Recommended
PDF
DOC
PDF
68141 สงครามโลกครั้งที่ 2
PDF
ความขัดแย้งและความร่วมมือ
PDF
ความขัดแย้งและการประสานประโยชน์
PPT
PPT
PPT
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
PDF
PDF
PPTX
PPTX
ความขัดแย้ง ( สงครามโลกครั้งที่ 1 / สงครามโลกครั้งที่ 2 / สงครามเย็น )
PPTX
PDF
PPT
PPT
PPTX
DOCX
PDF
เปรียบเทียบสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
DOCX
DOCX
More Related Content
PDF
DOC
PDF
68141 สงครามโลกครั้งที่ 2
PDF
ความขัดแย้งและความร่วมมือ
PDF
ความขัดแย้งและการประสานประโยชน์
PPT
PPT
PPT
Similar to สงครามโลก (อ.จำนงค์)
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
PDF
PDF
PPTX
PPTX
ความขัดแย้ง ( สงครามโลกครั้งที่ 1 / สงครามโลกครั้งที่ 2 / สงครามเย็น )
PPTX
PDF
PPT
PPT
PPTX
DOCX
PDF
เปรียบเทียบสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
More from นายจำนงค์ เขตเมืองมูล
DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
สอบเก็บคะแนน เศรษฐศาสตร์ 20 คะแนน
สงครามโลก (อ.จำนงค์) 1. หน่วยที่ 8
สงครามโลกครั้งทหี่นึ่งและการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
แผนการสอนประจาหน่วย
ชุดวิชา สังคมโลก
หน่วยที่8 สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ตอนที่
8.1 สภาพทั่วไปและสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.2 ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อสังคมโลก
8.4 สังคมโลกหลังสงครามครั้งที่หนึ่ง
แนวคิด
1. กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สังคมโลกมีสภาพอนาธิปไตย
อันเป็นผลจากการที่ประเทศมหาอา นาจตา่ง ๆ
แขง่ขันกนัแสวงหาอาณานิคมและรวมกลุ่มเผชิญหน้ากนัโดยมหาอา นาจตา่งใช้อา นาจ
ของตนขยายอา นาจและอิทธิพลของตน
โดยไมค่า นึงถึงกฎเกณฑ์หรือธรรมเนียมระหวา่งประเทศใด ๆ
สภาพระหวา่งประะเทศดังกลา่วนี้เป็นสาเหตุสาคัญของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
2. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีขอบขา่ยกวา้งขวาง และความรุนแรงมากวา่สงครามครั้งกอ่น
ๆ รวมทั้งกอ่ความเสียหายอยา่งมากแกป่ระเทศตา่ง ๆ ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
เนื่องจากมีประเทศที่เข้าร่วมในการสงครามครั้งนี้ถึง 27 ประเทศ
และมีการนาอาวุธใหม่ๆ ใช้ในการทา สงครามตอ่กนั
จึงทา ให้ประเทศผู้ชนะต้องการลงโทษผู้แพ้อยา่งรุนแรงและยังผลให้สนธิสัญญาสันติภ
าพหรือสนธิสัญาแวร์ซายส์
ซึ่งผู้ชนะทา ขึ้นสร้างความเคียดแค้นให้แกช่าวเยอรมนัอยา่งมาก
3. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งส่งผลกระทบตอ่สังคมโลกอยา่งมากทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
สังคม การเมือง และจิตวิทยา
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งภูมิภาคยุโรปซึ่งเป็นสมรภูมิของสงครามได้รับผลกระทบมากกวา่ภู
มิภาคอื่น ซึ่งอยูห่่างจากสมรภูมิของสงคราม
4. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ทา ให้นานาประเทศตระหนักถึงความจา เป็นที่จะต้องร่วมมือ
กนัเพื่อความมนั่คงร่วมกนั แตแ่ล้วสังคมโลกก็ต้องประสบความผิดหวงั
เมอื่หลายประเทศไมเ่ต็มใจจะใช้องค์การกลางระหวา่งประเทศเป็นเครื่องมือในการรัก
2. ษาสันติภาพและป้องกนัสงคราม
ยงัผลให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการป้องกนัมิให้สงครามโลกค
รั้งที่สองเกิดขึ้น
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาหน่วยที่ 8 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายสักษณะของสภาพการณ์ระหวา่งประเทศกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
2. วิเคราะห์สาเหตุที่นาไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
3. วิเคราะห์ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตอ่สังคมโลกได้ทุกด้าน
4. อธิบายสาเหตที่ทา ให้สันนิบาติชาติประสบความล้มเหลวในการรักษาสันติภาพของนา
นาชาติและป้องกนัสงครามได้
กิจกรรมการเรียน
1. ทา แบบประเมินผลตนเองกอ่นเรียนหน่วยที่ 8
2. ศึกษาเอกสารการสอนตอนที่ 8.1 – 8.4
3. ปฏิบัติกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายในเอกสารการสอน
4. ฟังรายการวิทยุกระจายเสีย
5. ชมรายการวิทยุโทรทัศน์
6. เข้ารับการสอนเสริม ณ ศูนย์บริการการศึกษา
7. ทา แบบประเมินผลตนเองหลังการเรียนหน่วยที่ 8
สื่อการสอน
1. เอกสารการสอนหน่วยที่ 8 ตอนที่ 8.1 –8.4
2. แบบฝึกปฏิบัติประจา หน่วยที่ 8
3. เทปตลับประกอบชุดวิชา
4. รายการวิทยุกระจายเสียง
5. รายากรวิทยุโทรทัศน์
ประเมินผล
1. ประเมินผลตนเองกอ่นเรียนและหลังเรียน
2. ทา กิจกรรมและแนวตอบท้ายเรื่อง
3. การสอบไลป่ระจา ภาคการศึกษา
เมื่ออ่านแผนการสอนแล้ว ขอให้ทา แบบประเมินผลตนเองก่อนเรียนหน่วยที่8
ในแบบฝึกปฏิบัติก่อน แล้วจึงศึกษาเอกสารการสอนต่อไป
3. ตอนที่ 8.1
สภาพการณ์ทวั่ไปและสาเหตุของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตอนที่ 8.1 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
8.1.1 สภาพการณ์ทั่วไปกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.1. 2 โครงสร้างของสังคมโลกกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แนวคิด
1. สภาพการณ์ของสังคมโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีลักษณะอนาธิปไตยไร้
กฎเกณฑ์
2. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสงครามที่มีขอบเขตกว้างขวางและมีความร้ายแรงมากกวา่
สงครามครั้งกอ่น ๆ
3. สาเหตุสาคัญของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมี 3 ประการ คือ
การแขง่ขันกนัแสวงหาอาณานิคมของประเทศมหาอา นาจ
การรวมกลุม่เผชิญหน้ากนัของประเทศมหาอานาจ
และความรู้สึกชาตินิยมของชนกลุ่มน้อยในยุโรป
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 8.1 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
2. อธิบายสภาพการณ์ของสังคมโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
3. อธิบายโครงสร้างของสังคมโลกกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
4. อธิบายสาเหตุที่ทา ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
ความนา
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งระเบิดขึ้นเมื่อวนัที่ 2 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1 9 1 4
และสิ้นสุดลงเมื่อวนัที่ 1 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1 9 1 8 รวมเวลากวา่ 4 ปี 3 เดือน
เริ่มแรกเป็นสงครามระหวา่งประเทศจักรวรรดินิยมด้วยกนั แตภ่ายหลังมีประเทศอื่นเข้ามาร่วมด้วย
จึงเป็นสงครามที่มีขอบเขตกวา้งขวาง โหดร้ายและสิ้นเปลืองมากกวา่สงครามในครั้งกอ่น ๆ
อยา่งมาก ดังจะเห็นได้วา่มีประเทศที่เกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้ถึง 2 7 ประเทศ
แบง่ออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายมหาอานาจกลาง ( Cen t r al P ower ) ประกอบด้วย 4 ประเทศคือ
ออสเตรีย ฮังการี เยอรมนี และบัลแกเรีย ฝ่ายสัมพันธมิตร คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส รุสเซีย อิตาลี
เป็นแกน พร้อมกับมิตรประเทศอื่น ๆ เชน่ สหรัฐอเมริกาและไทย รวม 2 3 ประเทศ
สงครามครั้งนี้คร่าชีวิตทหารของทั้งสองฝ่ายไปประมาณ 8 ล้าน 6 แสนคน และบาดเจ็บอีกประมาณ
2 1 ล้าน 3 แสนคน และทั้งสองฝ่ายเสียคา่ใช้จา่ยไปกวา่ 3 3 8 , 0 0 0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
4. สงครามครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยการที่ฝ่ายมหาอา นาจกลางเป็นฝ่ายพา่ยแพ้
และฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ
โดยฝ่ายชนะได้เรียกร้องให้ฝ่ายแพ้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในและปลดปล่อยอาณานิค
มของตนให้เป็นอิสระ รวมทั้งใช้คา่ปฏิกรรมสงครามแกผู่้ชนะด้วย
จึงยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคมโลกอยา่งมาก
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งเปลี่ยนแปลงในฐานแห่งอา นาจของทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
สภาพการณ์ทั่วไปในห้วงเวลากอ่นที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะระเบิดขึ้นในเดือนกรกฎาค
ม ค .ศ . 1914
มีส่วนสาคัญอยา่งมากที่ส่งผลให้เกิดสงครามที่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมหลายส่วนของโลก
โ ด ย มีป ร ะ เ ท ศ ต่า ง ๆ ใ น ห ล า ย ส่ว น ข อ ง โ ล ก เ ข้า ร่ว ม ด้ว ย ถึง 27 ป ร ะ เ ท ศ
แ ล ะ ท า ใ ห้ส ง ค ร า มร ะ ห ว่าง ป ร ะ เ ท ศ ค รั้ง นี้มีลัก ษ ณ ะ เ ป็น “ส ง ค ร า มโ ล ก ”
และดังจะชี้ให้เห็นตอ่ไปวา่ ปรากฎการณ์สาคัญที่สุดในระยะนั้นที่เป็นชนวนนาไปสู่สงครามโลก
ก็ คื อ ก า ร แ ข่ง ขั น กัน แ ส ว ง ห า อ า ณ า นิ ค ม แ ล ะ ต ล า ด สิ น ค้ า
และการรวมกลุ่มเผชิญหน้ากนัของประเทศมหาอานาจในสมยันั้นซึ่งล้วนเป็นประเทศจักรวรรดินิย
มทั้งนั้น
เรื่องที่ 8.1.1 สภาพการณ์ทวั่ไปก่อนสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
นับตั้งแตที่่อิตาลีและเยอรมนีรวมประเทศได้สาเร็จในปี ค.ศ. 1821 และ ค.ศ. 1870
ซึ่งยังผลให้ทั้งสองประเทศมีกา ลังเข็มแข็งทัดเทียมมหาอา นาจอื่นในขณะนั้น แตท่ั้งสองประเทศ
ยังไมมี่อาณานิคมเป็นของตนเองจึงมุง่แสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกา และมหาสมุทรแปซิฟิก
แขง่กบัมหาอา นาจอื่นอยา่งจริงจัง ซึ่งปรากฏผลดังนี้
1. อังกฤษ ได้ดินแดนหลายส่วนในแอฟริกาเป็นอาณานิคม คือ ไนจีเรีย
โกลด์โคสต์ เซียราเลโอน ซึ่งอยูท่างตะวนัตกของทวีปแอฟริกา สหภาพแอฟริกา และยูกนัดา
แอฟริกาตะวนัออก และโซมาเลีย ซึ่งอยูท่างตะวนัตกของทวีปแอฟริกา
นอกจากนั้นอังกฤษยังเข้ายึดครองอียิปต์และซูดาน เป็นดินแดนในอารักขาอีกด้วย
ส่วนในอาณาบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก อังกฤษได้อาณานิคมหลายแห่ง เชน่ ออสเตรเลีย
นิวซีแลนด์ มาลายา สิงคโปร์ บอร์เนียวเหนือ เกาะโซโลมอน และดินแดนอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
2. ฝรั่งเศส
ได้ดินแดนหลายส่วนในทวีปแอฟริกาเป็นอาณานิคม คือ แอลจีเรีย แอฟริกาตะวนัตก คองโก
และเกาะมาดากสัการ์ และอีกหลายส่วนในเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก เชน่ อินโดจีน
เกาะคาเลโดเนีย และดินแดนอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
3. เยอรมนี ได้ดินแดนหลายส่วนในทวีปแอฟริกาเป็นอาณานิคม เชน่
แอฟริกาตะวนัตกเฉียงใต้ ซึ่งติดกบัสหภาพแอฟริกาของอังกฤษ และแอฟริกาตะวนัออกเฉียงใต้
5. ซึ่งติดกบัแอฟริกาตะวนัออกของอังกฤษ และแคเมอรูน ซึ่งติดกบัคองโกของฝรั่งเศส
และพยายามแขง่กบัฝรั่งเศสในการขยายอิทธิพลเข้าไปในโมร็อกโกซึ่งยังเป็นเอกราช
นอกจากนั้นเยอรมนียังได้อาณานิคมในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่หมูเ่กาะมาร์แชลล์ คาโรไลน์
และมาเรียนา ซึ่งอยูเ่หนือเส้นศูนย์สูตร และหมูเ่กาะบิสมาร์ก
นิวกินีตะวนัออกซึ่งอยูติ่ดกบันิวกินีตะวนัออกของอังกฤษ และเกาะซามวัตะวนัตก
ซึ่งอยูใ่ต้เส้นศูนย์สูตร
4. อิตาลี ได้ดินแดนทางเหนือของทวีปแอฟริกาเพียง 2 แห่ง เป็นอาณานิคม คือ ลิเบีย
และออสเตรีย จึงอยากจะได้ดินแดนอื่น ๆที่ยังไมเ่ป็นของมหาอา นาจใดเป็นอาณานิคมอีก คือ
อบิสเนีย (เอธิโอเปีย) ซึ่งยังเป็นเอกราชอยูใ่นขณะนั้นแตไ่มป่ระสบผลสาเร็จ
นอกเหนือจากแขง่ขันกบัอังกฤษและฝรั่งเศสในการแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาแล
ะมหาสมุทรแปซิฟิกดังกลา่วแล้ว
ทั้งเยอรมนีและอิตาลีพยายามขยายอิทธิกลเข้าไปในอาณาบริเวณตะวนัออกกลาง
ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมนัอันออ่นแอ และเป็นที่หมายปองของอังกฤษ ฝรั่งเศส
และรุสเซีย อยูก่อ่นแล้ว
ยิ่งกวา่นั้นเยอรมนีได้พยายามขยายตลาดการค้าของตนในจีนแขง่กบัอังกฤษและฝรั่งเศสอีกด้วย
โดยได้เชา่อา่วเกียวเจาจากจีนพื่อใช้ประโยชน์ในการค้าเป็นเวลา 99 ปี
5. ญี่ปุ่น
ซึ่งเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่พัฒนาประเทศได้เร็ว
และพยายามที่จะแสวงหาอาณานิคมกบัเขาเหมือนกนั กลา่วคือ
ในขณะที่เยอรมนีและอิตาลีแขง่กนักบัอังกฤษและฝรั่งเศส ในการหาอาณานิคมและตลาดการค้า
ญี่ปุ่นซึ่งได้กลายเป็นมหาอา นาจในเอเชียตะวนัออกหลังจากรบชนะจีนในปี ค.ศ. 1895
และชนะรุสเซียในปี ค.ศ. 1905 ทา ให้ญี่ปุ่นได้ดินแดนเพิ่ม คือ เกาะไต้หวนัจากจีน
และเกาะแซคาลินตอนใต้จากรุสเซีย
หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้พยายามที่แผอิ่ทธิพลเข้าไปในคาบสมุทรเกาหลีและแมนจูเรียของจีน
6. รุสเซีย หลังจากพา่ยแพ้ญี่ปุ่นในสงครามปี ค.ศ. 1905
และต้องถอยจากเอเชียตะวนัออกรุสเซียจึงหันไปในเปอร์เชีย (อิหร่าน) แหลมบอลขา่น
และตะวนัออกกลางจึงต้องเผชิญหน้ากบัออสเตรีย – ฮังการี ในแหลมบอลขา่น
และแขง่กบัเยอรมนีในตะวนัออกกลาง และแขง่กบัอังกฤษในเปอร์เชีย
7. ตุรกี เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิออตโตมนั
ซึ่งเป็นประเทศมหาอา นาจเหมือนกนัมีอา นาจอธิปไตยเหนือดินแดนในตะวนัออกกลางและบางส่ว
นของแหลมบอลขา่น แตเ่นื่องจากมีปัญหาในการปกครองภายในประเทศอยู่มาก
จึงมีความออ่นแอและรบแพ้ประเทศอื่นอยูเ่รื่อย ๆ
6. ยังผลให้ตุรดีหมดสภาพของการเป็นมหาอา นาจแหละมีผู้เรียกตุรกีวา่เป็น “คนป่วยแห่งยุโรป”
เนื่องจากอังกฤษและรุสเซียสนใจที่จะขยายอิทธิพลมายังตะวนัออกกลาง
ตุรกีจึงมองเยอรมนีเป็นมิตร และมองอังกฤษและรุสเซียเป็นศัตรู
8. ออสเตรีย – ฮังการี เป็นมหาอา นาจอีกประเทศหนึ่ง
ที่ปกครองชนเชื้อชาติอื่นหลายเชื้อชาติอยูแ่ล้ว
ได้พยายามที่จะขยายอิทธิพลเข้าครอบงาประเทศเล็กอื่น ๆ ที่อยูใ่กล้ตนในแหลมบอลขา่น
เชน่ได้ผนวกเอาแควน้บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา ซึ่งมีชาวเซอร์เบียอาศัยอยู่มากมาเป็นของตนในปี
ค.ศ. 1878 และเมอื่ออสเตรีย – ฮังการี พยายามจะขยายอิทธิพลเข้าครอบงาประเทศอื่น ๆ
ของแหลมบอลขา่นอีก รุสเซียซึ่งไมพ่อใจการกระทา ของออสเตรีย –ฮังการีอยูแ่ล้ว
จึงพยายามขัดขวาง พร้อมกบัพยายามปลุกความรู้สึกชาตินิยมของชนชาวเซอร์เบีย
และชนกลุม่น้อยที่อยูภ่ายใต้อิทธิพลของออสเตรีย – ฮังการี ให้ตอ่ต้านออสเตรีย – ฮังการี
9. สหรัฐอเมริกา
เป็นมหาอา นาจอีกประเทศหนึ่งที่พยายามแผ่อิทธิพลครอบงาดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะในอเมริกาใต้
และหลังจากรบชนะในสเปนในปี ค.ศ. 1899
สหรัฐอเมริกาได้เอาพิลปปินส์เป็นอาณานิคมและใช้เป็นฐานในการขยายการค้าไปยังจีน
อาจกลา่วได้วา่
ปรากฏการณ์ของการแขง่ขันการแสวงหาอาณานิคมและขยายอิทธิพลของประเทศมหาอา นาจ
ได้ทา ให้สถานการณ์ของโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตกอยุใ่นสภาพที่เรียกวา่
อนาธิปไตยระหวา่งชาติ
โดยที่กฎหมายหรือศีลธรรมระหวา่งประเทศไมอ่าจยับยั้งมิให้มหาอา นาจใช้สงครามเป็นเครื่องมือใ
นการขยายดินแดนและอิทธิพล
และโดยเหตุที่มหาอา นาจแตล่ะประเทศตา่งรู้สึกไมป่ลอดภัยที่จะอยู่อยา่งโดดเดี่ยว
และเผชิญหน้ากบัคูแ่ขง่ขันตามลา พัง จึงพยายามขจัดผลประโยชน์ที่ขัดกนั
และร่วมมือกนัเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกนั ดังจะเห็นได้วา่ อังกฤษ ฝรั่งเศส
และรุสเซียได้ทา ความตกลงร่วมกนั ที่จะชว่ยเหลือกนัในกรณีที่ถูกประเทศอื่นโจมตี
ซึ่งนักประวตัิศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้วา่ ความเข้าใจสามฝ่าย (Triple Entente) ส่วนเยอรมนี
อิตาลี และออสเตรีย – ฮังการี ก็ทา สัญญาพันธไมตรีต่อกนั
โดยมีวตัถุประสงค์เพื่อชว่ยเหลือกนัเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี
นักประวตัิศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้วา่ พันธมิตรสามฝ่าย (Triple Alliance)
ปรากฏวา่การรวมกลุ่มของประเทศตา่ง
ๆดังกลา่วได้กอ่ให้เกิดความตึงเครียดระหวา่งประเทศในยุโรปมากขึ้นอีก
7. เรื่องที่ 8.1.2 โครงสร้างของสังคมโลกก่อนเกิดสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
สภาพการณ์ที่ได้กลา่วมาข้างต้นเป็นผลมาจาก การที่ประเทศเยอรมนี อิตาลี
รวมประเทศได้สาเร็จ และขยายอา นาจของตนในการแสวงหาอาณานิคม
ทา ให้กลายเป็นประเทศมหาอา นาจ ส่วนญี่ปุ่นและสหรัฐก็ได้ขยายดินแดน
เพิ่มกา ลังอาวุธและขยายกา ลังทางเรือเป็นอยา่งมาก
จึงทา ให้โครงสร้างของสังคมโลกกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีลักษณะสาคัญดังนี้
1. มหาอา นาจเพิ่มขึ้นอีก 4 ประเทศ คือเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
โดยสามประเทศแรกพยายามแขง่ขันกับมหาอา นาจเกา่ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย
ในการแสวงหาอาณานิคมและหาตลาดการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนสหรัฐอเมริกาไมแ่ขง่ขันกบัมหาอา นาจเกา่โดยตรง
และพยายามป้องกนัมิให้มหาอา นาจเกา่ไปท้าทายอิทธิพลของตนในอเมริกาใต้ 2.
ประเทศที่ออ่นแอในแอฟริกาและเอเชียถูกประเทศมหาอา นาจยึดครองเป็นอาณานิคมเกือบหมด
ส่วนประเทศที่ยังเหลือเป็นเอกราชในเอเชีย เชน่
จีนและไทยก็ต้องยอมปฏิบัติตามสัญญาอันไมเ่ป็นธรรมที่ประเทศมหาอา นาจบังคับให้รับ เชน่
จีนต้องยอมให้ประเทศมหาอา นาจเชา่ดินแดนของตนใช้เป็นเขตการค้านานถึง 99 ปี
ส่วนไทยก็ไมอ่าจเก็บภาษีสินค้าขาเข้าจากตา่งประเทศได้เกินกวา่ร้อยละ 3
และต้องยอมให้กงสุลตา่งประเทศมีอา นาจพิจารณาคดีที่คนของเขากระทาผิดในดินแดนไทย
3. ประเทศมหาอา นาจในยุโรปได้พยายามรวมกลุ่มกนัเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกนัและ
ตอ่ต้านกลุม่อื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน โดยตา่งพร้อมที่จะใช้กา ลังทา สงครามต่อกนั
จึงยังผลให้เกิดความตึงเครียดตลอดเวลา
4.
กฎหมายและศีลธรรมระหวา่งประเทศไมส่ามารถให้หลักประกนัความมนั่คงปลอดภัยแกส่มาชิกขอ
งสังคมโลกในระยะกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้เลย
ทั้งนี้ก็เพราะประเทศที่มีกา ลังเข้มแข็งตา่งพยายามที่ใช้พลังอา นาจของตนรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่
า และขยายดินแดนของตนอยูเ่สมอ ดังจะเห็นได้วา่ ในระยะ 10 ปี
กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีวิกฤตการณ์และสงครามระหวา่งประเทศเกิดขึ้นหลายครั้ง
เชน่
1. วิกฤตการณ์โมร็อกโก
วิกฤตการณ์นี้เกิดจากการที่กษัตริย์ไกเซอร์แห่งเยอรมนีเดินทางไปเยี่ยมโมร็อกโก
อันเป็นการแสดงการคัดค้านความพยายามของฝรั่งเศสทจ่ะเข้ายึดครองโมร็อกโก
เป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส การกระทา ครั้งนี้ของเยอรมนีทา ให้ฝรั่งเศสไมพ่อใจมาก
8. และทา ให้ต้องมีการจัดการประชุมนานาชาติขึ้นที่สเปน เพื่อยุติวิกฤตการณ์ในปี ค.ศ. 1906
โดยที่ประชุมครั้งนี้ยอมให้ฝรั่งเศสให้ความอารักขาแกโ่มร็อกโกได้ แตเ่ยอรมนีไมย่อมรับ
และพยายามที่จะแผอิ่ทธิพลเข้าไปในโมร็อกโกให้ได้ โดยได้ส่งเรือรบเข้าไปที่เมืองทา่อากาดีร์
เป็นเมืองเกา่ ซึ่งทา ให้เกือบเกิดสงครามระหวา่งสองประเทศ
และทา ให้หลายประเทศพยายามไกลเ่กลี่ย
ในที่สุดหลังจากฝรั่งเศสยอมที่จะให้เยอรมนีได้ดินแดนบางส่วนในคองโกของฝรั่งเศส
เยอรมนีจึงยอมรับรองอธิปไตยของฝรั่งเศสเหนือโมร็อกโก
2) สงครามในแหลมบอลขา่น
สงครามในแหลมบอลขา่นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ระหวา่งบัลแกเรีย เซอร์เบีย และกรีซ ฝ่ายหนึ่ง
กบัตุรกีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งฝ่ายแรกชนะและยึดเอาดินแดนของตุรกีในยุโรปไปแบง่กนั
แตภ่ายหลังฝ่ายชนะทะเลาะกนัเอง จึงทา ให้เกิดสงครามในแหลมบอลขา่นอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ.
1913 ระหวา่งกรีซ เซอร์เบีย โรมาเนีย และตุรกีฝ่ายหนึ่งกบับัลแกเรียอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งปรากฏวา่ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายชนะ ยังผลให้ตุรกีได้ดินแดนของตนในยุโรปคืนมาบ้าง
วิกฤตการณ์ตา่ง ๆ เหลา่นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้วา่ หลายประเทศถือวา่
การใช้สงครามเป็นประโยชน์มากกวา่เป็นโทษ เพราะถ้าชนะก็ได้ดินแดนเพิ่ม
และถ้าแพ้ก็มีโอกาสแกตั้วเพื่อดินแดนที่เสียไปคืนมา ฉะนั้นจึงกลา่วได้วา่
สังคมโลกในระยะกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นสังคมที่อยูใ่นสภาวะอนาธิปไตย ไร้กฎหมาย
และศีลธรรม สาหรับเป็นหลักในการดา เนินความสัมพันธ์ระหวา่งสมาชิกในสังคม
ซึ่งอาจกลา่วอีกอยา่งหนึ่งได้วา่ สังคมโลกกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสังคมที่ยอมรับวา่
อา นาจคือธรรม (Might is Right) ซึ่งมีความหมายวา่ ผู้มีอา นาจจะเป็นฝ่ายถูกเสมอ
9. เรื่องที่8.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
แม้วา่การแขง่กนัแสวงหาอาณานิคมระหวา่งมหาอา นาจ
จะไมท่า ให้เกิดการประทะกนัด้วยกา ลัง
แตก่ารที่ประเทศมหาอา นาจเหลา่นี้ยังต้องการที่จะขยายดินแดนของตนเรื่อยไปโดยดไมห่ยุดยั้งได้
ทา ให้มีการรวมกลุ่มกนั
เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกนัและต่อต้านฝ่ายที่มีผลประโยชน์ขัดกับพวกกตน
และยังผลให้เกิดความตึงเครียดและความระแวงระหวา่งกนั นอกจากนั้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ
แสดงให้เห็นวา่ การใช้กา ลังเป็นเครื่องมือที่ให้ประโยชน์ในการขยายดินแดนและอิทธิพล
ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นอีก
แตล่ะฝ่ายจึงไมรี่รอที่จะใช้กา ลังเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามยอมตามที่ตนต้องการ
หรือเสี่ยงทา สงครามกบัตน ดังจะชี้ให้เห็นตอ่ไปนี้
ในวนัที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 อาร์ช ดยุค ฟรานซิส เฟอร์ดินานด์ (Archduke Francis
F er d in an d) รัชทายาทของออสเตรียและชายาถูกลอบยิงถึงแกค่วามตายที่ซาราเจโว (S ar ajevo )
นครหลวงแควน้บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา โดยนักชาตินิยมชาวเซอร์เบีย
ซึ่งประสงค์จะเอาแควน้ทั้งสองไปรวมกบัเซอร์เบีย
ออสเตรียซึ่งได้รับการสนับสนุนอยา่งเต็มที่จากเยอรมนี
และเชื่อวา่รัฐบาลเซอร์เบียรู้เรื่องการลอบยิงครั้งนี้ จึงยื่นคา ขาดให้เซอร์เบียตอบภายใน 48 ชั่วโมง.
1 .
โดยเรียกร้องให้เซอร์เบียหยุดโฆษณาปลุกปั่นชนกลุ่มน้อยที่อยูภ่ายใต้การครอบครองของออสเตรีย
และ 2 .
ยอมให้ตา รวจหรือทหารออสเตรียเข้าไปสืบสวนแผนสังหาร
แตเ่นื่องจากเซอร์เบียอาจจะได้รับการสนับสนุนจากรุสเซียวา่จะชว่ยเหลือถ้าถูกรังแก
ยอมรับคา ขาดในข้อแรก และไมย่อมรับในข้อสอง และการเจรจาตอ่รองไมเ่ป็นที่ตกลงกนั
ออสเตรียจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย ในวนัที่ 2 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1 9 1 4
และในวนันั้นเองรุสเซียประกาศระดมพลเต็มอัตราศึกเพื่อชว่ยเซอร์เบีย แม้วา่เยอรมนี
จะพยายามป้องกนัสงครามมิให้ขยายวงกวา้ง
โดยการขอให้รุสเซียชะลอการระดมพลเพื่อเข้าชว่ยเซอร์เบีย
แตเ่นื่องจากผู้นาฝ่ายทหารในรุสเซียเกรงวา่จะถูกเยอรมนีโจมตีกอ่นจึงชะลอการระดมเพียงชั่วคราว
และกลับเร่งระดมพลเต็มอัตราศึกในระยะตอ่มา ในที่สุดเยอรมนีก็ระดมพลบ้าง
หลังจากที่ไมส่ามารถทา ให้รุสเซียหยุดระดมพลในวนัที่ 1 สิงหาคม
และประกาศสงครามกับรุสเซียในวนัเดียวกนันี้
ฝ่ายฝรั่งเศสซึ่งสนับสนุนพันธมิตรรุสเซียตลอดเวลา
10. และเกรงวา่จะถูกเยอรมนีโจมตีจึงประกาศระดมพลบ้างในวนัเดียวกนั
ยังผลให้เยอรมนีประกาศสงครามกบัฝรั่งเศสในวนัที่ 3 สิงหาคม
ส่วนอังกฤษนั่นตอนแรกยังลังเลวา่จะชว่ยฝรั่งเศส ดีหรือไม่
แตต่่อมาตัดสินใจประกาศสงครามกบัเยอรมนีในวนัที่ 4 สิงหาคม
หลังจากที่เยอรมนีละเมิดสนธิสัญญาค้า ประกนัความเป็นกลางของเบลเยี่ยม โดยการบุกประเทศนั้น
เพื่อใช้เป็นทางผา่นไปโจมตีฝรั่งเศส ทั้ง ๆ ที่เยอรมนีก็เป็นภาคีของสนธิสัญญานี้กลับอ้างวา่มนัเพียง
“เศษกระดาษ” เทา่นั้น อันเป็นข้ออ้างที่ทา ให้ประชาชนชาวอังกฤษโกรธแค้นมาก
และสนับสนุนรัฐบาลของเขาให้ทา สงครามกบัเยอรมนีอีก 2 วนัตอ่มาคือ ในวนัที่ 6 สิงหาคม
ออสเตรียประกาศสงครามกบัรุสเซีย
สรุปได้วา่ ในวนัที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ประเทศที่ร่วมทา “ความเข้าใจสามฝ่าย” อันได้แก่
อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย ได้ร่วมมือกนัทา สงครามตอ่ต้านเยอรมนี และออสเตรีย – ฮังการี
อันเป็นสมาชิกของกลุ่ม “พันธมิตรสามฝ่าย” อันมีเยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี และอิตาลี
โดยอิตาลีประกาศวางตนเป็นกลาง
เนื่องจากไมพ่อใจออสเตรียที่ครอบครองดินแดนบางส่วนที่อิตาลีถือวา่ควรเป็นของตน
และหลังจากที่อังกฤษและผรั่งเศสสัญญาวา่จะให้ดินแดนนั้นแกอิ่ตาลีถ้า อิตาลีจะร่วมมือกับตน
อิตาลีจึงประกาศสงครามกบัเยอรมนี และออสเตรียในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1 9 1 5
อันเป็นการหักหลังมิตรอยา่งแจ้งชัด
นอกเหนือจากประเทศดังกลา่วแล้ว ยังมีประเทศอื่นที่เข้าร่วมในการสงครามครั้งนี้
ที่ควรกลา่วถึงคือ ญี่ปุ่นเข้าข้างสัมพันธมิตรในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 ตามมาด้วยโรมาเนียในปี
ค.ศ. 1916 สหรัฐอเมริกาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1917 และประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1917
ส่วนฝ่ายมหาอา นาจกลางนั้นมีประเทศที่เข้าร่วมมือด้วย คือตุรกีในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1 9 1 4
ตามมาด้วยบัลแกเรียในปี ค.ศ. 1 9 1 5
อาจกลา่วได้วา่
ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบฝ่ายมหาอา นาจกลางทั้งในด้านทรัพยากรมนุษญ์และทรัพยากรธรรมชาติ
ที่มีอยูภ่ายในประเทศและอาณานิคม กลา่วคือ ในขณะที่ฝ่ายมหาอา นาจกลาง อันได้แก่เยอรมนี
ออสเตรีย – ฮังการี และตุรกี ได้เปรียบในข้อที่อยูใ่กล้กนั มีประชากรรวมกนั 1 5 0 ล้านคน
ฝ่ายสัมพันธมิตร 4 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส รุสเซีย และอิตาลี
แม้จะอยูห่่างกนัแต่มีประชากรรวมกนั 125 ล้านคน และยังมีประชากรในอาณานิคมอีกเกือบ 400
ล้านคน
รวมทั้งสามารถติดตอ่กับโลกภายนอกเพื่อแสวงหาทรัพยากรมาใช้เพื่อการสงครามได้สะดวกกวา่ม
หาอา นาจกลางอย่างมาก
จากที่กลา่วมาแล้วทั้งหมด เราอาจสรุปสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ดังนี้ คือ
11. 1. การแขง่ขันแสวงหาอาณานิคม และขยายอิทธิพลระหวา่งประเทศมหาอา นาจ
อันทา ให้เกิดความตึงเครียดระหวา่งกนัตลอดเวลา
2.
