1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6
ปีการศึกษา 2561
ชื่อโครงงาน เว็บไซต์ป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้ทาโครงงาน
น.ส. นภัสวรรณ ไชยมหาวัน เลขที่ 42 ชั้น 6 ห้อง 8
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม
น.ส. นภัสวรรณ ไชยมหาวัน เลขที่ 42
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
เว็บไซต์ป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Website for prevent and solve behavior problems of grade 6 student.
ประเภทโครงงาน คอมพิวเตอร์
ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาว นภัสวรรณ ไชยมหาวัน
ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ชื่อที่ปรึกษาร่วม
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 2
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน)
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็อยู่ในช่วงอายุวัยรุ่น
จึงมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ ซึ่งจะแสดงออกในรูปของพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น ดื้อ ไม่เชื่อ
ฟัง ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ มีแฟนและมีเพศสัมพันธ์ ใช้ยาเสพติด ทาผิดกฎหมาย การป้องกันและแก้ไขปัญหา
จึงมีความจาเป็นและสาคัญ ทางผู้จัดทาโครงงานจึงต้องการพัฒนาเว็บไซต์สาหรับป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของ
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1. เพื่อพัฒนาเว็บไซต์สาหรับป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
2. เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกสบายในการหาข้อมูลเรื่องการป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียน
มัธยมศึกษาปีที่ 6
3
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน)
ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ศึกษาวิธีการสร้างเว็บไซต์โดยละเอียด
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน)
ปัญหาในนักเรียนมัธยมศึกษา
ปัญหาการเรียน
สาเหตุ สติปัญญาต่า ขาดแรงจูงใจ เรียนไม่รู้เรื่อง ติดเกม ติดเพื่อน
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. จัดระเบียบการทางาน การเรียน ให้เป็นเวลา
2. ทบทวนความสามารถทางการเรียนของเด็ก จุดอ่อน ระดับความสามารถที่แท้จริง
3. สอนเสริม ทวนบทเรียนแบบฝึกหัดตามความสามารถที่แท้จริง
4. ฝึกซ้าๆ บ่อยๆ ครั้งละช่วงสั้นๆ
5. ให้กาลังใจ ชมเชยในสิ่งที่ทาได้ ไม่เปรียบเทียบกับเด็กอื่น
แต่งกายผิดระเบียบ
สาเหตุ ธรรมชาติของวัยรุ่น ท้าทายครู อยากเด่นอยากดัง อยากให้คนอื่นสนใจ อยากให้เพื่อนทึ่ง และยอมรับ
ว่าใจถึง ไม่กลัวเกรงครู อยากให้ตัวเองดูดี
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
2. พยายามเข้าใจ จิตใจและความต้องการของวัยรุ่น
3. ซักถามถึงแรงจูงใจที่ทาผิด รับฟังด้วยใจเป็นกลาง สอบถามรายละเอียด เช่น ไปซอยผมที่ไหน แพงไหม ใคร
แนะนา คิดนานไหมก่อนจะไปทา เอาเงินที่ไหนไปทา ปรึกษาใครบ้าง คิดว่าจะเกิดปัญหาใดบ้างไหม ถ้าเกิดปัญหา
จะทาอย่างไร
4. สอบถามเรื่องกฎระเบียบ รู้หรือไม่ว่าผิดกฎ รู้ผลที่จะตามมาหรือไม่ ถ้าถูกลงโทษจะทาอย่างไร
5. ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ อยากจะทาอย่างเดิมหรือไม่
6. ตอนนี้คิดจะทาอย่างไรต่อไป
7. ชมการคิดการวางแผนที่ดี
8. ชวนคิดในความคิดที่ไม่เหมาะสม หรือจะเป็นปัญหาตามมา
9. ชักจูงให้ทาในทางที่ถูก ผลดีที่จะเกิดตามมา
10. สอบถามความต้องการ อยากให้ครูช่วยอย่างไร เช่น แนะนาร้านตัดผมที่ดี
11. ช่วยคิดในทางเลือกที่ต้องการ แต่อาจทาให้ถูกต้อง เช่น การซอยผมอาจจะทาได้ในช่วงปิดเทอม ถ้าเจาะหู
คงสวมต่างหูได้เฉพาะนอกโรงเรียน เป็นต้น
12. ชมพฤติกรรมด้านดี หรือความพยายามที่จะดีขึ้น
4
สมาธิสั้น
สาเหตุ โรคสมาธิสั้น เครียด ซึมเศร้า สติปัญญาต่า
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. สร้างแรงจูงใจในการเรียน
2. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
3. แบ่งเวลาการเรียนรู้ให้เป็นช่วงสั้นๆ ทาให้เสร็จเป็นช่วงๆ
4. ทบทวนการเรียนรู้ซ้าๆ
เบี่ยงเบนทางเพศ
สาเหตุ กรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1.จัดกลุ่มให้คละเพศ
2. จัดกิจกรรมให้สนิทสนมกับเพศเดียวกันเอง ไม่เป็นที่รังเกียจของเพศเดียวกัน
3.หลีกเลี่ยงการให้แสดงออกผิดเพศ
4. ให้สนิทสนมคุ้นเคยเป็นกันเองกับครู รุ่นพี่เพศเดียวกันเอง เพื่อให้มีการเลียนแบบพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม
กับตนเอง
5. ส่งเสริมให้มีการออกกาลังกาย เล่นกีฬา โดยเฉพาะกับเพศเดียวกัน
6. ป้องกันการจับกลุ่มผิดเพศ เพราะจะเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ผิดเพศมากขึ้น ควรสลายกลุ่มที่ผิดเพศที่
แสดงออกอย่างเปิดเผย
7. ยอมรับในการเป็นรักร่วมเพศ ไม่ควรแสดงทัศนคติต่อต้านเรื่องนี้
8. ไม่ควรพยายามจูงใจให้เปลี่ยนกลับเป็นเหมือนเด็กอื่นๆ ยกเว้นเขาต้องการจะเปลี่ยนจริงๆ(พบน้อยมาก)
9. ชักจูงให้ระมัดระวังควบคุมตัวเองในการแสดงออก กิริยาท่าทาง
10. ส่งเสริมให้มีกิจกรรมแสดงออกที่เหมาะสม และเป็นจุดเด่น เป็นที่ยอมรับของเพื่อน
