More Related Content
PDF
PDF
PDF
บทบาทสตรีสันติภาพชายแดนใต้ PDF
สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้ง PDF
PDF
เปรียบเทียบสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 PDF
บทบาทสตรีกับการสร้างสรรค์สังคมสันติสุข PDF
การสร้างเครือข่ายและการประสานงาน Viewers also liked
PDF
PDF
การสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า PDF
รายงานปรองดอง สปช ปรับปรุง PDF
PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส7 PDF
แนวทางที่จะสร้างความปรองดองของคนในชาติ คอ.นธ. PDF
PDF
PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส7 PDF
ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแจก PDF
เอกสารการสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ ผลงาน คสช PDF
การเมืองที่รองรับความหลากหลาย PDF
การสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า PDF
กำลังอำนาจแห่งชาติ Ndc วปอ.มส. PDF
1สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้ง ปรับปรุงล่าสุด PDF
PDF
การสร้างความปรองดอง และสมานฉันท์ในสังคมไทยปัจจุบัน PDF
PPTX
PDF
การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน More from Taraya Srivilas
PDF
การบริหารความขัดแย้ง บยส แจก PDF
นโยบายการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี วทอ แจก PDF
PDF
จริยธรรมทางการแพทย์ 75 ปธพ.6 PDF
การเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน PDF
แนวทางในการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อลดความขัดแย้งในการจัดการป่าม้ระดับชุมชน PDF
สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้ง สจว แจก PDF
PDF
สันติวิธีในการจัดการความขัดแย้ง วิทยาลัยตำรวจ PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส8 web PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส8 web PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส8 PDF
PDF
การสร้างความสามัคคีปรองดอง ปยป. และ ความสมานฉันท์ในสังคมไทย PDF
การจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ PDF
การสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า PDF
นโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560 - 2562 สถิติเกี่ยวกับผู้หญิง
- 2.
- 3.
- 4.
- 5.
- 6.
เพศของหัวหน้าครัวเรือน จากการสารวจภาวะการทางานของประชากร
พ.ศ. 2547 – 2550 พบว่าหัวหน้าครัวเรือนที่เป็นเพศชายนั้นมีอัตราลดลง
อย่างต่อเนื่องคือ จากร้อยละ 72.1 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 69.0 ในปี 2550
แต่ในปัจจุบันนี้เพศหญิง
มีอัตราการเป็นหัวหน้าครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจาก ร้อยละ 27.9 ในปี 2547 เป็น
ร้อยละ 31.0 ในปี 2550
- 7.
ผู้หญิง 77.47%เป็นผู้ที่รับภาระหลักในการทางานบ้าน และมีไม่
ถึง 1% ที่ผู้หญิงและผู้ชายช่วยกันทางานบ้าน
ในด้านการเมืองและการบริหาร พบว่ามี ส.ส.หญิงเพียง 12%
ผู้บริหารระดับสูงในราชการ ปี 2549 มีผู้หญิง 25.69%
ด้านสื่อสารมวลชน ปี 2551 มีผู้หญิงในงานสื่อสารมวลชน
38.4%
* มูลนิธิผู้หญิง
- 8.
“ คณะกรรมการที่เป็น ผู้หญิงสามารถลดความเสี่ยงจากการล้มละลายได้ถึง
20%ขณะที่ 30% ของผู้หญิงที่เป็นกรรมการบริหารจะทาให้ผลประกอบการ
ดีขึ้น และเมื่อเศรษฐกิจถดถอยผู้หญิงจะเป็นผู้นาที่ดีกว่าผู้ชาย ”
ผลการวิจัยในต่างประเทศ ที่เปิดเผยโดยศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในงาน Mega Trends in Family Business “เจาะลึก
แนวโน้มธุรกิจครอบครัวไทยสู่อนาคต”
วันนี้ 25 - 30% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก มีผู้หญิงเป็นผู้นา นอกจากนี้
สถิติจากปี 1997 จนถึงปัจจุบัน ยังพบว่า ผู้หญิงเป็นผู้นาในธุรกิจครอบครัวถึง 5
เท่าตัว และ 1 ใน 3 ของผู้สืบทอดธุรกิจเป็นผู้หญิง นี่เป็นเทรนด์ที่กาลังเกิดขึ้นใน
โลก
- 9.
ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ตัวแทนจากศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและSMEs
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้กล่าวเกี่ยวกับจุดแข็งต่างของผู้หญิง ที่สะท้อนถึง
ความน่าสนใจในการสืบทอดกิจการไว้ดังนี้
เริ่มต้นจาก ความต่างในการทางานของสมอง ที่ระบุออกมาว่า ผู้หญิงสามารถ
ทาอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน จากทักษะที่หลากหลายกว่าผู้ชาย เช่น การเงิน
บริหารคน และการขาย ขณะที่ผู้ชายจะโฟกัสในเรื่องราวต่างๆ เป็นกลุ่มๆ (แยก
ส่วน) ต่างจากผู้หญิงที่จะมองเป็นจิ๊กซอว์ ทาให้สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ
ได้ดีกว่าผู้ชาย
- 10.
ผู้หญิงยังมีความละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์และรับรู้ความรู้สึกได้เร็ว
นั่นทาให้เมื่อธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงจึงรับรู้ได้เร็วกว่าผู้ชาย
อีกจุดที่น่าสนใจสุด คือ การทางานในธุรกิจครอบครัวผู้หญิงมักจะ “ทุ่มเทด้วย
หัวใจ” เมื่อทาด้วยใจก็จะเกิด Passion ในการผลักดันความสาเร็จได้ดีกว่า
ผู้หญิงจะมีการบริหารจัดการ ละเอียดอ่อนกว่า คือ ช่างสรรหา ช่างเจรจา
ช่างประสานงาน และช่างติดตาม
- 11.
ผลสารวจจากต่างประเทศที่เรียกว่า แกรนท์ธอร์นตัน อินเตอร์
เนชั่นแนล บิซิเนส รีพอร์ท (Grant Thornton International
Report) หรือ ไอบีอาร์ (IBR)
จากผลการสารวจ 39 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีผู้หญิง
ดารงตาแหน่งระดับบริหารในธุรกิจภาคเอกชนมากถึง 45% ของ
ตาแหน่งบริหารทั้งหมด ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก
โดยมีจอร์เจีย ตามมาเป็นอันดับสอง 40 % รัสเซีย อันดับสาม 36
% ฮ่องกงและฟิลิปปินส์ ตามมาในอันดับสี่ ประเทศละ 35 %
- 12.
ตาแหน่งที่ผู้หญิงไทยสามารถเข้าไปอยู่ในระดับสูงได้แก่
◦ ตาแหน่งเจ้าหน้าที่ทางการเงินเช่น ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินหรือผู้อานวยการฝ่าย
การเงิน (22%)
◦ รองลงมาเป็นตาแหน่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล (20%)
◦ หรือบริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด และผู้อานวยการฝ่ายการขาย (9% )
เหตุที่ผู้หญิงสามารถดารงตาแหน่งผู้บริหารระดับสูงนั้น เป็นเพราะผู้หญิงไทยค่อนข้างมี
ความละเอียดอ่อน รอบคอบและมีความอดทน สามารถทางานภายใต้สถานการณ์ที่กดดัน
ต่างๆ ได้ดี ตาแหน่งต่างๆดังกล่าวค่อนข้างต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและ ความอดทนเช่น
งานด้านการเงิน หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องมีการฝึกอบรมพนักงานอยู่เป็นประจา
หน่วยงานหรือองค์กรที่ผู้หญิงสามารถเป็นผู้บริหารระดับสูงได้นั้น ส่วนมากจะเป็นองค์กร
เอกชน ส่วนหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ ก็เริ่มที่จะเห็นผู้หญิงเข้ามามีบทบาทตามมา
มากยิ่งขึ้น
- 13.
ผลการสารวจกาลังคนภาครัฐข้าราชการพลเรือนปี 2550จากสานักงาน
ก.พ. ระบุว่า ราว 5 ปีที่แล้วข้าราชการพลเรือนเป็นหญิงมากกว่าชาย
โดยเป็นหญิง 61.67% ชาย 38.33% ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ราว 0.20% จากปีก่อนหน้า
ส่วนราชการที่มีข้าราชการหญิงมากกว่าชาย ตั้งแต่ 65% ขึ้นไป ได้แก่
◦ กระทรวงสาธารณสุข 77.59% กระทรวงศึกษาธิการ 73.44%
◦ กระทรวงแรงงาน 66.99% กระทรวงการคลัง 66.81% และ
◦ กระทรวงพาณิชย์ 65.73%
ซึ่งล้วนแต่เป็นกระทรวงสาคัญในการพัฒนาประเทศ ส่วนกระทรวงที่มีข้าราชการชาย
มากกว่าหญิง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีสัดส่วนชายสูง
กว่าหญิงมากที่สุด 76.45% รองลงมาเป็น กระทรวงยุติธรรม 67.76%กระทรวง
คมนาคม 61.98%และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 61.90%
- 14.