การที่ประเทศมหาอา นาจหลายประเทศรวมกลุ่มกนัเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกนั
และเผชิญหน้ากบักลุม่อื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน
3. การที่ประเทศตา่ง ๆ
ถือวา่การใช้กา ลังเพื่อขยายดินแดนหรืออิทธิพลเป็นสิ่งที่ชอบธรรม 4.
ความรู้สึกชาตินิยมของประชากรในแหลมบอลขา่น
ซึ่งถูกประเทศมหาอา นาจคอยแทรกแซงและครอบงาตลอดเวลา
จึงยังผลให้ชาวเซอร์เบียชาตินิยมคิดตอ่ต้านออสเตรีย และทา การสังหารรัชทายาทของออสเตรีย
12. ตอนที่ 8.2
ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตนที่ 8.2 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
8.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
8.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
8.2.3 การทา สนธิสัญญาสันติภาพ
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีเขตเขตกวา้งขวาง ครอบคลุมหลายส่วนของโลก
แตส่มรภูมิสาคัญของสงครามครั้งนี้อยูที่่แนวรบด้านตะวนัตกและแนวรบด้านตะวนัอ
อกของเยอรมนี
2. สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก
คร่าชีวิตของประเทศคูส่งครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้รวมกนัประมาณ 8.5 ล้านคน
และกอ่ความเสียหายแกท่รัพย์สินอีกมากมาย
จึงทา ให้ประเทศผู้ชนะคิดลงโทษผู้แพ้อยา่งรุนแรง
3. ประเทศผู้ชนะกา หนดคา่ปฏิกรรมสงครามให้ประเทศผู้แพ้ชดใช้โดยไมค่า นึงถึงความ
สามารถของผู้แพ้
จึงทา ให้ประชาชนของประเทศผู้แพ้มีความโกรธแค้นและหาทางทา ลายสนธิสัญญาสั
นติภาพ
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 8.2 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายขอบเขตและสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ถูกต้อง
2. อธิบายมูลเหตุที่กอ่ความเสียหายตอ่ชีวิตทหารของประเทศผู้ชนะและประเทศผู้แพ้ได้
ถูกต้อง
3. อธิบายมูลเหตุที่ทา ให้ประเทศผู้ชนะกา หนดเงื่อนไขในสนธิสัญญาสันติภาพโดยไม่
คา นึงถึงความรู้สึก และความสามารถของประเทศผู้แพ้ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข
ตา่ง ๆ ได้
ความนา
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีขอบเขตกวา้งขวางมาก
และมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และกา ลังทหารในการตอ่สู้กนั
ซึ่งกอ่ให้เกิดความเสียหายแกป่ระเทศคูค่้าสงครามมากกวา่สงครามครั้งกอ่น ๆ ทุกครั้ง
ซึ่งจะขอกลา่วโดยยอ่ดังนี้
13. เรื่องที่8.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
โดยเหตุที่ประเทศคู่สงครามหลายประเทศเป็นประเทศมหาอา นาจ
ที่มีอาณานิคมอยูใ่นส่วนตา่ง ๆ ทั่วทั้งโลก
และประเทศคูส่งครามตา่งถือวา่อาณานิคมเป็นดินแดนศัตรูที่ตนมีสิทธิโจมตีและเข้ายึดครองได้
จึงทา ให้สงครามครั้งนี้มีขอบเขตกวา้งขวางครอบคลุมทั่วโลก
นักประวัติศาสตร์จึงพากนัเรียกสงครามครั้งนี้วา่ สงครามโลก ทั้ง ๆ
ที่อาณาบริเวณที่ประเทศคู่ค้าสงครามทา การรบกนัอยา่งจริงจังนั้นจา กดัอยูที่่ยุโรปเป็นส่วนใหญ่
โดยเฉพาะอาณานิคมบริเวณพรมแดนระหวา่งฝรั่งเศสกับเยอรมนี หรือที่เรียกกนัวา่
“แนวรบด้านตะวนัตก” ของเยอรมนี เป็นสมรภูมิที่มีการรบกนัอยา่งดุเดือด
โดยตา่งฝ่ายไมส่ามารถเอาชนะกนัอยา่งเด็ดขาดและต้องขุดสนามเพลาะลึกพอให้ทหารลงไปยืนได้
มีความยาวกวา่ 4 ปี โดยมีการบุกข้ามแนวสนามเพลาะได้ในบางครั้ง
ซึ่งเราอาจเรียกการรบในอาณาบริเวณดังกล่าววา่ “สงครามสนามเพลาะ” ( T r e n c h W a r )
สมรภูมิที่มีการรบกนัอยา่งดุเดือดก็คือ “แนวรบด้านตะวนัออก” ของเยอรมนีและออสเตรีย
ซึ่งทหารของเยอรมนีกบัออสเตรียฝ่ายหนึ่ง กกับทหารของรุสเซียอีกฝ่ายหนึ่งรวมกนักวา่ 1ลา้นคน
ทา การรบกนั โดยกองทัพรุสเซียสามารถตอ่ต้านการบุกของกองทัพเยอรมนัไวไ้ด้เป็นเวลานานกวา่
3 ปี และหลังจากเกิดการปฏิวตัิโดยพวกบอลเชวิคในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1 9 1 7
รัฐบาลใหมน่าโดยเลนิน ตัดสินใจยอมแพ้ และยอมทา สัญญาสงบศึกกับเยอรมนี ที่เมืองเบรส –
ลิทอฟ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1 9 1 8 โดยยอมเสียดินแดนด้านตะวนัตกของตนให้แกเ่ยอรมนี –
ออสเตรีย และตุรกีไปเป็นจา นวนหลายหมนื่ตารางกิโลเมตร
นอกเหนือจากสมรภูมิดังกลา่วแล้ว ยังมีการรบกนัในที่อื่น ๆ อีก เชน่
แนวรบอิตาลีตรงพรมแดนระหวา่งออสเตรียกบัอิตาลี แนวรบบอลขา่น และที่ชอ่งแคบดาร์ดะ เนลส์
และตะวนัออกกลางตุรกี แตไ่มรุ่นแรงเทา่แนวรบด้านตะวนัตก
และแนวรบด้านตะวนัออกดังกลา่วส่วนการรบในที่อื่น ๆ
เชน่ในดินแดนอาณานิคมของเยอรมนีในแอฟริกาตะวนัตก มีการรบกนันานแตไ่มรุ่นแรงมากนัก
ส่วนในเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะในเขตเชา่ของเยอรมนีในจีน
และในอาณานิคมของเยอรมนีในมหาสมุทรแปซิฟิก ญี่ปุ่นสามารถยึดได้อยา่งง่ายดาย
ในทา นองเดียวกนัไทยซึ่งประกาศสงครามกับมหาอานาจกลางในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1 9 1 7
ก็มิได้รบกบัเยอรมนีโดยตรง เพราะเยอรมนีมิได้มีดินแดนใกล้ไทย
แตไ่ด้ส่งทหารอาสาสมคัรจา นวนประมาณ 1 , 2 0 0
คนไปร่วมรบกับกองทัพสัมพันธมิตรในสมรภูมิยุโรป
ส่วนการรบทางเรือในมหาสมุทรแอตแลนติกก็ไมรุ่นแรงนัก
เพราะเยอรมนียังไมมี่กองทัพเรือที่เข้มแข็งพอจะรบกับกองทัพเรืออังกฤษอันยิ่งใหญไ่ด้
14. แตเ่ยอรมนีก็พยายามใช้อาวุธที่มีอยูใ่ห้เป็นประโยชน์
คือใช้เรือดา น้าของตนออกปฏิบัติการจมเรือสินค้าของทุกชาติ
รวมทั้งชาติเป็นกลางที่เยอรมนีถือวา่บรรทุกวัสดุสงครามไปส่งให้สัมพันธมิตรระหวา่ปี ค.ศ. 1914
– 1 9 1 6 ยังผลให้สหรัฐอเมริกาซึ่งวางตัวเป็นกลางในสงคราม
ทา การประท้วงการปฏิบัติการของเรือดา น้าเยอรมนี
วา่ละเมิดหลักกฎหมายระหวา่งประเทศวา่ด้วยเสรีภาพในการทะเลนานาชาติ
และเมอื่เรือสินค้าของสหรัฐอเมริกาชื่อ ลูสิเตเนีย ( L u s i t a n i a ) ถูกยิงจม
และเยอรมนีไมย่อมรับผิดชอบ สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามกับเยอรมนี เมอื่วนัที่ 6 เมษายน
ค.ศ. 1 9 1 7 และประกาศระดมพลเกือบ 5 ล้านคน
เพื่อส่งไปรบในสมรภูมิยุโรปร่วมกับกองทัพอเมริกกนัทา ลายแนวรบตะวนัตกของเยอรมนีได้สาเร็จ
เมื่อเยอรมนีเริ่มออ่นกา ลังลง และมิตรซึ่งออ่นแออยูแ่ล้วไมอ่าจชว่ยเหลืออะไรได้
มหาอานาจกลางจึงเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด และยอมสงบศึกกบัฝ่ายสัมพันธมิตรเมอื่วนัที่ 1 1
พฤศจิกายน ค.ศ. 1 9 1 8
เรื่องที่ 8.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงและกอ่ให้เกิดความเสียหายแกชี่วิตและทรัพย์สินของประเทศ
คูส่งครามเป็นจา นวนมาก
ดังจะเห็นได้วา่ยอดจา นวนทหารที่ประเทศคูส่งครามทั้งหมดระดมเข้าประจา การในระหวา่งสงครา
มมีจา นวนสูงถึง 65,430,001 คน และได้ตาย สูญหายไป หรือถูกจับเป็นเชลยมีจา นวนรวมกันสูงถึง
37,460,404 คน ซึ่งอาจแยกเป็นรายประเทศได้ดังนี้
ประเทศ จา นวนทหาร
ที่ระดมเข้า
ประจา การ
ตาย บาดเจ็บ ถูกจับเป็นเชลย
หรือสูญหายไป
รวม
ออสเตรีย์-ฮังการี 7,800,000 1,200,000 3,200,000 2,200,000 7,020,000
เบลเยียม 276,000 13,716 44,686 34,657 93,061
จักรวรรดิอังกฤษ 8,904,467 908,371 2,090,212 191,652 3,190,235
บัลแกเรีย 1,200,000 87,500 152,390 27,029 266,919
ฝรั่งเศส 8,410,000 1,357,800 4,266,000 537,000 6,160,800
เยอรมนี 11,000,000 1,773,700 4,216,058 1,152,800 7,142,558
กรีซ 230,000 5,000 21,000 1,000 27,000
อิตาลี 5,615,000 650,000 947,000 600,000 2,197,000
15. ประเทศ จา นวนทหารที่ระ
ดมเข้าประจา การ
ตาย บาดเจ็บ ถูกจับเป็นเชลย
หรือสูญหายไป
รวม
ญี่ปุ่น 800,000 300 907 3 1,210
มอนเตเนโกร 50,000 3,000 10,000 7,000 20,000
โปรตุเกส 100,000 7,222 13,751 12,318 33,291
โรมาเนีย 750,000 335,706 120,000 80,000 535,706
ประเทศ จา นวนทหารที่ระ
ดมเข้าประจา การ
ตาย บาดเจ็บ ถูกจับเป็นเชลย
หรือสูญหายไป
รวม
รุสเซีย 12,000,000 1,700,000 2,950,000 2,500,000 9,150,000
เซอร์เบีย 707,343 45,000 133,148 152,958 331,106
ตรุกี 2,850,000 325,000 400,000 250,000 975,000
สหรัฐอเมริกา 4,734,991 116,516 204,002 - 320,518
ไทย 1,200 - - - -
รวม
ที่มา Dan Colenpaul (ed) Information Please Almance 1974, p603
จะเห็นได้วา่ ประเทศที่ระดมพลเข้าประจาการมากที่สุดคือรุสเซีย ตามมาด้วยเยอรมนี
ออสเตรีย – ฮังการี จักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอเมริกา ตุรกี และบัลแกเรียตามลาดับ
ซึ่ง ร ะ ด ม พ ล ก ว่า ล้า น ค น ทั้ง นั้น
และจะเห็นได้เชน่เดียวกนัวา่ทุกประเทศไมว่า่เป็นประะเทศที่ชนะและประเทศที่แพ้ในสงครามครั้ง
นี้ ต่างได้รับความเสียหายเป็นจานวนสูงพอ ๆ กัน ตัวอย่างเช่น จักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส
ซึ่งชนะสงครามได้รับความเสียหายรวมทั้งสิ้นกวา่ 9 ล้านคน ส่วนเยอรมนีและออสเตรีย – ฮังการรี
ซึ่ง แ พ้ส ง ค ร า ม ไ ด้รับ ค ว า ม เ สีย ห า ย ร ว ม กัน ก ว่า 14 ล้า น ค น
แ ล ะ รุส เ ซีย ซึ่ง แ พ้ส ง ค ร า มเ ช่น เ ดีย ว กัน ไ ด้รับ ค ว า ม เสีย ห า ย ก ว่า 9 ล้า น ค น
น อ ก จ า ก นั้น ตัว เ ล ข แ ล ะ ค ว า ม เ สีย ห า ย ที่แ ต่ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ไ ด้รับ
แสดงให้เห็นวา่ประเทศที่อยูใ่กล้และเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิสงครามจะได้รับความเสียหายมากก
ว่า ป ร ะ เ ท ศ ที่ อ ยู่ไ ก ล จ า ก ส ม ร ภู มิ ข อ ง ส ง ค ร า ม ตั ว อ ย่า ง เ ช่ น
16. จัก ร ว ร ร ดิ อั ง ก ฤ ษ ไ ด้ รั บ ค ว า ม เ สี ย ห า ย น้ อ ย ก ว่า ฝ รั่ ง เ ศ ส
เ นื่ อ ง จ า ก อ ยู่ไ ก ล จ า ก ส ม ร ภู มิ ข อ ง ส ง ค ร า ม ม า ก ก ว่า ฝ รั่ ง เ ศ ส
ซึ่งถูกเยอรมนีบุกในตอนต้นของสงครมมและต้องเผชิญหน้ากบัเยอรมนีในสงครามสนามเพลาะเป็
น เ ว ล า ก ว่ า 4 ปี
ส่วนญี่ปุ่นซึ่งอยูไ่กลจากสมรภูมิในยุโรปและมิได้ส่งทหารไปร่วมรบกบัฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิ
ยุโรป เห มือ น กับ ส ห รัฐอ เมริกาได้รับค วามเ สียห ายน้อ ยมาก เพียง 1,210 ค น เท่านั้น
ในทา นองเดียวกันไทยซึ่งส่งทหารไปร่วมรบกบัฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปด้วยในตอนกลางปี ค.ศ.
1918 อันเป็นระยะที่สงครามใกล้สิ้นสุดแล้ว จึงได้รับความเสียหายเพียงร้อยกวา่คน
อาจสรุปสาเหตุที่ทา ให้สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงมากกวา่สงครามครั้งกอ่นได้ดังนี้
1. ประเทศที่เกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้มีมากกวา่สงครามครั้งกอ่น
2.
ระยะเวลาที่ประเทศคูส่งครามใช้ปฏิบัติการรบกนัอย่างตอ่เนื่องและจริงจังนั้นมีระยะเวลายาวกวา่สง
ครามครั้งกอ่น ๆ คือนานถึง 4 ปีกวา่ 3.
อาวุธที่แตล่ะประเทศนามาใช้ในการสงครามครั้งนี้มีอานุภาพในการทา ลายชีวิตมนุษย์และทรัพย์สิน
มากกวา่ในสงครามครั้งกอ่น ตัวอยา่งเชน่ เรือดา น้า รถถัง และแก๊สพิษ เป็นต้น
ได้ถูกประเทศคูส่งครามเริ่มนามาใช้เป็นอาวุธในการทา ลายล้างกนัเป็นครั้งแรก
นอกจานนั้นยังได้มีการนาเอาเครื่องบินมาใช้ตรวจการณ์เพื่อกา หนดเป้าหมายให้ทหารปืนใหญท่า ก
ารยิงเป้าหมายได้อยา่งแมน่ยา อีกด้วย
4.
การทา สงครามสนามเพลาะอันยาวนานในสมรภูมิด้านตะวนัตก
โดยแตล่ะฝ่ายผลัดกนับุกทะลวงแนวสนามเพลาะของอีกฝ่ายหนึ่ง
และต้องถอยกลับที่มนั่เดิมในที่สุดโดยไมส่ามารถเอาชนะกนัอยา่งเด็ดขาดได้เป็นเวลากวา่เกือบ 4 ปี
ซึ่งทา ให้เสียชีวิตทหารไปเป็นจา นวนมาก
จนกระทั่งกองทัพอเมริกนัมาชว่ยเสริมกา ลังให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในปี ค.ศ. 1918
จึงทา ให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถบุกทะลวงแนวรบด้านตะวนัตกของเยอรมนีได้สาเร็จ
และทา ให้เยอรมนียอมแพ้ในที่สุด
เรื่องที่8.2.3 การทา สนธิสัญญาสันติภาพ
17. เนื่องจากสงครามครั้งนี้ได้กอ่ความเสียหายให้แกป่ระเทศผู้ชนะมากพอ ๆ กับประเทศผู้แพ้
รวมทั้งความยาวนานของสงครามได้ทา ให้ประชาชนในประทศคูส่งครามในยุโรปได้รับความเดือด
ร้อนมาก เพราะไมเ่พียงแต่จะสูญเสียสมาชิกของครอบครัวไปในระหวา่งสงครามเทา่นั้น
แตยั่งต้องประสบกับการควบคุมทางเศรษฐกิจของรัฐบาลของตนเองอีกด้วย
ซึ่งรัฐบาลของแตล่ะประเทศตา่งโฆษณาวา่
ความเดือดร้อนและความไมส่ะดวกที่ประชาชนได้รับในระหวา่งสงครามเกิดจากกการกระทาของศั
ตรูเป็นสาคัญ
จึงยังผลให้ประชาชนในแตล่ะประเทศเกลียดประเทศศัตรูเป็นอยา่งมากและเรียกร้องให้ลงโทษประ
เทศผู้แพ้อยา่งรุนแรง
ดังจะเห็นได้จากประชามติที่ชาวอังกฤษแสดงออกในการเลือกตั้งสมาชิกสภาสามญัชนในเดือนมีนา
คม ค.ศ. 1 9 1 9 กอ่นที่การเจรจาเพื่อทา สนธิสัญญาสันติภาพจะเริ่มขึ้นที่นครปารีสของฝรั่งเศส
ซึ่งมีส่วนทาให้รัฐบาลอังกฤษที่ตั้งขึ้นใหม่มีลอยด์ ยอร์จ ( Llo y d Geo r g e) เป็นนายกรัฐมนตรี
มีความมนั่ใจในนโยบายที่จะลงโทษเยอรมนีให้สาสมกับความผิดที่เยอรมนีได้กอ่ขึ้น
ซึ่งก็ตรงกบัความเห็นของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งมี เคลมงัโซ ( C l e m e n c e a u ) เป็นนายกรัฐมนตรี
มีความมนั่ใจในนโยบายที่จะลงโทษเยอรมนีให้สาสม และสัญญาลับตา่ง ๆ
ที่สองประเทศทา ไวกั้บอิตาลีและญี่ปุ่นมีส่วนทา ให้ความหวงัของประธานาธบดีวูดโรว์ วิลสัน
( W o o d r o w W i l s o n ) แห่งสหรัฐอเมริกา
ไมป่ระสบความสาเร็จในการสร้างสังคมโลกหลังสงครามให้เป็นไปตามข้อเสนอเพื่อสันติภาพ 1 4
ข้อ ที่เขาได้แถลงตอ่รัฐสภาสหรัฐอเมริกาเมอื่วนัที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1 9 1 8
ข้อเสนอ 14 ข้อซึ่งประธานาธิบดีวิลสัน
เสนอให้นานาชาติใช้เป็นหลักในการเจรจาสันติภาพและปฏิบัติตอ่กนัหลังสงครามสงบแล้ว
มีรายละเอียดโดยยอ่ดังนี้
1. จะต้องมีการทา สนธิสัญญาเพื่อสันติภาพต่อกนัโดยเปิดเผย
และจะต้องไมมี่การทา ความเข้าใจเป็นการเฉพาะตัวระหวา่งประเทศกนัอีกตอ่ไป
โดยจะต้องมีการดา เนินการทางทูตกนัอยา่งเปิดเผย
2.
จะต้องให้เสรีภาพในการเดินเรือในทะเลนานาชาติอยา่งเต็มที่ทั้งในยามสงบและสงคราม
โดยจะมีการจา กดัเสรีภาพเชน่วา่นี้ได้บางส่วนหรือทั้งหมด
เฉพาะเมื่อมีการปฏิบัติการของนานาชาติในการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงนานาชาติเทา่นั้น
3. จะขจัดอุปสรรคทางเศรษฐกิจทุกชนิดให้มากที่สุดที่จะมากได้
และจัดให้มีความเสมอภาคทางการค้าระหวา่งชาติที่ยอมรับสันติภาพและร่วมมือกนัเพื่อรักษาสันติ
ภาพ 4. จะจัดให้มีหลักประกนัอยา่งเพียงพอวา่จะมีการลดอาวุธลงถึงจุดต่า สุด
18. ที่สอดคล้องกบัการรักษาความปลอดภัยภายในชาติ
5. จะพิจารณาอ้างสิทธิในอาณานิคมทั้งหมดอยา่งอิสระ เปิดเผย และไมล่า เอียง
โดยจะยึดมนั่อยา่งเหนียวแน่นตอ่หลักการที่วา่
ในการตัดสินปัญหาเกยี่วกบัอธิปไตยเหนืออาณานิคมนั้น
จะต้องให้น้าหนักผลประโยชน์ของประชากรที่เกี่ยวข้องมากเท่า ๆ
กบัข้ออ้างอันเป็นธรรมของรัฐบาลซึ่งจะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับชื่อของรัฐบาลนั้น ๆ ตอ่ไป
6.
จะมีการถอนทหารออกจากดินแดนของรุสเซียทั้งหมด
และการตกลงปัญหาทุกอยา่งที่จะมีผลกระทบต่อรุสเซียจะได้รับการร่วมมืออยา่งดีที่สุดและเสรีที่สุ
ดของชาติอื่น เพื่อจะให้โอกาสอยา่งเต็มที่แกรุ่สเซียในอัน
จะวินิจฉัยเกยี่วกบัการพัฒนาทางการเมืองของตน
และทา ให้รุสเซียมนั่ใจวา่จะได้รับการต้อนรับอยา่งบริสุทธ์ิใจให้เข้าสู่สังคมของชาติเสรี
และนอกจากจะต้อนรับแล้วยังจะมีการให้ความชว่ยเหลือทุกอยา่งตามที่รุสเซียอาจต้องการและปรา
รถนาด้วย การชาติพี่น้องจะปฏิบัติตอ่รุสเซียในเวลาข้างหน้า
จะเป็นการทดสอบถึงไมตรีจิตและความเข้าใจของชาติเหล่านั้นเกี่ยวกบัความต้องการของรุสเซีย
อันแตกตา่งจากผลประโยชน์ของพวกตน
และจะเป็นการทดสอบถึงความเห็นอกเห็นใจที่ปราศจากการเห็นแกตั่วที่ชาติเหลา่นั้นมีตอ่รุสเซีย
7. จะต้องถอนทหารออกจากเบลเยี่ยม
และให้เบลเยี่ยมเป็นอิสระโดยไมมี่การจา กดัอธิปไตยที่เบลเยี่ยมเคยมีมากอ่นเหมือนกับชาติเสรีอื่น
ๆ ทั้งมวล ทั้งนี้เพื่อรื้อฟื้นความมนั่ใจของนานาชาติในกฎหมายที่พวกเขาได้สร้างขึ้น
เป็นหลักในการควบคุมความสัมพันธ์ ระหวา่งกนั ซึ่งถ้าไมมี่การกระทา ดังกลา่ว
โครงสร้างและความถูกต้องสมบูรณ์ของกฎหมายระหวา่งประเทศจะถูกทา ลายตลอดไป
8. ควรจะมีการปลดปลอ่ยดินแดนของฝรั่งเศสทั้งหมด
และคืนดินแดนที่ถูกบุกยึดไปให้แกฝ่รั่งเศส
และจะต้องมีการแกไ้ขสิ่งผิดที่ปรัสเซียทา ไวกั้บฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1871 เกยี่วกบัแควน้อัลซาลอเรน
ซึ่งเป็นผลร้ายตอ่สันติภาพของโลกมาเกือนบ 50 ปี ทั้งนี้เพื่อรักษาสันติภาพให้มนั่คงอีกรั้งหนึ่ง
อันจะเป็นประโยชน์แกทุ่กฝ่าย
9. ควรจะมีการปรับดินแดนของอิตาลี
โดยถือเอาสัญชาติของประชากรเป็นหลักในการกา หนดแนวเขตแดน
10. ควรจะให้โอกาสที่เสรีภาพที่สุดแกป่ระชากรของออสเตรีย – ฮังการี
ในอันที่จะพัฒนาอยา่งอิสระ และมีฐานะในสังคมโลกอยา่งมนั่คง
19. 11. ควรจะมีการถอนทหารออกจากโรมาเนีย เซอร์เบีย และะมอนเตเนโกร
และคืนดินแดนที่ยึดไปให้แกส่ามประเทศ ส่วนเซอร์เบียจะได้รับทางออกสู่ทะเลอยา่งเสรีอีกด้วย
จะมีการกา หนดความสัมพันธ์ระหวา่งรัฐตา่ง ๆ ในแหลมบอลขา่น โดยการปรึกษาหารือฉันมิตร
และควรจะมีการค้า ประกนัโดยนานาชาติตอ่เอกราชทางเศรษฐกิจและการเมือง
และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐตา่ง ๆ ในแหลมบอลขา่น
12. ควรจะรับรองอธิปไตยอันมนั่คงแกดิ่นแดนของตุรกี
อันเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมนั
แตช่นชาติอื่นซึ่งอยูใ่ต้การปกครองของตุรกีจะได้รับประกนัความมนั่คงในชีวิต
และได้รับโอกาสเต็มที่ในการพัฒนาอยา่งอิสระ
และชอ่งแคบดาร์ดะเนลส์ควรจะเปิดให้เรือและการค้าทุกชาติใช้ผา่นได้อยา่งอิสระโดยมีการค้า ประ
กนัจะนานาชาติ
13. ควรจะมีการจัดตั้งรัฐโปแลนด์ที่เป็นเอกราช โดยรวมเอาดินแดนที่มีชาวโปล
อาศัยอยูอ่ยา่งไมมี่ข้อสงสัย และควรจะให้โปแลนด์ที่มีทางออกอยา่งอิสระและแน่นอนไปสู่ทะเล
และควรจะมีการค้า ประกนัเอกราชทางการเมืองและเศรษฐกิจ
และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศนี้ โดยข้อตกลงนานาชาติ
14. จะต้องมีการจัดตั้งสมาคมใหญข่องนานาชาติ
โดยมีข้อตกลงเป็นการเฉพาะเพี่อค้า ประกนัเอกราชทางการเมือง
และบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งชาติใหญแ่ละเล็กร่วมกนั
เห็นได้ชัดวา่ข้อเสนอ 1 4 ประการนี้ มีเนื้อหาสาระที่ประเทศคูแ่พ้พอจะรับได้
เพราะมิได้มุง่ลงโทษผู้แพ้อยา่งรุนแรง นอกจากนั้นข้อเสนอ 1 4
ประการดังกลา่วยังมุง่ที่จะสร้างสังคมโลกให้มีสันติภาพตามหลักการที่จะให้ประโยชน์แกทุ่กฝ่ายอ
ยา่งเป็นธรรม ทั้งในด้านการค้า การเศรษฐกิจ และการเมือง
โดยจะมีองค์การระหวา่งประเทศที่จะตั้งขึ้นเป็นผู้ดูแลให้มีการปฏิบัติตามหลักการดังกล่างว
จึงอาจกลา่วได้วา่ถ้าประเทศผู้ชนะจะใช้ข้อเสนอ 1 4
ประการของประธานาธิบดีวิลสันเป็นหลักในการทา สนธิสัญญาสันติภาพกับประเทศผู้แพ้
และจัดระเบียบให้สังคมโลก ปัญหาความขัดแย้งในสังคมโลกหลังสงครามคงจะลดน้อยลง
แตเ่นื่องจากอังกฤษและฝรั่งเศสมีพันธะตามสัญญาลับที่จะตอบแทนอิตาลีและญี่ปุ่นที่เข้าข้างตนใน
สงคราม และมีเป้าหมายแน่ชัดที่จะลงโทษเยอรมนีให้สาสม
เพื่อป้องกนัมิให้เยอรมนีลุกขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญข่องตนได้อีกในอนาคต
สหรัฐอเมริกาจึงไมส่ามารถทา ตามที่ตนต้องการได้
และต้องยอมตามที่อังกฤษและฝรั่งเศสต้องการเป็นส่วนมาก
เพื่อแลกเปลี่ยนกับความสนับสนุนของอังกฤษและฝรั่งเศส ในการกอ่ตั้งองค์การระหวา่งประเทศ
20. ตามข้อเสนอข้อที่ 1 4 ของประธานาธิบดีวิลสัน ฉะนั้น ผลของการทา สนธิสัญญาสันติภาพ
ซึ่งเกิดจากการประชุมของประเทศผู้ชนะที่พระราชวงัแวร์วายส์ของฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว
โดยไมมี่ประเทศผู้แพ้เข้ารวมด้วย ซึ่งเรียกกนัทั่วไปวา่ “สนธิสัญญาแวร์ซายส์” ( V e r s a i l l e s
T r e a t i e s ) จึงมีลักษณะเหมือนสนธิสัญญาสันติภาพแบบเกา่ คือ
บรรจุความต้องการของผู้ชนะมากกวา่การสร้างสันติภาพ ตัวอยา่งเชน่
1. ลงโทษผู้แพ้โดยเฉพาะเยอรมนีอยา่งรุนแรง
เพื่อป้องกนัมิให้เยอรมนีกลับฟื้นความยิ่งใหญไ่ด้อีก ซึ่งทา ให้ชาวเยอรมนัไมพ่อใจอยา่งมาก
ตัวอยา่งเชน่ เยอรมนีต้องเสียดินแดนเป็นจา นวนมาก อาทิ ต้องคืนแควน้อัลซาส สอเรนให้ฝรั่งเศส
ยอมให้ฝรั่งเศสยึดเหมืองถา่นหินในแควน้ซาร์ (Saar) เป็นเวลา 15 ปี คืนจังหวดัยูเพน (Eupan)
และมาลเมลี (Malmedy)) ให้เบลเยี่ยม ยอมให้มีการแสดงประชามติในแควน้ชเลสวิก (Schleswig)
และโฮลสไตน์ ซึ่งปรากฎวา่ชเลสวิก ขอกลับไปอยูก่บัเดนมาร์กตามเดิม และต้องยกเมืองเมเมล
(Memel) ให้เป็นเมืองทา่ของประเทศลิธัวเนียซึ่งตั้งขึ้นใหม่เป็นต้น นอกจากนั้น
เยอรมนีถูกจัดมิให้มีความเข้มแข็งพอที่จะท้าทายอังกฤษและฝรั่งเศสได้อีก ตัวอยา่งเชน่
ถูกยุบกรมเสนาธิการ และให้ลดกา ลังทหารลงเหลือเพียง 100,000 คน
และกองทหารนี่จะมีเครื่องบินรบ รถถัง หรือปืนหนักไมไ่ด้
ส่วนทัพเรือให้เรือประจัญบานขนาดเล็กเพียง 6 ลา และจะมีเรือดา น้าไมไ่ด้ เป็นต้น
ยิ่งกวา่นั้นเยอรมนีต้องใช้คา่เสียหายให้แกผู่้ชนะเป็นจา นวนมากเหลือที่จะคา นวนได้
ทั้งในรูปสิ่งของและเงินตรา อาทิ
ต้องมอบเรือสินค้าชดใช้ให้แกสั่มพันธมิตรตามชั้นและขนาดของเรือ
ซึ่งถูกเยอรมนียิงจมในระหวา่งสงคราม และต้องใช้เงินในอัตราปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
จนถึงปี ค.ศ. 1921 ซึ่งในปีนั้นผู้ชนะจะแจ้งยอดคา่เสียหายทั้งหมดให้เยอรมนีชดใช้ภายในเวลา 30
ปี เป็นต้น
นอกจากนั้นสนธิสัญญาแวร์ซายส์ยังเขียนบังคับให้เยอรมนียอมรับวา่มหาอา นาจกลางเป็นผู้รับผิดช
อบในการกอ่สงครามนี้
2. แบง่ปันอาณานิคมหรือดินแดนอธิปไตยของผู้แพ้ให้แกป่ระเทศผู้ชนะ
ในรูปของการให้ผู้ชนะเป็นผู้ดูแลดินแดนเหลา่นี้แทนองค์การสันนิบาตชาติ เชน่
ให้ญี่ปุ่นดูแลอาณานิคมของเยอรมนีในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือเส้นศูนย์สูตร
ส่วนที่อยูใ่ต้เส้นศูนย์สูตรให้ออสเตรเลียดูแล
ในขณะเดียวกนัอังกฤษและฝรั่งเศสเข้าดูแลดินแดนในตะวนัออกกลาง
ซึ่งเคยอยูใ่ต้อา นาจอธิปไตยขอบตุรกี
3. จัดตั้งประเทศขึ้นใหมห่ลายประเทศในยุโรป เชน่ โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย ยูโกสลาเวีย
ฮังการี เอสโตเนีย ลิธัวเนีย และแลตเวีย เป็นต้น
21. บางประเทศเกิดจากการสลายตัวของอาณาจักรออสเตรีย – ฮังการี
และการสูญเสียดินแดนของเยอรมนีผู้แพ้สงคราม
ตัวอยา่งเชน่ประเทศโปแลนด์ซึ่งเคยถูกแบง่แยกดินแดนจนสูญประเทศไปเมื่อร้อยปีกอ่น
กลับฟื้นขึ้นใหมใ่นดินแดนเดิมและรวมเอาดินแดนบางส่วนที่มีชาวเยอรมนัอาศัยอยู่มากไวด้้วย
รวมทั้งได้สิทธิที่จะมีทางออกสู่ทะเลบอลติดที่เมืองทา่ดานซิก (Danzig)
ผา่นดินแดนด้านตะวนัออกเฉียงเหนือของเยอรมนี ส่วนประเทศเชโกสโลวะเกียรวามแควน้โบฮีเมีย
โมเรเวีย สโลวาเกีย และอื่น ๆ เชน่ สุเดเต็น ซึ่งมีชาวเยอรมนัอาศัยอยูม่าก
อันเป็นปัญหาสาคัญที่ประเทศนี้ต้องเผชิญในระยะตอ่มา นอกจากนั้นก็มีประเทศยูโสลาเวีย
ซึ่งเกิดใหมจ่ากการรวมเอาดินแดนของชาวโครท และสโลเวนส์เข้ากบัดินแดนของชาวเซอร์เบียเดิม
ซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้
4. บรรจุความต้องการของสหรัฐอเมริกาในการกอ่ตั้งองค์การสันนิบาตชาติขึ้น
ทา หน้าที่เป็นองค์การกลางรักษาสันติภาพและความมนั่คงให้แกน่านาชาติ
และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหวา่งประเทศในด้านเศรษฐกิจและการค้า
ซึ่งถือได้วา่เป็นข้อดีของสนธิสัญญาแวร์ซายส์
อาจกลา่วได้วา่
สนธิสัญญาแวร์ซายส์ให้ประโยชน์แกป่ระเทศผู้ชนะที่กระหายอยากได้ดินแดนอยา่งทั่วหน้า
ยกเวน้อิตาลีซึ่งไมพ่อใจกบัจา นวนดินแดนที่ได้รับ
โดยอ้างวา่ไมค่มุ้กับการสูญเสียที่ตนได้รับจากการทา สงคราม
ส่วนญี่ปุ่นแมจ้ะได้เข้าสวมสิทธ์ิของเยอรมนีในจีน
และได้เข้าดูแลอาณานิคมของเยอรมนีในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือเส้นศูนย์สูตร
แตไ่มพ่อใจที่ยังไมไ่ด้รับการรับรองวา่มีฐานะเป็นมหาอา นาจเทา่เทียมกบัอังกฤษ ฝรั่งเศส
และสหรัฐอเมริกา
สาหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ชนะด้วยได้เข้าร่วมประชุมสันติภาพที่แวร์ซายส์
และได้รับสิทธิในการยกเลิกสนธิสัญญาไมเ่ป็นธรรมกับเยอรมนีและออสเตรีย – ฮังการี
รวมทั้งได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติในฐานะสมาชิกผู้กอ่ตั้ง
ตอนที่8.3
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่งทมีี่ต่อสังคมโลก
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตอนที่ 8.3 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
8.3.1 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีตอ่สังคมโลก
8.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีตอ่ภูมิภาค
22. 8.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีตอ่ความร่วมมือระหวา่งประเทศหลังสง
คราม
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งส่งผลกระทบตอ่สังคมโลกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
และจิตวิทยา
2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมมีลักษณะเป็นลบ คือ
ทา ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกจแกป่ระเทศคูส่งครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
และกอ่ความระส่า ระสายทางสังคมแกป่ระเทศผู้แพ้
ส่วนผลด้านการเมืองมีลักษณะเป็นบวก คือ
ทา ให้การปกครองแบบประชาธิปไตยแพร่หลายไปยังประเทศราชาธิปไตย
ซึ่งแพ้สงคราม และทา ให้ชนกลุม่น้อยในยุโรปได้ตั้งประเทศเป็นของตนเอง