เพื่อนต่างเพศ/เพศสัมพันธ์
สาเหตุ ปกติ ฮอร์โมนเพศ มีการกระตุ้นเรื่องเพศในเด็ก ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ต้องการความรักและคน
เข้าใจ เอาใจ
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. ส่งเสริมให้เปิดเผยและปรึกษา เรื่องความสนใจทางเพศ
2. ครูมีทัศนคติที่เป็นกลางต่อเรื่องเพศ ยอมรับได้ว่าเด็กมีความสนใจเรื่องเพศได้
3. ให้ความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับกลุ่ม วัย เพศ
4. ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น ผู้ชายเมื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วยแล้วจะเบื่อง่าย ไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิง
การมีเพศสัมพันธ์จะเกิดอะไรตามมา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้อย่างไร
5. การมีเพื่อนต่างเพศที่ถูกต้อง เปิดเผย ไม่เสียหน้าที่
6. การเลือกแฟน และคบกันแบบแฟนที่ปลอดภัย การเรียนรู้นิสัยใจคอกัน
7. การเลือกคู่ครอง การวางแผนครอบครัว การเตรียมตัวสาหรับชีวิตคู่ การปรับตัวเข้าหากัน
8. การจัดการกับอารมณ์เพศของตนเอง
9. ทักษะในการปฏิเสธ
5
ยาเสพติด
สาเหตุ ขาดการยับยั้งใจตนเอง ตามเพื่อน มีปัญหาทางจิตใจอารมณ์ ปัญหาครอบครัว การเลี้ยงดู
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. ชักจูงใจให้เปิดเผยการใช้ยาเสพติด
2. สารวจการใช้ เหตุจูงใจ พฤติกรรมการใช้ แรงจูงใจที่จะหยุดใช้
3. ชักจูงใจให้อยากเลิก ข้อเสียของการใช้ ข้อดีของการหยุด
4. อธิบายผลตามมาของการใช้
5. อธิบายวิธีการเลิก ถ้าต้องการ
6. แนะนาสถานที่บาบัดรักษา แพทย์ผู้รักษา
7. ให้กาลังใจ มองในแง่ดีว่าถ้าตั้งใจจะเลิกได้แน่นอน
ไม่ยอมไปโรงเรียน
สาเหตุ โรคซึมเศร้า เครียด โรควิตกกังวล ปัญหาบุคลิกภาพแบบหลบเลี่ยงปัญหา ขาดทักษะสังคม ปัญญา
อ่อน ปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน ติดยาเสพติด
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
2. ให้เด็กอยู่ที่ใดที่เหมาะสมในโรงเรียน เช่น ห้องครู ห้องแนะแนว ห้องพยาบาล ห้องสมุด อยู่ในสายตาครูคนใด
คนหนึ่ง ให้ช่วยงานครู บาเพ็ญประโยชน์
3. ชักชวนเด็กเข้าเรียนบางวิชาที่ทาได้ง่ายก่อน
4. ประสานงานกับครูท่านอื่นๆ ให้เกิดความเข้าใจ
5. พยายามอย่าให้เด็กอยู่นอกโรงเรียน การรักษาทาได้ดีกว่าเมื่อเด็กเรียนอยู่ในโรงเรียน
6. อย่าเพิ่งเข้มงวดกับการบ้าน งานส่ง การเรียนให้ทันเพื่อน ขอให้มาโรงเรียนได้ทุกวัน
7. อธิบายให้เด็กอื่นเข้าใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าได้สิทธิพิเศษ
8. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน ชักจูงเข้าร่วมกิจกรรม พูดคุย เป็นกันเอง รับเข้ากลุ่ม ชวนไปไหนมาไหนด้วย ให้งานกลุ่มที่
ทาด้วยกันง่ายๆเป็นกลุ่มเล็กๆ
9. ครูมีเวลาพูดคุยแบบเป็นกันเอง เป็นครั้งคราว พยายามเข้าใจปัญหาเด็ก มองเด็กในแง่ดี มองโลกในแง่ดี มี
ความหวังอยู่เสมอ
10. ครูอารมณ์ดีอยู่เสมอ ชวนให้เด็กมีกิจกรรมเบนความกังวล เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา กิจกรรมกลุ่ม บาเพ็ญ
ประโยชน์
11. ไม่ควรตาหนิเด็กให้รู้สึกว่าทาผิด เด็กมักรู้ตัวอยู่แล้วว่าการไม่เรียนเป็นเรื่องผิด แต่ควรพยายามให้เด็กเข้าใจ
ตนเองว่า เหตุใดจึงเข้าเรียนไม่ได้
12. ชวนให้เด็กคิดว่า ถ้าเรียนไม่ได้จริงๆ จะทาอะไรต่อไป เช่น การทางาน การเรียนนอกระบบ การศึกษานอก
โรงเรียน
สาเหตุของปัญหาพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น
· ร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี สารสื่อนาประสาท โรคทางกาย โรคระบบประสาท สารพิษ
· จิตใจ บุคลิกภาพ ความคิด การมองโลก การปรับตัว
· สังคม การเลี้ยงดู ปัญหาของพ่อแม่ ตัวอย่างของสังคม สื่อต่างๆ
6
แนวทางการแก้ไข/ช่วยเหลือ
1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
2. รับฟังปัญหาเด็กเสมอ ไม่ตาหนิ หรือสั่งสอนเร็วเกินไป ท่าทีเป็นกลาง
3. เข้าใจปัญหา หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหา
4. มองเด็กในแง่ดี มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ
5. กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีทางเลือกหลายๆทาง วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกัน
6. ชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง
7. เป็นแบบอย่างที่ดี
8. ใช้กิจกรรมช่วย กีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมกลุ่ม
9. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน ไม่ตัวใครตัวมัน
10. ชมเชยเมื่อทาได้ดี
11. เมื่อทาผิด มีวิธีตักเตือน ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
12. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม
13. ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา แก้ไขปัญหาครอบครัว
การแก้ไขที่สาเหตุ
· หาสาเหตุ ทางร่างกาย จิตใจ หรือสังคม(ครอบครัว เพื่อน หรือ ครู)
· ปัจจัยเสี่ยง พื้นอารมณ์เด็ก บุคลิกภาพเดิม นิสัยใจคอเดิม การเลี้ยงดู
· ปัจจัยกระตุ้น ความเครียดในชีวิต การเปลี่ยนแปลง เช่น ย้ายโรงเรียน มีน้องคนใหม่ พ่อแม่หย่าร้างกัน เพื่อน
รังแก การสอบ
