จริยธรรมทางการแพทย์
(Medical Ethics)
กับธรรมาภิบาล
นาเสนอโดย
พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ
ผู้อานวยการสานักสันติวิธี และธรรมาภิบาล
สถาบันพระปกเกล้า
www.elifesara.com
หัวข้อนาเสนอ
 จริยธรรมมีความสาคัญอย่างไร
 จรรยาบรรณ และจริยธรรม คืออะไร
 ความหมายของจริยธรรมทางการแพทย์
 จริยธรรมทางการแพทย์ในจีน
 จริยธรรมทางการแพทย์ในประเทศตะวันตก
 จริยธรรมทางการแพทย์ในไทย
 สรุปหลักสาคัญของจริยธรรมทางการแพทย์
ธรรมาภิบาล
หลักความ
รับผิดชอบ
หลักความ
คุ้มค่า
หลักนิติธรรม
หลักการมี
ส่วนร่วม
หลักคุณธรรม
หลักความ
โปร่งใส
กฎหมาย ระเบียบ ประมวลจริยธรรม
การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ วัฒนธรรม
ความรับผิดชอบ ตอบสนองต่อความต้องการ
มีความโปร่งใส สร้างการมีส่วนร่วม
โครงสร้างและวิธีการ
ความสมดุลและเป็นธรรม ความ
สุจริต ความมีประสิทธิภาพ/ผล
สภาพแวดล้อม
เป้าหมาย
จริยธรรม (Ethics) คืออะไร
 จริยธรรมเป็นมาตรฐานของการปฏิบัติ (หรือบรรทัดฐานของสังคม) ที่กาหนดพฤติกรรม
 พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมาย “จริยศาสตร์” เป็นปรัชญา
สาขาหนึ่งว่าด้วยความประพฤติ และการครองชีวิต ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไร
ผิด หรืออะไรควร อะไรไม่ควร
 “จริยธรรม” ผู้รู้อธิบายแตกต่างกันออกไปตามสาขาวิชา สรุปคือ กฎเกณฑ์ความ
ประพฤติของมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นจากธรรมชาติของมนุษย์เอง ความเป็นผู้มีปัญญา และ
เหตุผลหรือปรีชาญาณ ทาให้มนุษย์มีมโนธรรม และรู้จักไตร่ตรอง แยกแยะ ความดี
กับความชั่ว ถูกกับผิด ควรกับไม่ควร เป็นการควบคุมตัวเอง และเป็นการควบคุม
กันเองในกลุ่ม หรือเป็นศีลธรรมเฉพาะกลุ่ม
 มาตรฐานของการปฏิบัติไม่ได้อธิบายพฤติกรรมจริงๆของ
เรา เนื่องจากคนมักจะละเมิดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับกัน
อย่างแพร่หลาย
 เช่น คนส่วนใหญ่ยอมรับความคิดที่ว่า คนควรจะบอกความจริง แต่ก็
ยังคงมีอีกหลายคนยังโกหกอยู่ เราจึงมีความเห็นว่าความซื่อสัตย์สุจริต
เป็นมาตรฐานของการปฏิบัติ ปกป้องความซื่อสัตย์สุจริตในที่
สาธารณะ โดยการสอนเด็กนักเรียนของเราให้ซื่อสัตย์ และแสดง
ความไม่พอใจหรือรังเกียจการโกหก หลอกลวง
ศาสตร์หรือกฎ ของการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์
 ศีลธรรมคือหน้าที่ของมนุษย์ "เพื่อต่อสู้กับผลกระทบที่อันตรายจาก
ความเห็นอกเห็นใจมนุษย์" (Beauchamp)
 จุดมุ่งหมายของศีลธรรมคือ "การมีส่วนที่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยไม่แย่ลง
ในสถานการณ์ของมนุษย์" (Warnock)
 จริยธรรมมีจุดมุ่งหมาย “ในการค้นพบคุณสมบัติอื่น ๆ ที่เป็นของส่วน
หนึ่งของสิ่งที่ดี" (Moore)
คุณธรรม ศีลธรรม (Morality) คืออะไร
ข้อปฏิบัติทางจริยธรรม
(Code of Ethical conduct)
 ข้อปฏิบัติทางจริยธรรมเป็นเครื่องมือที่จะช่วยสร้าง และ
รักษาวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นกฎที่ตั้ง
ขึ้นมาอย่างชัดเจน และรัดกุม เพื่อให้บุคลากรรู้ และ
เข้าใจถึงกรอบของพฤติกรรมที่ถูกคาดหวังในที่ทางาน
ทาไมข้อปฏิบัติทางจริยธรรม
(Code of Ethical conduct) จึงสาคัญ ?
 จะช่วยให้บุคลากรในโรงพยาบาลทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน โดย
การกาหนดความคาดหวังที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามโดยใช้
มาตรฐานทางพฤติกรรมเดียวกัน
 ช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างสภาพแวดล้อมในที่
ทางานให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดี คนให้ความเคารพนับถือ
และยอมรับกัน เป็นสมาชิกในทีมที่เท่าเทียมกันในการส่งมอบ
การดูแลรักษา
จริยธรรมมีความสาคัญอย่างไร (1)
 การเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสถาบันทาง
การแพทย์ ระหว่างสถาบันทางการแพทย์และบุคลากร
ทางการแพทย์ ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยที่มีมากขึ้น รุนแรง
มากขึ้น และมีความซับซ้อนมากขึ้น
การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่เพียงแต่นามาซึ่งการ
พัฒนาในการรักษา แต่ยังได้สร้างภาระหนักทางเศรษฐกิจด้วย
(ประเด็นเรื่องการใช้งานที่เหมาะสม)
จริยธรรมมีความสาคัญอย่างไร (2)
หลักเกณฑ์ทางจริยธรรมใหม่ๆ และที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
จะต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของการพัฒนา
สังคมและบริการทางการแพทย์
หลักเกณฑ์ใหม่ๆ นี้ได้รวมจริยธรรมทางการแพทย์แบบดั้งเดิม
กับหลักการสมัยใหม่และค่านิยมหรือความพอใจต่างๆ เข้า
ด้วยกัน
จริยธรรมทางการแพทย์
จริยธรรมตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรม
แห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526
จริยธรรมตามหลักสากล
ประมวลจริยธรรม(ผู้ตรวจการแผ่นดิน)
จรรยาข้าราชการ
จริยธรรมสังคม( ศาสนา ประเพณี วิถีชุมชน )
จริยธรรมในอาเซี่ยน
ความหมายของ “จริยธรรมทางการแพทย์”
จริยธรรมทางการแพทย์ เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ ซึ่ง
เป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ในวิชาปรัชญา วิชานี้นาเสนอวิธี
ปฏิบัติบนพื้นฐานหลักจริยธรรมว่าแพทย์และพยาบาลควรปฏิบัติต่อ
คนไข้อย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสม แต่ละประเทศก็จะมีองค์
ความรู้ในสาขานี้แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง
 จริยธรรมทางการแพทย์ คือ ระบบของคุณธรรมจริยธรรมที่ใช้
ประเมินค่าและตัดสินการปฏิบัติของแพทย์
ความหมายของ “จริยธรรมทางการแพทย์”
จริยธรรมทางการแพทย์ เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ในวิชาปรัชญา วิชานี้
นาเสนอวิธีปฏิบัติบนพื้นฐานหลักจริยธรรมว่าแพทย์และ
พยาบาลควรปฏิบัติต่อคนไข้อย่างไรจึงจะถูกต้องและ
เหมาะสม แต่ละประเทศก็จะมีองค์ความรู้ในสาขานี้แตกต่างกัน
บ้าง เหมือนกันบ้าง
 จริยธรรมทางการแพทย์ คือ ระบบของคุณธรรมจริยธรรมที่ใช้
ประเมินค่าและตัดสินการปฏิบัติของแพทย์
องค์ประกอบของจริยธรรมทางการแพทย์
 ความสัมพันธ์ของแพทย์กับคนไข้
 ความสัมพันธ์ของแพทย์กับแพทย์ด้วยกันเอง
 ความสัมพันธ์ของแพทย์กับระบบสุขภาพ
 ความสัมพันธ์ของแพทย์กับสังคม
“วิทยาศาสตร์ไม่สามารถแก้ป๎ญหาความขัดแย้งทาง
ศีลธรรม แต่สามารถช่วยให้มีกรอบที่แม่นยามากขึ้นในการ
อภิปรายเกี่ยวกับความขัดแย้งนั้น”
Heinz Pagels
หลักจริยธรรมทางการแพทย์ของนานาประเทศ 7 ประการ
1. หลักเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence)
2. หลักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย (Non-malfeasance)
3. หลักเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย (Autonomy)
4. หลักความเป็นธรรม/ยุติธรรมกับคนไข้ (Justice)
5. หลักการรักษาความลับของผู้ป่วย (Confidentiality)
6. หลักความซื่อสัตย์ (Fidelity) และ หลักซื่อตรงต่อคนไข้ (Truthfulness)
7. หลักรักษาศักดิ์ศรีคนไข้ (Dignity): จะทําอะไร ต้องไม่ให้คนไข้เสียศักดิ์ศรี
ของความเป็นคน
การศึกษาทางด้านจริยธรรมทางการแพทย์ใน
ต่างประเทศ
การพัฒนาของหลักเกณฑ์และแนวทางทางจริยธรรม
การส่งเสริมการปฏิบัติทางจริยธรรม
การป้องกันการละเมิดทางจริยธรรม
การรับรู้ของประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม
การแก้ป๎ญหาของความขัดแย้งทางจริยธรรม
จริยธรรมทางการแพทย์ในจีน
 จริยธรรมทางการแพทย์แบบดั่งเดิมของจีนเน้นที่เรื่องคุณธรรม
และจริยธรรมมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
 มองคนไข้เหมือนเด็ก โดยเชื่อมโยงกับภาพของอุดมคติของ
ผู้ปกครอง ที่มีจิตใจดี มีเมตตา อาจจะคล้ายกับแนวความคิด
ของการปกครอง หรือการคุ้มครองในวัฒนธรรมของตะวันตก
จริยธรรมทางการแพทย์จีนใน ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism)
 จริยธรรมและปรัชญาจีน พัฒนามาจากการสอนของขงจื๊อ(551 - 479 ปีก่อน ค.ศ.)
 ลัทธิขงจื้อทําให้เกิดเป็นค่านิยมหลักของวัฒนธรรมจีน
 แพทย์ศาสตร์ เป็นศิลปะของการมีมนุษยธรรม ที่จะเน้นการดูแลเกี่ยวกับผู้ป่วยและ
การปลูกคุณความดีด้วยตนเองของแพทย์
 ขงจื๊อนั้นถือว่า ความเมตตาเป็นที่มาหรือเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทั้งปวง เน้นให้
มนุษย์สร้างชีวิตที่ดีงามตั้งแต่แรกเกิด
 ชาวจีนยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม ให้มีความเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต และปลูกฝ๎งให้
เด็ก ๆ รักในความเป็นธรรม เห็นอกเห็นใจ พร้อมทั้งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อมนุษย์ เมื่อ
เด็กฝ๎งใจในคุณธรรมแล้ว เด็กผู้นั้นก็จะมีชีวิตที่ดีงามตลอดไป
หลักคาสอนของขงจื๊อที่สาคัญ ๆ มีดังนี้
1. เมตตา (ยิ้ง)
2. ทาตัวให้เป็นตัวอย่าง (สิ่งที่ตนไม่ชอบ ก็อย่าหยิบให้ผู้อื่น)
3. กตัญํูกตเวที (เจ้ากับบ่าว พ่อกับลูก รู้ศักดิ์ศรี รู้หน้าที่)
4. ส่งเสริมการศึกษา (ไม่เกี่ยงคนรวยหรือคนจน)
5. เรียกร้องคุณธรรมในการปกครอง และอารยธรรมในวงสังคม
“แพทย์ที่ดีไม่ควรใส่ใจกับสถานะ ความมั่งคั่ง หรืออายุ หรือไม่
ควรคิดว่าบุคคลนั้นเป็นที่น่าสนใจหรือไม่สวย ไม่ว่าเขาจะเป็น
ศัตรูหรือเพื่อน หรือเป็นคนจีนหรือชาวต่างชาติ หรือท้ายที่สุด
เขาเป็นคนไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษา เขาควรจะพบเจอ
ทุกๆ คนในพื้นที่เท่ากัน และเขาควรปฏิบัติกับทุกๆคนราวกับ
ว่าเขาเป็นญาติที่ใกล้ชิดของเขา”
Sun Simiao
เป็นนักคิดทางการแพทย์, นักปรัชญา, แพทย์รักษาชีวิต
มีชื่อเสียงทางแพทย์แผนจีน และได้รับขนานนามว่า
“China's King of Medicine”
จริยธรรมทางการแพทย์ในประเทศตะวันตก
ฮิปพอคราทีส (Hippocrates) เกิดประมาณ 460 ปีก่อนคริสตกาล
เป็นชาวกรีก ได้ขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก”
 คาสัตย์สาบานฮิปพอคราทีส (Hippocratic Oath) - เป็นหลักเกณฑ์
ของจริยธรรมทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุด 4th Century BC
แพทย์ยุโรปสมัยก่อนต้องกล่าวคําปฏิญาณของฮิปโปเครติสก่อนที่จะเริ่ม
ประกอบวิชาชีพเสมอและป๎จจุบันได้นําคําปฏิญาณตนนี้ เป็นแนวทางใน
การกําหนดข้อบังคับทางจริยธรรมในวิชาชีพแพทย์ทั่วโลก
สาระสาคัญของคาปฏิญาณของฮิปโปคราตีส (The Hippocratic Oath)
1. ให้ความเคารพแก่ครูอาจารย์และแสดงออกถึงความกตัญํู โดยการดูแล
ทุกข์สุขของตัวอาจารย์และครอบครัว
2. ดารงรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของวิชาชีพและแนวทางการดาเนินชีวิต
3. ไม่มีทิฐิในการรักษาผู้ป่วย กรณีใดที่ตนขาดความรู้ ความชานาญ ก็ไม่ลังเล
ที่จะเชิญผู้รู้และชานาญกว่ามาดูแลรักษาแทน แพทย์ไม่พึงให้ร้ายและ
ทะเลาะวิวาทกันเองอันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติ
4. ไม่ทาแท้งให้แก่สตรีใดๆ
5. ไม่กระทาในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้ป่วย แม้ว่าจะได้รับการขอร้อง รวมถึงไม่
แนะนาในสิ่งที่ผิด
6. การรักษาความลับของผู้ป่วยไม่แพร่งพรายเรื่องราวของผู้ป่วยให้แก่ผู้อื่น
7. การสารวมระมัดระวังที่จะไม่ประพฤติผิดทางเพศ
“..ข้าสาบานต่อทวยเทพว่า ข้าจะเคารพครูผู้ประสาทวิชาเยี่ยงพ่อแม่ มีอะไรก็
จะแบ่งให้ครูกินและใช้ จะใส่ใจสอนลูกหลานของครูเหมือนพี่น้องของข้าเอง
จะทาการรักษาเพื่อประโยชน์ต่อคนไข้ ให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถและ
ดุลพินิจของข้าจะทาได้ จะไม่ทาอะไรให้เกิดผลร้ายแก่คนไข้ จะไม่ให้ยาเบือ
หรือทาให้ใครตายแม้ว่าเขาจะร้องขอ จะไม่เอาอะไรสอดให้ผู้หญิงเพื่อทาแท้ง
และไม่สอนให้ใครทาด้วย จะดารงชีพและประกอบวิชาชีพอย่างซื่อตรง อะไรที่
ตัวเองทาไม่เป็นจะไม่ทา แต่จะละไว้ให้คนที่เขาเชี่ยวชาญกว่าทา จะเข้าบ้าน
คนไข้ก็เพื่อประโยชน์ของคนไข้เท่านั้น จะห้ามใจไม่ให้ไขว้เขวหรือยอมตามสิ่ง
ยั่วยวนและจะไม่หาความเพลิดเพลินทาง กามากับคนไข้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย
เสรีชนหรือทาส จะรักษาความลับของคนไข้ ถ้าข้าทาตามนี้ได้ก็ขอให้ข้าเจริญ
ถ้าข้าทาตรงกันข้ามก็ขอให้ข้าฉิบหาย... เพี้ยง”
ฮิปโปคราตีสกล่าวถึงจิตสานึกของแพทย์และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ดังนี้
“ ผู้ที่เป็นแพทย์ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะของความไม่มี
อคติแบ่งแยก เป็นผู้มีศีลธรรม มีความสุภาพอ่อนโยน แต่ง
กายเหมาะสม มีวิธีการคิดด้วยเหตุด้วยผลอย่างเป็นระบบ มี
การตัดสินใจที่ดี บุคลิกภาพสงบน่าเชื่อถือ มีความประพฤติที่
ดีงาม มีสติป๎ญญาสามารถแยกแยะความดีและความชั่วสิ่งที่
จําเป็นสําหรับชีวิต เป็นผู้มีความดีโดยที่มนุษย์ทั่วไปพึงมี
แพทย์พึงตระหนักในจิตสานึกและพัฒนาตนเอง ส่วนคุณลักษณะที่แพทย์ไม่พึงมีพึงเป็น ได้แก่ ความเป็นผู้ขาด
ความอดทน หยาบคาย ละโมบ มักมากในกาม ไม่ซื่อสัตย์ และขาดหิริโอตัปปะ คือความละอายเกรงกลัวต่อสิ่งที่ผิด
สังคมตะวันตกแนะนาให้ผู้อยู่ในสาขาแพทย์และพยาบาลปฏิบัติต่อผู้ป่วยดังนี้
เน้นประโยชน์ผู้ป่วยสูงสุด และเน้นไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายใดๆ เพิ่มขึ้น
ผู้ป่วยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะรู้สาเหตุและอาการป่วยของตัวเองและเลือกวิธี
รักษาตามความเหมาะสม
การรักษาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมตามสมมุติฐานโรค ทุกคนต่างมีเกียรติและ
สมควรได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างมีเกียรติ
แพทย์และพยาบาลไม่ปิดอาการป่วยต่อผู้ป่วย ควรให้ผู้ป่วยรับรู้ความหนักเบา
ของอาการตามจริง ดูความเหมาะสมอื่นประกอบ เช่น สภาพจิตผู้ป่วย
หลักปฏิบัติเหล่านี้แล้ว ผู้บรรยายวิชานี้ จะนําองค์ความรู้จากศาสนาและ
วัฒนธรรมท้องถิ่นให้เห็นว่าคล้ายคลึงหรือแตกต่างจากองค์ความรู้ในประเทศ
ตะวันตกอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุดจากการดูแลรักษาของแพทย์
และพยาบาล
คุณธรรม 10 ประการ (จรรยาบรรณแพทย์)ตะวันตก
 มีเมตตาจิตแก่คนไข้ไม่เลือกชั้นวรรณะ
 มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน
 มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป
 มีความละเอียดรอบคอบ สุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล
 ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยแต่ฝ่ายเดียว
 ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ
 ไม่เป็นคนเกียจคร้าน เผอเรอ มักง่าย
 ไม่ลุอานาจแก่อคติ 4 คือความลาเอียงด้วย ความรัก ความโกรธ ความกลัว ความ
หลง (โง่)
 ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อม
 ไม่มีสันดานชอบความมัวเมาในหมู่อบายมุข
จริยธรรมสาหรับแพทย์มุสลิม
(Islamic Code of Medical Ethics) (1)
จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน
1. ต้องมีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าและคําสอนของศาสนาอิสลาม
2. ต้องปฏิบัติตัวตามแนวทางดังกล่าวในทุกๆด้านของการดําเนินชีวิต
3. มีความกตัญํูรู้คุณ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้อาวุโส
4. ถ่อมตน สงบเสงี่ยมเจียมตน มีความเมตตา กรุณา อดทน มีใจกว้าง
5. ปฏิบัติตนให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และขอความช่วยเหลือจากพระผู้เป็น
เจ้าอยู่เสมอ
6. หาความรู้ ความชํานาญทางวิชาชีพให้ทันต่อเหตุการณ์พร้อมรับคําแนะนํา
และช่วยเหลือจากผู้มีประสบการณ์มากกว่าอยู่ตลอดเวลา
7. ปฏิบัติตามกฎ ข้อบังคับแห่งวิชาชีพอย่างครัดเคร่ง
8. พึงระลึกอยู่เสมอว่าทั้งร่างกายและจิตใจผู้ป่วยนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาการ
เยียวยาผู้ป่วยจึงต้องอยู่ในแนวทางคําสอนของศาสนา
9. พึงระลึกว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานชีวิต และผู้ที่จะถอดชีวิตได้คือพระองค์ หรือ
โดยอนุมัติจากพระองค์
10. พึงสังวรว่า ทุกย่างก้าวและทุกอริยาบทของเรานั้นพระผู้เป็นเจ้าเห็นและเฝ้าดูอยู่
11. ไม่กระทําการอันใดถึงแม้จะเป็นเสียงส่วนใหญ่หรือเป็นการขอร้องจากผู้ป่วย ถ้า
สิ่งนั้นขัดต่อหลักทางนําของพระผู้เป็นเจ้า
12. ไม่แนะนําหรือนําสิ่งที่เป็นอันตรายมาใช้
จริยธรรมสาหรับแพทย์มุสลิม
(Islamic Code of Medical Ethics) (2)
13. ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกหมู่เหล่าโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา ผิวสี
14. ให้คําแนะนําที่จําเป็นโดยพิจารณาจากสภาพรวมคือทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
15. พึงรักษาความลับของผู้ป่วย
16. พึงใช้กริยามารยาทที่เหมาะสมในการติดต่อสนทนา ตลอดจนในการให้บริการต่างๆ ให้
มีบุคคลที่สามอยู่ด้วยในการตรวจผู้ป่วยต่างเพศ
17. ไม่วิจารณ์เพื่อนแพทย์ด้วยกันต่อหน้าผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ
18. ไม่คิดค่าตอบแทนต่างๆในการตรวจรักษาเพื่อนแพทย์หรือญาติใกล้ชิดของแพทย์ด้วยกัน
19. พึงใช้สติป๎ญญาอันรอบคอบ(จากที่พระผู้เป็นเจ้าให้มา)ในการตัดสินใจในการงานต่างๆ
จริยธรรมสาหรับแพทย์มุสลิม
(Islamic Code of Medical Ethics) (3)
“ คนเราจะตัดสินใจและกระทาการใดๆ ได้ดีที่สุด
เมื่อยึดหลัก 2 ประการ คือ
ด้วยเจตนาที่ดีที่สุด
โดยใช้ปัญญาให้เต็มที่”
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
จริยธรรมทางการแพทย์ในไทย
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระ
บิดาแห่งการแพทย์ไทย และพระบิดาแห่งการสังคมสงเคราะห์ ได้สั่ง
สอนนักเรียนแพทย์ให้ยึดมั่นในอุดมคติ ดังนี้
จากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนแพทย์ทุกคนให้รู้จัก
“อ่อนน้อม ถ่อมตน ทุกคนมีดี อย่าไปดูถูกใคร” ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
อดีตกรรมการแพทยสภา และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เห็นว่า ถ้าทุก
คนประพฤติดีต่อกันด้วยไมตรี ให้เกียรติกัน ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติก็จะเกิด
ความสัมพันธ์อันดี จึงได้น้อมนากระแสพระราชดารัสมาให้แพทย์ และบุคลากรใน
ศิริราชได้นาไปปฏิบัติ เชื่อว่า จะช่วยลดปัญหาการฟ้ องร้องระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและ
ญาติได้
ในเวลาต่อมาแพทยสภาได้นาพระบรมราโชวาทนั้น มาสร้างเป็นหลักสูตร “ธรรมาภิบาลสาหรับผู้บริหารทางการแพทย์(ปธพ.)”
