังนั้นเมื่อการเคลื่อนที่เชิงเสนมีสมการของแรง F = ma τ = Iα การเคลื่อนที่แบบหมุนก็มีสมการของทอรก การเคลื่อนที่เชิงเสนมีสมการของโมเมนตัม P = mv การเคลื่อนที่เชิงมุมก็มีสมการของโมเมนตัมเชิงมุม L = Iω
  • 25.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ 1.วงลอกลมรัศมี 2 เมตร มีแรง 4 นิวตัน มากระทําในแนวเสนสัมผัส ทําใหวงลอหมุนรอบจุดศูนยกลางดวย ความเรงเชิงมุม 0.5 เรเดียน/วินาที2 ใหหาโมเมนตความเฉื่อยของวงลอ 2) 8 kg-m2 3) 16 kg-m2 4) 20 kg-m2 1) 4 kg-m2 2. 350 g แขวนมวล 350 g จากรอกรัศมี 14 cm เมื่อปลอยมวลจากสภาพหยุดนิ่ง พบวาวัตถุจะตกลงไดระยะทาง 2.2 m ในเวลา 5.5 s ใหหาโมเมนตความเฉื่อยของรอก 1) 0.464 กิโลกรัม-เมตร2 2) 0.518 กิโลกรัม-เมตร2 3) 0.610 กิโลกรัม-เมตร2 4) 0.679 กิโลกรัม-เมตร2 3. ลูกบอลมวล 1.2 กิโลกรัม ติดอยูที่ปลายขางหนึ่งของแทงไมยาว 0.8 เมตร ปลายอีกขางหนึ่งของแทงไมตรึงติด กับที่ และทําใหแทงไมหมุนไดคลองเปนรูปวงกลมในแนวดิ่ง ในขณะที่แทงไมอยูในแนวราบ ทอรกเนื่องจากแรง ความโนมถวงที่กระทําตอแทงไมเปนเทาใด 1) 0 N-m 2) 0.96 N-m 3) 9.6 N-m 4) 96 N-m 4. 0.25 0.3 k 0.75 A 0.1 k B วัตถุมวล 0.3 และ 0.1 กิโลกรัม ติดอยูกับปลายทั้งสองของโลหะเบายาว 1.00 เมตร ใหหาพลังงานจลนของ การหมุน ถาแทงโลหะหมุนรอบแกน AB ในอัตรา 10 เรเดียน/วินาที 1) 3.75 จูล 2) 5.63 จูล 3) 7.50 จูล 4) 15.0 จูล 5. เด็กยืนบนแปนซึ่งหมุนรอบแกนดิง เด็กและแปนมีโมเมนตความเฉือย 8.0 kg-m2 มือแตละขางถือมวลอันละ 2 kg ่ ่ เมื่อเหยียดแขนมวลหางจากแกนหมุน 1.0 m และแปนมีอัตราเร็ว 5 รอบ/วินาที เมื่อหดแขนตุมนํ้าหนักหางจาก แกนหมุน 20 cm ใหหาวาแปนจะหมุนดวยอัตราเร็วกี่รอบ/วินาที 1) 6 2) 6.2 3) 6.6 4) 7.3
  • 26.
    BOBBYtutor Physics Note 6. 4 5m 2 จากรูปรอกรัศมี 0.2 เมตร มีโมเมนตความเฉื่อย 0.4 kg-m2 ถาเชือกไมเกิดการไถลบนรอกแลว มวล 4 kg จะเคลื่อนที่ลงมากระทบพื้นดวยความเร็วเทาใด 4) 10 m/s 1) 2.5 m/s 2) 5 m/s 3) 5 2 m/s 2 7. วัตถุรูปทรงกระบอก รัศมี 0.1 m มวล 10 kg กลิ้งจากยอดของพื้นเอียง ซึ่งสูงจากพื้น 1.2 m เมื่อถึงพื้นลางวัตถุ มีพลังงานจลนเนื่องจากการเคลื่อนที่ 40 J ใหหาโมเมนตของความเฉื่อยของวัตถุนี้ 2) 0.2 kg-m2 3) 0.5 kg-m2 4) 1.0 kg-m2 1) 0.1 kg-m2 เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 3) 4. 1) 5. 4) 6. 2) 7. 3)
  • 27.
    BOBBYtutor Physics Note การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารโมนิกและคลื่น การเคลื่อนที่แบบซิมเปลฮารโมนิก(SHM) คือ การเคลื่อนที่แบบสั่นที่มีแอมพลิจูดคงที่ การเคลื่อนที่แบบนี้จะมี ความเรง (a) แปรผันตรงกับระยะกระจัด (x) แตมีทิศทางตรงขาม คือ π a = -ω2x ; โดย ω = 2T = 2πf และมีความเร็วที่ตําแหนง x คือ v = ω A 2 - x2 ; เมื่อ A คือ แอมพลิจูดการสั่น ดังนั้น การเคลื่อนที่แบบ SHM จึงมีความเรงมากสุดที่ระยะกระจัดสูงสุด (x = A) แตจะมีความเร็วสูงสุดที่จุดสมดุล (x = 0) คือ ความเรงจะมีเฟสนําหนาความเร็วอยู 90° ขณะที่ความเร็วก็จะมีเฟสนําหนาระยะกระจัดอยู 90° การเคลื่อนที่แบบ SHM จะตองมีแรงลัพธที่ไมเปนศูนยมากระทําตอวัตถุ ในแนวเขาสูจุดสมดุลของการสั่นและ เปนไปตามสมการ ΣF พลังงานขณะวัตถุสั่นแบบ SHM ; = ma = -mω2x 1 E = 2 mω2A2
  • 28.
    BOBBYtutor Physics Note กรณีมวลติดสปริงจะไดคาบการสั่น k m T = 2π m k กรณีลูกตุมนาฬิกาที่แกวงเปนมุมแคบๆ จะไดคาบการสั่น θ l m l T = 2π g การเคลื่อนที่แบบคลื่น เมื่ออนุภาคของตัวกลางสั่นครบ 1 รอบ ซึ่งจะใชเวลาเปน 1 คาบ (T) เราอาจเรียกวา ทําใหอนุภาคเปลี่ยนเฟสไป 360° พอดี คลื่นที่เกิดขึ้นจะแผออกไปเปนระยะ 1 ลูกคลื่น คือ เทากับ 1 ความยาวคลื่น (λ) ดังนั้น ความเร็วของคลื่น ซึ่งเทากับระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ใน 1 หนวยเวลา จึงเขียนไดเปน . 1 v = s = λ = λf ; โดยความถี่ f = T T t สมบัติของคลื่น ก. การสะทอน ; มุมสะทอน = มุมตกกระทบ เสมอ - เกิดเมื่อคลื่นเดินทางสุดตัวกลาง หรือกระทบสิ่งกีดขวางที่มีขนาดใหญกวาความยาวคลื่น - อนุภาคที่จุดสะทอนสามารถเคลื่อนที่ไดอยางอิสระ คลื่นสะทอนจะมีเฟสคงเดิม (ไมเปลี่ยนเฟส) ⇒ เกิดเปนจุดปฏิบัพของคลื่นนิ่ง - อนุภาคที่จุดสะทอนถูกตรึงไมสามารถเคลื่อนที่ได คลื่นสะทอนจะเปลี่ยนเฟสไป 180° ⇒ เกิดเปน จุดบัพของคลื่นนิ่ง
  • 29.
    BOBBYtutor Physics Note ข.การหักเห เกิดเมื่อคลื่นเดินทางเปลี่ยนตัวกลาง 1. สิ่งที่ไมเปลี่ยน คือ ความถี่ f 2. สิ่งที่เปลี่ยนแน คือ ความเร็ว v และความยาวคลื่น λ ผลการหักเห ไมเปลียนทิศเมือคลืนตกกระทบตังฉากกับรอยตอ ่ ่ ่ ้ 3. สิงทีอาจเปลียน คือ ทิศทาง ่ ่ ่ เปลียนทิศทางเมือคลืนตกกระทบเฉียงกับรอยตอ ่ ่ ่ กฎการหักเห (กฎของสเนลล) sin θ1 sin θ2 v1 = v2 = λ1 λ2 ; โดยความถี่ f จะคงที่ ในกรณีทคลืนเดินทางจากตัวกลางความเร็วนอยไปสูตวกลางความเร็วมาก จะทําใหมมหักเหมากกวามุมตกกระทบ ี่ ่ ั ุ และถามุมตกกระทบมากพอก็จะทําใหมุมหักเหเปน 90° ได (คลืนหักเหขนานไปกับผิวตัวกลาง) เราเรียกมุมตกกระทบนี้วา ่ มุมวิกฤติ และถามุมตกกระทบมากกวามุมวิกฤติ ก็จะไมมีคลื่นหักเหเขาสูตัวกลางที่ 2 ไดเลย เรียกปรากฏการณนี้วา เกิดการสะทอนกลับหมด ค. การแทรกสอด เมือคลืนตอเนือง 2 ขบวนทีมความถีเ่ ทากัน เฟสเริมตนตรงกัน มาพบกันจะเกิดการแทรกสอด ่ ่ ่ ่ี ่ กันขึ้น โดยจุดที่คลื่นมาแทรกสอดกันจะเปนแบบเสริม (เรียกวา จุดปฏิบัพ, Antinode) เมื่อผลตางของระยะทางจาก แหลงกําเนิดทั้งสองมายังจุดนั้น มีคาเปนจํานวนเต็มของคาความยาวคลื่น หรือเขียนเปน | S1P - S2P | = nλ ; โดย n = 0, 1, 2, 3, ... และจุดที่คลื่นมาแทรกสอดกันจะเปนแบบหักลาง (เรียกวา จุดบัพ, Node) เมื่อผลตางของระยะทางจากแหลงกําเนิด ทั้งสองมายังจุดนั้นมีคาเปนจํานวนเต็ม ลบดวยครึ่งหนึ่งของคาความยาวคลื่น หรือเขียนเปน | S1P - S2P | 1  =  n - 2  λ ; โดย n = 1, 2, 3, ...   จํานวนเต็ม n จะเปนเลขบอกลําดับการแทรกสอด ซึ่งจะมีลําดับเรียงจากแนวกึ่งกลางระหวางแหลงกําเนิดทั้งสอง ดังรูป S1 S1 S1 P N2 A1 N1 P A0 N1 S2 P S2 N2 A1 S2
  • 30.
    BOBBYtutor Physics Note หมายเหตุในกรณีเฟสเริ่มตนของแหลงกําเนิดมีคาตางกัน 180° ความสัมพันธของการแทรกสอดจะสลับกัน คือ จะเสริมเมื่อ  1 | S1P - S2P | =  n - 2  λ และจะหักลาง เมื่อ | S1P - S2P | = nλ   และถาคลืน 2 ขบวนนันเคลือนทีสวนกันตรงๆ จะเกิดคลื่นนิ่งขึ้น ซึ่งจะไดวาตําแหนง Node ถึงตําแหนง Node ที่ถัดกัน ่ ้ ่ ่ จะหางกันเทากับครึ่งหนึ่งของคาความยาวคลื่น ในกรณีที่จุด P อยูไกลๆ การหาผลตางระยะทางอาจประมาณไดจากสูตร | S1P - S2P | = d sin θ โดย d คือ ระยะหางระหวางแหลงกําเนิด และมุม θ คือ มุมที่จุด P เบนไปจากแนวเสนกึ่งกลางระหวางแหลงกําเนิดทั้งสอง ทําให ความสัมพันธเปนดังนี้ สําหรับจุดเสริม (ปฏิบัพ) ; d sin θ = nλ 1  สําหรับจุดหักลาง (บัพ) ; d sin θ =  n - 2  λ   ; n = 0, 1, 2, 3, ... ; n = 1, 2, 3, ... P S1 x d θ A0 ซึ่งจะยังสามารถประมาณตออีกไดวา x sin θ ≅ tan θ = D D S2 ง. การเลี้ยวเบน เมื่อคลื่นเดินทางไปพบสิ่งกีดขวางที่กั้นคลื่นเพียงบางสวน คลื่นจะแผจากขอบของสิ่งกีดขวาง ออมไปดานหลังสิ่งกีดขวางนั้น ซึ่งอธิบายไดดวยหลักของฮอยเกนสที่วา "ทุกๆ จุดบนหนาคลื่นจะประพฤติตนเสมือน เปนแหลงกําเนิดคลื่นสงคลื่นใหมแผตอไป" ในกรณีคลื่นผานชองเปดแคบๆ (สลิต) คลื่นที่เลี้ยวเบนแผออกมาจากชอง อาจทําใหเกิดแนวบัพขึ้นได โดยเปน ไปตามความสัมพันธ a sin θ = nλ ; n = 1, 2, 3, ... เมื่อ a คือ ความกวางของชองสลิต ดังนั้น ถาขนาดความกวางของชองเทากับหรือนอยกวาความยาวคลื่น (a ≤ λ) คลื่นจะแผออกจากชองเปดโดย ไมมีแนวบัพ คือ ชองเปดนั้นจะประพฤติตนเสมือนเปนจุดกําเนิดคลื่นวงกลม ซึ่งอาจเรียกวา เกิดการเลี้ยวเบนอยาง สมบูรณนั่นเอง
  • 31.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.แขวนมวล m กับสปริงแลวปลอยใหสั่นขึ้นลง วัดคาบได π วินาที ถาเอามวล m ออก สปริงจะสั้นกวาตอนที่ 5 2) แขวนมวล m กี่เมตร (กําหนดให g = 10 m/s 1) 0.1 m 2) 0.2 m 3) 0.4 m 4) 0.5 m 2. ลูกตุมนาฬิกาสองอัน มีความยาว LA = 2LB และ MA = 4MB เมื่อแกวงเปนมุมแคบๆ พบวาความเร็วสูงสุด เทากัน แสดงวา 1) แอมพลิจูดของ A = แอมพลิจูดของ B 2) แอมพลิจูดของ A = 1 ของแอมพลิจูดของ B 2 3) แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B 4) แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B 3. มวล 1 กิโลกรัม ติดที่ปลายสปริงซึ่งมีคาคงตัวสปริง 100 นิวตัน/เมตร ดึงมวลออกจากตําแหนงสมดุล หลังจาก ปลอยมือเปนเวลาเทาใด มวลจึงจะเคลื่อนมาผานตําแหนงสมดุลอีกเปนครั้งที่ 2 พื้นระดับลื่น 1) 0.47 s 2) 0.63 s 3) 0.94 s 4) 1.26 s 4. ลูกตุมนาฬิกาอันหนึ่งเมื่อใชแกวงบนโลกจะมีคาบการแกวง 4 วินาที ถานําไปแกวงบนดาวดวงหนึ่งซึ่งมีมวลเปน 64 เทาของโลก และมีรัศมีเปน 2 เทาของโลก จะมีคาบการแกวงเปนเทาใด 1) 1 วินาที 2) 4 วินาที 3) 8 วินาที 4) 16 วินาที 5. คลื่นในเชือกเสนยาว เมื่อเวลาหนึ่งเปนดังที่เห็นรูป ก. หลังจากนั้น 0.5 วินาที เปนดังที่เห็นในรูป ข. ความถี่ของ คลื่นจะเปนกี่เฮิรตซ การกระจัด 0 การกระจัด 5 10 15 20 25 30 ระยะทาง (cm) 0 รูป ก. 1) 0.5 5 10 15 20 25 30 รูป ข. 2) 1.0 3) 1.5 4) 2.0 ระยะทาง (cm)
  • 32.
    BOBBYtutor Physics Note 6.คลื่นนํ้ามีความถี่ 30 เฮิรตซ และความเร็ว 2.4 เมตร/วินาที ระยะทางระหวาง 2 จุด ที่คลื่นมีความแตกตางเฟส 1 เปน 120 องศา มีคาเปนเทาใด และเมื่อพิจารณาตําแหนงหนึงของผิวนําทีมคลืนนํานี้ ถาเวลาผานไป 90 วินาทีแลว ่ ้ ่ี ่ ้ คลื่น ณ ตําแหนงนี้มีการเปลี่ยนเฟสไปเทาใด 1) ระยะทาง 2.7 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 30 องศา 2) ระยะทาง 2.7 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 120 องศา 3) ระยะทาง 4.2 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 30 องศา 4) ระยะทาง 4.2 เซนติเมตร เปลี่ยนเฟส 120 องศา 7. จากรูป P เปนแหลงกําเนิดซึ่งมีคาบของการสั่น = 1.0 × 10-3 วินาที จุด Q และ R อยูหางจากจุด P เปนระยะทาง  12.0 เมตร และ 14.0 เมตร ตามลําดับ ถาคลื่นที่มาถึงจุด Q และจุด R มีเฟสตางกัน 270° จงหาความเร็วของ คลื่นในหนวยเมตรตอวินาที Q P R 1) 14.0 × 103 2) 12.0 × 103 3) 2.7 × 103 4) 2.0 × 103 8. คลื่นผิวนํ้าลูกหนึ่งวิ่งจากเขตนํ้าลึก โดยเมื่อผานโขดหินแลว 50 วินาที จึงเขาสูเขตนํ้าตื้น หนาคลื่นในเขตนํ้าลึก ทํามุม 45 องศากับแนวเขต และหนาคลื่นในเขตนํ้าตื้นทํามุม 30 องศากับแนวเขต ถาความเร็วคลื่นในเขตนํ้าตื้น เทากับ 0.5 เมตร/วินาที โขดหินอยูหางจากแนวเขตกี่เมตร (ตามเสนตั้งฉากกับแนวเขต) โขดหิน หนาคลื่นในเขตนํ้าลึก 45° 30° แนวเขต หนาคลื่นในเขตนํ้าตื้น 1) 25 2 m 2) 25 m 3) 50 m 4) 50 2 m 9. ในการทดลองโดยใชถาดคลื่น พบวาความเร็วของคลื่นในนํ้าลึกเปน 2 เทาของความเร็วในนํ้าตื้น ถาจะทําใหเกิด การสะทอนกลับหมด คลื่นจะตองตั้งตนเคลื่อนที่จากบริเวณใดและมีมุมวิกฤติเทาใด 2) นํ้าลึก, 30° 3) นํ้าตื้น, 60° 4) นํ้าลึก, 60° 1) นํ้าตื้น, 30°
  • 33.
    BOBBYtutor Physics Note 10.ในการทดลองการแทรกสอดของคลื่นผิวนํ้าจากแหลงกําเนิดอาพันธ S1 และ S2 ไดผลดังรูป S1P = 0.50 เมตร ; S2P = 0.44 เมตร ถาอัตราเร็วของคลื่นทั้งสองเปน 0.60 เมตรตอวินาที แหลงกําเนิดคลื่นมีความถี่กี่รอบตอวินาที S1 S2 P A0 1) 15 2) 20 3) 30 4) 40 11. S1 และ S2 เปนแหลงกําเนิดคลื่นอาพันธทําใหคลื่นเฟสตรงกัน มีความถี่ 20 Hz ถาวางอยูหางกัน 40 เซนติเมตร จุด A และจุด B เปนตําแหนงปฏิบัพ และระหวางจุด A และจุด B จะมีตําแหนงปฏิบัพอีก 7 ตําแหนง จงหา 0.3 m S1 A S2 B 0.4 m ก. ความเร็วคลื่น 1) 1 m/s 2) 2 m/s 3) 3 m/s 4) 4 m/s ข. ระหวาง S1 กับ S2 มีตําแหนงบัพและปฏิบัพอยางละกี่ตําแหนง 1) 14, 15 2) 16, 15 3) 16, 17 4) 18, 17 12. คลื่นหนาตรงความยาวคลื่น 2 เซนติเมตร เคลื่อนที่ผานชองเดี่ยวที่มีความกวาง 5 เซนติเมตร จงหาวาเมื่อคลื่น ผานชองเดี่ยวนั้นจะเกิดแนวบัพขึ้นทั้งหมดกี่แนว 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 13. คํากลาวตอไปนี้ ขอใดไมถูกตอง 1) คลื่นนิ่งเกิดขึ้นเมื่อคลื่นเหมือนกัน 2 ชุด เคลื่อนที่ผานตัวกลางเดียวกันในทิศทางตรงกันขาม 2) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ผานชองเปดที่มีความกวางเทากับความยาวคลื่นแลว คลื่นจะแผออกจากชองเปดเสมือนมา จากแหลงกําเนิดคลื่นวงกลม 3) เมื่อคลื่นนํ้าเคลื่อนที่จากเขตนํ้าลึกไปยังเขตนําตืน โดยทิศการเคลือนทีตงฉากกับรอยตอ ความยาวคลื่นจะลดลง ้ ้ ่ ่ ั้ โดยที่ขนาดความเร็วคลื่นไมเปลี่ยนแปลง 4) นําเชือกไนลอน และเชือกที่ทําจากดายผูกติดกันตรงตําแหนง ก. เมื่อสะบัดปลายเชือกไนลอน คลื่นที่สะทอน ตรงตําแหนง ก. จะมีเฟสเดียวกันกับคลื่นตกกระทบ
  • 34.
    BOBBYtutor Physics Note 14.เมื่อทําการทดลองชุดถาดคลืน โดยจัดใหคลืนระนาบเคลือนทีผานชองเปดแบบตางๆ ผลสรุปทีคาดวาจะไดรบตอไปนี้ ่ ่ ่ ่ ่ ั ก. เมื่อคลื่นผานชองเปดซึ่งแคบกวาความยาวคลื่นจะเกิดการเลี้ยวเบน แตไมเกิดการแทรกสอด ข. เมื่อคลื่นผานชองเปดซึ่งกวางกวาความยาวคลื่น จะเกิดการเลี้ยวเบน และเกิดการแทรกสอด ค. เมื่อคลื่นผานชองเปด 2 ชอง โดยแตละชองแคบกวาความยาวคลื่น จะเกิดการเลี้ยวเบน และเกิดการ แทรกสอด ง. เมื่อคลื่นผานชองเปด 2 ชอง โดยแตละชองกวางกวาความยาวคลื่น จะเกิดการเลี้ยวเบน แตไมเกิดการ แทรกสอด ขอใดผิด 1) ก. 2) ง. 3) ก. และ ง. 4) คําตอบเปนอยางอื่น 15. ถาการแทรกสอดของคลื่นนํ้าใหแนวปฏิบัพระหวางจุดกําเนิดคลื่นทรงกลมทั้งสองมีจํานวน 3 แนว พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ถาเลื่อนจุดกําเนิดคลื่นทั้งสองใหหางกันสองเทาของระยะเดิม จะทําใหแนวปฏิบัพระหวางตนกําเนิดทั้งสอง เพิ่มขึ้นอีก 4 แนว ข. ถาเพิ่มความถี่ของแหลงกําเนิดคลื่นใหมากขึ้นจนเกิดคลื่นนิ่งอีกครั้ง แนวปฏิบัพจะลดลง ค. ถาเพิ่มนํ้าใหมากกวาเดิม แนวของปฏิบัพอาจจะเพิ่มขึ้น ขอความที่เปนจริงคือ 1) ก., ข. และ ค. 2) ข. และ ค. 3) ก. เทานั้น 4) คําตอบเปนอยางอื่น เฉลย 1. 1) 2. 3) 11. ก. 1) ข. 2) 3. 1) 12. 3) 4. 1) 13. 3) 5. 3) 14. 2) 6. 2) 15. 3) 7. 3) 8. 2) 9. 1) 10. 1)
  • 35.
    BOBBYtutor Physics Note เฉลยละเอียด(บางขอ) T = 2π m k π = 2π m จากโจทย T = π ; k 5 5 1 m k 10 = 1 m 100 = k เมื่อแขวนมวลกับสปริงเฉยๆ มวลจะดึงสปริงใหยึด x0 จากสมดุล ; แรงสปริง = mg kx0 = mg x0 = mg k 1 แทนคา จากสมการ (1) ; x0 = 100 (10) = 0.1 ∴ มวลจะยึดสปริงออกได 0.1 เมตร 1. เฉลย 1) เมื่อมวลติดสปริงสั่นจะมีคาบการสั่น 2. เฉลย 3) จากคาบการแกวงของลูกตุมนาฬิกา ; และ ω = l T = 2π g g 2π = T l และจากความเร็วของการเคลื่อนที่แบบ SHM ; v = ω A2 - x 2 ∴ v สูงสุด เมื่อ x = 0 ; vmax = ωA แทนคา ω ; v = A g l max จากโจทย vA = vB ; AA g lA = AB g lB AA AB = AA = ∴ lA lB 2 AB แอมพลิจูดของ A = 2 ของแอมพลิจูดของ B = 2LB LB = 2
  • 36.
    BOBBYtutor Physics Note 7.เฉลย 3) การที่เฟสตางกัน 270° แสดงวาระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ไดตองตางกันเทากับ 3 λ 4 | ระยะ PR - ระยะ PQ | = 3 λ 4 | 14 - 12 | = 3 λ 4 = 8m ∴ λ = 2×4 3 3 ∴ ความเร็วของคลื่น v = λf = λ T 8 3 = 1 × 10-3 = 2.7 × 103 m/s 10. เฉลย 1) จากโจทย แสดงการแทรกสอดของจุด P อยูบนแนวของเสนบัพลําดับที่ 2  1 จากสูตร หาตําแหนงบัพ ; | S1P - S2P | =  n - 2  λ    1 แทนคาจากโจทย | 0.5 - 0.44 | =  2 - 2  λ   (0.06 × 2) = 0.04 m จะได λ = 3 จากสูตร v = fλ แทนคา 0.60 = f (0.04) f = 60 = 15 Hz 4 12. เฉลย 3) จากสูตรหาตําแหนงบัพเมื่อคลื่นเลี้ยวเบนผานชองเดี่ยว a sin θ = nλ ตองการแนวบัพมากที่สุด ; θ = 90° -2) sin 90° = n(2 × 10-2) แทนคา ; (5 × 10 n = 2.5 ∴ ลําดับของแนวบัพที่มากที่สุด (n) = 2 ∴ จะมีแนวบัพเกิดขึ้นทั้งหมด = 2(n) = 2(2) = 4 แนว หมายเหตุ แนวตรงกลางจะเปนตําแหนงเสริมที่กวางที่สุด (ไมใชจุดบัพ)
  • 37.
    BOBBYtutor Physics Note เสียงและการไดยิน สมบัติคลื่นเสียง เสียงเปนคลื่นชนิดหนึ่งจึงมีสมบัติของการเคลื่อนที่แบบคลื่น คือ มีสมบัติการสะทอนเมื่อกระทบสิ่งกีดขวาง มีการหักเหเมื่อมีการเปลี่ยนตัวกลาง มีการแทรกสอดเมื่อมีคลื่นหลายขบวนมาพบกัน และมีการเลี้ยวเบนได ซึ่งสมบัติ เหลานี้จะมีลักษณะและความสัมพันธดังที่กลาวมาแลวในเรื่องปรากฏการณคลื่น ซึ่งในบทนี้จะกลาวเพิ่มเติม คือ กรณี การรวมกันของคลื่น 2 ขบวนทีมีความถีไมเทากัน จะทําใหไดยนเสียงดัง (คลืนเสริมกัน) และเสียงคอย (คลืนหักลางกัน) ่ ่ ิ ่ ่ สลับกันไป เรียกวา เกิดบีตส โดยจํานวนครั้งที่เกิดเสียงดังหรือเสียงคอยใน 1 วินาที จะเรียกวา ความถี่บีตส ซึ่งจะมีคา เทากับผลตางของความถี่ของคลื่นทั้งสอง fB = | f1 - f2 | โดยหูมนุษยปกติจะสามารถฟงเสียงบีตสที่มีความถี่บีตสไดไมเกิน 7-10 ครั้งตอวินาที นอกจากนี้ในการเคลื่อนที่ของเสียงตองใชตัวกลาง ทําใหความเร็วเสียงขึ้นกับสมบัติของตัวกลาง และสําหรับ อากาศ เราจะแสดงไดวา ความเร็วเสียงจะสัมพันธกับอุณหภูมิของอากาศในหนวยองศาเซลเซียส (t) ไดในรูปสูตร v = 331 + 0.6t การเกิดการสั่นพอง เมื่อเราใหพลังงานแกวัตถุดวยความถี่ที่เทากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุ วัตถุจะสั่นดวยแอมพลิจูดคาสูงสุด เรียกวา เกิดปรากฏการณสั่นพอง ในกรณีของทออากาศ อาจพิจารณาการเกิดการสั่นพองไดในลักษณะของคลื่นที่เกิดจากการแทรกสอดของคลื่น เสียงที่สงเขาไปกับคลืนทีสะทอนกลับมาจากทอ โดยปลายเปดของทอจะเปนตําแหนงปฏิบพ (A) และปลายปดของทอจะเปน ่ ่ ั ตําแหนงบัพ (N) ของคลืนนิงนัน ทําใหความสัมพันธของความยาวทอ (L) กับความยาวคลืนทีจะทําใหเกิดการสันพอง คือ ่ ่ ้ ่ ่ ่ ก. ทอปลายเปด 1 ดาน หรือปลายปด 1 ดาน ; Ln = (2n - 1) λ หรือเขียนแสดงความสัมพันธกับความถี่ไดเปน 4 L fn = (2n4L1)v ; n = 1, 2, 3, ... ข. ทอปลายเปด 2 ดาน หรือปลายปด 2 ดาน ; L = n2λ หรือเขียนแสดงความสัมพันธกับความถี่ไดเปน L nv fn = 2L ; n = 1, 2, 3, ...
  • 38.
    BOBBYtutor Physics Note นอกจากนี้จะไดวาไมวาเปนทอแบบใด ความยาวทอในการเกิดการสันพองครังทีถดกันจะตองตางกันเปนครึ่งหนึ่ง ่ ้ ่ั ของความยาวคลื่นเสมอ ∆L = λ 2 หมายเหตุ ในการคํานวณการสั่นพองนั้น สูตร ∆L = λ จะเปนสูตรที่ดีที่สุด 2 การไดยิน ก. ความเขมเสียงและระดับความเขมเสียง ความเขมเสียงมีคาเทากับอัตราการสงพลังงานเสียงตอพืนทีทรองรับ  ้ ่ ี่ เสียงนั้น หรือกลาววาความเขมเสียงมีคาเทากับกําลังเสียงตอพื้นที่ที่คลื่นเสียงนั้นตกกระทบ เขียนเปน P I = A ในกรณีที่แหลงกําเนิดเสียงเปนจุด และถือวาคลื่นเสียงแผกระจายไปทั่วบริเวณอยางสมํ่าเสมอ จะไดวาความเขม เสียงที่ระยะหาง R จากแหลงกําเนิดเสียงที่มีกําลังเสียง P′ คือ I = P′ 2 โดยความเขมเสียงนอยทีสดทีมนุษยพอไดยิน ุ่ ่ 4 πR คือ 10-12 W/m2 และความเขมเสียงมากที่สุดที่ทนฟงไดโดยไมเกิดอันตราย คือ 1 W/m2 เสียงที่มีความเขมเสียง I จะมีระดับความเขมเสียง (β) ตามสูตรความสัมพันธ β = 10 log II0 เดซิเบล โดย I0 คือ ความเขมเสียงนอยที่สุดที่ไดยิน คือ I0 = 10-12 W/m2 ผลตางของระดับความเขมเสียง ∆β = β2   - β1 = 10 log  II 2     1  P  R 2    = 10 log  P2  R 1   1    2   ข. ระดับเสียง โดยทั่วไปมนุษยไดยินเสียงในชวงความถี่ 20-20,000 Hz โดยเสียงที่มีความถี่สูง จะใหความ รูสึกถึงระดับเสียงที่สูงกวาเสียงที่มีความถี่ตํ่า ในทางวิทยาศาสตรไดมีการแบงระดับเสียงดนตรีออกเปนระดับเสียงตางๆ และเรียกเสียง 2 เสียงที่มีความถี่เปน 2 เทาของกันและกันวา เสียงคูแปด นอกจากนี้ เสียงจากแหลงกําเนิดที่ตางกันก็จะมีคุณภาพเสียงที่ตางกัน ทั้งนี้เพราะความเขมเสียงในแตละ ฮารโมนิกที่ออกมาจากแหลงกําเนิดเสียงแตละชนิดจะแตกตางกัน ดังนั้นคุณภาพเสียงจึงเปนสมบัติที่ใชในการบอกชนิด ของแหลงกําเนิดเสียงได
  • 39.
    BOBBYtutor Physics Note ดอปเปลอรและคลื่นกระแทก ปรากฏการณดอปเปลอรเปนปรากฏการณที่ความถี่เสียงปรากฏตอผูฟงมีคาแตกตางไปจากความถี่ที่สงออกมา จากแหลงกําเนิดอันเนื่องจากการเคลื่อนที่สัมพัทธกันระหวางแหลงกําเนิดกับผูฟง ซึ่งความถี่ที่เปลี่ยนไปจะขึ้นกับ ความเร็วที่สัมพัทธกัน โดยมีความสัมพันธตามสูตร  f′ = f  v ± v 0  vm v    s เมื่อ v0 คือ ความเร็วของผูฟง จะใชเครื่องหมาย "+" เมื่อผูฟงเคลื่อนที่เขาหาแหลงกําเนิด และใช "-" เมื่อ เคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิด vs คือ ความเร็วแหลงกําเนิด จะใชเครื่องหมาย "-" เมื่อแหลงกําเนิดเคลื่อนที่เขาหาผูฟง และใช "+" เมื่อเคลื่อนที่ออกจากผูฟง และเมื่อแหลงกําเนิดเคลื่อนที่เร็วกวาความเร็วของคลื่น จะทําใหหนาคลื่นอัดตัวกันเกิดเปนหนาคลื่นกระแทก โดยแนวหนาคลื่นกระแทกจะเปนรูปมุมแหลมทํามุมกับแนวการเคลื่อนที่ของแหลงกําเนิด ตามความสัมพันธ sin θ = vvs เมื่อ v คือ ความเร็วคลื่น θ vs แนวหนาคลื่นกระแทก
  • 40.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.บอลลูนกําลังลอยขึ้นในแนวดิ่งดวยความเร็วคงที่ 20 m/s ขณะอยูสูงจากพื้นดินระยะหนึ่งไดสงคลื่นเสียงลงมา ปรากฏวาไดรับเสียงสะทอนกลับเมื่อเวลาผานไป 4 วินาที ถาความเร็วเสียงในอากาศเปน 350 m/s จงหาวาขณะ สงคลื่นเสียง บอลลูนอยูสูงจากพื้นเทาใด 1) 660 เมตร 2) 700 เมตร 3) 1320 เมตร 4) 1400 เมตร 2. จากรูป เมื่อใสคลื่นเสียงทีมความยาวคลืน 0.6 เมตร เขาไปทางดาน A จงหาวา รัศมี R จะตองมีคาที่สั้นที่สุดเทาใด ่ี ่ เสียงที่ออกมาทางดาน B จึงจะคอยที่สุด R A B 1) 0.13 2) 0.26 3) 0.39 4) 0.52 3. จากรูป A และ B เปนลําโพง 2 ตัว อยูหางกัน 3 เมตร ผูสังเกตยืนอยูที่จุด C ซึ่งระยะ BC = 4 เมตร และระยะ AC = 5 เมตร จะไดยินเสียงชัดเจน อยากทราบวาเมื่อเขาเดินเปนเสนตรงจาก C เขาหา B เขาจะรูสึกวาไดยิน เสียงจางหายกี่ครั้ง กําหนดความยาวคลื่นจากลําโพงทั้งสองเปน 0.5 เมตร และมีเฟสตรงกัน A 3m B C 4m 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 4. จากการทดลองปรากฏวา ถาเคาะสอมเสียงซึ่งมีความถี่ 346 รอบตอวินาที หนาหลอดกําทอนจะเกิดกําทอนขึ้น ครั้งแรกที่ระยะ 25 เซนติเมตร อุณหภูมิของอากาศขณะนั้นเปนกี่องศาเซลเซียส หลอดกําทอน สอมเสียง 25 ซม. 1) 15°C 2) 25°C 3) 27°C ลูกสูบ 4) 35°C
  • 41.