· ปัจจัยเสริม ความไม่เข้าใจของสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่คาราคาซังกันอยู่ เช่น การที่เด็กไม่ไปโรงเรียน ทาให้พ่อแม่
โกรธ ลงโทษรุนแรงทาให้เด็กกลัว และไม่ยอมไปโรงเรียนมากขึ้น
การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้พฤติกรรมบาบัด
· จัดสิ่งแวดล้อม ( environmental manipulation)
· ใช้สิ่งกระตุ้น ( cueing)
· เงื่อนไข (conditioning)
· รางวัล (operant conditioning or positive reinforcement)
· เบี้ยอัตถกร (Token)
· แก้ไขด้วยการทาซ้า (overcorrection)
· ดัดพฤติกรรม (shaping)
· แบบอย่าง (modeling)
· ใช้น้าดีไล่น้าเน่า (substitution)
· ลงโทษ (punishment)
· ถอนพฤติกรรม (negative reinforcement) ลดการลงโทษ/ดุ/ด่า ที่ไม่ได้ผล
7
การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้การให้คาปรึกษา (Counseling)
การให้คาปรึกษา คือการช่วยเหลือให้คิดและตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ด้วยการใช้เทคนิคต่าง ของ
การสร้างความสัมพันธ์ การสื่อสาร ความเข้าใจและมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือ ขั้นตอนของการให้คาปรึกษา
ประกอบด้วย
· สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
· สารวจปัญหาร่วมกัน และเลือกเรื่องที่จะทางานร่วมกัน
· ประคับประคองจิตใจให้อารมณ์สงบ
· การแก้ปัญหา กระตุ้นให้มองหาทางเลือก ข้อดีข้อเสีย ชี้แนะ ช่องทาง ข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ
· ให้ตัดสินใจด้วยตนเอง
· การทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และติดตามผล
· การยุติการช่วยเหลือ
การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวบาบัด
· สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว
· แสวงหาข้อมูลจากครอบครัว
· วิเคราะห์ครอบครัว ปัญหาของครอบครัว จุดอ่อน จุดแข็ง หน้าที่ของครอบครัว บทบาท การสื่อสาร การเข้าใจ
ความรู้สึก
· ชักจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในโครงสร้าง และหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว
· ชี้แนะช่องทางของการเปลี่ยนแปลง
· ฝึกทักษะที่เป็นปัญหา
· ใช้หลักพฤติกรรมบาบัด ร่วมด้วยเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้เพื่อน
· สร้างบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันแบบกลุ่ม ไม่โดดเดี่ยว ไม่เอาตัวรอดคนเดียว เพื่อนมีหน้าที่ช่วยเหลือกัน
· สร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นห่วงเป็นใยกัน เมื่อมีใครหายไปเพื่อนควรสนใจ เป็นห่วงเป็นใย
ติดตามข่าวสาร พยายามดึงเพื่อนเข้ากลุ่ม มีการแบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน
· เมื่อมีเพื่อนทาผิด เพื่อนที่ดีควรช่วยเตือน และชักจูงให้เปลี่ยนแปลง เลิกทาผิด กลับมาทาดี โดยไม่โกรธกัน มอง
กันในทางที่ดี
· ฝึกทักษะการสื่อสารที่ดี บอกความคิด ความต้องการ ความรู้สึก เมื่อไม่พอใจมีวิธีบอกให้เพื่อนเข้าใจ และสนอง
ความต้องการกันได้ตรงจุด
· ฝึกทักษะสังคมทางบวก การให้ การรับ การขอโทษ การขอบคุณ การเข้าคิว รอคอย การทาดีต่อกัน การพูด
ดีๆ สุภาพ อ่อนโยน ทาตัวให้เป็นประโยชน์ต่อกัน
8
การฝึกการสื่อสารที่ดี
1. หลีกเลี่ยงการใช้คาถามที่ขึ้นต้นว่า “ทาไม”
การใช้คาถามที่ขึ้นต้นว่า “ทาไม.....” เช่น “ทาไมเธอมาโรงเรียนสาย” จะสื่อสารให้นักเรียนเข้าใจได้ 2 แบบ คือ
· เธอทาไม่ดีเลย ทาไมจึงทาเช่นนั้น และ
· ถ้ามีเหตุผลดีๆ การกระทาเช่นนั้นก็อาจเป็นที่ยอมรับได้
ผลที่ตามมาคือ เด็กจะพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเองมากขึ้น เพื่อพยายามยืนยันว่า ความคิดและการกระทาของ
เขาถูกต้อง เป็นการสอนให้เด็กเถียงแบบข้างๆคูๆ แล้วครูก็จะโมโหเด็กเสียเอง ทั้งๆที่เป็นคนเริ่มต้นให้เด็กหาเหตุผล
แต่เมื่อเด็กแสดงเหตุผล ก็ไม่ยอมรับเหตุผลของเขา
ถ้าต้องการทราบเหตุผลจริงๆของพฤติกรรมเด็ก ควรถามดังนี้
“ครูอยากรู้จริงๆว่าอะไรทาให้เธอทาอย่างนั้น”
“พอจะบอกครูได้ไหมว่า เธอคิดอย่างไรก่อนที่จะทาอย่างนั้น”
“เกิดอะไรขึ้น ทาให้เธอมาโรงเรียนสายในวันนี้”
“มันเกิดอะไรขึ้น ไหนลองเล่าให้ครูเข้าใจหน่อย”
2. ตาหนิที่พฤติกรรม มากกว่า ตัวเด็ก
ถ้าครูจะตาหนิเด็ก ต้องระวังการต่อต้านไม่ยอมรับ วิธีการที่ทาให้เด็กยอมรับ และไม่เสียความรู้สึกด้านดีของตนเอง
สามารถทาได้ด้วยการตาหนิที่พฤติกรรมนั้น ดีกว่าตาหนิที่ตัวเด็ก ดังตัวอย่างต่อไปนี้
“ การมาโรงเรียนสาย เป็นสิ่งที่ไม่ดี” ดีกว่า “เธอนี่แย่มาก ขี้เกียจจังเลยถึงมาสาย”
“ การทาเช่นนั้น ไม่ฉลาดเลย” ดีกว่า “เธอนี่โง่มากนะ ที่ทาเช่นนั้น”
“ครูไม่ชอบที่เธอไม่ได้ช่วยงานกลุ่ม งานนี้ทุกคนต้องช่วยกัน “ ดีกว่า “เธอนี่เป็นคนเอาเปรียบเพื่อนนะ”
ไม่ควรใช้คาพูดทานองว่า เป็นนิสัยไม่ดี หรือสันดานไม่ดี เพราะจะทาให้เด็กต่อต้าน หรือแกล้งเป็นอย่างนั้น
จริงๆ หรือลามไปถึงพ่อแม่ เช่น “อย่างนี้พ่อแม่ไม่เคยสอน ใช่ไหม”
3. ฝึกใช้คาพูดที่ขึ้นต้น “ฉัน......” มากกว่า “เธอ.............” ( I-YOU Message) ได้แก่
“ครูไม่ชอบการที่นักเรียนมาสาย” ดีกว่า “เธอนี่แย่มากที่มาสาย”
“ครูอยากให้นักเรียนมาเช้า”
“ครูไม่ชอบพูดเวลานักเรียนไม่ตั้งใจฟัง”
“ครูอยากให้นักเรียนหยุดฟัง เวลาครูพูด”
“ครูเสียใจที่เธอทาเช่นนั้น”
“ครูอยากให้เธอ..................”
