วิธีบันทึกข้อมูลจากการอ่าน การบันทึกจากการอ่านที่ดีนั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถในด้านต่อไปนี้   ๑ .  จับใจความสำคัญของเรื่องได้   ๒ .  ทราบว่าข้อมูลใดเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนต้องการศึกษา   ๓ .  มีวิธีการบันทึกที่เป็นระบบ   ๔ .  สามารถ เชื่อมโยงหัวข้อสำคัญต่าง ๆ เข้าด้วยกัน นำข้อมูลเหล่านั้นไปเขียน   เป็นแผนภูมิ  ( DIAGRAMS) CONCEPT MAPS  หรือ  MIND MAPS    ให้เข้าใจได้ง่าย   ๕ .  เขียนบันทึกด้วยถ้อยคำของตนเอง   ๖ .  บันทึกแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น ๆได้อย่างชัดเจน
การคัดลอกข้อความโดยตรง   ( DIRECTLY QUOTING)  การถอดความ  ( PARAPHRASING)  การสรุปความ   ( SUMMARIZING)  วิธีบันทึกข้อมูลจากการอ่าน
1.  การคัดลอกข้อความโดยตรง   (Directly quoting) ข้อความนั้น ... เป็นคำกล่าวหรือข้อเสนอของบุคคลผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้นำ  หรือมีความสำคัญต่อการศึกษาทางด้านนั้น ๆ ข้อความนั้น ... ยังเป็นประเด็นปัญหาที่ยังโต้แย้งกันอยู่ การนำไปใช้อ้างอิงในการแสดงความคิดเห็นหรือการพิสูจน์ จึงจำเป็นต้องคงรายละเอียดของเนื้อความนั้นไว้ทั้งหมด   ข้อความนั้น ... กล่าวไว้อย่างชัดเจน ใช้ถ้อยคำภาษาไพเราะสละสลวย  หากสรุปความมาอาจทำให้ความสมบูรณ์ของเนื้อความเสียไป
Block quotations   การเขียนใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างจากปกติ เช่น พิมพ์ด้วยตัวเอน หรือพิมพ์ด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กกว่าปกติ เป็นต้น ผู้เขียนต้องเกริ่นนำให้ผู้อ่านทราบว่ากำลังจะกล่าวถึงเรื่องใด  /  เรื่องนั้นมีความสำคัญ   อย่างไร ผู้เขียนควรตีความหรือแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับข้อความที่คัดลอกนั้นด้วย  ใช้เครื่องหมาย มหัพภาค  3  จุด  (  …  )   หากข้อความที่คัดลอกมามีความยาวมาก    หรือผู้เขียนก็อาจข้ามข้อความตอนนั้นไปได้โดย ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการเขียนข้อความเพิ่มเติมเขาไปในเนื้อหาที่คัดลอกมาบางตอน  เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น ต้อง นำข้อความที่เขียนเพิ่มนั้นไปไว้ใน เครื่องหมายวงเล็บใหญ่  [ ]  เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ทราบว่าตอนใดเป็นตอนที่ผู้เขียนนำมาแทรกเข้าไป 1.  การคัดลอกข้อความโดยตรง   (Directly quoting)
Running quotations  ข้อความที่คัดลอกมาเพราะข้อความ ที่คัดลอกมาจะอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ “ ...........................................” คือ การนำข้อความที่คัดลอกมาเขียน แทรกเข้าไปในเนื้อหาที่ผู้เขียนร้อยเรียงขึ้นอย่างกลมกลืน ข้อความที่คัดลอกมาในลักษณะนี้ต้องไม่ยาวมากนัก และผู้เขียนต้องสามารถนำข้อความดังกล่าวมาอ้างอิงในเรื่องได้อย่างเหมาะสม กลมกลืนกับเนื้อหาตอนนั้นๆ   1.  การคัดลอกข้อความโดยตรง   (Directly quoting)