    BOBBYtutor Physics Note 5.จากการทดลองเรื่องการกําทอนของเสียง โดยใชหลอดกําทอน พบวาเกิดกําทอนครั้งแรกและครั้งที่สองที่ระยะ 0.15 เมตร และ 0.5 เมตร จากปากทอตามลําดับ ถาความเร็วเสียงในขณะนั้นเปน 350 m/s จงหาความถี่ของ คลื่นเสียงที่ใช 1) 450 เฮิรตซ 2) 500 เฮิรตซ 3) 600 เฮิรตซ 4) 1000 เฮิรตซ 6. ในการทดลองการสั่นพองของเสียง ทําการทดลองสองครั้ง โดยใชเสียงที่มีความถี่ตางกัน A และ B เมื่อเลื่อน ลูกสูบออกชาๆ จะไดยินเสียงที่ดังที่สุดสองครั้งเมื่อใชความถี่ A และหาครั้งเมื่อใชความถี่ B โดยที่เสียงดังที่สุด ครั้งสุดทายของทั้งสองความถี่เกิดที่ตําแหนงเดียวกันของกระบอกสูบ ถาความถี่ A เทากับ 900 เฮิรตซ ความถี่ B มีคากี่เฮิรตซ 1) 300 2) 360 3) 1800 4) 2700 7. ทอปลายปดทั้งสองขางยาว 5.9 เมตร และทอปลายปดขางหนึ่งเปดขางหนึ่งยาว 3.0 เมตร ความถี่มูลฐานของคลื่น เสียงที่เกิดจากทอทังสองนีเ้ มือรวมกันจะเกิดบีตสทมความถี่ 5 Hz จงหาความถีมลฐานของทอปลายปดขางหนึง ้ ่ ี่ ี ู่ ่ ในหนวย Hz 1) 290 2) 295 3) 300 4) 305 8. ลวดยาว 100 เซนติเมตร ขึงใหตึงที่ปลายทั้งสองขาง เมื่อดีดตรงกลางจะเกิดเสียงบีตส 4 ครั้งตอวินาที กับ สอมเสียงอันหนึ่ง และเมื่อเปลี่ยนความยาวของลวดเปน 102 เซนติเมตร โดยไมเปลี่ยนความตึง จะเกิดเสียงบีตส 4 ครั้งตอวินาทีกับสอมเสียงอันเดิม จงหาความเร็วของคลื่นในเสนลวด 1) 204 เมตร/วินาที 2) 404 เมตร/วินาที 3) 408 เมตร/วินาที 4) 816 เมตร/วินาที 9. นาย ก และนาย ข เห็นพลุลูกหนึ่งแตกกลางอากาศเปนมุมเงย 37° และ 53° ตามลําดับ ความเขมเสียงพลุที่ นาย ก ไดรับเปนกี่เทาของความเขมเสียงพลุที่นาย ข ไดรับ 9 2) 16 3) 16 4) 4 1) 3 4 9 3 10. แมลงตัวหนึ่งบินหนีในแนวเสนตรงดวยความเร็ว 0.1 m/s จากคนๆ หนึ่ง ซึ่งยืนนิ่งในที่โลง อยากทราบวาคนนั้น จะไดยินเสียงการบินของแมลงนั้นอยูไดนานกี่วินาที กําหนดวา อัตราที่พลังงานเสียงที่แมลงนั้นสงออกมาในขณะ ที่บินมีคาเทากับ 4π × 10-12 วัตต ทั้งนี้กําหนดใหดวยวาเสียงเบาที่สุดที่มนุษยไดยินมีความเขมเสียงเปน 10-12 วัตต/เมตร2 1) 10 s 2) 5 s 3) 2 s 4) 1 s 11. ทหารคนหนึ่งยิงปนกลดวยอัตรา 5 นัดตอวินาที ทําใหคนทีอยูหาง 100 เมตร ไดยนเสียงปนมีระดับความเขมเสียง ่  ิ 100 เดซิเบล ถามวาในการยิงปนแตละนัดเกิดกําลังเสียงโดยเฉลี่ยเทาใด เมื่อสมมติวาเสียงปนจะกระจายทุกทิศทาง เทากัน กําหนดความเขมเสียงเบาที่สุดที่ไดยินมีคา 10-12 วัตต/เมตร2 1) 20π วัตต 2) 40π วัตต 3) 60π วัตต 4) 80π วัตต
  • 42.
    BOBBYtutor Physics Note 12.แหลงเสียง A และ B ที่เปนจุดมีกําลังเสียง 10 และ 40 วัตต ตามลําดับ เอาแหลงเสียงมาทดลองวัดระดับความเขม เสียงทีละแหลง ระดับความเขมเสียงที่ระยะหางจาก B 2 เมตร ตางจากระดับความเขมเสียงที่ระยะหาง A 1 เมตร เทากับกี่เดซิเบล 1) 0 2) 1 3) 10 4) 20 13. ระดับความเขมเสียงในโรงงานแหงหนึ่งมีคา 80 เดซิเบล คนงานผูหนึ่งใสเครื่องครอบหู ซึ่งสามารถลดระดับ ความเขมลงเหลือ 60 เดซิเบล เครื่องดังกลาวลดความเขมเสียงลงกี่เปอรเซ็นต 1) 80% 2) 88% 3) 98% 4) 99% 14. ชายคนหนึ่งยืนอยู ณ ตําแหนงทีมระดับความเขมเสียง 60 เดซิเบล ถาเขาใสทครอบหูซงมีสมบัตดดกลืนความเขมเสียง ่ี ี่ ึ่ ิู ไดรอยละ 90 เขาจะไดยินเสียงที่ระดับความเขมเสียงลดลงรอยละเทาใด 1) 17 2) 20 3) 83 4) 90 15. เมื่อวัดระดับความเขมเสียง ณ จุดหางจากเครื่องบินเจท 30 เมตร สามารถวัดได 160 เดซิเบล ถายายจุดวัดเปน อีกจุดหนึ่งสามารถวัดระดับความเขมเสียงได 120 เดซิเบล ถามวาจุดใหมที่ทําการวัดระดับความเขมเสียงอยูหาง จากเครื่องบินเปนระยะทางเทาใด 1) 60 เมตร 2) 300 เมตร 3) 1600 เมตร 4) 3000 เมตร 16. เสียงจากไวโอลิน 1 ตัว มีระดับความเขมเสียง 60 เดซิเบล จะตองสีไวโอลินพรอมกันกี่ตัวจึงทําใหไดระดับ ความเขมเสียง 80 เดซิเบล 1) 2 ตัว 2) 10 ตัว 3) 100 ตัว 4) 200 ตัว 17. เด็กคนหนึ่งยืนอยูที่ชานชาลาไดยินเสียงหวูดรถไฟมีความถี่ 273 เฮิรตซ จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. รถไฟเปดหวูดความถี่ 300 เฮิรตซ กําลังแลนหางออกไปจากเด็ก ข. รถไฟเปดหวูดความถี่ 300 เฮิรตซ กําลังแลนเขาหาเด็ก ค. รถไฟเปดหวูดความถี่ 250 เฮิรตซ กําลังแลนหางออกไปจากเด็ก ง. รถไฟเปดหวูดความถี่ 250 เฮิรตซ กําลังแลนเขาหาเด็ก ขอความที่เปนไปไดคือ 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ง. 4) ข. และ ค. 18. เครื่องบินลําหนึ่งบินดวยความเร็วเหนือเสียง ขนาด 2 มัค หรือเทากับสองเทาของความเร็วเสียงในอากาศ ที่ระดับ เพดานบิน 5500 เมตร เปนเวลานานกี่วินาที หลังจากที่เครื่องบินผานศีรษะของชายคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยูบนพื้นดิน ไปแลวคลื่นกระแทกจึงจะเดินทางมาถึงเขา 1) 13.75 s 2) 17.3 s 3) 24.00 s 4) 27.50 s 19. เครื่องบินโดยสารลําหนึ่งบินเร็วกวาเสียง บินผานบริเวณหนึ่งที่มีชาย 2 คนอยู ชายคนหนึ่งยืนอยูบนยอดเขาสูง 300 เมตร ชายอีกคนหนึ่งยืนบนที่ราบหางจากเชิงเขา 400 เมตร ถาปรากฏวาชายทั้ง 2 คน ไดยินเสียงเครื่องบิน บินผานไปพรอมกัน จงหาความเร็วของเครื่องบินเปนกี่เทาของความเร็วเสียงในขณะนั้น 2) 5 3) 4 4) 2 1) 5 4 3 3
  • 43.
    BOBBYtutor Physics Note 20.ปลอยกอนหินลงไปในบอลึก 20 เมตร พบวาอีก 2.06 วินาทีตอมาไดยินเสียงกอนหินกระทบกนบอ อัตราเร็วของ เสียงที่ไดจากขอมูลนี้เปนเทาใด 1) 333 เมตรตอวินาที 2) 340 เมตรตอวินาที 3) 347 เมตรตอวินาที 4) 352 เมตรตอวินาที เฉลย 1. 1) 11. 4) 2. 2) 12. 1) 3. 3) 13. 4) 4. 2) 14. 1) 5. 2) 15. 4) 6. 4) 16. 3) 7. 2) 17. 3) 8. 4) 18. 1) 9. 2) 19. 2) 10. 1) 20. 1) เฉลยละเอียด (บางขอ) 2. เฉลย 2) เมื่อคลื่นเสียงเขามาทางดาน A จะแบงออกเปน 2 สวน สวนหนึ่งวิ่งไปตรงๆ อีกสวนหนึ่งจะเลี้ยวเบน ไปตามทางโคงแลวคลื่นทั้งสองจะมารวมกันที่ B R A B การที่ B จะมีเสียงคอย แสดงวา คลืนทีรวมกันจะตองแทรกสอดกันแบบหักลาง คือ ผลตางของระยะทาง ่ ่ ตามแนวเสนโคงและเสนตรงจะเทากับครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น λ 1 2 (2 πR) - 2R = 2 (Q ตองการ R นอยที่สุด) 3.1416R - 2R = 0.6 2 R = 0.26 เมตร 4. เฉลย 2) จากสูตร ความถี่ที่เกิดกําทอนกับทอปลายปด f = (2n4L1)v แทนคา ครั้งแรก ; 346 = [2(1) - 1]v 4(0.25) ∴ ความเร็วเสียง ; v = 346 m/s จากสูตรความเร็วคลื่นเสียงในอากาศ v = 331 + 0.6t 346 = 331 + 0.6t ∴ t = 25°C ∴ ขณะนั้นอุณหภูมิของอากาศ คือ 25°C
  • 44.
    BOBBYtutor Physics Note 7.เฉลย 2) กําทอนครั้งแรกของทอปลายเปด ; L = λ 2 5.9 m ∴ λ1 = 2L = 2(5.9) = 11.8 เมตร v ความถี่ f1 = 11.8 Hz กําทอนครั้งแรกของทอปลายปด ; L = λ 4 3.0 m ∴ λ2 = 4L = 4(3.0) ความถี่ f2 ความถี่บีตส ; fB v - v แทนคา ; 11.8 12.0 ∴ ความเร็วคลื่น v ∴ ความถี่มูลฐานของทอปลายปด f2 10. เฉลย 1) จากสูตร ความเขมเสียง ; = = = = = = 12.0 เมตร v 12.0 Hz | f1 - f2 | = 5 Hz 5 3540 m/s v 3540 12 = 12 = 295 Hz I = P2 4 πR v = 0.1 m/s สมมติ ระยะหางที่ไกลสุดที่ยังไดยินเสียงเปน R ซึ่งทําให I = 10-12 -12 I = 10-12 = 4 π × 10 2 4 πR ∴ เมื่อแมลงอยูไกลเปนระยะ 1 เมตร จะไมไดยินเสียง s 1 ∴ คนจะไดยินเสียงอยูนาน ; t = v = 0.1 = 10 วินาที
  • 45.
    BOBBYtutor Physics Note =10 log II0 I แทนคา จากโจทย 100 = 10 log -12 10 I 1010 = -12 10 ∴ I = 10-2 W/m2 แตความเขมเสียงนี้ เกิดจากการยิงกระสุน 5 นัด 1 ∴ ความเขมเสียงของกระสุน 1 นัด = 5 × 10-2 W/m2 จากสูตรหาความเขมเสียง ; I = P2 4 πR ∴ P = I(4πR2) 1  =  5 × 10-2  (4π(100)2)   = 80π วัตต 11. เฉลย 4) จากนิยามของระดับความเขมเสียง ; β 12. เฉลย 1) จากสูตร ผลตางของระดับความเขมเสียง ∆β แทนคา ; β2 - β1  P R1 2  = 10 log  P2  R 2     1  βB - βA =  40 1 2    = 10 log  10  2         = 10 log (1) = 0 เดซิเบล 18. เฉลย 1) d θ 5500 m ความเร็วเครื่องบิน จากสูตร มุมมัค ; vs = 2v = 2(340) = 680 m/s sin θ = vvs 1 sin θ = 340 = 2 ∴ 680 ∴ θ = 30°
  • 46.
    BOBBYtutor Physics Note จากรูปแสดงการเคลื่อนที่ของเครื่องบินและหนาคลื่นกระแทกโดยใหระยะ d คือ ระยะที่เครื่องบิน ผานศีรษะไป จะได tan θ = 5500 d 5500 แทนคา ; tan 30° = d d = 5500 o tan 30 5500 ∴ d = 1 3 = 5500 3 s d ∴ เวลาที่เครื่องบินผานศีรษะไปแลว ; t = v = vs t = 5500 3 680 = 5500(1.7) 680 = 13.75 วินาที
  • 47.
    BOBBYtutor Physics Note แสงและการเห็น สมบัติทางกายภาพของแสง การแทรกสอดผานสลิตคู; d sin θ = nλ ; n = 0, 1, 2, ... สําหรับแถบสวาง 1  d sin θ =  n - 2  λ ; n = 1, 2, 3, ... สําหรับแถบมืด   โดย n เปนเลขบอกลําดับ ; d คือ ระยะหางระหวางชองสลิตคู d X θ D 1 ; โดย N = จํานวนชองตอความยาว d = N ถา θ นอยๆ ; จะประมาณ sin θ ≅ tan θ = X D การเลี้ยวเบนผานสลิตเดี่ยว : สําหรับแถบมืด ; a sin θ = nλ ; n = 1, 2, 3, ... a คือ ความกวางของชองสลิตเดี่ยว สมบัติโพลาไรเซชันของแสง เปนสมบัติที่แสดงถึงการมีระนาบของการสั่นในแนวใดแนวหนึ่ง จึงเปนสมบัติ เฉพาะตัวของคลื่นตามขวาง การกระเจิงของแสง เปนปรากฏการณที่แสงกระทบอนุภาคแลวทําใหอนุภาคสั่น ทําใหแสงนั้นถูกกระเจิงออกไป รอบๆ ในบรรยากาศของโลก แสงสีนํ้าเงินจะเปนแสงที่ถูกกระเจิงไดดี เราจึงเห็นทองฟาเปนสีนํ้าเงินในเวลากลางวัน การกระจายของแสง เปนปรากฏการณหกเหของแสงสีตางๆ ซึ่งจะมีมุมหักเหไมเทากัน ทําใหแสงสีถูกกระจายออก ั  เปนสีรุง การกระจายของแสงเปนสาเหตุของการเห็นรุงกินนํ้า ในกรณีเกรตติง ; การเคลื่อนที่ของแสง ในปจจุบันเรายอมรับกันวา อัตราเร็วแสงมีคาประมาณ 3 × 108 m/s และเมื่อมีวัตถุทึบแสงมาขวางทางเดินแสง ก็จะทําใหเกิดเปนเงาของวัตถุขน โดยถาบริเวณเงานั้นกั้นแสงไดทั้งหมด จะเรียกวา เงามืด แตถากั้นแสงไดเพียงบางสวน ึ้ จะเรียกวา เงามัว ซึ่งถาแหลงกําเนิดแสงมีขนาดเล็กมากจนถือวาเปนจุด ก็จะเกิดเฉพาะเงามืดอยางเดียว แตถาแหลง กําเนิดแสงมีขนาดใหญจะเกิดไดทั้งเงามืดและเงามัว
  • 48.
    BOBBYtutor Physics Note การสะทอนและการเกิดภาพจากกระจก กระจกราบ กระจกโคง และกําลังขยาย ; ระยะภาพ(s′) = ระยะวัตถุ (s) ขนาดภาพ (y′) = ขนาดวัตถุ (y) 1+ 1 = 1 = 2 s s′ f R : ; กําลังขยาย = 1 ; f = R 2 f m = yy′ = ss′ = s - f โดยเครื่องหมายของระยะตางๆ นั้น ถาเปนระยะจริง (มีแสงมาจากจุดนั้น หรือผาน หรือตัดจุดนั้นจริง) จะมี เครื่องหมายเปน "+" (บวก) แตถาเปนระยะเสมือน (ไมมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัดจุดนั้นจริง ตองตอเสนใหยอนแสงหา จุดตัด เสมือนวาแสงมาจากจุดนัน หรือตัดทีจดนัน) จะมีเครืองหมายเปน "-" (ลบ) สําหรับกระจกซึ่งอาศัยการสะทอนแสง ้ ุ่ ้ ่ ระยะจริงจะอยูหนากระจก ระยะเสมือนจะอยูหลังกระจก ลักษณะภาพจากกระจกโคง (กรณีวัตถุจริง) 1. ภาพจริงหัวกลับ อยูดานเดียวกับวัตถุ 2. ภาพเสมือนหัวตั้ง อยูดานตรงขามวัตถุ ขนาดเล็กกวาวัตถุ เมือ s > 2f ่ ขนาดเทาวัตถุ เมือ s = 2f ่ ขนาดใหญกวาวัตถุ เมือ f < s < 2f ่ ภาพจริง เมือ s > f ่ กระจกเวา (f เปน +) ภาพเสมือน เมือ s < f ่ กระจกนูน (f เปน -) ขนาดขยายใหญกวาวัตถุเสมอ ภาพเสมือนเสมอ (กรณีวตถุจริง) ั ขนาดเล็กกวาวัตถุเสมอ 1 Q 2 P′ 3 P C Q′ F s′ s รูป ก. เมื่อ s > 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ
  • 49.
    BOBBYtutor Physics Note Q P CP F Q s= s′ รูป ข. เมื่อ s = 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดเทากับวัตถุ Q P′ F Q′ s′ s รูป ค. เมื่อ f < s < 2f จะไดภาพจริงหัวกลับขนาดขยายใหญกวาวัตถุ C Q P F s s- ∞ รูป ง. เมื่อ s = f ไดภาพที่ตําแหนงไกลมาก Q′ Q C P′ F P s s′ รูป จ. เมื่อ s < f จะไดภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ
  • 50.
    BOBBYtutor Physics Note P′ P F s C s′ รูปฉ. ภาพจากกระจกนูนจะเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกวาวัตถุ การหักเหและการเกิดภาพจากการหักเห เมือแสงเคลือนทีจากตัวกลางหนึงผานเขาไปยังอีกตัวกลางหนึง ความเร็วแสงจะเปลียนไป และถาแสงตกกระทบไมตั้ง ่ ่ ่ ่ ่ ่ ฉากกับผิวแบงตัวกลาง แสงทีเ่ ขาไปในตัวกลางที่ 2 จะเกิดการหักเหเปลียนทิศทางดวย ซึงจะเปนไปตามกฎการหักเห คือ ่ ่ sin θ1 v1 = v2 sin θ2 n = n2 1 โดย n คือ คาดัชนีหกเหของตัวกลางนันเทียบกับสุญญากาศ ซึงมีคาเทากับอัตราสวนของความเร็วแสงในสุญญากาศ ั ้ ่  ตอความเร็วแสงในตัวกลางนั้น n = c v ในกรณีที่แสงเดินทางจากตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหมาก (ความเร็วนอย) ไปสูตัวกลางที่มีคาดัชนีหักเหนอย (ความเร็วมาก) แสงจะหักเหเบนออกจากเสนปกติ ซึงถามุมตกกระทบมากพอจะทําใหมมหักเหมากกวา 90° ได ซึ่งเรียกวา ่ ุ เกิดปรากฏการณสะทอนกลับหมด และเรียกมุมตกกระทบที่ทําใหมุมหักเหเปน 90° วาเปนมุมวิกฤติ เมื่อมองดูวตถุผานผิวตัวกลางเรียบ ภาพทีมองเห็นจะมีตาแหนงแตกตางไปจากตําแหนงจริงของวัตถุ ซึงถามองตรงๆ ั  ่ ํ ่ จะมีความสัมพันธเปน ลึกปรากฏ (s′) = n2 = n ตา n1 n วัตถุ ลึกจริง (s)
  • 51.
    BOBBYtutor Physics Note θ2 อากาศA นํา ้ C B θ1 ความลึกปรากฏ Q′ θ1 ความลึกจริง θ2 Q ความลึกของวัตถุที่ปรากฏแกสายตาและความลึกจริงของวัตถุ และถาเปนผิวโคง 2 ดาน ที่เรียกวา เลนส ในที่นี้จะกลาวถึงเฉพาะเลนสบางในอากาศ ก็จะมีความสัมพันธเปน 1+ 1 = 1 s s′ f f m = yy′ = ss′ = s - f และกําลังขยาย ซึ่งจะเห็นวาเปนสูตรแบบเดียวกับกรณีกระจกโคง ตางกันที่ภาพของกระจกเกิดจากการสะทอนของแสง แตภาพ ของเลนสเกิดจากการหักเห สวนการใชเครื่องหมายคือเปนระยะจริง (คือมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัวจุดนั้นจริง) จะเปน "+" แตถาเปนระยะเสมือน (ไมมีแสงมาจากจุดนั้น หรือตัดจุดนั้นจริง ตองตอเสนยอนแสงหาจุดตัดวาแสงเสมือนมาจาก จุดนั้น) จะเปน "-" ดังนั้นเลนสนูนจะมีเครื่องหมายความยาวโฟกัส f เปน + (เหมือนกระจกเวา) และเลนสเวาจะมี เครื่องหมายความยาวโฟกัสเปน - (เหมือนกระจกนูน) ลักษณะภาพจากเลนส (กรณีวัตถุจริง) 1. ภาพจริงหัวกลับ อยูดานตรงขามวัตถุ 2. ภาพเสมือนหัวตั้ง อยูดานเดียวกับวัตถุ ภาพจริง เมือ s > f ่ เลนสนน ู (f เปน +) เลนสเวา (f เปน -) ขนาดเล็กกวาวัตถุ เมือ s > 2f ่ ขนาดเทาวัตถุ เมือ s = 2f ่ ขนาดใหญกวาวัตถุ เมือ f < s < 2f ่ ภาพเสมือน เมือ s < f ่ ขนาดใหญกวาวัตถุเสมอ ภาพเสมือน ขนาดเล็กกวาวัตถุเสมอ
  • 52.
    BOBBYtutor Physics Note Q P′ CF′ C Q′ F รูป ก. เมื่อ s > 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดเล็กกวาวัตถุ Q P′ C F P, C F′ Q′ รูป ข. เมื่อ s = 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดเทาวัตถุ Q C P′ F CP F′ Q′ รูป ค. เมื่อ f < s < 2f ภาพจริงหัวกลับขนาดขยายใหญกวาวัตถุ Q P, F′ รูป ง. เมื่อ s = f ไดภาพที่ตําแหนงไกลมาก Q′ F′ P′ P Q F รูป จ. เมื่อ s < f ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญกวาวัตถุ P F P′ F′ รูป ฉ. ภาพจากเลนสเวาเปนภาพเสมือนหัวตั้งขนาดเล็กกวาวัตถุ
  • 53.
    BOBBYtutor Physics Note ตารางเปรียบเทียบการเกิดภาพจากกระจกโคงและเลนส ภาพจากกระจกโคง 1.ภาพจริงหัวกลับ ภาพเสมือนหัวตั้ง 2. ภาพจริงอยูหนากระจก (ดานเดียวกับวัตถุ) 3. ภาพเสมือนอยูหลังกระจก (ดานตรงขามวัตถุ) 4. ภาพเสมือนกระจกเวา จะมีขนาดใหญกวาวัตถุ (m > 1) 5. ภาพเสมือนกระจกนูน จะมีขนาดเล็กกวาวัตถุ (m < 1) ภาพจากเลนส 1. ภาพจริงหัวกลับ ภาพเสมือนหัวตั้ง 2. ภาพจริงอยูหลังเลนส (ดานตรงขามวัตถุ) 3. ภาพเสมือนอยูหนาเลนส (ดานเดียวกับวัตถุ) 4. ภาพเสมือนเลนสนน จะมีขนาดใหญกวาวัตถุ (m > 1) ู 5. ภาพเสมือนเลนสเวาจะมีขนาดเล็กกวาวัตถุ (m < 1) ความสวาง เมื่อแสงตกกระทบพื้นผิว จะเกิดเปนความสวาง (E) ซึงมีคาเทากับอัตราของพลังงานแสงทีตกกระทบบนพื้นผิว (F) ่  ่ ตอพื้นที่ของพื้นผิวที่รองรับแสงนั้นในแนวตั้งฉาก (A) เขียนเปน F E = A = I2 R ตาและการมองเห็นสี คนสายตาปกติจะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูใกลสุดที่ระยะ 25 เซนติเมตร และมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูไกลสุดถึง ระยะอนันต สวนคนสายตาสั้นจะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูใกลสุดที่ 25 เซนติเมตร (เหมือนปกติ) แตเห็นชัดเมื่อวัตถุอยู ไกลสุดไมถึงระยะอนันต (นอยกวาคนปกติ) ดังนันคนสายตาสันตองใสแวนตาที่ทําดวยเลนสเวา เพื่อทําใหวัตถุที่ระยะ ้ ้ อนันตมาเกิดเปนภาพที่จุดไกลสุดที่เขามองเห็นชัด สวนคนสายตายาวจะมองเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูใกลสุดมากกวา 25 เซนติเมตร (ไกลกวาคนปกติ) แตเห็นชัดเมื่อวัตถุอยูไกลสุดถึงระยะอนันต (เหมือนคนปกติ) ดังนั้นคนสายตายาวจึงตอง ใสแวนตาที่ทําดวยเลนสนูน เพื่อทําใหวัตถุที่ระยะ 25 เซนติเมตร ไปเกิดเปนภาพที่จุดใกลสุดที่เขามองเห็นชัด สวนการมองเห็นสี นัยนตาจะมีเซลลรับสีอยู 3 กลุม คือ เซลลที่ไวตอสีแดง สีเขียว และสีนํ้าเงิน แสงสีทั้ง 3 นี้ จึงเปนแสงสีปฐมภูมิ เมื่อเซลลรับแสงสีถูกกระตุนพรอมกัน ก็จะทําใหเกิดความรูสึกถึงแสงสีผสมขึ้นดังภาพ แดง เหลือง เขียว ขาว แดงมวง นํ้าเงิน นํ้าเงินเขียว
  • 54.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.เมื่อใหลําแสงขนานแสงสีเดียว ความยาวคลื่น λ ตกตั้งฉากกับสลิตคูซึ่งมีระยะหางระหวางชองสลิตเปน d แลวจะ เกิดภาพการแทรกสอดขึนบนฉากทีอยูหางจากสลิตเปนระยะ D จงหาระยะระหวางแถบสวางแถบแรกกับแถบมืดที่สาม ้ ่  1) λdD 2) 3 λdD 3) 2 λdD 4) 5 λdD 2 2 2. ในการทดลองเรื่องสลิตคูของยังสพบวา เมือใหแสงทีประกอบดวยความยาวคลืน λ1 = 750 นาโนเมตร λ2 = 900  ่ ่ ่ นาโนเมตร สองตั้งฉากไปยังสลิตคูที่มีระยะหางระหวางชอง 2 มิลลิเมตร พบวาแถบสวางจากคลื่นทั้งสองที่ปรากฏ บนฉากที่อยูหางออกไป 2 เมตร จะซอนกันครั้งแรกที่ระยะหางจากแถบสวางตรงกลางกี่มิลลิเมตร 1) 1.5 2) 3.0 3) 4.5 4) 6.0 3. แสงเลเซอรความยาวคลื่น 630 นาโนเมตร ฉายผานสลิตเดี่ยว แลวปรากฏวาภาพของสลิตที่ระยะ 3 เมตร เปน แถบสวางหลายแถบ ระยะระหวางจุดมืดที่สุด 2 ขางของแถบสวางที่กวางที่สุดเปน 1.5 เซนติเมตร สลิตนั้นกวาง เทาใด (หนวยเปนไมโครเมตร) 1) 63 2) 126 3) 189 4) 252 4. ถาตองการใหตาแหนงมืดแรกของการเลียวเบนผานสลิตเดียว เกิดตรงกับตําแหนงมืดที่สามของริ้วจากการแทรกสอด ํ ้ ่ ของสลิตคู อยากทราบวาจะตองใหระยะหางระหวางชองสลิตคูเปนกี่เทาของความกวางของสลิตเดี่ยว 2) 5 3) 7 4) 9 1) 3 2 2 2 2 5. เมื่อจัดอุปกรณตามรูป พบวาภาพที่เกิดจากกระจกเงาระนาบกับกระจกนูนไมมีพาราแลกซ ความยาวโฟกัสของ กระจกนูนคือเทาใด (หนวยเซนติเมตร) 48 cm 32 cm กระจกนูน วัตถุ กระจกเงาระนาบ 1) 10 2) 15 3) 20 4) 30 6. จากรูปที่กําหนดใหเปนกระจกสองแผนที่มีดัชนีหักเหแตกตางกันวางซอนทับกันอยู ถาเรายิงแสงเลเซอรจากอากาศ เขาไปยังกระจกแผนลางดวยมุม θ อยากทราบวามุม θ จะตองมีคานอยที่สุดเทาใด จึงจะทําใหแสงเลเซอรไมทะลุ เขาไปยังกระจกแผนบน (กําหนดให sin (75.5°) = 0.968 และ cos (75.5°) = 0.25) อากาศ n 1= 1.00 θ n 3 = 1.936 แผนกระจก n 2 = 2.00 แสงเลเซอร 1) 14.5° 2) 30.0° 3) 60.0° 4) 75.0°
  • 55.
    BOBBYtutor Physics Note 7.แทงพลาสติกใสรูปลูกบาศก ยาวดานละ 15 เซนติเมตร มีฟองอากาศเล็กๆ อยูภายใน เมื่อมองทางดานหนึ่งจะเห็น ฟองอากาศที่ระยะ 6 เซนติเมตร แตเมื่อมองทางดานตรงขามจะเห็นอยูที่ระยะ 4 เซนติเมตร จงหาวา จริงๆ แลว ฟองอากาศอยูที่ไหนจากผิวแรกที่มอง 1) 4 เซนติเมตร 2) 6 เซนติเมตร 3) 9 เซนติเมตร 4) 10 เซนติเมตร 8. จากรูป A วัตถุ วัตถุ C ภาพ B ภาพ วัตถุ D วัตถุ ภาพ ภาพ ขอความตอไปนี้ขอใดถูกตอง 1) A เปนกระจกเวา, B เปนเลนสนูน, C เปนกระจกนูน, D เปนเลนสเวา 2) A เปนเลนสเวา, B เปนกระจกนูน, C เปนกระจกเวา, D เปนเลนสนูน 3) A เปนเลนสนูน, B เปนเลนสเวา, C เปนกระจกนูน, D เปนกระจกเวา 4) A เปนกระจกนูน, B เปนเลนสนูน, C เปนเลนสเวา, D เปนกระจกเวา 9. เลนสบางความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร วางวัตถุไวหนาเลนสทําใหเกิดภาพหัวตั้งขนาด 0.2 เทาของวัตถุ วัตถุและ ภาพอยูหางกันเทาใด 1) 64 เซนติเมตร 2) 80 เซนติเมตร 3) 96 เซนติเมตร 4) 100 เซนติเมตร 10. วัตถุอยูทางดานซายมือของเลนสนูน (ความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร) ระยะทาง 10 เซนติเมตร และมีเลนสเวา (ความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร) ทางขวามือของเลนสนูนนั้นระยะทาง 5 เซนติเมตร ภาพที่เกิดเปน 1) ภาพเสมือนอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะ 3.33 เซนติเมตร 2) ภาพจริงอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะ 10 เซนติเมตร 3) ภาพเสมือนอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะ 10 เซนติเมตร 4) ภาพจริงอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร 11. หลอดไฟอยูในนํ้าลึก 130 เซนติเมตร มีเลนสนูนความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร อยูเหนือผิวนํ้า 20 เซนติเมตร ในแนวเดียวกับหลอดไฟใหดัชนีหักเหของนํ้ามีคา 1.30 จะมีภาพของหลอดไฟหางจากผิวนํ้าเทาใด (ตอบเปน จํานวนเต็มของเซนติเมตร) 1) 20 เซนติเมตร 2) 24 เซนติเมตร 3) 44 เซนติเมตร 4) 54 เซนติเมตร
  • 56.
