21-Aug-12




              Computer Network                                                 พืนฐานระบบเครือข่าย


                                                                                             อนุธดา
                                                                                                 ิ

                                       By…. IS CMRU




        ในระบบเครือข่ายจะเห็ นคําว่า โหนด (Node) เป็ นส่วนใหญ่
ซึงหมายถึง อุปกรณ์แบบใดก็ได ้ทีเชือมต่อเข ้ากับระบบเครือข่ายที           โหนดบนระบบเครือข่ายสามารถทํางานได ้หลายหน ้าที
มีหมายเลขทีอยูบนระบบเครือข่าย (Address) ละสามารถรับ-ส่ง
               ่                                                 คอมพิวเตอร์ททําหน ้าทีเป็ นโหนดสามารถรับข ้อมูล เก็บข ้อมูลนันไว ้
                                                                                ี
ข ้อมูลผ่านทางระบบเครือข่ายได ้ ดังนันตังแต่โทรศัพท์เครืองหนึง   และส่งข ้อมูลนันออกไปทางสายสือสาร โหนดอาจทําหน ้าทีเป็ น
เครืองเทอร์มนอล ฟรอนท์เอนด์ โปรเซลเซอร์ คอนเซ็นเทรเตอร์
             ิ                                                   คอนเซ็นเตอร์ คือรับข ้อมูลเข ้าจากเทอร์มนอลความเร็วตํา(รับ-ส่ง
                                                                                                          ิ
ไปจนถึงเครืองเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ก็สามารถทําหน ้าทีเป็ นโหนด       ข ้อมูลด ้วยความเร็วตํา) หลายตัวเพือนํ าข ้อมูลทังหมดมารวมกันเป็ น
ได ้                                                             บล็อกขนาดใหญ่ แล ้วจึงส่งบล็อกออกทางสายสือสารด ้วยความเร็ว
                                                                 สูงเช่น มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer) สามารถนํามาใช ้เชือมต่อ
                                                                 คอมพิวเตอร์หลายเครืองเข ้าด ้วยกันผ่านระบบเครือข่ายได ้




         ระบบเครือข่ายจําเป็ นจะต ้องเชือมต่อโหนดทังหมดเข ้า             อาจมีโหนดอืนแทรกอยู่ตรงกลางก็ได ้ส่วนวงจรสือสาร
 ด ้วยกันจึงจะสามารถทํางานได ้ การเชือมต่อหรือวงจรเชือมต่อที     (Circuit) คือเส ้นทางทีสมบูรณ์ทเชือมต่อผู ้ส่งข ้อมูลเขากับผู ้รับ
                                                                                                   ี                         ้
 ติดตังระหว่างโหนดสองโหนดทีอยูตดกันโดยไม่มโหนดใดๆคันอยู่
                                    ่ ิ          ี               ข ้อมูลซึงเรียกว่าเป็ นการเชือมต่อแบบผู ้ส่งถึงผู ้รับ (End to End)
 ตรงกลาง เรียกว่าเส ้นเชือมหรือลิงค์ (Link) และคําว่า เส ้นทาง   วงจรสือสารอาจเป็ นเส ้นทางทีต ้องผ่านเสนเชือมทีใชสือต่างชนิด
                                                                                                             ้             ้
                                                                                           ้
                                                                 กัน หรืออาจต ้องผ่านเสนทางทีมีผู ้ให ้บริการต่างออกไป
 (path) คือเส ้นเชือมกลุมหนึงซึงเรียงตามลําดับทีถูกต ้องเพือ
                        ่
 เชือมต่อโหนดสองโหนดใดๆเข ้าด ้วยกันโดย




                                                                                                                                              1
21-Aug-12




จุดประสงค์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี
                                                                   4. เพือช่วยให ้สามารถประมวลผลแบบกระจายได ้ ซึงการประมวลผล
                                                                   แบบนีจะช่วยให ้มีการกระจายการทํางานจากคอมพิวเตอร์เครืองใหญ่
1. เพือใช ้ทรัพยากร เช่น ฐานข ้อมูล ตัวประมวลผล ตลอดจน                  ่
                                                                   ไปสูคอมพิวเตอร์เครืองเล็กๆ โดยจะทําการประมวลผล ณ แหล่งกําเนิด
ฮาร์ดดิสก์และเครืองพิมพ์รวมกัน
                          ่
                                                                   ข ้อมูล หรือแหล่งทีต ้องการผลข ้อมูล หรืออาจจะส่งข ้อมูลไป
                                                                   ประมวลผลทีคอมพิวเตอร์ทเหมาะสมกับงานนันๆก็ได ้
                                                                                              ี
2. เพือให ้มีการติดต่อแลกเปลียนข ้อมูลกันได ้ระหว่างผู ้ใช ้หรือ
ระหว่างตัวประมวล
                                                                   5. เพือให ้สามารถควบคุมและจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลาง(สําหรับ
                                                                                                    ่
                                                                   ในระบบการทํางานแบบกระจาย) ไปสูแต่ละระบบย่อยทีอยูห่างไกลกัน
                                                                                                                    ่
3. เพือเพิมความเชือถือได ้ (Reliability) ของระบบประมวลผล
โดยมีการสํารอง (Backup) ระบบ ตลอดจนความซําซ ้อนของ
                                                                   6. เพือช่วยให ้อุปกรณ์ มีความแตกต่างกัน สามารถใช ้งานร่วนกัน
ระบบ เช่นการมีคอมพิวเตอร์หรือฐานข ้อมูลอยูในทีต่างๆ และมี
                                             ่                     (Compatibility) ได ้
การเชือมโยงระบบคอมพิวเตอร์เหล่านันเข ้าด ้วยกัน




                                                                                    ่
                                                                          เทคนิคการสงข ้อมูลบน
                                                                             ระบบเครือข่าย
                             สุดารัตน์




                                                                           ื
                                                                     การเชอมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด
      วิธทง่ายทีสุดในการเชือมต่อโดยตรงระหว่าง
           ี ี                                                            (point- to-point link)
  โหนด คือการเชือมต่อแบบจุดต่อจุด (point-to-                       • รูปแบบการเชือมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด (point- to-
  point link) นอกจากจะเป็ นวิธทง่ายแล ้วยั งทํา
                                ี ี
                                                                   pointlink)
  ให ้ผู อนไม่ ส ามารถขั ดขวางการสือสารระหว่า ง
         ้ ื
  โหนดคูนันได ้
             ่                                                              เป็ นการเชือมต่อแบบพืนฐาน โดยต่อจากอุป กรณ์รับ หรือส่ง
                                                                        2 ชุด ใช ้สายสือสารเพียงสายเดียวมีความยาวของสายไม่ จํา กัด
                                                                        เชือมต่อสายสือสารไว ้ตลอดเวลา ซึงสายส่งอาจจะเป็ นชนิดสาย
                                                                        ส่งทางเดีย ว (Simplex) สายส่งกึงทางคู่ (Half-duplex) หรือ
                                                                        สายส่งทางคูแบบสมบู รณ์ (Full-duplex) ก็ไ ด ้ และสามารถส่ง
                                                                                     ่
                                                                        สัญญาณข ้อมูลได ้ทังแบบซิงโครนัสหรือแบบอซิงโครนัส




                                                                                                                                         2
21-Aug-12




                                                        ี
       ลักษณะการเชือมต่อระหว่างเครืองคอมพิว เตอร์พ ีซแต่
ละเครืองมีเพียงสายเพียง 1 สายต่อเชือมโยงกันในการทํา งาน
                                                                           ื
                                                                     การเชอมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด
หรือ ในเครืองทีทํ า หน า ทีเป็ นเครืองปลายทาง 1 เครือง
                       ้                                                  (point- to-point link)
เชือมต่อกับเครืองเมนเฟรมโดยใช ้สาย 1 เส ้น หรือในอีกกรณี
หนึงเครืองคอมพิวเตอร์ 2 เครืองสือสารกันโดยใช ้การส่งข ้อมู ล         การเชือมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุดมีคุณสมบ ัติ 3 ประการ
ผ่านคลืนไมโครเวฟ ดังรูป
                                                                     • 1. เนืองจากเป็ นการเชือมต่อกันแบบโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์ส อง
                                                                        เครือง แบนด์วดธ์บนสายสือสารทีใช ้งานระหว่างกันจะสามารถใช ้งาน
                                                                                     ิ
                                                                        ได ้อย่างเต็มที โดยไม่มีโหนดอืน ๆ เข ้ามาแชร์การใช ้งาน

                                                                     • 2. มีความยืดหยุนในส่วนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ท ีใช ้สือสารกั น รวมถึง
                                                                                      ่
                                                                        รูปแบบของแพ็ กเก็ตข ้อมูล

                                                                     • 3. มี ค วามปลอดภั ย และความเป็ นส่ ว นตั ว ในข ้อมู ล ที สื อสารกั น
                                                                        เนืองจากช่องทางการสือสารทีใช ้สือสารกั น ไม่ มี ก ารแชร์เพื อใช ้งาน
                                                                        ร่วมกับโหนดอืน ๆ




      ื
การเชอมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด
     (point- to-point link)

       ข ้อเสีย ของการเชือมแบบจุ ด ต่อจุด คือ จะส่งผกระทบต่ อ
 ค่า ใช ้จ่า ยทีเพิมขึน เมื อมีอัต ราการเพิ มจํา วนคอมพิว เตอร์บ น
 เครือข่า ย โดยหากมีก ารเพิมจํา นวนคอมพิว เตอร์เพิ มอีกหนึ ง                                     ศุภลักษณ์
 เครืองบน Location 1 จะต ้องเพิมสายจากเดิม ทีมีอยู่ 10 เส ้น
 เป็ น 15 เส ้น




                                                                                 ระบบเครือข่ายแบบสวิทช์
                                                                                   (Switched Network)
                                                                     • แบ่งตามวิธการสับสายออกเป็ น 4 แบบคือ
                                                                                 ี
                                                                          1.แบบวงจรสวิทช์
        ระบบเครือข่ายแบบสวิทช ์                                           2.แบบเมสเซจสวิทช์
         (Switched Network)                                               3.แบบแพ็กเกตสวิทช์
                                                                          4.แบบเซลล์สวิทช์




                                                                                                                                                3
21-Aug-12




         ์
วงจรสวิทช(Circuit Switched)                                    ์
                                                      วงจรสวิทช(Circuit Switched) ต่อ

    "การสวิตช์วงจร" (Circuit Switching) เป็ น               Circuit Switching คือ วิธการต่อสัญญาณ
                                                                                       ี
การเชือมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทอาศัย หลัก
                                      ี                จากผู ท ีเริมต ้น ผ่ านชุม สาย ผ่ า นสายไฟจริง ๆ
                                                                ้
พืนฐานทางด ้านการสวิตชิงของระบบโทรศัพท์                จนกร ะทั ง ถึง ที หมา ย และสั ญ ญา ณจ ะอยู่
การเชือมโยงคอมพิวเตอร์ให ้เชือต่อกันในวงจร             จนกระทั งมีก ารยกเลิก การใช ้งาน หลั กการที
ระหว่างจุดไปจุ ด จุดอ่อนของการสวิตช์วงจรที             สํ า คั ญ ของการสวิท ช์ว งจร คือ จะต อ งมี ก าร
                                                                                               ้
เชือมระหว่างสองจุด ทําให ้ใช ้ข ้อมู ลข่าวสารใน        จัดตังเชือมต่อก่อนทีจะมีการส่งข ้อมูลจริง
เครือข่าย ไม่เต็ม ประสิทธิภาพ และมีข ้อยุ่ งยาก
หากต ้องการสือสารกันเป็ นจํานวนมาก




     การจั ด ตังการเชือมต่อนีอาจจะใช ้เวลามาก                                        ้
                                                          เมื อมี ก ารจั ด สร า งเ ส น ทางเรี ย บร อ ยแล ว
                                                                               ้                     ้       ้
บางครัง อาจจะถึง 10 วินาที ขึนอยู่กับระยะทาง           เวลาทีเสีย ไปจะเป็ นเพีย งแค่เ วลาทีสั ญ ญาณ
ยิงเป็ นการเรีย ก (call) แบบทางไกล เช่น การ            ผ่านสายเท่านัน ซึงโดยปกติจะมีค่าประมาณ 3
เรียกข ้ามประเทศก็ อาจจะนานกว่า เวลาทีใช ้นี           msec ต่อระยะทาง 1000 km และหลังจากมี
                                                       การจั ด ตังทางเดิน สัญญาณ แล ้วจะไม่ ม ีปัญหา
เป็ นการค ้นหาเส ้นทางทีสัญญาณจะใช ้ติดต่อจะ           ของความหนาแน่น ของการใช ้ตามมา นั นคือ
เห็ น ว่ า ก่อ นทีจะมีก ารส่ง สั ญ ญาณ ออกไปได ้       หลั ง จ ากต่ อ กั น ได แ ล ว จ ะไม่ มี ท า งจ ะได ย ิ น
                                                                              ้ ้                        ้
คํา สั งร อ งขอ request จะต ้องถูก ส่ง ออกจาก
           ้                                           สัญญาณไม่วาง ถึงแม ้ว่าก่อนหน ้าทีจะต่อสําเร็ จ
                                                                     ่
ตังแต่ผู เ ริมต ้นจนกระทังถึง ทีหมาย และรอให ้
             ้                                         อาจจะได ้ยินบ ้างเพราะชุม สายถูกใช ้งานจนเต็ม
ปลายทาง ตอบรับกลับมายังทีเริมต ้น                      ในขณะนัน




                                                       ซึงแบ่งขันตอนการทํ างานออกเป็ น 3
                                                                  ขันตอนดังนี
    ในระบบเครือข่า ยทีใช ้วิธ ีการส่งข ้อมู ล แบบ          ขั น ต อ น 1 คื อ ก า ร จั ด ตั ง ว ง จ ร สื อ ส า ร
วงจรสวิทช์ (Circuit-Switching Network)                 (Establishing Circuit) ซึงเป็ นการเชือมต่อแบบผู ้
    จะกํ า หนดวงจรสือสารระหว่ า งโหนดสอง               ส่ง-ถึง-ผู ้รับ (End-to-End Connection)
โหนดขึนมาเป็ นการเฉพาะ ซึงอาจจะมีโ หนด                     ขันตอนที 2 คือ ขันตอนทีเกิดการแลกเปลียน
จํานวนหนึงอยู่ตรงกลางก็ตาม                             ข ้อมูล (Data Transfer) ถ ้าเป็ นระบบเครือ ข่า ย
    การสือสารระหว่างสองโหนดนีจะเกิดขึนได ้ก็                                          ้
                                                       โทรศัพท์ หมายถึงช่วงทีผู ้ใชกําลังสนทนากัน
ต่อ เมื อวงจรสือสารจะต ้องถู ก จั ด ให ้เรีย บร อ ย
                                                ้          ขันตอนสุดท ้าย คือ การขอยกเลิกวงจรสือสาร
ตลอดเส ้นทาง                                           (Circuit Disconnect) เกิดขึนเมือผู ้ใช ้ต ้องการ
                                                       ยกเลิกการสือสารระหว่างกัน




                                                                                                                   4
21-Aug-12




 แสดงผูใช ้ X ติดต่อผูใช ้ Y ในเครือข่าย
       ้              ้
              วงจรสวิทช ์



                                                                              วิสดา
                                                                                 ุ




                                                             เทคนิคการส่งข ้อมูลแบบเมสเซจสวิทช์
     การสงข้อมูลแบบเมสเซจสวิทช ์
         ่                                              (Message-Switching Network) ได ้รับการ
        (Message-Switching                              พัฒนาขึนมาใช ้งานแทนแบบวงจรสวิทช์เพือเพิม
             Network)                                   ประสิทธิภาพการใช ้งาน




         วิธการคือมุ่งเน ้นไปทีการนําส่งตัวข่าวสารไป
            ี
ยังผู ้รับ ข ้อมูลจะถูกส่งออกไปโดยไม่ต ้องมีการ                 การนําวิธการเก็บและการส่งติดต่อข ้อมูล
                                                                          ี
จัดเตรียมวงจรสือสารไว ้ล่วงหน ้า                         มาใช ้ นันจําเป็ นจะต ้องให ้ทุกโหนดทีเกียวข ้อง
         ดังนันข ้อมูลจึงอาจถูกส่งออกไปแม ้ว่าผู ้รับ    เป็ นเครืองคอมพิวเตอร์ทงหมด
                                                                                   ั
อาจยังไม่พร ้อมทีจะรับข ้อมูลก็ตาม ข ้อมูลก็จะไม่
สูญหายไปไหนเนืองจากโหนดทีมีข ้อมูลนันจะต ้อง
เก็บข ้อมูลไว ้จนกว่าผู ้รับจะพร ้อม จึงจะส่งไปให ้
กระบวนการนีจึงเรียกว่า การเก็บและการส่งผ่าน
ข้อมูล (Store and Forward )




                                                                                                                   5
21-Aug-12




                                                           ค ้นหาโหนดต่อในลําดับทีเหมาะสม
                                                    (Intermediate Node) ซึงจะต ้องอยู่ในเส ้นทางที
                                                    จะไปยังโหนดผู ้รับ (Receiver Node)
     โหนดจะรับข ้อมูล (Message) เข ้ามาจากระบบ
                                                    ข ้อมูลแต่ละชุดต ้องบันทึกหมายเลขทีอยู่บน
เครือข่าย จัดการเก็บข ้อมูลนันไว ้ในหน่วยความจํา    เครือข่าย (Address) ของโหนด ผู ้รับไว ้ด ้วย
ชัวคราว                                             โหนดทีรับข ้อมูลจะใช ้หมายเลขในการค ้นหา
                                                    โหนดทีจะส่งข ้อมูลนันต่อไป




                                                         ข ้อดีคอ เป็ นแบบวงจรทีมีประสิทธิภาพในการ
                                                                ื
                                                   ใช ้งานสูง เพราะแบ่งการใช ้งานสายส่งได ้เต็มที
        ต ัวอย่างการส่งข้อมูลแบบเมสเซจ
                                                   ตลอดเวลา
    สวิทช ์ ได้แก่ ระบบอีเมล์

                                                         ข ้อเสียคือ วงจรไม่มการเชือมต่อตลอดเวลา
                                                                             ี
                                                   จึงไม่สามารถให ้บริการแบบทีต ้องการการโต ้ตอบ
                                                   ทันทีทันใดได ้(Interactive Mode)
                                                   และ มีคาหน่วงเวลาสูง เนืองจากข ้อมูลทีส่งไป
                                                             ่
                                                   ระหว่างทางนัน จะถูกจัดเก็บไว ้ชัวคราว ซึงอุปกรณ์
                                                   ในการจัดเก็บนันมีการประมวลผลช ้า




                                                              แพกเกตสวิตชง   ิ
                   ณั ฎฐนันท์                               ( packet switching )




                                                                                                        6
21-Aug-12




      แพกเกตสวิตชิง (packet switching )ใช ้ในการติดต่อสือสาร       •  การส่งข ้อมูลแบบแพ็ กเกตสวิทช์(Packet-Switching Network)
ผ่านระบบเครือข่ายดิจตอลความเร็วสูง แพกเกตสวิตชิง เป็ นเทคนิค
                        ิ                                            นํ าข ้อดีของ วิธการส่งข ้อมูลแบบเมสเซจสวิทช์(Message-
                                                                                      ี
              ้
ในการหาเสนทางให ้กับแต่ละ แพกเกตทีมีจดหมายปลายทาง
                                             ุ                       SwitchingNetwork) และแบบวงจรสวิทช์(Circuit-Switching
ต่างกัน ปลายทาง คือ DTE( Data Terminal Equipment )                   Network) มารวมกัน
อุปกรณ์ทช่วยถ่ายทอดข่าวสารคือ DCE ( Data Communication
            ี                                                      • พยายามลดข ้อเสียลงไป แบบแพ็ กเกตสวิทช์(Packet-
Equipment )                                                          SwitchingNetwork) แบ่งข ้อมูลออกเป็ นชุดเหมือนกับแบบเมส
      การส่งข ้อมูลผ่านเครือข่ายแพ็ กเก็จสวิตชิงนัน ขนาดของของ       เซจสวิทช์(MessageSwitching Network) แต่มความยาวไม่
                                                                                                                   ี
ข ้อมูลถูกจํากัดขนาด จึงต ้องแบ่งบล็อกข ้อมูลออกเป็ นแพ็ กเก็จ       เท่ากัน
(Packet) ทังนีเพือให ้มีขนาดเล็กลง และให ้สถานี สวิตช์สามารถ       • แบบเมสเซจสวิทช์(Message-Switching Network) ข ้อมูลแต่
เก็บกักข ้อมูลไว ้ในหน่วยความจํา (Buffer) ชัวคราวได ้โดยไม่ต ้อง     ละชุดมีความยาวไม่เท่ากัน ซึงอาจมีความยาวหลายพันไบต์ก็ได ้
ใช ้ดิสก์สํารอง




• แพ็ กเกตสวิทช์(Packet-Switching Network) แบ่งข ้อมูล
ออกเป็ นส่วนเล็ก ๆ ทีมีขนาดเท่ากันทังหมด เรียกว่า แพ็ กเกต
   (Packet)
• ขนาดของแพ็ กเกต (Packet) ในระบบต่างชนิดกันอาจยาวไม่
เท่ากันก็ได ้ขนาดทีนิยมใช ้โดยทัวไปคือ 128, 256, 512 และ
1,024 บิต
• แพ็ กเกตในระบบเดียวกันจะต ้องมีขนาดเท่ากันเสมอ ความ
   แตกต่างนีช่วยให ้ระบบแพ็ กเกตสวิทช์(Packet-Switching
   Network) มีประสิทธิภาพในการทํางานสูงกว่า


                                                                   แสดงข่าวสารถูกแบ่งออกเป็ นหลายส่วนบนระบบเครือข่ายแบบแพ็กเกตสวิทช์




• ในปั จจุบันระบบเครือข่ายแบบสวิทชิงจึงนิยมใช ้การส่งข ้อมูล
  แบบนี
• การส่งข ้อมูลโดยวิธนมีเทคนิคพิเศษอย่างหนึงเรียกว่า
                     ี ี
  Pipelining ซึงจะรับประกันการจัดส่งแพ็ กเกต (Packet) ไปยัง
  เป้ าหมายให ้ในทันทีทสายสือสารว่าง
                         ี




                                                                                  แสดงเทคนิค Pipelining




                                                                                                                                         7
21-Aug-12




              เทคโนโลยีของ Packet Switching                                                          ประโยชน์ของ Packet Switching

                                                                                    • รับส่งข ้อมูลได ้ด ้วยความเร็วสูง และใช ้เวลาในการส่งน ้อยเหมาะ
• Time Domain Multiplexing ระบบ TDM เป็ นการมัลติเพล็กซ์ท ี                           สําหรับการเชือมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย LAN
  แต่ละช่องสัญญาณมีแบนด์วดธ์แบบคงที (Fixed Bandwidth)
                              ิ                                                       หลายๆ เครือข่ายเข ้าดวยกันเช่น WAN
                                                                                                               ้
  ซีงจะใช ้ งานไดดีมากสําหรับการรับส่งทีต ้องการอัตราบิตที
                  ้
  ต่อเนือง (Continous Bit Rate : CBR) เช่น traditional voice                        • มีความผิดพลาดในการรับส่งข ้อมูลน ้อยมากๆ
  and video แต่ถ ้าจะใช ้งานกับข ้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ที                         • สามารถลดคอมพิวเตอร์ให ้มีขนาดเล็กลง และสามารถกระจาย
  มีทราฟฟิ กเป็ นแบบ bursty traffic (ทราฟฟิ กทีมีขนาดไม่คงที                          ศูนย์กลาง ประมวลผลได ้
  คืออาจจะมีการเปลียนแปลงขนาดอย่างฉับพลัน)                                          • สามารถรองรับการเชือมต่อกับเครือข่ายทีองค์กรใช ้งาน เช่น
                                                                                      ICP/IP
                                                                                    • ควบคุมค่าใช ้จ่ายได ้คงทีแน่นอน
                                                                                    • รับประกันความรวดเร็วในการส่งข ้อมูล (Committed
                                                                                      Information Rate – CIR)




                                                                                                           แบบเซลล์สวิทช์ (Cell Switching)


                                                                                              ระบบเครือข่ายแบบเซลล์สวิทช์ มีหลักการทํางานคล ้ายกันกับแบบแพ็กเกต
                                                                                    สวิทช์ แต่แบ่งข ้อมูลออกเป็ นชุดๆ ในรู ปแพ็กเกตทีมีความยาวเท่ากัน คือ 57 ไบท์
                                                                                                                                                         ้
                                                                                    ประกอบด ้วย ข ้อมูลจริง 53 ไบท์ และข ้อมูลควบคุม 4ไบท์ และนํามาใชกับระบบเครือข่าย
                                                                                    ใหม่ทชือว่า Asynchronous Transfer Mode : (ATM) เพือช่วยเพิมประสิทธิภาพในการ
                                                                                          ี
                                                                                    สือสารมากขึน

                                   วันเพ็ญ




                          Asynchronous Transfer
                               Mode (ATM)
                                                                                               การออกแบบใหเซลข ้อมูลมีขนาดสันก็เพือความเหมาะสมทีจะประยุกต์ใชงาน
                                                                                                               ้                                                         ้
                                                                                                                        ้
                                                                                    ต่าง ๆ ได ้อย่างกว ้างขวางขึนคือ ใชรั บส่งข ้อมูล เสียง ภาพหรือข ้อมูลต่าง ๆ ทีต ้องการ
                                          ้
          ATM เป็ นระบบสือสารข ้อมูล ทีใชรู ปแบบการสือสารเป็ นแบบ แพ็กเก็จ เหมือน   ส่งผ่านกันและกันด ้วยความเร็วสูง
เช่นในเครือข่าย X.25 (เป็ นเครือข่ายสาธารณะ สําหรับการส่ งข ้อมูลดิจตอลทางไกล)
                                                                    ิ
หรือระบบ LANอืน ๆ เช่น อีเทอร์เน็ตโทเกินริง แต่การสือสารเป็ นแบบอะซิงโครนัส                                              ้
                                                                                             การรับส่งสัญญาณ ATM จึงใชช่องสือสารทีมีความเร็วต่าง ๆ ได ้ซึงผิดกับ LAN
                            ้           ิ
กล่าวคือ ตัวรับและตัวส่งใชสัญญาณนาฬกาแยกจากกันไม่เ กียวข ้องกัน                                       ้                          ้
                                                                                    เช่นอีเทอร์เน็ต ใชความเร็ว 10 Mbps แต่ ATM ใชกับ ความเร็วได ้ตังแต่ 64 Kbps,
                                                                                    45Mbps, 155 Mbps, 622 Mbps หรือ สูงกว่าก็ได ้
           สิงที ATM แตกต่างจากระบบ แพ็กเก็จสวิตชิงอืน ๆ คือ ATM ส่งข ้อมูลด ้วย
ขนาดของแพ็กเก็จทีทุกแพ็กเก็จมีจํานวนข ้อมูลเท่ากันเสมอ แพ็กเก็จของ ATM มีขนาด
53 ไบต์ โดยให ้ 5 ไบต์แรกเป็ นส่วนหัว ทีจะบอกรายละเอียดของแอดเดรสและมี
ส่วนข ้อมูลข่าวสารอีก 48ไบต์ตามมา เราเรียกแพ็กเก็จของ ATM ว่า " เซล "




                                                                                                                                                                                 8
21-Aug-12




                                                                                    รูปที 1 เปรียบเทียบเครือข่าย ATM ก ับระบบอีเทอร์เน็ ต


            เครือข่าย ATM เป็ นเครือข่ายทีประยุกต์ได ้หลายรูปแบบ ทังแบบ LAN หรือ
WAN ใชกับ ตัวกลางได ้ทังแบบลวดทองแดงหรือเส ้นใยแสง แต่โ ครงสร ้างการเชือมโยง
          ้
ข ้อมูลระหว่างโหนดเป็ นแบบสวิตซ์ทเรียกว่า ATM Switch การส่งผ่านข ้อมูลแต่ละเซลจึง
                                      ี
ขึนกับแอดเดรสทีกําหนด




                                                                                             รูปที 2 เครือข่าย ATM แบบ WAN


         จากโครงสร ้างการผ่านข ้อมูลแบบสวิตซ์ด ้วยเซลข ้อมูลขนาดเล็กของ ATM จึง
ทําใหเหมาะกั บเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบ WAN ด ้วย โดยเฉพาะอย่า งยิงกั บงานที
      ้
          ้                                                               ้
ต ้องการใชความเร็วข ้อมูลสูง เครือข่าย WAN ก็เป็ นอีกรูปแบบหนึงทีสามารถใชเทคนิค
ของ ATM ได ้เช่นกันรูป




         นางสาววันเพ็ญ อํารุงพนาลัย
           52122352 สท 52 ศ4.1                                                                           เมสิยา




                                                                                                                                                   9
21-Aug-12




                                                                                               ระบบเครือข่ายแบบกระจายข่าว
                                                                                                  (Broadcast Network)
   ระบบเครือข่ายแบบกระจายข่าว
                                                                                     • จัดการในการส่งข ้อมูลเป็ นลักษณะเดียวกันกับการส่ง
           (Broadcast Network)                                                         สัญญาณคลืนวิทยุและคลืนโทรทัศน์

                                                                                     • ใช ้คลืนสัญญาณเป็ นพาหะในการส่งข ้อมูลออกทางอากาศ
                                                                                       แทนทีจะส่งออกทางสายสัญญาณ เรียกว่า ระบบเครือข่าย
                                                                                       สัญญาณวิทยุ (Packet Radio Network)
                                                                                       หรือ สือประเภทไร ้สาย (Wireless)




                   ระบบเครือข่ายแบบกระจายข่าว                                         เครือข่าย Broadcast แบ่งออกเป็ น 2 จําพวก
                      (Broadcast Network)
                                                                                  1. เครือข่ายสาธารณะ (Public Network)

   - อุปกรณ์ในระบบเครือข่ายสัญญาณวิทยุจําเป็ นต ้องใช ้โมเด็ม
                                                                                          เป็ นเครือข่ายการสือสารข ้อมูลสาธารณะแบบง่ายและสะดวกทีสุด
   ชนิดพิเศษสําหรับการรับส่งข ้อมูลผ่านสัญญาณวิทยุ

                                                                                          การรับส่งข่าวสารข ้อมูลจะผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะของ
   • โพรโทคอลทีใช ้ก็เป็ นการนํ า                                                         องค์การโทรศั พท์แห่ง ประเทศไทย (หรื อเครือข่า ยการโทรศั พ ท์
     โพรโทคอล X.25 มาดัดแปลงเป็ น AX.25 ทําให ้สามารถส่ง                                  สาธารณะในท ้องถินนั นๆ) โดยจะให ้บริการในท ้องถินทางไกล
     ข ้อมูลได ้ทีความเร็ว ตังแต่ 1,200 bps ไปจนถึง 19,200 bps




                      เครือข่าย Broadcast                                                              ระบบเครือข่ายส ัญญาณวิทยุ
                                                                                 มีอยู ่ 2 แบบคือ แบบรวมศูนย์ และแบบกระจาย
2. เครือข่ายส่วนบุคคล (Private Network)
                                                                                 1. ระบบเครือข่ายส ัญญาณวิทยุแบบรวมศูนย์ (Centralized Packet
     เป็ นระบบเครือข่ายทีจัดตังขึนไว ้สําหรับหน่วยงานหรือองค์กรทีเป็ นเจ ้าของ   Radio Network)
     และมีการใช ้ทรัพยากรร่วมกัน ซึงทรัพยากรและการสือสารต่างๆ ทีมีอยูใน     ่
     เครือข่ายจะมีไว ้เฉพาะบุคคลใน องค์กรเท่านั นทีมีส ิทธิเข ้ามาใช ้               • มีอปกรณ์การรับและส่งสัญญาณว ิทยุอยูทเครืองคอมพิวเตอร์ทศูนย์กลาง
                                                                                          ุ                               ่ ี                ี


                                                                                     • โหนดทังหมดในระบบจะติดต่อกับศูนย์กลางเท่านั น อุปกรณ์รับ-ส่ง
                                                                                                         ่
                                                                                     สัญญาณจะต ้องมีชองสัญญาณ 2ช่อง คือ สําหรับการส่งข ้อมูล 1ช่อง และ
                                                                                     สําหรับการรับข ้อมูลอีก 1 ช่อง

                                                                                     • การทํางานของระบบนีจึงคล ้ายกับการทํางานในระบบสายสัญญาณแบบ
                                                                                     เชือมต่อหลายจุด (Multipoint Line) ซึงมีสถานีหลักเพียงสถานีเดียวและ
                                                                                     มีสถานีรองหลายแห่ง




                                                                                                                                                               10
21-Aug-12




                 ระบบเครือข่ายส ัญญาณวิทยุ                                ต ัวอย่าง

 2. ระบบเครือข่ายสัญญาณวิทยุแบบกระจาย (Decentralized Packet Radio         การสือสารระบบนี ได ้แก่ เครือข่ายว ิทยุสมัครเล่น
 Network)

  • ใช ้ช่องสัญญาณว ิทยุเพียงช่องเดียวสําหรับการส่งและการรับข ้อมูล


  • การทํางานในระบบนีคล ้ายกับการทํางานในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ
  ทัวไป


