สงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1918)
(World War I หรือ First World War)
สงครามโลกครั้งที่ 1
(World War I หรือ First World War)
• เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของความขัดแย้งระดับโลก หรือเป็นที่รู้จักกันว่า
“สงครามครั้งยิ่งใหญ่” (Great War)
• สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1914 (พ.ศ. 2457) ถึงปี 1918 (พ.ศ. 2461) ซึ่ง
กินระยะเวลา 4 ปี 5 เดือน
• คาพูดของวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ประธานาธิบดีคนที่ 28
ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งดารงตาแหน่งตลอดช่วงที่เกิดสงครามโลก
ครั้งที่ 1 เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี ค.ศ. 1919 ที่กล่าวไว้
อย่างมีความหวังว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 คือ “สงครามเพื่อยุติสงคราม
ทั้งมวล” (War to End All Wars)
คุณคิดว่าอุดมคตินี้มันจะเป็นไปได้ไหม ?
สงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
• เป็นความขัดแย้งระหว่างมหาอานาจ 2 ฝ่าย คือ
1) ฝ่ายมหาอานาจกลาง หรือไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ประกอบด้วย ออสเตรีย –
ฮังการี จักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิออตโตมัน ราชอาณาจักรบัลแกเรีย
2) ฝ่ายมหาอานาจไตรภาคี (พันธมิตร) (Triple Entente) ประกอบด้วย บริเตนใหญ่
(อังกฤษ) ราชอาณาจักรอิตาลี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จักรวรรดิรัสเซีย และพันธมิตร
• ในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีทหารเข้าร่วมรบในสมรภูมิถึง 65 ล้านคน มีทหารเสียชีวิตราว
9 ล้านคน โดยทหารเยอรมันเสียชีวิต 1,950,000 คน รัสเซีย 1,700,000 คน และทหาร
ฝรั่งเศส 1,900,000 คน ส่วนพลเรือนนั้นเสียชีวิตหลายสิบล้านคน
สงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
• การรบเริ่มขึ้นหลังการลอบสังหารมกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย – ฮังการี และสิ้นสุดลง
ด้วยความพ่ายแพ้ของมหาอานาจกลาง หรือ Triple Alliance
• มีการทาสนธิสัญญาแวร์ซายส์ บังคับให้เยอรมนีและพันธมิตรเสียค่าปฏิกรรมสงคราม
ชดใช้จานวนมหาศาลและเสียดินแดนที่เป็นอาณานิคมให้แก่ฝ่าย Triple Entente
กฎการทาสงครามแบบดั้งเดิมของประเทศในยุโรป
1. แต่ละประเทศต้องประกาศสงครามก่อนที่จะโจมตีประเทศอื่น
2. แต่ละด้านจะต้องสวมเครื่องแบบหรือพิสูจน์ตัวเองกับแต่ละอื่น ๆ
ก่อนที่จะโจมตี ทหารสวมเครื่องแบบศัตรูจะถูกยิงในฐานะที่เป็น
สายลับ
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1
1. ลัทธิชาตินิยม (Nationalism) เป็นความรู้สึกรักและภูมิใจในชาติของตนอย่างรุ่นแรง
2. ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ชาติมหาอานาจในยุโรปได้ขยายอานาจและ
อิทธิพลออกไปสู่ดินแดนนอกทวีป
3. การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป (Alliance System) ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่
สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นมหาอานาจยุโรปถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
4. ความขัดแย้งทางการทหาร และการสะสมอาวุธ ทั้งบางบกและทางทะเล
(Militarism) การเจริญเติบโตของลัทธิชาตินิยมและลัทธิจักรวรรดินิยมนาไปสู่
การใช้กองกาลังทหารและสะสมอาวุธทางทหารที่เพิ่มขึ้น
ผลของการปฏิวัติอุสาหกรรมของโลกตะวันตก
ที่เกิดขึ้นทาให้
1. การเพิ่มของจานวนประชากร
2. การขยายตัวของสังคมเมือง
3. การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม
4. ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1
1. ลัทธิชาตินิยม (Nationalism)
• การเกิดลัทธิชาตินิยมจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ทาให้เกิดระบบรวมรัฐชาติ
สร้างระบบรวมอานาจเข้าสู่ส่วนกลาง รัฐชาติในประเทศยุโรปต่างแสวงหาความเป็น
มหาอานาจ ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ
• รัฐชาติหมายถึง รัฐหรือประเทศที่ประชาชนมีความรู้สึกผูกพันกัน มีความสามัคคี
ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ความรักชาติที่รุนแรงจน
เป็นลัทธิชาตินิยม ทาให้เชื่อว่าชาติตนเหนือกว่าชาติอื่น ประเทศของตนเองมีความ
ยิ่งใหญ่และประเทศอื่นอ่อนด้อยกว่าตน ผลักดันชาติของตนได้เปรียบชาติอื่นไม่ว่า
ด้านเศรษฐกิจ หรือการทหาร นาไปสู่การแข่งขันอานาจกัน จนกลายเป็นสงคราม
เช่น สงครามการรวมอิตาลี การรวมเยอรมนี จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
2. ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism)
• ลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นแนวความคิดของชาติมหาอานาจในยุโรปที่จะขยาย
อานาจ และอิทธิพลของตนเข้าครอบครองดินแดนที่ล้าหลังและด้อย
ความเจริญในทวีปต่างๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและ
เศรษฐกิจ เช่น แหล่งวัตถุดิบ และตลาดระบายสินค้า ชาวยุโรปเข้าครอง
ดินแดนของชนชาติต่างๆ ในรูปของการล่าอาณานิคม (Colonization)
• ลัทธิจักรวรรดินิยมเริ่มจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทาให้
ต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดสาหรับระบายสินค้าที่ผลิต
• มหาอานาจยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ปรัสเซีย (เยอรมนี) เนเธอร์แลนด์ ต่างแข่งขันกัน
ขยายอานาจ เพื่อสร้างอาณาจักร โดยการครอบครองดินแดนในทวีปเอเชีย อเมริกากลาง และ
อัฟริกา ครอบงาทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เพื่อเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่
ได้เปรียบในการแข็งขันมากขึ้น
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
ลัทธิจักรวรรดินิยม มีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆ ดังนี้
1. ทาให้ชาติมหาอานาจขัดแย้งในผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้บรรยากาศ
ทางการเมืองของโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และนาไปสู่ส่งครามในที่สุด
2. ทาให้ชาติตะวันตกมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการยึดครองดินแดนต่างๆ เป็น
อาณานิคมของตน เพราะถือเป็นภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่จะนาอารยธรรมความ
เจริญไปเผยแพร่ยังดินแดนที่ล้าหลังและห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ประชากรใน
ดินแดนอาณานิคมเกิดการซึมซับในวัฒนธรรม วิถีการดาเนินชีวิต ความคิด และ
ค่านิยมแบบตะวันตก
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
3. การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป (Alliance System)
• ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นมหาอานาจยุโรป
ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
• ฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยเยอรมนี รัสเซียและออสเตรีย-ฮังการี ได้ทาสนธิสัญญา
พันธไมตรีไตรภาคี (Triple Alliance) ภายหลังรัสเซียได้ถอนตัวไปและอิตาลีเข้ามา
กลุ่มนี้จึงประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี
• อีกฝ่ายหนึ่งฝรั่งเศสกับรัสเซีย ได้ทาสนธิสัญญาพันธไมตรีฝรั่งเศส-รัสเซีย ต่อมา
อังกฤษได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจึงเกิดเป็นกลุ่มประเทศความตกลงไตรภาคี
(Triple Entente)
กลุ่มพันธมิตร
จักรวรรดิอังกฤษ
ฝรั่งเศส
รัสเซีย
เยอรมัน
อิตาลี
ออสเตรีย-ฮังการี
มหาอานาจทั้ง 2 กลุ่ม พยายามที่จะโน้มน้าวให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วม
เป็นพันธมิตรของตน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยินยอมกันแข่งกันสะสมกาลังอาวุธ
เมื่อเกิดข้อขัดแย้งที่รุนแรง จึงหาทางออกด้วยการทาสงคราม
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
4. ความขัดแย้งทางการทหาร และการสะสมอาวุธทั้งบางบกและทางทะเล
(Militarism)
• โดยต่างประเทศต้องการพยายามสร้างอาวุธให้ทัดเทียมชาติศตรู
อันเนื่องมาจากความระแวง สงสัย หวาดกลัวซึ่งกันและกัน เช่น เยอรมนี
แข่งขันกันด้านอาวุธทางทะเล เยอรมนีแข่งขันกันขยายกาลังพลทางบกกับ
ฝรั่งเศส
จักรวรรดิสาคัญในยุโรปก่อนสงครามใหญ่จะปะทุ :
จักรวรรดิอังกฤษหรือจักรวรรดิบริเทน
• ในศตวรรษที่ 19 จักวรรดิอังกฤษนับเป็นมหาอานาจที่น่าเกรงขามมาก
ที่สุด โดยเป็นทั้งมหาอานาจทางทะเล มีอาณานิคมโพ้นทะเลมากที่สุด
จนได้ชื่อว่า “ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน (The sun never set in the
British Empire)” เป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนาและมั่งคั่งที่สุดด้วย
พื้นที่ต่าง ๆ ของโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช
ปัจจุบันดินแดนโพ้นทะเลอังกฤษถูกขีดเส้นใต้สีแดง
(อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย)
ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1
• การลอบปลงพระชนม์เจ้าชายฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ องค์รัชทายาทของจักรวรรดิ
ออสเตรีย- ฮังการี โดยฝีมือของกัฟริโล ปรินซิปชาวบอสเนีย ออสเตรีย-ฮังการี
ขณะเสด็จประพาสนครหลวงแคว้นบอสเนีย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 จึง
ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย โดยมีรัสเซียเข้ามาช่วยเซอร์เบีย เยอรมนีจึงประกาศ
สงครามกับรัสเซีย ฝรั่งเศส และอังกฤษเข้าร่วมมือกับรัสเซีย
หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
1. สร้างข้อตกลงแห่งสันติภาพที่ไม่ปิดบัง ตรงไปตรงมา ซึ่งจะทาให้ปราศจากความ
เข้าใจส่วนตัวนานาชาติ แต่ควรจะเป็นการทูตที่เปิดเผยและอยู่ในสายตาของ
สาธารณชน
2. เปิดเสรีในการเดินทางทางทะเล ซึ่งเป็นเขตน่านน้าสากล ทั้งในยามสงบและยาม
สงคราม ยกเว้นแต่ว่าจะถูกปิดกั้นจากการกระทาของนานาชาติเพื่อการดารงไว้ซึ่ง
ข้อตกลง นานาชาติ
3. การยกเลิกการกีดกันทางการค้า และการสร้างความเท่าเทียมกันทางการค้า
ระหว่างประเทศซึ่งได้ยินยอมในสันติภาพ และมีส่วนร่วมในการดารงรักษามัน
ไว้
หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
(ต่อ)
4. ให้ความมั่นใจว่าจะมีการอาวุธยุทธภัณฑ์ของกองทัพนานาชาติลงจนถึงจุดที่ มีความปลอดภัย
ต่ากว่าความเสี่ยงของสงคราม และสามารถป้องกันประเทศของตนเองเท่านั้น
5. ให้ความยุติธรรมอย่างทั่วถึงในการจัดการกับอาณานิคมโพ้นทะเลของทุก ประเทศ รวมไปถึง
ให้โอกาสและความสาคัญแก่การประกาศเอกราชของชนพื้นเมืองภายใน อาณานิคม ให้มี
น้าหนักเท่ากับประเทศแม่
6. การถอนเอาอาณาเขตปรัสเซียออกไป และรวมไปถึงรกรากของสหภาพโซเวียตนั้นเป็นการ
ปลอดภัยและเสรีในความร่วมมือของ นานาชาติที่จะเสนอโอกาสซึ่งไม่ขัดขวางและไม่อยู่ใน
ฐานะที่อับอายในการที่มีสิทธิ์เต็มที่ในการใช้อานาจปกครองตัวเอง เพื่อการพัฒนาทางการเมือง
และนโยบายแห่งชาติของตัวเอง รวมไปถึงการให้ความรับรองแก่สหภาพโซเวียตที่จะเข้าสู่เวที
นานาชาติภายใต้ สถาบันที่ได้จัดตั้งขึ้นมาเอง และนอกจากนั้น ให้ความช่วยเหลือแก่สหภาพโซ
เวียตในทุกวิถีทาง การปฏิบัติต่อสหภาพโซเวียตโดยประเทศอื่นๆ ในช่วงเวลาต่อมานั้นก็7เป็น
การทดสอบสาหรับจุดประสงค์ของแต่ละประเทศ และเปิดโอกาสให้สหภาพโซเวียตมีความ
สนใจของตน ด้วยความใจกว้างและด้วยปัญญา
หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
(ต่อ)
7. เบลเยี่ยมควรจะถูกกาหนดให้ได้รับการฟื้นฟูจากนานาชาติ โดยปราศจากความพยายามที่จะ
จากัดเอกราชให้เท่าเทียมกับประเทศเสรีอื่นๆ โดยการกระทาดังกล่าวนั้นจะเป็นการฟื้นฟูความ
ไว้วางใจระหว่างประเทศในกฎหมาย ซึ่งพวกเขาได้จัดตั้งเองและตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้าง
ความสัมพันธ์กับชาติ อื่นๆ ผลจากการกระทาดังกล่าวจะเป็นการรักษาความมั่นคงของ
กฎหมายนานาชาติอีกด้วย
8. ดินแดนของฝรั่งเศสทั้งหมดควรจะได้รับอิสระและฟื้นฟูส่วนที่เสียหายจาก สงคราม และ
ความผิดของปรัสเซียต่อฝรั่งเศสในปี 1871 เกี่ยวกับมณฑลแอลซาซ-ลอเรน ซึ่งไม่ได้ชาระ
สะสางสันติภาพของโลกมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ควรจะถูกทาให้ถูกต้อง เพื่อให้สันติภาพ
ได้รับการดูแลรักษาอย่างมั่นคง
9. ควรจะมีการปรับแนวเขตแดนของประเทศอิตาลีควรจะตั้งอยู่บนแนวเขตแดนของชาติที่
สามารถจาได้
หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
(ต่อ)
10. ประชาชนของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีเดิม ควรจะได้รับการป้องกันและช่วยเหลือ รวมไป
ถึงได้รับโอกาสอย่างเสรีที่จะพัฒนาตนเอง
11. โรมาเนีย เซอร์เบียและมอนเตเนโกรควรจะได้รับการฟื้นฟูจากความเสียหายของสงคราม
เซอร์เบียมีอาณาเขตทางออกสู่ทะเล และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบอลข่าลต่อกันนั้นตั้งอยู่บน
คาแนะนาของชาติ พันธมิตรตามประวัติศาสตร์บนเส้นของความจงรักภักดีและความรักชาติ
และนานาชาติสมควรที่จะรับรองความเป็นอิสระทางการเมืองและทางเศรษฐกิจรวมไป ถึง
ความมั่นคงในดินแดนของตน
12. ส่วนแบ่งของตุรกีจากจักรวรรดิออตโตมานเดิมควรจะได้รับความช่วยเหลือให้ มีเอกราช แต่
เชื้อชาติอื่นๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การปกครองของตุรกีควรจะได้รับการรับรองถึงความ
ปลอดภัย ในชีวิต และโอกาสอย่างเสรีที่จะได้รับการพัฒนาตนเอง และช่องแคบดาร์ดาแนลส์
ควรจะถูกเปิดเป็นเส้นทางเดินเรือเสรีแก่ทุกประเทศ
หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1
(ต่อ)
13. รัฐอิสระของโปแลนด์ควรจะถูกสถาปนาขึ้นซึ่งรวมไปถึงดินแดนที่ประชาชน โปแลนด์อาศัย