2.  การถอดความ   (Paraphrasing) การถอดความหรือการถ่ายความ หมายถึงการนำข้อความทั้งหมดที่อ่าน มาเขียนใหม่ด้วยถ้อยคำภาษาของเราเอง  โดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมายเดิมของข้อความนั้น   * สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง ก็คือ  เราสามารถจับประเด็นความคิดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ได้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่
วิธีถอดความ   อ่านข้อความนั้นอย่างละเอียด ขีดเส้นใต้หรือบันทึกคำหรือข้อความสำคัญ   มองหาวิธีอื่นในการพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น   เขียนทุกประโยคเสียใหม่ด้วยการใช้คำพูดของเราเอง พยายามใช้คำและโครงสร้างของประโยคที่ง่ายขึ้นโดยไม่เปลี่ยนความหมายเดิม   ทบทวนสิ่งที่เราเขียนขึ้นมาใหม่แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อเขียนเดิม ข้อความที่เราถอดความมาต้องมีความชัดเจนมากกว่าข้อความเดิม   อย่าลืมระบุแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องไว้ในตอนท้ายของการถอดความนั้นด้วย เพื่อช่วยให้ค้นหาง่ายขึ้น
3.  การสรุปความ   (Summarizing)    คือ การเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง และการสนับสนุนประเด็นนั้นอย่างสั้น ๆ ด้วยถ้อยคำภาษาของเราเอง  * ข้อความที่สรุปมาต้องแสดงสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมด    ได้อย่างครบถ้วนชัดเจน
วิธีสรุปความ   ขั้นเตรียมการอ่าน กำหนดวัตถุประสงค์ของการบันทึกจากการอ่านเรื่องนั้น ๆ ให้ชัดเจน เพื่อจะได้มุ่งอ่านตามที่ต้องการเท่านั้น เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ทั่วไป อ่านเพื่อค้นหาข้อมูลบางเรื่อง หรืออ่านเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงในข้อเสนอของเรา เป็นต้น อาจทำรายการของหัวข้อ  ( list)  ที่ต้องการหาข้อมูลไว้ก่อนการอ่านเพื่อให้สืบค้นข้อมูลได้ครบถ้วน อย่าลืมพิจารณาความสำคัญและความน่าเชื่อถือของข้อเขียนและผู้เขียนด้วย ทุกครั้งที่อ่าน   ขั้นการอ่าน อ่านข้อเขียนนั้นอย่างคร่าว ๆ พยายามจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอน ๆ และบันทึกข้อความสำคัญในหัวเรื่องรองทุกเรื่อง   อ่านย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายอย่างละเอียด อ่านข้อเขียนนั้นอย่างรอบคอบ อ่านให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อจะได้บันทึกจากความเข้าใจของเรา ไม่ใช่การคัดลอกข้อความที่อ่านมาทั้งหมด   มองหาประเด็นความคิดหรือการแสดงเหตุผลในข้อเขียนนั้น   และการขยายประเด็นของประโยคใจความสำคัญ   อ่านทบทวนและเขียนใหม่หากข้อความนั้นยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์
ขั้นการเขียน สรุปใจความสำคัญของแต่ละตอนด้วยประโยคใจความสำคัญเพียง  1  หรือ  2  ประโยค แล้วขยายใจความนั้นด้วยภาษาของเราเอง   ( อย่าคัดลอกข้อความที่อ่านทั้งหมด บันทึกเฉพาะคำหรือข้อความที่สำคัญเท่านั้น   บันทึกประเด็นสำคัญที่สามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงนำข้อความที่บันทึกไว้มาเขียนด้วยภาษาของเราเอง หรืออาจทำ  high light  ที่ข้อความสำคัญแล้วจึงเขียนสรุป พยายามปรับเนื้อหาสาระที่ได้จากการอ่านให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย อาจเขียนเป็นแผนภูมิ  ( diagrams)  หรือ  concept maps ใช้กระดาษเพียงด้านเดียว อย่าบันทึกด้านหลังของกระดาษเพราะมองเห็นได้ยากหรืออาจเปิดข้ามไป และควรเว้นที่ว่างไว้สำหรับการเพิ่มเติมเนื้อหา ข้อคิดเห็น หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในภายหลังด้วย   วิธีสรุปความ