  • โพรโทคอล AX.25 ซึงอยูในชันสือสารเชือมต่อข ้อมูล(data link network)
                             ่
  ได ้รับการพัฒนาขึนมาสําหรับระบบเครือข่ายชนิดนี




                                                                              6.3 การค ้นหาเส ้นทางเดินข ้อมูล
                               มณฑิรา




       เส้นทางเดินข้อมูล (Path or Route) บนระบ
   เครือข่ายถูกกําหนดขึนมาโดยประเภทของระบบ
   เครือข่ายและซอฟต์แวร์ทนํ ามาใช ้ควบคุม
                          ี                                                    ส่วนใหญ่แล ้วข ้อมูลเส ้นทางจะถูกเก็บไว ้ใน
                                                                          ตารางเส้นทาง (Routing Table) ซึงจะบันทึก
                                                                          ข ้อมูลเกียวกับทีอยูของโหนดและเส ้นทางทีจะไปยัง
                                                                                              ่
     ต ้องมีโปรแกรมทีทําหน ้าทีในการค้นหาเส้นทางเดิน                      โหนดนัน ๆ
  ข้อมูล (Routing) โดยเฉพาะ


      การค ้นหาเส ้นทางเดินข ้อมูลเกิดขึนได ้ 2 ลักษณะ                          Routing Table เป็ นตารางข ้อมูลของเส ้นทางการ
  คือ                                                                    ส่งผ่านข ้อมูลเพือใช ้พิจารณาการส่งผ่านข ้อมูลซึงในการ
1.การค ้นหาโหนดศูนย์กลาง                                                 ได ้มาของ Routing table มีอยูด ้วยกัน 2 วิธ ี คือ Static
                                                                                                       ่
                                                                         Route และDynamic Route
2.การค ้นหาทีตัวโหนดเอง




                                                                                                                                    11
21-Aug-12




      เช่น เส ้นทางเลือกในกรณีทเส ้นทางหลักใช ้ไม่ได ้
                               ี                                การค้นหาเส้นทางจากโหนดศูนย์กลาง
และความเร็วในการส่งข ้อมูลของเส ้นทางนันเชือมต่อ                      (Centralized Routing)
ระหว่างโหนดต่างๆ

                                                                 จะกําหนดให ้โหนด ซึงทําหน ้าทีในการเลือก
                                                          เส ้นทางเดินข ้อมูลให ้กับโหนดอืนในระบบเครือข่าย


                                                                   โหนดนีจะทําหน ้าทีเป็ นผู ้จัดการบริหารเครือข่าย
                                                             การค ้นหาเส ้นทาง ซึงจะต ้องเก็บตารางเส ้นทางเดิน
                                                             ข ้อมูลและจัดการปรับปรุงข ้อมูลข่าวสารทังหมดที
                                                             เกิดขึนตลอดเวลา


                แสดงการค้ นหาเส้ นทางบนระบบเครือข่ าย




                                                         ข้อด้อยทีสําค ัญของการทํางานแบบศูนย์กลางคือ
                                                                ถ ้าตําแหน่ง (สถานทีทีตังทีใช ้งานจริง) ของโหนด
        โหนดอืนทีเหลือจะต ้องรายงานข่าวเกียวกับ            ศูนย์กลางไม่อยูตรงกลางระบบแล ้ว ข ้อมูลเกียวกับ
                                                                            ่
   สถานะการทํางานของตนเอง เช่น ปริมาณข ้อมูลที             เส ้นทางและสถานะการทํางานของโหนดทีอยูอกฟาก    ่ ี
   รับเข ้ามา ปริมาณข ้อมูลทีส่งออกไปและกระบวนการ
   ต่าง ๆ ทีเกิดขึนให ้แก่โหนดศูนย์กลางเป็ นระยะ           หนึงจะต ้องใช ้เวลาพอสมควรกว่าทีจะเดินทางมาถึง
                                                           โหนดศูนย์กลาง


                                                                 ระยะเวลาทีช ้าเกินไปนีอาจทําให ้ข ้อมูลในตาราง
ดังนัน…                                                    เส ้นทางไม่สอดคล ้องกับความเป็ นจริงทีเกิดขึนอยูใน
                                                                                                            ่
       โหนดศูนย์กลางจึงเป็ นทีรวบรวมข ้อมูลสถานะการ        ขณะนัน
   ทํางานทังหมดทีเกิดขึนบนระบบเครือข่าย จึงทราบว่า
   ส่วนใดในระบบเครือข่ายทีมีการใช ้งานมากหรือน ้อย              และอีกปัญหา คือ ถ ้าโหนดศูนย์กลางเกิดหยุด
   เพียงใด
                                                           ทํางาน โหนดอืนในระบบจะไม่สามารถค ้นหาเส ้นทางได ้




                                                                                 พิชามญชุ์




                                                                                                                        12
21-Aug-12




                                                                                                          ้
                                                                                                การค้นหาเสนทางทีต ัวโหนดเอง (Distributed Routing)

                                                                                                          กําหนดให ้แต่ละโหนดจัดการเก็บ ตารางเส ้นทางไว ้ โดยแต่ละโหนดมี

            ้
 การค้นหาเสนทางทีต ัวโหนดเอง                                                                    หน ้าทีส่งข ้อมูลสถานะการทํางาน (เช่น เดีย วกับแบบศูน ย์กลาง) ไปยั ง โหนด
                                                                                                ข ้างเคีย งของตนเองทุ กโหนด ข อมู ล ในตารางเส ้นทางจึง เป็ นเพีย งข ้อมู ล
                                                                                                                                   ้
                                                                                                สถานะการทํางานย่อย และเนืองจากจํานวนโหนดข ้างเคียงจะมีอยูไม่มากนักทํา่
    (Distributed Routing)                                                                       ให ้แต่ละโหนดสามารถปรับปรุง ข ้อมู ล ให ้มี ค วามทั น สมั ย อยู่ต ลอดเวลา การที
                                                                                                โหนดหนึงหยุดทํา งานก็จะไม่มีผลต่อการค ้นหาเส ้นทางของโหนดอืน ในระบบนี
                                                                                                แม ้ว่าจะมีปริมาณข ้อมูลเพิมขึน (เพือแจ ้งสถานะการทํางาน) แต่ประสิทธิภาพที
                                                                                                สูงขึน ก็ถอการเลือกเส ้นทางของ Interior Routing Protocol นั นจะมีการเลือก
                                                                                                           ื
                                                                                                เส ้นทางอยูสองกรณีด ้วยกัน ซึงล ้วนแล ้วแต่มี ค วามสํ า คั ญ ต่อการทํ า งานต่า งๆ
                                                                                                             ่
                                                                                                แทบทังสิน




                                                                  นางสาวพิช ามญชุ ์ แซ่ เติน
                                                                         รห ัส 52122347




                         ประเภทของ Distributed Routing                                                        ข้อดีและข้อเสีย ของ Static Routing Protocol

   Static Routing Protocol                                                                     ข้อดีของการทํา Static routing
- การเลือกเส ้นทางแบบ Static เป็ นวิธการเลือกเส ้นทางทีราบเรียบและง่ายต่อความ
                                      ี                                                                1. มีความปลอดภัยในข ้อมูลสงกว่า เนืองจากเป็ นการระบุเส ้นทางแบบตายตัว
                                                                                                                                   ่ ู
เข ้าใจ รวมทังยังสามารถจัดตังค่าการทํางานบน router ได ้โดยง่าย โดยเฉพาะกับ                     ทําให ้ router ไม่ต ้องไปหาเส ้นทางอืน ที อาจจะก่อให ้เก ิดความเสียงต่าง ๆ ได ้
เครือข่ายทีมีขนาดเล็ก ซึงทําให ้การทํางานบนเครือข่ายโดยรวมมีประสิทธิภาพสูง                            2. router ไม่ต ้องใช ้ประสิทธิภาพการทํางานของ CPU ทีสูงมากนั ก เพราะไม่
มากกว่าการใช ้ Dynamic routing protocol                                                        ต ้องตัดสินใจเลือกเส ้นทางของ packet
                                                                                                      3. ทําให ้ประสิทธิภาพของ network โดยรวมดีมาก เพราะ router แต่ละตัว  ่
- Routing Protocol ประเภทนีจะมันจะทําการหาเส ้นทางตามทีเรากําหนดและไม่มี                       ไม่ตอ ้งประมวลผลการเลือกหาเส ้นทาง
การเรียนรู ้เส ้นทาง ทีเป็ นแบบออโตเมติคนั ก ซึงจะเป็ นผลเสียต่อระบบมาก
                                                                                               ข้อเสีย ของ Static routing
                                                                                                     1. เมือมีการเพิม router เข ้าไป จะต ้องมา config ทุก ๆ router ใหม่ ทําให ้
                                                                                               เก ิดความล่าช ้า หรือ เสียเวลามาก
                                                                                                     2. จะต ้องมีความเข ้าใจระบบเครือข่ายโดนรวม และเข ้าใจถึงการเชือมต่อของ
                                                                                               router ทุกตัวบนทุก ๆ interface




                 ประเภทของ Distributed Routing

       Dynamic Routing Protocol                                                                                    ข้อดีและข้อเสีย ของ Dynamic routing
        - Routing Protocol ประเภทนีจะมันจะทําการหาเส ้นทางตามทีเรากําหนด
และช่วยจัดการอํานวยความสะดวกเกียวกับการสร ้าง Routing Table โดยมั นมีหน ้าที                      ข้อดีของการทํา Dynamic routing
หลักอยู่ 2 อย่างด ้วยกันคือ หาเส ้นทางทีดีทสุดในการส่งข ้อมูลไปยังปลายทาง และ
                                            ี                                                        1. เหมาะกับ Network ขนาดใหญ่ๆ
กระจาย Routing Information ไปยังเครืองอืนๆ ในเครือข่าย                                               2.ไม่ต ้องมีความเข ้าใจของระบบ Network ทังหมด
       - การเลือกเส ้นทางแบบ Dynamic ค ้นหา remote network, จัดการ up-to-                            3. ไม่ต ้องมา Config ใหม่เมือมีการเพิม อุปกรณ์เข ้าไปใน Network
date ข ้อมูลของเส ้นทาง, เลือกเส ้นทางทีดีทสุดทีไปยัง destination network,
                                              ี
สามารถหาเส ้นทางใหม่แทนทีเส ้นทางทีใช ้ไม่ได ้แล ้วDynamic Routing Protocol                       ข้อเสีย ของ Dynamic routing
Operation                                                                                             1.เปลือง CPU ของอุปกรณ์ ซึงอาจทําให ้ประสิทธิภาพของ network
1. Router รับและส่งข ้อมูลของเส ้นทางผ่าน interface ของมั น                                       โดยรวมไม่ดนัก
                                                                                                              ี
2. Router มีการ share ข ้อมูลของเส ้นทางและmessage กับrouter อืน ทีใช ้                               2. อาจโดนดักอ่านข ้อมูลได ้
routing protocol เดียวกัน
3. Router แลกเปลียน ข ้อมูลของเส ้นทางในการเรียนรู ้เกียวกับ remote networks
4. เมือ router รับรู ้ว่ามีการเปลียนแปลง topology แล ้ว routing protocol สามารถ
ทีจะกระจายข่าวไปยัง router อืนได ้




                                                                                                                                                                                     13
21-Aug-12




                                                                                        ้
                                                                           วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล
                                                                              ี

                                                                    • เส ้นทางเดินข ้อมูลจากโหนดหนึงไปยังอีกโหนดหนึง อาจเปน  ็
                                                                          ้
                                                                      เสนทางเด ิมเสมอ หรืออาจเปลยนแปลง  ยนแปลงไปตามสถานะของ
                                                                                                        ี
                                                                      ระบบเครือข่ายในขณะทีส่งข ้อมูล
                                                                    • ถ ้าใช้เส้นทางเดิมทุกครังทีส่งข ้อมูลไปยังโหนดเดิม แสดงว่า
                                                                          ใช้
                          เปรมฤทัย                                    ระบบเครือข่ายใช้วธการค้นหาเส้นทางแบบสถิตย์ (Static
                                                                                           ิ ี
                                                                      Routing)
                                                                    • อย่างไรก็ตามถ ้าส่วนหนึงของเส ้นทางทีกําหนดไวใน ตารางไม่
                                                                                                                        ้
                                                                      สามารถใช ้การได ้ ก็จะทําให ้ไม่สามารถส่งข ้อมูลได ้




   ี         ้
วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล (ต่อ)                                                ้
                                                                    วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล (ต่อ)
                                                                       ี
          ี              ้
       วิธการค ้นหาเสนทาง (Route) ทีข ้อมูลเดินทางจากผู ้ส่ง                            ้
                                                                         วิธการค ้นหาเสนทางเดินข ้อมูล แบ่งออกเป็ นสองวิธคอ
                                                                             ี                                           ี ื
 ข ้อมูลไปยังผู ้รับข ้อมูลเป็ นหน ้าทีหลักของโปรแกรมในชันสือสาร     - การค ้นหาเส ้นทางแบบสถิต (Static Routing)
 นี เส ้นทางดังกล่าว มีความหมายเหมือนกับการคนหาเสนทาง้    ้
                                                                     - การค ้นหาเส ้นทางแบบพลวัต (Adaptive or Dynamic
 จากจุดหนึงไปยังอีกจุดหนึง เช่น จากกรุงเทพฯ ไปยังหนองคาย             Routing)
 ซึงอาจหมายถึงการใช ้ถนนเพียงเส ้นเดียวก็สามารถ ไปถึง
 จุดหมายได ้ หรืออาจต ้องใช ้ถนนหลายเสนกว่าทีจะไปถึง
                                              ้
 จุดหมายได ้ ปั ญหาทีอาจเกิดขึนได ้นันมากมาย เช่น ถนนเดิมที
 เคยใช ้เดินทางอาจถูกนํ าท่วมหรือเกิดอุบัตเหตุทําให ้ไม่สามารถ
                                                ิ
 ใช ้เส ้นทางนีได ้ ก็จําเป็ นจะต ้องหาเส ้นทางอืนทีสามารถเดินทาง
 ไปยังจุดหมายได ้เหมือนเดิม




             ้
วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล (ต่อ)
   ี
                ้
 การค้นหาเสนทางแบบสถิต (Static Routing)
                     ้
 จะทําการค ้นหาเสนทางส่งข ้อมูลไปยัง เป้ าหมายและบันทึกไว ้
 เป็ นการถาวร การส่งข ้อมูลไปยังเป้ าหมายเดิมก็จะใช ้ข ้อมูลนี
 เหมือนกันทุกครัง แต่ถ ้าเส ้นทางทีเคยใช ้ถูกปิ ดกันก็จะไม่
 สามารถส่งข ้อมูลไปยังเป้ าหมายได ้เลย วิธนทําให ้การคนหา
                                            ี ี          ้
 เส ้นทางง่ายไม่ซบซ ้อน แต่ก็ไม่มความคล่องตัว คือจะทํางาน
                   ั             ี                                                          นัทธีวรรณ
 เหมือนรถโดยสารประจําทางทีจะต ้องใช ้ เส ้นทางเดิมเสมอ
 แม ้ว่าการจราจรในเส ้นทางนันจะหนาแน่นหรือติดขัดมากก็ตาม
 หนทางแก ้ปั ญหาทางหนึงคือ การจัดทําตารางเส ้นทางข ้อมูล
 เรียกว่า Dynamic Routing Table ทีมีการตรวจสอบสภาพความ
 เป็ นจริงทีเกิดขึนในขณะนันอยู่เสมอ




                                                                                                                                     14
21-Aug-12




                                                                            ี   ้    ้
                                                                         วิธการคนหาเสนทางเดินแบบพลวัต



                                                              • วิธค ้นหาเส ้นทางแบบพลวัต (Adaptive or
                                                                    ี
         การค ้นหาเส ้นทางเดินข ้อมูลบน                         Dynamic Routing) หมายถึง การส่งข ้อมูลทีไม่
                 ระบบเครือข่าย                                  จําเป็ นต ้องส่งไปยังเส ้นทางเดิมเสมอ หรือ มี
                                                                เส ้นทางเผือเลือกในการส่งข ้อมูล




                                                                       ในปั จจุ บั น ระบบเครือ ข่ า ยเกือ บทั งหมด
                                                                 เ ลื อ ก ใ ช ้ว ิ ธ ี ค ้น ห า เ ส ้น ท า ง แ บ บ พ ล ว ั ต
                                                                 (Adaptive or Dynamic Routing) ซึงจะเลือก            เลื
• วิธนีจะค ้นหาเส ้นทางไปยั งเป้ าหมายทุกครั งที
      ี                                                              ้
                                                                 เส น ทางเมือมีผู ้ต อ งการส่ง ข้อ มู ล เกิด ขึน
                                                                                              ้
  ต ้องการส่งข ้อมูล ดังนั นจึง ไม่ ม ีปัญหาใด ๆ ถ ้า            ก่อ นเท่ า น น จึง สามารถกํ า หนดเงือนไขที
                                                                                 ั
  เส ้นทางทีเคยใช ้ถูกปิ ดกันระบบทีใช ้วิธการนีจะ  ี             ต ้องการให ้สอดคล ้องกับผู ้ใช ้ในขณะนันได ้
                         ้
  ทํ า ก า ร ค น ห า เ ส น ท า ง อื น ท ด แท น ใ น ทั น ที
               ้
                                           ้
  อย่ า งไร ก็ ต า ม วิธ ี ก า ร นี ซั บ ซ อ นม า กจ ะต อ ง
                                                        ้     เช่น ต ้องการใช ้เส ้นทางทีสันทีสุด เสีย
  เสียเวลาในการค ้นหาข ้อมูลทุกครังทีจะส่งข ้อมูล              ค่าใช ้จ่ายน ้อยทีสุด หรือเส ้นทางทีเร็วทีสุด




    การค ้นหาการทางเดิน
   ข ้อมูลอาจเปรียบเหมือน                                     ข้อดี วิธีการพลวัต คือ นําข้อมูลทีเกิดขึนในขณะนันมาใช้ซึงเป็ น
                                                               ข้
                                                               ลักษณะของระบบเครื อข่ายทัวไป คือมีการเปลียนแปลงเกิดขึน
          การใช ้ถนน                                           ตลอดเวลา

                                                               ดังนันจึงสามารถหลีกเลียงเส้ นทางทีใช้ การไม่ ได้ และสามารถค้นหา
                                                                เส้ นทางทีดีทสุดได้ เสมอ
                                                                             ี

                                                               ข้ อเสีย คือ จะต้ องเสียเวลาในการค้ นหาเส้ นทางก่ อนการส่ งข้อมูลทุก
                                                                ครังแม้ ว่าจะส่ งข้อมูลไปยังโหนดเดิม
                                                                    งแม้




                                                                                                                                             15
21-Aug-12




             จบการนําเสนอ                                                นวพร




                                              • การค ้นหาเส ้นทางการกระจายข่าว (Broadcast
                                                Routing) ใช ้วิธส่งข่าวไปยังโหนดทุกโหนดในระบบ
                                                                 ส่
                                                                 ี
                                                เครือข่าย
                                              • ตัวอย่างเช่น โพรโทคอล CSMA/CD ทีใช ้ในระบบ
                                                เครือข่ายเฉพาะบริเวณ
          ้
การค้นหาเสนทางการกระจายข่าว                   • ข ้อมูลจะถูกส่งออกไปในสายสือสารทีเชือมต่อโหนด
    (Broadcast Routing)                         ทังหมดเข ้าด ้วยกัน ดังนันทุกโหนดจึงได ้รับข ้อมูลชุดนี
                                                เหมือนกัน แต่จะมีโหนดทีเป็ นผู ้รับทีแท ้จริงเท่านันทีจะ
                                                นํ าข ้อมูลนีไปใช ้
                                              • วิธการส่งข่าวแบบกระจายอีกแบบหนึงเรียกว่า วิธฟ
                                                    ี                                              ี
                                                ลัดดิง (Flooding) ข ้อมูลจะถูกส่งไปยังโหนดข ้างเคียง
                                                ทุกโหนดพร ้อมกัน




                                                                        นนธิยา




    แสดงการส่ งข้ อมูลกระจายข่ าวแบบฟลัดดิง




                                                                                                             16
21-Aug-12




          ระบบเครือข่ายสาธารณะ                              เครือข่ายสาธารณะ
           (Public Network)
                                                  • เครือข่ายสาธารณะ (PDNs) หรือทีบางครัง
                                                    เรียกว่า เครือข่ายมูลค่าเพิม (Value Assed)
                                                    เป็ นระบบเครือข่ายระยะไกล (WAN) ซึงองค์กร
                                                    ทีได ้รับสัมปทานทําการจัดตังขึน เพือให ้บุคคล
                                                    ทัวไปหรือองค์กรอืน ๆ ทีไม่ต ้องการวาง
                                                    เครือข่ายเองสามารถแบ่งกันเช่าใช ้งานได ้ โดย
                                                    การจัดตังอาจทําการวางโครงข่ายช่องทางการ
                                                    สือสารเอง หรือเช่าใช ้ช่องทางการสือสาร
                                                    สาธารณะก็ได ้




• ระบบเครือข่ายสาธารณะ จะนิยมใช ้ในการ            • ระบบเครือข่ายสาธารณะ เป็ นระบบทีอยู่ในความ
  เชือมต่อระบบเครือข่ายแบบ WAN กันมาก               ดูแลของผู ้ให ้บริการสาธารณะ (Common
  เนืองจากมีคาใช ้จ่ายตํากว่าการจัดตังเครือข่าย
               ่                                    Carrier ) และประชาชนทัวไปสามารถเข ้าใช ้
  ส่วนตัว สามารถใช ้งานได ้ทันทีโดยไม่ต ้อง         บริการได ้ เช่น ระบบเครือข่ายโทรศัพท์มองค์กรี
  เสียเวลาในการจัดตังเครือข่ายใหม่ รวมทังมี         การโทรศัพท์เป็ นผู ้ดูแล หรือผู ้ให ้บริการไอเอสพี
  บริการให ้เลือกอย่างหลาย ๆ ซึงแตกต่างกันไป        (Internet Service Provider ; ISP)
  ทังในส่วนของราคา ความเร็ว ขอบเขตพืนที
  บริการ และความเหมาะสมกับงานแบบต่าง ๆ




                                                          ระบบเครือข่ายสาธารณะ
• เครือข่ายสาธารณะ (Public Network) 1.              ข้อดี คือมีขอบเขตทีกว ้างขวาง ซึงสร ้างระบบ
  เครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (Public Switched         เครือข่ายส่วนตัวอาจไม่สามารถทําได ้ หรือต ้อง
  Telephone Network , PSTN) เป็ นเครือข่าย          ใช ้เงินลงทุนสูงมาก เช่น การวางเครือข่าย
  การสือสารข ้อมูลสาธารณะแบบง่ายและสะดวก            สือสารไปยังต่างประเทศสามารถใช ้บริการสาย
  ทีสุดการรับส่งข่าวสารข ้อมูลจะผ่านทาง
  เครือข่ายโทรศัพท์ สาธารณะของ                      สือสารเช่าจากองค์กรโทรศัพท์ได ้ในราคาทีถูก
  องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (หรือ                กว่าการวางสายสือสารเอง นอกจากนีระบบ
  เครือข่ายการโทรศัพท์สาธารณะในท ้องถิน             เครือข่ายสาธารณะยังใช ้สายสือสารได ้คุ ้มค่า
  นันๆ) โดยจะให ้บริการใน                           มากกว่าสายสือสารส่วนบุคคลมาก
  ท ้องถินทางไกล




                                                                                                          17
21-Aug-12




                                                                     ระบบเครือข่าย วีพเอ็ น
                                                                                      ี
                                                                       Virtual Private Network (VPN)
                             ธารกมล




 Virtual Private Network (VPN)                                    Virtual Private Network (VPN) (ต่อ)
         เป็ นระบบเครื อข่ า ยที       เป็ นระบบเครือข่ า ย
      ร ว ม ข ้ อ ดี ข อ ง ร ะ บ บ   เฉพาะกลุ ่มทีสามารถ
      เครือข่ายเฉพาะกลุมและ ่        ให ้บรการแก่สมาชิกใน
                                             ิ
      ระบบเครือข่ายสาธารณะ           ก ลุ ่ ม ผ่ า น ร ะ บ บ       หมายถึง ระบบเครือข่ายส่วนบุคคลทีสร ้างโดยใช ้
      เข ้าด ้วยกัน                  เครือข่ายสาธารณะ
                                                                   เครือข่ายสาธารณะ เป็ นการขยายเครือข่ายส่วน
                                                                   บุคคลโดยใช ้ประโยชน์จากเครือข่ายสาธารณะ
                                     จําเปนต้องใช้อุปกรณ์
                                           ็
       โดยยั ง คงมี ค ุ ณ สมบั ต ิ
                                     และซอฟต์แ วร์พ ิเ ศษ          อย่างเช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มุมมองของผู ้ใช ้
      “ความเปนส่วนต ัว” อยู ่
               ็
      อย่างครบถวน้                   สํ า หร บ การตรวจสอบ
                                             ั                     แล ้วจะเป็ นการเชือมต่อระหว่างจุดต่อจุดระหว่าง
                                     การใช้งานของผูใช้้
                                                                   เครืองคอมพิวเตอร์ผ ู ้ใช ้ กับเซอร์ฟเวอร์ภายใน
                                                                   องค์กร โดยทีการเชือมต่อนันจะมีความปลอดภัย
     ในกรณีทแพ็กเกตข ้อมูลถูกนํ าไปใช ้งานโดยผู ้ทีใช ้ไม่ ได ้
                ี                                                  เนืองจากมีการเข ้ารหัสข ้อมูล
   เป็ นสมาช ิกกลุม VPN เดียวกัน ข ้อมู ล ในแพ็กเกตนั นก็จะไม่
                  ่
   สามารถใช ้งานได ้ เพราะจะต ้องใช ้ซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์
   พิเศษจึงจะสามารถอ่านข ้อมูลทีอยูในแพ็กเกตนั นได ้
                                     ่




Virtual Private Network (VPN) (ต่อ)                               Virtual Private Network (VPN) (ต่อ)
                                                                   • เครือข่าย VPN ก็คอ การสร ้างการเชือมต่อแบบเสมือน โดย
                                                                                         ื
                                                                     ใช ้เส ้นทางผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ ตในรูปแบบของ
                                                                     เครือข่ายส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น การทีบริษัทแห่งหนึง หรือ
 คือ การสร ้างเครือข่ายส่วนตัวโดยอาศัยโครงสร ้าง                     แม ้กระทังบ ้านของผู ้ใช ้งานเองจะสามารถเซตอัพ VPN เพือ
 พืนฐานของเครือข่ายสาธารณะ เพือเชือมต่อการ                           ถ่ายโอนข ้อมูลผ่านการเชือมต่อลักษณะนีไปยัง
 ทํางานระหว่างผู ้ใช ้ หรือกลุมผู ้ใช ้ทีอยูไกลออกไปเข ้า
                              ่             ่                        คอมพิวเตอร์ทอยู่ในสถานทีห่างไกลออกไป หรือเฉพาะ
                                                                                     ี
 ด ้วยกัน สําหรับเครือข่ายสาธารณะทีพูดถึงในทีนี ก็คอ  ื              บุคคล (ผู ้ใช ้คนหนึง) ทีคุณต ้องการ (ราวกับว่า คุณสามารถ
                                                                     เปลียนเครือข่ายสาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ ต มาใช ้ทําหน ้าที
 อินเทอร์เน็ต นันเอง
                                                                     เป็ นเครือข่ายส่วนตัวของคุณไดนันเอง) สามารถใช ้
                                                                                                      ้
                                                                     เครือข่ายสาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ ตในการเชือมต่อเข ้าไป
                                                                     ยังคอมพิวเตอร์สวนบุคคลของผู ้ใช ้งาน (หรือเซิรฟเวอร์ของ
                                                                                       ่                              ์
                                                                     ทางบริษัท) เพือทํางานต่างๆ ได ้นันเอง




                                                                                                                                   18
21-Aug-12




                                                                    บทที 6
                                                                 ระบบเครือข่าย
                      ชรินรัตน์




                                                    • ระ บ บ เ ค รื อ ข่ า ย พี ด ี เ อ็ น ( Packet Distribution
                                                    Network ; PDN )

        ระบบเครือข่ายพีดเอ็ น
                        ี                           • เป็ นระบบเครือข่ายทีใช ้เทคโนโลยีในการส่งข้อ มูล
                                                    แบบแพ็กเกตสวิทชิงร่วมก ับโพรโทคอล x.25 ใน
                                                    การส่งข ้อมูลในระบบเครือข่ายสาธารณะหรือเครือข่าย
 (Packet Distribution Network ; PDN)
                                                    เฉพาะกลุม ่

                                                    • ระบบเครือ ข่า ยพีด ีเ อ็ น PDN ให ้บริก ารทีดีก ว่า
                                                    ระบบเครือข่ายทั วไป โดยมีก ารเพิมความสามารถ
                                                    พิเศษ เช่น ให้บ ริการเส้นทางสือสารความเร็ วสูง
                                                    ระหว่างโหนด




• ระบบเครือข่ายพีดเอ็นระบบแรก คือ ARPANET
                  ี
• ถูกพัฒนาโดย กระทรวงกลาโหมประเทศ
สหรัฐอเมริกา                                                     จบการนําเสนอ
• เพือใช ้สําหร ับการค้นคว้าวิจ ัยโครงการต่างๆ
• โดย ARPANET ถูกยกเลิกโดยนํ าระบบใหม่ ชือ
NSFNET มาใช ้แทน

• ต่อมาได ้มีการพัฒนาให ้เป็ นระบบเครือข่ายทีใหญ่
ทีสุดในโลก นันคือ ระบบอนเทอร์เน็ต
                       ิ




                                                                                                                     19
21-Aug-12




                                                                            ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ
                                                                             Local Area Network : LAN
                           กิตติยา                                                เป็ นการเชือมโยงเครือข่าย
                                                                             คอมพิวเตอร์ถงกันทังหมดโดยอาศัย
                                                                                           ึ
                                                                             สือกลาง




                                                                    เครือข่ายแบบพึงเครืองบร ิการ (Server - based
              การเชือมต่อเครือข่าย                                                 networking)
• การเชือมต่อคอมพิวเตอร์เ ข ้าด ้วยกั นเป็ นเครือ ข่ายเฉพาะ
                                                                   • เป็ นการเชือมต่อโดยมีเครืองบริการอยูศนย์กลาง ทําหน ้าทีในการให ้บริการ
                                                                                                              ่ ู
  บริเวณแลนนัน                                                       ต่าง ๆ ทีเครืองผู ้ใช ้หรือสถานีงาน (Workstation) ร ้องขอ รวมทังเป็ น
• จุดประสงค์หลักอย่างหนึงก็ คอการแบ่งกันใช ้ทรัพยากรทีมี
                                ื                                    ผู ้จัดการดูแลการจราจรในระบบเครือข่ายทังหมด นันคือการติดต่อกันระหว่าง
  อยู่ โดยทรั พยากรเหล่านันอาจเป็ นหน่วยประมวลผลกลาง                 เครืองต่าง ๆ จะต ้องผ่านเครืองเซิรฟเวอร์ เครืองผู ้ใช ้จะทําการประมวลผลใน
                                                                                                          ์
  CPU ความเร็ ว สูง ฮาร์ดดิสก์ เครืองพิมพ์ หรือแม ้แต่อุปกรณ์        งานของตนเท่านั น ไม่ม ีหน ้าทีในการให ้บริการกับเครืองอืน ๆ ในระบบเครือง
                                                                     ผู ้บริการในระบบเครือข่ายชนิดนีอาจมีได ้ 2 รูปแบบคือ
  สือสารต่าง ๆ ซึงอุปกรณ์เหล่านีจะเชือมอยู่กับคอมพิวเตอร์
  เครืองใดเครืองหนึง                                                  – เครืองบรการแบบอุท ิศ (Dedicated Server) หมายถึงเครืองบริการ
                                                                                       ิ
                                                                            ทําหน ้าทีบริการอย่างเดียวเท่านัน ไม่สามารถนํ าไปใช ้ในงานทัว ๆไปได ้
• วิธการเชือมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพือจัดสรรการใช ้งาน
     ี                                                                      ข ้อดีคอทําให ้ระบบมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพสูง ข ้อเสียคือไม่
                                                                                    ื
  ทรัพยากรในระบบเครือข่ายสามารถจํ าแนกได ้เป็ น 2                           สามารถใช ้งานเครืองทีมีราคาสูงได ้
  รูปแบบคือ                                                           – เครืองบรการแบบไม่อุทศ (Non - Dedicated Server) หมายถึง
                                                                                         ิ             ิ
                                                                            เครืองบริการยังสามารถใช ้งานได ้ตามปกติเหมือนเครืองลูกข่าย ซึงมี
   – เครือข่ายแบบพึงเครืองบริการ (Server - based
                                                                            ข ้อเสียทีสําคัญคือมีประสิทธิภาพของเครือข่ายจะลดลง ทําให ้วิธีนีไม่เ ป็ น
       networking)                                                          ทีนิยมในการใช ้งาน
   – เครือข่ายแบบเท่าเทียม (Peer - to Peer networking)