ข้าราชการในกลุ่มระดับ 1-5เป็นหญิงมากกว่าชายเกือบ 2 เท่า คือ เป็น
หญิง 65.57% ส่วนชาย 34.43
กลุ่มระดับ 6-8 เป็นหญิงมากกว่าชายเช่นกัน หญิง 59.83% ชาย 40.17%
ส่วนกลุ่มระดับ 9-11 หญิงกลับมีน้อยกว่าชาย โดยเป็นหญิงเพียง 27.40%
เท่านั้น
แม้ว่าในกลุ่มระดับ 9 ถึงระดับ 11 ชายมากกว่าหญิงในสัดส่วนที่
แตกต่างกันพอสมควร
แต่นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่สัดส่วนของข้าราชการหญิงในทุกระดับมี
แนวโน้มเพิ่ม มากขึ้นในทุกปี
- 15.
ไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)อยู่สูงถึง 81 คน คิดเป็น 19.33% มากกว่าปี
2553 ที่มีอยู่เพียง 11%
ส่วนสมาชิกวุฒิสภาหญิงมีทั้งสิ้น 25 คน คิดเป็น 20.16%
ปัจจุบันผู้หญิง ยังมีโอกาสในทางการเมืองน้อยกว่าผู้ชายมาก ในระหว่างปี 2550 ถึง 2556
สัดส่วนผู้หญิงที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงมีเพียงร้อยละ 12.67
ผู้หญิงเป็นตัวแทนในรัฐสภา และองค์กรปกครองท้องถิ่น น้อยกว่าผู้ชายมาก
- 16.
ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิง จากสถิติมักเกิดจากคนในครอบครัวหรือเป็น
บุคคลที่เรียกว่าสามี ตั้งแต่ปี 2550 – 2556 ไทยมีผู้หญิงและเด็กถูกกระทา
ความรุนแรงมากขึ้นสูงถึง 87 รายต่อวัน ในจานวนนี้เป็นหญิงร้อยละ 40 และ
เด็กร้อยละ60
การกระทาความรุนแรงต่อ ผู้หญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการ
กระทาความรุนแรงของผู้ชาย ผู้หญิงที่ถูกกระทายังอายที่จะแสดงให้สังคมรับรู้
ทาให้ไม่สามารถแก้ปัญหา ตั้งแต่ต้นเหตุได้
- 17.
เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2556 องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของ
ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครอบครัว โดยผู้หญิงในภูมิภาคเอเชีย
และตะวันออกกลางตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ทรมานมากที่สุด
ผลการศึกษานาข้อมูลจาก 81 ประเทศพบว่า ระดับของการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง
สูงสุดในเอเชีย มีบังคลาเทศ ติมอร์ตะวันออก อินเดีย พม่า ศรีลังกา และประเทศไทย
มีผู้หญิง 37.7 เปอร์เซ็นต์ ได้รับผลกระทบที่ตอกย้าความรุนแรงของปัญหาให้ดูเลวร้าย
ยิ่งขึ้น คือ ในบรรดาผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมทั่วโลก 38 เปอร์เซ็นต์ เกิด
จากน้ามือคู่ของตนเอง
จากข้อมูลของ UN WOMEN พบว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ 7 จาก 71 ประเทศที่ใช้ความ
รุนแรงทางเพศกับคู่ของตนเอง ที่หนักไปกว่านี้ก็คือ เป็นลาดับที่ 2 ใน 49 ประเทศที่เชื่อว่า
สามีที่ใช้กาลังกับภรรยาเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
- 18.
ศูนย์พึ่งได้กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าระหว่างปี 2550– 2554 เด็กและสตรีถูก
กระทาด้วยความรุนแรง เข้ารับการรักษาพยาบาลกว่า 1 แสนราย เฉลี่ยปีละ 2 หมื่น 3
พันราย หรือเฉลี่ยมี การก่อเหตุรุนแรงต่อสตรี และเด็กทุก 20 นาที
สานักงานตารวจแห่งชาติเคยรายงานคดีข่มขืนทั่งประเทศเกิดขึ้นชั่วโมง ละ 1 คน
ความรุนแรงทางเพศสะท้อนถึงโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ การยอมรับความไม่
เท่าเทียมทางเพศ และการกดขี่สตรีเพศ เป็นความคิดความเชื่อตั้งแต่ระบบศักดินาในยุค
โบราณที่มีการปลูกฝัง และถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งมาโดยตลอด
ปัจจุบัน มีกฎหมายคุ้มครองสตรี คือ พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทาด้วยความรุนแรงใน
ครอบครัว พ.ศ. 2550 ซึ่งมีความก้าวหน้าในมาตรการความช่วยเหลือ คุ้มครอง
ผู้ถูกกระทา แต่ความรับรู้ยังไม่มากพอ และหน่วยงานตารวจยังมีบุคคลากรไม่เพียงพอจะ
ดาเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- 19.
- 20.