โดยความร่วมมือจัดทาโครงการของสถาบันพระปกเกล้า (https://www.thairath.co.th/content/737131)
แพทย์เป็นวิชาชีพที่มีโอกาสสร้างบุญกุศลได้อยู่ตลอดเวลา
หากมองการเรียนแพทย์ในเชิงพุทธศาสตร์ตามหลักพรหมวิหาร
4 คือ
o เมตตา (ปรารถนาให้คนไข้มีความสุข)
o กรุณา (ปรารถนาให้คนไข้พ้นทุกข์)
o มุฑิตา (ยินดีเมื่อคนไข้หายป่วย) และ
o อุเบกขา (ทาใจ เมื่อช่วยอย่างสุดฝีมือแล้ว)
7 ลักษณะที่สาคัญของแพทย์ในอุดมคติ
ความเชื่อมั่น : “ความเชื่อมั่นของแพทย์จะช่วยให้ฉันมีความมั่นใจ”
ความเห็นอกเห็นใจ : "หมอพยายามเข้าใจสิ่งที่ฉันรู้สึกทางร่างกายและอารมณ์และสื่อสารความ
เข้าใจนั้นให้ฉัน”
มีเมตตากรุณา : "หมอเป็นห่วง เอาใจใส่ เมตตาและใจดี”
รู้ลักษณะส่วนบุคคล : "หมอสนใจในตัวผมมากกว่าการเป็นเพียงผู้ป่วย มีการพูดคุยโต้ตอบกับฉัน
และฉันแต่ละบุคคลได้”
เป็นที่น่าเคารพ : " หมอใส่ใจกับสิ่งที่ฉันบอกอย่างจริงจังและพยายามรักษาฉัน"
ละเอียดรอบคอบ : "หมอมีความน่าเชื่อถือและหนักแน่น”
จาก WebMD Health News
7 ลักษณะที่ตรงกันข้ามกับแพทย์ในอุดมคติ
ขี้อาย
ไม่เอาใจใส่
หลอกลวง/ทาให้เข้าใจผิด
เมินเฉย/ไร้ความรู้สึก
ไม่เห็นอกเห็นใจ/ไม่สนใจ
ไม่สุภาพ
รีบเร่ง
5 คุณลักษณะของแพทย์ในอุดมคติ (Five-star doctor) โดย WHO
1. เป็นผู้รักษาที่ดี (Care provider)
 แพทย์จะต้องดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ทั้งทางด้านร่างกาย ด้านจิตใจและด้านสังคม
 แพทย์จะต้องแน่ใจว่าการรักษาครอบคลุมและเต็มรูปแบบ (การรักษา, การป้องกันหรือฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย)
 แพทย์ต้องแน่ใจว่าการรักษามีคุณภาพสูงสุด
2. เป็นผู้ที่ทาการตัดสินใจที่ดี (Decision maker)
 แพทย์จะต้องใช้การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในแง่ของประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายได้
 แพทย์จะต้องเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
 ในขณะที่มีข้อจากัดทางด้านทรัพยากรสาหรับการรักษาจะต้องนาออกมาใช้งานร่วมกันอย่างเป็นธรรมเพื่อ
ประโยชน์ของทุกคนในชุมชน
*WHO -World Health Organization, Geneva, Switzerland
3. เป็นผู้ที่สามารถสื่อสารได้อย่างดี (Communicator)
 แพทย์ในอุดมคติจะต้องมีการสื่อสารที่ดีเยี่ยมเพื่อที่จะชักจูงบุคคล ครอบครัว และคนในชุมชนให้
ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ และหมั่นดูแลตัวเองเพื่อรักษาสุขภาพ
4. เป็นผู้นาชุมชน (Community leader)
 แพทย์จะไม่เพียงแต่รักษาผู้ที่ต้องการรับการรักษาเท่านั้น แต่จะเป็นผู้นาชุมชนด้วยการส่งเสริมการ
จัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพชุมชนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนจานวนมากด้วย
คุณลักษณะ 5 ประการของแพทย์ในอุดมคติ
(Five-star doctor) โดย WHO
5. เป็นผู้บริหารที่ดี (Manager)
 แพทย์จะต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเพื่อดาเนินการหน้าที่เหล่านี้ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ
 การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อที่จะทาให้การตัดสินใจดีขึ้นและการร่วมกันทางาน
กับทีมที่มีการรวมตัวของนักวิชาชีพหลายสาขาเพื่อร่วมมือกันส่งเสริม
สุขภาพที่ดีและการพัฒนาทางด้านสังคม
คุณลักษณะ 5 ประการของแพทย์ในอุดมคติ
(Five-star doctor) โดย WHO
คุณลักษณะ 5 ประการของแพทย์ในอุดมคติ
(Five-star doctor) โดย WHO
มหาวิทยาลัยที่ผลิตแพทย์จะมีบทบาทที่สาคัญในการเตรียมความพร้อมของแพทย์
ในอนาคตให้มีคุณลักษณะตาม ” Five-star doctor ” เพื่อให้แพทย์ได้แสดงขีด
ความสามารถในการสนับสนุนเชิงรุกเพื่อสร้างระบบสุขภาพในอนาคต
1) หลักเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence) และ
2) หลักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย (Non-malfeasance) (1)
 แพทย์จะทําอะไรก็ต้องเพื่อประโยชน์ของคนไข้เท่านั้น ให้มีความเมตตาต่อทุกชีวิต เห็นอกเห็น
ใจ
พร้อมทั้งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อมนุษย์
 สิ่งที่จะดําเนินการจะต้องไม่ก่อให้เกิดผลร้ายกับคนไข้ ทั้งทางกายหรือจิตใจ
 คิดในสิ่งที่ดี (Think good)
 คุณอาจจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่คนอื่นยังคงสามารถอ่านคุณจาก ใบหน้า สําเนียง ภาษา
กาย/ท่าทาง
 การแสดงออกของคุณเป็นการแสดงออกของความคิดของคุณด้วย
 เมื่อคุณเงียบ คุณอาจจะยังบอกอะไรบางอย่างอยู่
 พูดในสิ่งที่ดี (Talk/Say good) - คาพูด
 ศิลปะของการสื่อสารเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และ
คนไข้
 ทาในสิ่งที่ดี (Do good) – การปฏิบัติ การแสดงออก
 การอุทิศตน ทุ่มเท
 เขียนในสิ่งที่ดี (Write good)
คาถาม : เรามักจะรู้เสมอว่าอะไรคือสิ่งที่ดีสาหรับผู้ป่วย
หรือไม่ ? (มุมมองของผู้ป่วยอาจจะแตกต่างจากเราก็ได้)
1) หลักเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence) และ
2) หลักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย (Non-malfeasance) (2)
3) หลักเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย (Autonomy)
ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาต่าง ๆ ด้วยตนเอง
ความสามารถที่จะคิด ตัดสินใจ ปฏิบัติ
4) หลักความเป็นธรรม/ยุติธรรมกับคนไข้ (Justice)
การจัดหาบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันตามความจาเป็นโดยไม่คานึงถึง
ฐานะทาง เศรษฐกิจ ชนชั้นทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา หรือสีผิว
5) หลักการรักษาความลับของผู้ป่วย (Confidentiality)
ระมัดระวังในการนาข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยไปบอกเล่าให้ผู้อื่น
ข้อจากัดของการเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence)
ต้องเคารพในการตัดสินใจของผู้ป่วย และการ
ตัดสินใจของแพทย์อาจแตกต่างกัน
ต้องแน่ใจว่าสุขภาพไม่ได้ถูกซื้อในราคาที่สูงเกินไป
ต้องพิจารณาสิทธิของผู้อื่นด้วย
6) หลักความซื่อสัตย์ (Fidelity) และ หลักซื่อตรงต่อ
คนไข้ (Truthfulness)
 จะทําอะไรต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่โกหกผู้ป่วย
 ต้องบอกคนไข้ก่อนว่าสิ่งที่จะทํามีข้อดีข้อเสียอะไร
 การบอกความจริงกับคนไข้
 การจัดหาบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันตามความจําเป็นโดยไม่คํานึงถึงฐานะ
ทาง เศรษฐกิจ ชนชั้นทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา หรือสีผิว
7. หลักรักษาศักดิ์ศรีคนไข้ (Dignity):
 จะทําอะไร ต้องไม่ให้คนไข้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นคน
 ทั้งผู้ป่วยและแพทย์มีสิทธิที่จะมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
การสารวจทางด้านจริยธรรมในวิชาชีพของแกลลัพ โพล (Gallup Poll)
 บริษัท แกลลัพ เป็นหนึ่งในสานักโพลที่มีชื่อเสียงของอเมริกา ได้สารวจข้อมูลใน
ประเทศต่างๆ มากกว่า 160 ประเทศ
 ชาวอเมริกันได้รับการขอร้องให้คะแนนความซื่อสัตย์และจริยธรรมของวิชาชีพต่างๆ
เป็นประจาทุกปีตั้งแต่ปี 1990
 ผลโพลล์นี้รวบรวมความคิดเห็นโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับตัวอย่างที่ถูกสุ่ม
จาก 805 คน โดยในจานวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ใน 50 รัฐ
ของสหรัฐอเมริกาและโคลัมเบีย
ผลการสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์/
ความจริงใจ และจริยธรรมใน 11 วิชาชีพ ปี ค.ศ.
2014
3 อันดับสูงสุด
2 อันดับต่าสุด
ที่มา http://www.gallup.com/poll/145214/Rate-Nurses-Doctors-Highly.aspx
ผลการสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์/
ความจริงใจ และจริยธรรมใน 22 วิชาชีพ ปี ค.ศ.
2016
3 อันดับสูงสุด
ที่มา http://news.gallup.com/poll/200057/americans-rate-healthcare-providers-high-honesty-ethics.aspx
ผลการสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์/
ความจริงใจ และจริยธรรมใน 22 วิชาชีพ ปี ค.ศ.
2016
ที่มา http://news.gallup.com/poll/200057/americans-rate-healthcare-providers-high-honesty-ethics.aspx
2 อันดับต่าสุด
คณะบุคคล/สถาบัน/
หน่วยงานต่างๆ
ระดับความเชื่อมั่น
รวม เชื่อมั่น
มาก
ค่อนข้าง
เชื่อมั่น
ไม่ค่อย
เชื่อมั่น
ไม่เชื่อ
มั่น
ไม่มี
ความ
เห็น
ไม่รู้จัก
• แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ 100.0 17.9 63.3 10.3 2.2 6.0 0.3
• แพทย์ในโรงพยาบาลของเอกชน 100.0 17.5 60.9 9.5 1.7 9.7 0.7
• ทหาร 100.0 13.3 59.7 13.7 3.3 9.6 0.4
• โทรทัศน์ 100.0 7.8 62.1 16.3 2.6 10.8 0.4
• ข้าราชการพลเรือน 100.0 5.9 61.1 14.9 2.6 13.2 2.3
• ผู้ว่าราชการจังหวัด 100.0 9.9 56.2 10.1 2.4 14.1 7.3
• ตํารวจ 100.0 6.2 51.1 23.9 8.9 9.6 0.3
• สมาชิกสภาท้องถิ่น 100.0 4.1 51.7 21.8 6.0 14.9 1.5
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 100.0 4.2 51.5 21.2 6.3 15.5 1.3
ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อการทางานของคณะบุคคล/สถาบัน/หน่วยงานต่างๆ
(สารวจโดย สานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ปี 2553)
คณะบุคคล/สถาบัน/
หน่วยงานต่างๆ
ระดับความเชื่อมั่น
รวม เชื่อมั่น
มาก
ค่อนข้าง
เชื่อมั่น
ไม่ค่อย
เชื่อมั่น
ไม่เชื่อ
มั่น
ไม่มี
ความ
เห็น
ไม่รู้จัก
• เจ้าหน้าที่ที่ดิน 100.0 4.2 50.5 18.8 5.1 19.5 1.9
• หนังสือพิมพ์ 100.0 3.7 49.5 22.3 4.1 19.6 0.8
• เจ้าหน้าที่ศุลกากร 100.0 4.3 43.5 14.5 3.3 25.2 9.2
• วิทยุกระจ่ายเสียงทั่วไป 100.0 2.9 42.5 18.3 3.9 30.2 2.2
• วิทยุชุมชน 100.0 2.6 36.9 20.2 5.3 32.1 2.9
“ให้แพทย์ รู้จักอ่อนน้อม ถ่อมตน ทุกคนมีดี
อย่าไปดูถูกใคร ถ้าประพฤติดีต่อกันด้วยไมตรี
ให้เกียรติกัน ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ
ก็จะเกิดความสัมพันธ์อันดี”
พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ปรัชญาของการสื่อสารทางการแพทย์คือ “การสื่อสารระหว่าง
แพทย์และผู้ป่วยที่ดีจะทาให้เกิดผลการรักษาที่ดี มีความร่วมมือ
และความพึงพอใจทั้งแพทย์และผู้ป่วยดีขึ้น”
(Brown JB, Stewort M, & Ryan BJ, 2003; Kjellgren,Ahlner, &
Säljö, 1995; Stewart et al., 1999)
ข่าว : เผยเรื่องร้องเรียนกว่าครึ่ง แพทย์-พยาบาลไม่ใส่ใจ
สื่อสารผู้ป่วย
 เรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดต่อสาธารณสุขคือ การสื่อสารของบุคลากร
สาธารณสุข ซึ่งอาจพูดน้อยหรือไม่ให้ข้อมูลต่างๆ ต่อประชาชน ทาให้เกิดความเข้าใจ
ผิดทางการบริการ
 เรื่องร้องเรียนการให้บริการของโรงยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจากประชาชน
ในปี 2555 พบว่า 17 เรื่อง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริการ และร้อยละ
50 เกิดจากการขาดการสื่อสารที่เหมาะสม
 งานด้านการแพทย์และสาธารณสุข นอกจากจะดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังมีบทบาทใน
การให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน ป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย ดังนั้นหมอและพยาบาลควร
ให้ความสาคัญกับการสื่อสารสาธารณะด้านสุขภาพด้วย
(ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ก.ค. 2556)
หมอที่พูดดีกับคนไข้ ก็เท่ากับรักษาเขาไปแล้วกว่าครึ่ง“…คนเราประกอบด้วยส่วนจิตและส่วนกาย ถ้าหมอเข้าใจเช่นนี้เวลาตรวจคนไข้ ก็ต้อง
ดูแลทั้งสองส่วนนี้ เร็วๆนี้ ผู้เขียนไปโรงพยาบาลจังหวัดนครปฐม ต้องรอนายแพทย์นาน
ถึงเกือบ 3 ชั่วโมง แต่เมื่อได้พบแพทย์แล้ว ที่ต้องรอนานนั้นไม่บ่นเลย เพราะได้พบ
แพทย์ที่ให้ความสนใจต่อคนไข้อย่างจริงจัง ไม่ได้ทาแบบให้แล้วเสร็จไป หมอหนุ่มคนนี้
อธิบายวิธีคิดและวิธีที่จะรักษา ตลอดจนส่งไปตรวจเลือด หัวใจ ปอด เพื่อขจัดข้อสงสัย
อื่นๆออกไป เพื่อจะได้รักษาได้อย่างถูกต้อง”
• “ผู้เขียนเดินเข้าไปอย่างคนเจ็บ แต่เดินกลับออกมาอย่างคนหายเจ็บ เพราะได้รับการเยียวยาทั้งกายและใจ”
เทศน์โดย ธัมมนันทาภิกษุณี จากหนังสือ 108 ข้อคิด เพื่อชีวิตที่มีสุข จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธสาวิกา ๑ กันยายน ๒๕๕๓
อาชีพที่สามารถเคลื่อนย้ายไปทางานได้อย่างเสรี ในสายการแพทย์
 อาชีพพยาบาล (Nursing Services) อาชีพทันตแพทย์ (Dental Practitioners)อาชีพแพทย์
(Medical Practitioners)
 จากตลาดการให้บริการประชาชน 67 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน
 คุณภาพผู้ทางานสายแพทย์จะเป็นอย่างไร
 จะรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพแพทย์ได้อย่างไร ที่มิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐาน
ขององค์กรในการผลิตคน และการบริการ
 บางวิชาชีพของไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์
 จะระวังดูแลในเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพใน
ไทยได้อย่างไร
http://www.thai-aec.com/ หรือ http://www.facebook.com/thailandaec
เราจะเตรียมการรับมืออย่างไรดี
เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง
จับตาฟิลิปปินส์และเวียดนาม จากข้อมูล
 สภาวการณ์ขาดแคลนนักรังสีเทคนิคไทย
จํานวนมาก
 ไทยมีอัตราค่าตอบแทนที่สูงกว่าอย่างมีนัยสําคัญ
 การเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานมีฝีมือ
 ระบบการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน
 มีใบประกอบโรคศิลปะ
 ประเทศไทยน่าอยู่ คนไทยมีน้ําใจ อัธยาศัยดี
เราจะเตรียมการรับมืออย่างไรดี
เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง
เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง จึงน่าเป็นไปได้ว่า นักรังสีเทคนิคจากฟิลิปปินส์มี
โอกาสสูงที่สุดที่จะเข้ามาทํางานในไทย โอกาสรองลงไปคือเวียดนาม
จะกีดกันหรือจะสนับสนุนหรืออย่างไรก็ได้ เมื่อคิดว่าเราจะเสียเปรียบ แสดง
ว่าต้องเอาเปรียบใช่ไหม นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน มิตร
ประเทศของเราทั้งนั้น เพื่อน win เรา win น่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่
win ด้วยกันมีอะไรบ้างต้องช่วยกันคิด
เราจะเตรียมการรับมืออย่างไรดี
เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง
 ดังนั้น เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง จึงน่าเป็นไปได้ว่า นักรังสีเทคนิคจากฟิลิปปินส์มีโอกาส
สูงที่สุดที่จะเข้ามาทางานในไทย โอกาสรองลงไปคือเวียดนาม
 จะกีดกันหรือจะสนับสนุนหรืออย่างไรก็ได้เมื่อคิดว่าเราจะเสียเปรียบ แสดงว่าต้องเอา
เปรียบใช่ไหม นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน มิตรประเทศของเราทั้งนั้น
เพื่อน win เรา win น่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ win ด้วยกันมีอะไรบ้างต้องช่วยกัน
คิด
กรณีของบทบาทพยาบาลในฐานะผู้ช่วยเหลือแพทย์
 แพทย์บางคนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่แพทย์จะต้องทําเอง และมอบหมายให้
พยาบาลทําเช่น เมื่อผ่าตัดเสร็จ สั่งให้พยาบาลเย็บแผลต่อเพราะตนจะรีบไปทา
ธุระอื่น บอกให้พยาบาลจ่ายยาไปตามที่เห็นสมควร ทั้งๆที่เป็นผู้ป่วยหนัก เหล่านี้
ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พยาบาลเองก็อึดอัดที่จะปฏิบัติตามคําสั่งแพทย์ในกรณี
ดังกล่าว เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นพยาบาลต้องร่วมรับผิดด้วย ป๎ญหานี้จะ
แก้ไขอย่างไร ?
 พยาบาลติดต่อเพื่อให้แพทย์มาดูผู้ป่วย แต่แพทย์ไม่มา
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พยาบาลจะทําอย่างไร ?
