More Related Content
DOC
PPT
PDF
สงครามโลกคร งท__ 2 (1) (1) PPTX
สงครามโลกครั้งที่2 ครูเตือนใจ PDF
PDF
PDF
68141 สงครามโลกครั้งที่ 2 PPTX
Viewers also liked
RTF
PPTX
DOC
PPT
PPTX
PDF
Posturing ip rs for settlement (2016-03-24) PPT
Curso gestión contable y auditoria PPTX
PPTX
Clasificacion de sistemas_milagros_silva Similar to สงครามโลก (อ.จำนงค์)
DOC
PDF
DOCX
PDF
PPTX
PPTX
PPTX
ความขัดแย้ง ( สงครามโลกครั้งที่ 1 / สงครามโลกครั้งที่ 2 / สงครามเย็น ) PDF
เปรียบเทียบสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 PPTX
PPT
PPT
PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส7 PDF
สถานการณ์ความขัดแย้งจากสังคมโลกสู่รากหญ้า สสสส7 PDF
7.1 ความขัดแย้ง world war 1,2 PPTX
สงครามโลกครั้งที่ 1 แก้ไขแล้วค่ะ PDF
สงครามโลก เปรียบเทียบ แจก PPSX
PDF
ความขัดแย้งและความร่วมมือ PPTX
PPTX
More from นายจำนงค์ เขตเมืองมูล
DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
DOCX
สอบเก็บคะแนน เศรษฐศาสตร์ 20 คะแนน DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
DOC
สงครามโลก (อ.จำนงค์)
- 1.
หน่วยที่ 8
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและการเปลี่ยนแปลงของสังคม
โลก
แผนการสอนประจำาหน่วย
ชุดวิชา สังคมโลก
หน่วยที่ 8 สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและการเปลี่ยนแปลงของ
สังคมโลก
ตอนที่
8.1 สภาพทั่วไปและสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.2 ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อสังคมโลก
8.4 สังคมโลกหลังสงครามครั้งที่หนึ่ง
แนวคิด
1. ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สังคมโลกมีสภาพ
อนาธิปไตย อันเป็นผลจากการที่ประเทศมหาอำานาจต่าง
ๆ แข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมและรวมกลุ่มเผชิญหน้า
กันโดยมหาอำานาจต่างใช้อำานาจของตนขยายอำานาจและ
อิทธิพลของตน โดยไม่คำานึงถึงกฎเกณฑ์หรือธรรมเนียม
ระหว่างประเทศใด ๆ สภาพระหว่างประะเทศดังกล่าวนี้
เป็นสาเหตุสำาคัญของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
2. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีขอบข่ายกว้างขวาง และความ
รุนแรงมากว่าสงครามครั้งก่อน ๆ รวมทั้งก่อความเสียหาย
อย่างมากแก่ประเทศต่าง ๆ ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เนื่องจากมี
ประเทศที่เข้าร่วมในการสงครามครั้งนี้ถึง 27 ประเทศ
และมีการนำาอาวุธใหม่ ๆ ใช้ในการทำาสงครามต่อกัน จึง
ทำาให้ประเทศผู้ชนะต้องการลงโทษผู้แพ้อย่างรุนแรงและ
ยังผลให้สนธิสัญญาสันติภาพหรือสนธิสัญาแวร์ซายส์ ซึ่ง
ผู้ชนะทำาขึ้นสร้างความเคียดแค้นให้แก่ชาวเยอรมันอย่าง
มาก
3. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมโลกอย่าง
มากทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคยุโรปซึ่งเป็นสมรภูมิของ
สงครามได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งอยู่ห่าง
จากสมรภูมิของสงคราม
4. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ทำาให้นานาประเทศตระหนักถึง
ความจำาเป็นที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อความมั่นคงร่วมกัน แต่
- 2.
แล้วสังคมโลกก็ต้องประสบความผิดหวัง เมื่อหลาย
ประเทศไม่เต็มใจจะใช้องค์การกลางระหว่างประเทศเป็น
เครื่องมือในการรักษาสันติภาพและป้องกันสงคราม ยังผล
ให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการ
ป้องกันมิให้สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาหน่วยที่ 8 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายสักษณะของสภาพการณ์ระหว่างประเทศก่อนเกิด
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
2. วิเคราะห์สาเหตุที่นำาไปสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
3. วิเคราะห์ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งต่อสังคม
โลกได้ทุกด้าน
4. อธิบายสาเหตที่ทำาให้สันนิบาติชาติประสบความล้มเหลว
ในการรักษาสันติภาพของนานาชาติและป้องกันสงคราม
ได้
กิจกรรมการเรียน
1. ทำาแบบประเมินผลตนเองก่อนเรียนหน่วยที่ 8
2. ศึกษาเอกสารการสอนตอนที่ 8.1 – 8.4
3. ปฏิบัติกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายในเอกสารการสอน
4. ฟังรายการวิทยุกระจายเสีย
5. ชมรายการวิทยุโทรทัศน์
6. เข้ารับการสอนเสริม ณ ศูนย์บริการการศึกษา
7. ทำาแบบประเมินผลตนเองหลังการเรียนหน่วยที่ 8
สื่อการสอน
1. เอกสารการสอนหน่วยที่ 8 ตอนที่ 8.1 –8.4
2. แบบฝึกปฏิบัติประจำาหน่วยที่ 8
3. เทปตลับประกอบชุดวิชา
4. รายการวิทยุกระจายเสียง
5. รายากรวิทยุโทรทัศน์
ประเมินผล
1. ประเมินผลตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน
2. ทำากิจกรรมและแนวตอบท้ายเรื่อง
3. การสอบไล่ประจำาภาคการศึกษา
เมื่ออ่านแผนการสอนแล้ว ขอให้ทำาแบบประเมินผล
ตนเองก่อนเรียนหน่วยที่ 8 ในแบบฝึกปฏิบัติก่อน แล้วจึง
ศึกษาเอกสารการสอนต่อไป
- 3.
ตอนที่ 8.1
สภาพการณ์ทั่วไปและสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตอนที่ 8.1 แล้ว
จึงศึกษารายละเอียดต่อไป
หัวเรื่อง
8.1.1 สภาพการณ์ทั่วไปก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
8.1. 2 โครงสร้างของสังคมโลกก่อนเกิดสงครามโลกครั้ง
ที่หนึ่ง
8.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แนวคิด
1. สภาพการณ์ของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มี
ลักษณะอนาธิปไตยไร้
กฎเกณฑ์
2. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสงครามที่มีขอบเขตกว้างขวาง
และมีความร้ายแรงมากกว่าสงครามครั้งก่อน ๆ
3. สาเหตุสำาคัญของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมี 3 ประการ คือ
การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมของประเทศ
มหาอำานาจ การรวมกลุ่มเผชิญหน้ากันของประเทศ
มหาอำานาจ และความรู้สึกชาตินิยมของชนกลุ่มน้อยใน
ยุโรป
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 8.1 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
2. อธิบายสภาพการณ์ของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่
หนึ่งได้
3. อธิบายโครงสร้างของสังคมโลกก่อนเกิดสงครามโลกครั้ง
ที่หนึ่งได้
4. อธิบายสาเหตุที่ทำาให้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
ความนำา
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม
ค.ศ. 1914 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918
รวมเวลากว่า 4 ปี 3 เดือน เริ่มแรกเป็นสงครามระหว่างประเทศ
จักรวรรดินิยมด้วยกัน แต่ภายหลังมีประเทศอื่นเข้ามาร่วมด้วย จึง
เป็นสงครามที่มีขอบเขตกว้างขวาง โหดร้ายและสิ้นเปลืองมากกว่า
สงครามในครั้งก่อน ๆ อย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่ามีประเทศที่
เกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้ถึง 27 ประเทศ แบ่งออกเป็นสองฝ่าย
คือ ฝ่ายมหาอำานาจกลาง (Central Power) ประกอบด้วย 4
ประเทศคือ ออสเตรีย ฮังการี เยอรมนี และบัลแกเรีย ฝ่าย
- 4.
สัมพันธมิตร คือ อังกฤษฝรั่งเศส รุสเซีย อิตาลี เป็นแกน พร้อมกับ
มิตรประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและไทย รวม 23 ประเทศ
สงครามครั้งนี้คร่าชีวิตทหารของทั้งสองฝ่ายไปประมาณ 8 ล้าน 6
แสนคน และบาดเจ็บอีกประมาณ 21 ล้าน 3 แสนคน และทั้งสอง
ฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายไปกว่า 338,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สงคราม
ครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยการที่ฝ่ายมหาอำานาจกลางเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
และฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ โดยฝ่ายชนะได้เรียกร้องให้
ฝ่ายแพ้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในและปลดปล่อย
อาณานิคมของตนให้เป็นอิสระ รวมทั้งใช้ค่าปฏิกรรมสงครามแก่ผู้
ชนะด้วย จึงยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคม
โลกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลี่ยนแปลงในฐานแห่งอำานาจ
ข อ ง ทั้ ง ผู้ ช น ะ แ ล ะ ผู้ แ พ้
สภาพการณ์ทั่วไปในห้วงเวลาก่อนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
จะระเบิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1914 มีส่วนสำาคัญอย่าง
มากที่ส่งผลให้เกิดสงครามที่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมหลาย
ส่วนของโลก โดยมีประเทศต่าง ๆ ในหลายส่วนของโลกเข้าร่วม
ด้วยถึง 27 ประเทศ และทำาให้สงครามระหว่างประเทศครั้งนี้มี
ลักษณะเป็น “สงครามโลก” และดังจะชี้ให้เห็นต่อไปว่า ปรากฎ
การณ์สำาคัญที่สุดในระยะนั้นที่เป็นชนวนนำาไปสู่สงครามโลก ก็คือ
การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมและตลาดสินค้า และการรวม
กลุ่มเผชิญหน้ากันของประเทศมหาอำานาจในสมัยนั้นซึ่งล้วนเป็น
ป ร ะ เ ท ศ จั ก ร ว ร ร ดิ นิ ย ม ทั้ ง นั้ น
เรื่องที่ 8.1.1 สภาพการณ์ทั่วไปก่อนสงครามโลกครั้งที่
หนึ่ง
นับตั้งแต่ที่อิตาลีและเยอรมนีรวมประเทศได้สำาเร็จในปี ค.ศ.
1821 และ ค.ศ. 1870 ซึ่งยังผลให้ทั้งสองประเทศมีกำาลังเข็ม
แข็งทัดเทียมมหาอำานาจอื่นในขณะนั้น แต่ทั้งสองประเทศ ยังไม่มี
อาณานิคมเป็นของตนเองจึงมุ่งแสวงหาอาณานิคมในทวีป
แอฟริกา และมหาสมุทรแปซิฟิก แข่งกับมหาอำานาจอื่นอย่าง
จริงจัง ซึ่งปรากฏผลดังนี้
1. อังกฤษ ได้ดินแดนหลายส่วนในแอฟริกาเป็น
อาณานิคม คือ ไนจีเรีย โกลด์โคสต์ เซียราเลโอน ซึ่งอยู่ทางตะวัน
ตกของทวีปแอฟริกา สหภาพแอฟริกา และยูกันดา แอฟริกาตะวัน
ออก และโซมาเลีย ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา
นอกจากนั้นอังกฤษยังเข้ายึดครองอียิปต์และซูดาน เป็นดินแดน
ในอารักขาอีกด้วย ส่วนในอาณาบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก
อังกฤษได้อาณานิคมหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
- 5.
มาลายา สิงคโปร์ บอร์เนียวเหนือเกาะโซโลมอน และดินแดน
อื่น ๆ อีกหลายแห่ง
2. ฝรั่งเศส ได้ดินแดนหลายส่วน
ในทวีปแอฟริกาเป็นอาณานิคม คือ แอลจีเรีย แอฟริกาตะวัน
ตก คองโก และเกาะมาดากัสการ์ และอีกหลายส่วนในเอเชียและ
มหาสมุทรแปซิฟิก เช่น อินโดจีน เกาะคาเลโดเนีย และดินแดนอื่น
ๆ อีกหลายแห่ง
3. เยอรมนี ได้ดินแดนหลายส่วนในทวีป
แอฟริกาเป็นอาณานิคม เช่น แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งติดกับ
สหภาพแอฟริกาของอังกฤษ และแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง
ติดกับแอฟริกาตะวันออกของอังกฤษ และแคเมอรูน ซึ่งติดกับ
คองโกของฝรั่งเศส และพยายามแข่งกับฝรั่งเศสในการขยาย
อิทธิพลเข้าไปในโมร็อกโกซึ่งยังเป็นเอกราช นอกจากนั้นเยอรมนี
ยังได้อาณานิคมในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ หมู่เกาะมาร์แชลล์
คาโรไลน์ และมาเรียนา ซึ่งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร และหมู่เกาะ
บิสมาร์ก นิวกินีตะวันออกซึ่งอยู่ติดกับนิวกินีตะวันออกของอังกฤษ
และเกาะซามัวตะวันตก ซึ่งอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร
4. อิตาลี ได้ดินแดนทางเหนือของทวีปแอฟริกาเพียง 2
แห่ง เป็นอาณานิคม คือ ลิเบีย และออสเตรีย จึงอยากจะได้ดิน
แดนอื่น ๆที่ยังไม่เป็นของมหาอำานาจใดเป็นอาณานิคมอีก คือ
อบิสเนีย (เอธิโอเปีย) ซึ่งยังเป็นเอกราชอยู่ในขณะนั้นแต่ไม่
ประสบผลสำาเร็จ
นอกเหนือจากแข่งขันกับอังกฤษและฝรั่งเศสในการแสวงหา
อาณานิคมในทวีปแอฟริกาและมหาสมุทรแปซิฟิกดังกล่าวแล้ว ทั้ง
เยอรมนีและอิตาลีพยายามขยายอิทธิกลเข้าไปในอาณาบริเวณ
ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันอัน
อ่อนแอ และเป็นที่หมายปองของอังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย อยู่
ก่อนแล้ว ยิ่งกว่านั้นเยอรมนีได้พยายามขยายตลาดการค้าของตน
ในจีนแข่งกับอังกฤษและฝรั่งเศสอีกด้วย โดยได้เช่าอ่าวเกียวเจา
จากจีนพื่อใช้ประโยชน์ในการค้าเป็นเวลา 99 ปี
5. ญี่ปุ่น ซึ่งเป็น
ประเทศเดียวในเอเชียที่พัฒนาประเทศได้เร็ว และพยายามที่จะ
แสวงหาอาณานิคมกับเขาเหมือนกัน กล่าวคือ ในขณะที่เยอรมนี
และอิตาลีแข่งกันกับอังกฤษและฝรั่งเศส ในการหาอาณานิคมและ
ตลาดการค้า ญี่ปุ่นซึ่งได้กลายเป็นมหาอำานาจในเอเชียตะวันออก
หลังจากรบชนะจีนในปี ค.ศ. 1895 และชนะรุสเซียในปี ค.ศ.
1905 ทำาให้ญี่ปุ่นได้ดินแดนเพิ่ม คือ เกาะไต้หวันจากจีน และ
- 6.
เกาะแซคาลินตอนใต้จากรุสเซีย หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้พยายามที่
แผ่อิทธิพลเข้าไปในคาบสมุทรเกาหลีและแมนจูเรียของจีน
6. รุสเซีย หลังจากพ่ายแพ้ญี่ปุ่นในสงครามปี ค.ศ.
1905 และต้องถอยจากเอเชียตะวันออกรุสเซียจึงหันไปในเปอร์
เชีย (อิหร่าน) แหลมบอลข่าน และตะวันออกกลางจึงต้องเผชิญ
หน้ากับออสเตรีย – ฮังการี ในแหลมบอลข่าน และแข่งกับเยอรมนี
ในตะวันออกกลาง และแข่งกับอังกฤษในเปอร์เชีย
7. ตุรกี เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งเป็น
ประเทศมหาอำานาจเหมือนกันมีอำานาจอธิปไตยเหนือดินแดนใน
ตะวันออกกลางและบางส่วนของแหลมบอลข่าน แต่เนื่องจากมี
ปัญหาในการปกครองภายในประเทศอยู่มาก จึงมีความอ่อนแอ
และรบแพ้ประเทศอื่นอยู่เรื่อย ๆ ยังผลให้ตุรดีหมดสภาพของการ
เป็นมหาอำานาจแหละมีผู้เรียกตุรกีว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป”
เนื่องจากอังกฤษและรุสเซียสนใจที่จะขยายอิทธิพลมายัง
ตะวันออกกลาง ตุรกีจึงมองเยอรมนีเป็นมิตร และมองอังกฤษและ
รุสเซียเป็นศัตรู
8. ออสเตรีย – ฮังการี เป็นมหาอำานาจอีกประเทศหนึ่ง
ที่ปกครองชนเชื้อชาติอื่นหลายเชื้อชาติอยู่แล้ว ได้พยายามที่จะ
ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำาประเทศเล็กอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ตนในแหลม
บอลข่าน เช่นได้ผนวกเอาแคว้นบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา ซึ่งมี
ชาวเซอร์เบียอาศัยอยู่มากมาเป็นของตนในปี ค.ศ. 1878 และ
เมื่อออสเตรีย – ฮังการี พยายามจะขยายอิทธิพลเข้าครอบงำา
ประเทศอื่น ๆ ของแหลมบอลข่านอีก รุสเซียซึ่งไม่พอใจการกระ
ทำาของออสเตรีย –ฮังการีอยู่แล้ว จึงพยายามขัดขวาง พร้อมกับ
พยายามปลุกความรู้สึกชาตินิยมของชนชาวเซอร์เบีย และชนกลุ่ม
น้อยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของออสเตรีย – ฮังการี ให้ต่อต้าน
ออสเตรีย – ฮังการี 9.
สหรัฐอเมริกา เป็นมหาอำานาจอีกประเทศหนึ่งที่พยายามแผ่
อิทธิพลครอบงำาดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะในอเมริกาใต้ และหลัง
จากรบชนะในสเปนในปี ค.ศ. 1899 สหรัฐอเมริกาได้เอา
พิลปปินส์เป็นอาณานิคมและใช้เป็นฐานในการขยายการค้าไปยัง
จีน
อาจกล่าวได้ว่า ปรากฏการณ์ของการแข่งขันการแสวงหา
อาณานิคมและขยายอิทธิพลของประเทศมหาอำานาจ ได้ทำาให้
สถานการณ์ของโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตกอยุ่ในสภาพที่
เรียกว่า อนาธิปไตยระหว่างชาติ โดยที่กฎหมายหรือศีลธรรม
ระหว่างประเทศไม่อาจยับยั้งมิให้มหาอำานาจใช้สงครามเป็นเครื่อง
- 7.
มือในการขยายดินแดนและอิทธิพล และโดยเหตุที่มหาอำานาจ
แต่ละประเทศต่างรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวและ
เผชิญหน้ากับคู่แข่งขันตามลำาพัง จึงพยายามขจัดผลประโยชน์ที่
ขัดกัน และร่วมมือกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ดังจะเห็นได้
ว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซียได้ทำาความตกลงร่วมกัน ที่จะช่วย
เหลือกันในกรณีที่ถูกประเทศอื่นโจมตี ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียก
ปรากฏการณ์นี้ว่า ความเข้าใจสามฝ่าย (Triple Entente) ส่วน
เยอรมนี อิตาลี และออสเตรีย – ฮังการี ก็ทำาสัญญาพันธไมตรีต่อ
กัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกันเมื่อประเทศใดประเทศ
หนึ่งถูกโจมตี นักประวัติศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า พันธมิตร
สามฝ่าย (Triple Alliance) ปรากฏว่าการรวมกลุ่มของประเทศ
ต่าง ๆดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศใน
ยุโรปมากขึ้นอีก
เรื่องที่ 8.1.2 โครงสร้างของสังคมโลกก่อนเกิด
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สภาพการณ์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นผลมาจาก การที่
ประเทศเยอรมนี อิตาลี รวมประเทศได้สำาเร็จ และขยายอำานาจ
ของตนในการแสวงหาอาณานิคม ทำา ให้กลายเป็นประเทศ
มหาอำานาจ ส่วนญี่ปุ่นและสหรัฐก็ได้ขยายดินแดน เพิ่มกำาลังอาวุธ
และขยายกำาลังทางเรือเป็นอย่างมาก จึงทำาให้โครงสร้างของ
สังคมโลกก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีลักษณะสำาคัญดังนี้
1. มหาอำานาจเพิ่มขึ้นอีก 4 ประเทศ คือเยอรมนี อิตาลี
ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา โดยสามประเทศแรกพยายามแข่งขันกับ
มหาอำานาจเก่า คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย ในการแสวงหา
อาณานิคมและหาตลาดการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนสหรัฐอเมริกา
ไม่แข่งขันกับมหาอำานาจเก่าโดยตรง และพยายามป้องกันมิให้
มหาอำานาจเก่าไปท้าทายอิทธิพลของตนในอเมริกาใต้
2. ประเทศที่อ่อนแอในแอฟริกาและเอเชียถูกประเทศ
มหาอำานาจยึดครองเป็นอาณานิคมเกือบหมด ส่วนประเทศที่ยัง
เหลือเป็นเอกราชในเอเชีย เช่น จีนและไทยก็ต้องยอมปฏิบัติตาม
สัญญาอันไม่เป็นธรรมที่ประเทศมหาอำานาจบังคับให้รับ เช่น จีน
ต้องยอมให้ประเทศมหาอำานาจเช่าดินแดนของตนใช้เป็นเขตการ
ค้านานถึง 99 ปี ส่วนไทยก็ไม่อาจเก็บภาษีสินค้าขาเข้าจากต่าง
ประเทศได้เกินกว่าร้อยละ 3 และต้องยอมให้กงสุลต่างประเทศมี
อำานาจพิจารณาคดีที่คนของเขากระทำาผิดในดินแดนไทย
- 8.
3. ประเทศมหาอำานาจในยุโรปได้พยายามรวมกลุ่มกัน
เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันและ
ต่อต้านกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับตน โดยต่างพร้อมที่จะใช้
กำาลังทำาสงครามต่อกัน จึงยังผลให้เกิดความตึงเครียดตลอดเวลา
4. กฎหมาย
และศีลธรรมระหว่างประเทศไม่สามารถให้หลักประกันความมั่นคง
ปลอดภัยแก่สมาชิกของสังคมโลกในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่
หนึ่งได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะประเทศที่มีกำาลังเข้มแข็งต่างพยายามที่
ใช้พลังอำานาจของตนรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า และขยายดิน
แดนของตนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้ว่า ในระยะ 10 ปี ก่อนเกิด
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีวิกฤตการณ์และสงครามระหว่าง
ประเทศเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น
1. วิกฤตการณ์โมร็อกโก วิกฤตการณ์นี้เกิดจากการ
ที่กษัตริย์ไกเซอร์แห่งเยอรมนีเดินทางไปเยี่ยมโมร็อกโก อัน
เป็นการแสดงการคัดค้านความพยายามของฝรั่งเศสท่จะเข้ายึด
ครองโมร็อกโก เป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส การกระทำา
ครั้งนี้ของเยอรมนีทำาให้ฝรั่งเศสไม่พอใจมาก และทำาให้ต้องมีการ
จัดการประชุมนานาชาติขึ้นที่สเปน เพื่อยุติวิกฤตการณ์ในปี ค.ศ.
1906 โดยที่ประชุมครั้งนี้ยอมให้ฝรั่งเศสให้ความอารักขาแก่
โมร็อกโกได้ แต่เยอรมนีไม่ยอมรับ และพยายามที่จะแผ่อิทธิพล
เข้าไปในโมร็อกโกให้ได้ โดยได้ส่งเรือรบเข้าไปที่เมืองท่าอากา
ดีร์ เป็นเมืองเก่า ซึ่งทำาให้เกือบเกิดสงครามระหว่างสองประเทศ
และทำาให้หลายประเทศพยายามไกล่เกลี่ย ในที่สุดหลังจาก
ฝรั่งเศสยอมที่จะให้เยอรมนีได้ดินแดนบางส่วนในคองโกของ
ฝรั่งเศส เยอรมนีจึงยอมรับรองอธิปไตยของฝรั่งเศสเหนือ
โมร็อกโก 2)
สงครามในแหลมบอลข่าน สงครามในแหลมบอลข่านเกิดขึ้นในปี
ค.ศ. 1912 ระหว่างบัลแกเรีย เซอร์เบีย และกรีซ ฝ่ายหนึ่ง กับ
ตุรกีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งฝ่ายแรกชนะและยึดเอาดินแดนของตุรกีใน
ยุโรปไปแบ่งกัน แต่ภายหลังฝ่ายชนะทะเลาะกันเอง จึงทำาให้เกิด
สงครามในแหลมบอลข่านอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1913 ระหว่าง
กรีซ เซอร์เบีย โรมาเนีย และตุรกีฝ่ายหนึ่งกับบัลแกเรียอีกฝ่าย
หนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าฝ่ายแรกเป็นฝ่ายชนะ ยังผลให้ตุรกีได้ดินแดน
ของตนในยุโรปคืนมาบ้าง
วิกฤตการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า หลายประเทศ
ถือว่า การใช้สงครามเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ เพราะถ้า
ชนะก็ได้ดินแดนเพิ่ม และถ้าแพ้ก็มีโอกาสแก้ตัวเพื่อดินแดนที่เสีย
- 9.
ไปคืนมา ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า สังคมโลกในระยะก่อนสงครามโลก
ครั้งที่หนึ่ง เป็นสังคมที่อยู่ในสภาวะอนาธิปไตย ไร้กฎหมาย และ
ศีลธรรม สำาหรับเป็นหลักในการดำาเนินความสัมพันธ์ระหว่าง
สมาชิกในสังคม ซึ่งอาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า สังคมโลกก่อน
เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสังคมที่ยอมรับว่า อำานาจคือธรรม
(Might is Right) ซึ่งมีความหมายว่า ผู้มีอำานาจจะเป็นฝ่ายถูก
เสมอ
- 10.
เรื่องที่ 8.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แม้ว่าการแข่งกันแสวงหาอาณานิคมระหว่างมหาอำานาจ จะ
ไม่ทำาให้เกิดการประทะกันด้วยกำาลัง แต่การที่ประเทศมหาอำานาจ
เหล่านี้ยังต้องการที่จะขยายดินแดนของตนเรื่อยไปโดยดไม่หยุด
ยั้งได้ทำาให้มีการรวมกลุ่มกัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันและ
ต่อต้านฝ่ายที่มีผลประโยชน์ขัดกับพวกกตน และยังผลให้เกิด
ความตึงเครียดและความระแวงระหว่างกัน นอกจากนั้น
วิกฤตการณ์ต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า การใช้กำาลังเป็นเครื่องมือที่ให้
ประโยชน์ในการขยายดินแดนและอิทธิพล ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิด
วิกฤตการณ์ขึ้นอีก แต่ละฝ่ายจึงไม่รีรอที่จะใช้กำาลังเป็นเครื่องมือ
บีบบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามยอมตามที่ตนต้องการ หรือเสี่ยงทำา
ส ง ค ร า ม กั บ ต น ดั ง จ ะ ชี้ ใ ห้ เ ห็ น ต่ อ ไ ป นี้
ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 อาร์ช ดยุค ฟรานซิส
เฟอร์ดินานด์ (Archduke Francis Ferdinand) รัชทายาทของ
ออสเตรียและชายาถูกลอบยิงถึงแก่ความตายที่ซาราเจโว
(Sarajevo) นครหลวงแคว้นบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา โดยนัก
ชาตินิยมชาวเซอร์เบีย ซึ่งประสงค์จะเอาแคว้นทั้งสองไปรวมกับเซ
อร์เบีย ออสเตรียซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเยอรมนี
และเชื่อว่ารัฐบาลเซอร์เบียรู้เรื่องการลอบยิงครั้งนี้ จึงยื่นคำาขาด
ให้เซอร์เบียตอบภายใน 48 ชั่วโมง. 1.
