ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี  1
เนื้อหา ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี  1 *   ปฏิกิริยารีดอกซ์ *   การดุลสมการรีดอกซ์ *   เซลล์ไฟฟ้าเคมี *   เซลล์อิเล็กโทรไลต์
ปฏิกิริยารีดอกซ์ 1.  ปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับสารละลายที่มีไอออนของโลหะ ที่ชิ้น  Zn  มี สารสีน้ำตาล แดงเกาะอยู่ เมื่อเคาะก็ร่วง และแท่งสังกะสี จะกร่อน ในสารละลาย CuSO 4   สีฟ้าเดิม จะจางลง  ถ้าทิ้ง ไว้นาน ๆ จะไม่มีสี CuSO 4 (aq) ZnSO 4 (aq) Cu(s) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ชิ้น  Cu  และในสารละลาย ZnSO 4 รูปที่  1 รูปที่  2
ปฏิกิริยารีดอกซ์ บทสรุป 1.  เมื่อจุ่มโลหะลงในสารละลายโลหะไอออนแล้ว เกิดปฏิกิริยา ได้ แสดงว่า … มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอนกันได้โดย  ... 1.1  โลหะเป็นฝ่าย เสีย อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชัน   ( เป็นตัว - รีดิวซ์ )  และจะกร่อนลงเรื่อย ๆ  1.2  โลหะไอออนในสารละลายจะเป็นฝ่าย รับ อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา รีดักชัน   ( เป็นตัวออกซิไดส์ )  1.3  เปรียบเทียบค่า  E 0   จะได้  E 0   ของโลหะไอออนมากกว่า  E 0 ของโลหะที่จุ่ม
ปฏิกิริยารีดอกซ์ 2.  เมื่อจุ่มโลหะลงในสารละลายโลหะไอออนแล้วไม่เกิดปฏิกิริยา แต่ถ้ากลับกันระหว่างโลหะทั้งสองนั้น  ( A  จุ่มใน  B 2+   เป็น B  จุ่มใน  A 2+ )  จะเกิดปฏิกิริยาได้ 3.  เมื่อจุ่มโลหะลงในสารละลายของโลหะไอออนเดียวกัน  (A  ใน A 2+ )  จะไม่เกิดปฏิกิริยาอย่างแน่นอน 4.  นอกจากจุ่มโลหะลงในสารละลายของโลหะไอออนแล้วยังรวม ทั้งไอออนของสารละลายกรด  (H + )  ก็พิจารณาทำนองเดียวกัน
ปฏิกิริยารีดอกซ์ 2.  ปฏิกิริยารีดอกซ์  :  ตัวออกซิไดส์  ตัวรีดิวซ์ ปฏิกิริยารีดอกซ์ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ปฏิกิริยารีดักชัน รับ  e - ให้  e - ลด เลขออกซิเดชัน เพิ่ม เลขออกซิเดชัน
ปฏิกิริยารีดอกซ์ ในปฏิกิริยารีดอกซ์  จะมีปฏิกิริยาย่อยเกิดขึ้น  2  ชนิดเสมอคือ 1.  ปฏิกิริยาออกซิเดชัน  (Oxidation  Reaction)   คือปฏิกิริยา ที่มีการให้อิเล็กตรอนสารที่เป็นตัว ให้ อิเล็กตรอน  เรียกว่า  ตัวรีดิวซ์ ผลของปฏิกิริยาออกซิเดชัน  ทำให้สารนั้นมีเลขออกซิเดชัน เพิ่มขึ้น ตัวอย่าง  :   Zn(s)  ฎ Zn 2+ (aq)  +  2e - 2.  ปฏิกิริยารีดักชัน  ( Reduction  Reaction)   คือปฏิกิริยาที่มี การรับอิเล็กตรอนสารที่เป็นตัว รับ อิเล็กตรอนเรียกว่า  ตัวออกซิไดส์ ผลของปฏิกิริยารีดักชัน  ทำให้สารนั้นมีเลขออกซิเดชัน ลดลง   ตัวอย่าง  :  Cu 2+ (aq)  +2e -   ฎ Cu(s)
ปฏิกิริยารีดอกซ์ 3.  การพิจารณา… ตัวออกซิไดส์  ตัวรีดิวซ์ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ปฏิกิริยารีดักชัน รับอิเล็กตรอน ถูกรีดิวซ์  (Reduced) ตัวออกซิไดส์  (Oxidizer) ให้อิเล็กตรอน ถูกออกซิไดส์  (Oxidized) ตัวรีดิวซ์  (Reducer)
ปฏิกิริยารีดอกซ์ 4.  การพิจารณา… ว่าปฏิกิริยาหนึ่ง ๆ  เป็นปฏิกิริยารีดอกซ์หรือไม่ 1.  ปฏิกิริยาที่มีธาตุอิสระเกี่ยวข้องอยู่ด้วย  2.  ปฏิกิริยาที่มีการสันดาปทุกชนิด 3.  ปฏิกิริยาที่มีธาตุโลหะแทรนซิชันเป็นองค์ประกอบ ของสารในปฏิกิริยา  4.  ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในเซลล์ไฟฟ้า  แบตเตอรี่ 5.  ปฏิกิริยาในขบวนการเมตาบอลิซึม  (Metabolism)  ในร่างกาย 6.  เกิดในขบวนการถลุงโลหะต่าง ๆ เช่น  การถลุงเหล็ก ตัวอย่างปฏิกิริยาที่มีโอกาสเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์  มีดังต่อไปนี้
ปฏิกิริยารีดอกซ์ 7.  ปฏิกิริยาที่เกิดสนิม  หรือการสึกกร่อนของโลหะ 8.  ไม่ใช่ปฏิกิริยาระหว่างกรด - เบส  เกลือกับเกลือ  หรือกรดกับเกลือ ปฏิกิริยานอน - รีดอกซ์ที่ควรสังเกตได้ง่าย ๆ  เช่น  ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบส ,  ปฏิกิริยาระหว่าง เกลือกับเกลือ ,  ปฏิกิริยาระหว่างเกลือกับกรด  เป็นต้น ซึ่งจะมีชื่อเฉพาะสำหรับปฏิกิริยานั้น ๆ เช่น  ปฏิกิริยาสะเทิน , ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ,  ปฏิกิริยาสะพอนนิฟิเคชัน ,  ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส  เป็นต้น
การดุลสมการรีดอกซ์ การดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้เลขออกซิเดชัน หลัก  1.  หาเลขออกซิเดชันของสารที่เพิ่มและลด 2.  เอาเลขออกซิเดชันที่ เพิ่ม ไว้หน้าสารที่มี เลขออกซิเดชัน ลด  และเอาเลขออกซิเดชันที่ลด ไว้หน้าสารที่เพิ่ม  ( คูณไขว้ ) 3.  จากข้อ  2.  ถ้าทำอย่างต่ำได้ให้ทำด้วย 4.  พิจารณาจำนวนอะตอมและประจุรวมทางขวา ให้เท่ากับทางซ้าย
การดุลสมการรีดอกซ์ ตัวอย่างการดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้เลขออกซิเดชัน NH 3  +  O 2   ฎ NO  +  H 2 O NH 3 (g)   +  O 2 (g)  ฎ NO(g)  +  H 2 O 3 0 +2-2 เพิ่ม  5 ลด  2  ต่อ  1  อะตอม  ( แต่  O  มี  2  อะตอม  เอา  2  คูณ ) ลด  2  x 2  =  4 4 5 NH 3  +  5O 2   ฎ 4 NO  +  6H 2 O 4NH 3
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) จากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ พลังงานเคมี และ พลังงานไฟฟ้า จึงแบ่งชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนรูปพลังงานทั้งสองชนิดนี้ ออกเป็น  2  ประเภท  คือ 1.  อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงาน เคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เรียกว่า  เซลล์กัลวานิก 2.  อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงาน ไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเคมี เรียกว่า  เซลล์อิเล็กโทรไลต์ เซลล์ไฟฟ้าเคมีอย่างง่าย   ซึ่งเปลี่ยนพลังงานเคมีให้เป็น กระแสไฟฟ้า  เรียกว่า  เซลล์กัลวานิก   หรือ  เซลล์วอลตาอิก
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 1.  เซลล์กัลวานิก 1.  เซลล์ไฟฟ้าเคมี   จะประกอบด้วย  2  ครึ่งเซลล์ที่แตกต่างกัน นำมาต่อกันให้ครบวงจร  แสดงได้ดังรูป  Zn 2+ Cu 2+ Zn(s) / Zn 2+ (aq) Cu(s) / Cu 2+ (aq) สะพานไอออน Zn Cu แอโนด ( ขั้วลบ ) แคโทด ( ขั้วบวก ) รูปที่  3
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 2.  ในครึ่งเซลล์หนึ่งประกอบด้วยแท่งโลหะ   ซึ่งทำหน้าที่เป็น ขั้วไฟฟ้า  (electrode)  จุ่มอยู่ในสารละลายที่มีไอออนของโลหะที่ เป็นขั้วไฟฟ้านั้นจุ่มอยู่ 3.  ครึ่งเซลล์ที่เป็นขั้วไฟฟ้าเฉื่อย   เช่น  โลหะพลาตินัม  ( Pt)  และแกรไฟต์  (C)  ขั้วไฟฟ้าชนิดนี้ไม่มีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ใด ๆ ในเซลล์  ไม่มีการผุกร่อน  เพียงแต่ช่วย ทำหน้าที่เป็นตัวรับ - ถ่ายให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านให้ครบวงจรเท่านั้น 4.  ครึ่งเซลล์ที่มีขั้วไฟฟ้าเป็นก๊าซ  ในกรณีนี้ต้องอาศัยขั้ว ไฟฟ้าเฉื่อยเพื่อเป็นตัวนำ  โดยจุ่มอยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์  โดยมี หลักว่า  เมื่อใช้ก๊าซใดผ่านเข้าไปในขั้วไฟฟ้านั้นสารละลายอิเล็ก - โทรไลต์ที่ใช้ต้องเป็นสารละลายที่มีไอออนของก๊าซนั้น
