1
สุนขชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๒. สุนขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๒๔๒)
ว่าด้วยสุนัขฉลาดเอาตัวรอดได้
(พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลมีโภคสมบัติมากได้เดินผ่านดงไปทาธุระบางอย่าง
เห็นสุนัขถูกล่ามไว้ จึงกล่าวว่า)
[๑๘๔] สุนัขที่ไม่กัดกินเชือกหนังนี้โง่จริง
ธรรมดาบุคคลควรจะเปลื้องตนจากเครื่องผูก กินแล้วกลับบ้าน
(สุนัขได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๑๘๕] คาที่ท่านกล่าวนั้นยังฝังใจข้าพเจ้า
และข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะรอจนกว่าคนจะนอนหลับ
สุนขชาดกที่ ๒ จบ
-----------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
สุนขชาดก
ว่าด้วย ผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภสุนัขกินอาหารที่ศาลานั่งพัก ใกล้ซุ้มรางน้า ตรัสพระธรรมเทศนานี้
ดังนี้.
ได้ยินว่า พวกตักน้านาสุนัขนั้นมาเลี้ยงไว้ในที่นั้นตั้งแต่เกิด ครั้นต่อมา
สุนัขนั้นได้กินอาหารในที่นั้นจนมีร่างกายอ้วนพี.
วันหนึ่งมีบุรุษชาวบ้านผู้หนึ่งมาถึงที่นั่น เห็นสุนัขจึงให้ผ้าสาฎก
เนื้อดีและเงินแก่คนตักน้า แล้วเอาโซ่ผูกพาสุนัขไป.
สุนัขนั้นถูกเขานาไปก็ไม่ดิ้นรน กินอาหารที่เขาให้ เดินตามไปข้างหลัง.
บุรุษนั้นคิดว่าเดี๋ยวนี้สุนัขนี้รักเรา จึงแก้โซ่ออก สุนัขพอเขาแก้แล้วเท่านั้น
วิ่งรวดเดียวถึงศาลานั่งพักตามเดิม.
ภิกษุทั้งหลายเห็นสุนัขนั้น ทราบเหตุที่มันทา
จึงสนทนากันในโรงธรรม ในตอนเย็นว่า อาวุโสทั้งหลาย
สุนัขที่ศาลานั่งพักฉลาดในการทาให้พ้นจากเครื่องผูก
พอเขาปล่อยเท่านั้นกลับหนีมาได้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สุนัขนั้น มิใช่ฉลาดในการทาให้พ้นจากเครื่องผูกในบัดนี้เท่านั้น
2
แม้เมื่อก่อนก็ฉลาดในการทาให้พ้นจากเครื่องผูกเหมือนกัน
แล้วทรงนาเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลที่มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี
ครั้นเจริญวัยได้ครองฆราวาส.
ครั้งนั้น มนุษย์คนหนึ่งในกรุงพาราณสี ได้มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง
สุนัขนั้นได้ก้อนข้าวกินจนอ้วนท้วน. ชาวบ้านคนหนึ่งมากรุงพาราณสี
เห็นสุนัขนั้น จึงให้ผ้าสาฎกเนื้อดีและเงินแก่มนุษย์นั้น แล้วเอาสุนัขไป
เอาเชือกหนังล่าม ถือปลายเชือกเดินจูงไป
จึงเข้าไปยังศาลาไม้อ้อแห่งหนึ่งใกล้ปากดง จึงผูกสุนัขไว้
นอนหลับบนแผ่นกระดาน.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เดินผ่านดงไปทาธุระอย่างหนึ่ง
เห็นสุนัขนั้นถูกล่ามไว้จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
สุนัขตัวใด ไม่กัดเชือกหนังให้ขาด สุนัขตัวนั้นโง่เขลามาก
สุนัขควรจะเปลื้องตนเสียจากเครื่องผูก กินเชือกหนังเสียให้อิ่ม
แล้วจึงค่อยกลับไปยังที่อยู่ของตน.
สุนัขได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
คาที่ท่านกล่าวนี้ ฝังอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า อนึ่ง
ข้าพเจ้ายังได้จาไว้ในใจแล้ว ข้าพเจ้าจะรอเวลาจนกว่าคนจะหลับ.
สุนัขนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว
เมื่อมหาชนพากันหลับจึงกัดเชือกกินแล้ว หนีไปยังเรือนของเจ้าของตนตามเดิม.
พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
สุนัขในครั้งนั้น ได้เป็ นสุนัขในครั้งนี้
ส่วนบุรุษบัณฑิต คือ เราตถาคต นี้แล.