ขั้นการเก็บบันทึก จัดเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นหมวดหมู่และเป็นระบบเพื่อความสะดวกในการค้นหา   การบันทึกความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้มองเห็นประเด็นได้เด่นชัดขึ้น   การใช้แหล่งข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จะช่วยให้ข้อโต้แย้งหรือข้อสรุปมีมุมมองที่หลากหลาย   อย่าลืมจดที่มาของข้อมูลหนังสือ หรือชื่อ  web site  เพื่อนำมาใช้สำหรับการสืบค้นและการอ้างอิงในครั้งต่อไปได้ วิธีสรุปความ
วิธีการบันทึกข้อมูลอ้างอิง
เรื่องที่บันทึก นาม - ปี สาระของเรื่อง ข้อคิดเห็น บรรณานุกรม
การเขียนบทความ ระบบ  DOS D=DATA  ที่มาของเรื่อง O=Opinion  เรื่องราว เนื้อเรื่องและข้อคิดเห็น S=Summary  การสรุปเรื่อง
การเขียนย่อหน้า  Paragraphs ในหนึ่งย่อหน้า ควรมีประเด็นหลักเพียงหนึ่งประเด็น  (Main Idea) ควรมีตัวอย่างสนับสนุน  (Supporting Idea) ข้อควรระวัง การเขียนควรมีย่อหน้าเกริ่นนำ และย่อหน้าสรุป การเขียนรูปประโยคต้องไม่ขาดประธาน ไม่มีหลายประเด็นในการนำเสนอจนทำให้ผู้อ่านสับสน อย่าใช้คำ หรือวลีซ้ำจนทำให้งานเขียนน่าเบื่อ มีการเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าด้วยกลุ่มคำ  (Transitional signal)
Transitional signal เพื่อเพิ่มเติมประเด็น หรือ แสดงลำดับเรื่องราว เช่น นอกจากนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่สำคัญพอกัน คือ ประการแรก ประการต่อมา ประการสุดท้าย เพื่อเปรียบเทียบคล้อยตามกัน เช่น ในทางเดียวกัน เช่นเดียวกัน อีกครั้งหนึ่งที่ เพื่อเปรียบเทียบแย้งกัน เช่น ถึงแม้ว่า กระนั้น ในอีกด้านหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม ในทางกลับกัน อย่างไรก็ตาม แม้ ยังคง เพื่อระบุเวลา  เช่น ก่อนที่ หลังจากที่ ในขณะเดียวกัน ทันใดนั้นเอง เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อสรุปความ เช่น กล่าวโดยสรุป ในภาพรวมแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง สรุปแล้ว เพื่อระบุเหตุหรือผล เช่น ด้วยเหตุนี้ ผลคือ ผลที่ตามมาคือ ดังนั้น สืบเนื่องจากเพราะว่า
ย่อหน้าเกริ่นนำ ประกอบด้วย ๑ .  ประโยคทั่วไปของประเด็นนั้น  (General Statement) มีการเขียนประเด็นที่กว้างขวางครอบคลุม ๒ .  ประโยคเฉพาะเจาะจง  (Specificity)  ระบุสิ่งที่จะเขียนถึง ๓ .  ประโยคนำเสนอ  (Thesis statement)  ระบุประเด็นที่บทความชิ้นนี้จะเขียนถึง
ย่อหน้าสรุป ประกอบด้วย ๑ .  การนำประโยคนำเสนอมาเขียนใหม่ด้วยถ้อยคำที่ไม่ซ้ำของเดิม เพื่อย้ำทวนความเข้าใจของผู้อ่าน  (Restatement of the thesis)   ๒ .  การเขียนให้ข้อคิดโดยทั่วไป เพื่อตอกย้ำประเด็นและสร้างความตรึงตราใจให้ผู้อ่าน ด้วยการตั้งคำถาม การอ้างอิงคำคม การชื่นชม การตั้งข้อเรียกร้อง การเตือน เป็นต้น

วิธีบันทึกข้อมูลจากการอ่าน

  • 1.