3. สงครามครั้งนี้ ทา ให้เกิดความคิดที่จะป้องกนัสงครามมิให้เกิดขึ้นอีก
โดยการจัดตั้งองค์การกลางระหวา่งประเทศขึ้นทา หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้
อยและสันติภาพระหวา่งประเทศ
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 8.3 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อสังคมโลกได้ถูกต้อง
2. วิเคราะห์ผลกระทบด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและจิตวิทยา
ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ที่มีตอ่สังคมโลกและภูมิภาคตา่ง ๆ ได้
3. อธิบายถึงมูลเหตุสาคัญที่ทา ให้ประเทศผู้ชนะต้องการจัดตั้งองค์การกลางระหวา่งประเ
ทศ ทา หน้าที่ในการรักษาสันติภาพระหวา่งประเทศได้ถูกต้อง
คานา
จากที่กลา่วมาแล้วข้างต้น
ก็คงพอที่จะเห็นได้วา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้มีผลกระทบต่อสังคมโลกอยา่งมากทั้งในด้านเศรษ
ฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา ซึ่งจะขอกลา่วโดยยอ่ ดังนี้
เรื่องที่ 8.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่งทมีี่ต่อสังคมโลก
1. ด้านเศรษฐกิจ
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจขอสครามโลกที่มีตอ่สังคมโลกหลังสงครามมีความรุนแรงมาก
ทั้งนี้ก็เพราะสงครามครั้งนี้ได้ทา ลายทรัพย์สินของประเทศผู้แพ้และผู้ชนะคิดเป็นเงินประมาณ
4 0 0 , 0 0 0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทา ให้ประเทศผู้ชนะต้องเป็นหนี้ต่างประเทศจา นวนมากมาย
และพยายามบีบบังคับให้ผู้แพ้ชดใช้คา่เสียหายให้แกพ่วกตนเป็นจา นวนมหาศาลดังกลา่วแล้ว
อันเป็นภาระหนี้สินที่หนักเกินกวา่ความสามารถของประเทศผู้แพ้จะชดใช้ให้หมดได้
23. และทา ให้ประเทศผู้แพ้ต้องกูเ้งินจากตา่งประเทศอีกเป็นจา นวนมาก
เพื่อนามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และชดใช้หนี้สินให้แกผู่้ชนะ ตัวอยา่งเชน่
สหรัฐเมริกาได้ให้ฝ่ายสัมพันธมิตร กู้ยืมเงินในระหวา่งสงครามเป็นจา นวนกวา่ 4 , 0 0 0
ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตร เชน่
ฝรั่งเศสก็อ้างวา่ตนไมส่ามารถใช้หนี้สินดังกลา่วให้สหรัฐอเมริกาได้
จนกวา่จะได้รับการชดใช้ความเสียหายจากเยอรมนี ฝ่ายเยอรมนีจึง
ใช้วิธีกูเ้งินจากสหรัฐฯ จากนั้นผู้ชนะก็นาเอาไปให้หนี้ให้แกส่หรัฐอเมริกา
ยังผลให้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าหนี้ของประเทศตา่ง ๆ
เป็นจา นวนมากและทา ให้เงินของสหรัฐอเมริกาออกไปหมุนเวียนอยูใ่นตลาดการเงินของโลกในระ
ยะหลังสงครามปีละกวา่ 3 0 0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
รวมทั้งทา ให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของโลกอยา่งมาก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อปรากฎวา่เศรษฐกิจการเงินของสหรัฐอเมริกาหยุดชะงัก
จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอยา่งมหาศาล ดังจะเห็นได้วา่ตั้งแตเ่ดือนตุลาคม ค.ศ. 1 9 3 0
เป็นต้นไป เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาซึ่งเฟื่องฟูอยา่งมากในระยะหลังสงครา มเริ่มตกต่า ลง
ธนาคารพากนัล้มละลาย และการลงทุนหยุดชะงัก
ยังผลให้กรรมกรในโรงงานต้องวา่งงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีจา นวนถึงประมาณ 7 ,5 0 0 ,0 0 0 คน
ซึ่งไมเ่คยปรากฏมากอ่นในสหรัฐอเมริกา
เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มประสบความตกต่า ทางเศรษฐกิจและไมส่ามารถปล่อยเงินกูใ้ห้แกต่า่งประเทศ
ได้ เยอรมนีซึ่งอาศัยเงินกู้จากสหรัฐอเมริกาเป็นหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
และใช้หนี้ให้แกต่า่งประเทศได้ และหลังจากนั้นความตกต่า ทางเศรษฐกิจก็เริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก
2. ด้านสังคม
ผลกระทบด้านสังคมของสงครามโลกที่มีต่อสังคมโลกหลังสงคราม
มีทั้งในทางลบและทางบวก ผลกระทบในทางลบ
ก็คือความระส่าระสายทางสังคมที่เกิดขึ้นแกป่ระเทศผู้แพ้ทุกประเทศ ตัวอยา่งเชน่
ชาวเยอรมนัต้องอยูใ่นสภาพสิ้นหวงัและขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภคอยา่งมาก
นอกจากนั้นการที่เยอรมนีเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นสาธารณรัฐ
ก็มีส่วนทา ให้สังคมของเยอรมนีขาดสถาบันจักรพรรดิ
อันเป็นศูนย์รวมแห่งความสามคัคีมาเป็นเวลานาน
ซึ่งสถาบันประธานาธิบดีอันเป็นสถาบันใหมที่่รัฐธรรมนูญฉบับใหมส่ร้างขึ้น
ยังไมเ่ป็นที่ยอมรับขอชาวเยอรมนัรุ่นเกา่ ข้าราชการเกา่
และนายทหารที่จงรักภักดีต่อจักรพรรดิไกเซอร์ซึ่งยังคงใฝ่ฝันถึงอดีตอันรุ่งเรืองของเยอรมนี
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของสาธารณรัฐเยอรมนีจึงเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอและไมส่ามารถรักษาความสงบเรีย
24. บร้อยในสังคมได้ และเมอื่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่า ปัญหาเงินเฟ้ออยา่งรุนแรง
และปัญหาการวา่งงาน
รัฐบาลของสาธารณรัฐเยอรมนีจึงถูกกลุ่มพลังเกา่ซึ่งหันไปร่วมมือกับฮิตเลอร์ทา ลายในปี ค.ศ. 1932
ส่วนประเทศผู้แพ้อื่น ๆ เชน่ ตุรกี
ก็มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐเชน่กนั
แตผู่้นาของระบอบสาธารณรัฐคือเคมาล อตาเติร์ก ( K e m a l F t a t u r k ) “ผู้นาของเติร์กหนุ่ม”
มีความเข้มแข็งมาก
จึงสามารถสร้างความเป็นปึกแผน่ทางสังคมภายในตุรกีได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
สาหรับผลกระทบทางสังคมในด้านบวกที่เกิดขึ้นก็คือ
ชนกลุม่น้อยที่เคยอยูใ่ต้การปกครองของประเทศ
ได้รับสิทธ์ิที่จะตกลงใจด้วยตนเองวา่จะมีประเทศของตนเอง
หรือจะรวมกับชนกลุ่มน้อยตั้งประเทศใหม่รวมทั้งมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเอกราช
ตัวอยา่ง เชน่ ชาวโปลได้ตั้งประเทศโปแลนด์ของตนเองขึ้นใหม่ในทา นองเดียวกนัชาวเซอร์บ
สโลเวนและโครท ก็รวมตัวกนัตั้งประเทศขึ้นใหมชื่่อวา่ ยูโกสลาเวีย ส่วนชาวอาหรับในเลบานอน
ซีเรีย อิรัก และจอร์แดน
ซึ่งเคยอยูใ่ต้อา นาจอธิปไตยของจักรวรรดิออตโตมนัก็ได้รับสิทธิปกครองตนเองภายใต้การควบคุม
ดูแลของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีหน้าที่ชว่ยให้พวกเขาได้พัฒนาเป็นประเทศเอกราชตอ่ไป
3. ด้านการเมือง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงผลกระทบทางด้านการเมืองต่อสังคมโลกหลายประการ ที่สาคัญ
ๆ มี 3 ประการคือ
ปร ะกา ร แรก ผล ขอ ง ส ง ค รามไ ด้ก่อใ ห้เกิดก ารเป ลี่ยน แ ป ลง ท าง ก ารเมือ ง
และการปกครองในประเทศผู้แพ้ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น เยอรมนี ตุรกี ออสเตรีย และฮังการี
ไ ด้ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร เ มื อ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
ส่ว น รุส เ ซีย เ ป ลี่ ย น จ า ก ร ะ บ อ บ ร า ช า ธิ ป ไ ต ย เ ป็ น ร ะ บ อ บ ค อ ม มิว นิ ส ต์
มีพรรคบอลเชวิคหรือคอมมิวนิสต์เป็นแกนในการปกครอง
ประการทสี่อง
ประชาชนในดินแดนอาณานิคมของผู้ชนะตา่งเริ่มเรียกร้องขอสิทธิที่จะกา หนดอนาคตทางการเมือง
ของตน เหมือนกับประชาชนที่เคยอยูใ่ต้การปกครองของ ออสเตรีย – ฮังการี และตุรกี ตัวอยา่งเชน่
ชาวอินเดียซึ่งอยูใต้การปกครองของอังกฤษประสบความสาเร็จในการเรียกร้องขอมีส่วนในการปก
25. ครองตนเองมากขึ้น ทั้ง ๆ
ที่อังกฤษพยายามจะปราบปรามขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของชาวอินเดียอยา่งรุนแรง
แตก่็ต้องยอมสนองตอบการเรียกร้องของชาวอินเดียในที่สุด
ประการทสี่าม ประเทศเล็กและออ่นแอเริ่มมีฐานะทางการเมืองทัดเทียมกบัประเทศใหญ่
โดยสามารถเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ และมีสิทธิในการออกเสียงตัดสินปัญหาตา่ง
ๆ ของโลกได้อยา่งเสมอภาคกบัประเทศใหญ่
4. ด้านจิตวิทยา
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้กอ่ผลกระทบทางด้านจิตวิทยาทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อสัง
คมโลกหลายประการ ดังนี้
4.1 สงครามครั้งนี้ทา ให้เกิดความหวงัใหมใ่นหมูป่ระชาชนของประเทศผู้ชนะวา่
สงครามครั้งนี้จะทา ให้ไมมี่การทา สงครามกนัอีกต่อไป
และจะทา ให้สังคมโลกหลังสงครามมีแตค่วามสงบสันติ
โดยนานาประเทศจะดา เนินความสัมพันธ์ตอ่กนัอยา่งเปิดเผย
4.2 สงครามครั้งนี้ได้กอ่ให้เกิดความหวงัในหมูป่ระชาชนของดินแดนอาณานิคมวา่
พวกเขาจะได้รับสิทธิในการปกครองตนเองในที่สุด เมอื่การณ์ไมไ่ด้เป็นตามที่หวงัไว้
พวกเขาจึงพากนัเรียกร้องขอสิทธิในการปกครองตนเอง และถูกปราบปรามจากรัฐบาลอยา่งรุนแรง
ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองอัมริตสา (Amritsar) ในอินเดียในเดือนเมษายน ค.ศ. 1919
4.3
สงครามครั้งนี้ได้กอ่ให้เกิดความขมขื่นและเคียดแค้นในหมูป่ระชาชนของประเทศผู้แพ้อยา่งมาก
วา่ผู้ชนะปฏิบัติตอ่ผู้แพ้อยา่งรุนแรงและไมเ่ป็นธรรม โดยเฉพาะอยา่งยิ่งประชาชนชาวเยอรมนั
มีความเคียดแค้นตอ่ข้อความในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ที่ประเทศผู้ชนะร่างขึ้น
และบังคับให้รัฐบาลเยอรมนียอมรับโดยไมมี่โอกาสเปลี่ยนแปลงหรือต่อรองได้เลย
ประชาชนชาวเยอรมนัจึงมีจิตใจพร้อมเสมอที่จะสนับสนุนรัฐบาลของเขาให้ฉีกสนธิสัญญาเมื่อโอก
าสอา นวย
เรื่องที่8.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่งทมีี่ต่อภูมิภาค
จากที่กลา่วมาในเรื่องที่ 8.3.1 พอจะสรุปถึงผลที่มีตอ่ภูมิภาคตา่ง ๆโดยเฉพาะยุโรป เอเชีย
และแอฟริกาใต้ดังนี้
1. ด้านเศรษฐกิจ
26. สงครามครังนี้กอ่ให้เกิดความพินาศตอ่ชีวิตและทรัพย์สินของประเทศคูส่งครามในยุโรปทั้
งผู้แพ้และผู้ชนะอยา่งมาก
ยังผลให้ทุกประเทศต้องเป็นหนี้ตา่งประเทศอยา่งมากและทา ให้การฟื้นฟูบูรณะต้องใช้เวลานานกวา่
จะทา ให้เศรษฐกิจกลับสู่สภาวะเดิมเทา่กับที่เป็นอยู่กอ่นสงคราม
ส่วนในเอเชียและแอฟริกานั้นไมไ่ดัรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมากนัก
เนื่องจากไมไ่ด้เป็นสมรภูมิที่สาคัญของสงคราม
2. ด้านสังคม
สงครามครั้งนี้กอ่ให้เกิดผลกระทบทางสังคมในด้านลบตอ่สังคมของประเทศผู้แพ้ในยุโรป
อยา่งมาก โดยเฉพาะอยา่งยิ่งทา ให้เกิดความระส่าระสายทางสังคมของเยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี
และตุรกี และนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองดังกลา่วแล้ว
ส่วนผลทางบวกก็คือทา ให้ชนกลุม่น้อยหลายกลุ่มที่เคยอยูใ่ต้การปกครองของประเทศมหาอา นาจใ
นยุโรปซึ่งแพ้สงครามได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง
และเลือกประเทศที่ตนต้องการอาศัยอยูใ่ต้ร่มธง สาหรับเอเชียได้รับผลกระทบจากสงครามในด้านดี
ดังจะเห็นได้วา่
ชาวอาหรับที่เคยอยูใ่ต้อา นาจการปกครองของตุรกีได้รับสิทธิที่จะพัฒนาการปกครองตนเอง
ส่วนชาวยิวจากยุโรปและแอฟริกาได้รับการยินยอมจากอังกฤษให้อพยพเข้าไปอยูที่่ปาเลสไตน์
ซึ่งอังกฤษได้มอบหมายจากสันนิบาตชาติให้เป็นผู้ดูแล
ซึ่งกอ่ให้เกิดปัญหาทางสังคมขึ้นในดินแดนดังกลา่ว
เนื่องจากชาวอาหรับไมพ่อใจตอ่การหลั่งไหลของชาวยิวเข้ามาสู่ปาเลสไตน์
ยังผลให้เกิดการปะทะกนัระหวา่งชาวยิวและชาวอาหรับในปาเลสไตน์
ส่วนชาวเอเชียที่อยูใ่ต้การปกครองของอังกฤษและฝรั่งเศสเริ่มเรียกร้องให้มีการยกฐานะทางสังคมข
องตนให้สูงขึ้น
3. ด้านการเมือง
สงครามครั้งนี้กอ่ให้เกิดผลกระทบทางด้านการเมืองตอ่ทวีปยุโรป และแอฟริกา ดังนี้ คือ
ประการแรก ทา ให้ผู้ชนะคือ อังกฤษและฝรั่งเศสมีอา นาจสูงสุดในยุโรป และทา ให้ผู้แพ้คือ
เยอรมนี ออสเตรีย และรุสเซีย กลายเป็นประเทศออ่นแอ และมีปัญหาทางเศรษฐกิจ
และมีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ต้องแกไ้ขอยา่งมาก
ประการทสี่อง ทา ให้ประเทศเอกราชเกิดขึ้นใหมใ่นยุโรปหลายประเทศ
ประการทสี่าม ทา ให้ญี่ปุ่นมีฐานะทางการเมืองสูงขึ้นอยา่งมากในเอเชียตอนเหนือ
โดยได้เข้าครอบครองดินแดนที่เคยอยูใ่ต้อา นาจของเยอรมนีทั้งในจีนและในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนื
อเส้นศูนย์สูตร และเนื่องจากรุสเซียออ่นแอลงอยา่งมาก
จึงทา ให้ญี่ปุ่นพยายามจี่ะขยายอิทธิพลของตนจากเกาหลีเข้าสู่แมนจูเรีย ดังจะได้กลา่วในตอนตอ่ไป
27. ประการทสีี่่ ทา ให้แอฟริกาเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษและฝรั่งเศสเกือบทั้งหมด
แตเ่นื่องจากอิตาลีไมพ่อใจในผลประโยชน์ที่ตนได้รับในฐานะผู้ชนะสงครามครั้งนี้
แอฟริกาตะวนัออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะอบิสเนีย หรือเอธิโอเปียซึ่งยังเป็นเอกราชอยู่
จึงกลางเป็นจุดที่อิตาลีสนใจที่จะขยายอิทธิพลเข้าครอบครอง
เรื่องที่8.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
ทมีี่ต่อความร่วมมือระหว่างประเทศหลังสงคราม
เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกอ่ให้เกิดความพินาศต่อทรัพย์สินและทหารของประเทศคู่
สงครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้อยา่งมาก ประเทศตา่ง ๆ ที่ร่วมประชุมสันติภาพที่นครปารีสในปี ค.ศ.
1 9 1 9 จึงมีความเห็นพ้องต้องกนัวา่
พวกเขาจะต้องร่วมมือกนัในการรักษาสันติภาพและความมนั่คงของนานาชาติ
ขจัดมูลแหตุของสงครามและป้องกนัที่จะมิให้มีการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการตัดสินข้อพิพาท
ซึ่งจะเห็นได้จากคา ปรารภ
ขอกติกาจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติเพื่อทา หน้าที่เป็นองค์การประสานความร่วมมือระหวา่งประเท
ศอยา่งเป็นทางการ ซึ่งจะชี้ให้เห็นในตอนตอ่ไป
อาจกลา่วได้วา่ความร่วมมือระหวา่งประเทศโดยมีองค์การระหวา่งประเทศเป็นแกนกลางใ
นการประสานงานอยา่งถาวรเพื่อความมนั่คงร่วมกนั ( c o l l e c t i v e s e c u r i t y ) ของทุกชาติ
เป็นความร่วมมือระหวา่งประเทศที่มีลักษณะแตกตา่งไปจากความร่วมมือระหวา่งประเทศในระยะ
กอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอยา่งเห็นได้ชัด
เพราะความร่วมมือระหวา่งประเทศที่มีผลประโยชน์และวตัถุประสงค์อยา่งใดอยา่งหนึ่งร่วมกนั
และเป็นความร่วมมือโดยไมอ่งค์การกลางทา หน้าที่เป็นกลไกในการประสานงาน
รวมทั้งเป็นความร่วมมือเพื่อการป้องกนัร่วมกนั ( c o l l e c t i v e d e f e n s e )
จากการคุกคามของกลุ่มประเทศอื่นดังจะเห็นได้จากความร่วมมือของกลุ่ม ความเข้าใจสามฝ่าย
อันมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย ซึ่งมีเจตนาตอ่ต้านความร่วมมือของกลุ่มพันธมิตรสามฝ่าย
อันมีเยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี และตุรกี
เห็นได้ชัดวา่ถ้าประเทศตา่ง ๆ
ยึดมนั่ในหลักความร่วมมือภายใต้องค์การกลางเพื่อผลประโยชน์ร่วมกนัอยา่งถาวรและจริงจัง
โดยไมหั่นไปร่วมมือแบบเกา่อีก
ก็น่าเชื่อได้วา่องค์การสันนิบาตชาติจะทา งานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกนัของมวลสมาชิก
และสามารถป้องกนัมิให้สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น
แตก่ารณ์กลับปรากฏดังจะชี้ให้เห็นในตอนที่ 8 . 4 วา่ ประเทศต่าง ๆ
ได้หันไปใช้วิธีร่วมมือกนัเพื่อการป้องกนั ร่วมกนัอีก
28. และไมส่นใจที่จะร่วมมือกับประเทศสมาชิกทั้งมวลขององค์การสันนิบาตชาติ
จึงทา ให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการป้องกนัสงคราม
ตอนที่8.4
สังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตอนที่ 8.4 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
8.5 กา เนิดและบทบาทขององค์การสันนิบาตชาติ
8.6 บทบาทของมหาอา นาจในสังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.7 ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติ
แนวคิด
1. องค์การสันนิบาตชาติ
ยึดหลักความมนั่คงร่วมกนัเป็นหลักในการรักษาสันติภาพของนานาชาติ
และลงโทษผู้รุกราน และยึดหลักการลงมติด้วยคะแนนเสียง
เอกฉันท์เป็นหลักสาคัญในการดา เนินงานขององค์การ
2. มหาอา นาจมุง่รักษาและส่งเสริมผลประโยน์แห่งชาติมากกวา่ผลประโยชน์ร่วมกนัของ
นานาชาติ จึงไมเ่ต็มใจให้การสนับสนุนการดา เนินงานขององค์การสันนิบาติชาติ
ซึ่งมุง่รักษาผลประโยชน์ร่วมกนัของนานาชาติ
3. มูลเหตุสาคัญที่ทา ให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ใ
นการระงับข้อพิพาท
และรักษาความสงบเรียบร้อยระหวา่งประเทศเกิดจากบทบาทของมหาอา นาจทั้งสิ้น
โดยบางประเทศไมเ่ต็มใจสนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติ
ทา หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยระหวา่งประเทศและบางประเทศไมเ่พียงจะ
ทา ลายกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเทา่นั้น แตยั่งเป็นผู้รุกรานเสียเองด้วย
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 8.4 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายกา เนิด วตัถุประสงค์ และหลักการขององค์การสันนิบาตชาติได้ถูกต้อง
29. 2. อธิบายสาเหตุที่ทา ให้ประเทศมหาอา นาจไมเ่ต็มใจสนับสนุนบทบาทขององค์การสันนิ
บาตชาติ ในการรักษาสันติภาพของนานาชาติได้ถูกต้อง
3. อธิบายมูลเหตุสาคัญที่ทา ให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลว
ในการรักษาสันติภาพและความมนั่คงของนานาชาติได้
ความนา
ดังได้กลา่วแล้ววา่ สงครามโลกได้ส่งผลกระทบตอ่สังคมโลกหลังสงครามอยา่งมาก
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งได้กอ่ให้เกิดองค์การสันนิบาตชาติขึ้น
ทา หน้าที่เป็นองค์การกลางในการรักษาสันติภาพระหวา่งประเทศอันเป็นการสร้างความหวงัใหมว่า่
องค์การจะสามารถป้องกนัมิให้เกิดสงครามเนื่องจากประเทศที่กอ่ตั้งองค์การตา่งยืนยันวา่จะไมใ่ช้ส
งครามเป็นเครื่องมือในการระงับข้อพิพาท
จึงอาจกลา่วได้วา่สังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีลักษณะอนาธิปไตยน้อยลงและน่าเชื่อได้ว่
า
ถ้ามหาอา นาจซึ่งกอ่ตั้งองค์การสันติบาตชาติจะสนับสนุนองค์การนี้ให้ทา หน้าที่ในการรักษาสันติภ
าพระหวา่งประเทศอยา่งจริงจังแล้ว องค์การสันนิบาตชาติก็คงจะไมป่ระสบความล้มเหลว
เรื่องที่8.4.1 กาเนิดและบทบาทขององค์การสันนิบาตชาติ
สันนิบาติชาติกา เนิดขึ้นจากความคิดของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา
ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอเพื่อสันติภาพข้อที่ 1 4 ซึ่งกลา่ววา่
“จะตัองมีการจัดตั้งสมาคมใหญข่องนานาชาติ
โดยมีข้อตกลงเป็นการเฉพาะเพื่อค้า ประกนัเอกราชทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งช
าติใหญ่ และเล็กร่วมกนั” และ ณ ที่ประชุมสันติภาพที่นครปารีสนั้น ประธานาธิบดีวิลสัน
ได้มีบทบาทสาคัญในการจัดทา กติกาสันนิบาติชาติ
และรวมไวเ้ป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสันติภาพที่ผู้ชนะร่างขึ้น
อันเป็นการบังคับให้ทั้งประเทศผู้ชนะและผู้แพ้ต้องยอมรับกติกาของสันนิบาตชาติเป็นข้อผูกพันใน
การร่วมมือกนั และรักษาสันติภาพระหวา่งประเทศในระยะหลังสงคราม
กติกาของสันนิบาตชาติก็คือธรรมนูญที่กา หนด สมาชิกภาพ โครงสร้าง
อา นาจหน้าที่และบทบาทของสันนิบาตชาติ ซึ่งจะขอกลา่วโดยสังเขปดังนี้
1. สมาชิกภาพ
ประเทศเอกราชที่ร่วมประชุมสันติภาพเป็นสมาชิกผู้เริ่มกอ่ตั้งขององค์กร
และประเทศเอกราชอาจขอสมคัรเข้าเป็นสมาชิกได้
เมอื่ได้รับความเห็นชอบจากสมชัชาขององค์การด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3
และสมาชิกจะลาออกได้ต่อเมอื่ได้บอกล่วงหน้า 2 ปี
2. โครงสร้างขององค์การสันนิบาตชาติ
30. องค์การสันนิบาติชาติมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ
2 . 1 สมัชชา ( A s s e m b l y )
คือองค์กรอันเป็นที่ประชุมใหญใ่หญข่องรัฐที่เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ
โดยแตล่ะรัฐสมาชิกมีสิทธิส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมชัชาได้รัฐละ 3 คน
แต่มีสิทธ์ิออกเสียงเพียงเสียงเดียว
หน้าที่สาคัญของสมชัชาคือ
พิจารณาเรื่องที่อยูใ่นเขตอา นาจขององค์การสันนิบาตชาติและเรื่องที่คุกคามสันติภาพของโลก
จัดทา งบประมาณของสันนิบาตชาติ
เลือกสมาชิกที่มิใชส่มาชิกถาวรของคณะมนตรีของสันนิบาตชาติ
และให้ความเห็นชอบสมาชิกถาวรของคณะมนตรีที่อาจมีเพิ่มขึ้นตามที่คณะมนตรีเห็นสมควร
และอนุมัติในการรับรัฐตา่ง ๆ เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ
มติของสมชัชาจะต้องใช้คะแนนเสียงเอกฉันท์ ยกเวน้จะบัญญัติไว้อยา่งแจ้งชัดวา่ใช้เสียงข้างมาก
2 . 2 คณะมนตรี ( C o u n c i l )
คือองค์กรอันที่ประชุมของสมาชิกองค์การสันนิบาตชาติที่เป็นมหาอานาจ
มีภาระรับผิดชอบในการรักษาสันติภาพระหวา่งประเทศมากกวา่รัฐอื่น เชน่ อังกฤษและฝรั่งเศส
และสมาชิกอีกจา นวนหนึ่งที่สมชัชาจะเลือกจากสมาชิกองค์การสันนิบาตชาติโดยมีวาระ 3 ปี
สมาชิกประเภทแรกนี้จึงเรียกกนัวา่ สมาชิกถาวร และสมาชิกประเภทหลังเรียกวา่ สมาชิกไม่ถาวร
อยา่งไรก็ตาม
เนื่องจากสมาชิกประเภทแรกยังจะเพิ่มขึ้นโดยมติของสมชัชาหรือโดยการลาออกจากสมาชิกนั้น ๆ
จึงทา ให้จา นวนของสมาชิกในองค์กรนี้เปลี่ยนแปลงอยูเ่รื่อย ๆ ในระยะกอ่นสงครามโลกครั้งที่สอง
คณะมนตรีมีสมาชิก ถาวร 3 ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย และสมาชิกไมถ่าวร 1 1
ประเทศ
หน้าที่สาคัญของคณะมนตรีคือ
พิจารณาเรื่องที่อยูใ่นเขตอา นาจขององค์การสันนิบาตชาติและคุกคามสันติภาพของโลก
วางแผนการลดอาวุธ แนะวิธีให้ความคุ้มครองแกส่มาชิกที่รุกรานและไกลเ่กลี่ยกรณีพิพาท เป็นต้น
2 . 3 สานักเลขาธิการ ( S e c r e t a r i a t e )
เป็นองค์การบริหารระหวา่งประเทศซึ่งจะทา หน้าที่เป็นการประจา ตา่งกบัสมชัชาหรือคณะมนตรี
ซึ่งจะทา หน้าที่เป็นครั้งคราวในระยะที่มีการประชุมเท่านั้น
สานักงานเลขาธิการจึงประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชาของเลขาธิการ
ในปี ค.ศ. 1 9 3 9 กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมีเจ้าหน้าที่จา นวน 8 0 0 คนจาก 5 0 ประเทศ
นอกเหนือจากองค์กรทั้ง 3 นี้แล้ว ยังมีองค์กรระหวา่งประเทศอีก 2
องค์กรที่องค์การสันนิบาตชาติส่งเสริมให้เกิดขึ้น
31. และทา งานเป็นอิสระจากองค์การสันนิบาตชาติคือ ศาลยุติธรรมนานาชาติ
และองค์การแรงงานระหวา่งประเทศ
3. บทบาทขององค์การสันนิบาตชาติ
ที่ควรกลา่วถึงมีดังนี้
3 . 1 บทบาทในการรักษาสันติภาพระหวา่งประเทศ
ในการทา หน้าที่รักษาสันติภาพระหวา่งประเทศนั้น กติกาขององค์การสันนิบาตชาติได้กา หนดไว้วา่
ประเทศสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติจะต้องเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชทางการเมื
องของสมาชิกทั้งมวลขององค์การสันนิบาตชาติ ถ้ามีการรุกรานเกิดขึ้น หรือมีการขู่วา่จะรุกราน
คณะมนตรีจะเสนอแนะตอ่สมาชิกถึงวิธีการที่สมาชิกจะปฏิบัติตามข้อผูกพันที่มีตอ่องค์การสันนิบา
ตชาติ
นอกจากนั้นกติกาขององค์การสันนิบาตชาติยังได้กา หนดให้สมาชิกนาข้อพิพาทเข้ามาสู่การพิจารณ
าของคณะมนตรีและจะไมใ่ช้สงครามต่อกนั จนกวา่องค์การสันนิบาตชาติจะชี้ขาดแล้วเป็นเวลา 3
เดือนยิ่งกวา่นั้นกติกาขององค์การสันนิบาตชาติยังได้ระบุไวด้้วยวา่ ถ้ามีสงครามเกิดขึ้น
หรือการขู่วา่จะใช้สงครามอันอาจเป็นภัยคุกคามตอ่สันติภาพของโลก
องค์การสันนิบาตชาติจะดา เนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อพิทักษ์สันติภาพของนานาชาติ
และถ้าหากวา่ประเทศใดใช้สงครามอันเป็นการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
คณะมนตรีจะลงโทษประเทศนั้นโดยการเสนอแนะให้สมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติใช้กา ลังท
หารหรือตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศนั้น ๆ
ปรากฏวา่
องค์การสันนิบาตชาติประสบความสาเร็จในการระงับข้อพิพาทระหวา่งประเทศหลายเรื่อง อาทิ
กรณีพิพาทระหวา่งสวีเดนกบัฟินแลนด์เกยี่วกบักรรมสิทธ์ิในหมูเ่กาะอาแลนด์(Aland)
กรณีพิพาทระหวา่งตุรกีกบัอังกฤษเกยี่วกับเมืองโมสุล
และกรณีพิพาทระหวา่งโปแลนด์กบัลิธัวเนียเกยี่วกับเมืองวิลนา
อยา่งไรก็ตาม กรณีพิพาทสาคัญที่องค์การสันนิบาตชาติไมส่ามารถจัดการให้สาเร็จได้มีอยู่
3 กรณี ซึ่งมีผลทา ให้องค์การสันนิบาตชาติเสื่อมความนิยมอยา่งมาก
คือกรณีพิพาทระหวา่งจีนกบัญี่ปุ่น กรณีพิพาทระหวา่งอิตาลีกบัเอธิโอเปีย
และกรณีพิพาทระหวา่งเยอรมนีกบัประเทศใกล้เคียง ซึ่งจะได้กลา่วในตอนตอ่ไป
3 . 2 บทบาทในการส่งเสริมการปกครองตนเองของดินแดนตา่ง ๆ
เนื่องจากดินแดนในตะวนัออกกลางที่เคยอยูใ่ต้การปกครองของตุรกี และในแอฟริกา
และมหาสมุทรแปซิฟิกของเยอรมนีถูกแยกจากการปกครองของประเทศทั้งสอง
และยังปกครองตนเองไมไ่ด้ กติกาขององค์การสันนิบาตชาติจึงสร้างระบบอาณ ติ ( m a n d a t e
S y s t e m ) ขึ้นใช้กบัดินแดนดังกลา่ว โดยได้มอบหมายให้ประเทศผู้ชนะดูแลดินแดนดังกลา่ว
32. ทั้งนี้เพื่ออบรมสั่งสอนให้ประชากรในดินแดนเหลา่นี้มีความสามารถที่จะปกครองตนเองได้ในที่สุด
ซึ่งปรากฏวา่ดินแดนในอาณัติชั้น เอ. ซึ่งมีความเจริญมากแล้ว เชน่ ซีเรีย เลบานอน
(ในอาณัติฝรั่งเศส) กบัจอร์แดนและอิรัก (ในอาณัติของอังกฤษ)
ได้เอกราชกอ่นสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนดินแดนในอาณัติชั้น บี. เชน่แคเมอรูน
และแทนแกนยิกา (ปัจจุบันคือ ประเทศแทนซาเนีย) ในแอฟริกา
ซึ่งจะต้องมีการอบรมสั่งสอนกนัมาก และดินแดนในอาณัติชั้น ซี. เชน่เกาะซามวัตะวนัตก
และกินีตะวนัออก ในอาณัติของออสเตรเลียซึ่งล้าหลังมาก
ได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วหลายปี
ส่วนบางดินแดนเชน่แอฟริกาตะวนัตกเฉียงใต้ในอาณัติของสหภาพแอฟริกาใต้ยังไมไ่ด้เอกราชจน
ทุกวนันี้
เนื่องจากสหภาพแอฟริกาใต้ไมป่ฏิบัติตามคา สั่งของสหประชาชาติซึ่งรับภาระมาจากองค์การสันนิ