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) การต่อครึ่งเซลล์สองครึ่งเซลล์เข้าด้วยกัน 1.  ใช้ลวดตัวนำต่อจากโลหะที่เป็นขั้วไฟฟ้า ของครึ่งเซลล์หนึ่งไปยังโลหะที่เป็นขั้วไฟฟ้า ของอีกครึ่งเซลล์หนึ่ง 2.  ใช้สะพานไอออน  (Salt  bridge)  เชื่อมต่อ ระหว่างสารละลายในแต่ละครึ่งเซลล์  เพื่อให้ ไอออนเคลื่อนที่ถ่ายเทระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสองได้
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 2.  ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในเซลล์ไฟฟ้าเคมี :  ปฏิกิริยาแต่ละครึ่งเซลล์ ,  การพิจารณาขั้วไฟฟ้า , การพิจารณาการไหลของอิเล็กตรอน มีหลักการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1.  เมื่อเอาแต่ละครึ่งเซลล์มาต่อให้ครบวงจร  ก็จะเกิดเป็นเซลล์ไฟฟ้า อย่างง่ายขึ้น  แสดงว่าเกิดปฏิกิริยาเคมีแล้วทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า 2.  ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือปฏิกิริยารีดอกซ์  โดยแต่ละครึ่งเซลล์เกิด ปฏิกิริยาดังนี้ ครึ่งเซลล์ที่ให้อิเล็กตรอน  :  เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เข็มจะ เบนออก จากขั้วนี้ ครึ่งเซลล์ที่รับอิเล็กตรอน  :  เกิดปฏิกิริยารีดักชัน เข็มจะ เบนเข้า ขั้วนี้
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 3.  ดังนั้น  ในเซลล์ไฟฟ้าเคมี  จะต้องเกิดปฏิกิริยาทั้งสองครึ่งเซลล์ โดยเกิดปฏิกิริยาให้ - รับอิเล็กตรอนกัน  จึงทำให้มีอิเล็กตรอนไหล  เกิด กระแสไฟฟ้าขึ้น  โดยในเรื่องทางไฟฟ้าให้ถือว่า  ทิศทางของ กระแส นั้น ไหล ตรงข้าม กับทิศทางของ อิเล็กตรอน 4.  อิเล็กตรอนที่เกิดขึ้นจากครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน  จะ เคลื่อนที่ออก วงจรภายนอกตามตัวนำ เข้าไปยังครึ่งเซลล์รีดักชัน   ( สังเกตได้ตาม เข็มเครื่องโวลต์มิเตอร์ที่เบนไปตามทิศการไหลของอิเล็กตรอน )
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 3.  การพิจารณาขั้วไฟฟ้า  ขั้วแอโนด  ( ขั้วลบ ), ขั้วแคโทด  ( ขั้วบวก )  และชนิดของปฏิกิริยา 1.  ครึ่งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชัน   เรียกว่า  ขั้ว แอโนด   ซึ่งมีอิเล็กตรอนไหลออกมา  จึงเรียกว่า  ขั้วลบ   ( ขั้วที่มีอิเล็กตรอนเกิดขึ้น ) 2.  ครึ่งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยา รีดักชัน   เรียกว่า ขั้ว แคโทด   ซึ่งเป็นขั้วที่ รับ อิเล็กตรอน  จึงเรียกว่า ขั้วบวก   ( ขั้วที่อิเล็กตรอนวิ่งเข้าหา )
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) Zn 2+ Cu 2+ Zn(s) / Zn 2+ (aq) Cu(s) / Cu 2+ (aq) สะพานไอออน Zn Cu แอโนด ( ขั้วลบ ) แคโทด ( ขั้วบวก ) รูปที่  4 รูปแสดงเซลล์ไฟฟ้าเคมีอย่างง่าย  และสรุปปฏิกิริยา และขั้วที่เกิดขึ้นได้ดังนี้
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) จากรูปที่  4  สามารถอธิบายได้ดังนี้ ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน  ครึ่งเซลล์รีดักชัน ออกซิเดชัน   :  Zn(s)  ฎ Zn 2+ (aq)  +  2e -  รีดักชัน   :  Cu 2+ (aq)  +  2e -   ฎ Cu(s) ขั้วแอโนด  ( เพราะเกิดออกซิเดชัน )  ขั้วแคโทด   ( เพราะเกิดรีดักชัน ) ขั้วลบ  ( เพราะอิเล็กตรอนเกิดขึ้น )  ขั้วบวก   ( เพราะรับอิเล็กตรอน )  ปฏิกิริยาของเซลล์นี้   :  Zn(s)  +  Cu 2+ (aq)  ฎ Zn 2+ (aq)  +  Cu(s)  ครึ่งเซลล์รีดักชัน ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 4.  สะพานไอออน  (Salt  bridge)  และการรักษาสมดุล ระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ สะพานไอออน เป็นสารละลายอิ่มตัวที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสองเข้าด้วยกัน  ทำหน้าที่รักษาสมดุลระหว่าง ไอออนบวกและไอออนลบของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ในแต่ละครึ่ง เซลล์  สะพานไอออนเมื่อใช้นาน ๆ จะทำให้ ปริมาณไอออนลดลง ดังนั้นเมื่อต้องการใช้สะพานไอออนควรจุ่มสารละลายอิ่มตัวใหม่ ๆ  สำหรับที่ใช้สารละลายอิ่มตัวก็เพื่อต้องการให้มีปริมาณไอออนอยู่ มากจะได้ใช้ได้นาน สารละลายที่ใช้ทำสะพานไอออนได้  เช่น  NH 4 NO 3 ,  KCl,  KNO 3
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 5.  เซลล์ความเข้มข้น เซลล์ความเข้มข้น  (Concentration  cell)   เป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมี อีกชนิดหนึ่ง  ประกอบด้วย ขั้วไฟฟ้า ชนิดเดียวกัน  2  ขั้ว  และสาร ละลายอิเล็กโทรไลต์ชนิดเดียวกันแต่ ความเข้มข้นไม่เท่ากัน หลักของเซลล์ความเข้มข้น  สรุปได้ดังนี้ 1.  แท่งอิเล็กโทรด  ( ขั้ว )  ทั้งสองเหมือนกัน 2.  สารละลายอิเล็กโทรไลต์อย่างเดียวกัน  แต่ ความเข้มข้น ของสาร ละลายต่างกัน 3.  อิเล็กตรอนจะไหลออกจากครึ่งเซลล์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าไปสู่ ภายนอก  เข้าสู่ครึ่งเซลล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 5.  ครึ่งเซลล์ที่มีความเข้มข้นของสารละลาย เจือจาง   เกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชัน  เป็นขั้ว แอโนด   และครึ่งเซลล์ที่ เข้มข้นกว่า   จะเกิดปฏิกิริยา รีดักชัน   เป็นขั้ว แคโทด 6.  ตัวอย่างเขียนแผนภาพของเซลล์ได้ดังนี้ M(s)/M +  ( จาง ) // M +  ( ข้น )/ M(s) Zn(s)/Zn 2+  (0.01M) // Zn 2+  (0.1M)/Zn(s)
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 6.  หลักการเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าเคมี 1.  เขียนครึ่งเซลล์โดยใช้  /  คั่นระหว่างขั้วไฟฟ้ากับไอออนในสาร ละลายครึ่งเซลล์  เช่น  Zn/Zn 2+ 2.  ระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสองให้ใช้  //  คั่น  แสดง สะพานไอออน 3.  แต่ละครึ่งเซลล์จากข้อ  (1)  เมื่อนำมาต่อกันเป็นเซลล์ไฟฟ้า  ให้ เขียนขั้วไฟฟ้า  ( โลหะ )  ไว้ว้ายสุดและขวาสุดเสมอ 4.  ให้เขียนครึ่งเซลล์ออกซิเดชันไว้ทางซ้ายมือ  คั่นด้วย  //  แล้วให้ เขียนครึ่งเซลล์รีดักชันไว้ทางขวามือเสมอ 5.  ถ้าครึ่งเซลล์ใดมีสถานะเดียวกันมากกว่า  1  ชนิด  ให้คั่นด้วย  , เช่น  Pt/Sn 2+  , Sn 4+  // Fe 3+  , Fe 2+ /Pt
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 6.  ขั้วไฟฟ้าที่เป็นก๊าซโดยมีโลหะเฉื่อยเป็นตัวนำให้เขียน เครื่องหมาย  /  คั่นระหว่างโลหะ  /  ก๊าซ  /  ไอออน ตัวอย่างเช่น  Pt/H 2 /H +   ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน H + /H 2 /Pt  ครึ่งเซลล์รีดักชัน 7.  หากจะเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์จะต้องระบุ สถานะของสาร  และในกรณีสารละลายจะต้องระบุ ความเข้มข้น  (M)  อีกด้วย