อยู่ ซึ่งควรจะถูกรับรองทางออกสู่ทะเลเป็นของตัวเอง รวมไปถึงความเป็นอิสระทางการเมือง
และเศรษฐกิจ และความมั่นคงในดินแดนของตนตามข้อตกลงของนานาชาติ
14. การรวมตัวกันของประชาชาติควรจะถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้พันธะที่แน่นอนเพื่อจุด ประสงค์ที่
สามารถให้ความช่วยเหลือกันได้กับทุกฝ่าย และให้การรับรองแก่รัฐที่มีขนาดเล็กกว่าเทียบเท่า
กับตนเอง โดยการจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติขึ้นมา
อาวุธใหม่ๆ ที่ถูกนามาใช้ในการทาสงครามโลกครั้งที่ 1
• ปืนกล
• ปืนใหญ่
• ทุ่นระเบิด
• ก๊าซพิษ
• เรือดาน้า
• เครื่องบินรบ
• รถถัง
ทั้งมนุษย์และสัตว์มีความไวต่อผลกระทบของก๊าซพิษ สุนัขได้ถูกนามาใช้ในช่วง
สงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเป็นเวรยาม สุนัขลากเลื่อน และผู้ส่งสาร
หน้ากากป้องกันแก๊สต่างๆ ที่ถูกใช้ในแนวรบด้านตะวันตกในช่วงสงคราม
เรือรบถูกตระเตรียมโดยประเทศในยุโรป ญี่ปุ่นและอเมริกา
ในช่วงปลายปี 19 และต้นศตวรรษที่ 20
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1918 โดยฝ่ายเยอรมนีพ่ายแพ้ยอมยุติสงคราม
เพื่อขอเจรจาทาสนธิสัญญาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตร ผลของสงครามได้สร้างความ
เสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ 2 ฝ่าย คือ
1. ด้านสังคม สงครามโลกครั้งที่ 1 มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทุพพลภาพ และสูญหาย
รวมกันไม่ต่ากว่า 40 ล้านคน หลายคนเป็นโรคจิตที่เกิดจากการกลัวภัยสงคราม
อีกทั้งเกิดปัญหาชนพลัดถิ่น
ประเทศที่เกี่ยวข้องในสงครามได้รับผลกระทบที่น่าตกใจ
จากการสูญเสียชีวิตของประชาชนหลายล้านคน
ผลของการทาสงครามที่คนของฝรั่งเศสและเบลเยียมได้รับผลกระทบ
Photos of the Great War - www.gwpda.org/photos
ชีวิตของผู้หญิงที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่ออยู่ในภาวะสงคราม
ภาพของสตรีในโรงงานอาวุธยุทโธปกรณ์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
วิถีชีวิตของผู้ที่กลับมาจากสงครามได้เปลี่ยนแปลงไป
จากการบาดเจ็บหรืออาการเจ็บป่วยที่ได้รับ
ลองคิดดูว่าทหารคนที่มีแขนขาด้วนหรือผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานแค่ไหนจากโรคที่
เกิดจากความตกใจที่ได้รับในสนามรบ ?
Photos of The Great War -
www.gwpda.org/photos/greatwar.htm
ทหารอังกฤษที่ตาบอดและเป็นโรคเกี่ยวกับปอดจากการถูกแก๊สน้าตา
จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ?
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
2. ด้านการเมือง ประเทศมหาอานาจเดิม ได้แก่เยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี และตุรกี
เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องทาสนธิสัญญาสันติภาพที่ประเทศผู้ชนะร่างขึ้น 5 ฉบับ คือ
1) สนธิสัญญาแวร์ซายส์ทากับเยอรมนี
2) สนธิสัญญาแซงต์แยร์แมงทากับออสเตรีย
3) สนธิสัญญาเนยยี ทากับบัลแกเรีย
4) สนธิสัญญาตริอานองทากับฮังการี และ
5) สนธิสัญญาแซฟส์ทากับตุรกี (ต่อมาเกิดการปฏิวัติในตุรกีจึงมีการทาสนธิสัญญา
ใหม่เรียกว่า “สนธิสัญญาโลซานน์”) และยุโรปโดยรวมอ่อนแอลง
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ)
3. ด้านเศรษฐกิจ สงครามครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลในการผลิตอาวุธใหม่ ๆ ที่มี
อานาจทาลายล้างสูงกว่าการทาสงครามในอดีต เช่น รถถัง เรือดาน้า แก๊สพิษ
ระเบิด เป็นต้น เพื่อหวังชัยชนะหลังสงครามสิ้นสุดฝ่ายแพ้ต้องจ่ายค่าปฏิกรรม
สงคราม ส่วนฝ่ายชนะรับผิดชอบเลี้ยงดูผู้ประสบภัยและบูรณะประเทศจนทาให้
เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่าทั่วโลก ระบบการเงินทั่วโลกกระทบกระเทือน
ผลกระทบของสงคราม
1. มีการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ (League Of Nations) เพื่อ
แก้ปัญหาระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี และเพื่อป้องกันการเกิด
สงครามในอนาคต
2. เกิดประเทศเอกราชใหม่ ๆ เช่น ยูโกสลาเวีย เชคโกสโลวาเกีย
โปแลนด์ ลัทเวีย ลิทัวเนีย เอสโทเนีย
3. แยกฮังการี ออกจาก ออสเตรีย
4. ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และตูรกี เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่
ระบบสาธารณรัฐ
ผลกระทบของสงคราม
5. มีการจัดทาสนธิสัญญาสงบศึกเพื่อเป็นการลงโทษแก่ประเทศผู้แพ้
สงคราม โดยข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายผู้ก่อสงคราม ผลของสัญญาเช่น ผู้แพ้
ต้องเสียดินแดน เสียอาณานิคม เสียอานาจการปกครองตนเอง เสียอานาจ
ทางการค้า และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจานวนมหาศาล ซึ่งกลายมา
เป็นสาเหตุและชนวนที่จะนาไปสู่การเกิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน
ค.ศ.1939-1945
องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations)
• องค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การกลางระหว่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นตาม
สนธิสัญญาแวร์ซาย และสนธิสัญญาอื่น ๆ ที่ทาขึ้นตอนเสร็จสิ้น
สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่ง
สหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
• โดยได้สถาปนาเป็นองค์การระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 10 มกราคม
ค.ศ. 1920 สานักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หน้าที่ขององค์การสันนิบาตชาติ
องค์การสันนิบาตชาติมีหน้าที่สาคัญสองประการ คือ
1. ดูแลให้มีการปฏิบัติเป็นไปตามสนธิสัญญา
2. ให้โลกมีสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
การดาเนินงาน
มีองค์กรต่างๆทาหน้าที่และรับผิดชอบ ดังนี้
- สมัชชา (General Assembly) เป็นที่ประชุมใหญ่ประกอบด้วยผู้แทนจาก
ประเทศสมาชิกต่างๆ มีสิทธิออกเสียงได้ประเทศละ 1 เสียง
- คณะมนตรี (Council) ประกอบด้วยสมาชิกประเภทถาวร คืออังกฤษ
ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมณี รัสเซียสาหรับสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็น
สมาชิกเพราะมีนโยบายไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการของประเทศยุโรป
- สานักเลขาธิการ (Secretariat) ทาหน้าที่ธุรการทั่วไป
- ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( The International court of Justice)
ทาหน้าที่พิจารณากรณีพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก มีสานักงานตั้งอยู่
กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
- องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization)
มีฐานะเป็นองค์กรอิสระ แต่ขึ้นตรงต่อองค์การสันนิบาตชาติโดยตรง
ข้อเสียขององค์การสันนิบาตชาติ