บาตชาติ
3 . 3 บทบาทในการคุ้มครองชนกลุ่มน้อย
แมส้นธิสัญญาแวร์ซายส์จะได้พยายามทา ให้ชนกลุม่น้อยในยุโรปมีประเทศของตนเอง
แตก่็ไมส่ามารถทา ให้ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มมีประเทศของตนเองได้ทั้งหมด
ยังผลให้มีชนกลุ่มน้อยอีกหลายล้านคนอาศัยอยูใ่นดินแดนของประเทศอื่น ด้วยเหตุนี้
กติกาขององค์การสันนิบาตชาติจึงได้วางกฎเกณฑ์ให้รัฐบาลของประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่
รับรองวา่จะคุ้มครองชนกลุ่มน้อย
และหากมีการละเมิดสิทธิของชนกลุ่มน้อยจะต้องนาเสนอให้องค์การสันนิบาตชาติพิจารณา
อยา่งไรก็ตาม ปรากฏวา่สันนิบาตชาติไมป่ระสบความสาเร็จในเรื่องนี้มากนัก
และปัญหาชนกลุ่มน้อยดังกลา่วได้กลายเป็นสาเหตุสาคัญประการหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง
เรื่องที่8.4.2 บทบาทของมหาอานาจในสังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งทหี่นึ่ง
ประเทศที่จัดวา่เป็นมหาอา นาจหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมี 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา
อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม
ส่วนเยอรมนีและรุสเซียซึ่งพา่ยแพ้สงครามและมีปัญหาการเองภายในมีความออ่นแอมากจนไมส่าม
ารถแสดงบทบาทของมหาอา นาจได้ จนกระทั้งราวปี ค.ศ. 1933 เยอรมนี ภายใต้การนาของฮิตเลอร์
และรุสเซียภายใต้การนาของสตาลิน กลับเข้มแข็งขึ้นและกลายเป็นมหาอา นาจอีกครั้งหนึ่ง
33. อาจกลา่วได้วา่ถ้ามหาอา นาจเหลา่นี้ให้การสนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติอยา่งจริงใจและไมล่ะเมิ
ดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเสียเอง
องค์การสันนิบาตชาติก็จะสามารถทา หน้าที่รักษาสันติภาพระหวา่งประเทศอยา่งได้ผล
แตก่ารณ์กลับปรากฏวา่มหาอา นาจทั้ง 7 นี้บางประเทศเชน่
สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์การสันนิบาตชาติ
และบางประเทศเชน่อังกฤษและฝรั่งเศสก็มิได้สนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติอยา่งจริงใจ
ส่วนเยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี กลับละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเสียเอง
จึงยังผลให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการรักษาสันติภาพระหวา่งประเทศ
ดังจะชี้ให้เห็นดังนี้
1. สหรัฐอเมริกา
แม้วา่สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศผู้ชนะ และกลายเป็นเจ้าหนี้ของทุกประเทศ
รวมทั้งมีขีดความสามารถทางทหารที่จะเป็นมหาอา นาจ และแสดงบทบาทในองค์การสันนิบาตชาติ
ซึ่งประธานาธิบดีวิลสันเป็นผู้กอ่ตั้งขึ้น
เพื่อชว่ยให้องค์การนี้ทา หน้าที่รักษาสันติภาพระหวา่งประเทศตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
แตส่หรัฐอเมริกากลับต้องถอนตัวออกจากองค์การสันนิบาตชาติและกลับไปอยูอ่ย่างโดดเดี่ยวในโล
กใหมโ่ดยไมย่อมแสดงบทบาทในเวทีการเมืองระหวา่งประเทศเลย ทั้งนี้เนื่องจากเหตุ 2 ประการคือ
1)
วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาไมย่อมให้สัตยาบันกติกาขององค์การสันนิบาตชาติอันเป็นผลทา ให้รัฐบา
ลสหรัฐอเมริกาไมส่ามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันที่สมาชิกจะต้องทา ตามที่กา หนดไวใ้นกติกาขององ
ค์การสันนิบาตชาติ และต้องถอนตัวออกจากองค์การนี้ในสุด
ทั้งนี้ก็เพราะสมาชิกวุฒิสภาจา นวนมากเกรงวา่องค์การนี้จะมีอา นาจเหนือรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
และบังคับให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทา ในสิ่งที่สหรัฐอเมริกาไมต่้องการทา
จึงไมย่อมให้สัตยาบันกติกาของสันนิบาตชาติตามที่ประธานาธิบดีวิลสันลงนามเอาไว้
เวน้แตจ่ะมีการแกไ้ขเปลี่ยนแปลงใหม่
ซึ่งประธานาธิบดีวิลสันไมเ่ห็นด้วยโดยเกรงวา่จะเป็นการผิดสัญญากับมิตรประเทศที่ร่วมลงนามไว้
2 )
ประชาชนอเมริกนัห่วงแตเ่รื่องภายในของตนและยังขาดความรู้เความเข้าใจในเรื่องราวตา่งประเทศ
รวมทั้งเชื่อวา่องค์การสันนิบาตชาติเป็นประโยชน์แกป่ระเทศผู้ชนะในยุโรปเทา่นั้น
เมอื่ไมเ่ห็นประโยชน์ที่ประเทศของตนจะได้รับจากการร่วมมือกบัองค์การนี้
จึงไมใ่ห้การสนับสนุนแกค่วามคิดของประธานาธิบดีวิลสัน
ซึ่งต้องการให้สหรัฐอเมริกาเข้าเกยี่วข้องกบัการเมืองของโลกภายนอก
ยังผลให้ผู้นาของสหรัฐอเมริกาไมก่ล้าเจ้าไปชว่ยขจัดวิกฤตการณ์ตา่ง ๆ ที่เกิดขึ้น
34. โดยคงทา หน้าที่เพียงสนับสนุนให้มหาอา นาจตา่ง ๆ ทา ความตกลงลดอาวุธทางเรือ
และงดเวน้มิให้ใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดา นินนโยบายตา่งประเทศเทา่นี้น
โดยการลงนามในสนธิสัญญาเกี่ยวกบัอาวุธทางเรือกบัอังกฤษ ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1 9 2 2
และลงนามในสนธิสัญญาประณามการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดา เนินนโยบายที่กรุงปารีส
ในปี ค.ศ. 1 9 2 7
ด้วยเหตุนี้แม้วา่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ( F r a n k l i n D . R o o s e v e l t )
ซึ่งเข้ารับตา แหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1 9 3 3
มองเห็นผลเสียของนโยบายไมเ่กยี่วข้องกับโลกภายนอกและพยายามจะปลุกให้ประชาชนอเมริกนั
มองเห็นโทษของการอยูอ่ยา่งโดดเดี่ยว
และมองเห็นประโยชน์ของการที่สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปเกยี่วข้องกับกิจการของโลกภายนอก
แตผู่้นาในรัฐสภาอเมริกนัและประชาชนส่วนใหญก่็ยังคงเชื่อในความถูกต้องของนโยบายอยูอ่ยา่งโ
ดดเดี่ยวและไมย่อมเห็นคล้อยตามประธานาธิบดีของเขา
ดังจะเห็นได้วา่เมอื่ประเทศเยอรมนีมีทีทา่จะกอ่สงครามกบัประเทศเพื่อนบ้านอีก
โดยได้ทา การละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์วา่ด้วยการมีกา ลังทหารในแควน้ไรน์
และการขยายกา ลังกองทัพเยอรมนั
ผู้นาฝ่ายรัฐสภากลับพยายามบังคับให้ประธานาธิบดีดา เนินนโยบายเป็นกลางอยา่งเคร่งครัด
โดยออกกฎหมายวา่ด้วยการวางตนเป็นกลางในสงครามในปี ค.ศ. 1 9 3 7
เพื่อป้องกนัมิให้ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานาประเทศเข้าสู่สงครามเหมือนที่ประธานาธิบดีวิ
ลสันเคยทา มาแล้วอีก
2. อังกฤษ
เมอื่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์การสันนิบาตชาติ
และไมย่อมแสดงบทบาทในเวทีการเมืองระหวา่งประเทศ
อังกฤษซึ่งมีความเข้มแข็งมากกวา่มหาอา นาจอื่นในยุโรปขณะนั้น
จึงอยูใ่นฐานะที่จะแสดงบทบาทมากกวา่ประเทศมหาอา นาจอื่น
แตอั่งกฤษก็ไมส่ามารถแสดงบทบาทเพื่อสนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติทา หน้าที่รักษาสันติภา
พของโลก และลงโทษผู้ละเมิดกติกาองค์การสันนิบาตชาติได้มากนัก
นอกจากนี้ในบางครั้งอังกฤษก็จา ต้องใช้นโยบายเอาใจ ( a p p e a s e m e n t )
มหาอานาจที่กอ่วิกฤตการณ์ให้แกโ่ลก ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุหลายประการ คือ
1) อังกฤษมีปัญหาเศรษฐกิจภายในเรื่อยมาตั้งแตปี่ ค.ศ. 1922
โดยมีการผละงานของกรรมกรบอ่ยครั้ง
และต้องประสบความตกต่า ทางเศรษฐกิจอยา่งมากเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในปี ค.ศ. 1933
จึงทา ให้อังกฤษไมเ่ข้มแข็งมากนัก
35. 2) อังกฤษมีผลประโยชน์ของตนที่จะต้องพิทักษ์รักษาดินแดนอาณานิคมซึ่งมีอยูทั่่วโลก
จึงสนใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนมากกวา่ผลประโยชน์ของนานาชาติ
ที่ไมมี่ผลกระทบตอ่ผลประโยชน์ของตนโดยตรง
3) อังกฤษไมไ่ด้รับการสนับสนุนจากมหาอา นาจอื่น ๆ
โดยเฉพาะจากฝรั่งเศสในการรักษาสันติภาพของโลกซึ่งถูกมหาอา นาจอื่นคุกคาม
ด้วยเหตุนี้ อังกฤษจึงเลือกบทบาทในการเมืองของโลกเหมือน ๆ กับประเทศอื่น ๆ คือ
มุง่รักษาผลประโยชน์ของชาติมากกวา่การรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
อันเป็นผลประโยชน์ร่วมกนัของนานาชาติอยา่งเคร่งครัด ตัวอยา่งเชน่
เมอื่ญี่ปุ่นละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
โดยทา การรุกรานแมนจูเรียของจีนในเดือนกนัยายน ค.ศ. 19 32 อังกฤษชักชวนให้ประเทศตา่ง ๆ
ประณามญี่ปุ่นวา่เป็นผู้รุกรานจีน โดยมิได้บีบญี่ปุ่นให้ยุติการกระทา นั้นอยา่งเด็ดเดี่ยว
ทั้งนี้ก็เพราะอังกฤษมองเห็นวา่หากสกัดมิให้ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลไปทางเหนือของจีนอาจจะทา ให้ญี่
ปุ่นหันไปขยายอิทธิพลลงสู่อาณาบริเวณเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้
ซึ่งอังกฤษมีอาณานิคมและผลประโยชน์อยู่มาก ในทา นองเดียวกนั
เมอืิ่ตาลีละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติโดยทา การบุกเอธิโอเปียในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1934
เพื่อขยายอิทธิพลของอิตาลีในแอฟริกาเหนือ ตามนโยบายสร้างจักรวรรดิอิตาลีของามุสโสลินี
( B e n i t o M u s s o l i n i )
อังกฤษได้พยายามเรียกร้องให้สมาชิกองค์การสันนิบาตชาติช่วยเหลือกนัลงโทษอิตาลี
โดยการตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกบัอิตาลี แต่การกระทา ดังกลา่วก็ไมเ่ป็นผลในการยับยั้งอิตาลี
เนื่องจากฝรั่งเศสไมต่้องการที่จะบีบอิตาลีมากเกินไป
โดยเกรงวา่อาจจะทา ให้อิตาลีหันไปร่วมมือกับเยอรมนีมากขึ้น
ยังผลให้องค์การสันนิบาตชาติต้องเลิกล้มการลงโทษอิตาลีในที่สุด
ตอ่มาเมอื่เยอรมนีภายใต้การนาของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Ad o lf H it l er ) เริ่มเข็มแข็งขึ้น
และกล้าละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ โดยการส่งทหารเข้าไปในแควน้ไรน์ในปี ค.ศ. 1 9 3 6
อันกระทบความมนั่คงของฝรั่งเศสโดยตรง
อังกฤษก็มิได้สนับสนุนฝรั่งเศสในการบังคับเยอรมนีให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญา
และเมอื่เยอรมนีต้องการปลดปลอ่ยแควน้สุเดเต็นซึ่งมีชาวเยอรมนัอาศัยอยู่มากจากเชโกสโลวะเกีย
อังกฤษก็เอาใจฮิตเลอร์โดยนายกรัฐมนตรี เนวิลล์ แชมเบอร์เลน ( N a v i l l e C h a m b e r l a i n )
ลงทุนเดินทางไปทาความตกลงกับฮิตเลอร์ที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมนี
ยอมให้เยอรมนีเอาแควน้สุเดเต็น เป็นของตนได้ในเดือนกนัยายน ค.ศ. 1 9 3 8
อันเป็นข้อตกลงระหวา่งประเทศที่ถือกนัวา่อัปยศที่สุดที่อังกฤษและฝรั่งเศสทา กับเยอรมนี
โดยเอาดินแดนของประเทศอื่น มาทา ความพอใจให้แกเ่ยอรมนี
36. ซึ่งอังกฤษอ้างวา่ที่ต้องทา เชน่นี้ก็เพื่อให้โลกได้มีสันติภาพ
และเพื่อให้ตนมีเวลาที่จะเตรียมตัวรับมือกับเอยรมนีในโอกาสต่อไป
3. ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสเป็นมหาอา นาจที่ชนะสงคราม
แตไ่มก่็ไมอ่ยูใ่นฐานะที่จะแสดงบทบาทในการสนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติให้รักษาสันติภาพข
องโลกได้มากนัก นอกจากนั้น
ฝรั่งเศสมีจุดมุง่หมายในการรักษาความมนั่คงของตนให้พ้นจากการคุกคามของเยอรมนีมากกวา่การ
รักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติ อันเป็นผลประโยชน์ร่วมกนัของนานาชาติ
ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุหลายประการ คือ
1) ฝรั่งเศสประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในอยา่งรุนแรง
อันเป็นผลมาจากปัญหาการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปัญหาอื่น ๆ เชน่ ปัญหางบประมาณขาดดุล
เงินเฟ้ออยา่งรุนแรง และการผละงานของกรรมกรบ่อยครั้ง เป็นต้น
ประกอบกบัการมีเปลี่ยนรัฐบาลบอ่ยครั้งมาก
จึงทา ให้รัฐบาลฝรั่งเศสไมมี่เวลามากพอที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจดังกลา่ว
และไมมี่ความเข้มแข็งพอที่จะแสดงบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลก
2) ฝรั่งเศสมีความกลัวเยอรมนีจะกลับมาคุกคามความมนั่คงของตนอีก
จึงมุง่ลงโทษเยอรมนี โดยมุง่แยกดินแดนบางส่วนของเยอรมนีออกจากเยอรมนี เชน่
ตั้งแควน้ไรน์ขึ้น เป็นรัฐกนัชนระหวา่งเยอรมนีกบัฝรั่งเศส
และเรียกคา่เสียหายจากเยอรมนีเป็นจา นวนสูงมาก เมอื่ไมไ่ด้รับชา ระหนี้ตามสัญญา
ฝรั่งเศสก็ส่งกา ลังทหารเข้ายึดแควน้รูห์ของเยอรมนี เพื่อเอาถา่นหินจากแควน้นั้นมาชา ระหนี้แทน
3)
ฝรั่งเศสผิดหวงัในการที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษไมรั่บข้อเสนอของตนเกี่ยวกับการจัดตั้งกองกา ลัง
นานาชาติ เพื่อรักษาความมนั่คงของโลก
และไมศ่รัทธาในกลไกขององค์การสันนิบาตชาติในการรักษามความมนั่คงของโลก
ด้วยเหตุนี้ ฝรั่งเศสจึงมุง่สร้างความมนั่คงให้แกป่ระเทศของตนเอาเอง
และไมใ่ห้ความสนใจในการร่วมมือกับสมาชิกอื่น ๆ
ขององค์การสันนิบาตชาติในการรักษาสันติภาพของโลก ตัวอยา่งเชน่ในปี ค.ศ. 1 9 2 5
ที่เมืองโลคาร์โน
ฝรั่งเศสได้ขอให้เยอรมนีทา สนธิสัญญาไมรุ่กรานกนักับประเทศเพื่อนบ้านหลายฉบับ
ซึ่งเรียกกนัทั่วไปวา่สนธิสัญญาโลคาร์โน คือทา สัญญากบั ผรั่งเศส โปแลนด์ และเชโกสโลวะเกีย
และสนธิสัญญาค้า ประกนัร่วมกนักับฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และเบลเยี่ยม
ซึ่งรับรองร่วมกนัต่อพรมแดนของเยอรมนี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม
37. นอกจากนั้นฝรั่งเศสยังทา สนธิสัญญาชว่ยเหลือซึ่งกนัและกนัระหวา่งโปแลนด์และเชโกสโลวะเกีย
ด้วย หลังจากนั้นฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจากแควน้ไรน์
และสนับสนุนให้เยอรมนีเข้าเป็นสมาชิกองค์การสันนิบาตชาติ โดยมีที่นั่งถาวรในคณะมนตรี
แมก้ระนั้นก็ดีฝรั่งเศสก็ยังไมม่นั่ใจวา่ตนจะพ้นจากภัยสงคราม
จึงเสนอทา สนธิสัญญาสันติภาพหรือต่อต้านสงครามกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเสนอให้ประเทศอื่น ๆ
มาร่วมทาสนธิสัญญานี้ด้วย ซึ่งปรากฏวา่ประเทศตา่ง ๆ รวม 15 ประเทศมาร่วมประชุมที่กรุงปารีส
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1 9 2 7 สนธิสัญญานี้จึงมีชื่อวา่ สนธิสัญญาสันติภาพแห่งปารีส
ซึ่งมีประเทศอื่น ๆ ร่วมลงนามด้วยในปีตอ่ ๆ มารวมเป็น 6 2 ประเทศ
สนธิสัญญาฉบับนี้มีสาระสาคัญคือ
ภาคีของสนธิสัญญาตกลงจะไมใ่ช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดา เนินนโยบาย
เพราะฉะนั้นเมื่อองค์การสันนิบาตชาติมีมติประณามหรือลงโทษมหาอา นาจอันที่ละเมิดกติ
กาขององค็การสันนิบาตชาติ ฝรั่งเศสจึงไมก่ระตือรือร้นที่จะสนับสนุนมาตรการเหล่านนั้น
ตราบใดที่มหาอา นาจอื่นนั้นมิได้คุกคามผลประโยชน์ของฝรั่งเศส ตัวอยา่งเชน่
ฝรั่งเศสไมเ่ต็มใจลงโทษอิตาลีซึ่งรุกรานเอธิโอเปีย ดังกลา่ว
4. อิตาลี
เป็นมหาอา นาจที่ชนะสงคราม
และร่วมกอ่ตั้งองค์การสันนิบาตชาติโดยมีที่นั่งถาวรในคณะมนตรีด้วย
ซึ่งมีความรับผิดชอบพิเศษในการรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติและสันติภาพของโลก
แตอิ่ตาลีกลับมุง่คุกคามประเทศอื่นเพื่อขยายดินแดนของตน
อันเป็นการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติอยา่งแจ้งชัด ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุหลายประการ
คือ
1) อิตาลีผิดดหวงัในผลตอบแทนที่ตนได้รับจากสัมพันธมิตร
ซึ่งสัญญาจะให้ดินแดนจา นวนมากที่อยูใ่นครอบครองขอออสเตรีย เชน่ เมืองเตรนตีโน (Trentino)
ตริเอสเต (Trieste) ไทรอลใต้ (South Tyrol) กอร์เซีย และธิสเตรีย เป็นต้น
และสัญญาจะให้อิตาลีได้เขตอิทธิพลในตะวนัออกกลางด้วย
ผลปรากฎวา่อิตาบีได้ดินแดนจากออสเตรียเพียงเล็กน้อย
ไมค่มุ้กบัคา่ใช้จา่ยที่ตนต้องเสียไปในการสงครามกกวา่หมนื่ล้านเหรียญสหรัฐฯ
และสูญเสียทหารไปเกือบ 1 ล้านคน และบาดเจ็บอีกเกือบ 1 ล้านคน
จึงยังผลให้อิตาลีมุง่หาดินแดนใหมเ่อาเอง
2 ) อิตาลีประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะหลังสงครามอยา่งมาก มีคนวา่งงานมาก
เงินเฟ้อ งบประมาณขาดดุล ซี่งรัฐบาลไมส่ามารถแก้ไขได้
ยังผลให้ประชาชนและทหารผ่านศึกพากนัเกลียดชังรัฐบาล
38. และหันไปนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์กบัลัทธิฟาสซิสต์ ซึ่งให้ความหวงัใหมแ่กป่ระชาชน
ผลปรากฏวา่ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1 9 2 3 พรรคฟาสซิสต์ภายใต้การนาของเบนิโต มุสโสลินี
ใช้กา ลังพล 5 0 , 0 0 0 คน เดินทางเข้ากรุงโรมและยึดอา นาจได้สาเร็จ
โดยเขาให้สัญญาวา่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีการใหม่
โดยรัฐบาลจะเข้าคุมเศรษฐกิจร่วมกับนายทุน และกรรมกร
และจะทา ให้อิตาลียิ่งใหญเ่หมือนโรมสมัยโบราณ และมีอาณานิคมมากมาย
ปรากฏวา่การปรกครองแบบเผด็จการทา ให้เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนั้นได้สาเร็จ ในระยะแรก
และเร่งสร้างกองทัพได้เข็มแข็งเพื่อขยายดินแดน
พร้อมกับปลุกประชาชนให้เห็นผลดีของการขยายดินแดนด้วยการทา สงคราม
และเมอื่สบโอกาสเขาก็ส่งกองทัพบุกเอธิโอเปียในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1 9 3 4
อันเป็นการละเมิดกติกาองค์การสันนิบาตชาติอยา่งแจ้งชัด
และแม้จะถูกอางค์การสันนิบาตชาติลงโทษโดยการสั่งให้สมาชิกตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกบัอิตาลี
ยังผลให้อิตาลีต้องลาออกจากองค์การสันนิบาตชาติ
และมุงยึดเอธิโอเปียจนสาเร็จในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1 9 3 6
ทั้งนี้เนื่องจากมหาอา นาจยุโรปไมก่ล้าลงโทษอยา่งจริงจัง
โดยเกรงวา่จะทา ให้อิตาลีหันไปใกล้ชิดกบัเยอรมนี
ซึ่งปรากฏวา่ไมเ่ป็นผลแตอ่ยา่งใดเพราะมุสโสลินีซึ่งมีความนิยมในฮิตเลอร์ผู้มีอุดมการณ์คล้ายตนอ
ยูแ่ล้วได้นาอิตาลีเข้าผูกพันกบัเยอรมนีอย่างใกล้ชิดกนัขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะตอ่มา
5. ญปีุ่่น
ญี่ปุ่นเป็นมหาอา นาจผู้ชนะสงครามและได้สวมสิทธ์ิของเยอรมนีในจีน เชน่ เมือง เกียวเจา
และเขตเชา่อื่นในคาบสมุทรซานตุง ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ
อันเป็นสิทธิที่ญี่ปุ่นได้มาตามสัญญาลับที่อังกฤษทาไว้กับตนกอ่นที่ญี่ปุ่นจะตัดใจเข้าร่วมสงครามกั
บฝ่ายอังกฤษต่อต้านเยอรมนี
นอกจากนั้นญึ่ปุ่นยังได้ร่วมกอ่ตั้งองค์การสันนิบาตชาติร่วมกับมหาอา นาจอื่น ๆ
โดยมีที่นั่งถาวรในคณะมนตรีด้วยเชน่เดียวกับมหาอา นาจอื่น
ซึ่งมีความรับผิดชอบพิเศษในการรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติและสันติภาพระหวา่งประเ
ทศ แตญี่่ปุ่นกกลับมุง่ขยายดินแดนและคุกคามประเทศอื่น
อันเป็นการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติอยา่งแจ้งชัด ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุหลายประการ
1) ผู้นาทางทหารและการเมือง เชน่ พรรคไซยไก (Seiynkai)
มีความเห็นวา่ญี่ปุ่นมีดินแดนน้อยแตมี่ประชากรมาก
จึงควรมีอาณานิคมให้มากเหมือนมหาอา นาจยุโรป
จึงมีความคิดที่จะเอาดินแดนในอาณัติซึ่งอยูใ่นความดูแลของตนเป็นอาณานิคม
39. 2) ผู้นาเหลา่นี้เชื่อด้วยวา่ ญี่ปุ่นควรที่จะเป็นใหญใ่นเอเชีย และสร้างเอเชียเพื่อชาวเอเชีย
ภายใต้การนาของญี่ปุ่นได้
3) ญี่ปุ่นขาดทรัพยากรในการสร้างประเทศให้ยิ่งใหญแ่ทบทุกอยา่ง
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งน้ามนัเชื้อเพลิง
จึงทา ให้ญี่ปุ่นอยากได้แหลง่ทรัพยากรและตลาดการค้าสาหรับระบายสินค้าญี่ปุ่น
เพราะฉะนั้นเมื่อญี่ปุ่นต้องประสบกับเศรษฐกิจตกต่า อยา่งรุนแรงในปี ค.ศ. 1 9 2 9
เหมือนประเทศอื่น ๆ อาทิ มีกรรมกรวา่งงานเป็นจา นวนมาก
สินค้าขายไมอ่อกเนื่องจากต่างประเทศตา่งตั้งกา แพงภาษีเพื่อชว่ยเศรษฐกิจภายในและทุ่มสินค้าลงสู่
ตลาดโลก ตอ่มาในปี ค.ศ. 1 9 3 0 พรรคไซยไก
ซึ่งมีแนวคิดคล้ายกับทหารในการสร้างจักรวรรดิของญี่ปุ่นให้ยิ่งใหญ่ได้จัดตั้งรัฐบาลญี่ปุ่น
ซึ่งตอ่มาในไมช่้าญี่ปุ่นก็เริ่มขยายอิทธิพลจากเกาหลีและเข้าสู่จีนที่แควน้แมนจูเรียอันมีเหล็กและถา่
นหินอยูม่าก โดยเข้าโจมตีดินแดนดังกล่าวในเดือนกนัยายน ค.ศ. 1 9 3 1
และเมอื่ถูกสมชัชาขององค์การสันนิบาตชาติประณามวา่เป็นผู้รุกราน ในปี ค.ศ. 1 9 3 3
ญี่ปุ่นก็ลาออกจากองค์การสันนิบาตชาติ และตอ่มาในปี ค.ศ. 1 9 3 6
ญี่ปุ่นทา ความตกลงร่วมกบัเยอรมนีในการตอ่ต้านคอมมิวนิสต์สากล ( an t i- commin t er n p act )
โดยมีอิตาลีร่วมเป็นภาคีด้วยในปีตอ่มา
จากนั้นญี่ปุ่นจึงกลายเป็นมหาอา นาจที่มุง่ขยายดินแดนเชน่เดียวกบัอิตาลีดังกลา่วแล้ว และเยอรมนี
ดังจะกลา่วตอ่ไป
6. รุสเซียหรือสหภาพโซเวียต
แ ม้ว่า รุส เ ซีย ซึ่ง ต่อ ไ ป นี้จ ะ เ รีย ก ว่า “ส ห ภ า พ โ ซ เ วีย ด ”
อันเป็นชื่อใหมที่่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ประกาศใช้ จะเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แต่เนื่องจากรัฐบาบคอมมิวนิสต์ซึ่ง ขึ้นมีอานาจหลังการปฏิวัติในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917
ยอมแพ้ต่อเยอรมนี ดดยยอมทาสนธิสัญญาสันติภาพกับเยอรมนีในเดือนมีนาคม ค .ศ. 1918
สหภาพโซเวียดจึงมิได้ส่งผู้แทนไปร่วมประชุมสันติภาพที่กรุงปารีสในเดือนเมษายน ค .ศ. 1919
ในฐานะ ผู้ช นะ ด้วย ด้วยเหตุนี้สหภ าพโซเวียตจึง ไม่ได้รับช าระค่าเสียหายจากเยอรมนี
แ ล ะ ไ ม่ไ ด้เ ป็น ส ม า ชิก ผู้ร่ว ม ก่อ ตั้ง อ ง ค์ก า ร สัน นิบ า ต ช า ติ
ยัง ผ ล ใ ห้ ส ห ภ า พ โ ซ เ วี ย ต อ้ า ง ว่า ไ ม่มี ภ า ร ะ ผู ก พั น ใ ด ๆ
ที่จะต้องแสดงบทบาทตามที่กติกาขององค์การสันนิบาตชาติกา หนดไวใ้นการรักษาสันติภาพของโ
ล ก
อยา่งไรก็ตามแมว้า่สหภาพโซเวียตจะมิได้ทาการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติอยา่งโจง่แจ้
ง เ ห มือ น อิต า ลีแ ล ะ ญี่ปุ่น แ ต่ส ห ภ า พ โ ซ เ วีย ต
ก ลับ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ส า เ ร็ จ ใ น ก า ร ส ร้ า ง ค ว า ม มั่น ค ง ข อ ง ช า ติ ต น
40. และขยายอิทธิพลของตนในการเมืองระหวา่งประเทศมากกวา่ประเทศผู้ละเมิดกติกาสันนิบาตชาติเ
สียอีก ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุดังตอ่ไปนี้ คือ
1) รัฐบาลสหภาพโซเวียตในระยะ 10 ปีแรกหลังสงครามโลก
มุง่สร้างความเข็มแข็งทั้งด้านการเมืองภายใน และเศรษฐกิจภายในประเทศ
โดยนาระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมาใช้ทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจดดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็น
ศูนย์กลางควบคุมการเมืองและประชาชนในประเทศอยา่งเข้มงวด
รวมทั้งโอนทรัพย์สินและกิจการทุกอยา่งเป็นของรัฐ หรือส่วนรวมทั้งหมด
ซึ่งทา ให้รัฐบาลสหภาพโซเวียตสามารถวางแผนพัฒนาประเทศให้เข็มแข็งได้โดยรวดเร็ว
2) สหภาพโซเวียตได้กอ่ตั้งองค์การคอมมิวนิสต์สากล
โดยรวมพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคที่สนับสนุนแนวทางคอมมิวนิสต์เข้ามาอยูใ่ต้การนาของพรรค
คอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต โดยอ้างวา่เพื่อร่วมกนัปฏิวตัิโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์
ในขณะเดียวกนัก็ใช้พรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศเหลา่นี้เป็นเครื่องมือสนับสนุนนโยบายตา่งประเ
ทศของตน ตัวอยา่งเชน่
ใช้ให้พรรคคอมมิวนิสต์ตา่งประเทศกอ่กวนหรือล้มล้างรัฐบาลที่ตอ่ต้านสหภาพโซเวียต เป็นต้น
อยา่งไรก็ตาม
หลังจากี่สหภาพโซเวียตต้องเผชิญกับเยอรมนีซึ่งเริ่มเข้มแข็งขึ้นภายใต้การนาของฮิตเลอร์
และมีทา่ทีตอ่ต้านคอมมิวนิสต์อยา่งรุนแรง
สตาลินผู้นาสหภาพโซเวียตจึงพยายามลดความระแวงของประเทศทุนนิยม
โดยการประกาศนโยบายวา่เขาสร้างสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตได้โดยไมจ่า ต้องส่งเสริมให้เกิดก
ารปฏิวตัิคอมมิวนิสต์ในประเทศอื่นด้วย
นอกจากนั้นเขาได้นาสหภาพโซเวียตสมคัรเข้าเป็นสมาชิกองค์การสันนิบาตชาติในเดือนกนัยายน
ค.ศ. 1 9 3 4 และได้ที่นั่งถาวรในคณะมนตรีในฐานะมหาอานาจ
ประกาศนโยบายสนับสนุนการลดอาวุธและลงโทษผู้รุกรานหลังจากนั้นสหภาพโซเวียตลงนามใน
สนธิสัญญาชว่ยเหลือกนัในกรณีที่ถูกตา่งประเทศรุกรานกับฝรั่งเศสและเชโกสโลวะเกีย
7. เยอรมนี
ดังได้กลา่วไวแ้ล้ววา่ เยอรมนีได้รับการลงโทษจากประเทศผู้ชนะอยา่งรุนแรง
โดยกา หนดไวใ้นสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายส์
ให้เยอรมนีต้องรับผิดชอบอยา่งเต็มที่ตอ่สงครามโลก ที่เกิดขึ้น
เยอรมนีต้องสูญเสียดินแดนของตนคือ อัลซาสลอเรนให้แกฝ่รั่งเศส
ต้องยอมให้องค์การสันนิบาตชาติเข้ามาดูแลเควน้ซาร์เป็นเวลา 1 0 ปี
41. ต้องยอมให้โปแลนด์ใช้ดินแดนด้านตะวนัตกของตนเป็นทางผา่นไปสู่ทะเลบอลติก
และต้องสูญเสียอาณานิคมของตนทังหมดให้แกอ่งค์การสันนิบาตชาติดูแลในฐานะดินแดนในอาณั
ติจนกวา่จะเป็นเอกราช ต้องยอมจากัดอาวุธและทหารประจา การลงอยา่งมาก
รวมทั้งต้องยอมชดใช้คา่เสียหายเป็นจา นวนมหาศาลให้แกผู่้ชนะ
เนื่องจากเยอรมนีถูกบังคับให้ยอมรับข้อกา หนดของสนธิสัญญานี้โดยไมมี่เงื่อนไข
ชาวเยอรมนัจึงมีความเกลียดชังสนธิสัญญาแวร์ซายส์อยา่งมาก
และพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลของเขาให้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์
เพื่อให้เยอรมนีกลับยิ่งใหญอี่กครั้งหนึ่งเมื่อโอกาสอา นวย
อยา่งไรก็ตาม ในระยะ 1 0 ปีแรกหลังสงครามโลก (ค.ศ. 1 9 1 9 – 1 9 2 9 )
เยอรมนียอมปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และดา เนินนโยบายใฝ่สันติภาพอย่างจริงใจ
ดังจะเห็นได้วา่เยอรมนียอมลงนามในสนธิสัญญาโลคาร์โน ในปี ค.ศ. 1 9 2 6
ยอมรับสภาพพรมแดนของเยอรมนีกบัประเทศเพื่อนบ้าน และในปี ค.ศ. 1 9 2 6
เยอรมนีสมคัรเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติโดยได้ที่นั่งถาวรในคณะมนตรีในฐานะมหา
อา นาจด้วย ตอ่มาในปี ค.ศ. 1 9 2 8 เยอรมนีร่วมลงนามในสนธิสัญญาปารีส
ประณามการใช้สงครามเป็นเครื่องมือของนโยบาย แต่ปรากฏวา่ใน 10 ปี ที่สองหลังสงคราม (ค.ศ.