    BOBBYtutor Physics Note 12.วัตถุอยูทางดานซายมือของเลนสนูน (ความยาวโฟกัส 5 เซนติเมตร) ระยะทาง 10 เซนติเมตร และมีเลนสเวา (ความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร) ทางขวามือของเลนสนูนนั้นระยะทาง 5 เซนติเมตร ภาพที่เกิดเปน วัตถุ 10 ซม. 5 ซม. 1) ภาพเสมือนอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 3.33 เซนติเมตร 2) ภาพจริงอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร 3) ภาพเสมือนอยูทางดานขวามือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร 4) ภาพจริงอยูทางดานซายมือของเลนสเวาเปนระยะทาง 10 เซนติเมตร 13. ลําแสงขนานตกกระทบเลนสนูนซึ่งมีความยาวโฟกัส 30 เซนติเมตร แลวหักเหไปตกกระทบเลนสเวาซึ่งมีความยาว โฟกัส 20 เซนติเมตร ถาจะใหลาแสงหักเหผานเลนสเวาออกไปเปนลําแสงขนาน จะตองวางเลนสเวาหางจากเลนสนูน ํ เปนระยะกี่เซนติเมตร 1) 10 เซนติเมตร 2) 15 เซนติเมตร 3) 20 เซนติเมตร 4) 25 เซนติเมตร 14. เลนสเวาความยาวโฟกัส 10 เซนติเมตร 2 อัน และเลนสนูนความยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร 1 อัน วางรับแสงอาทิตยดังรูป ถาลําแสงสุดทายหลังจากผานเลนสทั้งสามเปนลําแสงขนาน คา a จะมีคาเปนเทาใด a a 1) 10 เซนติเมตร 2) 20 เซนติเมตร 3) 30 เซนติเมตร 4) 40 เซนติเมตร 15. นํ้ามีคาดัชนีหักเห 3 เทลงในอางแกวใบใหญ ใหมีระดับนํ้าสูง 10 เซนติเมตร ที่กนอางมีหลอดไฟเล็กๆ เปดสวาง 4 แชไวอยู จงคํานวณหาพื้นที่ของผิวนํ้าที่แสงจากหลอดไฟสามารถทะลุผานผิวนํ้าขึ้นมาได 1) 0.01 m2 2) 0.02 m2 3) 0.03 m2 4) 0.04 m2 16. พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. ริ้วมืดริ้วสวางบนฉาก เมื่อแสงทะลุผานชองเล็กๆ ชองหนึ่งเขามา เกิดจากการแทรกสอดและการเลี้ยวเบน ข. การดูดกลืนความเขมของแสงธรรมดาโดยแผนโพลารอยดเกิดจากการเปนคลื่นตามขวางของแสง ค. สีที่เห็นบนทองฟาเกิดจากการกระเจิงแสง ง. รุงกินนํ้าเกิดจากการสะทอนและการเลี้ยวเบนของแสง ขอความใดบางถูกตองที่สุด 1) ก., ข. และ ค. 2) ก. และ ค. 3) ง. เทานั้น 4) คําตอบเปนอยางอื่น
  • 57.
    BOBBYtutor Physics Note 17.หลอดฉายภาพ มีอตราการใหพลังงาน 1000 ลูเมน ถาหลอดมีประสิทธิภาพ 80% ตองการฉายภาพใหมีความสวาง ั บนจอ 250 ลักซ ภาพที่ฉายจะมีขนาดใหญกี่ตารางเมตร 1) 2.8 ตารางเมตร 2) 3.2 ตารางเมตร 3) 3.6 ตารางเมตร 4) 4.0 ตารางเมตร 18. ถาตองการความสวาง 100 ลักซ บนโตะทํางานที่สูง 1.2 เมตร ในหองที่มีความสูง 3 เมตร จะตองใชหลอดไฟ ขนาด 60 วัตต ที่มีความเขมการสองสวาง 54 แคนเดลากี่หลอด 1) 3 หลอด 2) 6 หลอด 3) 16 หลอด 4) 17 หลอด 19. สมชายสามารถมองเห็นวัตถุชัดที่ระยะไกลสุด 5 เมตร ดวยตาเปลา จึงตองใสแวนตาเพื่อใหเห็นชัดที่ระยะไกล เหมือนคนปกติ สมศักดิ์ยืมแวนตาของสมชายมาทดลองใส ปรากฏวาเห็นวัตถุชัดที่ระยะไกลสุด 20 เมตร ถา สมศักดิ์มองดูวัตถุดวยตาเปลาจะเห็นวัตถุชัดที่ระยะไกลสุดเทาใด 1) 1 เมตร 2) 2 เมตร 3) 3 เมตร 4) 4 เมตร 20. ถาตาของเรามองดูสีเหลืองเปนเวลานานๆ แลวเปลี่ยนมาดูแสงสีขาวทันที ทานจะมองเห็นแสงสีใด 1) สีขาว 2) สีเขียว 3) สีนํ้าเงิน 4) สีเหลือง เฉลย 1. 2) 11. 3) 2. 3) 12. 2) 3. 4) 13. 1) 4. 2) 14. 3) 5. 3) 15. 3) 6. 3) 16. 1) 7. 3) 17. 2) 8. 4) 18. 2) 9. 1) 19. 4) 10. 2) 20. 3)
  • 58.
    BOBBYtutor Physics Note เฉลยละเอียด(บางขอ) 2. เฉลย 3) สมบัติแถบสวางที่คลื่นทั้งสองซอนกันอยูหางจากแถบสวางตรงกลาง (A0) เปนระยะ = y โดยเปน แถบสวางลําดับ n1 ของแสง λ1 และเปนแถบสวางลําดับ n1 ของแสง λ2 d = 2 mm θ y A0 2m จากสูตรการแทรกสอดหาจุดเสริม d sin θ = nλ ประมาณ sin θ ≈ tan θ ∴ d tan θ = nλ แทนคาสําหรับแสง λ1   = 750 mm ; (2 × 10-3)  y  = n1(750 × 10-9) 2 ...(1) แทนคาสําหรับแสง λ2   = 900 mm ; (2 × 10-3)  y  = n2(900 × 10-9) 2 ...(2) n1(750 × 10-9) = n2(900 × 10-9) n1 900 6 n2 = 750 = 5 ∴ แถบสวางที่คลื่นทั้งสองซอนกันครั้งแรกนั้นจะเปนลําดับที่ 6 ของแสง แสง λ2 (คือ n1 = 6 และ n2 = 5) แทนคา n1 = 6 ในสมการ (1) ;   (2 × 10-3)  y  = 6(750 × 10-9) 2 สมการ (1) = (2) ; λ1 และเปนลําดับที่ 5 ของ y = 4.5 × 10-3 แถบสวางที่คลื่นทั้งสองซอนกันครั้งแรกบนฉากจะหางจากแถบสวางตรงกลาง 4.5 มิลลิเมตร 5. เฉลย 3) พิจารณากระจกราบ จะเกิดภาพเสมือนหลังกระจก โดยมีระยะภาพ = ระยะวัตถุ s′ = -s = -48 เซนติเมตร ภาพจากกระจกราบจะเกิดที่เดียวกันกับภาพจากกระจกโคง (เพราะไมมีพาราแลกซตอกัน) ∴ ภาพของกระจกโคงจะเกิดหลังกระจกโคง = 48 - 32 = 16 เซนติเมตร ภาพจะเปนภาพเสมือน s′ = -16 เซนติเมตร โดยระยะวัตถุ s = 48 + 32 = 80 เซนติเมตร 1+ 1 = 1 จากสูตร ; s s′ f 1 1 1 80 + -16 = f ∴ ความยาวโฟกัส f = -20 เซนติเมตร
  • 59.
    BOBBYtutor Physics Note 8.เฉลย 4) A เปนกระจกนูน เพราะใหภาพเสมือน (หัวตั้ง) อยูตรงกันขามกับวัตถุและมีขนาดเล็กลง B เปนเลนสนูน เพราะใหภาพเสมือน (หัวตั้ง) อยูดานเดียวกับวัตถุและมีขนาดใหญขึ้น C เปนเลนสเวา เพราะใหภาพเสมือน (หัวตั้ง) อยูดานเดียวกับวัตถุและมีขนาดเล็กลง D เปนกระจกเวา เพราะใหภาพจริง (หัวกลับ) อยูดานเดียวกับวัตถุ 11. เฉลย 3) เลนสนูน f = 20 ซม. 20 ซม. ผิวนํ้า 130 ซม. หลอดไฟ การหักเหจะเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จากนํ้าสูอากาศ ผิวนํ้าเปนผิวเรียบ จากการหักเหตําแหนงภาพการหักเหผานผิวเรียบ s′ = nตา nวัตถุ s n = nอากาศ นํ้า 1 s′ 130 = 1.3 ∴ s′ = 100 เซนติเมตร ในการหักเหครั้งแรก จะเกิดภาพที่ตําแหนงลึกจากผิวนํ้า 100 เซนติเมตร ภาพนี้จะทํา นาที่เปนวัตถุ ห ของการหักเหผานเลนส ∴ ระยะวัตถุของเลนส = 100 + 20 = 20 เซนติเมตร หาตําแหนงภาพจากการหักเหผานเลนสนูน (f เปน "+") 1+ 1 = 1 จากสูตร ; s s′ f 1 1 1 120 + s′ = 20 = s′ = 24 เซนติเมตร ภาพที่ไดจากเลนสเปนภาพจริง แสดงวาภาพจะอยูตรงกันขามกับวัตถุ นั่นคือภาพนี้จะอยูสูงจากเลนส 24 เซนติเมตร ∴ ภาพจะอยูหางจากผิวนํ้าเปนระยะ 24 + 20 = 44 เซนติเมตร
  • 60.
    BOBBYtutor Physics Note 14.เฉลย 3) เมื่อแสงขนานผานเลนสเวาอันแรก แสงจะกระจายออก โดยจะเกิดเปนภาพเสมือนที่จุดโฟกัสหนาเลนส ภาพนี้จะเปนวัตถุของเลนสนูนตอไป a a F F f = 10 ซม. f = 10 ซม. f = 20 ซม. ∴ ระยะวัตถุของเลนสนูน s = 10 + a เซนติเมตร เมื่อแสงผานเลนสนูน เลนสนูนจะรวมแสง แลวไปหักเหผานเลนสเวาอีกอันหนึ่ง และเมื่อแสงผาน เลนสเวาอันที่สองจะไดแสงขนาน แสดงวาภาพจากเลนสนูนซึ่งจะเปนวัตถุของเลนสเวาอันที่สองนั้นจะตองอยูที่ ตําแหนงจุดโฟกัสหลังเลนสของเลนสเวาอันที่สอง (คือ เปนวัตถุเสมือนของเลนสเวาอันที่สอง) ∴ ระยะภาพของเลนสนูน s = 10 + a เซนติเมตร พิจารณาการเกิดภาพของเลนสนูน (f เปน "+") 1+ 1 = 1 จากสูตร ; s s′ f 1 1 1 (10 + a) + (10 + a) = 20 ∴ a = 30 เซนติเมตร 15. เฉลย 3) บริเวณที่แสงทะลุผานได บริเวณที่แสงไมสามารถทะลุผาน R θ1 θ1 n= 4 3 10 ซม. θ1 θ1 หลอดไฟ แสงจะสามารถทะลุผานผิวนําขึนมาไดเมือมุมตกกระทบไมมากกวามุมวิกฤติ แตถามุมตกกระทบมากกวา  ้ ้ ่  มุมวิกฤติแสงจะไมสามารถทะลุผานผิวนํ้าขึ้นมาได
  • 61.
    BOBBYtutor Physics Note sinθ1 n = n2 sin θ2 1 ที่มุมวิฤกติ ; θ1 = θc จะทําใหมุมหักเห sin θc 1 = 4 = 3 ∴ 4 sin 90o 3 ∴ sin θc = 3 4 นําไปสรางรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก จากกฎการหักเห ; θ2 = 90° 4 3 θ 7 ∴ tan θc = 3 = 1.14 7 R บริเวณที่แสงทะลุผานไดเปนพื้นที่รูปวงกลม ซึ่งมีรัศมี R จะได tan θc = 10 ∴ R = 10 tan θc = 10(1.14) = 11.4 เซนติเมตร ∴ พื้นที่ที่แสงทะลุผาน ; A = πR2 = (3.1416)(11.4 × 10-2)2 = 0.03 ตารางเมตร จะได
  • 62.
    BOBBYtutor Physics Note ไฟฟาสถิต แรงระหวางประจุไฟฟา(กฎของคูลอมบ) ประจุไฟฟาชนิดเดียวกัน จะสงแรงผลักซึ่งกันและกัน ขณะที่ประจุไฟฟาชนิดตรงขามกัน จะสงแรงดึงดูดซึ่งกัน และกัน โดยขนาดของแรงจะเปนไปตามกฎของคูลอมบ F = kQ1Q 2 R2 ; k = คาคงที่ = 9 × 109 N ⋅ m2/c2 ในกรณีมประจุไฟฟาหลายตัว แรงทีกระทําตอประจุตวใดตัวหนึง ก็จะเปนแรงลัพธทเี่ กิดจากการรวมแบบเวกเตอร ี ่ ั ่ ของแรงจากประจุตัวอื่นๆ สนามไฟฟา 1. เมื่อประจุอยู ณ จุดที่มีสนามไฟฟา E จะเกิดแรงกระทําตอประจุนั้น ตามสูตร F = qE โดยทิศของแรง F จะเปนทิศเดียวกับสนามไฟฟา E เมือ q เปนประจุบวก แตทศของแรง F จะเปนทิศตรงขาม ่ ิ กับสนามไฟฟา E เมื่อ q เปนประจุลบ 2. ประจุใดๆ จะแผสนามไฟฟาออกไปรอบๆ (เรียกประจุนั้นวา ประจุตนเหตุ Q) โดยที่ระยะหาง R จากประจุ ตนเหตุ Q จะมีคาสนามไฟฟา ตามสูตร E = kQ R2 โดย R วัดถึงจุดศูนยกลางของตัวนําที่มีประจุ Q นั้น E + a + + + E=0 สนามไฟฟา E = kQ r2 ระยะทาง -a a สําหรับตัวนําทรงกลมทีมประจุ ประจุจะกระจายอยูทผวของตัวนํา ไมเขาไปอยูในเนือของตัวนํา ทําใหภายในตัวนํา ่ี  ี่ ิ  ้ มีคาสนามไฟฟาเปนศูนยทุกจุด สนามไฟฟาจากประจุตนเหตุ Q จะมีทิศพุงออกในแนวรัศมี จากประจุตนเหตุ ถาประจุตนเหตุนั้นเปนชนิดบวก แตสนามไฟฟาจากประจุตนเหตุ จะมีทิศพุงเขาหาในแนวรัศมีสูประจุตนเหตุ ถาประจุตนเหตุนั้นเปนชนิดลบ
  • 63.
    BOBBYtutor Physics Note ศักยไฟฟา ศักยไฟฟาณ จุดใดๆ จะเทากับงานตอหนึ่งหนวยประจุ ในการเลื่อนประจุนั้นจากระยะอนันตมายังจุดดังกลาว W VX = ∞→ X q ดังนั้น ถามีประจุตนเหตุ Q จะไดวา ณ จุดที่หางจากประจุ Q นั้นเปนระยะหาง R จะมีศักยไฟฟา ตามสูตร V = kQ R โดยกําหนดใหศกยไฟฟามีคาบวกหรือลบ ตามชนิดของประจุตนเหตุ Q (กลาวคือ ใหแทนเครืองหมายของประจุ Q ั   ่ ลงในสูตร) ศักยไฟฟาเปนปริมาณสเกลาร ถามีประจุตนเหตุหลายๆ ตัว ศักยไฟฟา ณ จุดใดจุดหนึ่ง ก็จะเปนการรวมแบบ สเกลาร (คิดเครื่องหมายตามชนิดประจุ) ของศักยที่เกิดจากประจุแตละตัวเหลานั้น V + + a + V = kQ a + ศักยไฟฟา V = kQ r ระยะทาง สําหรับตัวนําทรงกลมทีมประจุ คาศักยไฟฟาภายในตัวนําจะมีคาเทากันหมดและเทากับทีผวของทรงกลมนันเสมอ ่ี  ่ิ ้ (ไมเหมือนกับสนามไฟฟา ซึ่งจะเปนศูนยสําหรับภายในตัวนํา) ความตางศักยไฟฟา ความตางศักยไฟฟาระหวาง 2 จุดใดๆ คือ งานตอหนึ่งหนวยประจุในการเคลื่อนประจุระหวาง 2 จุดดังกลาว WB→ A ∆V = VA - VB = q ดังนั้น เราอาจหางานในการเลื่อนประจุไดจากคาของความตางศักย WB → A = q(VA - VB) ในกรณีเคลื่อนประจุในสนามไฟฟาที่คงที่ จะไดวา q ⋅ ∆V = W = F ⋅ S = (qE)d เมื่อ d คือ ระยะในการเคลื่อนตามแนว E จะไดวา E = ∆V d อยางไรก็ตาม แรง F อาจหาไดจากกฎการเคลื่อนที่ คือ ΣF = ma
  • 64.
    BOBBYtutor Physics Note การถายประจุไฟฟา จะเกิดขึ้นเนื่องจากความตางศักยไฟฟาโดยหลังถายเทประจุแลววัตถุทงสองจะตองมีศักยไฟฟาเทากัน โดยประจุ ั้ ไฟฟารวมจะยังคงเดิม ตัวนําประจุ Q1 รัศมี a1 แตะกับตัวนําประจุ Q2 รัศมี a2 หลังแตะตัวนําแตละตัวจะมีประจุเปน   Q′ =  ΣQ  a 1 และ Q′2 =  ΣQ  a 2 1  Σa     Σa  ความจุไฟฟาและตัวเก็บประจุ C = Q V ความจุไฟฟาเทากับอัตราสวนของประจุตอศักยไฟฟาที่เพิ่มขึ้น ในกรณีตัวนําทรงกลม จะได C = a k ; โดย a คือ รัศมีทรงกลม เมื่อตัวเก็บประจุ เก็บประจุไฟฟาได Q เกิดศักยไฟฟาเปน V จะมีพลังงานสะสมในตัวเก็บประจุเปน 1 1 1 2 U = 2 QV = 2 CV2 = 2 Q C การตอตัวเก็บประจุ 1. แบบอนุกรม : C1 C2 ในกรณีตออนุกรม 2 ตัว ;  Q รวม  สูตร  Vรวม   1  Cรวม  = Q1 = Q2 = V1 + V2 1 1 = C +C 1 2 C C2 Cรวม = C1 1 C2 + 2. แบบขนาน : C1 C2  Vรวม  สูตร  Qรวม   C รวม  = = V1 = V2 Q1 + Q2 = C1 + C2
  • 65.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.สามเหลี่ยมดานเทารูปหนึ่งมีความยาวดานละ 30 เซนติเมตร และที่แตละมุมของสามเหลี่ยมนี้มีจุดประจุ +2, -2 และ +5 ไมโครคูลอมบวางอยู อยากทราบวาขนาดของแรงไฟฟาบนประจุ +5 ไมโครคูลอมบ มีคากี่นิวตัน 1) 0 นิวตัน 2) 1 นิวตัน 3) 2 นิวตัน 4) 2 นิวตัน 2. จุดประจุ 26 × 10-3 คูลอมบ วางอยูที่จุด B และจุดประจุชนิดตรงขาม -Q วางไวที่จุด D ดังรูป ถานําประจุ P ไปวางไวที่จุด C หรือ A จะเกิดแรงผลักประจุ P ไปทางขวามือและซายมือของจุด B ตามลําดับ แรงผลักทั้งสอง มีคาเทากัน จงหาคาขนาดของประจุ -Q 26 × 10-3 C B A 3m -Q D C 5m 2m 1) -7 × 10-3 คูลอมบ 2) -8 × 10-3 คูลอมบ 3) -9 × 10-3 คูลอมบ 4) -1 × 10-3 คูลอมบ 3. ทรงกลม 2 ลูก มวลลูกละ m ผูกติดกันดวยเชือกที่ยาว l เมื่อนําจุดกึ่งกลางไปแขวนกับตะปูและใหประจุไฟฟา แกทรงกลมลูกละ Q ปรากฏวาทรงกลมทั้งสองผลักกันจนทําใหเชือกกางออกเปนมุมฉาก ขอใดตอไปนี้ถูกตอง 2 2 2 2 2 1) m = kQ 2 2) m = 2kQ2 3) m = kQ l 4) m = gl 2 2g 2kQ 2gl gl 4. ลูกพิธมวล 0.72 กรัม มีประจุ 25 × 10-6 คูลอมบ วางอยูเหนือจุดประจุ 2 จุด ที่มีขนาดประจุเทากับ Q และ ผูกติดกัน หางกัน 6 เซนติเมตร จะตองใชประจุ Q เปนปริมาณเทาใด จึงจะทําใหลูกพิธลอยอยูเหนือจุดกึ่งกลาง ระหวางประจุทั้งสองเปนระยะทาง 4 เซนติเมตร 1) 2.5 × 10-11 คูลอมบ 2) 5.0 × 10-11 คูลอมบ 4) 5.0 × 10-7 คูลอมบ 3) 2.5 × 10-7 คูลอมบ 5. ในรูปที่แสดงประจุ Q มีหนวยเปนคูลอมบ ระยะทาง a มีหนวยเปนเมตร ให k คือคาคงที่ของกฎของคูลอมบ จงหา ก. สนามไฟฟาที่จุด P มีคาเทาใด +a - Q +Q -a P +a x -a -Q 1) 0.25 kQ a2 2) 0.45 kQ a2 3) 0.75 kQ a2 4) 0.95 kQ a2
  • 66.
    BOBBYtutor Physics Note 6. 7. 8. 9. ข.ศักยไฟฟาที่จุด P มีคาเทาใด 2) -0.9 kQ 3) 0 4) +0.9 kQ 1) -1.9 kQ a a a วางจุดประจุ +9Q คูลอมบ ที่ตําแหนงจุดกําเนิด (0, 0) และจุดประจุ -4Q คูลอมบ ที่ตําแหนง x = 1 และ y = 0 จงหาระยะทางบนแกน x ที่สนามไฟฟาเปนศูนย 1) 1 m 2) 2 m 3) 3 m 4) 4 m จุดประจุขนาด +1 ไมโครคูลอมบ และ +4 ไมโครคูลอมบ วางไวหางกันเปนระยะ 6 เซนติเมตร ตําแหนงที่สนาม ไฟฟามีคาเปนศูนย จะอยูหางจากจุดประจุ +1 ไมโครคูลอมบ กี่เซนติเมตร 2) 2 3) 4 4) 5 1) 1 อนุภาคหนึ่งมวล 2 × 10-5 กิโลกรัม และมีประจุ +2 × 10-6 คูลอมบ เมื่อนํามาวางไวในสนามไฟฟาที่มีทิศตาม แนวดิ่งปรากฏวาอนุภาคนี้เคลื่อนที่ลงดวยความเรง 20 เซนติเมตร/วินาที2 จงหาขนาดและทิศทางของสนามไฟฟา (g = 9.8 m/s2) 1) 100 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงขึ้น 2) 96 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงขึ้น 3) 100 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงลง 4) 96 นิวตัน/คูลอมบ ทิศพุงลง แขวนมวล m ที่มีประจุ -q ดวยเชือกที่ไมนําไฟฟาและยาว l ภายในสนามไฟฟา E ดังรูป ถาไมคํานึงถึงความ โนมถวงของโลก เมื่อรบกวนมวล m เล็กนอย มวลนี้จะแกวงดวยคาบเทาใด l -q, m E 1) 2π ml q l 2) 2π qE l 3) 2π E 4) 2π ml qE 10. อนุภาคมวล m มีประจุ +q ถูกปลอยในแนวราบดวยความเร็วตน v เขาสูบริเวณสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E ซึ่งเกิดขึ้นระหวางแผนโลหะคูขนานที่มีความยาว l ดังรูป จงหาวาระยะที่อนุภาคจะเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม (y) จะเปนเทาใด ในขณะที่เคลื่อนที่ออกจากสนามไฟฟา (ไมตองคิดแรงโนมถวงของโลก) +q - E y v m l + + 1 2 1) 2 qEl2 mv 1 22 2) 2 qEl v m 1 3) 2 qEl mv 1 2 4) 2 qEv2 ml
  • 67.
    BOBBYtutor Physics Note 11.จงหางานในการนํา ระจุ 4 ตัว แตละตัวมีประจุ +Q จากระยะอนันตมาไวที่มุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความยาว ป ดานละ a 2 2 2 2 1) kQ 2) 4 kQ 3) 5 kQ 4) 5.4 kQ a a a a $ 12. จากรูป ประจุ Q1 = +0.5 คูลอมบ, ระยะ AB = 10 เซนติเมตร, ระยะ BC = 30 เซนติเมตร, มุม ABC = 90° -9 จูล จงหาวาประจุ Q มีคา ถางานที่ใชในการนําโปรตอน 1 ตัว จากระยะอนันตมายังจุด B มีคา +28.8 × 10 2 -19 คูลอมบ) กี่คูลอมบ (ประจุของโปรตอน = 1.6 × 10 A Q1 B 13. 14. 15. 16. 17. Q2 C 1) 1.0 2) 3.0 3) 4.5 4) 6.0 ลูกพิธมวล m กิโลกรัม มีประจุไฟฟา +q คูลอมบ เคลื่อนที่ในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E นิวตัน/คูลอมบ ซึ่งตั้งฉาก กับผิวโลกปรากฏวาลูกพิธลอยขึนโดยขนานกับสนามไฟฟาจากจุด A ไปสูจด B ดวยความเรง a เมตร/วินาที2 ถาจุด ้ ุ B อยูสูงกวาจุด A เปนระยะ d เมตร ความโนมถวงของโลกคือ g เมตร/วินาที2 ความตางศักยระหวางจุด B กับจุด A มีคาเทาใด และสนามไฟฟา E นี้มีทิศพุงเขาหรือพุงออกจากผิวโลก  2) md (g + a), พุงเขา 1) md (g + a), พุงออก q q 3) md (g - a), พุงออก 4) md (g - a), พุงเขา q q -12 กิโลกรัม มีประจุ 8 × 10-9 คูลอมบ จากสภาพหยุดนิ่งใหมีอัตราเร็ว 100 ถาตองการเรงอนุภาคมวล 4 × 10 เมตร/วินาที จะตองใชความตางศักยเทาใด 1) 0.025 โวลต 2) 0.4 โวลต 3) 2.5 โวลต 4) 40 โวลต แผนตัวนําขนานหางกัน 2.0 เซนติเมตร มีประจุจํานวนหนึ่งอยูบนแผนตัวนํา ทําใหเกิดสนามไฟฟาสมํ่าเสมอใน แนวดิ่ง เมื่อปลอยอิเล็กตรอนจากหยุดนิ่งบนแผนตัวนําอันลางอิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปยังตัวนําอันบนในเวลา 4.2 × 10-10 วินาที ถามวาความตางศักยระหวางตัวนําทั้งสองมีกี่โวลต (มวลของอิเล็กตรอน = 9.1 × 10-31 kg ประจุของอิเล็กตรอน = 1.6 × 10-19 C) 2) 11.4 × 10-13 3) 2.1 × 104 4) 1.14 × 10-13 1) 2.6 × 104 อิเล็กตรอนสองตัวถูกตรึงอยูกับที่หางกัน 0.02 เมตร อิเล็กตรอนอีกตัวหนึ่งถูกยิงมาจากที่ระยะอนันตแลวมาหยุด อยูที่กึ่งกลางของระยะหางระหวางอิเล็กตรอนทั้งสอง ความเร็วตนของอิเล็กตรอนนี้เปนกี่กิโลเมตรตอวินาที 1) 0.48 2) 0.36 3) 0.32 4) 0.16 โลหะทรงกลม A รัศมี r มีประจุ Q มีศักยไฟฟาเดิมเทากับ 4.8 โวลต เมื่อนํามาแตะกับตัวนําทรงกลม B รัศมี 2r ที่ไมมีประจุไฟฟา แลวแยกใหหางจากกัน ศักยไฟฟาของทรงกลม A จะเปนกี่โวลต 1) 0.96 2) 1.6 3) 2.4 4) 3.2
  • 68.
    BOBBYtutor Physics Note 18.จงพิจารณาวงจรตามรูป ในตอนแรกสวิตช S อยูที่ตําแหนง 1 ตัวเก็บประจุ C1 มีความตางศักยระหวางขั้วอยู 5 โวลต C2 และ C3 มีคาความตางศักยระหวางขั้ว 0 โวลต อยากทราบวาความตางศักยระหวางขั้ว C1 ลดลง เหลือเทาใดเมื่อสวิตช S เปลี่ยนมาที่ตําแหนง 2 1 2 5V C1 C2 C3 1µF 2µF 1µF 1) 2.5 V 2) 2.0 V 3) 1.50 V 4) 1.25 V 19. ตอตัวเก็บประจุ C1, C2, C3 และ C4 ดังรูป และตอเขากับความตางศักย 11 โวลต C1 = 4 ไมโครฟารัด C2 = 6 ไมโครฟารัด C3 = 9 ไมโครฟารัด C4 = 3 ไมโครฟารัด C1 C2 C3 C4 11 V ความตางศักยของตัวเก็บประจุ C4 1) 3 โวลต 2) 6 โวลต 3) 2 โวลต 4) 4 โวลต 20. ตัวเก็บประจุ C1, C2 และ C3 มีขนาดความจุ 1µF , 2µF และ 3µF ตามลําดับ กอนนํามาตอกับแบตเตอรี่ ขนาด 2 V ดังวงจร ตัวเก็บประจุทั้งสามยังไมมีประจุอยูภายในเลย เมื่อปดสวิตช S เปนเวลานานพอที่จะทําใหอยู ในสภาพสมดุล พลังงานไฟฟาที่สะสมอยูในตัวเก็บประจุ C2 จะมีขนาดเทาใด (หนวยไมโครจูล) C2 C3 C1 S 2V 1) 1.2 2) 1.44 3) 2.4 4) 2.8
  • 69.
    BOBBYtutor Physics Note เฉลย 1.2) 10. 1) 20. 2) 2. 1) 11. 4) 3. 2) 12. 3) 4. 2) 13. 1) 5. ก. 2) ข. 2) 14. 3) 15. 1) 6. 3) 16. 3) 7. 2) 17. 2) 8. 2) 18. 4) 9. 4) 19. 2) เฉลยละเอียด (บางขอ) 2. เฉลย 1) เมื่อวางประจุ P ไวที่จุด C ประจุบวกที่ B จะผลักไปทางขวา และประจุ -Q ที่ D จะดึงดูดไปทางขวา ในทิศทางเดียวกัน (แรงลัพธไปทางขวาของ B) A B C D -Q 26 × 103 3m 5m 2m kQ1Q 2 R2 -3 FC = k(26 × 210 )P + k(Q)(P) ∴ แรงลัพธที่จุด C ; 5 22 และเมื่อวางประจุ P ไวที่จุด A ประจุบวกที่ B จะผลักไปทางซาย และประจุ -Q ที่ D จะดึงดูดไป ทางขวาซึ่งเปนทิศตรงขามกัน (แรงลัพธไปทางซายของ B) -3 ∴ แรงลัพธที่จุด A ; FA = k(26 × 210 )P - k(Q)(P) 3 102 จากโจทย ; FA = FC -3 )P k(Q)(P) -3 k(26 × 10 = k(26 × 210 )P + k(Q)(P) 32 5 102 22 26 × 10-3 - Q = (26 × 10-3 ) + Q 9 100 4 25 ∴ ขนาดของประจุ -Q ; Q = -7.11 × 10-3 คูลอมบ จากกฎของคูลอมบ ; F =
  • 70.
    BOBBYtutor Physics Note 3.เฉลย 2) จากรูป ∆ มุมฉาก จะไดระยะระหวาง มวล R = l 45o 45o 2  l 2     2 l 2 + 2 =   2 2 l T Tcos 45 o FE Tsin 45 o mg R พิจารณาแรงที่กระทําตอประจุลูกใดลูกหนึ่ง แลวแตกแรง T ไปในแนวราบและแนวดิ่ง ดังรูป ΣF = 0 จากสมดุล ; ...(1) ในแนวราบ จะได T sin 45° = FE ในแนวดิ่ง จะได T cos 45° = mg ...(2) FE สมการ (1) ÷ (2) จะได tan 45° = mg kQ1Q 2 จาก tan 45° = 1 และ FE = R2 kQ1Q 2 แทนในสมการ จะได = mg R2 2 แต Q1 = Q2 = Q และแทนคา R ; kQ 2 = mg  2     2 l   ∴ มวลของวัตถุแตละลูก ; 2 m = 2kQ2 gl
  • 71.
    BOBBYtutor Physics Note 6.เฉลย 3) สมมติจุดที่สนามไฟฟาเปนศูนยนั้นอยูที่ตําแหนง x = d ซึ่งเลยประจุ -4Q ออกไป จากสูตรสนามไฟฟาจากประจุ ; E = kQ R2 โดยสนามไฟฟาจากประจุ +9Q จะมีทิศไปทางขวา และสนามไฟฟาจากประจุ -4Q จะมีทิศไปทางซาย v -4Q E = 0 +9Q 1m d ΣE = 0 k(9Q) - k(4Q) = 0 (d - 1)2 d2 9 = 4 (d - 1)2 d2 3(d - 1) = 2d d = 3 ∴ ตําแหนงที่สนามไฟฟาเปนศูนยอยูที่ตําแหนง x = 3 เมตร 11. เฉลย 4) จากสูตร งานในการเคลื่อนที่ประจุจากอนันตมาที่จุด x จาก A a B a a D a C W∞→x = q(Vx - V∞) 1) เลื่อนประจุ +Q ตัวแรกจากอนันตมาที่จุด A W1 = W∞→A = (+Q)(VA - V∞) แต VA = 0 เพราะเดิมไมมีประจุอยูเลย ∴ W1 = 0 2) เลื่อนประจุ +Q ตัวที่ 2 มาไดที่ B W2 = W∞→B = (+Q)(VB - V∞) โดย VB จะมีคาเกิดจาก +Q ที่จุด A ซึ่งเลื่อนมากอน  k(+Q)  kQ2 ∴ W2 = (+Q)   = a  a 
  • 72.
    BOBBYtutor Physics Note 3)เลื่อนประจุ +Q ตัวที่ 3 มาไวที่ C VC จะมีคาจาก +Q ที่จุด A กับจุด B ซึ่งเลื่อนมากอน ∴ VC = kQ + kQ = 1.7 kQ a a 2 a ∴ W3 = (+Q)(VC - V∞) 2 = (+Q) 1.7 kQ  = 1.7 kQ  a   a 4) เลื่อนประจุ +Q ตัวที่ 4 มาไวที่ D VD จะมีคาจาก +Q ที่จุด A, B และ C ซึ่งเลื่อนมากอน k(+Q) + k(+Q) + k(+Q) = 2.7 kQ ∴ VD = a a a a 2 ∴ W4 = (+Q)(VD - V∞) = (+Q)  2.7 kQ     a 2 W4 = 2.7 kQ a ∴ งานทั้งหมดที่ทําในการนําประจุ 4 ตัว มาไวที่มุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ยาวดานละ a ΣW = W1 + W2 + W3 + W4 2 = (0 + 1 + 1.7 + 2.7) kQ a 2 = 5.4 kQ a 16. เฉลย 3) คาศักยไฟฟาที่จุดกึ่งกลางระหวางอิเล็กตรอนทั้งสอง 0.02 m 1 1  V = k(R1e) + k(R2e) = -ke  0.01 + 0.01  = -200ke    แตในการเคลื่อนประจุจากอนันตมายังจุดที่มีศักยไฟฟา V จะตองทํางาน W = q(∆V) = qV ; Q V∞ = 0 ∴ W = (-e)(-200ke) = 200ke2 โดยงานที่ทํานี้จะไดมาจากพลังงานจลนเริ่มตนของประจุ 1 W = 2 mv2 = qV 1 2 2 ∴ 2 mv = 200ke 2 v = 400ke m
  • 73.