จบ อรรถกถาสุนขชาดกที่ ๒
-----------------------------------------------------

242 สุนขชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 สุนขชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๒. สุนขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๒๔๒) ว่าด้วยสุนัขฉลาดเอาตัวรอดได้ (พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลมีโภคสมบัติมากได้เดินผ่านดงไปทาธุระบางอย่าง เห็นสุนัขถูกล่ามไว้ จึงกล่าวว่า) [๑๘๔] สุนัขที่ไม่กัดกินเชือกหนังนี้โง่จริง ธรรมดาบุคคลควรจะเปลื้องตนจากเครื่องผูก กินแล้วกลับบ้าน (สุนัขได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า) [๑๘๕] คาที่ท่านกล่าวนั้นยังฝังใจข้าพเจ้า และข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะรอจนกว่าคนจะนอนหลับ สุนขชาดกที่ ๒ จบ ----------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา สุนขชาดก ว่าด้วย ผู้ฉลาดย่อมช่วยตัวเองได้ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภสุนัขกินอาหารที่ศาลานั่งพัก ใกล้ซุ้มรางน้า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. ได้ยินว่า พวกตักน้านาสุนัขนั้นมาเลี้ยงไว้ในที่นั้นตั้งแต่เกิด ครั้นต่อมา สุนัขนั้นได้กินอาหารในที่นั้นจนมีร่างกายอ้วนพี. วันหนึ่งมีบุรุษชาวบ้านผู้หนึ่งมาถึงที่นั่น เห็นสุนัขจึงให้ผ้าสาฎก เนื้อดีและเงินแก่คนตักน้า แล้วเอาโซ่ผูกพาสุนัขไป. สุนัขนั้นถูกเขานาไปก็ไม่ดิ้นรน กินอาหารที่เขาให้ เดินตามไปข้างหลัง. บุรุษนั้นคิดว่าเดี๋ยวนี้สุนัขนี้รักเรา จึงแก้โซ่ออก สุนัขพอเขาแก้แล้วเท่านั้น วิ่งรวดเดียวถึงศาลานั่งพักตามเดิม. ภิกษุทั้งหลายเห็นสุนัขนั้น ทราบเหตุที่มันทา จึงสนทนากันในโรงธรรม ในตอนเย็นว่า อาวุโสทั้งหลาย สุนัขที่ศาลานั่งพักฉลาดในการทาให้พ้นจากเครื่องผูก พอเขาปล่อยเท่านั้นกลับหนีมาได้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขนั้น มิใช่ฉลาดในการทาให้พ้นจากเครื่องผูกในบัดนี้เท่านั้น
  • 2.
    2 แม้เมื่อก่อนก็ฉลาดในการทาให้พ้นจากเครื่องผูกเหมือนกัน แล้วทรงนาเรื่องอดีตมาตรัสเล่า. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลที่มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี ครั้นเจริญวัยได้ครองฆราวาส. ครั้งนั้น มนุษย์คนหนึ่งในกรุงพาราณสีได้มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง สุนัขนั้นได้ก้อนข้าวกินจนอ้วนท้วน. ชาวบ้านคนหนึ่งมากรุงพาราณสี เห็นสุนัขนั้น จึงให้ผ้าสาฎกเนื้อดีและเงินแก่มนุษย์นั้น แล้วเอาสุนัขไป เอาเชือกหนังล่าม ถือปลายเชือกเดินจูงไป จึงเข้าไปยังศาลาไม้อ้อแห่งหนึ่งใกล้ปากดง จึงผูกสุนัขไว้ นอนหลับบนแผ่นกระดาน. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เดินผ่านดงไปทาธุระอย่างหนึ่ง เห็นสุนัขนั้นถูกล่ามไว้จึงกล่าวคาถาแรกว่า :- สุนัขตัวใด ไม่กัดเชือกหนังให้ขาด สุนัขตัวนั้นโง่เขลามาก สุนัขควรจะเปลื้องตนเสียจากเครื่องผูก กินเชือกหนังเสียให้อิ่ม แล้วจึงค่อยกลับไปยังที่อยู่ของตน. สุนัขได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- คาที่ท่านกล่าวนี้ ฝังอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังได้จาไว้ในใจแล้ว ข้าพเจ้าจะรอเวลาจนกว่าคนจะหลับ. สุนัขนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนพากันหลับจึงกัดเชือกกินแล้ว หนีไปยังเรือนของเจ้าของตนตามเดิม. พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. สุนัขในครั้งนั้น ได้เป็ นสุนัขในครั้งนี้ ส่วนบุรุษบัณฑิต คือ เราตถาคต นี้แล. จบ อรรถกถาสุนขชาดกที่ ๒ -----------------------------------------------------