บทที่            1
                                                                 โครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล
                                                  (Data Communication Network)




1.1 แบบจําลองของระบบสื่ อสารข้ อมูล

        1                   2                 3                  4                5                6

   input            input data g         transmitted        received        output data g~      output
information           or signal             signal           signal            or signal     information
     m                  g (t)                s (t)            r (t)               ~
                                                                                 g (t)             ~
                                                                                                   m

                input                             transmission                           output
                                transmitter                            receiver
  agent        device                                medium                              device    agent


                        source system                                         destination system


                                รู ปที่ 1.1 แบบจําลองของระบบสื่ อสารข้อมูล

            จุดประสงค์พ้ืนฐานของการสื่ อสารข้อมูลคือ การแลกเปลี่ยนข่าวสาร (information) ระหว่าง
ผูใช้
  ้
2 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย
       ่


          รู ปที่ 1.1 แสดงถึงแบบจําลองของระบบสื่ อสารข้อมูล ข่าวสารที่ตองการแลกเปลี่ยนกัน
                                                                           ้
  [m] จะถูกแปลงให้เป็ นข้อมูล (data) [g] ก่อนส่ ง โดยอุปกรณ์ดานเข้าหรื ออุปกรณ์รับข้อมูล (input
                                                             ้
  device)
  ตารางที่ 1.1 ข้อมูลและข่าวสาร
   ข้อมูล                                            การแทนความจริ ง (facts) ความคิดรวบยอด
                                                     (concepts) หรื อคําสอน (instructions) ด้วยแบบ
                                                     (manner) ที่เป็ นทางการและเหมาะสําหรับการ
                                                     สื่ อสาร การแปลความหมายหรื อการประมวลผล
                                                     ด้วยมนุษย์หรื อด้วยวิธีอตโนมัติ
                                                                             ั
   ข่าวสาร                                                                 ํ         ั
                                                     ความหมายที่มนุ ษย์กาหนดให้กบข้อมูลอย่างมี
                                                     ระเบียบแบบแผน

  ความหมายของข้อมูล (data) และข่าวสาร (information) แสดงในตารางที่ 1.1 กล่าวโดยสรุ ปคือ
            1) ข้อมูล เป็ นสิ่ งซึ่งสามารถแปลงให้เป็ นข่าวสารได้
            2) ข่าวสาร เป็ นสิ่ งซึ่งเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของข้อมูล
            ข้อมูลด้านเข้า [g] ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา [g(t)] เป็ นสัญญาณ (signal) ที่เราต้องการส่ ง ซึ่ ง
                      ่
  โดยทัวไปยังไม่อยูในรู ปแบบที่เหมาะสมที่จะส่ งผ่านตัวกลางในการส่ งข้อมูล (transmission medium)
          ่
  จําเป็ นต้องได้รับการแปลงให้เป็ นสัญญาณส่ ง [s(t)] ที่เหมาะสม กล่าวคือ มีคุณสมบัติเข้ากันได้กบ       ั
  คุณสมบัติของตัวกลางในการส่ งข้อมูล โดยเครื่ องส่ ง (transmitter) เป็ นผูทาหน้าที่น้ ี หลังจากนั้นข้อมูล
                                                                          ้ ํ
  จะถูกส่ งผ่านไปยังเครื่ องรับ (receiver) ในรู ปของสัญญาณรับ [r(t)] ซึ่ งมีลกษณะผิดเพี้ยนไปจาก
                                                                                ั
  สัญญาณส่ ง [s(t)] เนื่ องจากสัญญาณรบกวน (noise) ในขณะส่ งผ่านตัวกลางในการส่ งข้อมูล เครื่ องรับ
                                              ่
  ทําหน้าที่แปลงสัญญาณ [r(t)] นี้ ให้อยูในรู ปของสัญญาณ [ g (t ) ] หรื อข้อมูลด้านออก [ g ] ซึ่ งมี
                                                                 ~                             ~

  ลักษณะใกล้เคียงกับข้อมูลเดิม [g] มากที่สุด สุ ดท้ายอุปกรณ์ดานออก (output device) ทําหน้าที่แปลง
                                                                 ้
  ข้อมูลด้านออก [ g ] ให้เป็ นข่าวสารด้านออก [ m ] ซึ่งใกล้เคียงกับข่าวสารด้านเข้า [m] ให้มากที่สุด
                    ~                              ~
โครงข่ายสือสารข้อมูล 3
                                                                             ่


        ยกตัวอย่างเช่นในระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail system) เราเทียบส่ วน
                                      ์
ต่าง ๆ ของระบบกับแบบจําลองในรู ปที่ 1.1 ดังแสดงในตารางที่ 1.2 และ 1.3 ดังนี้

ตารางที่ 1.2 เปรี ยบเทียบฮาร์ ดแวร์ ต่าง ๆ ของระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์กบแบบจําลองของ
                                                          ์               ั
             ระบบสื่ อสารข้อมูล

                แบบจําลอง                              ระบบไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์
 อุปกรณ์ดานเข้า ้                            คียบอร์ด
                                                ์
 เครื่ องส่ ง                                โมเด็ม
 ตัวกลางในการส่ งข้อมูล                      สายโทรศัพท์
 เครื่ องรับ                                 โมเด็ม
 อุปกรณ์ดานออก้                              เครื่ องพิมพ์หรื อจอภาพ

                                                                           ั
ตารางที่ 1.3 เปรี ยบเทียบสัญญาณในส่ วนต่าง ๆ ของระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์กบแบบจําลอง
                                                            ์
             ของระบบสื่ อสารข้อมูล