    BOBBYtutor Physics Note แทนคาประจุและมวลของอิเล็กตรอน 400(9× 109 )(1.6 × 10-19 )2 9 × 10-31 = 320 m/s ∴ ความเร็วตนของอิเล็กตรอนตัวนี้ v = 320 m/s = 0.32 km/s v = 20. เฉลย 2) C2 C3 C1 2V หาผลรวมของ C2 และ C3 ซึ่งตอแบบอนุกรม จากสูตร รวม C แบบอนุกรม 1 1 1 1 1 5 Cรวม = C2 + C3 = 2µF + 3µF = 6µF ∴ Cรวม = 6 µF 5 จากการตอขนาน ; Vรวม = Vแตละสวนที่ขนานกัน ∴ Vรวม ครอม C2 และ C3 ที่ตออนุกรมกันนั้น = 2 V หา Q รวมบนเสน C2 และ C3 จากสูตร C = Q V 12 6  5 µF (2V) = 5 µC  แตการตออนุกรมนั้นคาประจุ Qรวม = คาประจุ Q แตละตัว ∴ ที่ตัวเก็บประจุ C2 ก็จะมีประจุอยูจํานวน Q = 12 µC ดวย 5 หาพลังงานไฟฟาที่ C2 1 2 จากสูตร U = 2Q C 2  12 µC    5 1 พลังงานไฟฟาสะสมใน C2 ; U = 2  (2µF) -12   12 12  5 × 5 × 10    1 U = 2 -6 ) (2 × 10 = 1.44 × 10-6 จูล ∴ พลังงานไฟฟาสะสมใน C2 มีคาเทากับ 1.44 ไมโครจูล ∴ Qรวม = CรวมVรวม =   
  • 74.
    BOBBYtutor Physics Note ไฟฟากระแสตรง กระแสไฟฟาในตัวนํา กระแสไฟฟาคือ ปริมาณประจุไฟฟาที่เคลื่อนที่ผานพื้นที่ภาคตัดขวางในหนึ่งหนวยเวลา I = Q t โดยมีทิศจากจุดที่มีศักยไฟฟาสูงไปยังจุดที่มีศักยไฟฟาตํ่า (ดังนั้นกระแสจะมีทิศเดียวกับที่ประจุบวกเคลื่อนที่ แตจะมีทิศตรงขามในกรณีที่ประจุลบเปนตัวเคลื่อนที่) - กระแสในโลหะตัวนําจะเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ - กระแสในหลอดไดโอดสุญญากาศเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนอิสระ - กระแสในสารละลายอิเล็กโทรไลตเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิออนบวกและอิออนลบ - กระแสในหลอดบรรจุกาซเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและอิออนบวก - กระแสในสารกึ่งตัวนําเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนและโฮล ในกรณีกระแสในโลหะตัวนํา I = Q = Ne = nevA t t เมื่อ n คือ ความหนาแนนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนํา ความตานทานของลวดโลหะ R = เมื่อ l ρA l คือ ความยาวตามแนวกระแสไหล A คือ พื้นที่ภาคตัดขวางกับแนวกระแสไฟฟา ดังนั้น A l = V (ปริมาตร) ของลวดนั้น R2 เมื่อนําลวดเดิมมารีดใหมจะได R1 =  l 2  2 l   1 =     A1  2  A2   กฎของโอหมและการตอความตานทาน I = V R หรือ V = IR
  • 75.
    BOBBYtutor Physics Note เมื่อตอตัวตานทาน 1.แบบอนุกรม จะได R1 R2 I1 I2 I รวม Iรวม = I1 = I2 = I3 Vรวม = V1 + V2 + V3 Rรวม = R1 + R2 + R3 2. แบบขนาน จะได R1 I1 I รวม R2 I2 ในกรณี R 2 ตัวตอขนานกัน ; Vรวม = V1 = V2 Iรวม = I1 + I2 1 1 1 R รวม = R1 + R2 RR Rรวม = R1 1+ 2R2 การตอวงจรไฟฟา เซลลไฟฟาจะจายพลังงานแกประจุที่วิ่งผาน คาพลังงานที่เซลลจายตอหนึ่งหนวยประจุ คือ แรงเคลื่อนไฟฟาซึ่ง จะเสมือนเปนความตางศักยรวมที่เกิดขึ้นในวงจร (คือ รวมทั้งภายในและภายนอก) กระแสที่เซลลจาย ; I = V = RE r R + R E r ความตางศักยครอมขั้วเซลล ; V = IR = E – Ir
  • 76.
    BOBBYtutor Physics Note การตอเซลลไฟฟา 1.การตอเซลลแบบอนุกรม 1.1 แบบเรียงขั้ว (ตอถูก) จะได Eรวม = E1 + E2 E1 r1 E2 r2 1.2 แบบกลับขั้ว (ตอผิด) จะได Eรวม = E1 - E2 E1 r1 E2 r2 โดยการตออนุกรมทั้ง 2 แบบ จะมี rรวม = r1 + r2 เหมือนกัน 2. การตอเซลลแบบขนาน ตองใชเซลลที่เหมือนกันมาตอขนานกัน (เงื่อนไขของหลักสูตร) E r E r จะได Eรวม = Eแตละเซลล r rรวม = n เมื่อ n คือ จํานวนเซลลที่ตอขนาน ความตางศักยครอมสวนใดๆ ในวงจร 1. ครอมความตานทาน ; V = IR โดยจะเปนคาบวก เมื่อหาคาตามทิศกระแสไหล แตจะเปนคาลบ เมื่อหาคาสวนทิศกระแสไหล 2. ครอมแรงเคลื่อนไฟฟาของเซลล ; V = E โดยจะเปนคาบวก เมือหาคาจากขัวบวกไปขัวลบของเซลล แตจะเปนคาลบ เมื่อหาคาจากขั้วลบไปขั้วบวก ่ ้ ้ ของเซลล ทั้งนี้ไมขึ้นกับกระแสไหล
  • 77.
    BOBBYtutor Physics Note การวัดปริมาณไฟฟา แอมมิเตอรตออนุกรมกับสวนวงจรที่ตองการวัดกระแส โดยแอมมิเตอรตองมีความตานทานนอยๆ ถาตองการ ใชแอมมิเตอรวัดกระแสมากๆ จะตองนําความตานทานมาตอเปนชันตขนานกับกัลวานอมิเตอร โดยชันตจะแบงกระแส สวนเกินไมใหไหลผานกัลวานอมิเตอร IA A I (I - I A) ความตานทานของชันต ; Rx Rx =  IA  I-I A    RA   โวลตมิเตอร ตอขนานกับสวนวงจรที่ตองการวัดความตางศักย โดยโวลตมิเตอรตองมีความตานทานสูงๆ ถา ตองการใชโวลตมเิ ตอรวดความตางศักยมากๆ จะตองนําความตานทานมาตออนุกรมกับกัลวานอมิเตอร โดยความตานทาน ั จะแบงความตางศักยสวนเกินไมใหครอมกัลวานอมิเตอร Rx V V0 V ความตานทานที่ตอ ; Rx =  V - V0   V 0   R  A  กําลังไฟฟา เมื่อกระแสไหลผานความตานทานจะเกิดการสูญเสียพลังงานขึ้นในตัวตานทาน 2 P = VI = I2R = V R พลังงานไฟฟา ; W = Pt
  • 78.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ก. การนําไฟฟาในหลอดบรรจุกาซ เกิดจากการถายเททั้งประจุไฟฟาบวก และประจุไฟฟาลบ ข. การนําไฟฟาในแทงโลหะเกิดจากการถายเทประจุไฟฟาลบ ค. การนําไฟฟาในอิเล็กโทรไลต เกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟาบวกอยางเดียวเทานั้น คําตอบที่ถูกตองคือ 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ก. และ ค. 4) ก. เทานั้น 2. ลวดโลหะเสนหนึ่งมีพื้นที่ภาคตัดขวาง 1 ตารางมิลลิเมตร ถามีกระแสไฟฟาจํานวนหนึ่งไหลผานลวดนี้ในเวลา 4 วินาที โดยขนาดความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนเทากับ 0.02 เซนติเมตรตอวินาที กําหนดใหความหนาแนน อิเล็กตรอนอิสระของโลหะชนิดนี้เทากับ 1.0 × 1029 ตอลูกบาศกเมตร และประจุไฟฟาของอิเล็กตรอนอิสระเทากับ 1.6 × 10-19 คูลอมบ จงหาปริมาณประจุไฟฟาที่เคลื่อนที่ผานเสนลวดเสนนี้ในเวลาดังกลาว 1) 8.00 C 2) 10.2 C 3) 12.8 C 4) 16.0 C 3. รูปที่แสดง คือ ภาคตัดขวางของสายไฟฟาเสนหนึ่ง ซึ่งประกอบดวยตัวนํา 2 ชนิด ถาปริมาณกระแสไฟฟาในตัวนํา ทั้งสองเทากัน และความหนาแนนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนําทั้งสองเทากันดวย จงหาอัตราสวนของความเร็ว ลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนอิสระในตัวนําเสนในตอตัวนําเสนนอก R 2R 1) 1.0 2) 1.5 3) 2.0 4) 3.0 4. ลวดเสนหนึ่งมีความตานทาน 5 โอหม ถูกยืดออกอยางสมํ่าเสมอจนมีความยาวเปน 3 เทาของความยาวเดิม คาความตานทานของลวดที่ยืดแลวควรเปลี่ยนแปลงอยางไร 1) ลดลง 3 เทา 2) ลดลง 9 เทา 3) เพิ่มขึ้น 3 เทา 4) เพิ่มขึ้น 9 เทา
  • 79.
    BOBBYtutor Physics Note 5.วัสดุนําไฟฟาความหนาสมํ่าเสมอตัดเปนแผนดังรูป ปลายวัสดุดาน a มีความกวางเปนสองเทาของปลายดาน b ปลายทั้งสองตอกับแรงเคลื่อนไฟฟา E และความตานทาน R ขอความใดตอไปนี้ถูกตองที่สุด a b R E 1) กระแสดาน a เปนสองเทาของดาน b 2) กระแสดาน b เปนสองเทาของดาน a 3) ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนดาน a เปนสองเทาของดาน b 4) ความเร็วลอยเลื่อนของอิเล็กตรอนดาน b เปนสองเทาของดาน a 6. วงจรไฟฟา ดังรูป R3 R1 R4 B A I3 C I2 R2 R5 VAC R1 = 20 โอหม R2 = 30 โอหม R3 = 10 โอหม R4 = 35 โอหม R5 = 70 โอหม I2 = 2 แอมแปร I3 มีคากี่แอมแปร 1) 0.5 2) 1.0 3) 3.5 4) 5.5 7. ความตานทานสามตัวตอกันดังรูป ถาความตางศักยระหวางจุด a และ b มีคา 12 โวลต และกระแส 0.5 แอมแปร ไหลผานความตานทาน 20 โอหม ความตานทาน R มีคากี่โอหม 10Ω a I = 0.5 A b 20Ω 1) 1.0 2) 8.9 R 12 V 3) 6.7 4) 5
  • 80.
    BOBBYtutor Physics Note 8.จากรูป จงหาวากระแส I มีคาเทาใด 12 A I 3Ω 1Ω 3Ω 4 Ω 3Ω 4 Ω 4Ω 4Ω 2Ω 2Ω 1) 1 A 2) 3 A 3) 6 A 4) 12 A 9. ความตานทานชุดหนึ่งตอกันในวงจรที่มีกระแสผาน ดังรูป ถาความตางศักยไฟฟาของตัวตานทาน 6 โอหม เทากับ 48 โวลต จงหาความตางศักยไฟฟาครอมตัวตานทาน 10 โอหม 48 V 10Ω 6Ω 15Ω 12Ω 30Ω I 1) 60 V 2) 54 V 3) 48 V 10. จากวงจรที่กําหนดให ถา I1 มีคา 2 A R1 จะมีคาเทาใด 4Ω 5Ω 3Ω R1 4) 36 V I1 ± 18V 2Ω 1) 5 Ω 2) 4 Ω 3) 3 Ω 4) 2 Ω 11. เซลลไฟฟาสี่ตัวตางมีแรงเคลื่อนไฟฟา E โวลต และความตานทานภายใน r โอหมเทากัน นําเซลลไฟฟานี้ไปตอ เปนวงจรกับความตานทานภายนอก R พบวาเมื่อตอเซลลไฟฟาอยางขนาน จะใหกระแสไฟฟาผานความตานทาน R เปน 1.5 เทาของกระแสไฟฟา เมื่อตอเซลลอยางอนุกรม ความตานทานภายใน r มีคากี่โอหม 1) 0.5 R 2) 2 R 3) 4 R 4) 5 R 4Ω
  • 81.
    BOBBYtutor Physics Note 12.จากวงจรไฟฟาในรูป ความตานทาน 10, 20 และ 30 Ω ตอกับเซลลไฟฟา 2 ตัว ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟา 12 โวลต และความตานทานภายใน 5 Ω จงหาวากระแสไฟฟาที่ไหลผานความตานทาน 10 Ω มีคากี่แอมแปร 20Ω 10Ω 30Ω 12V, 5Ω 12V, 5Ω 1) 0.45 2) 0.66 3) 0.87 13. จากรูป ความตางศักยระหวางจุด a และ b มีคากี่โวลต 12V 0.5Ω 10Ω 4) 0.96 4V 0.5Ω 8V a b 0.5Ω 5Ω 1) 5.375 V 2) 9.375 V 3) 9.50 V 4) 12.00 V 14. จากรูปแสดงวงจรแอมมิเตอรซึ่งสรางจากกัลวานอมิเตอรที่มีความตานทาน 20 โอหม และกระแสไฟฟาสูงสุด 0.05 mA ถาใชขั้ว B และ C วัดกระแสไฟฟาจะวัดไดมากที่สุดกี่มิลลิแอมแปร R1 = 20Ω G 30Ω A 1Ω B C 1) 2.50 mA 2) 2.55 mA 3) 3.00 mA 4) 3.50 mA 15. กัลวานอมิเตอรเครื่องหนึ่งมีความตานทาน 1000 โอหม และยอมใหกระแสไฟฟาไหลไดสูงสุด 15 มิลลิแอมแปร ถาตองการดัดแปลงกัลวานอมิเตอรเครื่องนี้ใหเปนโวลตมิเตอรที่วัดความตางศักยไดถึง 60 โวลต ควรเลือกใช ความตานทานในขอใด และตอลักษณะใดกับกัลวานอมิเตอรจงจะใหคาทีอานไดบนสเกลมิเตอรมความละเอียดดีที่สุด ึ  ่ ี 1) 3000 โอหม ตอขนาน 2) 3000 โอหม ตออนุกรม 3) 4500 โอหม ตอขนาน 4) 4500 โอหม ตออนุกรม
  • 82.
    BOBBYtutor Physics Note 16.กระแสไฟฟาสูงสุดของกัลวานอมิเตอรมีคา 50 ไมโครแอมแปร เมื่อนําความตานทาน 119000 โอหม มาตอ อนุกรมกับกัลวานอมิเตอร สามารถวัดความตางศักยไดสูงสุด 6 โวลต ถาตองการดัดแปลงกัลวานอมิเตอรนี้เปน แอมมิเตอร เพือใหวดกระแสไฟฟาไดสงสุด 50 มิลลิแอมแปร จะตองใชความตานทานกีโ่ อหมมาตอกับกัลวานอมิเตอร ่ ั ู และตอในลักษณะใด 1) 0.1 โอหม ตอขนาน 2) 0.1 โอหม ตออนุกรม 3) 1 โอหม ตอขนาน 4) 1 โอหม ตออนุกรม 17. เตาไฟฟาเครื่องหนึ่งใชกับไฟ 220 โวลต ใชกําลังเปน 6 เทาของกําลังที่ใชโดยหลอดไฟฟาหลอดหนึ่ง ซึ่งใชกับไฟ 110 โวลต จงหาวาความตานทานของเตาไฟฟา จะมีคาเปนกี่เทาของความตานทานของหลอดไฟ 1 1) 3 2) 3 3) 3 4) 2 2 3 18. A และ B เปนอุปกรณไฟฟา อุปกรณไฟฟา B กินกําลังไฟฟา 600 วัตต 120 โวลต จงหากําลังไฟฟาทั้งหมด ที่แรงเคลื่อนไฟฟา 130 โวลต จายใหกับวงจรไฟฟา 0.5Ω a 0.8Ω c A 120 V B 600 W b 130 V d 1) 1560 วัตต 2) 1440 วัตต 3) 1200 วัตต 4) 650 วัตต 19. หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต และหลอดไฟ 12 โวลต 24 วัตต ตอกันอยางอนุกรมกับเครื่องจายไฟ 20 โวลต ดังรูป ผลที่ไดคือขอใด 12 V, 18 W 20 V 12 V, 24 W 1) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต สวางมากกวาหลอด 12 โวลต 24 วัตต 2) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต สวางนอยกวาหลอด 12 โวลต 24 วัตต 3) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต ไสหลอดขาด 4) หลอดไฟ 12 โวลต 18 วัตต ไมสวางเลย 20. นักศึกษาคนหนึ่งใชเครื่องไฟฟาในหอพักในชวง 10 วัน ดังนี้ หมอหุงขาวขนาด 660 W 220 V วันละ 1 ชั่วโมง พัดลมขนาด 0.5 A 220 V วันละ 4 ชั่วโมง ถาเจาของหอพักเก็บคาไฟฟายูนิตละ 2 บาท นักศึกษาคนนั้นจะตอง เสียคาไฟฟาในชวง 10 วันนั้นเปนเงินเทาใด 1) 10 บาท 2) 22 บาท 3) 100 บาท 4) 220 บาท
  • 83.
    BOBBYtutor Physics Note เฉลย 1.1) 11. 2) 2. 3) 12. 4) 3. 4) 13. 1) 4. 4) 14. 2) 5. 4) 15. 2) 6. 3) 16. 3) 7. 3) 17. 4) 8. 2) 18. 1) 9. 1) 19. 1) 10. 4) 20. 2) เฉลยละเอียด (บางขอ) 3. เฉลย 4) I = Q = nevA t I1  n1   v1  A 1       I2 =  n 2  v 2  A 2       จากสูตรกระแสไฟฟาในโลหะตัวนํา ; ∴ จากโจทย ; I1 = I2 และ n1 = n2 v1 A2 จะได v 2 = A1 เสนในจะมีพื้นที่ ; A1 = πR2 เสนนอกจะมีพื้นที่ ; A2 = π(2R)2 - πR2 = 3πR2 v1 3 πR 2 ∴ v 2 = πR 2 = 3 ∴ อัตราสวนของความเร็วลอยเลือนของลวดเสนใน (v1) ตอความเร็วลอยเลือนของลวดเสนนอก (v2) มีคา ่ ่ เทากับ 3 9. เฉลย 1) ความตานทานระหวาง AB (เกิดจากการขนานของ 6 Ω กับ 12 Ω) 6Ω A 10Ω 15Ω B 12Ω I 30Ω จากสูตร ∴ 1 R รวม 1 R AB RAB Vรวม และจากการตอขนาน ∴ Vรวม ครอม AB = Vครอม 6 Ω 1 = R1 + R12 1 1 3 = 6 + 12 = 12 = 4 Ω = V1 = V2 = 48 V C
  • 84.
    BOBBYtutor Physics Note V Iรวม= Rรวม = 48 = 12 A 4 รวม และจากการตออนุกรม ; Iรวม = I1 = I2 ∴ กระแสที่ไหลผาน BC = กระแสรวมที่ไหลผาน AC = 12 A พิจารณาหาความตานทานรวมในชอง BC 1 1 1 1 จากการตอขนาน R รวม = R1 + R2 + R3 1 1 1 1 1 R BC = 10 + 15 + 30 = 5 ∴ RBC = 5 Ω VBC = IรวมRรวม = 12(5) = 60 V ∴ ความตางศักยรวมที่ครอม BC ; แตจากการตอขนาน Vรวม = V1 = V2 = V3 ∴ ความตางศักยครอม 10 Ω = Vรวม = 60 โวลต 10. เฉลย 4) จากโจทยจะเขียนวงจรใหมไดเปน กระแสรวมที่ไหลผาน A, B ; 4Ω I1 2Ω 5Ω 3Ω 4Ω I =2 R1 1 I2 18 V พิจารณาลวดเสนบนของสวนที่ตอขนาน Vรวม = IรวมRรวม (เสนบน) = I1(4 + 2) = 2(6) = 12 V แตการตอขนาน ; Vรวม = V1 = V2 ∴ ลวดเสนลางของสวนที่ตอขนาน จะมีกระแสไหล I2 โดย I2 = R V รวม(เสนลาง) = (5 + 12+ 4) 3 12 = 1 A = 12 ∴ กระแสไฟฟาที่ไหลผาน R1 ซึ่งเปนกระแสรวมในวงจร Iรวม = I1 + I2 = 2+1 = 3 A
  • 85.
    BOBBYtutor Physics Note ความตางศักยของเซลลไฟฟา= 18 V ในขณะที่วงจรสวนขนานจะมีคาความตางศักยไฟฟา = 12 V ∴ ความตางศักยครอม R1 ; V1 = 18 - 12 = 6 A V1 จากกฎของโอหม ; R1 = I รวม R1 = 6 = 2 Ω ∴ 3 13. เฉลย 1) เนื่องจากเสนกลางเปนวงจรเปด จึงไมมีกระแสผาน กระแสจะไหลผานเฉพาะในวงจรรอบนอก 12V a b 10Ω 5Ω ∴ กระแสในวงจร ; 0.5Ω 4V I 0.5Ω I=0 I 8V 0.5Ω E I = Rรวม รวม = 10 + 512 - 8 + 0.5 + 0.5 4 = 16 1 = 4 A โดยกระแสนี้จะวนทิศทวนเข็มนาฬิกา พิจารณาความตางศักย ab โดยคิดจากวงจรเสนลาง (ไลตามทิศ กระแส) จะได Vab = 5I + 8 + 0.5I - 4  1 1 แทนคา I ; Vab = 5  4  + 8 + 0.5  4  - 4     = 5.375 V หมายเหตุ อาจพิจารณาความตางศักย ab จากเสนบน (ไลยอนกระแส) จะได Vab = -10I + 12 - 0.5I - 4  1 1 = - 10 4  + 12 - 0.5  4  - 4     = 5.375 V
  • 86.
    BOBBYtutor Physics Note 14.เฉลย 2) เมื่อใชขั้ว B และ C วัดกระแส จะไดวงจร ดังรูป 30Ω RG = 20Ω G 1Ω B C IG = 0.05 × 10-3 A Iรวม = Iแตละสวน V = IR V = (0.05 × 10-3)(30 + 20) = 2.5 × 10-3 โวลต จากการตอขนาน ; Vรวม = Vแตละสวน ∴ ความตางศักยครอมเสนลาง (1 Ω) จะเปน 2.5 × 10-3 โวลต ดวย ∴ กระแสไหลผานความตานทาน 1 Ω ; I = V R -3 = 2.5 ×110 = 2.5 × 10-3 กระแสรวมทั้งหมดที่ไหลเขาที่ขั้ว B ; Iรวม = Iเสนบน + Iเสนลาง = (0.05 × 10-3) + (2.5 × 10-3) = 2.55 × 10-3 A ∴ จะวัดกระแสไฟฟาไดมากที่สุด ; Iรวม = 2.55 มิลลิแอมแปร 19. เฉลย 1) 2 จาก P = VI = V = I2R R เนื่องจากกระแสผาน G ; จากการตออนุกรม ; หาความตางศักยครอมรวมเสนบน ; แทนคา ; 12 V, 18 W 20 V 12 V, 24 W
  • 87.
    BOBBYtutor Physics Note พิจารณาหลอด12 V, 18 W จะมีความตานทาน R1 2 R1 = V = P พิจารณาหลอด 12 V, 24 W จะมีความตานทาน R2 2 R2 = V = P เมื่อตออนุกรมกัน ; Rรวม = ∴ จะเกิดกระแสไหลในวงจร ; I = ∴ (12)2 = 8 18 (12)2 = 24 R 1 + R2 E R+r = I2R1 กําลังไฟฟาในหลอด 18 W ; P1 กําลังไฟฟาในหลอด 24 W ; P2 = I2R2 6 Ω Ω = 8 + 6 = 14 Ω = 1420 0 = 1.43 A + = (1.43)2(8) = 16.3 W = (1.43)2(6) = 12.2 W เมื่อตออนุกรมกันหลอด 18 W จะใหความสวางมากกวาหลอด 24 W เพราะเกิดกําลังมากกวา (P1 > P2) หมายเหตุ ไมมีหลอดใดขาด เพราะกําลังของแตละหลอดมีคาไมมากกวากําลังสูงสุดของหลอดนั้นๆ
  • 88.
    BOBBYtutor Physics Note แมเหล็กไฟฟา สนามแมเหล็ก กําหนดใหมีทิศเดียวกับแรงที่กระทําตอขั้วเหนือทดสอบดังนั้นสนามแมเหล็กจึงมีทิศกระจายออกจากขั้วเหนือ แมเหล็กไปยังขั้วใตแมเหล็ก (เมื่อวางเข็มทิศไวในสนามแมเหล็ก เข็มทิศจะชี้ตามทิศของสนามแมเหล็ก) สนามแมเหล็ก ณ บริเวณใด มีคาเทากับฟลักซแมเหล็กตอหนวยพื้นที่ที่เสนแรงแมเหล็กตั้งฉาก ∅ B = A ⊥ หรือ ∅ = BA⊥ แรงที่แมเหล็กกระทําตอประจุที่เคลื่อนที่ในสนามแมเหล็ก เมื่อประจุ q เคลื่อนที่ดวยความเร็ว v ผานเขาไปในสนามแมเหล็ก B ในทิศทํามุม แรงแมเหล็กกระทําตอประจุ θ กับสนามแมเหล็กจะเกิด F = qvB sin θ ตามสูตร ทิศของแรงแมเหล็ก - ประจุบวก หาไดจากการใชมอขวา แบฝามือใหนิ้วทั้งสี่ชี้ตามความเร็ว v แลวงอนิวทังสีวนไปหาสนามแมเหล็ก B ื ้ ้ ่ นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่เกิดขึ้น v v + v B v F - ประจุลบ หาไดจากการใชมอซาย แบฝามือใหนวทังสีชตามความเร็ว v แลวงอนิ้วทั้งสี่วนไปหาสนามแมเหล็ก B ื ิ้ ้ ่ ี้ นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่เกิดขึ้น v F v v - v B แรงที่แมเหล็กกระทําตอลวดที่มีกระแสไหลในสนามแมเหล็ก เมื่อประจุเคลื่อนที่ในลวด ก็แสดงวาในลวดนั้นมีกระแสไฟฟาไหล ดังนั้น จึงเกิดแรงแมเหล็กกระทําตอลวดได ตามสูตร F = IlB sin θ ; θ เปนมุมระหวาง I กับ B
  • 89.
    BOBBYtutor Physics Note F I v B โดยทิศของแรงจะเปนไปตามกฎมือขวาโดยแบฝามือใหนิ้วทั้งสี่ชี้ตามทิศกระแส I งอนิ้วทั้งสี่วนไปหาสนาม แมเหล็ก B นิ้วหัวแมมือที่กางอยูจะชี้ทิศของแรง F ที่กระทําตอลวด โมเมนตของขดลวดที่มีกระแสไหลในสนามแมเหล็ก จะได M = NIBA cos θ เมื่อ θ คือ มุมระหวางระนาบของขดลวดกับสนามแมเหล็ก สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในขดลวด กระแสที่ไหลในลวดจะสรางสนามแมเหล็กขึนมารอบๆ โดยจะมีทิศวนตามกฎมือขวา คือใชมือขวาใหนิ้วหัวแมมือ ้ ชี้ตามทิศกระแสไหล นิ้วทั้งสี่ที่กําวนจะแสดงสนามแมเหล็กที่เกิดขึ้นรอบๆ I สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแส ; B = 2 × 10-7 d I v B N S I สนามแมเหล็กที่เกิดจากกระแสไหลในขดลวดโซลินอยด เมือนําขดลวดมาขดเปนวง แลวใหกระแสไหล สนามแมเหล็กที่เกิดขึ้นจะมีสภาพเหมือนเปนแทงแมเหล็ก โดยขั้ว ่ แมเหล็กที่เกิดขึ้นจะหาไดจากการใชมือขวา ใหนิ้วทั้งสี่วนตามกระแสที่ไหลในขดลวด นิ้วหัวแมมือจะชี้ไปดานปลายที่เปน ขั้วเหนือของแมเหล็กที่ถูกสรางขึ้นมา
  • 90.
    BOBBYtutor Physics Note แรงระหวางลวด2 เสนขนานที่มีกระแสไหลผาน - กระแสไหลทางเดียวกัน จะเกิดเปนแรงดึงดูดระหวางลวด - กระแสไหลสวนทางกัน จะเกิดเปนแรงผลักระหวางลวด F F I1 I2 กระแสไหลทางเดียวกัน เกิดแรงดูด F F I1 ขนาดของแรง ; I2 กระแสไหลสวนทางกัน เกิดแรงผลัก IIl F = 2 × 10-7 1 d2 กระแสไฟฟาเหนี่ยวนํา "เมื่อฟลักซแมเหล็กผานขดลวดตัวนําที่มีการเปลี่ยนแปลง จะทําใหเกิดกระแสไฟฟาเหนี่ยวนําขึ้นในขดลวด กระแสเหนี่ยวนําที่เกิดขึ้นจะกอใหเกิดฟลักซแมเหล็กใหม ที่จะมีทิศตอตานกับการเปลี่ยนแปลงของฟลักซแมเหล็กแรก ที่ทําใหเกิดมันขึ้นมาเสมอ" การสงพลังงานไฟฟาไปตามสายไฟ จะสูญเสียพลังงานในสายไฟ ตามสมการ P′ =     Pผลิต  2  Vสง  R  ดังนั้นเพื่อลดการสูญเสียพลังงานในการสง จึงตองใชความตางศักยสูงๆ ในการสงพลังงานไฟฟา
  • 91.
    BOBBYtutor Physics Note หมอแปลงไฟฟา ฟวส N1 รอบ E1 A N2E รอบ 2 B เปนอุปกรณในการเปลี่ยนคาความตางศักย E1 N1 = N2 E2 ตามสูตร โดยหมอแปลงจะทําหนาที่ถายทอดพลังงานจากขดลวดหนึ่งไปยังขดลวดอีกขดหนึ่งเทานั้น P2 = P1 ในหมอแปลงอุดมคติ ; 2 P = VI = I2R = V R โดยกําลังไฟฟา จะเขียนไดเปน . แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. จงหาฟลักซแมเหล็กที่ผานขดลวดสี่เหลี่ยมผืนผา abcd ถามีสนามแมเหล็ก B ขนาดสมํ่าเสมอ 2 เทสลา ในทิศที่ ขนานแกน x ดังรูป Y 3 cm a B d x b 3 cm c Z 1) 1.8 × 10-3 wb 4 cm 2) 2.4 × 10-3 wb 3) 3.0 × 10-3 wb 4) 5.0 × 10-3 wb
  • 92.
    BOBBYtutor Physics Note 2.สมมติสถานการณอยางงายๆ ใหอิเล็กตรอนตกภายใตความโนมถวงของโลก ซึ่งมีสนามแมเหล็กชี้จากทิศใตไป ทางทิศเหนือ อยากทราบวาแนวการตกของอิเล็กตรอนจะเฉจากแนวดิ่งไปทางทิศใด 1) ทิศเหนือ 2) ทิศใต 3) ทิศตะวันออก 4) ทิศตะวันตก 3. ประจุลบ เคลื่อนที่เปนเสนตรงดวยความเร็ว v เขาไประหวางแผนโลหะขนาน A และ B ซึ่งมีสนามแมเหล็ก v สมํ่าเสมอ B มีทิศทางพุงออกมา ดังรูป ปรากฏวาประจุลบยังคงเคลื่อนที่เปนเสนตรงในแนวเดิม เนื่องจากมี v สนามไฟฟา E จากแผนโลหะขนานดวย ดังนั้น B A v B - v v 1) สนามไฟฟา E = vB มีทิศทางจาก B ไป A 2) สนามไฟฟา E = vB มีทิศทางจาก A ไป B 4) สนามไฟฟา E = B มีทิศทางจาก A ไป B 3) สนามไฟฟา E = B มีทิศทางจาก B ไป A v v 4. อนุภาคมวล m มีประจุ q หนวย วิ่งเขาหา "มาน" สนามแมเหล็กในแนวตั้งฉากดวยความเร็ว v สมมติวาบริเวณ มานนี้มีสนามแมเหล็กทิศชี้เขาไปในกระดาษ และมานนี้บางมาก (มีความหนา l หนวย) จงหาวาเมื่อประจุทะลุ ผานมานนี้ออกมาแลวมาที่ประจุวิ่งจะเบนไปจากแนวเดิมกี่เรเดียน l v v B θ m, q 1) qml vB vB 2) qml 3) qBl mv mv 4) qBl
  • 93.