“ครูจะดีใจมากที่................”
4. บอกความคิด ความรู้สึก ความต้องการ
ฝึกให้เด็กมีทักษะในการสื่อสาร ความกล้าพูด กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองคิด รู้สึก และต้องการอย่างสุภาพ เข้าใจกัน ทั้ง
ต่อครู และต่อเพื่อนๆด้วยกันเอง ไม่ควรอาย หรือกลัวเพื่อนโกรธ บางคนกลัวเพื่อนไม่ยอมรับ เลยยอมตามเพื่อน
ถูกเพื่อนเอาเปรียบ
ครูช่วยกระตุ้นเรื่องนี้ได้ ด้วยการฝึกรายบุคคล
“เธอคิดอย่างไร เรื่องนี้............”
“เธอรู้สึกอย่างไร ลองบอกครู...........”
9
“เธอต้องการให้เป็นอย่างไร...........”
ครูควรรับฟังเด็กมากๆ ให้เขารู้สึกว่า การพูดบอกเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ และสามารถบอกกับเพื่อนๆได้ด้วย
5. ชมบนหลังคา ด่าที่ใต้ถุน
ครูควรมีเทคนิคในการชม ให้เกิดความภาคภูมิใจตนเอง ควรชมให้ผู้อื่นทราบด้วย หรือร่วมชื่นชมด้วย และเมื่อ
ชมแล้ว อาจเสริมให้เด็กรู้สึกต่อไปว่า เขาคงจะพอใจที่ตัวเองเป็นคนดีด้วย ต่อไปเด็กจะชื่นชมตัวเองเป็น ไม่ต้องรอ
ให้คนอื่นเห็นความดีของตน หรือรอให้คนอื่นชมเสมอไป ดังตัวอย่างนี้
“ครูดีใจมากที่เธอช่วยเหลือเพื่อน เธอคงรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ทาเช่นนั้น ใช่ไหม”
“พวกเราภูมิใจที่เธอได้รางวัลครั้งนี้ ช่วยกันตบเมือให้หน่อย เธอคงภูมิใจในตัวเองเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ”
แต่เวลาเตือน อย่าให้เกิดความอับอาย ให้ค่อยๆคิด และยอมรับด้วยตัวเอง อย่าให้เสียความรู้สึก ควรเตือนเป็นการ
ส่วนตัว ก่อนจะเตือน ควรหาข้อดีของเขาบางอย่าง ชมตรงจุดนั้นก่อน แล้วค่อยเตือนตรงพฤติกรรมนั้น เช่น
“ ครูรู้ว่าเธอเป็นคนฉลาด แต่การที่เธอเอาของเพื่อนไปโดยไม่บอกนี่ไม่ถูกต้อง”
“ครูเห็นแล้วว่าเธอมีความตั้งใจมาก แต่งานนี้เป็นงานกลุ่มที่ต้องช่วยกันทาทุกคนนะจ๊ะ”
6. ถามความรู้สึก สะท้อนความรู้สึก เช่น
“หนูคงเสียใจ ที่คุณครูทาโทษ” (สะท้อนความรู้สึก)
“หนูรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” (ถามความรู้สึก)
“เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อถูกเพื่อนแกล้ง” (ถามความรู้สึก)
“เธอคงโกรธที่ถูกเพื่อนแกล้ง” (สะท้อนความรู้สึก)
“เรื่องที่คุยกันนี้คงจะกระทบความรู้สึกของหนูมาก ครูจะคุยกันต่อได้ไหม” (สะท้อนความรู้สึก)
7. ถามความคิดและสะท้อนความคิด เช่น
“เมื่อเธอโกรธ เธอคิดจะทาอย่างไรต่อไป” (ถามความคิด)
เมื่อเด็กตอบว่า “ผมอยากกลับไปชกหน้ามัน” ควรพูดต่อไปว่า
“เธอโกรธมากจนคิดว่าน่าจะกลับไปชกหน้าเขา” (สะท้อนความคิด)
การถามและสะท้อนความรู้สึกและความคิด จะได้ประโยชน์มาก เพราะจะทาให้เด็กรู้สึกว่า เราเข้าใจ(ความคิด และ
ความรู้สึก)ของเขา ทาให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เป็นพวกเดียวกัน และจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ชักจูงได้ง่ายขึ้น
8. การกระตุ้นให้คิดด้วยตนเอง
ในการฝึกให้เด็กคิดและแก้ปัญหานั้น ควรฝึกให้เด็กคิดเองก่อนเสมอ เมื่อเด็กคิดไม่ออก ไม่รอบคอบ ไม่กว้าง ครู
อาจช่วยชี้แนะให้ในตอนท้าย เช่น
“เธอคิดว่าปัญหาอยู่ที่ไหน” (ให้คิดสรุปหาสาเหตุของปัญหา)
“แล้วเธอจะทาอย่างไรต่อไปดี” (ให้คิดหาทางออก)
“ทางออกแบบอื่นละ มีวิธีการอื่นหรือไม่” (ให้หาทางเลือกอื่นๆ ความเป็นไปได้อื่นๆ)
“ทาแบบนี้ แล้วคาดว่าผลจะเป็นอย่างไร” (ให้คิดถึงผลที่ตามมา)
“เป็นไปได้ใหม ถ้าจะทาแบบนี้....(แนะนา).......เธอคิดอย่างไรบ้าง”
10
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
1. คิดหัวข้อโครงงานที่ต้องการศึกษา
2. ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลจากสื่อต่างๆ
3. จัดทาโครงร่าง
4. ลงมือสร้างโครงงานและปรับปรงแก้ไข
5. จัดทารายงาน
6. ประเมินผลและนาเสนอโครงงาน
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
คอมพิวเตอร์
งบประมาณ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
16 17
1 คิดหัวข้อโครงงาน นภัสวรรณ
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล นภัสวรรณ
3 จัดทาโครงร่างงาน นภัสวรรณ
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน นภัสวรรณ
5 ปรับปรุงทดสอบ นภัสวรรณ
6 การทาเอกสารรายงาน นภัสวรรณ
7 ประเมินผลงาน นภัสวรรณ
8 นาเสนอโครงงาน นภัสวรรณ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
นักเรียนและผู้ปกครองเห็นถึงความสาคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ได้รู้ถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงและเข้าใจปัญหามากขึ้น ได้ร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี ลดความเสี่ยงในการ
ดาเนินชีวิตในแบบที่ไม่ถูกต้อง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะมีอนาคตที่สดใส เป็นอนาคตที่ดีของครอบครัวและ
ประเทศชาติ
สถานที่ดาเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีและสารสนเทศ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
11
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน)
http://www.psyclin.co.th/new_page_53.htm

Work1

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6 ปีการศึกษา 2561 ชื่อโครงงาน เว็บไซต์ป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้ทาโครงงาน น.ส. นภัสวรรณ ไชยมหาวัน เลขที่ 42 ชั้น 6 ห้อง 8 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม น.ส. นภัสวรรณ ไชยมหาวันเลขที่ 42 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) เว็บไซต์ป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) Website for prevent and solve behavior problems of grade 6 student. ประเภทโครงงาน คอมพิวเตอร์ ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาว นภัสวรรณ ไชยมหาวัน ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ชื่อที่ปรึกษาร่วม ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทาโครงงาน) วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็อยู่ในช่วงอายุวัยรุ่น จึงมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ ซึ่งจะแสดงออกในรูปของพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น ดื้อ ไม่เชื่อ ฟัง ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ มีแฟนและมีเพศสัมพันธ์ ใช้ยาเสพติด ทาผิดกฎหมาย การป้องกันและแก้ไขปัญหา จึงมีความจาเป็นและสาคัญ ทางผู้จัดทาโครงงานจึงต้องการพัฒนาเว็บไซต์สาหรับป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1. เพื่อพัฒนาเว็บไซต์สาหรับป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกสบายในการหาข้อมูลเรื่องการป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรมของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 6
  • 3.