    วิธีบันทึกข้อมูลจากการอ่าน การบันทึกจากการอ่านที่ดีนั้น ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถในด้านต่อไปนี้ ๑ . จับใจความสำคัญของเรื่องได้ ๒ . ทราบว่าข้อมูลใดเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนต้องการศึกษา ๓ . มีวิธีการบันทึกที่เป็นระบบ ๔ . สามารถ เชื่อมโยงหัวข้อสำคัญต่าง ๆ เข้าด้วยกัน นำข้อมูลเหล่านั้นไปเขียน เป็นแผนภูมิ ( DIAGRAMS) CONCEPT MAPS หรือ MIND MAPS ให้เข้าใจได้ง่าย ๕ . เขียนบันทึกด้วยถ้อยคำของตนเอง ๖ . บันทึกแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น ๆได้อย่างชัดเจน
  • 2.
    การคัดลอกข้อความโดยตรง ( DIRECTLY QUOTING) การถอดความ ( PARAPHRASING) การสรุปความ ( SUMMARIZING) วิธีบันทึกข้อมูลจากการอ่าน
  • 3.
    1. การคัดลอกข้อความโดยตรง (Directly quoting) ข้อความนั้น ... เป็นคำกล่าวหรือข้อเสนอของบุคคลผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้นำ หรือมีความสำคัญต่อการศึกษาทางด้านนั้น ๆ ข้อความนั้น ... ยังเป็นประเด็นปัญหาที่ยังโต้แย้งกันอยู่ การนำไปใช้อ้างอิงในการแสดงความคิดเห็นหรือการพิสูจน์ จึงจำเป็นต้องคงรายละเอียดของเนื้อความนั้นไว้ทั้งหมด ข้อความนั้น ... กล่าวไว้อย่างชัดเจน ใช้ถ้อยคำภาษาไพเราะสละสลวย หากสรุปความมาอาจทำให้ความสมบูรณ์ของเนื้อความเสียไป
  • 4.
    Block quotations การเขียนใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างจากปกติ เช่น พิมพ์ด้วยตัวเอน หรือพิมพ์ด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กกว่าปกติ เป็นต้น ผู้เขียนต้องเกริ่นนำให้ผู้อ่านทราบว่ากำลังจะกล่าวถึงเรื่องใด / เรื่องนั้นมีความสำคัญ อย่างไร ผู้เขียนควรตีความหรือแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับข้อความที่คัดลอกนั้นด้วย ใช้เครื่องหมาย มหัพภาค 3 จุด ( … ) หากข้อความที่คัดลอกมามีความยาวมาก หรือผู้เขียนก็อาจข้ามข้อความตอนนั้นไปได้โดย ในกรณีที่ผู้เขียนต้องการเขียนข้อความเพิ่มเติมเขาไปในเนื้อหาที่คัดลอกมาบางตอน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น ต้อง นำข้อความที่เขียนเพิ่มนั้นไปไว้ใน เครื่องหมายวงเล็บใหญ่ [ ] เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ทราบว่าตอนใดเป็นตอนที่ผู้เขียนนำมาแทรกเข้าไป 1. การคัดลอกข้อความโดยตรง (Directly quoting)
  • 5.
    Running quotations ข้อความที่คัดลอกมาเพราะข้อความ ที่คัดลอกมาจะอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ “ ...........................................” คือ การนำข้อความที่คัดลอกมาเขียน แทรกเข้าไปในเนื้อหาที่ผู้เขียนร้อยเรียงขึ้นอย่างกลมกลืน ข้อความที่คัดลอกมาในลักษณะนี้ต้องไม่ยาวมากนัก และผู้เขียนต้องสามารถนำข้อความดังกล่าวมาอ้างอิงในเรื่องได้อย่างเหมาะสม กลมกลืนกับเนื้อหาตอนนั้นๆ 1. การคัดลอกข้อความโดยตรง (Directly quoting)
  • 6.