โดยเรียกร้องให้เซอร์เบียหยุดโฆษณาปลุกปั่นชนกลุ่มน้อยที่อยู่
ภายใต้การครอบครองของออสเตรีย และ
2. ยอมให้ตำา รวจหรือ
ท ห า ร อ อ ส เ ต รีย เ ข้ า ไ ป สืบ ส ว น แ ผ น สัง ห า ร
แต่เนื่องจากเซอร์เบียอาจจะได้รับการสนับสนุนจากรุสเซียว่
าจะช่วยเหลือถ้าถูกรังแก ยอมรับคำาขาดในข้อแรก และไม่ยอมรับ
ในข้อสอง และการเจรจาต่อรองไม่เป็นที่ตกลงกัน ออสเตรียจึง
ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914
และในวันนั้นเองรุสเซียประกาศระดมพลเต็มอัตราศึกเพื่อช่วยเซ
อร์เบีย แม้ว่าเยอรมนี จะพยายามป้องกันสงครามมิให้ขยายวง
กว้าง โดยการขอให้รุสเซียชะลอการระดมพลเพื่อเข้าช่วยเซ
อร์เบีย แต่เนื่องจากผู้นำาฝ่ายทหารในรุสเซียเกรงว่าจะถูกเยอรมนี
โจมตีก่อนจึงชะลอการระดมเพียงชั่วคราว และกลับเร่งระดมพล
เต็มอัตราศึกในระยะต่อมา ในที่สุดเยอรมนีก็ระดมพลบ้าง หลัง
จากที่ไม่สามารถทำาให้รุสเซียหยุดระดมพลในวันที่ 1 สิงหาคม
และประกาศสงครามกับรุสเซียในวันเดียวกันนี้ ฝ่ายฝรั่งเศสซึ่ง
สนับสนุนพันธมิตรรุสเซียตลอดเวลา และเกรงว่าจะถูกเยอรมนี
- 11.
โจมตีจึงประกาศระดมพลบ้างในวันเดียวกัน ยังผลให้เยอรมนี
ประกาศสงครามกับฝรั่งเศสในวันที่3 สิงหาคม ส่วนอังกฤษนั่น
ตอนแรกยังลังเลว่าจะช่วยฝรั่งเศส ดีหรือไม่ แต่ต่อมาตัดสินใจ
ประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 4 สิงหาคม หลังจากที่
เยอรมนีละเมิดสนธิสัญญาคำ้าประกันความเป็นกลางของเบลเยี่ยม
โดยการบุกประเทศนั้น เพื่อใช้เป็นทางผ่านไปโจมตีฝรั่งเศส ทั้ง ๆ
ที่เยอรมนีก็เป็นภาคีของสนธิสัญญานี้กลับอ้างว่ามันเพียง “เศษ
กระดาษ” เท่านั้น อันเป็นข้ออ้างที่ทำาให้ประชาชนชาวอังกฤษ
โกรธแค้นมาก และสนับสนุนรัฐบาลของเขาให้ทำาสงครามกับ
เยอรมนีอีก 2 วันต่อมาคือ ในวันที่ 6 สิงหาคม ออสเตรียประกาศ
ส ง ค ร า ม กั บ รุ ส เ ซี ย
สรุปได้ว่า ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ประเทศที่ร่วมทำา
“ความเข้าใจสามฝ่าย” อันได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย ได้
ร่วมมือกันทำาสงครามต่อต้านเยอรมนี และออสเตรีย – ฮังการี อัน
เป็นสมาชิกของกลุ่ม “พันธมิตรสามฝ่าย” อันมีเยอรมนี ออสเตรีย
– ฮังการี และอิตาลี โดยอิตาลีประกาศวางตนเป็นกลาง เนื่องจาก
ไม่พอใจออสเตรียที่ครอบครองดินแดนบางส่วนที่อิตาลีถือว่าควร
เป็นของตน และหลังจากที่อังกฤษและผรั่งเศสสัญญาว่าจะให้ดิน
แดนนั้นแก่อิตาลีถ้า อิตาลีจะร่วมมือกับตน อิตาลีจึงประกาศ
สงครามกับเยอรมนี และออสเตรียในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1915
อั น เ ป็ น ก า ร หั ก ห ลั ง มิ ต ร อ ย่ า ง แ จ้ ง ชั ด
นอกเหนือจากประเทศดังกล่าวแล้ว ยังมีประเทศอื่นที่เข้าร่วม
ในการสงครามครั้งนี้ ที่ควรกล่าวถึงคือ ญี่ปุ่นเข้าข้างสัมพันธมิตร
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 ตามมาด้วยโรมาเนียในปี ค.ศ.
1916 สหรัฐ อ เมริกา ในเดือนเมษา ยน ค.ศ. 1917 แล ะ
ประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1917 ส่วนฝ่ายมหาอำานาจ
กลางนั้นมีประเทศที่เข้าร่วมมือด้วย คือตุรกีในเดือนพฤศจิกายน
ค .ศ . 1914 ต า ม ม า ด้ว ย บัล แ ก เ รีย ใ น ปี ค .ศ . 1915
อาจกล่าวได้ว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบฝ่ายมหาอำานาจ
กลางทั้งในด้านทรัพยากรมนุษญ์และทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่
ภายในประเทศและอาณานิคม กล่าวคือ ในขณะที่ฝ่ายมหาอำานาจ
กลาง อันได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี และตุรกี ได้เปรียบ
ในข้อที่อยู่ใกล้กัน มีประชากรรวมกัน 150 ล้านคน ฝ่าย
สัมพันธมิตร 4 ประเทศคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส รุสเซีย และอิตาลี แม้
จะอยู่ห่างกันแต่มีประชากรรวมกัน 125 ล้านคน และยังมี
ประชากรในอาณานิคมอีกเกือบ 400 ล้านคน รวมทั้งสามารถ
- 12.
ติดต่อกับโลกภายนอกเพื่อแสวงหาทรัพยากรมาใช้เพื่อการ
ส งค ร า ม ไ ด้ส ะ ด ว ก ก ว่า ม ห า อำา น า จ ก ล า ง อ ย่า ง ม า ก
จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เราอาจสรุปสาเหตุของ
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ดังนี้ คือ
1. การแข่งขันแสวงหาอาณานิคม และขยายอิทธิพล
ระหว่างประเทศมหาอำานาจ อันทำาให้เกิดความตึงเครียดระหว่าง
กันตลอดเวลา 2. การ
ที่ประเทศมหาอำานาจหลายประเทศรวมกลุ่มกันเพื่อรักษาผล
ประโยชน์ร่วมกัน และเผชิญหน้ากับกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์ขัดกับ
ตน 3. การที่ประเทศต่าง ๆ
ถือว่าการใช้กำาลังเพื่อขยายดินแดนหรืออิทธิพลเป็นสิ่งที่ชอบ
ธรรม4. ความรู้สึกชาตินิยมของประชากรในแหลมบอลข่าน ซึ่ง
ถูกประเทศมหาอำานาจคอยแทรกแซงและครอบงำาตลอดเวลา จึง
ยังผลให้ชาวเซอร์เบียชาตินิยมคิดต่อต้านออสเตรีย และทำาการ
สังหารรัชทายาทของออสเตรีย
- 13.
ตอนที่ 8.2
ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตนที่ 8.2 แล้วจึง
ศึกษารายละเอียดต่อไป
หัวเรื่อง
8.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
8.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
8.2.3 การทำาสนธิสัญญาสันติภาพ
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีเขตเขตกว้างขวาง ครอบคลุม
หลายส่วนของโลก แต่สมรภูมิสำาคัญของสงครามครั้งนี้อยู่
ที่แนวรบด้านตะวันตกและแนวรบด้านตะวันออกของ
เยอรมนี
2. สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก คร่าชีวิตของประเทศคู่
สงครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้รวมกันประมาณ 8.5 ล้านคน
และก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินอีกมากมาย จึงทำาให้
ประเทศผู้ชนะคิดลงโทษผู้แพ้อย่างรุนแรง
3. ประเทศผู้ชนะกำาหนดค่าปฏิกรรมสงครามให้ประเทศผู้แพ้
ชดใช้โดยไม่คำานึงถึงความสามารถของผู้แพ้ จึงทำาให้
ประชาชนของประเทศผู้แพ้มีความโกรธแค้นและหาทาง
ทำาลายสนธิสัญญาสันติภาพ
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 8.2 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายขอบเขตและสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ได้ถูกต้อง
2. อธิบายมูลเหตุที่ก่อความเสียหายต่อชีวิตทหารของ
ประเทศผู้ชนะและประเทศผู้แพ้ได้
ถูกต้อง
3. อธิบายมูลเหตุที่ทำาให้ประเทศผู้ชนะกำาหนดเงื่อนไขใน
สนธิสัญญาสันติภาพโดยไม่
คำานึงถึงความรู้สึก และความสามารถของประเทศผู้แพ้
ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข
ต่าง ๆ ได้
ความนำา
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีขอบเขตกว้างขวางมาก และมีการ
ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และกำาลังทหารในการต่อสู้กัน ซึ่งก่อให้เกิด
- 14.
- 15.
เรื่องที่ 8.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
โดยเหตุที่ประเทศคู่สงครามหลายประเทศเป็นประเทศ
มหาอำานาจ ที่มีอาณานิคมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ทั่วทั้งโลก และ
ประเทศคู่สงครามต่างถือว่าอาณานิคมเป็นดินแดนศัตรูที่ตนมีสิทธิ
โจมตีและเข้ายึดครองได้ จึงทำาให้สงครามครั้งนี้มีขอบเขตกว้าง
ขวางครอบคลุมทั่วโลก นักประวัติศาสตร์จึงพากันเรียกสงคราม
ครั้งนี้ว่า สงครามโลก ทั้ง ๆ ที่อาณาบริเวณที่ประเทศคู่ค้าสงคราม
ทำาการรบกันอย่างจริงจังนั้นจำากัดอยู่ที่ยุโรปเป็นส่วนใหญ่ โดย
เฉพาะอาณานิคมบริเวณพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนี หรือ
ที่เรียกกันว่า “แนวรบด้านตะวันตก” ของเยอรมนี เป็นสมรภูมิที่มี
การรบกันอย่างดุเดือด โดยต่างฝ่ายไม่สามารถเอาชนะกันอย่าง
เด็ดขาดและต้องขุดสนามเพลาะลึกพอให้ทหารลงไปยืนได้ มี
ความยาวกว่า 4 ปี โดยมีการบุกข้ามแนวสนามเพลาะได้ในบาง
ครั้ง ซึ่งเราอาจเรียกการรบในอาณาบริเวณดังกล่าวว่า “สงคราม
ส น า ม เ พ ล า ะ ” (Trench War)
สมรภูมิที่มีการรบกันอย่างดุเดือดก็คือ “แนวรบด้านตะวัน
ออก” ของเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งทหารของเยอรมนีกับ
ออสเตรียฝ่ายหนึ่ง กกับทหารของรุสเซียอีกฝ่ายหนึ่งรวมกันกว่า
1 ล้านคน ทำาการรบกัน โดยกองทัพรุสเซียสามารถต่อต้านการบุก
ของกองทัพเยอรมันไว้ได้เป็นเวลานานกว่า 3 ปี และหลังจากเกิด
การปฏิวัติโดยพวกบอลเชวิคในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1917
รัฐบาลใหม่นำาโดยเลนิน ตัดสินใจยอมแพ้ และยอมทำาสัญญาสงบ
ศึกกับเยอรมนี ที่เมืองเบรส – ลิทอฟ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1918
โดยยอมเสียดินแดนด้านตะวันตกของตนให้แก่เยอรมนี –
ออสเตรีย และตุรกีไปเป็นจำานวนหลายหมื่นตารางกิโลเมตร
นอกเหนือจากสมรภูมิดังกล่าวแล้ว ยังมีการรบกันในที่อื่น ๆ
อีก เช่น แนวรบอิตาลีตรงพรมแดนระหว่างออสเตรียกับอิตาลี
แนวรบบอลข่าน และที่ช่องแคบดาร์ดะเนลส์ และตะวันออกกลาง
ตุรกี แต่ไม่รุนแรงเท่าแนวรบด้านตะวันตก และแนวรบด้านตะวัน
ออกดังกล่าวส่วนการรบในที่อื่น ๆ เช่นในดินแดนอาณานิคมของ
เยอรมนีในแอฟริกาตะวันตก มีการรบกันนานแต่ไม่รุนแรงมากนัก
ส่วนในเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะในเขตเช่าของ
เยอรมนีในจีน และในอาณานิคมของเยอรมนีในมหาสมุทร
แปซิฟิก ญี่ปุ่นสามารถยึดได้อย่างง่ายดาย ในทำานองเดียวกันไทย
ซึ่งประกาศสงครามกับมหาอำานาจกลางในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.
1917 ก็มิได้รบกับเยอรมนีโดยตรง เพราะเยอรมนีมิได้มีดินแดน
- 16.
ใกล้ไทย แต่ได้ส่งทหารอาสาสมัครจำานวนประมาณ 1,200คน
ไ ป ร่ว ม ร บ กับ ก อ ง ทัพ สัม พัน ธ มิต ร ใ น ส ม ร ภูมิยุโ ร ป
ส่วนการรบทางเรือในมหาสมุทรแอตแลนติกก็ไม่รุนแรงนัก
เพราะเยอรมนียังไม่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็งพอจะรบกับกองทัพเรือ
อังกฤษอันยิ่งใหญ่ได้ แต่เยอรมนีก็พยายามใช้อาวุธที่มีอยู่ให้เป็น
ประโยชน์ คือใช้เรือดำานำ้าของตนออกปฏิบัติการจมเรือสินค้าของ
ทุกชาติ รวมทั้งชาติเป็นกลางที่เยอรมนีถือว่าบรรทุกวัสดุสงคราม
ไปส่งให้สัมพันธมิตรระหว่าปี ค.ศ. 1914 – 1916 ยังผลให้
สหรัฐอเมริกาซึ่งวางตัวเป็นกลางในสงคราม ทำาการประท้วงการ
ปฏิบัติการของเรือดำานำ้าเยอรมนี ว่าละเมิดหลักกฎหมายระหว่าง
ประเทศว่าด้วยเสรีภาพในการทะเลนานาชาติ และเมื่อเรือสินค้า
ของสหรัฐอเมริกาชื่อ ลูสิเตเนีย (Lusitania) ถูกยิงจม และ
เยอรมนีไม่ยอมรับผิดชอบ สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามกับ
เยอรมนี เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1917 และประกาศระดมพล
เกือบ 5 ล้านคน เพื่อส่งไปรบในสมรภูมิยุโรปร่วมกับกองทัพอเม
ริกกันทำาลายแนวรบตะวันตกของเยอรมนีได้สำาเร็จ เมื่อเยอรมนี
เริ่มอ่อนกำาลังลง และมิตรซึ่งอ่อนแออยู่แล้วไม่อาจช่วยเหลืออะไร
ได้ มหาอำานาจกลางจึงเป็นฝ่ายแพ้ในที่สุด และยอมสงบศึกกับ
ฝ่าย สัม พันธ มิตร เ มื่อ วันที่ 11 พฤศ จิกายน ค.ศ. 1918
เรื่องที่ 8.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ชีวิตและทรัพย์สินของประเทศคู่สงครามเป็นจำานวนมาก ดังจะเห็น
ได้ว่ายอดจำานวนทหารที่ประเทศคู่สงครามทั้งหมดระดมเข้าประจำา
การในระหว่างสงครามมีจำานวนสูงถึง 65,430,001 คน และได้
ตาย สูญหายไป หรือถูกจับเป็นเชลยมีจำานวนรวมกันสูงถึง
37,460,404 คน ซึ่งอาจแยกเป็นรายประเทศได้ดังนี้
ประเทศ จำานวน
ทหาร
ที่ระดม
เข้า
ประจำา
การ
ตาย บาดเจ็บ ถูกจับเป็น
เชลย
หรือ
สูญหายไป
รวม
ออสเตรีย์-
ฮังการี
7,800,0
00
1,200,
000
3,200,0
00
2,200,00
0
7,020,
000
เบลเยียม 276,000 13,716 44,686 34,657 93,06
1
- 17.
จักรวรรดิ
อังกฤษ
8,904,4
67
908,37
1
2,090,2
12
191,652 3,190,
235
บัลแกเรีย 1,200,0
00
87,500 152,390 27,029 266,9
19
ฝรั่งเศส 8,410,0
00
1,357,
800
4,266,0
00
537,000 6,160,
800
เยอรมนี 11,000,
000
1,773,
700
4,216,0
58
1,152,80
0
7,142,
558
กรีซ 230,000 5,000 21,000 1,000 27,00
0
อิตาลี 5,615,0
00
650,00
0
947,000 600,000 2,197,
000
ประเทศ จำานวน
ทหารที่
ระดมเข้า
ประจำาการ
ตาย บาดเจ็บ ถูกจับเป็น
เชลย
หรือ
สูญหายไป
รวม
ญี่ปุ่น 800,000 300 907 3 1,210
มอนเตเน
50,000 3,000 10,000 7,000 20,00
โกร
0
โปรตุเกส 100,000 7,222 13,751 12,318 33,29
1
โรมาเนีย 750,000 335,7
06
120,000 80,000 535,7
06
ประเทศ จำานวน
ทหารที่
ระดมเข้า
ประจำาการ
ตาย บาดเจ็บ ถูกจับเป็น
เชลย
หรือ
สูญหายไป
รวม
รุสเซีย 12,000,0
00
1,700,
000
2,950,0
00
2,500,00
0
9,150,
000
เซอร์เบีย 707,343 45,00
0
133,148 152,958 331,1
06
ตรุกี 2,850,00 325,0 400,000 250,000 975,0
- 18.
0 00 00
สหรัฐอเมริ
กา
4,734,99
1
116,5
16
204,002 - 320,5
18
ไทย 1,200 - - - -
รวม
ที่มา Dan Colenpaul (ed) Information Please Almance
1974, p603
จะเห็นได้ว่า ประเทศที่ระดมพลเข้าประจำาการมากที่สุดคือ
รุสเซีย ตามมาด้วยเยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี จักรวรรดิอังกฤษ
ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐอเมริกา ตุรกี และบัลแกเรียตามลำาดับ ซึ่ง
ระดมพลกว่าล้านคนทั้งนั้น และจะเห็นได้เช่นเดียวกันว่าทุก
ประเทศไม่ว่าเป็นประะเทศที่ชนะและประเทศที่แพ้ในสงครามครั้ง
นี้ ต่างได้รับความเสียหายเป็นจำานวนสูงพอ ๆ กัน ตัวอย่างเช่น
จักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งชนะสงครามได้รับความเสียหาย
รวมทั้งสิ้นกว่า 9 ล้านคน ส่วนเยอรมนีและออสเตรีย – ฮังการรี
ซึ่งแพ้สงคราม ได้รับความเสียหายรวมกันกว่า 14 ล้านคน และรุส
เซียซึ่งแพ้สงครามเช่นเดียวกันได้รับความเสียหายกว่า 9 ล้านคน
นอกจากนั้นตัวเลขและความเสียหายที่แต่ละประเทศได้รับ แสดง
ให้เห็นว่าประเทศที่อยู่ใกล้และเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิสงครามจะ
ได้รับความเสียหายมากกว่าประเทศที่อยู่ไกลจากสมรภูมิของ
สงคราม ตัวอย่างเช่น จักรวรรดิอังกฤษได้รับความเสียหายน้อย
กว่าฝรั่งเศส เนื่องจากอยู่ไกลจากสมรภูมิของสงครามมากกว่า
ฝรั่งเศส ซึ่งถูกเยอรมนีบุกในตอนต้นของสงครมมและต้องเผชิญ
หน้ากับเยอรมนีในสงครามสนามเพลาะเป็นเวลากว่า 4 ปี ส่วน
ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ไกลจากสมรภูมิในยุโรปและมิได้ส่งทหารไปร่วมรบกับ
ฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิยุโรปเหมือนกับสหรัฐอเมริกาได้รับ
ความเสียหายน้อยมากเพียง 1,210 คนเท่านั้น ในทำานอง
เดียวกันไทยซึ่งส่งทหารไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรป
ด้วยในตอนกลางปี ค.ศ. 1918 อันเป็นระยะที่สงครามใกล้สิ้นสุด
แล้ว จึงได้รับความเสียหายเพียงร้อยกว่าคน
- 19.
อาจสรุปสาเหตุที่ทำาให้สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงมากกว่า
สงครามครั้งก่อนได้ดังนี้
1.ประเทศที่เกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้มีมากกว่าสงคราม
ครั้งก่อน
2. ระยะเวลาที่ประเทศคู่สงครามใช้ปฏิบัติการรบกันอย่าง
ต่อเนื่องและจริงจังนั้นมีระยะเวลายาวกว่าสงครามครั้งก่อน ๆ คือ
นานถึง 4 ปีกว่า 3. อาวุธที่
แต่ละประเทศนำามาใช้ในการสงครามครั้งนี้มีอานุภาพในการ
ทำาลายชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินมากกว่าในสงครามครั้งก่อน
ตัวอย่างเช่น เรือดำานำ้า รถถัง และแก๊สพิษ เป็นต้น ได้ถูกประเทศคู่
สงครามเริ่มนำามาใช้เป็นอาวุธในการทำาลายล้างกันเป็นครั้งแรก
นอกจานนั้นยังได้มีการนำาเอาเครื่องบินมาใช้ตรวจการณ์เพื่อ
กำาหนดเป้าหมายให้ทหารปืนใหญ่ทำาการยิงเป้าหมายได้อย่าง
แม่นยำาอีกด้วย
4. การทำาสงครามสนามเพลาะอันยาวนานในสมรภูมิ
ด้านตะวันตก โดยแต่ละฝ่ายผลัดกันบุกทะลวงแนวสนามเพลาะ
ของอีกฝ่ายหนึ่ง และต้องถอยกลับที่มั่นเดิมในที่สุดโดยไม่สามารถ
เอาชนะกันอย่างเด็ดขาดได้เป็นเวลากว่าเกือบ 4 ปี ซึ่งทำาให้เสีย
ชีวิตทหารไปเป็นจำานวนมาก จนกระทั่งกองทัพอเมริกันมาช่วย
เสริมกำาลังให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในปี ค.ศ. 1918 จึงทำาให้ฝ่าย
สัมพันธมิตรสามารถบุกทะลวงแนวรบด้านตะวันตกของเยอรมนีได้
สำาเร็จ และทำาให้เยอรมนียอมแพ้ในที่สุด
เรื่องที่ 8.2.3 การทำาสนธิสัญญาสันติภาพ
เนื่องจากสงครามครั้งนี้ได้ก่อความเสียหายให้แก่ประเทศผู้
ชนะมากพอ ๆ กับประเทศผู้แพ้ รวมทั้งความยาวนานของสงคราม
ได้ทำาให้ประชาชนในประทศคู่สงครามในยุโรปได้รับความเดือด
ร้อนมาก เพราะไม่เพียงแต่จะสูญเสียสมาชิกของครอบครัวไปใน
ระหว่างสงครามเท่านั้น แต่ยังต้องประสบกับการควบคุมทาง
เศรษฐกิจของรัฐบาลของตนเองอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละ
ประเทศต่างโฆษณาว่า ความเดือดร้อนและความไม่สะดวกที่
ประชาชนได้รับในระหว่างสงครามเกิดจากกการกระทำาของศัตรู
เป็นสำาคัญ จึงยังผลให้ประชาชนในแต่ละประเทศเกลียดประเทศ
ศัตรูเป็นอย่างมากและเรียกร้องให้ลงโทษประเทศผู้แพ้อย่าง
รุนแรง ดังจะเห็นได้จากประชามติที่ชาวอังกฤษแสดงออกในการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาสามัญชนในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1919 ก่อนที่
การเจรจาเพื่อทำาสนธิสัญญาสันติภาพจะเริ่มขึ้นที่นครปารีสของ
- 20.
ฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนทำาให้รัฐบาลอังกฤษที่ตั้งขึ้นใหม่ มีลอยด์ยอร์จ
(Lloyd George) เป็นนายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจในนโยบายที่
จะลงโทษเยอรมนีให้สาสมกับความผิดที่เยอรมนีได้ก่อขึ้น ซึ่งก็
ต ร ง กับ ค ว า ม เห็นขอ ง รัฐ บ า ลฝ รั่ง เ ศ ส ซึ่ง มี เ ค ล มัง โซ
(Clemenceau) เป็นนายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจในนโยบายที่จะ
ลงโทษเยอรมนีให้สาสม และสัญญาลับต่าง ๆ ที่สองประเทศทำาไว้
กับอิตาลีและญี่ปุ่นมีส่วนทำาให้ความหวังของประธานาธบดีวูดโรว์
วิลสัน (Woodrow Wilson) แห่งสหรัฐอเมริกา ไม่ประสบความ
สำาเร็จในการสร้างสังคมโลกหลังสงครามให้เป็นไปตามข้อเสนอ
เพื่อสันติภาพ 14 ข้อ ที่เขาได้แถลงต่อรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเมื่อวัน
ที่ 8 ม ก ร า ค ม ค .ศ . 1918
ข้อเสนอ 14 ข้อซึ่งประธานาธิบดีวิลสัน เสนอให้นานาชาติ
ใช้เป็นหลักในการเจรจาสันติภาพและปฏิบัติต่อกันหลังสงคราม
สงบแล้ว มีรายละเอียดโดยย่อดังนี้
1. จะต้องมีการทำาสนธิสัญญาเพื่อสันติภาพต่อกันโดยเปิด
เผย และจะต้องไม่มีการทำาความเข้าใจเป็นการเฉพาะตัวระหว่าง
ประเทศกันอีกต่อไป โดยจะต้องมีการดำาเนินการทางทูตกันอย่าง
เปิดเผย
2. จะต้องให้เสรีภาพในการเดินเรือในทะเล
นานาชาติอย่างเต็มที่ทั้งในยามสงบและสงคราม โดยจะมีการ
จำากัดเสรีภาพเช่นว่านี้ได้บางส่วนหรือทั้งหมด เฉพาะเมื่อมีการ
ปฏิบัติการของนานาชาติในการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง
นานาชาติเท่านั้น 3. จะขจัดอุปสรรค
ทางเศรษฐกิจทุกชนิดให้มากที่สุดที่จะมากได้ และจัดให้มีความ
เสมอภาคทางการค้าระหว่างชาติที่ยอมรับสันติภาพและร่วมมือกัน
เพื่อรักษาสันติภาพ 4. จะจัดให้มีหลักประกันอย่าง
เพียงพอว่าจะมีการลดอาวุธลงถึงจุดตำ่าสุด ที่สอดคล้องกับการ
รักษาความปลอดภัยภายในชาติ
5. จะพิจารณาอ้างสิทธิในอาณานิคมทั้งหมดอย่าง
อิสระ เปิดเผย และไม่ลำาเอียง โดยจะยึดมั่นอย่างเหนียวแน่นต่อ
หลักการที่ว่า ในการตัดสินปัญหาเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือ
อาณานิคมนั้น จะต้องให้นำ้าหนักผลประโยชน์ของประชากรที่
เกี่ยวข้องมากเท่า ๆ กับข้ออ้างอันเป็นธรรมของรัฐบาลซึ่งจะต้อง
วินิจฉัยเกี่ยวกับชื่อของรัฐบาลนั้น ๆ ต่อไป
6. จะมีการถอนทหารออกจากดินแดนของรุสเซีย
ทั้งหมด และการตกลงปัญหาทุกอย่างที่จะมีผลกระทบต่อรุสเซียจะ
ได้รับการร่วมมืออย่างดีที่สุดและเสรีที่สุดของชาติอื่น เพื่อจะให้
- 21.