              แบบจําลอง                             ระบบไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์
 1. ข่าวสารด้านเข้า, m                ข้อความที่ตองการส่ ง
                                                  ้
 2. ข้อมูลด้านเข้า, g                 ตัวอักษรที่พิมพ์เข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา
    สัญญาณด้านเข้า, g(t)              ขบวนบิตที่ส่งออกไปยังโมเด็มผ่านสายเคเบิล
 3. สัญญาณส่ ง, s(t)                  สัญญาณไฟฟ้ าที่ส่งออกไปผ่านสายโทรศัพท์
 4. สัญญาณรับ, r(t)                   สัญญาณไฟฟ้ าที่เครื่ องรับรับจากสายโทรศัพท์
 5. สัญญาณด้านออก, g (t )
                        ~             ขบวนบิตที่ได้ออกมาจากโมเด็ม
    ข้อมูลด้านออก, g  ~               ตัวอักษรที่เก็บไว้ในหน่วยความจําก่อนแสดงผล
 6. ข่าวสารด้านออก, m   ~             ข้อความที่รับมาปรากฏบนเครื่ องพิมพ์หรื อจอภาพ
4 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย
       ่


  1.2 การประยุกต์ ใช้ งานโครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล
             เราสามารถแบ่ งโครงข่า ยสื่ อสารข้อมูลตามความต้องการที่ เ กี่ ยวกับระยะเวลาในการ
  แลกเปลี่ยนข่าวสารได้เป็ น 2 ประเภท คือ
             1. การประยุกต์ใช้งานแบบเวลาจริ ง (real time)
             ต้องการการตอบสนองจากคอมพิวเตอร์ระยะไกล (remote computer) ทันทีก่อนที่กระบวนการ
  ถัดไปจะเกิดขึ้นในกระบวนการทํางานหรื อการตอบโต้ระหว่างผูใช้      ้
             2. การประยุกต์ใช้งานแบบไม่ใช่เวลาจริ ง (non real time)
             ข้อมูลจะถูกส่ งจากระบบหนึ่ งไปยังอีกระบบหนึ่ ง โดยไม่ตองการการตอบสนองทันทีทนใด
                                                                    ้                             ั
  จากคอมพิวเตอร์ระยะไกล
             โดยปกติแล้วการประยุกต์ใช้งานแบบเวลาจริ ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เช่น ตูเ้ บิกเงินธนาคาร
  (ตู ้ ATM) หรื อตัวแทนจองตัวเครื่ องบิน ต้องการการตอบสนองภายในเวลา 2-3 วินาที หรื อน้อย
                                  ๋
  กว่านั้น สิ่ งนี้ ทาให้เราต้องการระบบสื่ อสารข้อมูลและคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลที่สามารถตอบสนอง
                     ํ
  เช่นนี้ได้
             การประยุกต์ใช้งานแบบเวลาจริ งอื่น ๆ อาจจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อตโนมัติ เช่น การ
                                                                                 ั
  ควบคุมเครื่ องยนต์ การควบคุมเส้นทางของยานอวกาศ เป็ นต้น
             การประยุกต์ใช้งานแบบไม่ใช่เวลาจริ ง อาจไม่ตองการการตอบสนองที่รวดเร็ ว แต่ยงคง
                                                              ้                                     ั
  ต้องการการตอบสนองที่แม่นและเชื่อถือได้ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานแบบนี้ คือ ไปรษณี ย ์
  อิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail) และสํานักงานอัตโนมัติ (office automation) เป็ นต้น

  1.3 การต่ อถึงกันในโครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล
          ทอพอโลยีโครงข่าย (network topology) อธิบายถึงความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างส่ วนต่าง ๆ
  ของโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ในแง่ของการต่อถึงระหว่างกัน (interconnection) หน้าที่การทํางาน
  (functionality) และตําแหน่งที่ต้ ง (geographic position)
                                   ั
โครงข่ายสือสารข้อมูล 5
                                                                                 ่


          โดยทัวไป ทอพอโลยีโครงข่ายมี 5 แบบ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป เราเรี ยกคอมพิวเตอร์ ซ่ ึงมี
                ่
ส่ วนร่ วมในการส่ งผ่านข้อมูลข้ามโครงข่ายว่า โนด (node) ซึ่งอาจเป็ นคอมพิวเตอร์ตวเดียวโดด ๆ
                                                                                  ั
(standalone computer) หรื อแผ่นบอร์ ดภายในคอมพิวเตอร์ ที่มีหน้าที่เฉพาะสําหรับเคลื่อนย้าย
ข้อมูลผ่านโครงข่าย โนดอาจติดต่อกับคอมพิวเตอร์ อื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าหรื อคอมพิวเตอร์ หลัก
(host) ซึ่ งสนับสนุนการทํางานของผูใช้โดยการเก็บและจัดการข้อมูลของผูใช้ ในการประยุกต์ใช้
                                       ้                                  ้
งานบางอย่าง เราอาจได้หน้าที่การทํางานของโครงข่ายอย่างหนึ่งจากโนด และได้หน้าที่การทํางาน
อื่นจากคอมพิวเตอร์ หลัก ยกตัวอย่างเช่น โนดอาจทําหน้าที่จดเส้นทางการส่ งข้อมูลข้ามโครงข่าย
                                                            ั
ในขณะที่คอมพิวเตอร์หลักอาจทําหน้าที่ตรวจวัดและแก้ความผิดพลาดในการส่ งข้อมูล
                                             ่ ั
          ทอพอโลยีเฉพาะแบบหนึ่ง ๆ ขึ้นอยูกบขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของโครงข่ายนั้น ๆ เราเรี ยก
โครงข่ายซึ่ งมี ขอบเขตจํากัดอยู่ภายในบริ ษทหรื อภายในมหาวิทยาลัยว่าโครงข่ายพื้นที่ทองถิ่ น
                                              ั                                          ้
(Local Area Networks หรื อ LANs) ซึ่ งเป็ นทอพอโลยีแนวราบ (horizontal topologies) ทําหน้าที่
ต่อถึงกันกับคอมพิวเตอร์ซ่ ึงมีความสามารถใกล้เคียงกัน ส่ วนโครงข่ายซึ่ งครอบคลุมระยะทางไกล
เรี ยกว่าโครงข่ายพื้นที่กว้าง (Wide Area Networks หรื อ WANs) ซึ่งเป็ นทอพอโลยีแนวตั้ง (vertical
topologies) ทําหน้าที่ต่อถึงกันกับคอมพิวเตอร์ซ่ ึงอาจมีความสามารถแตกต่างกันมาก เช่น อาจต่อ
คอมพิว เตอร์ ส่ว นบุ คคลธรรมดากับคอมพิว เตอร์ ห ลัก ซึ่ งมี ความสามารถในการจัด การข้อมูล
แตกต่างกันมาก อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบติการประยุกต์ใช้งานอย่างหนึ่ ง อาจเป็ นแบบทอพอโลยี
                                           ั
เดียวโดด ๆ หรื ออาจมีทอพอโลยีหลายแบบปนกันก็ได้