1 9 3 0 – 1 9 4 0 ) เยอรมนีได้เริ่มบิดพริ้วไมป่ฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์
โดยไมช่า ระหนี้สงครามและหลังจากลาออกจากสันนิบาตชาติในปี ค.ศ. 1 9 3 3
เยอรมนีก็ฉีกสนธิสัญญาแวซายส์ทิ้ง เริ่มเพิ่มกา ลังรบ ส่งทหารเข้าประจา ในแควน้ไรน์
เรียกร้องขออาณานิคมคืน ทา สัญญาร่วมมือกับญี่ปุ่นในการต่อต้านคอมมิวนิสต์สากลในปี ค.ศ.
1 9 3 6 ขยายอิทธิพลเข้าสู่ออสเตรียและเชโกสโลวะเกีย และในที่สุดก็กอ่สงครามโลกครั้งที่สอง
โดยการบุกโปแลนด์ในเดือนกนัยายน ค.ศ. 1 9 3 9
สาเหตุสาคัญที่ทา ให้บทบาทของเยอรมนีในสังคมโลกในระยะ 10 ปีแรก และ 10
ปีที่สองหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แตกตา่งกนั มีดังนี้คือ
1) ความแตกตา่งในทรรศนะและอุดมการณ์ของผู้นาทางการเมือง กลา่วคือ ในระยะ 10
ปีแรกเยอรมนีมีบุคคลที่นิยมประชาธิปไตยและใฝ่สันติเป็นผู้นา เชน่ ประธานาธิบดีอีเบิร์ต (Ebert)
นายกรัฐมนตรี สเตรสสมานน์ (Stressmann) จากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเป็นต้น ด้วยเหตุนี้
แมว้า่แยอรมนีจะประสบปัญหาเศรษฐกิจเศรษฐกิจอยา่งรุนแรงในระยะนี้
แตผู่้นาเยอรมนีดังกลา่วก็เลือกดา เนินนโยบายแสวงสันติภาพ
และสร้างความมนั่ใจให้กบัประเทศเพื่อนบ้านวา่ เยอรมนีจะอยูร่่วมกบัเขาอยา่งสันติ แตใ่นระยะ 10
ปีหลังเยอรมนีได้ผู้นาใหมคื่อ ฮิตเลอร์ และคณะจากพรรคสังคมนิยมแห่งชาติหรือนาซี
ซึ่งนิยมเผด็จการและยึดมนั่ในอุดมการณ์สร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่
ด้วยการขยายดินแดนและการใช้กา ลัง
42. จึงทา ให้เยอรมนีในยุคนี้มุง่ขยายอิทธิพลและแสวงหาดินแดนด้วยการใช้กา ลังและสงครามเป็นเครื่อ
งมือ
2) ความแตกตา่งกนัระหวา่งผลประโยชน์ของอังกฤษและฝรั่งเศส กลา่วคือ อังกฤษ
ไมต่้องการให้เยอรมนีออ่นแอมากเกินไปจนทา ให้ฝรั่งเศสสามารถครอบงายุโรปได้ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงไมส่นับสนุนให้ฝรั่งเศสลงโทษเยอรมนีตามอา เภอใจ ตัวอยา่งเชน่
เมี่อฝรั่งเศสส่งทหารเข้ายึดแควน้รูห์ ในปี ค.ศ. 1921
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้เยอรมนีชา ระหนี้สงคราม อังกฤษไมเ่ห็นด้วย
และบีบบังคับให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกในที่สุด และตอ่มาเมื่อฮิตเลิร์เริ่มละเมิดสัญญาแวร์ซายส์
โดยการส่งทหารเข้าไปประจา การในแควน้ไรน์ซึ่งอยูติ่ดกับฝรั่งเศส
ซึ่งทา ให้ฝรั่งเศสประท้วงการกระทา ของเยอรมนี แตอั่งกฤษกลับวางเฉยและอ้างวา่
เยอรมนีมีสิทธ์ิที่จะส่งทหารเข้าไปประจา ในแควน้ไรน์ได้
เพราะแควน้ไรน์เป็นดินแดนของเยอรมนีเอง
การที่สองมหาอา นาจมีผลประโยชน์แตกตา่งกนัดังกลา่ว จึงทา ให้เยอรมนีสมยัฮิตเลอร์ได้ใจ
และกล้าละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ อยา่งโจง่แจ้งและกอ่สงครามโลกครั้งใหมใ่นที่สุด
เรื่องที่8.4.3 ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติ
จากที่กลา่วมาข้างต้นก็คงจะพอเห็นได้แล้ววา่
องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการรักษาสันติภาพของโลกอันเป็นจุดหมายหลัก
ซึ่งอาจจะสรุปสาเหตุที่ทา ให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวได้ดังนี้ คือ
1. การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ริเริ่มความคิดในการกอ่ตั้ง
และอยูใ่นฐานะที่สามารถจะชว่ยเหลือองค์การสันนิบาตชาติในการรักษาสันติภาพของโลกได้มาก
ทา ให้ฐานะขององค์การสันนิบาตชาติออ่นแอลงอย่างมากในสายตาของนานาชาติ
และไมส่ามารถทา หน้าที่สาคัญในการรักษาสันติภาพของโลกให้เป็นผลอยา่งจริงจังได้
2. ความขัดแย้งในผลประโยชน์ของอังกฤษและฝรั่งเศส
ซึ่งตา่งมุง่รักษาประโยชน์ของชาติตนมากกวา่ผลประโยชน์ร่วมกนัของนานาชาติ
เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทา ให้องค์การสันนิบาตชาติทา งานในการลงโทษผู้รุกรานหรือละเมิดสันติภาพ
ของโลกไมไ่ด้ผล
3. นโยบายรุกรานของมหาอา นาจบางประเทศเชน่ ญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมนี
ซึ่งอยูใ่นฐานะที่ชว่ยองค์การสันนิบาตชาติในการรักษาสันติภาพของโลกได้มาก
43. เป็นสาเหตุที่สาคัญที่สุดทา ให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการรักษาสันติภาพขอ
งโลก
นอกจากนั้น
กติกาขององค์การสันนิบาตชาติเองก็มีส่วนทา ให้ประสบความล้มเหลวในการทา หน้าที่รักษาสันติภ
าพของโลก ตัวอยา่งเชน่
กติกาขององค์การสันนิบาตชาติมิได้ห้ามสมาชิกใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการตัดสินข้อพิพาทระ
หวา่งกนั
นอกจากนั้นกติกาขององค์การสันนิบาตชาติกา หนดให้ใช้เสียงเอกฉันท์ของสมาชิกในคณะมนตรีแ
ละสมชัชา แทนที่จะใช้เสียงข้างมากเป็นหลักในการลงมติในเรื่องสาคัญ
จึงทา ให้คณะมนตรีและสมชัชาประสบความลา บากในการทา หน้าที่สาคัญในการลงโทษผู้รุกรานสั
นติภาพของโลก ด้วยเหตุนี้กฎบัตรสหประชาชาติ
ซึ่งนักศึกษาจะได้ศึกษาตอ่ไปจึงมีบทบัญญัติห้ามประเทศสมาชิกใช้กา ลังหรือขูว่า่จะใช้กา ลังอันเป็น
การละเมิดเอกราชทางการเมืองของกนัและกนั และเลิกใช้การลงมติด้วยคะแนนเอกฉันท์
44. หน่วยที่ 9
สงครามโลกครั้งทสี่อง
แผนการสอนประจาหน่วย
ชุดวิชา สังคมโลก
หน่วยที่9 สงครามโลกครั้งทสี่อง
ตอนที่
9.1 สภาพทั่วไปและสาเหตุของสงครามครั้งที่สอง
9.2 ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งที่สอง
9.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีตอ่สังคมโลก
แนวคิด
1. แมจ้ะมีองค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การกลางระหวา่งประเทศแล้วก็ตาม
แตส่ภาพการณ์ระหวา่งประเทศ กอ่นสงครามโลกครั้งที่สอง มีสภาพอนาธิปไตย
คล้ายกบัสภาพการณ์ระหวา่งประเทศกอ่นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
อันเป็นผลจากการที่ญี่ปุ่น อิตาลีและเยอรมนีไมพ่อใจในจา นวนอาณานิคมที่ตนมีอยู่
ได้พยายามจะขยายอิทธิพลเข้าครอบครองอาณานิคมของประทศอื่นหรือประเทศเอกร
าชที่ออ่นแอ
โดยที่องค์การสันนิบาตชาติไมส่ามารถจะยับยั้งความต้องการของสามประเทศนี้ได้
สภาพการณ์ ระหวา่งประเทศดังกลา่วนี้เป็นเหตุสาคัญของสงครามโลกครั้งที่สอง
2. สงครามโลกครั้งที่สองมีขอบเขตกวา้งขวางและมีความรุนแรงมากกวา่สงครามโลกครั่
งที่หนึ่ง
รวมทั้งกอ่ความเสียหายอยา่งมากแกป่ระเทศคูส่งครามทั้งผู้แพ้และผู้ชนะทั้งนี้เพราะมี
ประเทศตา่ง ๆ เข้าร่วมสงครามถึง 29 ประเทศ มีการรบกนัดุเดือดใน 3 สมรภูมิ
และมีการนาเอาอาวุธร้ายแรงมาทาลายล้างกนั
และโดยเฉพาะอยา่งยิ่งมีการใช้ระเบิดปรมาณูทา ลายชีวิตพลเรือนในเมืองใหญข่องญี่ปุ่
นด้วย
แมกัระนั้นก็ดีสงคคามครั้งนี้ไมไ่ด้ทา ให้ประเทศผู้ชนะคิดลงโทษประเทศผู้แพ้อยา่งรุน
แรงเหมือนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
จึงไมมี่การเดือดแค้นขมขื่นระหวา่งประเทศผู้ชนะและผู้แพ้มากนักในระยะหลังสงครา
ม
3. สงครามโลกครั้งที่สองได้มีผลกระทบตอ่สังคมโลกอย่างมากทั้งทางเศรษฐกิจ
สังคมและการเมือง รวมทั้งทา ให้เกิดความคิด ความเชื่อทั้งในหมูผู่้นา และประชนชน
45. ของประเทศตา่ง ๆ
วา่จะต้องเสริมสร้างองค์การระหวา่งประเทศให้เข้มแข็งมากกวา่เดิม
เพื่อรักษาสันติภาพนานาชาติและป้องกนัมิให้สงครามใหญเ่กิดขึ้นอีก
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาหน่วยที่ 9 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายลักษณะของสภาพการณ์ระหวา่งประเทศกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูก
ต้อง
2. วิเคราะห์สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกต้อง
3. วิเคราะห์ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองตอ่สังคมโลกได้ทุกด้าน
กิจกรรมการเรียน
1. ทา แบบประเมินผลตนเองกอ่นเรียนหน่วยที่ 9
2. ศึกษาเอกสารการสอนตอนที่ 9.1 – 9.3
3. ปฏิบัติกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายในเอกสารการสอน
4. ฟังรายการวิทยุกระจายเสียง
5. ชมรายการโทรทัศน์
6. เข้ารับการสอนเสริม ณ ศูนย์บริการการศึกษา
7. ทา แบบประเมินผลตนเองหลังเรียนหน่วยที่ 9
สื่อการสอน
1. เอกสารการสอนหน่วยที่ 9 ตอนที่ 9.1 – 9.3
2. แบบฝึกปฏิบัติประจา หน่วยที่ 9
3. เทปตลับประกอบชุดวิชา
4. รายการวิทยุกระจายเสียง
5. รายการวิทยุโทรทัศน์
ประเมินผล
1. ประเมินผลตนเองกอ่นเรียนและหลังเรียน
2. ทา กิจกรรมและแนวตอบท้ายเรื่อง
3. การสอบไลป่ระจา ภาคการศึกษา
เมื่ออ่านแผนการสอนแล้ว ขอให้ทา แบบประเมินผลตนเองก่อนเรียนหน่วยที่9
ในแบบฝึกปฏิบัติก่อน แล้วจึงศึกษาเอกสารการสอนต่อไป
ตอนที่ 9.1
46. สภาพการณ์ทวั่ไปและสาเหตุของสงครามโลกครั้งทสี่อง
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตอนที่ 9.1 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
9.1.1 สภาพการณ์ทั่วไปกอ่นสงครามโลกครั้งที่สอง
9.1.2 โครงสร้างของสังคมโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่สอง
9.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครางที่สองและประเทศคูส่งคราม
แนวคิด
1. สภาพของสังคมโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่สอง
มีลักษณะอนาธิปไตยคล้ายกอ่นสงครามโลกครั้งหนึ่งทั้ง ๆ
ที่มีกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเป็นเกณฑ์ในการดา นินความสัมพันธ์ระหวา่งสมาชิ
กของสังคมโลก
2. มหาอา นาจฝ่ายอักษะเป็นผู้ทา ลายกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
ส่วนมหาอา นาจอื่นก็ไมพ่ร้อมที่จะสนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติให้สามารถทา หน้า
ที่รักษาความมนั่คงปลอดภัยของนานาชาติ
3. สาเหตุสาคัญของสงครามโลกครั้งที่สองมีหลายประการที่สาคัญมี 3 ประการ คือ
สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งมุง่ลงโทษเยอรมนีมากเกินไป
การมุง่แสงงหาอาณานิคมของฝ่ายอักษะ
และความไมพ่ร้อมของมหาอา นาจอื่นในอันที่จะสนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติระ
งับความทะเยอทะยานของมหาอา นาจผู้รุกรารเสียแตเ่นิ่น ๆ
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 9.1 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายสภาพการณ์ของสังคมโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่สองได้
2. อธิบายโครงสร้างของสังคมโลกกอ่นสงครามโลกครั้งที่สองได้
3. อธิบายสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สองได้
ความนา
สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งระเบิดขึ้นเมื่อวนัที่ 1 กนัยายน ค.ศ. 1939 และสิ้นสุดลงเมื่อวนัที่
1 5 สิงหาคม ค.ศ. 1 9 4 5 รวมเป็นระยะเวลาในการทาสงครามครั้งนี้เกือบ 6 ปี
มีลักษณะคล้ายสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คือเริ่มแรกเป็นสงครามระหวา่งปะระเทศในยุโรปเพียง 4
ประเทศคือ เยอรมนีผู้จุดชนวนสงครามโดยการบุกโปแลนด์ในวนัที่ 1 กนัยายน
กบัฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ค้า ประกนัโปแลนด์ แตภ่ายหลังมีประเทศยุโรปอื่น ๆ
และประเทศจากเอเชียและอเมริกาเข้าร่วมด้วย รวมเป็นประเทศที่เข้าร่วมในการสงครามครั้งนี้ถึง
29 ประเทศ แบง่ออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายอักษะ (Axis Powers) มี 3 ประเทศคือ เยอรมนี อิตาลี
47. และญี่ปุ้น กบัฝ่ายสัมพันธมิตร มี 2 6 ประเทศ ได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต
สหรัฐอเมริกาและจีน เป็นต้น
โดยคูส่งครามสองฝ่ายได้ระดมพลเมืองเข้าประจา การในกองทัพเป็นจานวนประมาณ 8 5 ล้านคน
และทา การรบกนัอยา่งดุเดือดถึง 3 สมรภูมิ คือ สมรภูมิยุโรป สมรภูมิเอเชียตะวนัออก และแปซิฟิก
กบัสมรภูมิแอฟริกาเหนือ จึงทา ให้สงครามครั้งนี้มีลักษณะเป็นสงครามที่มีขอบขา่ยกว้างขวาง
เนื่องจากในสงครามครั้งนี้คูส่งครามได้นาเอาอาวุธร้ายแรงมาใช้ทา ลายล้างกนัในสมรภูมิและนาเอา
ระเบิดปรมาณูมาใช้เป็นอาวุธสงครามทา ลายชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนเป็นครั้งแรกอีกด้วย
จึงทา ให้สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงและกอ่ความเสียหายตอ่ชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินของคู่สงครา
มมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึง 4 เทา่ กลา่วคือ คู่สงครามทุกฝ่ายเสียชีวิตทหารไปประมาณ 15
ล้านคน และพลเรือนอีกหลายล้านคน มีทหารบาดเจ็บประมาณ 2 6 ล้าน 5 แสนคน
และมีพลเรือนบาดเจ็บอีกหลายล้านคน
ส่วนคา่เสียหายที่คู่สงครามโลกครั้งที่สองได้รับทั้งหมดประมาณ 1 ,1 5 4 ,0 0 0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สงครามครั้งนี้สิ้นสุดลงโดยฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายพา่ยแพ้อยา่งยับเยิน
และถูกฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะแบง่แยกและยึดครองดินแดน
และเนื่องจากฝ่ายชนะเองมีวตัถุประสงค์ขัดกนัเกี่ยวกบัการปฏิบัติตอ่ผู้แพ้
จึงกอ่ให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคมโลกอยา่งมาก
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งตอ่ฐานะของทั้งผู้ชนะและผู้แพ้คล้ายกับที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สภาพทั่วไปในชว่งเวลากอ่นที่สงครามโลกครั้งที่สองจะระเบิดขึ้นในเดือนกนัยายน ค.ศ.
1 9 3 9 นั้น
มีส่วนสาคัญอยา่งมากที่ส่งผลให้เกิดสงครามที่มีขอบขา่ยกวา้งขวางครอบคลุมหลายส่วนของโลก
โดยมีประเทศตา่ง ๆจากหลายทวีปเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ด้วยถึง 2 9 ประเทศ
และคงจะพอเห็นได้จากที่กลา่วไวใ้นหน่วยกอ่นแล้ววา่
ปรากฏการณ์ที่สาคัญที่สุดในระยะนั้นที่เป็นชนวนนาไปสู่สงคราม
ก็คือความต้องการของมหาอา นายฝ่ายอักษะที่จะขยายดินแดนและอิทธิพลเข้าไปในดินแดนที่ออ่นแ
อกวา่โดยองค์การสันนิบาตชาติไมมี่ความสามารถพอที่จะยับยั้งแผนการขยายดินแดนและอิทธิพลข
องฝ่ายอักษะได้เนื่องจากมหาอา นาจอื่น คืออังกฤษและฝรั่งเศส
ซึ่งมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะชว่ยองค์การสันนิบาตชาติให้ทา หน้าที่ลงโทษผู้รุกรานได้กลับคา
นึงถึงผลประโยชน์เฉพาะของตนมากเกินไปและไมเ่ต็มใจที่จะชว่ยรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของ
โลก
กวา่อังกฤษจะตกลงใจใช้พลังอา นาจและอิทธิพลของตนเข้ายับยั้งแผนการขยายดินแดนของฝ่ายอัก
ษะทุกอยา่งก็สายไปแล้ว
เนื่องจากฝ่ายอักษะได้ตัดสินใจใช้สงครามเป็นเครื่องมือของนโยบายขยายดินแดนเสียแล้ว
48. เรื่องที่9.1.1 สภาพการณ์ทวั่ไปก่อนสงครามโลกครั้งทสี่อง
ดังได้กลา่วไวแ้ล้วในหน่วยที่ 8 วา่ นับตั้งแต่อิตาลี ญี่ปุ่น และเยอรมนี
มีผู้นาที่มีความเชื่อในการใช้กา ลังเพื่อขยายดินแดน และสร้างจักรวรรดิของตนขึ้น ทั้ง 3
ประเทศนั้นได้ปฏิบัติการละเมิดสัญญาแวร์ซายส์และกติกาขององค์การสันนิบาตชาติตลอดเวลา
โดยที่อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศคูส่นธิสัญญาและเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติไม่
กล้าพอที่จะใช้กา ลังบังคับให้ทั้ง 3
ประเทศงดเวน้การละเมิดสนธิสัญญาและกติกาขององค์การสันนิบาตชาติได้ จึงยังผลให้ทั้ง 3
ประเทศมีความกล้ามากขึ้นที่จะดา เนินนโยบายขยายดินแดนตอ่ไป
และไมย่อมปฏิบัติตามกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
ซึ่งพวกเขาขอถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก ด้วยเหตุนี้
สภาพการณ์ทั่วไปกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สองจึงมีลักษณะคล้ายกับสภาพการณ์ทั่วไปกอ่นเกิดส
งครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ อนาธิปไตยระหว่างชาติ ( i n t e r n a t i o n a l a n a r c h y )
โดยที่กติกาขององค์การสันนิบาตชาติอันเป็นกฎหมายระหวา่งประเทศที่สาคัญในขณะนั้น
ไมส่ามารถให้ความคุ้มครองแกเ่อกราชทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศภาคีกติ
กาขององค์การสันนิบาตชาติได้ และเนื่องจากอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
ซึ่งเป็นมหาอา นาจอยูใ่นขณะนั้นมิได้ผนึกกา ลังกนัเพื่อยับยั้งพฤติกรรมรุกรานของ 3 ประเทศ
ซึ่งประสานนโยบายกนัอยา่งใกล้ชิด จึงยังผลให้สภาพการณ์ทั่วไปกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ที่ 3 ประเทศดังกลา่วเป็นผู้กอ่ขึ้น
และได้รับผลสาเร็จจากวิกฤตการณ์นั้นทุกครั้ง ดังจะได้กล่าวตอ่ไป คือ
1. วิกฤตการณ์ในเอเชียตะวันออก
เป็นวิกฤตการณ์ที่ญึ่ปุ่นจงใจสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการขยายอิทธิพลเข้าสู่จีน
ซึ่งยังคงสภาพเป็นยักษ์หลับแห่งเอเชีย
วิกฤตการณ์นี้เริ่มขึ้นโดยการที่ญี่ปุ่นยกเอาการระเบิดทางรถไฟของญี่ปุ่นในแมนจูเรียเป็นสาเหตุที่
ทา ให้ญี่ปุ่นต้องส่งทหารเข้าไปในแมนจูเรียเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินจา นวนมากของตนในดิน
แดนดังกลา่ว แมรั้ฐบาลจีนของพรรคชาตินิยมจะประท้วงการกระทา ของญี่ปุ่นอยา่งรุนแรง
และร้องขอให้องค์การสันนิบาตชาติชว่ยเหลือแต่ญี่ปุ่นก็ไมส่นใจและดา เนินการตามแผนต่อไป
โดยสนับสนุนพระเจ้าซวนท้ง หรือพระเจ้าปูยี
กษัตริย์ไร้บัลลังก์ของจีนให้เป็นประมุขของแมนจูเรีย ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหมเ่ป็นแมนจูกัว ในปี ค.ศ.
1 9 3 2 โดยแมนจูกวัขอให้ญี่ปุ่นตั้งกองทหารไวใ้นดินแดนของตนได้
แม้วา่ประเทศส่วนมากไมย่อมรับรู้ฐานะของแมนจูกัว
และสมชัชาขององค์การสันนิบาติชาติจะลงมติตามรายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงปร
49. ะนามการกระทา ของญี่ปุ่นในแมนจูเรียวา่ เป็นการรุกรานแตญี่่ปุ่นก็มิได้หยุดยั้ง
แผนการครอบครองแมนจูเรียและได้ประกาศลาออกจากองค์การสันนิบาตชาติ
หลังจากได้อา นาจมนั่คงในแมนจูเรียแล้ว
ญี่ปุ่นก็เริ่มแผนขั้นตอ่ไปอันที่จะเข้ายึดครองภาคเหนือของจีน
ซึ่งยังออ่นแอเพราะสงครามการเมืองระหวา่งรัฐบาลพรรคชาตินิยมกบัพรรคอมมิวนิสต์
ทั้งนี้โดยการบีบบังคับให้จีนเลิกตอ่ต้านสินค้าญี่ปุ้นและแตง่ตั้งข้าราชการที่ไมต่อ่ต้านญี่ปุ่นไปประ
จา ในจังหวดัภาคเหนือ
ตอ่มาไมช่้าญี่ปุ่นอ้างเอาเหตุการณ์ของการปะทะกนัระหวา่งกองทหารญี่ปุ่นและกองทหารจีนที่รักษ
าการอยูที่่สะพานมาร์โคโปโล ใกล้เมืองปักเผง เมอื่วนัที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1 9 3 7
เป็นสาเหตุในการบุกเข้ายึดเมืองปักเผงและเมืองอื่น ๆ เรื่อย ลงมาทางใต้จนถึงเมืองนานกิง
ยังผลให้รัฐบาลของจีนชาตินิยม นาโดยจอมพลเจียงไคเช็ค
ต้องย้ายเมืองหลวงของตนไปอยูชั่่วคราว ณ เมืองจงกิง
ซึ่งอยูลึ่กเข้าไปทางด้านตะวนัตกของจีนปรากฏวา่นานาชาติมิได้ตอบสนองการร้องขอความชว่ยเห
ลือของจีนซึ่งถูกรุกรานเลย
จึงยังผลให้ญี่ปุ่นสามารถยึดหัวเมืองทางด้านตะวนัออกของจีนและเกาะไหหลา ได้ทั้งหมด ในปี
ค.ศ. 1 9 3 8 พร้อมทั้งมีแผนการที่จะเข้ายึดครองเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้ตอ่ไป
ซึ่งมีผลทาให้ญี่ปุ่นต้องปะทะกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอันเป็นชนวนนาไปสู่สงครามระหวา่งส
หรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในที่สุด
2. วิกฤตการณ์เอธิโอเปีย
เป็นวิกฤตการณ์ที่อิตาลีจงใจสร้างขึ้นเพื่อขยายอิทธิพลเข้าครอบงาประเทศเอธิโอเปียอันเป็
นประเทศที่ล้าหลังและเป็นเอกราชเพียงประเทศเดียวในแอฟริกาและมีทรัพยากรธรรมชาติเชน่
ถา่นหินและป่าไม้อยู่มาก ซึ่งอิตาลีอยากได้มาเพิ่มพูนฐานะของตนให้เข็มแข็ง
วิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มขึ้นโดยอิตาลีถือเอาการปะทะกนัระหวา่งกองทหารของตนกับกองทหารเอธิโ
อเปียในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1 9 3 4 ที่เมืองวลัวลั ( W a l w a l ) อันเมืองเล็ก ๆ
ซึ่งตั้งอยู่ตรงพรมแดนของโซมาเลียและอิตาลี เป็นสาเหตุในการส่งทหารเข้าบุกเอธิโอเปีย
เพื่อบังคับให้กษัตริย์ไฮเลเซลัสซี
ของเอธิโอเปียรับผิดชอบตอ่การกระทา ของทหารของตนที่ยิงทหารอิตาลี
แม้วา่อังกฤษและฝรั่งเศสจะพยายามประนีประนอมกับอิตาลีโดยเสนอจะให้อิตาลีมีสิทธิได้รับผลป
ระโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเอธิโอเปีย แตอิ่ตาลีไมย่อมและส่งทหารเข้าบุกเอธิโอเปียในเดือนตุลาคม
ค.ศ. 1935 และแม้วา่องค์การสันนิบาตชาติจะชว่ยเอธิโอเปียโดยการประนามวา่ อิตาลีเป็นผู้รุกราน
และให้สามชิกชว่ยกนัลงโทษอิตาลีโดยไมท่า การซื้อขายกับอิตาลี ซึ่งปรากฏวา่มีประเทศตา่ง ๆ ถึง
5 0 ประเทศให้ความร่วมมือ แตเ่นื่องจากการห้ามค้านั้นไมไ่ด้ห้ามไปถึงสินค้าน้ามนั
50. อันเป็นอุปกรณ์สาคัญในการทา สงคราม อิตาลีจึงมีเชื้อเพลิงมากพอที่จะทา สงครามตอ่ไปได้
และสามารถเข้ายึดเมืองแอดดิส อาบาบาเมืองหลวงของเอธิโอเปียได้ในวนัที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ.