โอกาสอย่างเต็มที่แก่รุสเซียในอัน จะวินิจฉัยเกี่ยวกับการพัฒนา
ทางการเมืองของตนและทำาให้รุสเซียมั่นใจว่าจะได้รับการ
ต้อนรับอย่างบริสุทธิ์ใจให้เข้าสู่สังคมของชาติเสรี และนอกจากจะ
ต้อนรับแล้วยังจะมีการให้ความช่วยเหลือทุกอย่างตามที่รุสเซี
ยอาจต้องการและปรารถนาด้วย การชาติพี่น้องจะปฏิบัติต่อรุสเซีย
ในเวลาข้างหน้า จะเป็นการทดสอบถึงไมตรีจิตและความเข้าใจ
ของชาติเหล่านั้นเกี่ยวกับความต้องการของรุสเซีย อันแตกต่าง
จากผลประโยชน์ของพวกตน และจะเป็นการทดสอบถึงความเห็น
อกเห็นใจที่ปราศจากการเห็นแก่ตัวที่ชาติเหล่านั้นมีต่อรุสเซีย
7. จะต้องถอนทหารออกจากเบลเยี่ยม และให้
เบลเยี่ยมเป็นอิสระโดยไม่มีการจำากัดอธิปไตยที่เบลเยี่ยมเคยมีมา
ก่อนเหมือนกับชาติเสรีอื่น ๆ ทั้งมวล ทั้งนี้เพื่อรื้อฟื้นความมั่นใจ
ของนานาชาติในกฎหมายที่พวกเขาได้สร้างขึ้น เป็นหลักในการ
ควบคุมความสัมพันธ์ ระหว่างกัน ซึ่งถ้าไม่มีการกระทำาดังกล่าว
โครงสร้างและความถูกต้องสมบูรณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ
จะถูกทำาลายตลอดไป
8. ควรจะมีการปลดปล่อยดินแดนของฝรั่งเศสทั้งหมด และ
คืนดินแดนที่ถูกบุกยึดไปให้แก่ฝรั่งเศส และจะต้องมีการแก้ไขสิ่ง
ผิดที่ปรัสเซียทำาไว้กับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1871 เกี่ยวกับแคว้นอัล
ซาลอเรน ซึ่งเป็นผลร้ายต่อสันติภาพของโลกมาเกือนบ 50 ปี
ทั้งนี้เพื่อรักษาสันติภาพให้มั่นคงอีกรั้งหนึ่ง อันจะเป็นประโยชน์แก่
ทุกฝ่าย
9. ควรจะมีการปรับดินแดนของอิตาลี โดยถือเอาสัญชาติ
ของประชากรเป็นหลักในการกำาหนดแนวเขตแดน
10. ควรจะให้โอกาสที่เสรีภาพที่สุดแก่ประชากรของ
ออสเตรีย – ฮังการี ในอันที่จะพัฒนาอย่างอิสระ และมีฐานะใน
สังคมโลกอย่างมั่นคง
11. ควรจะมีการถอนทหารออกจากโรมาเนีย เซอร์เบีย
และะมอนเตเนโกร และคืนดินแดนที่ยึดไปให้แก่สามประเทศ ส่วน
เซอร์เบียจะได้รับทางออกสู่ทะเลอย่างเสรีอีกด้วย จะมีการกำาหนด
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่าง ๆ ในแหลมบอลข่าน โดยการปรึกษา
หารือฉันมิตร และควรจะมีการคำ้าประกันโดยนานาชาติต่อเอกราช
ทางเศรษฐกิจและการเมือง และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐต่าง
ๆ ในแหลมบอลข่าน
12. ควรจะรับรองอธิปไตยอันมั่นคงแก่ดินแดนของตุรกี อัน
เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมัน แต่ชนชาติอื่นซึ่งอยู่ใต้การ
- 22.
ปกครองของตุรกีจะได้รับประกันความมั่นคงในชีวิต และได้รับ
โอกาสเต็มที่ในการพัฒนาอย่างอิสระและช่องแคบดาร์ดะเนลส์
ควรจะเปิดให้เรือและการค้าทุกชาติใช้ผ่านได้อย่างอิสระโดยมี
การคำ้าประกันจะนานาชาติ
13. ควรจะมีการจัดตั้งรัฐโปแลนด์ที่เป็นเอกราช โดยรวม
เอาดินแดนที่มีชาวโปล อาศัยอยู่อย่างไม่มีข้อสงสัย และควรจะให้
โปแลนด์ที่มีทางออกอย่างอิสระและแน่นอนไปสู่ทะเล และควรจะมี
การคำ้าประกันเอกราชทางการเมืองและเศรษฐกิจ และบูรณภาพ
แห่งดินแดนของประเทศนี้ โดยข้อตกลงนานาชาติ
14. จะต้องมีการจัดตั้งสมาคมใหญ่ของนานาชาติ โดยมีข้อ
ตกลงเป็นการเฉพาะเพี่อคำ้าประกันเอกราชทางการเมือง และ
บูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งชาติใหญ่และเล็กร่วมกัน
เห็นได้ชัดว่าข้อเสนอ 14 ประการนี้ มีเนื้อหาสาระที่ประเทศ
คู่แพ้พอจะรับได้ เพราะมิได้มุ่งลงโทษผู้แพ้อย่างรุนแรง นอกจาก
นั้นข้อเสนอ 14 ประการดังกล่าวยังมุ่งที่จะสร้างสังคมโลกให้มี
สันติภาพตามหลักการที่จะให้ประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม
ทั้งในด้านการค้า การเศรษฐกิจ และการเมือง โดยจะมีองค์การ
ระหว่างประเทศที่จะตั้งขึ้นเป็นผู้ดูแลให้มีการปฏิบัติตามหลักการ
ดังกล่างว จึงอาจกล่าวได้ว่าถ้าประเทศผู้ชนะจะใช้ข้อเสนอ 14
ประการของประธานาธิบดีวิลสันเป็นหลักในการทำาสนธิสัญญา
สันติภาพกับประเทศผู้แพ้ และจัดระเบียบให้สังคมโลก ปัญหา
ความขัดแย้งในสังคมโลกหลังสงครามคงจะลดน้อยลง แต่
เนื่องจากอังกฤษและฝรั่งเศสมีพันธะตามสัญญาลับที่จะตอบแทน
อิตาลีและญี่ปุ่นที่เข้าข้างตนในสงคราม และมีเป้าหมายแน่ชัดที่จะ
ลงโทษเยอรมนีให้สาสม เพื่อป้องกันมิให้เยอรมนีลุกขึ้นมาท้าทาย
ความยิ่งใหญ่ของตนได้อีกในอนาคต สหรัฐอเมริกาจึงไม่สามารถ
ทำาตามที่ตนต้องการได้ และต้องยอมตามที่อังกฤษและฝรั่งเศส
ต้องการเป็นส่วนมาก เพื่อแลกเปลี่ยนกับความสนับสนุนของ
อังกฤษและฝรั่งเศส ในการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ ตามข้อ
เสนอข้อที่ 14 ของประธานาธิบดีวิลสัน ฉะนั้น ผลของการทำาสนธิ
สัญญาสันติภาพ ซึ่งเกิดจากการประชุมของประเทศผู้ชนะที่พระรา
ชวังแวร์วายส์ของฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีประเทศผู้แพ้
เข้า ร ว ม ด้ว ย ซึ่ง เ รีย ก กันทั่ว ไ ป ว่า “ ส น ธิสัญ ญ า แ ว ร์
ซายส์”(Versailles Treaties) จึงมีลักษณะเหมือนสนธิสัญญา
สันติภาพแบบเก่า คือ บรรจุความต้องการของผู้ชนะมากกว่าการ
ส ร้ า ง สั น ติ ภ า พ ตั ว อ ย่ า ง เ ช่ น
- 23.
1. ลงโทษผู้แพ้โดยเฉพาะเยอรมนีอย่างรุนแรง เพื่อป้องกัน
มิให้เยอรมนีกลับฟื้นความยิ่งใหญ่ได้อีก ซึ่งทำาให้ชาวเยอรมันไม่
พอใจอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เยอรมนีต้องเสียดินแดนเป็นจำานวน
มาก อาทิ ต้องคืนแคว้นอัลซาส สอเรนให้ฝรั่งเศส ยอมให้ฝรั่งเศส
ยึดเหมืองถ่านหินในแคว้นซาร์ (Saar) เป็นเวลา 15 ปี คืนจังหวัด
ยูเพน (Eupan) และมาลเมลี (Malmedy)) ให้เบลเยี่ยม ยอมให้มี
การแสดงประชามติในแคว้นชเลสวิก (Schleswig) และโฮลส
ไตน์ ซึ่งปรากฎว่าชเลสวิก ขอกลับไปอยู่กับเดนมาร์กตามเดิม และ
ต้องยกเมืองเมเมล (Memel) ให้เป็นเมืองท่าของประเทศลิธัวเนีย
ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ เป็นต้น นอกจากนั้น เยอรมนีถูกจัดมิให้มีความเข้ม
แข็งพอที่จะท้าทายอังกฤษและฝรั่งเศสได้อีก ตัวอย่างเช่น ถูกยุบ
กรมเสนาธิการ และให้ลดกำาลังทหารลงเหลือเพียง 100,000 คน
และกองทหารนี่จะมีเครื่องบินรบ รถถัง หรือปืนหนักไม่ได้ ส่วนทัพ
เรือให้เรือประจัญบานขนาดเล็กเพียง 6 ลำา และจะมีเรือดำานำ้าไม่
ได้ เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นเยอรมนีต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ชนะเป็น
จำานวนมากเหลือที่จะคำานวนได้ ทั้งในรูปสิ่งของและเงินตรา อาทิ
ต้องมอบเรือสินค้าชดใช้ให้แก่สัมพันธมิตรตามชั้นและขนาดของ
เรือ ซึ่งถูกเยอรมนียิงจมในระหว่างสงคราม และต้องใช้เงินใน
อัตราปีละ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จนถึงปี ค.ศ. 1921 ซึ่งใน
ปีนั้นผู้ชนะจะแจ้งยอดค่าเสียหายทั้งหมดให้เยอรมนีชดใช้ภายใน
เวลา 30 ปี เป็นต้น นอกจากนั้นสนธิสัญญาแวร์ซายส์ยังเขียน
บังคับให้เยอรมนียอมรับว่ามหาอำานาจกลางเป็นผู้รับผิดชอบใน
การก่อสงครามนี้
2. แบ่งปันอาณานิคมหรือดินแดนอธิปไตยของผู้แพ้ให้แก่
ประเทศผู้ชนะ ในรูปของการให้ผู้ชนะเป็นผู้ดูแลดินแดนเหล่านี้
แทนองค์การสันนิบาตชาติ เช่น ให้ญี่ปุ่นดูแลอาณานิคมของ
เยอรมนีในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือเส้นศูนย์สูตร ส่วนที่อยู่ใต้
เส้นศูนย์สูตรให้ออสเตรเลียดูแล ในขณะเดียวกันอังกฤษและ
ฝรั่งเศสเข้าดูแลดินแดนในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยอยู่ใต้อำานาจ
อธิปไตยขอบตุรกี
3. จัดตั้งประเทศขึ้นใหม่หลายประเทศในยุโรป เช่น
โปแลนด์ เชโกสโลวะเกีย ยูโกสลาเวีย ฮังการี เอสโตเนีย ลิธัวเนีย
และแลตเวีย เป็นต้น บางประเทศเกิดจากการสลายตัวของ
อาณาจักรออสเตรีย – ฮังการี และการสูญเสียดินแดนของเยอรมนี
ผู้แพ้สงคราม ตัวอย่างเช่นประเทศโปแลนด์ซึ่งเคยถูกแบ่งแยกดิน
แดนจนสูญประเทศไปเมื่อร้อยปีก่อน กลับฟื้นขึ้นใหม่ในดินแดน
เดิมและรวมเอาดินแดนบางส่วนที่มีชาวเยอรมันอาศัยอยู่มากไว้
- 24.
ด้วย รวมทั้งได้สิทธิที่จะมีทางออกสู่ทะเลบอลติดที่เมืองท่าดานซิก
(Danzig)ผ่านดินแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนี
ส่วนประเทศเชโกสโลวะเกียรวามแคว้นโบฮีเมีย โมเรเวีย สโลวา
เกีย และอื่น ๆ เช่น สุเดเต็น ซึ่งมีชาวเยอรมันอาศัยอยู่มาก อันเป็น
ปัญหาสำาคัญที่ประเทศนี้ต้องเผชิญในระยะต่อมา นอกจากนั้นก็มี
ประเทศยูโสลาเวีย ซึ่งเกิดใหม่จากการรวมเอาดินแดนของชาว
โครท และสโลเวนส์เข้ากับดินแดนของชาวเซอร์เบียเดิม ซึ่งเป็นผู้
ชนะในสงครามครั้งนี้
4. บรรจุความต้องการของสหรัฐอเมริกาในการก่อตั้ง
องค์การสันนิบาตชาติขึ้น ทำาหน้าที่เป็นองค์การกลางรักษา
สันติภาพและความมั่นคงให้แก่นานาชาติ และส่งเสริมให้เกิดความ
ร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งถือได้ว่า
เป็นข้อดีของสนธิสัญญาแวร์ซายส์
อาจกล่าวได้ว่า สนธิสัญญาแวร์ซายส์ให้ประโยชน์แก่
ประเทศผู้ชนะที่กระหายอยากได้ดินแดนอย่างทั่วหน้า ยกเว้น
อิตาลีซึ่งไม่พอใจกับจำานวนดินแดนที่ได้รับ โดยอ้างว่าไม่คุ้มกับ
การสูญเสียที่ตนได้รับจากการทำาสงคราม ส่วนญี่ปุ่นแม้จะได้เข้า
สวมสิทธิ์ของเยอรมนีในจีน และได้เข้าดูแลอาณานิคมของ
เยอรมนีในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือเส้นศูนย์สูตร แต่ไม่พอใจที่ยัง
ไม่ได้รับการรับรองว่ามีฐานะเป็นมหาอำานาจเท่าเทียมกับอังกฤษ
ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา สำาหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้
ชนะด้วยได้เข้าร่วมประชุมสันติภาพที่แวร์ซายส์ และได้รับสิทธิใน
การยกเลิกสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมกับเยอรมนีและออสเตรีย –
ฮังการี รวมทั้งได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติใน
ฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง
ตอนที่ 8.3
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อสังคมโลก
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตอนที่ 8.3 แล้ว
จึงศึกษารายละเอียดต่อไป
หัวเรื่อง
8.3.1 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อ
สังคมโลก
8.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อ
ภูมิภาค
8.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อความ
ร่วมมือระหว่างประเทศหลังสงคราม
- 25.
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่หนึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมโลกทั้งด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา
2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมมีลักษณะเป็นลบ คือ
ทำาให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกจแก่ประเทศคู่
สงครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ และก่อความระสำ่าระสายทาง
สังคมแก่ประเทศผู้แพ้ ส่วนผลด้านการเมืองมีลักษณะเป็น
บวก คือ ทำาให้การปกครองแบบประชาธิปไตยแพร่หลาย
ไปยังประเทศราชาธิปไตย ซึ่งแพ้สงคราม และทำาให้ชนก
ลุ่มน้อยในยุโรปได้ตั้งประเทศเป็นของตนเอง
3. สงครามครั้งนี้ ทำาให้เกิดความคิดที่จะป้องกันสงครามมิให้
เกิดขึ้นอีก โดยการจัดตั้งองค์การกลางระหว่างประเทศ
ขึ้นทำาหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและ
สันติภาพระหว่างประเทศ
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 8.3 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อสังคม
โลกได้ถูกต้อง
2. วิเคราะห์ผลกระทบด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและ
จิตวิทยา ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ที่มีต่อสังคมโลกและ
ภูมิภาคต่าง ๆ ได้
3. อธิบายถึงมูลเหตุสำาคัญที่ทำาให้ประเทศผู้ชนะต้องการจัด
ตั้งองค์การกลางระหว่างประเทศ ทำาหน้าที่ในการรักษา
สันติภาพระหว่างประเทศได้ถูกต้อง
คำานำา
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็คงพอที่จะเห็นได้ว่าสงครามโลก
ครั้งที่หนึ่งได้มีผลกระทบต่อสังคมโลกอย่างมากทั้งในด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และจิตวิทยา ซึ่งจะขอกล่าวโดยย่อ
ดังนี้
เรื่องที่ 8.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มี
ต่อสังคมโลก
1. ด้านเศรษฐกิจ
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจขอสครามโลกที่มีต่อสังคมโลกหลัง
สงครามมีความรุนแรงมาก ทั้งนี้ก็เพราะสงครามครั้งนี้ได้ทำาลาย
ทรัพย์สินของประเทศผู้แพ้และผู้ชนะคิดเป็นเงินประมาณ
400,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งทำาให้ประเทศผู้ชนะต้องเป็นหนี้
ต่างประเทศจำานวนมากมาย และพยายามบีบบังคับให้ผู้แพ้ชดใช้
- 26.
ค่าเสียหายให้แก่พวกตนเป็นจำานวนมหาศาลดังกล่าวแล้ว อันเป็น
ภาระหนี้สินที่หนักเกินกว่าความสามารถของประเทศผู้แพ้จะชดใช้
ให้หมดได้ และทำาให้ประเทศผู้แพ้ต้องกู้เงินจากต่างประเทศอีก
เป็นจำานวนมาก เพื่อนำามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และชดใช้
หนี้สินให้แก่ผู้ชนะ ตัวอย่างเช่น สหรัฐเมริกาได้ให้ฝ่าย
สัมพันธมิตร กู้ยืมเงินในระหว่างสงครามเป็นจำานวนกว่า 4,000
ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น ฝรั่งเศสก็อ้างว่าตน
ไม่สามารถใช้หนี้สินดังกล่าวให้สหรัฐอเมริกาได้ จนกว่าจะได้รับ
กา รชด ใช้คว า ม เ สียหาย จ ากเ ยอ รมนี ฝ่า ยเ ยอ รมนีจึง
ใช้วิธีกู้เงินจากสหรัฐฯ จากนั้นผู้ชนะก็นำา เอาไปให้หนี้ให้แก่
สหรัฐอเมริกา ยังผลให้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าหนี้ของประเทศต่าง ๆ
เป็นจำานวนมากและทำาให้เงินของสหรัฐอเมริกาออกไปหมุนเวียน
อยู่ในตลาดการเงินของโลกในระยะหลังสงครามปีละกว่า 300
ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งทำาให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามี
อิ ท ธิ พ ล ต่ อ เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ข อ ง โ ล ก อ ย่ า ง ม า ก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อปรากฎว่าเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐอเมริกา
หยุดชะงัก จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลกอย่างมหาศาล ดัง
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1930 เป็นต้นไป เศรษฐกิจ
สหรัฐอเมริกาซึ่งเฟื่องฟูอย่างมากในระยะหลังสงครามเริ่มตกตำ่าลง
ธนาคารพากันล้มละลาย และการลงทุนหยุดชะงัก ยังผลให้
กรรมกรในโรงงานต้องว่างงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีจำานวนถึง
ป ร ะ ม าณ 7,500,000 คน ซึ่ง ไ ม่เ ค ย ป ร า กฏม า ก่อนใน
สหรัฐอเมริกา เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มประสบความตกตำ่าทาง
เศรษฐกิจและไม่สามารถปล่อยเงินกู้ให้แก่ต่างประเทศได้ เยอรมนี
ซึ่งอาศัยเงินกู้จากสหรัฐอเมริกาเป็นหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
และใช้หนี้ให้แก่ต่างประเทศได้ และหลังจากนั้นความตกตำ่าทาง
เ ศ ร ษ ฐ กิ จ ก็ เ ริ่ ม แ พ ร่ ห ล า ย ไ ป ทั่ ว โ ล ก
2. ด้านสังคม
ผลกระทบด้านสังคมของสงครามโลกที่มีต่อสังคมโลกหลัง
สงคราม มีทั้งในทางลบและทางบวก ผลกระทบในทางลบ ก็คือ
ความระสำ่าระสายทางสังคมที่เกิดขึ้นแก่ประเทศผู้แพ้ทุกประเทศ
ตัวอย่างเช่น ชาวเยอรมันต้องอยู่ในสภาพสิ้นหวังและขาดแคลน
เครื่องอุปโภคและบริโภคอย่างมาก นอกจากนั้นการที่เยอรมนี
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น
สาธารณรัฐ ก็มีส่วนทำาให้สังคมของเยอรมนีขาดสถาบันจักรพรรดิ
อันเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคีมาเป็นเวลานาน ซึ่งสถาบัน
ประธานาธิบดีอันเป็นสถาบันใหม่ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สร้างขึ้น
- 27.
ยังไม่เป็นที่ยอมรับขอชาวเยอรมันรุ่นเก่า ข้าราชการเก่า และนาย
ทหารที่จงรักภักดีต่อจักรพรรดิไกเซอร์ซึ่งยังคงใฝ่ฝันถึงอดีตอัน
รุ่งเรืองของเยอรมนี ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของสาธารณรัฐเยอรมนีจึง
เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอและไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยใน
สังคมได้ และเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกตำ่า ปัญหา
เงินเฟ้ออย่างรุนแรง และปัญหาการว่างงาน รัฐบาลของ
สาธารณรัฐเยอรมนีจึงถูกกลุ่มพลังเก่าซึ่งหันไปร่วมมือกับฮิตเลอร์
ทำา ล า ย ใ น ปี ค .ศ . 1932
ส่วนประเทศผู้แพ้อื่น ๆ เช่น ตุรกี ก็มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง
การปกครองเป็นสาธารณรัฐเช่นกัน แต่ผู้นำาของระบอบสาธารณ
รัฐคือเคมาล อตาเติร์ก (Kemal Ftaturk) “ผู้นำาของเติร์กหนุ่ม” มี
ความเข้มแข็งมาก จึงสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นทางสังคม
ภ า ย ใ น ตุ ร กี ไ ด้ ภ า ย ใ น ร ะ ย ะ เ ว ล า อั น สั้ น
สำาหรับผลกระทบทางสังคมในด้านบวกที่เกิดขึ้นก็คือ ชนก
ลุ่มน้อยที่เคยอยู่ใต้การปกครองของประเทศ ได้รับสิทธิ์ที่จะตกลง
ใจด้วยตนเองว่าจะมีประเทศของตนเอง หรือจะรวมกับชนกลุ่ม
น้อยตั้งประเทศใหม่ รวมทั้งมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความ
เป็นเอกราช ตัวอย่าง เช่น ชาวโปลได้ตั้งประเทศโปแลนด์ของ
ตนเองขึ้นใหม่ ในทำานองเดียวกันชาวเซอร์บ สโลเวนและโครท ก็
รวมตัวกันตั้งประเทศขึ้นใหม่ชื่อว่า ยูโกสลาเวีย ส่วนชาวอาหรับ
ในเลบานอน ซีเรีย อิรัก และจอร์แดน ซึ่งเคยอยู่ใต้อำานาจ
อธิปไตยของจักรวรรดิออตโตมันก็ได้รับสิทธิปกครองตนเองภาย
ใต้การควบคุมดูแลของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้พวก
เ ข า ไ ด้ พัฒ น า เ ป็ น ป ร ะ เ ท ศ เ อ ก ร า ช ต่ อ ไ ป
3. ด้านการเมือง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงผลกระทบทางด้านการเมืองต่อ
สังคมโลกหลายประการ ที่สำาคัญ ๆ มี 3 ประการคือ
ประการแรก ผลของสงครามได้ก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการปกครองในประเทศผู้แพ้ทุก
ประเทศ ตัวอย่างเช่น เยอรมนี ตุรกี ออสเตรีย และฮังการี ได้มี
การเปลี่ยนแปลงการเมือง การปกครอง จากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งมี
ประธานาธิบดีเป็นประมุข ส่วนรุสเซียเปลี่ยนจากระบอบราชาธิป
ไตยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ มีพรรคบอลเชวิคหรือคอมมิวนิสต์เป็น
แกนในการปกครอง
- 28.
ประการที่สอง ประชาชนในดินแดนอาณานิคมของผู้ชนะ
ต่างเริ่มเรียกร้องขอสิทธิที่จะกำาหนดอนาคตทางการเมืองของตน
เหมือนกับประชาชนที่เคยอยู่ใต้การปกครองของ ออสเตรีย –
ฮังการี และตุรกี ตัวอย่างเช่น ชาวอินเดียซึ่งอยูใต้การปกครอง
ของอังกฤษประสบความสำาเร็จในการเรียกร้องขอมีส่วนในการ
ปกครองตนเองมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่อังกฤษพยายามจะปราบปราม
ขบวนการเรียกร้องอิสรภาพของชาวอินเดียอย่างรุนแรง แต่ก็ต้อง
ย อ ม ส น อ ง ต อ บ ก า ร เ รีย ก ร้อ ง ข อ ง ช า ว อิน เ ดีย ใ น ที่สุด
ประการที่สาม ประเทศเล็กและอ่อนแอเริ่มมีฐานะทางการ
เมืองทัดเทียมกับประเทศใหญ่ โดยสามารถเข้าเป็นสมาชิกของ
องค์การสันนิบาตชาติ และมีสิทธิในการออกเสียงตัดสินปัญหาต่าง
ๆ ข อ ง โ ล ก ไ ด้อ ย่า ง เ ส ม อ ภ า ค กับ ป ร ะ เ ท ศ ใ ห ญ่
4. ด้านจิตวิทยา
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ก่อผลกระทบทางด้านจิตวิทยาทั้ง
ในด้านบวกและด้านลบต่อสังคมโลกหลายประการ ดังนี้
4.1 สงครามครั้งนี้ทำาให้เกิดความหวังใหม่ในหมู่ประชาชน
ของประเทศผู้ชนะว่า สงครามครั้งนี้จะทำาให้ไม่มีการทำาสงคราม
กันอีกต่อไป และจะทำาให้สังคมโลกหลังสงครามมีแต่ความสงบ
สันติ โดยนานาประเทศจะดำาเนินความสัมพันธ์ต่อกันอย่างเปิดเผย
4.2 สงครามครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความหวังในหมู่ประชาชน
ของดินแดนอาณานิคมว่า พวกเขาจะได้รับสิทธิในการปกครอง
ตนเองในที่สุด เมื่อการณ์ไม่ได้เป็นตามที่หวังไว้ พวกเขาจึงพากัน
เรียกร้องขอสิทธิในการปกครองตนเอง และถูกปราบปรามจาก
รัฐบาลอย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองอัม
ริตสา (Amritsar) ในอินเดียในเดือนเมษายน ค.ศ. 1919
4.3 สงครามครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความขมขื่นและเคียดแค้น
ในหมู่ประชาชนของประเทศผู้แพ้อย่างมาก ว่าผู้ชนะปฏิบัติต่อผู้
แพ้อย่างรุนแรงและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาว
เยอรมัน มีความเคียดแค้นต่อข้อความในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ที่
ประเทศผู้ชนะร่างขึ้น และบังคับให้รัฐบาลเยอรมนียอมรับโดยไม่มี
โอกาสเปลี่ยนแปลงหรือต่อรองได้เลย ประชาชนชาวเยอรมันจึงมี
จิตใจพร้อมเสมอที่จะสนับสนุนรัฐบาลของเขาให้ฉีกสนธิสัญญา
เมื่อโอกาสอำานวย
- 29.
เรื่องที่ 8.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่มีต่อ
ภูมิภาค
จากที่กล่าวมาในเรื่องที่ 8.3.1 พอจะสรุปถึงผลที่มีต่อ
ภูมิภาคต่าง ๆโดยเฉพาะยุโรป เอเชีย และแอฟริกาใต้ดังนี้
1. ด้านเศรษฐกิจ
สงครามครังนี้ก่อให้เกิดความพินาศต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ของประเทศคู่สงครามในยุโรปทั้งผู้แพ้และผู้ชนะอย่างมาก ยังผล
ให้ทุกประเทศต้องเป็นหนี้ต่างประเทศอย่างมากและทำาให้การ
ฟื้นฟูบูรณะต้องใช้เวลานานกว่าจะทำาให้เศรษฐกิจกลับสู่สภาวะ
เดิมเท่ากับที่เป็นอยู่ก่อนสงคราม ส่วนในเอเชียและแอฟริกานั้นไม่
ไดัรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมากนัก
เนื่องจากไม่ได้เป็นสมรภูมิที่สำาคัญของสงคราม
2. ด้านสังคม
สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมในด้านลบต่อ
สังคมของประเทศผู้แพ้ในยุโรปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ทำาให้เกิดความระสำ่าระสายทางสังคมของเยอรมนี ออสเตรีย –
ฮังการี และตุรกี และนำาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองดังกล่าวแล้ว
ส่วนผลทางบวกก็คือทำาให้ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มที่เคยอยู่ใต้การ
ปกครองของประเทศมหาอำานาจในยุโรปซึ่งแพ้สงครามได้รับสิทธิ
ในการปกครองตนเอง และเลือกประเทศที่ตนต้องการอาศัยอยู่ใต้
ร่มธง สำาหรับเอเชียได้รับผลกระทบจากสงครามในด้านดี ดังจะ
เห็นได้ว่า ชาวอาหรับที่เคยอยู่ใต้อำานาจการปกครองของตุรกีได้
รับสิทธิที่จะพัฒนาการปกครองตนเอง ส่วนชาวยิวจากยุโรปและ
แอฟริกาได้รับการยินยอมจากอังกฤษให้อพยพเข้าไปอยู่ที่
ปาเลสไตน์ ซึ่งอังกฤษได้มอบหมายจากสันนิบาตชาติให้เป็นผู้
ดูแล ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมขึ้นในดินแดนดังกล่าว
เนื่องจากชาวอาหรับไม่พอใจต่อการหลั่งไหลของชาวยิวเข้ามาสู่
ปาเลสไตน์ ยังผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวยิวและชาว
อาหรับในปาเลสไตน์ ส่วนชาวเอเชียที่อยู่ใต้การปกครองของ
อังกฤษและฝรั่งเศสเริ่มเรียกร้องให้มีการยกฐานะทางสังคมของตน
ให้สูงขึ้น
3. ด้านการเมือง
สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านการเมืองต่อทวีป
ยุโรป และแอฟริกา ดังนี้ คือ
ประการแรก ทำาให้ผู้ชนะคือ อังกฤษและฝรั่งเศสมีอำานาจ
สูงสุดในยุโรป และทำาให้ผู้แพ้คือ เยอรมนี ออสเตรีย และรุสเซีย
- 30.