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) สรุปหลักการเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าเคมี A(s)/A + (aq) (1.0 mol/l) // B + (aq) (1.0 mol/l)/B(s) ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน ขั้วลบ แอโนด  ( ออก ,  OX) ให้  e -   ดีกว่า (E 0  ของ  A  น้อย ) ขั้วไฟฟ้าคือ  A ครึ่งเซลล์รีดักชัน ขั้วบวก แคโทด  รับ  e -   ดีกว่า ( E 0   ของ  B  มาก ) ขั้วไฟฟ้าคือ  B
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) ขั้วลบ  ขั้วบวก - + ศักย์ไฟฟ้าต่ำ ศักย์ไฟฟ้าสูง อิเล็กตรอน  ฎ ฌ   กระแสไฟฟ้า
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 7.  ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์  (E 0 ) ในการหาค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์  (E 0 )  ในทางปฏิบัติ จะต้องทำโดยการเปรียบเทียบกับครึ่งเซลล์ใดครึ่งเซลล์หนึ่งที่กำหนด เป็นครึ่งมาตรฐาน  เช่น  ครึ่งเซลล์มาตรฐานของไฮโดรเจน   (1 mol/l, 25  ๐ C,  1 atm)  (Pt)(s)/H 2 (1 atm)/H + (1 mol/l)  กำหนดให้มีค่า  E 0  =  0.00  โวลต์ ครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ขั้วไฟฟ้า ไฮโดรเจนมาตรฐาน  (Standard  Hydrogen  Electrode  ตัวย่อ  SHE)
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) ปฏิกิริยาของครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน เมื่อเป็นครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน  H 2   ฎ   2 H +   +  2e - เมื่อเป็นครึ่งเซลล์รีดักชัน  2 H +   +  2e -      ฎ   H 2  ขั้นตอนการหาค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน   พิจารณาดังต่อไปนี้ 1.  นำครึ่งเซลล์ที่ต้องการมาต่อเข้ากับครึ่งเซลล์มาตรฐาน  สิ่งที่ต้อง พิจารณา  คือให้ดูเข็มของโวลต์มิเตอร์ว่าเบนไปทางครึ่งเซลล์ใด  และอ่าน ค่าได้เท่าไร 2.  ค่าที่อ่านได้เป็นเท่าใด  ค่า  E 0   ของครึ่งเซลล์นั้นมีค่าเท่ากับตัวเลข ที่อ่านได้นั้น  แต่อาจมีเครื่องหมาย บวก หรือ ลบ   ให้พิจารณาดังนี้
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 2.1  ถ้าเข็มเบนไปหาครึ่งเซลล์ไฮโดรเจน -  ครึ่งเซลล์  Pt/H 2 /H +   ชิงอิเล็กตรอนดีกว่า  A/A +   ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์  A/A +   น้อยกว่า  0  โวลต์  ( เป็น ลบ ) 2.2  ถ้าเข็มเบนเข้าหาครึ่งเซลล์ที่นำมาต่อ  A/A +   -  ครึ่งเซลล์  A/A +   ชิงอิเล็กตรอนดีกว่า  Pt/H 2 /H +   ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน  (E 0 )  ครึ่งเซลล์  A/A +   มากกว่า  0  ( เป็น บวก )
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 8.  ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์  (E 0 cell ) ความต่างศักย์ของเซลล์ ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน  ( E 0 cell ) ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์ที่ไม่ใช่ ภาวะมาตรฐาน  ( E cell ) ผลต่างระหว่าง  E 0 +  และ  E 0 - จากสมการเนินสต์ *( ไม่กล่าว ถึงในระ ดับนี้ ) E 0 cell  =  E 0 +  -  E 0 - E cell   =  E 0 cell  =  (0.059/n)logK   ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์  ( E 0 cell )  =  E 0 แคโทด   -  E 0 แอโนด =  E 0 มาก  -  E 0 น้อย
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 9.  บทสรุปเกี่ยวกับ  E 0 1.  ค่า  E 0   เป็นค่าที่แสดงถึงความสามารถของไอออนของโลหะหรือธาตุ ในการแย่งชิงอิเล็กตรอนเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถในการแย่ง ชิงอิเล็กตรอนของ  H + 2.  ถ้า  E 0   ของครึ่งเซลล์ใดมีค่าเป็น บวก   แสดงว่าไอออนของโลหะหรือ อโลหะนั้นแย่ง ชิง อิเล็กตรอนได้ดีกว่า  H + ถ้า  E 0   ของครึ่งเซลล์ใดมีค่าเป็น ลบ   แสดงว่าไอออนของโลหะหรือ อโลหะนั้นแย่ง ชิง อิเล็กตรอนได้ น้อย กว่า  H + 3.  E 0   ใช้เป็นค่าเปรียบเทียบความสามารถในการแย่งชิง  ( รับ )  อิเล็กตรอนของไอออนต่าง ๆ
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) 4.  ค่า  E 0   ของปฏิกิริยาใด ๆ สามารถบอกได้ว่าปฏิกิริยานั้น ๆ เกิดขึ้นได้ หรือไม่  ในทิ ศ ทางใดถ้า  ... E 0 cell   หรือ  E 0 react   เป็นบวก  =  ปฏิกิริยาเกิดได้ เป็นลบ  =  ปฏิกิริยาเกิดไม่ได้ต้องกลับทิศ ของสมการจึงเกิดได้ เป็นศูนย์  =  ปฏิกิริยาอยู่ในสมดุล   5.  ถ้าจุ่มโลหะ  A  ลงในสารละลาย  B 2+   แล้วเกิดปฏิกิริยาได้  แสดงว่าค่า E 0  ของ  B 2+   >  A 2+ -  ถ้าค่า  E 0   มากกว่า  แสดงว่า … จะมีความสามารถแย่งชิง  e -   ได้ดี กว่า  เกิดปฏิกิริยารีดักชันได้ดีกว่า  เป็นตัวออกซิไดส์ได้ดีกว่า
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) -  ถ้าทราบค่า  E 0   ของ  X 2+   >  Y 2+   ดังนั้นถ้าเราจุ่มโลหะ  X  ลงใน สารละลาย  Y 2+   จะไม่เกิดปฏิกิริยาแต่อย่างใด 5.  สารที่มีค่า  E 0   มาก  ทำปฏิกิริยากับสารที่มีค่า  E 0   น้อยกว่าได้แสดง ว่าสารที่มี  E 0   มากเป็นตัว ออกซิไดส์   E 0   น้อยกว่าจะเป็นตัว รีดิวซ์ ตัวออกซิไดส์ดี  ฎ   E 0   มาก  ฎ   อยากจะรับ  (e - )  ฎ   เกิด  ( รีดักชัน ) 6.  แผนภาพเซลล์  A/A 2+  // B 2+ /B แสดงว่า  E 0   ของ  B 2+   >  E 0   ของ  A 2+ 7.  ในตารางธาตุ  ความสัมพันธ์ของค่า  E 0   เป็นไปตามแนวโน้มเช่นเดียว กับ  IE,  EN
เซลล์ไฟฟ้าเคมี  (Electrochemical  Cell) ตารางธาตุ น้อย มาก แนวโน้มของค่า  IE,  EN  และ  E 0   ของธาตุในตารางธาตุ ข้อควรจำ  Li +   มีค่า  E 0   ต่ำสุด  ;  เป็นตัวรีดิวซ์ที่ดี F 2   มีค่า  E 0   สูงสุด  ;  เป็นตัวออกซิไดส์ที่ดี 8.  ธาตุที่ควรจำลำดับค่า  E 0   ได้คือ  Ag +   >  Cu 2+   >  H +   >  Zn 2+   > Mg 2+
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ การแยกสารด้วยกระแสไฟฟ้าเป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งเรียกว่า อิเล็กโทรลิซีส   (electrolysis)  ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่มีการเปลี่ยน พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเคมี   หรือหมายถึงกระบวนการที่ผ่าน กระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารอิเล็กโทรไลต์แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี คือ  ปฏิกิริยารีดอกซ์นั่นเอง อุปกรณ์สำหรับกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสเป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมี  เรียกว่า  เซลล์อิเล็กโทรไลต์ ในการพิจารณา ขั้วบวก  ขั้วลบ   ของเซลล์ไฟฟ้าเคมี  กับเซลล์ อิเล็กโทรไลต์จะ แตกต่าง กันทำให้เป็นผลตรงกันข้าม  ดังแสดงในตาราง ต่อไปนี้
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ เซลล์กัลวานิก  เซลล์อิเล็กโทรไลต์ ขั้วลบ  :  ขั้วที่มีอิเล็กตรอนไหล  :  ขั้วที่ต่อกับขั้วลบของแบตเตอรี่ ออกจากเซลล์  ( อิเล็กตรอนไหลเข้าเซลล์ ) ขั้วบวก   :  ขั้วที่มีอิเล็กตรอนไหล  :  ขั้วที่ต่อกับขั้วบวกของแบตเตอรี เข้าสู่เซลล์  ( อิเล็กตรอนไหลออก ) แอโนด  :  ออกซิเดชัน  ( ขั้วลบ )  :  ออกซิเดชัน  ( ขั้วบวก ) แคโทด   :  รีดักชัน  ( ขั้วบวก )  :  รีดักชัน  ( ขั้วลบ )