1 9 3 6 พร้อมกนันั้นก็ประกาศเอาเอธิโอเปียเป็นอาณานิคมของตน
ฝ่ายพระเจ้าไฮเลเซลัสซีหนีไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่อังกฤษ
หลังจากนั้นองค์การสันนิบาตชาติก็ยกเลิกการลงโทษอิตาลี
อันมีผลทา ให้อิตาลีสามารถครอบครองเอธิโอเปียตอ่ไปอยา่งชอบธรรม
เหตุการณ์เชน่นี้เป็นการแสดงถึงความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติอย่างเห็นได้ชัด
ที่ไมส่ามารถคุ้มครองเอกราชทางการเมือของสมาชิกของตนได้
และทา ให้อิตาลีได้ใจโดยเข้ายึดครองแอลเบเนียอีกประเทศหนึ่งในเดือนเมษายน ค.ศ. 1 9 3 9
3. วิกฤตการณ์โปแลนด์
เป็นวิกฤตการณ์สุดท้ายที่ฮิตเลอร์จงใจกอ่ขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1 9 3 9
เพื่อทา ลายโครงสร้างของสังคมในยุโรปกลาง ซึ่งกา หนดขึ้นโดยสนธิสัญญาแวร์ซายส์
และเพื่อสร้างระเบียบใหมใ่นยุโรปกลางตามที่เขาวางแผนไว้
และได้ประกาศแผนนี้ให้โลกรู้มานานแล้วในหนังสือชื่อ การต่อสู้ของข้าพเจ้า (Mei n Kamp f )
ซึ่งเขาได้เขียนขึ้นในระหวา่งอยูใ่นคุก
แตแ่นื่องจากโปแลนด์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษและฝรั่งเศสไมย่อมเจรจากับฮิตเลอร์แต่โด
ยดี เหมือนกับที่เชโกสโลวะเกียยอมมอบแควน้สุเดเต็น ซึ่งมีชาวเยอรมนั 3 ล้านคน
อาศัยอยูใ่ห้แกฮิ่ตเลอร์ และยอมถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในเดือนมีนาคม ค .ศ. 1 938
จึงยังผบให้วิกฤตการณ์โปแลนด์กลายเป็นชนวนที่นาไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง
ดังจะกลา่วถึงวิกฤตการณ์โปแลนด์โดยสังเขป ดังตอ่ไปนี้
สนธิสัญญาแวร์ซายส์
ได้กา หนดให้เยอรมนียกดินแดนภาคตะวนัออกให้โปแลนด์ไปหลายแห่ง
รวมทั้งไซลีเซียเหนือซึ่งมีถา่นหินอยู่มาก
นอกจากนั้นการที่สนธิสัญญาแวร์ซายส์สร้าสงฉนวนโปแลนด์ ( P o l i s h C o r r i d o r )
ผา่นดินแดนภาคตะวนัออกของเยอรมนีเพื่อให้โปแลนด์มีทางออกไปสู่ทะเลบอลติกที่เมืองดานซิก
ซึ่งเยอรมนีถูกบังคับให้ยกดินแดนดังกลา่วให้โปแลนด์
เพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังผลให้ปรัสเซียตะวนัออกถูกแยกออกจากส่วนอื่นของของเยอรมนี
ซึ่งฮิตเลอร์ถือวา่เป็นสิ่งที่เขาไมอ่าจยอมรับได้ต่อไป ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1 9 3 9
เขาเริ่มเรียกร้องให้โปแลนด์คืนเมืองดานซิกให้แกเ่ยอรมนีและยอมให้เยอรมนีตัดถนนยานยนต์ผา่น
ฉนวนโปแลนด์ไปยังปรัสเซียตะวนัออกได้สะดวก หากโปแลนด์ยอมตามที่เขาขอ
เขายินดีที่จะค้า ประกนัพรมแดนด้านนี้ และจะให้โปแลนด์ใช้เมืองทา่ดานซิกโดยเสรีด้วย
แตโ่ปแลนด์ซึ่งได้ทา สนธิสัญญาชว่ยเหบือซึ่งกนัและกนักับอังกฤษและฝรั่งเศสไว้ตั้งแต่ต้นเดือนเม
51. ษายน ค.ศ. 1 9 3 9 แล้วไมย่อมเจรจาด้วย
หลังจากนั้นฮิตเลอร์จึงเพิ่มความกดดันโดยการทา สนธิสัญญาพันธมิตรกับอิตาลีในเดือนพฤษภาคม
ค.ศ. 1 9 3 9
โดยทั้งสองฝ่ายสัญญาวา่จะชว่ยเหลือกนัทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทหารในกรณีที่ประเทศหนึ่งทา ส
งครามกับประเทศที่สาม
และจะไมย่อมแยกทา สนธิสัญญาสันติภาพแยกตา่งหากจากกนัเป็นการแสดงวา่เยอรมนีพร้อมจะทา
สงครามกับประเทศอื่นที่ขัดขวางความต้องการของตน
ด้วยเหตุนี้อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งได้ตกลงใจที่จะไมเ่อาใจเยอรมนีอีกตอ่ไปแล้ว
จึงแสดงเจตนาที่จะยับยั้งแผนการขยายอิทธิพลของเยอรมนี
โดยส่งผู้แทนทางทหารไปยังกรุงมอสโก
โดยมีวตัถุประสงค์ที่จะดึงเอาสหภาพโซเวียตเข้าร่วมมือในการยับยั้งเยอรมนีด้วย
ในขณะเดียวกนัเยอรมนีก็ดา เนินการเจรจากับสหภาพโซเวียตเชน่กนั
และไดมีการทา สัญญาการพาณิชย์ตอ่กนัในวนัที่ 2 0 สิงหาคม ค.ศ. 1 9 3 9
โดยสหภาพโซเวียตสัญญาจะส่งวตัถุดิบให้แกเ่ยอรมนีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าสาเร็จรูป
ตอ่มาในวนัที่ 2 4 สิงหาคม ค.ศ. 1 9 3 9 สองประเทศทา สนธิสัญญาไมรุ่กรานกนั
โดยแตล่ะฝ่ายสัญญาวา่จะวางตนเป็นกลางในกรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งทาสงครามกับประเทศที่สาม
และได้มีการทา พิธีสารลับตอ่ท้ายสนธิสัญญานี้ไว้ด้วย
โดยทั้งสองฝ่ายตกลงแบง่โปแลนด์ฝ่ายละครึ่ง ในกรณีที่เยอรมนีบุกโปแลนด์
นอกจากนั้นเยอรมนียินยอมให้สหภาพโซเวียตผนวกประเทศเล็ก ๆ ริมฝั่งทะเลบอลติกคือ แลตเวีย
เอสโตเนีย และลิธัวเนียใต้
ดงันั้น แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะยืนยันรับรองความปลอดภัยให้แกโ่ปแลนด์อีก
แตเ่นื่องจากเยอรมนีซึ่งมีความมนั่ใจในพรมแดนด้านตะวนัออกของตนวา่จะไมถู่กสหภาพโซเวียต
ดจมตีไตัดสินใจที่จะทา สงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสแล้ว
จึงดา เนินการตามแผนการรุกรานโปแลนด์ตอ่ไป
โดยยื่นคา ขาดให้โปแลนด์ส่งผู้แทนมาเจรจากบัตนที่เบอร์ลินในวนัที่ 2 9 สิงหาคม ค.ศ. 1 9 3 9
อังกฤษซึ่งยังหวงัที่จะมีสันติภาพตอ่พยายามอีครังหนึ่งโดยการขอให้ทูตโปแลนด์ในเบอร์ลินเจรจา
กบั ริบินทรอป ( R i b i n t r o p ) รัฐมนตรีตา่งประเทศของเยอรมนีซึ่งก็ไมไ่ด้ผลแตป่ระการใด
เพราะทูตโปแลนด์ไมมี่อา นาจในการเจรจา
ฮิตเลอร์จึงยกเอาไปเป็นข้ออ้างวา่โปแลนด์ไมย่อมรับข้อเสนอของเยอรมนีแมแ้ต่ข้อเดียว
ดังนั้นในเช้าวนัที่ 1 กนัยายน ค.ศ. 1 9 3 9 เยอรมนีจึงส่งทหารเข้าบุกโปแลนด์
และหลังจากที่เยอรมนีไมย่อมปฏิบัติตามคา ขอร้องของอังกฤษและฝรั่งเศสที่ให้ถอนทหารออกจาก
โปแลนด์ภายใน 24 ชั่วโมง อังกฤษและฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในวนัที่ 3 กนัยายน
52. ค.ศ. 1 9 3 9 สงครามโลกครั้งที่สองจึงระเบิดขึ้นที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่ง
เหมือนกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
และขยายไปสู่แอฟริกาหลังจากที่อิตาลีเข้าร่วมสงครามกบัเยอรมนีในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1 9 4 0
ตอ่มาก็ขยายเข้าไปสู่ดินแดนสหภาพโซเวียตในเดือนเดียวกนัอันเป็นผลจากการที่เยอรมนีโจมตีสห
ภาพโซเวียต และในที่สุดสงครามครั้งนี้ก็ขยายกลายเป็นสงครามโลกจริง ๆ
เมอื่ญี่ปุ่นพันธมิตรอีกประเทศหนึ่งของฝ่ายอักษะตัดสินใจโจมตีฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ลของสหรัฐอเ
มริกาซึ่งคอยขัดขวางการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในจีนและเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้ ในวนัที่ 7
ธันวาคม ค.ศ. 1 9 4 1 อีก 4
วนัตอ่มาเยอรมนีและอิตาลีก็ปฏิบัติตามพันธะที่มีตอ่ญี่ปุ่นด้วยการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริก
า
เรื่องที่9.1.2 โครงสร้างของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งทสี่อง
จากที่กลา่วข้างต้น คงพอจะเห็นได้แล้ววา่
โครงสร้างของสังคมโลกกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
มีลักษณะคล้ายกับสภาพการณ์กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหลายประการ
และมีความแตกตา่งกนัเพียงเล็กน้อย ดังจะชี้ให้เห็นดังตอ่ไปนี้
1. มีมหาอา นาจทั้งหมด 7 ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต
เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี มีพลังอา นาจใกล้เคียงกนั
แตมี่ผลประโยชน์แตกตา่งกนัและหลายอยา่งขัดกนั
ซึ่งเป็นส่วนที่คลายกบัสภาพการณ์กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ
1.1 อังกฤษและฝรั่งเศสมีอาณานิคมอยูทั่่วโลก
จึงพใจในสภาพของโครงสร้างของสังคมโลกที่สนธิสัญญาแวร์ซายส์กา หนดขึ้นและต้องการรักษาไ
ว้
1.2
สหรัฐอเมริกาก็มีความพอใจในโครงสร้างที่เป็นอยู่แลบะไมต่้องการยุง่เกยี่วหรือลิดรอนผลประโโย
ชน์ของใคร
1.3 สหภาพโซเวียตแมจ้ะไมพ่อใจในโครงสร้างของสังคมโลกที่เป็นอยู่
และต้องการส่งเสริมการปฏิวัติเปลี่ยนสังคมโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์
แตก่็ต้องเปลี่ยนยุทธวิธีหันมาสร้างระบบคอมมิวนิสต์ในประเทศของตนให้เข้มแข็ง
และงดเวน้การแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน แตเ่มอื่มีโอกาส
สหภาพโซเวียตก็ไมรี่รอที่จะใช้กา ลังรุกรานเพื่อนบ้าน คือ ฟินแลนด์ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1939
ยังผลให้สหภาพโซเวียตถูกองค์การสันนิบาตชาติไลอ่อกจากสมาชิกภาพ
53. 1.4 เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี มีอาณานิคมอยูน่้อย และต้องการมีอาณานิคมมากขึ้น
จีงไมพ่อใจในโครงสร้างของสังคมโลกที่เป็นอยู่
และพร้อมที่จะใช้กา ลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขอสังคมโลกที่เป็นอยูเ่สียใหม่
2. มีประเทศเอกราชเข้ามีส่วนร่วมในกิจการของสังคมโลกมากขึ้น
ดังจะเห็นได้วา่กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง องค์การสันนิบาตชาติมีสมาชิกรวมกนัถึง 60
ประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะดินแดนในอาณัติและที่อยูใ่ต้อา นาจของประเทศอื่นได้รับเอกราช
และเป็นอิสระจากอิทธิพลของประเทศอื่นมีมากขึ้น เชน่ อิรัก เลบานอน และซีเรีย
หลุดจากการเป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษและฝรั่งเศส
และเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ โดยมีเสียง 1 เสียง
ในที่ประชุมสมชัชาขององค์การสันนิบาตชาติเทา่กับประเทศมหาอา นาจ
ส่วนไทยสามารถเจรจาให้ประเทสมหาอานาจแกไ้ขสนธิสัญญาที่ไมเ่ป็นธรรมที่ทา ไว้กบัไทยในอดี
ตได้สาเร็จ ยังผลให้ไทยมีเอกราชและมีศักด์ิศรีเทา่กบัประเทศอื่นในสังคมโลก
สภาพการณ์ดังกลา่วนี้แตกตา่งจากสภาพการณ์กอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งมีประเทศเอกราช
อยู่
3.
องค์การสันนิบาตชาติอันเป็นศูนย์กลางของนานาชาติซึ่งไมเ่คยมีอยูใ่นสังคมโลกกอ่นเกิดสงครามโ
ลกครั้งที่หนึ่งได้พยายามที่จะรักษาสันติภาพของโลกและผลประโยชน์ของทุกชาติอยา่งเสมอหน้า
แตต่้องประสบความล้มเหลวเนื่องจากไมไ่ด้รับการสนับสนุนจากมหาอา นาจอยา่งจริงจังและจริงใจ
4. มหาอา นาจฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานภาพที่เป็นอยูเ่ชน่
อังกฤษและฝรั่งเศสขาดการรวมตัวกนัอยา่งใกล้ชิด
เนื่องจากมีวตัถุประสงค์ไมต่รงกนัและไมพ่ร้อมที่จะใช้กา ลังรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของโลก
ในขณะที่มหาอา นาจฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพที่เป็นอยู่เชน่ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
ประสานนโยบายและสนับสนุนการกระทา ของกนัและกนัอยา่งเปิดเผย
อาจกลา่วได้วา่ โครงสร้างของสังคมโลกตามลักษณะที่กลา่วมานี้มีความเปราะบางอยู่มาก
และไมส่ามารถต้านทานแรงกดดันจากมหาอา นาจที่พร้อมจะใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการทา ลาย
โครงสร้างที่เนอยูเ่พื่อสร้างสังคมโลกขึ้นใหมต่ามแนวทางที่พวกเขาปรารถนา
โดยดา เนินการสร้างวิกฤตการณ์เพื่อทดสอบความสามารถขององค์การสันนิบาตชาติและมหาอา นา
จวา่ ต้องรักษาสถานภาพที่เป็นอยูอ่ยา่งจริงจังเพียงใด ดังจะเห็นได้จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะ
1 0 ปีกอ่นเกิดสงครามโลกครั้งที่สองดังกลา่วแล้ว
ซึ่งปรากฎวา่มหาอา นาจโดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสไมเ่ต็มใจที่จะใช้กา ลังอา นาจของตนรักษาโค
รงสร้างของสังคมโลกที่เป็นอยูใ่นขณะนั้น อยา่งจริงจังเสียแตแ่รก
54. และพยายามเอาใจมหาอา นาจผู้รุกรานมากเกินไป
จนทา ให้ผู้รุกรานเหลา่นั้นได้ใจและคิดจะสร้างระเบียบใหมข่ึ้นในโลก
เรื่องที่9.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครั้งทสี่องและประเทศคู่สงคราม
จากการที่กลา่วมาข้างต้นได้แล้ววา่ สงครามโลกครั้งที่สองเกิดจากสาเหตุดังตอ่ไปนี้
1.
สนธิสัญญาแวร์ซายส์เป็นสาเหตุสาคัญที่ทา ให้เยอรมนีไมพ่อใจและขมขื่นต่อข้อกา หนดตา่ง ๆ
ซึ่งมุง่ลงโทษเยอรมนีอยา่งมาก
โดยเฉพาะในส่วนที่เกยี่วกบัพรมแดนด้านตะวนัออกที่เยอรมนีต้องยอมให้โปแลนด์ใช้เป็นทางผา่น
ไปสู่เมืองชายทะเลได้ อันเป็นสิ่งที่มหาอา นาจอยา่งเยอรมนีไมอ่าจรับได้
ยังผลให้ให้เยอรมนีใช้เป็นข้ออ้างในการกอ่สงคราม
2. ความไมพ่อใจของฝ่ายอักษะคือเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
ตอ่สถานภาพที่เป็นอยูใ่นขณะนั้น
คือประเทศเหลา่นี้มีดินแดนสาหรับเป็นแหลง่ทรัพยากรและระบายพลเมืองที่เพิ่มขึ้นอยูน่้อยกวา่ปร
ะเทศมหาอา นาจอื่นอยา่งมาก จึงต้องการยกฐานะให้สูงขึ้น โดยการใช้สงครามเป็นเครื่องมือ
3. ความผิดพลาดในการดา เนินนโยบายของังกฤษและฝรั่งเศส
ซึ่งมุง่เอาใจเยอรมนีมากเกินไปในระยะแรก
จึงยังผลให้เยอรมนีได้ใจและเข้าใจผิดวา่อังกฤษและฝรั่งเศสไมก่ล้าทา สงครามกับตน
4.
การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาออกจากองค์การสันิบาตชาติและความขัดแย้งในผลประโยชน์ของอัง
กฤษและฝรั่งเศส
ทา ให้องค์การสันนิบาตชาติออ่นแอมากจนไมส่ามารถทา หน้าที่ค้า ประกนับูรณภาพแห่งดินแดนแล
ะเอกราชทางการเมืองของสมาชิกและลงโทษผู้รุกรานอยา่งมีประสิทธิผลได้
จึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายอักษะกล้าใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดา เนินนโยบายขยายดินแดนโดยไมห่วั่
นเกรงตอ่ผลที่จะตามมา
5. การฉวยโอกาสของสหภาพโซเวียตในการแสวงหาความมนั่คงให้แกต่น
โดยทา สนธิสัญญาไมรุ่กรานกบัเยอรมนีซึ่งมีข้อตกลงแบง่เขตอิทธิพลในโปแลนด์
สนธิสัญญานี้มีส่วนสาคัญที่ทา ให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจบุกโปแลนด์
ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสประกาศให้ความคุ้มครอง จนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองติดตามมา
หลังจากที่อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกบัเยอรมนีแล้ว
บรรดาประเทศที่สังกัดอยูใ่นจักรภพอังกฤษ เชน่ อินเดีย แคนาดา สหภาพแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์
55. ได้ประกาศสงครามกบัเยอรมนีด้วยเหมือนกับที่พวกเขาเคยทา ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
จึงทา ให้ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอังกฤษได้เปรียบเยอรมนีมากทั้งในด้านพื้นที่ ทรัพยากร
และประชากร เยอรมนีจึงพยายามแก้ข้อเสียเปรียบโดยการบุกเข้ายึดประเทศตา่ง ๆ
ที่ตนต้องการใช้เป็นฐานทัพหรือแหลง่ทรัพยากรโดยรวดเร็ว
ซึ่งปรากฏวา่เยอรมนียึดโปแลนด์ได้อยา่งรวดเร็วภายในเวลาไมถึ่ง 1
เดือนและหลังจากที่ไมส่ามารถขอให้อังกฤษและฝรั่งเศสเจรจาสันติภาพกบัตนได้สาเร็จเยอรมนี
จึงแจ้งแกพ่ระเจ้าคริสเตียน (Christain) แห่งเดนมาร์กและพระเจ้าอาร์กอน (Argon) แห่งนอรเววา่
เยอรมนีจา เป็นต้องเข้ายึดครองสองประเทศนั้นเพื่อมิให้ตกไปอยูใ่นมือของฝ่ายพันธมิตร
จึงขอให้ประเทศทั้งสองยอมแตโ่ดยดี
เมอื่พระเจ้าคริสเตียนทรงยินยอมเดนมาร์กจึงตกเป็นรัฐในอารักขาของเยอรมนี
ส่วนพระเจ้อาร์กอนไมยิ่นยอม เยอรมนีจึงบุกเข้ายึดนอร์เวย์ โดยรวดเร็วในเดือนเมษายน ค.ศ. 1940
พระเจ้าอาร์กอนหนีไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอังกฤษ หลังจากนั้นเยอรมนีก็บุกเข้ายึด เบลเยี่ยม
เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบอร์กในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1 9 4 0
และมุง่เข้าตีกองทัพอังกฤษที่ส่งมาชว่ยจนแตกพา่ยหนีไปลงเรือที่เมืองดันเคิร์ก ( D u n k i r k )
กลังอังกฤษ จากนั้นกองทัพเยอรมนัก็มุง่เข้าสู่ฝรั่งเศสทันที
และสามารถบังคับให้ฝรั่งเศสยอมจา นนได้ในวนัที่ 2 2 มิถุนายน ค.ศ. 1 9 4 0
ในชว่งที่เยอรมนีกา ลังประสบชัยชนะนี้เอง อิตาลีก็กระโดดเข้าร่วมกบัฝ่ายเยอรมนีด้วย
ในวนัที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ตามมาด้วยฮังการี โรมาเนีย และบัลแกเรีย ซึ่งเข้าร่วมกับเยอรมนี
จึงทา ให้เยอรมนีเข้มแข็งขึ้น
และหันไปใช้กา ลังทางอากาศโจมตีเกาะอังกฤษอยา่งรุนแรงเพื่อบังคับให้อังกฤษยอมจา นน
แตเ่มื่อทา ไมส่าเร็จเยอรมนีก็ทา ผิดซ้า เป็นครั้งที่สอง
นั่นคือการบุกเข้าตีสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1 9 4 1
ซึ่งยังผลให้เยอรมนีต้องทา ศึกสองแนวเหมือนในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
อันเป็นสิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการหลีกเลี่ยงในตอนแรก
โดยทา สนธิสัญญาไมรุ่กรานกบัสหภาพโซเวียตกอ่นที่เข้าจะบุกโปแลนด์
หลังจากที่ฮิตเลอร์ส่งทหารเข้าบุกสหภาพโซเวียต วินสตัน เชอร์ชิล ( Wi n st om C h u r c h i l l )
นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศวา่ “เราจะชนะสงคราม” เหตุผลที่ทา ให้วินสตัน เชอร์ชิลเชื่อเชน่นั้นก็คือ
สหภาพโซเวียตมีประชากรและทรัพยากรมากรวมทั้งมีดินแดนกวา้งใหญไ่พศาล
ตลอดจนมีฤดูหนาวอันรุนแรงจึงทา ให้ยากแกต่่างชาติที่จะยึดครองได้เด็ดขาด และก็เป็นจริงเชน่นั้น
ดังจะเห็นได้วา่แม้วา่เยอรมนีจะใช้กา ลังทหารมากมายหลายแสนคนเข้าตีสหภาพโซเวียตเป็นแนวก
วา้งกวา่ 2 , 0 0 0 กิโลเมตร และตีลึกเข้าไปจนเกือบถึง เลนินกราด
56. แตก่็ไมส่ามารถเอาชนะสหภาพโซเวียตได้ และต้องสูญเสียชีวิตทหารไปเป็นจา นวนมาก
ในการรบตลอดฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1 9 4 0 – 1 9 4 1
ตอ่มาเมอื่ญี่ปุ่นทา สงครามกบัสหรัฐอเมริกาแล้วในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1 9 4 1 ฮิตเลอร์
ก็ทา ผิดซ้า อีกโดยการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา
ซึ่งทา ให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสามารถส่งทหารมาชว่ยอังกฤษรบในสมรภูมิแอฟริกาและยุดรปได้
รวมทั้งเป็นการเพิ่มกา ลังสารองให้แกฝ่่ายพันธมิตรอยา่งมาก
หลังจากนั้นมีประเทศอื่นในอเมริกาใต้อีกหลายประเทศ เชน่ คิวบาและเวเนซูเอลา เป็นต้น
ประกาศสงครามกบัฝ่ายอักษะคือเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นด้วย
คงมีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเทา่นี้นที่เข้าข้างฝ่ายอักษะดดยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา
และอังกฤษเมื่อวนัที่ 5 มกราคา ค.ศ. 1 9 4 2
จึงสรุปได้วา่ ในสงครามครั้งนี้ฝ่ายอักษะมีเพียง 3 ประเทศเทา่นั้นที่มีกา ลังมาก
และทา การรบจริง ๆ คือเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นประเทศอื่น ๆ
ที่เข้าร่วมด้วยไมส่ามารถชว่ยได้มากนักเนื่องจากอยูใ่นภาวะจา ยอมให้เข้าร่วมด้วย เชน่ ไทย เป็นต้น
ตรงกนัข้ามฝ่ายพันธมิตรซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นฝ่าย “สหประชาชาติ”
ตามคา แถลงของประธานาธิบดีรูสเวลท์ มีประเทศที่เป็นแกนถึง 4 ประเทศ คืออังกฤษ ฝรั่งเศส
สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา และมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมรบด้วยอยา่งจริงจังอีกหลายประเทศ
เชน่ แคนาดาออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
รวมเป็นประเทศที่เข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้เป็นจา นวน 2 9 ประเทศ
ตอนที่9.2
ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งทสี่อง
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตอนที่ 9.2 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
9.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
9.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
9.2.3 การสงบศึกและการสร้างสันติภาพ
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่สองมีขอบเขตกวา้งขวาง ครอบคลุมดินแดนตา่ง ๆ
ในส่วนของโลกมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และรบกนัดุเดือดถึง 3 สมรภูมิ คือ
สมรภูมิยุโรป สมรภูมิแอฟริกาเหนือและยุโรปตอนใต้ และสมรภูมิเอเชียตะวนัออก
และมหาสมุทรแปซิฟิก
จึงมีลักษณะเป็นสงครามโลกอย่างแท้จริงมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
57. 2. สงครามโลกครั้งที่สองมีความร้ายแรงมาก
คร่าชีวิตทหารของประเทศผู้ชนะและผู้แพ้รวมกนัประมาณ 15 ล้านคน
และคร่าชีวิตพลเรือนอีกหลายล้านคน
เนื่องจากมีการนาเอาอาวุธที่ร้ายแรงมาใช้ทา ลายล้างกนั
เชน่ใช้เครื่องบินนาระเบิดไปทิ้งใส่ประเทศศัตรูโดยไมจ่า กดัเป้าหมายวา่เป็นเขตทหาร
หรือพลเรือน
3. แมส้งครามครั้งนี้จะมีความรุนแรงมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งหลายเทา่
แตป่ระเทศผู้ชนะก็ไมคิ่ดจะลงโทษผู้แพ้อยา่งรุนแรง
และคิดเพียงจะทา ให้ประเทศผู้แพ้นิยมประชาธิปไตย
และเลิกใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการขยายอานาจเทา่นั้น
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 9.2 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบาย ขอบเขตและสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกต้อง
2. อธิบายมูลเหตุที่กอ่ความเสียหายแกชี่วิตทหารและพลเรือนของประเทศผู้แพ้และผู้ชนะ
ได้ถูกต้อง
3. อธิบายเป้าหมายของฝ่ายสัมพันธมิตรในการสร้างสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ได้ถูกต้อง
ความนา
สงครามโลกครั้งที่สองมีขอบเขตกวา้งขวาง
และมีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร้ายแรงมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
จึงกอ่ให้เกิดความเสียหายแกป่ระเทศคูส่งครามมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งจะขอกล่าวโดยย่
อ ดังนี้
เรื่องที่9.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
ดังได้กลา่วแล้ววา่ อิตาลีต้องการเพิ่มอาณานิคมในแอฟริกาเหนือ
และญี่ปุ่นต้องการขยายอิทธิพลเข้าสู่จีนและอาณานิคมของฝ่ายพันธมิตรในมหาสมุทรแฟซิฟิก
รวมทั้งบริเวณเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้อยา่งจริงจัง
โดยมีวตัถุประสงค์เพื่อให้ได้แหลง่วตัถุดิบและเชื้อเพลิงสาหรับทา สงคราม
จึงยังผลให้แอฟริกาเหนือ เอเชียตะวนัออก เอเชียตะวนัออกเฉียงใต้
และมหาสมุทรแปซิฟิกกลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดและรุนแรงพอ ๆ กับสมรภูมิยุโรป
และยังผลให้สงครามครั้งนี้มีลักษณะเป็นสงครามโลกที่แท้จริงมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
1. สมรภูมิยุโรป
58. ณ
สมรภูมินี้เยอรมนีใช้ทหารจา นวนหลายล้านคนพร้อมด้วยอาวุธทันสมยัรวมทั้งรถถังและเครื่องบิน
ทา การบุกอยา่งรวดเร็วแบบสายฟ้าแลบตอ่ประเทศศัตรู ยังผลให้เยอรมนีสามารถบุกยึดประเทศตา่ง
ๆ ในยุโรปที่ตนต้องการได้อยา่งรวดเร็ว รวมทั้งสามารถบังคับให้ฝรั่งเศสยอมจา นนได้ในวนัที่ 2 2
มิถุนายน ค.ศ. 1 9 4 0 หลังจากใช้เวลาบุกเพียง 2 เดือน แต่ก็ไมไ่ด้หมายความวา่
ชาวยุโรปที่ประเทศของเขาถูกยึดโดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสทั้งหมดจะยอมแพ้
ทั้งนี้ก็เพราะนายพลเดอโกลได้หลบหนีไปอยูอั่งกฤษ และจัดตั้งกองกา ลัง “ฝรั่งเศสเสรี”
ขึ้นประกาศต่อสู้ตอ่ไป เนื่องจากเยอรมนีไมมี่กองทัพเรือที่ยิ่งใหญเ่ทา่อังกฤษ
จึงไมก่ล้ายกพลข้ามชอ่งแคบโดเวอร์เพื่อยึดเกาะอังกฤษ
และคงใช้เฉพาะกองทัพอากาศโจมตีอังกฤษแทบทุกวนัเป็นเวลา 5 เดือน ระหวา่ง สิงหาคม –
ธันวาคม ค.ศ. 1 9 4 0 ซึ่งทา ให้เยอรมนีต้องเสียเครื่องบินไปประมาณ 1 2 0 ลา
โดยไมส่ามารถบังคับอังกฤษยอมจา นนได้ และทั้ง ๆ
ที่อังกฤษยังยืนหยัดโดยมีสหรัฐอเมริกาคอยสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และมีมิตรพร้อมด้วยอา
ณานิคมคอยชว่ยอีกมาก
เยอรมนีก็ยังกล้าหันไปเปิดแนวรบด้านตะวนัออกกับสหภาพโซเวียตในเอนมิถุนายน ค.ศ. 1 941
และต้องประสบความสูญเสียอยา่งมากมาย ทั้งจา นวนทหาร รถถัง และเครื่องบิน
โดยไมส่ามารถบังคับให้สหภาพโซเวียตยอมจา นนกอ่นฤดูหนาว ค.ศ. 1 9 4 1 - 1 9 4 2 ได้
และแม้จะพยายามโจมตีครั้งใหญอี่กครั้งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1 9 4 1
โดยบุกลึกเข้าไปทางด้านตะวนัตกเฉียงใต้ของสหภาพโซเวียตเป็นระยะทางประมาณ 1 , 8 0 0
กิโลเมตร เพื่อที่จะยึดแหลง่น้ามนัที่ครอสนี และบาคู
แตไ่มป่ระสบผลสาเร็จและทา ให้เยอรมนีต้องประสบปัญหาในการส่งกา ลังบารุงยังผลให้ทหารต้อง
ล้มตายและถูกจับเป็นเชลยหลายแสนคนหลังจากที่สหภาพโซเวียตเริ่มตีโต้กลังตั้งแต่ต้นปี ค.ศ.
1 9 4 3 และกลับเป็นฝ่ายบุกเยอรมนีบ้างในระยะตอ่มา
ข้อที่ควรกลา่วถึง ณ จุดนี้ก็คือ
การที่สหภาพโ.เวียตยืนหยัดตอ่สู้กับเยอรมนีได้เป็นเวลานานโดยไมย่อมจา นนนั้นเกิดจากปัจจัย 2
ประการ
ประการแรก
ความสาเร็จของสตาลินในการปลุกความรู้สึกชาตินิยมของชาวรุสเซียให้สนับสนุนรัฐบาลตอ่ต้านพ
วกเผด็จการฟาสซิสต์ ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็เป็นจอมเผด็จการ
ประการที่สอง การช่วยเหลือด้านอาวุธอยา่งไมจ่า กดัจากสหรัฐอเมริกา
ซึ่งส่งอาวุธให้สหภาพโซเวียตยืมและเชา่ไปใช้ผา่นทางประเทศอิหร่าน
ชว่ยให้สหภาพโซเวียตมีกา ลังอาวุธที่แข็งแกร่ง
59. ส ม ร ภู มิ ยุโ ร ป เ ริ่ม ดุเ ดือ ด ขึ้น อีก ค รั้ง
ห ลัง จ า ก ที่ฝ่า ย พัน ธ มิต ร ซึ่ง มีส ห รัฐ อ เ ม ริก า เ ป็น ก า ลัง ส า คัญ
ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีของฝรั่งเศสเป็นผลสาเร็จในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ซึ่งเรียกกนัวา่
วั น ดี เ ด ย์ (D”day) อั น เ ป็ น วั น ที่ มี ก า ร ร บ กั น ดุ เ ดื อ ด ที่ สุ ด
ระ ห วา่งกอง ทัพ สัมพัน ธมิตรและ กองทัพเยอรมนีซึ่ง ยึดครองฝรั่ง เศสอยู่ใ น ขณะ นั้น
ปรากฏวา่ทั้งสองฝ่ายตา่งประสบความสูญเสียอยา่งหนักด้วยกันทั้งจา นวนทหารและอาวุธยุทโธปก
รณ์ ห ลัง จาก นั้น ก อ ง ทัพ เ ยอ ร มัน ก็เป็น ฝ่าย ถ อ น ก ลับ ไป รัก ษ าดิน แ ด น ข อ ง ต น
ซึ่งก็ไมส่ามารถรักษาได้ และในที่สุดเยอรมนีต้องยอมแพ้โดยไมมี่เงื่อนไขในวันที่ 8 พฤษภาคม
ค.ศ. 1945 หลังจากที่ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายแล้วเพียง 3 – 4 วัน ปรากฏวา่ ณ สมรภูมิยุโรป นี้
คูส่งครามสูญเสียชีวิตทหารไปทั้งหมดประมาณ 12 ล้านคน เป็นทหารเยอรมันประมาณ 3 ล้านคน
และ ทห ารสห ภาพ โซเวียต 6 ล้าน คน ที่เห ลือเป็น ทห าร อัง กฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และ อื่น ๆ
ส่วนพลเรือนของทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตไปประมาณ 6 ล้านคน
2. สมรภูมิแอฟริกาเหนือแลยุโรปใต้
ดังได้กลา่วแล้ววา่ กอ่นสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นนั้น
อิตาลีมีอาณานิคมอยูใ่นแอฟริการเหนือแล้ว 3 แห่งคือ ลิเบีย โซมาลิแลนด์ และเอธิโอเปีย
ซึ่งอิตาลีเพิ่งยึดได้ในปี ค.ศ. 1936 และแอลเบเนียในยุโรปใต้อีก 1 แห่ง ซึ่งในทรรศนะของอิตาลีนั้น
อาณานิคมดังกลบา่วเป็นจา นวนน้อยเกินไปไมส่มศักด์ิศรีของประเทศมหาอา นาจ เชน่อิตาลี
ซึ่งมุสโสลินีอยากจะให้อิตาลีกลับมายี่งใหญเ่หมือนจักรวรรดิโรมนัในอดีต
จึงทา ให้อยากได้อาณานิคมเพิ่มขึ้นทั้งในยุโรปใต้และแอฟริกาเหนือ
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่อิตาลีประกาศสงครามกับอังกฤษ และฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.
1 9 4 0 กองทัพอิตาลีเข้าโจมตีโซมาลิแลนด์ของอังกฤษ
และสามารถยึดดินแดนดังกลา่วได้ในเวลาอันสั้น
เนื่องจากกองทหารอังกฤษที่รักษาดินแดนดังกลา่วมีอยูเ่ป็นจา นวนน้อย แตป่รากฏวา่
เมอื่กองทัพอิตาลีพยามจะบุกยึดกรีซในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1 9 4 0 โดยใช้แอลเบเนียเป็นฐานทัพ
อิตาลีก็ต้องเผชิญกบัการตอ่ต้านอยา่งเด็ดเดี่ยวจากกองทัพกรีก และต้องใช้เวลาถึง 8 เดือน
รวมทั้งขอความชว่ยเหลือจากกองทัพเยอรมนัด้วยจึงจะสามารถยึดกรีซได้หมดทั้งประทศ
ในขณะเดียวกนั
กองทัพเยอรมนัก็ต้องเผชิญกบัการตอ่ต้านจากพวกกองโจรในยูโกสลาเวียอยา่งหนักในระหวา่งที่พ
ยายามจะเดินทัพผา่นยูโกสลาเวีย และไมส่ามารถยึดครองยูโกสลาเวียได้ โดยราบรื่นตลอดสงคราม
ในทา นองเดียวกนัเมอื่กองทัพเยอรมนักับกองทัพอิตาลีพยายามจะบุกเข้าตีอียิปต์ในตอนต้นปี ค .ศ.