        1.3.1 ทอพอโลยีแนวราบ (Horizontal Topologies)
                          ั ั
        ทอพอโลยีแนวราบที่มกใช้กนบ่อย ๆ ในโครงข่ายพื้นที่ทองถิ่นมี 3 แบบ ดังนี้
                                                         ้
         1.3.1.1 ทอพอโลยีแบบดาว (Star Topology)
         ทอพอโลยีแบบดาวเป็ นทอพอโลยีแบบที่ง่ายที่สุดใช้แทนโครงข่ายที่มีโนดหลาย ๆ โนด
เชื่อมโยงเข้ากับโนดสวิตชิงศูนย์กลาง (central switching node) ดังแสดงในรู ปที่ 1.2 (a) การ
สื่ อสารในโครงข่ายทั้งหมดจะต้องเดินทางผ่านโนดศูนย์กลางนี้ หน้าที่ที่สาคัญของโนดศูนย์กลางก็
                                                                     ํ
คือ การทําหน้าที่อานวยความสะดวกในการสื่ อสารระหว่างโนดรอบนอกของรู ปดาว กล่าวคือ
                    ํ
เหมือนกับเป็ นอุปกรณ์ควบคุมการสื่ อสาร (communications controller) ข้อดีของทอพอโลยีแบบนี้
ก็คือ โครงสร้างมีรูปแบบที่ง่าย และเราสามารถเพิ่มหรื อลดจํานวนโนดรอบนอกของรู ปดาวได้โดย
6 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย
       ่


  เพียงแต่แก้ไขตัวโนดศูนย์กลาง ส่ วนข้อเสี ยที่สาคัญคือโครงข่ายมีโอกาสล้มเหลว (failure) ได้ง่าย
                                                 ํ
  ถ้าโนดศูนย์กลางเกิดล้มเหลวขึ้นมา ดังนั้น โดยปกติในทางปฏิบติจะมีการสํารอง (back up) โนด
                                                               ั
  ศูนย์กลางเพื่อทําให้โครงข่ายมีความเชื่อถือได้สูงขึ้น
             1.3.1.2 ทอพอโลยีแบบบัส (Bus Topology)
             ในทอพอโลยีแบบบัส โนดทุกโนดของโครงข่ายติดต่อสื่ อสารผ่านตัวกลางในการส่ ง
  ข้อมูลตัวเดียวกัน (common transmission medium) ดังแสดงในรู ปที่ 1.2 (b) ทั้งสัญญาณที่เป็ นข้อมูล
  และสัญญาณควบคุมจะถูกแพร่ สญญาณ (broadcast) ไปยังโนดทุกโนดพร้อมกัน โนดแต่ละโนดจะมี
                                   ั
  ที่อยู่ (address) เฉพาะตัว ดังนั้น ถึงแม้ว่าโนดทุกโนดจะได้รับข่าวสารเหมือนกันทั้งหมดจากบัส
  จะมีเพียงโนดซึ่งมีที่อยูตรงกับที่กาหนดโดยผูส่งเท่านั้นที่จะรับทราบข้อมูลนั้น วิธีการที่โนดเข้าถึง
                           ่         ํ          ้
  ตัวกลางเพื่อส่ งข้อมูลนั้นมีหลายวิธี เช่น คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่ องอาจได้รับอนุญาตให้เข้าถึงตัวกลาง
  ได้จากคอมพิวเตอร์ตวอื่นภายในโครงข่าย (เรี ยกว่า วิธีการเข้าถึงตัวกลางแบบ token-passing) หรื อ
                         ั
  ได้รับอนุญาตจากโนดหลัก หรื อ master node (เรี ยกว่า วิธีการเข้าถึงตัวกลางแบบ polling)
             ข้อดีของทอพอโลยีแบบบัส คือ (1) เพิ่มหรื อลดจํานวนผูใช้ได้ง่าย (2) ส่ งข้อมูลได้ดวย
                                                                      ้                           ้
  ความเร็ วสู ง เนื่องจากไม่ตองเลือกเส้นทางในการส่ งข้อมูลผ่านโนดระหว่างทาง
                              ้
           1.3.1.3 ทอพอโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology)
           ทอพอโลยีแบบวงแหวนมีลกษณะดังแสดงในรู ปที่ 1.2 (c) กล่าวคือ มีเส้นทางระหว่าง
                                     ั
                                                                                   ่ ั
  โนดของโครงข่ายบรรจบกันเป็ นวงกลม โดยที่โนดแต่ละโนดต่อถึงกันกับโนดอื่น 2 โนดที่อยูใกล้กน
  การไหลของข้อมูลอาจเป็ นแบบไหลไปในทิศทางเดียว (unidirectional) หรื อไหลได้ท้ ง 2 ทิศทาง
                                                                              ั
  (bidirectional)
           วิธีการในการแบ่งกันใช้ตวกลางรู ปวงแหวนนี้มี 2 วิธี ดังนี้
                                  ั
           1) ให้ผส่งแต่ละคนแย่งกันเข้าถึงตัวกลาง
                    ู้
           2) ให้สิทธิในการเข้าถึงตัวกลางโดยการใช้โทเค็น
โครงข่ายสือสารข้อมูล 7
                                       ่




       (a) แบบดาว




       (b) แบบบัส




     (c) แบบวงแหวน

รู ปที่ 1.2 ทอพอโลยีแนวราบ
8 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย
       ่