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ การแยกสารด้วยกระแสไฟฟ้า  สารอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้แบ่งออกเป็น 2  พวก  คือ  สารที่หลอมเหลว  และสารละลาย  ( มีน้ำด้วย ) 1.  การแยกสารที่หลอมเหลวด้วยกระแสไฟฟ้า ผลที่ได้จากการแยกสารเคมีหลอมเหลวด้วยกระแสไฟฟ้า  จะไม่มี H 2 O  เข้าไปเกี่ยวข้องเหมือนกับสารละลาย  ดังนั้นแต่ละขั้วจะเกิด ปฏิกิริยาดังนี้ 1.  ที่ขั้วลบ  จะได้โลหะที่เป็นไอออนบวก  เช่น  Na +   ได้โลหะ  Na  ที่ขั้วลบ ( แคโทด )  เพราะไอออนบวกจะวิ่งไปรับอิเล็กตรอนที่ขั้วลบ  ( รีดักชัน ) ดังสมการ Na +   +  e -   ฎ   Na  :  รีดักชัน
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 2.  ที่ขั้วบวก  จะได้สาร  ( ก๊าซ )  ที่เป็นไอออนลบ  เช่น  Cl - ,  Br - ,  I -   จะได้ Cl 2 ,  Br 2 ,  I 2   ตามลำดับ  ( แอโนด )  เพราะไอออนลบให้อิเล็กตรอนที่ ขั้วบวก  ดังสมการ  2 Cl -   ฎ   Cl 2   +  2e -   :  ออกซิเดชัน   ตัวอย่างการแยกสาร  NaCl  ที่หลอมเหลวด้วยกระแสไฟฟ้า + + + - - - D.C. Anode (+) Cathode (-) 2 Cl -   ฎ   Cl 2   +  2e - Na +   +  e -   ฎ   Na Cl 0 Na 0 Cl - Na + ปฏิกิริยาที่แคโทด  :  2Na +   +  e -   ฎ   2 Na ปฏิกิริยาที่แอโนด  :  2 Cl -   ฎ   Cl 2   +  2e - ปฏิกิริยารวม  :  2Na +  + 2Cl -   ฎ 2 Na + Cl 2
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 2.  การแยกสารละลายด้วยกระแสไฟฟ้า การพิจารณาปฏิกิริยาที่เกิดแต่ละขั้ว  จะต้องมี  H 2 O  เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกด้วย  โดยที่น้ำสามารถ รับ อิเล็กตรอนที่ ขั้วลบ   และ ให้ อิเล็กตรอนได้ที่ ขั้วบวก   ดังนั้นปฏิกิริยาของน้ำที่ขั้วทั้งสองจึงควรจำได้ดังนี้ H 2 O  รับ  e -   เกิด  Reduction  ( แคโทด )  เกิด  H 2   สารละลายเป็น เบส  (OH - )   2H 2 O  +  2e -   ฎ +  2OH -   ;  E 0   =  -0.83  V  H 2 ที่ขั้วลบ
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ H 2 O  ให้  e -   เกิด  Oxidation  ( แอโนด )  เกิด  O 2   สารละลายเป็น กรด  (H + )   H 2 O  ฎ +  2H +  +  2e -   ; E 0 ox  =  -1.23  V  1/2O 2 ที่ขั้วบวก กลับจากตาราง  E 0 จากนั้นให้พิจารณาแต่ละขั้ว โดยใช้ค่า  E 0   ระหว่างไอออน ของสารนั้น ๆ กับ  H 2 O  ก็จะทำนายได้ว่าจะเกิด สารใดที่ขั้วใด หลักการ 1.  ที่ขั้วแคโทด  (-)  เกิดจากสารที่มี ค่า  E 0 มากกว่า 2.  ขั้วแอโนด  (+)  เกิดจากสารที่มีค่า E 0 น้อยกว่าน้ำ   ( หรือ  E 0 ox  > E 0 ox   ของ H 2 O  ต้องกลับจากตาราง ) ถ้า  E 0 ox   น้ำมากกว่าจะเกิดก๊าซ  O 2
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 3.  การพิจารณาว่าจะเกิดสารใดที่ขั้วใด มีวิธีจดจำสารที่เกิดขึ้นที่ขั้วต่าง ๆ ซึ่งมีหลักสรุปได้ดังนี้ 1.  ถ้าในสารละลายมี  Li + ,  Na + ,  K + ,  Ca 2+   เมื่ออิเล็กโทรลิซิสจะไม่ได้ โลหะ นั้น  แต่จะได้ก๊าซ  H 2   และสารละลายเป็น เบส   (OH - )  ที่ขั้วลบ ( แคโทด ) 2.  ถ้าไอออนนั้นแย่งชิงอิเล็กตรอนได้ดี  เช่น  Cu 2+ ,  Ag +   หรือโลหะแทรน - ซิชันอื่น ๆ  ( มีค่า  E 0   ค่อนข้างมาก )  จะแย่งชิงอิเล็กตรอนได้ดีกว่าน้ำ เมื่ออิเล็กโทรลิซิสจะได้โลหะ  Cu  โลหะ  Ag  ที่ขั้วลบ  ( แคโทด ) 3.  ในทำนองเดียวกันที่ขั้วแอโนด  ( ขั้วบวก )  ในสารละลายที่มี  SO 2- 4 ,  NO - 3   ( หมู่อนุมูลกรด )  ฯลฯ  ซึ่งเมื่ออิเล็กโทรลิซิสจะไม่ได้ผลิตภัณฑ์
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ ที่เกิดจาก  SO 2- 4 ,  NO - 3   ฯลฯ  แต่จะได้ผลิตภัณฑ์ซึ่งเกิดจากน้ำแทน คือ  ได้ก๊าซ  O 2   สารละลายมีสมบัติเป็นกรด  (H + )  ที่ขั้วบวก 4.  ถ้าเป็นพวก  Cl - ,  Br - ,  I -   ซึ่งมีความสามารถในการให้  e -   ได้ดีกว่าน้ำ จะได้ก๊าซ  Cl 2 ,  Br 2   และ  I 2   เป็นฟองปุดขึ้นที่ขั้วแอโนด  ( ขั้วบวก ) Cl -   ฎ   1/2Cl 2   +  e - 5.  จำง่าย ๆ ว่า  ไอออน บวก   ถ้าเกิดได้ต้องเกิดที่ ขั้วลบ   และไอออน ลบ จะไปเกิดที่ ขั้วบวก Cl - ,  Br - ,  I -  ฎ   ขั้วบวก  Cl 2 ,  Br 2 ,  I 2   Cu 2+ ,  Ag +  ฎ ขั้วลบ  เกิด  Cu(s),  Ag(s) SO 2- 4 ,  NO - 3   ฎ   ฎ   ขั้วบวก  เกิด  O 2 (g) Li + ,  Na +   ฎ   ฎ   ขั้วลบ  เกิด  H 2 ( ไม่เกิด ) ( ไม่เกิด ) H 2 O H 2 O
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 4.  ข้อควรพิจารณาการเกิดปฏิกิริยาของไอออนบางชนิด 1.  โดยปกติไอออนลบจะไปยัง ขั้วบวก ให้อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา  Oxidation  เช่น  2 Cl -   ฎ   Cl 2 (g)  +  2e -  2.  แต่ไอออนลบบางชนิดอาจไปยังขั้วลบ  เพื่อไปรับอิเล็กตรอน  เกิด  Reduction  ได้ เช่น  ClO - 4  + 8H +  + 7e -   ฎ   1/2 Cl 2  + 4H 2 O  E 0  = 1.55 Volt 3.  เหตุผลที่เป็นเช่นนี้  เนื่องจาก  Cl  ใน  ClO - 4   มีเลขออกซิเดชันสูงสุด แล้วคือ  +7  จึงไม่สามารถเป็นตัวรีดิวซ์  ( เกิด  Oxidation)  เพิ่มเลข ออกซิเดชันได้อีกแล้ว 4.  ดังนั้นในสารละลาย  X  เปอร์คลอเรต  ปฏิกิริยาที่ขั้วลบอาจ พิจารณาถึง  3  ปฏิกิริยาคือ
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 1)  H 2 O  +  2e -   ฎ   H 2   +  2OH - 2)  X 2+   +  2e -   ฎ   X(s) 3)  ClO - 4  + 8H +  + 7e -   ฎ   1/2 Cl 2  + 4H 2 O โดยทั่วไปแล้วปฏิกิริยา  (3)  จะเกิดได้ดีกว่า  ( ค่า  E 0   มาก ) 5.  ในสารละลายที่มีไอออนของโลหะหมู่  1,  2  จะไม่ได้โลหะนั้น  เช่น  Na, Ca  ฯลฯ  ที่ขั้วลบ  เว้นแต่จะเพิ่มความต่างศักย์ไฟฟ้าให้สูงขึ้นอย่าง น้อยเท่ากับค่า  E 0 cell   ของเซลล์คู่นั้น ๆ ที่มีค่าเป็นลบ ตัวอย่าง   ปฏิกิริยา  Na +   +  2X -   ฎ   Na  +  X 2   E 0 cell   =  -2.80  Volt แสดงว่าปฏิกิริยานี้ไม่เกิดจึงต้องบังคับโดยเพิ่มค่าศักย์ไฟฟ้า อย่างน้อย  =  2.80  Volt  หรือมากกว่า  จึงจะได้โลหะเกิดขึ้น
เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 5.  ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้เพื่อให้เกิดสารตามต้องการ หลักการ 1.  คำนวณหาค่า  E 0 cell   ตามสูตร  E 0 cell  = E 0 แคโทด   -  E 0 แอโนด   *  ใช้ค่า  E 0   ตามตาราง 2.  หาค่า  E 0 cell   โดยเอาค่า  E 0   ตามสมการรีดักชัน  และออกซิ - เดชันมาบวกกัน  ตามสมการ  ( ใช้ค่า  E 0   ตามสมการ ) E 0 cell  = E 0 รีดักชัน   +  E 0 ออกซิเดชัน
END... เอกสารอ้างอิง -  กระทรวงศึกษาธิการ .  หนังสือเรียนวิชาเคมีเล่ม  6  ว  035. กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว . 2540,  หน้า  1-29. -  วินัย  วิทยาลัย .  เคมี  ว  035  ม . 6  เล่ม  2.  กรุงเทพฯ  : ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ . 2544,  หน้า  1-115.