    3 ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขตเงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน) ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ศึกษาวิธีการสร้างเว็บไซต์โดยละเอียด หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน) ปัญหาในนักเรียนมัธยมศึกษา ปัญหาการเรียน สาเหตุ สติปัญญาต่า ขาดแรงจูงใจ เรียนไม่รู้เรื่อง ติดเกม ติดเพื่อน วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1. จัดระเบียบการทางาน การเรียน ให้เป็นเวลา 2. ทบทวนความสามารถทางการเรียนของเด็ก จุดอ่อน ระดับความสามารถที่แท้จริง 3. สอนเสริม ทวนบทเรียนแบบฝึกหัดตามความสามารถที่แท้จริง 4. ฝึกซ้าๆ บ่อยๆ ครั้งละช่วงสั้นๆ 5. ให้กาลังใจ ชมเชยในสิ่งที่ทาได้ ไม่เปรียบเทียบกับเด็กอื่น แต่งกายผิดระเบียบ สาเหตุ ธรรมชาติของวัยรุ่น ท้าทายครู อยากเด่นอยากดัง อยากให้คนอื่นสนใจ อยากให้เพื่อนทึ่ง และยอมรับ ว่าใจถึง ไม่กลัวเกรงครู อยากให้ตัวเองดูดี วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี 2. พยายามเข้าใจ จิตใจและความต้องการของวัยรุ่น 3. ซักถามถึงแรงจูงใจที่ทาผิด รับฟังด้วยใจเป็นกลาง สอบถามรายละเอียด เช่น ไปซอยผมที่ไหน แพงไหม ใคร แนะนา คิดนานไหมก่อนจะไปทา เอาเงินที่ไหนไปทา ปรึกษาใครบ้าง คิดว่าจะเกิดปัญหาใดบ้างไหม ถ้าเกิดปัญหา จะทาอย่างไร 4. สอบถามเรื่องกฎระเบียบ รู้หรือไม่ว่าผิดกฎ รู้ผลที่จะตามมาหรือไม่ ถ้าถูกลงโทษจะทาอย่างไร 5. ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ อยากจะทาอย่างเดิมหรือไม่ 6. ตอนนี้คิดจะทาอย่างไรต่อไป 7. ชมการคิดการวางแผนที่ดี 8. ชวนคิดในความคิดที่ไม่เหมาะสม หรือจะเป็นปัญหาตามมา 9. ชักจูงให้ทาในทางที่ถูก ผลดีที่จะเกิดตามมา 10. สอบถามความต้องการ อยากให้ครูช่วยอย่างไร เช่น แนะนาร้านตัดผมที่ดี 11. ช่วยคิดในทางเลือกที่ต้องการ แต่อาจทาให้ถูกต้อง เช่น การซอยผมอาจจะทาได้ในช่วงปิดเทอม ถ้าเจาะหู คงสวมต่างหูได้เฉพาะนอกโรงเรียน เป็นต้น 12. ชมพฤติกรรมด้านดี หรือความพยายามที่จะดีขึ้น
  • 4.
    4 สมาธิสั้น สาเหตุ โรคสมาธิสั้น เครียดซึมเศร้า สติปัญญาต่า วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1. สร้างแรงจูงใจในการเรียน 2. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ 3. แบ่งเวลาการเรียนรู้ให้เป็นช่วงสั้นๆ ทาให้เสร็จเป็นช่วงๆ 4. ทบทวนการเรียนรู้ซ้าๆ เบี่ยงเบนทางเพศ สาเหตุ กรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1.จัดกลุ่มให้คละเพศ 2. จัดกิจกรรมให้สนิทสนมกับเพศเดียวกันเอง ไม่เป็นที่รังเกียจของเพศเดียวกัน 3.หลีกเลี่ยงการให้แสดงออกผิดเพศ 4. ให้สนิทสนมคุ้นเคยเป็นกันเองกับครู รุ่นพี่เพศเดียวกันเอง เพื่อให้มีการเลียนแบบพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม กับตนเอง 5. ส่งเสริมให้มีการออกกาลังกาย เล่นกีฬา โดยเฉพาะกับเพศเดียวกัน 6. ป้องกันการจับกลุ่มผิดเพศ เพราะจะเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ผิดเพศมากขึ้น ควรสลายกลุ่มที่ผิดเพศที่ แสดงออกอย่างเปิดเผย 7. ยอมรับในการเป็นรักร่วมเพศ ไม่ควรแสดงทัศนคติต่อต้านเรื่องนี้ 8. ไม่ควรพยายามจูงใจให้เปลี่ยนกลับเป็นเหมือนเด็กอื่นๆ ยกเว้นเขาต้องการจะเปลี่ยนจริงๆ(พบน้อยมาก) 9. ชักจูงให้ระมัดระวังควบคุมตัวเองในการแสดงออก กิริยาท่าทาง 10. ส่งเสริมให้มีกิจกรรมแสดงออกที่เหมาะสม และเป็นจุดเด่น เป็นที่ยอมรับของเพื่อน เพื่อนต่างเพศ/เพศสัมพันธ์ สาเหตุ ปกติ ฮอร์โมนเพศ มีการกระตุ้นเรื่องเพศในเด็ก ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ต้องการความรักและคน เข้าใจ เอาใจ วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1. ส่งเสริมให้เปิดเผยและปรึกษา เรื่องความสนใจทางเพศ 2. ครูมีทัศนคติที่เป็นกลางต่อเรื่องเพศ ยอมรับได้ว่าเด็กมีความสนใจเรื่องเพศได้ 3. ให้ความรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับกลุ่ม วัย เพศ 4. ให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น ผู้ชายเมื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วยแล้วจะเบื่อง่าย ไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิง การมีเพศสัมพันธ์จะเกิดอะไรตามมา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้อย่างไร 5. การมีเพื่อนต่างเพศที่ถูกต้อง เปิดเผย ไม่เสียหน้าที่ 6. การเลือกแฟน และคบกันแบบแฟนที่ปลอดภัย การเรียนรู้นิสัยใจคอกัน 7. การเลือกคู่ครอง การวางแผนครอบครัว การเตรียมตัวสาหรับชีวิตคู่ การปรับตัวเข้าหากัน 8. การจัดการกับอารมณ์เพศของตนเอง 9. ทักษะในการปฏิเสธ
  • 5.