(ป๎ญหานี้เป็นเรื่องที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆกัน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง
ของระบบบริหาร ส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องของแพทย์เอง
ซึ่งจะต้องแยกเป็นส่วนๆ ไป)
สหรัฐฯสอบสวนโครงการทดลองทางการแพทย์ ในคดี
ละเมิดจริยธรรมแพทย์
มีการสอบสวนแพทย์ของสหรัฐฯ ที่มีการใช้มนุษย์ลองยาเข้าข่าย
ละเมิดจริยธรรมและมนุษยธรรม ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ
ด้านสุขภาพและชีวิต
มีการฉีดเซลล์มะเร็งเข้าสู่ร่างกายวัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ซึ่งป่วย
เรื้อรัง เพื่อสังเกตอาการทางร่างกาย แต่เจ้าหน้าที่กลับบอก
อาสาสมัครว่าเป็นการทดลองตัวยารวมถึงการพ่นเชื้อไวรัสไข้หวัด
ใหญ่สายพันธุ์เอเชียเข้าจมูกนักโทษ การฉีดเชื้อไวรัสซิฟิลิส และ
โกโนเรียแก่ผู้ป่วยโรคประสาท
http://www.thairath.co.th/content/oversea/152503
แพทย์สภายัน ตัดไข่เด็ก ผิด (1)
 บรรดาตุ๊ด แต๋ว กะเทย ที่อยากจะเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง พากันหันไปใช้วิธีการ
ตัดลูกอัณฑะหรือ “ตัดไข่” ทิ้ง จนกลายเป็นแฟชั่นฮิต โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 4,000-
5,000 บาท ถูกกว่าการผ่าตัดแปลงเพศ “เฉาะจิ๋ม” ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินหลาย
แสนบาท โดยเชื่อว่าการตัดไข่ทิ้งจะทาให้รูปร่างผิวพรรณดี มีความ เป็นหญิงมาก
ขึ้น กอปรกับมีกระแสข่าวว่า จะมีกฎหมายให้บรรดาบุคคลประเภทสอง สามารถ
ใช้คานาหน้าว่า “น.ส.” ได้ ทาให้บรรดาผู้ปกครองของบรรดาตุ๊ด แต๋วและกะเทย
วัยกระเตาะเหล่านี้ เกิดความวิตกกังวลและเป็นห่วงลูกหลาน ว่าอาจมีอันตรายต่อ
ชีวิตในอนาคต
http://tnews.teenee.com/crime/21912.html
แพทย์สภายัน ตัดไข่เด็ก ผิด (2)
ต้องกาชับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ให้เข้มงวดใน
เรื่องดังกล่าวเพราะการผ่าตัดอัณฑะในเด็ก ที่ยังไม่ บรรลุนิติ
ภาวะน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ จะต้องตรวจดูกฎหมายให้เข้มงวด
ไม่ใช่นึกจะทําก็ทํา ยืนยันว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวง
สาธารณสุข ไม่มีการให้บริการลักษณะนี้ การกระทําของแพทย์
ลักษณะนี้น่าถูกตําหนิ ต่างกับกรณีที่แพทย์ถูกฟ้องร้อง เพื่อ
ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ ชีวิตคน ที่ควรให้การช่วยเหลือ
http://tnews.teenee.com/crime/21912.html
แพทย์สภาระบุหมอที่เลือกรักษาคนไข้ไร้จรรยาบรรณ
เพราะผิดทางอาญา ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
 กรณีที่โรงพยาบาล........งดตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่บางอาชีพว่า
“หลักการทั่วไปในเรื่องของจริยธรรมและเสรีภาพการประกอบวิชาชีพแพทย์ตามรัฐ
ธรรมนูญที่กําหนดไว้หากมีผู้บาทเจ็บในภาวะฉุกเฉินซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์
จะปฎิเสธการรักษาไม่ได้ถึงแม้ผู้บาดเจ็บจะเป็นศัตรูเป็นผู้ร้ายก็ต้อง ทําการรักษาตามหลัก
จริยธรรม แต่หากได้รับบาดเจ็บที่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์
สามารถปฎิเสธการรักษาได้โดยการให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นแทน
รวมทั้งหากเป็นการรักษาที่เกินความสามารถของแพทย์ แพทย์ก็สามารถที่จะปฏิเสธการ
รักษาได้
http://www.thaibizcenter.com/hotnewsdetail.asp?newsid=688
ตัวอย่างหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม (Code of Ethical conduct) -
โรงพยาบาลเมาท์ ไซนาย (The Mount Sinai Hospital) สหรัฐอเมริกา
จากการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของประเทศ (Best Hospitals 2014-
15) ซึ่งจัดอันดับโดย U.S. News & World Report เมาท์ ไซนายเป็น
โรงพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 16 จากเกือบ 5,000
โรงพยาบาลทั่วประเทศ และยังถูกจัดอันดับในอีกหลายๆ ด้านที่เชี่ยวชาญ
พิเศษ เช่น ติดอันดับใน 10 ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบทางเดินอาหาร
โรคหัวใจ และหูคอจมูก
มีการเปิดสอนโรงเรียนแพทย์ Icahn School of Medicine at Mount Sinai
ผู้ที่จะนาหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม
(Code of Ethical conduct) ไปใช้คือใคร ?
 สมาชิกทุกคนในคณะกรรมการบริหาร
 ผู้บริหาร
 พนักงานของโรงพยาบาล
 แพทย์
 พนักงานชั่วคราว
 อาสาสมัคร
 นักเรียนนักศึกษา
 นักวิจัย
วิธีการตรวจสอบหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม
กลุ่มผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลเมาท์ ไซนายมีความรับผิดชอบโดยรวม
ในการตรวจสอบการนําหลักจรรยาบรรณนี้ไปปฏิบัติภายในโรงพยาบาล
ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นเจ้าของทางด้านการบริหารของหลักจรรยาบรรณนี้
โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของข้อตกลงตามหลักจรรยาบรรณของ
คณะกรรมการที่ปรึกษาซึ่งมีตัวแทนจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล, ฝ่ายกฎหมาย,
ด้านการแพทย์, ความหลากหลายและสิทธิมนุษยชน ฝ่ายการสื่อสาร ฝ่าย
การเงินและผู้บริหารระดับสูง
คณะกรรมการทั้งหลายเหล่านี้จะทบทวนหลักข้อตกลงนี้เป็นประจําทุกปี
และจะมีการเปิดประชุมโดยประธาน รองประธานอาวุโส และฝ่าย
พัฒนาองค์กร
ความรับผิดชอบของบุคลากรทุกคน
ต่อหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม
 อ่านและปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณนี้
 ให้ทําความคุ้นเคย เข้าใจและปฏิบัติตามขั้นพื้นฐานตามกฎหมายและข้อกําหนดด้านกฎระเบียบ
ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง
 ยึดมั่นตามมาตรฐานจริยธรรมสูงสุดเมื่อทําหน้าที่ในนามของเมาท์ ไซนาย
 เคารพค่านิยมทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว
เพื่อนร่วมงาน ทีมงานและผู้มาเยือน
 ป้องกันและ / หรือละเว้นจากการเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามใด ๆ รวมทั้งการล่วงละเมิดหรือ
ข่มเหงทางด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือทางเพศ
 ละเว้นจากการขัดแย้งทางผลประโยชน์และ / หรือใช้ตําแหน่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
 รายงานการทําผิด/ฝ่าฝืนทางกฎหมายหรือมาตรฐานทางจริยธรรมที่เป็นไปได้
หรือที่เกิดขึ้นจริง
คาถามมาตรฐานในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
(Compliance Questions)
 ความซื่อสัตย์ ความรู้สึกร่วมและวิจารณญาณที่ดีเป็นตัวชี้แนะที่ดีที่สุดของคุณในการกําหนดว่าการกระทํา
ของคุณเป็นไปตามมาตรฐานที่คาดหวังสําหรับพฤติกรรมทางด้านจริยธรรมและที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
แต่ถ้าคุณพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่คุณไม่แน่ใจ ให้ถามตัวเองด้วยคาถามเหล่านี้
 การกระทาของฉันสอดคล้องกับความต้องการตามแนวทางปฏิบัติของเมาท์ ไซนาย และ
กฎหมายหรือกฎระเบียบหรือไม่ ?
 การกระทาของฉัน (เพื่อคนอื่น ๆ ) เข้าข่ายลักษณะ ของความไม่ถูกต้องหรือเป็นการ
กระทาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ?
 การกระทานี้จะทาลายชื่อเสียงแก่พนักงานคนอื่นๆ หรือแก่เมาท์ ไซนายหรือไม่ ถ้ามีการ
เปิดเผยอย่างเต็มที่ให้กับประชาชน?
 ฉันสามารถปกป้อง/แก้ต่างการกระทาของฉันให้แก่หัวหน้างานของฉัน พนักงานอื่น ๆ
และให้ประชาชนทั่วไปได้หรือไม่ ?
 การกระทาของฉันขัดแย้งกับข้อพึงปฏิบัติส่วนบุคคลของฉันหรือไม่ ?
โมเดลบูรณาการจริยธรรม (Integrated Ethics Model)
 ในขณะที่ “คุณภาพ (Quality) ได้กลายเป็นคําฮิตสําหรับองค์กรดูแลสุขภาพใน
หลายปีผ่านมา แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังให้ความสําคัญค่อนข้างน้อยในเรื่อง
“คุณภาพทางจริยธรรม (Ethics Quality)”
 โมเดลนี้แสดงให้เห็นถึงการออกจากพื้นฐานจากวิธีการแบบดั้งเดิมกับจริยธรรมใน
องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ เป็นโมเดลใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพเกี่ยวกับจริยธรรมใน
องค์กรดูแลสุขภาพ
 โมเดลนี้ถูกพัฒนาโดยศูนย์เพื่อจริยธรรมในการให้บริการด้านสุขภาพแห่งชาติ (The
National Center for Ethics in Health Care) ในกรมประชาสงเคราะห์ทหาร
ผ่านศึกของสหรัฐอเมริกา (United States Government„s Department of
Veterans Affairs)
โมเดลบูรณาการจริยธรรม (IntegratedEthics Model)(ต่อ)
โมเดลนี้ช่วยให้องค์กรสามารถจัดลําดับความสําคัญ การ
ส่งเสริม การวัดและการปรับปรุงประสิทธิภาพการทํางานที่
เกี่ยวข้องกับจริยธรรมอย่างเป็นระบบ
หัวใจหลักของโมเดลนี้คือ จริยธรรมเป็นส่วนที่สาคัญ
เพื่อให้เกิดคุณภาพ
คุณภาพทางจริยธรรม (Ethics Quality)
 คุณภาพทางจริยธรรม หมายถึง การปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรที่มีความสอดคล้องกับการยอมรับ
อย่างกว้างขวางจากมาตรฐานทางจริยธรรม บรรทัดฐาน หรือความคาดหวังสําหรับองค์กร
และพนักงาน
 แนวทางการปฏิบัติเหล่านี้จะถูกกําหนดไว้ใน
 คําแถลงพันธกิจ (Mission) และ ค่านิยม (Value) ขององค์กร
 ประมวลจรรยาบรรณ (Code of ethics)
 แนวทาการทํางานอย่างมืออาชีพ (Professional guidelines)
 คําแถลงมติ (Consensus statements)
 เอกสารแสดงความคิดเห็น (Position Papers)
 นโยบายสาธารณะและนโยบายสถาบัน (Public and institutional policies)
 คุณภาพทางจริยธรรมอาจได้รับการประเมินโดยผ่านทางโครงสร้าง กระบวนการ และการ
วัดผล
คุณภาพทางจริยธรรม (Ethics Quality) (ต่อ)
 ตัวอย่าง สมมติว่าผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด จากมุมมองของคุณภาพทางเทคนิค
การดาเนินการถูกดาเนินการอย่างสมบูรณ์และจากมุมมองของคุณภาพการให้บริการ
ผู้ป่วยเป็นที่น่าพอใจด้วยการดูแลอย่างดีที่เขาได้รับ ดังนั้นการดูแลในกรณีนี้มี
คุณภาพสูงใช่มั้ย ?
 คาตอบคือ ก็ไม่จาเป็น หากลองคิดดูว่าถ้าผู้ป่วยไม่เคยได้รับการแจ้งหรือได้รับข้อมูลที่
ผิด ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนที่เขาได้รับการรักษานี้จะบ่งบอกถึงปัญหาที่มีคุณภาพจริยธรรม
ระดับของคุณภาพทางจริยธรรม
(Levels of Ethics Quality)
 คุณภาพทางจริยธรรมเป็นผลผลิตของการมีปฏิกิริยาต่อ
กันและกันของปัจจัยทั้ง 3 ระดับ คือ
(1) การตัดสินใจและการกระทา (Decisions & actions)
(2) ระบบและกระบวนการ (Systems & processes)
(3) สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม (Environment & culture)
ร่วมกันทั้งสามระดับกาหนดคุณภาพทางจริยธรรมของ
องค์กร
ระดับของคุณภาพทางจริยธรรม
(Levels of Ethics Quality) (ต่อ)
 บริเวณพื้นผิวของภูเขาน้าแข็งทางจริยธรรมนี้ อยู่ในตาแหน่งที่
สามารถสังเกตการตัดสินใจและกระทาได้อย่างง่าย
และกิจกรรมต่างๆ ที่ไหลจากพวกเขาในการปฏิบัติใน
ชีวิตประจาวันขององค์กรและการเป็นพนักงาน
 พื้นที่ข้างใต้ภูเขาน้าแข็งนั้นเป็นส่วนของ ระบบขององค์กร
และกระบวนการผลักดันการตัดสินใจ ปัจจัยเหล่านี้
เป็นองค์กรที่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดายใน
ตัวเอง แต่จะเห็นได้ชัดเมื่อใครคนหนึ่งมองระบบขององค์กร
และกระบวนการตัดสินใจ เช่น มองโดยการตรวจสอบรูปแบบ
และทิศทางสาหรับจริยธรรมในการขอคาปรึกษาด้านจริยธรรม
ระดับของคุณภาพทางจริยธรรม
(Levels of Ethics Quality) (ต่อ)
 ส่วนลึกใต้ภูเขาน้าแข็งลงไปอีกเป็นที่อยู่ของ
สภาพแวดล้อมทางจริยธรรมขององค์กรและ
วัฒนธรรมซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก
 แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ โดยมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติ
ด้านจริยธรรมโดยรวม ระดับที่ลึกที่สุดนี้ประกอบด้วย
คุณค่า ความเข้าใจ ข้อสมมติฐาน นิสัยและข้อความที่
ไม่ได้พูด (สิ่งที่ผู้คนในองค์กรรู้ แต่ไม่ค่อยทาอย่าง
ชัดเจน) ระดับนี้เป็นสิ่งสาคัญอย่างยิ่งเพราะมันเป็น
รากฐานสาหรับทุกสิ่งทุกอย่าง อีกทั้งเพราะระดับนี้
สามารถเปิดเผยได้โดยต้องผ่านการสารวจอย่าง
รอบคอบและระมัดระวังซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะมองข้าม
ขอบเขตเนื้อหาของจริยธรรมสาหรับการให้บริการด้านสุขภาพ
(Domains of Health Care Ethics)
ขอบเขตเนื้อหานี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมประเด็นทางจริยธรรมที่ต้องเผชิญกับทุกประเภท
ขององค์กรด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลสาหรับดูแลผู้ป่วย โรงพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้ นฟู
คลินิกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และระบบบริการสุขภาพ ประกอบด้วยเนื้อหาเหล่านี้
 การทาการตัดสินใจร่วมกันกับผู้ป่วย (องค์กรจะส่งเสริมให้มีการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย
ได้ดีมากน้อยเพียงใด)
 วิธีปฏิบัติทางจริยธรรมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (องค์กรจะมีวิธีจัดการด้านจริยธรรมของการดูแล
ผู้ป่วยที่ใกล้ระยะสุดท้ายได้ดีมากน้อยเพียงใด)
 วิธีปฏิบัติทางจริยธรรมที่จุดเริ่มต้นของชีวิต (องค์กรจะส่งเสริมการปฏิบัติทางจริยธรรมเกี่ยวกับช่วงก่อน
ตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ และระยะระหว่างคลอดได้ดีมากน้อยเพียงใด)
 สิทธิความเป็นส่วนตัวและการรักษาความลับของผู้ป่วย (องค์กรมีวิธีการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและ
การรักษาความลับของผู้ป่วยได้ดีมากน้อยเพียงใด)
ขอบเขตของความรู้ของจริยธรรมสาหรับการให้บริการด้านสุขภาพ
(Domains of Health Care Ethics) (ต่อ)
 ความเป็นมืออาชีพในการดูแลผู้ป่วย (องค์กรมีวิธีการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมสาหรับการ
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพได้ดีมากน้อยเพียงใด)
 การปฏิบัติทางจริยธรรมในการจัดสรรทรัพยากร (องค์กรมีวิธีแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมใน
การจัดสรรทรัพยากรผ่านโปรแกรม การให้บริการและผู้ป่วยได้ดีมากน้อยเพียงใด)
 จริยธรรมในการดาเนินธุรกิจและการจัดการ (องค์กรมีวิธีส่งเสริมมาตรฐานด้านจริยธรรมให้สูง
ในการดาเนินธุรกิจและวิธีการบริหารจัดการมากน้อยเพียงใด)
 จริยธรรมในการวิจัย (องค์กรมีวิธีการเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของบริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานทาง
จริยธรรมที่ใช้กับการปฏิบัติงานวิจัยมากน้อยเพียงใด)
 การปฏิบัติทางจริยธรรมในสถานที่ทางานที่เกิดขึ้นทุกวัน (องค์กรมีวิธีสนับสนุนพฤติกรรมทาง
จริยธรรมในการทางานร่วมกันในงานประจาวันมากน้อยเพียงใด)
การใช้แนวทางตามกฎพื้นฐาน (Rules-Based Approaches)
และการปลูกฝั งค่านิยม (Values-Based Approaches) เพื่อมุ่งสู่จริยธรรม
การสื่อสารมาตรฐานทางกฎหมายขั้นต่าที่พนักงานจาเป็นจะต้องปฏิบัติ
ตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานในการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน
เหล่านี้
กระบวนการของสถาบันเพื่อรายงานข้อมูลพนักงานที่ไม่ปฏิบัติตาม
การลงโทษพนักงานที่กระทาผิดกฎระเบียบ
หน้าที่หลักของโมเดลบูรณาการจริยธรรม
(Integrated Ethics Core Functions)
 โมเดลนี้ปรับปรุงคุณภาพทางจริยธรรมโดยมีจุดมุ่งหมายทั้ง 3 ระดับ คือ
(1) ระดับการตัดสินใจและการกระทา
(2) ระดับระบบและกระบวนการ
(3) ระดับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม
 โดยปรับปรุงผ่าน 3 หน้าที่หลัก ดังต่อไปนี้
1. การให้คาปรึกษาด้านจริยธรรม (Ethics consultation)
2. การป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรม (Preventive ethics)
3. ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership)
การให้คาปรึกษาด้านจริยธรรม (Ethics consultation)
: ตอบสนองต่อคาถามทางจริยธรรมในการดูแลสุขภาพ
 เมื่อต้องทาการตัดสินใจ/ดาเนินการใดๆ ข้อกังวลทางจริยธรรมมักจะเกิดขึ้นแผนงานทาง
ด้านจริยธรรมต้องมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อความกังวลเหล่านี้ให้กับสมาชิกในทีม
ผู้ป่วยและครอบครัวที่เกี่ยวข้องได้
 วันนี้แทบทุกโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกามีบริการให้คาปรึกษาด้านจริยธรรมและเป็นส่วนสาคัญ
ต่อการให้บริการสุขภาพ แต่มีความผันแปรอย่างมากในแง่ของความรู้ ทักษะและกระบวนการที่
นามาใช้ในการปฏิบัติงานให้คาปรึกษาด้านจริยธรรม
 การให้คาปรึกษาทางด้านจริยธรรมอาจจะเป็นเพียงด้านบริการด้านสุขภาพที่เราอนุญาตให้
พนักงานที่ไม่จาเป็นต้องปฏิบัติตรงตามมาตรฐานวิชาชีพทั้งหมด และอาจมีคุณสมบัติและความ
เชี่ยวชาญที่แตกต่างกันที่จะให้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมากในการตัดสินใจที่สาคัญที่มักจะตัดสินชีวิต
และความตายได้
ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจาปี 2557
 ประเทศไทยได้คะแนน 38 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
 อยู่อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก
 และเป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เครื่องวัดการทุจริตทั่วโลก
(Global Corruption Barometer 2010/11)
 ความคิดเห็นที่มีต่อสถาบันดังต่อไปนี้ที่รับรู้โดยประชาชนว่าได้รับผลกระทบจากการทุจริตมากที่สุด :
ร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกว่า
สถาบันต่างๆ เหล่านี้ทุจริต / ทาความเสียหายอย่างมากในประเทศไทย
หน่วยงาน เปอร์เซ็นต์
ตารวจ 71%
พรรคการเมือง 68%
เจ้าหน้าที่ของรัฐและข้าราชการ 58%
สภาผู้แทนราษฎร /สมาชิกสภานิติ
บัญญัติ
45%
องค์กรธุรกิจ 37%
ระบบการศึกษา 32%
ทหาร 23%
หน่วยงาน เปอร์เซ็นต์
บริการทางการแพทย์และสุขภาพ 21%
เอ็นจีโอ 18%
สื่อ 20%
ตุลาการ/ศาล 18%
หน่วยงานทางศาสนา 12%
คุณหรือคนในครอบครัวของคุณเคยจ่ายเงินสินบนให้หนึ่งในแปดบริการ
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ?