           ในสหรัฐอเมริ กา token-passing เป็ นวิธีการเข้าถึงตัวกลางที่เป็ นที่นิยมมากที่สุดสําหรับ
  ทอพอโลยีแบบวงแหวน วิธี token-passing ทําให้เกิดการประวิงเวลาที่โนดแต่ละโนดในการตรวจสอบ
  ดูว่าข้อมูลที่ส่งเข้ามายังโนดนั้น ๆ เป็ นโทเค็นหรื อข่าวสารแบบอื่น ๆ ข้อดีของ token-passing ring
  ก็คือสมรรถนะที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะอยูภายใต้สภาวะที่มีโหลดมาก ข้อเสี ยคือเกิดการ
                                                      ่
  ประวิงเวลาค่อนข้างมาก ตั้งแต่เริ่ มมีความต้องการเข้าถึงตัวกลางจนกระทังได้รับโทเค็น และใน
                                                                             ่
  กรณี ที่โทเค็นสู ญหายไป การประวิงเวลาจะยิงนานขึ้นไปอีก เนื่องจากต้องรอให้โครงข่ายฟื้ นตัวสู่
                                                 ่
  สภาพปกติ (recovery) เสี ยก่อนอีกด้วย

           1.3.2 ทอพอโลยีแนวตั้ง (Vertical Topologies)
              1.3.2.1 ทอพอโลยีแบบลําดับชั้น (Hierarchical Topology)
              ทอพอโลยีแบบลําดับชั้น (รู ปที่ 1.3 (a)) อธิ บายโครงข่ายซึ่งต่อถึงกันระหว่างคอมพิวเตอร์
  หลักซึ่งนับวันยิงมีความรับผิดชอบด้านการจัดการข้อมูล (data management) มากขึ้นเรื่ อย ๆ โครงข่าย
                     ่
  ในลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้ถูกกําหนดโดยวิธีการที่โครงข่ายควบคุมการเข้าถึงตัวกลาง แต่ถูกกําหนด
  โดยวิธีการที่โครงข่ายให้การสนับสนุน (support) ผูใช้ คุณลักษณะที่สาคัญอย่างหนึ่งของทอพอโลยี
                                                         ้                   ํ
            ็
  แบบนี้กคือ การประมวลผลข้อมูลของคอมพิวเตอร์หลักในลําดับชั้นที่สูงขึ้นไปจะมีขีดความสามารถ
  ที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น การซื้อขายทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในลําดับชั้นตํ่าสุ ด ณ จุดขาย (point-of-sale หรื อ
  POS) จะได้รับการจัดการโดยระบบไมโครคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม การซื้อขายนั้นยังไม่เสร็ จสิ้ น
  สมบูรณ์จนกว่าระบบใช้งานทัวไป (general-purpose system) ในลําดับชั้นที่สูงขึ้นไปจะได้แก้ไข
                                    ่
  ฐานข้อมูลสิ นค้าคงคลังให้เสร็ จสิ้ นเสี ยก่อน
              1.3.2.2 ทอพอโลยีแบบเมช (Mesh Topology)
              โครงข่ายพื้นที่กว้าง (Wide Area Network หรื อ WAN) จํานวนมากมีทอพอโลยีเป็ นแบบ
  เมช (รู ปที่ 1.3 (b)) ซึ่ งจะมีรูปร่ างทางเรขาคณิ ตที่ไม่แน่นอน ตัวอย่างของโครงข่ายที่มีทอพอโลยี
  แบบนี้คือ อินเทอร์เน็ตของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD หรื อ Department of Defense) ซึ่งมีอีก
  ชื่อหนึ่ งว่า ARPANET ในโครงข่ายอินเทอร์ เน็ตจะมีคอมพิวเตอร์หลักจากผูผลิตต่าง ๆ ซึ่งมีขนาด
                                                                                   ้
  ต่าง ๆ กัน แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
โครงข่ายสือสารข้อมูล 9
                                       ่




                                  ระดับที่ 3


                                  ระดับที่ 2



                                  ระดับที่ 1

    (a) แบบลําดับชั้น




       (b) แบบเมช

รูปที่ 1.3 ทอพอโลยีแนวตั้ง
10 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย
        ่


   1.4 ตัวอย่ างของโครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล
         ต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงตัวอย่างการใช้งานโครงข่ายสื่ อสารข้อมูล 3 แบบ เพื่อเป็ นการอธิ บาย
   สภาพการต่อถึงกัน (connectivities) และทอพอโลยี

            1.4.1 ธุรกิจขนาดเล็ก
            ธุรกิจขนาดเล็กซึ่งมีอุปกรณ์การผลิตขนาดย่อมอาจนําคอมพิวเตอร์ มาใช้งานในด้านต่าง ๆ
   ดังนี้
             1) บัญชี เช่น เงินเดือน ภาษี ทํานายต้นทุน และสรุ ปรายการรับคําสังซื้อ
                                                                             ่
             2) การผลิต เช่น สิ นค้าคงคลัง และตารางการผลิต
             3) สังซื้อ เช่น ข้อมูลผูขาย ข้อมูลราคาสิ นค้า
                  ่                   ้
             4) วิศวกรรม เช่น ข้อมูลด้านเทคนิ ค ข้อมูลการออกแบบ การออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์
   ช่วย (computer-aided design หรื อ CAD) และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
             5) การตลาด เช่น ตารางการนัดหมายลูกค้า ต้นทุนผลิตภัณฑ์ ฐานข้อมูลลูกค้า และการ
   จัดเตรี ยมข้อเสนอสิ นค้า
             6) บุคคล เช่น ประวัติบุคคล ข้อมูลค่าจ้างขั้นตํ่า
             แต่ละแผนกจะมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มินิคอมพิวเตอร์ และสถานี งาน (workstation)
   เพื่อให้แผนกนั้น ๆ สามารถทํางานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ แผนกบัญชี จัดซื้อ และการตลาดอาจมี
   สเปรดชีตซอฟต์แวร์ (spread sheet software) ในขณะที่แผนกวิศวกรรมอาจมีซอฟต์แวร์ ช่วยใน
   การออกแบบ (CAD)
             คอมพิวเตอร์ ในแต่ละแผนกอาจมีการใช้งานเป็ นแบบเครื่ องเดี ยวโดด ๆ (stand alone)
   อย่างไรก็ตาม การใช้งานคอมพิวเตอร์ ร่วมกันในลักษณะเป็ นโครงข่ายจะทําให้การทํางานมี
   ประสิ ทธิ ภาพเพิ่มมากขึ้น (รู ปที่ 1.4) โครงข่ายคอมพิวเตอร์ซ่ ึ งครอบคลุมทุกแผนกในบริ ษทไว้
                                                                                            ั
   ทั้งหมด นอกจากจะทําให้แต่ละแผนกสามารถทํางานตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้แล้ว ยังทําให้
   แต่ละแผนกสามารถแบ่งกันใช้ขอมูลและทรัพยากรอื่น ๆ ได้เมื่อต้องการอีกด้วย การส่ งหนังสื อเวียนก็
                                    ้
   สามารถทําได้ง่ายขึ้นโดยการใช้ซอฟต์แวร์ ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ (electronic mail software) ใน
                                                       ์