    BOBBYtutor Physics Note v 5.ประจุ -q มวล m เคลื่อนที่ดวยความเร็วตน v0 เขาไปในบริเวณ (1) ซึ่งมีสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ E และ v v v บริเวณ (2) ซึ่งมีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ B โดย E และ B มีทิศดังรูป และ d เปนระยะทางที่ประจุเคลื่อนที่ใน บริเวณ (1) เมื่อเขาสูบริเวณ (2) แลว ประจุจะมีเสนทางการเคลื่อนที่อยางไร v E - v0 (1) d 6. 7. 8. 9. 10. v B (2) m m 1) โคงลง รัศมีความโคง = qB v 2 - 2qEd 2) โคงลง รัศมีความโคง = qB v 2 + 2qEd 0 0 m m m m 3) โคงขึ้น รัศมีความโคง = qB v 2 + 2qEd 4) โคงขึ้น รัศมีความโคง = qB v 2 - 2qEd 0 0 m m อิเล็กตรอนมวล m กิโลกรัม เคลื่อนที่เขาไปในบริเวณที่มีสนามแมเหล็ก B เทสลา ในทิศที่ตั้งฉากกับสนาม แมเหล็ก อยากทราบวาจะใชเวลาอยางนอยเทาใด ทิศทางการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจึงจะมีทิศทางตรงกันขามกับ ทิศทางการเคลื่อนที่เมื่อเริ่มเขามาในสนามแมเหล็ก (กําหนดใหประจุของอิเล็กตรอนเปน q คูลอมบ) 1 qB 1 qB 1) 2 πm วินาที 2) 4 πm วินาที 3) mπ วินาที 4) 2 πm วินาที qB qB v ลวดตัวนํายาว 0.2 เมตร มวล 0.06 กิโลกรัม วางอยูบนโตะราบเกลี้ยง มีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ B ขนาด 0.08 เทสลา มีทิศพุงขึ้นตามแนวดิ่ง เมื่อใหกระแสไฟฟาจํานวนหนึ่งแกลวด พบวาลวดเคลื่อนที่จากหยุดนิ่งไปเปน ระยะ 1.6 เมตร ในเวลา 2 วินาที กระแสไฟฟาที่ใหแกลวดมีคากี่แอมแปร 1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 บอกขนาดและทิศทางของกระแสที่ใหไหลผานเสนลวด ยาว L เมตร มวล m กิโลกรัม แลวทําใหลวดลอยขึ้นจาก พื้นจนมีความเร็ว 20 เมตร/วินาที ภายในเวลา 2 วินาที (ใหลวดวางตัวอยูในแนวตะวันตก-ตะวันออก ความเรง โนมถวง 10 เมตร/วินาที2 และ B เปนสนามแมเหล็กโลกในแนวราบ สนามแมเหล็กในแนวดิ่งเปนศูนย) 1) 20 m/LB ทิศตะวันออก 2) 20 m/LB ทิศตะวันตก 3) 10 m/LB ทิศตะวันออก 4) 10 m/LB ทิศตะวันตก ในบริเวณที่มีสนามแมเหล็กสมํ่าเสมอ 2 เทสลา จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก เมื่อนําลวดตัวนําทรงกระบอกมี พื้นที่หนาตัด 0.5 ตารางเมตร มาวางในแนวเหนือ-ใต แลวใหกระแสไฟฟา 15 แอมแปร ไหลผานจากทิศใตไป ทิศเหนือ จะทําใหลวดตัวนําเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงที่ จงหาคาความหนาแนนของสารที่ใชทําลวดตัวนํา (ไมคิด นํ้าหนักของสายไฟที่ตอกับแทงตัวนํา) 2) 3 kg/m3 3) 6 kg/m3 4) 7.8 kg/m3 1) 1.5 kg/m3 ขดลวดรูปสี่เหลี่ยมผืนผา ซึ่งมีจํานวน 1 รอบ และมีพื้นที่ 100 cm2 ขดหนึ่ง ถูกหมุนอยูในสนามแมเหล็กซึ่ง มีคา 10-4 เทสลา โดยแกนหมุนอยูในแนวตั้งฉากกับสนามแมเหล็ก และมีอัตราเร็วเชิงมุมเปน π เรเดียน/วินาที 1 จงหาวาที่เวลา 6 วินาที หลังจากที่ระนาบของขดลวดอยูในแนวขนานกับสนาม โมเมนตที่เกิดจากแรงของสนาม แมเหล็กกระทําตอขดลวดมีคากี่นิวตัน-เมตร ถามีกระแสไฟฟาไหลผานขดลวด 2 แอมแปร 1) 1.0 × 10-6 2) 1.25 × 10-6 3) 1.5 × 10-6 4) 1.75 × 10-6
  • 94.
    BOBBYtutor Physics Note 11.กระแสเหนี่ยวนําในขดลวดเกิดขึ้นไดเมื่อสนามแมเหล็กผานในขดลวดมีการเปลี่ยนแปลง กระแสเหนี่ยวนํา i ไดถูกตอง v S v ∆B N B S รูปใดแสดงทิศของ i i i ก. เคลื่อนที่ขั้วเหนือของ ข. สนามแมเหล็กมีคาลดลง ค. ขณะสับสวิตช S แมเหล็กเขาหาขดลวด 1) ก., ข. และ ค. 2) ก. และ ข. 3) ค. 4) คําตอบเปนอยางอื่น 12. ในการทดสอบหาชนิดขั้วแมเหล็ก โดยใชวงจร AB ซึ่งประกอบดวยตัวตานทาน R และมีเหล็กออนเปนแกน ไดผลทดสอบเปนดังนี้ ขั้วทดสอบ X Y Z ลักษณะการเคลื่อนที่ของขั้วทดสอบ เลื่อนเขาหา A เลื่อนออกจาก A เลื่อนออกจาก A ทิศการไหลของกระแสเหนี่ยวนํา A→R→B A→B→R A→R→B ขั้วทดสอบ A B R ขั้วทดสอบ X, Y และ Z มีขั้วแมเหล็กเปนตามขอใด 1) เหนือ เหนือ ใต 2) เหนือ ใต เหนือ 3) ใต เหนือ ใต 4) ใต ใต เหนือ 13. เครื่องกําเนิดไฟฟาเครื่องหนึ่งสามารถสงกําลังไฟฟาได 345 กิโลวัตต ใหหาคาพลังงานที่สูญเสียไปในรูปของ ความรอนภายในสายไฟ ถาสงกําลังไฟฟาผานสายไฟยาว 500 เมตร ความตานทาน 0.25 โอหม เปนเวลา 20 วินาที ดวยความตางศักย 69 กิโลโวลต 1) 25 J 2) 50 J 3) 100 J 4) 125 J 14. มอเตอรไฟฟาเครื่องหนึ่งมีความตานทานของขดลวด 0.5 โอหม สําหรับใชกับแรงเคลื่อนไฟฟา 12 โวลต ขณะ ทํางานวัดกระแสไฟฟาที่ผานมอเตอรได 8.0 แอมแปร แรงเคลื่อนไฟฟาตานกลับของมอเตอรจะมีคากี่โวลต 1) 4 2) 6 3) 8 4) 10
  • 95.
    BOBBYtutor Physics Note 15.เตารีดไฟฟาเครื่องหนึ่งมีความตานทาน 20 โอหม ใชกับความตางศักย 110 โวลต แตไฟฟาที่ใชกันตามบานมี ความตางศักย 220 โวลต จึงตองใชหมอแปลงไฟฟาชวยเมื่อใชเตารีดเครื่องนี้ ถาหมอแปลงไฟฟามีประสิทธิภาพ 75 เปอรเซ็นต จงหาคากระแสไฟฟาที่ไหลผานขดลวดปฐมภูมิ 1) 2.06 แอมแปร 2) 3.7 แอมแปร 3) 2.75 แอมแปร 4) 11 แอมแปร 16. หมอแปลงชนิดแปลงลงเครื่องหนึ่งใชกับความตางศักย 220 โวลต เมื่อนําหมอแปลงนี้ไปใชกับเตารีด 110 โวลต 750 วัตต เปนเวลา 1 นาที พบวาเกิดความรอนขึ้นในแกนเหล็ก 7.8 กิโลจูล ในขณะที่เตารีดมีกําลังไฟฟาคงเดิม ขดลวดปฐมภูมิจะตองใชกระแสไฟฟาอยางนอยที่สุดกี่แอมแปร 1) 3.4 2) 4.0 3) 6.8 4) 8.0 17. กําหนดใหวา ฟวสทใชจะขาดทันที ถากระแสทีไหลผานมีคาสูงกวา 1 แอมแปร อยากทราบวาความตานทานที่จะนํา  ี่ ่  ไปตอเขาระหวาง A และ B จะตองมีคาอยางนอยทีสดเทาใด ฟวสจงจะยังไมขาด ใหถอวาหมอแปลงเปนแบบสมบูรณ  ุ่ ึ ื ฟวส แรงเคลื่อนไฟฟา 100 V 1000 รอบ A 100 รอบ B 1) 110 โอหม 2) 90 โอหม 3) 1.1 โอหม 4) 1 โอหม 18. เมื่อนําขดลวดตัวนําไฟฟาเคลื่อนที่ตัดสนามแมเหล็กโดยผานจากดานซายไปขวาดังรูป กระแสไฟฟาในขดลวดจะ เปลี่ยนแปลงอยางไร B 1) เกิดกระแสไฟฟาวนตามเข็มนาฬิกาขณะเขาสูสนามแมเหล็ก และกระแสทวนเข็มนาฬิกาขณะออกจากสนาม แมเหล็ก 2) เกิดกระแสไฟฟาวนทวนเข็มนาฬิกาขณะเขาสูสนามแมเหล็ก และกระแสตามเข็มนาฬิกาขณะออกจากสนาม แมเหล็ก 3) เกิดกระแสไฟฟาวนตามเข็มนาฬิกาตั้งแตเขาสูสนามแมเหล็กจนพนจากสนามแมเหล็ก 4) เกิดกระแสไฟฟาวนทวนเข็มนาฬิกาตั้งแตเขาสูสนามแมเหล็กจนพนจากสนามแมเหล็ก เฉลย 1. 1) 11. 1) 2. 4) 12. 4) 3. 1) 13. 4) 4. 3) 14. 3) 5. 1) 15. 2) 6. 3) 16. 2) 7. 3) 17. 4) 8. 1) 18. 2) 9. 3) 10. 4)
  • 96.
    BOBBYtutor Physics Note เฉลยละเอียด(บางขอ) 3. เฉลย 1) เมื่อประจุลบวิ่งผานสนามแมเหล็กจะเกิดแรงกระทําในทิศตั้งฉากโดยเปนไปตามกฎมือซาย คือ กํานิ้ว v ทั้งสี่ของมือซายวนจากทิศของ v ไป B นิ้วหัวแมมือที่ชี้ออกจะแสดงทิศของแรงที่เกิดขึ้น v B A v v v B v F v B v v - v จากรูป v มีทิศขึ้นในแนวดิ่ง B มีทิศพุงออกจากหนากระดาษจะทําใหเกิดแรงกระทําไปทางซาย v แตประจุลบนี้ยังคงเคลื่อนที่ตรงเชนเดิม แสดงวาแรงทางไฟฟาตองมีทิศหักลาง (คือไปทางขวา A → B) และ มีขนาดเทากัน จะไดวา แรงจากสนามไฟฟา = แรงจากสนามแมเหล็ก qE = qvB E = vB แตเนื่องจากประจุเปนชนิดลบ ทิศของสนามไฟฟาจะมีทิศตรงกันขามกับแรงที่กระทํา ดังนั้นเมื่อแรงมี ทิศไปทางขวา (จาก A → B) สนามไฟฟาจึงตองมีทิศไปทางซาย (ทิศจาก B → A) 4. เฉลย 3) เมื่อประจุเคลื่อนผานสนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทําที่ตั้งฉาก ทําใหเคลื่อนที่เปนสวนโคงวงกลม v B θ v m, q l 2 F = mv R 2 ∴ qvB = mv R qB = mv = mω R จากสูตร การเคลื่อนที่วงกลม ; จาก ω = θ ; t ∴ ∴ qB = m θ t qBt θ = m
  • 97.
    BOBBYtutor Physics Note เวลาt เปนเวลาที่ประจุอยูในสนามแมเหล็ก s จาก v = s ∴ t = v t แตเนื่องจาก "มาน" สนามแมเหล็กบาง ดังนั้นระยะทางตามแนวโคงและระยะทางในแนวตรงประมาณ เทากับ ∴ s ≈ l ∴ t = l v qBl แทนคาหามุม ∴ θ = mv 9. เฉลย 3) สมมติลวดยาว l เมื่อใหกระแสไฟฟาไหลในลวดในสนามแมเหล็ก จะเกิดแรงกระทํา F = I lB ในทิศยกขึ้นตามกฎมือขวา ดังรูป A = 0.5 m 2 F I B N W S l E I = 15 A ถาลวดมีความหนาแนน ρ จะมีมวล m = ρV = ρA l = (0.5)ρl จากสภาพสมดุลของวัตถุ (เคลื่อนที่ดวยเร็วคงที่) ΣF = 0 แรงดึงขึ้น = แรงดึงลง I lB = mg (15)( l)(2) = [0.5ρl](10) ∴ ความหนาแนน ; ρ = 6 kg/m3 12. เฉลย 4) จากกฎการเหนี่ยวนํา ; กระแสเหนี่ยวนําจะไหลในลักษณะที่ทําใหเกิดสนามแมเหล็กที่มีทิศทางตอตาน การเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กเดิม พิจารณาขั้วทดสอบ X ; กระแสเหนี่ยวนํ าไหลจาก A → R → B แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส เหนี่ยวนําไหลวนทิศตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว S ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว X ซึ่งเลื่อน เขาหาปลาย A จะตองเปนขั้วใต (S) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดเปนแรงผลักตานการเลื่อนเขาหา) พิจารณาขั้วทดสอบ Y ; กระแสเหนี่ยวนําไหลจาก A → B → R แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส เหนี่ยวนําไหลวนทวนเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว N ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว Y ซึ่งเลื่อน ออกจากปลาย A จะตองเปนขั้วใต (S) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดแรงดูดตานการเลื่อนออก) พิจารณาขั้วทดสอบ Z ; กระแสเหนี่ยวนําไหลจาก A → R → B แสดงวาที่ปลาย A นั้นกระแส เหนี่ยวนําไหลวนทิศตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นปลาย A จะเกิดเปนขั้ว S ของแมเหล็กเหนี่ยวนํา ดังนั้นขั้ว Z ซึ่งเลื่อน ออกจากปลาย A จะตองเปนขั้วเหนือ (N) ของแมเหล็ก (ทําใหเกิดแรงดูดตานการเลื่อนออก)
  • 98.
    BOBBYtutor Physics Note 13.เฉลย 4) ในการสงกําลังไฟฟาจะเกิดกระแสไหลในสายสง P จากสูตร P = VI ⇒ I = V 3 แทนคา ; I = 345 × 103 = 5 A 69 × 10 กําลังที่สูญเสียในสายไฟ ; จากสูตร P′ = I2R ∴ P′ = (5)2(0.25) = 6.25 คิดเปนพลังงานความรอน ; W = P′t = 6.25(20) = 125 ∴ จะเกิดเปนความรอนในสายไฟ ; W = 125 จูล 17. เฉลย 4) สมมติตอความตานทาน R กับ AB I1 100 V I2 100 รอบ V1 1000 รอบ A V2 R B จากสูตรการแปลงความตางศักย ∴ V1 N1 = N2 V2 N V2 =  N2  V1    1 100  1000 (100)  = 10 โวลต เมื่อหมอแปลงเปนแบบสมบูรณ ∴ การถายทอดพลังงาน 100% ดังนั้น กําลังในขดลวดปฐมภูมิ = กําลังในขดลวดทุติยภูมิ P1 = P2 2 จาก P = VI = V = I2R R จะได P1 = V1I1 V22 และ P2 = R V22 แทนในสมการ ; V1I1 = R 2 แทนคา ; 100(1) = (10) R ∴ ความตานทาน ; R = 1 Ω V2 =   
  • 99.
    BOBBYtutor Physics Note ไฟฟากระแสสลับและคลื่นแมเหล็กไฟฟา ไฟฟากระแสสลับ แรงเคลื่อนไฟฟา; กระแสไฟฟา ; ความตางศักย ; ความตานทาน ; π = 2πf = 2T I i = Im sin ωt ; คายังผล = คามิเตอร = Irms = m 2 V v = Vm sin ωt ; คายังผล = คามิเตอร = Vrms = m 2 VR R = IR โดยกระแสไฟฟาเฟสเดียวกับความตางศักย e = Em sin ωt ; เมื่อ ω XC = ωC 1 = 1 2 πfC โดยกระแสไฟฟามีเฟสนําหนาความตางศักย π เรเดียน 2 ความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา ; XL = ωL = 2πfL ความตานทานเชิงความจุ ; โดยกระแสไฟฟามีเฟสตามหลังความตางศักย π เรเดียน 2 VR IR 90 o IC VL 90 o IL VC การตอวงจร 1. ตออนุกรมจะมีกระแส I เปนตัวรวม VL R XC XL VR I รวม VC จะได Iรวม = I1 = I2 = I3 v v v v Vรวม = V1 + V2 + V3
  • 100.
    BOBBYtutor Physics Note การรวมความตางศักยV จะเปนการรวมโดยพิจารณาเฟส (คิดแบบเดียวกับการรวมเวกเตอร) โดยมีเฟส I เปน ตัวรวมซึ่งจะไดวา 2 Vรวม = VR + (VL - VC )2 มีความตานเชิงซอน ; และมีมุมเฟสระหวาง Vรวม กับ Iรวม คือ φ R 2 + (X L - XC ) 2 Z =  = tan-1    | X L -X C |   R   2. ตอขนานจะมีความตางศักย V เปนตัวรวม R XC XL จะได Vรวม = V1 = V2 = V3 v v v v Iรวม = I 1 + I 2 + I 3 โดยการรวมกระแส I จะเปนการรวมโดยพิจารณาเฟส (คิดแบบการรวมเวกเตอร) โดยมีเฟสของ V เปนตัวรวม ซึงจะไดวา ่  I รวม = I2 + (I C - I L )2 R V φ กําลังเฉลี่ยในวงจร ; ∴ โดย และ I P = VI cos φ = กําลังที่ตัวตานทาน R เทานั้น 2 P = VRIR = I2R = V R cos φ คือ ตัวประกอบกําลัง φ คือ ความตางเฟสระหวาง V กับ I ทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟา เมื่อสนามไฟฟาเปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนําใหเกิดสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลง และสนามแมเหล็กที่เปลี่ยนแปลง ก็จะเหนี่ยวนําใหเกิดสนามไฟฟาที่เปลี่ยนแปลงตอเนื่องกันไป เกิดการแผกระจายของสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา ซึ่งเรียกวา "คลื่นแมเหล็กไฟฟา" การเหนี่ยวนําซึ่งกันและกันนีเ้ กิดไดในสุญญากาศ คลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงเคลื่อนที่ไปได ในสุญญากาศ นอกจากนั้นเฟสการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟาจะตรงกับเฟสการเปลี่ยนแปลงของสนามแมเหล็กเสมอ
  • 101.
    BOBBYtutor Physics Note สรุปประจุที่เคลื่อนที่ดวยความเรง จะแผคลื่นแมเหล็กไฟฟาเสมอ v v ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา หาจากการใชมือขวากําปลายนิ้วทั้งสี่จากทิศ E ไป B นิ้วหัวแมมือจะชี้ v ทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น C v E v C v B แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. วงจรกระแสสลับความถี่ 50 เฮิรตซ ทีมตวตานทานตออนุกรมกับตัวเหนียวนํา วัดกระแสไฟฟาในวงจรได 0.1 แอมแปร ่ีั ่ ความตางศักยครอมตัวเหนี่ยวนํา 22 โวลต คาความเหนี่ยวนําจะเปนเทาใด 1) 14.4 ไมโครเฮนรี 2) 0.7 เฮนรี 3) 200 เฮนรี 4) 2.2 เฮนรี 2. จงคํานวณหาคากระแสไฟฟา I ในวงจรไฟฟาตอไปนี้ I 10Ω 5V 10Ω 10 µF 10 mH 1) 0.25 A 2) 0.50 A 3) 0.75 A 4) 1.00 A 3. ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนํา และตัวตานทานตออนุกรมกับแหลงจายไฟฟากระแสสลับ ถาความตางศักยครอมอุปกรณ แตละตัว และอานคาได 15 V, 20 V และ 12 V ตามลําดับ จงหาความตางศักยของแหลงกําเนิดกระแสสลับ 1) 13 V 2) 17 V 3) 20 V 4) 47 V 4. วงจรประกอบดวยตัวตานทาน 20 โอหม ขดลวดเหนี่ยวนํามีความตานเชิงเหนี่ยวนํา 30 โอหม และตัวเก็บประจุมี ความตานเชิงความจุ 15 โอหม ตอกันแบบอนุกรม แลวตอกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับ 220 โวลต ความถี่ 50 เฮิรตซ จงหากระแสในวงจร 1) 2.2 A 2) 4.4 A 3) 6.6 A 4) 8.8 A
  • 102.
    BOBBYtutor Physics Note 5.ขดลวดเหนี่ยวนํา 0.2 เฮนรี และตัวเก็บประจุ 10 ไมโครฟารัด ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับที่ให ความตางศักยสงสุด 100 โวลต และความถีเ่ ชิงมุม ω = 1000 เรเดียน/วินาที จงหากระแสที่อานไดจากแอมมิเตอร ู L = 0.2 H C = 10 µF A 1 2) 3 A 4) 1 A 2 6. แหลงกําเนิดแรงดันไฟฟากระแสสลับ 200 โวลต จายกระแสใหแกอุปกรณไฟฟาที่ประกอบดวยตัวตานทานอนุกรม กับตัวเก็บประจุ หากปดวงจรดวยสวิตช S เพื่อตออุปกรณไฟฟาที่ประกอบดวยตัวเหนี่ยวนําเขาไปในวงจร ดังรูป กระแส I จะมีคาเทาใด 1) 1 A 3) 2A I R=4 3Ω S 200 V X L = 16 Ω XC = 4 Ω 1) 25 3 2 A 2) 25 2 3 A 4) 50 A 3 7. ตัวเหนี่ยวนําและตัวตานทานตออนุกรมกัน และตอกับแหลงกําเนิดไฟฟากระแสสลับทีมกระแสไฟฟาทีเ่ วลา t (วินาที) ่ี ใดๆ I = 4 sin 100πt ถาวงจรมีความตานทานเชิงเหนี่ยวนํา 20 โอหม และมีความตานทานเชิงซอนของวงจร 25 โอหม กําลังเฉลี่ยของวงจรเปนกี่วัตต 1) 120 2) 160 3) 200 4) 240 8. ขดลวดเหนียวนํา 0.03 เฮนรี และตัวตานทาน 40 โอหม ตออนุกรมกับแหลงกําเนิดไฟฟาสลับ กระแสของวงจร (i) ่ เปลี่ยนแปลงตามเวลา (t) ตามสมการ i = 5 sin (1000t) แอมแปร จงหาคากําลังเฉลี่ยของวงจร และความ ตางศักยสูงสุดของวงจร 1) 500 W, 250 V 2) 875 W, 350 V 3) 1000 W, 220 V 4) 1250 W, 250 V 9. จงพิจารณาขอความตอไปนี้ ขอใดไมถูกตอง 1) การเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟาทําใหเกิดสนามแมเหล็ก และการเปลี่ยนแปลงสนามแมเหล็กทําใหเกิดสนามไฟฟา 2) สนามไฟฟา และสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟามีเฟสตางกัน 90° 3) สําหรับคลื่นแมเหล็กไฟฟา สนามไฟฟาและสนามแมเหล็กมีทิศตั้งฉากซึ่งกันและกัน และตั้งฉากกับทิศทางการ เคลื่อนที่ของคลื่นดวย 4) ในตัวกลางเดียวกันคลื่นแมเหล็กไฟฟาทุกความถี่มีความเร็วเทากันหมด 3) 25.0 A
  • 103.
    BOBBYtutor Physics Note 10.พิจารณาขอความตอไปนี้ขอใดผิด 1) ความยาวของสายอากาศทีเ่ หมาะสมในการรับและสงคลืนแมเหล็กไฟฟาควรประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น ่ 2) สายอากาศแบบเสนใชสาหรับรับสนามไฟฟาของคลืนแมเหล็กไฟฟา จึงควรจัดวางใหขนานกับทิศของสนามไฟฟา ํ ่ ของคลื่นแมเหล็กไฟฟา 3) สายอากาศแบบหวง ใชสําหรับรับสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟาจึงควรจัดวางใหขนานกับทิศของสนาม แมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟา 4) สนามไฟฟาและสนามแมเหล็กของคลื่นแมเหล็กไฟฟา ณ จุดๆ หนึ่ง จะมีเฟสตรงกันแตมีทิศที่ตั้งฉากกันเสมอ เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 1) 4. 4) 5. 4) 6. 2) 7. 1) 8. 1) 9. 2) เฉลยละเอียด (บางขอ) 3. เฉลย 1) การตออนุกรมจะมีกระแสเปนคาเดียวกัน 15V 20V 12V Vรวม Iรวม = IC = IL = IR การรวม V จะหาไดจากการเขียนแผนภาพเฟเซอร ดังรูป Vรวม (VL - VC ) VL VR φ I VC ∴ I VR Vรวม = 2 VR + (VL - VC )2 10. 3)
  • 104.
    BOBBYtutor Physics Note Vรวม= 122 + (20 - 15) 2 = 13 โวลต หมายเหตุ จะหาเฟสระหวางความตางศักยรวม V กับกระแส I V -V จะได tan φ =  LVR C      (20 - 15) = 5 12 12  5  φ = tan -1  12    แทนคา ; 6. เฉลย 2) พิจารณา R และ XC จากแผนภาพเฟเซอรของการตออนุกรม I2 I I1 R = 4 3 Ω X L = 16 Ω 200 V VC = IXC XC = 4 Ω จะได φ Z1 = = VR = IR I R = IC = I1 Vรวม = I 1Z1 R2 + X2 C (4 3)2 + 4 2 = 8 Ω XC R = 4 = 1 4 3 3 ∴ มุมเฟส ; φ = 30° พิจารณา Z1 ตอขนานกับ L จากแผนภาพเฟเซอรของการตอขนาน VL = Vรวม แตเฟสของ VL จะนําหนา IL อยู 90° ดังรูป I R = IC = I1 φ และมีมุม φ โดย tan φ1 = I L = I2 Vรวม = I 1Z1 = I 2 X L I2 + I 2 + 2I1I2 cos(90o + φ) 1 2 V = V จะได I = R Z V = 200 = 25 A I1 = Z1 8 Iรวม = แต ...(1)
  • 105.
    BOBBYtutor Physics Note V I2= XL = 200 = 25 A 16 2 แทนในสมการ (1) จะได แต Iรวม = 2     25 2 +  25  + 2(25) 25 cos 120 o  2   2  1 cos 120° = -cos 60° = - 2 1 1 ∴ Iรวม = 25 1 + 4 - 2 = 25 2 3 A 7. เฉลย 1) i = im sin ω t i = 4 sin 100 πt ; จากสูตรกระแสสลับ ; จากโจทย ; X L = 20 Ω R E = E msinωt ∴ คามิเตอรของ i ; I = ∴ ความตานทานเชิงซอน ; Z = im = 4 = 2 2 2 2 R2 + X2 L แทนคา ; 25 = R 2 + 202 ∴ ความตานทาน R = 15 กําลังเฉลี่ยของวงจรจะมีคาเทากับผลคูณของมิเตอรของความตางศักยกับกระแสที่อยูในเฟสเดียวกัน  ซึ่งจะมีคาเทากับกําลังเฉลี่ยที่ความตานทาน R ของวงจรนั่นเอง หากําลังเฉลี่ยที่ R ; P = I2R = (2 2 )2(15) = 120 วัตต
  • 106.
    BOBBYtutor Physics Note สมบัติเชิงกลของสสาร(ของแข็ง) แรงเคน (Stress force) ความเคน (Stress) ความเครียด (Strain) F = แรงภายนอก T = Stress force F F mg F L0 Stress force ∆L สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1. เมื่อมีแรงภายนอกมากระทําตอวัตถุจะเกิดแรงภายในตานแรงภายนอกนั้นเสมอ 2. แรงเคน เปนแรงภายในวัตถุที่เกิดขึ้นเมื่อมีแรงภายนอกมากระทําตอวัตถุ 3. กรณีวัตถุผูกเชือกแขวนในแนวดิ่ง แรงตึงในเสนเชือก (T) ก็คือแรงเคน นั่นเอง 4. แรงภายนอกที่กระทําตอวัตถุจะทําใหรูปทรงวัตถุเปลี่ยน เมื่อรูปทรงหยุดการเปลี่ยนแปลง แรงเคนจะมีขนาด เทากับแรงภายนอกเสมอ 5. ความเคน (Stress) เปนแรงภายในวัตถุ (แรงเคน) ที่กระทําตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางหนวย F Stress = A
  • 107.
    BOBBYtutor Physics Note 6.แรงภายนอกที่กระทําตอวัตถุจะทําใหรูปรางของวัตถุเปลี่ยน เรียกวา ความเครียด ความเครียด (Strain) ในแนวเสนเปนอัตราสวนระหวางความยาวที่เปลี่ยนแปลงตอความยาวเดิม Strain = ∆0L L ความสัมพันธระหวางความเคนกับความเครียดในแนวเสน Stress C L0 L B A= A L= B= C= D= OB = BC = P ∆L F A 0 D Proportional limit Elastic limit Yield point Tensile strength Wire breaks Elastic deformation Plastic deformation Strain สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1. ของแข็งเมื่อมีแรงภายนอกมากระทําจะเกิดความเคนและความเครียดเปนดังกราฟขางบน 2. สภาพความยืดหยุนเปนภาวะที่เมื่อมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุกลับคืนสูรูปทรงเดิมได 3. สภาพพลาสติกเปนภาวะที่เมื่อมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุกลับคืนสูรูปทรงเดิมไมได 4. อัตราสวนความเคนตอความเครียด เรียกวา มอดูลัสความยืดหยุน (Elastic modulus) 5. วัตถุที่มีมอดูลัสความยืดหยุนสูงจะรับแรงกระทําจากภายนอกไดมากกวาวัตถุที่มีมอดูลัสความยืดหยุนตํ่า 6. วัตถุที่มีคามอดูลัสมาก ความเคนที่ขีดจํากัดก็จะมาก รับแรงภายนอกไดมาก 7. อัตราสวนความเคนตามเสนตอความเครียดตามเสน เรียกวา ยังมอดูลัส (Young modulus) "Y" F Stress = A Y = Strain ∆L L0 8. Slope ของเสนกราฟ Stress ในแนวเสนกับ Strain ในแนวเสน = Young modulus
  • 108.
    BOBBYtutor Physics Note การคิดโจทยModulus F 1. สูตรที่ใช 1. Stress = A F A 2. Y = Stress = ∆L Strain L0 2. กรณีมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุอยูนิ่ง จะเปนเรื่อง Modulus ที่เชื่อมโยงกับเรื่องสมดุล 3. กรณีมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุเคลื่อนที่มีความเรง จะเปนเรื่อง Modulus เชื่อมโยงกับเรื่อง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน F = ma 4. กรณีมีแรงภายนอกกระทําตอวัตถุแลววัตถุเคลื่อนที่เปนวงกลม จะเปนเรื่อง Modulus ที่เชื่อมโยงกับเรื่อง 2 การเคลื่อนที่เปนวงกลม Fc = mv = mω2R R F A 5. กรณีวัตถุผูกติดดวยเชือก แรง T ก็คือ F ในสูตร Y = ∆L L0 แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ลูกตุมมีมวล 20 kg สายแขวนลูกตุมเปนลวดเหล็กยาว 10 m มีพื้นที่ภาคตัดขวาง 5 × 10-6 m2 ปลอยใหลูกตุม แกวงเปนมุมกวาง โดยมีอัตราเร็วที่จุดตํ่าสุด 10 m/s ความยาวของเสนลวดที่ยืดเพิ่มขึ้นกี่เมตร (ใหคามอดูลัสของยังของเหล็ก = 20 × 1010 N/m2) 1) 1 × 10-3 2) 2 × 10-3 3) 3 × 10-3 4) 4 × 10-3 2. ลวดทําดวยโลหะตางชนิดกันสองเสนยาวเทากัน มีพื้นที่หนาตัดเปน 0.1 และ 0.18 cm2 เมื่อดึงลวดทั้งสองนี้ดวย แรงเทากัน มันจะยืดออกเทากับ 0.3 และ 0.2 cm ตามลําดับ จงหาอัตราสวนของมอดูลัสของยังของลวดเสน ที่หนึ่งตอลวดเสนที่สอง 27 1) 100 2) 5 3) 6 4) 100 6 5 27 3. ลวดเหล็กมีความยาว L มีพื้นที่หนาตัด A มีมอดูลัสของยัง Y ถาตองการดึงใหลวดนี้ยาวเพิ่มขึ้น 1% จะตอง ทํางานเทาใด 2) 2AYL × 10-5 J 3) AYL × 10-5 J 4) AY × 10-5 J 1) 5AYL × 10-5 J L
  • 109.
    BOBBYtutor Physics Note 4.นําลวดโลหะซึ่งมีพื้นที่หนาตัด 10-4 ตารางเมตร มาถวงดวยตุมนํ้าหนักซึ่งมีมวล 1, 3, 5, 7 และ 9 กิโลกรัม แลว วัดความเครียดของเสนลวด ไดผลการทดลองซึ่งสามารถเขียนเปนกราฟไดดังรูป คามอดูลัสของยังของโลหะที่ใช ทําเสนลวดนี้มีคาเปนเทาใด มวล (kg) 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 0 5. 6. 7. 8. 0.1 0.2 0.3 0.4 0.5 0.6 0.7 0.8 ความเครียด 1) 0.50 × 106 N/m2 2) 1.29 × 106 N/m2 3) 1.50 × 106 N/m2 4) 2.50 × 106 N/m2 นําทองแดงและโลหะไมทราบชนิดที่มีพื้นที่หนาตัดและความยาวเทากันมาผูกวัตถุมวล 7000 กิโลกรัม แขวนหอย ไวในแนวดิ่ง ปรากฏวาทองแดงยืดออกจากเดิม 1.75 มิลลิเมตร ขณะที่โลหะไมทราบชนิดยืดออกจากเดิม 1.43 มิลลิเมตร ถาทองแดงมีคามอดูลัสของยังเทากับ 1.1 × 1011 นิวตัน/ตารางเมตร โลหะนี้จะมีคามอดูลัสของยัง เทากับเทาใด 2) 1.35 × 1011 N/m2 1) 1.15 × 1011 N/m2 3) 1.65 × 1011 N/m2 4) 1.85 × 1011 N/m2 ลวดทองแดงเสนหนึ่งยาว 4 เมตร มีพื้นที่ภาคตัดขวาง 1 × 10-8 เมตร3 มีคามอดูลัสของยังเปน 1.2 × 1011 N/m2 จะตองออกแรงดึงเทาใด จึงจะทําใหลวดเสนนี้ยืดออกอีก 1 มิลลิเมตร 1) 0.2 N 2) 0.3 N 3) 0.4 N 4) 0.5 N โลหะชนิดหนึ่งมีคามอดูลัสของยัง 2 × 1010 N/m2 มีคาความเคนที่ขีดจํากัด 3 × 109 N/m2 ถามีลวดที่ทําจาก โลหะชนิดนี้ 10 เมตร มีพื้นที่หนาตัด 10 ตารางมิลลิเมตร แขวนลวดดังกลาวในแนวดิ่งและตองการใหมันยืดและ ยาวสุทธิ 12 เมตร ตองแขวนดวยมวลเทาใด 2) 4 × 103 kg 3) 2.4 × 104 kg 4) ลวดขาดกอน 1) 2.4 × 103 kg ลวดเหล็กมีพื้นที่หนาตัด 2 ตารางเซนติเมตร มีขีดจํากัดความยืดหยุน 1.5 × 108 นิวตัน/ตารางเมตร ถาใชลวดนี้ ดึงลิฟตที่มีมวลรวม 2000 กิโลกรัม จะสามารถดึงใหลิฟตเคลื่อนที่ขึ้นดวยความเรงมากที่สุดเทาใด 2) 4.0 m/s2 3) 5.0 m/s2 4) 7.5 m/s2 1) 2.5 m/s2
  • 110.