Electrochem 1

  • 1.
  • 2.
    เนื้อหา ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี 1 * ปฏิกิริยารีดอกซ์ * การดุลสมการรีดอกซ์ * เซลล์ไฟฟ้าเคมี * เซลล์อิเล็กโทรไลต์
  • 3.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ 1. ปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับสารละลายที่มีไอออนของโลหะ ที่ชิ้น Zn มี สารสีน้ำตาล แดงเกาะอยู่ เมื่อเคาะก็ร่วง และแท่งสังกะสี จะกร่อน ในสารละลาย CuSO 4 สีฟ้าเดิม จะจางลง ถ้าทิ้ง ไว้นาน ๆ จะไม่มีสี CuSO 4 (aq) ZnSO 4 (aq) Cu(s) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ชิ้น Cu และในสารละลาย ZnSO 4 รูปที่ 1 รูปที่ 2
  • 4.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ บทสรุป 1. เมื่อจุ่มโลหะลงในสารละลายโลหะไอออนแล้ว เกิดปฏิกิริยา ได้ แสดงว่า … มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอนกันได้โดย ... 1.1 โลหะเป็นฝ่าย เสีย อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชัน ( เป็นตัว - รีดิวซ์ ) และจะกร่อนลงเรื่อย ๆ 1.2 โลหะไอออนในสารละลายจะเป็นฝ่าย รับ อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา รีดักชัน ( เป็นตัวออกซิไดส์ ) 1.3 เปรียบเทียบค่า E 0 จะได้ E 0 ของโลหะไอออนมากกว่า E 0 ของโลหะที่จุ่ม
  • 5.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ 2. เมื่อจุ่มโลหะลงในสารละลายโลหะไอออนแล้วไม่เกิดปฏิกิริยา แต่ถ้ากลับกันระหว่างโลหะทั้งสองนั้น ( A จุ่มใน B 2+ เป็น B จุ่มใน A 2+ ) จะเกิดปฏิกิริยาได้ 3. เมื่อจุ่มโลหะลงในสารละลายของโลหะไอออนเดียวกัน (A ใน A 2+ ) จะไม่เกิดปฏิกิริยาอย่างแน่นอน 4. นอกจากจุ่มโลหะลงในสารละลายของโลหะไอออนแล้วยังรวม ทั้งไอออนของสารละลายกรด (H + ) ก็พิจารณาทำนองเดียวกัน
  • 6.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ 2. ปฏิกิริยารีดอกซ์ : ตัวออกซิไดส์ ตัวรีดิวซ์ ปฏิกิริยารีดอกซ์ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ปฏิกิริยารีดักชัน รับ e - ให้ e - ลด เลขออกซิเดชัน เพิ่ม เลขออกซิเดชัน
  • 7.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ ในปฏิกิริยารีดอกซ์ จะมีปฏิกิริยาย่อยเกิดขึ้น 2 ชนิดเสมอคือ 1. ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation Reaction) คือปฏิกิริยา ที่มีการให้อิเล็กตรอนสารที่เป็นตัว ให้ อิเล็กตรอน เรียกว่า ตัวรีดิวซ์ ผลของปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้สารนั้นมีเลขออกซิเดชัน เพิ่มขึ้น ตัวอย่าง : Zn(s) ฎ Zn 2+ (aq) + 2e - 2. ปฏิกิริยารีดักชัน ( Reduction Reaction) คือปฏิกิริยาที่มี การรับอิเล็กตรอนสารที่เป็นตัว รับ อิเล็กตรอนเรียกว่า ตัวออกซิไดส์ ผลของปฏิกิริยารีดักชัน ทำให้สารนั้นมีเลขออกซิเดชัน ลดลง ตัวอย่าง : Cu 2+ (aq) +2e - ฎ Cu(s)
  • 8.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ 3. การพิจารณา… ตัวออกซิไดส์ ตัวรีดิวซ์ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ปฏิกิริยารีดักชัน รับอิเล็กตรอน ถูกรีดิวซ์ (Reduced) ตัวออกซิไดส์ (Oxidizer) ให้อิเล็กตรอน ถูกออกซิไดส์ (Oxidized) ตัวรีดิวซ์ (Reducer)
  • 9.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ 4. การพิจารณา… ว่าปฏิกิริยาหนึ่ง ๆ เป็นปฏิกิริยารีดอกซ์หรือไม่ 1. ปฏิกิริยาที่มีธาตุอิสระเกี่ยวข้องอยู่ด้วย 2. ปฏิกิริยาที่มีการสันดาปทุกชนิด 3. ปฏิกิริยาที่มีธาตุโลหะแทรนซิชันเป็นองค์ประกอบ ของสารในปฏิกิริยา 4. ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในเซลล์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ 5. ปฏิกิริยาในขบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ในร่างกาย 6. เกิดในขบวนการถลุงโลหะต่าง ๆ เช่น การถลุงเหล็ก ตัวอย่างปฏิกิริยาที่มีโอกาสเป็นปฏิกิริยารีดอกซ์ มีดังต่อไปนี้
  • 10.
    ปฏิกิริยารีดอกซ์ 7. ปฏิกิริยาที่เกิดสนิม หรือการสึกกร่อนของโลหะ 8. ไม่ใช่ปฏิกิริยาระหว่างกรด - เบส เกลือกับเกลือ หรือกรดกับเกลือ ปฏิกิริยานอน - รีดอกซ์ที่ควรสังเกตได้ง่าย ๆ เช่น ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบส , ปฏิกิริยาระหว่าง เกลือกับเกลือ , ปฏิกิริยาระหว่างเกลือกับกรด เป็นต้น ซึ่งจะมีชื่อเฉพาะสำหรับปฏิกิริยานั้น ๆ เช่น ปฏิกิริยาสะเทิน , ปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน , ปฏิกิริยาสะพอนนิฟิเคชัน , ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส เป็นต้น
  • 11.
    การดุลสมการรีดอกซ์ การดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้เลขออกซิเดชัน หลัก 1. หาเลขออกซิเดชันของสารที่เพิ่มและลด 2. เอาเลขออกซิเดชันที่ เพิ่ม ไว้หน้าสารที่มี เลขออกซิเดชัน ลด และเอาเลขออกซิเดชันที่ลด ไว้หน้าสารที่เพิ่ม ( คูณไขว้ ) 3. จากข้อ 2. ถ้าทำอย่างต่ำได้ให้ทำด้วย 4. พิจารณาจำนวนอะตอมและประจุรวมทางขวา ให้เท่ากับทางซ้าย
  • 12.