60. 1 9 4 1 ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านอยา่งเด็ดเดี่ยวจากกองทัพอังกฤษ
และต้องทา สงครามทะเลทรายกับกองทัพอังกฤษเป็นเวลานานเดือน โดยไมส่ามารถยึดอียิปต์ได้
ตรงกนัข้ามในระยะเดียวกนันี้
กองทัพอังกฤษสามารถตีโต้กองทัพอิตาลีในโซมาลิแลนด์ได้เป็นผลสาเร็จ
จนสามารถยึดดินแดนดังกลา่วคืนได้
รวมทั้งสามารถขับไล่กองทัพอิตาลีออกจากเอธิโอเปียได้ในเมษายน ค.ศ. 1 9 4 1 อีกด้วย
พร้อมกับเชิญให้กษัตริย์ไฮเลเซลัสซีกลับไปปกครองเอธิโอเปียตามเดิม
ตอ่มาหลังจากที่กองทัพอังกฤษและกองทัพอเมริกนัได้ร่วมมือกบักองกา ลัง “ฝรั่งเศสเสรี”
ทา การยกพลขึ้นบกเป็นผลสาเร็จที่เมืองคาซาบลังกาในโมร็อกโกของฝรั่งเศสในเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1 9 4 2 แล้ว อนาคตของกองทัพฝ่ายอักษะก็เริ่มมือมนรบแพ้เรื่อย ๆ
และในที่สุดทหารฝ่ายอักษะกวา่ 3 0 0 , 0 0 0
คนซึ่งไมไ่ด้รับการส่งกา ลังบา รุงจากเยอรมนีและอิตาลีก็ยอมแพ้ตอ่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือ
นพฤษภาคม ค.ศ. 1 9 4 3 ยังผลให้การรบในสมรภูมิแอฟริกาเหนือสิ้นสุดลง
หลังจากนั้น
กองทัพฝ่ายพันธมิตรก็บุกข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสามาถยึดเกาะซิซิลีของอิตาลีได้ในเดือนกร
กฎาคม ค.ศ. 1 9 4 3 ยังผลให้มุสโสลินีเสียชื่อเสียงอย่างมาก และถูกโคน่อา นาจพร้อมกับถูกจา คุก
จอมพลบาโคกสิโอหัวหน้ารัฐบาบใหมจึ่งเสนอขอเจรจาเพื่อยุติสงครามกบัฝ่ายพันธมิตร
ซึ่งยกพลขึ้นสู่แผน่ดินใหญข่องอิตาลีแล้วในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1 9 4 3
แตห่ลังจากที่ทหารเยอรมนัชว่ยมุสโสลินีออกจากคุกได้ และแตง่ตั้งให้เขาเป็น
“ผู้นาของสาธารณรัฐฟาสซิสต์” เพื่อรบกับฝ่ายพันธมิตรตอ่ไป
กองทัพอิตาลีบางส่วนที่ยังภักดีตอ่มุสโสลินีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเยอรมนัจึงทา การสู้ต่
อ แตเ่นื่องจากทหารอิตาลีเสียขวญัมากและทา การรบโดยไมเ่ต็มใจนัก
การรบในสมรภูมิอิตาลีจึงไมดุ่เดือดนัก และในที่สุดอิตาลีก็ยอมแพ้พร้อม ๆ กบัเยอรมนี
ผลปรากฎวา่ ณ สมรภูมิแอฟริกาเหนือและอิตาลี ประเทศคูส่งครามเสียชีวิตทหารไปประมาณ
3 0 0 , 0 0 0 คนซึ่งกวา่ครึ่งเป็นทหารเยอรมนีและอิตาลี
3. สมรภูมิเอเชียตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิก
นับตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นแมนจูเรียได้สาเร็จ
และทา สงครามกับจีนจนสามารถยึดเมืองชายฝั่งทะเลของจีนได้ทั้งหมด
รวมทั้งเกาะไหหลา ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1 9 3 8
ญี่ปุ่นก็พยายามแผอิ่ทธิพลลงมายังเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้
โดยพยายามปลุกความรู้สึกชาตินิยมในหมูช่าวอาณานิคมในเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้
ซึ่งอยูภ่ายใต้การปกครองของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์
61. และในระหวา่งที่สามประเทศตะวนัตกต้องเผชิญการบุกอย่างหนักของกองทัพเยอรมนั
ในระยะแรกของสงครามในสมรภูมิยุโรป
ญี่ปุ่นพยายามที่จะเรียกร้องให้สามประเทศตอบสนองความต้องการของตน อาทิ ในปี ค.ศ. 1940 –
ค.ศ. 1 9 4 1 ขอให้ฝรั่งเศสยอมให้ญี่ปุ่นเข้าไปใช้ฐานทัพในเวียดนามพื่อใช้เป็นฐานทัพโจมตีจีน
ซึ่งฝรั่งเศสก็จา ต้องยอมเพราะไมมี่กา ลังพอจะตอ่สู้กับญี่ปุ่นได้
นอกจากนั้นญี่ปุ่นบังคับให้อังกฤษห้ามจีนใช้ถนนในตอนเหนือของพมา่ขนสินค้าเข้าสู่จีน
คงมีสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวเทา่นั้นที่ตอ่ต้านญี่ปุ่นอยา่งแข็งขัน
ยังผลให้ญี่ปุ่นโกรธแค้นสหรัฐอเมริกาอยา่งมากและเตรียมทา สงครามกับสหรัฐอเมริกาเต็มที่
เพราะฉะนั้น หลังจากที่ญี่ปุ่นตัดสินใจโจมตีอา่วเพิร์ลของสหรัฐอเมริกาในวนัที่ 7 ธันวาคา
ค.ศ. 1 9 4 5 ญี่ปุ่นส่งกองทัพเรือและกองทัพอากาศจากฐานทัพในอินโดจีนโจมตีไทย
มลายูและสิงคโปร์ของอังกฤษ รวมทั้งในอินโดนีเซียของเนเธอร์แลนด์
และฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกาด้วย โดยใช้วิธีการทา สงครามแบบสายฟ้าแลบ
ทา นองเดียวกับที่กองทัพเยอรมนัใช้ในสมรภูมิยุโรป
ผลปรากฎวา่กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดดินแดนอาณานิคมดังกลา่วทั้งหมดภายใน 6 เดือน
ทั้งนี้ก็เนื่องจากปัจจัย 2 ประการคือ
ประการแรก กองทัพอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกาในดินแดนอาณานิคม ตา่ง ๆ
มีกา ลังน้อยกวา่กองทัพญี่ปุ่นทั้งในด้านกา ลังพลและอาวุธ
ประการที่สอง ชาวพื้นเมืองบางแห่ง เชน่ ชาวอินโดนิเซีย และชาวพมา่
ไมเ่พียงจะไมช่่วยกองทัพของประเทศแมเ่ทา่นั้นแต่ยังให้การต้อนรับกองทัพญี่ปุ่น
วา่เป็นผู้มาปลดปลอ่ยพวกเขาให้หลุดพ้นจากการปกครองของพวกจักรวรรดินิยมอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ เมอื่ญี่ปุ่นยึดอาณานิคมขอประเทศตะวนัตกได้หมดแล้ว
ญี่ปุ่นจึงสนับสนุนให้ชาวพื้นเมืองเข้ามีส่วนร่วมในการปกครอง
และฝึกชาวพื้นเมืองไวเ้ตรียมรับมือกับชาวตะวนัตกซึ่งอาจจะบุกกลับมาอีกด้วย
ส่วนสมรภูมิแปซิฟิกนั้น ปรากฏวา่ในระยะแรกของสงคราม
กองทัพเรืออันยิ่งใหญข่องญี่ปุ่นสามารถคุมทะเลจีนตอนใต้ได้ทั้งหมด
จนสามารถที่จะเข้าคุกคามความมนั่คงของออสเตรเลียได้ ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ
กองทัพเรือญี่ปุ่นควบคุมเส้นทางเดินเรือได้ถึงเกาะมิดเว ( M i d a a y ) ของสหรัฐอเมริกา
อยา่งไรก็ตาม
กองทัพเรือของญี่ปุ่นครองความเป็นเจ้าทะเลในอาณาบริเวณดังกลา่วอยู่ได้เพียง 6
เดือนแรกของสงครามเทา่นั้นก็หมดอิทธิพล
เนื่องจากพา่ยแพ้อยา่งยับเยินในการทา ยุทธนาวีกับกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่ทะเลคอรัล (Coral
Sea) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1942 และที่อาณาบริเวณใกล้เกาะมิดเว ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942
62. และนับตั้งแตน่ั้นมากองทัพเรือของญี่ปุ่นก็ไมส่ามารถทา การรุกทางทะเลได้ตอ่ไปและกลายเป็นฝ่าย
ตั้งรับการรุกของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถยึดเกาะตา่ง ๆ
ที่ญี่ปุ่นใช้เป็นฐานทัพในมหาสมุทรแปซิฟิกคืนมาได้ทั้งหมดระหวา่งการรุกในปี ค.ศ. 1944 – ค.ศ.
1 9 4 5 เชน่ เกาะไซปัน ติเนียน กวม และเลเต และในที่สุดก็สามารถบุกเข้ายึดมนิลา
นครหลวงของฟิลิปปินส์ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1 9 4 5
โดยได้รับความร่วมมือจากกองกา ลังชาวฟิลิปปินส์เสรี ภายในประเทศ
ซึ่งทา การโจมตีกองทัพญี่ปุ่นผู้ยึดครองจากแนวหลังอีกด้วย
และหลังจากนั้นกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มบุกเข้ายึดเกาะรอบนอกของญี่ปุ่นได้ในเดือนตอ่
มา คือ เกาะอิโวจิมา ซึ่งอยูห่่างจากกรุงโตเกียวเพียง 1 , 2 0 0 กิโลเมตร
และอยูใ่นรัศมีของการโจมตีโดยเครื่องบินได้
ตอ่มาไมช่้ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาก็บุกเข้ายึดเกาะโอกินาวาได้ในเดือนมิถุนายน ค .ศ. 1 9 4 5
หลังจากสู้รบกนัอยา่งทรหดเป็นเวลา 3 เดือน
นอกจากนั้น นับตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1 9 4 5 เป็นต้นไป
เครื่องบินของสหรัฐอเมริกาจากฐานทัพในเกาะตา่ง
ๆในมหาสมุทรแปซิฟิกก็เริ่มทา การบินไปทา ลายแหลง่อุตสาหกรรมในเกาะญี่ปุ่นและกรุงโตเกียวโ
ดยตรง อันเป็นการเริ่มทาลายขัวญประชาชนญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับแตเ่ริ่มสงคราม
ในขณะเดียวกนักองทหารญี่ปุ่นที่ยึดครองพมา่ก็พา่ยแพ้กองทัพอังกฤษและจา ต้องถอนออกจากประ
เทศนั้น ดังนั้นวนัพา่ยแพ้ของญี่ปุ่นจึงคงเริ่มปรากฏชัดตั้งแตต่้นปี ค.ศ. 1 9 4 5
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาคาดวา่การบุกเข้ายึดประเทศญี่ปุ่น
จะต้องเสียชีวิตทหารและอาวุธเป็นจา นวนมหาศาล จึงตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูกบัญี่ปุ่น
โดยนาไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ในวนัที่ 6 และวนัที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1 9 4 5
ซึ่งทา ลายชีวิตพลเมืองทันทีประมาณ 8 0 , 0 0 0 คนและทา ลายเมืองทั้งสองอยา่งย่อยยับ
ยังผลปรากฏวา่ญี่ปุ่นได้สูญเสียชีวิตทหารไปในสมรภูมิเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และมหาสมุทรแปซิฟิก ประมาณ 1 , 2 7 0 , 0 0 0 คน และบาดเจ็บอีกประมาณ 1 4 0 , 0 0 0 คน
รวาม้งัประชาชนอีกหลายแสนที่เสียชีวิตไปเพราะการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกา
ส่วนฝ่ายพันธมิตรโดยเฉพาะจีนเสียชีวิตทหารไปประมาณ 1 , 3 0 0 , 0 0 0 คน และบาดเจ็บอีก
1,700,000 คนและอินเดียเสียชีวิตทหารไปประมาณ 32,000 คน และบาดเจ็บอีกประมาณ 64,000
คน
63. การยอมแพ้ของญี่ปุ่นในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ทาให้สงครามโลกครั้งที่สอง
ซึ่ง เริ่มต้นโดยเยอรมนีบุกโปแลนด์ใน วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 สิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด
หลังจากที่ได้ตอ่สู้กนัมาเป็นเวลาเกือบ 6 ปี ใน 3 สมรภูมิของ 3 ทวีป
สาหรับประเทศไทยของเรานั้น แมว้า่จะไมไ่ด้เป็นสมรภูมิของสงครามเหมือนประเทศอื่น
ๆ ในเอเชีย แตก่็ได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ไมน่้อยเหมือนกนั
ทั้งนี้ก็เพราะในขณะที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในพื้นที่ของหลายจังหวดัทางภาคใต้ของประเทศไทย อาทิ
ประจวบคีรีขันะและสงขลา ในตอนค่า ของวนัที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1 9 4 1 (พ.ศ. 2 4 8 4 )
วนัเดียวกบัที่ญี่ปุ่นส่งกองกา ลังเข้าโจมตีมลายู สิงคโปร์ อินโดนิเซีย และฟิลิปปินส์
ญี่ปุ่นยื่นคา ขาดให้ไทยยอมให้กองทัพฤญี่ปุ่ใใช้ดินแดนไทยไปโจมตีมลายูของอังกฤษนั้น
ประเทศไทยซึ่งประกาศตัวเป็นกลางในความขัดแย้งระหวา่งมหาอา นาจและได้ทา สนธิสัญญาไมรุ่ก
รานไว้กบัอังกฤษ ไมย่อมปฏิบัติตามคา ขาดของญี่ปุ่น
ยังผลให้กองทัพและประชาชนไทยทา การตอ่ต้านการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอยา่งเด็ดเดี่ยวเป็นเวลา
กวา่ 1 0 ชั่วโมง จึงยุติตามคา สั่งของรัฐบาล ซึ่งยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายญี่ปุ่น โดยมีข้อแม้วา่
ญี่ปุ่นจะต้องเคารพอธิปไตยของไทยและไมป่ลดอาวุธกองทัพไทยในระหวา่งเดินทัพผา่นประเทศไ
ทย
อยา่งไรก็ตาม หลังจากที่ไทยยอมหยุดการตอ่ต้านและยอมปฏิบัติตามคา ขาดของญี่ปุ่น
ดังกลา่วแล้ว ญี่ปุ่นก็มิได้ปฏิบัติตามสัญญา และกลับตั้งกองทัพไวใ้นประเทศไทยด้วย
ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ อีกหลายจังหงวดั เชน่ กาญจนบุรี และสงขลา เป็นต้น
พร้อมนั้นได้ขอกูเ้งินจากรัฐบาลไทยอีกเป็นจา นวนมาก
เพื่อเป็นคา่ใชจ่า่ยของกองทหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยูใ่นประเทศไทย
ยังผลให้รัฐบาลไทยต้องพิมพ์ธนบัตรไทยให้กองทหารญี่ปุ่นใช้จ่ายเป็นจา นวนมาก
ผลปรากฏวา่ธนบัตรที่รัฐบาลไทยพิมพ์ขึ้นให้ญี่ปุ่นยืมใช้ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทยอยา่งมา
กทั้งในระหวา่งสงครามและหลังสงคราม
นอกจากญี่ปุ่นจะกอ่ความเสียหาตนให้แกป่ระเทศไทยโดยตรง
ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจดังกลา่วแล้ว รัฐบาลไทยซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มีส่วนกอ่ความเสียหายให้แกป่ระเทศไทยโดยทางอ้อมอีกด้วย
ทั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลไทยในสมยันั้นได้คาดเหตุการณ์ผิดวา่
ญี่ปุ่นซึ่งรบชนะอยา่งงดงามในระยะต้นของสงครามดังกลา่ว จะเป็นผู้ชนะสงครามในที่สุด
ได้ตัดสินใจเข้าเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นอยา่งเต็มที่โดยได้ทา การประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาแ
ละอังกฤษในวนัที่ 2 5 มกราคม ค.ศ. 1 9 4 2
อันมีผลทา ให้ไทยกลายเป็นคู่สงครามกบัมหาอา นาจตะวนัตก
และเป็นเป้าหมายการโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรในระหวา่งสงคราม
64. ซึ่งปรากฏวา่การโจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพัธมิตรต่อประเทศไทย
แม้จะมุง่โจมตีที่ตั้งของทหารญี่ปุ่นเป็นสาคัญ
แตก่็กอ่ผลเสียหายให้แกท่รัพย์สินของทางราชการและประชาชนด้วย เชน่
สะพานพุทธยอดฟ้าถูกทา ลายเสียหายใช้การไมไ่ด้เลยในระหวา่งสงคราม เป็นต้น
อยา่งไรก็ตามการตัดสินใจผิดพลาดของรัฐบาลไทยในสมัยนั้นไมไ่ด้กอ่ผลร้ายรุนแรงตอ่ประเทศไท
ยมากนัก ทั้งนี้ก็เพราะทันที่ที่รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
ผู้นาของไทยทั้งที่อยูใ่นประเทศ เชน่ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ และ ม.ร.ว.
เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจา กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ซึ่งไมเ่ห็นด้วยกบัการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ได้ร่วมกนักอ่ตั้งขบวนการ เสรีไทย ในประเทศ ส่วน
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้า เสรีไทย นอกประเทศ
ยังผลให้สหรัฐอเมริกาซึ่งไมไ่ด้ประกาศสงครามกับประเทศไทยถือวา่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
เป็นตัวแทนทางการทูตของประเทศไทยตอ่ไป และไมถื่อประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นศัตรู
แตเ่ป็นประเทศที่ต้องชว่ยให้ได้รับการปลดปล่อยจากศัตรู คือญี่ปุ่น
จึงคงมีอังกฤษเพียงประเทศเดียวเทา่นั้นที่ประกาศสงครามกบัประเทศไทย
และถือวา่จะต้องลงโทษประเทศให้สาสมกบัความผิดของไทยที่ไปร่วมมือกับญี่ปุ่น
และบุกเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนของเขา เชน่ เชียงตุง เป็นต้น
ในระหวา่งสงครามแต่ด้วยความชว่ยเหลือสหรัฐอเมริกา
และความดีที่ขบวนการเสรีไทยทา ไวกั้บอังกฤษและชาวอังกฤษในระหวา่งสงคราม
อังกฤษจึงไมไ่ด้ลงโทษประเทศไทยรุนแรงดังที่ตั้งใจไว้ โดยในตอนแรกนั้นอังกฤษ
ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติถึง 2 1 ประการ ซึ่งถ้าไทยจา ต้องยอมตามข้อเรียกร้องทั้ง 2 1
ประการนั้น ก็จะทา ให้ไทยอยูภ่ายใต้การควบคุมของอังกฤษโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้ในข้อตกลงยุติสถานะสงครามระหวา่งไทยกับอังกฤษเมอื่วนัที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1 9 4 6
จึงมีสาระสาคัญเป็นการลงโทษไทยไมม่ากนักเมอื่เปรียบเทียบกับข้อเรียกร้อง 2 1 ประการ
ซึ่งอังกฤษยื่นต่อไทยเป็นตอนแรก ดังนี้
1.
ไทยยอมรับผิดชอบในการพิทักษ์รักษาและคืนให้ในสภาพไมเ่สื่อมเสียซึ่งบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ
และผลประโยชน์ทุกชนิดของอังกฤษในประเทศไทย
2. ไทยยอมรับวา่ สงครามที่ญี่ปุ่นทา ครั้งนี้ แสดงให้เห็นวา่
ประเทศไทยมีความสาคัญเกยี่วกบัการป้องกนั มลายา พมา่ อินเดียและอินโดนิเซียและอินโดจีน
และความมนั่คงทางมหาสมุทรอินเดีย และอาณาบริเวณแปซิฟิกตะวนัตกเฉียงใต้
ฉะนั้นไทยจะร่วมมือเต็มที่ในบรรดาข้อตกลงเพื่อความมนั่คงระหวา่งประเทศ
ซึ่งองค์การสหประชาชาติหรือคณะมนตรีความมนั่คงเห็นชอบแล้ว
65. 3. ไทยจะไมตั่ดคลองข้ามอาณาเขตไทย เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอา่วไทย
(ขุดคอคอดกระ) โดยรัฐบาลอังกฤษมิได้เห็นพ้องด้วยกอ่น
4. รัฐบาลไทยรับวา่
นอกจากจะปฏิบัติตามคา แนะนาของคณะกรรมการประสมในวอชิงตันหรือองค์คณะใด ๆ
ที่จะมาทา การแทน และในกรณีข้าว
นอกจากจะปฏิบัติตามคา สั่งขององค์การพิเศษที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้รัฐบาลไทยจะห้ามมิให้มีการส่
งข้าว ดีบุก ยาง และไมสั้กออกนอกประเทศ นับแตน่ี้ไปจนกระทั่งวนัที่ 1 กนัยายน ค.ศ. 1947
และจัดระเบียบการค้าและเร่งเร้าการผลิตโภคภัณฑ์เหลา่นี้
5. ไทยจะให้ข้าวสารโดยไมคิ่ดมูลคา่ 1 ½ ล้านตัน
แกอ่งค์การซึ่งรัฐบาลอังกฤษจะได้ระบุในภายหลัง (ในขณะนั้นตันละประมาณ 28 ปอนด์ (ปอนด์ละ
60 บาท) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,520 ล้านบาท)
6. รัฐบาลไทยจะจัดให้องค์การข้าวดังกลา่ว
ซื้อข้าวทั้งหมดอันเป็นส่วนที่เหลือจากความต้องการภายในประเทศไทย
ตามราคาที่ทา ความตกลงกบัองค์การนั้นนับแต่บัดนี้ไปจนถึงวนที่ 1 กนัยายน ค.ศ. 1947
7. ไทยจะทา ความตกลงกับรัฐบาลอังกฤษและอินเดียเกยี่วกับการร่วมบา รุงรักษาที่ฝังศพ
ผู้เสียชีวิตในสงคราม
เรื่องที่9.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงและกอ่ให้เกิดความเสียหายแกชี่วิตและทรัพย์สินของประเทศ
คูส่งครามมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ดังจะเห็นได้วา่ประเทศคู่สงครามทั้งสองฝ่าย
ระดมพลเมืองเข้าประจา การทหารประมาณ 8 5 ล้านคน
และได้รับความเสียหายด้านทรัพย์สินคิดเป็นมูลคา่ประมาณ 7 , 1 5 4 , 0 0 0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สูงกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึง 4 เทา่ ส่วนชีวิตทหารนั้นคูส่งครามทั้งสองฝ่ายสูญเสียไป
รวมประมาณ 1 5 ล้านคน สูงกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกือบเทา่ตัว และบาดเจ็บอีกประมาณ
2 6 , 5 0 0 , 0 0 0 คน
ทั้งนี้ไมร่วมจา นวนพลเรือนของทั้งสองฝ่ายที่ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายล้านคน
ซึ่งรายละเอียดเกยี่วกับจา นวนทหารอาจแยกเป็นรายประเทศได้ดังนี้
จะเห็นได้วา่ ประเทศที่ได้รับความเสียหายในด้านชีวิตทหารมากที่สุด คือ สหภาพโซเวียต
ซึ่งมีทหารตายถึง 6,115,000 คน และบาดเจ็บถึง 14,012,000 คน ตามมาด้วยเยอรมนีมีทหารตายถึง
3,250,000 คน และบาดเจ็บถึง 7,250,000 คน สาหรับพลเรือนที่ต้องเสียชีวิตอีกหลายล้านคนนั้น
เกิดจากากรขาดแคลนอาหาร บ้างถูกระเบิดธรรมดา และถูกระเบิดปรมาณูตายก็มาก
66. ทั้งนี้ก็เพราะในสงครามได้มีการส่งเครื่องบินนาระเบิดไปทิ้งใส่เมืองอันเป็นที่อาศัยของพลเรือนด้ว
ย ซึ่งไมมี่การกระทา เชน่นี้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
อาจสรุปสาเหตุที่ทา ให้สงครามโลกครั้งนี้มีความร้ายแรงมากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนี่งได้
ดังนี้
1. มีสมรภูมิที่ประเทศคู่สงครามทา การรบกนัอยา่งจริงจังถึง 3 สมรภูมิ
โดยมีการใช้ที่ปฏิบัติในการรบกนัจริง ๆ หลายล้านคนในสมรภูมิทั้งสามนี้
2. ระยะเวลาที่ปฏิบัติในการรบกนัครั้งนี้ ยาวกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกือบ 2 ปี
3. อาวุธที่แตล่ะประเทศนามาใช้ในการทา ลายล้างกนัมีอานุภาพในการทา ลายชีวิตและทรัพย์สินม
ากกวา่ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมาก โดยเฉพาะอยา่งยิ่งระเบิดปรมาณูนั้น
มีอา นาจในการทา ลายเมืองใหญ่ ๆ อยา่งฮิโรชิมา และนางาซากิ ได้ถึงครึ่งเมือง
และสามารถทา ลายชีวิตได้ทันทีหลายหมนื่คน
4. ได้มีการนาเอาเครื่องบินเข้ามาใช้นาระเบิดไปทิ้งทาลายจุดยุทธศาสตร์ และเมืองสาคัญตา่ง ๆ
ของประเทศคูส่งคราม ซึ่งกอ่ความเสียหายให้แกชี่วิตและทรัพย์สินของพลเมืองเป็นจา นวนมาก
ซึ่งไมป่รากฏในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เรื่องที่9.2.3 การสงบศึกและการสร้างสันติภาพ
ในระหวา่งที่สงครามโลกยังดา เนินอยูน่ั้น
ฝ่ายสัมพันธมิตรไมีการพิจารณาถึงเงื่อนไขในการสงบศึกกับฝ่ายอักษะ
และแผนสร้างสันติภาพหลังสงครามโลกพร้อม ๆ
กบัการพิจารณาวางแผนในการทา สงครามกับฝ่ายอักษะด้วย
และได้ออกแถลงการณ์ให้ฝ่ายอักษะทราบถึงเจตนาของฝ่ายพันธมิตรตลอดเวลา อาทิ
กฎบัตรแอตแลนติก
ระหวา่งวนัที่ 9 - 1 0 สิงหาคม ค.ศ. 1 9 4 1
ในขณะที่เยอรมนีกา ลังประสบชัยชนะอยา่งงดงามในสมรภูมิยุโรปนั้น
ประธานาธิบดีรูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเห็นใจอังกฤษและประเทศที่ถูกเยอรมนียึดครอง
ได้เดินทางไปร่วมประชุมกบันายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลแห่งอังกฤษ ณ เรือรบหลวงของอังกฤษชื่อ
“เจ้าชายแห่งเวลส์” ( P r i n c e o f W a l e s ) ซึ่งลอยลา อยูใ่นมหาสมุทรแอตแลนติก
หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง
ท้งสองผู้นาได้ออกแถลงการณ์ร่วมกนัถึงหลักการที่ประเทศทั้งสองจะใช้เป็นหลักในการสร้างอนา
คตที่ดีกวา่ให้แกโ่ลก ดังนี้
1) ประเทศทั้งสองจะไมแ่สวงหาดินแดนหรืออิทธิพลอื่นใดเพิ่มเติม
67. 2)
ประเทศทั้งสองไมป่รารถนาที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงทางดินแดนที่ไมส่อดคล้องความปรารถนาอั
นแจ้งชัดของประชาชนที่เกยี่วข้อง
3)
ประเทศทั้งสองเคารพสิทธิของประเทศชาติทั้งปวงที่จะเลือกรูปแบบการปกครองที่พวกเขาต้องการ
และประเทศทั้งสองปรารถนาที่จะเห็นประชาชนที่สูญเสียสิทธิอธิปไตยและสิทธิในการปกครองต
นเองคืนมา
4. ประเทศทั้งสองจะส่งเสริมให้ทุกประเทศในโลกทั้งใหญแ่ละเล็ก ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
ได้มีโอกาสอยา่งเทา่เทียมกนัในการค้า และการได้มาซึ่งทรัพยากรตา่ง ๆ
ของโลกที่ตนต้องนามาใช้ในการสร้างความรุ่งเรืองไพบูลย์ทางเศรษฐกิจ
5.
ประเทศทั้งสองปรารถนาจะส่งเสริมความร่วมมืออยา่งเต็มที่ระหวา่งชาติทั้งมวลในทางเศรษฐกิจ
เพื่อส่งเสริมมาตรฐานของแรงงานให้ดีขึ้น
และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความมนั่คงทางสังคม
6. หลังจากทา ลายระบบทรราชของนาซีลงแล้ว
ประเทศทั้งสองหวงัที่จะเสริมสร้างสันติภาพที่ประเทศตา่ง ๆ
จะได้อยูอ่ยา่งปลอดภัยภายในดินแดนของตน
รวมทั้งประชาชนทุกคนก็จะได้มีชีวิตอยา่งปราศจากความกลัวและความขาดแคลน
7.