    BOBBYtutor Physics Note 9.ลวดเหล็กกลาสําหรับดึงลิฟตตัวหนึ่งมีพื้นที่หนาตัด 5 ตารางเซนติเมตร ตัวลิฟตและสัมภาระในลิฟตมีนํ้าหนักรวม 2000 กิโลกรัม จงหาความเคนในสายเคเบิล ในขณะที่ลิฟตกําลังเคลื่อนที่ขึ้นดวยความเรงสูงสุด 2.0 เมตร/วินาที2 1) 64 × 106 N/m2 2) 48 × 106 N/m2 3) 40 × 106 N/m2 4) 32 × 106 N/m2 10. เชือกเสนหนึ่งมีเสนผานศูนยกลาง 2.0 มิลลิเมตร มีคามอดูลัสของยัง 10 × 107 นิวตัน/ตารางเมตร เมื่อแขวน วัตถุมวล 3.14 กิโลกรัม ไวที่ปลายขางหนึ่ง เชือกนี้จะมีความยาวเพิ่มขึ้นกี่เปอรเซ็นต 1) 0.10 2) 1.0 3) 2.5 4) 10 11. ลวดเหล็กกลามีความยาว 2 m พื้นที่หนาตัด 0.5 cm2 มีคามอดูลัสของยัง 2.0 × 1011 N/m2 และความเคนที่ ขีดจํากัด 8.0 × 108 N/m2 จงหาขนาดของแรงที่มากที่สุดในหนวยนิวตัน ซึ่งลวดเหล็กเสนนี้ยังสามารถคืนกลับ สภาพเดิมได 1) 4.0 × 106 N 2) 4.0 × 104 N 3) 1.0 × 104 N 4) 4.0 × 102 N เฉลย 1. 4) 11. 2) 2. 3) 3. 1) 4. 3) 5. 2) 6. 2) 7. 4) 8. 3) 9. 2) 10. 4)
  • 111.
    BOBBYtutor Physics Note สมบัติของของเหลว สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1.ความหนาแนน (Density) "ρ" กําหนดใหเปนมวลสารใน 1 ปริมาตร ρ = M V 3 หรือ kg/m3 ρ มีหนวยเปน g/cm ความหนาแนนของนํ้าบริสุทธิ์ = 1 g/cm3 หรือ = 1000 kg/m3 2. ความถวงจําเพาะ (Specific gravity) "S" กําหนดใหเปนอัตราสวนระหวางความหนาแนนของ ของเหลวตอความหนาแนนของนํ้า S = ρ ρW M = M W MW = มวลของนํ้าที่มีปริมาตรเทาวัตถุ 3. ความดัน (Pressure) "P" กําหนดใหเปนแรงที่กระทําตั้งฉากบนพื้นที่ 1 ตารางหนวย F P = A P มีหนวยเปน N/m2 หรือ Pa (Pascal) 4. ความดันเกจ (Gauge pressure) "Pg" กําหนดใหเปนแรงเนื่องจากของไหลกระทําบนพืนที่ 1 ตาราง้ หนวย โดยไมไดรวมแรงดันของอากาศ Pg h Pg = เมื่อ h = ความลึกจากผิวของของเหลว ρ = ความหนาแนนของของเหลว ρgh
  • 112.
    BOBBYtutor Physics Note 5.ความดันสัมบูรณ (Absolute pressure) "Pab" กําหนดใหเปนแรงลัพธทั้งหมดในของไหลที่กระทํา บนพื้นที่ 1 ตารางหนวย ความดันสัมบูรณ = ความดันเกจ + ความดันอากาศ Pab = Pg + Pa Pab = ρgh + Pa 6. ความดันบรรยากาศ = ความดันอากาศ = ความกดอากาศ ความดันบรรยากาศปกติจะคิดเทียบกับความดันของปรอทในบารอมิเตอรหลอดแกว ความดันบรรยากาศ "Pa" = ความดันของปรอทสูง 760 mm จาก P = ρgh Pa = 13.6 × 103 × 10 × 760 × 10-3 Pa = 1.03 × 105 Pa Pa P h = 760 mm Hg ρHg = 13.6 × 103 kg/m3 = 13.6ρนํ้า 7. ความดันของของเหลวชนิดเดียวกันในภาชนะเดียวกัน A B C D E P ที่ A = P ที่ B = P ที่ C = P ที่ D = P ที่ E ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกันที่อยูในภาชนะเดียวกันจะมีความดันเทากัน
  • 113.
    BOBBYtutor Physics Note 8.ความดันของของเหลวตางชนิดในภาชนะเดียวกัน Pa P ρ1 h 1 A ρ1 h 1 PA A A PB ρ2 ρ2 h2 h 2 PB B B PC ρ3 ρ3 h3 C C P ที่จุด A = ρ1gh1 + Pa P ที่จุด B = P ที่จุด A + ρ2gh2 = ρ1gh1 + ρ2gh2 + Pa P ที่จุด C = P ที่จุด B + ρ3gh3 = ρ1gh1 + ρ2gh2 + ρ3gh3 + Pa คิดความดันของเหลวใดจะตองคิดความลึกจากผิวของนั้นเทานั้น 9. ความดันของของเหลวตางชนิดกันในหลอดตัว U เดียวกัน ρ1 ρ2 A h1 B h2 ที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกันความดันเทากัน ความดันที่จุด A = ความดันที่จุด B ρ1gh1 + Pa = ρ2gh2 + Pa ρ1gh1 = ρ2gh2 ρ3 ρ1 ρ2 h2 A h1 h3 B ความดันที่จุด A = ความดันที่จุด B ρ1gh1 + Pa = ρ2gh2 + ρ3gh3 + Pa ρ1gh1 = ρ2gh2 + ρ3gh3 h3
  • 114.
    BOBBYtutor Physics Note 10.ความดันและแรงดันดานขางภาชนะ h h 2 P h L Pmax L จาก Pg = ρgh จุดที่อยูลึกมากความดันจะมาก ความดันจะเปนปฏิภาคโดยตรงกับความลึก F จาก P = A F = P × A เนื่องจาก P ไมคงที่ ρgh ตองใช Pav = 0 + Pmax = 2 2 ρgh2L ρgh Fดานขาง = 2 × A = 2 11. แรงดันดานขางภาชนะเมื่อระดับนํ้าในภาชนะเปลี่ยนแปลง F1 h 2 L nh 2 F2 L
  • 115.
    BOBBYtutor Physics Note เมื่อระดับนํ้าตอนหลังสูงเปนn เทาของตอนแรก Fดานขาง = ρgh 2 ×A ρgh F1 = 2 × h × L ρgnh F2 = 2 × nh × L ρgh F2 = n2  2 × h × L      F2 = n2F1 12. แรงดันลัพธที่กระทําตอเขื่อนกั้นนํ้า . h2 F2 F1 h1 ΣF = F1 - F2 ρgh2L ρgh2L 1 2 ΣF = 2 - 2 2 ΣF = 1 ρgL(h 1 - h 2 ) 2 2 13. แมนอมิเตอร (Manometer) เปนเครื่องมือใชวัดความดัน ทําดวยหลอดแกวรูปตัว U ใสของเหลวที่ ทราบคาความหนาแนน A B ρ แมนอมิเตอรจะทําจากหลอดตัว U ที่มีพื้นที่หนาตัดเทากันทั้งสองขาง ภาวะปกติระดับของของเหลวในหลอดตัว U ทั้งสองขางจะเทากัน
  • 116.
    BOBBYtutor Physics Note 14.การใชแมนอมิเตอรวัดความดันกาซ ใชหลักการที่วาที่ระดับเดียวกันในของเหลวชนิดเดียวกัน ความดันเทากัน เมื่อใชแมนอมิเตอรวัดความดันกาซจะตองตอปลายขางหนึ่งเขากับถังกาซ A d B ρ Gas จากรูป เปนกรณีที่ความดันกาซมากกวาความดันบรรยากาศ P ที่จุด A = P ที่จุด B ρgd + Pa = Pgas Pgas อาจเชื่อมโยงกับเรื่องกฎของกาซ PV = nRT A d B ρ Gas จากรูป เปนกรณีที่ความดันกาซนอยกวาความดันบรรยากาศ P ที่จุด A = P ที่จุด B Pa = ρgd + Pgas Pgas อาจเชื่อมโยงกับเรื่องกฎของกาซ PV = nRT 15. การใชแมนอมิเตอรหาความหนาแนนของของเหลว อากาศ A d1 ρ B C D d2 ของเหลว พิจารณาแมนอมิเตอร P ที่จุด A = P ที่จุด B พิจารณากาซในภาชนะเดียวกัน P ที่จุด B = P ที่จุด C พิจารณาของเหลว P ที่จุด C = P ที่จุด D
  • 117.
    BOBBYtutor Physics Note Pที่จุด A = P ที่จุด D ρgd1 + Pa = ρเหลวgd2 + Pa ρเหลว = ρd1 d2 16. กฎของพาสคาล (Pascal's Law) เมื่อทําใหเกิดความดันเพิ่มขึ้นในของเหลวที่อยูในภาชนะปดที่ จุดใดจุดหนึ่ง ความดันจะกระจายออกไปทุกจุดในของเหลวนั้นอยางสมํ่าเสมอ W F In put Out put Hydraulic press จากรูป ใหพื้นที่หนาตัดดาน In put = a ใหพื้นที่หนาตัดดาน Out put = A P-In put = P-Out put F = W a A 2 การไดเปรียบเชิงกล M.A. = W = A = R2 F a r เครื่องอัดไฮดรอลิกผสมคาน y y F x x W T จุดหมุน จุดหมุน T Out put In put พิจารณาที่เครื่องอัดไฮดรอลิก (Hydraulic press) T = a T = พิจารณาคาน T⋅x = T = สรุป W⋅a A W A W⋅a A F⋅y F⋅y x ⋅ = Fxy F
  • 118.
    BOBBYtutor Physics Note 17.แรงลอยตัว (Buoyant force) "B" v B เมื่อวัตถุจมในของเหลว ความดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานขางที่ระดับเดียวกันจะมีคาเทากันจะทําให แรงลัพธของแรงที่ของเหลวกระทําตอวัตถุดานขางมีคา = 0 ความดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานบนนอยกวาความดันของของเหลวที่กระทําตอวัตถุดานลาง ทําใหแรง ดันดานลางมากกวาดานบน เกิดแรงลัพธที่ของเหลวกระทําตอวัตถุทิศขึ้นในแนวดิ่ง แรงลอยตัวเปนแรงลัพธที่ของเหลวกระทําตอวัตถุที่จมในของเหลว แรงลอยตัวจะมีทิศขึ้นในแนวดิ่ง B = ρgV ρ = ความหนาแนนของของเหลวที่ถูกแทนที่ V = ปริมาตรของของเหลวที่ถูกแทนที่ = ปริมาตรของวัตถุสวนที่จมในของเหลว 18. การลอย-การจม B mg กรณีวัตถุลอย B = mg ρเหลวgVเหลวที่ถูกแทนที่ = ρวัตถุVวัตถุg ρเหลวVวัตถุสวนจม = ρวัตถุVวัตถุ ρ ถุV Vวัตถุสวนจม = วัตρ วัตถุ เหลว Vวัตถุสวนจม < Vวัตถุทั้งกอน ทําใหสรุปไดวา ρวัตถุ < ρเหลว วัตถุลอยเมื่อ ρวัตถุ < ρเหลว วัตถุจมเมื่อ ρวัตถุ > ρเหลว ρ วัตถุ Vวัตถุ จาก Vวัตถุสวนจม = ρ วัตถุ
  • 119.
    BOBBYtutor Physics Note เมื่อคิดปริมาตรสวนจมเปน% Vวัตถุสวนจม =  ρวัตถุ     ρเหลว    × 100% 19. นํ้าหนักของวัตถุในของเหลว เมื่อชั่งนํ้าหนักในของเหลว เครื่องชั่งตัวบนจะอานคาได = T = w - B เครื่องชั่งตัวลางจะอานคาได = N = W + B 20.ความตึงผิว (Surface tension) "γ" เปนแรงยึดระหวางโมเลกุลที่เกิดขึ้นที่ผิวสัมผัสทิศตั้งฉากกับ รอยตอผิว (แรงตึงผิว) และเปนแรงที่คิดเพียง 1 หนวยความยาวของผิวสัมผัส γ = F L วัตถุวางนิ่งที่ผิวสัมผัส แรงตึงผิวจะมีขนาดเทากับนํ้าหนักวัตถุ ΣF = mg ⇒ γL = mg ΣF ΣF l วัตถุเปนเสนขนาดเล็กวางบนผิวของเหลว ของเหลวติดวัตถุทั้ง 2 ดาน L = 2l F γ = Σl 2 R วัตถุแผนทึบบางๆ วางบนผิวของเหลว ของเหลวติดวัตถุดานเดียว L = 2πR γ = 2ΣF πR
  • 120.
    BOBBYtutor Physics Note 21.การทดลองหาความตึงผิวของของเหลว หานํ้าหนักขดลวด x y หาความตึงผิว x y mg w mg W ΣF = 2 γ × 2 π R mg ⋅ x (mg + 2γ2πR) ⋅ x mgx + 2γ2πR ⋅ x 2γ2πR ⋅ x (2) - (1) จะได = = = = w⋅y W⋅y W⋅y W⋅y - w⋅y γ หานํ้าหนักขดลวด หาความตึงผิว = [(W - w)y] ...(1) ...(2) 4 πRx 22. การเคลื่อนที่ของของไหล (Fluid motion) P2 v2 A2 A1 P1 h2 v1 h1 สมการตอเนื่อง เมื่อของไหล (ของเหลวหรือกาซ) เคลื่อนที่ผานพื้นที่หนาตัดของทอ ปริมาตรของเหลวใน 1 หนวยเวลาที่ผานพื้นที่หนาตัดหนึ่งๆ จะคงที่ ผลที่ไดคือ ผลคูณระหวางพื้นที่หนาตัดกับความเร็วมีคาคงที่ A1v1 = A2v2 จากสมการตอเนื่องเมื่อของไหลเคลื่อนที่อยางตอเนื่องผานทอที่มีพื้นที่หนาตัดไมเทากัน จุดที่มีพื้นที่หนาตัดใหญ (ทอใหญ) ⇒ ของไหลจะมีความเร็วนอย ⇒ ของไหลจะมีความเร็วมาก จุดที่มีพื้นที่หนาตัดเล็ก (ทอเล็ก)
  • 121.
    BOBBYtutor Physics Note 23.สมการแบรนูลลี (Bernoulli's Equation) เมื่อของไหล ไหลอยางตอเนื่องผานทอ ผลรวมของงานและพลังงานกลที่จุดใดๆ จะมีคาคงที่เปนไปตามกฎการ คงตัวของพลังงาน ผลที่ไดคือ W1 + Ep1 + Ek1 = W2 + Ep2 + Ek2 1 1 P1∆v + mgh1 + 2 mv 2 = P2∆v + mgh2 + 2 mv 2 1 2 2 P1 + ρgh1 + 1 ρ v1 = P2 + ρgh2 + 1 ρ v2 2 2 2 ความดันและความเร็วของของไหลที่ไหลตอเนื่องในทอ B C A นํามัน ้ A A > A C > A B ⇒ vB > vC > vA vB > vC > vA ⇒ PA > PC > PB เมื่อของไหล ไหลอยางตอเนื่องผานทอที่มีขนาดตางกันดังรูป จากสมการตอเนื่องและสมการแบรนูลลี จะสรุปได ดังนี้ พื้นที่หนาตัดมาก (ทอใหญ) พื้นที่หนาตัดนอย (ทอเล็ก) ⇒ ⇒ ความเร็วนอย ความเร็วมาก ⇒ ⇒ ความดันมาก ความดันนอย
  • 122.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.แพมีพื้นที่แนวราบ 10 ตารางเมตร หนา 30 เซนติเมตร ลอยพนผิวนํ้าสูง 10 เซนติเมตร แพนี้จะรับนํ้าหนักได มากที่สุดกี่กิโลกรัม 1) 1000 2) 2000 3) 3000 4) 10000 2. นํ้าแข็งมีความหนาแนน 0.9 × 103 kg/m3 ลอยอยูในนํ้าทะเลที่มีความหนาแนน 1.2 × 103 kg/m3 จงหาวา ปริมาตรนํ้าแข็งที่อยูในอากาศเปนกี่เปอรเซ็นต 1) 25% 2) 50% 3) 60% 4) 75% 3. ถังรูปทรงกระบอกมีความสูง 80 cm และมีพื้นที่ฐาน 40 cm2 วางในแนวดิ่ง โดยใสนํ้าไวเต็มพอดี ถาที่ขอบถัง ดานลางมีรูรั่ว นํ้าจะพุงออกมาจากถังดวยความเร็วเทาใด 1) 2 m/s 2) 2.5 m/s 3) 4 m/s 4) 5 m/s 4. ในการทดลองชั่งวัตถุ นายสุทธินําโลหะกอนหนึ่งมาชั่งในอากาศ เครื่องชั่งชี้ที่ 100 N เมื่อนําวัตถุดังกลาวมาชั่ง ในนํ้าที่มีความหนาแนน 1000 kg/m3 เครื่องชั่งชี้ที่ 80 N เมื่อนําวัตถุดังกลาวมาชั่งในของเหลว เครื่องชั่งชี้ที่ 75 N ของเหลวมีความหนาแนนเทาใด 2) 1.25 kg/m3 3) 1.31 kg/m3 4) 1.40 kg/m3 1) 1.12 kg/m3 5. ลังรูปทรงลูกบาศกมีฝาปดวางอยูบนพื้นแตละดานยาว 1.0 m หนัก 500 N วันหนึ่งฝนตกนํ้าทวม ระดับนํ้าจะตอง สูงจากพื้นเทาใด ลังจึงจะเริ่มลอย (ใหความหนาแนนนํ้า = 1000 kg/m3) 1) 2 cm 2) 4 cm 3) 5 cm 4) 7.5 cm 6. หลอดรูปตัวยูสูง 20 cm เติมนํ้าใหระดับนํ้าสูง 10 cm ถาเติมนํ้ามันซึ่งมีความหนาแนน 0.8 × 103 kg/m3 ลงไป ในขาหลอดขางหนึงจนกระทังลํานํามันยาว 10 cm เมือของเหลวอยูนง ผิวนํ้ามันดานบนตํากวาปากหลอดกี่เซนติเมตร ่ ่ ้ ่  ิ่ ่ 1) 2 2) 4 3) 6 4) 8 7. ถังนํ้ารูปลูกบาศกยาวดานละ 1 m ใสนํ้าเต็มจะมีแรงดันของนําทีกระทําตอกนถังเปนกี่เทาของแรงดันนํ้าที่กระทําตอ ้ ่ ผนังดานขางดานหนึ่ง 1) 10 2) 5 3) 2 4) 1 8. นํ้าไหลดวยอัตราการไหล 5 m/s ผานทอที่มีเสนผานศูนยกลาง 2 cm ไปยังทอที่มีเสนผานศูนยกลาง 4 cm นํ้าจะ มีอัตราเร็วเปลี่ยนไปอยางไร 1) เพิ่มขึ้น 1.25 m/s 2) เพิ่มขึ้น 3.75 m/s 3) ลดลง 1.25 m/s 4) ลดลง 3.75 m/s 9. ถาดนํ้ากับนํ้ามีมวลรวมกันเทากับ M วางอยูบนตาชั่ง นํากอนวัตถุมวล m ปริมาตร V มาใสลงไปในถาดและจมลง ในนํ้านั้น อยากทราบวาตาชังจะชีนาหนักเทาใด (ใหนามีความหนาแนน = ρ และความเรงเนืองจากแรงโนมถวง = g) ่ ้ ํ้ ํ้ ่ 4) (M + ρV)g 1) (M + m – ρV)g 2) (M + m + ρV)g 3) (M + m)g
  • 123.
    BOBBYtutor Physics Note 10.ควํ่าถังทรงกระบอกสูง 50 cm ใบหนึ่งแลวกดลงไปในสระนํ้า ขณะนั้นอุณหภูมิที่ผิวนํ้าเปน 27°C เมื่อปากถังแตะ กนสระ นํ้าถูกอัดเขาไปทางปากถังสูง 20 cm เมื่ออุณหภูมิที่กนสระเปน 22°C ความลึกที่แทจริงของนํ้าในสระเปน เทาใด (ดูรูป) (กําหนดใหความดันของบรรยากาศ = 105 N/m2 ความหนาแนนของนํ้า (ρ) = 103 kg/m3 ความ โนมถวง (g) = 10 m/s2) 0.50 m h 0.20 m 1) 115 m 2) 115 + 0.2 m 3) 175 m 4) 175 + 0.2 m 18 18 12 12 11. วัตถุทรงกลมตันลูกหนึ่งลอยอยูในของเหลวโดยจมลงไปครึงลูก ถาของเหลวมีความหนาแนน 1.2 กรัมตอลูกบาศก่ เซนติเมตร ความหนาแนนของวัตถุทรงกลมมีคาเทาใด 2) 0.8 g/cm3 3) 0.9 g/cm3 4) 1.0 g/cm3 1) 0.6 g/cm3 เฉลย 1. 1) 11. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 2) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 4) 9. 3) 10. 2)
  • 124.
    BOBBYtutor Physics Note พลังงานความรอนและสมบัติของกาซ ความรอนเปนพลังงานรูปหนึ่งที่เปลี่ยนมาจากพลังงานรูปอื่นเชน พลังงานกลเปลี่ยนเปนความรอน พลังงาน ไฟฟาเปลี่ยนเปนความรอน เปนตน สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1. ความรอนถายเทจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิตํ่า 2. ความรอนเคลื่อนที่โดยการนํา การพา และการแผรังสี 3. การนําความรอน ความรอนเคลื่อนที่ผานตัวกลาง อนุภาคของตัวกลางไมไดเคลื่อนที่ไปกับความรอน 4. การพาความรอน ความรอนเคลื่อนที่ผานตัวกลาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปกับความรอน 5. การแผรังสี ความรอนเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาเคลื่อนที่โดยการเหนี่ยวนําของสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา โดยไมตองอาศัยตัวกลาง 6. พลังงานความรอน 1 cal = 4.185 J ประมาณ 4.2 J 7. ความจุความรอน (Heat capacity) "C" เปนพลังงานความรอนที่ทําใหสสารทั้งกอนมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศา ถาอุณหภูมิของสสารเพิ่มขึ้น ∆T องศา พลังงานความรอน Q = C∆T 8. ความจุความรอนจําเพาะ (Specific heat capacity) "c" เปนพลังงานความรอนทีทาใหสสารมวล 1 หนวย ่ํ มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศา ถาสสารมวล m มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ∆T องศา พลังงานความรอน Q = mc∆T Q = mc∆T = C∆T C = mc 9. ความจุความรอนจําเพาะของนํ้าบริสุทธิ์ cนํ้า = 1 cal/g°C = 4200 J/kg ⋅ K 10. ความรอนแฝงจําเพาะ (Specific latent heat) "l" เปนพลังงานที่ใชทําลายพลังงานยึดเหนี่ยวระหวาง โมเลกุลทําใหสสารมวล 1 หนวย เปลี่ยนสถานะทั้งหมด ถาสสารมวล m เปลี่ยนสถานะทั้งหมด พลังงานความรอน Q = ml 11. เมื่อสสารที่เปนของแข็งหรือของเหลวไดรับพลังงานความรอน จะใชพลังงานความรอน 1. เพิ่มพลังงานภายใน อุณหภูมิของสสารจะเพิ่มขึ้น Q = mc∆T = C∆T 2. ทําลายพลังงานยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุล เปลี่ยนสถานะ Q = ml ถาอุณหภูมิของสสารกําลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง สสารจะไมเปลี่ยนสถานะ ถาสสารจะเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิของสสารจะคงที่ 12. การนําสสารที่มีอุณหภูมิตางกันมารวมกันในภาชนะเดียวกัน จะเกิดการถายเทความรอนจนอยูในภาวะสมดุล ความรอน สมดุลความรอน คือ อุณหภูมิสุดทายเทากัน ∆Qลด = ∆Qเพิ่ม โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004 ____________________________________ ฟสิกส (125)
  • 125.
    BOBBYtutor Physics Note 13.พลังงานจลนเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน เชน วัตถุเคลื่อนที่บนพื้นแลวหยุด รถวิ่งแลวเบรกหยุด Ek = Wแรงเสียดทาน = Q 1 mv2 = µNS = Q 2 14. พลังงานศักยโนมถวงเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน เชน วัตถุตกจากที่สูงกระทบพื้นแลวหยุด Ep = Q mgh = Q 15. พลังงานแสงเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน (แสงเปนอนุภาคโฟตอน โฟตอนมีพลังงาน = hf) Eโฟตอน = Q nhf = Q เมื่อ n = จํานวนโฟตอน 16. พลังงานนิวเคลียรเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน (ทฤษฎี Einstien E = mc2 J = m × 931 MeV) Eนิวเคลียร = Q mc2 = Q 17. พลังงานไฟฟาเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน Wไฟฟา = Q 2 Pt = IVt = I2Rt = V t = Q R 18. การตมนํ้าดวยเตาไฟฟา (ถาภาชนะรับความรอน x%) x 100 Wไฟฟา = Qภาชนะ + Qนํ้า + Qนํ้าเดือด 2 x  Pเตา t = IVt = I 2 Rt = V t  = Q  R  ภาชนะ + Qนํ้า + Qนํ้าเดือด 100  
  • 126.
    BOBBYtutor Physics Note 19.การทดลองพลังงานกลเปลี่ยนเปนพลังงานความรอน ทอ PVC h ลูกโลหะ ในการสลับ 1 ครั้ง Ep = Ek ; Ek = QทอPVC + Qลูกเหล็ก Ep = QทอPVC + Qลูกเหล็ก mgh = QทอPVC + Qลูกเหล็ก เมื่อสลับเปลี่ยนขึ้น-ลง n ครั้ง nmgh = QทอPVC + Qลูกเหล็ก 20. พลังงานความรอนที่ทําใหนํ้าแข็งอุณหภูมิ -x°C เปลี่ยนสถานะเปนไอ m m m m Ice -xoC ⇒ Ice 0 oC ⇒ นํา 0 oC ⇒ นํา 100 oC ⇒ ไอนํา 100 oC ้ ้ ้ Q = mc∆T Q = mc∆T Q = ml Q = ml
  • 127.
    BOBBYtutor Physics Note สมบัติของกาซ กาซอุดมคติ(Ideal gas) ประกอบดวย โมเลกุลของกาซที่มีขนาดเล็กแตละโมเลกุลอยูหางกันและเคลื่อนที่อยาง อิสระ เมื่อกาซอยูในภาชนะ โมเลกุลจะกระจายเต็มภาชนะ ความดันของกาซในภาชนะเดียวกันจะเทากันทุกจุด สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1. การทดลองกฎของบอยล ถุงทราย จํานวนถุงทราย + 0 y - 1 V เสนกราฟไมผานจุด Origin เพราะไมไดรวมแรงกดอากาศและนําหนักแปนไม ระยะ y ในรูปเปนจํานวนถุงทราย ้ ที่มีนํ้าหนักเทากับแรงกดอากาศ + นํ้าหนักแปนไม 2. กฎของบอยล (Boyle's low) 1 มวล (m) และอุณหภูมิ (T) ของกาซคงที่ ⇒ ความดัน (P) ∝ V ⇒ PV = k P1V1 = P2V2 = k 3. กฎของชารล (Charles' law) มวล (m) และความดัน (P) ของกาซคงที่ ⇒ ปริมาตร (V) ∝ อุณหภูมิ (T) K ⇒ V = k T V1 = V2 = k T1 T2 4. กฎของเกย-ลูสแซก (Gay-Lussac's law) P มวล (m) และปริมาตร (V) ของกาซคงที่ ⇒ ความดัน (P) ∝ อุณหภูมิ (T) K ⇒ T = k P1 P2 T1 = T2 = k
  • 128.
    BOBBYtutor Physics Note 5.กฎของกาซ (General gas' law) 1. PV = kBNT เมื่อ kB = Boltzmann's constant = 1.38 × 10-23 J/K 2. PV = nRT เมื่อ R = gas constant = 8.13 J/mol ⋅ K N m n = NA = M n = จํานวน mole N = จํานวนโมเลกุล NA = Avogadro number = 6.02 × 1023 โมเลกุล m = มวลของกาซ M = มวลโมเลกุลของกาซ 6. ความดันของกาซผสม A1 B1 2 C1 PA1VA1 TA1 PB1VB1 TB1 PC1VC1 TC1 Pผสม ถาภาวะที่ 1 และ 2 อุณหภูมิไมเปลี่ยน PA2 V2 T2 P V = B22 2 T P V = C22 2 T = PA2 + PB2 + PC2 = PผสมV2 = PA1VA1 + PB1VB1 + PC1VC1 7. โจทยเปรียบเทียบความหนาแนนของกาซ m R PV = nRT ⇒ PV = M RT ⇒ P = ρ M T P1 ρ1T1 = P ⇒ ρT = k P2 ρ2T2 8. แบบจําลองของกาซ (Gas model) 1. โมเลกุลของกาซเปนอนุภาคเล็กๆ เมื่อเทียบกับภาชนะที่บรรจุกาซ 2. โมเลกุลของกาซเคลื่อนที่อยางอิสระไมมีแรงดึงดูดระหวางมวลและไมมีแรงระหวางประจุ แรงจะเกิดจาก การชนกันเทานั้น 3. การชนกันของโมเลกุลของกาซหรือโมเลกุลของกาซกับชนผนังภาชนะเปนการชนแบบยืดหยุน *** กาซตามแบบจําลองตองมีความหนาแนนนอยมาก *** จากแบบจําลอง สรุปไดวาความดันของกาซเกิดจากการชนของโมเลกุลของกาซ
  • 129.
    BOBBYtutor Physics Note 9.ทฤษฎีจลนของกาซ (Kinetic theory) เปนทฤษฎีที่กลาวถึงพลังงานและความเร็วของโมเลกุลของกาซที่เปนไปตามแบบจําลองของกาซ พลังงานของกาซ PV = 2 NEk 3 อัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุล PV = 1 mNv2 ..... v เปน vrms 3 10. อัตราเร็วรากที่สองกําลังเฉลี่ยของโมเลกุล (vrms) rms = Root Mean Square เอาอัตราเร็วแตละโมเลกุลมายกกําลัง 2 แลวหาตัวกลาง และถอดรากที่ 2 vrms = 2 v1 + v2 + v2 + ... + v2 2 3 n n 11. พลังงานของกาซ (พลังงานภายในของกาซ "U") U = ผลรวมของพลังงานจลนของทุกโมเลกุล = NEk จาก PV = 2 NEk ⇒ NEk = 3 PV 3 2 U = NEk = 3 PV 2 12. พลังงานของกาซกับอุณหภูมิของกาซ จาก U = NEk = 3 PV 2 จาก PV = nRT = kBNT U = NEk = 3 PV = 3 nRT = 3 kBNT 2 2 2 กรณีกาซเปลี่ยนภาวะแวดลอมที่มีอุณหภูมิตางกัน Ek1 T1 Ek2 = T2 13. อัตราเร็วของโมเลกุลของกาซกับอุณหภูมิของกาซ 1 จาก PV = 3 mNv2 m จาก PV = nRT = M RT 1 2 m 3RT M 3 mNv = M RT ⇒ v = กรณีกาซเปลี่ยนภาวะแวดลอมที่มีอุณหภูมิตางกัน v1 v2 = T1 T2
  • 130.
    BOBBYtutor Physics Note 14.อัตราเร็วของโมเลกุลของกาซกับความหนาแนน 1 จาก PV = 3 mNv2 ⇒ P = mN v2 3V P = ρ 2 v 3 ⇒ v 3P = ρ 15. อุณหภูมิของกาซผสม (กรณีกาซไมทําปฏิกิริยากัน) พลังงานรวมกอนผสม = พลังงานรวมหลังผสม U1 + U2 + U3 = Uผสม 3 n RT + 3 n RT + 3 n RT = 3 n RT 2 1 1 2 2 2 2 3 3 2 ผสม ผสม 2 Tผสม = n1T11++nnT2++nn3T3 n 2 3 = ΣnT Σn 16 พลังงานภายในระบบที่เปลี่ยนแปลง (∆U) ∆U = U2 - U1 = 3 n2RT2 - 3 n1RT1 2 2 ∆U = U2 - U1 = 3 nR∆T 2 17. ระบบที่ไดรับความรอนจากภายนอก เมื่อระบบ (กาซในภาชนะ) ไดรับความรอนจากภายนอก ระบบจะใชพลังงานความรอน เพื่อเพิ่มพลังงานภายใน ระบบ อุณหภูมิของระบบจะเพิ่มขึ้น และทํางานดันภาชนะใหขยายตัว เมื่อ ให ∆Q = พลังงานความรอนที่ใหแกระบบ ∆U = พลังงานภายในระบบที่เพิ่มขึ้น ∆W = งานที่ทําโดยระบบ ∆Q = ∆U + ∆W 18. งานที่ทําโดยระบบ (∆W) ∆S F ∆W ∆W = F ⋅ ∆S = P ⋅ A ⋅ ∆S ∆W = P ⋅ ∆V
  • 131.
