• ผู้หญิงที่อยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาลร้อยละ 63.06
• สาหรับผู้หญิงที่อยู่ในชนบทร้อยละ 65.88
• พิจารณาจากอาชีพ พบความแตกต่างประมาณ
9 ใน 10 ของผู้มีงานทาอยู่ในเขตเมืองทางานนอก
ภาคเกษตร
•ในภาคเกษตรผู้หญิงในชนบทจะทางาน ในภาค
เกษตร ร้อยละ 54.25
• ด้านคุณภาพชีวิตในการทางานของแรงงานหญิง พิจารณาจากจานวนชั่วโมงทางานต่อ
สัปดาห์ ก็พบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติการทางานเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์
• ผู้หญิงมีชั่วโมงการทางานเฉลี่ย 45.14 ชั่วโมงร้อยละ 34.03
• ทางานมากกว่า 50 ชั่วโมง ร้อยละ 23.33
• เมื่อพิจารณาภาคเกษตรกรรม มีผู้หญิงร้อยละ 44.14 ทางานใน
ภาคนี้
• ผู้หญิงทางานระหว่าง 40-49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีร้อยละ 36.95
และ ประมาณ 1 ใน 3 ร้อยละ 23.33ทางานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์
 ประเทศที่มีผู้หญิงทาหน้าที่ในรัฐสภา มากที่สุดใน 10 ลาดับ และในประเทศอาเชี่ยน
 เพศของหัวหน้าครัวเรือน จากการสารวจภาวะ การทางานของประชากร
พ.ศ. 2547 – 2550 พบว่าหัวหน้าครัวเรือนที่เป็นเพศชายนั้นมีอัตราลดลง
อย่างต่อเนื่องคือ จากร้อยละ 72.1 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 69.0 ในปี 2550
แต่ในปัจจุบันนี้เพศหญิง
มีอัตราการเป็นหัวหน้าครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจาก ร้อยละ 27.9 ในปี 2547 เป็น
ร้อยละ 31.0 ในปี 2550
 ผู้หญิง 77.47% เป็นผู้ที่รับภาระหลักในการทางานบ้าน และมีไม่
ถึง 1% ที่ผู้หญิงและผู้ชายช่วยกันทางานบ้าน
 ในด้านการเมืองและการบริหาร พบว่ามี ส.ส.หญิงเพียง 12%
 ผู้บริหารระดับสูงในราชการ ปี 2549 มีผู้หญิง 25.69%
 ด้านสื่อสารมวลชน ปี 2551 มีผู้หญิงในงานสื่อสารมวลชน
38.4%
* มูลนิธิผู้หญิง
“ คณะกรรมการที่เป็น ผู้หญิงสามารถลดความเสี่ยงจากการล้มละลายได้ถึง
20% ขณะที่ 30% ของผู้หญิงที่เป็นกรรมการบริหารจะทาให้ผลประกอบการ
ดีขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจถดถอยผู้หญิงจะเป็นผู้นาที่ดีกว่าผู้ชาย ”
 ผลการวิจัยในต่างประเทศ ที่เปิดเผยโดยศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในงาน Mega Trends in Family Business “เจาะลึก
แนวโน้มธุรกิจครอบครัวไทยสู่อนาคต”
 วันนี้ 25 - 30% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก มีผู้หญิงเป็นผู้นา นอกจากนี้
สถิติจากปี 1997 จนถึงปัจจุบัน ยังพบว่า ผู้หญิงเป็นผู้นาในธุรกิจครอบครัวถึง 5
เท่าตัว และ 1 ใน 3 ของผู้สืบทอดธุรกิจเป็นผู้หญิง นี่เป็นเทรนด์ที่กาลังเกิดขึ้นใน
โลก
ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ตัวแทนจากศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้กล่าวเกี่ยวกับจุดแข็งต่างของผู้หญิง ที่สะท้อนถึง
ความน่าสนใจในการสืบทอดกิจการไว้ดังนี้
เริ่มต้นจาก ความต่างในการทางานของสมอง ที่ระบุออกมาว่า ผู้หญิงสามารถ
ทาอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน จากทักษะที่หลากหลายกว่าผู้ชาย เช่น การเงิน
บริหารคน และการขาย ขณะที่ผู้ชายจะโฟกัสในเรื่องราวต่างๆ เป็นกลุ่มๆ (แยก
ส่วน) ต่างจากผู้หญิงที่จะมองเป็นจิ๊กซอว์ ทาให้สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ
ได้ดีกว่าผู้ชาย