กลายเป็นประเทศอ่อนแอ และมีปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีปัญหา
ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ต้องแก้ไขอย่างมาก
ประการที่สอง ทำาให้ประเทศเอกราชเกิดขึ้นใหม่ในยุโรป
หลายประเทศ
ประการที่สาม ทำาให้ญี่ปุ่นมีฐานะทางการเมืองสูงขึ้นอย่าง
มากในเอเชียตอนเหนือ โดยได้เข้าครอบครองดินแดนที่เคยอยู่ใต้
อำานาจของเยอรมนีทั้งในจีนและในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ
เส้นศูนย์สูตร และเนื่องจากรุสเซียอ่อนแอลงอย่างมาก จึงทำาให้ญี่
ปุ่นพยายามี่จะขยายอิทธิพลของตนจากเกาหลีเข้าสู่แมนจูเรีย ดัง
จะได้กล่าวในตอนต่อไป
ประการที่สี่ ทำาให้แอฟริกาเป็นเขตอิทธิพลของอังกฤษ
และฝรั่งเศสเกือบทั้งหมด แต่เนื่องจากอิตาลีไม่พอใจในผล
ประโยชน์ที่ตนได้รับในฐานะผู้ชนะสงครามครั้งนี้ แอฟริกาตะวัน
ออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะอบิสเนีย หรือเอธิโอเปียซึ่งยังเป็น
เอกราชอยู่ จึงกลางเป็นจุดที่อิตาลีสนใจที่จะขยายอิทธิพลเข้า
ครอบครอง
เรื่องที่ 8.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่มี
ต่อความร่วมมือระหว่างประเทศหลังสงคราม
เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก่อให้เกิดความพินาศต่อ
ทรัพย์สินและทหารของประเทศคู่สงครามทั้งผู้ชนะและผู้แพ้อย่าง
มาก ประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมประชุมสันติภาพที่นครปารีสในปี ค.ศ.
1919 จึงมีความเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขาจะต้องร่วมมือกันใน
การรักษาสันติภาพและความมั่นคงของนานาชาติ ขจัดมูลแหตุ
ของสงครามและป้องกันที่จะมิให้มีการใช้สงครามเป็นเครื่องมือใน
การตัดสินข้อพิพาท ซึ่งจะเห็นได้จากคำาปรารภ ขอกติกาจัดตั้ง
องค์การสันนิบาตชาติเพื่อทำาหน้าที่เป็นองค์การประสานความร่วม
มือระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะชี้ให้เห็นในตอนต่อไป
อาจกล่าวได้ว่าความร่วมมือระหว่างประเทศโดยมีองค์การ
ระหว่างประเทศเป็นแกนกลางในการประสานงานอย่างถาวรเพื่อ
ความมั่นคงร่วมกัน (collective security) ของทุกชาติ เป็น
ความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีลักษณะแตกต่างไปจากความร่วม
มือระหว่างประเทศในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเห็น
ได้ชัด เพราะความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีผลประโยชน์และ
วัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน และเป็นความร่วมมือโดย
ไม่องค์การกลางทำาหน้าที่เป็นกลไกในการประสานงาน รวมทั้ง
เป็นความร่วมมือเพื่อการป้องกันร่วมกัน (collective defense)
จากการคุกคามของกลุ่มประเทศอื่นดังจะเห็นได้จากความร่วมมือ
- 31.
ของกลุ่ม ความเข้าใจสามฝ่าย อันมีอังกฤษฝรั่งเศส และรุสเซีย
ซึ่งมีเจตนาต่อต้านความร่วมมือของกลุ่มพันธมิตรสามฝ่าย อันมี
เ ย อ ร ม นี อ อ ส เ ต รี ย – ฮั ง ก า รี แ ล ะ ตุ ร กี
เห็นได้ชัดว่าถ้าประเทศต่าง ๆ ยึดมั่นในหลักความร่วมมือ
ภายใต้องค์การกลางเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันอย่างถาวรและ
จริงจัง โดยไม่หันไปร่วมมือแบบเก่าอีก ก็น่าเชื่อได้ว่าองค์การ
สันนิบาตชาติจะทำางานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของมวลสมาชิก
และสามารถป้องกันมิให้สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น แต่การณ์
กลับปรากฏดังจะชี้ให้เห็นในตอนที่ 8.4 ว่า ประเทศต่าง ๆ ได้หัน
ไปใช้วิธีร่วมมือกันเพื่อการป้องกัน ร่วมกันอีก และไม่สนใจที่จะ
ร่วมมือกับประเทศสมาชิกทั้งมวลขององค์การสันนิบาตชาติ จึง
ทำาให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการป้องกัน
ส ง ค ร า ม
ตอนที่ 8.4
สังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตอนที่ 8.4 แล้ว
จึงศึกษารายละเอียดต่อไป
หัวเรื่อง
8.5 กำาเนิดและบทบาทขององค์การสันนิบาตชาติ
8.6 บทบาทของมหาอำานาจในสังคมโลกหลังสงครามโลก
ครั้งที่หนึ่ง
8.7 ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติ
แนวคิด
1. องค์การสันนิบาตชาติ ยึดหลักความมั่นคงร่วมกันเป็น
หลักในการรักษาสันติภาพของนานาชาติ และลงโทษผู้
รุกราน และยึดหลักการลงมติด้วยคะแนนเสียง เอกฉันท์
เป็นหลักสำาคัญในการดำาเนินงานขององค์การ
2. มหาอำานาจมุ่งรักษาและส่งเสริมผลประโยน์แห่งชาติ
มากกว่าผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ จึงไม่เต็มใจ
ให้การสนับสนุนการดำาเนินงานขององค์การสันนิบาติ
ชาติ ซึ่งมุ่งรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ
- 32.
3. มูลเหตุสำาคัญที่ทำาให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความ
ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับข้อพิพาทและ
รักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศเกิดจากบทบาท
ของมหาอำานาจทั้งสิ้น โดยบางประเทศไม่เต็มใจสนับสนุน
ให้องค์การสันนิบาตชาติ ทำาหน้าที่ในการรักษาความสงบ
เรียบร้อยระหว่างประเทศและบางประเทศไม่เพียงจะ
ทำาลายกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเท่านั้น แต่ยังเป็น
ผู้รุกรานเสียเองด้วย
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 8.4 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายกำาเนิด วัตถุประสงค์ และหลักการขององค์การ
สันนิบาตชาติได้ถูกต้อง
2. อธิบายสาเหตุที่ทำาให้ประเทศมหาอำานาจไม่เต็มใจ
สนับสนุนบทบาทขององค์การสันนิบาตชาติ ในการรักษา
สันติภาพของนานาชาติได้ถูกต้อง
3. อธิบายมูลเหตุสำาคัญที่ทำาให้องค์การสันนิบาตชาติประสบ
ความล้มเหลว ในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของ
นานาชาติได้
ความนำา
ดังได้กล่าวแล้วว่า สงครามโลกได้ส่งผลกระทบต่อสังคมโลก
หลังสงครามอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ก่อให้เกิดองค์การ
สันนิบาตชาติขึ้น ทำา หน้าที่เป็นองค์การกลางในการรักษา
สันติภาพระหว่างประเทศอันเป็นการสร้างความหวังใหม่ว่า
องค์การจะสามารถป้องกันมิให้เกิดสงครามเนื่องจากประเทศที่ก่อ
ตั้งองค์การต่างยืนยันว่าจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการระงับ
ข้อพิพาท จึงอาจกล่าวได้ว่าสังคมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
มีลักษณะอนาธิปไตยน้อยลงและน่าเชื่อได้ว่า ถ้ามหาอำานาจซึ่งก่อ
ตั้งองค์การสันติบาตชาติจะสนับสนุนองค์การนี้ให้ทำาหน้าที่ในการ
รักษาสันติภาพระหว่างประเทศอย่างจริงจังแล้ว องค์การสันนิบาต
ช า ติ ก็ ค ง จ ะ ไ ม่ ป ร ะ ส บ ค ว า ม ล้ ม เ ห ล ว
เรื่องที่ 8.4.1 กำาเนิดและบทบาทขององค์การสันนิบาต
ชาติ
สันนิบาติชาติกำาเนิดขึ้นจากความคิดของประธานาธิบดีวูด
โรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ดังจะเห็นได้จากข้อเสนอเพื่อ
สันติภาพข้อที่ 14 ซึ่งกล่าวว่า “จะตัองมีการจัดตั้งสมาคมใหญ่
ของนานาชาติ โดยมีข้อตกลงเป็นการเฉพาะเพื่อคำ้าประกัน
เอกราชทางการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งชาติใหญ่
- 33.
และเล็กร่วมกัน” และ ณที่ประชุมสันติภาพที่นครปารีสนั้น
ประธานาธิบดีวิลสัน ได้มีบทบาทสำาคัญในการจัดทำากติกาสันนิบา
ติชาติ และรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสันติภาพที่ผู้ชนะ
ร่างขึ้น อันเป็นการบังคับให้ทั้งประเทศผู้ชนะและผู้แพ้ต้องยอมรับ
กติกาของสันนิบาตชาติเป็นข้อผูกพันในการร่วมมือกัน และรักษา
สัน ติภ า พ ร ะ ห ว่า ง ป ร ะ เ ท ศ ใ น ร ะ ย ะ ห ลัง ส ง ค ร า ม
กติกาของสันนิบาตชาติก็คือธรรมนูญที่กำาหนด สมาชิกภาพ
โครงสร้าง อำานาจหน้าที่และบทบาทของสันนิบาตชาติ ซึ่งจะขอ
ก ล่ า ว โ ด ย สั ง เ ข ป ดั ง นี้
1. สมาชิกภาพ
ประเทศเอกราชที่ร่วมประชุมสันติภาพเป็นสมาชิกผู้เริ่มก่อตั้ง
ขององค์กร และประเทศเอกราชอาจขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสมัชชาขององค์การด้วยคะแนนเสียง
2 ใน 3 และสมาชิกจะลาออกได้ต่อเมื่อได้บอกล่วงหน้า 2 ปี
2. โครงสร้างขององค์การสันนิบาตชาติ
องค์การสันนิบาติชาติมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ
2.1 สมัชชา (Assembly) คือ องค์กรอันเป็นที่ประชุม
ใหญ่ใหญ่ของรัฐที่เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ โดย
แต่ละรัฐสมาชิกมีสิทธิส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมัชชาได้รัฐละ 3
ค น แ ต่ มี สิท ธิ์ อ อ ก เ สีย ง เ พีย ง เ สีย ง เ ดี ย ว
หน้าที่สำาคัญของสมัชชาคือ พิจารณาเรื่องที่อยู่ในเขต
อำานาจขององค์การสันนิบาตชาติและเรื่องที่คุกคามสันติภาพของ
โลก จัดทำางบประมาณของสันนิบาตชาติ เลือกสมาชิกที่มิใช่
สมาชิกถาวรของคณะมนตรีของสันนิบาตชาติ และให้ความเห็น
ชอบสมาชิกถาวรของคณะมนตรีที่อาจมีเพิ่มขึ้นตามที่คณะมนตรี
เห็นสมควร และอนุมัติในการรับรัฐต่าง ๆ เข้าเป็นสมาชิกของ
องค์การสันนิบาตชาติ มติของสมัชชาจะต้องใช้คะแนนเสียง
เอกฉันท์ ยกเว้นจะบัญญัติไว้อย่างแจ้งชัดว่าใช้เสียงข้างมาก
2.2 คณะมนตรี (Council) คือองค์กรอันที่ประชุมของ
สมาชิกองค์การสันนิบาตชาติที่เป็นมหาอำานาจ มีภาระรับผิดชอบ
ในการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศมากกว่ารัฐอื่น เช่น อังกฤษ
และฝรั่งเศส และสมาชิกอีกจำานวนหนึ่งที่สมัชชาจะเลือกจาก
สมาชิกองค์การสันนิบาตชาติโดยมีวาระ 3 ปี สมาชิกประเภทแรก
นี้จึงเรียกกันว่า สมาชิกถาวร และสมาชิกประเภทหลังเรียกว่า
สมาชิกไม่ถาวร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกประเภทแรกยัง
จะเพิ่มขึ้นโดยมติของสมัชชาหรือโดยการลาออกจากสมาชิกนั้น ๆ
จึงทำาให้จำานวนของสมาชิกในองค์กรนี้เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ใน
- 34.
ระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง คณะมนตรีมีสมาชิก ถาวร3
ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซีย และสมาชิกไม่ถาวร 11
ป ร ะ เ ท ศ
หน้าที่สำาคัญของคณะมนตรีคือ พิจารณาเรื่องที่อยู่ในเขต
อำานาจขององค์การสันนิบาตชาติและคุกคามสันติภาพของโลก
วางแผนการลดอาวุธ แนะวิธีให้ความคุ้มครองแก่สมาชิกที่รุกราน
แ ล ะ ไ ก ล่ เ ก ลี่ ย ก ร ณี พิ พ า ท เ ป็ น ต้ น
2.3 สำา นัก เ ล ข า ธิก า ร (Secretariate) เป็นองค์การ
บริหารระหว่างประเทศซึ่งจะทำาหน้าที่เป็นการประจำา ต่างกับ
สมัชชาหรือคณะมนตรี ซึ่งจะทำาหน้าที่เป็นครั้งคราวในระยะที่มี
การประชุมเท่านั้น สำานักงานเลขาธิการจึงประกอบด้วยเจ้าหน้าที่
ที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชาของเลขาธิการ ในปี ค.ศ.
1939 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมีเจ้าหน้าที่จำานวน 800 คน
จ า ก 50 ป ร ะ เ ท ศ
นอกเหนือจากองค์กรทั้ง 3 นี้แล้ว ยังมีองค์กรระหว่าง
ประเทศอีก 2 องค์กรที่องค์การสันนิบาตชาติส่งเสริมให้เกิดขึ้น
และทำางานเป็นอิสระจากองค์การสันนิบาตชาติคือ ศาลยุติธรรม
น า น า ช า ติ แ ล ะ อ ง ค์ก า ร แ ร ง ง า น ร ะ ห ว่า ง ป ร ะ เ ท ศ
3. บทบาทขององค์การสันนิบาตชาติ
ที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้
3.1 บทบาทในการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ ในการ
ทำาหน้าที่รักษาสันติภาพระหว่างประเทศนั้น กติกาขององค์การ
สันนิบาตชาติได้กำาหนดไว้ว่า ประเทศสมาชิกขององค์การ
สันนิบาตชาติจะต้องเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราช
ทางการเมืองของสมาชิกทั้งมวลขององค์การสันนิบาตชาติ ถ้ามี
การรุกรานเกิดขึ้น หรือมีการขู่ว่าจะรุกราน คณะมนตรีจะเสนอ
แนะต่อสมาชิกถึงวิธีการที่สมาชิกจะปฏิบัติตามข้อผูกพันที่มีต่อ
องค์การสันนิบาตชาติ นอกจากนั้นกติกาขององค์การสันนิบาต
ชาติยังได้กำาหนดให้สมาชิกนำาข้อพิพาทเข้ามาสู่การพิจารณาของ
คณะมนตรีและจะไม่ใช้สงครามต่อกัน จนกว่าองค์การสันนิบาต
ชาติจะชี้ขาดแล้วเป็นเวลา 3 เดือนยิ่งกว่านั้นกติกาขององค์การ
สันนิบาตชาติยังได้ระบุไว้ด้วยว่า ถ้ามีสงครามเกิดขึ้น หรือการขู่
ว่าจะใช้สงครามอันอาจเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพของโลก
องค์การสันนิบาตชาติจะดำาเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อพิทักษ์
สันติภาพของนานาชาติ และถ้าหากว่าประเทศใดใช้สงครามอัน
เป็นการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ คณะมนตรีจะ
ลงโทษประเทศนั้นโดยการเสนอแนะให้สมาชิกขององค์การ
- 35.
สันนิบาตชาติใช้กำาลังทหารหรือตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการ
ค้ ากั บ ป ร ะ เ ท ศ นั้ น ๆ
ปรากฏว่า องค์การสันนิบาตชาติประสบความสำาเร็จในการ
ระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศหลายเรื่อง อาทิ กรณีพิพาท
ระหว่างสวีเดนกับฟินแลนด์เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะอา
แลนด์(Aland) กรณีพิพาทระหว่างตุรกีกับอังกฤษเกี่ยวกับเมืองโม
สุล และกรณีพิพาทระหว่างโปแลนด์กับลิธัวเนียเกี่ยวกับเมืองวิลนา
อย่างไรก็ตาม กรณีพิพาทสำาคัญที่องค์การสันนิบาตชาติไม่
สามารถจัดการให้สำาเร็จได้มีอยู่ 3 กรณี ซึ่งมีผลทำาให้องค์การ
สันนิบาตชาติเสื่อมความนิยมอย่างมาก คือกรณีพิพาทระหว่างจีน
กับญี่ปุ่น กรณีพิพาทระหว่างอิตาลีกับเอธิโอเปีย และกรณีพิพาท
ระหว่างเยอรมนีกับประเทศใกล้เคียง ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป
3.2 บทบาทในการส่งเสริมการปกครองตนเองของดินแดน
ต่าง ๆ เนื่องจากดินแดนในตะวันออกกลางที่เคยอยู่ใต้การ
ปกครองของตุรกี และในแอฟริกา และมหาสมุทรแปซิฟิกของ
เยอรมนีถูกแยกจากการปกครองของประเทศทั้งสอง และยัง
ปกครองตนเองไม่ได้ กติกาขององค์การสันนิบาตชาติจึงสร้าง
ระบบอาณำติ (mandate System) ขึ้นใช้กับดินแดนดังกล่าว
โดยได้มอบหมายให้ประเทศผู้ชนะดูแลดินแดนดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อ
อบรมสั่งสอนให้ประชากรในดินแดนเหล่านี้มีความสามารถที่จะ
ปกครองตนเองได้ในที่สุด ซึ่งปรากฏว่าดินแดนในอาณัติชั้น เอ.
ซึ่งมีความเจริญมากแล้ว เช่น ซีเรีย เลบานอน (ในอาณัติฝรั่งเศส)
กับจอร์แดนและอิรัก (ในอาณัติของอังกฤษ) ได้เอกราชก่อน
สงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนดินแดนในอาณัติชั้น บี. เช่นแคเมอรูน
และแทนแกนยิกา (ปัจจุบันคือ ประเทศแทนซาเนีย) ในแอฟริกา
ซึ่งจะต้องมีการอบรมสั่งสอนกันมาก และดินแดนในอาณัติชั้น ซี.
เช่นเกาะซามัวตะวันตก และกินีตะวันออก ในอาณัติของ
ออสเตรเลียซึ่งล้าหลังมาก ได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
แล้วหลายปี ส่วนบางดินแดนเช่นแอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ใน
อาณัติของสหภาพแอฟริกาใต้ยังไม่ได้เอกราชจนทุกวันนี้
เนื่อ ง จ า ก สห ภ าพแ อฟริก า ใ ต้ไ ม่ป ฏิบัติต า ม คำา สั่งข อ ง
สหประชาชาติซึ่ง รับภาระมาจากองค์การสันนิบาตชาติ
3.3 บทบาทในการคุ้มครองชนกลุ่มน้อย แม้สนธิสัญญา
แวร์ซายส์จะได้พยายามทำาให้ชนกลุ่มน้อยในยุโรปมีประเทศของ
ตนเอง แต่ก็ไม่สามารถทำาให้ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มมีประเทศของ
ตนเองได้ทั้งหมด ยังผลให้มีชนกลุ่มน้อยอีกหลายล้านคนอาศัยอยู่
ในดินแดนของประเทศอื่น ด้วยเหตุนี้ กติกาขององค์การสันนิบาต
- 36.
ชาติจึงได้วางกฎเกณฑ์ให้รัฐบาลของประเทศที่มีชนกลุ่มน้อย
อาศัยอยู่ รับรองว่าจะคุ้มครองชนกลุ่มน้อยและหากมีการละเมิด
สิทธิของชนกลุ่มน้อยจะต้องนำาเสนอให้องค์การสันนิบาตชาติ
พิจารณา อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าสันนิบาตชาติไม่ประสบความ
สำาเร็จในเรื่องนี้มากนัก และปัญหาชนกลุ่มน้อยดังกล่าวได้กลาย
เป็นสาเหตุสำา คัญประการหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง
เรื่องที่ 8.4.2 บทบาทของมหาอำานาจในสังคมโลกหลัง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ประเทศที่จัดว่าเป็นมหาอำานาจหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมี
5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่ง
เป็นผู้ชนะสงคราม ส่วนเยอรมนีและรุสเซียซึ่งพ่ายแพ้สงครามและ
มีปัญหาการเองภายในมีความอ่อนแอมากจนไม่สามารถแสดง
บทบาทของมหาอำานาจได้ จนกระทั้งราวปี ค.ศ. 1933 เยอรมนี
ภายใต้การนำาของฮิตเลอร์ และรุสเซียภายใต้การนำาของสตาลิน
กลับเข้มแข็งขึ้นและกลายเป็นมหาอำานาจอีกครั้งหนึ่ง อาจกล่าวได้
ว่าถ้ามหาอำานาจเหล่านี้ให้การสนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติ
อย่างจริงใจและไม่ละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเสียเอง
องค์การสันนิบาตชาติก็จะสามารถทำาหน้าที่รักษาสันติภาพ
ระหว่างประเทศอย่างได้ผล แต่การณ์กลับปรากฏว่ามหาอำานาจทั้ง
7 นี้บางประเทศเช่น สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์การ
สันนิบาตชาติ และบางประเทศเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสก็มิได้
สนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติอย่างจริงใจ ส่วนเยอรมนี ญี่ปุ่น
และอิตาลี กลับละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเสียเอง จึง
ยังผลให้องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการรักษา
สัน ติภ า พ ร ะ ห ว่า ง ป ร ะ เ ท ศ ดัง จ ะ ชี้ ใ ห้เ ห็น ดัง นี้
1. สหรัฐอเมริกา
แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศผู้ชนะ และกลายเป็นเจ้า
หนี้ของทุกประเทศ รวมทั้งมีขีดความสามารถทางทหารที่จะเป็น
มหาอำานาจ และแสดงบทบาทในองค์การสันนิบาตชาติ ซึ่ง
ประธานาธิบดีวิลสันเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เพื่อช่วยให้องค์การนี้ทำาหน้าที่
รักษาสันติภาพระหว่างประเทศตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่
สหรัฐอเมริกากลับต้องถอนตัวออกจากองค์การสันนิบาตชาติและ
- 37.
กลับไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกใหม่โดยไม่ยอมแสดงบทบาทใน
เวทีการเมืองระหว่างประเทศเลย ทั้งนี้เนื่องจากเหตุ2 ประการคือ
1) วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาไม่ยอมให้สัตยาบันกติกาของ
องค์การสันนิบาตชาติอันเป็นผลทำาให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่
สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันที่สมาชิกจะต้องทำาตามที่กำาหนดไว้
ในกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ และต้องถอนตัวออกจาก
องค์การนี้ในสุด ทั้งนี้ก็เพราะสมาชิกวุฒิสภาจำานวนมากเกรงว่า
องค์การนี้จะมีอำานาจเหนือรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และบังคับให้
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำาในสิ่งที่สหรัฐอเมริกาไม่ต้องการทำา จึงไม่
ยอมให้สัตยาบันกติกาของสันนิบาตชาติตามที่ประธานาธิบดีวิลสัน
ลงนามเอาไว้ เว้นแต่จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่ง
ประธานาธิบดีวิลสันไม่เห็นด้วยโดยเกรงว่าจะเป็นการผิดสัญญา
กับมิตรประเทศที่ร่วมลงนามไว้
2) ประชาชนอเมริกันห่วงแต่เรื่องภายในของตนและยังขาด
ความรู้เความเข้าใจในเรื่องราวต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อว่าองค์การ
สันนิบาตชาติเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้ชนะในยุโรปเท่านั้น เมื่อ
ไม่เห็นประโยชน์ที่ประเทศของตนจะได้รับจากการร่วมมือกับ
องค์การนี้ จึงไม่ให้การสนับสนุนแก่ความคิดของประธานาธิบดีวิล
สัน ซึ่งต้องการให้สหรัฐอเมริกาเข้าเกี่ยวข้องกับการเมืองของโลก
ภายนอก ยังผลให้ผู้นำาของสหรัฐอเมริกาไม่กล้าเจ้าไปช่วยขจัด
วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยคงทำาหน้าที่เพียงสนับสนุนให้
มหาอำานาจต่าง ๆ ทำาความตกลงลดอาวุธทางเรือ และงดเว้นมิให้
ใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดำานินนโยบายต่างประเทศเท่านี้น
โดยการลงนามในสนธิสัญญาเกี่ยวกับอาวุธทางเรือกับอังกฤษ
ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1922 และลงนามในสนธิสัญญา
ประณามการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดำาเนินนโยบายที่กรุง
ป า รี ส ใ น ปี ค .ศ . 1927
ด้วยเหตุนี้แม้ว่าประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์
(Franklin D.Roosevelt) ซึ่งเข้ารับตำาแหน่งประธานาธิบดีในปี
ค.ศ. 1933 มองเห็นผลเสียของนโยบายไม่เกี่ยวข้องกับโลก
ภายนอกและพยายามจะปลุกให้ประชาชนอเมริกันมองเห็นโทษ
ของการอยู่อย่างโดดเดี่ยว และมองเห็นประโยชน์ของการที่
สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของโลกภายนอก แต่
ผู้นำาในรัฐสภาอเมริกันและประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงเชื่อในความ
ถูกต้องของนโยบายอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่ยอมเห็นคล้อยตาม
ประธานาธิบดีของเขา ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อประเทศเยอรมนีมีทีท่าจะ
ก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอีก โดยได้ทำาการละเมิดสนธิ
- 38.
สัญญาแวร์ซายส์ว่าด้วยการมีกำาลังทหารในแคว้นไรน์ และการ
ขยายกำาลังกองทัพเยอรมันผู้นำาฝ่ายรัฐสภากลับพยายามบังคับให้
ประธานาธิบดีดำาเนินนโยบายเป็นกลางอย่างเคร่งครัด โดยออก
กฎหมายว่าด้วยการวางตนเป็นกลางในสงครามในปี ค.ศ. 1937
เพื่อป้องกันมิให้ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานำาประเทศเข้าสู่
สงคร ามเหมือนที่ปร ะธานาธิบดีวิลสันเคยทำา มาแล้วอีก
2. อังกฤษ
เมื่อสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์การสันนิบาตชาติ และ
ไม่ยอมแสดงบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ อังกฤษซึ่งมี
ความเข้มแข็งมากกว่ามหาอำานาจอื่นในยุโรปขณะนั้น จึงอยู่ใน
ฐานะที่จะแสดงบทบาทมากกว่าประเทศมหาอำานาจอื่น แต่อังกฤษ
ก็ไม่สามารถแสดงบทบาทเพื่อสนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติ
ทำาหน้าที่รักษาสันติภาพของโลก และลงโทษผู้ละเมิดกติกา
องค์การสันนิบาตชาติได้มากนัก นอกจากนี้ในบางครั้งอังกฤษก็จำา
ต้องใช้นโยบายเอาใจ (appeasement) มหาอำา นาจที่ก่อ
วิกฤตการณ์ให้แก่โลก ทั้งนี้เนื่องจากสาเหตุหลายประการ คือ
1) อังกฤษมีปัญหาเศรษฐกิจภายในเรื่อยมาตั้งแต่ปี ค.ศ.
1922 โดยมีการผละงานของกรรมกรบ่อยครั้ง และต้องประสบ
ความตกตำ่าทางเศรษฐกิจอย่างมากเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
ในปี ค.ศ. 1933 จึงทำาให้อังกฤษไม่เข้มแข็งมากนัก
2) อังกฤษมีผลประโยชน์ของตนที่จะต้องพิทักษ์รักษาดิน
แดนอาณานิคมซึ่งมีอยู่ทั่วโลก จึงสนใจที่จะรักษาผลประโยชน์
ของตนมากกว่าผลประโยชน์ของนานาชาติ ที่ไม่มีผลกระทบต่อ
ผลประโยชน์ของตนโดยตรง
3) อังกฤษไม่ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำานาจอื่น ๆ โดย
เฉพาะจากฝรั่งเศสในการรักษาสันติภาพของโลกซึ่งถูก
มหาอำานาจอื่นคุกคาม
ด้วยเหตุนี้ อังกฤษจึงเลือกบทบาทในการเมืองของโลก
เหมือน ๆ กับประเทศอื่น ๆ คือ มุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาติ
มากกว่าการรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติ อันเป็นผล
ประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่น เมื่อ
ญี่ปุ่นละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ โดยทำาการรุกราน
แมนจูเรียของจีนในเดือนกันยายน ค.ศ. 1932 อังกฤษชักชวน
ให้ประเทศต่าง ๆ ประณามญี่ปุ่นว่าเป็นผู้รุกรานจีน โดยมิได้บีบ
ญี่ปุ่นให้ยุติการกระทำานั้นอย่างเด็ดเดี่ยว ทั้งนี้ก็เพราะอังกฤษมอง
เห็นว่าหากสกัดมิให้ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลไปทางเหนือของจีนอาจจะ
ทำาให้ญี่ปุ่นหันไปขยายอิทธิพลลงสู่อาณาบริเวณเอเชียตะวันออก
- 39.