ได้แก่
1. ไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากสหรัฐอเมริกา
2. ไม่มีกองกาลังทหารเป็นของตนเอง
3. ประเทศสมาชิกคานึงถึงประโยชน์ของตนมากกว่าการรักษาสันติภาพ
ของโลก
ข้อสังเกต
• ในการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็น
สมาชิกเพราะต้องปฏิบัติตามลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ซึ่งมี
นโยบายไม่ยุ่งเกี่ยวหรือผูกพันทางการเมืองกับประเทศทางยุโรป นับเป็น
ความบกพร่องที่สาคัญที่สุดขององค์การสันนิบาตชาติ
อุปสรรคขององค์การ
• อุปสรรคสาคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ ไม่มีสหรัฐอเมริการ่วมเป็นสมาชิกของ
องค์การด้วย สันนิบาตชาติประชุมกันเป็นสมัยประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อ
วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1939 และหมดสภาพเป็นองค์การระหว่าง
ประเทศลงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1946 ทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดได้
โอนไปให้แก่องค์การสหประชาชาติ
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles)
• เป็นสนธิสัญญาสันติภาพที่จัดทาขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 ณ พระราชวังแวร์ซาย
ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการยุติสถานะสงครามระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและจักรวรรดิเยอรมัน
ซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1
• ส่วนกลุ่มประเทศฝ่ายมหาอานาจกลางอื่น ๆ ได้มีการตกลงยกเลิกสถานภาพสงครามด้วย
สนธิสัญญาฉบับอื่น
• ผลจากสนธิสัญญาฯ ได้กาหนดให้จักรวรรดิเยอรมันต้องยินยอมรับผิดในฐานะผู้ก่อสงคราม
แต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้ข้อตกลงข้อ 231 (ในภายหลังรู้จักกันว่า "อนุประโยค
ความรับผิดในอาชญากรรมสงคราม") และในข้อ 232-248 เยอรมนีถูกปลดอาวุธ ถูกจากัดอาณา
เขตดินแดน รวมไปถึงต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่กลุ่มประเทศฝ่ายไตรภาคีเป็นจานวน
มหาศาล (ราว 31,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 6,600 ล้านปอนด์)
กราฟนี้แสดงการเปรียบเทียบจานวนทหารที่เสียชีวิตจากสงครามหลักๆ บางส่วนใน 238 ปีที่ผ่านมา
โดยแสดงให้เห็นการเสียชีวิตของทหารโดยรวมของแต่ละสงคราม ซึ่งสังเกตเห็นว่า 5 สงครามล่าสุด
ยกเว้นสงครามอ่าวที่ได้ก่อให้เกิดการเสียชีวิตจานวนมากกว่าสงครามก่อนหน้านี้
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) (ต่อ)
• สนธิสัญญาดังกล่าวได้ถูกบ่อนทาลายด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นภายหลัง
ปี ค.ศ. 1932 จนกระทั่งร้ายแรงขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1930 การแก่งแย่งและ
เป้าหมายที่ขัดแย้งกันเองของฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามทา ให้ไม่มีฝ่ายใด
พอใจผลการประนีประนอมที่ได้มาเลย
• การที่ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่รื้อฟื้นความสัมพันธ์หรือทาให้เยอรมนีอ่อนแออย่าง
ถาวร ทาให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักซึ่งนาไปสู่ความขัดแย้งในภายหลัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามโลกครั้งที่ 2
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles):
มาตรการที่มีต่อเยอรมนี
การจากัดทางกฎหมาย
• ข้อ 227 แจ้งข้อหาแก่จักรพรรดิแห่งเยอรมนี จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ในฐานะ
ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ นอกจากนี้ยังถูกพิจารณาว่ามีความผิดฐาน
อาชญากรรมสงคราม
• ข้อ 228-230 ระบุถึงอาชญากรสงครามชาวเยอรมันที่เกี่ยวข้อง
• ข้อ 231 ("อนุประโยคความรับผิดในอาชญากรรมสงคราม") ได้ถือว่าเยอรมนีเป็น
ฝ่ายเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่ส่งผล
ประทบต่อพลเรือนของกลุ่มประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles):
มาตรการที่มีต่อเยอรมนี
การกาหนดกาลังทหาร
ตามที่ได้ระบุไว้ในส่วนที่ 5 ของสนธิสัญญาแวร์ซายว่า "ในความพยายาม ที่จะเริ่มต้นการจากัด
อาวุธของนานาประเทศนั้น เยอรมนีจาเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ซึ่งปริมาณของ
กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศจะต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้“
• แคว้นไรน์แลนด์เป็นเขตปลอดทหาร ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกันระหว่าง
สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส
• กองทัพเยอรมันถูกจากัดทหารเหลือเพียง 100,000 นาย การประกาศระดมพลถูกล้มเลิก
• ตาแหน่งทหารชั้นประทวนจะได้ต้องยกเลิกไปเป็นเวลา 12 ปี และตาแหน่งนายทหาร
ชั้นสัญญาบัตรจะต้องได้รับการยกเลิกไปเป็นเวลา 25 ปี
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles):
มาตรการที่มีต่อเยอรมนี
การกาหนดกาลังทหาร
• ห้ามทาการผลิตอาวุธในเยอรมนี และห้ามทาการครอบครองรถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ
เครื่องบินรบและปืนใหญ่ทั้งสิ้น
• ห้ามเยอรมนีนาเข้าและส่งออกอาวุธ รวมไปถึงการผลิตและการครอบครองแก๊สพิษ
• กาลังพลกองทัพเรือถูกจากัดลงเหลือ 15,000 นาย เรือรบ 6 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 10,000
เมตริกตัน) เรือลาดตระเวน 6 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 6,000 เมตริกตัน) เรือพิฆาตตอร์ปิโด 12 ลา
(น้าหนักเรือไม่เกิน 800 เมตริกตัน) และเรือยิงตอร์ปิโด 12 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 200 เมตริกตัน)
เยอรมนีห้ามมีเรือดาน้าในครอบรอง
• การปิดล้อมทางทะเลต่อเรือถูกสั่งห้าม
สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles):
มาตรการที่มีต่อเยอรมนี
การกาหนดพรมแดน
• จากสนธิสัญญาแวร์ซาย ได้กาหนดให้เยอรมนีสูญเสียอาณานิคมทั้งหมด รวมไปถึงดินแดน
บางส่วนของแผ่นดินแม่ โดยดินแดนที่สาคัญ ได้แก่ ดินแดนปรัสเซียตะวันตก ซึ่งต่อมาได้
กลายเป็นสาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง และยังต้องสูญเสียฉนวนโปแลนด์และทางออกสู่ทะเลบอล
ติก นับตั้งแต่ผลของการแบ่งโปแลนด์ และทาให้แคว้นปรัสเซียตะวันออกถูกกีดกันออกไปจาก
แผ่นดินเยอรมนีเป็นดินแดนแทรก
• ยกดินแดนฮุลทชิน ของอัปเปอร์ซิลีเซีย ให้แก่เชโกสโลวาเกีย (คิดเป็นดินแดน 333 ตาราง
กิโลเมตร ประชากรประมาณ 49,000 คน) โดยปราศจากการลงประชามติ
• ยกทางตะวันออกของแคว้นอัปเปอร์ซิลีเซียให้แก่โปแลนด์ (คิดเป็นดินแดน 3,214 ตาราง
กิโลเมตร ประชากรประมาณ 965,000 คน) โดย 2 ใน 3 รวมเข้ากับเยอรมนี และอีก 1 ใน 3
รวมเข้ากับโปแลนด์ตามผลของการลงประชามติ

สงครามโลกครั้งที่ 1

  • 1.