    BOBBYtutor Physics Note 19.กราฟความดันกับปริมาตร P P1 A B P2 V1 V2 กราฟเปลี่ยนภาวะจาก A ไป B พื้นที่ใตเสนกราฟ = P P A V ∆W 1 1 2 P2 C B V1 A→B B→C C→A A→B→C ∆W ∆W ∆W ∆W V2 = = = = V + [พื้นที่ 1 + พื้นที่ 2] - [พื้นที่ 2] 0 + [พื้นที่ 1]
  • 132.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.ปริมาณความรอนที่ทําใหกานํ้าใบหนึ่งมีอุณหภูมิเพิ่ม 1 K เทากับปริมาณความรอนทีทาใหนา 128 g มีอณหภูมเิ พิม ่ ํ ํ้ ุ ่ 1 K ถาใชกานํ้าใบนั้นบรรจุนํ้า 1 kg ที่ 30°C ตั้งบนเตาแกสจนเดือดใชเวลา 7 นาที แลวทิ้งไวใหเดือดตอไปอีก 20 นาที จะเหลือนํ้าในกาเทาใด (ความจุความรอนจําเพาะของนํ้า = 4.18 kJ/kgK และความรอนแฝงจําเพาะ ของการเปนไอของนํ้า = 2256 kJ/kg) 1) 0.370 kg 2) 0.418 kg 3) 0.582 kg 4) 0.630 kg 2. ในการทดลองการเปลี่ยนรูปพลังงานกลเปนพลังงานความรอน โดยใชกระบอกที่มีคาความจุความรอนเปน 100 J/K  มีความยาว 30 cm และลูกกลมโลหะที่มีคาความจุความรอนจําเพาะเปน 500 J/kgK มีมวล 100 กรัม ถาตองการ ใหอุณหภูมิของทั้งลูกกลมและกระบอกที่บรรจุมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1°C จะตองพลิกกลับกระบอกขึ้นลงใหลูกกลม หลนในกระบอกอยางนอยกี่ครั้ง 1) 100 ครั้ง 2) 500 ครั้ง 3) 1000 ครั้ง 4) 1500 ครั้ง 3. เมื่อผานแสงสีแดงความยาวคลื่น 660 นาโนเมตร จํานวน 7 × 1022 โฟตอน เขาไปในนํ้ามวล 200 กรัม ถานํ้า ดูดกลืนพลังงานรอยละ 40 ไปเปนความรอน นํ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเทาใด 1) 25°C 2) 20°C 3) 15°C 4) 10°C 4 กาซชนิดหนึ่งมีอุณหภูมิ 27°C ถาจะทําใหกาซนี้มีพลังงานจลนเฉลี่ยของโมเลกุลเพิ่มขึ้นเปน 2 เทาของเดิม จะตอง ทําใหอุณหภูมิเปนเทาใด 1) 200°C 2) 300°C 3) 327°C 4) 600°C ่ ่ 5. อัตราเร็วเฉลียของโมเลกุลไนโตรเจนเทากับ 400 m/s ทีอณหภูมิ 27°C ถาอุณหภูมเิ ปลียนเปน 927°C อัตราเร็วเฉลีย ่ ุ่ ของโมเลกุลไนโตรเจนจะเปนเทาใด 1) 450 m/s 2) 600 m/s 3) 750 m/s 4) 800 m/s 6. ถาอัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุลกาซนีออนที่อุณหภูมิ 10°C = 100 m/s เมื่ออุณหภูมิของกาซนี้สูงขึ้นเปน 859°C อัตราเร็วเฉลี่ยของโมเลกุลของกาซนี้จะเปนกี่เมตร/วินาที 1) 200 2) 400 3) 800 4) 1840 7. กาซฮีเลียมจํานวนหนึ่งมี N โมเลกุล ในปริมาตรหนึ่งที่อุณหภูมิ T เคลวิน ถาตองการลดอุณหภูมิของกาซใหเหลือ ครึ่งหนึ่ง จะตองเอาพลังงานความรอนออกจากกาซนี้เทาใด (kB = คาคงที่ของโบลตซมานน) 1 1) 2 NkBT 2) 3 NkBT 3) 3 NkBT 4) 2NkBT 4 2 8. เมื่อใหความรอน 119.6 จูล แกกาซ 1 โมล ที่บรรจุในกระบอกสูบ กาซจะทํางาน 20 จูล ดันลูกสูบใหเคลื่อนที่ อุณหภูมิของกาซจะเพิ่มขึ้นกี่เคลวิน 1) 2.4 2) 4.0 3) 5.6 4) 8.0
  • 133.
    BOBBYtutor Physics Note 9.ระบบที่ขยายตัวไดอยางอิสระเมื่อรับพลังงานความรอนจากภายนอก ทําใหพลังงานภายในระบบเพิ่มขึ้น 1200 จูล ระบบนี้ไดรับพลังงานความรอนเทาใด 1) 600 J 2) 1200 J 3) 2000 J 4) 4800 J 10. ภาชนะเปดใบหนึ่งมีปริมาตร 40 cm3 เริ่มตนมีอากาศในนั้นจํานวนหนึ่งที่อุณหภูมิ 27°C ซึ่งเปนอุณหภูมิและ ความดันเดียวกับสภาพแวดลอม จะตองทําใหอุณหภูมิของภาชนะและอากาศในนั้นรอนถึงอุณหภูมิเทาใด จํานวน 3 โมเลกุลในภาชนะจึงจะเหลือ 4 ของจํานวนโมเลกุลเดิม 2) 227°C 3) 327°C 4) 427°C 1) 127°C เฉลย 1. 3) 2. 2) 3. 4) 4. 3) 5. 4) 6. 1) 7. 2) 8. 4) 9. 3) 10. 1)
  • 134.
    BOBBYtutor Physics Note ฟสิกสอะตอม สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1.Cathode rays (รังสีแคโทด) เปนอิเล็กตรอนที่วิ่งออกจากขั้วแคโทด เมื่อความตางศักยไฟฟาระหวาง ขั้วแคโทดและขั้วแอโนดมีคาสูง q 2. m ของรังสีแคโทด E B v R ประจุจากสนามไฟฟาเขาสูสนามแมเหล็ก ในสนามไฟฟา Ep = Ek 1 qv = 2 mv2 2 ในสนามแมเหล็ก qvB = mv R R = mv qB q = 2v จาก (1) และ (2) จะได m B2R2 ประจุวิ่งในสนามแมเหล็กแลววิ่งในสนามแมเหล็กและสนามไฟฟาเปนเสนตรง qE ...(1) ...(2) v d R qvE ในสนามแมเหล็ก mv2 qvB = R R = mv qB ในสนาม B และ E ประจุวิ่งเปนเสนตรง qvB = qE = qv d q = v จาก (1) และ (2) จะได m B2dR ...(1) ...(2)
  • 135.
    BOBBYtutor Physics Note 3.การทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน qE d mg หยดนํ้ามันที่เคลื่อนที่ในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ หยดนํ้ามันที่มีความเร็วคงที่หรืออยูนิ่ง เมื่อ qE q n e E = = = = = mg ne จํานวนอิเล็กตรอน ประจุอิเล็กตรอน = 1.6 × 10-19 C V d 4. พลังงานหนวย eV (Electron Volt) พลังงานหนวย eV เปนพลังงานของอนุภาคที่คิดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตาง ศักยไฟฟา พลังงาน 1 eV เปนพลังงานของอนุภาคที่คิดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักย ไฟฟา พลังงาน 15 eV เปนพลังงานของอนุภาคทีคดเทียบเทากับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักย ่ิ ไฟฟา 15 eV พลังงาน 1 eV = 1.6 × 10-19 J พลังงาน A eV = A × 1.6 × 10-19 J 5. ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric effect) เปนปรากฏการณที่แสงกระทบผิวโลหะแลว ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากผิวโลหะเปนอิเล็กตรอนอิสระ อิเล็กตรอนอิสระนี้ เรียกวา โฟโตอิเล็กตรอน แสงความถี่ตํ่าๆ ไมทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน แสงความถี่สูงๆ ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน 6. โฟตอน (Photon) Einstein กลาววาแสงเปนอนุภาค เรียกวา Photon Photon มีคุณสมบัติเหมือนอนุภาคอื่นทุกประการ (มีพลังงาน มีโมเมนตัม) แตไมมีมวล Photon มีพลังงาน E = hf เรียกวา พลังงาน 1 Quantum Photon จะชนกับอิเล็กตรอนแบบ 1 : 1 โดยที่ Photon จะถายเทพลังงานทั้งหมดใหอิเล็กตรอนหลังชน Photon จะสลายไป E h โมเมนตัมของโฟตอน P = C = hf = λ C
  • 136.
    BOBBYtutor Physics Note 7.การเกิดโฟโตอิเล็กตรอน Photon E = hf e hole แผนโลหะ ภาวะปกติอิเล็กตรอนจะอยูในที่อยูของมัน เรียกวา hole อิเล็กตรอนใน hole จะมีพลังงานยึดเหนี่ยว (Work function "W") พลังงานยึดเหนี่ยวจะคงที่เฉพาะชนิดของสาร ** ถา hf < W ไมเกิด Photo electron ** ถา hf = W เกิด Photo electron f = fmin ที่ทําใหเกิด Photo electron = f0 W = hf0 ** ถา hf > W เกิด Photo electron hf = W + Ek 8. ความตางศักยหยุดยั้ง (Stopping Potential "Vs") เปนความตางศักยภายนอกที่ใชหยุดการ เคลือนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน ่ Ek = eVs 9. ความเขมแสงกับโฟตอน แสงที่มีความเขมมากจะมีจํานวนโฟตอนมาก แสงที่มีความเขมแสงนอยจะมีจํานวนโฟตอนนอย ความเขมแสงเปนปฏิภาคโดยตรงกับจํานวนโฟตอน 10. พลังงานโฟตอนกับพลังงานแสง พลังงานของโฟตอนไมขึ้นอยูกับความเขมแสง พลังงานของโฟตอนเปนปฏิภาคโดยตรงกับความถี่แสง พลังงานของแสงขึ้นอยูโดยตรงกับจํานวนโฟตอน แสงที่มีจํานวนโฟตอนมากจะมีพลังงานมาก E = nhf ... เมื่อ n = จํานวนโฟตอน P ความเขมแสง I = P 2 = A 4 πR P = E = nhf t t I = nhf2 = nhf At 4 πR t โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004 ____________________________________ ฟสิกส (137)
  • 137.
    BOBBYtutor Physics Note 11.พลังงานหนวย eV กับความยาวคลื่นแสง E = hf = hC ... E ปกติมีหนวย eV hf และ hC มีหนวย J λ λ ตองระวัง*** จะตองเปลี่ยนหนวยใหเปนหนวยเดียวกันทุกครั้งที่คิด hC EหนวยeV = hf = eλ e λ = hC eE -9 = 1240 × 10 E hC เปนคาคงที่ = 1240 × 10-9 = 1240 n e 12. กราฟการทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก กราฟ Vs กับ f กราฟ eVs หรือ Ek กับ f Vs eVs 0 f(1014 Hz) f(1014 Hz) 0 y y 1. Slope = h e W 2. y = e 1. Slope = h 2. y = W 13. กราฟกระแสไฟฟา (I) กับความตางศักย (V) กรณีใชแสงความถี่คงที่แตเปลี่ยนความเขม กรณีใชความเขมคงที่แตเปลี่ยนความถี่ I I A B C D V V V 0 V V 0 s ความถี่เทากัน Vs เทากัน กระแสไฟฟามาก ความเขมมาก ความเขมแสง A > ความเขมแสง B s s ความถี่แสงมาก Vs มาก Vs แสง C > Vs แสง D
  • 138.
    BOBBYtutor Physics Note 14.รังสีเอกซ (X-rays) X-rays เกิดจากอิเล็กตรอนที่มีความเร็วสูง (อิเล็กตรอนที่ถูกเรงดวยความตางศักยสูงๆ) และอิเล็กตรอนนั้น ถูกทําใหหนวงอยางฉับพลัน พลังงานจลนของอิเล็กตรอนจะเปลี่ยนเปนพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่เรียกวา X-rays photon อิเล็กตรอนถูกเรงดวยความตางศักยไฟฟา Ep จะเปลี่ยนเปน Ek Ep = Ek ⇒ eV = Ek เมื่ออิเล็กตรอนชนเปา (Target) ในหลอด X-rays แลวหยุดทันที Ek จะเปลี่ยนไปเปน X-rays photon ที่มีพลังงานมากที่สุด Ek = hfmax สรุปไดวา eV = hfmax = λmin hc λ min hc = eV X-rays ตางจากปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก คือ ปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก โฟตอนทําใหเกิดอิเล็กตรอน สวน X-rays อิเล็กตรอนทําใหเกิดโฟตอน
  • 139.
    BOBBYtutor Physics Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1.ในการทดลองหลอดรังสีแคโทดหากมีสนามแมเหล็กมีคา 0.25 × 10-3 T ทําใหรังสีเบนลง ดังรูป ดวยรังสีมี ความโคง R ถาผานกระแสไฟฟาเพื่อใหเกิดสนามไฟฟาระหวางแผนโลหะ 4.5 × 103 V/m ทําใหรังสีแคโทดพุง e เปนเสนตรงไมเบี่ยงเบนใหระยะหางระหวางแผนโลหะ = 1 cm m = 1.8 × 1011 C/kg คา R จะมีคาเทาใด R 2. 3. 4. 5. 1) 0.04 m 2) 0.08 m 3) 0.2 m 4) 0.4 m ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน พบวาถาตองการใหหยดนํ้ามันซึ่งมีมวล m และมีอิเล็กตรอนเกาะติดอยู n ตัว ลอยนิ่งอยูระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึ่งวางขนานหางกันเปนระยะทาง d และมีความตางศักย V ประจุของ อิเล็กตรอนที่คํานวณไดจากการทดลองนี้จะมีคาเทาใด mg 2) mgd 3) ndV 4) mgdV 1) mgV nd nV n q   ในการทดลองวัดอัตราสวนประจุตอมวล  m  ของอนุภาคในรังสีแคโทด โดยวิธีของทอมสัน พบวาเมื่อใชสนาม   แมเหล็กซึ่งมีความเขม B รังสีแคโทดจะเบี่ยงเบนไปเปนทางโคงซึ่งมีรัศมี R ตอมาเมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปโดย ทําใหเกิดความตางศักย V ระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึ่งวางหางกันเปนระยะ d รังสีแคโทดจะเดินทางเปนเสนตรง โดยไมเกิดการเบี่ยงเบน อัตราสวนประจุตอมวลของอนุภาคในรังสีแคโทดจะมีคาเทาใด 2 1) V 2) dV 3) VdR 4) dB R V dB2R B2R B2 ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน ปรากฏวาเมื่อยังไมไดใสสนามไฟฟาเขาไป หยดนํ้ามันตกลงดวยความเร็ว คงที่คาหนึ่ง เมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปเพื่อจะใหหยดนํ้ามันลอยนิ่งอยูกับที่ ปรากฏวาหยดนํ้ามันกลับตกลงดวย ความเร็วสูงกวาเดิม เหตุผลตอไปนี้ขอใดถูกตองที่สุด 1) หยดนํ้ามันหยดนั้นมีประจุลบ 2) ความเขมของสนามไฟฟาตํ่าเกินไป 3) ความเขมของสนามไฟฟาสูงเกินไป 4) ทิศทางของสนามไฟฟากลับกันกับที่ควรจะเปน ในการทดลองหยดนํ้ามันของมิลลิแกน พบวาถาตองการใหหยดนํ้ามันซึ่งมีมวล 4.8 × 10-15 kg ลอยนิ่งอยู ระหวางแผนโลหะ 2 แผน ซึงวางขนานหางกัน 1 cm ตองใชความตางศักยระหวางแผนโลหะ 300 V ถาอิเล็กตรอน ่ มีประจุ 1.6 × 10-19 C หยดนํ้ามันหยดนี้จะมีอิเล็กตรอนเกาะอยูกี่ตัว 1) 1 ตัว 2) 10 ตัว 3) 100 ตัว 4) 1000 ตัว
  • 140.
    BOBBYtutor Physics Note 6.ในการทดลองวัดอัตราสวนประจุตอมวลของอิเล็กตรอนโดยวิธีของทอมสัน โดยครั้งแรกใหรังสีแคโทดเกิดการ เบี่ยงเบนในสนามแมเหล็ก แตเมื่อใสสนามไฟฟาเขาไปเพื่อหักลางการเบี่ยงเบนของรังสีแคโทด กลับปรากฏวารังสี แคโทดกลับเบี่ยงเบนมากยิ่งขึ้น ผูทําการทดลองควรจะทําอยางไร 1) ลดความเขมของสนามแมเหล็ก 2) ลดความเขมของสนามไฟฟา 3) เพิ่มความเขมของสนามไฟฟา 4) กลับทิศทางของสนามไฟฟา 7. ในบริเวณที่มีสนามไฟฟา 160 V/m และทิศในแนวดิ่งจากบนลงลาง ปรากฏวาละอองนํ้าหยดหนึ่งซึ่งมีประจุอิสระ ่ ่ ่ ้ ้ี -6.4 × 10-18 C เคลือนทีลงในแนวดิงดวยความเรง 2 m/s2 มวลของละอองนํานีมคาเทาใด ในหนวยของ 10-18 kg 1) 82 2) 102 3) 114 4) 128 8. ในการทดลองเรื่องหยดนํ้ามันของมิลลิแกน ถาใชความตางศักยไฟฟา 100 V หยดนํ้ามันมีมวล 8 × 10-16 kg ระยะระหวางแผนโลหะกับ 0.8 cm ทําใหหยดนํ้ามันอยูนิ่ง หยดนํ้ามันไดรับอิเล็กตรอนกี่ตัว 1) 1 ตัว 2) 2 ตัว 3) 4 ตัว 4) 8 ตัว 9. แผนโลหะขนาน 2 แผน วางหางกัน d ความตางศักย V ถามีอนุภาคประจุ q มวล m ลอยอยูระหวางแผนทั้งสอง จะมีแรงกระทําตออนุภาคนั้นเทาใด 2) qd 3) mqd 4) mqV 1) qV d V V d 10. แสงมีความยาวคลื่น 2000 A ฉายตกกระทบลงบนผิวของโลหะอะลูมิเนียม สําหรับอะลูมิเนียมตองใชพลังงานถึง 4.2 eV จึงจะทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกไปได จงหาคาความตางศักยหยุดยั้ง 1) 1.8 V 2) 2 V 3) 2.4 V 4) 3.2 V 11. เมื่อใหแสงที่มีความถี่คาหนึ่งตกกระทบลงบนผิวทองซึ่งมีคาพลังงานยึดเหนี่ยว = 4.8 eV แลวทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน ถาความตางศักยหยุดยัง = 8.4 V จะไมมกระแสอิเล็กตรอนไหล จงหาความถีของแสงทีใชวาเปนกี่เฮิรตซ ้ ี ่ ่  1) 0.5 × 1034 2) 2.0 × 1034 3) 0.9 × 1015 4) 3.2 × 1015 12. ในปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก ถาใหแสงที่มีความถี่ 8 × 1014 Hz ตกกระทบโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใช ความตางศักยในการหยุดยังโฟโตอิเล็กตรอนทีหลุดออกมา = 1.3 V พลังงานยึดเหนียวของโลหะที่ใชในการทดลองนี้ ้ ่ ่ มีคาเทาใด 1) 0 eV 2) 2 eV 3) 4.3 eV 4) 4.6 eV 13. จากปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก เมื่อใหแสงที่มีพลังงาน 2.0 eV ตกกระทบโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใช ความตางศักยระหวางแคโทดกับแอโนดในการหยุดยั้งโฟโตอิเล็กตรอน = 0.65 V ถาใหแสงซึ่งมีพลังงาน 4.0 eV ตกกระทบโลหะชนิดเดียวกัน จะตองใชความตางศักยหยุดยั้งกี่โวลต 1) 1.30 2) 1.35 3) 2.65 4) 5.35 14. เมื่อใหแสงที่มีความยาวคลื่น 450 nm ตกกระทบผิวโลหะชนิดหนึ่ง ปรากฏวาตองใชความตางศักยในการหยุดยั้ง โฟโตอิเล็กตรอน = 1.5 V ถาตองการใหอิเล็กตรอนหลุดออกจากผิวโลหะไดพอดีจะตองใชแสงที่มีความยาวคลื่น เทาใด (กําหนดคานิจของแพลงค h = 6.6 × 10-34 J ⋅ s ความเร็วของแสง c = 3 × 108 m/s ประจุอิเล็กตรอน e = 1.6 × 10-19 C) 1) 330 nm 2) 660 nm 3) 990 nm 4) 1220 nm
  • 141.
    BOBBYtutor Physics Note 15.เมื่อฉายรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่น 400 nm ไปที่ผิวโลหะชนิดหนึ่งที่มีคาพลังงานยึดเหนี่ยว = 1.8 eV โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวโลหะจะมีพลังงานจลนเทาใด 1) 0 eV 2) 0.5 eV 3) 1.3 eV 4) 1.8 eV 16. ในการทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก สมมติวาแสงความยาวคลื่น 400 nm สองกระทบผิวโลหะแลวมีผล ทําความเร็วของโฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดออกมีคาเปน 2 เทาของความเร็วที่เกิดจากแสงความยาวคลื่น 800 nm จงคํานวณหาความถี่ขีดเริ่มซึ่งทําใหโฟโตอิเล็กตรอนเริ่มหลุดออกจากผิวโลหะในหนวยเทระเฮิรตซ (1 เทระเฮิรตซ = 1012 Hz) 1) 250 2) 240 3) 220 4) 200 17. โลหะแมกนีเซียมมีพลังงานยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอน 3.79 eV ถูกฉายดวยแสง UV ซึ่งมีความยาวคลื่น 300 nm โฟโตอิเล็กตรอนที่หลุดออกมาจะมีพลังงานจลนมากที่สุดกี่อิเล็กตรอนโวลต (กําหนดให h = 6.64 × 10-34 J ⋅ s) 1) 0.23 2) 0.33 3) 0.42 4) 0.65 18. วัตถุ A มีคาพลังงานยึดเหนี่ยว 3.3 eV วัตถุ B มีคาความถี่ขีดเริ่มเปน 4 × 1034 Hz แสงความถี่เดียวกัน ตกกระทบผิววัตถุ A และ B จะทําใหโฟโตอิเล็กตรอนจากวัตถุ A มีพลังงานจลนสูงสุด = 1.2 eV อยากทราบวา พลังงานจลนสูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนจากวัตถุ B จะเปนกี่ eV 1) 1.25 2) 2.85 3) 3.10 4) 3.50 19. โลหะชนิดหนึ่งมีคาพลังงานยึดเหนี่ยวเทากับ 2.0 eV ถามีแสงที่มีความยาวคลื่น 100 nm มากระทบพลังงานจลน สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนที่ออกมาจะเปนกี่อิเล็กตรอนโวลต 1) 6.4 2) 10.4 3) 14.4 4) 18.4 20. โฟตอนตัวหนึ่งตกกระทบผิวโลหะแพลตินัมซึ่งมีคาฟงกชันของงาน 5.6 eV ทําใหอิเล็กตรอนหลุดจากผิวออกมา ดวยพลังงานจลนสูงสุด 1.2 eV ถาเราใหโฟตอนตัวเดียวกันนี้ไปตกกระทบผิวเงินซึ่งมีคาฟงกชันของงาน 4.7 eV จะตองใชความตางศักยกี่โวลตเพื่อที่จะทําใหอิเล็กตรอนที่หลุดจากผิวหยุด 1) 2.1 V 2) 4.4 V 3) 6.8 V 4) 11.5 V 21. กําหนดใหฟงกชันงานของแทนทาลัมและทองคําเปน 4.2 eV และ 4.8 eV ตามลําดับ อยากทราบวาตองทํา การฉายแสงที่มีความยาวคลื่น 270 nm ลงไปบนวัตถุใดจึงจะเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก 1) ไมเกิดปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก 2) แทนทาลัม 3) ทองคํา 4) แทนทาลัมและทองคํา 22. การทดลองปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริก ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน 2.2 eV ความตางศักยหยุดยั้ง มีคาเทาใด 1) 1.2 V 2) 2.2 V 3) 3.5 V 4) 4.2 V 23. คาพลังงานยึดเหนี่ยวของโลหะชนิดหนึ่งเทากับ 3.7 eV ความถี่ขีดเริ่มของโลหะนี้มีคาเทาใด 2) 7 × 1014 Hz 3) 3.5 × 1015 Hz 4) 5 × 1015 Hz 1) 9 × 1014 Hz
  • 142.
    BOBBYtutor Physics Note 24.ถาผลการทดลองเกียวกับปรากฏการณโฟโตอิเล็กทริกเขียนกราฟระหวางศักยหยุดยังและความถีของแสงดังรูป คานิจ ่ ้ ่ ของแพลงคคํานวณจากกราฟเสนนี้จะมีคาเทาใด Vs 1.5 1.0 0.5 0 0.5 1.0 ความถี่ (10 14 Hz) 1 2 3 4 5 6 1) 5.3 × 10-34 J ⋅ s 2) 5.7 × 10-34 J ⋅ s 3) 6.0 × 10-34 J ⋅ s 4) 6.4 × 10-34 J ⋅ s 25. จากกราฟแสดงความสัมพันธระหวางความตางศักยไฟฟาหยุดยั้ง (Vs) กับความถี่ของแสง (f) ดังรูป ขอความ ตอไปนี้ขอใดถูกตอง Vs 2 ความถี่ (10 14 Hz) 0 -1 1) 2) 3) 4) 5 10 พลังงานนอยที่สุดที่ทําใหเกิดโฟโตอิเล็กตรอน = 1 eV ความถี่ขีดเริ่ม = 2.5 MHz พลังงานจลนสูงสุด = 1.6 × 10-19 J ความตางศักยหยุดยั้ง = -1 V เฉลย 1. 4) 11. 4) 21. 2) 2. 2) 12. 2) 22. 2) 3. 1) 13. 3) 23. 1) 4. 4) 14. 3) 24. 1) 5. 2) 15. 3) 25. 1) 6. 4) 16. 1) 7. 4) 17. 2) 8. 3) 18. 2) 9. 1) 19. 2) 10. 2) 20. 1)
  • 143.
    BOBBYtutor Physics Note อะตอมไฮโดรเจน(H-Atom) สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1. H-Atom มีโปรตอน 1 ตัว ในนิวเคลียส และมีอิเล็กตรอน 1 ตัว โคจรรอบนิวเคลียส 2. สมมติฐานของ Bohr 1. อิเล็กตรอนของ H-atom จะโคจรรอบนิวเคลียสอยูในวงโคจรพิเศษที่มีอยูเปนชั้นๆ ในขณะโคจรอยูใน วงโคจรพิเศษ H-atom จะไมปลดปลอยพลังงานออกมา ชั้นในสุด n = 1 เรียกวา Ground state (ภาวะพื้น) n = 2 เรียกวา First Excited state (ภาวะถูกกระตุนอันดับที่ 1) n = 3 เรียกวา Second Excited state (ภาวะถูกกระตุนอันดับที่ 2) n = 4 เรียกวา Third Excited state (ภาวะถูกกระตุนอันดับที่ 3) 2. อิเล็กตรอนของ H-atom ที่กําลังโคจรรอบนิวเคลียสอยูในวงโคจรพิเศษ จะมีโมเมนตัมเชิงมุม nh mvr = 2 π n = ระดับชั้นพลังงานควอนตัม (ระดับชั้นในวงโคจรพิเศษ) 3. H-atom จะปลดปลอยพลังงานในรูปของโฟตอน (คลื่นแมเหล็กไฟฟา) เมื่ออิเล็กตรอนในวงโคจรพิเศษ ลดระดับชั้นจากระดับสูงลงสูระดับตํ่า ∆E = Eni - Enf = hf 3. รัศมีของ H-Atom Rn = R1n2 R1 = 5.3 × 10-11 m 4. ความเร็วของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสของ H-Atom Vn = V1 n V1 = 2.2 × 106 m/s 5. พลังงานของ H-Atom 1 Ek ของอิเล็กตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียสมีขนาด = 2 Ep E ของ H-Atom En = E1 n2 = E ของ H-Atom = -13.6 n2 หนวย eV ฟสิกส (144) ___________________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2004
  • 144.
    BOBBYtutor Physics Note ระดับพลังงานของH-Atom ที่นักเรียนควรตองทราบ เลขควอนตัม n=∞ n=5 n=4 n=3 n=2 พลังงาน E∞ = 0 eV E5 = -0.54 eV E4 = -0.85 eV E3 = -1.51 eV E2 = -3.4 eV n=1 E1 = -13.6 eV 6. การรับพลังงานของ H-Atom H-Atom จะรับพลังงานเปนบางคา พลังงานที่รบเขาไปจะไปทําลายพลังงานยึดเหนี่ยว มีผลทําใหอิเล็กตรอน ั ในอะตอมกระโดดจากระดับตํ่าขึ้นไปยังระดับที่สูงขึ้น n=∞ E∞ = 0 eV รับพลังงาน 13.6 eV E5 = -0.54 eV n=5 รับพลังงาน 13.06 eV E4 = -0.85 eV n=4 รับพลังงาน 12.75 eV E3 = -1.51 eV n=3 รับพลังงาน 12.1 eV E2 = -3.4 eV n=2 รับพลังงาน 10.2 eV E1 = -13.6 eV n=1 7. ความตางศักยกระตุน (Excitation Potentail) ความตางศักยไอออไนซ (Ionization Potentail) ความตางศักยกระตุนเปนความตางศักยที่ใชเรงอิเล็กตรอนภายนอกอะตอมใหวิ่งเขาชนอะตอมในภาวะพื้น โดย อิเล็กตรอนภายนอกนั้นจะมีพลังงานที่พอดีที่อะตอมจะรับพลังงานของอิเล็กตรอนนั้นไวทั้งหมด มีผลทําใหอิเล็กตรอนใน อะตอมกระโดดจากภาวะพื้นขึ้นไปอยูในชั้นภาวะถูกกระตุน กรณีอะตอมไฮโดรเจน ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 1 = 10.2 V ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 2 = 12.1 V ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 3 = 12.75 V ความตางศักยกระตุนอันดับที่ 4 = 13.06 V ความตางศักยไอออไนซเปนความตางศักยที่ใชเรงอิเล็กตรอนภายนอกอะตอมใหวิ่งเขาชนอะตอมในภาวะพื้น โดยอิเล็กตรอนภายนอกนั้นจะมีพลังงานที่พอดีที่อะตอมจะรับพลังงานของอิเล็กตรอนนันไวทงหมด มีผลทําใหอเิ ล็กตรอน ้ ั้ ในอะตอมกระโดดจากภาวะพื้นขึ้นไปอยูในชั้นภาวะไอออไนซ กรณีอะตอมไฮโดรเจน ความตางศักยไอออไนซ = 13.6 V
  • 145.
    BOBBYtutor Physics Note 8.สเปกตรัมของ H-Atom สเปกตรัมของ H-Atom เปนกลุมของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่ปลดปลอยออกมาจาก H-Atom เนื่องจาก H-Atom ถูกกระตุนใหอยูในภาวะ Excited แลวตอมาอิเล็กตรอนใน H-Atom ลดระดับลงสูระดับตํ่า n=∞ n=9 n=8 n=7 n=6 n=5 n=4 n=3 n=2 n=1 Pfund Series Brackett Series Paschen Series Balmer Series Lyman Series พลังงานมากสุด (ความถี่มากสุด ความยาวคลื่นนอยสุด) ของ Lyman Series อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = ∞ ลงสู n = 1 พลังงานนอยสุด (ความถี่นอยสุด ความยาวคลื่นมากสุด) ของ Lyman Series อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 2 ลงสู n = 1 พลังงานมากสุด (ความถี่มากสุด ความยาวคลื่นนอยสุด) ของ Balmer Series อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = ∞ ลงสู n = 2 พลังงานนอยสุด (ความถี่นอยสุด ความยาวคลื่นมากสุด) ของ Balmer Series อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 3 ลงสู n = 2 กรณีแสงที่ตามองเห็น พลังงานมากสุด (ความถี่มากสุด ความยาวคลื่นนอยสุด) อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 6 ลงสู n = 2 พลังงานนอยสุด (ความถี่นอยสุด ความยาวคลื่นมากสุด) อิเล็กตรอนลดระดับจาก n = 3 ลงสู n = 2
  • 146.
    BOBBYtutor Physics Note 9.ความยาวคลื่นเดอบรอยล (De Broglie wavelength) De Broglie กลาววาเมื่อแสงประพฤติตัวเปนไดทั้งคลื่นและอนุภาค อนุภาคอื่นก็จะตองประพฤติตัวเปนได ทั้งคลื่นและอนุภาคเชนกัน ความยาวคลื่นเดอบรอยล เปนความยาวคลื่นของอนุภาคที่กําลังเคลื่อนที่ λ h = mv = h = 2mEk h 2mqV De Broglie อธิบายสาเหตุที่ H-Atom ไมปลดปลอยพลังงานในขณะที่อิเล็กตรอนกําลังโคจรรอบนิวเคลียส nh และมีโมเมนตัมเชิงมุม = 2 π เปนเพราะวาอิเล็กตรอนโคจรสั่นเปนคลื่นนิ่งรอบนิวเคลียส ซึ่งจะทําใหเสนรอบวง h nh 2πr = nλ และเมื่อ λ = mv จึงทําให mvr = 2 π แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. จากการทดลองของแฟรงคและเฮิรตซ พบวาศักยกระตุน (Excitation potential) ของอะตอมของไอปรอทมีคา เปน 4.9, 6.7, 10.4, ... V ถาใหอิเล็กตรอนที่อยูในสถานะถูกกระตุนในระดับที่ 2 (Second excited state) ลดลงมาสูสถานะถูกกระตุนระดับแรก (First excited state) โฟตอนที่ถูกปลอยออกมาจะมีพลังงานกี่ eV 1) 1.8 2) 3.7 3) 4.9 4) 6.7 2. สําหรับอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนตามทฤษฎีของบอรคาของพลังงานจลนเปนกี่เทาของคาพลังงานศักยไฟฟา 1 1 4) 4 1) 1 2) 2 3) 2 3. อิเล็กตรอนที่สถานะถูกกระตุนที่ 3 จะมีความเร็วเปนกี่เทาของอิเล็กตรอนที่สถานะพื้นฐาน 1 1 1) 4 2) 3 3) 3 4) 4 4. อิเล็กตรอนอนุภาคหนึ่งมีพลังงานจลน = 4 eV ถูกจับไวดวยโมเลกุลที่เปนไอออน ถาอิเล็กตรอนหลังถูกจับใน ระดับพลังงาน -4 eV ในกระบวนการนี้จะมีรังสีความยาวคลื่นเทาใดปลอยออกมา (ใหตอบเปนจํานวนเต็มของ นาโนเมตร) 1) 124 2) 132 3) 140 4) 155
  • 147.
    BOBBYtutor Physics Note 5.สมมติวาแผนภาพแสดงระดับพลังงานของอะตอมชนิดหนึ่งเปนดังรูป ใหหาคาความยาวคลืนของคลืนแมเหล็กไฟฟา ่ ่ ที่จะทําใหอะตอมในสถานะพื้นฐานแตกตัวเปนไอออนไดพอดี 0 eV -4 eV -11 eV -20 eV 1) 62 nm 2) 100 nm 3) 210 nm 4) 310 nm 6. รถยนตคันหนึ่งมีมวล 1000 kg แลนดวยความเร็ว 72 km/hr ถาคิดวารถยนตคันนี้เปนคลื่นจะมีความยาวคลื่น เดอบรอยลเทาใด (คานิจของแพลงค = 6.6 × 10-34 J ⋅ s) 1) 0.92 × 10-38 m 2) 3.3 × 10-38 m 3) 0.33 × 1038 m 4) 1.1 × 1038 m 7. ไฮโดรเจนไอออน (H+) และฮีเลียมไอออน (He+) ถูกเรงดวยสนามไฟฟา 106 V ไฮโดรเจนไอออนจะมีความยาว คลื่นเดอบรอยลเปนกี่เทาของฮีเลียมไอออน 1 3) 2 เทา 4) 4 เทา 1) 2 เทา 2) 2 เทา 8. จงหาความยาวคลื่นของอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่ดวยพลังงานจลน 5 eV 1) 0.55 nm 2) 0.85 nm 3) 0.95 nm 4) 1.10 nm 9. อนุภาคมวล m มีพลังงานจลนเพิ่มขึ้นเปน 4 เทาของพลังงานจลนเดิม ความยาวคลื่นเดอบรอยลของอนุภาคนี้ ในครั้งหลังจะเปนกี่เทาของความยาวคลื่นเดอบรอยลครั้งแรก 1) 0.5 2) 2 3) 4 4) 8 10. อิเล็กตรอนซึ่งมีมวลประมาณ 9 × 10-31 กิโลกรัม เคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว 3 × 106 m/s วัสดุในขอใดเหมาะสม ที่จะนําไปใชในการทดลองเพื่อศึกษาการเลี้ยวเบนของอิเล็กตรอน 1) ผลึกซึ่งมีระยะหางระหวางระนาบประมาณ 10-10 m 2) เกรตติงซึ่งมีระยะหางระหวางชองประมาณ 10-6 m 3) แผนโลหะบางเจาะรูใหมีชองคูหางกันประมาณ 10-3 m 4) สลิตเดี่ยวที่มีความกวางของชองประมาณ 10-2 m 11. ตามทฤษฎีอะตอมของบอรระดับพลังงานของไฮโดรเจนตํ่าสุดเทากับ -13.6 eV ถาอะตอมไฮโดรเจนถูกกระตุนไป อยูที่ระดับพลังงานสูงขึนและกลับสูสถานะพืนทีมพลังงานตําสุด โดยการปลอยโฟตอนออกมาดวยพลังงาน 10.20 eV ้  ้ ่ี ่ แสดงวาอะตอมไฮโดรเจนจะถูกกระตุนไปที่ระดับพลังงานที่ n เทากับเทาใด 1) 2 2) 4 3) 8 4) 16 12. ใหอิเล็กตรอนเคลื่อนที่เปนวงกลมอยูไดรอบโปรตอน พลังงานจลนของอิเล็กตรอนจะเปนกี่เทาของขนาดของ พลังงานศักย 1) 0.25 เทา 2) 0.5 เทา 3) 1 เทา 4) 2 เทา
  • 148.