    5 ยาเสพติด สาเหตุ ขาดการยับยั้งใจตนเอง ตามเพื่อนมีปัญหาทางจิตใจอารมณ์ ปัญหาครอบครัว การเลี้ยงดู วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1. ชักจูงใจให้เปิดเผยการใช้ยาเสพติด 2. สารวจการใช้ เหตุจูงใจ พฤติกรรมการใช้ แรงจูงใจที่จะหยุดใช้ 3. ชักจูงใจให้อยากเลิก ข้อเสียของการใช้ ข้อดีของการหยุด 4. อธิบายผลตามมาของการใช้ 5. อธิบายวิธีการเลิก ถ้าต้องการ 6. แนะนาสถานที่บาบัดรักษา แพทย์ผู้รักษา 7. ให้กาลังใจ มองในแง่ดีว่าถ้าตั้งใจจะเลิกได้แน่นอน ไม่ยอมไปโรงเรียน สาเหตุ โรคซึมเศร้า เครียด โรควิตกกังวล ปัญหาบุคลิกภาพแบบหลบเลี่ยงปัญหา ขาดทักษะสังคม ปัญญา อ่อน ปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน ติดยาเสพติด วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี 2. ให้เด็กอยู่ที่ใดที่เหมาะสมในโรงเรียน เช่น ห้องครู ห้องแนะแนว ห้องพยาบาล ห้องสมุด อยู่ในสายตาครูคนใด คนหนึ่ง ให้ช่วยงานครู บาเพ็ญประโยชน์ 3. ชักชวนเด็กเข้าเรียนบางวิชาที่ทาได้ง่ายก่อน 4. ประสานงานกับครูท่านอื่นๆ ให้เกิดความเข้าใจ 5. พยายามอย่าให้เด็กอยู่นอกโรงเรียน การรักษาทาได้ดีกว่าเมื่อเด็กเรียนอยู่ในโรงเรียน 6. อย่าเพิ่งเข้มงวดกับการบ้าน งานส่ง การเรียนให้ทันเพื่อน ขอให้มาโรงเรียนได้ทุกวัน 7. อธิบายให้เด็กอื่นเข้าใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าได้สิทธิพิเศษ 8. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน ชักจูงเข้าร่วมกิจกรรม พูดคุย เป็นกันเอง รับเข้ากลุ่ม ชวนไปไหนมาไหนด้วย ให้งานกลุ่มที่ ทาด้วยกันง่ายๆเป็นกลุ่มเล็กๆ 9. ครูมีเวลาพูดคุยแบบเป็นกันเอง เป็นครั้งคราว พยายามเข้าใจปัญหาเด็ก มองเด็กในแง่ดี มองโลกในแง่ดี มี ความหวังอยู่เสมอ 10. ครูอารมณ์ดีอยู่เสมอ ชวนให้เด็กมีกิจกรรมเบนความกังวล เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา กิจกรรมกลุ่ม บาเพ็ญ ประโยชน์ 11. ไม่ควรตาหนิเด็กให้รู้สึกว่าทาผิด เด็กมักรู้ตัวอยู่แล้วว่าการไม่เรียนเป็นเรื่องผิด แต่ควรพยายามให้เด็กเข้าใจ ตนเองว่า เหตุใดจึงเข้าเรียนไม่ได้ 12. ชวนให้เด็กคิดว่า ถ้าเรียนไม่ได้จริงๆ จะทาอะไรต่อไป เช่น การทางาน การเรียนนอกระบบ การศึกษานอก โรงเรียน สาเหตุของปัญหาพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น · ร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี สารสื่อนาประสาท โรคทางกาย โรคระบบประสาท สารพิษ · จิตใจ บุคลิกภาพ ความคิด การมองโลก การปรับตัว · สังคม การเลี้ยงดู ปัญหาของพ่อแม่ ตัวอย่างของสังคม สื่อต่างๆ
  • 6.
    6 แนวทางการแก้ไข/ช่วยเหลือ 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี 2. รับฟังปัญหาเด็กเสมอไม่ตาหนิ หรือสั่งสอนเร็วเกินไป ท่าทีเป็นกลาง 3. เข้าใจปัญหา หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ และแนวทางการแก้ไขปัญหา 4. มองเด็กในแง่ดี มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ 5. กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีทางเลือกหลายๆทาง วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกัน 6. ชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง 7. เป็นแบบอย่างที่ดี 8. ใช้กิจกรรมช่วย กีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมกลุ่ม 9. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน ไม่ตัวใครตัวมัน 10. ชมเชยเมื่อทาได้ดี 11. เมื่อทาผิด มีวิธีตักเตือน ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น 12. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 13. ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา แก้ไขปัญหาครอบครัว การแก้ไขที่สาเหตุ · หาสาเหตุ ทางร่างกาย จิตใจ หรือสังคม(ครอบครัว เพื่อน หรือ ครู) · ปัจจัยเสี่ยง พื้นอารมณ์เด็ก บุคลิกภาพเดิม นิสัยใจคอเดิม การเลี้ยงดู · ปัจจัยกระตุ้น ความเครียดในชีวิต การเปลี่ยนแปลง เช่น ย้ายโรงเรียน มีน้องคนใหม่ พ่อแม่หย่าร้างกัน เพื่อน รังแก การสอบ · ปัจจัยเสริม ความไม่เข้าใจของสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่คาราคาซังกันอยู่ เช่น การที่เด็กไม่ไปโรงเรียน ทาให้พ่อแม่ โกรธ ลงโทษรุนแรงทาให้เด็กกลัว และไม่ยอมไปโรงเรียนมากขึ้น การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้พฤติกรรมบาบัด · จัดสิ่งแวดล้อม ( environmental manipulation) · ใช้สิ่งกระตุ้น ( cueing) · เงื่อนไข (conditioning) · รางวัล (operant conditioning or positive reinforcement) · เบี้ยอัตถกร (Token) · แก้ไขด้วยการทาซ้า (overcorrection) · ดัดพฤติกรรม (shaping) · แบบอย่าง (modeling) · ใช้น้าดีไล่น้าเน่า (substitution) · ลงโทษ (punishment) · ถอนพฤติกรรม (negative reinforcement) ลดการลงโทษ/ดุ/ด่า ที่ไม่ได้ผล
  • 7.