    การดุลสมการรีดอกซ์ ตัวอย่างการดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้เลขออกซิเดชัน NH3 + O 2 ฎ NO + H 2 O NH 3 (g) + O 2 (g) ฎ NO(g) + H 2 O 3 0 +2-2 เพิ่ม 5 ลด 2 ต่อ 1 อะตอม ( แต่ O มี 2 อะตอม เอา 2 คูณ ) ลด 2 x 2 = 4 4 5 NH 3 + 5O 2 ฎ 4 NO + 6H 2 O 4NH 3
  • 13.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) จากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ พลังงานเคมี และ พลังงานไฟฟ้า จึงแบ่งชนิดของอุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนรูปพลังงานทั้งสองชนิดนี้ ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงาน เคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เรียกว่า เซลล์กัลวานิก 2. อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงาน ไฟฟ้าให้เป็นพลังงานเคมี เรียกว่า เซลล์อิเล็กโทรไลต์ เซลล์ไฟฟ้าเคมีอย่างง่าย ซึ่งเปลี่ยนพลังงานเคมีให้เป็น กระแสไฟฟ้า เรียกว่า เซลล์กัลวานิก หรือ เซลล์วอลตาอิก
  • 14.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 1. เซลล์กัลวานิก 1. เซลล์ไฟฟ้าเคมี จะประกอบด้วย 2 ครึ่งเซลล์ที่แตกต่างกัน นำมาต่อกันให้ครบวงจร แสดงได้ดังรูป Zn 2+ Cu 2+ Zn(s) / Zn 2+ (aq) Cu(s) / Cu 2+ (aq) สะพานไอออน Zn Cu แอโนด ( ขั้วลบ ) แคโทด ( ขั้วบวก ) รูปที่ 3
  • 15.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 2. ในครึ่งเซลล์หนึ่งประกอบด้วยแท่งโลหะ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ขั้วไฟฟ้า (electrode) จุ่มอยู่ในสารละลายที่มีไอออนของโลหะที่ เป็นขั้วไฟฟ้านั้นจุ่มอยู่ 3. ครึ่งเซลล์ที่เป็นขั้วไฟฟ้าเฉื่อย เช่น โลหะพลาตินัม ( Pt) และแกรไฟต์ (C) ขั้วไฟฟ้าชนิดนี้ไม่มีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาเคมี ใด ๆ ในเซลล์ ไม่มีการผุกร่อน เพียงแต่ช่วย ทำหน้าที่เป็นตัวรับ - ถ่ายให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านให้ครบวงจรเท่านั้น 4. ครึ่งเซลล์ที่มีขั้วไฟฟ้าเป็นก๊าซ ในกรณีนี้ต้องอาศัยขั้ว ไฟฟ้าเฉื่อยเพื่อเป็นตัวนำ โดยจุ่มอยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ โดยมี หลักว่า เมื่อใช้ก๊าซใดผ่านเข้าไปในขั้วไฟฟ้านั้นสารละลายอิเล็ก - โทรไลต์ที่ใช้ต้องเป็นสารละลายที่มีไอออนของก๊าซนั้น
  • 16.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) การต่อครึ่งเซลล์สองครึ่งเซลล์เข้าด้วยกัน 1. ใช้ลวดตัวนำต่อจากโลหะที่เป็นขั้วไฟฟ้า ของครึ่งเซลล์หนึ่งไปยังโลหะที่เป็นขั้วไฟฟ้า ของอีกครึ่งเซลล์หนึ่ง 2. ใช้สะพานไอออน (Salt bridge) เชื่อมต่อ ระหว่างสารละลายในแต่ละครึ่งเซลล์ เพื่อให้ ไอออนเคลื่อนที่ถ่ายเทระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสองได้
  • 17.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 2. ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในเซลล์ไฟฟ้าเคมี : ปฏิกิริยาแต่ละครึ่งเซลล์ , การพิจารณาขั้วไฟฟ้า , การพิจารณาการไหลของอิเล็กตรอน มีหลักการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. เมื่อเอาแต่ละครึ่งเซลล์มาต่อให้ครบวงจร ก็จะเกิดเป็นเซลล์ไฟฟ้า อย่างง่ายขึ้น แสดงว่าเกิดปฏิกิริยาเคมีแล้วทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า 2. ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือปฏิกิริยารีดอกซ์ โดยแต่ละครึ่งเซลล์เกิด ปฏิกิริยาดังนี้ ครึ่งเซลล์ที่ให้อิเล็กตรอน : เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เข็มจะ เบนออก จากขั้วนี้ ครึ่งเซลล์ที่รับอิเล็กตรอน : เกิดปฏิกิริยารีดักชัน เข็มจะ เบนเข้า ขั้วนี้
  • 18.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 3. ดังนั้น ในเซลล์ไฟฟ้าเคมี จะต้องเกิดปฏิกิริยาทั้งสองครึ่งเซลล์ โดยเกิดปฏิกิริยาให้ - รับอิเล็กตรอนกัน จึงทำให้มีอิเล็กตรอนไหล เกิด กระแสไฟฟ้าขึ้น โดยในเรื่องทางไฟฟ้าให้ถือว่า ทิศทางของ กระแส นั้น ไหล ตรงข้าม กับทิศทางของ อิเล็กตรอน 4. อิเล็กตรอนที่เกิดขึ้นจากครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน จะ เคลื่อนที่ออก วงจรภายนอกตามตัวนำ เข้าไปยังครึ่งเซลล์รีดักชัน ( สังเกตได้ตาม เข็มเครื่องโวลต์มิเตอร์ที่เบนไปตามทิศการไหลของอิเล็กตรอน )
  • 19.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 3. การพิจารณาขั้วไฟฟ้า ขั้วแอโนด ( ขั้วลบ ), ขั้วแคโทด ( ขั้วบวก ) และชนิดของปฏิกิริยา 1. ครึ่งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชัน เรียกว่า ขั้ว แอโนด ซึ่งมีอิเล็กตรอนไหลออกมา จึงเรียกว่า ขั้วลบ ( ขั้วที่มีอิเล็กตรอนเกิดขึ้น ) 2. ครึ่งเซลล์ที่เกิดปฏิกิริยา รีดักชัน เรียกว่า ขั้ว แคโทด ซึ่งเป็นขั้วที่ รับ อิเล็กตรอน จึงเรียกว่า ขั้วบวก ( ขั้วที่อิเล็กตรอนวิ่งเข้าหา )
  • 20.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) Zn 2+ Cu 2+ Zn(s) / Zn 2+ (aq) Cu(s) / Cu 2+ (aq) สะพานไอออน Zn Cu แอโนด ( ขั้วลบ ) แคโทด ( ขั้วบวก ) รูปที่ 4 รูปแสดงเซลล์ไฟฟ้าเคมีอย่างง่าย และสรุปปฏิกิริยา และขั้วที่เกิดขึ้นได้ดังนี้
  • 21.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) จากรูปที่ 4 สามารถอธิบายได้ดังนี้ ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน ครึ่งเซลล์รีดักชัน ออกซิเดชัน : Zn(s) ฎ Zn 2+ (aq) + 2e - รีดักชัน : Cu 2+ (aq) + 2e - ฎ Cu(s) ขั้วแอโนด ( เพราะเกิดออกซิเดชัน ) ขั้วแคโทด ( เพราะเกิดรีดักชัน ) ขั้วลบ ( เพราะอิเล็กตรอนเกิดขึ้น ) ขั้วบวก ( เพราะรับอิเล็กตรอน ) ปฏิกิริยาของเซลล์นี้ : Zn(s) + Cu 2+ (aq) ฎ Zn 2+ (aq) + Cu(s)  ครึ่งเซลล์รีดักชัน ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน
  • 22.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 4. สะพานไอออน (Salt bridge) และการรักษาสมดุล ระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ สะพานไอออน เป็นสารละลายอิ่มตัวที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำหน้าที่รักษาสมดุลระหว่าง ไอออนบวกและไอออนลบของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ในแต่ละครึ่ง เซลล์ สะพานไอออนเมื่อใช้นาน ๆ จะทำให้ ปริมาณไอออนลดลง ดังนั้นเมื่อต้องการใช้สะพานไอออนควรจุ่มสารละลายอิ่มตัวใหม่ ๆ สำหรับที่ใช้สารละลายอิ่มตัวก็เพื่อต้องการให้มีปริมาณไอออนอยู่ มากจะได้ใช้ได้นาน สารละลายที่ใช้ทำสะพานไอออนได้ เช่น NH 4 NO 3 , KCl, KNO 3
  • 23.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 5. เซลล์ความเข้มข้น เซลล์ความเข้มข้น (Concentration cell) เป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมี อีกชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย ขั้วไฟฟ้า ชนิดเดียวกัน 2 ขั้ว และสาร ละลายอิเล็กโทรไลต์ชนิดเดียวกันแต่ ความเข้มข้นไม่เท่ากัน หลักของเซลล์ความเข้มข้น สรุปได้ดังนี้ 1. แท่งอิเล็กโทรด ( ขั้ว ) ทั้งสองเหมือนกัน 2. สารละลายอิเล็กโทรไลต์อย่างเดียวกัน แต่ ความเข้มข้น ของสาร ละลายต่างกัน 3. อิเล็กตรอนจะไหลออกจากครึ่งเซลล์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าไปสู่ ภายนอก เข้าสู่ครึ่งเซลล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า