หน่วยงานที่รายงานว่า
มีการจ่ายสินบน
เปอร์เซ็นต์
ตารวจ 37%
บริการที่ดิน 19%
ตุลาการ 14%
บริการทางการศึกษา 9%
บริการที่มีการลงทะเบียนหรือการบริการ
ที่ได้ใบอนุญาต
4%
รายได้จากภาษี 3%
สาธารณูปโภค 2%
บริการทางการแพทย์และสุขภาพ 2%
ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลก ปี 2559 (2016)
 คะแนนไทยร่วงจาก 38 เป็น 35 อันดับตกจาก 76 เป็น 101 จาก 176 ประเทศ
 ประเทศที่ได้อันดับหนึ่งยังคงเป็นประเทศเดนมาร์กและนิวซีแลนด์ 90 คะแนนเท่ากัน
 ประเทศจากทวีปเอเชีย อย่างสิงคโปร์อันดับที่ 7 ได้ 84 คะแนน ในส่วนของ
ไทยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ลดลง 3 คะแนน ได้ลาดับ
ที่ 101 เมื่อเทียบกับปี 2558 ได้ 38 คะแนน อยู่อันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศ
(ที่มา : https://thaipublica.org)
CPI Index ไทย ปี 2558 ปี 2559
คะแนน 38 35
อันดับ 76 101
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล
 ในการให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ให้คะแนน
และจัดอันดับประเทศไทย โดยพิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ปี 2015 ใช้ 8
แหล่งข้อมูล)
 โดยใน 8 แหล่งข้อมูลของไทย
 ได้คะแนนเพิ่มขึ้น  3 แหล่งข้อมูล
 ได้คะแนนเท่าเดิม 1 แหล่งข้อมูล และ
 ได้คะแนนลดลง 4 แหล่งข้อมูล
 ในขณะที่แหล่งข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ในปีนี้ 1 แหล่งข้อมูล วัดเกี่ยวกับความหลากหลาย
ของประชาธิปไตย ทั้งนี้ สามารถสรุปแต่ละแหล่งข้อมูลได้ ดังนี้
สาหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ชี้ว่า
ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้อยู่ท่อนล่างของตาราง มี 19 ประเทศจาก 30 ประเทศที่ได้คะแนน 40
หรือน้อยกว่า สองประเทศที่ TI ยกขึ้นกล่าวถึงคือกัมพูชาและไทย ที่มีคะแนนความโปร่งใสแย่ลง
กรณีกัมพูชานั้น TI กล่าวว่า ครองตาแหน่งประเทศคอร์รัปชันที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ได้เพียง 21 คะแนน
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
1. แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทย ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จากปีก่อน มี 3 แหล่งข้อมูล คือ
1.1 โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project - WJP): เป็นองค์กรอิสระ ตั้งอยู่
สหรัฐอเมริกา
- WJP ได้จัดทาดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ไทยได้คะแนน 37
คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11 คะแนน
- WJP มีการเก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤษภาคม – กันยายน 2016
สาเหตุที่มีการจัดทาการวัดระดับของหลักนิติธรรมของประเทศทั่วโลก ก็เพราะหลัก
นิติธรรมเป็นพื้นฐานของสังคมมุ่งการสร้างโอกาสด้วยความเป็นธรรม สามารถคาดการณ์ถึง
ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชนและสังคมได้ และมีการเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานที่เป็น
หลักสากล ให้ความเชื่อถือทางกฎหมายที่ว่า
"กฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะปกครองประชาชน และด้วยเหตุผล
ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก"
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
 การที่ไทยได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่ (ต่อ)
 การมีประกาศคาสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 55/2559 ลงวันที่ 12 กันยายน
2559 เรื่อง การดาเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอานาจศาลทหาร ซึ่งมีเนื้อหาโดยรวมคือ
ให้ยกเลิกการดาเนินคดีพลเรือนในศาลทหารแล้วย้ายไปอยู่ในศาลยุติธรรมปกติ,
 จุดยืนของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ในการดาเนินการตามโรดแมปเพื่อเดินหน้า
สู่การเลือกตั้งและความเป็นประชาธิปไตย,
 การมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ ซึ่ง
จะช่วยในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น,
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล
(ต่อ)
 การที่ไทยได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่ (ต่อ)
 การแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ทาให้ประเทศไทยได้รับการเลื่อนชั้นใน
รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา จาก“เทียร์ 3” คือ
ประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้า และความพยายามที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ขึ้น
ไปอยู่ใน “เทียร์ 2” คือ บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง
 กระทรวงยุติธรรมแถลงผลการรายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก
Universal Periodic Review (UPR) ซึ่งเป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่ง
สหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) รอบที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะทางาน UPR
สมัยที่ 25 ซึ่งในภาพรวมประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิก จานวน 249
ข้อ พร้อมตอบรับทันที จานวน 181 ข้อ รวมทั้งนาข้อเสนอแนะ ที่เหลืออีก 68 ข้อ เสนอ
คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
1.2 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute Management
Development - IMD)
 เป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยประเทศสวิตเซอร์แลนด์
 ในรายงานเกี่ยวกับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั่วโลก ไทยขยับขึ้นมาอยู่
อันดับที่ 27 ดีกว่าปีก่อนที่อันดับ 28
 โดย IMD ใช้ข้อมูลสถิติทุติยภูมิ และผลการสารวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง ไปประมวลผลจัด
อันดับความสามารถในการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจในประเทศทั่วโลกและพิจารณาจากตัวชี้วัด ใน
4 กลุ่มหลัก คือ
1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)
2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)
3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency)
4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
IMD จะสารวจข้อมูลประมาณเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปี
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
1.2 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute Management
Development - IMD) :
การที่ได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่
 ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
โดยภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 ตั้งแต่ปี 2557 มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทาการทุจริตอย่างจริงจัง
 มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้มีความทันสมัยและเป็นสากล มีมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐ
ดาเนินการเพื่อส่งเสริมด้านการลงทุน
 ความคล่องตัวในแต่ละนโยบาย
 มีการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลในด้านดีต่อประชาชน เช่น พระราชบัญญัติการอานวยความ
สะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
1.3 International Country Risk Guide (ICRG) : Political Risk services ได้ 32
คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1 คะแนน
 ICRG เป็นองค์กรแสวงหากาไร ให้บริการวิเคราะห์วิจัยและจัดอันดับสภาวะความเสี่ยง
ระดับประเทศ ประเมินความเสี่ยงด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเงิน ซึ่ง
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ใช้ข้อมูลรายงานความเสี่ยงด้านการเมือง มา
ประกอบการพิจารณาให้ค่าคะแนน ทั้งนี้ การคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้าน
การเมือง ICRG มุ่งประเมินการคอร์รัปชันในระบบการเมือง โดยเฉพาะรูปแบบทุจริตที่
นักธุรกิจมีประสบการณ์ตรงและพบมากที่สุด นั่นคือการเรียกรับสินบน การเรียกรับเงิน
เพื่ออานวยความสะดวกในการนาเข้า/ส่งออก การประเมินภาษี รวมถึงระบบอุปถัมภ์
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางธุรกิจกับการเมือง
ICRG มีการประเมินและเผยแพร่ผลทุก 1 ปี ครั้งล่าสุดประเมิน
ช่วงเดือนสิงหาคม 2015 – สิงหาคม 2016
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
1.3 International Country Risk Guide (ICRG) :
การที่ได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่
 กลุ่มตัวอย่างเห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน,
 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความสาคัญกับเรื่องระบบอุปถัมภ์ โดยมีการศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหา
ระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม” ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการรับรู้ต่อกลุ่มตัวอย่างในทางที่ดี,
 การออกกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/5 ซึ่งทาให้ภาคเอกชนเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังใน
เรื่องการรับสินบน และมีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว,
 การดาเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 มาตรา 103 ได้ผล สังคมได้ตระหนักรู้เรื่องการขัดกัน
ระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
2. แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทย ได้คะแนนเท่ากับปีก่อน มี 1 แหล่งข้อมูล คือ
 Bertelsmann Foundation Transformation Index (BF-BTI): ได้ 40 คะแนน
เท่าปีก่อน โดย BF-BTI เน้นเรื่อง การลงโทษทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้
อานาจหรือตาแหน่งในทางที่ผิด ความสาเร็จของภาครัฐในการควบคุมการทุจริต
คอร์รัปชั่นและการมีกลไกเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ในระบบ
ทั้งนี้ BF-BTI จะมีการเผยแพร่ผลทุก 2 ปี และข้อมูลที่เผยแพร่ครั้งล่าสุด คือ
1 กุมภาพันธ์ 2013 – 31 มกราคม 2015 น่าจะใช้ข้อมูลเดิม
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
3. แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทย ได้คะแนนลดลง กว่าปีก่อนมี 4 แหล่งข้อมูล คือ
3.1 Global Insight Country Risk Rating (GI) ได้ 22 คะแนนลดลงจากปีที่ผ่านมา 20
คะแนน โดย GI เป็นการวัดการดาเนินการทางธุรกิจต้องเกี่ยวข้องกับการทุจริตมากน้อยเพียงใด
โดยประเมินปัจจัยเกี่ยวกับการดาเนินธุรกิจที่ต้องเกี่ยวกับคอร์รัปชัน การแทรกแซงของเจ้าหน้าที่
รัฐในการดาเนินธุรกิจ การให้สินบนและสิ่งตอบแทนสาหรับพิจารณาสัญญา และขอใบอนุญาต
 ทั้งนี้ GI ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ข้อมูลในการประเมินจากเดิมที่ใช้ข้อมูลของ IHS Global
Insight แต่ในปีนี้ใช้ข้อมูลของธนาคารโลก (World Governance Indicators : WGI) แทน
ซึ่งอาจจะทาให้ค่าคะแนนเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยนักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ทาสัญญากับ
ภาครัฐ อาจมองว่าการดาเนินงานของภาคธุรกิจ ยังมีอุปสรรคการแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ในการดาเนินธุรกิจ การให้สินบนและสิ่งตอบแทนสาหรับการพิจารณาสัญญาและการขอ
ใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทาให้ภาคธุรกิจมีการรับรู้
ในเชิงลบ
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
3.2 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum - WEF) :
 มีสานักงานใหญ่ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ WEF เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกาไร โดยจะ
มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศของผู้นาภาครัฐและเอกชน ทั้งทางด้านการเมือง ภาคธุรกิจ และ
ภาคสังคม เพื่อร่วมกันพิจารณาประเด็นการพัฒนาของโลก ภูมิภาค และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
 ได้จัดทารายงานการวัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ดาเนินการรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ผ่าน
“แบบสอบถามความคิดเห็นผู้บริหาร (Executive Opinion Survey) ไทยได้ 37 คะแนนลดลงจากปี
ก่อน 6 คะแนน โดย WEF สารวจมุมมองของนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็น
อุปสรรคสูงสุดในการทาธุรกิจ 5 ด้าน คือ
1) การคอร์รัปชัน 4) ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
2) ความไม่มั่นคงของรัฐบาล/ปฏิวัติ 5) โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ
3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
WEF จะสารวจข้อมูลประมาณเดือนมกราคม – มิถุนายนของทุกปี
 การที่ค่าคะแนนลดลง น่าจะเป็นผลมาจากข่าวสารการทุจริต การรับ-จ่ายสินบนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง
ข่าวดังกล่าวมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
 3.3 Economist intelligence Unit (EIU) : Country Risk Rating ได้ 37 คะแนน
ลดลงจากปีก่อน 1 คะแนน โดย EIU วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจ
ของประเทศต้องเผชิญ ได้แก่ ความโปร่งใสในการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ การ
ใช้ทรัพยากรของราชการ/ส่วนรวม การแต่งตั้งข้าราชการจากรัฐบาลโดยตรง มีหน่วยงาน
อิสระในการตรวจสอบการจัดการงบประมาณของหน่วยงานนั้นๆ มีหน่วยงานอิสระด้าน
ยุติธรรมตรวจสอบผู้บริหาร/ผู้ใช้อานาจ ธรรมเนียมการให้สินบน เพื่อให้ได้สัญญา
สัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ EIU มีการสารวจเก็บข้อมูลเดือนกันยายน 2016
 การที่ค่าคะแนนลดลง น่าจะเป็นผลมาจากแหล่งข้อมูลดังกล่าวให้ความสาคัญกับการ
แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ไม่เป็นธรรม การใช้จ่ายงบประมาณ ความเป็นอิสระของ
หน่วยงานตรวจสอบความโปร่งใส ซึ่งการใช้อานาจดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นจาก
ต่างประเทศ
3.4 สถาบันที่ปรึกษาความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง (Political and Economic Risk
Consultancy - PERC) ไทยได้ 38 คะแนนลดลงจากปีก่อน 4 คะแนน โดย PERC สารวจนัก
ธุรกิจในท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวต่างชาติในแต่ละประเทศ เพื่อให้คะแนนเกี่ยวกับระดับปัญหาการ
ทุจริตในประเทศที่เข้าไปทางานหรือประกอบธุรกิจว่าลดลง เพิ่มขึ้น หรือเท่าเดิม เมื่อเทียบกับปีที่
ผ่านมา
 ทั้งนี้ PERC สารวจข้อมูลช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2016 และตีพิมพ์วารสารในเดือน
มีนาคม 2016
 การที่ค่าคะแนนลดลง น่าจะเป็นผลมาจากมุมมองการรับรู้ของผู้ตอบแบบสอบถามสะท้อนว่า
การทุจริตยังมีอยู่อย่างแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐ และองค์กรภาคประชาสังคมยังติดตาม
และตรวจสอบการทุจริตได้ไม่ดีเท่าที่ควร การมีข่าวต่างๆ เกี่ยวกับการทุจริตที่เปิดเผยออกมา
นั้นไม่ได้เป็นปัญหามากนัก เพราะปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่กระบวนการในการจัดการกับ
สถานการณ์การทุจริตที่เกิดขึ้น เนื่องจากบุคคลที่กระทาการทุจริต ส่วนใหญ่กลับไม่ถูกลงโทษ
สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การให้สินบนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแพร่หลาย และ
คนในประเทศยังมีทัศนคติต่อการให้สินบนว่าเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
 สาหรับแหล่งแหล่งข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ในปีนี้เป็นปีแรก 1 แหล่งข้อมูล คือ โครงการความ
หลากหลายของประชาธิปไตย (Varieties of Democracy Project) วัดเกี่ยวกับความ
หลากหลายของประชาธิปไตย การเลือกตั้ง เสรีภาพ เปิดให้มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น
ความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย
 นอกจากนี้ ยังดูพฤติกรรมการคอร์รัปชันในระบบการเมืองในระดับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติ
บัญญัติ และฝ่ายตุลาการด้วย และในอาเซียนมีการวัดเพียง 4 ประเทศคือ เมียนมาร์ ได้
50 คะแนน ฟิลิปปินส์ 36 คะแนน ไทย 24 คะแนน และกัมพูชา 17 คะแนน
 สาหรับกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจ่ายสินบนให้หน่วยงานของรัฐใน
ประเทศไทยในช่วงนี้ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นมาก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่อย่างน้อยได้แสดงให้
เห็นอย่างมีนัยยะสาคัญประการหนึ่งว่าสังคมมีความมั่นใจในองค์กรตรวจสอบและรัฐบาล
มากขึ้น จึงได้มีการส่งข้อมูลมาให้ดาเนินการตรวจสอบมากขึ้น
Case study : การสร้างธรรมาภิบาลในต่างประเทศ
กรณีประเทศเดนมาร์ก
 จากการจัดอันดับ CPI (Corruption Perceptions Index) ของ Transparency International
ประเทศเดนมาร์ก ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่หนึ่งถึง 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 – 2014 ปี
 ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนคาบสมุตแลนด์ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป มีพื้นที่ 43,098
ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 5.6 ล้านคน มีรายได้ต่อหัวประมาณ 46,255 เหรียญสหรัฐ (ปี
ค.ศ. 2014) และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขภายใต้
รัฐธรรมนูญและเป็นประเทศหนึ่งที่มีมาตรฐานการดารงชีวิตที่สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของยุโรป
 เดนมาร์กเป็นรัฐสวัสดิการ มีมาตรฐานสูงในเรื่องการประกันสังคมและการให้บริการของรัฐ รวมทั้งด้าน
การศึกษา ประชากรที่มีอายุ 67 ปีขึ้นไปหรือเป็นหม้ายอายุ 55 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐ มี
การกาหนดชั่วโมงการทางานมาตรฐานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ทั้งงานราชการและงานเอกชน และมีสิทธิ
หยุดพักผ่อนปีละ 5 สัปดาห์โดยได้รับค่าจ้าง
อะไรทาให้ประเทศเดนมาร์กได้รับการจัดอันดับ
เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลก
 เราหาคาตอบจากข้อคิดเห็นของนายมิเคล เหมนิธิ วินเธอร์ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจาประเทศ
ไทยซึ่งให้ความเห็นว่า การที่ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลก
ว่า อยู่ที่มีรัฐบาลที่ประชาชนเชื่อใจได้ และการปลูกฝังเรื่องศีลธรรมตั้งแต่เด็ก รวมถึงการดาเนินการ
ต่างๆ ของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องถูกตรวจสอบได้ โดยที่เดนมาร์กไม่ต้องมีองค์กรเกี่ยวกับการ
ป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่น และประชาชนถูกสอนให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมและถูก
สอนให้ตั้งคาถามต่อรัฐบาล
 นอกจากนี้หากเราพิจารณาข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคมของเดนมาร์กพบว่า เดนมาร์กเป็น
ประเทศที่มีความก้าวหน้าและมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นสังคมที่ได้รับการจัดอันดับในปี 2555 ให้
เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกอันน่าจะเป็นพื้นฐานสาคัญของการเป็นสังคมที่ปลอดการคอรัปชั่น
มากที่สุดของโลกด้วย
การป้ องกันปั ญหาทางด้านจริยธรรม (Preventive ethics) :
การแก้ปัญหาช่องว่างคุณภาพทางจริยธรรมในระดับระบบ
 นอกเหนือจากการตอบสนองต่อคาถามด้านจริยธรรมของแต่ละคนที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสาคัญ
ตามที่องค์กรแก้ไขปัญหาอยู่ภายใต้ระบบและกระบวนการมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทาง
จริยธรรม
 ทุกแผนงานด้านจริยธรรมต้องมีแนวทางที่เป็นระบบสาหรับการระบุ การจัดลาดับความสาคัญ
และการแก้ปัญหาที่อยู่ในความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพจริยธรรมในระดับองค์กรได้อย่างมั่นใจ
นั่นคือบทบาทของการป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรม
 เป้าหมายโดยรวมของการป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรม คือ การปรับปรุงคุณภาพโดยการ
ระบุ จัดลาดับความสาคัญและการแก้ไขปัญหาช่องว่างคุณภาพทางจริยธรรมในระดับระบบ
โดยดาเนินการเปลี่ยนแปลงระดับระบบที่ลดความไม่สอดคล้องกันระหว่างการปฏิบัติใน
เหตุการณ์ปัจจุบันและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในขอบเขตที่เกี่ยวข้อง
การป้ องกันปั ญหาทางด้านจริยธรรม (Preventive ethics) :
การแก้ปัญหาช่องว่างคุณภาพทางจริยธรรมในระดับระบบ (ต่อ)
 การแทรกแซงการปรับปรุงคุณภาพโดยเฉพาะในการป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรมอาจ
รวมถึงวิธีการต่อไปนี้ :
o การออกแบบกระบวนการทางานใหม่เพื่อให้การสนับสนุนการปฏิบัติด้านจริยธรรมได้ดีขึ้น
o การจัดเตรียมรายการตรวจสอบ (Checklists) การแจ้งเตือนและการสนับสนุนการตัดสินใจ
ไว้ให้
o การประเมินผลการดาเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติด้านจริยธรรม
o การพัฒนาระเบียบการที่เฉพาะเจาะจงในการส่งเสริมการปฏิบัติด้านจริยธรรม
o การออกแบบกลยุทธ์สาหรับการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและ / หรือพนักงานเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน
ความรู้ทั้งระบบ
o การเสนอสิ่งจูงใจและผลตอบแทนเพื่อกระตุ้นและยอมรับวิธีปฏิบัติด้านจริยธรรมร่วมมือกันของ
บุคลากร
ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership) :
การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้านจริยธรรม
 จะสร้างคุณภาพทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมขององค์กร
 ผู้นาในด้านบริการสุขภาพและเป็นผู้บริหาร มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการด้าน
สุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน และยังเป็นผู้จัดการของผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลสุขภาพและ
ของพนักงานคนอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นผู้นายังมีความรับผิดชอบในการสร้างและส่งเสริม
วัฒนธรรมในการทางานให้อยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความ
เป็นธรรมและให้ความเคารพ
 เนื่องจากพฤติกรรมของพนักงานแต่ละคนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมในที่ที่พวกเขา
ทางาน เป้าหมายของการมีภาวะผู้นาเชิงจริยธรรมคือการส่งเสริมสภาพแวดล้อมและ
วัฒนธรรมที่มีจริยธรรมที่ดี
ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership) :
การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้านจริยธรรม (ต่อ)
 ในองค์กรที่มีสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมทางจริยธรรมที่เข้มแข็ง
 คนในองค์กรจะ :
o ตระหนักว่าจริยธรรมเป็นสิ่งสาคัญ
o มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านจริยธรรม
o พยายามปรึกษาหารือในปัญหาทางจริยธรรมเมื่อมีความจาเป็น
o ทางานเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาทางจริยธรรมในระบบ
o เห็นจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพ
o เข้าใจสิ่งที่เขาถูกคาดหวัง
o รู้สึกเพิ่มขีดความสามารถในการประพฤติตามหลักจริยธรรม
o มุมมองการตัดสินใจในองค์กรตามหลักจริยธรรม
ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership) :
การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้านจริยธรรม (ต่อ)
การทางานเบื้องต้นที่ผ่านจากคาพูดและการกระทาของผู้นามีอิทธิพลต่อวัฒธรรมองค์กร :
 สิ่งที่ผู้นาต้องใส่ใจในการวัดผล และควบคุมเป็นประจา
 วิธีที่ผู้นาตอบสนองต่อเหตุการณ์สาคัญที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ฉุกเฉินในองค์กร
 สังเกตจากเกณฑ์ที่ผู้นาจัดสรรทรัพยากรที่ขาดแคลน
 แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ที่ถือเป็นเยี่ยงอย่าง (Role mode) การสอนและการ
ฝึกสอน
 สังเกตจากเกณฑ์ที่ผู้นาจัดสรรผลตอบแทนและตาแหน่ง
 สังเกตจากเกณฑ์ที่ผู้นารับสมัคร คัดเลือก เลื่อนตาแหน่ง ถอดถอนและไม่ยอมรับสมาชิก
ในองค์กร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
 Ratings of Medical Care Provided by Aspects of the U.S. Healthcare
System http://www.gallup.com/poll/145214/Rate-Nurses-Doctors-
Highly.aspx
 http://www.mountsinai.org/
 National Center for Ethics in Health Care Department of Veterans Affairs
USA, INTEGRATEDETHICS: AN INNOVATIVE PROGRAM TO IMPROVE ETHICS
QUALITY IN HEALTH CARE. The Innovation Journal: The Public Sector
Innovation Journal, Vol. 15(2), article 8.
 http://en.wikipedia.org/wiki/Medical_ethics
 State Institute of Health & Family Welfare, Jaipur, India
(http://www.sihfwrajasthan.com/presentation.html)
ประเด็น จริยธรรม Telemedicine
กลุ่ม ๑ และ ๒
๑. จริยธรรมการปรึกษาระหว่างแพทย์กับแพทย์
๒. มาตราการในการป้องกัน
กลุ่ม ๓ และ ๔
๑. จริยธรรมการปรึกษาระหว่างแพทย์กับคนไข้
๒. มาตราการในการป้องกัน

จริยธรรมทางการแพทย์ 75 ปธพ.6

  • 1.