สันติภาพดังกลา่วนั้นจะทา ให้ประชาชนทุกคนใช้ทะเลนานาชาติและมหาสมุทรได้อยา่งเสรี
8. ประเทศทั้งสองเชื่อวา่ทุกประเทศในโลกจะต้องใช้ชีวิต
ใช้กา ลังไมว่า่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ทั้งนี้ก็เพราะเราจะไมส่ามารถสร้างให้เกิดสันติภาพในอนาคตได้ ตราบใดที่ประเทศตา่ง ๆ
ยังสามารถใช้อาวุธทางบก เรือ และอากาศ ขูว่า่จะรุกรานประเทศอื่น ๆ ประเทศทั้งสองจึงเชื่อวา่
กอ่นที่จะได้มีการจัดตั้งระบบความมนั่คงทั่วไปอยา่งถาวรกวา้งขวางและครอบคลุม
จา เป็นจะต้องมีการลดอาวุธของประเทศเชน่นั้น
ในทา นองเดียวกนัประเทศทั้งสองจะชว่ยเหลือและส่งเสริมให้มีมาตรการอื่น ๆ
สาหรับใช้ปฏิบัติในการลดภาระในการสร้างอาวุธของประชาชาติที่รักสันติภาพทั้งหลาย
2. แถลงการณ์ของการประชุม ณ กรุงไคโร
ระหวา่งวนัที่ 22 – 26 พฤษจิกายน ค.ศ. 1943 ประธานาธิยดีรูสเวลท์ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล
และประธานาธิบดีเจียงไคเช็คแห่งจีนได้ไปประชุมกัน ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์
ออกแถลงการณ์ร่วมกนัวา่
68. ประเทศทั้งสามทาสงครามครั้งนี้เพื่อลงโทษญี่ปุ่นผู้รุกรานเทา่นั้นโดยไมต่้องการดินแดนของประเท
ศใด สาหรับแผนการสร้างสันติภาพนั้น แถลงการณ์ประกาศวา่
ญี่ปุ่นจะต้องคืนดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นยึดไปจากจีน เชน่เกาะไต้หวนัและเกาะใกล้เคียงให้แกจี่น
และจะต้องปลดปลอ่ยเกาหลีให้เป็นอิสระด้วย
3. แถลงการณ์ของทปี่ระชุม ณ กรุงเตหะราน
ตอ่มาในวนัที่ 2 8 พฤษจิกายน – 1 ธันวาคม ค.ศ. 1 9 4 3 ประธานาธิบดีรูสเวลท์
และนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลได้เดินทางไปประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีสตาลินแห่งสหภาพโ ซเวียต
ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เพื่อพิจารณาการส่งความชว่ยเหลือแกส่หภาพโซเวียต
และกา หนดยุทธศาสตร์ร่วมกนัในการทา สงครามกับเยอรมนี
โดยที่ประชุมนี้ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกนัทั้งสามประเทศจะชว่ยเหลือให้อิหร่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
มีเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนโดยสมบูรณ์
เพื่อจะได้ร่วมมือกบัชาติที่รักสันติภาพทั้งหลายในการรักษาสันติภาพ ความมนั่คง
และความเจริญไพบูลย์ของนานาชาติหลังสงครามให้เป็นไปตามกฎบัตรแอตแลนติก
4. ข้อตกลง ณ เมืองยัลตา
ในขณะที่เยอรมนีใกล้จะแพ้ ประธานาธิบดีรูสเวลท์ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล
และนายกรัฐมนตรีสตาลิน ได้ไปประชุมกนั ณ เมืองยัลตาในสหภาพโซเวียต
เพื่อทา ความตกลงเกยี่วกับการยึดครองและควบคุมเยอรมนีหลังยอมแพ้แล้ว
ซึ่งประเทศทั้งสามได้ตกลงกนัวา่ จะบังคับให้เยอรมนียอมแพ้โดยไมมี่เงื่อนไข
และจะแบง่แยกเยอรมนีออกเป็นสามเขต ซึ่งแต่ละประเทศจะแยกกนัควบคุมแต่ละเขต
โดยมีคณะกรรมการควบคุมกลางซึ่งประกอบด้วย
ผู้บัญชาการทหารของแตล่ะประเทศและมีสานักงานใหญอ่ยูที่่นครเบอร์ลิน ซึ่งก็จะถูกแบง่ออกเป็น
3 เขต เพื่อประโยชน์ในการควบคุมเชน่กนั นอกจากนั้นที่ประชุมยังตกลงกนัด้วยวา่
ถ้าฝรั่งเศสต้องการมีส่วนในการควบคุมด้วยก็จะต้องมีการตกลงกนัในภายหลัง
ในการยึดครองเยอรมนีนั้นทั้ง 3 ประเทศตกลงกนัวา่จะทา ลายลัทธิทหารนิยม
และลัทธินาซีให้หมดสิ้นไป อีกทั้งจะป้องกนัมิให้เยอรมนีทา ลายสันติภาพของโลกอีก
โดยจะทา การปลดอาวุธกองทัพเอยรมนัทั้งหมด
และขจัดหรือทา ลายอุตสาหกรรมที่อาจใช้เพื่อการทหารได้ นอกจากนั้นประเทศทั้ง 3
ยังตกลงกนัวา่จะลงโทษอาชญากรสงครามทั้งหมด แตจ่ะไมล่งโทษประชาชนเยอรมนั
ซึ่งประเทศทั้ง 3 จะชว่ยเหลือให้ได้มีชีวิตที่ดี และมีส่วนในสังคมนานาชาติตอ่ไป
นอกจากนั้น
ข้อตกลงยัลตายังมีข้อความเกยี่วกบัการสร้างอนาคตให้แกป่ระชาชนยุโรปตะวนัออก
ซึ่งสหภาพโซเวียตได้เข้ามายึดครองแทนเยอรมนีแล้วในขณะนั้นด้วย โดยประเทศทั้ง 3
69. ได้ตกลงกนัวา่จะให้ประชาชนในยุโรปตะวนัออกมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ยิ่งกวา่นั้นในที่ประชุมนี้สหรัฐอเมริกาและอังกฤษตกลงให้สหภาพโซเวียตได้ดินแดนและสิทธิตา่ง
ๆ ของรุสเซียที่ญี่ปุ่นยึดเอาไปในอดีตคืนมา ถ้าสหภาพโซเวียตประกาศสงครามกับญี่ปุ่นด้วย
5. แถลงการณ์ปอร์ตสดัม
หลังจากเยอรมนียอมแพ้แล้ว และญี่ปุ่นใกล้จะแพ้ ประธานาธิบดีรูสเวลท์
นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล และประธานาธิบดีเจียงไคเช็คได้ไปประชุมกนั ณ
เมืองปอร์ตสดัมในเยอรมนี เมอื่วนัที่ 2 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2 1 9 4 5
และแถลงการณ์ร่วมกนัโดยมีใจความสาคัญวา่ ทั้ง 3
ประเทศจะใช้กา ลังร่วมกนัทั้งหมดบุกเกาะญี่ปุ่น เวน้แตญี่่ปุ่นจะยอมแพ้ภายใต้เงื่อนไขดังตอ่ไปนี้คือ
1) ลงโทษเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ชักจูงชาวญี่ปุ่นไปในทางที่ผิดเพื่อครองโลก
2) ทา ลายลัทธิทหารนิยมทั้งหมด มิฉะนั้นก็ไมส่ามารถจะสร้างสันติภาพ ความมนั่คง
และความยุติธรรมขึ้นในโลกได้
3) ต้องคืนดินแดนที่ยึดมาจากประเทศอื่นในอดีตให้แกเ่จ้าของเดิม
4) ต้องปลดอาวุธกองทัพทั้งหมดและหลังจากนั้นจะยอมให้กลับบ้าน
นอกจากนั้นทั้ง 3 ประเทศได้ให้สัญญาวา่ ในระหวา่งยึดครองญี่ปุ่น ทั้ง 3
ประเทศไมมี่เจตนาจะเอาชาวญี่ปุ่นเป็นทาสหรือทาลายเชื้อชาติญี่ปุ่น
โดยจะลงโทษเฉพาะอาชญากรสงครามอยา่งเฉียบขาดเทา่นั้น
และจะให้ญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมเพื่อทา ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและในการใช้คา่เสียหายแกป่ระเท
ศผู้ชนะ แต่ทั้งนี้รัฐบาลของญี่ปุ่นจะต้องให้สิทธิประชาธิปไตยแกป่ระชาชน
กองกา ลังในการยึดครองของญี่ปุ่นจะถอนตัวออกจากญี่ปุ่น
หลังจากญี่ปุ่นมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนและใฝ่สันติภาพแล้ว
ปรากฏวา่ฝ่ายพันธมิตรได้ดา เนินการตามแถลงการณ์ทุกฉบับที่ได้กลา่วข้างต้
ในการสงบศึกกับฝ่ายอักษะและสร้างสันติภาพหลังจากการสิ้นสุดของสงครามแล้ว
โดยประเทศฝ่ายอักษะยอมรับเงื่อนไขตา่ง ๆ ปราศจากการโต้แย้ง กลา่วคือ กองกา ลังของอังกฤษ
ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต
ได้เข้ามาปลดอาวุธทหารเยอรมนัและยึดครองดินแดนเยอรมนีซึ่งถูกแบง่ออกเป็น 4 ส่วน
สาหรับญี่ปุ่นนั้นสหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น
และยึดครองญี่ปุ่นในนามของสัมพัธมิตรเพียงประเทศเดียว
ตอนที่9.3
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทสี่องทมีี่ต่อสังคมโลก
โปรดอา่นหัวเรื่อง แนวคิด และวตัถุประสงค์ของตอนที่ 9.3 แล้วจึงศึกษารายละเอียดตอ่ไป
หัวเรื่อง
70. 9.3.1 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีตอ่สังคมโลก
9.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีตอ่ภูมิภาค
9.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีตอ่ความร่วมมือระหวา่งประเท
ศภายหลังสงคราม
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลกระทบตอ่สังคมโลกทางด้านเศรษฐกิจ สังคมการเมือง
และจิตวิทยา มากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เนื่องจากมีขอบแขตกว้างขวาง
และความร้ายแรงมากกวา่
2. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมีลักษณะเป็นลบ คือ
ทา ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแกป่ระเทศคูส่งครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้
และกอ่ความระส่า ระสายทางสังคมแกป่ระเทศผู้แพ้
ส่วนผลทางด้านการเมืองมีลักษณะทั้งบวกและลบ กลา่วคือ
แมว้า่สงครามครั้งนี้ชว่ยให้ประเทศอาณานิคมตา่ง ๆ ในเอเชียได้เอกราช
แตส่งครามครั้งนี้ชว่ยให้สหภาพโซเวียตสามารถนาเอาระบอบการปกครองแบบเผด็จก
ารคอมมิวนิสต์ไปยัดเยียดให้ชาวยุโรปตะวนัออกและพยายามส่งเสริมให้ขบวนการคอ
มมิวนิสต์ในประเทศตา่ง ๆ ของโลกทา การปฏิวตัิล้มล้างรัฐบาลของตน
3. สงครามครั้งนี้ทา ให้เกิดความเชื่อร่วมกนัวา่ ประเทศที่รักสันติจะต้องร่วมมือกนั
และชว่ยกนัเสริมสร้างองค์การกลางระหวา่งประเทศให้เข็มแข็งกวา่เดิมเพื่อปราบปราม
ผู้รุกราน และป้องกนัมิให้สงครามใหญเ่กิดขึ้นอีก
วัตถุประสงค์
เมอื่ศึกษาตอนที่ 9.3 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อสังคมโลกได้ถูกต้อง
2. วิเคราะห์ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา
ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ที่มีตอ่สังคมโลกและภูมิภาคตา่ง ๆได้
3. อธิบายถึงมูลเหตุที่จูงใจให้ทั้งผู้นาทางการเมือง และประชาชนของประเทศตา่ง ๆ
ต้องการเพิ่มอา นาจและประสิทธิภาพในการลงโทษผู้รุกราน
ให้แกอ่งค์การระหวา่งประเทศที่จะจัดตั้งขึ้นใหมภ่ายหลังสงคราม
ความนา
ขอบเขตอันกวา้งขวางและความร้ายแรงของสงครามโลกครั้งที่สองดังกลา่ว
พอจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นวา่ สงครามครั้งนี้กอ่ผลกระทบแกโ่ลกและภูมิภาคตา่ง ๆ อยา่งมาก
71. ทั้งในด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
รวมทั้งทา ให้การฟื้นฟูบูรณะแผลของสงครามครั้งนี้ต้องใช้เงิน เวลา และความพยายามอยา่งมาก
เรื่องที่9.3.1 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทสี่องทมีี่ต่อสังคมโลก
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมสมรภูมิ 3 สมรภูมิดังกลา่ว
มีขอบเขตกวา้งขวางและมีผลครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
จึงกอ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในโครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของโลก
หรือสงครามโลกครั้งที่สอง มีผลดังจะชี้ให้เห็นตอ่ไปนี้
1. ผลทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากสงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงมากดังกลา่ว
จึงกอ่ผลกระทบด้านเศรษฐกิจแกป่ระเทศผู้แพ้และผู้ชนะอยา่งมาก ตัวอยา่งเชน่
เกิดการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภคอยา่งมากทั้งในประเทศผู้ชนะและผู้แพ้
เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมตา่ง ๆ ถูกทา ลายยังผลให้แทบทุกประเทศ เชน่ อังกฤษ ฝรั่งเศส
และเยอรมนี ต้องบัตรปันส่วนกา หนดให้ประชาชนซื้อเครื่องบริโภค
อุปโภคในปริมาณจา กัดเป็นเวลาหลายปีหลังสงครามสงบแล้ว
นอกจากนั้นสงครามครั้งนี้ทา ให้ประชาชนในประเทศเหลา่นี้มีความคิดที่จะจัดระบบเศรษฐกิจของ
ตนเสียใหมด่้วยระบบสังคมนิยม ดังจะเห็นได้วา่พรรคแนวทางสังคมนิยมในบางประเทศ
เชน่ในอังกฤษ เป็นต้น ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหลังสงคราม
และเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ส่วนในบางประเทศ เชน่ฝรั่งเศส และอิตาลี
พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอยา่งมาก
และได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนเพิ่มขึ้นจนสามารถตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคฝ่ายซ้ายด้วยกนัได้
ตรงกนัข้าม สงครามครั้งนี้มิได้ทา ให้สหรัฐอเมริกาประสบเศรษฐกิจดังกลา่วมากนัก
ทั้งนี้ก็เพราะอุตสาหกรรมสหรัฐอเมริกาได้ถูกทาลายและกลับได้รับการส่งเสริมให้มีการผลิตอยา่งมี
ประสิทธิภาพโดยการช่วยเหลือของรัฐบาลกลางอีกด้วย
จึงทา ให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่มีกา ลังทางเศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในโลก
และทา ให้เงินเหรียญสหรัฐกลายเป็นที่ต้องการของนานาประเทศตั้งแตน่ั้นเป็นต้นมา
และดังจะได้ชี้ให้เห็นในหน่วยที่ 1 0 วา่
สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้นาของสังคมโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
2. ผลทางด้านสังคม
สงครามครั้งนี้ได้กอ่ผลกระทบด้านสังคมแกสั่งคมโลกอยา่งมาก ทั้งด้านลบและด้านบวก
ผลด้านลบที่ควรกลา่วถึงก็คือ
สงครามได้กอ่ให้การอพยพของชาวเยอรมนัเป็นจานวนแสนซึ่งถูกขับออกจากดินแดนด้านตะวนัอ
อกของเยอรมนี ซึ่งถูกยกให้โปแลนด์และจากประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตะวนัออก
72. กอ่ให้เกิดปัญหาทางสังคมแกป่ระเทศผูยึ่ดครองเยอรมนีอยา่งมากที่จะต้องให้ความดูแลแกช่าวเยอร
มนัเหลา่นี้
ในทา นองเดียวกนัชาวยิวจากเยอรมนีจา นวนหลายแสนที่เหลือจากถูกฆา่ได้พากนัหลบหนีออกจากเ
ยอรมนีระหวา่งสงครามและตกอยูใ่นภาพไร้ที่อยูอ่าศัย กอ่นที่จะถูกส่งไปอยู่ ปาเลสไตน์
ปรากฎวา่การอพยพของชาวยิวได้กอ่ปัญหาทางสังคมระหวา่งชาวยิวและอาหรับในปาเลสไตน์ขึ้นอี
ก ซึ่งตอ่ได้กลายเป็นปัญหานานาชาติ
และเป็นชนวนของสงครามนานาชาติอีกหลายครั้งในตะวนัออกกลาง ดังจะกลา่วถึงในตอนตอ่ไป
การอพยพย้ายถิ่นเป็นจา นวนมากมายเชน่นี้
ทา ให้สหประชาชาตต้องจัดตั้งองค์การพิเศษมาดูแลเรื่องผู้อพยพและผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ
ซึ่งได้ชว่ยบรรเทาปัญหาสังคมของสังคมโลกในเรื่องนี้ไปได้บ้าง
ส่วนผลทางสังคมในด้านบวกของสงครามครั้งนี้ต่อโลกก็คือ
สงครามครั้งนี้ทา ให้ประชาชนในดินแดนอาณานิคมของทั้งผู้แพ้และผู้ชนะในสงครามยกเอาหลักกา
รของกฎบัตรแอตแลนติกมาเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องเอกราช
และประสบความสาเร็จด้วยดีหลายแห่ง เชน่อินเดีย และพมา่ เป็นต้น
ซึ่งได้กลายเป็นตัวอยา่งให้อาณานิคมอื่น ๆ
เรียกร้องเอกราชกนัแทบทุกแห่งและบางแห่งได้ประสบผลสาเร็จด้วยดี
และบางแห่งก็ต้องทา สงครามตอ่ต้านประเทศจักรวรรดินิยมเป็นเวลานานกวา่ได้เอกราช
3. ผลด้านการเมือง
สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลกระทบทางด้านการเมืองต่อสังคมหบลายประการทีสาคัญ ๆ
มี 4 ประการ คือ
ประการแรก สงครามครั้งนี้ได้มีผลให้ประเทศมหาอา นาจเกา่ อันได้แก่อังกฤษ ฝรั่งเศส
เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น หมดอิทธิพลลงโดยมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
ซึ่งมีความเข้มแข็งมากกวา่มหาอานาจใด ๆ ในโลกขึ้นเป็นผู้นาของโลกแทน ปรากฏวา่
ในขณะที่สหรัฐอเมริการีบเข้าชว่ยเหลือและกลายเป็นเจ้าหนี้ของมหาอานาจเกา่
สหภาพโซเวียตดาเนินการจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองในประเทศตา่ง ๆ
ของยุโรปตะวนัออกได้ทั้งหมด
โดยอ้างวา่การปกครองในประเทศเหลา่นี้เป็นระบอบประชาธิปไตยเหมือนกนั
และจากนั้นก็พยายามส่งเสริมให้บรรดาคอมมิวนิสต์ในประเทศตา่ง ๆ
ทา การปฏิวตัิล้มล้างรัฐบาลของตนเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์
ดังจะได้จาก ปรากฏการณ์ในจีนและพมา่ หลังสงคราม
ซึ่งบรรดาคอมมิวนิสต์ในประเทศเหลา่นั้นจับอาวุธทา การปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลของตน
73. ประการที่สอง
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาแบละสหภาพโซเวียตมีอา นาจสูงสุดทั้งทางทหารและเศรษฐกิจในโลก
จึงยังผลให้สองมหาอา นาจสามารถครอบงาการเมืองโลกได้เกือบเด็ดขาด
ในระยะหลังสงครามสิ้นสุดลงใหม่ๆ
ประการที่สาม ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์ในอิตาลี ลัทธิเผด็จการนาซีในเยอรมนี
และลัทธิเผด็จการทหารในญี่ปุ่นถูกทาลายลงอยา่งเด็ดขาด
และเปิดทางให้ลัทธิประชาธิปไตยเริ่มแพร่หลายในประเทศทั้งสามนั้น
และแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ในโลกในเวลาต่อมา ดังจะเห็นได้วา่
ประเทศอดีตอาณานิคมทั้งหลายที่ได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้
ตา่งแสดงความศรัทธาในการปกครองแบบประชาธิปไตย
โดยดา เนินการปกครองประเทศของเขาในระบอบประชาธิปไตยดันทั้งนั้นในระยะแรก ๆ
หลังจากได้เอกราช
ประการที่สี่ สังคมโลกเริ่มมีความเสมอภาคมากขึ้น โดยประเทศเล็ก ๆ
และออ่นแอได้รับการยอมรับวา่อธิปไตยและสิทธิเทา่เทียมกบัประเทศใหญ่
ในการออกเสียงในองค์การสหประชาชาติ
ยังผลให้ประเทศใหญพ่ยายามเอาใจแทนที่จะคุกคามประเทศเล็กเหมือนในสมยักอ่น
และพยายามให้ความช่วยเหลือแกป่ระเทศเล็กมากกวา่เอาเปรียบประเทศเล็ก
4. ผลทางด้านจิตวิทยา
สงครามโลกครั้งที่สองได้กอ่ผลกระทบทางด้านจิตวิทยามากกวา่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งห
ลายประการด้วยกนัคือ
1) เนื่องจากในสงครามครั้งนี้ได้มีการนาเอาอาวุธปรมาณู
อันมีอานุภาพร้ายแรงมาใช้ทา ลบายทรัพย์สินและชีวิตของพลเรือนในเมืองใหญด่้วย
จึงทา ให้เกิดความหวนั่กลัววา่หากเกิดสงครามโลกอีกครั้งหนึ่ง
คงจะต้องมีการทา ลายทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์ทั้งทหารและพลเรือนอีกมากมาย
ด้วยเหตุนี้ประชาชนผู้ปรารถนาจะเห็นสันติภาพมีอยูอ่ยา่งยืนยง
จึงพากนักอ่ตั้งองค์การของประชาชนขึ้นทั้งในระดับชาติและระดังโลก
เพื่อทา หน้าที่เป็นกลุม่กดดัน คอยป้องกนัมิให้รัฐบาลตา่ง ๆ
ใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการคุกคามหรือรุกรานประเทศอื่น
ตัวอยา่งเชน่มีการกอ่ตั้งกลุม่ประชาชนผู้รักสันติภาพในประเทศประชาธิปไตยใหญ่ๆ เชน่ อังกฤษ
เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนในระดับโลกก็มีการตั้งสภาสันติภาพโลก (World
Peace Council) ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้น
โดยมีสานักงานใหญอ่ยูที่่สวีเดน และสมาคมสภาและธรรมนูญโลก (World Constitution and
74. Parliament Associations) ซึ่งประชาชนในยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในโลกจัดตั้งขึ้น
โดยมีสานักงานใหญอ่ยูที่่สหรัฐอเมริกา มีเป้าหมายในการรณรงค์ให้มีการจัดตั้ง “รัฐบาลโลก”
(World Government) โดยมีสภาโลก ซึ่งประกอบด้วย 3 สภา คือ สภาผู้แทนของรัฐบาลตา่ง ๆ
สภาผู้แทนประชาชนของประเทศตา่ง ๆ และสภาผู้แทนของปัญญาชนในประเทศตา่ง ๆ
ทา หน้าที่ควบคุมการทา งานของคณะมนตรีโลก (World Cabinet)
ในการดา เนินกิจการของโลกเพื่อให้เกิดสันติภาพ
2) สงครามครั้งนี้ทา ให้เกิดความรู้สึกในหมูผู่้บริหารและประชาชนวา่
ความรังเกียจเดียดฉันท์ระหวา่งชาติและความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรง
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทา ให้เกิดสงครามฉะนั้น
จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนของโลกจะต้องขจัดความรังเกียจเดียดฉันท์ระหวา่งชาติและ
ความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงให้หมดไป
ประชาชนดังกลา่วนี้จึงได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์
และวฒันธรรมขึ้นภายในกรอบของสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and
Culture Organization) ซึ่งทา หน้าที่ขจัดความรู้สึกเกลียดชังกนัระหวา่งชาติ
หรือความหลงชาติให้หมดไปจากจิตใจของมวลมนุษย์ โดยส่งเสริมการศึกษา วิทยาศาสตร์
และวฒันธรรมของชาติตา่ง ๆ ให้เป็นที่แพร่หลายและสร้างความเข้าใจซึ่งกนัและกนัในทางดี
3) การพา่ยแพ้อยา่งง่ายดายของมหาอา นาจเกา่ตอ่เยอรมนี และญี่ปุ่น
ในระยะต้นของสงครามทา ให้ชาวผิวขาวที่ปกครองอาณานิคมในเอเชียและแอฟริกาไมเ่ป็นที่เกรงก
ลัวของชาวอาณานิคมอีกตอ่ไป
และทา ให้ชาวอาณานิคมกล้าที่จะทา สงครามเรียกร้องเอกราชจากชาวตะวนัตก
4) เนื่องจาก ในสงครามโลกครั้งที่สอง
ประเทศคูส่งครามได้ใช้วิทยุเป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่อให้ทหารและประชาชนของประเทศศัตรู
เสียขัวญ และหมดกา ลังใจที่จะคิดตอ่สู้ต่อไป
และบา รุงทหารและประชาชนของประเทศตนให้มีกา ลังใจที่จะต่อสู้ตอ่ไป จนกวา่จะได้ชัยชนะ
จึงทา ให้วิทยุ และสื่อมวลชนอื่น ๆ
กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลในยามสันติ
และในการทา สงครามจิตวิทยาระหวา่งสหรัฐอเมริกากบัสหภาพโซเวียต
เพื่อจูงใจให้ประชาชนทั่วไปมีความนิยมในระบบการปกครองของตน
เรื่องที่ 9.2.3 ผลกระทบขอสงครามโลกครั้งทสี่อง ทมีี่ต่อภูมิภาค
เนื่องจากผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองที่มีตอ่สังคมโลก
มีขอบขา่ยกวา้งขวางและครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
75. รวมทั้งกอ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
และทางการเมืองของสังคมโลกอยา่งมากดังกลา่วแล้ว จึงทาให้ภูมิภาคตา่ง ๆ
ได้รับผลกระทบอยา่งมากตามไปด้วยทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ดังจะได้กลา่วต่อไปนี้
1. ผลทางด้านเศรษฐกิจ
สงครามโลกครั้งที่สอง
กอ่ให้เกิดความพินาศแกชี่วิตและทรัพย์สินองประเทศคูส่งครามในยุโรปและเอเชีย
ทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ
ประเทศผู้ชนะในยุโรปตะวนัตกตา่งไมอ่ยูใ่นฐานะที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของ ตนเองได้
และจะคิดเรียกคา่เสียหายจากเยอรมนีโดยทันทีก็ไมไ่ด้
โดยเกรงวา่อาจทา ให้ชาวเยอรมนัเดือดร้อนและมีความขมขื่นตอ่การปฏิบัติของผู้ชนะ
เหมือนที่เกิดขึ้นในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ด้วยเหตุนี้สหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจึงเสนอแผนที่จะชว่ยเหลือเศรษฐกิจแกป่ระ
เทศในยุโรป
เพื่อให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนได้เร็วขึ้นโดยมีเงื่อนไขวา่ประเทศจะร่วมมือกนัในการฟื้นฟูเศ
รษฐกิจ แผนการชว่ยเหลือทางเศรษฐกิจขอสหรัฐอเมริกาแกยุ่โรปซึ่งเรียกกนัตอ่มาวา่
“แผนการมาร์แชล” ( M a r s h a l l ” P l a n ) เพื่อให้เกียรติแกย่อร์จ มาร์แชล
รัฐมนตรีตา่งประเทศของสหรัฐอเมริกาผู้เปิดเผยแผนชว่ยเหลือดังกลา่ว ในเดือนมิถุนายน ค .ศ. 1947
ซึ่งปรากฏวา่บรรดาประเทศยุดรปตะวนัตกยินดีคับความช่วยเหลือตามแผนดังกลา่ว
ส่วนสหภาพโซเวียตและมิตรประเทศในยุโรปตะวนัออกปฏิเสธที่จะรับความชว่ยเหลือจากสหรัฐอเ
มริกา โดยอ้างวา่เป็นแผนสร้างจักรวรรดินิยมของสหรัฐอเมริกาและประกาศตั้ง
“สภาชว่ยเหลือซึ่งกนัและกนัทางด้านเศรษฐกิจ” (Council for Mutual Economic Assistance-CMEA
หรือ C o m e c o n ) ประกอบด้วยสหภาพโซเวียตและมิตรในยุโรปตะวนัออก
สาหรับเยอรมนีผู้แพ้สงครามได้รับความชว่ยเหลือทางเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูประเทศอยา่งมากเชน่กนั
จนทา ให้เยอรมนีสามารถฟื้นตัวได้ทันประเทศผู้ชนะในยุโรปตะวนัตก
ส่วนในเอเชียนั้น
สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ยึดครองญี่ปุ่นได้ให้ความชว่ยเหลือทางเศรษฐกิจแกญี่่ปุ่นอยา่งมากเชน่กนั
ยังผลให้ญี่ปุ่นฟื้นฟูได้เร็วพอ ๆ กับเยอรมนี
จนสามารถชดใช้คา่เสียหายให้แกป่ระเทศที่ถูกญี่ปุ่นบุกได้หมดในที่สุด
ในทา นองเดียวกนัสหรัฐอเมริกาต้องการช่วยเหลือจีนแต่ทา ไมไ่ด้เต็มที่ที่
เนื่องจากจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหวา่งพรรคคอมมิวนิสต์ กบัรัฐบาล คือพรรคชาตินิยม
(ก๊กมินตัง๋)
76. สาหรับทวีปแอฟริกาได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจไมม่ากนัก
เพราะการรบในสมรภูมินี้ไมรุ่นแรง และกินเวลาเพียง 2 ปีเทา่นั้น
การฟื้นฟูบูรณะประเทศที่อยูใ่นสมรภูมิสงครามจึงไมมี่ปัญหามากนัก
2. ผลทางการเมือง
ดังได้กลา่วมาแล้ววา่
สงครรมครั้งนี้มีผลทา บลายระบอบเผด็จการฟาสซิสต์และนาซีลงและมีส่วนชว่ยให้ระบอบเผด็จกา
รคอมมิวนิสต์เข้มแข็งขึ้น จนสามารถขยายตัวไปครอบงาประเทศตา่ง ๆ
ในยุโรปตะวนัออกได้ทั้งหมด
และกีดกนัมิให้มีการติดต่อกนัระหวา่งประเทศยุโรปตะวนัออกกับยุโรปตะวนัตกเหมือนดังเอาสิ่งที่
นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลแห่งอังกฤษ เรียกวา่ ม่านเหล็ก ( I r o n C u d t a i n ) มาก้นัไว้
ส่วนในเอเชียนั้นสงครามครั้งนี้ทา ให้เกาหลีได้เอกราช แต่ถูกแบง่ออกเป็นสองส่วน
เนื่องจากสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาซึ่งเข้าไปปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลีตอนเหนือและ
ตอนใต้ไมอ่าจร่วมมือกนั เพื่อทา ให้เกาเหลีทั้งสองส่วนรวมกนัได้
จึงต้องแยกกนัเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จนทุกวนันี้
นอกจากนั้น
สงครามครั้งนี้ได้มีผลทา ให้ขบวนการชาตินิยมในเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้เข็มแข็งขึ้นและมีประสบ
การณ์ในการบริหารของตนมากขึ้น
เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นได้ชว่ยฝึกและติดอาวุธให้แกก่องกา ลังของขบวนการชาตินิยม
รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้นาของขบวนการเหลา่นี้ในประเทศตา่ง ๆ
ที่ญี่ปุ่นขับไลผู่้ปกครองชาวยุโรปออกไป
ได้เข้ามามีส่วนในการบริหารประเทศของตนในระหวา่งการยึดครองของญี่ปุ่น ตัวอยา่งเชน่
ซูการ์โนแห่งอินโดนีเซีย และอองซานแห่งพมา่
ตา่งได้รับการสนับสนุนให้เข้าบริหารประเทศในตา แหน่งสาคัญ
ฉะนั้นเมื่อสงครามสิ้นสุดและผู้ปกครองชาวยุโรปต้องการจะกลับมามีอา นาจอีก
จึงได้รับการต่อต้านจากขบวนการชาตินิยมในประเทศทั้งสอง
ซึ่งปรากฏวา่พมา่ได้เอกราชโดยไมต่้องใช้กา ลัง ส่วนอินโดนีเซียต้องรบกับเนเธอร์แลนด์เกือบ 3 ปี
จึงได้เอกราช ในทา นองเดียวกนัขบวนการชาตินิยมในอินโดจีน
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งในเวียดนามต้องทา การตอ่สู้กับฝรั่งเศส นานกวา่ 7 ปี
จึงได้เอกราชสาหรับอินเดียนั้นแม้จะไมถู่กญี่ปุ่นยึดครอง แตข่บวนการคองเกรส ( C o n g r e s s
M o v e m e n t ) มีผู้นาที่เข็มแข็งมาก
จึงสามารถบีบบังคับให้อังกฤษมอบเอกราชให้แกอิ่นเดียโดยไมต่้องทา สงคราม
77. และเนื่องจากชาวอินเดียมุสลิมต้องการบ้านเมืองของตนเองจึงแยกไปตั้งประเทศใหมเ่รียกวา่
ปากีสถาน
ส่วนอาณานิคมของอิตาลีในแอฟริกาคือ โซมาลิแลนด์และลิเบีย
ได้รับการดูแลโดยสหประชาชาติ เพื่อเตรียมตัวที่จะเป็นเอกราชตอ่ไป
สาหรับอาณานิคมและดินแดนในอารักขาของประเทศอื่นก็เริ่มที่จะเรียกร้องเอกราชบ้าง เชน่
ตูนิเซีย โมร็อกโก และแอลจีเรียของฝรั่งเศสเป็นต้น และได้เอกราชในที่สุด
3. ผลทางด้านสังคม
ดังกลา่วมาแล้ววา่
สงครามครั้งนี้ทา ให้เกิดการโยกย้ายถิ่นของประชากรในยุโรปเป็นจา นวนมาก
โดยเฉพาะชาวเยอรมนัและชาวยิวกอ่ให้เกิดปัญหาทางสังคมในประเทศที่ต้องรับผู้อพยพเข้าไว้
ส่วนในเอเชีย ผลกระทบด้านสังคมเกิดขึ้นกับประเทศที่เป็นสมรภูมิของสงครามอยา่งมาก อาทิ
ญี่ปุ่น จีน พมา่ และอินโดนิเซีย เป็นต้น
ซึ่งประสบความเสียหายทางทรัพย์สินถูกทา ลายระหวา่งสงคราม
ยังผลให้เกิดการขาดแคลนที่อยูอ่าศัย และการฟื้นฟูบูรณะประเทศให้สู่สภาพเดิม
นอกจากนั้นผลทางสังคมที่เห็นชัดก็คือ
สงครามครั้งนี้ได้มีผลทา ให้อาณานิคมหลายแห่งในทุกภูมิภาคได้เอกราช
ซึ่งยังผลให้ประเทศเหล่านี้มีฐานะทางสังคมสูงเทา่เทียมชาวยุโรปที่เคยปกครองตนมากอ่น
เรื่องที่9.3.3
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งทสี่องต่อความร่วมมือระหว่างประเทศภายหลังสงคราม
เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองมีสาเหตุมาจากความไมร่่วมมือกนัอยา่งจริงจังระหวา่งประ
เทศมหาอา นาจและความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติ
และสงครามครั้งนี้กอ่ให้เกิดความเสียหายตอ่ชีวิตและทรัพย์สินอยา่งมาก
จึงทา ให้ประเทศคูส่งคราม
โดยเฉพาะอยา่งยิ่งฝ่ายพันธมิตรเชื่อกนัวา่จะต้องป้องกนัสงครามโลกมิให้เกิดขึ้นอีก
และวิธีที่จะป้องกนัมิให้สงครามโลกเกิดขึ้นอีกก็คือ
การร่วมมือกนัอยา่งใกล้ชิดระหวา่งมหาอา นาจและมิตรประเทศที่ร่วมมือกนัเป็น “สหประชาชาติ”
อยูใ่นขณะนั้น โดยมีวตัถุประสงค์เพื่อป้องกนัมิให้เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
กลับมาคุกคามสันติภาพของโลกได้อีก
ฉะนั้น จึงกลา่วได้วา่ ผลกระทบของสงครามครั้งนี้ตอ่ความร่วมมือระหวา่งประเทศก็คือ
สงครามครั้งนี้ทา ให้ฝ่ายพันธมิตรเห็นความสาคัญของความร่วมมือระหวา่งประเทศเพื่อความมนั่คง
ร่วมกนั ( c o l l c e t i v e S e c u r i t y ) ด้วยเหตุนี้ในขณะที่สงครามยังดา เนินอยูอ่ยา่งดุเดือด
78. รัฐมนตรีตา่งประเทศ สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพโซเวียต ซึ่งประชุมร่วมกนั กลา่วถึง
“ความจา เป็นที่จะต้องจัดตั้งองค์การระหวา่งประเทศทั่วไปขึ้นให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้
เพื่อทา หน้าที่ในการรักษาสันติภาพและความมนั่คงระหวา่งประเทศ
โดยยึดมนั่ในหลักการแห่งความเสมอภาคในอธิปไตยชองประเทศที่รักสันติภาพทั้งหลาย
และจะเปิดโอกาสให้ทุกประเทศไมว่า่ใหญห่รือเล็กเข้าเป็นสมาชิกได้” ตอ่มาในปี ค.ศ. 1 9 4 3
ผู้แทนของสามมหาอา นาจคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพโซเวียต ได้ประชุมกนัที่ดัมบาร์ตัน
โอค ( D a m a r t o n O r k ) ใกล้นครวอชิงตันในสหรัฐอเมริกาเพื่อยกร่างกฎบัตร ( C h a r t e r )
สาหรับองค์การระหวา่งประเทศใหมแ่ทนกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
ซึ่งทุกประเทศที่ร่วมกับฝ่ายพันธมิตรได้รับร่างดังกลา่วมาพิจารณา
และนาไปใช้เป็นต้นร่างในการประชุมร่างกฎบัตรสหประชาชาติในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1 9 4 5
ที่นครซานฟานซิสโก สหรัฐอเมริกา
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ มหาอา นาจทั้ง 4 ไมไ่ด้กลา่วถึงองค์การสันนิบาตชาติเลย ทั้ง ๆ
ที่องค์การนี้ยังไมไ่ด้ล้มไป
ทั้งนี้คงเนื่องจากวา่องค์การสันนิบาตชาติได้ไล่สหภาพโซเวียตออกจากสมาชิกภาพ
เนื่องจากสหภาพโซเวียตทา สงครามรุกรานฟินแลนด์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1 9 3 9 ด้วยเหตุนี้
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
และจีนซึ่งหวงัที่ให้สหภาพโซเวียตร่วมมือด้วยในการจัดตั้งองค์การระหวา่งประเทศขึ้น
จึงได้ประชุมเรื่องนี้ที่นครมอสโก
และเนื่องจากสหรัฐอเมริกาต้องการให้สหภาพโซเวีจตร่วมมือกับตนและมหาอา นาจอื่นอยา่งจริงจัง
ในองค์การระหวา่งประเทศใหม่จึงยอมให้สหภาพโซเวียตมีที่นั่งในสมชัชาใหญถึ่ง 3 ที่
โดยให้แกส่หภาพโซเวียต 1 ที่นั่ง และให้แกรั่ฐยูเครนและรัฐไบโร-รุสเซีย
ซึ่งเป็นรัฐในสหภาพโซเวียตอีกรัฐละ 1 ที่นั่ง
ทั้งนี้เพื่อให้สหภาพโซเวียตรู้สึกวา่ตนไมไ่ด้นั่งอยูอ่ยา่งโดดเดี่ยวเพียงประเทศเดียวและมีเพียงเสียงเ
ดียวในที่ประชุมสหประชาชาติ
อาจกลา่วได้วา่ถ้ามหาอา นาจที่ร่วมมือกนัทา สงครามปราบฝ่ายอักษะร่วมมือกนัตลอดไป
ก็เชื่อได้วา่จะสามารถรักษาสันติภาพและความมนั่คงระหวา่งประเทศให้ดารงอยู่ตอ่ไปได้โดยไมมี่ป
ระเทศใดกล้ามาคุกคาม