                                                                            ส่วนประกอบพืนฐานของระบบ LAN
      เครือข่ายแบบเท่าเทียม (Peer - to Peer
                  networking)
                                                                   • Network Operating System (NOS)
• เป็ นการเชือมต่อทีเครืองทุกเครืองในระบบเครือข่ายมีสถานะเท่า             ระบบปฏิบัตการเครือข่าย (Network Operating System)
                                                                                     ิ
  เทียมกันหมด โดยเครืองทุกเครืองสามารถเป็ นได ้ทังเครืองผู ้ใช ้        มีหน ้าทีในการควบคุมการทํางานของเครือข่าย
  และเครืองบริการในขณะใดขณะหนึง นันคือเครืองทุกเครือง              • เครืองบริการและสถานีงาน (Server and Workstation)
  เปรียบเสมือนกับเป็ นเครืองบริการแบบไม่อทศ (Non -
                                            ุ ิ
                                                                          ก็คอเครืองคอมพิวเตอร์ทประกอบกันเป็ นเครือข่ายนันเอง
                                                                              ื                   ี
  Dedicated Server)
                                                                     โดยเครืองบริการจะเป็ นเครืองหลักทีมีหน ้าทีให ้บริการต่าง ๆ แก่
• ในระบบเครือข่ายประเภทนีการติดต่อระหว่างแต่ละเครืองจะ               สถานีงานหรือโหนด ซึงบริการหลัก ๆ ก็คอบริการแฟ้ มข ้อมูล
                                                                                                               ื
  สามารถติดต่อกันได ้โดยตรง                                          บริการเครืองพิมพ์ บริการแฟกซ์ บริการฐานข ้อมูล เป็ นตน ส่วน
                                                                                                                               ้
• มีข ้อเสียคือประสิทธิภาพในการรับส่งข ้อมูลด ้อยกว่าแบบแรก ทํา      นันก็คอเครืองคอมพิวเตอร์ทผู ้ใช ้ใช ้ในการติดต่อเข ้าเครือข่าย
                                                                            ื                   ี
  ให ้ไม่เหมาะกับระบบทีมีการใช ้งานการรับส่งข ้อมูลผ่านเครือข่าย     นันเอง
  มาก ๆ




                                                                                                                                                        20
21-Aug-12




    ส่วนประกอบพืนฐานของระบบ LAN (ต่อ)                                              ส่วนประกอบพืนฐานของระบบ LAN(ต่อ)

                                                                              • ระบบการเดินสาย (Cabling System)
• แผงวงจรเชือมต่อเครือข่าย (Netwoirk
                                                                                      ระบบการเดินสายจะเป็ นสือทีเชือมคอมพิวเตอร์ทอยู่ใน
                                                                                                                                   ี
  Interface Card - NIC)                                                         เครือข่ายเข ้าด ้วยกัน ซึงอาจจะประกอบดวยสายต่าง ๆ คือ
                                                                                                                          ้
        จะเป็ นอุปกรณ์ทเป็ นแผงวงจรสําหรับเสียบเข ้าช่องต่อขยาย
                       ี                                                        UTP/STP , Coaxial , Fiber Optic หรือแม ้แต่การเชือมกันแบบ
   (expansion bus) ของเครืองคอมพิวเตอร์ เพือให ้สามารถต่อ                       ไร ้สาย เช่น Infared หรือสัญญาณวิทยุก็ได ้
   สายของเครือข่ายเข ้ามาและทําการติดต่อส่งข ้อมูลกับเครือข่าย                • ทร ัพยากรและอุปกรณ์ทใช้งานร่วมก ัน (Shared
                                                                                                             ี
   ได ้                                                                         Resources and Peripherals)
                                                                                      จะรวมถึงอุปกรณ์หน่วยความจําถาวร เช่น อาร์ดดิสก์ หรือ
                                                                                เทปทีต่ออยู่กบเครืองเซิรฟเวอร์ตลอดจนเครืองพิมพ์หรือ
                                                                                               ั           ์
                                                                                อุปกรณ์อน ๆ ซึงผู ้ใชในเครือข่ายทีได ้รับอนุญาตสามารถใช ้งาน
                                                                                          ื            ้
                                                                                ได ้




                                                                              โครงสร้างแบบดาว (Star Topology)
โครงสร้างของระบบเครือข่าย (Network Topology)                                           เป็ นโครงสร ้างทีเชือมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข ้ากับคอมพิวเตอร์
                                                                                ศูนย์กลาง การรับส่งข ้อมูลทังหมดจะต ้องผ่านคอมพิวเตอร์ศนย์กลางเสมอ มี
                                                                                                                                             ู
                  แบบ LAN                                                       ข ้อดีคอการเชือมต่อคอมพิวเตอร์เครืองใหม่สามารถทําได ้ง่ายและไม่
                                                                                        ื
                                                                                กระทบกระเทือนกับเครืองอืนในระบบเลย แต่ข ้อเสียคือมีคาใช ้จ่ายเกียวกับ
                                                                                                                                           ่
                                                                                สายสูงและถ ้าคอมพิวเตอร์ศนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทังหมด
                                                                                                              ู
• ในการเชือมต่อคอมพิวเตอร์เข ้าเป็ นระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ (LAN)              ทันที
  สามารถออกแบบการเชือมต่อกันของเครืองในเครือข่าย ให ้มีโครงสร ้างใน
  ระดับกายภาพได ้ในหลายรูปแบบ ซึงแต่ละรูปแบบจะมีข ้อดีและข ้อเสีย
  แตกต่างกันไป ดังนี
• โครงสร้างแบบบ ัส (Bus Topology)
       เป็ นโครงสร ้างทีเชือมคอมพิวเตอร์แต่ละตัวด ้วยสายเคเบิลทีใช ้ร่วมกัน   • โครงสร้างแบบแหวน (Ring Topology)
  ซึงสายเคเบิลหรือบัสนีเปรียบเสมือนกันถนนทีข ้อมูลจะส่งผ่านไปมาระหว่าง                   เป็ นโครงสร ้างทีเชือมคอมพิวเตอร์ทังหมดเข ้าเป็ นวงแหวน ข ้อมูลจะถูก
  แต่ละเครืองได ้ตลอดเวลา โดยไม่ต ้องผ่านไปทีศูนย์กลางก่อน โครงสร ้าง           ส่งต่อ ๆ กันไปในวงแหวนจนกว่าจะถึงเครืองผู ้รับทีถูกต ้อง ข ้อดีของ
  แบบนีมีข ้อดีทใช ้สายน ้อย และถ ้ามีเครืองเสียก็ไม่มีผลอะไรต่อระบบโดยรวม
                 ี                                                              โครงสร ้างแบบนีคือ ใช ้สายเคเบิลน ้อย และสามารถตัดเครืองทีเสียออกจาก
  ส่วนข ้อเสียก็คอตรวจหาจุดทีเป็ นปัญหาได ้ยาก
                   ื                                                            ระบบได ้ ทําให ้ไม่มีผลต่อระบบเครือข่าย ข ้อเสียคือหากมีเครืองทีมีปัญหาอยู่
                                                                                ในระบบจะทําให ้เครือข่ายไม่สามารถทํางานได ้เลย และการเชือมต่อเครือง
                                                                                       ่
                                                                                เข ้าสูเครือข่ายอาจต ้องหยุดระบบทังหมดลงก่อน




                                     ี
                        ข ้อดี-ข ้อเสย
• ข้อดีของระบบ LAN
   – เนืองจากผู ้ใช ้คอมพิวเตอร์ในวง LAN เดียวกันสามารถ
     ใช ้ทรัพยากรทีมีในวง LAN ร่วมกันได ้ ทํ าให ้ประหยั ด
     ค่าใช ้จ่ายในการจัดซือสําหรับอุปกรณ์ทสามารถใช ้งาน
                                             ี
     ร่วมกันได ้ เช่น เครืองพิมพ์ หรือสแกนเนอร์ เป็ นต ้น                                                    กรรณิการ์
   – การขนย ้ายข ้อมู ลระหว่างเครืองต่อเครืองในระบบ ทํ าได ้
     รวดเร็ วกว่าการขนย ้ายข ้อมูลด ้วยแผ่นดิสเก็ ต
                                                                                                            เพชรปั ญญา
   – เป็ นระบบพืนฐานในการเชือมต่อเข ้ากับอินเทอร์เน็ ต
• ข้อเสียของระบบ LAN
   – ถ ้าสายขาดจะไม่สามารถโอนถ่ายข ้อมูลได ้




                                                                                                                                                                 21
21-Aug-12




                                                                      ระบบเครือข่ายแบบ WAN
                                                                     เป็ นเครือข่ายวงกว ้าง โดยทัวไป WAN เป็ นการ
                                                               เชือมต่อเครือข่ายขนาดเล็กหรือ LANs ตังแต่ส อง
                                                                                                               ้
                                                               เครือข่ายย่อยหรือมากกว่าเข ้าด ้วยกัน โดยใชสายส่ง
    ระบบเครือข่ายวงกว ้าง                                      ข ้อมูลความเร็ ว สูง ครอบคลุมพืนทีวงกว ้าง (พืนที
                                                               กว า ง ใ หญ่ กว่ า MAN) ห รื อ เ ป็ น กา ร เ ชื อม ต่ อ
                                                                   ้
 (Wide Area Network : WAN)                                     คอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายครอบคลุมพืนทีหลายๆ
                                                               จังหวัดภายในประเทศหรือระหว่างประเทศก็ได ้ เช่น
                                                               บริษั ททีมีส าขาตั งอยู่ ตามจั งหวัด ต่างๆ หรืออาจมี
                                                               สาขาทีต่างประเทศด ้วย สามารถเชือมต่อเครือข่าย
                                                               ของทุกสาขาเข ้าด ้วยกันผ่านเครือข่าย WAN เพือให ้
                                                               สามารถส่งข ้อมูลและสือสารกันได ้




   Wan (Wide Area Network)                                          ประเภทของเครือข่าย WAN
                                                             • เครือข่าย WAN สามารถแบ่งเป็ นประเภทใหญ่ๆ คือ
                                                                    1 . เครือข่ายส่วนตัว (private network) เป็ นการจัด ตังระบบ
                                                               เครือข่ายซึงมีการใช ้งานเฉพาะองค์กร เช่น องค์กรทีมีส าขาอาจ
                                                               ทําการสร ้างระบบเครือข่าย เพือเชือมต่อระหว่างสํานักงานใหญ่กบ  ั
                                                               สาขาทีมีอยู่ เป็ นต ้น

                                                                     การจั ด ตังระบบเครือข่ า ยส่ ว นตั ว มี จุ ด เด่ น ในเรืองของการ
                                                               รักษาความลับของข ้อมูล สามารถควบคุมดูแลเครือข่ายและขยาย
                                                               เครือข่ายไปยังจุดทีต ้องการ ส่ว นข ้อเสีย คือในกรณีทไม่ ไ ด ้มีการ
                                                                                                                             ี
                                                               ส่งข ้อมูลต่อเนืองตลอดเวลา จะเสียค่าใช ้จ่ายสูงมากเมือเทีย บกับ
                                                               การส่ งข ้อมู ล ผ่ า นเครือ ข่า ยสาธารณะ และหากมี ก ารส่ง ข ้อมู ล
                                                               ระหว่างสาขาต่า งๆ จะต ้องมีการจัด หาช่องทางสือสารเชือมโยง
                                                               ระหว่ า งแต่ ละสาขาด ้วย ซึงอาจจะไม่ ส ามารถจั ด ช่ องทางการ
                                                               สือสารไปยังพืนทีทีต ้องการได ้




                                                                               ่
                                                              เทคโนโลยีแวน มีสวนประกอบทีสําคัญ
ประเภทของเครือข่าย WAN (ต่อ)
                                                                            ดังนี
    2. เค รื อ ข่ า ย สาธา รณะ ( PDN: public data            1.ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility)
network) หรือ บางครั งเรีย กว่ า เครือ ข่า ยมู ล ค่ า เพิม
(VAN: Value Added Network) เป็ นเครือ ข่าย WAN ที            2.อุปกรณ์เครือข่าย เช่น Switch, Router,
จะมีองค์กรหนึง (third party) เป็ นผู ้ทําหน ้าทีในการเดิน
ระบบเครือ ข่า ย และให ้เช่า ช่อ งทางการสือสารให ้กั บ          CSU/DSU (Channel Dervice Unit/Data
บริษัทต่างๆ ทีต ้องการสร ้างระบบเครือ ข่าย ซึงบริษัทจะ         Service Unit)
         ้
ลดค่าใชจ่ายของตนลงได ้
    เนืองจากมีบุคคลอืนมาช่วยแบ่งปั นค่ าใช ้จ่ายไป ซึง       3.ระบบจัดการทีอยู่ (Internet work Addressing)
จะนิยมใชกันมาก เนืองจากมีค่ าใช ้จ่ายตํ ากว่าการจัด ตั ง
           ้
                                                             4.โพรโทคอลจัดเส ้นทาง (Routing Protocol)
เครือ ข่ายส่ว นตั ว สามารถใช ้งานได ้ทั น ทีโ ดยไม่ ต ้อง
เสียเวลาในการจั ด ตั งเครือ ข่ายใหม่ รวมทังมีบริก ารให ้
เลือกอย่าง หลากหลาย ซึงแตกต่างกันไปทังในส่วนของ
ราคา ความเร็ว ขอบเขตพืนทีบริการ และความเหมาะสม
กับงานแบบต่าง ๆ




                                                                                                                                        22
21-Aug-12




      1.ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility) วงจร
 สวิตซ์ (Circuit Switching) นั นมีหน ้าทีในการสือสาร
                                               ่
 ข ้อมูล มันจะสร ้างสถานีรับข ้อมูลและสถานีสงข ้อมูลก่อน
                                                                       2.อุ ป กรณ์ เ ครื อ ข่า ย (Channel Dervice
      จากนั นมั นก็จะทํ าการส่ง ข ้อมูลออกไป พอมั นสร ้าง
 ทัง 2 สถานีเสร็จ มั นก็จะสามารถใช ้ส่ง หรือรับ ข ้อมูลได ้        Unit/Data Ser ce Unit) เป็ นอุปกรณ์ทใช ้ทํา ี
 แค่ 2 สถานีนีเท่านันเช่น ระบบโทรศัพท์ ปกติโ ทรศัพท์               หน ้าทีในการจั ดการเกียวกับการรั บส่งข ้อมู ลบน
 ทุ ก ห ม า ย เ ล ข จ ะ มี ส า ย สั ญ ญ า ณ เ ชื อ ม ม า ยั ง      เครือข่า ย ใช ้สํา หรั บ ทวนสัญ ญาณ เพือให ้การ
 ชุม สายโทรศั พ ท์ส ่ว นกลางมีส วิต ซ์ตด ตั งอยู่ ระหว่า ง
                                          ิ
 ชุมสายโทรศัพท์นันมันจะมีการเชือมต่อกัน สามารถโทร
                                                                   รั บส่งข ้อมู ลทีอยู่ ห่างไกลกันมีประสิทธิภาพทีดี
 ไปเบอร์อ ืนๆได ้ เวลาทีเราใช ้โทรศั พ ท์ จะมีเ ส ้นทาง            อุปกรณ์เ ครือข่ายก็เ ช่น Hub, switch , Router
 เส ้นทางสัญญาณจะถูกจองไว ้สํ าหรับ ใช ้ในการสนทนา                 CSU/DSU เป็ นต ้น--Tangmo1728 14:17, 23
 แต่พอเวลาทีวางสายไปหรือเลิกใช ้โทรศัพท์ เส ้นทางนีก็              พฤศจิกายน 2007 (ICT)
 จะถูกยกเลิกไปด ้วย สัญญาณมั นก็จะรอให ้สายอืนมาใช ้
 งานต่อไป




 ระบบส่งสัญญาณแบบวงจรสวิตซ์ทใช ้
                              ี                                   ประเภทของการแปลงสัญญาณ (Modulation Type)
                                                                1) การแปลงความถีของคลืน (Freguency
      ในเครือข่าย Wan มีดังนี                                      Modulation)
   สายคูเช่า (Leased Line)
        ่                                                       2) การแปลงกําลังของคลืน (Amplitude Modulation)
- โมเด็มและระบบโทรศัพท์ (Modem and                              3) การแปลงเฟสของคลืน (Phase Modulation)
   Telephone System)                                                    ความแตกต่างทีสํ า คัญของ Lan กับ Wan ก็คือ
- ISDN (Integrated Services Digital Network)                     ระยะความห่า งระหว่า งคอมพิว เตอร์ใ นเครือ ข่า ยการส่ง
- DSL (Digital Subscriber Line)                                  ข ้อมูลไปบนสายโทรศัพท์ระยะทีมั นส่ง จะไกลกว่าการใช ้
                                                                 UTP ทีใช ้ในระบบ Lan
- เคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)
                                                                       ปั จจุบั น โมเด็ม มีค วามเร็ วสูง สุดที 100.0-1,000.0
                                                                kbps ทีสามารถส่งได ้ แต่ตอนนีได ้มีการผลิตโมเด็มประเภท
                                                                ใหม่ขนมาทีสามารถส่งข ้อมูลได ้ในระดับ Mbps เช่น ADSL
                                                                     ึ
                                                                ยังคงใช ้สายโทรศัพท์เหมือนเดิม




                                                                                        Internet , , ,

                          วนัส




                                                                                                                               23
21-Aug-12




              ประวัตอนเทอร์เน็ต
                    ิ ิ                                                              อินเตอร์เน็ ต คือ ?
- ปี 2512 กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ให ้ทุนมหาวิท ยาลั ย
ศึก ษาวิธ ีก ารเชือมโยงคอมพิว เตอร์ เ ข ้าเป็ นเครื อ ข่ า ย                 อิน เตอร์ เ น็ ต (Internet) ย่ อ มาจากคํ า ว่า Inter
เรี ย กว่า อาร์ ป าเน็ ต ARPAnet (ARPA : Advance                       Connection Network คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนา
Research Project Agency)
                                                                       ใหญ่ ท ี เชื อมโยงเครื อ ข่ า ยคอมพิว เตอร์ ทั วโลกเข า          ้
                                                                       ด ้วยกัน โดยอาศัย เครือข่ายโทรคมนาคมเป็ นตัวเชือม
-ปี 2524 มหาวิท ยาลั ย ทุก แห่ง ในสหรั ฐ เชือมโยงเข ้าสู่
เครือข่าย และเปลียนชือมาเป็ น อินเตอร์เน็ต                             เ ค รื อ ข่ า ย ภ า ย ใ ต ม า ต ร ฐ า น ก า ร เ ชื อ ม โ ย ง ด ว ย
                                                                                                 ้                                    ้
                                                                       โปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control
-    ปี 2 5 3 5 เ น ค เ ท ค ไ ด เ ชื อม ต่ อ ค อม พิ ว เ ต อร์ กั บ
                                ้                                      Protocol/Internet Protocol) เพือให ้คอมพิวเตอร์ท ุก
มหาวิท ยาลัย เรีย กเครือข่ายนี ว่า ไทยสาร (ThaiSarn :                  เครืองในอินเตอร์เน็ตสามารถสือสารข ้อมูลซึงกันและกัน
Thai Social Scientific Academic & Research Network)                    ได นั บว่า เป็ นเครื อ ข่า ยที กว ้างขวางที สุ ด ในปั จจุ บั น
                                                                           ้
เพือแลกเปลียนข ้อมูลข่าวสาร ความรู ้ตลอดจนข ้อคิดเห็น                  เนืองจากมีผ ู ้นิยมให ้จากทัวโลกทุกมุมโลก
ของ นักวิจัย นั กวิช าการ โดยจุดแรกทีมีการเชือมโยงเข ้า
กับอินเตอร์เน็ต




         การทํางานของอินเทอร์เน็ ต                                       การทํางานของอินเทอร์เน็ ต(ต่อ)
                                                                      • การส่ง-รับสือข ้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ จากทีหนึงไป
                                                                        ยั ง อีก ทีหนึง โดยใช ้เทคโนโลยีเ ครือข่าย WAN
                                                                        เป็ นสือกลางทีเชือมต่อเครือข่ายขององค์กร และผู ้
                                                                        ให ้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider
                                                                        - ISP) เข ้าด ้ว ยกั น แล ะยื น อยู่ บ นพื นฐา น
                                                                        โป ร โต ค อ ล TCP/IP(Transmission            Control
                                                                        Protocol/Internet Protocol) ในการสือ-ส่งข ้อมูล
                                                                        ในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีมาตรฐานและกระบวนการ
                                                                        แปรรูปของสือ ในรูปลักษณะสัญญาณรหัส ไปตาม
                                                                        ชือเรี ย กต่า ง ๆ และมีห น่ ว ยค่ า การนั บ และวั ด ที
                                                                        ต่างกัน ในชือเรียกทีแตกต่างกัน




                          ื
  อุปกรณ์ทจําเป็ นต่อการเชอมต่อ
          ี
          อินเทอร์เน็ ต                                               บริการพืนฐาน บนอินเทอร์เน็ต
 1. คอมพิวเตอร์                                                       1. E-mail
 2. ช่องทางเชือมต่อ                                                   2. World Wild Web (WWW)
     - MODEM                                                          3. File Transfer Protocol (FTP) บริการดาวโหลดไฟล์
     - ADSL
                                                                      4. Telnet การใช ้คอมพิวเตอร์แบบรีโมต์
     - LAN
     - อืน ๆ                                                          5. Usenet บอร์ดข่าวสารระดับโลก
 3. โปรแกรมรองรับการทํางาน                                            6. IRC คุย (Chat)
     - Web browser                                                    7. อืนๆ Voice/Video Conference ,Search Engine
     - อืน ๆ                                                            ,Game, Multimedia , TV ,Radio , VDO




                                                                                                                                            24
21-Aug-12




    ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต                                                     ข้อเสี ยของอินเทอร์เน็ต
ด้านการศึกษา                                                           1. เป็ นทีเผยแพร่ สิงผิดกฎหมายต่างๆ เช่น Software
• สามารถใช ้เป็ นแหล่งค ้นคว ้าหาข ้อมูล ไม่วาจะเป็ นข ้อมูลทาง
                                             ่
                                                                         เถือน สือลามกอนาจาร อาวุธสงคราม และ อืนๆ อีก
  วิชาการ ข ้อมูลด ้านการบันเทิง ด ้านการแพทย์ และอืนๆ ที                มากมาย
  น่าสนใจ                                                              2. ไวรัสคอมพิวเตอร์
ด้านธุรกิจ                                                             3. การใช ้ในทางทีผิดเช่น การโจรกรรมข ้อมูล การเข ้า
• ค ้นหาข ้อมูลต่าง ๆ เพือช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ                     ทําลายข ้อมูล
• สามารถซือขายสินค ้า ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ ต                   4. ข ้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ อย่างพวกเรา
ด้านการบ ันเทิง                                                        5. อาจทําให ้นอนดึกและเสียสุขภาพ
• การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค ้นหาวารสารต่า ง ๆ              6. เกิดการล่อลวง ให ้ข ้อมูลเท็จ
  ผ่ า นระบบเครือข่า ยอิน เทอร์เน็ ต ทีเรีย กว่า Magazine Online
  รวมทั งหนั งสือพิ ม พ์แ ละข่า วสารอืน ๆ โดยมี ภาพประกอบ ที           7. บางคนเล่นอินเทอร์เน็ตมากไม่ยอมออกกําลังกาย
  จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร ้านหนังสือทัวๆ ไป                  8. อยูหน ้าจอนานๆ อาจทําให ้เสียสายตา
                                                                              ่




                                                                                     ระบบอินทราเน็ต
                             พิชัย




•         อินทราเน็ต(Intranet) คือ ระบบเครือข่าย                   •           โดยทัวไปอินทราเน็ตจะไม่เน ้นการเชือมต่อไปสู่
    ภายในองค์ก ร เป็ นบริก าร และการเชือมต่ อ                          อินเตอร์เน็ตภายนอก เพือสืบ ค ้นหรือใช ้ประโยชน์จาก
    คอมพิวเตอร์เ หมือ นกั น กั บอิน เทอร์เ น็ ต แต่จ ะ                 ข ้อมูลภายนอก หากแต่มงหวังทีจะจัดเตรียมข ้อมูลและ
                                                                                                   ุ่
    เปิ ดให ้ใช ้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านัน การนํ า                    ส า ร ส น เ ท ศ ภ า ย ใ น อ ง ค์ ก ร ด ้ว ย ก า ร จั ด เ ต รี ย ม
                                                                                        ึ
                                                                       คอมพิวเตอร์ซงทําหน ้าทีเป็ นเครืองแม่ข่ายทีให ้บริการ
    ระบบอินเทอร์เ น็ ต และอินทราเน็ ตเชือมต่อเข ้า
                                                                       ข ้อมูลในรูปแบบเดีย วกับ ทีใช ้งานในอินเตอร์เน็ ต และ
    ด ้วยกันจะเรียกว่าการเชือมต่อระบบเครือข่าย
                                                                       ข ย า ย เ ค รื อข่ าย ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ไ ป ถึ ง บุ ค ล าก รทุ ก
                                                                       หน่วยงาน ให ้สามารถ เรียกค ้นข ้อมูลและสือสารถึง กัน
                                                                       ได ้




                                                                                                                                             25
21-Aug-12




• ต ัวอย่างของ ระบบอินทราเน็ต

                                                                     •          ดั ง นั น อิน ทราเน็ ต เป็ นการสร า งระบบ
                                                                                                                  ้
•         อินทราเน็ ตของธนาคารแต่ละแห่ง ทีมีก ารเชือมต่อ
    กันในทุกสาขา ข ้อมูลทุกอย่างจะใช ้ได ้เฉพาะบุ คลากรของ               บริก ารข ้อมู ล ข่า วสาร ซึงเปิ ดบริก ารคล ้ายกั บ
    หน่วยงานเท่านัน                                                      อินเทอร์เน็ตเกือบทุกอย่ าง แต่ย อมให ้เข ้าถึงได ้
                                                                         เ ฉพา ะคนในอ งค์ ก ร เ ท่ า นั น เ ป็ นกา ร จํ า กั ด
•           ระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยราชภั ฏ เชียงใหม่ ที              ขอบเขตการใช ้งาน ดังนั นระบบอินเทอร์เ น็ ตใน
    ให ้บริการอินเทอร์เน็ ต แต่การใช ้อินเทอร์เน็ ตจะใช ้ได ้เฉพาะ       องค์กร ก็คอ อินทราเน็ต
                                                                                     ื
    นักศึกษาทีมี ID และ Password ชองมหาวิท ยาลัยเท่ า นัน
    จึงจะสามารถใช ้บริการได ้




                                                                     การป้ องกันไม่ให ้ผู ้เกียวข ้องเข ้ามาใช ้งานในระบบ
•         ในการใช ้งานอินทราเน็ตจะต ้องใช ้โพรโท
                                                                     •                                        ้                ้
                                                                               การป้ องกัน ไม่ใ ห ้ผู ้เกียวข อ งเข ้ามาใช ง านใน
    คอล IP เหมื อ นกั บ อิน เทอร์ เ น็ ต สามารถมี                        ระบบ สามารถทํ าได ้โยการใช ้โปรแกรมประเภทไฟร์
    เว็บไซต์และใช ้เว็บเบราว์เซอร์ได ้เช่นกัน รวมถึง                     วอลล์ (Firewall) เพือตรวจสอบคุณ สมบั ต ิข องผู ท ี         ้
    อีเ มล ถ า เราเชือมต่ อ อิน ทราเน็ ต ของเรากั บ
             ้                                                           ต ้องการเข า สู่ ร ะบบอิน ทราเน็ ต ผู ้ที ไม่ ม ีส ิท ธิจะถู ก
                                                                                     ้
    อินเทอร์เน็ต เราก็สามารถใช ้ได ้ทัง อินเทอร์เ น็ ต                   ปฏิเสธการใช ้งาน คือไม่ส ามารถส่ง ข ้อมูลใดๆ เข ้ามา
    และ อินทราเน็ต ไปพร ้อม ๆ กันได ้                                    ภายในระบบเครือข่าย และไม่ส ามารถดึง ข ้อมูลภายใน
                                                                         ออกไปใช ้ประโยชน์ได ้




                                                                         เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์
                              เอนก
                                                                              (Centralized computer networks)




                                                                                                                                          26
21-Aug-12




เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)    เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)




   เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์(Centralized computer            ก่อนกลางทศวรรษที 1970 หลายองค์กรมุ่งเน ้นไปทีการใช ้
                                                   ่ ่
    networks)หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบรวมเข ้าสูสวนกลาง            คอมพิวเตอร์แบบรวมเขาสูสวนกลาง และเริมมีการประยุกต์ใช ้
                                                                                             ้ ่ ่
    เป็ นการประมวลผลข ้อมูลจากทีต่างๆทีเครืองประมวลผลทีมี             การโทรคมนาคม ในแขนงธุรกิจ เช่น ระบบการสํารองทีนัง
    ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวเท่านันเพือเป็ นประโยชน์ตอการ
                                                    ่                 สายการบิน โดยเครือข่ายภายในองค์กรจะมีลกษณะคือ ให ้
                                                                                                                ั
    ประมวลผล                                                          สถานีงานสามารถเขาถึงเครืองคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แบบรวม
                                                                                           ้
                                                                      ไว ้ทีส่วนกลางได ้โดยเครือข่ายจะแบ่งเวลาให ้กับสถานีงานจาก
                                                                      พืนทีต่าง ๆ ในการใช ้เครืองประมวลผลดังกล่าว (Time-
                                                                      sharing networks)




เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)    เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)




                                                                   เป็ นระบบทีนํ าอุปกรณ์ประมวลผล ทังฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มา
                                                                       รวมไวในคอมพิวเตอร์เครืองเดียว ใช ้กับองค์กรขนาดใหญ่ซงใช ้
                                                                               ้                                              ึ
                                                                       คอมพิวเตอร์ชนิดเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe
                                                                       Computer)โดยมีผู ้ทําหน ้าทีควบคุมการประมวลผลเพียงผู ้เดียว
                                                                       ซึงเป็ นทียุ่งยากมาก ต่อมาจึงมีการพัฒนาการประมวลผล โดย
                                                                       แบ่งออกได ้เป็ น 2 วิธ ี




เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)    เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)




1) การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing) เป็ นระบบที              การประมวลผลจะทําเป็ นช่วงเวลา เช่น การทําบัญชีเงินเดือน
   ทํางานในลักษณะ เตรียมการประมวลผลในขันต่อไปโดยใช ้                 พนักงานทุกสินเดือน ระบบคิดดอกเบียสะสม 3 เดือน 6 เดือน
   อุปกรณ์ประเภท Input/Output Unit ซึงอุปกรณ์เหล่านีไม่อยู่          หรือ 1 ปี ของธนาคาร การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละ
   ภายใต ้การควบคุมของ CPUเช่นเครืองบันทึกเทป (Key to                ภาคเรียน จนถึงภาคเรียนสุดท ้ายจึงพิมพ์ใบรับรองเกรดเฉลีย
   tape) เครืองบันทึกจานแม่เหล็ก (Key to disk) บัตรเจาะรู            ข ้อมูลการใช ้โทรศัพท์มอถือภายในช่วงรอบบัญชี (1 เดือน) จะ
                                                                                              ื
   (Punched Card) เป็ นอุปกรณ์นําเข ้าและอุปกรณ์จดเก็บข ้อมูล มี
                                                 ั                   ถูกเก็บสะสมจนสินสุดรอบบัญชี การประมวลผลแบบนีจะไม่ม ี
   ลักษณะการประมวลผลโดยมีการรวบรวมข ้อมูลไว ้ช่วงเวลาหนึง            การโต ้ตอบระหว่างผู ้ใช ้กับเครืองคอมพิวเตอร์ จึงเรียกอีกอย่าง
   ก่อนทีจะนํ าข ้อมูลมาประมวลผลพร ้อมกัน                            หนึงว่าระบบออฟไลน์ (Off-line System) มีข ้อดี คือ ช่วย
                                                                     ประหยัดค่าใช ้จ่ายในการใช ้อุปกรณ์ ข ้อเสีย คือ ข ้อมูลจะไม่
                                                                     ทันสมัย




                                                                                                                                           27
21-Aug-12




เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks)



2) การประมวลผลแบบออนไลน์ (On-line Processing) เป็ นวิธท ี              ี
   ผู ้ใช ้สามารถใช ้งาน พร ้อมกันไดหลายคน (Multi-user) จะ
                                     ้
   ประมวลผลทันทีเมือรับข ้อมูลเข ้ามา โดยไม่ต ้องรอรวมข ้อมูล
   หรือสะสมข ้อมูลไว ้ก่อน โดยมีการเชือมต่อกับเครือง
   คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทอยู่ในสถานทีอืน มีความสามารถในการ
                               ี
   ทํางานบางอย่างได ้ เช่น เครืองเอทีเอ็ม เครืองตัดยอดของ
   สินค ้าทุกครังเมือมีการสังซือ เป็ นต ้น ข ้อดี คือ ทําให ้ได ้ข ้อมูลที                                 ณั ฐพงศ์
   ทันสมัยเป็ นปั จจุบันตลอดเวลา ข ้อเสีย คือ หากมีข ้อมูลมาก การ
   ประมวลผลจะช ้าลง เนืองจากมีเพียงเครืองแม่ขายเท่านันทีทํา
                                                       ่
   การประมวลผล




            ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems)
                                                                                       ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ต่อ
นิยามของระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems)
         ป ร ะ ก อบ ด ว ย โฮ ส ต์ ค อม พิ ว เต อ ร์ จํ าน วน ห นึ ง ที มี ข ี ด
                      ้                                                           แต่จดเด่นของระบบนีคือการทีมีโฮสต์กระจายอยู่หลายแห่ง
                                                                                      ุ
ความสามารถในการประมวลผลด ้วยตัว เอง ซึงกระจายกัน อยู่ ใ น                         ซึงสามารถทําการประมวลผลได ้แม ้ว่าโฮสต์บางส่วน
สถานทีต่างกัน ทําให ้โฮสต์แต่ละเครืองสามารถทําการประมวลผล                         อาจหยุดทํางาน ในขณะทีระบบแยกศูนย์เน ้นเฉพาะการแยกข ้อมูล
ได ้โดยอิส ระจากโฮสต์เครืองอืน ไม่ ม ี ผู ้ใดให ้คํ า จํา กัด ความของ             ออกจากศูนย์กลางโดยไม่ได ้กล่าวถึงเรืองโฮสต์ท ี
ระ บบ การกระ จายศู น ย์ ไ ว อ ย่ า งเป็ นทางการ แม ว ่ า จะ มี ค วาม
                            ้                      ้                              ทําการประมวลผล และการทํางานของระบบปฏิบัตการ เป็ นต ้น
                                                                                                                          ิ
คล ้ายคลึงกับนิยามของระบบแยกศูนย์




            โฮสต์เครืองคอมพิวเตอร์แต่ละเครืองจะเชือมต่อ
  กันผ่านระบบเครือข่ายเพือให ้สามารถใช ้ข ้อมูลร่วมกัน
  ได ้ จํานวนโฮสต์ของผู ้ให ้บริการและความสามารถ
  ของการประมวลผลนันขึนอยูกบความต ้องการของผู ้ใช ้
                         ่ ั
  แต่ละกลุ่ม เป็ นหลัก การเชือมต่อแบบกระจายศูนย์ท ีมี
  เครืองเมนเฟรมอยู่ท ีจุดศูน ย์ก ลางเชือมต่อกับ เครือง
  มินคอมพิวเตอร์ทอยูไกลออกไป
     ิ           ี ่

                                                                                      แสดงเครืองผู ้ให ้บริการทีเชือมต่อกับเครืองมินคอมพิวเตอร์
                                                                                                                                    ิ




                                                                                                                                                        28
21-Aug-12




ในระบบกระจาย (Distributed Systems) อาจประกอบด ้วย
ส่วนประกอบหลายประเภท ประเภทแรกคือ ฮาร์ดแวร์
• ประเภทที2 คือระบบปฏิบัตการ ต ้องมีความสามารถในการบริหาร
                         ิ
และควบคุมการทํางานของฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่ายและ
โปรแกรมประยุกต์ใช ้งานได ้อย่างมีประสิทธิภาพ
• ส่วนประกอบ 3 คือโปรแกรมประยุกต์และข ้อมูล บนระบบนี
โปรแกรมประยุกต์ต ้องติดตังไว ้ทีเครืองโฮสต์ของกลุมผู ้ใช ้ที
                                                 ่
ต ้องการทีจะใช ้โปรแกรมนัน
• ส่วนข ้อมูลทีจะใช ้อาจอยู่ทโฮสต์ใดของระบบกระจายศูนย์หรือ
                             ี
กระจายอยู่ทโฮสต์หลายเครืองของแต่ละระบบเครือข่ายก็ได ้
           ี                                                      รูปแสดงระบบปฏิบ ัติการระบบกระจายศูนย์




  1. การควบคุมการทํางานบนระบบนีอาจทําได ้จากศูนย์กลาง
  หรือจากโฮสต์ตวใดตัวหนึงหรือหลายตัว
               ั
  2. การควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized Control) เครือง
  เซิรฟเวอร์(Server) ทีทําหน ้าทีควบคุมระบบจะต ้องเก็บ
      ์
  รักษาข ้อมูลเกียวกับทรัพยากรทีมีอยูในระบบทังหมด
                                     ่
  3. ระบบทีเป็ นแบบกระจายศูนย์อย่างแท ้จริงจะปล่อยให ้
  โฮสต์แต่ละเครืองควบคุมการทํางานของอุปกรณ์ของตนเอง
  4. ในขณะเดียวกันก็สามารถใช ้ทรัพยากร โปรแกรมประยุกต์
  และข ้อมูลจากโฮสต์เครืองอืนทีมีอยูในระบบได ้
                                    ่                          รูปแสดงการควบคุมจากศูนย์กลางในระบบกระจายศูนย์




• ข ้อมูลในระบบกระจายศูนย์อาจรวมอยูทโฮสต์เครือง
                                   ่ ี
หนึง หรือกระจายอยูทโฮสต์หลายเครืองได ้
                  ่ ี
• ในกรณีทข ้อมูลกระจายกันอยูทโฮสต์หลายเครือง
         ี                  ่ ี
ข ้อมูลเหล่านันมักจะถูกทําสําเนาเก็บไว ้ทีโฮสต์หลาย
เครือง                                                                         ชาติชาย
• ด ้วยเหตุนีจึงจําเป็ นต ้องนํ าระบบจัดการฐานข ้อมูล
(DatabaseManagement Systems) มาบริหารและ
ควบคุมข ้อมูลแทนการทําสําเนาข ้อมูล




                                                                                                                     29
21-Aug-12




       คุณลักษณะของระบบกระจายศูนย์                                         คุณลักษณะของระบบกระจายศูนย์(ต่อ)
      • ระบบการทํางานแบบกระจายศูนย์ได ้รับการพัฒนาขึนมาให ้              • ตัววัดประสิทธิภาพทีใช ้คือ ระยะเวลาตอบสนอง(ResponseTime)
 สอดคล ้องกับคุณลักษณะของเครืองคอมพิวเตอร์ทางฝั งผู ้ใช ้
                                                                         • ระบบไคลเอนท์/เซิรฟเวอร์(Client/Server System) ได ้แบ่ง งาน
                                                                                             ์
         • Modularity Design เป็ นระบบทีมีความพร ้อม ณ จุดใช ้งานจึง   ประมวลผลให ้แก่เครืองคอมพิวเตอร์หลายเครือง
 ต ้องการทรัพยากรต่างๆ น ้อยกว่าระบบเดิมและยังทําให ้การบํ ารุงรักษา
 ระบบทําได ้ง่ายขึนด ้วย                                                  • เครืองพีซของผู ้ใช ้ทําหน ้าทีเป็ นเครืองผู ้ใชบริการหรือไคลเอนท์
                                                                                     ี                                     ้
                                                                       (Client) ซึงจะทําการประมวลผลบางส่วน
       • นอกจากนีถ ้าเครืองคอมพิวเตอร์ของผู ้ใช ้ไม่สามารถทํางานได ้
 ความเสียหายก็จะเกิดขึนเฉพาะทีสถานีนน
                                    ั                                    • ในขณะทีงานส่วนทีเหลือจะถูกประมวลผลทีเครืองเซิรฟเวอร์หรือ
                                                                                                                         ์
                                                                       เครืองผู ้ให ้บริการ (Server)
                                        ้
       • การแยกการประมวลผลไปไว ้ทีผู ้ใชยังช่วยเพิมประสิทธิภาพ
 ของระบบให ้สูงขึนกว่าเดิม




          ประเภทของระบบกระจายศูนย์                                            ระบบกระจายศูนย์ตามตําแหน่งผู ้ใช ้
                                                                       ระบบกระจายศูนย์ตามตําแหน่งผูใช้ (Distribution by Location)
                                                                                                   ้


การแยกประเภทของระบบกระจายศูนย์สามารถพิจารณา 4 วิธดงนี
                                                 ี ั                      • ประกอบด ้วยเซิรฟเวอร์และผู ้ใช ้จํานวนหนึงซึงอยู่คนละสถานที
                                                                                            ์
                                                                       เช่น ต่างเมือง ต่างอาคาร ต่างห ้องทํางาน หรืออยู่ในห ้องทํางาน
  1.ระบบกระจายศูนย์ตามตําแหน่งผู ้ใช ้                                 เดียวกันแต่เป็ นคอมพิวเตอร์คนละเครือง ทีทํางานเป็ นอิสระจากกัน
                                                                       และกัน โดยมีการเชือมต่อถึงกันด ้วยระบบเครือข่ายสือสาร
  2.ระบบกระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํางาน
                                                                          • ปั ญหาทีอาจเกิดขึนสําหรับระบบในลักษณะนีคือการควบคุมจาก
  3.ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการควบคุม
                         ี                                             ศูนย์กลาง เช่น การควบคุมนโยบายและขันตอนการทํางานจาก
                                                                       สํานักงานใหญ่
  4.ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล
                         ี




                                                                           ระบบกระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํ างาน
                                                                                                          ้
                                                                          • บริการทังหมดทีมีให ้แก่ผู ้ใชในระบบกระจายศูนย์นันอาจถูกแยก
                                                                       ติดตังไว ้ยังสถานทีต่างกันได ้

                                                                         • ระบบทีมีการวางโปรแกรมตามลักษณะการใช ้งานเรียกว่า ระบบ
                                                                       กระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํางาน (Distributed by Functions)

                                                                         • ระบบกระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํางานยังอาจหมายถึงการแบ่งแยก
                                                                       โปรแกรมตามโครงสรางขององค์กร
                                                                                         ้

                                                                         • ปั ญหาทีอาจเกิดขึนในระบบนีคือ แม ้ว่าตัวโปรแกรมอาจแยกเก็บตาม
                                                                       สถานทีทีจะใช ้งานนันแต่ก็คงต ้องใช ้ข ้อมูลร่วมกัน การเข ้าไปใช ้ข ้อมูล
                                                                       ของแผนกอืนอาจทําให ้เกิดปั ญหาในเรืองของการรักษาความปลอดภัย




                                                                                                                                                  30
21-Aug-12




    ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการควบคุม
                         ี                                                    ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล
                                                                                                    ี
                                                                                 (Distribution by Processing)
    • ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการควบคุม (Distribution by Control)
                           ี
เน ้นทีการบริหาร (Management) เป็ นหลัก                                         • ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกําหนดลักษณะจากวิธการโครงสร ้าง
                                                                                                                         ี
                                                                              ของคอมพิวเตอร์ภายในระบบ
  • ในระบบกระจายศูนย์ ผู ้บริหารอาจนังทํางานอยู่ทสถานทีใดก็ได ้
                                                 ี
รวมทังทีศูนย์กลาง                                                               • ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล (Distribution by
                                                                                                         ี
                                                                              Processing) เนืองจากเครืองคอมพิวเตอร์ทกเครืองอาจมีขด
                                                                                                                    ุ            ี
                                                                              ความสามารถในการประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครืองอาจมี
                                                                              ความสามารถสูงกว่าเครืองอืน




                                                                                         การสร้างระบบกระจายศูนย์


                                 ชวลิต


                                                                                          นายชวลิต คํามูล
                                                                                            52122309




 ข้อพิจารณาทีสําค ัญของการสร้างระบบกระจายศูนย์                                   การจัดการแฟ้ มข ้อมูล


     - ข ้อพิจารณาทีสําคัญของการสร ้างระบบกระจายศูนย์ คือ การ
     จัดการโครงสร ้าง การกระจาย และการใช ้งานข ้อมูล                            - แฟ้ มข ้อมูลมีหลายประเภทอาจถูกแยกเก็บ
                                                                                ไว ้ในเครืองคอมพิวเตอร์ หลายแห่งในระบบ
                                                                                กระจายศูนย์
          - ผู ้ออกแบบจะต ้องตัดสินใจเลือกสถานทีสําหรับจะติดตังข ้อมูล
          รวบรวมทังกําหนดตัวบุคคลหรือกลุมคนทีจะเข ้ามาใช ้งานข ้อมูล
                                           ่
          นั นๆ
                                                                                                 - ซอฟต์แวร์ททําหน ้าทีจัดการเกียวกับการบริหาร
                                                                                                                 ี              เกี
                     -การใช ้ระบบจัดการฐานข ้อมูลแบบรวมศูนย์                                     แฟ้ มข ้อมูลเรียกว่า ดีเอฟเอส (Distributed File
                     (Centralized Databases) คือการเก็บข ้อมูลทังหมดไว ้ที                       Systems; DFS ซึงจะต ้องสามารถทํางานบนความ
                                                                                                             DFS)
                     ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว จะช่วยขจัดปัญหาข ้อมูลซําซ ้อน                      ซับซ ้อนของระบบกระจายศูนย์ได ้
                     และสามารถรับประกันความทันสมัยของข ้อมูลได ้




                                                                                                                                                         31
21-Aug-12




                                                                         สถานที                                 วัตถุประสงค์ของ
                                                                       (Location)                             ระบบดีเอฟเอส DFS



        องค์ประกอบทีมีผลต่อประสิทธิภาพ
                                    าพของ
         ระบบดีเอฟเอส DFS มีอยู่หลายอย่าง
                    ดังต่อไปนี                                        - การให ้บริการโดยไม่ม ี
                                                                            ให
                                                                     ข ้อจํากัดในเรืองสถานที
                                                                     (Location Independence)




การให ้บริการโดยไม่มข ้อจํากัดในเรืองสถานที
   ให               ี                                                  การให ้บริการโดยไม่มข ้อจํากัดในเรืองสถานที
                                                                          ให               ี
        (Location Independence)                                             (Location Independence) (ต่อ)
                                                                                                        (ต่


          ผู ้ใช ้ทีได ้รับอนุญาตให ้ใช ้ข ้อมูลในแฟ้ มข ้อมูลหนึง             นอกจากนีระบบดีเอฟเอส(DFS) ยังอนุญาติให ้ย ้าย
      จะต ้องสามารถเรียกใช ้ข ้อมูลในแฟ้ มนันได ้โดยไม่มี                    แฟ้ มข ้อมูลไปยังทีอืนภายในระบบได ้โดยผู ้ใช ้ยังคง
      ข ้อจํากัดว่าแฟ้ มข ้อมูลนั นจะอยูทใดในระบบ
                                             ่ ี                             สามารถใช ้ข ้อมูลในแฟ้ มนันได ้ตามปกติ




                แฟ้ มข ้อมูลทีต ้องการของผู ้ใช ้นั นอาจจะอยูใน
                                                             ่
       คอมพิวเตอร์ของผู ้ใช ้หรืออาจจะอยูในคอมพิวเตอร์ของสาขา
                                          ่
       ทีอยูหางไกลออกไปมาก ผู ้ใช ้ไม่จําเป็ นต ้องทราบว่าแฟ้ มนัน
            ่ ่
       อยูทใดแต่สามารถดึงเอาข ้อมูลทังหมดหรือบางส่วนมาใช ้
          ่ ี
       ประโยชน์ได ้ทันที




                                                                                                เจษฎา




                                                                                                                                         32
21-Aug-12




                                                                      สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย
                                                                    • สถาปั ตยกรรมของระบบเครือข่าย (Network
                                                                      Architecture) หรือโทโปโลจี (Topology) คือ
         การสร ้างแบบกระจายศูนย์                                      ลักษณะทาง กายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่ายซึง
                                                                      หมายถึง ลักษณะของการเชือมโยงสายสือสารเขา     ้
                                                                      กับอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์ตางๆ ภายในเครือข่าย
                                                                                      ิ             ่
        1.2 ความแตกต่างทางด ้านโครงสร ้าง                             ด ้วยกันนันเอง โทโปโลยีของเครือข่าย แต่ละแบบ
    (Architecture)ของระบบเครือข่ายหรือโทโปโล                                                      ้
                                                                      มีความเหมาะสมในการใชงาน แตกต่างกัน จึงมี
                   จี(Topology)                                       ความจําเป็ นทีเราจะต ้องทําการศึกษาลักษณะและ
                                                                      คุณสมบัต ิ ข ้อดีและข ้อเสียของโทโปโลยีแต่ละ
                                                                                         ้
                                                                      แบบ เพือนําไปใชในการ ออกแบบ พิจารณา
                                                                                                      ้
                                                                      เครือข่ายใหเหมาะสมกับการใชงาน รูปแบบของโท
                                                                                    ้
                                                                      โปโลยีของเครือข่ายหลักๆ มีดังต่อไปนี




    โทโปโลจีแบบบ ัส (Bus Topology)
•    เป็ นโทโปโลจีทได ้รับความนิยมใช ้กันมากทีสุดมาตังแต่อดีต
                     ี
    จนถึงปัจจุบน ลักษณะการทํ างานของเครือข่าย โทโปโลยี
                 ั
    แบบบัส คืออุปกรณ์ทุกชินหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่าย
    จะต ้องเชือมโยงเข ้ากับสายสือสารหลักทีเรียกว่า"บัส" (BUS)
    เมือโหนดหนึงต ้องการจะส่งข ้อมูลไปให ้ยังอีกโหนด หนึง           • ข้อดีขอเสียของโทโปโลจีแบบบ ัส
                                                                               ้
    ภายในเครือข่าย จะต ้องตรวจสอบให ้แน่ ใจก่อนว่า บัสว่าง            ข้อดี
    หรือไม่ ถ ้าหากไม่ว่า งก็ไม่สามารถจะส่งข ้อมูลออกไปได ้ ทังนี     1. ใช ้สายส่งขอมูลน ้อยและมีรูปแบบทีง่ายในการติดตัง
                                                                                     ้
    เพราะสายสือสารหลักมีเพียงสายเดียว ในกรณีทมีข ้อมูลวิงมา
                                                    ี                                  ้
                                                                      ทําใหลดค่าใชจ่ายในการติดตังและบํารุงรักษา
                                                                             ้
    ในบัส ข ้อมูลนีจะวิงผ่านโหนดต่างๆ ไปเรือยๆ ในขณะทีแต่ละ                                   ิ
    โหนดจะคอยตรวจสอบข ้อมูลทีผ่านมาว่าเป็ นของตนเอง                   2. สามารถเพิมอุปกรณ์ชนใหม่เขาไปในเครือข่ายได ้ง่าย
                                                                                                      ้
    หรือไม่ หากไม่ใช่ ก็จะปล่อยให ้ข ้อมูลวิงผ่านไป แต่หาก            ข้อเสีย
    เลขทีอยู่ปลายทาง ซึงกํากับมากับข ้อมูลตรงกับเลขทีอยู่ของ          1. ในกรณีทเกิดการเสียหายของสายส่งขอมูลหลัก จะทํา
                                                                                   ี                          ้
    ของตน โหนดนั นก็จะรับข ้อมูลเข ้าไป                               ใหทังระบบทํางานไม่ได ้
                                                                         ้
                                                                      2. การตรวจสอบขอผิดพลาดทําได ้ยาก ตองทําจาก
                                                                                         ้                      ้
                                                                      หลาย ๆจุด




             โทโปโลยีแบบวงแหวน
              (Ring Topology)
• เป็ นการเชือมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เขากันเป็ นวงกลม ขอมูล
                                  ้                   ้
  ข่าวสารจะถูกส่งจากโหนดหนึงไปยังอีกโหนดหนึง วนอยู่
  ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวเหมือนวงแหวน (ในระบบ
  เครือข่ายรูปวงแหวนบางระบบสามารถส่งขอมูลได ้
                                            ้                        ข้อดีขอเสียของโทโปโลจีรูปวงแหวน
                                                                             ้
  สองทิศทาง) ในแต่ละโหนดหรือสถานี จะมีรพตเตอร์ประ
                                              ี ี                    ข้อดี
  จําโหนด 1 ตัว ซึงจะทําหน ้าทีเพิมเติมข่าวสารทีจําเป็ น             1. การส่งข ้อมูลสามารถส่งไปยังผู ้รับหลาย ๆ โหนดพร ้อมกันได ้ โดยกําหนด
  ต่อการ สือสาร ในส่วนหัวของแพ็กเกจขอมูล สําหรับการ
                                          ้                          ตําแหน่งปลายทางเหล่านันลง ในส่วนหัวของแพ็กเกจข ้อมูล รีพตเตอร์ของ
                                                                                                                                   ี
  ส่งขอมูลออกจากโหนด และมีหน ้าทีรับแพ็กเกจขอมูลที
        ้                                         ้                  แต่ละโหนดจะตรวจสอบเองว่ามีข ้อมูลส่งมาให ้ทีโหนดตนเองหรือไม่
  ไหลผ่านมาจากสายสือสาร เพือตรวจสอบว่าเป็ นขอมูลที  ้                2. การส่งข ้อมูลเป็ นไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ
  ส่งมาใหโหนดตนหรือไม่ ถาใช่ก็จะคัดลอกขอมูลทังหมด
           ้                ้                  ้                     ข ้อมูล
  นันส่งต่อไปใหกับโหนดของตน แต่ถาไม่ใช่ก็จะปล่อย
                 ้                    ้                              ข้อเสีย
  ขอมูลนันไปยังรีพตเตอร์ของโหนดถัดไป
     ้             ี                                                 1. ถ ้ามีโหนดใดโหนดหนึงเก ิดเสียหาย ข ้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยัง
                                                                     โหนดต่อไปได ้ และจะทําให ้เครือข่ายทัง เครือข่ายขาดการติดต่อสือสาร
                                                                                                                         ่
                                                                     2. เมือโหนดหนึงต ้องการส่งข ้อมูล โหนดอืน ๆ ต ้องมีสวนร่วมด ้วย ซึงจะทํา
                                                                     ให ้เสียเวลา




                                                                                                                                                      33
21-Aug-12




 โทโปโลจีรูปดาว (Star Topology)
• เป็ นการเชือมโยงการติดต่อสือสารทีมีลกษณะคลายรูป
                                         ั        ้
  ดาว หลายแฉก โดยมีสถานีกลาง หรือฮับ เป็ นจุดผ่าน
  การติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย สถานีกลางจึง     ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลจีแบบดาว
  มีหน ้าทีเป็ นศูนย์ควบคุมเส ้นทางการสือสาร ทังหมด      ข้อดี
  นอกจากนีสถานีกลางยังทําหน ้าทีเป็ นศูนย์กลางคอย        1. การติดตังเครือข่ายและการดูแลรักษาทํา ได ้ง่าย
  จัดส่งขอมูลใหกับโหนดปลายทางอีกด ้วย การสือสาร
          ้        ้                                     2. หากมีโหนดใดเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได ้ง่าย และ
  ภายใน เครือข่ายแบบดาว จะเป็ นแบบ 2 ทิศทางโดยจะ         เนืองจากใช ้อุปกรณ์ 1 ตัวต่อสายส่งข ้อมูล 1 เส ้น ทําให ้การเสียหาย
  อนุญาตใหมีเพียงโหนดเดียวเท่านันทีสามารถส่งขอมูล
                ้                                   ้
      ้ ่
  เขาสูเครือข่ายได ้ จึงไม่มโอกาสทีหลายๆ โหนดจะส่ง
                            ี                            ของอุปกรณ์ใดในระบบไม่กระทบต่อการทํางานของจุดอืนๆ ในระบบ
            ้ ่
  ขอมูลเขาสูเครือข่ายในเวลาเดียวกัน เพือป้ องกันการชน
    ้                                                    3. ง่ายในการให ้บริการเพราะโทโปโลยีแบบดาวมีศนย์กลางทํา
                                                                                                            ู
  กันของสัญญาณขอมูล เครือข่ายแบบดาว เป็ นโทโปโลยี
                       ้                                 หน ้าทีควบคุม
                                ้
  อีกแบบหนึงทีเป็ นทีนิยมใชกันในปั จจุบัน                ข้อเสย ี
                                                         1. ถ ้าสถานีกลางเกิดเสียขึนมาจะทําให ้ทังระบบทํางานไม่ได ้
                                                         2. ต ้องใช ้สายส่งข ้อมูลจํานวนมากกว่าโทโปโลยีแบบบัส และ แบบ
                                                         วงแหวน




                     ั
 เครือข่ายแบบลําด ับชน(Hierarchical)หรือ
        แบบต้นไม้ (Tree Network)

• มีลักษณะเชือมโยงคลายกับโครงสร ้างแบบดาวแต่จะ
                           ้
  มีโครงสร ้างแบบต ้นไม ้ โดยมีสายสัญญาณแยก              ข้อดีขอเสียของโทโปโลจีรูปต้นไม้
                                                                ้
  ออกไปเป็ นแบบกิงไม่เป็ นวงรอบ โครงสร ้างแบบนีจะ        ข้อดี
                                                                                                              ้
                                                         1. มีความเร็วในการสือสารข ้อมูลสูง โปรแกรมทีใชในการควบคุมการสือสารก็เป็ นแบบพืนฐาน
  เหมาะกับการประมวลผลแบบกลุมจะประกอบด ้วย
                                     ่                   ไม่ซับซ ้อนมากสามารถรับส่งข ้อมูลได ้ปริมาณมากและไม่มปัญหาเรืองการจัดการการจราจรใน
                                                                                                                   ี
  เครืองคอมพิวเตอร์ระดับต่างๆกันอยู่หลายเครืองแล ้ว      สือส่งข ้อมูล
                                                                                                                                        ้
                                                         2. ระบบเครือข่ายมีความปลอดภัยหรือมีความเป็ นส่วนตัว เมือข่าวสารถูกรับส่งโดยใชสาย
  ต่อกันเป็ นชัน ๆ ดูราวกับแผนภาพองค์กร แต่ละกลุม    ่                                                                ้
                                                         เฉพาะระหว่าง 2 เครืองเท่านัน เครืองอืนไม่สามารถเข ้าไปใชสายร่วมด ้วยเนืองจากโทโพโลจี
  จะมีโหนดแม่ละโหนดลูกในกลุมนันทีมีการสัมพันธ์
                                 ่                       แบบสมบูรณ์เป็ นการเชือมต่อแบบจุดต่อจุด ทํา ใหเราสามารถแยกหรือระบุเครืองหรือสายที
                                                                                                            ้
                                                         เสียหายได ้ทัน ที ช่ว ยใหผู ้ดูแลระบบแก ้ไขข ้อผิดพลาดหรือจุดทีเสียหายได ้ง่าย
                                                                                  ้
  กัน การสือสารข ้อมูลจะผ่านตัวกลางไปยังสถานีอนๆ   ื     ข้อเสีย
  ได ้ทังหมด เพราะทุกสถานีจะอยูบนทางเชือม และ
                                   ่                                          ้
                                                         1. จํานวนสายทีใชต ้องมีจํานวนมากเพราะแต่ละเครืองต ้องต่อเชือมไปยังทุก ๆ เครืองทําใหการ
                                                                                                                                            ้
                                                         ติดตังหรือแก ้ไขระบบทําได ้ยาก
  รับส่งข ้อมูลเดียวกัน ดังนันในแต่ละกลุมจะส่งข ้อมูล
                                        ่                2. สายทีใชมี  ้ จํานวนมากทําใหสินเปลืองพืนทีในการเดินสาย
                                                                                          ้
                         ่
  ได ้ทีละสถานีโดยไม่สงพร ้อมกัน                         3. ราคาของอุปกรณ์ต่อเชือมมีราคาแพง




                                                                       ระบบปฏิบ ัติการเครือข่าย
                                                                  Network Operating System (NOS)


                      ณั ฐพงษ์




                                                                                                                                                  34
21-Aug-12




• ระบบปฏิบ ัติการเครือข่าย (Network                                               1. Netware
  Operating System : NOS)
  เป็ นโปรแกรมทีติดตังในเครืองคอมพิวเตอร์ แม่ขาย
                                              ่                • เป็ นระบบปฏิบัตการทีมีผู ้นิยมใช ้งานในระบบเครือข่ายมากทีสุด
                                                                                   ิ
    (Server) เพือควบคุมการทํางานของเครือง                        โดยมีผู ้ใช ้มากว่า 1 ล ้านคนทัวโลก ใช ้สําหรับเครือง
    คอมพิวเตอร์ลกข่าย โปรแกรมทีนิยมใช ้ ได ้แก่
                 ู                                               ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ พัฒนาโดยบริษัท Novell จัดเป็ น
                                                                 ระบบปฏิบัตการเครือข่ายทีทํางานภายใต ้ MS-DOS
                                                                               ิ
  1. Netware
  2. Window NT, Windows 2000 Server
  3.1 Unix
  3.2 Linux




 2. Window NT, Windows 2000 Server                                                 3.1 Unix
                                                               • เป็ นระบบปฏิบัตการทีกําเนิดมาบนเครืองคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
                                                                                    ิ
• เป็ นระบบปฏิบัตการทีพัฒนาโดยบริษัท ไมโครซอฟต์ จํากัด
                  ิ                                              (Mainframe) ทีรองรับผู ้ใช ้จํานวนมากสําหรับระบบเครือข่ายใน
  สามารถนํ าไปประยุกต์ใช ้งานได ้หลากหลายรูปแบบ เริมต ้น         หน่วยงานใหญ่ๆ เป็ นโปรแกรมจัดการระบบงาน (Operating
  ไมโครซอฟต์ต ้องการพัฒนาเป็ นแอปปลิเคชัน เซอร์ฟเวอร์ แต่        system) ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบหนึง ได ้รับการออกแบบ
  ปั จจุบันสามารถประยุกต์ได ้เป็ นดาต ้าเบส เซอรฟ์ เวอร์ และ     โดยห ้องปฏิบัตการเบลล์ของบริษัท AT&T ในปี คศ. 1969 เป็ น
                                                                                  ิ
  อินเทอร์เน็ ตเซอร์ฟเวอร์                                       ทีนิยมใช ้กันมากมาจนถึงปั จจุบน โดยเฉพาะระบบ พืนฐานของ
                                                                                                 ั
                                                                 อินเตอร์เนต เนืองจากมีความคล่องตัวสูง ตลอดจนสามารถ
                                                                 ใช ้ได ้กับเครืองคอมพิวเตอร์หลายชนิด




                   3.2 Linux                                        ระบบปฏิบ ัติการทีรองร ับระบบ
• เป็ นระบบปฏิบัตการสําหรับระบบเครือข่าย ทีอยูในกลุม
                  ิ                              ่   ่             เครือข่าย แบ่งออกได้ 2 ประเภท
  ของ FreeWare ทีมีคณภาพ และประสิทธิภาพสูง
                        ุ
  Linux พัฒนาขึนโดยนายไลนัส ทอร์วลด์ (Linus
                                     ั                         • 1. ระบบปฏิบ ัติการเครือข่าย (Network
  Torvalds) ข ้อดีของ Linux สามารถทํางานได ้พร ้อมกัน            Operating System : NOS) เป็ นโปรแกรมทีติดตัง
  และใช ้งานได ้พร ้อมกัน หลายคน ทําให ้เป็ นทีนิยม              ในเครืองคอมพิวเตอร์แม่ขาย (Server) เพือควบคุม
                                                                                          ่
  แพร่หลาย และ สามารถทํางาน ได ้บนเครือง                         การทํางานของเครืองคอมพิวเตอร์ลูกข่าย ได ้แก่
  คอมพิวเตอร์สวนบุคคล (PC) ทีใช ้งานอยูทัวๆ ไป
                ่                         ่                      Netware, Window NT/ Windows 2000 Server,
  เพราะว่า Linux เป็ นระบบปฏิบัตการทีใช ้ทรัพยากรน ้อย
                                ิ                                Linux และ Unix เป็ นต ้น
  และมีเสถียรภาพในการดูแลระบบได ้ดี




                                                                                                                                 35
21-Aug-12




• 2. ระบบปฏิบ ัติการคอมพิวเตอร์ (Operating
  System : OS) เป็ นโปรแกรมทีติดตังในเครือง
  คอมพิวเตอร์แม่ลกข่าย (Client or Workstation)
                  ู                                • ฮ ับ (Hub), สวิตช์ (Switch) คืออุปกรณ์
  ได ้แก่ MS Dos, Window 95, Window 98/Me,           อิเล็คทรอนิกส์ททําหน ้าทีควบคุมการติดต่อสือสาร
                                                                    ี
  Window 2000, Linux เป็ นต ้น                       ระหว่างเครืองคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย




                                                                สารบัญแฟ้ มข ้อมูล
                                                                 ( file directory)
                    กรรณิการ์
                    กันทายศ




                การจ ัดการแฟมข้อมูล
                            ้
                                                        (4) สารบัญแฟ้ มข ้อมูล (File Directory)


  (1) สถานที (Location)                                     ไฟล์ (File) หมายถึง ข ้อมูลต่างๆ มีทงทีไม่ใช่
                                                                                                ั
                                                    ส่วนประกอบของโปรแกรม เรียกว่า Data Files และที
  (2) ความแตกต่างทางด ้านโครงสร ้า(Architecture)    เป็ นส่วนประกอบของโปรแกรม เรียกว่า Program
  (3) ระบบปฏิบัตการ (Operating Systems)
                ิ                                   Files ..ไฟล์ทกชนิดมักจะถูกกําหนดหน ้าทีการทํางาน
                                                                      ุ
                                                    ของตัวเองด ้วย..นามสกุลของไฟล์นันๆ เช่น .txt ..ก็
                                                    รู ้ว่าใช ้งานเกียวกับเอกสาร โปรแกรมทีทําหน ้าทีเปิ ด
                                                    ไฟล์นี น่าจะเป็ น Notepad