    7 การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้การให้คาปรึกษา (Counseling) การให้คาปรึกษา คือการช่วยเหลือให้คิดและตัดสินใจแก้ไขปัญหาของตนเองได้ด้วยการใช้เทคนิคต่าง ของ การสร้างความสัมพันธ์ การสื่อสาร ความเข้าใจและมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือ ขั้นตอนของการให้คาปรึกษา ประกอบด้วย · สร้างความสัมพันธ์ที่ดี · สารวจปัญหาร่วมกัน และเลือกเรื่องที่จะทางานร่วมกัน · ประคับประคองจิตใจให้อารมณ์สงบ · การแก้ปัญหา กระตุ้นให้มองหาทางเลือก ข้อดีข้อเสีย ชี้แนะ ช่องทาง ข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ · ให้ตัดสินใจด้วยตนเอง · การทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง และติดตามผล · การยุติการช่วยเหลือ การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้ครอบครัวบาบัด · สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว · แสวงหาข้อมูลจากครอบครัว · วิเคราะห์ครอบครัว ปัญหาของครอบครัว จุดอ่อน จุดแข็ง หน้าที่ของครอบครัว บทบาท การสื่อสาร การเข้าใจ ความรู้สึก · ชักจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในโครงสร้าง และหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว · ชี้แนะช่องทางของการเปลี่ยนแปลง · ฝึกทักษะที่เป็นปัญหา · ใช้หลักพฤติกรรมบาบัด ร่วมด้วยเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้เพื่อน · สร้างบรรยากาศของการอยู่ร่วมกันแบบกลุ่ม ไม่โดดเดี่ยว ไม่เอาตัวรอดคนเดียว เพื่อนมีหน้าที่ช่วยเหลือกัน · สร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นห่วงเป็นใยกัน เมื่อมีใครหายไปเพื่อนควรสนใจ เป็นห่วงเป็นใย ติดตามข่าวสาร พยายามดึงเพื่อนเข้ากลุ่ม มีการแบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน · เมื่อมีเพื่อนทาผิด เพื่อนที่ดีควรช่วยเตือน และชักจูงให้เปลี่ยนแปลง เลิกทาผิด กลับมาทาดี โดยไม่โกรธกัน มอง กันในทางที่ดี · ฝึกทักษะการสื่อสารที่ดี บอกความคิด ความต้องการ ความรู้สึก เมื่อไม่พอใจมีวิธีบอกให้เพื่อนเข้าใจ และสนอง ความต้องการกันได้ตรงจุด · ฝึกทักษะสังคมทางบวก การให้ การรับ การขอโทษ การขอบคุณ การเข้าคิว รอคอย การทาดีต่อกัน การพูด ดีๆ สุภาพ อ่อนโยน ทาตัวให้เป็นประโยชน์ต่อกัน
  • 8.
    8 การฝึกการสื่อสารที่ดี 1. หลีกเลี่ยงการใช้คาถามที่ขึ้นต้นว่า “ทาไม” การใช้คาถามที่ขึ้นต้นว่า“ทาไม.....” เช่น “ทาไมเธอมาโรงเรียนสาย” จะสื่อสารให้นักเรียนเข้าใจได้ 2 แบบ คือ · เธอทาไม่ดีเลย ทาไมจึงทาเช่นนั้น และ · ถ้ามีเหตุผลดีๆ การกระทาเช่นนั้นก็อาจเป็นที่ยอมรับได้ ผลที่ตามมาคือ เด็กจะพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตนเองมากขึ้น เพื่อพยายามยืนยันว่า ความคิดและการกระทาของ เขาถูกต้อง เป็นการสอนให้เด็กเถียงแบบข้างๆคูๆ แล้วครูก็จะโมโหเด็กเสียเอง ทั้งๆที่เป็นคนเริ่มต้นให้เด็กหาเหตุผล แต่เมื่อเด็กแสดงเหตุผล ก็ไม่ยอมรับเหตุผลของเขา ถ้าต้องการทราบเหตุผลจริงๆของพฤติกรรมเด็ก ควรถามดังนี้ “ครูอยากรู้จริงๆว่าอะไรทาให้เธอทาอย่างนั้น” “พอจะบอกครูได้ไหมว่า เธอคิดอย่างไรก่อนที่จะทาอย่างนั้น” “เกิดอะไรขึ้น ทาให้เธอมาโรงเรียนสายในวันนี้” “มันเกิดอะไรขึ้น ไหนลองเล่าให้ครูเข้าใจหน่อย” 2. ตาหนิที่พฤติกรรม มากกว่า ตัวเด็ก ถ้าครูจะตาหนิเด็ก ต้องระวังการต่อต้านไม่ยอมรับ วิธีการที่ทาให้เด็กยอมรับ และไม่เสียความรู้สึกด้านดีของตนเอง สามารถทาได้ด้วยการตาหนิที่พฤติกรรมนั้น ดีกว่าตาหนิที่ตัวเด็ก ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “ การมาโรงเรียนสาย เป็นสิ่งที่ไม่ดี” ดีกว่า “เธอนี่แย่มาก ขี้เกียจจังเลยถึงมาสาย” “ การทาเช่นนั้น ไม่ฉลาดเลย” ดีกว่า “เธอนี่โง่มากนะ ที่ทาเช่นนั้น” “ครูไม่ชอบที่เธอไม่ได้ช่วยงานกลุ่ม งานนี้ทุกคนต้องช่วยกัน “ ดีกว่า “เธอนี่เป็นคนเอาเปรียบเพื่อนนะ” ไม่ควรใช้คาพูดทานองว่า เป็นนิสัยไม่ดี หรือสันดานไม่ดี เพราะจะทาให้เด็กต่อต้าน หรือแกล้งเป็นอย่างนั้น จริงๆ หรือลามไปถึงพ่อแม่ เช่น “อย่างนี้พ่อแม่ไม่เคยสอน ใช่ไหม” 3. ฝึกใช้คาพูดที่ขึ้นต้น “ฉัน......” มากกว่า “เธอ.............” ( I-YOU Message) ได้แก่ “ครูไม่ชอบการที่นักเรียนมาสาย” ดีกว่า “เธอนี่แย่มากที่มาสาย” “ครูอยากให้นักเรียนมาเช้า” “ครูไม่ชอบพูดเวลานักเรียนไม่ตั้งใจฟัง” “ครูอยากให้นักเรียนหยุดฟัง เวลาครูพูด” “ครูเสียใจที่เธอทาเช่นนั้น” “ครูอยากให้เธอ..................” “ครูจะดีใจมากที่................” 4. บอกความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ฝึกให้เด็กมีทักษะในการสื่อสาร ความกล้าพูด กล้าบอกสิ่งที่ตัวเองคิด รู้สึก และต้องการอย่างสุภาพ เข้าใจกัน ทั้ง ต่อครู และต่อเพื่อนๆด้วยกันเอง ไม่ควรอาย หรือกลัวเพื่อนโกรธ บางคนกลัวเพื่อนไม่ยอมรับ เลยยอมตามเพื่อน ถูกเพื่อนเอาเปรียบ ครูช่วยกระตุ้นเรื่องนี้ได้ ด้วยการฝึกรายบุคคล “เธอคิดอย่างไร เรื่องนี้............” “เธอรู้สึกอย่างไร ลองบอกครู...........”