เฉียงใต้ ซึ่งอังกฤษมีอาณานิคมและผลประโยชน์อยู่มาก ใน
ทำานองเดียวกัน เมื่อิตาลีละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
โดยทำาการบุกเอธิโอเปียในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1934 เพื่อขยาย
อิทธิพลของอิตาลีในแอฟริกาเหนือ ตามนโยบายสร้างจักรวรรดิ
อิตาลีของามุสโสลินี (Benito Mussolini) อังกฤษได้พยายาม
เรียกร้องให้สมาชิกองค์การสันนิบาตชาติช่วยเหลือกันลงโทษ
อิตาลี โดยการตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิตาลี แต่การกระทำาดัง
กล่าวก็ไม่เป็นผลในการยับยั้งอิตาลี เนื่องจากฝรั่งเศสไม่ต้องการที่
จะบีบอิตาลีมากเกินไป โดยเกรงว่าอาจจะทำาให้อิตาลีหันไปร่วม
มือกับเยอรมนีมากขึ้น ยังผลให้องค์การสันนิบาตชาติต้องเลิกล้ม
ก า ร ล ง โ ท ษ อิ ต า ลี ใ น ที่ สุ ด
ต่อมาเมื่อเยอรมนีภายใต้การนำาของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
(Adolf Hitler) เริ่มเข็มแข็งขึ้น และกล้าละเมิดสนธิสัญญาแวร์
ซายส์ โดยการส่งทหารเข้าไปในแคว้นไรน์ในปี ค.ศ. 1936 อัน
กระทบความมั่นคงของฝรั่งเศสโดยตรง อังกฤษก็มิได้สนับสนุน
ฝรั่งเศสในการบังคับเยอรมนีให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญา และเมื่อ
เยอรมนีต้องการปลดปล่อยแคว้นสุเดเต็นซึ่งมีชาวเยอรมันอาศัยอยู่
มากจากเชโกสโลวะเกีย อังกฤษก็เอาใจฮิตเลอร์โดยนายก
รัฐมนตรี เนวิลล์ แชมเบอร์เลน (Naville Chamberlain) ลงทุน
เดินทางไปทำาความตกลงกับฮิตเลอร์ที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมนี
ยอมให้เยอรมนีเอาแคว้นสุเดเต็น เป็นของตนได้ในเดือนกันยายน
ค.ศ. 1938 อันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ถือกันว่าอัปยศที่สุด
ที่อังกฤษและฝรั่งเศสทำากับเยอรมนี โดยเอาดินแดนของประเทศ
อื่น มาทำาความพอใจให้แก่เยอรมนี ซึ่งอังกฤษอ้างว่าที่ต้องทำาเช่น
นี้ก็เพื่อให้โลกได้มีสันติภาพ และเพื่อให้ตนมีเวลาที่จะเตรียมตัว
รั บ มื อ กั บ เ อ ย ร ม นี ใ น โ อ ก า ส ต่ อ ไ ป
3. ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสเป็นมหาอำานาจที่ชนะสงคราม แต่ไม่ก็ไม่อยู่ในฐานะ
ที่จะแสดงบทบาทในการสนับสนุนองค์การสันนิบาตชาติให้รักษา
สันติภาพของโลกได้มากนัก นอกจากนั้น ฝรั่งเศสมีจุดมุ่งหมายใน
การรักษาความมั่นคงของตนให้พ้นจากการคุกคามของเยอรมนี
มากกว่าการรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติ อันเป็นผล
ประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุหลาย
ประการ คือ
1) ฝรั่งเศสประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในอย่างรุนแรง อัน
เป็นผลมาจากปัญหาการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปัญหาอื่น ๆ เช่น
ปัญหางบประมาณขาดดุล เงินเฟ้ออย่างรุนแรง และการผละงาน
- 40.
ของกรรมกรบ่อยครั้ง เป็นต้น ประกอบกับการมีเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย
ครั้งมาก จึงทำาให้รัฐบาลฝรั่งเศสไม่มีเวลามากพอที่แก้ปัญหา
เศรษฐกิจดังกล่าว และไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะแสดงบทบาทใน
การรักษาสันติภาพของโลก
2) ฝรั่งเศสมีความกลัวเยอรมนีจะกลับมาคุกคามความมั่นคง
ของตนอีก จึงมุ่งลงโทษเยอรมนี โดยมุ่งแยกดินแดนบางส่วนของ
เยอรมนีออกจากเยอรมนี เช่น ตั้งแคว้นไรน์ขึ้น เป็นรัฐกันชน
ระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศส และเรียกค่าเสียหายจากเยอรมนีเป็น
จำานวนสูงมาก เมื่อไม่ได้รับชำาระหนี้ตามสัญญา ฝรั่งเศสก็ส่งกำาลัง
ทหารเข้ายึดแคว้นรูห์ของเยอรมนี เพื่อเอาถ่านหินจากแคว้นนั้น
มาชำาระหนี้แทน
3) ฝรั่งเศสผิดหวังในการที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษไม่รับ
ข้อเสนอของตนเกี่ยวกับการจัดตั้งกองกำาลังนานาชาติ เพื่อรักษา
ความมั่นคงของโลก และไม่ศรัทธาในกลไกขององค์การสันนิบาต
ชาติในการรักษามความมั่นคงของโลก
ด้วยเหตุนี้ ฝรั่งเศสจึงมุ่งสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศของ
ตนเอาเอง และไม่ให้ความสนใจในการร่วมมือกับสมาชิกอื่น ๆ
ขององค์การสันนิบาตชาติในการรักษาสันติภาพของโลก ตัวอย่าง
เช่นในปี ค.ศ. 1925 ที่เมืองโลคาร์โน ฝรั่งเศสได้ขอให้เยอรมนี
ทำาสนธิสัญญาไม่รุกรานกันกับประเทศเพื่อนบ้านหลายฉบับ ซึ่ง
เรียกกันทั่วไปว่าสนธิสัญญาโลคาร์โน คือทำาสัญญากับ ผรั่งเศส
โปแลนด์ และเชโกสโลวะเกีย และสนธิสัญญาคำ้าประกันร่วมกันกับ
ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และเบลเยี่ยม ซึ่งรับรองร่วมกันต่อ
พรมแดนของเยอรมนี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม นอกจากนั้นฝรั่งเศส
ยังทำาสนธิสัญญาช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างโปแลนด์และเช
โกสโลวะเกียด้วย หลังจากนั้นฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจาก
แคว้นไรน์ และสนับสนุนให้เยอรมนีเข้าเป็นสมาชิกองค์การ
สัน นิบ า ต ช า ติ โ ด ย มีที่นั่ ง ถ า ว ร ใ น ค ณ ะ ม น ต รี
แม้กระนั้นก็ดีฝรั่งเศสก็ยังไม่มั่นใจว่าตนจะพ้นจากภัย
สงคราม จึงเสนอทำาสนธิสัญญาสันติภาพหรือต่อต้านสงครามกับ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งเสนอให้ประเทศอื่น ๆ มาร่วมทำาสนธิสัญญานี้
ด้วย ซึ่งปรากฏว่าประเทศต่าง ๆ รวม 15 ประเทศมาร่วมประชุมที่
กรุงปารีส ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1927 สนธิสัญญานี้จึงมีชื่อว่า
สนธิสัญญาสันติภาพแห่งปารีส ซึ่งมีประเทศอื่น ๆ ร่วมลงนาม
ด้วยในปีต่อ ๆ มารวมเป็น 62 ประเทศ สนธิสัญญาฉบับนี้มีสาระ
สำาคัญคือ ภาคีของสนธิสัญญาตกลงจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือ
ใ น ก า ร ดำา เ นิ น น โ ย บ า ย
- 41.
เพราะฉะนั้นเมื่อองค์การสันนิบาตชาติมีมติประณามหรือ
ลงโทษมหาอำานาจอันที่ละเมิดกติกาขององค็การสันนิบาตชาติ
ฝรั่งเศสจึงไม่กระตือรือร้นที่จะสนับสนุนมาตรการเหล่านนั้นตราบ
ใดที่มหาอำานาจอื่นนั้นมิได้คุกคามผลประโยชน์ของฝรั่งเศส
ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศสไม่เต็มใจลงโทษอิตาลีซึ่งรุกรานเอธิโอเปีย
ดั ง ก ล่ า ว
4. อิตาลี
เป็นมหาอำานาจที่ชนะสงคราม และร่วมก่อตั้งองค์การ
สันนิบาตชาติโดยมีที่นั่งถาวรในคณะมนตรีด้วย ซึ่งมีความรับผิด
ชอบพิเศษในการรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติและ
สันติภาพของโลก แต่อิตาลีกลับมุ่งคุกคามประเทศอื่นเพื่อขยายดิน
แดนของตน อันเป็นการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
อย่างแจ้งชัด ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุหลายประการ คือ
1) อิตาลีผิดดหวังในผลตอบแทนที่ตนได้รับจาก
สัมพันธมิตร ซึ่งสัญญาจะให้ดินแดนจำานวนมากที่อยู่ในครอบ
ครองขอออสเตรีย เช่น เมืองเตรนตีโน (Trentino) ตริเอสเต
(Trieste) ไทรอลใต้ (South Tyrol) กอร์เซีย และธิสเตรีย
เป็นต้น และสัญญาจะให้อิตาลีได้เขตอิทธิพลในตะวันออกกลาง
ด้วย ผลปรากฎว่าอิตาบีได้ดินแดนจากออสเตรียเพียงเล็กน้อย ไม่
คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ตนต้องเสียไปในการสงครามกกว่าหมื่นล้าน
เหรียญสหรัฐฯ และสูญเสียทหารไปเกือบ 1 ล้านคน และบาดเจ็บ
อีกเกือบ 1 ล้านคน จึงยังผลให้อิตาลีมุ่งหาดินแดนใหม่เอาเอง
2) อิตาลีประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะหลังสงคราม
อย่างมาก มีคนว่างงานมาก เงินเฟ้อ งบประมาณขาดดุล ซี่ง
รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ยังผลให้ประชาชนและทหารผ่านศึก
พากันเกลียดชังรัฐบาล และหันไปนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์กับลัทธิ
ฟาสซิสต์ ซึ่งให้ความหวังใหม่แก่ประชาชน ผลปรากฏว่าในเดือน
สิงหาคม ค.ศ. 1923 พรรคฟาสซิสต์ภายใต้การนำาของเบนิโต
มุสโสลินี ใช้กำาลังพล 50,000 คน เดินทางเข้ากรุงโรมและยึด
อำานาจได้สำาเร็จ โดยเขาให้สัญญาว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วย
วิธีการใหม่ โดยรัฐบาลจะเข้าคุมเศรษฐกิจร่วมกับนายทุน และ
กรรมกร และจะทำาให้อิตาลียิ่งใหญ่เหมือนโรมสมัยโบราณ และมี
อาณานิคมมากมาย ปรากฏว่าการปรกครองแบบเผด็จการทำาให้
เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนั้นได้สำาเร็จ ในระยะแรก และเร่ง
สร้างกองทัพได้เข็มแข็งเพื่อขยายดินแดน พร้อมกับปลุก
ประชาชนให้เห็นผลดีของการขยายดินแดนด้วยการทำาสงคราม
และเมื่อสบโอกาสเขาก็ส่งกองทัพบุกเอธิโอเปียในเดือนธันวาคม
- 42.
ค.ศ. 1934 อันเป็นการละเมิดกติกาองค์การสันนิบาตชาติอย่าง
แจ้งชัด และแม้จะถูกอางค์การสันนิบาตชาติลงโทษโดยการสั่งให้
สมาชิกตัดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิตาลี ยังผลให้อิตาลีต้องลา
ออกจากองค์การสันนิบาตชาติ และมุงยึดเอธิโอเปียจนสำาเร็จใน
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1936 ทั้งนี้เนื่องจากมหาอำานาจยุโรปไม่
กล้าลงโทษอย่างจริงจัง โดยเกรงว่าจะทำาให้อิตาลีหันไปใกล้ชิด
กับเยอรมนี ซึ่งปรากฏว่าไม่เป็นผลแต่อย่างใดเพราะมุสโสลินีซึ่งมี
ความนิยมในฮิตเลอร์ผู้มีอุดมการณ์คล้ายตนอยู่แล้วได้นำาอิตาลี
เข้าผูกพันกับเยอรมนีอย่างใกล้ชิดกันขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะต่อมา
5. ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นมหาอำานาจผู้ชนะสงครามและได้สวมสิทธิ์ของ
เยอรมนีในจีน เช่น เมือง เกียวเจา และเขตเช่าอื่นในคาบสมุทร
ซานตุง ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ อันเป็นสิทธิที่ญี่ปุ่นได้มา
ตามสัญญาลับที่อังกฤษทำาไว้กับตนก่อนที่ญี่ปุ่นจะตัดใจเข้าร่วม
สงครามกับฝ่ายอังกฤษต่อต้านเยอรมนี นอกจากนั้นญึ่ปุ่นยังได้
ร่วมก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติร่วมกับมหาอำานาจอื่น ๆ โดยมีที่
นั่งถาวรในคณะมนตรีด้วยเช่นเดียวกับมหาอำานาจอื่น ซึ่งมีความ
รับผิดชอบพิเศษในการรักษากติกาขององค์การสันนิบาตชาติและ
สันติภาพระหว่างประเทศ แต่ญี่ปุ่นกกลับมุ่งขยายดินแดนและ
คุกคามประเทศอื่น อันเป็นการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาต
ชาติอย่างแจ้งชัด ทั้งนี้ก็เนื่องจากสา เหตุหลายปร ะการ
1) ผู้นำาทางทหารและการเมือง เช่น พรรคไซยไก
(Seiynkai) มีความเห็นว่าญี่ปุ่นมีดินแดนน้อยแต่มีประชากรมาก
จึงควรมีอาณานิคมให้มากเหมือนมหาอำานาจยุโรป จึงมีความคิดที่
จะเอาดินแดนในอาณัติซึ่งอยู่ในความดูแลของตนเป็นอาณานิคม
2) ผู้นำาเหล่านี้เชื่อด้วยว่า ญี่ปุ่นควรที่จะเป็นใหญ่ในเอเชีย
และสร้างเอเชียเพื่อชาวเอเชีย ภายใต้การนำาของญี่ปุ่นได้
3) ญี่ปุ่นขาดทรัพยากรในการสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่แทบ
ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำ้ามันเชื้อเพลิง จึงทำาให้ญี่ปุ่นอยาก
ได้แหล่งทรัพยากรและตลาดการค้าสำาหรับระบายสินค้าญี่ปุ่น
เพราะฉะนั้นเมื่อญี่ปุ่นต้องประสบกับเศรษฐกิจตกตำ่าอย่าง
รุนแรงในปี ค.ศ. 1929 เหมือนประเทศอื่น ๆ อาทิ มีกรรมกรว่าง
งานเป็นจำานวนมาก สินค้าขายไม่ออกเนื่องจากต่างประเทศต่างตั้ง
กำาแพงภาษีเพื่อช่วยเศรษฐกิจภายในและทุ่มสินค้าลงสู่ตลาดโลก
ต่อมาในปี ค.ศ. 1930 พรรคไซยไก ซึ่งมีแนวคิดคล้ายกับทหาร
ในการสร้างจักรวรรดิของญี่ปุ่นให้ยิ่งใหญ่ ได้จัดตั้งรัฐบาลญี่ปุ่น
ซึ่งต่อมาในไม่ช้าญี่ปุ่นก็เริ่มขยายอิทธิพลจากเกาหลีและเข้าสู่จีน
- 43.
ที่แคว้นแมนจูเรียอันมีเหล็กและถ่านหินอยู่มาก โดยเข้าโจมตีดิน
แดนดังกล่าวในเดือนกันยายนค.ศ. 1931 และเมื่อถูกสมัชชา
ขององค์การสันนิบาตชาติประณามว่าเป็นผู้รุกราน ในปี ค.ศ.
1933 ญี่ปุ่นก็ลาออกจากองค์การสันนิบาตชาติ และต่อมาในปี
ค.ศ. 1936 ญี่ปุ่นทำาความตกลงร่วมกับเยอรมนีในการต่อต้าน
คอมมิวนิสต์สากล (anti-commintern pact) โดยมีอิตาลีร่วม
เป็นภาคีด้วยในปีต่อมา จากนั้นญี่ปุ่นจึงกลายเป็นมหาอำานาจที่มุ่ง
ขยายดินแดนเช่นเดียวกับอิตาลีดังกล่าวแล้ว และเยอรมนี ดังจะ
ก ล่ า ว ต่ อ ไ ป
6. รุสเซียหรือสหภาพโซเวียต
แม้ว่ารุสเซียซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “สหภาพโซเวียด” อันเป็น
ชื่อใหม่ที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ประกาศใช้ จะเป็นฝ่ายสัมพันธมิตรใน
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่เนื่องจากรัฐบาบคอมมิวนิสต์ซึ่งขึ้นมี
อำานาจหลังการปฏิวัติในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 ยอมแพ้ต่อ
เยอรมนี ดดยยอมทำาสนธิสัญญาสันติภาพกับเยอรมนีในเดือน
มีนาคม ค.ศ. 1918 สหภาพโซเวียดจึงมิได้ส่งผู้แทนไปร่วม
ประชุมสันติภาพที่กรุงปารีสในเดือนเมษายน ค.ศ. 1919 ใน
ฐานะผู้ชนะด้วย ด้วยเหตุนี้สหภาพโซเวียตจึงไม่ได้รับชำาระค่าเสีย
หายจากเยอรมนี และไม่ได้เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งองค์การ
สันนิบาตชาติ ยังผลให้สหภาพโซเวียตอ้างว่าไม่มีภาระผูกพันใด
ๆ ที่จะต้องแสดงบทบาทตามที่กติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
กำาหนดไว้ในการรักษาสันติภาพของโลก อย่างไรก็ตามแม้ว่า
สหภาพโซเวียตจะมิได้ทำาการละเมิดกติกาขององค์การสันนิบาต
ชาติอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอิตาลีและญี่ปุ่น แต่สหภาพโซเวียต กลับ
ประสบความสำาเร็จในการสร้างความมั่นคงของชาติตน และขยาย
อิทธิพลของตนในการเมืองระหว่างประเทศมากกว่าประเทศผู้
ละเมิดกติกาสันนิบาตชาติเสียอีก ทั้งนี้ก็เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้
คือ
1) รัฐบาลสหภาพโซเวียตในระยะ 10 ปีแรกหลัง
สงครามโลก มุ่งสร้างความเข็มแข็งทั้งด้านการเมืองภายใน และ
เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยนำาระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมาใช้ทั้ง
ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจดดยมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็น
ศูนย์กลางควบคุมการเมืองและประชาชนในประเทศอย่างเข้มงวด
รวมทั้งโอนทรัพย์สินและกิจการทุกอย่างเป็นของรัฐ หรือส่วนรวม
- 44.
ทั้งหมด ซึ่งทำาให้รัฐบาลสหภาพโซเวียตสามารถวางแผนพัฒนา
ประเทศให้เข็มแข็งได้โดยรวดเร็ว
2) สหภาพโซเวียตได้ก่อตั้งองค์การคอมมิวนิสต์สากล โดย
รวมพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคที่สนับสนุนแนวทางคอมมิวนิสต์
เข้ามาอยู่ใต้การนำาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต
โดยอ้างว่าเพื่อร่วมกันปฏิวัติโลกให้เป็นคอมมิวนิสต์ ในขณะ
เดียวกันก็ใช้พรรคคอมมิวนิสต์ต่างประเทศเหล่านี้เป็นเครื่องมือ
สนับสนุนนโยบายต่างประเทศของตน ตัวอย่างเช่น ใช้ให้พรรค
คอมมิวนิสต์ต่างประเทศก่อกวนหรือล้มล้างรัฐบาลที่ต่อต้าน
สหภาพโซเวียต เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากี่สหภาพโซเวียตต้องเผชิญกับ
เยอรมนีซึ่งเริ่มเข้มแข็งขึ้นภายใต้การนำาของฮิตเลอร์ และมีท่าที
ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง สตาลินผู้นำาสหภาพโซเวียตจึง
พยายามลดความระแวงของประเทศทุนนิยม โดยการประกาศ
นโยบายว่าเขาสร้างสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตได้โดยไม่จำาต้อง
ส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในประเทศอื่นด้วย นอกจาก
นั้นเขาได้นำา สหภาพโซเวียตสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การ
สันนิบาตชาติในเดือนกันยายน ค.ศ. 1934 และได้ที่นั่งถาวรใน
คณะมนตรีในฐานะมหาอำานาจ ประกาศนโยบายสนับสนุนการลด
อาวุธและลงโทษผู้รุกรานหลังจากนั้นสหภาพโซเวียตลงนามใน
สนธิสัญญาช่วยเหลือกันในกรณีที่ถูกต่างประเทศรุกรานกับ
ฝ รั่ ง เ ศ ส แ ล ะ เ ช โ ก ส โ ล ว ะ เ กี ย
7. เยอรมนี
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า เยอรมนีได้รับการลงโทษจากประเทศผู้
ชนะอย่างรุนแรง โดยกำาหนดไว้ในสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายส์
ให้เยอรมนีต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อสงครามโลก ที่เกิดขึ้น
เยอรมนีต้องสูญเสียดินแดนของตนคือ อัลซาสลอเรนให้แก่
ฝรั่งเศส ต้องยอมให้องค์การสันนิบาตชาติเข้ามาดูแลเคว้นซาร์
เป็นเวลา 10 ปี ต้องยอมให้โปแลนด์ใช้ดินแดนด้านตะวันตกของ
ตนเป็นทางผ่านไปสู่ทะเลบอลติก และต้องสูญเสียอาณานิคมของ
ตนทังหมดให้แก่องค์การสันนิบาตชาติดูแลในฐานะดินแดนใน
อาณัติจนกว่าจะเป็นเอกราช ต้องยอมจำากัดอาวุธและทหารประจำา
การลงอย่างมาก รวมทั้งต้องยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำานวน
มหาศาลให้แก่ผู้ชนะ เนื่องจากเยอรมนีถูกบังคับให้ยอมรับข้อ
กำาหนดของสนธิสัญญานี้โดยไม่มีเงื่อนไข ชาวเยอรมันจึงมีความ
เกลียดชังสนธิสัญญาแวร์ซายส์อย่างมาก และพร้อมที่จะสนับสนุน
- 45.
รัฐบาลของเขาให้ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ เพื่อให้เยอรมนีกลับยิ่ง
ให ญ่อี ก ค รั้ ง ห นึ่ ง เ มื่ อ โ อ ก า ส อำา น ว ย
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 10 ปีแรกหลังสงครามโลก (ค.ศ.
1919 – 1929) เยอรมนียอมปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์
และดำา เนินนโยบายใฝ่สันติภาพอย่างจริงใจ ดังจะเห็นได้ว่า
เยอรมนียอมลงนามในสนธิสัญญาโลคาร์โน ในปี ค.ศ. 1926
ยอมรับสภาพพรมแดนของเยอรมนีกับประเทศเพื่อนบ้าน และในปี
ค.ศ. 1926 เยอรมนีสมัครเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาต
ชาติโดยได้ที่นั่งถาวรในคณะมนตรีในฐานะมหาอำานาจด้วย ต่อ
มาในปี ค.ศ. 1928 เยอรมนีร่วมลงนามในสนธิสัญญาปารีส
ประณามการใช้สงครามเป็นเครื่องมือของนโยบาย แต่ปรากฏว่า
ใน 10 ปี ที่สองหลังสงคราม (ค.ศ. 1930 – 1940 ) เยอรมนีได้
เริ่มบิดพริ้วไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาแวร์ซายส์ โดยไม่ชำาระหนี้
สงครามและหลังจากลาออกจากสันนิบาตชาติในปี ค.ศ. 1933
เยอรมนีก็ฉีกสนธิสัญญาแวซายส์ทิ้ง เริ่มเพิ่มกำาลังรบ ส่งทหารเข้า
ประจำาในแคว้นไรน์ เรียกร้องขออาณานิคมคืน ทำาสัญญาร่วมมือ
กับญี่ปุ่นในการต่อต้านคอมมิวนิสต์สากลในปี ค.ศ. 1936 ขยาย
อิทธิพลเข้าสู่ออสเตรียและเชโกสโลวะเกีย และในที่สุดก็ก่อ
สงครามโลกครั้งที่สอง โดยการบุกโปแลนด์ในเดือนกันยายน
ค .ศ . 1939
สาเหตุสำาคัญที่ทำาให้บทบาทของเยอรมนีในสังคมโลกใน
ระยะ 10 ปีแรก และ 10 ปีที่สองหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แตก
ต่างกัน มีดังนี้คือ
1) ความแตกต่างในทรรศนะและอุดมการณ์ของผู้นำา
ทางการเมือง กล่าวคือ ในระยะ 10 ปีแรกเยอรมนีมีบุคคลที่นิยม
ประชาธิปไตยและใฝ่สันติเป็นผู้นำา เช่น ประธานาธิบดีอีเบิร์ต
(Ebert) นายกรัฐมนตรี สเตรสสมานน์ (Stressmann) จากพรรค
สังคมนิยมประชาธิปไตยเป็นต้น ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าแยอรมนีจะ
ประสบปัญหาเศรษฐกิจเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในระยะนี้ แต่ผู้นำา
เยอรมนีดังกล่าวก็เลือกดำาเนินนโยบายแสวงสันติภาพ และสร้าง
ความมั่นใจให้กับประเทศเพื่อนบ้านว่า เยอรมนีจะอยู่ร่วมกับเขา
อย่างสันติ แต่ในระยะ 10 ปีหลังเยอรมนีได้ผู้นำาใหม่คือ ฮิตเลอร์
และคณะจากพรรคสังคมนิยมแห่งชาติหรือนาซี ซึ่งนิยมเผด็จการ
และยึดมั่นในอุดมการณ์สร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ ด้วยการขยาย
ดินแดนและการใช้กำาลัง จึงทำาให้เยอรมนีในยุคนี้มุ่งขยายอิทธิพล
และแสวงหาดินแดนด้วยการใช้กำาลังและสงครามเป็นเครื่องมือ
- 46.
2) ความแตกต่างกันระหว่างผลประโยชน์ของอังกฤษและ
ฝรั่งเศสกล่าวคือ อังกฤษ ไม่ต้องการให้เยอรมนีอ่อนแอมากเกิน
ไปจนทำาให้ฝรั่งเศสสามารถครอบงำายุโรปได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้
อังกฤษจึงไม่สนับสนุนให้ฝรั่งเศสลงโทษเยอรมนีตามอำาเภอใจ
ตัวอย่างเช่น เมี่อฝรั่งเศสส่งทหารเข้ายึดแคว้นรูห์ ในปี ค.ศ.