                                                                                                                  36
21-Aug-12




                                                          • แต่ทนิยมใช ้กันนัน มักจะหมายถึง พืนทีทีถูกกําหนด
                                                                 ี
• ไดเร็คทอรี (Directory) หมายถึง พืนที ทีถูก
                                                            ขึนมาทุกครังทีทําการติดตังโปรแกรม ใช ้สําหรับเก็บ
  กําหนดขึนมา เพือจัดเก็บไฟล์ข ้อมูลต่างๆ อย่างเป็ น
                                                                      ่
                                                            พักไฟล์สวนประกอบต่างๆ ของโปรแกรมนันๆทีติดตัง
  ระบบระเบียบ และให ้ความสําคัญต่อไฟล์ข ้อมูลนันๆ
                                                            อย่างเป็ นสัดส่วน ซึงหนีไม่พ ้นรูปแบบพืนทีทีเป็ น..
  เป็ นพิเศษ ..จริงๆแล ้วไดเร็คทอรี นันกินความหมาย
                                                            โฟลเดอร์ (Folder)และโฟลเดอร์กมได ้มีการกําหนดค่า
                                                                                               ็ ิ
  กว ้าง บางครังอาจรวมไปถึงไดรฟ์ ต่างๆด ้วย
                                                            ความจุเป็ นค่าตายตัวไว ้ จะเปลียนแปลงค่าความจุไป
                                                            เรือยๆ ตามจํานวนหรือปริมาณของไฟล์ข ้อมูลทีนํ าเข ้า
                                                            มาเก็บพักไว ้




                                                                        ตัวอย่างของ file directory
              ซึง file directory จะหมายถึง


       ระบบดีเอฟเอส DFS จะมีการจัดการสารบ ัญ
  แฟมข้อมูลซึงจะต้องทราบว่าแฟมข้อมูลนนอยูท ี
     ้                              ้           ั   ่
  ใด สิทธิในการใช้งานเปนอย่างไร สามารถใช้งาน
                            ็
  ในท ันทีได ้หรือไม่ รวมทังจะต ้องคอยปรับปรุงข ้อมูลใน
  สารบัญนีให ้มีความทันสมัยอยูตลอดเวลาโดยเฉพาะ
                               ่
  เมือมีการลบหรือแก ้ไขข ้อมูลในแฟ้ มข ้อมูลขึน




                                                                    ระบบการกระจายศูนย์

                      พิสทธิณี
                         ุ
                                                                         การแจกจ่ายข ้อมูล




                                                                                                                   37
21-Aug-12




                        การแจกจ่ายข ้อมูล                                                                     การแจกจ่ายข ้อมูล
•   ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ประกอบด ้วยโฮสต์คอมพิวเตอร์จํานวน          •   ระบบฐานข ้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Database System) คือ การจัดเก็บ
    หนึงทีมีขดความสามารถในการประมวลผลด ้วยตัวเอง ซึงกระจายกันอยู่ในสถานที
               ี                                                                         ข ้อมูล สถานทีเก็บข ้อมูล โปรแกรมระบบบริหารฐานข ้อมูล การรักษาความปลอดภัย
    ต่างกัน ทํา ใหโฮสต์แต่ล ะเครืองสามารถทําการประมวลผลได ้โดยอิสระจากโฮสต์
                    ้                                                                    การฟื นสภาพ และการควบคุมภาวะพร ้อมกัน ของระบบฐานข ้อมูลทีอยู่ในระบบ
    เครืองอืน ไม่มผู ้ใดใหคําจํากัดความของระบบการกระจายศูนย์ไว ้อย่า งเป็ น ทางการ
                      ี    ้                                                             ฮาร์ดแวร์เดียวกัน
    แม ้ว่าจะมีความคล ้ายคลึงกับนิยามของระบบแยกศูนย์ แต่จุดเด่นของระบบนีคือการทีมี   •   ฐานข ้อมูลแบบกระจาย ( A Distributed Database) เป็ นกลุ่มของฐานข ้อมูลหลาย
    โฮสต์กระจายอยู่หลายแห่งซึงสามารถทําการประมวลผลได ้แม ้ว่าโฮสต์บางส่วนอาจ             ตัวทีเกียวข ้องสัมพันธ์กัน ทางตรรกะซึงกระจายอยู่บนข่ ายงานคอมพิวเตอร์
    หยุดทํา งาน ในขณะทีระบบแยกศูนย์เน ้นเฉพาะการแยกข ้อมูลออกจากศูนย์กลางโดย
    ไม่ไ ด ้กล่าวถึงเรืองโฮสต์ททําการประมวลผล และการทํางานของระบบปฏิบัตการ เป็ น
                                ี                                             ิ
    ต ้น




             ลักษณะระบบการกระจายศูนย์                                                              ลักษณะระบบการกระจายศูนย์
•   ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกําหนดลักษณะจากวิธการโครงสร ้างของคอมพิวเตอร์
                                                    ี                                •   ในระบบกระจายศูนย์แบบตามลํ าดับชัน รับแฟ้ มข ้อมูลอาจขึนอยู่หรือไม่ขนอยู่กับ
                                                                                                                                                                 ึ
    ภายในระบบ ซึงมีการเชือมต่อถึงกันและวิธการทีคอมพิวเตอร์เหล่านีถูกนํามาใช ้ใน
                                              ี                                          เครืองเซิรฟเวอร์ ข ้อมูลหลักจะถูกเก็บไว ้ทีเครืองเซิรฟเวอร์ระดับบนสุดแล ้วกระจายมา
                                                                                                   ์                                          ์
    การประมวลผลซึงเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล (Distribution by
                                                        ี                                สู่เครืองคอมพิวเตอร์ทอยู่ระดับล่างลงมาอาจจะมีสําเนาข ้อมูลอยู่ แต่ก็เป็ ข ้อมูล
                                                                                                                ี
    Processing) เนืองจากเครืองคอมพิวเตอร์ทกเครืองอาจมีขดความสามารถในการ
                                                ุ            ี                           บางส่วนเท่านันทีมีความจําเป็ นต่อการประมวลผล
    ประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครืองอาจมีความสามารถสูงกว่าเครืองอืน จึงแบ่ง         •   ข ้อมูลแบบสุดทายคือ ข ้อมูลแต่ละส่วนเป็ นอิสระแก่กันอย่างสมบูรณ์ทังรูปแบบของ
                                                                                                         ้
    วิธการจัดกลุ่มออกเป็ นสองวิธคอ ระบบกระจายศูนย์แบบตามลําดับชัน และระบบ
       ี                        ี ื                                                      ข ้อมูลและโปรแกรมทีใช ้
    กระจายศูนย์แบบตามแนวระนาบ ระบบกระจายศูน ย์แบบตามระดั บชัน(Hierarchical
    Distributed System) จะจัดการแบ่งกลุ่มงานส่วนหนึงให ้ทําการประมวลผลทีเครือง
    คอมพิวเตอร์ทศูนย์กลาง ซึงมีขด ความสามารถสู งสุดในระบบ ส่วนทีเหลือนําไป
                  ี                   ี
                                    ้                 ้        ้
    ประมวลผลทีเครืองในกลุ่มผู ้ใชหรือ ทีเครืองผู ้ใชโดยตรงทีใชคอมพิวเตอร์ทมีขด
                                                                          ี ี
    ความสามารถในระดับธรรมดา บางทีเรียกระบบนีว่ า ระบบแนวตัง (Vertical System)




                       น.ส. พิสุทธิ ณี วงค์ดาว
                                                                                                                           วัธนา
                       52122349 สท.52ศ.4.1