  • 9.
    9 “เธอต้องการให้เป็นอย่างไร...........” ครูควรรับฟังเด็กมากๆ ให้เขารู้สึกว่า การพูดบอกเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและสามารถบอกกับเพื่อนๆได้ด้วย 5. ชมบนหลังคา ด่าที่ใต้ถุน ครูควรมีเทคนิคในการชม ให้เกิดความภาคภูมิใจตนเอง ควรชมให้ผู้อื่นทราบด้วย หรือร่วมชื่นชมด้วย และเมื่อ ชมแล้ว อาจเสริมให้เด็กรู้สึกต่อไปว่า เขาคงจะพอใจที่ตัวเองเป็นคนดีด้วย ต่อไปเด็กจะชื่นชมตัวเองเป็น ไม่ต้องรอ ให้คนอื่นเห็นความดีของตน หรือรอให้คนอื่นชมเสมอไป ดังตัวอย่างนี้ “ครูดีใจมากที่เธอช่วยเหลือเพื่อน เธอคงรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ทาเช่นนั้น ใช่ไหม” “พวกเราภูมิใจที่เธอได้รางวัลครั้งนี้ ช่วยกันตบเมือให้หน่อย เธอคงภูมิใจในตัวเองเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ” แต่เวลาเตือน อย่าให้เกิดความอับอาย ให้ค่อยๆคิด และยอมรับด้วยตัวเอง อย่าให้เสียความรู้สึก ควรเตือนเป็นการ ส่วนตัว ก่อนจะเตือน ควรหาข้อดีของเขาบางอย่าง ชมตรงจุดนั้นก่อน แล้วค่อยเตือนตรงพฤติกรรมนั้น เช่น “ ครูรู้ว่าเธอเป็นคนฉลาด แต่การที่เธอเอาของเพื่อนไปโดยไม่บอกนี่ไม่ถูกต้อง” “ครูเห็นแล้วว่าเธอมีความตั้งใจมาก แต่งานนี้เป็นงานกลุ่มที่ต้องช่วยกันทาทุกคนนะจ๊ะ” 6. ถามความรู้สึก สะท้อนความรู้สึก เช่น “หนูคงเสียใจ ที่คุณครูทาโทษ” (สะท้อนความรู้สึก) “หนูรู้สึกอย่างไรบ้าง ที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” (ถามความรู้สึก) “เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อถูกเพื่อนแกล้ง” (ถามความรู้สึก) “เธอคงโกรธที่ถูกเพื่อนแกล้ง” (สะท้อนความรู้สึก) “เรื่องที่คุยกันนี้คงจะกระทบความรู้สึกของหนูมาก ครูจะคุยกันต่อได้ไหม” (สะท้อนความรู้สึก) 7. ถามความคิดและสะท้อนความคิด เช่น “เมื่อเธอโกรธ เธอคิดจะทาอย่างไรต่อไป” (ถามความคิด) เมื่อเด็กตอบว่า “ผมอยากกลับไปชกหน้ามัน” ควรพูดต่อไปว่า “เธอโกรธมากจนคิดว่าน่าจะกลับไปชกหน้าเขา” (สะท้อนความคิด) การถามและสะท้อนความรู้สึกและความคิด จะได้ประโยชน์มาก เพราะจะทาให้เด็กรู้สึกว่า เราเข้าใจ(ความคิด และ ความรู้สึก)ของเขา ทาให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เป็นพวกเดียวกัน และจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ชักจูงได้ง่ายขึ้น 8. การกระตุ้นให้คิดด้วยตนเอง ในการฝึกให้เด็กคิดและแก้ปัญหานั้น ควรฝึกให้เด็กคิดเองก่อนเสมอ เมื่อเด็กคิดไม่ออก ไม่รอบคอบ ไม่กว้าง ครู อาจช่วยชี้แนะให้ในตอนท้าย เช่น “เธอคิดว่าปัญหาอยู่ที่ไหน” (ให้คิดสรุปหาสาเหตุของปัญหา) “แล้วเธอจะทาอย่างไรต่อไปดี” (ให้คิดหาทางออก) “ทางออกแบบอื่นละ มีวิธีการอื่นหรือไม่” (ให้หาทางเลือกอื่นๆ ความเป็นไปได้อื่นๆ) “ทาแบบนี้ แล้วคาดว่าผลจะเป็นอย่างไร” (ให้คิดถึงผลที่ตามมา) “เป็นไปได้ใหม ถ้าจะทาแบบนี้....(แนะนา).......เธอคิดอย่างไรบ้าง”
  • 10.
    10 วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน 1. คิดหัวข้อโครงงานที่ต้องการศึกษา 2. ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลจากสื่อต่างๆ 3.จัดทาโครงร่าง 4. ลงมือสร้างโครงงานและปรับปรงแก้ไข 5. จัดทารายงาน 6. ประเมินผลและนาเสนอโครงงาน เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ คอมพิวเตอร์ งบประมาณ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 16 17 1 คิดหัวข้อโครงงาน นภัสวรรณ 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล นภัสวรรณ 3 จัดทาโครงร่างงาน นภัสวรรณ 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน นภัสวรรณ 5 ปรับปรุงทดสอบ นภัสวรรณ 6 การทาเอกสารรายงาน นภัสวรรณ 7 ประเมินผลงาน นภัสวรรณ 8 นาเสนอโครงงาน นภัสวรรณ ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน) นักเรียนและผู้ปกครองเห็นถึงความสาคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้รู้ถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงและเข้าใจปัญหามากขึ้น ได้ร่วมแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี ลดความเสี่ยงในการ ดาเนินชีวิตในแบบที่ไม่ถูกต้อง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะมีอนาคตที่สดใส เป็นอนาคตที่ดีของครอบครัวและ ประเทศชาติ สถานที่ดาเนินการ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้เทคโนโลยีและสารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
  • 11.
    11 แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่นามาใช้การทาโครงงาน) http://www.psyclin.co.th/new_page_53.htm