 ผู้หญิงยังมีความละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์ และรับรู้ความรู้สึกได้เร็ว
นั่นทาให้เมื่อธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงจึงรับรู้ได้เร็วกว่าผู้ชาย
 อีกจุดที่น่าสนใจสุด คือ การทางานในธุรกิจครอบครัวผู้หญิงมักจะ “ทุ่มเทด้วย
หัวใจ” เมื่อทาด้วยใจก็จะเกิด Passion ในการผลักดันความสาเร็จได้ดีกว่า
 ผู้หญิงจะมีการบริหารจัดการ ละเอียดอ่อนกว่า คือ ช่างสรรหา ช่างเจรจา
ช่างประสานงาน และช่างติดตาม
 ผลสารวจจากต่างประเทศที่เรียกว่า แกรนท์ ธอร์นตัน อินเตอร์
เนชั่นแนล บิซิเนส รีพอร์ท (Grant Thornton International
Report) หรือ ไอบีอาร์ (IBR)
 จากผลการสารวจ 39 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีผู้หญิง
ดารงตาแหน่งระดับบริหารในธุรกิจภาคเอกชนมากถึง 45% ของ
ตาแหน่งบริหารทั้งหมด ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก
 โดยมีจอร์เจีย ตามมาเป็นอันดับสอง 40 % รัสเซีย อันดับสาม 36
% ฮ่องกงและฟิลิปปินส์ ตามมาในอันดับสี่ ประเทศละ 35 %
 ตาแหน่งที่ผู้หญิงไทยสามารถเข้าไปอยู่ในระดับสูงได้แก่
◦ ตาแหน่งเจ้าหน้าที่ทางการเงิน เช่น ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินหรือผู้อานวยการฝ่าย
การเงิน (22%)
◦ รองลงมาเป็นตาแหน่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล (20%)
◦ หรือบริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด และผู้อานวยการฝ่ายการขาย (9% )
 เหตุที่ผู้หญิงสามารถดารงตาแหน่งผู้บริหารระดับสูงนั้น เป็นเพราะผู้หญิงไทยค่อนข้างมี
ความละเอียดอ่อน รอบคอบและมีความอดทน สามารถทางานภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน
ต่างๆ ได้ดี ตาแหน่งต่างๆดังกล่าวค่อนข้างต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและ ความอดทนเช่น
งานด้านการเงิน หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องมีการฝึกอบรมพนักงานอยู่เป็นประจา
 หน่วยงานหรือองค์กรที่ผู้หญิงสามารถเป็นผู้บริหารระดับสูงได้นั้น ส่วนมากจะเป็นองค์กร
เอกชน ส่วนหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ ก็เริ่มที่จะเห็นผู้หญิงเข้ามามีบทบาทตามมา
มากยิ่งขึ้น
 ผลการสารวจกาลังคนภาครัฐข้าราชการพลเรือนปี 2550 จากสานักงาน
ก.พ. ระบุว่า ราว 5 ปีที่แล้วข้าราชการพลเรือนเป็นหญิงมากกว่าชาย
โดยเป็นหญิง 61.67% ชาย 38.33% ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ราว 0.20% จากปีก่อนหน้า
 ส่วนราชการที่มีข้าราชการหญิงมากกว่าชาย ตั้งแต่ 65% ขึ้นไป ได้แก่
◦ กระทรวงสาธารณสุข 77.59% กระทรวงศึกษาธิการ 73.44%
◦ กระทรวงแรงงาน 66.99% กระทรวงการคลัง 66.81% และ
◦ กระทรวงพาณิชย์ 65.73%
ซึ่งล้วนแต่เป็นกระทรวงสาคัญในการพัฒนาประเทศ ส่วนกระทรวงที่มีข้าราชการชาย
มากกว่าหญิง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีสัดส่วนชายสูง
กว่าหญิงมากที่สุด 76.45% รองลงมาเป็น กระทรวงยุติธรรม 67.76%กระทรวง
คมนาคม 61.98%และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 61.90%
 ข้าราชการในกลุ่มระดับ 1-5 เป็นหญิงมากกว่าชายเกือบ 2 เท่า คือ เป็น
หญิง 65.57% ส่วนชาย 34.43
 กลุ่มระดับ 6-8 เป็นหญิงมากกว่าชายเช่นกัน หญิง 59.83% ชาย 40.17%
 ส่วนกลุ่มระดับ 9-11 หญิงกลับมีน้อยกว่าชาย โดยเป็นหญิงเพียง 27.40%