                                                                                                                                                                              38

Computer network

  • 1.
    21-Aug-12 Computer Network พืนฐานระบบเครือข่าย อนุธดา ิ By…. IS CMRU ในระบบเครือข่ายจะเห็ นคําว่า โหนด (Node) เป็ นส่วนใหญ่ ซึงหมายถึง อุปกรณ์แบบใดก็ได ้ทีเชือมต่อเข ้ากับระบบเครือข่ายที โหนดบนระบบเครือข่ายสามารถทํางานได ้หลายหน ้าที มีหมายเลขทีอยูบนระบบเครือข่าย (Address) ละสามารถรับ-ส่ง ่ คอมพิวเตอร์ททําหน ้าทีเป็ นโหนดสามารถรับข ้อมูล เก็บข ้อมูลนันไว ้ ี ข ้อมูลผ่านทางระบบเครือข่ายได ้ ดังนันตังแต่โทรศัพท์เครืองหนึง และส่งข ้อมูลนันออกไปทางสายสือสาร โหนดอาจทําหน ้าทีเป็ น เครืองเทอร์มนอล ฟรอนท์เอนด์ โปรเซลเซอร์ คอนเซ็นเทรเตอร์ ิ คอนเซ็นเตอร์ คือรับข ้อมูลเข ้าจากเทอร์มนอลความเร็วตํา(รับ-ส่ง ิ ไปจนถึงเครืองเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ก็สามารถทําหน ้าทีเป็ นโหนด ข ้อมูลด ้วยความเร็วตํา) หลายตัวเพือนํ าข ้อมูลทังหมดมารวมกันเป็ น ได ้ บล็อกขนาดใหญ่ แล ้วจึงส่งบล็อกออกทางสายสือสารด ้วยความเร็ว สูงเช่น มัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer) สามารถนํามาใช ้เชือมต่อ คอมพิวเตอร์หลายเครืองเข ้าด ้วยกันผ่านระบบเครือข่ายได ้ ระบบเครือข่ายจําเป็ นจะต ้องเชือมต่อโหนดทังหมดเข ้า อาจมีโหนดอืนแทรกอยู่ตรงกลางก็ได ้ส่วนวงจรสือสาร ด ้วยกันจึงจะสามารถทํางานได ้ การเชือมต่อหรือวงจรเชือมต่อที (Circuit) คือเส ้นทางทีสมบูรณ์ทเชือมต่อผู ้ส่งข ้อมูลเขากับผู ้รับ ี ้ ติดตังระหว่างโหนดสองโหนดทีอยูตดกันโดยไม่มโหนดใดๆคันอยู่ ่ ิ ี ข ้อมูลซึงเรียกว่าเป็ นการเชือมต่อแบบผู ้ส่งถึงผู ้รับ (End to End) ตรงกลาง เรียกว่าเส ้นเชือมหรือลิงค์ (Link) และคําว่า เส ้นทาง วงจรสือสารอาจเป็ นเส ้นทางทีต ้องผ่านเสนเชือมทีใชสือต่างชนิด ้ ้ ้ กัน หรืออาจต ้องผ่านเสนทางทีมีผู ้ให ้บริการต่างออกไป (path) คือเส ้นเชือมกลุมหนึงซึงเรียงตามลําดับทีถูกต ้องเพือ ่ เชือมต่อโหนดสองโหนดใดๆเข ้าด ้วยกันโดย 1
  • 2.
    21-Aug-12 จุดประสงค์ของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี 4. เพือช่วยให ้สามารถประมวลผลแบบกระจายได ้ ซึงการประมวลผล แบบนีจะช่วยให ้มีการกระจายการทํางานจากคอมพิวเตอร์เครืองใหญ่ 1. เพือใช ้ทรัพยากร เช่น ฐานข ้อมูล ตัวประมวลผล ตลอดจน ่ ไปสูคอมพิวเตอร์เครืองเล็กๆ โดยจะทําการประมวลผล ณ แหล่งกําเนิด ฮาร์ดดิสก์และเครืองพิมพ์รวมกัน ่ ข ้อมูล หรือแหล่งทีต ้องการผลข ้อมูล หรืออาจจะส่งข ้อมูลไป ประมวลผลทีคอมพิวเตอร์ทเหมาะสมกับงานนันๆก็ได ้ ี 2. เพือให ้มีการติดต่อแลกเปลียนข ้อมูลกันได ้ระหว่างผู ้ใช ้หรือ ระหว่างตัวประมวล 5. เพือให ้สามารถควบคุมและจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลาง(สําหรับ ่ ในระบบการทํางานแบบกระจาย) ไปสูแต่ละระบบย่อยทีอยูห่างไกลกัน ่ 3. เพือเพิมความเชือถือได ้ (Reliability) ของระบบประมวลผล โดยมีการสํารอง (Backup) ระบบ ตลอดจนความซําซ ้อนของ 6. เพือช่วยให ้อุปกรณ์ มีความแตกต่างกัน สามารถใช ้งานร่วนกัน ระบบ เช่นการมีคอมพิวเตอร์หรือฐานข ้อมูลอยูในทีต่างๆ และมี ่ (Compatibility) ได ้ การเชือมโยงระบบคอมพิวเตอร์เหล่านันเข ้าด ้วยกัน ่ เทคนิคการสงข ้อมูลบน ระบบเครือข่าย สุดารัตน์ ื การเชอมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด วิธทง่ายทีสุดในการเชือมต่อโดยตรงระหว่าง ี ี (point- to-point link) โหนด คือการเชือมต่อแบบจุดต่อจุด (point-to- • รูปแบบการเชือมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด (point- to- point link) นอกจากจะเป็ นวิธทง่ายแล ้วยั งทํา ี ี pointlink) ให ้ผู อนไม่ ส ามารถขั ดขวางการสือสารระหว่า ง ้ ื โหนดคูนันได ้ ่ เป็ นการเชือมต่อแบบพืนฐาน โดยต่อจากอุป กรณ์รับ หรือส่ง 2 ชุด ใช ้สายสือสารเพียงสายเดียวมีความยาวของสายไม่ จํา กัด เชือมต่อสายสือสารไว ้ตลอดเวลา ซึงสายส่งอาจจะเป็ นชนิดสาย ส่งทางเดีย ว (Simplex) สายส่งกึงทางคู่ (Half-duplex) หรือ สายส่งทางคูแบบสมบู รณ์ (Full-duplex) ก็ไ ด ้ และสามารถส่ง ่ สัญญาณข ้อมูลได ้ทังแบบซิงโครนัสหรือแบบอซิงโครนัส 2
  • 3.
    21-Aug-12 ี ลักษณะการเชือมต่อระหว่างเครืองคอมพิว เตอร์พ ีซแต่ ละเครืองมีเพียงสายเพียง 1 สายต่อเชือมโยงกันในการทํา งาน ื การเชอมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด หรือ ในเครืองทีทํ า หน า ทีเป็ นเครืองปลายทาง 1 เครือง ้ (point- to-point link) เชือมต่อกับเครืองเมนเฟรมโดยใช ้สาย 1 เส ้น หรือในอีกกรณี หนึงเครืองคอมพิวเตอร์ 2 เครืองสือสารกันโดยใช ้การส่งข ้อมู ล การเชือมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุดมีคุณสมบ ัติ 3 ประการ ผ่านคลืนไมโครเวฟ ดังรูป • 1. เนืองจากเป็ นการเชือมต่อกันแบบโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์ส อง เครือง แบนด์วดธ์บนสายสือสารทีใช ้งานระหว่างกันจะสามารถใช ้งาน ิ ได ้อย่างเต็มที โดยไม่มีโหนดอืน ๆ เข ้ามาแชร์การใช ้งาน • 2. มีความยืดหยุนในส่วนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ท ีใช ้สือสารกั น รวมถึง ่ รูปแบบของแพ็ กเก็ตข ้อมูล • 3. มี ค วามปลอดภั ย และความเป็ นส่ ว นตั ว ในข ้อมู ล ที สื อสารกั น เนืองจากช่องทางการสือสารทีใช ้สือสารกั น ไม่ มี ก ารแชร์เพื อใช ้งาน ร่วมกับโหนดอืน ๆ ื การเชอมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด (point- to-point link) ข ้อเสีย ของการเชือมแบบจุ ด ต่อจุด คือ จะส่งผกระทบต่ อ ค่า ใช ้จ่า ยทีเพิมขึน เมื อมีอัต ราการเพิ มจํา วนคอมพิว เตอร์บ น เครือข่า ย โดยหากมีก ารเพิมจํา นวนคอมพิว เตอร์เพิ มอีกหนึ ง ศุภลักษณ์ เครืองบน Location 1 จะต ้องเพิมสายจากเดิม ทีมีอยู่ 10 เส ้น เป็ น 15 เส ้น ระบบเครือข่ายแบบสวิทช์ (Switched Network) • แบ่งตามวิธการสับสายออกเป็ น 4 แบบคือ ี 1.แบบวงจรสวิทช์ ระบบเครือข่ายแบบสวิทช ์ 2.แบบเมสเซจสวิทช์ (Switched Network) 3.แบบแพ็กเกตสวิทช์ 4.แบบเซลล์สวิทช์ 3
  • 4.
    21-Aug-12 ์ วงจรสวิทช(Circuit Switched) ์ วงจรสวิทช(Circuit Switched) ต่อ "การสวิตช์วงจร" (Circuit Switching) เป็ น Circuit Switching คือ วิธการต่อสัญญาณ ี การเชือมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทอาศัย หลัก ี จากผู ท ีเริมต ้น ผ่ านชุม สาย ผ่ า นสายไฟจริง ๆ ้ พืนฐานทางด ้านการสวิตชิงของระบบโทรศัพท์ จนกร ะทั ง ถึง ที หมา ย และสั ญ ญา ณจ ะอยู่ การเชือมโยงคอมพิวเตอร์ให ้เชือต่อกันในวงจร จนกระทั งมีก ารยกเลิก การใช ้งาน หลั กการที ระหว่างจุดไปจุ ด จุดอ่อนของการสวิตช์วงจรที สํ า คั ญ ของการสวิท ช์ว งจร คือ จะต อ งมี ก าร ้ เชือมระหว่างสองจุด ทําให ้ใช ้ข ้อมู ลข่าวสารใน จัดตังเชือมต่อก่อนทีจะมีการส่งข ้อมูลจริง เครือข่าย ไม่เต็ม ประสิทธิภาพ และมีข ้อยุ่ งยาก หากต ้องการสือสารกันเป็ นจํานวนมาก การจั ด ตังการเชือมต่อนีอาจจะใช ้เวลามาก ้ เมื อมี ก ารจั ด สร า งเ ส น ทางเรี ย บร อ ยแล ว ้ ้ ้ บางครัง อาจจะถึง 10 วินาที ขึนอยู่กับระยะทาง เวลาทีเสีย ไปจะเป็ นเพีย งแค่เ วลาทีสั ญ ญาณ ยิงเป็ นการเรีย ก (call) แบบทางไกล เช่น การ ผ่านสายเท่านัน ซึงโดยปกติจะมีค่าประมาณ 3 เรียกข ้ามประเทศก็ อาจจะนานกว่า เวลาทีใช ้นี msec ต่อระยะทาง 1000 km และหลังจากมี การจั ด ตังทางเดิน สัญญาณ แล ้วจะไม่ ม ีปัญหา เป็ นการค ้นหาเส ้นทางทีสัญญาณจะใช ้ติดต่อจะ ของความหนาแน่น ของการใช ้ตามมา นั นคือ เห็ น ว่ า ก่อ นทีจะมีก ารส่ง สั ญ ญาณ ออกไปได ้ หลั ง จ ากต่ อ กั น ได แ ล ว จ ะไม่ มี ท า งจ ะได ย ิ น ้ ้ ้ คํา สั งร อ งขอ request จะต ้องถูก ส่ง ออกจาก ้ สัญญาณไม่วาง ถึงแม ้ว่าก่อนหน ้าทีจะต่อสําเร็ จ ่ ตังแต่ผู เ ริมต ้นจนกระทังถึง ทีหมาย และรอให ้ ้ อาจจะได ้ยินบ ้างเพราะชุม สายถูกใช ้งานจนเต็ม ปลายทาง ตอบรับกลับมายังทีเริมต ้น ในขณะนัน ซึงแบ่งขันตอนการทํ างานออกเป็ น 3 ขันตอนดังนี ในระบบเครือข่า ยทีใช ้วิธ ีการส่งข ้อมู ล แบบ ขั น ต อ น 1 คื อ ก า ร จั ด ตั ง ว ง จ ร สื อ ส า ร วงจรสวิทช์ (Circuit-Switching Network) (Establishing Circuit) ซึงเป็ นการเชือมต่อแบบผู ้ จะกํ า หนดวงจรสือสารระหว่ า งโหนดสอง ส่ง-ถึง-ผู ้รับ (End-to-End Connection) โหนดขึนมาเป็ นการเฉพาะ ซึงอาจจะมีโ หนด ขันตอนที 2 คือ ขันตอนทีเกิดการแลกเปลียน จํานวนหนึงอยู่ตรงกลางก็ตาม ข ้อมูล (Data Transfer) ถ ้าเป็ นระบบเครือ ข่า ย การสือสารระหว่างสองโหนดนีจะเกิดขึนได ้ก็ ้ โทรศัพท์ หมายถึงช่วงทีผู ้ใชกําลังสนทนากัน ต่อ เมื อวงจรสือสารจะต ้องถู ก จั ด ให ้เรีย บร อ ย ้ ขันตอนสุดท ้าย คือ การขอยกเลิกวงจรสือสาร ตลอดเส ้นทาง (Circuit Disconnect) เกิดขึนเมือผู ้ใช ้ต ้องการ ยกเลิกการสือสารระหว่างกัน 4
  • 5.
    21-Aug-12 แสดงผูใช ้X ติดต่อผูใช ้ Y ในเครือข่าย ้ ้ วงจรสวิทช ์ วิสดา ุ เทคนิคการส่งข ้อมูลแบบเมสเซจสวิทช์ การสงข้อมูลแบบเมสเซจสวิทช ์ ่ (Message-Switching Network) ได ้รับการ (Message-Switching พัฒนาขึนมาใช ้งานแทนแบบวงจรสวิทช์เพือเพิม Network) ประสิทธิภาพการใช ้งาน วิธการคือมุ่งเน ้นไปทีการนําส่งตัวข่าวสารไป ี ยังผู ้รับ ข ้อมูลจะถูกส่งออกไปโดยไม่ต ้องมีการ การนําวิธการเก็บและการส่งติดต่อข ้อมูล ี จัดเตรียมวงจรสือสารไว ้ล่วงหน ้า มาใช ้ นันจําเป็ นจะต ้องให ้ทุกโหนดทีเกียวข ้อง ดังนันข ้อมูลจึงอาจถูกส่งออกไปแม ้ว่าผู ้รับ เป็ นเครืองคอมพิวเตอร์ทงหมด ั อาจยังไม่พร ้อมทีจะรับข ้อมูลก็ตาม ข ้อมูลก็จะไม่ สูญหายไปไหนเนืองจากโหนดทีมีข ้อมูลนันจะต ้อง เก็บข ้อมูลไว ้จนกว่าผู ้รับจะพร ้อม จึงจะส่งไปให ้ กระบวนการนีจึงเรียกว่า การเก็บและการส่งผ่าน ข้อมูล (Store and Forward ) 5
  • 6.
    21-Aug-12 ค ้นหาโหนดต่อในลําดับทีเหมาะสม (Intermediate Node) ซึงจะต ้องอยู่ในเส ้นทางที จะไปยังโหนดผู ้รับ (Receiver Node) โหนดจะรับข ้อมูล (Message) เข ้ามาจากระบบ ข ้อมูลแต่ละชุดต ้องบันทึกหมายเลขทีอยู่บน เครือข่าย จัดการเก็บข ้อมูลนันไว ้ในหน่วยความจํา เครือข่าย (Address) ของโหนด ผู ้รับไว ้ด ้วย ชัวคราว โหนดทีรับข ้อมูลจะใช ้หมายเลขในการค ้นหา โหนดทีจะส่งข ้อมูลนันต่อไป ข ้อดีคอ เป็ นแบบวงจรทีมีประสิทธิภาพในการ ื ใช ้งานสูง เพราะแบ่งการใช ้งานสายส่งได ้เต็มที ต ัวอย่างการส่งข้อมูลแบบเมสเซจ ตลอดเวลา สวิทช ์ ได้แก่ ระบบอีเมล์ ข ้อเสียคือ วงจรไม่มการเชือมต่อตลอดเวลา ี จึงไม่สามารถให ้บริการแบบทีต ้องการการโต ้ตอบ ทันทีทันใดได ้(Interactive Mode) และ มีคาหน่วงเวลาสูง เนืองจากข ้อมูลทีส่งไป ่ ระหว่างทางนัน จะถูกจัดเก็บไว ้ชัวคราว ซึงอุปกรณ์ ในการจัดเก็บนันมีการประมวลผลช ้า แพกเกตสวิตชง ิ ณั ฎฐนันท์ ( packet switching ) 6
  • 7.
    21-Aug-12 แพกเกตสวิตชิง (packet switching )ใช ้ในการติดต่อสือสาร • การส่งข ้อมูลแบบแพ็ กเกตสวิทช์(Packet-Switching Network) ผ่านระบบเครือข่ายดิจตอลความเร็วสูง แพกเกตสวิตชิง เป็ นเทคนิค ิ นํ าข ้อดีของ วิธการส่งข ้อมูลแบบเมสเซจสวิทช์(Message- ี ้ ในการหาเสนทางให ้กับแต่ละ แพกเกตทีมีจดหมายปลายทาง ุ SwitchingNetwork) และแบบวงจรสวิทช์(Circuit-Switching ต่างกัน ปลายทาง คือ DTE( Data Terminal Equipment ) Network) มารวมกัน อุปกรณ์ทช่วยถ่ายทอดข่าวสารคือ DCE ( Data Communication ี • พยายามลดข ้อเสียลงไป แบบแพ็ กเกตสวิทช์(Packet- Equipment ) SwitchingNetwork) แบ่งข ้อมูลออกเป็ นชุดเหมือนกับแบบเมส การส่งข ้อมูลผ่านเครือข่ายแพ็ กเก็จสวิตชิงนัน ขนาดของของ เซจสวิทช์(MessageSwitching Network) แต่มความยาวไม่ ี ข ้อมูลถูกจํากัดขนาด จึงต ้องแบ่งบล็อกข ้อมูลออกเป็ นแพ็ กเก็จ เท่ากัน (Packet) ทังนีเพือให ้มีขนาดเล็กลง และให ้สถานี สวิตช์สามารถ • แบบเมสเซจสวิทช์(Message-Switching Network) ข ้อมูลแต่ เก็บกักข ้อมูลไว ้ในหน่วยความจํา (Buffer) ชัวคราวได ้โดยไม่ต ้อง ละชุดมีความยาวไม่เท่ากัน ซึงอาจมีความยาวหลายพันไบต์ก็ได ้ ใช ้ดิสก์สํารอง • แพ็ กเกตสวิทช์(Packet-Switching Network) แบ่งข ้อมูล ออกเป็ นส่วนเล็ก ๆ ทีมีขนาดเท่ากันทังหมด เรียกว่า แพ็ กเกต (Packet) • ขนาดของแพ็ กเกต (Packet) ในระบบต่างชนิดกันอาจยาวไม่ เท่ากันก็ได ้ขนาดทีนิยมใช ้โดยทัวไปคือ 128, 256, 512 และ 1,024 บิต • แพ็ กเกตในระบบเดียวกันจะต ้องมีขนาดเท่ากันเสมอ ความ แตกต่างนีช่วยให ้ระบบแพ็ กเกตสวิทช์(Packet-Switching Network) มีประสิทธิภาพในการทํางานสูงกว่า แสดงข่าวสารถูกแบ่งออกเป็ นหลายส่วนบนระบบเครือข่ายแบบแพ็กเกตสวิทช์ • ในปั จจุบันระบบเครือข่ายแบบสวิทชิงจึงนิยมใช ้การส่งข ้อมูล แบบนี • การส่งข ้อมูลโดยวิธนมีเทคนิคพิเศษอย่างหนึงเรียกว่า ี ี Pipelining ซึงจะรับประกันการจัดส่งแพ็ กเกต (Packet) ไปยัง เป้ าหมายให ้ในทันทีทสายสือสารว่าง ี แสดงเทคนิค Pipelining 7
  • 8.
    21-Aug-12 เทคโนโลยีของ Packet Switching ประโยชน์ของ Packet Switching • รับส่งข ้อมูลได ้ด ้วยความเร็วสูง และใช ้เวลาในการส่งน ้อยเหมาะ • Time Domain Multiplexing ระบบ TDM เป็ นการมัลติเพล็กซ์ท ี สําหรับการเชือมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย LAN แต่ละช่องสัญญาณมีแบนด์วดธ์แบบคงที (Fixed Bandwidth) ิ หลายๆ เครือข่ายเข ้าดวยกันเช่น WAN ้ ซีงจะใช ้ งานไดดีมากสําหรับการรับส่งทีต ้องการอัตราบิตที ้ ต่อเนือง (Continous Bit Rate : CBR) เช่น traditional voice • มีความผิดพลาดในการรับส่งข ้อมูลน ้อยมากๆ and video แต่ถ ้าจะใช ้งานกับข ้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ที • สามารถลดคอมพิวเตอร์ให ้มีขนาดเล็กลง และสามารถกระจาย มีทราฟฟิ กเป็ นแบบ bursty traffic (ทราฟฟิ กทีมีขนาดไม่คงที ศูนย์กลาง ประมวลผลได ้ คืออาจจะมีการเปลียนแปลงขนาดอย่างฉับพลัน) • สามารถรองรับการเชือมต่อกับเครือข่ายทีองค์กรใช ้งาน เช่น ICP/IP • ควบคุมค่าใช ้จ่ายได ้คงทีแน่นอน • รับประกันความรวดเร็วในการส่งข ้อมูล (Committed Information Rate – CIR) แบบเซลล์สวิทช์ (Cell Switching) ระบบเครือข่ายแบบเซลล์สวิทช์ มีหลักการทํางานคล ้ายกันกับแบบแพ็กเกต สวิทช์ แต่แบ่งข ้อมูลออกเป็ นชุดๆ ในรู ปแพ็กเกตทีมีความยาวเท่ากัน คือ 57 ไบท์ ้ ประกอบด ้วย ข ้อมูลจริง 53 ไบท์ และข ้อมูลควบคุม 4ไบท์ และนํามาใชกับระบบเครือข่าย ใหม่ทชือว่า Asynchronous Transfer Mode : (ATM) เพือช่วยเพิมประสิทธิภาพในการ ี สือสารมากขึน วันเพ็ญ Asynchronous Transfer Mode (ATM) การออกแบบใหเซลข ้อมูลมีขนาดสันก็เพือความเหมาะสมทีจะประยุกต์ใชงาน ้ ้ ้ ต่าง ๆ ได ้อย่างกว ้างขวางขึนคือ ใชรั บส่งข ้อมูล เสียง ภาพหรือข ้อมูลต่าง ๆ ทีต ้องการ ้ ATM เป็ นระบบสือสารข ้อมูล ทีใชรู ปแบบการสือสารเป็ นแบบ แพ็กเก็จ เหมือน ส่งผ่านกันและกันด ้วยความเร็วสูง เช่นในเครือข่าย X.25 (เป็ นเครือข่ายสาธารณะ สําหรับการส่ งข ้อมูลดิจตอลทางไกล) ิ หรือระบบ LANอืน ๆ เช่น อีเทอร์เน็ตโทเกินริง แต่การสือสารเป็ นแบบอะซิงโครนัส ้ การรับส่งสัญญาณ ATM จึงใชช่องสือสารทีมีความเร็วต่าง ๆ ได ้ซึงผิดกับ LAN ้ ิ กล่าวคือ ตัวรับและตัวส่งใชสัญญาณนาฬกาแยกจากกันไม่เ กียวข ้องกัน ้ ้ เช่นอีเทอร์เน็ต ใชความเร็ว 10 Mbps แต่ ATM ใชกับ ความเร็วได ้ตังแต่ 64 Kbps, 45Mbps, 155 Mbps, 622 Mbps หรือ สูงกว่าก็ได ้ สิงที ATM แตกต่างจากระบบ แพ็กเก็จสวิตชิงอืน ๆ คือ ATM ส่งข ้อมูลด ้วย ขนาดของแพ็กเก็จทีทุกแพ็กเก็จมีจํานวนข ้อมูลเท่ากันเสมอ แพ็กเก็จของ ATM มีขนาด 53 ไบต์ โดยให ้ 5 ไบต์แรกเป็ นส่วนหัว ทีจะบอกรายละเอียดของแอดเดรสและมี ส่วนข ้อมูลข่าวสารอีก 48ไบต์ตามมา เราเรียกแพ็กเก็จของ ATM ว่า " เซล " 8
  • 9.
    21-Aug-12 รูปที 1 เปรียบเทียบเครือข่าย ATM ก ับระบบอีเทอร์เน็ ต เครือข่าย ATM เป็ นเครือข่ายทีประยุกต์ได ้หลายรูปแบบ ทังแบบ LAN หรือ WAN ใชกับ ตัวกลางได ้ทังแบบลวดทองแดงหรือเส ้นใยแสง แต่โ ครงสร ้างการเชือมโยง ้ ข ้อมูลระหว่างโหนดเป็ นแบบสวิตซ์ทเรียกว่า ATM Switch การส่งผ่านข ้อมูลแต่ละเซลจึง ี ขึนกับแอดเดรสทีกําหนด รูปที 2 เครือข่าย ATM แบบ WAN จากโครงสร ้างการผ่านข ้อมูลแบบสวิตซ์ด ้วยเซลข ้อมูลขนาดเล็กของ ATM จึง ทําใหเหมาะกั บเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบ WAN ด ้วย โดยเฉพาะอย่า งยิงกั บงานที ้ ้ ้ ต ้องการใชความเร็วข ้อมูลสูง เครือข่าย WAN ก็เป็ นอีกรูปแบบหนึงทีสามารถใชเทคนิค ของ ATM ได ้เช่นกันรูป นางสาววันเพ็ญ อํารุงพนาลัย 52122352 สท 52 ศ4.1 เมสิยา 9
  • 10.
    21-Aug-12 ระบบเครือข่ายแบบกระจายข่าว (Broadcast Network) ระบบเครือข่ายแบบกระจายข่าว • จัดการในการส่งข ้อมูลเป็ นลักษณะเดียวกันกับการส่ง (Broadcast Network) สัญญาณคลืนวิทยุและคลืนโทรทัศน์ • ใช ้คลืนสัญญาณเป็ นพาหะในการส่งข ้อมูลออกทางอากาศ แทนทีจะส่งออกทางสายสัญญาณ เรียกว่า ระบบเครือข่าย สัญญาณวิทยุ (Packet Radio Network) หรือ สือประเภทไร ้สาย (Wireless) ระบบเครือข่ายแบบกระจายข่าว เครือข่าย Broadcast แบ่งออกเป็ น 2 จําพวก (Broadcast Network) 1. เครือข่ายสาธารณะ (Public Network) - อุปกรณ์ในระบบเครือข่ายสัญญาณวิทยุจําเป็ นต ้องใช ้โมเด็ม เป็ นเครือข่ายการสือสารข ้อมูลสาธารณะแบบง่ายและสะดวกทีสุด ชนิดพิเศษสําหรับการรับส่งข ้อมูลผ่านสัญญาณวิทยุ การรับส่งข่าวสารข ้อมูลจะผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะของ • โพรโทคอลทีใช ้ก็เป็ นการนํ า องค์การโทรศั พท์แห่ง ประเทศไทย (หรื อเครือข่า ยการโทรศั พ ท์ โพรโทคอล X.25 มาดัดแปลงเป็ น AX.25 ทําให ้สามารถส่ง สาธารณะในท ้องถินนั นๆ) โดยจะให ้บริการในท ้องถินทางไกล ข ้อมูลได ้ทีความเร็ว ตังแต่ 1,200 bps ไปจนถึง 19,200 bps เครือข่าย Broadcast ระบบเครือข่ายส ัญญาณวิทยุ มีอยู ่ 2 แบบคือ แบบรวมศูนย์ และแบบกระจาย 2. เครือข่ายส่วนบุคคล (Private Network) 1. ระบบเครือข่ายส ัญญาณวิทยุแบบรวมศูนย์ (Centralized Packet เป็ นระบบเครือข่ายทีจัดตังขึนไว ้สําหรับหน่วยงานหรือองค์กรทีเป็ นเจ ้าของ Radio Network) และมีการใช ้ทรัพยากรร่วมกัน ซึงทรัพยากรและการสือสารต่างๆ ทีมีอยูใน ่ เครือข่ายจะมีไว ้เฉพาะบุคคลใน องค์กรเท่านั นทีมีส ิทธิเข ้ามาใช ้ • มีอปกรณ์การรับและส่งสัญญาณว ิทยุอยูทเครืองคอมพิวเตอร์ทศูนย์กลาง ุ ่ ี ี • โหนดทังหมดในระบบจะติดต่อกับศูนย์กลางเท่านั น อุปกรณ์รับ-ส่ง ่ สัญญาณจะต ้องมีชองสัญญาณ 2ช่อง คือ สําหรับการส่งข ้อมูล 1ช่อง และ สําหรับการรับข ้อมูลอีก 1 ช่อง • การทํางานของระบบนีจึงคล ้ายกับการทํางานในระบบสายสัญญาณแบบ เชือมต่อหลายจุด (Multipoint Line) ซึงมีสถานีหลักเพียงสถานีเดียวและ มีสถานีรองหลายแห่ง 10
  • 11.
    21-Aug-12 ระบบเครือข่ายส ัญญาณวิทยุ ต ัวอย่าง 2. ระบบเครือข่ายสัญญาณวิทยุแบบกระจาย (Decentralized Packet Radio การสือสารระบบนี ได ้แก่ เครือข่ายว ิทยุสมัครเล่น Network) • ใช ้ช่องสัญญาณว ิทยุเพียงช่องเดียวสําหรับการส่งและการรับข ้อมูล • การทํางานในระบบนีคล ้ายกับการทํางานในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ ทัวไป • โพรโทคอล AX.25 ซึงอยูในชันสือสารเชือมต่อข ้อมูล(data link network) ่ ได ้รับการพัฒนาขึนมาสําหรับระบบเครือข่ายชนิดนี 6.3 การค ้นหาเส ้นทางเดินข ้อมูล มณฑิรา เส้นทางเดินข้อมูล (Path or Route) บนระบ เครือข่ายถูกกําหนดขึนมาโดยประเภทของระบบ เครือข่ายและซอฟต์แวร์ทนํ ามาใช ้ควบคุม ี ส่วนใหญ่แล ้วข ้อมูลเส ้นทางจะถูกเก็บไว ้ใน ตารางเส้นทาง (Routing Table) ซึงจะบันทึก ข ้อมูลเกียวกับทีอยูของโหนดและเส ้นทางทีจะไปยัง ่ ต ้องมีโปรแกรมทีทําหน ้าทีในการค้นหาเส้นทางเดิน โหนดนัน ๆ ข้อมูล (Routing) โดยเฉพาะ การค ้นหาเส ้นทางเดินข ้อมูลเกิดขึนได ้ 2 ลักษณะ Routing Table เป็ นตารางข ้อมูลของเส ้นทางการ คือ ส่งผ่านข ้อมูลเพือใช ้พิจารณาการส่งผ่านข ้อมูลซึงในการ 1.การค ้นหาโหนดศูนย์กลาง ได ้มาของ Routing table มีอยูด ้วยกัน 2 วิธ ี คือ Static ่ Route และDynamic Route 2.การค ้นหาทีตัวโหนดเอง 11
  • 12.
    21-Aug-12 เช่น เส ้นทางเลือกในกรณีทเส ้นทางหลักใช ้ไม่ได ้ ี การค้นหาเส้นทางจากโหนดศูนย์กลาง และความเร็วในการส่งข ้อมูลของเส ้นทางนันเชือมต่อ (Centralized Routing) ระหว่างโหนดต่างๆ จะกําหนดให ้โหนด ซึงทําหน ้าทีในการเลือก เส ้นทางเดินข ้อมูลให ้กับโหนดอืนในระบบเครือข่าย โหนดนีจะทําหน ้าทีเป็ นผู ้จัดการบริหารเครือข่าย การค ้นหาเส ้นทาง ซึงจะต ้องเก็บตารางเส ้นทางเดิน ข ้อมูลและจัดการปรับปรุงข ้อมูลข่าวสารทังหมดที เกิดขึนตลอดเวลา แสดงการค้ นหาเส้ นทางบนระบบเครือข่ าย ข้อด้อยทีสําค ัญของการทํางานแบบศูนย์กลางคือ ถ ้าตําแหน่ง (สถานทีทีตังทีใช ้งานจริง) ของโหนด โหนดอืนทีเหลือจะต ้องรายงานข่าวเกียวกับ ศูนย์กลางไม่อยูตรงกลางระบบแล ้ว ข ้อมูลเกียวกับ ่ สถานะการทํางานของตนเอง เช่น ปริมาณข ้อมูลที เส ้นทางและสถานะการทํางานของโหนดทีอยูอกฟาก ่ ี รับเข ้ามา ปริมาณข ้อมูลทีส่งออกไปและกระบวนการ ต่าง ๆ ทีเกิดขึนให ้แก่โหนดศูนย์กลางเป็ นระยะ หนึงจะต ้องใช ้เวลาพอสมควรกว่าทีจะเดินทางมาถึง โหนดศูนย์กลาง ระยะเวลาทีช ้าเกินไปนีอาจทําให ้ข ้อมูลในตาราง ดังนัน… เส ้นทางไม่สอดคล ้องกับความเป็ นจริงทีเกิดขึนอยูใน ่ โหนดศูนย์กลางจึงเป็ นทีรวบรวมข ้อมูลสถานะการ ขณะนัน ทํางานทังหมดทีเกิดขึนบนระบบเครือข่าย จึงทราบว่า ส่วนใดในระบบเครือข่ายทีมีการใช ้งานมากหรือน ้อย และอีกปัญหา คือ ถ ้าโหนดศูนย์กลางเกิดหยุด เพียงใด ทํางาน โหนดอืนในระบบจะไม่สามารถค ้นหาเส ้นทางได ้ พิชามญชุ์ 12
  • 13.
    21-Aug-12 ้ การค้นหาเสนทางทีต ัวโหนดเอง (Distributed Routing) กําหนดให ้แต่ละโหนดจัดการเก็บ ตารางเส ้นทางไว ้ โดยแต่ละโหนดมี ้ การค้นหาเสนทางทีต ัวโหนดเอง หน ้าทีส่งข ้อมูลสถานะการทํางาน (เช่น เดีย วกับแบบศูน ย์กลาง) ไปยั ง โหนด ข ้างเคีย งของตนเองทุ กโหนด ข อมู ล ในตารางเส ้นทางจึง เป็ นเพีย งข ้อมู ล ้ สถานะการทํางานย่อย และเนืองจากจํานวนโหนดข ้างเคียงจะมีอยูไม่มากนักทํา่ (Distributed Routing) ให ้แต่ละโหนดสามารถปรับปรุง ข ้อมู ล ให ้มี ค วามทั น สมั ย อยู่ต ลอดเวลา การที โหนดหนึงหยุดทํา งานก็จะไม่มีผลต่อการค ้นหาเส ้นทางของโหนดอืน ในระบบนี แม ้ว่าจะมีปริมาณข ้อมูลเพิมขึน (เพือแจ ้งสถานะการทํางาน) แต่ประสิทธิภาพที สูงขึน ก็ถอการเลือกเส ้นทางของ Interior Routing Protocol นั นจะมีการเลือก ื เส ้นทางอยูสองกรณีด ้วยกัน ซึงล ้วนแล ้วแต่มี ค วามสํ า คั ญ ต่อการทํ า งานต่า งๆ ่ แทบทังสิน นางสาวพิช ามญชุ ์ แซ่ เติน รห ัส 52122347 ประเภทของ Distributed Routing ข้อดีและข้อเสีย ของ Static Routing Protocol Static Routing Protocol ข้อดีของการทํา Static routing - การเลือกเส ้นทางแบบ Static เป็ นวิธการเลือกเส ้นทางทีราบเรียบและง่ายต่อความ ี 1. มีความปลอดภัยในข ้อมูลสงกว่า เนืองจากเป็ นการระบุเส ้นทางแบบตายตัว ่ ู เข ้าใจ รวมทังยังสามารถจัดตังค่าการทํางานบน router ได ้โดยง่าย โดยเฉพาะกับ ทําให ้ router ไม่ต ้องไปหาเส ้นทางอืน ที อาจจะก่อให ้เก ิดความเสียงต่าง ๆ ได ้ เครือข่ายทีมีขนาดเล็ก ซึงทําให ้การทํางานบนเครือข่ายโดยรวมมีประสิทธิภาพสูง 2. router ไม่ต ้องใช ้ประสิทธิภาพการทํางานของ CPU ทีสูงมากนั ก เพราะไม่ มากกว่าการใช ้ Dynamic routing protocol ต ้องตัดสินใจเลือกเส ้นทางของ packet 3. ทําให ้ประสิทธิภาพของ network โดยรวมดีมาก เพราะ router แต่ละตัว ่ - Routing Protocol ประเภทนีจะมันจะทําการหาเส ้นทางตามทีเรากําหนดและไม่มี ไม่ตอ ้งประมวลผลการเลือกหาเส ้นทาง การเรียนรู ้เส ้นทาง ทีเป็ นแบบออโตเมติคนั ก ซึงจะเป็ นผลเสียต่อระบบมาก ข้อเสีย ของ Static routing 1. เมือมีการเพิม router เข ้าไป จะต ้องมา config ทุก ๆ router ใหม่ ทําให ้ เก ิดความล่าช ้า หรือ เสียเวลามาก 2. จะต ้องมีความเข ้าใจระบบเครือข่ายโดนรวม และเข ้าใจถึงการเชือมต่อของ router ทุกตัวบนทุก ๆ interface ประเภทของ Distributed Routing Dynamic Routing Protocol ข้อดีและข้อเสีย ของ Dynamic routing - Routing Protocol ประเภทนีจะมันจะทําการหาเส ้นทางตามทีเรากําหนด และช่วยจัดการอํานวยความสะดวกเกียวกับการสร ้าง Routing Table โดยมั นมีหน ้าที ข้อดีของการทํา Dynamic routing หลักอยู่ 2 อย่างด ้วยกันคือ หาเส ้นทางทีดีทสุดในการส่งข ้อมูลไปยังปลายทาง และ ี 1. เหมาะกับ Network ขนาดใหญ่ๆ กระจาย Routing Information ไปยังเครืองอืนๆ ในเครือข่าย 2.ไม่ต ้องมีความเข ้าใจของระบบ Network ทังหมด - การเลือกเส ้นทางแบบ Dynamic ค ้นหา remote network, จัดการ up-to- 3. ไม่ต ้องมา Config ใหม่เมือมีการเพิม อุปกรณ์เข ้าไปใน Network date ข ้อมูลของเส ้นทาง, เลือกเส ้นทางทีดีทสุดทีไปยัง destination network, ี สามารถหาเส ้นทางใหม่แทนทีเส ้นทางทีใช ้ไม่ได ้แล ้วDynamic Routing Protocol ข้อเสีย ของ Dynamic routing Operation 1.เปลือง CPU ของอุปกรณ์ ซึงอาจทําให ้ประสิทธิภาพของ network 1. Router รับและส่งข ้อมูลของเส ้นทางผ่าน interface ของมั น โดยรวมไม่ดนัก ี 2. Router มีการ share ข ้อมูลของเส ้นทางและmessage กับrouter อืน ทีใช ้ 2. อาจโดนดักอ่านข ้อมูลได ้ routing protocol เดียวกัน 3. Router แลกเปลียน ข ้อมูลของเส ้นทางในการเรียนรู ้เกียวกับ remote networks 4. เมือ router รับรู ้ว่ามีการเปลียนแปลง topology แล ้ว routing protocol สามารถ ทีจะกระจายข่าวไปยัง router อืนได ้ 13
  • 14.
    21-Aug-12 ้ วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล ี • เส ้นทางเดินข ้อมูลจากโหนดหนึงไปยังอีกโหนดหนึง อาจเปน ็ ้ เสนทางเด ิมเสมอ หรืออาจเปลยนแปลง ยนแปลงไปตามสถานะของ ี ระบบเครือข่ายในขณะทีส่งข ้อมูล • ถ ้าใช้เส้นทางเดิมทุกครังทีส่งข ้อมูลไปยังโหนดเดิม แสดงว่า ใช้ เปรมฤทัย ระบบเครือข่ายใช้วธการค้นหาเส้นทางแบบสถิตย์ (Static ิ ี Routing) • อย่างไรก็ตามถ ้าส่วนหนึงของเส ้นทางทีกําหนดไวใน ตารางไม่ ้ สามารถใช ้การได ้ ก็จะทําให ้ไม่สามารถส่งข ้อมูลได ้ ี ้ วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล (ต่อ) ้ วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล (ต่อ) ี ี ้ วิธการค ้นหาเสนทาง (Route) ทีข ้อมูลเดินทางจากผู ้ส่ง ้ วิธการค ้นหาเสนทางเดินข ้อมูล แบ่งออกเป็ นสองวิธคอ ี ี ื ข ้อมูลไปยังผู ้รับข ้อมูลเป็ นหน ้าทีหลักของโปรแกรมในชันสือสาร - การค ้นหาเส ้นทางแบบสถิต (Static Routing) นี เส ้นทางดังกล่าว มีความหมายเหมือนกับการคนหาเสนทาง้ ้ - การค ้นหาเส ้นทางแบบพลวัต (Adaptive or Dynamic จากจุดหนึงไปยังอีกจุดหนึง เช่น จากกรุงเทพฯ ไปยังหนองคาย Routing) ซึงอาจหมายถึงการใช ้ถนนเพียงเส ้นเดียวก็สามารถ ไปถึง จุดหมายได ้ หรืออาจต ้องใช ้ถนนหลายเสนกว่าทีจะไปถึง ้ จุดหมายได ้ ปั ญหาทีอาจเกิดขึนได ้นันมากมาย เช่น ถนนเดิมที เคยใช ้เดินทางอาจถูกนํ าท่วมหรือเกิดอุบัตเหตุทําให ้ไม่สามารถ ิ ใช ้เส ้นทางนีได ้ ก็จําเป็ นจะต ้องหาเส ้นทางอืนทีสามารถเดินทาง ไปยังจุดหมายได ้เหมือนเดิม ้ วิธการค้นหาเสนทางเดินข้อมูล (ต่อ) ี ้ การค้นหาเสนทางแบบสถิต (Static Routing) ้ จะทําการค ้นหาเสนทางส่งข ้อมูลไปยัง เป้ าหมายและบันทึกไว ้ เป็ นการถาวร การส่งข ้อมูลไปยังเป้ าหมายเดิมก็จะใช ้ข ้อมูลนี เหมือนกันทุกครัง แต่ถ ้าเส ้นทางทีเคยใช ้ถูกปิ ดกันก็จะไม่ สามารถส่งข ้อมูลไปยังเป้ าหมายได ้เลย วิธนทําให ้การคนหา ี ี ้ เส ้นทางง่ายไม่ซบซ ้อน แต่ก็ไม่มความคล่องตัว คือจะทํางาน ั ี นัทธีวรรณ เหมือนรถโดยสารประจําทางทีจะต ้องใช ้ เส ้นทางเดิมเสมอ แม ้ว่าการจราจรในเส ้นทางนันจะหนาแน่นหรือติดขัดมากก็ตาม หนทางแก ้ปั ญหาทางหนึงคือ การจัดทําตารางเส ้นทางข ้อมูล เรียกว่า Dynamic Routing Table ทีมีการตรวจสอบสภาพความ เป็ นจริงทีเกิดขึนในขณะนันอยู่เสมอ 14