    จริยธรรมทางการแพทย์ (Medical Ethics) กับธรรมาภิบาล นาเสนอโดย พลเอก เอกชัยศรีวิลาศ ผู้อานวยการสานักสันติวิธี และธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า www.elifesara.com
  • 2.
    หัวข้อนาเสนอ  จริยธรรมมีความสาคัญอย่างไร  จรรยาบรรณและจริยธรรม คืออะไร  ความหมายของจริยธรรมทางการแพทย์  จริยธรรมทางการแพทย์ในจีน  จริยธรรมทางการแพทย์ในประเทศตะวันตก  จริยธรรมทางการแพทย์ในไทย  สรุปหลักสาคัญของจริยธรรมทางการแพทย์
  • 3.
  • 4.
    กฎหมาย ระเบียบ ประมวลจริยธรรม การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศวัฒนธรรม ความรับผิดชอบ ตอบสนองต่อความต้องการ มีความโปร่งใส สร้างการมีส่วนร่วม โครงสร้างและวิธีการ ความสมดุลและเป็นธรรม ความ สุจริต ความมีประสิทธิภาพ/ผล สภาพแวดล้อม เป้าหมาย
  • 5.
    จริยธรรม (Ethics) คืออะไร จริยธรรมเป็นมาตรฐานของการปฏิบัติ (หรือบรรทัดฐานของสังคม) ที่กาหนดพฤติกรรม  พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมาย “จริยศาสตร์” เป็นปรัชญา สาขาหนึ่งว่าด้วยความประพฤติ และการครองชีวิต ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไร ผิด หรืออะไรควร อะไรไม่ควร  “จริยธรรม” ผู้รู้อธิบายแตกต่างกันออกไปตามสาขาวิชา สรุปคือ กฎเกณฑ์ความ ประพฤติของมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นจากธรรมชาติของมนุษย์เอง ความเป็นผู้มีปัญญา และ เหตุผลหรือปรีชาญาณ ทาให้มนุษย์มีมโนธรรม และรู้จักไตร่ตรอง แยกแยะ ความดี กับความชั่ว ถูกกับผิด ควรกับไม่ควร เป็นการควบคุมตัวเอง และเป็นการควบคุม กันเองในกลุ่ม หรือเป็นศีลธรรมเฉพาะกลุ่ม
  • 6.
     มาตรฐานของการปฏิบัติไม่ได้อธิบายพฤติกรรมจริงๆของ เรา เนื่องจากคนมักจะละเมิดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับกัน อย่างแพร่หลาย เช่น คนส่วนใหญ่ยอมรับความคิดที่ว่า คนควรจะบอกความจริง แต่ก็ ยังคงมีอีกหลายคนยังโกหกอยู่ เราจึงมีความเห็นว่าความซื่อสัตย์สุจริต เป็นมาตรฐานของการปฏิบัติ ปกป้องความซื่อสัตย์สุจริตในที่ สาธารณะ โดยการสอนเด็กนักเรียนของเราให้ซื่อสัตย์ และแสดง ความไม่พอใจหรือรังเกียจการโกหก หลอกลวง
  • 7.
    ศาสตร์หรือกฎ ของการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์  ศีลธรรมคือหน้าที่ของมนุษย์"เพื่อต่อสู้กับผลกระทบที่อันตรายจาก ความเห็นอกเห็นใจมนุษย์" (Beauchamp)  จุดมุ่งหมายของศีลธรรมคือ "การมีส่วนที่ดีขึ้น หรืออย่างน้อยไม่แย่ลง ในสถานการณ์ของมนุษย์" (Warnock)  จริยธรรมมีจุดมุ่งหมาย “ในการค้นพบคุณสมบัติอื่น ๆ ที่เป็นของส่วน หนึ่งของสิ่งที่ดี" (Moore) คุณธรรม ศีลธรรม (Morality) คืออะไร
  • 8.
    ข้อปฏิบัติทางจริยธรรม (Code of Ethicalconduct)  ข้อปฏิบัติทางจริยธรรมเป็นเครื่องมือที่จะช่วยสร้าง และ รักษาวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นกฎที่ตั้ง ขึ้นมาอย่างชัดเจน และรัดกุม เพื่อให้บุคลากรรู้ และ เข้าใจถึงกรอบของพฤติกรรมที่ถูกคาดหวังในที่ทางาน
  • 9.
    ทาไมข้อปฏิบัติทางจริยธรรม (Code of Ethicalconduct) จึงสาคัญ ?  จะช่วยให้บุคลากรในโรงพยาบาลทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน โดย การกาหนดความคาดหวังที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามโดยใช้ มาตรฐานทางพฤติกรรมเดียวกัน  ช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างสภาพแวดล้อมในที่ ทางานให้ปลอดภัยและมีสุขภาพดี คนให้ความเคารพนับถือ และยอมรับกัน เป็นสมาชิกในทีมที่เท่าเทียมกันในการส่งมอบ การดูแลรักษา
  • 10.
    จริยธรรมมีความสาคัญอย่างไร (1)  การเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสถาบันทาง การแพทย์ระหว่างสถาบันทางการแพทย์และบุคลากร ทางการแพทย์ ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยที่มีมากขึ้น รุนแรง มากขึ้น และมีความซับซ้อนมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่เพียงแต่นามาซึ่งการ พัฒนาในการรักษา แต่ยังได้สร้างภาระหนักทางเศรษฐกิจด้วย (ประเด็นเรื่องการใช้งานที่เหมาะสม)
  • 11.
  • 12.
  • 13.
    ความหมายของ “จริยธรรมทางการแพทย์” จริยธรรมทางการแพทย์ เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ในวิชาปรัชญา วิชานี้นาเสนอวิธี ปฏิบัติบนพื้นฐานหลักจริยธรรมว่าแพทย์และพยาบาลควรปฏิบัติต่อ คนไข้อย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสม แต่ละประเทศก็จะมีองค์ ความรู้ในสาขานี้แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง  จริยธรรมทางการแพทย์ คือ ระบบของคุณธรรมจริยธรรมที่ใช้ ประเมินค่าและตัดสินการปฏิบัติของแพทย์
  • 14.
    ความหมายของ “จริยธรรมทางการแพทย์” จริยธรรมทางการแพทย์ เป็นส่วนหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ในวิชาปรัชญาวิชานี้ นาเสนอวิธีปฏิบัติบนพื้นฐานหลักจริยธรรมว่าแพทย์และ พยาบาลควรปฏิบัติต่อคนไข้อย่างไรจึงจะถูกต้องและ เหมาะสม แต่ละประเทศก็จะมีองค์ความรู้ในสาขานี้แตกต่างกัน บ้าง เหมือนกันบ้าง  จริยธรรมทางการแพทย์ คือ ระบบของคุณธรรมจริยธรรมที่ใช้ ประเมินค่าและตัดสินการปฏิบัติของแพทย์
  • 15.
  • 16.
  • 17.
    หลักจริยธรรมทางการแพทย์ของนานาประเทศ 7 ประการ 1.หลักเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence) 2. หลักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย (Non-malfeasance) 3. หลักเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย (Autonomy) 4. หลักความเป็นธรรม/ยุติธรรมกับคนไข้ (Justice) 5. หลักการรักษาความลับของผู้ป่วย (Confidentiality) 6. หลักความซื่อสัตย์ (Fidelity) และ หลักซื่อตรงต่อคนไข้ (Truthfulness) 7. หลักรักษาศักดิ์ศรีคนไข้ (Dignity): จะทําอะไร ต้องไม่ให้คนไข้เสียศักดิ์ศรี ของความเป็นคน
  • 18.
  • 19.
    จริยธรรมทางการแพทย์ในจีน  จริยธรรมทางการแพทย์แบบดั่งเดิมของจีนเน้นที่เรื่องคุณธรรม และจริยธรรมมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  มองคนไข้เหมือนเด็กโดยเชื่อมโยงกับภาพของอุดมคติของ ผู้ปกครอง ที่มีจิตใจดี มีเมตตา อาจจะคล้ายกับแนวความคิด ของการปกครอง หรือการคุ้มครองในวัฒนธรรมของตะวันตก
  • 20.
    จริยธรรมทางการแพทย์จีนใน ลัทธิขงจื๊อ (Confucianism) จริยธรรมและปรัชญาจีน พัฒนามาจากการสอนของขงจื๊อ(551 - 479 ปีก่อน ค.ศ.)  ลัทธิขงจื้อทําให้เกิดเป็นค่านิยมหลักของวัฒนธรรมจีน  แพทย์ศาสตร์ เป็นศิลปะของการมีมนุษยธรรม ที่จะเน้นการดูแลเกี่ยวกับผู้ป่วยและ การปลูกคุณความดีด้วยตนเองของแพทย์  ขงจื๊อนั้นถือว่า ความเมตตาเป็นที่มาหรือเป็นพื้นฐานของคุณธรรมทั้งปวง เน้นให้ มนุษย์สร้างชีวิตที่ดีงามตั้งแต่แรกเกิด  ชาวจีนยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม ให้มีความเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต และปลูกฝ๎งให้ เด็ก ๆ รักในความเป็นธรรม เห็นอกเห็นใจ พร้อมทั้งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อมนุษย์ เมื่อ เด็กฝ๎งใจในคุณธรรมแล้ว เด็กผู้นั้นก็จะมีชีวิตที่ดีงามตลอดไป
  • 21.
    หลักคาสอนของขงจื๊อที่สาคัญ ๆ มีดังนี้ 1.เมตตา (ยิ้ง) 2. ทาตัวให้เป็นตัวอย่าง (สิ่งที่ตนไม่ชอบ ก็อย่าหยิบให้ผู้อื่น) 3. กตัญํูกตเวที (เจ้ากับบ่าว พ่อกับลูก รู้ศักดิ์ศรี รู้หน้าที่) 4. ส่งเสริมการศึกษา (ไม่เกี่ยงคนรวยหรือคนจน) 5. เรียกร้องคุณธรรมในการปกครอง และอารยธรรมในวงสังคม
  • 22.
    “แพทย์ที่ดีไม่ควรใส่ใจกับสถานะ ความมั่งคั่ง หรืออายุหรือไม่ ควรคิดว่าบุคคลนั้นเป็นที่น่าสนใจหรือไม่สวย ไม่ว่าเขาจะเป็น ศัตรูหรือเพื่อน หรือเป็นคนจีนหรือชาวต่างชาติ หรือท้ายที่สุด เขาเป็นคนไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษา เขาควรจะพบเจอ ทุกๆ คนในพื้นที่เท่ากัน และเขาควรปฏิบัติกับทุกๆคนราวกับ ว่าเขาเป็นญาติที่ใกล้ชิดของเขา” Sun Simiao เป็นนักคิดทางการแพทย์, นักปรัชญา, แพทย์รักษาชีวิต มีชื่อเสียงทางแพทย์แผนจีน และได้รับขนานนามว่า “China's King of Medicine”
  • 23.
    จริยธรรมทางการแพทย์ในประเทศตะวันตก ฮิปพอคราทีส (Hippocrates) เกิดประมาณ460 ปีก่อนคริสตกาล เป็นชาวกรีก ได้ขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก”  คาสัตย์สาบานฮิปพอคราทีส (Hippocratic Oath) - เป็นหลักเกณฑ์ ของจริยธรรมทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุด 4th Century BC แพทย์ยุโรปสมัยก่อนต้องกล่าวคําปฏิญาณของฮิปโปเครติสก่อนที่จะเริ่ม ประกอบวิชาชีพเสมอและป๎จจุบันได้นําคําปฏิญาณตนนี้ เป็นแนวทางใน การกําหนดข้อบังคับทางจริยธรรมในวิชาชีพแพทย์ทั่วโลก
  • 24.
    สาระสาคัญของคาปฏิญาณของฮิปโปคราตีส (The HippocraticOath) 1. ให้ความเคารพแก่ครูอาจารย์และแสดงออกถึงความกตัญํู โดยการดูแล ทุกข์สุขของตัวอาจารย์และครอบครัว 2. ดารงรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของวิชาชีพและแนวทางการดาเนินชีวิต 3. ไม่มีทิฐิในการรักษาผู้ป่วย กรณีใดที่ตนขาดความรู้ ความชานาญ ก็ไม่ลังเล ที่จะเชิญผู้รู้และชานาญกว่ามาดูแลรักษาแทน แพทย์ไม่พึงให้ร้ายและ ทะเลาะวิวาทกันเองอันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติ 4. ไม่ทาแท้งให้แก่สตรีใดๆ 5. ไม่กระทาในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อผู้ป่วย แม้ว่าจะได้รับการขอร้อง รวมถึงไม่ แนะนาในสิ่งที่ผิด 6. การรักษาความลับของผู้ป่วยไม่แพร่งพรายเรื่องราวของผู้ป่วยให้แก่ผู้อื่น 7. การสารวมระมัดระวังที่จะไม่ประพฤติผิดทางเพศ
  • 25.
    “..ข้าสาบานต่อทวยเทพว่า ข้าจะเคารพครูผู้ประสาทวิชาเยี่ยงพ่อแม่ มีอะไรก็ จะแบ่งให้ครูกินและใช้จะใส่ใจสอนลูกหลานของครูเหมือนพี่น้องของข้าเอง จะทาการรักษาเพื่อประโยชน์ต่อคนไข้ ให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถและ ดุลพินิจของข้าจะทาได้ จะไม่ทาอะไรให้เกิดผลร้ายแก่คนไข้ จะไม่ให้ยาเบือ หรือทาให้ใครตายแม้ว่าเขาจะร้องขอ จะไม่เอาอะไรสอดให้ผู้หญิงเพื่อทาแท้ง และไม่สอนให้ใครทาด้วย จะดารงชีพและประกอบวิชาชีพอย่างซื่อตรง อะไรที่ ตัวเองทาไม่เป็นจะไม่ทา แต่จะละไว้ให้คนที่เขาเชี่ยวชาญกว่าทา จะเข้าบ้าน คนไข้ก็เพื่อประโยชน์ของคนไข้เท่านั้น จะห้ามใจไม่ให้ไขว้เขวหรือยอมตามสิ่ง ยั่วยวนและจะไม่หาความเพลิดเพลินทาง กามากับคนไข้ ไม่ว่าหญิงหรือชาย เสรีชนหรือทาส จะรักษาความลับของคนไข้ ถ้าข้าทาตามนี้ได้ก็ขอให้ข้าเจริญ ถ้าข้าทาตรงกันข้ามก็ขอให้ข้าฉิบหาย... เพี้ยง”
  • 26.
    ฮิปโปคราตีสกล่าวถึงจิตสานึกของแพทย์และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ดังนี้ “ ผู้ที่เป็นแพทย์ต้องประกอบด้วยคุณลักษณะของความไม่มี อคติแบ่งแยกเป็นผู้มีศีลธรรม มีความสุภาพอ่อนโยน แต่ง กายเหมาะสม มีวิธีการคิดด้วยเหตุด้วยผลอย่างเป็นระบบ มี การตัดสินใจที่ดี บุคลิกภาพสงบน่าเชื่อถือ มีความประพฤติที่ ดีงาม มีสติป๎ญญาสามารถแยกแยะความดีและความชั่วสิ่งที่ จําเป็นสําหรับชีวิต เป็นผู้มีความดีโดยที่มนุษย์ทั่วไปพึงมี แพทย์พึงตระหนักในจิตสานึกและพัฒนาตนเอง ส่วนคุณลักษณะที่แพทย์ไม่พึงมีพึงเป็น ได้แก่ ความเป็นผู้ขาด ความอดทน หยาบคาย ละโมบ มักมากในกาม ไม่ซื่อสัตย์ และขาดหิริโอตัปปะ คือความละอายเกรงกลัวต่อสิ่งที่ผิด
  • 27.
    สังคมตะวันตกแนะนาให้ผู้อยู่ในสาขาแพทย์และพยาบาลปฏิบัติต่อผู้ป่วยดังนี้ เน้นประโยชน์ผู้ป่วยสูงสุด และเน้นไม่ให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายใดๆ เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะรู้สาเหตุและอาการป่วยของตัวเองและเลือกวิธี รักษาตามความเหมาะสม การรักษาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมตามสมมุติฐานโรคทุกคนต่างมีเกียรติและ สมควรได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างมีเกียรติ แพทย์และพยาบาลไม่ปิดอาการป่วยต่อผู้ป่วย ควรให้ผู้ป่วยรับรู้ความหนักเบา ของอาการตามจริง ดูความเหมาะสมอื่นประกอบ เช่น สภาพจิตผู้ป่วย หลักปฏิบัติเหล่านี้แล้ว ผู้บรรยายวิชานี้ จะนําองค์ความรู้จากศาสนาและ วัฒนธรรมท้องถิ่นให้เห็นว่าคล้ายคลึงหรือแตกต่างจากองค์ความรู้ในประเทศ ตะวันตกอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุดจากการดูแลรักษาของแพทย์ และพยาบาล
  • 28.
    คุณธรรม 10 ประการ(จรรยาบรรณแพทย์)ตะวันตก  มีเมตตาจิตแก่คนไข้ไม่เลือกชั้นวรรณะ  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน  มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป  มีความละเอียดรอบคอบ สุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล  ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยแต่ฝ่ายเดียว  ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ  ไม่เป็นคนเกียจคร้าน เผอเรอ มักง่าย  ไม่ลุอานาจแก่อคติ 4 คือความลาเอียงด้วย ความรัก ความโกรธ ความกลัว ความ หลง (โง่)  ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เป็นโลกธรรม 8 คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อม  ไม่มีสันดานชอบความมัวเมาในหมู่อบายมุข
  • 29.
    จริยธรรมสาหรับแพทย์มุสลิม (Islamic Code ofMedical Ethics) (1) จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน 1. ต้องมีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าและคําสอนของศาสนาอิสลาม 2. ต้องปฏิบัติตัวตามแนวทางดังกล่าวในทุกๆด้านของการดําเนินชีวิต 3. มีความกตัญํูรู้คุณ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ผู้อาวุโส 4. ถ่อมตน สงบเสงี่ยมเจียมตน มีความเมตตา กรุณา อดทน มีใจกว้าง 5. ปฏิบัติตนให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และขอความช่วยเหลือจากพระผู้เป็น เจ้าอยู่เสมอ 6. หาความรู้ ความชํานาญทางวิชาชีพให้ทันต่อเหตุการณ์พร้อมรับคําแนะนํา และช่วยเหลือจากผู้มีประสบการณ์มากกว่าอยู่ตลอดเวลา
  • 30.
    7. ปฏิบัติตามกฎ ข้อบังคับแห่งวิชาชีพอย่างครัดเคร่ง 8.พึงระลึกอยู่เสมอว่าทั้งร่างกายและจิตใจผู้ป่วยนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาการ เยียวยาผู้ป่วยจึงต้องอยู่ในแนวทางคําสอนของศาสนา 9. พึงระลึกว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานชีวิต และผู้ที่จะถอดชีวิตได้คือพระองค์ หรือ โดยอนุมัติจากพระองค์ 10. พึงสังวรว่า ทุกย่างก้าวและทุกอริยาบทของเรานั้นพระผู้เป็นเจ้าเห็นและเฝ้าดูอยู่ 11. ไม่กระทําการอันใดถึงแม้จะเป็นเสียงส่วนใหญ่หรือเป็นการขอร้องจากผู้ป่วย ถ้า สิ่งนั้นขัดต่อหลักทางนําของพระผู้เป็นเจ้า 12. ไม่แนะนําหรือนําสิ่งที่เป็นอันตรายมาใช้ จริยธรรมสาหรับแพทย์มุสลิม (Islamic Code of Medical Ethics) (2)
  • 31.
    13. ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกหมู่เหล่าโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ฐานะเชื้อชาติ ศาสนา ผิวสี 14. ให้คําแนะนําที่จําเป็นโดยพิจารณาจากสภาพรวมคือทั้งด้านร่างกายและจิตใจ 15. พึงรักษาความลับของผู้ป่วย 16. พึงใช้กริยามารยาทที่เหมาะสมในการติดต่อสนทนา ตลอดจนในการให้บริการต่างๆ ให้ มีบุคคลที่สามอยู่ด้วยในการตรวจผู้ป่วยต่างเพศ 17. ไม่วิจารณ์เพื่อนแพทย์ด้วยกันต่อหน้าผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ 18. ไม่คิดค่าตอบแทนต่างๆในการตรวจรักษาเพื่อนแพทย์หรือญาติใกล้ชิดของแพทย์ด้วยกัน 19. พึงใช้สติป๎ญญาอันรอบคอบ(จากที่พระผู้เป็นเจ้าให้มา)ในการตัดสินใจในการงานต่างๆ จริยธรรมสาหรับแพทย์มุสลิม (Islamic Code of Medical Ethics) (3)
  • 32.