เท่านั้น
แม้ว่าในกลุ่มระดับ 9 ถึงระดับ 11 ชายมากกว่าหญิงในสัดส่วนที่
แตกต่างกันพอสมควร
แต่นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่สัดส่วนของข้าราชการหญิงในทุกระดับมี
แนวโน้มเพิ่ม มากขึ้นในทุกปี
 ไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อยู่สูงถึง 81 คน คิดเป็น 19.33% มากกว่าปี
2553 ที่มีอยู่เพียง 11%
 ส่วนสมาชิกวุฒิสภาหญิงมีทั้งสิ้น 25 คน คิดเป็น 20.16%
 ปัจจุบันผู้หญิง ยังมีโอกาสในทางการเมืองน้อยกว่าผู้ชายมาก ในระหว่างปี 2550 ถึง 2556
สัดส่วนผู้หญิงที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงมีเพียงร้อยละ 12.67
 ผู้หญิงเป็นตัวแทนในรัฐสภา และองค์กรปกครองท้องถิ่น น้อยกว่าผู้ชายมาก
 ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิง จากสถิติมักเกิดจากคนในครอบครัว หรือเป็น
บุคคลที่เรียกว่าสามี ตั้งแต่ปี 2550 – 2556 ไทยมีผู้หญิงและเด็กถูกกระทา
ความรุนแรงมากขึ้นสูงถึง 87 รายต่อวัน ในจานวนนี้เป็นหญิงร้อยละ 40 และ
เด็กร้อยละ60
 การกระทาความรุนแรงต่อ ผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการ
กระทาความรุนแรงของผู้ชาย ผู้หญิงที่ถูกกระทายังอายที่จะแสดงให้สังคมรับรู้
ทาให้ไม่สามารถแก้ปัญหา ตั้งแต่ต้นเหตุได้
 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของ
ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครอบครัว โดยผู้หญิงในภูมิภาคเอเชีย
และตะวันออกกลางตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ทรมานมากที่สุด
 ผลการศึกษานาข้อมูลจาก 81 ประเทศพบว่า ระดับของการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง
สูงสุดในเอเชีย มีบังคลาเทศ ติมอร์ตะวันออก อินเดีย พม่า ศรีลังกา และประเทศไทย
 มีผู้หญิง 37.7 เปอร์เซ็นต์ ได้รับผลกระทบที่ตอกย้าความรุนแรงของปัญหาให้ดูเลวร้าย
ยิ่งขึ้น คือ ในบรรดาผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมทั่วโลก 38 เปอร์เซ็นต์ เกิด
จากน้ามือคู่ของตนเอง
 จากข้อมูลของ UN WOMEN พบว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ 7 จาก 71 ประเทศที่ใช้ความ
รุนแรงทางเพศกับคู่ของตนเอง ที่หนักไปกว่านี้ก็คือ เป็นลาดับที่ 2 ใน 49 ประเทศที่เชื่อว่า
สามีที่ใช้กาลังกับภรรยาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
 ศูนย์พึ่งได้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าระหว่างปี 2550 – 2554 เด็กและสตรีถูก
กระทาด้วยความรุนแรง เข้ารับการรักษาพยาบาลกว่า 1 แสนราย เฉลี่ยปีละ 2 หมื่น 3
พันราย หรือเฉลี่ยมี การก่อเหตุรุนแรงต่อสตรี และเด็กทุก 20 นาที
 สานักงานตารวจแห่งชาติเคยรายงานคดีข่มขืนทั่งประเทศเกิดขึ้นชั่วโมง ละ 1 คน
 ความรุนแรงทางเพศสะท้อนถึงโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ การยอมรับความไม่
เท่าเทียมทางเพศ และการกดขี่สตรีเพศ เป็นความคิดความเชื่อตั้งแต่ระบบศักดินาในยุค
โบราณที่มีการปลูกฝัง และถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งมาโดยตลอด
 ปัจจุบัน มีกฎหมายคุ้มครองสตรี คือ พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทาด้วยความรุนแรงใน
ครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งมีความก้าวหน้าในมาตรการความช่วยเหลือ คุ้มครอง