  • 15.
    21-Aug-12 ี ้ ้ วิธการคนหาเสนทางเดินแบบพลวัต • วิธค ้นหาเส ้นทางแบบพลวัต (Adaptive or ี การค ้นหาเส ้นทางเดินข ้อมูลบน Dynamic Routing) หมายถึง การส่งข ้อมูลทีไม่ ระบบเครือข่าย จําเป็ นต ้องส่งไปยังเส ้นทางเดิมเสมอ หรือ มี เส ้นทางเผือเลือกในการส่งข ้อมูล ในปั จจุ บั น ระบบเครือ ข่ า ยเกือ บทั งหมด เ ลื อ ก ใ ช ้ว ิ ธ ี ค ้น ห า เ ส ้น ท า ง แ บ บ พ ล ว ั ต (Adaptive or Dynamic Routing) ซึงจะเลือก เลื • วิธนีจะค ้นหาเส ้นทางไปยั งเป้ าหมายทุกครั งที ี ้ เส น ทางเมือมีผู ้ต อ งการส่ง ข้อ มู ล เกิด ขึน ้ ต ้องการส่งข ้อมูล ดังนั นจึง ไม่ ม ีปัญหาใด ๆ ถ ้า ก่อ นเท่ า น น จึง สามารถกํ า หนดเงือนไขที ั เส ้นทางทีเคยใช ้ถูกปิ ดกันระบบทีใช ้วิธการนีจะ ี ต ้องการให ้สอดคล ้องกับผู ้ใช ้ในขณะนันได ้ ้ ทํ า ก า ร ค น ห า เ ส น ท า ง อื น ท ด แท น ใ น ทั น ที ้ ้ อย่ า งไร ก็ ต า ม วิธ ี ก า ร นี ซั บ ซ อ นม า กจ ะต อ ง ้ เช่น ต ้องการใช ้เส ้นทางทีสันทีสุด เสีย เสียเวลาในการค ้นหาข ้อมูลทุกครังทีจะส่งข ้อมูล ค่าใช ้จ่ายน ้อยทีสุด หรือเส ้นทางทีเร็วทีสุด การค ้นหาการทางเดิน ข ้อมูลอาจเปรียบเหมือน ข้อดี วิธีการพลวัต คือ นําข้อมูลทีเกิดขึนในขณะนันมาใช้ซึงเป็ น ข้ ลักษณะของระบบเครื อข่ายทัวไป คือมีการเปลียนแปลงเกิดขึน การใช ้ถนน ตลอดเวลา  ดังนันจึงสามารถหลีกเลียงเส้ นทางทีใช้ การไม่ ได้ และสามารถค้นหา เส้ นทางทีดีทสุดได้ เสมอ ี  ข้ อเสีย คือ จะต้ องเสียเวลาในการค้ นหาเส้ นทางก่ อนการส่ งข้อมูลทุก ครังแม้ ว่าจะส่ งข้อมูลไปยังโหนดเดิม งแม้ 15
  • 16.
    21-Aug-12 จบการนําเสนอ นวพร • การค ้นหาเส ้นทางการกระจายข่าว (Broadcast Routing) ใช ้วิธส่งข่าวไปยังโหนดทุกโหนดในระบบ ส่ ี เครือข่าย • ตัวอย่างเช่น โพรโทคอล CSMA/CD ทีใช ้ในระบบ เครือข่ายเฉพาะบริเวณ ้ การค้นหาเสนทางการกระจายข่าว • ข ้อมูลจะถูกส่งออกไปในสายสือสารทีเชือมต่อโหนด (Broadcast Routing) ทังหมดเข ้าด ้วยกัน ดังนันทุกโหนดจึงได ้รับข ้อมูลชุดนี เหมือนกัน แต่จะมีโหนดทีเป็ นผู ้รับทีแท ้จริงเท่านันทีจะ นํ าข ้อมูลนีไปใช ้ • วิธการส่งข่าวแบบกระจายอีกแบบหนึงเรียกว่า วิธฟ ี ี ลัดดิง (Flooding) ข ้อมูลจะถูกส่งไปยังโหนดข ้างเคียง ทุกโหนดพร ้อมกัน นนธิยา แสดงการส่ งข้ อมูลกระจายข่ าวแบบฟลัดดิง 16
  • 17.
    21-Aug-12 ระบบเครือข่ายสาธารณะ เครือข่ายสาธารณะ (Public Network) • เครือข่ายสาธารณะ (PDNs) หรือทีบางครัง เรียกว่า เครือข่ายมูลค่าเพิม (Value Assed) เป็ นระบบเครือข่ายระยะไกล (WAN) ซึงองค์กร ทีได ้รับสัมปทานทําการจัดตังขึน เพือให ้บุคคล ทัวไปหรือองค์กรอืน ๆ ทีไม่ต ้องการวาง เครือข่ายเองสามารถแบ่งกันเช่าใช ้งานได ้ โดย การจัดตังอาจทําการวางโครงข่ายช่องทางการ สือสารเอง หรือเช่าใช ้ช่องทางการสือสาร สาธารณะก็ได ้ • ระบบเครือข่ายสาธารณะ จะนิยมใช ้ในการ • ระบบเครือข่ายสาธารณะ เป็ นระบบทีอยู่ในความ เชือมต่อระบบเครือข่ายแบบ WAN กันมาก ดูแลของผู ้ให ้บริการสาธารณะ (Common เนืองจากมีคาใช ้จ่ายตํากว่าการจัดตังเครือข่าย ่ Carrier ) และประชาชนทัวไปสามารถเข ้าใช ้ ส่วนตัว สามารถใช ้งานได ้ทันทีโดยไม่ต ้อง บริการได ้ เช่น ระบบเครือข่ายโทรศัพท์มองค์กรี เสียเวลาในการจัดตังเครือข่ายใหม่ รวมทังมี การโทรศัพท์เป็ นผู ้ดูแล หรือผู ้ให ้บริการไอเอสพี บริการให ้เลือกอย่างหลาย ๆ ซึงแตกต่างกันไป (Internet Service Provider ; ISP) ทังในส่วนของราคา ความเร็ว ขอบเขตพืนที บริการ และความเหมาะสมกับงานแบบต่าง ๆ ระบบเครือข่ายสาธารณะ • เครือข่ายสาธารณะ (Public Network) 1. ข้อดี คือมีขอบเขตทีกว ้างขวาง ซึงสร ้างระบบ เครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (Public Switched เครือข่ายส่วนตัวอาจไม่สามารถทําได ้ หรือต ้อง Telephone Network , PSTN) เป็ นเครือข่าย ใช ้เงินลงทุนสูงมาก เช่น การวางเครือข่าย การสือสารข ้อมูลสาธารณะแบบง่ายและสะดวก สือสารไปยังต่างประเทศสามารถใช ้บริการสาย ทีสุดการรับส่งข่าวสารข ้อมูลจะผ่านทาง เครือข่ายโทรศัพท์ สาธารณะของ สือสารเช่าจากองค์กรโทรศัพท์ได ้ในราคาทีถูก องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (หรือ กว่าการวางสายสือสารเอง นอกจากนีระบบ เครือข่ายการโทรศัพท์สาธารณะในท ้องถิน เครือข่ายสาธารณะยังใช ้สายสือสารได ้คุ ้มค่า นันๆ) โดยจะให ้บริการใน มากกว่าสายสือสารส่วนบุคคลมาก ท ้องถินทางไกล 17
  • 18.
    21-Aug-12 ระบบเครือข่าย วีพเอ็ น ี Virtual Private Network (VPN) ธารกมล Virtual Private Network (VPN) Virtual Private Network (VPN) (ต่อ) เป็ นระบบเครื อข่ า ยที เป็ นระบบเครือข่ า ย ร ว ม ข ้ อ ดี ข อ ง ร ะ บ บ เฉพาะกลุ ่มทีสามารถ เครือข่ายเฉพาะกลุมและ ่ ให ้บรการแก่สมาชิกใน ิ ระบบเครือข่ายสาธารณะ ก ลุ ่ ม ผ่ า น ร ะ บ บ หมายถึง ระบบเครือข่ายส่วนบุคคลทีสร ้างโดยใช ้ เข ้าด ้วยกัน เครือข่ายสาธารณะ เครือข่ายสาธารณะ เป็ นการขยายเครือข่ายส่วน บุคคลโดยใช ้ประโยชน์จากเครือข่ายสาธารณะ จําเปนต้องใช้อุปกรณ์ ็ โดยยั ง คงมี ค ุ ณ สมบั ต ิ และซอฟต์แ วร์พ ิเ ศษ อย่างเช่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มุมมองของผู ้ใช ้ “ความเปนส่วนต ัว” อยู ่ ็ อย่างครบถวน้ สํ า หร บ การตรวจสอบ ั แล ้วจะเป็ นการเชือมต่อระหว่างจุดต่อจุดระหว่าง การใช้งานของผูใช้้ เครืองคอมพิวเตอร์ผ ู ้ใช ้ กับเซอร์ฟเวอร์ภายใน องค์กร โดยทีการเชือมต่อนันจะมีความปลอดภัย ในกรณีทแพ็กเกตข ้อมูลถูกนํ าไปใช ้งานโดยผู ้ทีใช ้ไม่ ได ้ ี เนืองจากมีการเข ้ารหัสข ้อมูล เป็ นสมาช ิกกลุม VPN เดียวกัน ข ้อมู ล ในแพ็กเกตนั นก็จะไม่ ่ สามารถใช ้งานได ้ เพราะจะต ้องใช ้ซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์ พิเศษจึงจะสามารถอ่านข ้อมูลทีอยูในแพ็กเกตนั นได ้ ่ Virtual Private Network (VPN) (ต่อ) Virtual Private Network (VPN) (ต่อ) • เครือข่าย VPN ก็คอ การสร ้างการเชือมต่อแบบเสมือน โดย ื ใช ้เส ้นทางผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ ตในรูปแบบของ เครือข่ายส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น การทีบริษัทแห่งหนึง หรือ คือ การสร ้างเครือข่ายส่วนตัวโดยอาศัยโครงสร ้าง แม ้กระทังบ ้านของผู ้ใช ้งานเองจะสามารถเซตอัพ VPN เพือ พืนฐานของเครือข่ายสาธารณะ เพือเชือมต่อการ ถ่ายโอนข ้อมูลผ่านการเชือมต่อลักษณะนีไปยัง ทํางานระหว่างผู ้ใช ้ หรือกลุมผู ้ใช ้ทีอยูไกลออกไปเข ้า ่ ่ คอมพิวเตอร์ทอยู่ในสถานทีห่างไกลออกไป หรือเฉพาะ ี ด ้วยกัน สําหรับเครือข่ายสาธารณะทีพูดถึงในทีนี ก็คอ ื บุคคล (ผู ้ใช ้คนหนึง) ทีคุณต ้องการ (ราวกับว่า คุณสามารถ เปลียนเครือข่ายสาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ ต มาใช ้ทําหน ้าที อินเทอร์เน็ต นันเอง เป็ นเครือข่ายส่วนตัวของคุณไดนันเอง) สามารถใช ้ ้ เครือข่ายสาธารณะอย่างอินเทอร์เน็ ตในการเชือมต่อเข ้าไป ยังคอมพิวเตอร์สวนบุคคลของผู ้ใช ้งาน (หรือเซิรฟเวอร์ของ ่ ์ ทางบริษัท) เพือทํางานต่างๆ ได ้นันเอง 18
  • 19.
    21-Aug-12 บทที 6 ระบบเครือข่าย ชรินรัตน์ • ระ บ บ เ ค รื อ ข่ า ย พี ด ี เ อ็ น ( Packet Distribution Network ; PDN ) ระบบเครือข่ายพีดเอ็ น ี • เป็ นระบบเครือข่ายทีใช ้เทคโนโลยีในการส่งข้อ มูล แบบแพ็กเกตสวิทชิงร่วมก ับโพรโทคอล x.25 ใน การส่งข ้อมูลในระบบเครือข่ายสาธารณะหรือเครือข่าย (Packet Distribution Network ; PDN) เฉพาะกลุม ่ • ระบบเครือ ข่า ยพีด ีเ อ็ น PDN ให ้บริก ารทีดีก ว่า ระบบเครือข่ายทั วไป โดยมีก ารเพิมความสามารถ พิเศษ เช่น ให้บ ริการเส้นทางสือสารความเร็ วสูง ระหว่างโหนด • ระบบเครือข่ายพีดเอ็นระบบแรก คือ ARPANET ี • ถูกพัฒนาโดย กระทรวงกลาโหมประเทศ สหรัฐอเมริกา จบการนําเสนอ • เพือใช ้สําหร ับการค้นคว้าวิจ ัยโครงการต่างๆ • โดย ARPANET ถูกยกเลิกโดยนํ าระบบใหม่ ชือ NSFNET มาใช ้แทน • ต่อมาได ้มีการพัฒนาให ้เป็ นระบบเครือข่ายทีใหญ่ ทีสุดในโลก นันคือ ระบบอนเทอร์เน็ต ิ 19
  • 20.
    21-Aug-12 ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ Local Area Network : LAN กิตติยา เป็ นการเชือมโยงเครือข่าย คอมพิวเตอร์ถงกันทังหมดโดยอาศัย ึ สือกลาง เครือข่ายแบบพึงเครืองบร ิการ (Server - based การเชือมต่อเครือข่าย networking) • การเชือมต่อคอมพิวเตอร์เ ข ้าด ้วยกั นเป็ นเครือ ข่ายเฉพาะ • เป็ นการเชือมต่อโดยมีเครืองบริการอยูศนย์กลาง ทําหน ้าทีในการให ้บริการ ่ ู บริเวณแลนนัน ต่าง ๆ ทีเครืองผู ้ใช ้หรือสถานีงาน (Workstation) ร ้องขอ รวมทังเป็ น • จุดประสงค์หลักอย่างหนึงก็ คอการแบ่งกันใช ้ทรัพยากรทีมี ื ผู ้จัดการดูแลการจราจรในระบบเครือข่ายทังหมด นันคือการติดต่อกันระหว่าง อยู่ โดยทรั พยากรเหล่านันอาจเป็ นหน่วยประมวลผลกลาง เครืองต่าง ๆ จะต ้องผ่านเครืองเซิรฟเวอร์ เครืองผู ้ใช ้จะทําการประมวลผลใน ์ CPU ความเร็ ว สูง ฮาร์ดดิสก์ เครืองพิมพ์ หรือแม ้แต่อุปกรณ์ งานของตนเท่านั น ไม่ม ีหน ้าทีในการให ้บริการกับเครืองอืน ๆ ในระบบเครือง ผู ้บริการในระบบเครือข่ายชนิดนีอาจมีได ้ 2 รูปแบบคือ สือสารต่าง ๆ ซึงอุปกรณ์เหล่านีจะเชือมอยู่กับคอมพิวเตอร์ เครืองใดเครืองหนึง – เครืองบรการแบบอุท ิศ (Dedicated Server) หมายถึงเครืองบริการ ิ ทําหน ้าทีบริการอย่างเดียวเท่านัน ไม่สามารถนํ าไปใช ้ในงานทัว ๆไปได ้ • วิธการเชือมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพือจัดสรรการใช ้งาน ี ข ้อดีคอทําให ้ระบบมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพสูง ข ้อเสียคือไม่ ื ทรัพยากรในระบบเครือข่ายสามารถจํ าแนกได ้เป็ น 2 สามารถใช ้งานเครืองทีมีราคาสูงได ้ รูปแบบคือ – เครืองบรการแบบไม่อุทศ (Non - Dedicated Server) หมายถึง ิ ิ เครืองบริการยังสามารถใช ้งานได ้ตามปกติเหมือนเครืองลูกข่าย ซึงมี – เครือข่ายแบบพึงเครืองบริการ (Server - based ข ้อเสียทีสําคัญคือมีประสิทธิภาพของเครือข่ายจะลดลง ทําให ้วิธีนีไม่เ ป็ น networking) ทีนิยมในการใช ้งาน – เครือข่ายแบบเท่าเทียม (Peer - to Peer networking) ส่วนประกอบพืนฐานของระบบ LAN เครือข่ายแบบเท่าเทียม (Peer - to Peer networking) • Network Operating System (NOS) • เป็ นการเชือมต่อทีเครืองทุกเครืองในระบบเครือข่ายมีสถานะเท่า ระบบปฏิบัตการเครือข่าย (Network Operating System) ิ เทียมกันหมด โดยเครืองทุกเครืองสามารถเป็ นได ้ทังเครืองผู ้ใช ้ มีหน ้าทีในการควบคุมการทํางานของเครือข่าย และเครืองบริการในขณะใดขณะหนึง นันคือเครืองทุกเครือง • เครืองบริการและสถานีงาน (Server and Workstation) เปรียบเสมือนกับเป็ นเครืองบริการแบบไม่อทศ (Non - ุ ิ ก็คอเครืองคอมพิวเตอร์ทประกอบกันเป็ นเครือข่ายนันเอง ื ี Dedicated Server) โดยเครืองบริการจะเป็ นเครืองหลักทีมีหน ้าทีให ้บริการต่าง ๆ แก่ • ในระบบเครือข่ายประเภทนีการติดต่อระหว่างแต่ละเครืองจะ สถานีงานหรือโหนด ซึงบริการหลัก ๆ ก็คอบริการแฟ้ มข ้อมูล ื สามารถติดต่อกันได ้โดยตรง บริการเครืองพิมพ์ บริการแฟกซ์ บริการฐานข ้อมูล เป็ นตน ส่วน ้ • มีข ้อเสียคือประสิทธิภาพในการรับส่งข ้อมูลด ้อยกว่าแบบแรก ทํา นันก็คอเครืองคอมพิวเตอร์ทผู ้ใช ้ใช ้ในการติดต่อเข ้าเครือข่าย ื ี ให ้ไม่เหมาะกับระบบทีมีการใช ้งานการรับส่งข ้อมูลผ่านเครือข่าย นันเอง มาก ๆ 20
  • 21.
    21-Aug-12 ส่วนประกอบพืนฐานของระบบ LAN (ต่อ) ส่วนประกอบพืนฐานของระบบ LAN(ต่อ) • ระบบการเดินสาย (Cabling System) • แผงวงจรเชือมต่อเครือข่าย (Netwoirk ระบบการเดินสายจะเป็ นสือทีเชือมคอมพิวเตอร์ทอยู่ใน ี Interface Card - NIC) เครือข่ายเข ้าด ้วยกัน ซึงอาจจะประกอบดวยสายต่าง ๆ คือ ้ จะเป็ นอุปกรณ์ทเป็ นแผงวงจรสําหรับเสียบเข ้าช่องต่อขยาย ี UTP/STP , Coaxial , Fiber Optic หรือแม ้แต่การเชือมกันแบบ (expansion bus) ของเครืองคอมพิวเตอร์ เพือให ้สามารถต่อ ไร ้สาย เช่น Infared หรือสัญญาณวิทยุก็ได ้ สายของเครือข่ายเข ้ามาและทําการติดต่อส่งข ้อมูลกับเครือข่าย • ทร ัพยากรและอุปกรณ์ทใช้งานร่วมก ัน (Shared ี ได ้ Resources and Peripherals) จะรวมถึงอุปกรณ์หน่วยความจําถาวร เช่น อาร์ดดิสก์ หรือ เทปทีต่ออยู่กบเครืองเซิรฟเวอร์ตลอดจนเครืองพิมพ์หรือ ั ์ อุปกรณ์อน ๆ ซึงผู ้ใชในเครือข่ายทีได ้รับอนุญาตสามารถใช ้งาน ื ้ ได ้ โครงสร้างแบบดาว (Star Topology) โครงสร้างของระบบเครือข่าย (Network Topology) เป็ นโครงสร ้างทีเชือมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข ้ากับคอมพิวเตอร์ ศูนย์กลาง การรับส่งข ้อมูลทังหมดจะต ้องผ่านคอมพิวเตอร์ศนย์กลางเสมอ มี ู แบบ LAN ข ้อดีคอการเชือมต่อคอมพิวเตอร์เครืองใหม่สามารถทําได ้ง่ายและไม่ ื กระทบกระเทือนกับเครืองอืนในระบบเลย แต่ข ้อเสียคือมีคาใช ้จ่ายเกียวกับ ่ สายสูงและถ ้าคอมพิวเตอร์ศนย์กลางเสียระบบเครือข่ายจะหยุดชะงักทังหมด ู • ในการเชือมต่อคอมพิวเตอร์เข ้าเป็ นระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ (LAN) ทันที สามารถออกแบบการเชือมต่อกันของเครืองในเครือข่าย ให ้มีโครงสร ้างใน ระดับกายภาพได ้ในหลายรูปแบบ ซึงแต่ละรูปแบบจะมีข ้อดีและข ้อเสีย แตกต่างกันไป ดังนี • โครงสร้างแบบบ ัส (Bus Topology) เป็ นโครงสร ้างทีเชือมคอมพิวเตอร์แต่ละตัวด ้วยสายเคเบิลทีใช ้ร่วมกัน • โครงสร้างแบบแหวน (Ring Topology) ซึงสายเคเบิลหรือบัสนีเปรียบเสมือนกันถนนทีข ้อมูลจะส่งผ่านไปมาระหว่าง เป็ นโครงสร ้างทีเชือมคอมพิวเตอร์ทังหมดเข ้าเป็ นวงแหวน ข ้อมูลจะถูก แต่ละเครืองได ้ตลอดเวลา โดยไม่ต ้องผ่านไปทีศูนย์กลางก่อน โครงสร ้าง ส่งต่อ ๆ กันไปในวงแหวนจนกว่าจะถึงเครืองผู ้รับทีถูกต ้อง ข ้อดีของ แบบนีมีข ้อดีทใช ้สายน ้อย และถ ้ามีเครืองเสียก็ไม่มีผลอะไรต่อระบบโดยรวม ี โครงสร ้างแบบนีคือ ใช ้สายเคเบิลน ้อย และสามารถตัดเครืองทีเสียออกจาก ส่วนข ้อเสียก็คอตรวจหาจุดทีเป็ นปัญหาได ้ยาก ื ระบบได ้ ทําให ้ไม่มีผลต่อระบบเครือข่าย ข ้อเสียคือหากมีเครืองทีมีปัญหาอยู่ ในระบบจะทําให ้เครือข่ายไม่สามารถทํางานได ้เลย และการเชือมต่อเครือง ่ เข ้าสูเครือข่ายอาจต ้องหยุดระบบทังหมดลงก่อน ี ข ้อดี-ข ้อเสย • ข้อดีของระบบ LAN – เนืองจากผู ้ใช ้คอมพิวเตอร์ในวง LAN เดียวกันสามารถ ใช ้ทรัพยากรทีมีในวง LAN ร่วมกันได ้ ทํ าให ้ประหยั ด ค่าใช ้จ่ายในการจัดซือสําหรับอุปกรณ์ทสามารถใช ้งาน ี ร่วมกันได ้ เช่น เครืองพิมพ์ หรือสแกนเนอร์ เป็ นต ้น กรรณิการ์ – การขนย ้ายข ้อมู ลระหว่างเครืองต่อเครืองในระบบ ทํ าได ้ รวดเร็ วกว่าการขนย ้ายข ้อมูลด ้วยแผ่นดิสเก็ ต เพชรปั ญญา – เป็ นระบบพืนฐานในการเชือมต่อเข ้ากับอินเทอร์เน็ ต • ข้อเสียของระบบ LAN – ถ ้าสายขาดจะไม่สามารถโอนถ่ายข ้อมูลได ้ 21
  • 22.
    21-Aug-12 ระบบเครือข่ายแบบ WAN เป็ นเครือข่ายวงกว ้าง โดยทัวไป WAN เป็ นการ เชือมต่อเครือข่ายขนาดเล็กหรือ LANs ตังแต่ส อง ้ เครือข่ายย่อยหรือมากกว่าเข ้าด ้วยกัน โดยใชสายส่ง ระบบเครือข่ายวงกว ้าง ข ้อมูลความเร็ ว สูง ครอบคลุมพืนทีวงกว ้าง (พืนที กว า ง ใ หญ่ กว่ า MAN) ห รื อ เ ป็ น กา ร เ ชื อม ต่ อ ้ (Wide Area Network : WAN) คอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายครอบคลุมพืนทีหลายๆ จังหวัดภายในประเทศหรือระหว่างประเทศก็ได ้ เช่น บริษั ททีมีส าขาตั งอยู่ ตามจั งหวัด ต่างๆ หรืออาจมี สาขาทีต่างประเทศด ้วย สามารถเชือมต่อเครือข่าย ของทุกสาขาเข ้าด ้วยกันผ่านเครือข่าย WAN เพือให ้ สามารถส่งข ้อมูลและสือสารกันได ้ Wan (Wide Area Network) ประเภทของเครือข่าย WAN • เครือข่าย WAN สามารถแบ่งเป็ นประเภทใหญ่ๆ คือ 1 . เครือข่ายส่วนตัว (private network) เป็ นการจัด ตังระบบ เครือข่ายซึงมีการใช ้งานเฉพาะองค์กร เช่น องค์กรทีมีส าขาอาจ ทําการสร ้างระบบเครือข่าย เพือเชือมต่อระหว่างสํานักงานใหญ่กบ ั สาขาทีมีอยู่ เป็ นต ้น การจั ด ตังระบบเครือข่ า ยส่ ว นตั ว มี จุ ด เด่ น ในเรืองของการ รักษาความลับของข ้อมูล สามารถควบคุมดูแลเครือข่ายและขยาย เครือข่ายไปยังจุดทีต ้องการ ส่ว นข ้อเสีย คือในกรณีทไม่ ไ ด ้มีการ ี ส่งข ้อมูลต่อเนืองตลอดเวลา จะเสียค่าใช ้จ่ายสูงมากเมือเทีย บกับ การส่ งข ้อมู ล ผ่ า นเครือ ข่า ยสาธารณะ และหากมี ก ารส่ง ข ้อมู ล ระหว่างสาขาต่า งๆ จะต ้องมีการจัด หาช่องทางสือสารเชือมโยง ระหว่ า งแต่ ละสาขาด ้วย ซึงอาจจะไม่ ส ามารถจั ด ช่ องทางการ สือสารไปยังพืนทีทีต ้องการได ้ ่ เทคโนโลยีแวน มีสวนประกอบทีสําคัญ ประเภทของเครือข่าย WAN (ต่อ) ดังนี 2. เค รื อ ข่ า ย สาธา รณะ ( PDN: public data 1.ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility) network) หรือ บางครั งเรีย กว่ า เครือ ข่า ยมู ล ค่ า เพิม (VAN: Value Added Network) เป็ นเครือ ข่าย WAN ที 2.อุปกรณ์เครือข่าย เช่น Switch, Router, จะมีองค์กรหนึง (third party) เป็ นผู ้ทําหน ้าทีในการเดิน ระบบเครือ ข่า ย และให ้เช่า ช่อ งทางการสือสารให ้กั บ CSU/DSU (Channel Dervice Unit/Data บริษัทต่างๆ ทีต ้องการสร ้างระบบเครือ ข่าย ซึงบริษัทจะ Service Unit) ้ ลดค่าใชจ่ายของตนลงได ้ เนืองจากมีบุคคลอืนมาช่วยแบ่งปั นค่ าใช ้จ่ายไป ซึง 3.ระบบจัดการทีอยู่ (Internet work Addressing) จะนิยมใชกันมาก เนืองจากมีค่ าใช ้จ่ายตํ ากว่าการจัด ตั ง ้ 4.โพรโทคอลจัดเส ้นทาง (Routing Protocol) เครือ ข่ายส่ว นตั ว สามารถใช ้งานได ้ทั น ทีโ ดยไม่ ต ้อง เสียเวลาในการจั ด ตั งเครือ ข่ายใหม่ รวมทังมีบริก ารให ้ เลือกอย่าง หลากหลาย ซึงแตกต่างกันไปทังในส่วนของ ราคา ความเร็ว ขอบเขตพืนทีบริการ และความเหมาะสม กับงานแบบต่าง ๆ 22
  • 23.
    21-Aug-12 1.ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Facility) วงจร สวิตซ์ (Circuit Switching) นั นมีหน ้าทีในการสือสาร ่ ข ้อมูล มันจะสร ้างสถานีรับข ้อมูลและสถานีสงข ้อมูลก่อน 2.อุ ป กรณ์ เ ครื อ ข่า ย (Channel Dervice จากนั นมั นก็จะทํ าการส่ง ข ้อมูลออกไป พอมั นสร ้าง ทัง 2 สถานีเสร็จ มั นก็จะสามารถใช ้ส่ง หรือรับ ข ้อมูลได ้ Unit/Data Ser ce Unit) เป็ นอุปกรณ์ทใช ้ทํา ี แค่ 2 สถานีนีเท่านันเช่น ระบบโทรศัพท์ ปกติโ ทรศัพท์ หน ้าทีในการจั ดการเกียวกับการรั บส่งข ้อมู ลบน ทุ ก ห ม า ย เ ล ข จ ะ มี ส า ย สั ญ ญ า ณ เ ชื อ ม ม า ยั ง เครือข่า ย ใช ้สํา หรั บ ทวนสัญ ญาณ เพือให ้การ ชุม สายโทรศั พ ท์ส ่ว นกลางมีส วิต ซ์ตด ตั งอยู่ ระหว่า ง ิ ชุมสายโทรศัพท์นันมันจะมีการเชือมต่อกัน สามารถโทร รั บส่งข ้อมู ลทีอยู่ ห่างไกลกันมีประสิทธิภาพทีดี ไปเบอร์อ ืนๆได ้ เวลาทีเราใช ้โทรศั พ ท์ จะมีเ ส ้นทาง อุปกรณ์เ ครือข่ายก็เ ช่น Hub, switch , Router เส ้นทางสัญญาณจะถูกจองไว ้สํ าหรับ ใช ้ในการสนทนา CSU/DSU เป็ นต ้น--Tangmo1728 14:17, 23 แต่พอเวลาทีวางสายไปหรือเลิกใช ้โทรศัพท์ เส ้นทางนีก็ พฤศจิกายน 2007 (ICT) จะถูกยกเลิกไปด ้วย สัญญาณมั นก็จะรอให ้สายอืนมาใช ้ งานต่อไป ระบบส่งสัญญาณแบบวงจรสวิตซ์ทใช ้ ี ประเภทของการแปลงสัญญาณ (Modulation Type) 1) การแปลงความถีของคลืน (Freguency ในเครือข่าย Wan มีดังนี Modulation) สายคูเช่า (Leased Line) ่ 2) การแปลงกําลังของคลืน (Amplitude Modulation) - โมเด็มและระบบโทรศัพท์ (Modem and 3) การแปลงเฟสของคลืน (Phase Modulation) Telephone System) ความแตกต่างทีสํ า คัญของ Lan กับ Wan ก็คือ - ISDN (Integrated Services Digital Network) ระยะความห่า งระหว่า งคอมพิว เตอร์ใ นเครือ ข่า ยการส่ง - DSL (Digital Subscriber Line) ข ้อมูลไปบนสายโทรศัพท์ระยะทีมั นส่ง จะไกลกว่าการใช ้ UTP ทีใช ้ในระบบ Lan - เคเบิลโมเด็ม (Cable Modem) ปั จจุบั น โมเด็ม มีค วามเร็ วสูง สุดที 100.0-1,000.0 kbps ทีสามารถส่งได ้ แต่ตอนนีได ้มีการผลิตโมเด็มประเภท ใหม่ขนมาทีสามารถส่งข ้อมูลได ้ในระดับ Mbps เช่น ADSL ึ ยังคงใช ้สายโทรศัพท์เหมือนเดิม Internet , , , วนัส 23
  • 24.
    21-Aug-12 ประวัตอนเทอร์เน็ต ิ ิ อินเตอร์เน็ ต คือ ? - ปี 2512 กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ให ้ทุนมหาวิท ยาลั ย ศึก ษาวิธ ีก ารเชือมโยงคอมพิว เตอร์ เ ข ้าเป็ นเครื อ ข่ า ย อิน เตอร์ เ น็ ต (Internet) ย่ อ มาจากคํ า ว่า Inter เรี ย กว่า อาร์ ป าเน็ ต ARPAnet (ARPA : Advance Connection Network คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนา Research Project Agency) ใหญ่ ท ี เชื อมโยงเครื อ ข่ า ยคอมพิว เตอร์ ทั วโลกเข า ้ ด ้วยกัน โดยอาศัย เครือข่ายโทรคมนาคมเป็ นตัวเชือม -ปี 2524 มหาวิท ยาลั ย ทุก แห่ง ในสหรั ฐ เชือมโยงเข ้าสู่ เครือข่าย และเปลียนชือมาเป็ น อินเตอร์เน็ต เ ค รื อ ข่ า ย ภ า ย ใ ต ม า ต ร ฐ า น ก า ร เ ชื อ ม โ ย ง ด ว ย ้ ้ โปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control - ปี 2 5 3 5 เ น ค เ ท ค ไ ด เ ชื อม ต่ อ ค อม พิ ว เ ต อร์ กั บ ้ Protocol/Internet Protocol) เพือให ้คอมพิวเตอร์ท ุก มหาวิท ยาลัย เรีย กเครือข่ายนี ว่า ไทยสาร (ThaiSarn : เครืองในอินเตอร์เน็ตสามารถสือสารข ้อมูลซึงกันและกัน Thai Social Scientific Academic & Research Network) ได นั บว่า เป็ นเครื อ ข่า ยที กว ้างขวางที สุ ด ในปั จจุ บั น ้ เพือแลกเปลียนข ้อมูลข่าวสาร ความรู ้ตลอดจนข ้อคิดเห็น เนืองจากมีผ ู ้นิยมให ้จากทัวโลกทุกมุมโลก ของ นักวิจัย นั กวิช าการ โดยจุดแรกทีมีการเชือมโยงเข ้า กับอินเตอร์เน็ต การทํางานของอินเทอร์เน็ ต การทํางานของอินเทอร์เน็ ต(ต่อ) • การส่ง-รับสือข ้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ จากทีหนึงไป ยั ง อีก ทีหนึง โดยใช ้เทคโนโลยีเ ครือข่าย WAN เป็ นสือกลางทีเชือมต่อเครือข่ายขององค์กร และผู ้ ให ้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider - ISP) เข ้าด ้ว ยกั น แล ะยื น อยู่ บ นพื นฐา น โป ร โต ค อ ล TCP/IP(Transmission Control Protocol/Internet Protocol) ในการสือ-ส่งข ้อมูล ในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีมาตรฐานและกระบวนการ แปรรูปของสือ ในรูปลักษณะสัญญาณรหัส ไปตาม ชือเรี ย กต่า ง ๆ และมีห น่ ว ยค่ า การนั บ และวั ด ที ต่างกัน ในชือเรียกทีแตกต่างกัน ื อุปกรณ์ทจําเป็ นต่อการเชอมต่อ ี อินเทอร์เน็ ต บริการพืนฐาน บนอินเทอร์เน็ต 1. คอมพิวเตอร์ 1. E-mail 2. ช่องทางเชือมต่อ 2. World Wild Web (WWW) - MODEM 3. File Transfer Protocol (FTP) บริการดาวโหลดไฟล์ - ADSL 4. Telnet การใช ้คอมพิวเตอร์แบบรีโมต์ - LAN - อืน ๆ 5. Usenet บอร์ดข่าวสารระดับโลก 3. โปรแกรมรองรับการทํางาน 6. IRC คุย (Chat) - Web browser 7. อืนๆ Voice/Video Conference ,Search Engine - อืน ๆ ,Game, Multimedia , TV ,Radio , VDO 24
  • 25.
    21-Aug-12 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต ข้อเสี ยของอินเทอร์เน็ต ด้านการศึกษา 1. เป็ นทีเผยแพร่ สิงผิดกฎหมายต่างๆ เช่น Software • สามารถใช ้เป็ นแหล่งค ้นคว ้าหาข ้อมูล ไม่วาจะเป็ นข ้อมูลทาง ่ เถือน สือลามกอนาจาร อาวุธสงคราม และ อืนๆ อีก วิชาการ ข ้อมูลด ้านการบันเทิง ด ้านการแพทย์ และอืนๆ ที มากมาย น่าสนใจ 2. ไวรัสคอมพิวเตอร์ ด้านธุรกิจ 3. การใช ้ในทางทีผิดเช่น การโจรกรรมข ้อมูล การเข ้า • ค ้นหาข ้อมูลต่าง ๆ เพือช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ ทําลายข ้อมูล • สามารถซือขายสินค ้า ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ ต 4. ข ้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ อย่างพวกเรา ด้านการบ ันเทิง 5. อาจทําให ้นอนดึกและเสียสุขภาพ • การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค ้นหาวารสารต่า ง ๆ 6. เกิดการล่อลวง ให ้ข ้อมูลเท็จ ผ่ า นระบบเครือข่า ยอิน เทอร์เน็ ต ทีเรีย กว่า Magazine Online รวมทั งหนั งสือพิ ม พ์แ ละข่า วสารอืน ๆ โดยมี ภาพประกอบ ที 7. บางคนเล่นอินเทอร์เน็ตมากไม่ยอมออกกําลังกาย จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร ้านหนังสือทัวๆ ไป 8. อยูหน ้าจอนานๆ อาจทําให ้เสียสายตา ่ ระบบอินทราเน็ต พิชัย • อินทราเน็ต(Intranet) คือ ระบบเครือข่าย • โดยทัวไปอินทราเน็ตจะไม่เน ้นการเชือมต่อไปสู่ ภายในองค์ก ร เป็ นบริก าร และการเชือมต่ อ อินเตอร์เน็ตภายนอก เพือสืบ ค ้นหรือใช ้ประโยชน์จาก คอมพิวเตอร์เ หมือ นกั น กั บอิน เทอร์เ น็ ต แต่จ ะ ข ้อมูลภายนอก หากแต่มงหวังทีจะจัดเตรียมข ้อมูลและ ุ่ เปิ ดให ้ใช ้เฉพาะสมาชิกในองค์กรเท่านัน การนํ า ส า ร ส น เ ท ศ ภ า ย ใ น อ ง ค์ ก ร ด ้ว ย ก า ร จั ด เ ต รี ย ม ึ คอมพิวเตอร์ซงทําหน ้าทีเป็ นเครืองแม่ข่ายทีให ้บริการ ระบบอินเทอร์เ น็ ต และอินทราเน็ ตเชือมต่อเข ้า ข ้อมูลในรูปแบบเดีย วกับ ทีใช ้งานในอินเตอร์เน็ ต และ ด ้วยกันจะเรียกว่าการเชือมต่อระบบเครือข่าย ข ย า ย เ ค รื อข่ าย ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ไ ป ถึ ง บุ ค ล าก รทุ ก หน่วยงาน ให ้สามารถ เรียกค ้นข ้อมูลและสือสารถึง กัน ได ้ 25
  • 26.
    21-Aug-12 • ต ัวอย่างของระบบอินทราเน็ต • ดั ง นั น อิน ทราเน็ ต เป็ นการสร า งระบบ ้ • อินทราเน็ ตของธนาคารแต่ละแห่ง ทีมีก ารเชือมต่อ กันในทุกสาขา ข ้อมูลทุกอย่างจะใช ้ได ้เฉพาะบุ คลากรของ บริก ารข ้อมู ล ข่า วสาร ซึงเปิ ดบริก ารคล ้ายกั บ หน่วยงานเท่านัน อินเทอร์เน็ตเกือบทุกอย่ าง แต่ย อมให ้เข ้าถึงได ้ เ ฉพา ะคนในอ งค์ ก ร เ ท่ า นั น เ ป็ นกา ร จํ า กั ด • ระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยราชภั ฏ เชียงใหม่ ที ขอบเขตการใช ้งาน ดังนั นระบบอินเทอร์เ น็ ตใน ให ้บริการอินเทอร์เน็ ต แต่การใช ้อินเทอร์เน็ ตจะใช ้ได ้เฉพาะ องค์กร ก็คอ อินทราเน็ต ื นักศึกษาทีมี ID และ Password ชองมหาวิท ยาลัยเท่ า นัน จึงจะสามารถใช ้บริการได ้ การป้ องกันไม่ให ้ผู ้เกียวข ้องเข ้ามาใช ้งานในระบบ • ในการใช ้งานอินทราเน็ตจะต ้องใช ้โพรโท • ้ ้ การป้ องกัน ไม่ใ ห ้ผู ้เกียวข อ งเข ้ามาใช ง านใน คอล IP เหมื อ นกั บ อิน เทอร์ เ น็ ต สามารถมี ระบบ สามารถทํ าได ้โยการใช ้โปรแกรมประเภทไฟร์ เว็บไซต์และใช ้เว็บเบราว์เซอร์ได ้เช่นกัน รวมถึง วอลล์ (Firewall) เพือตรวจสอบคุณ สมบั ต ิข องผู ท ี ้ อีเ มล ถ า เราเชือมต่ อ อิน ทราเน็ ต ของเรากั บ ้ ต ้องการเข า สู่ ร ะบบอิน ทราเน็ ต ผู ้ที ไม่ ม ีส ิท ธิจะถู ก ้ อินเทอร์เน็ต เราก็สามารถใช ้ได ้ทัง อินเทอร์เ น็ ต ปฏิเสธการใช ้งาน คือไม่ส ามารถส่ง ข ้อมูลใดๆ เข ้ามา และ อินทราเน็ต ไปพร ้อม ๆ กันได ้ ภายในระบบเครือข่าย และไม่ส ามารถดึง ข ้อมูลภายใน ออกไปใช ้ประโยชน์ได ้ เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ เอนก (Centralized computer networks) 26
  • 27.