    BOBBYtutor Physics Note 13.ในการทดลองของฟรังค-เฮิรตซ ถาใชกาซไฮโดรเจนแทนไอปรอท และใชความตางศักยเรงอิเล็กตรอนเทากับ 10.3 โวลต กาซไฮโดรเจนจะปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาไดมากที่สุดกี่ความถี่ (กําหนดใหสถานะพื้นของอะตอมไฮโดรเจน มีพลังงาน -13.6 eV หรือ -21.76 × 10-19 J) 1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 14. อิเล็กตรอนตัวหนึ่งถูกเรงดวยความตางศักย 13.2 โวลต เขาชนกับอะตอมไฮโดรเจนที่อยูในสถานะพื้น การชนกัน ครั้งนี้จะสามารถทําใหอะตอมไฮโดรเจนอยูในระดับพลังงานสูงสุดในระดับ n เทาใด (พลังงานสถานะพื้นของ อะตอมไฮโดรเจน = -13.6 eV) 1) n = 7 2) n = 6 3) n = 5 4) n = 4 15. I D B C V A จากกราฟแสดงผลการทดลองเรื่องการชนระหวางอิเล็กตรอนกับอะตอมของกาซตามรูป สรุปไดวา ก. กระแสไฟฟาที่ไหลในหลอดกาซมีพาหนะนําไฟฟา คือ อิเล็กตรอนและไอออนของกาซ ข. อะตอมของกาซมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสเปนวงกลม เมื่อ V เพิ่มขึ้นทําใหอิเล็กตรอนหลุดออกมา กระแสจึงเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ค. ความตานทานของหลอดกาซเปนลบบางชวงแสดงถึงอะตอมของกาซจะรับพลังงานจากอิเล็กตรอนเฉพาะ บางคาเทานั้น ง. ในชวง A-B อะตอมของกาซอยูในภาวะถูกกระตุน แตในชวง C-D อะตอมของกาซอยูในภาวะแตกตัว เปนไอออน ขอสรุปที่ถูกตองคือ 1) ก., ข. และ ค. 2) ก. และ ค. 3) ค. เทานั้น 4) คําตอบเปนอยางอื่น 16. ในอนุกรมบัลเมอรเสนสเปกตรัมของอะตอมไฮโดรเจนเสนแรกคือ 657 นาโนเมตร อยากทราบวาโฟตอนทีจะทําให ่ อิเล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนจากสถานะ n = 2 หลุดออกจากอะตอมไดพอดีมีคาความยาวคลื่นกี่นาโนเมตร 1) 250 2) 310 3) 365 4) 425 17. ในแบบจําลองอะตอมไฮโดรเจนของบอร รัศมีวงโคจรของอิเล็กตรอนในสถานะ n = 4 เปนกี่เทาของรัศมีวงโคจร ในสถานะ n = 1 1) 2 2) 4 3) 8 4) 16 18. อะตอมไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจาก n = 2 ไป n = 1 ความยาวคลื่นของแสงที่ปลอยออกมาเปนกี่เทาของ ในกรณีที่เปลี่ยนระดับพลังงานจาก n = 4 ถึง n = 2 1 1 2) 2 เทา 3) 2 เทา 4) 4 เทา 1) 4 เทา
  • 149.
    BOBBYtutor Physics Note 19.จงหาอัตราสวนระหวางความยาวคลื่นที่มากที่สุดตอความยาวคลื่นถัดไปของแสง ในอนุกรมบัลเมอรของอะตอม ไฮโดรเจน 1) 27 2) 3 3) 13 4) 9 20 7 7 5 20. ตามการทดลองของฟรังคและเฮิรตซ ขอสรุปใดไมจริง 1) อิเล็กตรอนที่มีพลังงานนอยกวา 4.9 eV จะมีการชนยืดหยุนกับอะตอมของไอปรอท 2) อิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกวา 4.9 eV จะสูญเสียพลังงานสวนหนึ่งใหกับอะตอมของไอปรอท 3) อะตอมของไอปรอทมีคาพลังงานระดับพื้นเทากับ 4.9 eV 4) อะตอมของไอปรอทมีคาพลังงานเปนชั้นๆ ไมตอเนื่อง 21. ในการกระตุนใหอะตอมของไฮโดรเจนที่ระดับพลังงานตํ่าสุด (-13.6 eV) ไปอยูที่ระดับพลังงาน n = 4 สเปกตรัม เสนที่มีความยาวสั้นที่สุดจะมีพลังงานเทาใด 1) 0.66 eV 2) 0.85 eV 3) 10.20 eV 4) 12.75 eV 22. พลังงานตํ่าสุดของอิเล็กตรอนในอะตอมไฮโดรเจนคือ -13.6 eV ถาอิเล็กตรอนเปลี่ยนสถานะจาก n = 3 ไปสู สถานะ n = 2 จะใหแสงที่มีพลังงานควอนตัมเทาใด 1) 1.51 eV 2) 1.89 eV 3) 3.40 eV 4) 4.91 eV 23. อะตอมไฮโดรเจนเมือเปลียนระดับพลังงานจากสถานะ n = 3 สูสถานะพืน จะใหโฟตอนมีพลังงาน 19.34 × 10-19 จูล ่ ่  ้ และเมื่อเปลี่ยนสถานะจาก n = 2 สูสถานะพื้นจะใหโฟตอนพลังงาน 16.33 × 10-19 จูล ถากระตุนใหอะตอม ไฮโดรเจนเปลี่ยนระดับพลังงานจากสถานะ n = 2 ไปยังสถานะ n = 3 จะตองใชแสงความถี่เทาใด 2) 5.4 × 1014 Hz 3) 3.0 × 1015 Hz 4) 5.4 × 1015 Hz 1) 4.5 × 1014 Hz เฉลย 1. 1) 11. 1) 21. 4) 2. 3) 12. 2) 22. 2) 3. 1) 13. 1) 23. 1) 4. 4) 14. 3) 5. 1) 15. 3) 6. 2) 16. 3) 7. 3) 17. 4) 8. 1) 18. 1) 9. 1) 19. 1) 10. 1) 20. 3)
  • 150.
    BOBBYtutor Physics Note ฟสิกสนิวเคลียร สิ่งที่นักเรียนควรตองทราบ 1.นิวเคลียส (Nucleus) นิวเคลียสประกอบดวยอนุภาคโปรตอนและนิวตรอน โปรตอนและนิวตรอนในนิวเคลียส เรียกวา นิวคลีออน (Nucleon) จํานวนนิวคลีออน = จํานวนโปรตอน + จํานวนนิวตรอน = mass number สัญลักษณแทนนิวเคลียส A X X แทน นิวเคลียสใดๆ Z A = mass number = จํานวนนิวคลีออน Z = Atomic number = จํานวนโปรตอน โปรตอน มีมวล = 1.007825 U มีประจุ = +1.6 × 10-31 kg นิวตรอน มีมวล = 1.008665 U ไมมีประจุไฟฟา รัศมีนิวเคลียส R = R0A1/3 R0 = รัศมีนิวเคลียสของไฮโดรเจน A = mass number 2. พลังงานยึดเหนียวนิวเคลียส (Binding energy) "B.E." และเสถียรภาพของนิวเคลียส ่ ธาตุ A X ประกอบดวย โปรตอน Z ตัว และนิวตรอน A - Z ตัว Z มวลรวมของโปรตอนและนิวตรอนจะมากกวามวลของ A X เกิดมวลหาย "∆M" Z ∆M = [ZMp + (A - Z)Mn] - Mx ∆M จะเปลี่ยนไปเปนพลังงานยึดเหนี่ยวนิวเคลียส ยึดนิวคลีออนไดดวยกัน มวล 1 U เปลี่ยนเปนพลังงานจะไดพลังงาน = 931 MeV B.E. = ∆M × 931 MeV เสถียรภาพของนิวเคลียส พิจารณาจากคา B.E./nucleon ธาตุที่คา B.E./nucleon มาก จะมีเสถียรภาพมาก ธาตุที่คา B.E./nucleon นอย จะมีเสถียรภาพนอย 3. กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) กัมมันตภาพรังสีเปนคลื่นและอนุภาคที่ปลดปลอยออกมาจากนิวเคลียส กัมมันตภาพรังสีมี 3 ชนิด คือ 1. อนุภาคแอลฟา (α) เกิดจากการแตกสลายตัวตามธรรมชาติ α คือ 4 He มีมวล = 4 U มีประจุ = +2e 2 เนื่องจากนิวเคลียสเปลี่ยนสภาพ
  • 151.
    BOBBYtutor Physics Note 2.อนุภาคเบตา (β) เกิดจากการปรับสภาพในนิวเคลียส นิวตรอนเปลี่ยนสภาพไปเปนโปรตอน 0 β คือ -1e เปนอิเล็กตรอน มีมวลนอยมาก มีประจุ = -e 0 ถาโปรตอนเปลี่ยนสภาพไปเปนนิวตรอน จะได β+ ( +1e) 0 +1e เรียกวา อนุภาคโพซิตรอน (Positron) 3. รังสีแกมมา (γ) เกิดจากการลดระดับพลังงานของนิวเคลียส γ เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีพลังงานสูงที่สุด γ ไมมีมวล ไมมีประจุไฟฟา 4. กฎการสลายตัว 1. การสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีเปนไปตามธรรมชาติไมขึ้นกับสภาพแวดลอมใดๆ 2. อัตราการสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีเปนปฏิภาคโดยตรงกับจํานวนนิวเคลียสที่มีอยู 3. ทุกนิวเคลียสมีโอกาสที่จะสลายตัวเทากัน 5. กัมมันตภาพ Activity "A" (อัตราการสลายตัว) A = dN = -λN dt เมื่อ λ = คาคงตัวของการสลายตัว (Declay's constant) = ความนาจะเปนที่แตละนิวเคลียสจะสลายตัว m N = nNA และ n = M เมื่อ m = มวลของธาตุเปนกรัม M = มวลโมเลกุล Activity มีหนวยเปน S-1 = Bq (Becquerel) 6. ครึ่งชีวิต (Half life) "T" ครึ่งชีวิตเปนชวงเวลาที่ธาตุกัมมันตรังสีใชในการสลายตัวจนเหลืออยูครึ่งหนึ่งของจํานวนเดิม N0 = จํานวนนิวเคลียสขณะเริ่มพิจารณา N1 = จํานวนนิวเคลียสขณะ t ใดๆ 1 1 ถา t = T ⇒ Nt = N0 ⇒ เหลือ 2 ของเดิม ⇒ เหลือ 50% ⇒ สลายไป 2 ของเดิม ⇒ สลายไป 50% 2 N 1 ถา t = 2T ⇒ Nt = 20 ⇒ เหลือ 4 ของเดิม ⇒ เหลือ 25% ⇒ สลายไป 3 ของเดิม ⇒ สลายไป 75% 4 2 N 1 ถา t = 3T ⇒ Nt = 30 ⇒ เหลือ 8 ของเดิม ⇒ เหลือ 12.5% ⇒ สลายไป 7 ของเดิม ⇒ สลายไป 87.5% 8 2 1 ถา t = 4T ⇒ Nt = N40 ⇒ เหลือ 16 ของเดิม ⇒ เหลือ 6.25% ⇒ สลายไป 15 ของเดิม ⇒ สลายไป 93.75% 16 2 N 1 31 ถา t = 5T ⇒ Nt = 50 ⇒ เหลือ 32 ของเดิม ⇒ เหลือ 3.125% ⇒ สลายไป 32 ของเดิม ⇒ สลายไป 96.875% 2
  • 152.
    BOBBYtutor Physics Note N0 2t/T N0 มวล(M) ∞ N จาก Nt = t/T ⇒ Mt = 2 N0 Activity (A) ∞ N จาก Nt = t/T ⇒ At = 2 dN = -λN สามารถหาคาจํานวนนิวเคลียสที่มีอยูขณะใดๆ ได จาก A = dt Nt = N0e-λt จาก N1 = N0e-λt ถา t = T จะได T = ln 2 = 0.693 Nt = λ M0 2t/T A0 2t/T λ 7. สภาพสมดุลของการสลายตัว เมื่อนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีสลายตัวอยางตอเนื่อง A B C การสลายตัวจะเรียกวาอยูในสภาพสมดุล เมื่อจํานวนนิวเคลียสของ B คงตัว Activity ของ A = Activity ของ B N N λANA = λBNB ⇒ T A = T B สภาพสมดุล A B 8. กราฟการสลายตัว N N N 2 N 4 0 N N N 2 N 4 0 B A t TA TB 2TA 2TB ธาตุกัมมันตรังสี A และ B จํานวนนิวเคลียสเริ่มตน = N 9. การทดลองชุดอุปมาอุปมัยการสลายตัวโดยใชลูกเตา ในการทดลองใหเสมือนลูกเตาเปนนิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสี เมื่อทอดลูกเตา ลูกเตาใดหงายหนาแตมมี ใหเปนนิวเคลียสที่สลายตัว 1 ถาลูกเตา 6 หนา แตมสี 1 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = 6 1 ถาลูกเตา 6 หนา แตมสี 2 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = 3 1 ถาลูกเตา n หนา แตมสี 1 หนา คาคงตัวของการสลายตัว λ = n T 2T จํานวนนิวเคลียสเริ่มตน = N t
  • 153.
    BOBBYtutor Physics Note การหาครึ่งชีวิต 1.โดยการแทนคาในสูตร T = ln 2 = 0.693 λ λ 2. โดยการเขียนกราฟจํานวนลูกเตากับจํานวนครั้งที่ทอดลูกเตา จํานวนลูกเตา N N 2 N 4 0 T จํานวนครังทีทอด ้ ่ 2T 10. สมการนิวเคลียร สมการนิวเคลียรเปนสมการแสดงการเปลี่ยนสภาพนิวเคลียส (แสดงการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร) สมการเต็ม อนุภาคกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม ธาตุกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม สมการยอ อนุภาคกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณยอ ธาตุกอนปฏิกิริยาและหลังปฏิกิริยา ใชสัญลักษณเต็ม เมื่อยิงอนุภาคแอลฟาชนไนโตรเจน ไนโตรเจนแตกสลายเปนออกซิเจนกับไฮโดรเจน 17O + 1H สมการเต็ม 4He + 14 N 2 7 8 1 สมการยอ 14 N[α, p]17O 7 8 สัญลักษณอนุภาคที่ควรตองทราบ อนุภาค Proton Neutron Deuteron Alpha Beta Positron Gamma สัญลักษณเต็ม 1H 1 1 0n 2H 1 4 He 2 0 -1 e 0 +1e สัญลักษณยอ p n d γ γ α β β+
  • 154.
    BOBBYtutor Physics Note 11.การหาพลังงานจากปฏิกิริยา พิจารณาสมการเต็ม 1. หามวลรวมกอนปฏิกิริยา 2. หามวลรวมหลังปฏิกิริยา 3. หามวลแตกตาง (∆M) ∆M 4. หาพลังงาน = ΣMกอนปฏิกิริยา - ΣMหลังปฏิกิริยา ∆E = ∆M × 931 MeV ΣMกอนปฏิกิริยา > ΣMหลังปฏิกิริยา ⇒ เปนปฏิกิริยาปลดปลอยพลังงาน ΣMกอนปฏิกิริยา < ΣMหลังปฏิกิริยา ⇒ เปนปฏิกิริยาดูดกลืนพลังงาน แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. พิจารณาขอความตอไปนี้สําหรับรังสีแอลฟา เบตา และแกมมา ก. มีความสามารถในการทําใหกาซแตกตัวเปนไอออนไดดีกวา ข. ตองใชวัสดุที่มีความหนามากในการกั้นรังสี ค. เมื่อเคลื่อนที่ผานบริเวณที่มีสนามแมเหล็กแนวการเคลื่อนที่เปนแนวโคง ง. อัตราสวนระหวางประจุตอมวลมีคามากที่สุด ขอความใดเปนสมบัติของรังสีเบตา 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ง. 4) ค. และ ง. 2. ธาตุ A สลายเปนธาตุ B โดยปลอยรังสีเบตาออกมา ธาตุทั้งสองจะมีจํานวนใดเทากัน 1) นิวตรอน 2) โปรตอน 3) ผลรวมของโปรตอนและนิวตรอน 4) ผลตางของโปรตอนและนิวตรอน 3. รังสีแอลฟาเคลื่อนที่เฉียดนิวเคลียสของทองคํา พลังงานจลนของรังสีแอลฟา ณ ตําแหนงที่เขาใกลนิวเคลียสของ ทองคํามากที่สุดมีคา 1) ศูนย 2) มากที่สุด 3) เทาเดิม 4) นอยที่สุด 4. อนุภาคพลังงานจลนเทากันในขอใดวิงเขาใกลนวเคลียสของยูเรเนียมแลวมีโอกาสเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิมนอยที่สุด ่ ิ 1) โปรตอน 2) แอลฟา 3) อิเล็กตรอน 4) นิวตรอน
  • 155.
    BOBBYtutor Physics Note 5.ถายิงอนุภาคแอลฟาเขาไปในนิวเคลียสของโลหะ ทางเดินของอนุภาคแอลฟาที่เปนไปไดคือขอใด ข ค ก ง 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 1) ก. และ ง. 2) ข. และ ค. 3) ก., ค. และ ง. 4) ก., ข., ค. และ ง. คารบอนอะตอม 12 u เคลื่อนที่ผานความตางศักย 2 × 103 V ในเครื่องแมสสเปกโทรมิเตอร เขาไปในบริเวณที่มี สนามแมเหล็กขนาด 0.3 T ถาประจุของคารบอนอะตอมเทากับ 1.6 × 10-19 C ระยะระหวางจุดที่คารบอน อะตอมเขาสูสนามแมเหล็กและจุดที่ตกกระทบแผนฟลมคือขอใด (กําหนดให 1 u = 1.66 × 10-27 kg) 1) 0.74 cm 2) 1.48 cm 3) 7.4 cm 4) 14.8 cm ในเครื่องแมสสเปกโทรมิเตอรมีอนุภาคที่ผานในสวนคัดเลือกความเร็วเขาสูสวนวิเคราะห 5 ชนิด คือ โปรตอน ดิวเทอรอน ทริทอน ฮีเลียม-3 และแอลฟา ในสวนวิเคราะหซึ่งมีสนามแมเหล็กตั้งฉากกับแนวการเคลื่อนที่ของ อนุภาค ทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ตามแนวโคงรูปวงกลม แนวการเคลื่อนที่ของอนุภาคทําใหอนุภาคเคลื่อนที่ตามแนว โคงรูปวงกลม แนวการเคลื่อนที่ของอนุภาคใดอยูใกลกับแนวการเคลื่อนที่ของโปรตอนที่สุด 1) ดิวเทอรอน 2) ทริทอน 3) ฮีเลียม-3 4) แอลฟา ถารัศมีของนิวเคลียสของไฮโดรเจน = 1.2 × 10-15 m รัศมีของนิวเคลียสของ 64 Zn จะเปนเทาใด 30 -15 m -15 m -15 m 1) 1.2 × 10 2) 2.4 × 10 3) 4.8 × 10 4) 6.4 × 10-15 m จงหาเลขอะตอมของนิวเคลียสหนึ่งซึ่งประกอบดวยจํานวนโปรตอนเทากับจํานวนนิวตรอน และนิวเคลียสนี้มีรัศมี เปน 2 เทาของนิวเคลียสของ 27 Al 13 3 1) 2 2) 4 3) 8 4) 9 จงหาเลขมวลของนิวเคลียสซึ่งมีรัศมีเปน 2 เทาของนิวเคลียส 27 Al 13 3 1) 8 2) 9 3) 16 4) 18 ถารัศมีของนิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจนเปน 1.4 × 10-15 m รัศมีนิวเคลียสของธาตุ 27Al จะเปนกี่เมตร 2) 5.6 × 10-15 m 3) 12.6 × 10-15 m 4) 27 × 10-15 m 1) 4.2 × 10-15 m ธาตุไอโซโทปของ 234 Ra จะมีรัศมีเปนกี่เทาของธาตุไอโซโทปของ 28 Na 88 11 1) 2 เทา 2) 3 เทา 3) 4 เทา 4) 5 เทา ถานิวเคลียสของธาตุ A มีมวล 4.0020 u และประกอบขึ้นดวยโปรตอนและนิวตรอนอยางละ 2 ตัว (มวลของ โปรตอน = 1.0073 u มวลของนิวตรอน = 1.0087 u มวล 1 u เทากับพลังงาน 930 MeV) พลังงานยึดเหนี่ยว ตอนิวคลีออนของธาตุ A มีคาเทาใด 1) 2 MeV 2) 7 MeV 3) 14 MeV 4) 28 MeV
  • 156.
    BOBBYtutor Physics Note 14.ธาตุตริเทียมซึงมีเลขอะตอมเปน 1 เลขมวลเปน 3 และมวลอะตอมเทากับ 3.016049 u มีคาพลังงานยึดเหนี่ยวตอ ่ นิวคลีออนเทากับเทาใดในหนวย MeV (ทศนิยม 2 ตําแหนง) กําหนดให มวลอะตอมของไฮโดรเจน = 1.007825 u มวลของนิวตรอน = 1.008665 u และ 1 u = 930 MeV 1) 1.41 2) 2.82 3) 3.46 4) 5.64 15. ธาตุกัมมันตรังสี A มีเวลาครึ่งชีวิตนานเปน 2 เทาของเวลาครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี B ถา A และ B ตางก็มี กัมมันตภาพ (Activity) เทากัน จงหาอัตราสวนของจํานวนอะตอม A : B 1 1 2) 2 3) 4 4) 4 1) 2 16. ในการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียสธาตุกัมมันตรังสี X ไปเปนธาตุกัมมันตรังสี Y พบวาขณะที่ธาตุทั้งสองอยูใน สภาพสมดุลอะตอมของธาตุ X มีคาเปน 3 × 106 เทาของอะตอมของธาตุ Y ถาครึ่งชีวิตของธาตุ Y = 1600 ป จงหาครึ่งชีวิตของธาตุ X 1) 5.3 × 10-4 ป 2) 1.9 × 103 ป 3) 3.3 × 109 ป 4) 4.8 × 109 ป 17. ปริมาณคารบอน-14 ในกระดูกโบราณชนิดหนึ่งมีอยูเพียง 25% ของปริมาณคารบอน-14 ในกระดูกชนิดเดียวกับ ของสัตวที่เพิ่งเสียชีวิตใหมๆ และในการปฏิวัติอุตสาหกรรมทําใหกัมมันตภาพจําเพาะ (Specific activity) ของ คารบอน-14 ในสภาพแวดลอมปจจุบันลดลงจากปกติ 3% ถาครึ่งชีวิตของคารบอน-14 = 5570 ป กระดูก โบราณชิ้นนั้นจะมีอายุเทาใด 1) 5570 ป 2) นอยกวา 11140 ป 3) 11140 ป 4) มากกวา 11140 ป 18. ในการหาอายุวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งโดยการวัดปริมาณของคารบอน-14 ซึ่งมีครึ่งชีวิต 5570 ป พบวาปริมาณของ 1 คารบอน-14 ที่เหลืออยูในปจจุบันเทากับ 8 เทาของปริมาณที่มีอยูในตอนแรก วัตถุโบราณชิ้นนี้มีอายุเทาใด 1) 11140 ป 2) 16710 ป 3) 22280 ป 4) 44560 ป 19. ธาตุไอโอดีน-126 มีครึ่งชีวิต 12 วัน นาย ข ไดรับธาตุไอโอดีน-126 เขาไปในรางกาย 16 กรัม เปนเวลานานกี่วัน ไอโอดีนในรางกายของนาย ข จึงจะลดลงเหลือ 2 กรัม 1) 12 วัน 2) 24 วัน 3) 36 วัน 4) 48 วัน 20. ไอโซโทปของโซเดียม ( 24 Na) มีครึ่งชีวิต 15 ชั่วโมง จงหาวาเวลาผานไป 75 ชั่วโมง นิวเคลียสของไอโซโทปนี้จะ 11 สลายไปแลวประมาณกี่เปอรเซ็นตของจํานวนที่ตั้งตน ถาตอนเริ่มแรกนิวเคลียสของไอโซโทปนี้มีคา 5 คูรี 1) 75% 2) 87.5% 3) 94% 4) 97% 21. เมื่อนําซากไมโบราณ 6 กรัม มาวัดปริมาณรังสี ปรากฏวามีกัมมันตภาพเทากับไมที่มีชีวิต 2 กรัม ถาครึ่งชีวิตของ คารบอน-14 เปน 5600 ป แสดงวาซากไมมีอายุเทาใด 1) เกิน 16800 ป 2) อยูระหวาง 11200-16800 ป 3) อยูระหวาง 5600-11200 ป 4) ไมเกิน 5600 ป 22. ไอโอดีน-131 มีคาคงตัวของการสลายเทากับ 0.087 ตอวัน ถามีไอโอดีน-131 อยู 10 กรัมตอนเริ่มตน เมื่อเวลา ผานไป 24 วัน จะมีไอโอดีน-131 เหลืออยูเทาใด (กําหนดให ln 2 = 0.693) 1) 0.63 g 2) 1.25 g 3) 2.50 g 4) 5.00 g
  • 157.
    BOBBYtutor Physics Note 23.ลูกเตา 16 หนา แตมสีไวที่หนาหนึ่งจํานวน 100 ลูก นํามาทอด และคัดลูกที่หงายหนาแตมสีออก ทอดกี่ครั้ง จึงจะเหลือลูกเตา 50 ลูก 1) 8 2) 9 3) 10 4) 11 24. ในการทดลองศึกษาสมบัติของสารกัมมันตรังสี โดยตรวจนับกัมมันตภาพไดผลการทดลองดังขอมูลในตาราง จงประมาณหากัมมันตภาพที่นับไดตอนาที เมื่อทําการนับที่เวลาหลังจากเริ่มตน 45 ชั่วโมง เวลานับจากเริ่มตน (ชั่วโมง) กัมมันตภาพที่นับได (ตอนาที) 0 10050 5 7080 10 4980 15 3535 20 2510 25 1765 1) 1250 2) 880 3) 625 4) 440 25. คนไขคนหนึ่งตองการไดรับรังสีแกมมาจากโคบอลต-60 แตปริมาณรังสีแกมมาที่ใชมีมากเกินไปจึงนําแผนตะกั่ว มากั้น จะตองใชแผนตะกั่ว 3 แผนมากั้น จึงจะไดปริมาณรังสีแกมมาที่พอดี ถาตะกั่ว 1 แผน สามารถกั้นรังสี แกมมาไมใหผานได 90% อยากทราบวาปริมาณรังสีแกมมาทีออกมาไดพอดี จะคิดเปนกีเ่ ปอรเซ็นตของปริมาณเดิม ่ 1) 0.01% 2) 0.1% 3) 3% 4) 30% 26. ธาตุ A มีคาคงตัวการสลาย λ จะมีคาครึ่งชีวิตดังขอใด 2) eλ/2 3) λ ln 2 4) ln 2 1) log 2 λ λ 27. ถาธาตุ X มีจํานวนอะตอมเปน 2 เทาของธาตุ Y แตมีกัมมันตภาพเปน 3 เทาของธาตุ Y ครึ่งชีวิตของธาตุ X จะเปนกี่เทาของธาตุ Y 1 2) 2 เทา 3) 3 เทา 4) 6 เทา 1) 6 เทา 3 2 28. ถามี 226 Ra จํานวน N นิวเคลียส มีกัมมันตภาพ A มิลลิคูรี คาคงตัวการสลายตอวินาทีคือขอใด 88 (กําหนดให 1 คูรี เทากับการสลาย 3.7 × 1010 ตอวินาที) A N 2) 4) 1) 3.7 × 107 A 3) 3.7 × 107 N N A 3.7 × 107 N 3.7 × 107 A 29. ในการทดลองวัดปริมาณรังสีจากธาตุกัมมันตรังสีชนิดหนึ่ง เมื่อเขียนกราฟแสดงความสัมพันธระหวางมวลของ ธาตุกัมมันตรังสี ที่เวลาผานไป t ใดๆ กับเวลาที่ผานไป t จะไดผลดังรูป แสดงวาที่เวลาผานไป 8 ชั่วโมง นับจาก ตอนตน ธาตุกัมมันตรังสีนี้จะเหลืออยูกี่มิลลิกรัม m (มิลลิกรัม) 100 75 50 25 0 1) 6.25 mg เวลา t (ชัวโมง) ่ 1 2 3 4 5 2) 3.13 mg 3) 1.56 mg 4) 0.78 mg
  • 158.
    BOBBYtutor Physics Note 30.ในการทดลองอุปมาอุปมัยการทอดลูกเตากับการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี โดยการโยนลูกเตาแลวคัดหนาที่ ไมแตมสีออกไป ถาลูกเตามี 6 หนา มีหนาที่แตมสี 2 หนา และมีจํานวน 90 ลูก จงหาวาถาทําการโยนลูกเตา ทั้งหมด 2 ครั้งโดยสถิติจะเหลือลูกเตาทั้งหมดเทาใด 1) 10 ลูก 2) 30 ลูก 3) 40 ลูก 4) 56 ลูก 31. ปฏิกิริยานิวเคลียรดังสมการทั้งสองตอไปนี้ 196 Pt + 2 H 197 Au + 1 n + Q ...(A) A 78 1 79 0 4H 2 e + 14 H 7 17O 8 + 1 1H + Q B ...(B) ไดพลังงานนิวเคลียร QA = 3.57 MeV และ QB = -1.19 MeV ถาปฏิกิริยานิวเคลียรของสมการ (A) และ (B) ตางก็เกิดขึ้นเปนจํานวน 10 ครั้งเทากัน สมการใดจะใหการเปลี่ยนแปลงของมวลที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเปนปริมาณ เทาใด (กําหนดให 1 u = 931 MeV) 1) สมการ (A), 0.210 u 2) สมการ (A), 0.038 u 3) สมการ (B), 0.120 u 4) สมการ (B), 0.013 u 32. ปฏิกิริยาฟวชันเกิดขึ้นในดวงอาทิตยไดพลังงานมากมายดังนี้ 4 He + 2 0e + พลังงาน 4 1H 1 2 +1 จงหาพลังงานที่ไดจากไฮโดรเจนมวล 1 กิโลกรัม ที่เกิดปฏิกิริยานี้ กําหนดให มวลอะตอมไฮโดรเจน = 1.00782 u = 1 g/mole มวลอะตอมฮีเลียม = 4.00260 u มวลของอิเล็กตรอนและโพซิตรอน = 0.00055 u NA = 6.0 × 1023 /mole ใหใชคา 1 u = 900 MeV 1) 3.6 × 1024 MeV 2) 14 × 1024 MeV 3) 3.6 × 1027 MeV 4) 14 × 1027 MeV 33. นิวเคลียสกัมมันตรังสี X มีเลขมวลเทากับ 200 มีคาพลังงานยึดเหนียว/นิวคลีออนประมาณ 7 MeV เกิดการแตกตัว ่ เปน 2 สวนเทาๆ กัน แตละสวนมีเลขมวลเทากับ 100 และมีคาพลังงานยึดเหนี่ยว/นิวคลีออนประมาณ 8 MeV จงหาพลังงานที่ถูกปลอยออกมาในการแตกตัวของนิวเคลียส X หนึ่งตัว 1) 200 MeV 2) 1400 MeV 3) 1600 MeV 4) 3000 MeV 34. จากธาตุไอโซโทปของยูเรเนียม 238 U สลายตัวแบบอนุกรมไดอนุภาคแอลฟารวม 8 ตัว และอนุภาคเบตาลบรวม 92 6 ตัว และไดโอโซโทปของธาตุใหมอีก 1 ตัว อยากทราบวาไอโซโทปของธาตุใหมมีเลขมวลและเลขอะตอมตรงกับ ขอใดตามลําดับ 1) 91 และ 234 2) 92 และ 206 3) 234 และ 91 4) 206 และ 82 214 Bi ) สลายตัวใหรังสีเบตาลบ นิวเคลียสของธาตุใหมคือขอใด 35. เมื่อบิสมัท-214 ( 83 2) 210 Bi 3) 214 At 4) 214 Po 1) 210 Pb 82 83 85 84 36. จากปฏิกิริยานิวเคลียร 1) นิวตรอน 14 N 7 + 1H 1 2) อิเล็กตรอน 15 N 7 + X X คืออนุภาคใด 3) โปรตอน 4) โพซิตรอน
  • 159.
    BOBBYtutor Physics Note 37.ในการสลายตัวตอๆ กันของธาตุกัมมันตรังสี โดยเริ่มจาก 238 U เมื่อสลายใหอนุภาคทั้งหมดเปน 2α, 2β และ 2γ 92 จะทําใหไดนิวเคลียสใหมมีจํานวนโปรตอนและจํานวนนิวตรอนเทาใด 1) จํานวนโปรตอน 88 จํานวนนิวตรอน 140 2) จํานวนโปรตอน 90 จํานวนนิวตรอน 140 3) จํานวนโปรตอน 88 จํานวนนิวตรอน 142 4) จํานวนโปรตอน 90 จํานวนนิวตรอน 142 เฉลย 1. 11. 21. 31. 4) 1) 3) 4) 2. 12. 22. 32. 3) 1) 2) 3) 3. 13. 23. 33. 4) 2) 4) 1) 4. 14. 24. 34. 4) 2) 4) 4) 5. 15. 25. 35. 1) 2) 2) 4) 6. 16. 26. 36. 4) 4) 4) 4) 7. 17. 27. 37. 3) 4) 2) 2) 8. 3) 18. 2) 28. 3) 9. 2) 19. 3) 29. 1) 10. 1) 20. 4) 30. 1)