ผู้ถูกกระทา แต่ความรับรู้ยังไม่มากพอ และหน่วยงานตารวจยังมีบุคคลากรไม่เพียงพอจะ
ดาเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 การแก้ปัญหาของรัฐควรจัดให้มีสวัสดิการสังคมเพื่อให้ผู้หญิงที่หย่าร้างจากความรุนแรง
สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ตามปกติสุข
 ให้กองทุนประกันสังคมขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์การคลอดบุตร และการสงเคราะห์
บุตรให้สูงขึ้น รวมทั้งจัดให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทางานหรือทุกชุมชนอย่างเพียงพอ
 กองทุนสตรีควรจะต้องมีนักสิทธิสตรี เข้ามาจัดทาหลักสูตรสาหรับการศึกษาในโรงเรียน
และมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง
 สนับสนุนสตรีให้มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาด้วยการกาหนดให้คณะกรรมการ หรือองค์กร
ต่าง ๆ มีผู้หญิงเข้าร่วมด้วย เป็นสัดส่วนที่แน่นอน
 ส่งเสริมการรวมกลุ่มสตรีให้มีอานาจต่อรองในสังคมสามารถจัดการกับปัญหาความ
รุนแรงทางเพศได้ทุกรูปแบบ
 การดาเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องจะสามารถยุติความรุนแรง และนามาสู่สิทธิเสรีภาพ
และความเสมอภาคได้ในที่สุด
(สมยศ พฤกษาเกษมสุข จากบทความเรื่อง เสียงจากแดนตาราง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2556)
 ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปทาหน้าที่ผลักดันกฎหมายต่างๆ ใน
สภาฯ
 กล่าวว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรบนโลกใบนี้เป็นผู้หญิง
 ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีประชากรที่เป็นผู้หญิงมากกว่าครึ่งและมี
อายุที่ยืนกว่าผู้ชายอีกด้วย
 ยังมีปัญหาเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงบาง
ประการ

สถิติเกี่ยวกับผู้หญิง

  • 2.
    • ผู้หญิงที่อยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาลร้อยละ 63.06 •สาหรับผู้หญิงที่อยู่ในชนบทร้อยละ 65.88 • พิจารณาจากอาชีพ พบความแตกต่างประมาณ 9 ใน 10 ของผู้มีงานทาอยู่ในเขตเมืองทางานนอก ภาคเกษตร •ในภาคเกษตรผู้หญิงในชนบทจะทางาน ในภาค เกษตร ร้อยละ 54.25
  • 3.
    • ด้านคุณภาพชีวิตในการทางานของแรงงานหญิง พิจารณาจากจานวนชั่วโมงทางานต่อ สัปดาห์ก็พบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติการทางานเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ • ผู้หญิงมีชั่วโมงการทางานเฉลี่ย 45.14 ชั่วโมงร้อยละ 34.03 • ทางานมากกว่า 50 ชั่วโมง ร้อยละ 23.33
  • 4.
    • เมื่อพิจารณาภาคเกษตรกรรม มีผู้หญิงร้อยละ44.14 ทางานใน ภาคนี้ • ผู้หญิงทางานระหว่าง 40-49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีร้อยละ 36.95 และ ประมาณ 1 ใน 3 ร้อยละ 23.33ทางานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์
  • 5.
  • 6.
     เพศของหัวหน้าครัวเรือน จากการสารวจภาวะการทางานของประชากร พ.ศ. 2547 – 2550 พบว่าหัวหน้าครัวเรือนที่เป็นเพศชายนั้นมีอัตราลดลง อย่างต่อเนื่องคือ จากร้อยละ 72.1 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 69.0 ในปี 2550 แต่ในปัจจุบันนี้เพศหญิง มีอัตราการเป็นหัวหน้าครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจาก ร้อยละ 27.9 ในปี 2547 เป็น ร้อยละ 31.0 ในปี 2550
  • 7.