    21-Aug-12 เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computernetworks) เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks) เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์(Centralized computer ก่อนกลางทศวรรษที 1970 หลายองค์กรมุ่งเน ้นไปทีการใช ้ ่ ่ networks)หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบรวมเข ้าสูสวนกลาง คอมพิวเตอร์แบบรวมเขาสูสวนกลาง และเริมมีการประยุกต์ใช ้ ้ ่ ่ เป็ นการประมวลผลข ้อมูลจากทีต่างๆทีเครืองประมวลผลทีมี การโทรคมนาคม ในแขนงธุรกิจ เช่น ระบบการสํารองทีนัง ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวเท่านันเพือเป็ นประโยชน์ตอการ ่ สายการบิน โดยเครือข่ายภายในองค์กรจะมีลกษณะคือ ให ้ ั ประมวลผล สถานีงานสามารถเขาถึงเครืองคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แบบรวม ้ ไว ้ทีส่วนกลางได ้โดยเครือข่ายจะแบ่งเวลาให ้กับสถานีงานจาก พืนทีต่าง ๆ ในการใช ้เครืองประมวลผลดังกล่าว (Time- sharing networks) เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks) เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks) เป็ นระบบทีนํ าอุปกรณ์ประมวลผล ทังฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มา รวมไวในคอมพิวเตอร์เครืองเดียว ใช ้กับองค์กรขนาดใหญ่ซงใช ้ ้ ึ คอมพิวเตอร์ชนิดเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer)โดยมีผู ้ทําหน ้าทีควบคุมการประมวลผลเพียงผู ้เดียว ซึงเป็ นทียุ่งยากมาก ต่อมาจึงมีการพัฒนาการประมวลผล โดย แบ่งออกได ้เป็ น 2 วิธ ี เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks) เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computer networks) 1) การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing) เป็ นระบบที การประมวลผลจะทําเป็ นช่วงเวลา เช่น การทําบัญชีเงินเดือน ทํางานในลักษณะ เตรียมการประมวลผลในขันต่อไปโดยใช ้ พนักงานทุกสินเดือน ระบบคิดดอกเบียสะสม 3 เดือน 6 เดือน อุปกรณ์ประเภท Input/Output Unit ซึงอุปกรณ์เหล่านีไม่อยู่ หรือ 1 ปี ของธนาคาร การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละ ภายใต ้การควบคุมของ CPUเช่นเครืองบันทึกเทป (Key to ภาคเรียน จนถึงภาคเรียนสุดท ้ายจึงพิมพ์ใบรับรองเกรดเฉลีย tape) เครืองบันทึกจานแม่เหล็ก (Key to disk) บัตรเจาะรู ข ้อมูลการใช ้โทรศัพท์มอถือภายในช่วงรอบบัญชี (1 เดือน) จะ ื (Punched Card) เป็ นอุปกรณ์นําเข ้าและอุปกรณ์จดเก็บข ้อมูล มี ั ถูกเก็บสะสมจนสินสุดรอบบัญชี การประมวลผลแบบนีจะไม่ม ี ลักษณะการประมวลผลโดยมีการรวบรวมข ้อมูลไว ้ช่วงเวลาหนึง การโต ้ตอบระหว่างผู ้ใช ้กับเครืองคอมพิวเตอร์ จึงเรียกอีกอย่าง ก่อนทีจะนํ าข ้อมูลมาประมวลผลพร ้อมกัน หนึงว่าระบบออฟไลน์ (Off-line System) มีข ้อดี คือ ช่วย ประหยัดค่าใช ้จ่ายในการใช ้อุปกรณ์ ข ้อเสีย คือ ข ้อมูลจะไม่ ทันสมัย 27
  • 28.
    21-Aug-12 เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบรวมศูนย์ (Centralized computernetworks) 2) การประมวลผลแบบออนไลน์ (On-line Processing) เป็ นวิธท ี ี ผู ้ใช ้สามารถใช ้งาน พร ้อมกันไดหลายคน (Multi-user) จะ ้ ประมวลผลทันทีเมือรับข ้อมูลเข ้ามา โดยไม่ต ้องรอรวมข ้อมูล หรือสะสมข ้อมูลไว ้ก่อน โดยมีการเชือมต่อกับเครือง คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทอยู่ในสถานทีอืน มีความสามารถในการ ี ทํางานบางอย่างได ้ เช่น เครืองเอทีเอ็ม เครืองตัดยอดของ สินค ้าทุกครังเมือมีการสังซือ เป็ นต ้น ข ้อดี คือ ทําให ้ได ้ข ้อมูลที ณั ฐพงศ์ ทันสมัยเป็ นปั จจุบันตลอดเวลา ข ้อเสีย คือ หากมีข ้อมูลมาก การ ประมวลผลจะช ้าลง เนืองจากมีเพียงเครืองแม่ขายเท่านันทีทํา ่ การประมวลผล ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ต่อ นิยามของระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ป ร ะ ก อบ ด ว ย โฮ ส ต์ ค อม พิ ว เต อ ร์ จํ าน วน ห นึ ง ที มี ข ี ด ้ แต่จดเด่นของระบบนีคือการทีมีโฮสต์กระจายอยู่หลายแห่ง ุ ความสามารถในการประมวลผลด ้วยตัว เอง ซึงกระจายกัน อยู่ ใ น ซึงสามารถทําการประมวลผลได ้แม ้ว่าโฮสต์บางส่วน สถานทีต่างกัน ทําให ้โฮสต์แต่ละเครืองสามารถทําการประมวลผล อาจหยุดทํางาน ในขณะทีระบบแยกศูนย์เน ้นเฉพาะการแยกข ้อมูล ได ้โดยอิส ระจากโฮสต์เครืองอืน ไม่ ม ี ผู ้ใดให ้คํ า จํา กัด ความของ ออกจากศูนย์กลางโดยไม่ได ้กล่าวถึงเรืองโฮสต์ท ี ระ บบ การกระ จายศู น ย์ ไ ว อ ย่ า งเป็ นทางการ แม ว ่ า จะ มี ค วาม ้ ้ ทําการประมวลผล และการทํางานของระบบปฏิบัตการ เป็ นต ้น ิ คล ้ายคลึงกับนิยามของระบบแยกศูนย์ โฮสต์เครืองคอมพิวเตอร์แต่ละเครืองจะเชือมต่อ กันผ่านระบบเครือข่ายเพือให ้สามารถใช ้ข ้อมูลร่วมกัน ได ้ จํานวนโฮสต์ของผู ้ให ้บริการและความสามารถ ของการประมวลผลนันขึนอยูกบความต ้องการของผู ้ใช ้ ่ ั แต่ละกลุ่ม เป็ นหลัก การเชือมต่อแบบกระจายศูนย์ท ีมี เครืองเมนเฟรมอยู่ท ีจุดศูน ย์ก ลางเชือมต่อกับ เครือง มินคอมพิวเตอร์ทอยูไกลออกไป ิ ี ่ แสดงเครืองผู ้ให ้บริการทีเชือมต่อกับเครืองมินคอมพิวเตอร์ ิ 28
  • 29.
    21-Aug-12 ในระบบกระจาย (Distributed Systems)อาจประกอบด ้วย ส่วนประกอบหลายประเภท ประเภทแรกคือ ฮาร์ดแวร์ • ประเภทที2 คือระบบปฏิบัตการ ต ้องมีความสามารถในการบริหาร ิ และควบคุมการทํางานของฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่ายและ โปรแกรมประยุกต์ใช ้งานได ้อย่างมีประสิทธิภาพ • ส่วนประกอบ 3 คือโปรแกรมประยุกต์และข ้อมูล บนระบบนี โปรแกรมประยุกต์ต ้องติดตังไว ้ทีเครืองโฮสต์ของกลุมผู ้ใช ้ที ่ ต ้องการทีจะใช ้โปรแกรมนัน • ส่วนข ้อมูลทีจะใช ้อาจอยู่ทโฮสต์ใดของระบบกระจายศูนย์หรือ ี กระจายอยู่ทโฮสต์หลายเครืองของแต่ละระบบเครือข่ายก็ได ้ ี รูปแสดงระบบปฏิบ ัติการระบบกระจายศูนย์ 1. การควบคุมการทํางานบนระบบนีอาจทําได ้จากศูนย์กลาง หรือจากโฮสต์ตวใดตัวหนึงหรือหลายตัว ั 2. การควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized Control) เครือง เซิรฟเวอร์(Server) ทีทําหน ้าทีควบคุมระบบจะต ้องเก็บ ์ รักษาข ้อมูลเกียวกับทรัพยากรทีมีอยูในระบบทังหมด ่ 3. ระบบทีเป็ นแบบกระจายศูนย์อย่างแท ้จริงจะปล่อยให ้ โฮสต์แต่ละเครืองควบคุมการทํางานของอุปกรณ์ของตนเอง 4. ในขณะเดียวกันก็สามารถใช ้ทรัพยากร โปรแกรมประยุกต์ และข ้อมูลจากโฮสต์เครืองอืนทีมีอยูในระบบได ้ ่ รูปแสดงการควบคุมจากศูนย์กลางในระบบกระจายศูนย์ • ข ้อมูลในระบบกระจายศูนย์อาจรวมอยูทโฮสต์เครือง ่ ี หนึง หรือกระจายอยูทโฮสต์หลายเครืองได ้ ่ ี • ในกรณีทข ้อมูลกระจายกันอยูทโฮสต์หลายเครือง ี ่ ี ข ้อมูลเหล่านันมักจะถูกทําสําเนาเก็บไว ้ทีโฮสต์หลาย เครือง ชาติชาย • ด ้วยเหตุนีจึงจําเป็ นต ้องนํ าระบบจัดการฐานข ้อมูล (DatabaseManagement Systems) มาบริหารและ ควบคุมข ้อมูลแทนการทําสําเนาข ้อมูล 29
  • 30.
    21-Aug-12 คุณลักษณะของระบบกระจายศูนย์ คุณลักษณะของระบบกระจายศูนย์(ต่อ) • ระบบการทํางานแบบกระจายศูนย์ได ้รับการพัฒนาขึนมาให ้ • ตัววัดประสิทธิภาพทีใช ้คือ ระยะเวลาตอบสนอง(ResponseTime) สอดคล ้องกับคุณลักษณะของเครืองคอมพิวเตอร์ทางฝั งผู ้ใช ้ • ระบบไคลเอนท์/เซิรฟเวอร์(Client/Server System) ได ้แบ่ง งาน ์ • Modularity Design เป็ นระบบทีมีความพร ้อม ณ จุดใช ้งานจึง ประมวลผลให ้แก่เครืองคอมพิวเตอร์หลายเครือง ต ้องการทรัพยากรต่างๆ น ้อยกว่าระบบเดิมและยังทําให ้การบํ ารุงรักษา ระบบทําได ้ง่ายขึนด ้วย • เครืองพีซของผู ้ใช ้ทําหน ้าทีเป็ นเครืองผู ้ใชบริการหรือไคลเอนท์ ี ้ (Client) ซึงจะทําการประมวลผลบางส่วน • นอกจากนีถ ้าเครืองคอมพิวเตอร์ของผู ้ใช ้ไม่สามารถทํางานได ้ ความเสียหายก็จะเกิดขึนเฉพาะทีสถานีนน ั • ในขณะทีงานส่วนทีเหลือจะถูกประมวลผลทีเครืองเซิรฟเวอร์หรือ ์ เครืองผู ้ให ้บริการ (Server) ้ • การแยกการประมวลผลไปไว ้ทีผู ้ใชยังช่วยเพิมประสิทธิภาพ ของระบบให ้สูงขึนกว่าเดิม ประเภทของระบบกระจายศูนย์ ระบบกระจายศูนย์ตามตําแหน่งผู ้ใช ้ ระบบกระจายศูนย์ตามตําแหน่งผูใช้ (Distribution by Location) ้ การแยกประเภทของระบบกระจายศูนย์สามารถพิจารณา 4 วิธดงนี ี ั • ประกอบด ้วยเซิรฟเวอร์และผู ้ใช ้จํานวนหนึงซึงอยู่คนละสถานที ์ เช่น ต่างเมือง ต่างอาคาร ต่างห ้องทํางาน หรืออยู่ในห ้องทํางาน 1.ระบบกระจายศูนย์ตามตําแหน่งผู ้ใช ้ เดียวกันแต่เป็ นคอมพิวเตอร์คนละเครือง ทีทํางานเป็ นอิสระจากกัน และกัน โดยมีการเชือมต่อถึงกันด ้วยระบบเครือข่ายสือสาร 2.ระบบกระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํางาน • ปั ญหาทีอาจเกิดขึนสําหรับระบบในลักษณะนีคือการควบคุมจาก 3.ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการควบคุม ี ศูนย์กลาง เช่น การควบคุมนโยบายและขันตอนการทํางานจาก สํานักงานใหญ่ 4.ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล ี ระบบกระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํ างาน ้ • บริการทังหมดทีมีให ้แก่ผู ้ใชในระบบกระจายศูนย์นันอาจถูกแยก ติดตังไว ้ยังสถานทีต่างกันได ้ • ระบบทีมีการวางโปรแกรมตามลักษณะการใช ้งานเรียกว่า ระบบ กระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํางาน (Distributed by Functions) • ระบบกระจายศูนย์ตามหน ้าทีการทํางานยังอาจหมายถึงการแบ่งแยก โปรแกรมตามโครงสรางขององค์กร ้ • ปั ญหาทีอาจเกิดขึนในระบบนีคือ แม ้ว่าตัวโปรแกรมอาจแยกเก็บตาม สถานทีทีจะใช ้งานนันแต่ก็คงต ้องใช ้ข ้อมูลร่วมกัน การเข ้าไปใช ้ข ้อมูล ของแผนกอืนอาจทําให ้เกิดปั ญหาในเรืองของการรักษาความปลอดภัย 30
  • 31.
    21-Aug-12 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการควบคุม ี ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล ี (Distribution by Processing) • ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการควบคุม (Distribution by Control) ี เน ้นทีการบริหาร (Management) เป็ นหลัก • ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกําหนดลักษณะจากวิธการโครงสร ้าง ี ของคอมพิวเตอร์ภายในระบบ • ในระบบกระจายศูนย์ ผู ้บริหารอาจนังทํางานอยู่ทสถานทีใดก็ได ้ ี รวมทังทีศูนย์กลาง • ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล (Distribution by ี Processing) เนืองจากเครืองคอมพิวเตอร์ทกเครืองอาจมีขด ุ ี ความสามารถในการประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครืองอาจมี ความสามารถสูงกว่าเครืองอืน การสร้างระบบกระจายศูนย์ ชวลิต นายชวลิต คํามูล 52122309 ข้อพิจารณาทีสําค ัญของการสร้างระบบกระจายศูนย์ การจัดการแฟ้ มข ้อมูล - ข ้อพิจารณาทีสําคัญของการสร ้างระบบกระจายศูนย์ คือ การ จัดการโครงสร ้าง การกระจาย และการใช ้งานข ้อมูล - แฟ้ มข ้อมูลมีหลายประเภทอาจถูกแยกเก็บ ไว ้ในเครืองคอมพิวเตอร์ หลายแห่งในระบบ กระจายศูนย์ - ผู ้ออกแบบจะต ้องตัดสินใจเลือกสถานทีสําหรับจะติดตังข ้อมูล รวบรวมทังกําหนดตัวบุคคลหรือกลุมคนทีจะเข ้ามาใช ้งานข ้อมูล ่ นั นๆ - ซอฟต์แวร์ททําหน ้าทีจัดการเกียวกับการบริหาร ี เกี -การใช ้ระบบจัดการฐานข ้อมูลแบบรวมศูนย์ แฟ้ มข ้อมูลเรียกว่า ดีเอฟเอส (Distributed File (Centralized Databases) คือการเก็บข ้อมูลทังหมดไว ้ที Systems; DFS ซึงจะต ้องสามารถทํางานบนความ DFS) ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว จะช่วยขจัดปัญหาข ้อมูลซําซ ้อน ซับซ ้อนของระบบกระจายศูนย์ได ้ และสามารถรับประกันความทันสมัยของข ้อมูลได ้ 31
  • 32.
    21-Aug-12 สถานที วัตถุประสงค์ของ (Location) ระบบดีเอฟเอส DFS องค์ประกอบทีมีผลต่อประสิทธิภาพ าพของ ระบบดีเอฟเอส DFS มีอยู่หลายอย่าง ดังต่อไปนี - การให ้บริการโดยไม่ม ี ให ข ้อจํากัดในเรืองสถานที (Location Independence) การให ้บริการโดยไม่มข ้อจํากัดในเรืองสถานที ให ี การให ้บริการโดยไม่มข ้อจํากัดในเรืองสถานที ให ี (Location Independence) (Location Independence) (ต่อ) (ต่ ผู ้ใช ้ทีได ้รับอนุญาตให ้ใช ้ข ้อมูลในแฟ้ มข ้อมูลหนึง นอกจากนีระบบดีเอฟเอส(DFS) ยังอนุญาติให ้ย ้าย จะต ้องสามารถเรียกใช ้ข ้อมูลในแฟ้ มนันได ้โดยไม่มี แฟ้ มข ้อมูลไปยังทีอืนภายในระบบได ้โดยผู ้ใช ้ยังคง ข ้อจํากัดว่าแฟ้ มข ้อมูลนั นจะอยูทใดในระบบ ่ ี สามารถใช ้ข ้อมูลในแฟ้ มนันได ้ตามปกติ แฟ้ มข ้อมูลทีต ้องการของผู ้ใช ้นั นอาจจะอยูใน ่ คอมพิวเตอร์ของผู ้ใช ้หรืออาจจะอยูในคอมพิวเตอร์ของสาขา ่ ทีอยูหางไกลออกไปมาก ผู ้ใช ้ไม่จําเป็ นต ้องทราบว่าแฟ้ มนัน ่ ่ อยูทใดแต่สามารถดึงเอาข ้อมูลทังหมดหรือบางส่วนมาใช ้ ่ ี ประโยชน์ได ้ทันที เจษฎา 32
  • 33.
    21-Aug-12 สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่าย • สถาปั ตยกรรมของระบบเครือข่าย (Network Architecture) หรือโทโปโลจี (Topology) คือ การสร ้างแบบกระจายศูนย์ ลักษณะทาง กายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่ายซึง หมายถึง ลักษณะของการเชือมโยงสายสือสารเขา ้ กับอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์ตางๆ ภายในเครือข่าย ิ ่ 1.2 ความแตกต่างทางด ้านโครงสร ้าง ด ้วยกันนันเอง โทโปโลยีของเครือข่าย แต่ละแบบ (Architecture)ของระบบเครือข่ายหรือโทโปโล ้ มีความเหมาะสมในการใชงาน แตกต่างกัน จึงมี จี(Topology) ความจําเป็ นทีเราจะต ้องทําการศึกษาลักษณะและ คุณสมบัต ิ ข ้อดีและข ้อเสียของโทโปโลยีแต่ละ ้ แบบ เพือนําไปใชในการ ออกแบบ พิจารณา ้ เครือข่ายใหเหมาะสมกับการใชงาน รูปแบบของโท ้ โปโลยีของเครือข่ายหลักๆ มีดังต่อไปนี โทโปโลจีแบบบ ัส (Bus Topology) • เป็ นโทโปโลจีทได ้รับความนิยมใช ้กันมากทีสุดมาตังแต่อดีต ี จนถึงปัจจุบน ลักษณะการทํ างานของเครือข่าย โทโปโลยี ั แบบบัส คืออุปกรณ์ทุกชินหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่าย จะต ้องเชือมโยงเข ้ากับสายสือสารหลักทีเรียกว่า"บัส" (BUS) เมือโหนดหนึงต ้องการจะส่งข ้อมูลไปให ้ยังอีกโหนด หนึง • ข้อดีขอเสียของโทโปโลจีแบบบ ัส ้ ภายในเครือข่าย จะต ้องตรวจสอบให ้แน่ ใจก่อนว่า บัสว่าง ข้อดี หรือไม่ ถ ้าหากไม่ว่า งก็ไม่สามารถจะส่งข ้อมูลออกไปได ้ ทังนี 1. ใช ้สายส่งขอมูลน ้อยและมีรูปแบบทีง่ายในการติดตัง ้ เพราะสายสือสารหลักมีเพียงสายเดียว ในกรณีทมีข ้อมูลวิงมา ี ้ ทําใหลดค่าใชจ่ายในการติดตังและบํารุงรักษา ้ ในบัส ข ้อมูลนีจะวิงผ่านโหนดต่างๆ ไปเรือยๆ ในขณะทีแต่ละ ิ โหนดจะคอยตรวจสอบข ้อมูลทีผ่านมาว่าเป็ นของตนเอง 2. สามารถเพิมอุปกรณ์ชนใหม่เขาไปในเครือข่ายได ้ง่าย ้ หรือไม่ หากไม่ใช่ ก็จะปล่อยให ้ข ้อมูลวิงผ่านไป แต่หาก ข้อเสีย เลขทีอยู่ปลายทาง ซึงกํากับมากับข ้อมูลตรงกับเลขทีอยู่ของ 1. ในกรณีทเกิดการเสียหายของสายส่งขอมูลหลัก จะทํา ี ้ ของตน โหนดนั นก็จะรับข ้อมูลเข ้าไป ใหทังระบบทํางานไม่ได ้ ้ 2. การตรวจสอบขอผิดพลาดทําได ้ยาก ตองทําจาก ้ ้ หลาย ๆจุด โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology) • เป็ นการเชือมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เขากันเป็ นวงกลม ขอมูล ้ ้ ข่าวสารจะถูกส่งจากโหนดหนึงไปยังอีกโหนดหนึง วนอยู่ ในเครือข่ายไปใน ทิศทางเดียวเหมือนวงแหวน (ในระบบ เครือข่ายรูปวงแหวนบางระบบสามารถส่งขอมูลได ้ ้ ข้อดีขอเสียของโทโปโลจีรูปวงแหวน ้ สองทิศทาง) ในแต่ละโหนดหรือสถานี จะมีรพตเตอร์ประ ี ี ข้อดี จําโหนด 1 ตัว ซึงจะทําหน ้าทีเพิมเติมข่าวสารทีจําเป็ น 1. การส่งข ้อมูลสามารถส่งไปยังผู ้รับหลาย ๆ โหนดพร ้อมกันได ้ โดยกําหนด ต่อการ สือสาร ในส่วนหัวของแพ็กเกจขอมูล สําหรับการ ้ ตําแหน่งปลายทางเหล่านันลง ในส่วนหัวของแพ็กเกจข ้อมูล รีพตเตอร์ของ ี ส่งขอมูลออกจากโหนด และมีหน ้าทีรับแพ็กเกจขอมูลที ้ ้ แต่ละโหนดจะตรวจสอบเองว่ามีข ้อมูลส่งมาให ้ทีโหนดตนเองหรือไม่ ไหลผ่านมาจากสายสือสาร เพือตรวจสอบว่าเป็ นขอมูลที ้ 2. การส่งข ้อมูลเป็ นไปในทิศทางเดียวกัน จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณ ส่งมาใหโหนดตนหรือไม่ ถาใช่ก็จะคัดลอกขอมูลทังหมด ้ ้ ้ ข ้อมูล นันส่งต่อไปใหกับโหนดของตน แต่ถาไม่ใช่ก็จะปล่อย ้ ้ ข้อเสีย ขอมูลนันไปยังรีพตเตอร์ของโหนดถัดไป ้ ี 1. ถ ้ามีโหนดใดโหนดหนึงเก ิดเสียหาย ข ้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยัง โหนดต่อไปได ้ และจะทําให ้เครือข่ายทัง เครือข่ายขาดการติดต่อสือสาร ่ 2. เมือโหนดหนึงต ้องการส่งข ้อมูล โหนดอืน ๆ ต ้องมีสวนร่วมด ้วย ซึงจะทํา ให ้เสียเวลา 33
  • 34.
    21-Aug-12 โทโปโลจีรูปดาว (StarTopology) • เป็ นการเชือมโยงการติดต่อสือสารทีมีลกษณะคลายรูป ั ้ ดาว หลายแฉก โดยมีสถานีกลาง หรือฮับ เป็ นจุดผ่าน การติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย สถานีกลางจึง ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลจีแบบดาว มีหน ้าทีเป็ นศูนย์ควบคุมเส ้นทางการสือสาร ทังหมด ข้อดี นอกจากนีสถานีกลางยังทําหน ้าทีเป็ นศูนย์กลางคอย 1. การติดตังเครือข่ายและการดูแลรักษาทํา ได ้ง่าย จัดส่งขอมูลใหกับโหนดปลายทางอีกด ้วย การสือสาร ้ ้ 2. หากมีโหนดใดเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได ้ง่าย และ ภายใน เครือข่ายแบบดาว จะเป็ นแบบ 2 ทิศทางโดยจะ เนืองจากใช ้อุปกรณ์ 1 ตัวต่อสายส่งข ้อมูล 1 เส ้น ทําให ้การเสียหาย อนุญาตใหมีเพียงโหนดเดียวเท่านันทีสามารถส่งขอมูล ้ ้ ้ ่ เขาสูเครือข่ายได ้ จึงไม่มโอกาสทีหลายๆ โหนดจะส่ง ี ของอุปกรณ์ใดในระบบไม่กระทบต่อการทํางานของจุดอืนๆ ในระบบ ้ ่ ขอมูลเขาสูเครือข่ายในเวลาเดียวกัน เพือป้ องกันการชน ้ 3. ง่ายในการให ้บริการเพราะโทโปโลยีแบบดาวมีศนย์กลางทํา ู กันของสัญญาณขอมูล เครือข่ายแบบดาว เป็ นโทโปโลยี ้ หน ้าทีควบคุม ้ อีกแบบหนึงทีเป็ นทีนิยมใชกันในปั จจุบัน ข้อเสย ี 1. ถ ้าสถานีกลางเกิดเสียขึนมาจะทําให ้ทังระบบทํางานไม่ได ้ 2. ต ้องใช ้สายส่งข ้อมูลจํานวนมากกว่าโทโปโลยีแบบบัส และ แบบ วงแหวน ั เครือข่ายแบบลําด ับชน(Hierarchical)หรือ แบบต้นไม้ (Tree Network) • มีลักษณะเชือมโยงคลายกับโครงสร ้างแบบดาวแต่จะ ้ มีโครงสร ้างแบบต ้นไม ้ โดยมีสายสัญญาณแยก ข้อดีขอเสียของโทโปโลจีรูปต้นไม้ ้ ออกไปเป็ นแบบกิงไม่เป็ นวงรอบ โครงสร ้างแบบนีจะ ข้อดี ้ 1. มีความเร็วในการสือสารข ้อมูลสูง โปรแกรมทีใชในการควบคุมการสือสารก็เป็ นแบบพืนฐาน เหมาะกับการประมวลผลแบบกลุมจะประกอบด ้วย ่ ไม่ซับซ ้อนมากสามารถรับส่งข ้อมูลได ้ปริมาณมากและไม่มปัญหาเรืองการจัดการการจราจรใน ี เครืองคอมพิวเตอร์ระดับต่างๆกันอยู่หลายเครืองแล ้ว สือส่งข ้อมูล ้ 2. ระบบเครือข่ายมีความปลอดภัยหรือมีความเป็ นส่วนตัว เมือข่าวสารถูกรับส่งโดยใชสาย ต่อกันเป็ นชัน ๆ ดูราวกับแผนภาพองค์กร แต่ละกลุม ่ ้ เฉพาะระหว่าง 2 เครืองเท่านัน เครืองอืนไม่สามารถเข ้าไปใชสายร่วมด ้วยเนืองจากโทโพโลจี จะมีโหนดแม่ละโหนดลูกในกลุมนันทีมีการสัมพันธ์ ่ แบบสมบูรณ์เป็ นการเชือมต่อแบบจุดต่อจุด ทํา ใหเราสามารถแยกหรือระบุเครืองหรือสายที ้ เสียหายได ้ทัน ที ช่ว ยใหผู ้ดูแลระบบแก ้ไขข ้อผิดพลาดหรือจุดทีเสียหายได ้ง่าย ้ กัน การสือสารข ้อมูลจะผ่านตัวกลางไปยังสถานีอนๆ ื ข้อเสีย ได ้ทังหมด เพราะทุกสถานีจะอยูบนทางเชือม และ ่ ้ 1. จํานวนสายทีใชต ้องมีจํานวนมากเพราะแต่ละเครืองต ้องต่อเชือมไปยังทุก ๆ เครืองทําใหการ ้ ติดตังหรือแก ้ไขระบบทําได ้ยาก รับส่งข ้อมูลเดียวกัน ดังนันในแต่ละกลุมจะส่งข ้อมูล ่ 2. สายทีใชมี ้ จํานวนมากทําใหสินเปลืองพืนทีในการเดินสาย ้ ่ ได ้ทีละสถานีโดยไม่สงพร ้อมกัน 3. ราคาของอุปกรณ์ต่อเชือมมีราคาแพง ระบบปฏิบ ัติการเครือข่าย Network Operating System (NOS) ณั ฐพงษ์ 34
  • 35.
    21-Aug-12 • ระบบปฏิบ ัติการเครือข่าย(Network 1. Netware Operating System : NOS) เป็ นโปรแกรมทีติดตังในเครืองคอมพิวเตอร์ แม่ขาย ่ • เป็ นระบบปฏิบัตการทีมีผู ้นิยมใช ้งานในระบบเครือข่ายมากทีสุด ิ (Server) เพือควบคุมการทํางานของเครือง โดยมีผู ้ใช ้มากว่า 1 ล ้านคนทัวโลก ใช ้สําหรับเครือง คอมพิวเตอร์ลกข่าย โปรแกรมทีนิยมใช ้ ได ้แก่ ู ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ พัฒนาโดยบริษัท Novell จัดเป็ น ระบบปฏิบัตการเครือข่ายทีทํางานภายใต ้ MS-DOS ิ 1. Netware 2. Window NT, Windows 2000 Server 3.1 Unix 3.2 Linux 2. Window NT, Windows 2000 Server 3.1 Unix • เป็ นระบบปฏิบัตการทีกําเนิดมาบนเครืองคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ิ • เป็ นระบบปฏิบัตการทีพัฒนาโดยบริษัท ไมโครซอฟต์ จํากัด ิ (Mainframe) ทีรองรับผู ้ใช ้จํานวนมากสําหรับระบบเครือข่ายใน สามารถนํ าไปประยุกต์ใช ้งานได ้หลากหลายรูปแบบ เริมต ้น หน่วยงานใหญ่ๆ เป็ นโปรแกรมจัดการระบบงาน (Operating ไมโครซอฟต์ต ้องการพัฒนาเป็ นแอปปลิเคชัน เซอร์ฟเวอร์ แต่ system) ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบหนึง ได ้รับการออกแบบ ปั จจุบันสามารถประยุกต์ได ้เป็ นดาต ้าเบส เซอรฟ์ เวอร์ และ โดยห ้องปฏิบัตการเบลล์ของบริษัท AT&T ในปี คศ. 1969 เป็ น ิ อินเทอร์เน็ ตเซอร์ฟเวอร์ ทีนิยมใช ้กันมากมาจนถึงปั จจุบน โดยเฉพาะระบบ พืนฐานของ ั อินเตอร์เนต เนืองจากมีความคล่องตัวสูง ตลอดจนสามารถ ใช ้ได ้กับเครืองคอมพิวเตอร์หลายชนิด 3.2 Linux ระบบปฏิบ ัติการทีรองร ับระบบ • เป็ นระบบปฏิบัตการสําหรับระบบเครือข่าย ทีอยูในกลุม ิ ่ ่ เครือข่าย แบ่งออกได้ 2 ประเภท ของ FreeWare ทีมีคณภาพ และประสิทธิภาพสูง ุ Linux พัฒนาขึนโดยนายไลนัส ทอร์วลด์ (Linus ั • 1. ระบบปฏิบ ัติการเครือข่าย (Network Torvalds) ข ้อดีของ Linux สามารถทํางานได ้พร ้อมกัน Operating System : NOS) เป็ นโปรแกรมทีติดตัง และใช ้งานได ้พร ้อมกัน หลายคน ทําให ้เป็ นทีนิยม ในเครืองคอมพิวเตอร์แม่ขาย (Server) เพือควบคุม ่ แพร่หลาย และ สามารถทํางาน ได ้บนเครือง การทํางานของเครืองคอมพิวเตอร์ลูกข่าย ได ้แก่ คอมพิวเตอร์สวนบุคคล (PC) ทีใช ้งานอยูทัวๆ ไป ่ ่ Netware, Window NT/ Windows 2000 Server, เพราะว่า Linux เป็ นระบบปฏิบัตการทีใช ้ทรัพยากรน ้อย ิ Linux และ Unix เป็ นต ้น และมีเสถียรภาพในการดูแลระบบได ้ดี 35
  • 36.
    21-Aug-12 • 2. ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (Operating System : OS) เป็ นโปรแกรมทีติดตังในเครือง คอมพิวเตอร์แม่ลกข่าย (Client or Workstation) ู • ฮ ับ (Hub), สวิตช์ (Switch) คืออุปกรณ์ ได ้แก่ MS Dos, Window 95, Window 98/Me, อิเล็คทรอนิกส์ททําหน ้าทีควบคุมการติดต่อสือสาร ี Window 2000, Linux เป็ นต ้น ระหว่างเครืองคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย สารบัญแฟ้ มข ้อมูล ( file directory) กรรณิการ์ กันทายศ การจ ัดการแฟมข้อมูล ้ (4) สารบัญแฟ้ มข ้อมูล (File Directory) (1) สถานที (Location) ไฟล์ (File) หมายถึง ข ้อมูลต่างๆ มีทงทีไม่ใช่ ั ส่วนประกอบของโปรแกรม เรียกว่า Data Files และที (2) ความแตกต่างทางด ้านโครงสร ้า(Architecture) เป็ นส่วนประกอบของโปรแกรม เรียกว่า Program (3) ระบบปฏิบัตการ (Operating Systems) ิ Files ..ไฟล์ทกชนิดมักจะถูกกําหนดหน ้าทีการทํางาน ุ ของตัวเองด ้วย..นามสกุลของไฟล์นันๆ เช่น .txt ..ก็ รู ้ว่าใช ้งานเกียวกับเอกสาร โปรแกรมทีทําหน ้าทีเปิ ด ไฟล์นี น่าจะเป็ น Notepad 36
  • 37.
    21-Aug-12 • แต่ทนิยมใช ้กันนัน มักจะหมายถึง พืนทีทีถูกกําหนด ี • ไดเร็คทอรี (Directory) หมายถึง พืนที ทีถูก ขึนมาทุกครังทีทําการติดตังโปรแกรม ใช ้สําหรับเก็บ กําหนดขึนมา เพือจัดเก็บไฟล์ข ้อมูลต่างๆ อย่างเป็ น ่ พักไฟล์สวนประกอบต่างๆ ของโปรแกรมนันๆทีติดตัง ระบบระเบียบ และให ้ความสําคัญต่อไฟล์ข ้อมูลนันๆ อย่างเป็ นสัดส่วน ซึงหนีไม่พ ้นรูปแบบพืนทีทีเป็ น.. เป็ นพิเศษ ..จริงๆแล ้วไดเร็คทอรี นันกินความหมาย โฟลเดอร์ (Folder)และโฟลเดอร์กมได ้มีการกําหนดค่า ็ ิ กว ้าง บางครังอาจรวมไปถึงไดรฟ์ ต่างๆด ้วย ความจุเป็ นค่าตายตัวไว ้ จะเปลียนแปลงค่าความจุไป เรือยๆ ตามจํานวนหรือปริมาณของไฟล์ข ้อมูลทีนํ าเข ้า มาเก็บพักไว ้ ตัวอย่างของ file directory ซึง file directory จะหมายถึง ระบบดีเอฟเอส DFS จะมีการจัดการสารบ ัญ แฟมข้อมูลซึงจะต้องทราบว่าแฟมข้อมูลนนอยูท ี ้ ้ ั ่ ใด สิทธิในการใช้งานเปนอย่างไร สามารถใช้งาน ็ ในท ันทีได ้หรือไม่ รวมทังจะต ้องคอยปรับปรุงข ้อมูลใน สารบัญนีให ้มีความทันสมัยอยูตลอดเวลาโดยเฉพาะ ่ เมือมีการลบหรือแก ้ไขข ้อมูลในแฟ้ มข ้อมูลขึน ระบบการกระจายศูนย์ พิสทธิณี ุ การแจกจ่ายข ้อมูล 37
  • 38.
    21-Aug-12 การแจกจ่ายข ้อมูล การแจกจ่ายข ้อมูล • ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ประกอบด ้วยโฮสต์คอมพิวเตอร์จํานวน • ระบบฐานข ้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Database System) คือ การจัดเก็บ หนึงทีมีขดความสามารถในการประมวลผลด ้วยตัวเอง ซึงกระจายกันอยู่ในสถานที ี ข ้อมูล สถานทีเก็บข ้อมูล โปรแกรมระบบบริหารฐานข ้อมูล การรักษาความปลอดภัย ต่างกัน ทํา ใหโฮสต์แต่ล ะเครืองสามารถทําการประมวลผลได ้โดยอิสระจากโฮสต์ ้ การฟื นสภาพ และการควบคุมภาวะพร ้อมกัน ของระบบฐานข ้อมูลทีอยู่ในระบบ เครืองอืน ไม่มผู ้ใดใหคําจํากัดความของระบบการกระจายศูนย์ไว ้อย่า งเป็ น ทางการ ี ้ ฮาร์ดแวร์เดียวกัน แม ้ว่าจะมีความคล ้ายคลึงกับนิยามของระบบแยกศูนย์ แต่จุดเด่นของระบบนีคือการทีมี • ฐานข ้อมูลแบบกระจาย ( A Distributed Database) เป็ นกลุ่มของฐานข ้อมูลหลาย โฮสต์กระจายอยู่หลายแห่งซึงสามารถทําการประมวลผลได ้แม ้ว่าโฮสต์บางส่วนอาจ ตัวทีเกียวข ้องสัมพันธ์กัน ทางตรรกะซึงกระจายอยู่บนข่ ายงานคอมพิวเตอร์ หยุดทํา งาน ในขณะทีระบบแยกศูนย์เน ้นเฉพาะการแยกข ้อมูลออกจากศูนย์กลางโดย ไม่ไ ด ้กล่าวถึงเรืองโฮสต์ททําการประมวลผล และการทํางานของระบบปฏิบัตการ เป็ น ี ิ ต ้น ลักษณะระบบการกระจายศูนย์ ลักษณะระบบการกระจายศูนย์ • ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกําหนดลักษณะจากวิธการโครงสร ้างของคอมพิวเตอร์ ี • ในระบบกระจายศูนย์แบบตามลํ าดับชัน รับแฟ้ มข ้อมูลอาจขึนอยู่หรือไม่ขนอยู่กับ ึ ภายในระบบ ซึงมีการเชือมต่อถึงกันและวิธการทีคอมพิวเตอร์เหล่านีถูกนํามาใช ้ใน ี เครืองเซิรฟเวอร์ ข ้อมูลหลักจะถูกเก็บไว ้ทีเครืองเซิรฟเวอร์ระดับบนสุดแล ้วกระจายมา ์ ์ การประมวลผลซึงเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามวิธการประมวลผล (Distribution by ี สู่เครืองคอมพิวเตอร์ทอยู่ระดับล่างลงมาอาจจะมีสําเนาข ้อมูลอยู่ แต่ก็เป็ ข ้อมูล ี Processing) เนืองจากเครืองคอมพิวเตอร์ทกเครืองอาจมีขดความสามารถในการ ุ ี บางส่วนเท่านันทีมีความจําเป็ นต่อการประมวลผล ประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครืองอาจมีความสามารถสูงกว่าเครืองอืน จึงแบ่ง • ข ้อมูลแบบสุดทายคือ ข ้อมูลแต่ละส่วนเป็ นอิสระแก่กันอย่างสมบูรณ์ทังรูปแบบของ ้ วิธการจัดกลุ่มออกเป็ นสองวิธคอ ระบบกระจายศูนย์แบบตามลําดับชัน และระบบ ี ี ื ข ้อมูลและโปรแกรมทีใช ้ กระจายศูนย์แบบตามแนวระนาบ ระบบกระจายศูน ย์แบบตามระดั บชัน(Hierarchical Distributed System) จะจัดการแบ่งกลุ่มงานส่วนหนึงให ้ทําการประมวลผลทีเครือง คอมพิวเตอร์ทศูนย์กลาง ซึงมีขด ความสามารถสู งสุดในระบบ ส่วนทีเหลือนําไป ี ี ้ ้ ้ ประมวลผลทีเครืองในกลุ่มผู ้ใชหรือ ทีเครืองผู ้ใชโดยตรงทีใชคอมพิวเตอร์ทมีขด ี ี ความสามารถในระดับธรรมดา บางทีเรียกระบบนีว่ า ระบบแนวตัง (Vertical System) น.ส. พิสุทธิ ณี วงค์ดาว วัธนา 52122349 สท.52ศ.4.1 38