    2. การถอดความ (Paraphrasing) การถอดความหรือการถ่ายความ หมายถึงการนำข้อความทั้งหมดที่อ่าน มาเขียนใหม่ด้วยถ้อยคำภาษาของเราเอง โดยไม่เปลี่ยนแปลงความหมายเดิมของข้อความนั้น * สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง ก็คือ เราสามารถจับประเด็นความคิดสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ได้ถูกต้องแม่นยำหรือไม่
  • 7.
    วิธีถอดความ อ่านข้อความนั้นอย่างละเอียด ขีดเส้นใต้หรือบันทึกคำหรือข้อความสำคัญ มองหาวิธีอื่นในการพูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น เขียนทุกประโยคเสียใหม่ด้วยการใช้คำพูดของเราเอง พยายามใช้คำและโครงสร้างของประโยคที่ง่ายขึ้นโดยไม่เปลี่ยนความหมายเดิม ทบทวนสิ่งที่เราเขียนขึ้นมาใหม่แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อเขียนเดิม ข้อความที่เราถอดความมาต้องมีความชัดเจนมากกว่าข้อความเดิม อย่าลืมระบุแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องไว้ในตอนท้ายของการถอดความนั้นด้วย เพื่อช่วยให้ค้นหาง่ายขึ้น
  • 8.
    3. การสรุปความ (Summarizing)    คือ การเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่ เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง และการสนับสนุนประเด็นนั้นอย่างสั้น ๆ ด้วยถ้อยคำภาษาของเราเอง * ข้อความที่สรุปมาต้องแสดงสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมด ได้อย่างครบถ้วนชัดเจน
  • 9.
    วิธีสรุปความ ขั้นเตรียมการอ่าน กำหนดวัตถุประสงค์ของการบันทึกจากการอ่านเรื่องนั้น ๆ ให้ชัดเจน เพื่อจะได้มุ่งอ่านตามที่ต้องการเท่านั้น เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ทั่วไป อ่านเพื่อค้นหาข้อมูลบางเรื่อง หรืออ่านเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงในข้อเสนอของเรา เป็นต้น อาจทำรายการของหัวข้อ ( list) ที่ต้องการหาข้อมูลไว้ก่อนการอ่านเพื่อให้สืบค้นข้อมูลได้ครบถ้วน อย่าลืมพิจารณาความสำคัญและความน่าเชื่อถือของข้อเขียนและผู้เขียนด้วย ทุกครั้งที่อ่าน ขั้นการอ่าน อ่านข้อเขียนนั้นอย่างคร่าว ๆ พยายามจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอน ๆ และบันทึกข้อความสำคัญในหัวเรื่องรองทุกเรื่อง อ่านย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายอย่างละเอียด อ่านข้อเขียนนั้นอย่างรอบคอบ อ่านให้เข้าใจเสียก่อนเพื่อจะได้บันทึกจากความเข้าใจของเรา ไม่ใช่การคัดลอกข้อความที่อ่านมาทั้งหมด มองหาประเด็นความคิดหรือการแสดงเหตุผลในข้อเขียนนั้น และการขยายประเด็นของประโยคใจความสำคัญ อ่านทบทวนและเขียนใหม่หากข้อความนั้นยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์
  • 10.
    ขั้นการเขียน สรุปใจความสำคัญของแต่ละตอนด้วยประโยคใจความสำคัญเพียง 1 หรือ 2 ประโยค แล้วขยายใจความนั้นด้วยภาษาของเราเอง ( อย่าคัดลอกข้อความที่อ่านทั้งหมด บันทึกเฉพาะคำหรือข้อความที่สำคัญเท่านั้น บันทึกประเด็นสำคัญที่สามารถตอบคำถามที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงนำข้อความที่บันทึกไว้มาเขียนด้วยภาษาของเราเอง หรืออาจทำ high light ที่ข้อความสำคัญแล้วจึงเขียนสรุป พยายามปรับเนื้อหาสาระที่ได้จากการอ่านให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย อาจเขียนเป็นแผนภูมิ ( diagrams) หรือ concept maps ใช้กระดาษเพียงด้านเดียว อย่าบันทึกด้านหลังของกระดาษเพราะมองเห็นได้ยากหรืออาจเปิดข้ามไป และควรเว้นที่ว่างไว้สำหรับการเพิ่มเติมเนื้อหา ข้อคิดเห็น หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในภายหลังด้วย วิธีสรุปความ
  • 11.