  • 24.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 5. ครึ่งเซลล์ที่มีความเข้มข้นของสารละลาย เจือจาง เกิดปฏิกิริยา ออกซิเดชัน เป็นขั้ว แอโนด และครึ่งเซลล์ที่ เข้มข้นกว่า จะเกิดปฏิกิริยา รีดักชัน เป็นขั้ว แคโทด 6. ตัวอย่างเขียนแผนภาพของเซลล์ได้ดังนี้ M(s)/M + ( จาง ) // M + ( ข้น )/ M(s) Zn(s)/Zn 2+ (0.01M) // Zn 2+ (0.1M)/Zn(s)
  • 25.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 6. หลักการเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าเคมี 1. เขียนครึ่งเซลล์โดยใช้ / คั่นระหว่างขั้วไฟฟ้ากับไอออนในสาร ละลายครึ่งเซลล์ เช่น Zn/Zn 2+ 2. ระหว่างครึ่งเซลล์ทั้งสองให้ใช้ // คั่น แสดง สะพานไอออน 3. แต่ละครึ่งเซลล์จากข้อ (1) เมื่อนำมาต่อกันเป็นเซลล์ไฟฟ้า ให้ เขียนขั้วไฟฟ้า ( โลหะ ) ไว้ว้ายสุดและขวาสุดเสมอ 4. ให้เขียนครึ่งเซลล์ออกซิเดชันไว้ทางซ้ายมือ คั่นด้วย // แล้วให้ เขียนครึ่งเซลล์รีดักชันไว้ทางขวามือเสมอ 5. ถ้าครึ่งเซลล์ใดมีสถานะเดียวกันมากกว่า 1 ชนิด ให้คั่นด้วย , เช่น Pt/Sn 2+ , Sn 4+ // Fe 3+ , Fe 2+ /Pt
  • 26.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 6. ขั้วไฟฟ้าที่เป็นก๊าซโดยมีโลหะเฉื่อยเป็นตัวนำให้เขียน เครื่องหมาย / คั่นระหว่างโลหะ / ก๊าซ / ไอออน ตัวอย่างเช่น Pt/H 2 /H + ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน H + /H 2 /Pt ครึ่งเซลล์รีดักชัน 7. หากจะเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์จะต้องระบุ สถานะของสาร และในกรณีสารละลายจะต้องระบุ ความเข้มข้น (M) อีกด้วย
  • 27.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) สรุปหลักการเขียนแผนภาพเซลล์ไฟฟ้าเคมี A(s)/A + (aq) (1.0 mol/l) // B + (aq) (1.0 mol/l)/B(s) ครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน ขั้วลบ แอโนด ( ออก , OX) ให้ e - ดีกว่า (E 0 ของ A น้อย ) ขั้วไฟฟ้าคือ A ครึ่งเซลล์รีดักชัน ขั้วบวก แคโทด รับ e - ดีกว่า ( E 0 ของ B มาก ) ขั้วไฟฟ้าคือ B
  • 28.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) ขั้วลบ ขั้วบวก - + ศักย์ไฟฟ้าต่ำ ศักย์ไฟฟ้าสูง อิเล็กตรอน ฎ ฌ กระแสไฟฟ้า
  • 29.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 7. ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ (E 0 ) ในการหาค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ (E 0 ) ในทางปฏิบัติ จะต้องทำโดยการเปรียบเทียบกับครึ่งเซลล์ใดครึ่งเซลล์หนึ่งที่กำหนด เป็นครึ่งมาตรฐาน เช่น ครึ่งเซลล์มาตรฐานของไฮโดรเจน (1 mol/l, 25 ๐ C, 1 atm) (Pt)(s)/H 2 (1 atm)/H + (1 mol/l) กำหนดให้มีค่า E 0 = 0.00 โวลต์ ครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ขั้วไฟฟ้า ไฮโดรเจนมาตรฐาน (Standard Hydrogen Electrode ตัวย่อ SHE)
  • 30.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) ปฏิกิริยาของครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน เมื่อเป็นครึ่งเซลล์ออกซิเดชัน H 2 ฎ 2 H + + 2e - เมื่อเป็นครึ่งเซลล์รีดักชัน 2 H + + 2e -  ฎ H 2  ขั้นตอนการหาค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน พิจารณาดังต่อไปนี้ 1. นำครึ่งเซลล์ที่ต้องการมาต่อเข้ากับครึ่งเซลล์มาตรฐาน สิ่งที่ต้อง พิจารณา คือให้ดูเข็มของโวลต์มิเตอร์ว่าเบนไปทางครึ่งเซลล์ใด และอ่าน ค่าได้เท่าไร 2. ค่าที่อ่านได้เป็นเท่าใด ค่า E 0 ของครึ่งเซลล์นั้นมีค่าเท่ากับตัวเลข ที่อ่านได้นั้น แต่อาจมีเครื่องหมาย บวก หรือ ลบ ให้พิจารณาดังนี้
  • 31.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 2.1 ถ้าเข็มเบนไปหาครึ่งเซลล์ไฮโดรเจน - ครึ่งเซลล์ Pt/H 2 /H + ชิงอิเล็กตรอนดีกว่า A/A + ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ A/A + น้อยกว่า 0 โวลต์ ( เป็น ลบ ) 2.2 ถ้าเข็มเบนเข้าหาครึ่งเซลล์ที่นำมาต่อ A/A + - ครึ่งเซลล์ A/A + ชิงอิเล็กตรอนดีกว่า Pt/H 2 /H + ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน (E 0 ) ครึ่งเซลล์ A/A + มากกว่า 0 ( เป็น บวก )
  • 32.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 8. ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ (E 0 cell ) ความต่างศักย์ของเซลล์ ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐาน ( E 0 cell ) ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์ที่ไม่ใช่ ภาวะมาตรฐาน ( E cell ) ผลต่างระหว่าง E 0 + และ E 0 - จากสมการเนินสต์ *( ไม่กล่าว ถึงในระ ดับนี้ ) E 0 cell = E 0 + - E 0 - E cell = E 0 cell = (0.059/n)logK ศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ ( E 0 cell ) = E 0 แคโทด - E 0 แอโนด = E 0 มาก - E 0 น้อย
  • 33.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 9. บทสรุปเกี่ยวกับ E 0 1. ค่า E 0 เป็นค่าที่แสดงถึงความสามารถของไอออนของโลหะหรือธาตุ ในการแย่งชิงอิเล็กตรอนเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถในการแย่ง ชิงอิเล็กตรอนของ H + 2. ถ้า E 0 ของครึ่งเซลล์ใดมีค่าเป็น บวก แสดงว่าไอออนของโลหะหรือ อโลหะนั้นแย่ง ชิง อิเล็กตรอนได้ดีกว่า H + ถ้า E 0 ของครึ่งเซลล์ใดมีค่าเป็น ลบ แสดงว่าไอออนของโลหะหรือ อโลหะนั้นแย่ง ชิง อิเล็กตรอนได้ น้อย กว่า H + 3. E 0 ใช้เป็นค่าเปรียบเทียบความสามารถในการแย่งชิง ( รับ ) อิเล็กตรอนของไอออนต่าง ๆ
  • 34.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) 4. ค่า E 0 ของปฏิกิริยาใด ๆ สามารถบอกได้ว่าปฏิกิริยานั้น ๆ เกิดขึ้นได้ หรือไม่ ในทิ ศ ทางใดถ้า ... E 0 cell หรือ E 0 react เป็นบวก = ปฏิกิริยาเกิดได้ เป็นลบ = ปฏิกิริยาเกิดไม่ได้ต้องกลับทิศ ของสมการจึงเกิดได้ เป็นศูนย์ = ปฏิกิริยาอยู่ในสมดุล 5. ถ้าจุ่มโลหะ A ลงในสารละลาย B 2+ แล้วเกิดปฏิกิริยาได้ แสดงว่าค่า E 0 ของ B 2+ > A 2+ - ถ้าค่า E 0 มากกว่า แสดงว่า … จะมีความสามารถแย่งชิง e - ได้ดี กว่า เกิดปฏิกิริยารีดักชันได้ดีกว่า เป็นตัวออกซิไดส์ได้ดีกว่า
  • 35.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) - ถ้าทราบค่า E 0 ของ X 2+ > Y 2+ ดังนั้นถ้าเราจุ่มโลหะ X ลงใน สารละลาย Y 2+ จะไม่เกิดปฏิกิริยาแต่อย่างใด 5. สารที่มีค่า E 0 มาก ทำปฏิกิริยากับสารที่มีค่า E 0 น้อยกว่าได้แสดง ว่าสารที่มี E 0 มากเป็นตัว ออกซิไดส์ E 0 น้อยกว่าจะเป็นตัว รีดิวซ์ ตัวออกซิไดส์ดี ฎ E 0 มาก ฎ อยากจะรับ (e - ) ฎ เกิด ( รีดักชัน ) 6. แผนภาพเซลล์ A/A 2+ // B 2+ /B แสดงว่า E 0 ของ B 2+ > E 0 ของ A 2+ 7. ในตารางธาตุ ความสัมพันธ์ของค่า E 0 เป็นไปตามแนวโน้มเช่นเดียว กับ IE, EN
  • 36.