1921 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้เยอรมนีชำาระหนี้
สงคราม อังกฤษไม่เห็นด้วย และบีบบังคับให้ฝรั่งเศสถอนทหาร
ออกในที่สุด และต่อมาเมื่อฮิตเลิร์เริ่มละเมิดสัญญาแวร์ซายส์ โดย
การส่งทหารเข้าไปประจำาการในแคว้นไรน์ซึ่งอยู่ติดกับฝรั่งเศส
ซึ่งทำาให้ฝรั่งเศสประท้วงการกระทำาของเยอรมนี แต่อังกฤษกลับ
วางเฉยและอ้างว่า เยอรมนีมีสิทธิ์ที่จะส่งทหารเข้าไปประจำาใน
แคว้นไรน์ได้ เพราะแคว้นไรน์เป็นดินแดนของเยอรมนีเอง การที่
สองมหาอำานาจมีผลประโยชน์แตกต่างกันดังกล่าว จึงทำาให้
เยอรมนีสมัยฮิตเลอร์ได้ใจ และกล้าละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์
อย่างโจ่งแจ้งและก่อสงครามโลกครั้งใหม่ในที่สุด
เรื่องที่ 8.4.3 ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติ
จากที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะพอเห็นได้แล้วว่า องค์การ
สันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการรักษาสันติภาพของโลก
อันเป็นจุดหมายหลัก ซึ่งอาจจะสรุปสาเหตุที่ทำาให้องค์การ
สันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวได้ดังนี้ คือ
1. การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ริเริ่มความคิดใน
การก่อตั้ง และอยู่ในฐานะที่สามารถจะช่วยเหลือองค์การสันนิบาต
ชาติในการรักษาสันติภาพของโลกได้มาก ทำาให้ฐานะของ
องค์การสันนิบาตชาติอ่อนแอลงอย่างมากในสายตาของ
นานาชาติ และไม่สามารถทำาหน้าที่สำาคัญในการรักษาสันติภาพ
ของโลกให้เป็นผลอย่างจริงจังได้
2. ความขัดแย้งในผลประโยชน์ของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่ง
ต่างมุ่งรักษาประโยชน์ของชาติตนมากกว่าผลประโยชน์ร่วมกัน
ของนานาชาติ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำาให้องค์การสันนิบาตชาติ
ทำางานในการลงโทษผู้รุกรานหรือละเมิดสันติภาพของโลกไม่ได้
ผล
3. นโยบายรุกรานของมหาอำานาจบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น
อิตาลี และเยอรมนี ซึ่งอยู่ในฐานะที่ช่วยองค์การสันนิบาตชาติใน
การรักษาสันติภาพของโลกได้มาก เป็นสาเหตุที่สำาคัญที่สุดทำาให้
- 47.
องค์การสันนิบาตชาติประสบความล้มเหลวในการรักษาสันติภาพ
ของโลก
นอกจากนั้นกติกาขององค์การสันนิบาตชาติเองก็มีส่วน
ทำาให้ประสบความล้มเหลวในการทำาหน้าที่รักษาสันติภาพของ
โลก ตัวอย่างเช่น กติกาขององค์การสันนิบาตชาติมิได้ห้าม
สมาชิกใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างกัน
นอกจากนั้นกติกาขององค์การสันนิบาตชาติกำาหนดให้ใช้เสียง
เอกฉันท์ของสมาชิกในคณะมนตรีและสมัชชา แทนที่จะใช้เสียง
ข้างมากเป็นหลักในการลงมติในเรื่องสำาคัญ จึงทำาให้คณะมนตรี
และสมัชชาประสบความลำาบากในการทำาหน้าที่สำาคัญในการ
ล ง โทษผู้รุก ร านสันติภ าพข อ ง โ ล ก ด้ว ย เหตุนี้ก ฎ บัต ร
สหประชาชาติ ซึ่งนักศึกษาจะได้ศึกษาต่อไปจึงมีบทบัญญัติห้าม
ประเทศสมาชิกใช้กำาลังหรือขู่ว่าจะใช้กำาลังอันเป็นการละเมิด
เอกราชทางการเมืองของกันและกัน และเลิกใช้การลงมติด้วย
ค ะ แ น น เ อ ก ฉั น ท์
- 48.
หน่วยที่ 9
สงครามโลกครั้งที่สอง
แผนการสอนประจำาหน่วย
ชุดวิชา สังคมโลก
หน่วยที่ 9 สงครามโลกครั้งที่สอง
ตอนที่
9.1 สภาพทั่วไปและสาเหตุของสงครามครั้งที่สอง
9.2 ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งที่สอง
9.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อสังคมโลก
แนวคิด
1. แม้จะมีองค์การสันนิบาตชาติเป็นองค์การกลางระหว่าง
ประเทศแล้วก็ตาม แต่สภาพการณ์ระหว่างประเทศ ก่อน
สงครามโลกครั้งที่สอง มีสภาพอนาธิปไตย คล้ายกับ
สภาพการณ์ระหว่างประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
อันเป็นผลจากการที่ญี่ปุ่น อิตาลีและเยอรมนีไม่พอใจใน
จำานวนอาณานิคมที่ตนมีอยู่ ได้พยายามจะขยายอิทธิพล
เข้าครอบครองอาณานิคมของประทศอื่นหรือประเทศ
เอกราชที่อ่อนแอ โดยที่องค์การสันนิบาตชาติไม่สามารถ
จะยับยั้งความต้องการของสามประเทศนี้ได้ สภาพการณ์
ระหว่างประเทศดังกล่าวนี้เป็นเหตุสำาคัญของสงครามโลก
ครั้งที่สอง
2. สงครามโลกครั้งที่สองมีขอบเขตกว้างขวางและมีความ
รุนแรงมากกว่าสงครามโลกครั่งที่หนึ่ง รวมทั้งก่อความ
เสียหายอย่างมากแก่ประเทศคู่สงครามทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ
ทั้งนี้เพราะมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมสงครามถึง 29
ประเทศ มีการรบกันดุเดือดใน 3 สมรภูมิ และมีการนำาเอา
อาวุธร้ายแรงมาทำาลายล้างกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมี
การใช้ระเบิดปรมาณูทำาลายชีวิตพลเรือนในเมืองใหญ่
ของญี่ปุ่นด้วย แมักระนั้นก็ดีสงคคามครั้งนี้ไม่ได้ทำาให้
ประเทศผู้ชนะคิดลงโทษประเทศผู้แพ้อย่างรุนแรงเหมือน
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงไม่มีการเดือดแค้นขมขื่น
ระหว่างประเทศผู้ชนะและผู้แพ้มากนักในระยะหลัง
สงคราม
3. สงครามโลกครั้งที่สองได้มีผลกระทบต่อสังคมโลกอย่าง
มากทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งทำาให้
เกิดความคิด ความเชื่อทั้งในหมู่ผู้นำา และประชนชน ของ
- 49.
ประเทศต่าง ๆ ว่าจะต้องเสริมสร้างองค์การระหว่าง
ประเทศให้เข้มแข็งมากกว่าเดิม เพื่อรักษาสันติภาพ
นานาชาติและป้องกันมิให้สงครามใหญ่เกิดขึ้นอีก
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาหน่วยที่ 9 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายลักษณะของสภาพการณ์ระหว่างประเทศก่อนเกิด
สงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกต้อง
2. วิเคราะห์สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกต้อง
3. วิเคราะห์ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองต่อสังคม
โลกได้ทุกด้าน
กิจกรรมการเรียน
1. ทำาแบบประเมินผลตนเองก่อนเรียนหน่วยที่ 9
2. ศึกษาเอกสารการสอนตอนที่ 9.1 – 9.3
3. ปฏิบัติกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายในเอกสารการสอน
4. ฟังรายการวิทยุกระจายเสียง
5. ชมรายการโทรทัศน์
6. เข้ารับการสอนเสริม ณ ศูนย์บริการการศึกษา
7. ทำาแบบประเมินผลตนเองหลังเรียนหน่วยที่ 9
สื่อการสอน
1. เอกสารการสอนหน่วยที่ 9 ตอนที่ 9.1 – 9.3
2. แบบฝึกปฏิบัติประจำาหน่วยที่ 9
3. เทปตลับประกอบชุดวิชา
4. รายการวิทยุกระจายเสียง
5. รายการวิทยุโทรทัศน์
ประเมินผล
1. ประเมินผลตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน
2. ทำากิจกรรมและแนวตอบท้ายเรื่อง
3. การสอบไล่ประจำาภาคการศึกษา
เมื่ออ่านแผนการสอนแล้ว ขอให้ทำาแบบประเมินผลตนเอง
ก่อนเรียนหน่วยที่ 9 ในแบบฝึกปฏิบัติก่อน แล้วจึงศึกษา
เอกสารการสอนต่อไป
ตอนที่ 9.1
สภาพการณ์ทั่วไปและสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สอง
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตอนที่ 9.1 แล้ว
จึงศึกษารายละเอียดต่อไป
- 50.
หัวเรื่อง
9.1.1 สภาพการณ์ทั่วไปก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
9.1.2 โครงสร้างของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่
สอง
9.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครางที่สองและประเทศคู่
สงคราม
แนวคิด
1. สภาพของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มีลักษณะ
อนาธิปไตยคล้ายก่อนสงครามโลกครั้งหนึ่งทั้ง ๆ ที่มี
กติกาขององค์การสันนิบาตชาติเป็นเกณฑ์ในการดำานิน
ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของสังคมโลก
2. มหาอำานาจฝ่ายอักษะเป็นผู้ทำาลายกติกาขององค์การ
สันนิบาตชาติ ส่วนมหาอำานาจอื่นก็ไม่พร้อมที่จะสนับสนุน
องค์การสันนิบาตชาติให้สามารถทำาหน้าที่รักษาความ
มั่นคงปลอดภัยของนานาชาติ
3. สาเหตุสำาคัญของสงครามโลกครั้งที่สองมีหลายประการที่
สำาคัญมี 3 ประการ คือ สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งมุ่ง
ลงโทษเยอรมนีมากเกินไป การมุ่งแสงงหาอาณานิคมของ
ฝ่ายอักษะ และความไม่พร้อมของมหาอำานาจอื่นในอันที่
จะสนับสนุนให้องค์การสันนิบาตชาติระงับความ
ทะเยอทะยานของมหาอำานาจผู้รุกรารเสียแต่เนิ่น ๆ
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 9.1 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายสภาพการณ์ของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่
สองได้
2. อธิบายโครงสร้างของสังคมโลกก่อนสงครามโลกครั้งที่
สองได้
3. อธิบายสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สองได้
ความนำา
สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน
ค.ศ. 1939 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 รวม
เป็นระยะเวลาในการทำาสงครามครั้งนี้เกือบ 6 ปี มีลักษณะคล้าย
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คือเริ่มแรกเป็นสงครามระหว่างปะระเทศ
ในยุโรปเพียง 4 ประเทศคือ เยอรมนีผู้จุดชนวนสงครามโดยการ
บุกโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน กับฝรั่งเศสและอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้
คำ้าประกันโปแลนด์ แต่ภายหลังมีประเทศยุโรปอื่น ๆ และประเทศ
จากเอเชียและอเมริกาเข้าร่วมด้วย รวมเป็นประเทศที่เข้าร่วมใน
- 51.
การสงครามครั้งนี้ถึง 29 ประเทศแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่าย
อักษะ (Axis Powers) มี 3 ประเทศคือ เยอรมนี อิตาลี และญี่
ปุ้น กับฝ่ายสัมพันธมิตร มี 26 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส
สหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกาและจีน เป็นต้น โดยคู่สงครามสอง
ฝ่ายได้ระดมพลเมืองเข้าประจำาการในกองทัพเป็นจำานวนประมาณ
85 ล้านคน และทำาการรบกันอย่างดุเดือดถึง 3 สมรภูมิ คือ
สมรภูมิยุโรป สมรภูมิเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก กับสมรภูมิ
แอฟริกาเหนือ จึงทำาให้สงครามครั้งนี้มีลักษณะเป็นสงครามที่มี
ขอบข่ายกว้างขวาง เนื่องจากในสงครามครั้งนี้คู่สงครามได้นำาเอา
อาวุธร้ายแรงมาใช้ทำาลายล้างกันในสมรภูมิและนำาเอาระเบิด
ปรมาณูมาใช้เป็นอาวุธสงครามทำาลายชีวิตและทรัพย์สินของ
พลเรือนเป็นครั้งแรกอีกด้วย จึงทำาให้สงครามครั้งนี้มีความร้าย
แรงและก่อความเสียหายต่อชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินของคู่สงคราม
มากกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึง 4 เท่า กล่าวคือ คู่สงครามทุก
ฝ่ายเสียชีวิตทหารไปประมาณ 15 ล้านคน และพลเรือนอีกหลาย
ล้านคน มีทหารบาดเจ็บประมาณ 26 ล้าน 5 แสนคน และมี
พลเรือนบาดเจ็บอีกหลายล้านคน ส่วนค่าเสียหายที่คู่สงครามโลก
ครั้งที่สองได้รับทั้งหมดประมาณ 1,154,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
สงครามครั้งนี้สิ้นสุดลงโดยฝ่ายอักษะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยิน
และถูกฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะแบ่งแยกและยึดครองดินแดน
และเนื่องจากฝ่ายชนะเองมีวัตถุประสงค์ขัดกันเกี่ยวกับการปฏิบัติ
ต่อผู้แพ้ จึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคมโลกอย่าง
มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อฐานะของทั้งผู้ชนะและผู้แพ้คล้ายกับที่
เ กิ ด ขึ้ น ห ลั ง ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ ง ที่ ห นึ่ ง
สภาพทั่วไปในช่วงเวลาก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะ
ระเบิดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 นั้น มีส่วนสำาคัญอย่าง
มากที่ส่งผลให้เกิดสงครามที่มีขอบข่ายกว้างขวางครอบคลุมหลาย
ส่วนของโลก โดยมีประเทศต่าง ๆจากหลายทวีปเข้าร่วมใน
สงครามครั้งนี้ด้วยถึง 29 ประเทศ และคงจะพอเห็นได้จากที่กล่าว
ไว้ในหน่วยก่อนแล้วว่า ปรากฏการณ์ที่สำาคัญที่สุดในระยะนั้นที่
เป็นชนวนนำาไปสู่สงคราม ก็คือความต้องการของมหาอำานายฝ่าย
อักษะที่จะขยายดินแดนและอิทธิพลเข้าไปในดินแดนที่อ่อนแอกว่า
โดยองค์การสันนิบาตชาติไม่มีความสามารถพอที่จะยับยั้ง
แผนการขยายดินแดนและอิทธิพลของฝ่ายอักษะได้เนื่องจาก
มหาอำานาจอื่น คืออังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีขีดความสามารถเพียง
พอที่จะช่วยองค์การสันนิบาตชาติให้ทำาหน้าที่ลงโทษผู้รุกรานได้
กลับคำานึงถึงผลประโยชน์เฉพาะของตนมากเกินไปและไม่เต็มใจ
- 52.
ที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของโลก กว่าอังกฤษจะตกลง
ใจใช้พลังอำานาจและอิทธิพลของตนเข้ายับยั้งแผนการขยายดิน
แดนของฝ่ายอักษะทุกอย่างก็สายไปแล้ว เนื่องจากฝ่ายอักษะได้
ตัดสินใจใช้สงครามเป็นเครื่องมือของนโยบายขยายดินแดนเสีย
แ ล้ ว
เรื่องที่ 9.1.1 สภาพการณ์ทั่วไปก่อนสงครามโลกครั้งที่
สอง
ดังได้กล่าวไว้แล้วในหน่วยที่ 8 ว่า นับตั้งแต่อิตาลี ญี่ปุ่น
และเยอรมนี มีผู้นำาที่มีความเชื่อในการใช้กำาลังเพื่อขยายดินแดน
และสร้างจักรวรรดิของตนขึ้น ทั้ง 3 ประเทศนั้นได้ปฏิบัติการละ
เมิดสัญญาแวร์ซายส์และกติกาขององค์การสันนิบาตชาติตลอด
เวลา โดยที่อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศคู่สนธิสัญญาและ
เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติไม่กล้าพอที่จะใช้กำาลัง
บังคับให้ทั้ง 3 ประเทศงดเว้นการละเมิดสนธิสัญญาและกติกาของ
องค์การสันนิบาตชาติได้ จึงยังผลให้ทั้ง 3 ประเทศมีความกล้า
มากขึ้นที่จะดำาเนินนโยบายขยายดินแดนต่อไป และไม่ยอมปฏิบัติ
ตามกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ ซึ่งพวกเขาขอถอนตัวออก
จากการเป็นสมาชิก ด้วยเหตุนี้ สภาพการณ์ทั่วไปก่อนเกิด
สงครามโลกครั้งที่สองจึงมีลักษณะคล้ายกับสภาพการณ์ทั่วไปก่อน
เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ อ นา ธิป ไ ต ย ร ะ ห ว่า ง ช า ติ
(international anarchy) โดยที่กติกาขององค์การสันนิบาต
ชาติอันเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่สำาคัญในขณะนั้น ไม่
สามารถให้ความคุ้มครองแก่เอกราชทางการเมืองและบูรณภาพ
แห่งดินแดนของประเทศภาคีกติกาขององค์การสันนิบาตชาติได้
และเนื่องจากอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
ซึ่งเป็นมหาอำานาจอยู่ในขณะนั้นมิได้ผนึกกำาลังกันเพื่อยับยั้ง
พฤติกรรมรุกรานของ 3 ประเทศ ซึ่งประสานนโยบายกันอย่าง
ใกล้ชิด จึงยังผลให้สภาพการณ์ทั่วไปก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่
สอง เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ที่ 3 ประเทศดังกล่าวเป็นผู้ก่อขึ้น และ
ได้รับผลสำาเร็จจากวิกฤตการณ์นั้นทุกครั้ง ดังจะได้กล่าวต่อไป คือ
1. วิกฤตการณ์ในเอเชียตะวันออก
เป็นวิกฤตการณ์ที่ญึ่ปุ่นจงใจสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นข้ออ้างใน
การขยายอิทธิพลเข้าสู่จีน ซึ่งยังคงสภาพเป็นยักษ์หลับแห่งเอเชีย
วิกฤตการณ์นี้เริ่มขึ้นโดยการที่ญี่ปุ่นยกเอาการระเบิดทางรถไฟ
ของญี่ปุ่นในแมนจูเรียเป็นสาเหตุที่ทำาให้ญี่ปุ่นต้องส่งทหารเข้าไป
ในแมนจูเรียเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินจำานวนมากของตนใน
ดินแดนดังกล่าว แม้รัฐบาลจีนของพรรคชาตินิยมจะประท้วงการก
- 53.
ระทำาของญี่ปุ่นอย่างรุนแรง และร้องขอให้องค์การสันนิบาตชาติ
ช่วยเหลือแต่ญี่ปุ่นก็ไม่สนใจและดำาเนินการตามแผนต่อไปโดย
สนับสนุนพระเจ้าซวนท้ง หรือพระเจ้าปูยี กษัตริย์ไร้บัลลังก์ของจีน
ให้เป็นประมุขของแมนจูเรีย ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นแมนจูกัว ในปี
ค.ศ. 1932 โดยแมนจูกัวขอให้ญี่ปุ่นตั้งกองทหารไว้ในดินแดน
ของตนได้ แม้ว่าประเทศส่วนมากไม่ยอมรับรู้ฐานะของแมนจูกัว
และสมัชชาขององค์การสันนิบาติชาติจะลงมติตามรายงานของ
คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงประนามการกระทำาของญี่ปุ่นใน
แมนจูเรียว่า เป็นการรุกรานแต่ญี่ปุ่นก็มิได้หยุดยั้ง แผนการครอบ
ครองแมนจูเรียและได้ประกาศลาออกจากองค์การสันนิบาตชาติ
หลังจากได้อำานาจมั่นคงในแมนจูเรียแล้ว ญี่ปุ่นก็เริ่มแผนขั้น
ต่อไปอันที่จะเข้ายึดครองภาคเหนือของจีน ซึ่งยังอ่อนแอเพราะ
สงครามการเมืองระหว่างรัฐบาลพรรคชาตินิยมกับพรรคอมมิ
วนิสต์ ทั้งนี้โดยการบีบบังคับให้จีนเลิกต่อต้านสินค้าญี่ปุ้นและแต่ง
ตั้งข้าราชการที่ไม่ต่อต้านญี่ปุ่นไปประจำาในจังหวัดภาคเหนือ ต่อ
มาไม่ช้าญี่ปุ่นอ้างเอาเหตุการณ์ของการปะทะกันระหว่างกอง
ทหารญี่ปุ่นและกองทหารจีนที่รักษาการอยู่ที่สะพานมาร์โคโปโล
ใกล้เมืองปักเผง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 เป็นสาเหตุใน
การบุกเข้ายึดเมืองปักเผงและเมืองอื่น ๆ เรื่อย ลงมาทางใต้จนถึง
เมืองนานกิง ยังผลให้รัฐบาลของจีนชาตินิยม นำาโดยจอมพล
เจียงไคเช็ค ต้องย้ายเมืองหลวงของตนไปอยู่ชั่วคราว ณ เมืองจง
กิง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปทางด้านตะวันตกของจีนปรากฏว่านานาชาติ
มิได้ตอบสนองการร้องขอความช่วยเหลือของจีนซึ่งถูกรุกรานเลย
จึงยังผลให้ญี่ปุ่นสามารถยึดหัวเมืองทางด้านตะวันออกของจีนและ
เกาะไหหลำาได้ทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1938 พร้อมทั้งมีแผนการที่
จะเข้ายึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป ซึ่งมีผลทำาให้ญี่ปุ่น
ต้องปะทะกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษอันเป็นชนวนนำา ไปสู่
ส ง ค ร า ม ร ะ ห ว่า ง ส ห รัฐ อ เ ม ริก า แ ล ะ ญี่ปุ่น ใ น ที่สุด
2. วิกฤตการณ์เอธิโอเปีย
เป็นวิกฤตการณ์ที่อิตาลีจงใจสร้างขึ้นเพื่อขยายอิทธิพลเข้า
ครอบงำาประเทศเอธิโอเปียอันเป็นประเทศที่ล้าหลังและเป็นเอกราช
เพียงประเทศเดียวในแอฟริกาและมีทรัพยากรธรรมชาติเช่น
ถ่านหินและป่าไม้อยู่มาก ซึ่งอิตาลีอยากได้มาเพิ่มพูนฐานะของตน
ให้เข็มแข็ง วิกฤตการณ์ครั้งนี้เริ่มขึ้นโดยอิตาลีถือเอาการปะทะกัน
ระหว่างกองทหารของตนกับกองทหารเอธิโอเปียในเดือนธันวาคม
ค.ศ. 1934 ที่เมืองวัลวัล (Walwal) อันเมืองเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ตรง
พรมแดนของโซมาเลียและอิตาลี เป็นสาเหตุในการส่งทหารเข้า
- 54.
บุกเอธิโอเปีย เพื่อบังคับให้กษัตริย์ไฮเลเซลัสซี ของเอธิโอเปียรับ
ผิดชอบต่อการกระทำาของทหารของตนที่ยิงทหารอิตาลี แม้ว่า
อังกฤษและฝรั่งเศสจะพยายามประนีประนอมกับอิตาลีโดยเสนอจะ
ให้อิตาลีมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเอธิโอเปีย แต่
อิตาลีไม่ยอมและส่งทหารเข้าบุกเอธิโอเปียในเดือนตุลาคม ค.ศ.
1935 และแม้ว่าองค์การสันนิบาตชาติจะช่วยเอธิโอเปียโดยการ
ประนามว่า อิตาลีเป็นผู้รุกราน และให้สามชิกช่วยกันลงโทษอิตาลี
โดยไม่ทำาการซื้อขายกับอิตาลี ซึ่งปรากฏว่ามีประเทศต่าง ๆ ถึง
50 ประเทศให้ความร่วมมือ แต่เนื่องจากการห้ามค้านั้นไม่ได้ห้าม
ไปถึงสินค้านำ้ามัน อันเป็นอุปกรณ์สำาคัญในการทำาสงคราม
อิตาลีจึงมีเชื้อเพลิงมากพอที่จะทำาสงครามต่อไปได้ และสามารถ
เข้ายึดเมืองแอดดิส อาบาบาเมืองหลวงของเอธิโอเปียได้ในวันที่ 5
พฤษภาคม ค.ศ. 1936 พร้อมกันนั้นก็ประกาศเอาเอธิโอเปียเป็น
อาณานิคมของตน ฝ่ายพระเจ้าไฮเลเซลัสซีหนีไปตั้งรัฐบาลพลัด
ถิ่นที่อังกฤษ หลังจากนั้นองค์การสันนิบาตชาติก็ยกเลิกการ
ลงโทษอิตาลี อันมีผลทำาให้อิตาลีสามารถครอบครองเอธิโอเปียต่อ
ไปอย่างชอบธรรม เหตุการณ์เช่นนี้เป็นการแสดงถึงความอ่อนแอ
ขององค์การสันนิบาตชาติอย่างเห็นได้ชัด ที่ไม่สามารถคุ้มครอง
เอกราชทางการเมือของสมาชิกของตนได้ และทำาให้อิตาลีได้ใจ
โดยเข้ายึดครองแอลเบเนียอีกประเทศหนึ่งในเดือนเมษายน ค.ศ.
1939
3. วิกฤตการณ์โปแลนด์
เป็นวิกฤตการณ์สุดท้ายที่ฮิตเลอร์จงใจก่อขึ้นในเดือน
สิงหาคม ค.ศ. 1939 เพื่อทำาลายโครงสร้างของสังคมในยุโรป
กลาง ซึ่งกำาหนดขึ้นโดยสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และเพื่อสร้าง
ระเบียบใหม่ในยุโรปกลางตามที่เขาวางแผนไว้ และได้ประกาศ
แผนนี้ให้โลกรู้มานานแล้วในหนังสือชื่อ การต่อสู้ของข้าพเจ้า
(Mein Kampf) ซึ่งเขาได้เขียนขึ้นในระหว่างอยู่ในคุก แต่แนื่อง
จากโปแลนด์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษและฝรั่งเศสไม่ยอม
เจรจากับฮิตเลอร์แต่โดยดี เหมือนกับที่เชโกสโลวะเกียยอมมอบ
แคว้นสุเดเต็น ซึ่งมีชาวเยอรมัน 3 ล้านคน อาศัยอยู่ให้แก่ฮิตเลอร์
และยอมถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในเดือนมีนาคม
ค.ศ. 1938 จึงยังผบให้วิกฤตการณ์โปแลนด์กลายเป็นชนวนที่นำา
ไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ดังจะกล่าวถึงวิกฤตการณ์โปแลนด์
โ ด ย สั ง เ ข ป ดั ง ต่ อ ไ ป นี้
สนธิสัญญาแวร์ซายส์ ได้กำาหนดให้เยอรมนียกดินแดนภาค
ตะวันออกให้โปแลนด์ไปหลายแห่ง รวมทั้งไซลีเซียเหนือซึ่งมี
- 55.
ถ่านหินอยู่มาก นอกจากนั้นการที่สนธิสัญญาแวร์ซายส์สร้าสง
ฉนวนโปแลนด์(Polish Corridor) ผ่านดินแดนภาคตะวันออก
ของเยอรมนีเพื่อให้โปแลนด์มีทางออกไปสู่ทะเลบอลติกที่เมืองดาน
ซิก ซึ่งเยอรมนีถูกบังคับให้ยกดินแดนดังกล่าวให้โปแลนด์ เพื่อใช้
ประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังผลให้ปรัสเซียตะวันออกถูกแยกออก
จากส่วนอื่นของของเยอรมนี ซึ่งฮิตเลอร์ถือว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจ
ยอมรับได้ต่อไป ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1939 เขาเริ่มเรียกร้อง
ให้โปแลนด์คืนเมืองดานซิกให้แก่เยอรมนีและยอมให้เยอรมนี
ตัดถนนยานยนต์ผ่านฉนวนโปแลนด์ไปยังปรัสเซียตะวันออกได้
สะดวก หากโปแลนด์ยอมตามที่เขาขอ เขายินดีที่จะคำ้าประกัน
พรมแดนด้านนี้ และจะให้โปแลนด์ใช้เมืองท่าดานซิกโดยเสรีด้วย
แต่โปแลนด์ซึ่งได้ทำาสนธิสัญญาช่วยเหบือซึ่งกันและกันกับอังกฤษ
และฝรั่งเศสไว้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ค.ศ. 1939 แล้วไม่ยอม
เจรจาด้วย หลังจากนั้นฮิตเลอร์จึงเพิ่มความกดดันโดยการทำาสนธิ
สัญญาพันธมิตรกับอิตาลีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 โดยทั้ง
สองฝ่ายสัญญาว่าจะช่วยเหลือกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทหาร
ในกรณีที่ประเทศหนึ่งทำาสงครามกับประเทศที่สาม และจะไม่ยอม
แยกทำาสนธิสัญญาสันติภาพแยกต่างหากจากกันเป็นการแสดงว่า
เยอรมนีพร้อมจะทำาสงครามกับประเทศอื่นที่ขัดขวางความต้องการ
ข อ ง ต น
ด้วยเหตุนี้อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งได้ตกลงใจที่จะไม่เอาใจ
เยอรมนีอีกต่อไปแล้ว จึงแสดงเจตนาที่จะยับยั้งแผนการขยาย
อิทธิพลของเยอรมนี โดยส่งผู้แทนทางทหารไปยังกรุงมอสโก โดย
มีวัตถุประสงค์ที่จะดึงเอาสหภาพโซเวียตเข้าร่วมมือในการยับยั้ง
เยอรมนีด้วย ในขณะเดียวกันเยอรมนีก็ดำาเนินการเจรจากับ
สหภาพโซเวียตเช่นกัน และไดมีการทำาสัญญาการพาณิชย์ต่อกัน
ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1939 โดยสหภาพโซเวียตสัญญาจะ
ส่งวัตถุดิบให้แก่เยอรมนีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าสำาเร็จรูป ต่อมา
ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1939 สองประเทศทำาสนธิสัญญาไม่
รุกรานกัน โดยแต่ละฝ่ายสัญญาว่าจะวางตนเป็นกลางในกรณีที่
อีกฝ่ายหนึ่งทำาสงครามกับประเทศที่สาม และได้มีการทำาพิธีสาร
ลับต่อท้ายสนธิสัญญานี้ไว้ด้วย โดยทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งโปแลนด์
ฝ่ายละครึ่ง ในกรณีที่เยอรมนีบุกโปแลนด์ นอกจากนั้นเยอรมนี
ยินยอมให้สหภาพโซเวียตผนวกประเทศเล็ก ๆ ริมฝั่งทะเลบอลติก
คื อ แ ล ต เ วีย เ อ ส โ ต เ นี ย แ ล ะ ลิธั ว เ นี ย ใ ต้
ดังนั้น แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะยืนยันรับรองความปลอดภัย
ให้แก่โปแลนด์อีก แต่เนื่องจากเยอรมนีซึ่งมีความมั่นใจใน
- 56.