     ผู้หญิง 77.47%เป็นผู้ที่รับภาระหลักในการทางานบ้าน และมีไม่ ถึง 1% ที่ผู้หญิงและผู้ชายช่วยกันทางานบ้าน  ในด้านการเมืองและการบริหาร พบว่ามี ส.ส.หญิงเพียง 12%  ผู้บริหารระดับสูงในราชการ ปี 2549 มีผู้หญิง 25.69%  ด้านสื่อสารมวลชน ปี 2551 มีผู้หญิงในงานสื่อสารมวลชน 38.4% * มูลนิธิผู้หญิง
  • 8.
    “ คณะกรรมการที่เป็น ผู้หญิงสามารถลดความเสี่ยงจากการล้มละลายได้ถึง 20%ขณะที่ 30% ของผู้หญิงที่เป็นกรรมการบริหารจะทาให้ผลประกอบการ ดีขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจถดถอยผู้หญิงจะเป็นผู้นาที่ดีกว่าผู้ชาย ”  ผลการวิจัยในต่างประเทศ ที่เปิดเผยโดยศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในงาน Mega Trends in Family Business “เจาะลึก แนวโน้มธุรกิจครอบครัวไทยสู่อนาคต”  วันนี้ 25 - 30% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก มีผู้หญิงเป็นผู้นา นอกจากนี้ สถิติจากปี 1997 จนถึงปัจจุบัน ยังพบว่า ผู้หญิงเป็นผู้นาในธุรกิจครอบครัวถึง 5 เท่าตัว และ 1 ใน 3 ของผู้สืบทอดธุรกิจเป็นผู้หญิง นี่เป็นเทรนด์ที่กาลังเกิดขึ้นใน โลก
  • 9.
    ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ตัวแทนจากศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและSMEs มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้กล่าวเกี่ยวกับจุดแข็งต่างของผู้หญิง ที่สะท้อนถึง ความน่าสนใจในการสืบทอดกิจการไว้ดังนี้ เริ่มต้นจาก ความต่างในการทางานของสมอง ที่ระบุออกมาว่า ผู้หญิงสามารถ ทาอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน จากทักษะที่หลากหลายกว่าผู้ชาย เช่น การเงิน บริหารคน และการขาย ขณะที่ผู้ชายจะโฟกัสในเรื่องราวต่างๆ เป็นกลุ่มๆ (แยก ส่วน) ต่างจากผู้หญิงที่จะมองเป็นจิ๊กซอว์ ทาให้สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่าผู้ชาย
  • 10.
     ผู้หญิงยังมีความละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์และรับรู้ความรู้สึกได้เร็ว นั่นทาให้เมื่อธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงจึงรับรู้ได้เร็วกว่าผู้ชาย  อีกจุดที่น่าสนใจสุด คือ การทางานในธุรกิจครอบครัวผู้หญิงมักจะ “ทุ่มเทด้วย หัวใจ” เมื่อทาด้วยใจก็จะเกิด Passion ในการผลักดันความสาเร็จได้ดีกว่า  ผู้หญิงจะมีการบริหารจัดการ ละเอียดอ่อนกว่า คือ ช่างสรรหา ช่างเจรจา ช่างประสานงาน และช่างติดตาม
  • 11.
     ผลสารวจจากต่างประเทศที่เรียกว่า แกรนท์ธอร์นตัน อินเตอร์ เนชั่นแนล บิซิเนส รีพอร์ท (Grant Thornton International Report) หรือ ไอบีอาร์ (IBR)  จากผลการสารวจ 39 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีผู้หญิง ดารงตาแหน่งระดับบริหารในธุรกิจภาคเอกชนมากถึง 45% ของ ตาแหน่งบริหารทั้งหมด ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก  โดยมีจอร์เจีย ตามมาเป็นอันดับสอง 40 % รัสเซีย อันดับสาม 36 % ฮ่องกงและฟิลิปปินส์ ตามมาในอันดับสี่ ประเทศละ 35 %
  • 12.