    เซลล์ไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) ตารางธาตุ น้อย มาก แนวโน้มของค่า IE, EN และ E 0 ของธาตุในตารางธาตุ ข้อควรจำ Li + มีค่า E 0 ต่ำสุด ; เป็นตัวรีดิวซ์ที่ดี F 2 มีค่า E 0 สูงสุด ; เป็นตัวออกซิไดส์ที่ดี 8. ธาตุที่ควรจำลำดับค่า E 0 ได้คือ Ag + > Cu 2+ > H + > Zn 2+ > Mg 2+
  • 37.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ การแยกสารด้วยกระแสไฟฟ้าเป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งเรียกว่า อิเล็กโทรลิซีส (electrolysis) ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่มีการเปลี่ยน พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเคมี หรือหมายถึงกระบวนการที่ผ่าน กระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารอิเล็กโทรไลต์แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี คือ ปฏิกิริยารีดอกซ์นั่นเอง อุปกรณ์สำหรับกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสเป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมี เรียกว่า เซลล์อิเล็กโทรไลต์ ในการพิจารณา ขั้วบวก ขั้วลบ ของเซลล์ไฟฟ้าเคมี กับเซลล์ อิเล็กโทรไลต์จะ แตกต่าง กันทำให้เป็นผลตรงกันข้าม ดังแสดงในตาราง ต่อไปนี้
  • 38.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ เซลล์กัลวานิก เซลล์อิเล็กโทรไลต์ ขั้วลบ : ขั้วที่มีอิเล็กตรอนไหล : ขั้วที่ต่อกับขั้วลบของแบตเตอรี่ ออกจากเซลล์ ( อิเล็กตรอนไหลเข้าเซลล์ ) ขั้วบวก : ขั้วที่มีอิเล็กตรอนไหล : ขั้วที่ต่อกับขั้วบวกของแบตเตอรี เข้าสู่เซลล์ ( อิเล็กตรอนไหลออก ) แอโนด : ออกซิเดชัน ( ขั้วลบ ) : ออกซิเดชัน ( ขั้วบวก ) แคโทด : รีดักชัน ( ขั้วบวก ) : รีดักชัน ( ขั้วลบ )
  • 39.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ การแยกสารด้วยกระแสไฟฟ้า สารอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ สารที่หลอมเหลว และสารละลาย ( มีน้ำด้วย ) 1. การแยกสารที่หลอมเหลวด้วยกระแสไฟฟ้า ผลที่ได้จากการแยกสารเคมีหลอมเหลวด้วยกระแสไฟฟ้า จะไม่มี H 2 O เข้าไปเกี่ยวข้องเหมือนกับสารละลาย ดังนั้นแต่ละขั้วจะเกิด ปฏิกิริยาดังนี้ 1. ที่ขั้วลบ จะได้โลหะที่เป็นไอออนบวก เช่น Na + ได้โลหะ Na ที่ขั้วลบ ( แคโทด ) เพราะไอออนบวกจะวิ่งไปรับอิเล็กตรอนที่ขั้วลบ ( รีดักชัน ) ดังสมการ Na + + e - ฎ Na : รีดักชัน
  • 40.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 2. ที่ขั้วบวก จะได้สาร ( ก๊าซ ) ที่เป็นไอออนลบ เช่น Cl - , Br - , I - จะได้ Cl 2 , Br 2 , I 2 ตามลำดับ ( แอโนด ) เพราะไอออนลบให้อิเล็กตรอนที่ ขั้วบวก ดังสมการ 2 Cl - ฎ Cl 2 + 2e - : ออกซิเดชัน ตัวอย่างการแยกสาร NaCl ที่หลอมเหลวด้วยกระแสไฟฟ้า + + + - - - D.C. Anode (+) Cathode (-) 2 Cl - ฎ Cl 2 + 2e - Na + + e - ฎ Na Cl 0 Na 0 Cl - Na + ปฏิกิริยาที่แคโทด : 2Na + + e - ฎ 2 Na ปฏิกิริยาที่แอโนด : 2 Cl - ฎ Cl 2 + 2e - ปฏิกิริยารวม : 2Na + + 2Cl - ฎ 2 Na + Cl 2
  • 41.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 2. การแยกสารละลายด้วยกระแสไฟฟ้า การพิจารณาปฏิกิริยาที่เกิดแต่ละขั้ว จะต้องมี H 2 O เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกด้วย โดยที่น้ำสามารถ รับ อิเล็กตรอนที่ ขั้วลบ และ ให้ อิเล็กตรอนได้ที่ ขั้วบวก ดังนั้นปฏิกิริยาของน้ำที่ขั้วทั้งสองจึงควรจำได้ดังนี้ H 2 O รับ e - เกิด Reduction ( แคโทด ) เกิด H 2 สารละลายเป็น เบส (OH - ) 2H 2 O + 2e - ฎ + 2OH - ; E 0 = -0.83 V H 2 ที่ขั้วลบ
  • 42.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ H 2O ให้ e - เกิด Oxidation ( แอโนด ) เกิด O 2 สารละลายเป็น กรด (H + ) H 2 O ฎ + 2H + + 2e - ; E 0 ox = -1.23 V 1/2O 2 ที่ขั้วบวก กลับจากตาราง E 0 จากนั้นให้พิจารณาแต่ละขั้ว โดยใช้ค่า E 0 ระหว่างไอออน ของสารนั้น ๆ กับ H 2 O ก็จะทำนายได้ว่าจะเกิด สารใดที่ขั้วใด หลักการ 1. ที่ขั้วแคโทด (-) เกิดจากสารที่มี ค่า E 0 มากกว่า 2. ขั้วแอโนด (+) เกิดจากสารที่มีค่า E 0 น้อยกว่าน้ำ ( หรือ E 0 ox > E 0 ox ของ H 2 O ต้องกลับจากตาราง ) ถ้า E 0 ox น้ำมากกว่าจะเกิดก๊าซ O 2
  • 43.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 3. การพิจารณาว่าจะเกิดสารใดที่ขั้วใด มีวิธีจดจำสารที่เกิดขึ้นที่ขั้วต่าง ๆ ซึ่งมีหลักสรุปได้ดังนี้ 1. ถ้าในสารละลายมี Li + , Na + , K + , Ca 2+ เมื่ออิเล็กโทรลิซิสจะไม่ได้ โลหะ นั้น แต่จะได้ก๊าซ H 2 และสารละลายเป็น เบส (OH - ) ที่ขั้วลบ ( แคโทด ) 2. ถ้าไอออนนั้นแย่งชิงอิเล็กตรอนได้ดี เช่น Cu 2+ , Ag + หรือโลหะแทรน - ซิชันอื่น ๆ ( มีค่า E 0 ค่อนข้างมาก ) จะแย่งชิงอิเล็กตรอนได้ดีกว่าน้ำ เมื่ออิเล็กโทรลิซิสจะได้โลหะ Cu โลหะ Ag ที่ขั้วลบ ( แคโทด ) 3. ในทำนองเดียวกันที่ขั้วแอโนด ( ขั้วบวก ) ในสารละลายที่มี SO 2- 4 , NO - 3 ( หมู่อนุมูลกรด ) ฯลฯ ซึ่งเมื่ออิเล็กโทรลิซิสจะไม่ได้ผลิตภัณฑ์
  • 44.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ ที่เกิดจาก SO 2- 4 , NO - 3 ฯลฯ แต่จะได้ผลิตภัณฑ์ซึ่งเกิดจากน้ำแทน คือ ได้ก๊าซ O 2 สารละลายมีสมบัติเป็นกรด (H + ) ที่ขั้วบวก 4. ถ้าเป็นพวก Cl - , Br - , I - ซึ่งมีความสามารถในการให้ e - ได้ดีกว่าน้ำ จะได้ก๊าซ Cl 2 , Br 2 และ I 2 เป็นฟองปุดขึ้นที่ขั้วแอโนด ( ขั้วบวก ) Cl - ฎ 1/2Cl 2 + e - 5. จำง่าย ๆ ว่า ไอออน บวก ถ้าเกิดได้ต้องเกิดที่ ขั้วลบ และไอออน ลบ จะไปเกิดที่ ขั้วบวก Cl - , Br - , I - ฎ ขั้วบวก Cl 2 , Br 2 , I 2 Cu 2+ , Ag + ฎ ขั้วลบ เกิด Cu(s), Ag(s) SO 2- 4 , NO - 3 ฎ ฎ ขั้วบวก เกิด O 2 (g) Li + , Na + ฎ ฎ ขั้วลบ เกิด H 2 ( ไม่เกิด ) ( ไม่เกิด ) H 2 O H 2 O
  • 45.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 4. ข้อควรพิจารณาการเกิดปฏิกิริยาของไอออนบางชนิด 1. โดยปกติไอออนลบจะไปยัง ขั้วบวก ให้อิเล็กตรอนเกิดปฏิกิริยา Oxidation เช่น 2 Cl - ฎ Cl 2 (g) + 2e - 2. แต่ไอออนลบบางชนิดอาจไปยังขั้วลบ เพื่อไปรับอิเล็กตรอน เกิด Reduction ได้ เช่น ClO - 4 + 8H + + 7e - ฎ 1/2 Cl 2 + 4H 2 O E 0 = 1.55 Volt 3. เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจาก Cl ใน ClO - 4 มีเลขออกซิเดชันสูงสุด แล้วคือ +7 จึงไม่สามารถเป็นตัวรีดิวซ์ ( เกิด Oxidation) เพิ่มเลข ออกซิเดชันได้อีกแล้ว 4. ดังนั้นในสารละลาย X เปอร์คลอเรต ปฏิกิริยาที่ขั้วลบอาจ พิจารณาถึง 3 ปฏิกิริยาคือ
  • 46.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 1) H 2 O + 2e - ฎ H 2 + 2OH - 2) X 2+ + 2e - ฎ X(s) 3) ClO - 4 + 8H + + 7e - ฎ 1/2 Cl 2 + 4H 2 O โดยทั่วไปแล้วปฏิกิริยา (3) จะเกิดได้ดีกว่า ( ค่า E 0 มาก ) 5. ในสารละลายที่มีไอออนของโลหะหมู่ 1, 2 จะไม่ได้โลหะนั้น เช่น Na, Ca ฯลฯ ที่ขั้วลบ เว้นแต่จะเพิ่มความต่างศักย์ไฟฟ้าให้สูงขึ้นอย่าง น้อยเท่ากับค่า E 0 cell ของเซลล์คู่นั้น ๆ ที่มีค่าเป็นลบ ตัวอย่าง ปฏิกิริยา Na + + 2X - ฎ Na + X 2 E 0 cell = -2.80 Volt แสดงว่าปฏิกิริยานี้ไม่เกิดจึงต้องบังคับโดยเพิ่มค่าศักย์ไฟฟ้า อย่างน้อย = 2.80 Volt หรือมากกว่า จึงจะได้โลหะเกิดขึ้น
  • 47.
    เซลล์อิเล็กโทรไลต์ 5. ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่ใช้เพื่อให้เกิดสารตามต้องการ หลักการ 1. คำนวณหาค่า E 0 cell ตามสูตร E 0 cell = E 0 แคโทด - E 0 แอโนด * ใช้ค่า E 0 ตามตาราง 2. หาค่า E 0 cell โดยเอาค่า E 0 ตามสมการรีดักชัน และออกซิ - เดชันมาบวกกัน ตามสมการ ( ใช้ค่า E 0 ตามสมการ ) E 0 cell = E 0 รีดักชัน + E 0 ออกซิเดชัน
  • 48.
    END... เอกสารอ้างอิง - กระทรวงศึกษาธิการ . หนังสือเรียนวิชาเคมีเล่ม 6 ว 035. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว . 2540, หน้า 1-29. - วินัย วิทยาลัย . เคมี ว 035 ม . 6 เล่ม 2. กรุงเทพฯ : ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ . 2544, หน้า 1-115.