    “ คนเราจะตัดสินใจและกระทาการใดๆ ได้ดีที่สุด เมื่อยึดหลัก2 ประการ คือ ด้วยเจตนาที่ดีที่สุด โดยใช้ปัญญาให้เต็มที่” พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
  • 33.
    จริยธรรมทางการแพทย์ในไทย สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกพระ บิดาแห่งการแพทย์ไทย และพระบิดาแห่งการสังคมสงเคราะห์ ได้สั่ง สอนนักเรียนแพทย์ให้ยึดมั่นในอุดมคติ ดังนี้
  • 34.
    จากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนแพทย์ทุกคนให้รู้จัก “อ่อนน้อม ถ่อมตนทุกคนมีดี อย่าไปดูถูกใคร” ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตกรรมการแพทยสภา และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เห็นว่า ถ้าทุก คนประพฤติดีต่อกันด้วยไมตรี ให้เกียรติกัน ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติก็จะเกิด ความสัมพันธ์อันดี จึงได้น้อมนากระแสพระราชดารัสมาให้แพทย์ และบุคลากรใน ศิริราชได้นาไปปฏิบัติ เชื่อว่า จะช่วยลดปัญหาการฟ้ องร้องระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและ ญาติได้ ในเวลาต่อมาแพทยสภาได้นาพระบรมราโชวาทนั้น มาสร้างเป็นหลักสูตร “ธรรมาภิบาลสาหรับผู้บริหารทางการแพทย์(ปธพ.)” โดยความร่วมมือจัดทาโครงการของสถาบันพระปกเกล้า (https://www.thairath.co.th/content/737131)
  • 35.
    แพทย์เป็นวิชาชีพที่มีโอกาสสร้างบุญกุศลได้อยู่ตลอดเวลา หากมองการเรียนแพทย์ในเชิงพุทธศาสตร์ตามหลักพรหมวิหาร 4 คือ o เมตตา(ปรารถนาให้คนไข้มีความสุข) o กรุณา (ปรารถนาให้คนไข้พ้นทุกข์) o มุฑิตา (ยินดีเมื่อคนไข้หายป่วย) และ o อุเบกขา (ทาใจ เมื่อช่วยอย่างสุดฝีมือแล้ว)
  • 36.
    7 ลักษณะที่สาคัญของแพทย์ในอุดมคติ ความเชื่อมั่น :“ความเชื่อมั่นของแพทย์จะช่วยให้ฉันมีความมั่นใจ” ความเห็นอกเห็นใจ : "หมอพยายามเข้าใจสิ่งที่ฉันรู้สึกทางร่างกายและอารมณ์และสื่อสารความ เข้าใจนั้นให้ฉัน” มีเมตตากรุณา : "หมอเป็นห่วง เอาใจใส่ เมตตาและใจดี” รู้ลักษณะส่วนบุคคล : "หมอสนใจในตัวผมมากกว่าการเป็นเพียงผู้ป่วย มีการพูดคุยโต้ตอบกับฉัน และฉันแต่ละบุคคลได้” เป็นที่น่าเคารพ : " หมอใส่ใจกับสิ่งที่ฉันบอกอย่างจริงจังและพยายามรักษาฉัน" ละเอียดรอบคอบ : "หมอมีความน่าเชื่อถือและหนักแน่น” จาก WebMD Health News
  • 37.
  • 38.
    5 คุณลักษณะของแพทย์ในอุดมคติ (Five-stardoctor) โดย WHO 1. เป็นผู้รักษาที่ดี (Care provider)  แพทย์จะต้องดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ทั้งทางด้านร่างกาย ด้านจิตใจและด้านสังคม  แพทย์จะต้องแน่ใจว่าการรักษาครอบคลุมและเต็มรูปแบบ (การรักษา, การป้องกันหรือฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย)  แพทย์ต้องแน่ใจว่าการรักษามีคุณภาพสูงสุด 2. เป็นผู้ที่ทาการตัดสินใจที่ดี (Decision maker)  แพทย์จะต้องใช้การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในแง่ของประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายได้  แพทย์จะต้องเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด  ในขณะที่มีข้อจากัดทางด้านทรัพยากรสาหรับการรักษาจะต้องนาออกมาใช้งานร่วมกันอย่างเป็นธรรมเพื่อ ประโยชน์ของทุกคนในชุมชน *WHO -World Health Organization, Geneva, Switzerland
  • 39.
    3. เป็นผู้ที่สามารถสื่อสารได้อย่างดี (Communicator) แพทย์ในอุดมคติจะต้องมีการสื่อสารที่ดีเยี่ยมเพื่อที่จะชักจูงบุคคล ครอบครัว และคนในชุมชนให้ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ และหมั่นดูแลตัวเองเพื่อรักษาสุขภาพ 4. เป็นผู้นาชุมชน (Community leader)  แพทย์จะไม่เพียงแต่รักษาผู้ที่ต้องการรับการรักษาเท่านั้น แต่จะเป็นผู้นาชุมชนด้วยการส่งเสริมการ จัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพชุมชนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนจานวนมากด้วย คุณลักษณะ 5 ประการของแพทย์ในอุดมคติ (Five-star doctor) โดย WHO
  • 40.
    5. เป็นผู้บริหารที่ดี (Manager) แพทย์จะต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเพื่อดาเนินการหน้าที่เหล่านี้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ  การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อที่จะทาให้การตัดสินใจดีขึ้นและการร่วมกันทางาน กับทีมที่มีการรวมตัวของนักวิชาชีพหลายสาขาเพื่อร่วมมือกันส่งเสริม สุขภาพที่ดีและการพัฒนาทางด้านสังคม คุณลักษณะ 5 ประการของแพทย์ในอุดมคติ (Five-star doctor) โดย WHO
  • 41.
    คุณลักษณะ 5 ประการของแพทย์ในอุดมคติ (Five-stardoctor) โดย WHO มหาวิทยาลัยที่ผลิตแพทย์จะมีบทบาทที่สาคัญในการเตรียมความพร้อมของแพทย์ ในอนาคตให้มีคุณลักษณะตาม ” Five-star doctor ” เพื่อให้แพทย์ได้แสดงขีด ความสามารถในการสนับสนุนเชิงรุกเพื่อสร้างระบบสุขภาพในอนาคต
  • 42.
    1) หลักเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence)และ 2) หลักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย (Non-malfeasance) (1)  แพทย์จะทําอะไรก็ต้องเพื่อประโยชน์ของคนไข้เท่านั้น ให้มีความเมตตาต่อทุกชีวิต เห็นอกเห็น ใจ พร้อมทั้งเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อมนุษย์  สิ่งที่จะดําเนินการจะต้องไม่ก่อให้เกิดผลร้ายกับคนไข้ ทั้งทางกายหรือจิตใจ  คิดในสิ่งที่ดี (Think good)  คุณอาจจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่คนอื่นยังคงสามารถอ่านคุณจาก ใบหน้า สําเนียง ภาษา กาย/ท่าทาง  การแสดงออกของคุณเป็นการแสดงออกของความคิดของคุณด้วย  เมื่อคุณเงียบ คุณอาจจะยังบอกอะไรบางอย่างอยู่
  • 43.
     พูดในสิ่งที่ดี (Talk/Saygood) - คาพูด  ศิลปะของการสื่อสารเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และ คนไข้  ทาในสิ่งที่ดี (Do good) – การปฏิบัติ การแสดงออก  การอุทิศตน ทุ่มเท  เขียนในสิ่งที่ดี (Write good) คาถาม : เรามักจะรู้เสมอว่าอะไรคือสิ่งที่ดีสาหรับผู้ป่วย หรือไม่ ? (มุมมองของผู้ป่วยอาจจะแตกต่างจากเราก็ได้) 1) หลักเอื้อประโยชน์ให้คนไข้ (Beneficence) และ 2) หลักไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย (Non-malfeasance) (2)
  • 44.
    3) หลักเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย (Autonomy) ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาต่างๆ ด้วยตนเอง ความสามารถที่จะคิด ตัดสินใจ ปฏิบัติ 4) หลักความเป็นธรรม/ยุติธรรมกับคนไข้ (Justice) การจัดหาบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันตามความจาเป็นโดยไม่คานึงถึง ฐานะทาง เศรษฐกิจ ชนชั้นทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา หรือสีผิว 5) หลักการรักษาความลับของผู้ป่วย (Confidentiality) ระมัดระวังในการนาข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยไปบอกเล่าให้ผู้อื่น
  • 45.
  • 46.
    6) หลักความซื่อสัตย์ (Fidelity)และ หลักซื่อตรงต่อ คนไข้ (Truthfulness)  จะทําอะไรต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่โกหกผู้ป่วย  ต้องบอกคนไข้ก่อนว่าสิ่งที่จะทํามีข้อดีข้อเสียอะไร  การบอกความจริงกับคนไข้  การจัดหาบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกันตามความจําเป็นโดยไม่คํานึงถึงฐานะ ทาง เศรษฐกิจ ชนชั้นทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา หรือสีผิว 7. หลักรักษาศักดิ์ศรีคนไข้ (Dignity):  จะทําอะไร ต้องไม่ให้คนไข้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นคน  ทั้งผู้ป่วยและแพทย์มีสิทธิที่จะมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  • 47.
    การสารวจทางด้านจริยธรรมในวิชาชีพของแกลลัพ โพล (GallupPoll)  บริษัท แกลลัพ เป็นหนึ่งในสานักโพลที่มีชื่อเสียงของอเมริกา ได้สารวจข้อมูลใน ประเทศต่างๆ มากกว่า 160 ประเทศ  ชาวอเมริกันได้รับการขอร้องให้คะแนนความซื่อสัตย์และจริยธรรมของวิชาชีพต่างๆ เป็นประจาทุกปีตั้งแต่ปี 1990  ผลโพลล์นี้รวบรวมความคิดเห็นโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับตัวอย่างที่ถูกสุ่ม จาก 805 คน โดยในจานวนนี้เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ใน 50 รัฐ ของสหรัฐอเมริกาและโคลัมเบีย
  • 48.
    ผลการสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์/ ความจริงใจ และจริยธรรมใน 11วิชาชีพ ปี ค.ศ. 2014 3 อันดับสูงสุด 2 อันดับต่าสุด ที่มา http://www.gallup.com/poll/145214/Rate-Nurses-Doctors-Highly.aspx
  • 49.
    ผลการสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์/ ความจริงใจ และจริยธรรมใน 22วิชาชีพ ปี ค.ศ. 2016 3 อันดับสูงสุด ที่มา http://news.gallup.com/poll/200057/americans-rate-healthcare-providers-high-honesty-ethics.aspx
  • 50.
    ผลการสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์/ ความจริงใจ และจริยธรรมใน 22วิชาชีพ ปี ค.ศ. 2016 ที่มา http://news.gallup.com/poll/200057/americans-rate-healthcare-providers-high-honesty-ethics.aspx 2 อันดับต่าสุด
  • 51.
    คณะบุคคล/สถาบัน/ หน่วยงานต่างๆ ระดับความเชื่อมั่น รวม เชื่อมั่น มาก ค่อนข้าง เชื่อมั่น ไม่ค่อย เชื่อมั่น ไม่เชื่อ มั่น ไม่มี ความ เห็น ไม่รู้จัก • แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ100.0 17.9 63.3 10.3 2.2 6.0 0.3 • แพทย์ในโรงพยาบาลของเอกชน 100.0 17.5 60.9 9.5 1.7 9.7 0.7 • ทหาร 100.0 13.3 59.7 13.7 3.3 9.6 0.4 • โทรทัศน์ 100.0 7.8 62.1 16.3 2.6 10.8 0.4 • ข้าราชการพลเรือน 100.0 5.9 61.1 14.9 2.6 13.2 2.3 • ผู้ว่าราชการจังหวัด 100.0 9.9 56.2 10.1 2.4 14.1 7.3 • ตํารวจ 100.0 6.2 51.1 23.9 8.9 9.6 0.3 • สมาชิกสภาท้องถิ่น 100.0 4.1 51.7 21.8 6.0 14.9 1.5 • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 100.0 4.2 51.5 21.2 6.3 15.5 1.3 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อการทางานของคณะบุคคล/สถาบัน/หน่วยงานต่างๆ (สารวจโดย สานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ปี 2553)
  • 52.
    คณะบุคคล/สถาบัน/ หน่วยงานต่างๆ ระดับความเชื่อมั่น รวม เชื่อมั่น มาก ค่อนข้าง เชื่อมั่น ไม่ค่อย เชื่อมั่น ไม่เชื่อ มั่น ไม่มี ความ เห็น ไม่รู้จัก • เจ้าหน้าที่ที่ดิน100.0 4.2 50.5 18.8 5.1 19.5 1.9 • หนังสือพิมพ์ 100.0 3.7 49.5 22.3 4.1 19.6 0.8 • เจ้าหน้าที่ศุลกากร 100.0 4.3 43.5 14.5 3.3 25.2 9.2 • วิทยุกระจ่ายเสียงทั่วไป 100.0 2.9 42.5 18.3 3.9 30.2 2.2 • วิทยุชุมชน 100.0 2.6 36.9 20.2 5.3 32.1 2.9
  • 53.
    “ให้แพทย์ รู้จักอ่อนน้อม ถ่อมตนทุกคนมีดี อย่าไปดูถูกใคร ถ้าประพฤติดีต่อกันด้วยไมตรี ให้เกียรติกัน ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ก็จะเกิดความสัมพันธ์อันดี” พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • 54.
  • 55.
    ข่าว : เผยเรื่องร้องเรียนกว่าครึ่งแพทย์-พยาบาลไม่ใส่ใจ สื่อสารผู้ป่วย  เรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดต่อสาธารณสุขคือ การสื่อสารของบุคลากร สาธารณสุข ซึ่งอาจพูดน้อยหรือไม่ให้ข้อมูลต่างๆ ต่อประชาชน ทาให้เกิดความเข้าใจ ผิดทางการบริการ  เรื่องร้องเรียนการให้บริการของโรงยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจากประชาชน ในปี 2555 พบว่า 17 เรื่อง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริการ และร้อยละ 50 เกิดจากการขาดการสื่อสารที่เหมาะสม  งานด้านการแพทย์และสาธารณสุข นอกจากจะดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังมีบทบาทใน การให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน ป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย ดังนั้นหมอและพยาบาลควร ให้ความสาคัญกับการสื่อสารสาธารณะด้านสุขภาพด้วย (ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ก.ค. 2556)
  • 56.
    หมอที่พูดดีกับคนไข้ ก็เท่ากับรักษาเขาไปแล้วกว่าครึ่ง“…คนเราประกอบด้วยส่วนจิตและส่วนกาย ถ้าหมอเข้าใจเช่นนี้เวลาตรวจคนไข้ก็ต้อง ดูแลทั้งสองส่วนนี้ เร็วๆนี้ ผู้เขียนไปโรงพยาบาลจังหวัดนครปฐม ต้องรอนายแพทย์นาน ถึงเกือบ 3 ชั่วโมง แต่เมื่อได้พบแพทย์แล้ว ที่ต้องรอนานนั้นไม่บ่นเลย เพราะได้พบ แพทย์ที่ให้ความสนใจต่อคนไข้อย่างจริงจัง ไม่ได้ทาแบบให้แล้วเสร็จไป หมอหนุ่มคนนี้ อธิบายวิธีคิดและวิธีที่จะรักษา ตลอดจนส่งไปตรวจเลือด หัวใจ ปอด เพื่อขจัดข้อสงสัย อื่นๆออกไป เพื่อจะได้รักษาได้อย่างถูกต้อง” • “ผู้เขียนเดินเข้าไปอย่างคนเจ็บ แต่เดินกลับออกมาอย่างคนหายเจ็บ เพราะได้รับการเยียวยาทั้งกายและใจ” เทศน์โดย ธัมมนันทาภิกษุณี จากหนังสือ 108 ข้อคิด เพื่อชีวิตที่มีสุข จัดพิมพ์โดย มูลนิธิพุทธสาวิกา ๑ กันยายน ๒๕๕๓
  • 66.
    อาชีพที่สามารถเคลื่อนย้ายไปทางานได้อย่างเสรี ในสายการแพทย์  อาชีพพยาบาล(Nursing Services) อาชีพทันตแพทย์ (Dental Practitioners)อาชีพแพทย์ (Medical Practitioners)  จากตลาดการให้บริการประชาชน 67 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน  คุณภาพผู้ทางานสายแพทย์จะเป็นอย่างไร  จะรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพแพทย์ได้อย่างไร ที่มิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐาน ขององค์กรในการผลิตคน และการบริการ  บางวิชาชีพของไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์  จะระวังดูแลในเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพใน ไทยได้อย่างไร http://www.thai-aec.com/ หรือ http://www.facebook.com/thailandaec
  • 67.
    เราจะเตรียมการรับมืออย่างไรดี เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง จับตาฟิลิปปินส์และเวียดนาม จากข้อมูล  สภาวการณ์ขาดแคลนนักรังสีเทคนิคไทย จํานวนมาก ไทยมีอัตราค่าตอบแทนที่สูงกว่าอย่างมีนัยสําคัญ  การเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเสรีของแรงงานมีฝีมือ  ระบบการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน  มีใบประกอบโรคศิลปะ  ประเทศไทยน่าอยู่ คนไทยมีน้ําใจ อัธยาศัยดี
  • 68.
    เราจะเตรียมการรับมืออย่างไรดี เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง จึงน่าเป็นไปได้ว่า นักรังสีเทคนิคจากฟิลิปปินส์มี โอกาสสูงที่สุดที่จะเข้ามาทํางานในไทยโอกาสรองลงไปคือเวียดนาม จะกีดกันหรือจะสนับสนุนหรืออย่างไรก็ได้ เมื่อคิดว่าเราจะเสียเปรียบ แสดง ว่าต้องเอาเปรียบใช่ไหม นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน มิตร ประเทศของเราทั้งนั้น เพื่อน win เรา win น่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ win ด้วยกันมีอะไรบ้างต้องช่วยกันคิด
  • 69.
    เราจะเตรียมการรับมืออย่างไรดี เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึง  ดังนั้น เมื่อประชาคมอาเซียนมาถึงจึงน่าเป็นไปได้ว่า นักรังสีเทคนิคจากฟิลิปปินส์มีโอกาส สูงที่สุดที่จะเข้ามาทางานในไทย โอกาสรองลงไปคือเวียดนาม  จะกีดกันหรือจะสนับสนุนหรืออย่างไรก็ได้เมื่อคิดว่าเราจะเสียเปรียบ แสดงว่าต้องเอา เปรียบใช่ไหม นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน มิตรประเทศของเราทั้งนั้น เพื่อน win เรา win น่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ win ด้วยกันมีอะไรบ้างต้องช่วยกัน คิด
  • 70.
    กรณีของบทบาทพยาบาลในฐานะผู้ช่วยเหลือแพทย์  แพทย์บางคนละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่แพทย์จะต้องทําเอง และมอบหมายให้ พยาบาลทําเช่นเมื่อผ่าตัดเสร็จ สั่งให้พยาบาลเย็บแผลต่อเพราะตนจะรีบไปทา ธุระอื่น บอกให้พยาบาลจ่ายยาไปตามที่เห็นสมควร ทั้งๆที่เป็นผู้ป่วยหนัก เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พยาบาลเองก็อึดอัดที่จะปฏิบัติตามคําสั่งแพทย์ในกรณี ดังกล่าว เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นพยาบาลต้องร่วมรับผิดด้วย ป๎ญหานี้จะ แก้ไขอย่างไร ?  พยาบาลติดต่อเพื่อให้แพทย์มาดูผู้ป่วย แต่แพทย์ไม่มา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พยาบาลจะทําอย่างไร ? (ป๎ญหานี้เป็นเรื่องที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆกัน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง ของระบบบริหาร ส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องของแพทย์เอง ซึ่งจะต้องแยกเป็นส่วนๆ ไป)
  • 71.
    สหรัฐฯสอบสวนโครงการทดลองทางการแพทย์ ในคดี ละเมิดจริยธรรมแพทย์ มีการสอบสวนแพทย์ของสหรัฐฯ ที่มีการใช้มนุษย์ลองยาเข้าข่าย ละเมิดจริยธรรมและมนุษยธรรมส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ ด้านสุขภาพและชีวิต มีการฉีดเซลล์มะเร็งเข้าสู่ร่างกายวัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ซึ่งป่วย เรื้อรัง เพื่อสังเกตอาการทางร่างกาย แต่เจ้าหน้าที่กลับบอก อาสาสมัครว่าเป็นการทดลองตัวยารวมถึงการพ่นเชื้อไวรัสไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์เอเชียเข้าจมูกนักโทษ การฉีดเชื้อไวรัสซิฟิลิส และ โกโนเรียแก่ผู้ป่วยโรคประสาท http://www.thairath.co.th/content/oversea/152503
  • 72.
    แพทย์สภายัน ตัดไข่เด็ก ผิด(1)  บรรดาตุ๊ด แต๋ว กะเทย ที่อยากจะเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง พากันหันไปใช้วิธีการ ตัดลูกอัณฑะหรือ “ตัดไข่” ทิ้ง จนกลายเป็นแฟชั่นฮิต โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 4,000- 5,000 บาท ถูกกว่าการผ่าตัดแปลงเพศ “เฉาะจิ๋ม” ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงินหลาย แสนบาท โดยเชื่อว่าการตัดไข่ทิ้งจะทาให้รูปร่างผิวพรรณดี มีความ เป็นหญิงมาก ขึ้น กอปรกับมีกระแสข่าวว่า จะมีกฎหมายให้บรรดาบุคคลประเภทสอง สามารถ ใช้คานาหน้าว่า “น.ส.” ได้ ทาให้บรรดาผู้ปกครองของบรรดาตุ๊ด แต๋วและกะเทย วัยกระเตาะเหล่านี้ เกิดความวิตกกังวลและเป็นห่วงลูกหลาน ว่าอาจมีอันตรายต่อ ชีวิตในอนาคต http://tnews.teenee.com/crime/21912.html
  • 73.