9789740329770

  • 1.
    บทที่ 1 โครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล (Data Communication Network) 1.1 แบบจําลองของระบบสื่ อสารข้ อมูล 1 2 3 4 5 6 input input data g transmitted received output data g~ output information or signal signal signal or signal information m g (t) s (t) r (t) ~ g (t) ~ m input transmission output transmitter receiver agent device medium device agent source system destination system รู ปที่ 1.1 แบบจําลองของระบบสื่ อสารข้อมูล จุดประสงค์พ้ืนฐานของการสื่ อสารข้อมูลคือ การแลกเปลี่ยนข่าวสาร (information) ระหว่าง ผูใช้ ้
  • 2.
    2 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย ่ รู ปที่ 1.1 แสดงถึงแบบจําลองของระบบสื่ อสารข้อมูล ข่าวสารที่ตองการแลกเปลี่ยนกัน ้ [m] จะถูกแปลงให้เป็ นข้อมูล (data) [g] ก่อนส่ ง โดยอุปกรณ์ดานเข้าหรื ออุปกรณ์รับข้อมูล (input ้ device) ตารางที่ 1.1 ข้อมูลและข่าวสาร ข้อมูล การแทนความจริ ง (facts) ความคิดรวบยอด (concepts) หรื อคําสอน (instructions) ด้วยแบบ (manner) ที่เป็ นทางการและเหมาะสําหรับการ สื่ อสาร การแปลความหมายหรื อการประมวลผล ด้วยมนุษย์หรื อด้วยวิธีอตโนมัติ ั ข่าวสาร ํ ั ความหมายที่มนุ ษย์กาหนดให้กบข้อมูลอย่างมี ระเบียบแบบแผน ความหมายของข้อมูล (data) และข่าวสาร (information) แสดงในตารางที่ 1.1 กล่าวโดยสรุ ปคือ 1) ข้อมูล เป็ นสิ่ งซึ่งสามารถแปลงให้เป็ นข่าวสารได้ 2) ข่าวสาร เป็ นสิ่ งซึ่งเกิดขึ้นจากการแปลความหมายของข้อมูล ข้อมูลด้านเข้า [g] ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา [g(t)] เป็ นสัญญาณ (signal) ที่เราต้องการส่ ง ซึ่ ง ่ โดยทัวไปยังไม่อยูในรู ปแบบที่เหมาะสมที่จะส่ งผ่านตัวกลางในการส่ งข้อมูล (transmission medium) ่ จําเป็ นต้องได้รับการแปลงให้เป็ นสัญญาณส่ ง [s(t)] ที่เหมาะสม กล่าวคือ มีคุณสมบัติเข้ากันได้กบ ั คุณสมบัติของตัวกลางในการส่ งข้อมูล โดยเครื่ องส่ ง (transmitter) เป็ นผูทาหน้าที่น้ ี หลังจากนั้นข้อมูล ้ ํ จะถูกส่ งผ่านไปยังเครื่ องรับ (receiver) ในรู ปของสัญญาณรับ [r(t)] ซึ่ งมีลกษณะผิดเพี้ยนไปจาก ั สัญญาณส่ ง [s(t)] เนื่ องจากสัญญาณรบกวน (noise) ในขณะส่ งผ่านตัวกลางในการส่ งข้อมูล เครื่ องรับ ่ ทําหน้าที่แปลงสัญญาณ [r(t)] นี้ ให้อยูในรู ปของสัญญาณ [ g (t ) ] หรื อข้อมูลด้านออก [ g ] ซึ่ งมี ~ ~ ลักษณะใกล้เคียงกับข้อมูลเดิม [g] มากที่สุด สุ ดท้ายอุปกรณ์ดานออก (output device) ทําหน้าที่แปลง ้ ข้อมูลด้านออก [ g ] ให้เป็ นข่าวสารด้านออก [ m ] ซึ่งใกล้เคียงกับข่าวสารด้านเข้า [m] ให้มากที่สุด ~ ~
  • 3.
    โครงข่ายสือสารข้อมูล 3 ่ ยกตัวอย่างเช่นในระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail system) เราเทียบส่ วน ์ ต่าง ๆ ของระบบกับแบบจําลองในรู ปที่ 1.1 ดังแสดงในตารางที่ 1.2 และ 1.3 ดังนี้ ตารางที่ 1.2 เปรี ยบเทียบฮาร์ ดแวร์ ต่าง ๆ ของระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์กบแบบจําลองของ ์ ั ระบบสื่ อสารข้อมูล แบบจําลอง ระบบไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ดานเข้า ้ คียบอร์ด ์ เครื่ องส่ ง โมเด็ม ตัวกลางในการส่ งข้อมูล สายโทรศัพท์ เครื่ องรับ โมเด็ม อุปกรณ์ดานออก้ เครื่ องพิมพ์หรื อจอภาพ ั ตารางที่ 1.3 เปรี ยบเทียบสัญญาณในส่ วนต่าง ๆ ของระบบไปรษณี ยอิเล็กทรอนิกส์กบแบบจําลอง ์ ของระบบสื่ อสารข้อมูล แบบจําลอง ระบบไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ 1. ข่าวสารด้านเข้า, m ข้อความที่ตองการส่ ง ้ 2. ข้อมูลด้านเข้า, g ตัวอักษรที่พิมพ์เข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา สัญญาณด้านเข้า, g(t) ขบวนบิตที่ส่งออกไปยังโมเด็มผ่านสายเคเบิล 3. สัญญาณส่ ง, s(t) สัญญาณไฟฟ้ าที่ส่งออกไปผ่านสายโทรศัพท์ 4. สัญญาณรับ, r(t) สัญญาณไฟฟ้ าที่เครื่ องรับรับจากสายโทรศัพท์ 5. สัญญาณด้านออก, g (t ) ~ ขบวนบิตที่ได้ออกมาจากโมเด็ม ข้อมูลด้านออก, g ~ ตัวอักษรที่เก็บไว้ในหน่วยความจําก่อนแสดงผล 6. ข่าวสารด้านออก, m ~ ข้อความที่รับมาปรากฏบนเครื่ องพิมพ์หรื อจอภาพ