  • 2.
    สงครามโลกครั้งที่ 1 (World WarI หรือ First World War) • เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของความขัดแย้งระดับโลก หรือเป็นที่รู้จักกันว่า “สงครามครั้งยิ่งใหญ่” (Great War) • สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1914 (พ.ศ. 2457) ถึงปี 1918 (พ.ศ. 2461) ซึ่ง กินระยะเวลา 4 ปี 5 เดือน • คาพูดของวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งดารงตาแหน่งตลอดช่วงที่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี ค.ศ. 1919 ที่กล่าวไว้ อย่างมีความหวังว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 คือ “สงครามเพื่อยุติสงคราม ทั้งมวล” (War to End All Wars) คุณคิดว่าอุดมคตินี้มันจะเป็นไปได้ไหม ?
  • 3.
    สงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) •เป็นความขัดแย้งระหว่างมหาอานาจ 2 ฝ่าย คือ 1) ฝ่ายมหาอานาจกลาง หรือไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ประกอบด้วย ออสเตรีย – ฮังการี จักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิออตโตมัน ราชอาณาจักรบัลแกเรีย 2) ฝ่ายมหาอานาจไตรภาคี (พันธมิตร) (Triple Entente) ประกอบด้วย บริเตนใหญ่ (อังกฤษ) ราชอาณาจักรอิตาลี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จักรวรรดิรัสเซีย และพันธมิตร • ในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีทหารเข้าร่วมรบในสมรภูมิถึง 65 ล้านคน มีทหารเสียชีวิตราว 9 ล้านคน โดยทหารเยอรมันเสียชีวิต 1,950,000 คน รัสเซีย 1,700,000 คน และทหาร ฝรั่งเศส 1,900,000 คน ส่วนพลเรือนนั้นเสียชีวิตหลายสิบล้านคน
  • 4.
    สงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) •การรบเริ่มขึ้นหลังการลอบสังหารมกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย – ฮังการี และสิ้นสุดลง ด้วยความพ่ายแพ้ของมหาอานาจกลาง หรือ Triple Alliance • มีการทาสนธิสัญญาแวร์ซายส์ บังคับให้เยอรมนีและพันธมิตรเสียค่าปฏิกรรมสงคราม ชดใช้จานวนมหาศาลและเสียดินแดนที่เป็นอาณานิคมให้แก่ฝ่าย Triple Entente
  • 5.
  • 6.
    สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 1. ลัทธิชาตินิยม(Nationalism) เป็นความรู้สึกรักและภูมิใจในชาติของตนอย่างรุ่นแรง 2. ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ชาติมหาอานาจในยุโรปได้ขยายอานาจและ อิทธิพลออกไปสู่ดินแดนนอกทวีป 3. การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป (Alliance System) ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่ สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นมหาอานาจยุโรปถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย 4. ความขัดแย้งทางการทหาร และการสะสมอาวุธ ทั้งบางบกและทางทะเล (Militarism) การเจริญเติบโตของลัทธิชาตินิยมและลัทธิจักรวรรดินิยมนาไปสู่ การใช้กองกาลังทหารและสะสมอาวุธทางทหารที่เพิ่มขึ้น
  • 7.
    ผลของการปฏิวัติอุสาหกรรมของโลกตะวันตก ที่เกิดขึ้นทาให้ 1. การเพิ่มของจานวนประชากร 2. การขยายตัวของสังคมเมือง 3.การแสวงหาอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม 4. ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม
  • 8.
    สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 1. ลัทธิชาตินิยม(Nationalism) • การเกิดลัทธิชาตินิยมจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ทาให้เกิดระบบรวมรัฐชาติ สร้างระบบรวมอานาจเข้าสู่ส่วนกลาง รัฐชาติในประเทศยุโรปต่างแสวงหาความเป็น มหาอานาจ ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ • รัฐชาติหมายถึง รัฐหรือประเทศที่ประชาชนมีความรู้สึกผูกพันกัน มีความสามัคคี ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ความรักชาติที่รุนแรงจน เป็นลัทธิชาตินิยม ทาให้เชื่อว่าชาติตนเหนือกว่าชาติอื่น ประเทศของตนเองมีความ ยิ่งใหญ่และประเทศอื่นอ่อนด้อยกว่าตน ผลักดันชาติของตนได้เปรียบชาติอื่นไม่ว่า ด้านเศรษฐกิจ หรือการทหาร นาไปสู่การแข่งขันอานาจกัน จนกลายเป็นสงคราม เช่น สงครามการรวมอิตาลี การรวมเยอรมนี จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1
  • 9.
    สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) 2.ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) • ลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นแนวความคิดของชาติมหาอานาจในยุโรปที่จะขยาย อานาจ และอิทธิพลของตนเข้าครอบครองดินแดนที่ล้าหลังและด้อย ความเจริญในทวีปต่างๆ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและ เศรษฐกิจ เช่น แหล่งวัตถุดิบ และตลาดระบายสินค้า ชาวยุโรปเข้าครอง ดินแดนของชนชาติต่างๆ ในรูปของการล่าอาณานิคม (Colonization) • ลัทธิจักรวรรดินิยมเริ่มจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทาให้ ต้องการแหล่งวัตถุดิบและตลาดสาหรับระบายสินค้าที่ผลิต • มหาอานาจยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ปรัสเซีย (เยอรมนี) เนเธอร์แลนด์ ต่างแข่งขันกัน ขยายอานาจ เพื่อสร้างอาณาจักร โดยการครอบครองดินแดนในทวีปเอเชีย อเมริกากลาง และ อัฟริกา ครอบงาทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เพื่อเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เมืองแม่ ได้เปรียบในการแข็งขันมากขึ้น
  • 10.
    สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) ลัทธิจักรวรรดินิยมมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศต่างๆ ดังนี้ 1. ทาให้ชาติมหาอานาจขัดแย้งในผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้บรรยากาศ ทางการเมืองของโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และนาไปสู่ส่งครามในที่สุด 2. ทาให้ชาติตะวันตกมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการยึดครองดินแดนต่างๆ เป็น อาณานิคมของตน เพราะถือเป็นภาระหน้าที่ของคนผิวขาวที่จะนาอารยธรรมความ เจริญไปเผยแพร่ยังดินแดนที่ล้าหลังและห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ประชากรใน ดินแดนอาณานิคมเกิดการซึมซับในวัฒนธรรม วิถีการดาเนินชีวิต ความคิด และ ค่านิยมแบบตะวันตก
  • 11.
    สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) 3.การแบ่งกลุ่มพันธมิตรยุโรป (Alliance System) • ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นมหาอานาจยุโรป ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย • ฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยเยอรมนี รัสเซียและออสเตรีย-ฮังการี ได้ทาสนธิสัญญา พันธไมตรีไตรภาคี (Triple Alliance) ภายหลังรัสเซียได้ถอนตัวไปและอิตาลีเข้ามา กลุ่มนี้จึงประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี • อีกฝ่ายหนึ่งฝรั่งเศสกับรัสเซีย ได้ทาสนธิสัญญาพันธไมตรีฝรั่งเศส-รัสเซีย ต่อมา อังกฤษได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจึงเกิดเป็นกลุ่มประเทศความตกลงไตรภาคี (Triple Entente)
  • 12.
    กลุ่มพันธมิตร จักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เยอรมัน อิตาลี ออสเตรีย-ฮังการี มหาอานาจทั้ง 2 กลุ่มพยายามที่จะโน้มน้าวให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วม เป็นพันธมิตรของตน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยินยอมกันแข่งกันสะสมกาลังอาวุธ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งที่รุนแรง จึงหาทางออกด้วยการทาสงคราม
  • 14.
    สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) 4.ความขัดแย้งทางการทหาร และการสะสมอาวุธทั้งบางบกและทางทะเล (Militarism) • โดยต่างประเทศต้องการพยายามสร้างอาวุธให้ทัดเทียมชาติศตรู อันเนื่องมาจากความระแวง สงสัย หวาดกลัวซึ่งกันและกัน เช่น เยอรมนี แข่งขันกันด้านอาวุธทางทะเล เยอรมนีแข่งขันกันขยายกาลังพลทางบกกับ ฝรั่งเศส
  • 16.
    จักรวรรดิสาคัญในยุโรปก่อนสงครามใหญ่จะปะทุ : จักรวรรดิอังกฤษหรือจักรวรรดิบริเทน • ในศตวรรษที่19 จักวรรดิอังกฤษนับเป็นมหาอานาจที่น่าเกรงขามมาก ที่สุด โดยเป็นทั้งมหาอานาจทางทะเล มีอาณานิคมโพ้นทะเลมากที่สุด จนได้ชื่อว่า “ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน (The sun never set in the British Empire)” เป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนาและมั่งคั่งที่สุดด้วย
  • 17.
  • 18.
    ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 • การลอบปลงพระชนม์เจ้าชายฟรานซิสเฟอร์ดินานด์ องค์รัชทายาทของจักรวรรดิ ออสเตรีย- ฮังการี โดยฝีมือของกัฟริโล ปรินซิปชาวบอสเนีย ออสเตรีย-ฮังการี ขณะเสด็จประพาสนครหลวงแคว้นบอสเนีย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 จึง ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย โดยมีรัสเซียเข้ามาช่วยเซอร์เบีย เยอรมนีจึงประกาศ สงครามกับรัสเซีย ฝรั่งเศส และอังกฤษเข้าร่วมมือกับรัสเซีย
  • 19.
    หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่1 1. สร้างข้อตกลงแห่งสันติภาพที่ไม่ปิดบัง ตรงไปตรงมา ซึ่งจะทาให้ปราศจากความ เข้าใจส่วนตัวนานาชาติ แต่ควรจะเป็นการทูตที่เปิดเผยและอยู่ในสายตาของ สาธารณชน 2. เปิดเสรีในการเดินทางทางทะเล ซึ่งเป็นเขตน่านน้าสากล ทั้งในยามสงบและยาม สงคราม ยกเว้นแต่ว่าจะถูกปิดกั้นจากการกระทาของนานาชาติเพื่อการดารงไว้ซึ่ง ข้อตกลง นานาชาติ 3. การยกเลิกการกีดกันทางการค้า และการสร้างความเท่าเทียมกันทางการค้า ระหว่างประเทศซึ่งได้ยินยอมในสันติภาพ และมีส่วนร่วมในการดารงรักษามัน ไว้
  • 20.
    หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่1 (ต่อ) 4. ให้ความมั่นใจว่าจะมีการอาวุธยุทธภัณฑ์ของกองทัพนานาชาติลงจนถึงจุดที่ มีความปลอดภัย ต่ากว่าความเสี่ยงของสงคราม และสามารถป้องกันประเทศของตนเองเท่านั้น 5. ให้ความยุติธรรมอย่างทั่วถึงในการจัดการกับอาณานิคมโพ้นทะเลของทุก ประเทศ รวมไปถึง ให้โอกาสและความสาคัญแก่การประกาศเอกราชของชนพื้นเมืองภายใน อาณานิคม ให้มี น้าหนักเท่ากับประเทศแม่ 6. การถอนเอาอาณาเขตปรัสเซียออกไป และรวมไปถึงรกรากของสหภาพโซเวียตนั้นเป็นการ ปลอดภัยและเสรีในความร่วมมือของ นานาชาติที่จะเสนอโอกาสซึ่งไม่ขัดขวางและไม่อยู่ใน ฐานะที่อับอายในการที่มีสิทธิ์เต็มที่ในการใช้อานาจปกครองตัวเอง เพื่อการพัฒนาทางการเมือง และนโยบายแห่งชาติของตัวเอง รวมไปถึงการให้ความรับรองแก่สหภาพโซเวียตที่จะเข้าสู่เวที นานาชาติภายใต้ สถาบันที่ได้จัดตั้งขึ้นมาเอง และนอกจากนั้น ให้ความช่วยเหลือแก่สหภาพโซ เวียตในทุกวิถีทาง การปฏิบัติต่อสหภาพโซเวียตโดยประเทศอื่นๆ ในช่วงเวลาต่อมานั้นก็7เป็น การทดสอบสาหรับจุดประสงค์ของแต่ละประเทศ และเปิดโอกาสให้สหภาพโซเวียตมีความ สนใจของตน ด้วยความใจกว้างและด้วยปัญญา
  • 21.
    หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่1 (ต่อ) 7. เบลเยี่ยมควรจะถูกกาหนดให้ได้รับการฟื้นฟูจากนานาชาติ โดยปราศจากความพยายามที่จะ จากัดเอกราชให้เท่าเทียมกับประเทศเสรีอื่นๆ โดยการกระทาดังกล่าวนั้นจะเป็นการฟื้นฟูความ ไว้วางใจระหว่างประเทศในกฎหมาย ซึ่งพวกเขาได้จัดตั้งเองและตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้าง ความสัมพันธ์กับชาติ อื่นๆ ผลจากการกระทาดังกล่าวจะเป็นการรักษาความมั่นคงของ กฎหมายนานาชาติอีกด้วย 8. ดินแดนของฝรั่งเศสทั้งหมดควรจะได้รับอิสระและฟื้นฟูส่วนที่เสียหายจาก สงคราม และ ความผิดของปรัสเซียต่อฝรั่งเศสในปี 1871 เกี่ยวกับมณฑลแอลซาซ-ลอเรน ซึ่งไม่ได้ชาระ สะสางสันติภาพของโลกมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ควรจะถูกทาให้ถูกต้อง เพื่อให้สันติภาพ ได้รับการดูแลรักษาอย่างมั่นคง 9. ควรจะมีการปรับแนวเขตแดนของประเทศอิตาลีควรจะตั้งอยู่บนแนวเขตแดนของชาติที่ สามารถจาได้
  • 22.
    หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่1 (ต่อ) 10. ประชาชนของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีเดิม ควรจะได้รับการป้องกันและช่วยเหลือ รวมไป ถึงได้รับโอกาสอย่างเสรีที่จะพัฒนาตนเอง 11. โรมาเนีย เซอร์เบียและมอนเตเนโกรควรจะได้รับการฟื้นฟูจากความเสียหายของสงคราม เซอร์เบียมีอาณาเขตทางออกสู่ทะเล และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบอลข่าลต่อกันนั้นตั้งอยู่บน คาแนะนาของชาติ พันธมิตรตามประวัติศาสตร์บนเส้นของความจงรักภักดีและความรักชาติ และนานาชาติสมควรที่จะรับรองความเป็นอิสระทางการเมืองและทางเศรษฐกิจรวมไป ถึง ความมั่นคงในดินแดนของตน 12. ส่วนแบ่งของตุรกีจากจักรวรรดิออตโตมานเดิมควรจะได้รับความช่วยเหลือให้ มีเอกราช แต่ เชื้อชาติอื่นๆ ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การปกครองของตุรกีควรจะได้รับการรับรองถึงความ ปลอดภัย ในชีวิต และโอกาสอย่างเสรีที่จะได้รับการพัฒนาตนเอง และช่องแคบดาร์ดาแนลส์ ควรจะถูกเปิดเป็นเส้นทางเดินเรือเสรีแก่ทุกประเทศ
  • 23.
    หลักการ 14 ข้อที่อเมริกาเสนอในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่1 (ต่อ) 13. รัฐอิสระของโปแลนด์ควรจะถูกสถาปนาขึ้นซึ่งรวมไปถึงดินแดนที่ประชาชน โปแลนด์อาศัย อยู่ ซึ่งควรจะถูกรับรองทางออกสู่ทะเลเป็นของตัวเอง รวมไปถึงความเป็นอิสระทางการเมือง และเศรษฐกิจ และความมั่นคงในดินแดนของตนตามข้อตกลงของนานาชาติ 14. การรวมตัวกันของประชาชาติควรจะถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้พันธะที่แน่นอนเพื่อจุด ประสงค์ที่ สามารถให้ความช่วยเหลือกันได้กับทุกฝ่าย และให้การรับรองแก่รัฐที่มีขนาดเล็กกว่าเทียบเท่า กับตนเอง โดยการจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติขึ้นมา
  • 24.
    อาวุธใหม่ๆ ที่ถูกนามาใช้ในการทาสงครามโลกครั้งที่ 1 •ปืนกล • ปืนใหญ่ • ทุ่นระเบิด • ก๊าซพิษ • เรือดาน้า • เครื่องบินรบ • รถถัง
  • 28.
  • 29.
  • 30.
  • 31.
    ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 1สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1918 โดยฝ่ายเยอรมนีพ่ายแพ้ยอมยุติสงคราม เพื่อขอเจรจาทาสนธิสัญญาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตร ผลของสงครามได้สร้างความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ 2 ฝ่าย คือ 1. ด้านสังคม สงครามโลกครั้งที่ 1 มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทุพพลภาพ และสูญหาย รวมกันไม่ต่ากว่า 40 ล้านคน หลายคนเป็นโรคจิตที่เกิดจากการกลัวภัยสงคราม อีกทั้งเกิดปัญหาชนพลัดถิ่น
  • 32.
  • 33.
  • 34.
  • 35.
  • 36.
  • 37.
    ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) 2.ด้านการเมือง ประเทศมหาอานาจเดิม ได้แก่เยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี และตุรกี เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องทาสนธิสัญญาสันติภาพที่ประเทศผู้ชนะร่างขึ้น 5 ฉบับ คือ 1) สนธิสัญญาแวร์ซายส์ทากับเยอรมนี 2) สนธิสัญญาแซงต์แยร์แมงทากับออสเตรีย 3) สนธิสัญญาเนยยี ทากับบัลแกเรีย 4) สนธิสัญญาตริอานองทากับฮังการี และ 5) สนธิสัญญาแซฟส์ทากับตุรกี (ต่อมาเกิดการปฏิวัติในตุรกีจึงมีการทาสนธิสัญญา ใหม่เรียกว่า “สนธิสัญญาโลซานน์”) และยุโรปโดยรวมอ่อนแอลง
  • 38.
    ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 (ต่อ) 3.ด้านเศรษฐกิจ สงครามครั้งนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลในการผลิตอาวุธใหม่ ๆ ที่มี อานาจทาลายล้างสูงกว่าการทาสงครามในอดีต เช่น รถถัง เรือดาน้า แก๊สพิษ ระเบิด เป็นต้น เพื่อหวังชัยชนะหลังสงครามสิ้นสุดฝ่ายแพ้ต้องจ่ายค่าปฏิกรรม สงคราม ส่วนฝ่ายชนะรับผิดชอบเลี้ยงดูผู้ประสบภัยและบูรณะประเทศจนทาให้ เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่าทั่วโลก ระบบการเงินทั่วโลกกระทบกระเทือน
  • 39.
    ผลกระทบของสงคราม 1. มีการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ (LeagueOf Nations) เพื่อ แก้ปัญหาระหว่างประเทศด้วยสันติวิธี และเพื่อป้องกันการเกิด สงครามในอนาคต 2. เกิดประเทศเอกราชใหม่ ๆ เช่น ยูโกสลาเวีย เชคโกสโลวาเกีย โปแลนด์ ลัทเวีย ลิทัวเนีย เอสโทเนีย 3. แยกฮังการี ออกจาก ออสเตรีย 4. ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และตูรกี เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ ระบบสาธารณรัฐ
  • 40.
    ผลกระทบของสงคราม 5. มีการจัดทาสนธิสัญญาสงบศึกเพื่อเป็นการลงโทษแก่ประเทศผู้แพ้ สงคราม โดยข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายผู้ก่อสงครามผลของสัญญาเช่น ผู้แพ้ ต้องเสียดินแดน เสียอาณานิคม เสียอานาจการปกครองตนเอง เสียอานาจ ทางการค้า และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจานวนมหาศาล ซึ่งกลายมา เป็นสาเหตุและชนวนที่จะนาไปสู่การเกิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ.1939-1945
  • 41.
    องค์การสันนิบาตชาติ (League ofNations) • องค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การกลางระหว่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นตาม สนธิสัญญาแวร์ซาย และสนธิสัญญาอื่น ๆ ที่ทาขึ้นตอนเสร็จสิ้น สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่ง สหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ • โดยได้สถาปนาเป็นองค์การระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 สานักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
  • 42.
  • 43.
    การดาเนินงาน มีองค์กรต่างๆทาหน้าที่และรับผิดชอบ ดังนี้ - สมัชชา(General Assembly) เป็นที่ประชุมใหญ่ประกอบด้วยผู้แทนจาก ประเทศสมาชิกต่างๆ มีสิทธิออกเสียงได้ประเทศละ 1 เสียง - คณะมนตรี (Council) ประกอบด้วยสมาชิกประเภทถาวร คืออังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมณี รัสเซียสาหรับสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็น สมาชิกเพราะมีนโยบายไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการของประเทศยุโรป
  • 44.
    - สานักเลขาธิการ (Secretariat)ทาหน้าที่ธุรการทั่วไป - ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( The International court of Justice) ทาหน้าที่พิจารณากรณีพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก มีสานักงานตั้งอยู่ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ - องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) มีฐานะเป็นองค์กรอิสระ แต่ขึ้นตรงต่อองค์การสันนิบาตชาติโดยตรง
  • 45.