พรมแดนด้านตะวันออกของตนว่าจะไม่ถูกสหภาพโซเวียตดจมตี
ไตัดสินใจที่จะทำาสงครามกับอังกฤษและฝรั่งเศสแล้ว จึงดำาเนิน
การตามแผนการรุกรานโปแลนด์ต่อไป โดยยื่นคำาขาดให้โปแลนด์
ส่งผู้แทนมาเจรจากับตนที่เบอร์ลินในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.
1939 อังกฤษซึ่งยังหวังที่จะมีสันติภาพต่อพยายามอีครังหนึ่งโดย
กา รขอให้ทูตโปแลนด์ในเบอร์ลินเจรจากับ ริบินทรอป
(Ribintrop) รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนีซึ่งก็ไม่ได้ผลแต่
ประการใด เพราะทูตโปแลนด์ไม่มีอำานาจในการเจรจา ฮิตเลอร์จึง
ยกเอาไปเป็นข้ออ้างว่าโปแลนด์ไม่ยอมรับข้อเสนอของเยอรมนี
แม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นในเช้าวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939
เยอรมนีจึงส่งทหารเข้าบุกโปแลนด์ และหลังจากที่เยอรมนีไม่ยอม
ปฏิบัติตามคำาขอร้องของอังกฤษและฝรั่งเศสที่ให้ถอนทหารออก
จากโปแลนด์ภายใน 24 ชั่วโมง อังกฤษและฝรั่งเศสจึงประกาศ
สงครามกับเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 สงครามโลก
ครั้งที่สองจึงระเบิดขึ้นที่ยุโรปอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับสงครามโลก
ครั้งที่หนึ่ง และขยายไปสู่แอฟริกาหลังจากที่อิตาลีเข้าร่วมสงคราม
กับเยอรมนีในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 ต่อมาก็ขยายเข้าไปสู่
ดินแดนสหภาพโซเวียตในเดือนเดียวกันอันเป็นผลจากการที่
เยอรมนีโจมตีสหภาพโซเวียต และในที่สุดสงครามครั้งนี้ก็ขยาย
กลายเป็นสงครามโลกจริง ๆ เมื่อญี่ปุ่นพันธมิตรอีกประเทศหนึ่ง
ของฝ่ายอักษะตัดสินใจโจมตีฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ลของ
สหรัฐอเมริกาซึ่งคอยขัดขวางการขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นในจีน
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 อีก
4 วันต่อมาเยอรมนีและอิตาลีก็ปฏิบัติตามพันธะที่มีต่อญี่ปุ่นด้วย
ก า ร ป ร ะ ก า ศ ส ง ค ร า ม กั บ ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า
เรื่องที่ 9.1.2 โครงสร้างของสังคมโลกก่อนสงครามโลก
ครั้งที่สอง
จากที่กล่าวข้างต้น คงพอจะเห็นได้แล้วว่า โครงสร้างของ
สังคมโลกก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง มีลักษณะคล้ายกับสภาพ
การณ์ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหลายประการ และมีความ
แ ต ก ต่า ง กัน เ พีย ง เ ล็ก น้อ ย ดัง จ ะ ชี้ใ ห้เ ห็น ดัง ต่อ ไ ป นี้
1. มีมหาอำานาจทั้งหมด 7 ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส
สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี มีพลัง
อำานาจใกล้เคียงกัน แต่มีผลประโยชน์แตกต่างกันและหลายอย่าง
ขัดกัน ซึ่งเป็นส่วนที่คลายกับสภาพการณ์ก่อนเกิดสงครามโลก
ครั้งที่หนึ่งคือ
- 57.
1.1 อังกฤษและฝรั่งเศสมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก จึงพใจใน
สภาพของโครงสร้างของสังคมโลกที่สนธิสัญญาแวร์ซายส์กำาหนด
ขึ้นและต้องการรักษาไว้
1.2 สหรัฐอเมริกาก็มีความพอใจในโครงสร้างที่เป็นอยู่แลบ
ะไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวหรือลิดรอนผลประโโยชน์ของใคร
1.3 สหภาพโซเวียตแม้จะไม่พอใจในโครงสร้างของสังคม
โลกที่เป็นอยู่ และต้องการส่งเสริมการปฏิวัติเปลี่ยนสังคมโลกให้
เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ก็ต้องเปลี่ยนยุทธวิธีหันมาสร้างระบบ
คอมมิวนิสต์ในประเทศของตนให้เข้มแข็ง และงดเว้นการ
แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อมีโอกาส
สหภาพโซเวียตก็ไม่รีรอที่จะใช้กำาลังรุกรานเพื่อนบ้าน คือ
ฟินแลนด์ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1939 ยังผลให้สหภาพโซเวียต
ถูกองค์การสันนิบาตชาติไล่ออกจากสมาชิกภาพ
1.4 เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี มีอาณานิคมอยู่น้อย และ
ต้องการมีอาณานิคมมากขึ้น จีงไม่พอใจในโครงสร้างของสังคม
โลกที่เป็นอยู่ และพร้อมที่จะใช้กำาลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขอ
สังคมโลกที่เป็นอยู่เสียใหม่
2. มีประเทศเอกราชเข้ามีส่วนร่วมในกิจการของสังคมโลก
มากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง องค์การ
สันนิบาตชาติมีสมาชิกรวมกันถึง 60 ประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะดิน
แดนในอาณัติและที่อยู่ใต้อำานาจของประเทศอื่นได้รับเอกราช
และเป็นอิสระจากอิทธิพลของประเทศอื่นมีมากขึ้น เช่น อิรัก
เลบานอน และซีเรีย หลุดจากการเป็นดินแดนในอาณัติของ
อังกฤษและฝรั่งเศส และเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ
โดยมีเสียง 1 เสียง ในที่ประชุมสมัชชาขององค์การสันนิบาตชาติ
เท่ากับประเทศมหาอำานาจ ส่วนไทยสามารถเจรจาให้ประเทสมหา
อำานาจแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ทำาไว้กับไทยในอดีตได้
สำาเร็จ ยังผลให้ไทยมีเอกราชและมีศักดิ์ศรีเท่ากับประเทศอื่นใน
สังคมโลก สภาพการณ์ดังกล่าวนี้แตกต่างจากสภาพการณ์ก่อน
เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งมีประเทศเอกราชอยู่
3. องค์การสันนิบาตชาติอันเป็นศูนย์กลางของนานาชาติ
ซึ่งไม่เคยมีอยู่ในสังคมโลกก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้
พยายามที่จะรักษาสันติภาพของโลกและผลประโยชน์ของทุกชาติ
อย่างเสมอหน้า แต่ต้องประสบความล้มเหลวเนื่องจากไม่ได้รับการ
สนับสนุนจากมหาอำานาจอย่างจริงจังและจริงใจ
4. มหาอำานาจฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานภาพที่เป็นอยู่เช่น
อังกฤษและฝรั่งเศสขาดการรวมตัวกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมี
- 58.
วัตถุประสงค์ไม่ตรงกันและไม่พร้อมที่จะใช้กำาลังรักษาผล
ประโยชน์ส่วนรวมของโลก ในขณะที่มหาอำานาจฝ่ายที่ต้องการ
เปลี่ยนแปลงสถานภาพที่เป็นอยู่ เช่น เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
ประสานนโยบายและสนับสนุนการกระทำาของกันและกันอย่างเปิด
เผย
อาจกล่าวได้ว่า โครงสร้างของสังคมโลกตามลักษณะที่กล่าว
มานี้มีความเปราะบางอยู่มาก และไม่สามารถต้านทานแรงกดดัน
จากมหาอำานาจที่พร้อมจะใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการทำาลาย
โครงสร้างที่เนอยู่เพื่อสร้างสังคมโลกขึ้นใหม่ตามแนวทางที่พวก
เขาปรารถนา โดยดำาเนินการสร้างวิกฤตการณ์เพื่อทดสอบความ
สามารถขององค์การสันนิบาตชาติและมหาอำานาจว่า ต้องรักษา
สถานภาพที่เป็นอยู่อย่างจริงจังเพียงใด ดังจะเห็นได้จาก
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะ 10 ปีก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
ดังกล่าวแล้ว ซึ่งปรากฎว่ามหาอำานาจโดยเฉพาะอังกฤษและ
ฝรั่งเศสไม่เต็มใจที่จะใช้กำาลังอำานาจของตนรักษาโครงสร้างของ
สังคมโลกที่เป็นอยู่ในขณะนั้น อย่างจริงจังเสียแต่แรก และ
พยายามเอาใจมหาอำานาจผู้รุกรานมากเกินไป จนทำาให้ผู้รุกราน
เหล่านั้นไ ด้ใ จ แ ล ะ คิด จ ะ ส ร้า ง ร ะ เ บีย บ ใหม่ขึ้นในโ ล ก
เรื่องที่ 9.1.3 สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่สองและ
ประเทศคู่สงคราม
จากการที่กล่าวมาข้างต้นได้แล้วว่า สงครามโลกครั้งที่สอง
เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
1. สนธิสัญญาแวร์ซายส์เป็นสาเหตุสำาคัญที่ทำาให้เยอรมนี
ไม่พอใจและขมขื่นต่อข้อกำาหนดต่าง ๆ ซึ่งมุ่งลงโทษเยอรมนี
อย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพรมแดนด้านตะวันออกที่
เยอรมนีต้องยอมให้โปแลนด์ใช้เป็นทางผ่านไปสู่เมืองชายทะเลได้
อันเป็นสิ่งที่มหาอำานาจอย่างเยอรมนีไม่อาจรับได้ ยังผลให้ให้
เยอรมนีใช้เป็นข้ออ้างในการก่อสงคราม
2. ความไม่พอใจของฝ่ายอักษะคือเยอรมนี อิตาลี และ
ญี่ปุ่น ต่อสถานภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้น คือประเทศเหล่านี้มีดิน
แดนสำาหรับเป็นแหล่งทรัพยากรและระบายพลเมืองที่เพิ่มขึ้นอยู่
น้อยกว่าประเทศมหาอำานาจอื่นอย่างมาก จึงต้องการยกฐานะให้
สูงขึ้น โดยการใช้สงครามเป็นเครื่องมือ
3. ความผิดพลาดในการดำาเนินนโยบายของังกฤษและ
ฝรั่งเศส ซึ่งมุ่งเอาใจเยอรมนีมากเกินไปในระยะแรก จึงยังผลให้
- 59.
เยอรมนีได้ใจและเข้าใจผิดว่าอังกฤษและฝรั่งเศสไม่กล้าทำา
สงครามกับตน
4.การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาออกจากองค์การสันิบาต
ชาติและความขัดแย้งในผลประโยชน์ของอังกฤษและฝรั่งเศส
ทำาให้องค์การสันนิบาตชาติอ่อนแอมากจนไม่สามารถทำาหน้าที่คำ้า
ประกันบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชทางการเมืองของสมาชิก
และลงโทษผู้รุกรานอย่างมีประสิทธิผลได้ จึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายอักษะ
กล้าใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดำาเนินนโยบายขยายดินแดน
โดยไม่หวั่นเกรงต่อผลที่จะตามมา
5. การฉวยโอกาสของสหภาพโซเวียตในการแสวงหา
ความมั่นคงให้แก่ตน โดยทำาสนธิสัญญาไม่รุกรานกับเยอรมนีซึ่งมี
ข้อตกลงแบ่งเขตอิทธิพลในโปแลนด์ สนธิสัญญานี้มีส่วนสำาคัญที่
ทำาให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจบุกโปแลนด์ ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสประกาศ
ให้ความคุ้มครอง จนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองติดตามมา
หลังจากที่อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนี
แล้ว บรรดาประเทศที่สังกัดอยู่ในจักรภพอังกฤษ เช่น อินเดีย
แคนาดา สหภาพแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้
ประกาศสงครามกับเยอรมนีด้วยเหมือนกับที่พวกเขาเคยทำาใน
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงทำาให้ฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะ
อังกฤษได้เปรียบเยอรมนีมากทั้งในด้านพื้นที่ ทรัพยากร และ
ประชากร เยอรมนีจึงพยายามแก้ข้อเสียเปรียบโดยการบุกเข้ายึด
ประเทศต่าง ๆ ที่ตนต้องการใช้เป็นฐานทัพหรือแหล่งทรัพยากร
โดยรวดเร็ว ซึ่งปรากฏว่าเยอรมนียึดโปแลนด์ได้อย่างรวดเร็ว
ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือนและหลังจากที่ไม่สามารถขอให้อังกฤษ
และฝรั่งเศสเจรจาสันติภาพกับตนได้สำาเร็จเยอรมนี จึงแจ้งแก่
พระเจ้าคริสเตียน (Christain) แห่งเดนมาร์กและพระเจ้าอาร์กอน
(Argon) แห่งนอรเวว่า เยอรมนีจำา เป็นต้องเข้ายึดครองสอง
ประเทศนั้นเพื่อมิให้ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายพันธมิตร จึงขอให้
ประเทศทั้งสองยอมแต่โดยดี เมื่อพระเจ้าคริสเตียนทรงยินยอม
เดนมาร์กจึงตกเป็นรัฐในอารักขาของเยอรมนี ส่วนพระเจ้อาร์กอน
ไม่ยินยอม เยอรมนีจึงบุกเข้ายึดนอร์เวย์ โดยรวดเร็วในเดือน
เมษายน ค.ศ. 1940 พระเจ้าอาร์กอนหนีไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นใน
อังกฤษ หลังจากนั้นเยอรมนีก็บุกเข้ายึด เบลเยี่ยม
เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบอร์กในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940
และมุ่งเข้าตีกองทัพอังกฤษที่ส่งมาช่วยจนแตกพ่ายหนีไปลงเรือที่
เมืองดันเคิร์ก (Dunkirk) กลังอังกฤษ จากนั้นกองทัพเยอรมันก็มุ่ง
- 60.
เข้าสู่ฝรั่งเศสทันที และสามารถบังคับให้ฝรั่งเศสยอมจำานนได้ใน
วัน ที่ 22 มิ ถุ น า ย น ค .ศ . 1940
ในช่วงที่เยอรมนีกำาลังประสบชัยชนะนี้เอง อิตาลีก็กระโดด
เข้าร่วมกับฝ่ายเยอรมนีด้วย ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940
ตามมาด้วยฮังการี โรมาเนีย และบัลแกเรีย ซึ่งเข้าร่วมกับเยอรมนี
จึงทำาให้เยอรมนีเข้มแข็งขึ้น และหันไปใช้กำาลังทางอากาศโจมตี
เกาะอังกฤษอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้อังกฤษยอมจำานน แต่เมื่อทำา
ไม่สำาเร็จเยอรมนีก็ทำาผิดซำ้าเป็นครั้งที่สอง นั่นคือการบุกเข้าตี
สหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 ซึ่งยังผลให้
เยอรมนีต้องทำาศึกสองแนวเหมือนในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อัน
เป็นสิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการหลีกเลี่ยงในตอนแรก โดยทำาสนธิ
สัญญาไม่รุกรานกับสหภาพโซเวียตก่อนที่เข้าจะบุกโปแลนด์
หลังจากที่ฮิตเลอร์ส่งทหารเข้าบุกสหภาพโซเวียต วินสตัน เชอร์
ชิล (Winstom Churchill) นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศว่า “เราจะ
ชนะสงคราม” เหตุผลที่ทำาให้วินสตัน เชอร์ชิลเชื่อเช่นนั้นก็คือ
สหภาพโซเวียตมีประชากรและทรัพยากรมากรวมทั้งมีดินแดน
กว้างใหญ่ไพศาล ตลอดจนมีฤดูหนาวอันรุนแรงจึงทำาให้ยากแก่
ต่างชาติที่จะยึดครองได้เด็ดขาด และก็เป็นจริงเช่นนั้น ดังจะเห็น
ได้ว่าแม้ว่าเยอรมนีจะใช้กำาลังทหารมากมายหลายแสนคนเข้าตี
สหภาพโซเวียตเป็นแนวกว้างกว่า 2,000 กิโลเมตร และตีลึก
เข้าไปจนเกือบถึง เลนินกราด แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะสหภาพ
โซเวียตได้ และต้องสูญเสียชีวิตทหารไปเป็นจำานวนมาก ในการ
ร บ ต ล อ ด ฤ ดู ห น า ว ข อ ง ปี ค .ศ . 1940 – 1941
ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นทำาสงครามกับสหรัฐอเมริกาแล้วในเดือน
ธันวาคม ค.ศ. 1941 ฮิตเลอร์ ก็ทำาผิดซำ้าอีกโดยการประกาศ
สงครามกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำาให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสามารถส่ง
ทหารมาช่วยอังกฤษรบในสมรภูมิแอฟริกาและยุดรปได้ รวมทั้ง
เป็นการเพิ่มกำาลังสำารองให้แก่ฝ่ายพันธมิตรอย่างมาก หลังจากนั้น
มีประเทศอื่นในอเมริกาใต้อีกหลายประเทศ เช่น คิวบาและเวเนซู
เอลา เป็นต้น ประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะคือเยอรมนี อิตาลี และ
ญี่ปุ่นด้วย คงมีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านี้นที่เข้าข้างฝ่า
ยอักษะดดยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเมื่อวันที่
5 ม ก ร า ค า ค .ศ . 1942
จึงสรุปได้ว่า ในสงครามครั้งนี้ฝ่ายอักษะมีเพียง 3 ประเทศ
เท่านั้นที่มีกำาลังมาก และทำาการรบจริง ๆ คือเยอรมนี อิตาลี และ
ญี่ปุ่นประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วมด้วยไม่สามารถช่วยได้มากนัก
เนื่องจากอยู่ในภาวะจำายอมให้เข้าร่วมด้วย เช่น ไทย เป็นต้น ตรง
- 61.
กันข้ามฝ่ายพันธมิตรซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นฝ่าย “สหประชาชาติ”
ตามคำาแถลงของประธานาธิบดีรูสเวลท์มีประเทศที่เป็นแกนถึง 4
ประเทศ คืออังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา
และมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมรบด้วยอย่างจริงจังอีกหลายประเทศ
เช่น แคนาดาออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น รวมเป็นประเทศ
ที่เข้า ร่วมรบในส งคร ามครั้งนี้เป็นจำา นวน 29 ปร ะ เทศ
ตอนที่ 9.2
ขอบเขตและลักษณะของสงครามโลกครั้งที่สอง
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตอนที่ 9.2 แล้ว
จึงศึกษารายละเอียดต่อไป
หัวเรื่อง
9.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
9.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
9.2.3 การสงบศึกและการสร้างสันติภาพ
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่สองมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมดิน
แดนต่าง ๆ ในส่วนของโลกมากกว่าสงครามโลกครั้งที่
หนึ่ง และรบกันดุเดือดถึง 3 สมรภูมิ คือ สมรภูมิยุโรป
สมรภูมิแอฟริกาเหนือและยุโรปตอนใต้ และสมรภูมิเอเชีย
ตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีลักษณะเป็น
สงครามโลกอย่างแท้จริงมากกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
2. สงครามโลกครั้งที่สองมีความร้ายแรงมาก คร่าชีวิตทหาร
ของประเทศผู้ชนะและผู้แพ้รวมกันประมาณ 15 ล้านคน
และคร่าชีวิตพลเรือนอีกหลายล้านคน เนื่องจากมีการนำา
เอาอาวุธที่ร้ายแรงมาใช้ทำาลายล้างกัน เช่นใช้เครื่องบิน
นำาระเบิดไปทิ้งใส่ประเทศศัตรูโดยไม่จำากัดเป้าหมายว่า
เป็นเขตทหารหรือพลเรือน
3. แม้สงครามครั้งนี้จะมีความรุนแรงมากกว่าสงครามโลก
ครั้งที่หนึ่งหลายเท่า แต่ประเทศผู้ชนะก็ไม่คิดจะลงโทษผู้
แพ้อย่างรุนแรง และคิดเพียงจะทำาให้ประเทศผู้แพ้นิยม
ประชาธิปไตย และเลิกใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการ
ขยายอำานาจเท่านั้น
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 9.2 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบาย ขอบเขตและสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่สองได้
ถูกต้อง
- 62.
2. อธิบายมูลเหตุที่ก่อความเสียหายแก่ชีวิตทหารและ
พลเรือนของประเทศผู้แพ้และผู้ชนะได้ถูกต้อง
3. อธิบายเป้าหมายของฝ่ายสัมพันธมิตรในการสร้าง
สันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกต้อง
ความนำา
สงครามโลกครั้งที่สองมีขอบเขตกว้างขวาง และมีการใช้
อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร้ายแรงมากกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จึงก่อ
ให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศคู่สงครามมากกว่าสงครามโลกครั้ง
ที่ ห นึ่ ง ซึ่ ง จ ะ ข อ ก ล่ า ว โ ด ย ย่ อ ดั ง นี้
เรื่องที่ 9.2.1 ขอบเขตและสมรภูมิของสงคราม
ดังได้กล่าวแล้วว่า อิตาลีต้องการเพิ่มอาณานิคมในแอฟริกา
เหนือ และญี่ปุ่นต้องการขยายอิทธิพลเข้าสู่จีนและอาณานิคมของ
ฝ่ายพันธมิตรในมหาสมุทรแฟซิฟิก รวมทั้งบริเวณเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้แหล่ง
วัตถุดิบและเชื้อเพลิงสำาหรับทำาสงคราม จึงยังผลให้แอฟริกาเหนือ
เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก
กลายเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดและรุนแรงพอ ๆ กับสมรภูมิยุโรป และยัง
ผลให้สงครามครั้งนี้มีลักษณะเป็นสงครามโลกที่แท้จริงมากกว่า
ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ ง ที่ ห นึ่ ง
1. สมรภูมิยุโรป
ณ สมรภูมินี้เยอรมนีใช้ทหารจำานวนหลายล้านคนพร้อมด้วย
อาวุธทันสมัยรวมทั้งรถถังและเครื่องบินทำาการบุกอย่างรวดเร็ว
แบบสายฟ้าแลบต่อประเทศศัตรู ยังผลให้เยอรมนีสามารถบุกยึด
ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่ตนต้องการได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้ง
สามารถบังคับให้ฝรั่งเศสยอมจำานนได้ในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.
1940 หลังจากใช้เวลาบุกเพียง 2 เดือน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ชาวยุโรปที่ประเทศของเขาถูกยึดโดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสทั้งหมด
จะยอมแพ้ ทั้งนี้ก็เพราะนายพลเดอโกลได้หลบหนีไปอยู่อังกฤษ
และจัดตั้งกองกำาลัง “ฝรั่งเศสเสรี” ขึ้นประกาศต่อสู้ต่อไป เนื่องจาก
เยอรมนีไม่มีกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่เท่าอังกฤษ จึงไม่กล้ายกพลข้าม
ช่องแคบโดเวอร์เพื่อยึดเกาะอังกฤษ และคงใช้เฉพาะกองทัพ
อากาศโจมตีอังกฤษแทบทุกวันเป็นเวลา 5 เดือน ระหว่าง
สิงหาคม – ธันวาคม ค.ศ. 1940 ซึ่งทำาให้เยอรมนีต้องเสียเครื่อง
บินไปประมาณ 120 ลำา โดยไม่สามารถบังคับอังกฤษยอมจำานน
ได้ และทั้ง ๆ ที่อังกฤษยังยืนหยัดโดยมีสหรัฐอเมริกาคอย
สนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และมีมิตรพร้อมด้วยอาณานิคม
- 63.
คอยช่วยอีกมาก เยอรมนีก็ยังกล้าหันไปเปิดแนวรบด้านตะวันออก
กับสหภาพโซเวียตในเอนมิถุนายนค.ศ. 1941 และต้องประสบ
ความสูญเสียอย่างมากมาย ทั้งจำานวนทหาร รถถัง และเครื่องบิน
โดยไม่สามารถบังคับให้สหภาพโซเวียตยอมจำานนก่อนฤดูหนาว
ค.ศ. 1941 - 1942 ได้ และแม้จะพยายามโจมตีครั้งใหญ่อีกครั้ง
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1941 โดยบุกลึกเข้าไปทางด้านตะวัน
ตกเฉียงใต้ของสหภาพโซเวียตเป็นระยะทางประมาณ 1,800
กิโลเมตร เพื่อที่จะยึดแหล่งนำ้ามันที่ครอสนี และบาคู แต่ไม่ประสบ
ผลสำาเร็จและทำาให้เยอรมนีต้องประสบปัญหาในการส่งกำาลังบำารุง
ยังผลให้ทหารต้องล้มตายและถูกจับเป็นเชลยหลายแสนคนหลัง
จากที่สหภาพโซเวียตเริ่มตีโต้กลังตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1943 และ
ก ลับ เ ป็น ฝ่ า ย บุ ก เ ย อ ร ม นี บ้ า ง ใ น ร ะ ย ะ ต่ อ ม า
ข้อที่ควรกล่าวถึง ณ จุดนี้ก็คือ การที่สหภาพโ.เวียตยืนหยัด
ต่อสู้กับเยอรมนีได้เป็นเวลานานโดยไม่ยอมจำานนนั้นเกิดจาก
ปั จ จั ย 2 ป ร ะ ก า ร
ประการแรก ความสำาเร็จของสตาลินในการปลุกความรู้สึก
ชาตินิยมของชาวรุสเซียให้สนับสนุนรัฐบาลต่อต้านพวกเผด็จการ
ฟ า ส ซิส ต์ ทั้ง ๆ ที่เ ข า เ อ ง ก็เ ป็น จ อ ม เ ผ ด็จ ก า ร
ประการที่สอง การช่วยเหลือด้านอาวุธอย่างไม่จำากัดจาก
สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งอาวุธให้สหภาพโซเวียตยืมและเช่าไปใช้ผ่าน
ทางประเทศอิหร่าน ช่วยให้สหภาพโซเวียตมีกำา ลังอาวุธที่
แ ข็ ง แ ก ร่ ง
สมรภูมิยุโรปเริ่มดุเดือดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ฝ่ายพันธมิตร
ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นกำาลังสำาคัญ ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีของ
ฝรั่งเศสเป็นผลสำาเร็จในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ซึ่งเรียกกัน
ว่า วันดีเดย์ (D”day) อันเป็นวันที่มีการรบกันดุเดือดที่สุด
ระหว่างกองทัพสัมพันธมิตรและกองทัพเยอรมนีซึ่งยึดครอง
ฝรั่งเศสอยู่ในขณะนั้น ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างประสบความสูญ
เสียอย่างหนักด้วยกันทั้งจำานวนทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ หลัง
จากนั้นกองทัพเยอรมันก็เป็นฝ่ายถอนกลับไปรักษาดินแดนของ
ตน ซึ่งก็ไม่สามารถรักษาได้ และในที่สุดเยอรมนีต้องยอมแพ้โดย
ไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 หลังจากที่ฮิตเลอร์
ฆ่าตัวตายแล้วเพียง 3 – 4 วัน ปรากฏว่า ณ สมรภูมิยุโรป นี้ คู่
สงครามสูญเสียชีวิตทหารไปทั้งหมดประมาณ 12 ล้านคน เป็น
ทหารเยอรมันประมาณ 3 ล้านคน และทหารสหภาพโซเวียต 6
ล้านคน ที่เหลือเป็นทหาร อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และอื่น ๆ ส่วน
พลเรือนของทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตไปประมาณ 6 ล้านคน
- 64.