  • 4.
    4 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย ่ 1.2 การประยุกต์ ใช้ งานโครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล เราสามารถแบ่ งโครงข่า ยสื่ อสารข้อมูลตามความต้องการที่ เ กี่ ยวกับระยะเวลาในการ แลกเปลี่ยนข่าวสารได้เป็ น 2 ประเภท คือ 1. การประยุกต์ใช้งานแบบเวลาจริ ง (real time) ต้องการการตอบสนองจากคอมพิวเตอร์ระยะไกล (remote computer) ทันทีก่อนที่กระบวนการ ถัดไปจะเกิดขึ้นในกระบวนการทํางานหรื อการตอบโต้ระหว่างผูใช้ ้ 2. การประยุกต์ใช้งานแบบไม่ใช่เวลาจริ ง (non real time) ข้อมูลจะถูกส่ งจากระบบหนึ่ งไปยังอีกระบบหนึ่ ง โดยไม่ตองการการตอบสนองทันทีทนใด ้ ั จากคอมพิวเตอร์ระยะไกล โดยปกติแล้วการประยุกต์ใช้งานแบบเวลาจริ ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เช่น ตูเ้ บิกเงินธนาคาร (ตู ้ ATM) หรื อตัวแทนจองตัวเครื่ องบิน ต้องการการตอบสนองภายในเวลา 2-3 วินาที หรื อน้อย ๋ กว่านั้น สิ่ งนี้ ทาให้เราต้องการระบบสื่ อสารข้อมูลและคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลที่สามารถตอบสนอง ํ เช่นนี้ได้ การประยุกต์ใช้งานแบบเวลาจริ งอื่น ๆ อาจจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อตโนมัติ เช่น การ ั ควบคุมเครื่ องยนต์ การควบคุมเส้นทางของยานอวกาศ เป็ นต้น การประยุกต์ใช้งานแบบไม่ใช่เวลาจริ ง อาจไม่ตองการการตอบสนองที่รวดเร็ ว แต่ยงคง ้ ั ต้องการการตอบสนองที่แม่นและเชื่อถือได้ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานแบบนี้ คือ ไปรษณี ย ์ อิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail) และสํานักงานอัตโนมัติ (office automation) เป็ นต้น 1.3 การต่ อถึงกันในโครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล ทอพอโลยีโครงข่าย (network topology) อธิบายถึงความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างส่ วนต่าง ๆ ของโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ในแง่ของการต่อถึงระหว่างกัน (interconnection) หน้าที่การทํางาน (functionality) และตําแหน่งที่ต้ ง (geographic position) ั
  • 5.
    โครงข่ายสือสารข้อมูล 5 ่ โดยทัวไป ทอพอโลยีโครงข่ายมี 5 แบบ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป เราเรี ยกคอมพิวเตอร์ ซ่ ึงมี ่ ส่ วนร่ วมในการส่ งผ่านข้อมูลข้ามโครงข่ายว่า โนด (node) ซึ่งอาจเป็ นคอมพิวเตอร์ตวเดียวโดด ๆ ั (standalone computer) หรื อแผ่นบอร์ ดภายในคอมพิวเตอร์ ที่มีหน้าที่เฉพาะสําหรับเคลื่อนย้าย ข้อมูลผ่านโครงข่าย โนดอาจติดต่อกับคอมพิวเตอร์ อื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าหรื อคอมพิวเตอร์ หลัก (host) ซึ่ งสนับสนุนการทํางานของผูใช้โดยการเก็บและจัดการข้อมูลของผูใช้ ในการประยุกต์ใช้ ้ ้ งานบางอย่าง เราอาจได้หน้าที่การทํางานของโครงข่ายอย่างหนึ่งจากโนด และได้หน้าที่การทํางาน อื่นจากคอมพิวเตอร์ หลัก ยกตัวอย่างเช่น โนดอาจทําหน้าที่จดเส้นทางการส่ งข้อมูลข้ามโครงข่าย ั ในขณะที่คอมพิวเตอร์หลักอาจทําหน้าที่ตรวจวัดและแก้ความผิดพลาดในการส่ งข้อมูล ่ ั ทอพอโลยีเฉพาะแบบหนึ่ง ๆ ขึ้นอยูกบขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของโครงข่ายนั้น ๆ เราเรี ยก โครงข่ายซึ่ งมี ขอบเขตจํากัดอยู่ภายในบริ ษทหรื อภายในมหาวิทยาลัยว่าโครงข่ายพื้นที่ทองถิ่ น ั ้ (Local Area Networks หรื อ LANs) ซึ่ งเป็ นทอพอโลยีแนวราบ (horizontal topologies) ทําหน้าที่ ต่อถึงกันกับคอมพิวเตอร์ซ่ ึงมีความสามารถใกล้เคียงกัน ส่ วนโครงข่ายซึ่ งครอบคลุมระยะทางไกล เรี ยกว่าโครงข่ายพื้นที่กว้าง (Wide Area Networks หรื อ WANs) ซึ่งเป็ นทอพอโลยีแนวตั้ง (vertical topologies) ทําหน้าที่ต่อถึงกันกับคอมพิวเตอร์ซ่ ึงอาจมีความสามารถแตกต่างกันมาก เช่น อาจต่อ คอมพิว เตอร์ ส่ว นบุ คคลธรรมดากับคอมพิว เตอร์ ห ลัก ซึ่ งมี ความสามารถในการจัด การข้อมูล แตกต่างกันมาก อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบติการประยุกต์ใช้งานอย่างหนึ่ ง อาจเป็ นแบบทอพอโลยี ั เดียวโดด ๆ หรื ออาจมีทอพอโลยีหลายแบบปนกันก็ได้ 1.3.1 ทอพอโลยีแนวราบ (Horizontal Topologies) ั ั ทอพอโลยีแนวราบที่มกใช้กนบ่อย ๆ ในโครงข่ายพื้นที่ทองถิ่นมี 3 แบบ ดังนี้ ้ 1.3.1.1 ทอพอโลยีแบบดาว (Star Topology) ทอพอโลยีแบบดาวเป็ นทอพอโลยีแบบที่ง่ายที่สุดใช้แทนโครงข่ายที่มีโนดหลาย ๆ โนด เชื่อมโยงเข้ากับโนดสวิตชิงศูนย์กลาง (central switching node) ดังแสดงในรู ปที่ 1.2 (a) การ สื่ อสารในโครงข่ายทั้งหมดจะต้องเดินทางผ่านโนดศูนย์กลางนี้ หน้าที่ที่สาคัญของโนดศูนย์กลางก็ ํ คือ การทําหน้าที่อานวยความสะดวกในการสื่ อสารระหว่างโนดรอบนอกของรู ปดาว กล่าวคือ ํ เหมือนกับเป็ นอุปกรณ์ควบคุมการสื่ อสาร (communications controller) ข้อดีของทอพอโลยีแบบนี้ ก็คือ โครงสร้างมีรูปแบบที่ง่าย และเราสามารถเพิ่มหรื อลดจํานวนโนดรอบนอกของรู ปดาวได้โดย
  • 6.
    6 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย ่ เพียงแต่แก้ไขตัวโนดศูนย์กลาง ส่ วนข้อเสี ยที่สาคัญคือโครงข่ายมีโอกาสล้มเหลว (failure) ได้ง่าย ํ ถ้าโนดศูนย์กลางเกิดล้มเหลวขึ้นมา ดังนั้น โดยปกติในทางปฏิบติจะมีการสํารอง (back up) โนด ั ศูนย์กลางเพื่อทําให้โครงข่ายมีความเชื่อถือได้สูงขึ้น 1.3.1.2 ทอพอโลยีแบบบัส (Bus Topology) ในทอพอโลยีแบบบัส โนดทุกโนดของโครงข่ายติดต่อสื่ อสารผ่านตัวกลางในการส่ ง ข้อมูลตัวเดียวกัน (common transmission medium) ดังแสดงในรู ปที่ 1.2 (b) ทั้งสัญญาณที่เป็ นข้อมูล และสัญญาณควบคุมจะถูกแพร่ สญญาณ (broadcast) ไปยังโนดทุกโนดพร้อมกัน โนดแต่ละโนดจะมี ั ที่อยู่ (address) เฉพาะตัว ดังนั้น ถึงแม้ว่าโนดทุกโนดจะได้รับข่าวสารเหมือนกันทั้งหมดจากบัส จะมีเพียงโนดซึ่งมีที่อยูตรงกับที่กาหนดโดยผูส่งเท่านั้นที่จะรับทราบข้อมูลนั้น วิธีการที่โนดเข้าถึง ่ ํ ้ ตัวกลางเพื่อส่ งข้อมูลนั้นมีหลายวิธี เช่น คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่ องอาจได้รับอนุญาตให้เข้าถึงตัวกลาง ได้จากคอมพิวเตอร์ตวอื่นภายในโครงข่าย (เรี ยกว่า วิธีการเข้าถึงตัวกลางแบบ token-passing) หรื อ ั ได้รับอนุญาตจากโนดหลัก หรื อ master node (เรี ยกว่า วิธีการเข้าถึงตัวกลางแบบ polling) ข้อดีของทอพอโลยีแบบบัส คือ (1) เพิ่มหรื อลดจํานวนผูใช้ได้ง่าย (2) ส่ งข้อมูลได้ดวย ้ ้ ความเร็ วสู ง เนื่องจากไม่ตองเลือกเส้นทางในการส่ งข้อมูลผ่านโนดระหว่างทาง ้ 1.3.1.3 ทอพอโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology) ทอพอโลยีแบบวงแหวนมีลกษณะดังแสดงในรู ปที่ 1.2 (c) กล่าวคือ มีเส้นทางระหว่าง ั ่ ั โนดของโครงข่ายบรรจบกันเป็ นวงกลม โดยที่โนดแต่ละโนดต่อถึงกันกับโนดอื่น 2 โนดที่อยูใกล้กน การไหลของข้อมูลอาจเป็ นแบบไหลไปในทิศทางเดียว (unidirectional) หรื อไหลได้ท้ ง 2 ทิศทาง ั (bidirectional) วิธีการในการแบ่งกันใช้ตวกลางรู ปวงแหวนนี้มี 2 วิธี ดังนี้ ั 1) ให้ผส่งแต่ละคนแย่งกันเข้าถึงตัวกลาง ู้ 2) ให้สิทธิในการเข้าถึงตัวกลางโดยการใช้โทเค็น
  • 7.
    โครงข่ายสือสารข้อมูล 7 ่ (a) แบบดาว (b) แบบบัส (c) แบบวงแหวน รู ปที่ 1.2 ทอพอโลยีแนวราบ
  • 8.
    8 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย ่ ในสหรัฐอเมริ กา token-passing เป็ นวิธีการเข้าถึงตัวกลางที่เป็ นที่นิยมมากที่สุดสําหรับ ทอพอโลยีแบบวงแหวน วิธี token-passing ทําให้เกิดการประวิงเวลาที่โนดแต่ละโนดในการตรวจสอบ ดูว่าข้อมูลที่ส่งเข้ามายังโนดนั้น ๆ เป็ นโทเค็นหรื อข่าวสารแบบอื่น ๆ ข้อดีของ token-passing ring ก็คือสมรรถนะที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะอยูภายใต้สภาวะที่มีโหลดมาก ข้อเสี ยคือเกิดการ ่ ประวิงเวลาค่อนข้างมาก ตั้งแต่เริ่ มมีความต้องการเข้าถึงตัวกลางจนกระทังได้รับโทเค็น และใน ่ กรณี ที่โทเค็นสู ญหายไป การประวิงเวลาจะยิงนานขึ้นไปอีก เนื่องจากต้องรอให้โครงข่ายฟื้ นตัวสู่ ่ สภาพปกติ (recovery) เสี ยก่อนอีกด้วย 1.3.2 ทอพอโลยีแนวตั้ง (Vertical