  • 46.
    ข้อสังเกต • ในการก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้าเป็น สมาชิกเพราะต้องปฏิบัติตามลัทธิมอนโร(Monroe Doctrine) ซึ่งมี นโยบายไม่ยุ่งเกี่ยวหรือผูกพันทางการเมืองกับประเทศทางยุโรป นับเป็น ความบกพร่องที่สาคัญที่สุดขององค์การสันนิบาตชาติ
  • 47.
    อุปสรรคขององค์การ • อุปสรรคสาคัญที่สุดอันหนึ่ง คือไม่มีสหรัฐอเมริการ่วมเป็นสมาชิกของ องค์การด้วย สันนิบาตชาติประชุมกันเป็นสมัยประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1939 และหมดสภาพเป็นองค์การระหว่าง ประเทศลงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1946 ทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดได้ โอนไปให้แก่องค์การสหประชาชาติ
  • 48.
    สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty ofVersailles) • เป็นสนธิสัญญาสันติภาพที่จัดทาขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการยุติสถานะสงครามระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและจักรวรรดิเยอรมัน ซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 • ส่วนกลุ่มประเทศฝ่ายมหาอานาจกลางอื่น ๆ ได้มีการตกลงยกเลิกสถานภาพสงครามด้วย สนธิสัญญาฉบับอื่น • ผลจากสนธิสัญญาฯ ได้กาหนดให้จักรวรรดิเยอรมันต้องยินยอมรับผิดในฐานะผู้ก่อสงคราม แต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้ข้อตกลงข้อ 231 (ในภายหลังรู้จักกันว่า "อนุประโยค ความรับผิดในอาชญากรรมสงคราม") และในข้อ 232-248 เยอรมนีถูกปลดอาวุธ ถูกจากัดอาณา เขตดินแดน รวมไปถึงต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่กลุ่มประเทศฝ่ายไตรภาคีเป็นจานวน มหาศาล (ราว 31,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 6,600 ล้านปอนด์)
  • 49.
    กราฟนี้แสดงการเปรียบเทียบจานวนทหารที่เสียชีวิตจากสงครามหลักๆ บางส่วนใน 238ปีที่ผ่านมา โดยแสดงให้เห็นการเสียชีวิตของทหารโดยรวมของแต่ละสงคราม ซึ่งสังเกตเห็นว่า 5 สงครามล่าสุด ยกเว้นสงครามอ่าวที่ได้ก่อให้เกิดการเสียชีวิตจานวนมากกว่าสงครามก่อนหน้านี้
  • 50.
    สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty ofVersailles) (ต่อ) • สนธิสัญญาดังกล่าวได้ถูกบ่อนทาลายด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นภายหลัง ปี ค.ศ. 1932 จนกระทั่งร้ายแรงขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษ 1930 การแก่งแย่งและ เป้าหมายที่ขัดแย้งกันเองของฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามทา ให้ไม่มีฝ่ายใด พอใจผลการประนีประนอมที่ได้มาเลย • การที่ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่รื้อฟื้นความสัมพันธ์หรือทาให้เยอรมนีอ่อนแออย่าง ถาวร ทาให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักซึ่งนาไปสู่ความขัดแย้งในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามโลกครั้งที่ 2
  • 51.
    สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty ofVersailles): มาตรการที่มีต่อเยอรมนี การจากัดทางกฎหมาย • ข้อ 227 แจ้งข้อหาแก่จักรพรรดิแห่งเยอรมนี จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 ในฐานะ ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ นอกจากนี้ยังถูกพิจารณาว่ามีความผิดฐาน อาชญากรรมสงคราม • ข้อ 228-230 ระบุถึงอาชญากรสงครามชาวเยอรมันที่เกี่ยวข้อง • ข้อ 231 ("อนุประโยคความรับผิดในอาชญากรรมสงคราม") ได้ถือว่าเยอรมนีเป็น ฝ่ายเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่ส่งผล ประทบต่อพลเรือนของกลุ่มประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร
  • 52.
    สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty ofVersailles): มาตรการที่มีต่อเยอรมนี การกาหนดกาลังทหาร ตามที่ได้ระบุไว้ในส่วนที่ 5 ของสนธิสัญญาแวร์ซายว่า "ในความพยายาม ที่จะเริ่มต้นการจากัด อาวุธของนานาประเทศนั้น เยอรมนีจาเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ซึ่งปริมาณของ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศจะต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้“ • แคว้นไรน์แลนด์เป็นเขตปลอดทหาร ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกันระหว่าง สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส • กองทัพเยอรมันถูกจากัดทหารเหลือเพียง 100,000 นาย การประกาศระดมพลถูกล้มเลิก • ตาแหน่งทหารชั้นประทวนจะได้ต้องยกเลิกไปเป็นเวลา 12 ปี และตาแหน่งนายทหาร ชั้นสัญญาบัตรจะต้องได้รับการยกเลิกไปเป็นเวลา 25 ปี
  • 53.
    สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty ofVersailles): มาตรการที่มีต่อเยอรมนี การกาหนดกาลังทหาร • ห้ามทาการผลิตอาวุธในเยอรมนี และห้ามทาการครอบครองรถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ เครื่องบินรบและปืนใหญ่ทั้งสิ้น • ห้ามเยอรมนีนาเข้าและส่งออกอาวุธ รวมไปถึงการผลิตและการครอบครองแก๊สพิษ • กาลังพลกองทัพเรือถูกจากัดลงเหลือ 15,000 นาย เรือรบ 6 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 10,000 เมตริกตัน) เรือลาดตระเวน 6 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 6,000 เมตริกตัน) เรือพิฆาตตอร์ปิโด 12 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 800 เมตริกตัน) และเรือยิงตอร์ปิโด 12 ลา (น้าหนักเรือไม่เกิน 200 เมตริกตัน) เยอรมนีห้ามมีเรือดาน้าในครอบรอง • การปิดล้อมทางทะเลต่อเรือถูกสั่งห้าม
  • 54.
    สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty ofVersailles): มาตรการที่มีต่อเยอรมนี การกาหนดพรมแดน • จากสนธิสัญญาแวร์ซาย ได้กาหนดให้เยอรมนีสูญเสียอาณานิคมทั้งหมด รวมไปถึงดินแดน บางส่วนของแผ่นดินแม่ โดยดินแดนที่สาคัญ ได้แก่ ดินแดนปรัสเซียตะวันตก ซึ่งต่อมาได้ กลายเป็นสาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง และยังต้องสูญเสียฉนวนโปแลนด์และทางออกสู่ทะเลบอล ติก นับตั้งแต่ผลของการแบ่งโปแลนด์ และทาให้แคว้นปรัสเซียตะวันออกถูกกีดกันออกไปจาก แผ่นดินเยอรมนีเป็นดินแดนแทรก • ยกดินแดนฮุลทชิน ของอัปเปอร์ซิลีเซีย ให้แก่เชโกสโลวาเกีย (คิดเป็นดินแดน 333 ตาราง กิโลเมตร ประชากรประมาณ 49,000 คน) โดยปราศจากการลงประชามติ • ยกทางตะวันออกของแคว้นอัปเปอร์ซิลีเซียให้แก่โปแลนด์ (คิดเป็นดินแดน 3,214 ตาราง กิโลเมตร ประชากรประมาณ 965,000 คน) โดย 2 ใน 3 รวมเข้ากับเยอรมนี และอีก 1 ใน 3 รวมเข้ากับโปแลนด์ตามผลของการลงประชามติ