    แพทย์สภายัน ตัดไข่เด็ก ผิด(2) ต้องกาชับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ให้เข้มงวดใน เรื่องดังกล่าวเพราะการผ่าตัดอัณฑะในเด็ก ที่ยังไม่ บรรลุนิติ ภาวะน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ จะต้องตรวจดูกฎหมายให้เข้มงวด ไม่ใช่นึกจะทําก็ทํา ยืนยันว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวง สาธารณสุข ไม่มีการให้บริการลักษณะนี้ การกระทําของแพทย์ ลักษณะนี้น่าถูกตําหนิ ต่างกับกรณีที่แพทย์ถูกฟ้องร้อง เพื่อ ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ ชีวิตคน ที่ควรให้การช่วยเหลือ http://tnews.teenee.com/crime/21912.html
  • 74.
    แพทย์สภาระบุหมอที่เลือกรักษาคนไข้ไร้จรรยาบรรณ เพราะผิดทางอาญา ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  กรณีที่โรงพยาบาล........งดตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่บางอาชีพว่า “หลักการทั่วไปในเรื่องของจริยธรรมและเสรีภาพการประกอบวิชาชีพแพทย์ตามรัฐ ธรรมนูญที่กําหนดไว้หากมีผู้บาทเจ็บในภาวะฉุกเฉินซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตแพทย์ จะปฎิเสธการรักษาไม่ได้ถึงแม้ผู้บาดเจ็บจะเป็นศัตรูเป็นผู้ร้ายก็ต้อง ทําการรักษาตามหลัก จริยธรรม แต่หากได้รับบาดเจ็บที่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์ สามารถปฎิเสธการรักษาได้โดยการให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นแทน รวมทั้งหากเป็นการรักษาที่เกินความสามารถของแพทย์ แพทย์ก็สามารถที่จะปฏิเสธการ รักษาได้ http://www.thaibizcenter.com/hotnewsdetail.asp?newsid=688
  • 75.
    ตัวอย่างหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม (Code ofEthical conduct) - โรงพยาบาลเมาท์ ไซนาย (The Mount Sinai Hospital) สหรัฐอเมริกา จากการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดของประเทศ (Best Hospitals 2014- 15) ซึ่งจัดอันดับโดย U.S. News & World Report เมาท์ ไซนายเป็น โรงพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 16 จากเกือบ 5,000 โรงพยาบาลทั่วประเทศ และยังถูกจัดอันดับในอีกหลายๆ ด้านที่เชี่ยวชาญ พิเศษ เช่น ติดอันดับใน 10 ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจ และหูคอจมูก มีการเปิดสอนโรงเรียนแพทย์ Icahn School of Medicine at Mount Sinai
  • 76.
    ผู้ที่จะนาหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม (Code of Ethicalconduct) ไปใช้คือใคร ?  สมาชิกทุกคนในคณะกรรมการบริหาร  ผู้บริหาร  พนักงานของโรงพยาบาล  แพทย์  พนักงานชั่วคราว  อาสาสมัคร  นักเรียนนักศึกษา  นักวิจัย
  • 77.
    วิธีการตรวจสอบหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม กลุ่มผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลเมาท์ ไซนายมีความรับผิดชอบโดยรวม ในการตรวจสอบการนําหลักจรรยาบรรณนี้ไปปฏิบัติภายในโรงพยาบาล ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นเจ้าของทางด้านการบริหารของหลักจรรยาบรรณนี้ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของข้อตกลงตามหลักจรรยาบรรณของ คณะกรรมการที่ปรึกษาซึ่งมีตัวแทนจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล, ฝ่ายกฎหมาย, ด้านการแพทย์,ความหลากหลายและสิทธิมนุษยชน ฝ่ายการสื่อสาร ฝ่าย การเงินและผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการทั้งหลายเหล่านี้จะทบทวนหลักข้อตกลงนี้เป็นประจําทุกปี และจะมีการเปิดประชุมโดยประธาน รองประธานอาวุโส และฝ่าย พัฒนาองค์กร
  • 78.
    ความรับผิดชอบของบุคลากรทุกคน ต่อหลักจรรยาบรรณทางจริยธรรม  อ่านและปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณนี้  ให้ทําความคุ้นเคยเข้าใจและปฏิบัติตามขั้นพื้นฐานตามกฎหมายและข้อกําหนดด้านกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง  ยึดมั่นตามมาตรฐานจริยธรรมสูงสุดเมื่อทําหน้าที่ในนามของเมาท์ ไซนาย  เคารพค่านิยมทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาของผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ทีมงานและผู้มาเยือน  ป้องกันและ / หรือละเว้นจากการเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามใด ๆ รวมทั้งการล่วงละเมิดหรือ ข่มเหงทางด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือทางเพศ  ละเว้นจากการขัดแย้งทางผลประโยชน์และ / หรือใช้ตําแหน่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว  รายงานการทําผิด/ฝ่าฝืนทางกฎหมายหรือมาตรฐานทางจริยธรรมที่เป็นไปได้ หรือที่เกิดขึ้นจริง
  • 79.
    คาถามมาตรฐานในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Questions)  ความซื่อสัตย์ความรู้สึกร่วมและวิจารณญาณที่ดีเป็นตัวชี้แนะที่ดีที่สุดของคุณในการกําหนดว่าการกระทํา ของคุณเป็นไปตามมาตรฐานที่คาดหวังสําหรับพฤติกรรมทางด้านจริยธรรมและที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ถ้าคุณพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่คุณไม่แน่ใจ ให้ถามตัวเองด้วยคาถามเหล่านี้  การกระทาของฉันสอดคล้องกับความต้องการตามแนวทางปฏิบัติของเมาท์ ไซนาย และ กฎหมายหรือกฎระเบียบหรือไม่ ?  การกระทาของฉัน (เพื่อคนอื่น ๆ ) เข้าข่ายลักษณะ ของความไม่ถูกต้องหรือเป็นการ กระทาที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ?  การกระทานี้จะทาลายชื่อเสียงแก่พนักงานคนอื่นๆ หรือแก่เมาท์ ไซนายหรือไม่ ถ้ามีการ เปิดเผยอย่างเต็มที่ให้กับประชาชน?  ฉันสามารถปกป้อง/แก้ต่างการกระทาของฉันให้แก่หัวหน้างานของฉัน พนักงานอื่น ๆ และให้ประชาชนทั่วไปได้หรือไม่ ?  การกระทาของฉันขัดแย้งกับข้อพึงปฏิบัติส่วนบุคคลของฉันหรือไม่ ?
  • 80.
    โมเดลบูรณาการจริยธรรม (Integrated EthicsModel)  ในขณะที่ “คุณภาพ (Quality) ได้กลายเป็นคําฮิตสําหรับองค์กรดูแลสุขภาพใน หลายปีผ่านมา แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังให้ความสําคัญค่อนข้างน้อยในเรื่อง “คุณภาพทางจริยธรรม (Ethics Quality)”  โมเดลนี้แสดงให้เห็นถึงการออกจากพื้นฐานจากวิธีการแบบดั้งเดิมกับจริยธรรมใน องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ เป็นโมเดลใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพเกี่ยวกับจริยธรรมใน องค์กรดูแลสุขภาพ  โมเดลนี้ถูกพัฒนาโดยศูนย์เพื่อจริยธรรมในการให้บริการด้านสุขภาพแห่งชาติ (The National Center for Ethics in Health Care) ในกรมประชาสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึกของสหรัฐอเมริกา (United States Government„s Department of Veterans Affairs)
  • 81.
    โมเดลบูรณาการจริยธรรม (IntegratedEthics Model)(ต่อ) โมเดลนี้ช่วยให้องค์กรสามารถจัดลําดับความสําคัญการ ส่งเสริม การวัดและการปรับปรุงประสิทธิภาพการทํางานที่ เกี่ยวข้องกับจริยธรรมอย่างเป็นระบบ หัวใจหลักของโมเดลนี้คือ จริยธรรมเป็นส่วนที่สาคัญ เพื่อให้เกิดคุณภาพ
  • 82.
    คุณภาพทางจริยธรรม (Ethics Quality) คุณภาพทางจริยธรรม หมายถึง การปฏิบัติทั่วทั้งองค์กรที่มีความสอดคล้องกับการยอมรับ อย่างกว้างขวางจากมาตรฐานทางจริยธรรม บรรทัดฐาน หรือความคาดหวังสําหรับองค์กร และพนักงาน  แนวทางการปฏิบัติเหล่านี้จะถูกกําหนดไว้ใน  คําแถลงพันธกิจ (Mission) และ ค่านิยม (Value) ขององค์กร  ประมวลจรรยาบรรณ (Code of ethics)  แนวทาการทํางานอย่างมืออาชีพ (Professional guidelines)  คําแถลงมติ (Consensus statements)  เอกสารแสดงความคิดเห็น (Position Papers)  นโยบายสาธารณะและนโยบายสถาบัน (Public and institutional policies)  คุณภาพทางจริยธรรมอาจได้รับการประเมินโดยผ่านทางโครงสร้าง กระบวนการ และการ วัดผล
  • 83.
    คุณภาพทางจริยธรรม (Ethics Quality)(ต่อ)  ตัวอย่าง สมมติว่าผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด จากมุมมองของคุณภาพทางเทคนิค การดาเนินการถูกดาเนินการอย่างสมบูรณ์และจากมุมมองของคุณภาพการให้บริการ ผู้ป่วยเป็นที่น่าพอใจด้วยการดูแลอย่างดีที่เขาได้รับ ดังนั้นการดูแลในกรณีนี้มี คุณภาพสูงใช่มั้ย ?  คาตอบคือ ก็ไม่จาเป็น หากลองคิดดูว่าถ้าผู้ป่วยไม่เคยได้รับการแจ้งหรือได้รับข้อมูลที่ ผิด ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนที่เขาได้รับการรักษานี้จะบ่งบอกถึงปัญหาที่มีคุณภาพจริยธรรม
  • 84.
    ระดับของคุณภาพทางจริยธรรม (Levels of EthicsQuality)  คุณภาพทางจริยธรรมเป็นผลผลิตของการมีปฏิกิริยาต่อ กันและกันของปัจจัยทั้ง 3 ระดับ คือ (1) การตัดสินใจและการกระทา (Decisions & actions) (2) ระบบและกระบวนการ (Systems & processes) (3) สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม (Environment & culture) ร่วมกันทั้งสามระดับกาหนดคุณภาพทางจริยธรรมของ องค์กร
  • 85.
    ระดับของคุณภาพทางจริยธรรม (Levels of EthicsQuality) (ต่อ)  บริเวณพื้นผิวของภูเขาน้าแข็งทางจริยธรรมนี้ อยู่ในตาแหน่งที่ สามารถสังเกตการตัดสินใจและกระทาได้อย่างง่าย และกิจกรรมต่างๆ ที่ไหลจากพวกเขาในการปฏิบัติใน ชีวิตประจาวันขององค์กรและการเป็นพนักงาน  พื้นที่ข้างใต้ภูเขาน้าแข็งนั้นเป็นส่วนของ ระบบขององค์กร และกระบวนการผลักดันการตัดสินใจ ปัจจัยเหล่านี้ เป็นองค์กรที่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างง่ายดายใน ตัวเอง แต่จะเห็นได้ชัดเมื่อใครคนหนึ่งมองระบบขององค์กร และกระบวนการตัดสินใจ เช่น มองโดยการตรวจสอบรูปแบบ และทิศทางสาหรับจริยธรรมในการขอคาปรึกษาด้านจริยธรรม
  • 86.
    ระดับของคุณภาพทางจริยธรรม (Levels of EthicsQuality) (ต่อ)  ส่วนลึกใต้ภูเขาน้าแข็งลงไปอีกเป็นที่อยู่ของ สภาพแวดล้อมทางจริยธรรมขององค์กรและ วัฒนธรรมซึ่งมีอิทธิพลอย่างมาก  แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ โดยมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติ ด้านจริยธรรมโดยรวม ระดับที่ลึกที่สุดนี้ประกอบด้วย คุณค่า ความเข้าใจ ข้อสมมติฐาน นิสัยและข้อความที่ ไม่ได้พูด (สิ่งที่ผู้คนในองค์กรรู้ แต่ไม่ค่อยทาอย่าง ชัดเจน) ระดับนี้เป็นสิ่งสาคัญอย่างยิ่งเพราะมันเป็น รากฐานสาหรับทุกสิ่งทุกอย่าง อีกทั้งเพราะระดับนี้ สามารถเปิดเผยได้โดยต้องผ่านการสารวจอย่าง รอบคอบและระมัดระวังซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะมองข้าม
  • 87.
    ขอบเขตเนื้อหาของจริยธรรมสาหรับการให้บริการด้านสุขภาพ (Domains of HealthCare Ethics) ขอบเขตเนื้อหานี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมประเด็นทางจริยธรรมที่ต้องเผชิญกับทุกประเภท ขององค์กรด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลสาหรับดูแลผู้ป่วย โรงพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้ นฟู คลินิกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และระบบบริการสุขภาพ ประกอบด้วยเนื้อหาเหล่านี้  การทาการตัดสินใจร่วมกันกับผู้ป่วย (องค์กรจะส่งเสริมให้มีการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ได้ดีมากน้อยเพียงใด)  วิธีปฏิบัติทางจริยธรรมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (องค์กรจะมีวิธีจัดการด้านจริยธรรมของการดูแล ผู้ป่วยที่ใกล้ระยะสุดท้ายได้ดีมากน้อยเพียงใด)  วิธีปฏิบัติทางจริยธรรมที่จุดเริ่มต้นของชีวิต (องค์กรจะส่งเสริมการปฏิบัติทางจริยธรรมเกี่ยวกับช่วงก่อน ตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ และระยะระหว่างคลอดได้ดีมากน้อยเพียงใด)  สิทธิความเป็นส่วนตัวและการรักษาความลับของผู้ป่วย (องค์กรมีวิธีการปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวและ การรักษาความลับของผู้ป่วยได้ดีมากน้อยเพียงใด)
  • 88.
    ขอบเขตของความรู้ของจริยธรรมสาหรับการให้บริการด้านสุขภาพ (Domains of HealthCare Ethics) (ต่อ)  ความเป็นมืออาชีพในการดูแลผู้ป่วย (องค์กรมีวิธีการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมสาหรับการ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพได้ดีมากน้อยเพียงใด)  การปฏิบัติทางจริยธรรมในการจัดสรรทรัพยากร (องค์กรมีวิธีแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมใน การจัดสรรทรัพยากรผ่านโปรแกรม การให้บริการและผู้ป่วยได้ดีมากน้อยเพียงใด)  จริยธรรมในการดาเนินธุรกิจและการจัดการ (องค์กรมีวิธีส่งเสริมมาตรฐานด้านจริยธรรมให้สูง ในการดาเนินธุรกิจและวิธีการบริหารจัดการมากน้อยเพียงใด)  จริยธรรมในการวิจัย (องค์กรมีวิธีการเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของบริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จริยธรรมที่ใช้กับการปฏิบัติงานวิจัยมากน้อยเพียงใด)  การปฏิบัติทางจริยธรรมในสถานที่ทางานที่เกิดขึ้นทุกวัน (องค์กรมีวิธีสนับสนุนพฤติกรรมทาง จริยธรรมในการทางานร่วมกันในงานประจาวันมากน้อยเพียงใด)
  • 89.
    การใช้แนวทางตามกฎพื้นฐาน (Rules-Based Approaches) และการปลูกฝังค่านิยม (Values-Based Approaches) เพื่อมุ่งสู่จริยธรรม การสื่อสารมาตรฐานทางกฎหมายขั้นต่าที่พนักงานจาเป็นจะต้องปฏิบัติ ตรวจสอบพฤติกรรมของพนักงานในการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน เหล่านี้ กระบวนการของสถาบันเพื่อรายงานข้อมูลพนักงานที่ไม่ปฏิบัติตาม การลงโทษพนักงานที่กระทาผิดกฎระเบียบ
  • 90.
    หน้าที่หลักของโมเดลบูรณาการจริยธรรม (Integrated Ethics CoreFunctions)  โมเดลนี้ปรับปรุงคุณภาพทางจริยธรรมโดยมีจุดมุ่งหมายทั้ง 3 ระดับ คือ (1) ระดับการตัดสินใจและการกระทา (2) ระดับระบบและกระบวนการ (3) ระดับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม  โดยปรับปรุงผ่าน 3 หน้าที่หลัก ดังต่อไปนี้ 1. การให้คาปรึกษาด้านจริยธรรม (Ethics consultation) 2. การป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรม (Preventive ethics) 3. ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership)
  • 91.
    การให้คาปรึกษาด้านจริยธรรม (Ethics consultation) :ตอบสนองต่อคาถามทางจริยธรรมในการดูแลสุขภาพ  เมื่อต้องทาการตัดสินใจ/ดาเนินการใดๆ ข้อกังวลทางจริยธรรมมักจะเกิดขึ้นแผนงานทาง ด้านจริยธรรมต้องมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อความกังวลเหล่านี้ให้กับสมาชิกในทีม ผู้ป่วยและครอบครัวที่เกี่ยวข้องได้  วันนี้แทบทุกโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกามีบริการให้คาปรึกษาด้านจริยธรรมและเป็นส่วนสาคัญ ต่อการให้บริการสุขภาพ แต่มีความผันแปรอย่างมากในแง่ของความรู้ ทักษะและกระบวนการที่ นามาใช้ในการปฏิบัติงานให้คาปรึกษาด้านจริยธรรม  การให้คาปรึกษาทางด้านจริยธรรมอาจจะเป็นเพียงด้านบริการด้านสุขภาพที่เราอนุญาตให้ พนักงานที่ไม่จาเป็นต้องปฏิบัติตรงตามมาตรฐานวิชาชีพทั้งหมด และอาจมีคุณสมบัติและความ เชี่ยวชาญที่แตกต่างกันที่จะให้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมากในการตัดสินใจที่สาคัญที่มักจะตัดสินชีวิต และความตายได้
  • 93.
    ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจาปี 2557 ประเทศไทยได้คะแนน 38 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน  อยู่อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก  และเป็นอันดับที่ 12 จาก 28 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • 94.
    เครื่องวัดการทุจริตทั่วโลก (Global Corruption Barometer2010/11)  ความคิดเห็นที่มีต่อสถาบันดังต่อไปนี้ที่รับรู้โดยประชาชนว่าได้รับผลกระทบจากการทุจริตมากที่สุด :
  • 95.
    ร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกว่า สถาบันต่างๆ เหล่านี้ทุจริต /ทาความเสียหายอย่างมากในประเทศไทย หน่วยงาน เปอร์เซ็นต์ ตารวจ 71% พรรคการเมือง 68% เจ้าหน้าที่ของรัฐและข้าราชการ 58% สภาผู้แทนราษฎร /สมาชิกสภานิติ บัญญัติ 45% องค์กรธุรกิจ 37% ระบบการศึกษา 32% ทหาร 23% หน่วยงาน เปอร์เซ็นต์ บริการทางการแพทย์และสุขภาพ 21% เอ็นจีโอ 18% สื่อ 20% ตุลาการ/ศาล 18% หน่วยงานทางศาสนา 12%
  • 96.
    คุณหรือคนในครอบครัวของคุณเคยจ่ายเงินสินบนให้หนึ่งในแปดบริการ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่? หน่วยงานที่รายงานว่า มีการจ่ายสินบน เปอร์เซ็นต์ ตารวจ 37% บริการที่ดิน 19% ตุลาการ 14% บริการทางการศึกษา 9% บริการที่มีการลงทะเบียนหรือการบริการ ที่ได้ใบอนุญาต 4% รายได้จากภาษี 3% สาธารณูปโภค 2% บริการทางการแพทย์และสุขภาพ 2%
  • 97.
    ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลก ปี 2559(2016)  คะแนนไทยร่วงจาก 38 เป็น 35 อันดับตกจาก 76 เป็น 101 จาก 176 ประเทศ  ประเทศที่ได้อันดับหนึ่งยังคงเป็นประเทศเดนมาร์กและนิวซีแลนด์ 90 คะแนนเท่ากัน  ประเทศจากทวีปเอเชีย อย่างสิงคโปร์อันดับที่ 7 ได้ 84 คะแนน ในส่วนของ ไทยได้ 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ลดลง 3 คะแนน ได้ลาดับ ที่ 101 เมื่อเทียบกับปี 2558 ได้ 38 คะแนน อยู่อันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศ (ที่มา : https://thaipublica.org) CPI Index ไทย ปี 2558 ปี 2559 คะแนน 38 35 อันดับ 76 101
  • 99.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล  ในการให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ให้คะแนน และจัดอันดับประเทศไทย โดยพิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ปี 2015 ใช้ 8 แหล่งข้อมูล)  โดยใน 8 แหล่งข้อมูลของไทย  ได้คะแนนเพิ่มขึ้น  3 แหล่งข้อมูล  ได้คะแนนเท่าเดิม 1 แหล่งข้อมูล และ  ได้คะแนนลดลง 4 แหล่งข้อมูล  ในขณะที่แหล่งข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ในปีนี้ 1 แหล่งข้อมูล วัดเกี่ยวกับความหลากหลาย ของประชาธิปไตย ทั้งนี้ สามารถสรุปแต่ละแหล่งข้อมูลได้ ดังนี้
  • 100.
    สาหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รายงานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI)ชี้ว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้อยู่ท่อนล่างของตาราง มี 19 ประเทศจาก 30 ประเทศที่ได้คะแนน 40 หรือน้อยกว่า สองประเทศที่ TI ยกขึ้นกล่าวถึงคือกัมพูชาและไทย ที่มีคะแนนความโปร่งใสแย่ลง กรณีกัมพูชานั้น TI กล่าวว่า ครองตาแหน่งประเทศคอร์รัปชันที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ได้เพียง 21 คะแนน
  • 101.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 1. แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทย ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จากปีก่อน มี 3 แหล่งข้อมูล คือ 1.1 โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project - WJP): เป็นองค์กรอิสระ ตั้งอยู่ สหรัฐอเมริกา - WJP ได้จัดทาดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ไทยได้คะแนน 37 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11 คะแนน - WJP มีการเก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤษภาคม – กันยายน 2016 สาเหตุที่มีการจัดทาการวัดระดับของหลักนิติธรรมของประเทศทั่วโลก ก็เพราะหลัก นิติธรรมเป็นพื้นฐานของสังคมมุ่งการสร้างโอกาสด้วยความเป็นธรรม สามารถคาดการณ์ถึง ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชนและสังคมได้ และมีการเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานที่เป็น หลักสากล ให้ความเชื่อถือทางกฎหมายที่ว่า "กฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะปกครองประชาชน และด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก"
  • 102.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)  การที่ไทยได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่ (ต่อ)  การมีประกาศคาสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 55/2559 ลงวันที่ 12 กันยายน 2559 เรื่อง การดาเนินการเกี่ยวกับคดีบางประเภทที่อยู่ในอานาจศาลทหาร ซึ่งมีเนื้อหาโดยรวมคือ ให้ยกเลิกการดาเนินคดีพลเรือนในศาลทหารแล้วย้ายไปอยู่ในศาลยุติธรรมปกติ,  จุดยืนของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ในการดาเนินการตามโรดแมปเพื่อเดินหน้า สู่การเลือกตั้งและความเป็นประชาธิปไตย,  การมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ ซึ่ง จะช่วยในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น,
  • 103.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)  การที่ไทยได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่ (ต่อ)  การแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ทาให้ประเทศไทยได้รับการเลื่อนชั้นใน รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา จาก“เทียร์ 3” คือ ประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้า และความพยายามที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ขึ้น ไปอยู่ใน “เทียร์ 2” คือ บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง  กระทรวงยุติธรรมแถลงผลการรายงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) ซึ่งเป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) รอบที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะทางาน UPR สมัยที่ 25 ซึ่งในภาพรวมประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิก จานวน 249 ข้อ พร้อมตอบรับทันที จานวน 181 ข้อ รวมทั้งนาข้อเสนอแนะ ที่เหลืออีก 68 ข้อ เสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  • 104.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 1.2 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute Management Development - IMD)  เป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ในรายงานเกี่ยวกับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั่วโลก ไทยขยับขึ้นมาอยู่ อันดับที่ 27 ดีกว่าปีก่อนที่อันดับ 28  โดย IMD ใช้ข้อมูลสถิติทุติยภูมิ และผลการสารวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง ไปประมวลผลจัด อันดับความสามารถในการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจในประเทศทั่วโลกและพิจารณาจากตัวชี้วัด ใน 4 กลุ่มหลัก คือ 1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) 2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) 3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) 4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) IMD จะสารวจข้อมูลประมาณเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปี
  • 105.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 1.2 สถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute Management Development - IMD) : การที่ได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่  ปัจจัยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ตั้งแต่ปี 2557 มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทาการทุจริตอย่างจริงจัง  มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้มีความทันสมัยและเป็นสากล มีมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐ ดาเนินการเพื่อส่งเสริมด้านการลงทุน  ความคล่องตัวในแต่ละนโยบาย  มีการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลในด้านดีต่อประชาชน เช่น พระราชบัญญัติการอานวยความ สะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
  • 106.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 1.3 International Country Risk Guide (ICRG) : Political Risk services ได้ 32 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1 คะแนน  ICRG เป็นองค์กรแสวงหากาไร ให้บริการวิเคราะห์วิจัยและจัดอันดับสภาวะความเสี่ยง ระดับประเทศ ประเมินความเสี่ยงด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเงิน ซึ่ง องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ใช้ข้อมูลรายงานความเสี่ยงด้านการเมือง มา ประกอบการพิจารณาให้ค่าคะแนน ทั้งนี้ การคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้าน การเมือง ICRG มุ่งประเมินการคอร์รัปชันในระบบการเมือง โดยเฉพาะรูปแบบทุจริตที่ นักธุรกิจมีประสบการณ์ตรงและพบมากที่สุด นั่นคือการเรียกรับสินบน การเรียกรับเงิน เพื่ออานวยความสะดวกในการนาเข้า/ส่งออก การประเมินภาษี รวมถึงระบบอุปถัมภ์ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางธุรกิจกับการเมือง ICRG มีการประเมินและเผยแพร่ผลทุก 1 ปี ครั้งล่าสุดประเมิน ช่วงเดือนสิงหาคม 2015 – สิงหาคม 2016
  • 107.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 1.3 International Country Risk Guide (ICRG) : การที่ได้คะแนนสูงขึ้น น่าจะมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริม ได้แก่  กลุ่มตัวอย่างเห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน,  สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความสาคัญกับเรื่องระบบอุปถัมภ์ โดยมีการศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหา ระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม” ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการรับรู้ต่อกลุ่มตัวอย่างในทางที่ดี,  การออกกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 123/5 ซึ่งทาให้ภาคเอกชนเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังใน เรื่องการรับสินบน และมีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว,  การดาเนินการตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 มาตรา 103 ได้ผล สังคมได้ตระหนักรู้เรื่องการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น
  • 108.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 2. แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทย ได้คะแนนเท่ากับปีก่อน มี 1 แหล่งข้อมูล คือ  Bertelsmann Foundation Transformation Index (BF-BTI): ได้ 40 คะแนน เท่าปีก่อน โดย BF-BTI เน้นเรื่อง การลงโทษทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้ อานาจหรือตาแหน่งในทางที่ผิด ความสาเร็จของภาครัฐในการควบคุมการทุจริต คอร์รัปชั่นและการมีกลไกเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ในระบบ ทั้งนี้ BF-BTI จะมีการเผยแพร่ผลทุก 2 ปี และข้อมูลที่เผยแพร่ครั้งล่าสุด คือ 1 กุมภาพันธ์ 2013 – 31 มกราคม 2015 น่าจะใช้ข้อมูลเดิม
  • 109.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 3. แหล่งข้อมูลที่ประเทศไทย ได้คะแนนลดลง กว่าปีก่อนมี 4 แหล่งข้อมูล คือ 3.1 Global Insight Country Risk Rating (GI) ได้ 22 คะแนนลดลงจากปีที่ผ่านมา 20 คะแนน โดย GI เป็นการวัดการดาเนินการทางธุรกิจต้องเกี่ยวข้องกับการทุจริตมากน้อยเพียงใด โดยประเมินปัจจัยเกี่ยวกับการดาเนินธุรกิจที่ต้องเกี่ยวกับคอร์รัปชัน การแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ รัฐในการดาเนินธุรกิจ การให้สินบนและสิ่งตอบแทนสาหรับพิจารณาสัญญา และขอใบอนุญาต  ทั้งนี้ GI ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ข้อมูลในการประเมินจากเดิมที่ใช้ข้อมูลของ IHS Global Insight แต่ในปีนี้ใช้ข้อมูลของธนาคารโลก (World Governance Indicators : WGI) แทน ซึ่งอาจจะทาให้ค่าคะแนนเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยนักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ทาสัญญากับ ภาครัฐ อาจมองว่าการดาเนินงานของภาคธุรกิจ ยังมีอุปสรรคการแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในการดาเนินธุรกิจ การให้สินบนและสิ่งตอบแทนสาหรับการพิจารณาสัญญาและการขอ ใบอนุญาตต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทาให้ภาคธุรกิจมีการรับรู้ ในเชิงลบ
  • 110.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ) 3.2 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum - WEF) :  มีสานักงานใหญ่ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ WEF เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกาไร โดยจะ มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศของผู้นาภาครัฐและเอกชน ทั้งทางด้านการเมือง ภาคธุรกิจ และ ภาคสังคม เพื่อร่วมกันพิจารณาประเด็นการพัฒนาของโลก ภูมิภาค และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ  ได้จัดทารายงานการวัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ดาเนินการรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ผ่าน “แบบสอบถามความคิดเห็นผู้บริหาร (Executive Opinion Survey) ไทยได้ 37 คะแนนลดลงจากปี ก่อน 6 คะแนน โดย WEF สารวจมุมมองของนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็น อุปสรรคสูงสุดในการทาธุรกิจ 5 ด้าน คือ 1) การคอร์รัปชัน 4) ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ 2) ความไม่มั่นคงของรัฐบาล/ปฏิวัติ 5) โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย WEF จะสารวจข้อมูลประมาณเดือนมกราคม – มิถุนายนของทุกปี  การที่ค่าคะแนนลดลง น่าจะเป็นผลมาจากข่าวสารการทุจริต การรับ-จ่ายสินบนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ข่าวดังกล่าวมีผลต่อนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
  • 111.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)  3.3 Economist intelligence Unit (EIU) : Country Risk Rating ได้ 37 คะแนน ลดลงจากปีก่อน 1 คะแนน โดย EIU วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจ ของประเทศต้องเผชิญ ได้แก่ ความโปร่งใสในการจัดสรรและการใช้จ่ายงบประมาณ การ ใช้ทรัพยากรของราชการ/ส่วนรวม การแต่งตั้งข้าราชการจากรัฐบาลโดยตรง มีหน่วยงาน อิสระในการตรวจสอบการจัดการงบประมาณของหน่วยงานนั้นๆ มีหน่วยงานอิสระด้าน ยุติธรรมตรวจสอบผู้บริหาร/ผู้ใช้อานาจ ธรรมเนียมการให้สินบน เพื่อให้ได้สัญญา สัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ EIU มีการสารวจเก็บข้อมูลเดือนกันยายน 2016  การที่ค่าคะแนนลดลง น่าจะเป็นผลมาจากแหล่งข้อมูลดังกล่าวให้ความสาคัญกับการ แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ไม่เป็นธรรม การใช้จ่ายงบประมาณ ความเป็นอิสระของ หน่วยงานตรวจสอบความโปร่งใส ซึ่งการใช้อานาจดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นจาก ต่างประเทศ
  • 112.
    3.4 สถาบันที่ปรึกษาความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง (Politicaland Economic Risk Consultancy - PERC) ไทยได้ 38 คะแนนลดลงจากปีก่อน 4 คะแนน โดย PERC สารวจนัก ธุรกิจในท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวต่างชาติในแต่ละประเทศ เพื่อให้คะแนนเกี่ยวกับระดับปัญหาการ ทุจริตในประเทศที่เข้าไปทางานหรือประกอบธุรกิจว่าลดลง เพิ่มขึ้น หรือเท่าเดิม เมื่อเทียบกับปีที่ ผ่านมา  ทั้งนี้ PERC สารวจข้อมูลช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2016 และตีพิมพ์วารสารในเดือน มีนาคม 2016  การที่ค่าคะแนนลดลง น่าจะเป็นผลมาจากมุมมองการรับรู้ของผู้ตอบแบบสอบถามสะท้อนว่า การทุจริตยังมีอยู่อย่างแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐ และองค์กรภาคประชาสังคมยังติดตาม และตรวจสอบการทุจริตได้ไม่ดีเท่าที่ควร การมีข่าวต่างๆ เกี่ยวกับการทุจริตที่เปิดเผยออกมา นั้นไม่ได้เป็นปัญหามากนัก เพราะปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่กระบวนการในการจัดการกับ สถานการณ์การทุจริตที่เกิดขึ้น เนื่องจากบุคคลที่กระทาการทุจริต ส่วนใหญ่กลับไม่ถูกลงโทษ สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การให้สินบนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแพร่หลาย และ คนในประเทศยังมีทัศนคติต่อการให้สินบนว่าเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ การให้ค่าคะแนน CPI ปี 2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)
  • 113.
    การให้ค่าคะแนน CPI ปี2016 พิจารณาข้อมูลจาก 9 แหล่งข้อมูล (ต่อ)  สาหรับแหล่งแหล่งข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ในปีนี้เป็นปีแรก 1 แหล่งข้อมูล คือ โครงการความ หลากหลายของประชาธิปไตย (Varieties of Democracy Project) วัดเกี่ยวกับความ หลากหลายของประชาธิปไตย การเลือกตั้ง เสรีภาพ เปิดให้มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ความเห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย  นอกจากนี้ ยังดูพฤติกรรมการคอร์รัปชันในระบบการเมืองในระดับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติ บัญญัติ และฝ่ายตุลาการด้วย และในอาเซียนมีการวัดเพียง 4 ประเทศคือ เมียนมาร์ ได้ 50 คะแนน ฟิลิปปินส์ 36 คะแนน ไทย 24 คะแนน และกัมพูชา 17 คะแนน  สาหรับกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจ่ายสินบนให้หน่วยงานของรัฐใน ประเทศไทยในช่วงนี้ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นมาก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่อย่างน้อยได้แสดงให้ เห็นอย่างมีนัยยะสาคัญประการหนึ่งว่าสังคมมีความมั่นใจในองค์กรตรวจสอบและรัฐบาล มากขึ้น จึงได้มีการส่งข้อมูลมาให้ดาเนินการตรวจสอบมากขึ้น
  • 114.
    Case study :การสร้างธรรมาภิบาลในต่างประเทศ กรณีประเทศเดนมาร์ก  จากการจัดอันดับ CPI (Corruption Perceptions Index) ของ Transparency International ประเทศเดนมาร์ก ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่หนึ่งถึง 3 ปีติดต่อกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 – 2014 ปี  ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนคาบสมุตแลนด์ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป มีพื้นที่ 43,098 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 5.6 ล้านคน มีรายได้ต่อหัวประมาณ 46,255 เหรียญสหรัฐ (ปี ค.ศ. 2014) และมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขภายใต้ รัฐธรรมนูญและเป็นประเทศหนึ่งที่มีมาตรฐานการดารงชีวิตที่สูงกว่ามาตรฐานเฉลี่ยของยุโรป  เดนมาร์กเป็นรัฐสวัสดิการ มีมาตรฐานสูงในเรื่องการประกันสังคมและการให้บริการของรัฐ รวมทั้งด้าน การศึกษา ประชากรที่มีอายุ 67 ปีขึ้นไปหรือเป็นหม้ายอายุ 55 ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐ มี การกาหนดชั่วโมงการทางานมาตรฐานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง ทั้งงานราชการและงานเอกชน และมีสิทธิ หยุดพักผ่อนปีละ 5 สัปดาห์โดยได้รับค่าจ้าง
  • 115.
    อะไรทาให้ประเทศเดนมาร์กได้รับการจัดอันดับ เป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลก  เราหาคาตอบจากข้อคิดเห็นของนายมิเคล เหมนิธิวินเธอร์ เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจาประเทศ ไทยซึ่งให้ความเห็นว่า การที่ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ว่า อยู่ที่มีรัฐบาลที่ประชาชนเชื่อใจได้ และการปลูกฝังเรื่องศีลธรรมตั้งแต่เด็ก รวมถึงการดาเนินการ ต่างๆ ของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องถูกตรวจสอบได้ โดยที่เดนมาร์กไม่ต้องมีองค์กรเกี่ยวกับการ ป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่น และประชาชนถูกสอนให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมและถูก สอนให้ตั้งคาถามต่อรัฐบาล  นอกจากนี้หากเราพิจารณาข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคมของเดนมาร์กพบว่า เดนมาร์กเป็น ประเทศที่มีความก้าวหน้าและมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นสังคมที่ได้รับการจัดอันดับในปี 2555 ให้ เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกอันน่าจะเป็นพื้นฐานสาคัญของการเป็นสังคมที่ปลอดการคอรัปชั่น มากที่สุดของโลกด้วย
  • 116.
    การป้ องกันปั ญหาทางด้านจริยธรรม(Preventive ethics) : การแก้ปัญหาช่องว่างคุณภาพทางจริยธรรมในระดับระบบ  นอกเหนือจากการตอบสนองต่อคาถามด้านจริยธรรมของแต่ละคนที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งสาคัญ ตามที่องค์กรแก้ไขปัญหาอยู่ภายใต้ระบบและกระบวนการมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทาง จริยธรรม  ทุกแผนงานด้านจริยธรรมต้องมีแนวทางที่เป็นระบบสาหรับการระบุ การจัดลาดับความสาคัญ และการแก้ปัญหาที่อยู่ในความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพจริยธรรมในระดับองค์กรได้อย่างมั่นใจ นั่นคือบทบาทของการป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรม  เป้าหมายโดยรวมของการป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรม คือ การปรับปรุงคุณภาพโดยการ ระบุ จัดลาดับความสาคัญและการแก้ไขปัญหาช่องว่างคุณภาพทางจริยธรรมในระดับระบบ โดยดาเนินการเปลี่ยนแปลงระดับระบบที่ลดความไม่สอดคล้องกันระหว่างการปฏิบัติใน เหตุการณ์ปัจจุบันและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในขอบเขตที่เกี่ยวข้อง
  • 117.
    การป้ องกันปั ญหาทางด้านจริยธรรม(Preventive ethics) : การแก้ปัญหาช่องว่างคุณภาพทางจริยธรรมในระดับระบบ (ต่อ)  การแทรกแซงการปรับปรุงคุณภาพโดยเฉพาะในการป้องกันปัญหาทางด้านจริยธรรมอาจ รวมถึงวิธีการต่อไปนี้ : o การออกแบบกระบวนการทางานใหม่เพื่อให้การสนับสนุนการปฏิบัติด้านจริยธรรมได้ดีขึ้น o การจัดเตรียมรายการตรวจสอบ (Checklists) การแจ้งเตือนและการสนับสนุนการตัดสินใจ ไว้ให้ o การประเมินผลการดาเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวกับการปฏิบัติด้านจริยธรรม o การพัฒนาระเบียบการที่เฉพาะเจาะจงในการส่งเสริมการปฏิบัติด้านจริยธรรม o การออกแบบกลยุทธ์สาหรับการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและ / หรือพนักงานเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน ความรู้ทั้งระบบ o การเสนอสิ่งจูงใจและผลตอบแทนเพื่อกระตุ้นและยอมรับวิธีปฏิบัติด้านจริยธรรมร่วมมือกันของ บุคลากร
  • 118.
    ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership): การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้านจริยธรรม  จะสร้างคุณภาพทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมขององค์กร  ผู้นาในด้านบริการสุขภาพและเป็นผู้บริหาร มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการด้าน สุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน และยังเป็นผู้จัดการของผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลสุขภาพและ ของพนักงานคนอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นผู้นายังมีความรับผิดชอบในการสร้างและส่งเสริม วัฒนธรรมในการทางานให้อยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความ เป็นธรรมและให้ความเคารพ  เนื่องจากพฤติกรรมของพนักงานแต่ละคนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมในที่ที่พวกเขา ทางาน เป้าหมายของการมีภาวะผู้นาเชิงจริยธรรมคือการส่งเสริมสภาพแวดล้อมและ วัฒนธรรมที่มีจริยธรรมที่ดี
  • 119.
    ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership): การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้านจริยธรรม (ต่อ)  ในองค์กรที่มีสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมทางจริยธรรมที่เข้มแข็ง  คนในองค์กรจะ : o ตระหนักว่าจริยธรรมเป็นสิ่งสาคัญ o มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านจริยธรรม o พยายามปรึกษาหารือในปัญหาทางจริยธรรมเมื่อมีความจาเป็น o ทางานเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาทางจริยธรรมในระบบ o เห็นจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพ o เข้าใจสิ่งที่เขาถูกคาดหวัง o รู้สึกเพิ่มขีดความสามารถในการประพฤติตามหลักจริยธรรม o มุมมองการตัดสินใจในองค์กรตามหลักจริยธรรม
  • 120.
    ภาวะผู้นาเชิงจริยธรรม (Ethical leadership): การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมด้านจริยธรรม (ต่อ) การทางานเบื้องต้นที่ผ่านจากคาพูดและการกระทาของผู้นามีอิทธิพลต่อวัฒธรรมองค์กร :  สิ่งที่ผู้นาต้องใส่ใจในการวัดผล และควบคุมเป็นประจา  วิธีที่ผู้นาตอบสนองต่อเหตุการณ์สาคัญที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ฉุกเฉินในองค์กร  สังเกตจากเกณฑ์ที่ผู้นาจัดสรรทรัพยากรที่ขาดแคลน  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ที่ถือเป็นเยี่ยงอย่าง (Role mode) การสอนและการ ฝึกสอน  สังเกตจากเกณฑ์ที่ผู้นาจัดสรรผลตอบแทนและตาแหน่ง  สังเกตจากเกณฑ์ที่ผู้นารับสมัคร คัดเลือก เลื่อนตาแหน่ง ถอดถอนและไม่ยอมรับสมาชิก ในองค์กร
  • 121.
    แหล่งข้อมูลอ้างอิง  Ratings ofMedical Care Provided by Aspects of the U.S. Healthcare System http://www.gallup.com/poll/145214/Rate-Nurses-Doctors- Highly.aspx  http://www.mountsinai.org/  National Center for Ethics in Health Care Department of Veterans Affairs USA, INTEGRATEDETHICS: AN INNOVATIVE PROGRAM TO IMPROVE ETHICS QUALITY IN HEALTH CARE. The Innovation Journal: The Public Sector Innovation Journal, Vol. 15(2), article 8.  http://en.wikipedia.org/wiki/Medical_ethics  State Institute of Health & Family Welfare, Jaipur, India (http://www.sihfwrajasthan.com/presentation.html)
  • 122.
    ประเด็น จริยธรรม Telemedicine กลุ่ม๑ และ ๒ ๑. จริยธรรมการปรึกษาระหว่างแพทย์กับแพทย์ ๒. มาตราการในการป้องกัน กลุ่ม ๓ และ ๔ ๑. จริยธรรมการปรึกษาระหว่างแพทย์กับคนไข้ ๒. มาตราการในการป้องกัน