Topologies) 1.3.2.1 ทอพอโลยีแบบลําดับชั้น (Hierarchical Topology) ทอพอโลยีแบบลําดับชั้น (รู ปที่ 1.3 (a)) อธิ บายโครงข่ายซึ่งต่อถึงกันระหว่างคอมพิวเตอร์ หลักซึ่งนับวันยิงมีความรับผิดชอบด้านการจัดการข้อมูล (data management) มากขึ้นเรื่ อย ๆ โครงข่าย ่ ในลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้ถูกกําหนดโดยวิธีการที่โครงข่ายควบคุมการเข้าถึงตัวกลาง แต่ถูกกําหนด โดยวิธีการที่โครงข่ายให้การสนับสนุน (support) ผูใช้ คุณลักษณะที่สาคัญอย่างหนึ่งของทอพอโลยี ้ ํ ็ แบบนี้กคือ การประมวลผลข้อมูลของคอมพิวเตอร์หลักในลําดับชั้นที่สูงขึ้นไปจะมีขีดความสามารถ ที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น การซื้อขายทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในลําดับชั้นตํ่าสุ ด ณ จุดขาย (point-of-sale หรื อ POS) จะได้รับการจัดการโดยระบบไมโครคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม การซื้อขายนั้นยังไม่เสร็ จสิ้ น สมบูรณ์จนกว่าระบบใช้งานทัวไป (general-purpose system) ในลําดับชั้นที่สูงขึ้นไปจะได้แก้ไข ่ ฐานข้อมูลสิ นค้าคงคลังให้เสร็ จสิ้ นเสี ยก่อน 1.3.2.2 ทอพอโลยีแบบเมช (Mesh Topology) โครงข่ายพื้นที่กว้าง (Wide Area Network หรื อ WAN) จํานวนมากมีทอพอโลยีเป็ นแบบ เมช (รู ปที่ 1.3 (b)) ซึ่ งจะมีรูปร่ างทางเรขาคณิ ตที่ไม่แน่นอน ตัวอย่างของโครงข่ายที่มีทอพอโลยี แบบนี้คือ อินเทอร์เน็ตของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD หรื อ Department of Defense) ซึ่งมีอีก ชื่อหนึ่ งว่า ARPANET ในโครงข่ายอินเทอร์ เน็ตจะมีคอมพิวเตอร์หลักจากผูผลิตต่าง ๆ ซึ่งมีขนาด ้ ต่าง ๆ กัน แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
  • 9.
    โครงข่ายสือสารข้อมูล 9 ่ ระดับที่ 3 ระดับที่ 2 ระดับที่ 1 (a) แบบลําดับชั้น (b) แบบเมช รูปที่ 1.3 ทอพอโลยีแนวตั้ง
  • 10.
    10 การสือสารข้อมูลและโครงข่าย ่ 1.4 ตัวอย่ างของโครงข่ ายสื่ อสารข้ อมูล ต่อไปนี้ จะได้กล่าวถึงตัวอย่างการใช้งานโครงข่ายสื่ อสารข้อมูล 3 แบบ เพื่อเป็ นการอธิ บาย สภาพการต่อถึงกัน (connectivities) และทอพอโลยี 1.4.1 ธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดเล็กซึ่งมีอุปกรณ์การผลิตขนาดย่อมอาจนําคอมพิวเตอร์ มาใช้งานในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) บัญชี เช่น เงินเดือน ภาษี ทํานายต้นทุน และสรุ ปรายการรับคําสังซื้อ ่ 2) การผลิต เช่น สิ นค้าคงคลัง และตารางการผลิต 3) สังซื้อ เช่น ข้อมูลผูขาย ข้อมูลราคาสิ นค้า ่ ้ 4) วิศวกรรม เช่น ข้อมูลด้านเทคนิ ค ข้อมูลการออกแบบ การออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์ ช่วย (computer-aided design หรื อ CAD) และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ 5) การตลาด เช่น ตารางการนัดหมายลูกค้า ต้นทุนผลิตภัณฑ์ ฐานข้อมูลลูกค้า และการ จัดเตรี ยมข้อเสนอสิ นค้า 6) บุคคล เช่น ประวัติบุคคล ข้อมูลค่าจ้างขั้นตํ่า แต่ละแผนกจะมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มินิคอมพิวเตอร์ และสถานี งาน (workstation) เพื่อให้แผนกนั้น ๆ สามารถทํางานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ แผนกบัญชี จัดซื้อ และการตลาดอาจมี สเปรดชีตซอฟต์แวร์ (spread sheet software) ในขณะที่แผนกวิศวกรรมอาจมีซอฟต์แวร์ ช่วยใน การออกแบบ (CAD) คอมพิวเตอร์ ในแต่ละแผนกอาจมีการใช้งานเป็ นแบบเครื่ องเดี ยวโดด ๆ (stand alone) อย่างไรก็ตาม การใช้งานคอมพิวเตอร์ ร่วมกันในลักษณะเป็ นโครงข่ายจะทําให้การทํางานมี ประสิ ทธิ ภาพเพิ่มมากขึ้น (รู ปที่ 1.4) โครงข่ายคอมพิวเตอร์ซ่ ึ งครอบคลุมทุกแผนกในบริ ษทไว้ ั ทั้งหมด นอกจากจะทําให้แต่ละแผนกสามารถทํางานตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้แล้ว ยังทําให้ แต่ละแผนกสามารถแบ่งกันใช้ขอมูลและทรัพยากรอื่น ๆ ได้เมื่อต้องการอีกด้วย การส่ งหนังสื อเวียนก็ ้ สามารถทําได้ง่ายขึ้นโดยการใช้ซอฟต์แวร์ ไปรษณี ยอิเล็กทรอนิ กส์ (electronic mail software) ใน ์