     ตาแหน่งที่ผู้หญิงไทยสามารถเข้าไปอยู่ในระดับสูงได้แก่ ◦ ตาแหน่งเจ้าหน้าที่ทางการเงินเช่น ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินหรือผู้อานวยการฝ่าย การเงิน (22%) ◦ รองลงมาเป็นตาแหน่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล (20%) ◦ หรือบริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด และผู้อานวยการฝ่ายการขาย (9% )  เหตุที่ผู้หญิงสามารถดารงตาแหน่งผู้บริหารระดับสูงนั้น เป็นเพราะผู้หญิงไทยค่อนข้างมี ความละเอียดอ่อน รอบคอบและมีความอดทน สามารถทางานภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน ต่างๆ ได้ดี ตาแหน่งต่างๆดังกล่าวค่อนข้างต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและ ความอดทนเช่น งานด้านการเงิน หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องมีการฝึกอบรมพนักงานอยู่เป็นประจา  หน่วยงานหรือองค์กรที่ผู้หญิงสามารถเป็นผู้บริหารระดับสูงได้นั้น ส่วนมากจะเป็นองค์กร เอกชน ส่วนหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ ก็เริ่มที่จะเห็นผู้หญิงเข้ามามีบทบาทตามมา มากยิ่งขึ้น
  • 13.
     ผลการสารวจกาลังคนภาครัฐข้าราชการพลเรือนปี 2550จากสานักงาน ก.พ. ระบุว่า ราว 5 ปีที่แล้วข้าราชการพลเรือนเป็นหญิงมากกว่าชาย โดยเป็นหญิง 61.67% ชาย 38.33% ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราว 0.20% จากปีก่อนหน้า  ส่วนราชการที่มีข้าราชการหญิงมากกว่าชาย ตั้งแต่ 65% ขึ้นไป ได้แก่ ◦ กระทรวงสาธารณสุข 77.59% กระทรวงศึกษาธิการ 73.44% ◦ กระทรวงแรงงาน 66.99% กระทรวงการคลัง 66.81% และ ◦ กระทรวงพาณิชย์ 65.73% ซึ่งล้วนแต่เป็นกระทรวงสาคัญในการพัฒนาประเทศ ส่วนกระทรวงที่มีข้าราชการชาย มากกว่าหญิง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีสัดส่วนชายสูง กว่าหญิงมากที่สุด 76.45% รองลงมาเป็น กระทรวงยุติธรรม 67.76%กระทรวง คมนาคม 61.98%และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 61.90%
  • 14.
     ข้าราชการในกลุ่มระดับ 1-5เป็นหญิงมากกว่าชายเกือบ 2 เท่า คือ เป็น หญิง 65.57% ส่วนชาย 34.43  กลุ่มระดับ 6-8 เป็นหญิงมากกว่าชายเช่นกัน หญิง 59.83% ชาย 40.17%  ส่วนกลุ่มระดับ 9-11 หญิงกลับมีน้อยกว่าชาย โดยเป็นหญิงเพียง 27.40% เท่านั้น แม้ว่าในกลุ่มระดับ 9 ถึงระดับ 11 ชายมากกว่าหญิงในสัดส่วนที่ แตกต่างกันพอสมควร แต่นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่สัดส่วนของข้าราชการหญิงในทุกระดับมี แนวโน้มเพิ่ม มากขึ้นในทุกปี
  • 15.
     ไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)อยู่สูงถึง 81 คน คิดเป็น 19.33% มากกว่าปี 2553 ที่มีอยู่เพียง 11%  ส่วนสมาชิกวุฒิสภาหญิงมีทั้งสิ้น 25 คน คิดเป็น 20.16%  ปัจจุบันผู้หญิง ยังมีโอกาสในทางการเมืองน้อยกว่าผู้ชายมาก ในระหว่างปี 2550 ถึง 2556 สัดส่วนผู้หญิงที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงมีเพียงร้อยละ 12.67  ผู้หญิงเป็นตัวแทนในรัฐสภา และองค์กรปกครองท้องถิ่น น้อยกว่าผู้ชายมาก
  • 16.
     ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิง จากสถิติมักเกิดจากคนในครอบครัวหรือเป็น บุคคลที่เรียกว่าสามี ตั้งแต่ปี 2550 – 2556 ไทยมีผู้หญิงและเด็กถูกกระทา ความรุนแรงมากขึ้นสูงถึง 87 รายต่อวัน ในจานวนนี้เป็นหญิงร้อยละ 40 และ เด็กร้อยละ60  การกระทาความรุนแรงต่อ ผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการ กระทาความรุนแรงของผู้ชาย ผู้หญิงที่ถูกกระทายังอายที่จะแสดงให้สังคมรับรู้ ทาให้ไม่สามารถแก้ปัญหา ตั้งแต่ต้นเหตุได้
  • 17.
     เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2556 องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของ ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครอบครัว โดยผู้หญิงในภูมิภาคเอเชีย และตะวันออกกลางตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ทรมานมากที่สุด  ผลการศึกษานาข้อมูลจาก 81 ประเทศพบว่า ระดับของการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง สูงสุดในเอเชีย มีบังคลาเทศ ติมอร์ตะวันออก อินเดีย พม่า ศรีลังกา และประเทศไทย  มีผู้หญิง 37.7 เปอร์เซ็นต์ ได้รับผลกระทบที่ตอกย้าความรุนแรงของปัญหาให้ดูเลวร้าย ยิ่งขึ้น คือ ในบรรดาผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมทั่วโลก 38 เปอร์เซ็นต์ เกิด จากน้ามือคู่ของตนเอง  จากข้อมูลของ UN WOMEN พบว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ 7 จาก 71 ประเทศที่ใช้ความ รุนแรงทางเพศกับคู่ของตนเอง ที่หนักไปกว่านี้ก็คือ เป็นลาดับที่ 2 ใน 49 ประเทศที่เชื่อว่า สามีที่ใช้กาลังกับภรรยาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
  • 18.
     ศูนย์พึ่งได้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าระหว่างปี 2550– 2554 เด็กและสตรีถูก กระทาด้วยความรุนแรง เข้ารับการรักษาพยาบาลกว่า 1 แสนราย เฉลี่ยปีละ 2 หมื่น 3 พันราย หรือเฉลี่ยมี การก่อเหตุรุนแรงต่อสตรี และเด็กทุก 20 นาที  สานักงานตารวจแห่งชาติเคยรายงานคดีข่มขืนทั่งประเทศเกิดขึ้นชั่วโมง ละ 1 คน  ความรุนแรงทางเพศสะท้อนถึงโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ การยอมรับความไม่ เท่าเทียมทางเพศ และการกดขี่สตรีเพศ เป็นความคิดความเชื่อตั้งแต่ระบบศักดินาในยุค โบราณที่มีการปลูกฝัง และถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งมาโดยตลอด  ปัจจุบัน มีกฎหมายคุ้มครองสตรี คือ พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทาด้วยความรุนแรงใน ครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งมีความก้าวหน้าในมาตรการความช่วยเหลือ คุ้มครอง ผู้ถูกกระทา แต่ความรับรู้ยังไม่มากพอ และหน่วยงานตารวจยังมีบุคคลากรไม่เพียงพอจะ ดาเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 19.
     การแก้ปัญหาของรัฐควรจัดให้มีสวัสดิการสังคมเพื่อให้ผู้หญิงที่หย่าร้างจากความรุนแรง สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ตามปกติสุข  ให้กองทุนประกันสังคมขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์การคลอดบุตรและการสงเคราะห์ บุตรให้สูงขึ้น รวมทั้งจัดให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทางานหรือทุกชุมชนอย่างเพียงพอ  กองทุนสตรีควรจะต้องมีนักสิทธิสตรี เข้ามาจัดทาหลักสูตรสาหรับการศึกษาในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง  สนับสนุนสตรีให้มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาด้วยการกาหนดให้คณะกรรมการ หรือองค์กร ต่าง ๆ มีผู้หญิงเข้าร่วมด้วย เป็นสัดส่วนที่แน่นอน  ส่งเสริมการรวมกลุ่มสตรีให้มีอานาจต่อรองในสังคมสามารถจัดการกับปัญหาความ รุนแรงทางเพศได้ทุกรูปแบบ  การดาเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องจะสามารถยุติความรุนแรง และนามาสู่สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคได้ในที่สุด (สมยศ พฤกษาเกษมสุข จากบทความเรื่อง เสียงจากแดนตาราง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2556)
  • 20.
     ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปทาหน้าที่ผลักดันกฎหมายต่างๆ ใน สภาฯ กล่าวว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรบนโลกใบนี้เป็นผู้หญิง  ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีประชากรที่เป็นผู้หญิงมากกว่าครึ่งและมี อายุที่ยืนกว่าผู้ชายอีกด้วย  ยังมีปัญหาเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงบาง ประการ