    ขั้นการเก็บบันทึก จัดเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นหมวดหมู่และเป็นระบบเพื่อความสะดวกในการค้นหา การบันทึกความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้มองเห็นประเด็นได้เด่นชัดขึ้น การใช้แหล่งข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ จะช่วยให้ข้อโต้แย้งหรือข้อสรุปมีมุมมองที่หลากหลาย อย่าลืมจดที่มาของข้อมูลหนังสือ หรือชื่อ web site เพื่อนำมาใช้สำหรับการสืบค้นและการอ้างอิงในครั้งต่อไปได้ วิธีสรุปความ
  • 12.
  • 13.
    เรื่องที่บันทึก นาม -ปี สาระของเรื่อง ข้อคิดเห็น บรรณานุกรม
  • 14.
    การเขียนบทความ ระบบ DOS D=DATA ที่มาของเรื่อง O=Opinion เรื่องราว เนื้อเรื่องและข้อคิดเห็น S=Summary การสรุปเรื่อง
  • 15.
    การเขียนย่อหน้า Paragraphsในหนึ่งย่อหน้า ควรมีประเด็นหลักเพียงหนึ่งประเด็น (Main Idea) ควรมีตัวอย่างสนับสนุน (Supporting Idea) ข้อควรระวัง การเขียนควรมีย่อหน้าเกริ่นนำ และย่อหน้าสรุป การเขียนรูปประโยคต้องไม่ขาดประธาน ไม่มีหลายประเด็นในการนำเสนอจนทำให้ผู้อ่านสับสน อย่าใช้คำ หรือวลีซ้ำจนทำให้งานเขียนน่าเบื่อ มีการเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าด้วยกลุ่มคำ (Transitional signal)
  • 16.
    Transitional signal เพื่อเพิ่มเติมประเด็นหรือ แสดงลำดับเรื่องราว เช่น นอกจากนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่สำคัญพอกัน คือ ประการแรก ประการต่อมา ประการสุดท้าย เพื่อเปรียบเทียบคล้อยตามกัน เช่น ในทางเดียวกัน เช่นเดียวกัน อีกครั้งหนึ่งที่ เพื่อเปรียบเทียบแย้งกัน เช่น ถึงแม้ว่า กระนั้น ในอีกด้านหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม ในทางกลับกัน อย่างไรก็ตาม แม้ ยังคง เพื่อระบุเวลา เช่น ก่อนที่ หลังจากที่ ในขณะเดียวกัน ทันใดนั้นเอง เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อสรุปความ เช่น กล่าวโดยสรุป ในภาพรวมแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง สรุปแล้ว เพื่อระบุเหตุหรือผล เช่น ด้วยเหตุนี้ ผลคือ ผลที่ตามมาคือ ดังนั้น สืบเนื่องจากเพราะว่า
  • 17.
    ย่อหน้าเกริ่นนำ ประกอบด้วย ๑. ประโยคทั่วไปของประเด็นนั้น (General Statement) มีการเขียนประเด็นที่กว้างขวางครอบคลุม ๒ . ประโยคเฉพาะเจาะจง (Specificity) ระบุสิ่งที่จะเขียนถึง ๓ . ประโยคนำเสนอ (Thesis statement) ระบุประเด็นที่บทความชิ้นนี้จะเขียนถึง
  • 18.
    ย่อหน้าสรุป ประกอบด้วย ๑. การนำประโยคนำเสนอมาเขียนใหม่ด้วยถ้อยคำที่ไม่ซ้ำของเดิม เพื่อย้ำทวนความเข้าใจของผู้อ่าน (Restatement of the thesis) ๒ . การเขียนให้ข้อคิดโดยทั่วไป เพื่อตอกย้ำประเด็นและสร้างความตรึงตราใจให้ผู้อ่าน ด้วยการตั้งคำถาม การอ้างอิงคำคม การชื่นชม การตั้งข้อเรียกร้อง การเตือน เป็นต้น