2. สมรภูมิแอฟริกาเหนือแลยุโรปใต้
ดังได้กล่าวแล้วว่าก่อนสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นนั้น
อิตาลีมีอาณานิคมอยู่ในแอฟริการเหนือแล้ว 3 แห่งคือ ลิเบีย
โซมาลิแลนด์ และเอธิโอเปีย ซึ่งอิตาลีเพิ่งยึดได้ในปี ค.ศ. 1936
และแอลเบเนียในยุโรปใต้อีก 1 แห่ง ซึ่งในทรรศนะของอิตาลีนั้น
อาณานิคมดังกลบ่าวเป็นจำานวนน้อยเกินไปไม่สมศักดิ์ศรีของ
ประเทศมหาอำานาจ เช่นอิตาลี ซึ่งมุสโสลินีอยากจะให้อิตาลีกลับ
มายี่งใหญ่เหมือนจักรวรรดิโรมันในอดีต จึงทำา ให้อยากได้
อ าณา นิค ม เ พิ่ม ขึ้น ทั้ง ใ น ยุโ ร ป ใ ต้แ ล ะ แ อ ฟ ริก า เ ห นือ
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่อิตาลีประกาศสงครามกับอังกฤษ และ
ฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 กองทัพอิตาลีเข้าโจมตี
โซมาลิแลนด์ของอังกฤษ และสามารถยึดดินแดนดังกล่าวได้ใน
เวลาอันสั้น เนื่องจากกองทหารอังกฤษที่รักษาดินแดนดังกล่าวมี
อยู่เป็นจำานวนน้อย แต่ปรากฏว่า เมื่อกองทัพอิตาลีพยามจะบุกยึด
กรีซในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 โดยใช้แอลเบเนียเป็นฐานทัพ
อิตาลีก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างเด็ดเดี่ยวจากกองทัพกรีก
และต้องใช้เวลาถึง 8 เดือน รวมทั้งขอความช่วยเหลือจากกองทัพ
เ ย อ ร มัน ด้ว ย จึง จ ะ ส า ม า ร ถ ยึด ก รีซ ไ ด้ห ม ด ทั้ง ป ร ะ ท ศ
ในขณะเดียวกัน กองทัพเยอรมันก็ต้องเผชิญกับการต่อต้าน
จากพวกกองโจรในยูโกสลาเวียอย่างหนักในระหว่างที่พยายามจะ
เดินทัพผ่านยูโกสลาเวีย และไม่สามารถยึดครองยูโกสลาเวียได้
โดยราบรื่นตลอดสงคราม ในทำานองเดียวกันเมื่อกองทัพเยอรมัน
กับกองทัพอิตาลีพยายามจะบุกเข้าตีอียิปต์ในตอนต้นปี ค.ศ.
1941 ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างเด็ดเดี่ยวจากกองทัพ
อังกฤษ และต้องทำาสงครามทะเลทรายกับกองทัพอังกฤษเป็นเวลา
นานเดือน โดยไม่สามารถยึดอียิปต์ได้ ตรงกันข้ามในระยะ
เดียวกันนี้ กองทัพอังกฤษสามารถตีโต้กอง ทัพอิตาลีใน
โซมาลิแลนด์ได้เป็นผลสำาเร็จ จนสามารถยึดดินแดนดังกล่าวคืน
ได้ รวมทั้งสามารถขับไล่กองทัพอิตาลีออกจากเอธิโอเปียได้ใน
เมษายน ค.ศ. 1941 อีกด้วย พร้อมกับเชิญให้กษัตริย์ไฮเลเซลัส
ซีก ลั บ ไ ป ป ก ค ร อ ง เ อ ธิ โ อ เ ปี ย ต า ม เ ดิ ม
ต่อมาหลังจากที่กองทัพอังกฤษและกองทัพอเมริกันได้ร่วม
มือกับกองกำาลัง “ฝรั่งเศสเสรี” ทำาการยกพลขึ้นบกเป็นผลสำาเร็จที่
เมืองคาซาบลังกาในโมร็อกโกของฝรั่งเศสในเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1942 แล้ว อนาคตของกองทัพฝ่ายอักษะก็เริ่มมือมนรบแพ้
- 65.
เรื่อย ๆ และในที่สุดทหารฝ่ายอักษะกว่า300,000 คนซึ่งไม่ได้
รับการส่งกำาลังบำารุงจากเยอรมนีและอิตาลีก็ยอมแพ้ต่อกองทัพ
ฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 ยังผลให้การรบ
ใ น ส ม ร ภู มิ แ อ ฟ ริ ก า เ ห นื อ สิ้ น สุ ด ล ง
หลัง จ า กนั้น กอ ง ทัพฝ่า ย พันธ มิต ร ก็บุกข้า มทะ เ ล
เมดิเตอร์เรเนียนและสามาถยึดเกาะซิซิลีของอิตาลีได้ในเดือน
กรกฎาคม ค.ศ. 1943 ยังผลให้มุสโสลินีเสียชื่อเสียงอย่างมาก
และถูกโค่นอำานาจพร้อมกับถูกจำาคุก จอมพลบาโคกสิโอหัวหน้า
รัฐบาบใหม่จึงเสนอขอเจรจาเพื่อยุติสงครามกับฝ่ายพันธมิตร ซึ่ง
ยกพลขึ้นสู่แผ่นดินใหญ่ของอิตาลีแล้วในเดือนสิงหาคม ค.ศ.
1943 แต่หลังจากที่ทหารเยอรมันช่วยมุสโสลินีออกจากคุกได้
และแต่งตั้งให้เขาเป็น “ผู้นำาของสาธารณรัฐฟาสซิสต์” เพื่อ
รบกับฝ่ายพันธมิตรต่อไป กองทัพอิตาลีบางส่วนที่ยังภักดีต่อมุสโส
ลินีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเยอรมันจึงทำาการสู้ต่อ แต่
เนื่องจากทหารอิตาลีเสียขวัญมากและทำาการรบโดยไม่เต็มใจนัก
การรบในสมรภูมิอิตาลีจึงไม่ดุเดือดนัก และในที่สุดอิตาลีก็ยอม
แพ้พร้อม ๆ กับเยอรมนี ผลปรากฎว่า ณ สมรภูมิแอฟริกาเหนือ
และอิตาลี ประเทศคู่สงครามเสียชีวิตทหารไปประมาณ 300,000
ค น ซึ่ง ก ว่า ค รึ่ ง เ ป็น ท ห า ร เ ย อ ร ม นี แ ล ะ อิ ต า ลี
3. สมรภูมิเอเชียตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิก
นับตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นแมนจูเรียได้สำาเร็จ และทำาสงครามกับจีนจน
สามารถยึดเมืองชายฝั่งทะเลของจีนได้ทั้งหมด รวมทั้งเกาะไหหลำา
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1938 ญี่ปุ่นก็พยายามแผ่อิทธิพลลงมายัง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพยายามปลุกความรู้สึกชาตินิยมใน
หมู่ชาวอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้การ
ปกครองของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ และในระหว่างที่
สามประเทศตะวันตกต้องเผชิญการบุกอย่างหนักของกองทัพ
เยอรมัน ในระยะแรกของสงครามในสมรภูมิยุโรป ญี่ปุ่นพยายาม
ที่จะเรียกร้องให้สามประเทศตอบสนองความต้องการของตน อาทิ
ในปี ค.ศ. 1940 – ค.ศ. 1941 ขอให้ฝรั่งเศสยอมให้ญี่ปุ่นเข้าไป
ใช้ฐานทัพในเวียดนามพื่อใช้เป็นฐานทัพโจมตีจีน ซึ่งฝรั่งเศสก็จำา
ต้องยอมเพราะไม่มีกำาลังพอจะต่อสู้กับญี่ปุ่นได้ นอกจากนั้นญี่ปุ่น
บังคับให้อังกฤษห้ามจีนใช้ถนนในตอนเหนือของพม่าขนสินค้า
เข้าสู่จีน คงมีสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวเท่านั้นที่ต่อต้านญี่ปุ่น
อย่างแข็งขัน ยังผลให้ญี่ปุ่นโกรธแค้นสหรัฐอเมริกาอย่างมากและ
เ ต รีย ม ทำา ส ง ค ร า ม กั บ ส ห รัฐ อ เ ม ริก า เ ต็ ม ที่
- 66.
เพราะฉะนั้น หลังจากที่ญี่ปุ่นตัดสินใจโจมตีอ่าวเพิร์ลของ
สหรัฐอเมริกาในวันที่7 ธันวาคา ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นส่งกองทัพเรือ
และกองทัพอากาศจากฐานทัพในอินโดจีนโจมตีไทย มลายูและ
สิงคโปร์ของอังกฤษ รวมทั้งในอินโดนีเซียของเนเธอร์แลนด์ และ
ฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกาด้วย โดยใช้วิธีการทำาสงครามแบบ
สายฟ้าแลบ ทำานองเดียวกับที่กองทัพเยอรมันใช้ในสมรภูมิยุโรป
ผลปรากฎว่ากองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดดินแดนอาณานิคมดังกล่าว
ทั้งหมดภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ก็เนื่องจากปัจจัย 2 ประการคือ
ปร ะกา ร แรก กอง ทัพอังกฤษ เนเ ธ อร์แลนด์ และ
สหรัฐอเมริกาในดินแดนอาณานิคม ต่าง ๆ มีกำา ลังน้อยกว่า
ก อ ง ทัพ ญี่ปุ่ น ทั้ ง ใ น ด้ า น กำา ลัง พ ล แ ล ะ อ า วุธ
ประการที่สอง ชาวพื้นเมืองบางแห่ง เช่น ชาวอินโดนิเซีย
และชาวพม่า ไม่เพียงจะไม่ช่วยกองทัพของประเทศแม่เท่านั้นแต่
ยังให้การต้อนรับกองทัพญี่ปุ่น ว่าเป็นผู้มาปลดปล่อยพวกเขาให้
หลุดพ้นจากการปกครองของพวกจักรวรรดินิยมอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อญี่ปุ่นยึดอาณานิคมขอประเทศตะวันตกได้
หมดแล้ว ญี่ปุ่นจึงสนับสนุนให้ชาวพื้นเมืองเข้ามีส่วนร่วมในการ
ปกครอง และฝึกชาวพื้นเมืองไว้เตรียมรับมือกับชาวตะวันตกซึ่ง
อ า จ จ ะ บุ ก ก ลั บ ม า อี ก ด้ ว ย
ส่วนสมรภูมิแปซิฟิกนั้น ปรากฏว่าในระยะแรกของสงคราม
กองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นสามารถคุมทะเลจีนตอนใต้ได้
ทั้งหมด จนสามารถที่จะเข้าคุกคามความมั่นคงของออสเตรเลียได้
ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ กองทัพเรือญี่ปุ่นควบคุมเส้นทาง
เ ดิน เ รือ ไ ด้ถึง เ ก า ะ มิด เ ว (Midaay) ข อ ง สห รัฐ อ เ ม ริก า
อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือของญี่ปุ่นครองความเป็นเจ้า
ทะเลในอาณาบริเวณดังกล่าวอยู่ได้เพียง 6 เดือนแรกของสงคราม
เท่านั้นก็หมดอิทธิพล เนื่องจากพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการทำา
ยุทธนาวีกับกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่ทะเลคอรัล (Coral
Sea) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1942 และที่อาณาบริเวณใกล้เกาะ
มิดเว ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 และนับตั้งแต่นั้นมากองทัพ
เรือของญี่ปุ่นก็ไม่สามารถทำาการรุกทางทะเลได้ต่อไปและกลาย
เป็นฝ่ายตั้งรับการรุกของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถยึด
เกาะต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นใช้เป็นฐานทัพในมหาสมุทรแปซิฟิกคืนมาได้
ทั้งหมดระหว่างการรุกในปี ค.ศ. 1944 – ค.ศ. 1945 เช่น เกาะ
ไซปัน ติเนียน กวม และเลเต และในที่สุดก็สามารถบุกเข้ายึด
มนิลา นครหลวงของฟิลิปปินส์ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945
โดยได้รับความร่วมมือจากกองกำาลังชาวฟิลิปปินส์เสรี ภายใน
- 67.
ประเทศ ซึ่งทำาการโจมตีกองทัพญี่ปุ่นผู้ยึดครองจากแนวหลังอีก
ด้วยและหลังจากนั้นกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มบุกเข้ายึด
เกาะรอบนอกของญี่ปุ่นได้ในเดือนต่อมา คือ เกาะอิโวจิมา ซึ่งอยู่
ห่างจากกรุงโตเกียวเพียง 1,200 กิโลเมตร และอยู่ในรัศมีของ
การโจมตีโดยเครื่องบินได้ ต่อมาไม่ช้ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกาก็
บุกเข้ายึดเกาะโอกินาวาได้ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1945 หลัง
จ า ก สู้ ร บ กัน อ ย่า ง ท ร ห ด เ ป็น เ ว ล า 3 เ ดื อ น
นอกจากนั้น นับตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นไป เครื่อง
บินของสหรัฐอเมริกาจากฐานทัพในเกาะต่าง ๆในมหาสมุทร
แปซิฟิกก็เริ่มทำาการบินไปทำาลายแหล่งอุตสาหกรรมในเกาะญี่ปุ่น
และกรุงโตเกียวโดยตรง อันเป็นการเริ่มทำาลายขัวญประชาชน
ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับแต่เริ่มสงคราม ในขณะเดียวกันกองทหาร
ญี่ปุ่นที่ยึดครองพม่าก็พ่ายแพ้กองทัพอังกฤษและจำาต้องถอนออก
จากประเทศนั้น ดังนั้นวันพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นจึงคงเริ่มปรากฏชัด
ตั้ ง แ ต่ ต้ น ปี ค .ศ . 1945
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาคาดว่าการบุกเข้ายึดประเทศญี่ปุ่น จะ
ต้องเสียชีวิตทหารและอาวุธเป็นจำานวนมหาศาล จึงตัดสินใจใช้
ระเบิดปรมาณูกับญี่ปุ่น โดยนำาไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ
ในวันที่ 6 และวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งทำา ลายชีวิต
พลเมืองทันทีประมาณ 80,000 คนและทำาลายเมืองทั้งสองอย่าง
ย่อยยับ ยังผลปรากฏว่าญี่ปุ่นได้สูญเสียชีวิตทหารไปในสมรภูมิ
เอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก ประมาณ
1,270,000 คน และบาดเจ็บอีกประมาณ 140,000 คน รวามั้ง
ประชาชนอีกหลายแสนที่เสียชีวิตไปเพราะการโจมตีทางอากาศ
ของสหรัฐอเมริกา ส่วนฝ่ายพันธมิตรโดยเฉพาะจีนเสียชีวิตทหาร
ไปประมาณ 1,300,000 คน และบาดเจ็บอีก 1,700,000 คน
และอินเดียเสียชีวิตทหารไปประมาณ 32,000 คน และบาดเจ็บ
อี ก ป ร ะ ม า ณ 64,000 ค น
การยอมแพ้ของญี่ปุ่นในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945
ทำาให้สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเริ่มต้นโดยเยอรมนีบุกโปแลนด์ใน
วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 สิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด หลังจากที่ได้
ต่อสู้กันมาเป็นเวลาเกือบ 6 ปี ใน 3 สมรภูมิของ 3 ทวีป
สำาหรับประเทศไทยของเรานั้น แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมรภูมิ
ของสงครามเหมือนประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย แต่ก็ได้รับผลกระทบ
- 68.
จากสงครามนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะในขณะที่ญี่ปุ่นยกพล
ขึ้นบกในพื้นที่ของหลายจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยอาทิ
ประจวบคีรีขันะและสงขลา ในตอนคำ่าของวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.
1941 (พ.ศ. 2484) วันเดียวกับที่ญี่ปุ่นส่งกองกำาลังเข้าโจมตี
มลายู สิงคโปร์ อินโดนิเซีย และฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่นยื่นคำาขาดให้ไทย
ยอมให้กองทัพฤญี่ปุ่ใใช้ดินแดนไทยไปโจมตีมลายูของอังกฤษนั้น
ประเทศไทยซึ่งประกาศตัวเป็นกลางในความขัดแย้งระหว่าง
มหาอำานาจและได้ทำาสนธิสัญญาไม่รุกรานไว้กับอังกฤษ ไม่ยอม
ปฏิบัติตามคำาขาดของญี่ปุ่น ยังผลให้กองทัพและประชาชนไทย
ทำาการต่อต้านการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอย่างเด็ดเดี่ยวเป็นเวลา
กว่า 10 ชั่วโมง จึงยุติตามคำาสั่งของรัฐบาล ซึ่งยอมรับเงื่อนไข
ของฝ่ายญี่ปุ่น โดยมีข้อแม้ว่า ญี่ปุ่นจะต้องเคารพอธิปไตยของ
ไทยและไม่ปลดอาวุธกองทัพไทยในระหว่างเดินทัพผ่าน
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ไทยยอมหยุดการต่อต้านและยอม
ปฏิบัติตามคำาขาดของญี่ปุ่น ดังกล่าวแล้ว ญี่ปุ่นก็มิได้ปฏิบัติตาม
สัญญา และกลับตั้งกองทัพไว้ในประเทศไทยด้วย ทั้งในกรุงเทพฯ
และจังหวัดอื่น ๆ อีกหลายจังหงวัด เช่น กาญจนบุรี และสงขลา
เป็นต้น พร้อมนั้นได้ขอกู้เงินจากรัฐบาลไทยอีกเป็นจำานวนมาก
เพื่อเป็นค่าใช่จ่ายของกองทหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ยัง
ผลให้รัฐบาลไทยต้องพิมพ์ธนบัตรไทยให้กองทหารญี่ปุ่นใช้จ่าย
เป็นจำานวนมาก ผลปรากฏว่าธนบัตรที่รัฐบาลไทยพิมพ์ขึ้นให้
ญี่ปุ่นยืมใช้ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทยอย่างมากทั้งใน
ร ะ ห ว่ า ง ส ง ค ร า ม แ ล ะ ห ลั ง ส ง ค ร า ม
นอกจากญี่ปุ่นจะก่อความเสียหาตนให้แก่ประเทศไทย
โดยตรง ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว รัฐบาลไทยซึ่งมี
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มีส่วน
ก่อความเสียหายให้แก่ประเทศไทยโดยทางอ้อมอีกด้วย ทั้งนี้ก็
เพราะรัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้คาดเหตุการณ์ผิดว่า ญี่ปุ่นซึ่งรบ
ชนะอย่างงดงามในระยะต้นของสงครามดังกล่าว จะเป็นผู้
ชนะสงครามในที่สุด ได้ตัดสินใจเข้าเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่นอย่าง
เต็มที่โดยได้ทำาการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
ในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 อันมีผลทำาให้ไทยกลายเป็นคู่
สงครามกับมหาอำานาจตะวันตก และเป็นเป้าหมายการโจมตีทาง
อากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรในระหว่างสงคราม ซึ่งปรากฏว่าการ
โจมตีทางอากาศของฝ่ายสัมพัธมิตรต่อประเทศไทย แม้จะมุ่งโจมตี
ที่ตั้งของทหารญี่ปุ่นเป็นสำาคัญ แต่ก็ก่อผลเสียหายให้แก่ทรัพย์สิน
- 69.
ของทางราชการและประชาชนด้วย เช่น สะพานพุทธยอดฟ้าถูก
ทำาลายเสียหายใช้การไม่ได้เลยในระหว่างสงคราม เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจผิดพลาดของรัฐบาลไทยในสมัยนั้นไม่
ได้ก่อผลร้ายรุนแรงต่อประเทศไทยมากนัก ทั้งนี้ก็เพราะทันที่ที่
รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ผู้นำาของ
ไทยทั้งที่อยู่ในประเทศ เช่น นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำาเร็จราชการ
แทนพระองค์ และ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำา
กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลไทย
ได้ร่วมกันก่อตั้งขบวนการ เสรีไทย ในประเทศ ส่วน ม.ร.ว.
เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้า เสรีไทย นอกประเทศ ยังผลให้
สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้ประกาศสงครามกับประเทศไทยถือว่า
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นตัวแทนทางการทูตของประเทศไทยต่อ
ไป และไม่ถือประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นศัตรู แต่เป็นประเทศที่
ต้องช่วยให้ได้รับการปลดปล่อยจากศัตรู คือญี่ปุ่น จึงคงมีอังกฤษ
เพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ประกาศสงครามกับประเทศไทย และ
ถือว่าจะต้องลงโทษประเทศให้สาสมกับความผิดของไทยที่ไปร่วม
มือกับญี่ปุ่น และบุกเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนของเขา เช่น
เชียงตุง เป็นต้น ในระหว่างสงครามแต่ด้วยความช่วยเหลือ
สหรัฐอเมริกา และความดีที่ขบวนการเสรีไทยทำาไว้กับอังกฤษและ
ชาวอังกฤษในระหว่างสงคราม อังกฤษจึงไม่ได้ลง โทษ
ประเทศไทยรุนแรงดังที่ตั้งใจไว้ โดยในตอนแรกนั้นอังกฤษ ได้ยื่น
ข้อเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติถึง 21 ประการ ซึ่งถ้าไทยจำาต้องยอม
ตามข้อเรียกร้องทั้ง 21 ประการนั้น ก็จะทำาให้ไทยอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของอังกฤษโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ในข้อตกลงยุติสถานะ
สงครามระหว่างไทยกับอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1946
จึงมีสาระสำาคัญเป็นการลงโทษไทยไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับ
ข้อเรียกร้อง 21 ประการ ซึ่งอังกฤษยื่นต่อไทยเป็นตอนแรก ดังนี้
1. ไทยยอมรับผิดชอบในการพิทักษ์รักษาและคืนให้ใน
สภาพไม่เสื่อมเสียซึ่งบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ และผลประโยชน์ทุก
ชนิดของอังกฤษในประเทศไทย
2. ไทยยอมรับว่า สงครามที่ญี่ปุ่นทำาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า
ประเทศไทยมีความสำาคัญเกี่ยวกับการป้องกัน มลายา พม่า
อินเดียและอินโดนิเซียและอินโดจีน และความมั่นคงทาง
มหาสมุทรอินเดีย และอาณาบริเวณแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้
ฉะนั้นไทยจะร่วมมือเต็มที่ในบรรดาข้อตกลงเพื่อความมั่นคง
ระหว่างประเทศ ซึ่งองค์การสหประชาชาติหรือคณะมนตรีความ
มั่นคงเห็นชอบแล้ว
- 70.
3. ไทยจะไม่ตัดคลองข้ามอาณาเขตไทย เชื่อมมหาสมุทร
อินเดียกับอ่าวไทย (ขุดคอคอดกระ) โดยรัฐบาลอังกฤษมิได้เห็น
พ้องด้วยก่อน
4. รัฐบาลไทยรับว่า นอกจากจะปฏิบัติตามคำาแนะนำาของ
คณะกรรมการประสมในวอชิงตันหรือองค์คณะใด ๆ ที่จะมา
ทำาการแทน และในกรณีข้าว นอกจากจะปฏิบัติตามคำาสั่งของ
องค์การพิเศษที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อการนี้รัฐบาลไทยจะห้ามมิให้มีการ
ส่งข้าว ดีบุก ยาง และไม้สักออกนอกประเทศ นับแต่นี้ไปจนกระทั่ง
วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1947 และจัดระเบียบการค้าและเร่งเร้า
การผลิตโภคภัณฑ์เหล่านี้
5. ไทยจะให้ข้าวสารโดยไม่คิดมูลค่า 1 ½ ล้านตัน แก่
องค์การซึ่งรัฐบาลอังกฤษจะได้ระบุในภายหลัง (ในขณะนั้นตันละ
ประมาณ 28 ปอนด์ (ปอนด์ละ 60 บาท) คิดเป็นเงินไทยประมาณ
2,520 ล้านบาท)
6. รัฐบาลไทยจะจัดให้องค์การข้าวดังกล่าว ซื้อข้าว
ทั้งหมดอันเป็นส่วนที่เหลือจากความต้องการภายในประเทศไทย
ตามราคาที่ทำาความตกลงกับองค์การนั้นนับแต่บัดนี้ไปจนถึงวนที่
1 กันยายน ค.ศ. 1947
7. ไทยจะทำาความตกลงกับรัฐบาลอังกฤษและอินเดียเกี่ยว
กับการร่วมบำารุงรักษาที่ฝังศพ ผู้เสียชีวิตในสงคราม
เรื่องที่ 9.2.2 ความร้ายแรงของสงคราม
สงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ชีวิตและทรัพย์สินของประเทศคู่สงครามมากกว่าสงครามโลกครั้ง
ที่หนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าประเทศคู่สงครามทั้งสองฝ่าย ระดมพลเมือง
เข้าประจำาการทหารประมาณ 85 ล้านคน และได้รับความเสียหาย
ด้านทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,154,000 ล้านเหรียญ
สหรัฐฯ สูงกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถึง 4 เท่า ส่วนชีวิตทหารนั้น
คู่สงครามทั้งสองฝ่ายสูญเสียไป รวมประมาณ 15 ล้านคน สูงกว่า
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกือบเท่าตัว และบาดเจ็บอีกประมาณ
26,500,000 คน ทั้งนี้ไม่รวมจำานวนพลเรือนของทั้งสองฝ่ายที่
ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายล้านคน ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับ
จำา น ว น ท ห า ร อ า จ แ ย ก เ ป็น ร า ย ป ร ะ เ ท ศ ไ ด้ดัง นี้
จะเห็นได้ว่า ประเทศที่ได้รับความเสียหายในด้านชีวิตทหาร
มากที่สุด คือ สหภาพโซเวียต ซึ่งมีทหารตายถึง 6,115,000 คน
และบาดเจ็บถึง 14,012,000 คน ตามมาด้วยเยอรมนีมีทหารตาย
ถึง 3,250,000 คน และบาดเจ็บถึง 7,250,000 คน สำาหรับ
- 71.
พลเรือนที่ต้องเสียชีวิตอีกหลายล้านคนนั้น เกิดจากากรขาดแคลน
อาหารบ้างถูกระเบิดธรรมดา และถูกระเบิดปรมาณูตายก็มาก
ทั้งนี้ก็เพราะในสงครามได้มีการส่งเครื่องบินนำาระเบิดไปทิ้งใส่
เมืองอันเป็นที่อาศัยของพลเรือนด้วย ซึ่งไม่มีการกระทำาเช่นนี้ใน
ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ ง ที่ ห นึ่ ง
อาจสรุปสาเหตุที่ทำาให้สงครามโลกครั้งนี้มีความร้ายแรง
มากกว่าสงครามโลกครั้งที่หนี่งได้ดังนี้
1. มีสมรภูมิที่ประเทศคู่สงครามทำาการรบกันอย่างจริงจังถึง 3
สมรภูมิ โดยมีการใช้ที่ปฏิบัติในการรบกันจริง ๆ หลายล้านคนใน
สมรภูมิทั้งสามนี้
2. ระยะเวลาที่ปฏิบัติในการรบกันครั้งนี้ ยาวกว่าสงครามโลกครั้ง
ที่หนึ่งเกือบ 2 ปี
3. อาวุธที่แต่ละประเทศนำามาใช้ในการทำาลายล้างกันมีอานุภาพ
ในการทำาลายชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าในสงครามโลกครั้งที่
หนึ่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบิดปรมาณูนั้น มีอำานาจในการ
ทำาลายเมืองใหญ่ ๆ อย่างฮิโรชิมา และนางาซากิ ได้ถึงครึ่ง
เมือง และสามารถทำาลายชีวิตได้ทันทีหลายหมื่นคน
4. ได้มีการนำาเอาเครื่องบินเข้ามาใช้นำาระเบิดไปทิ้งทำาลายจุด
ยุทธศาสตร์ และเมืองสำาคัญต่าง ๆ ของประเทศคู่สงคราม ซึ่ง
ก่อความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองเป็น
จำานวนมาก ซึ่งไม่ปรากฏในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
เรื่องที่ 9.2.3 การสงบศึกและการสร้างสันติภาพ
ในระหว่างที่สงครามโลกยังดำาเนินอยู่นั้น ฝ่ายสัมพันธมิตร
ไมีการพิจารณาถึงเงื่อนไขในการสงบศึกกับฝ่ายอักษะ และแผน
สร้างสันติภาพหลังสงครามโลกพร้อม ๆ กับการพิจารณาวางแผน
ในการทำาสงครามกับฝ่ายอักษะด้วย และได้ออกแถลงการณ์ให้
ฝ่ายอักษะทราบถึงเจตนาของฝ่ายพันธมิตรตลอดเวลา อาทิ
กฎบัตรแอตแลนติก
ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม ค.ศ. 1941 ในขณะที่เยอรมนี
กำาลังประสบชัยชนะอย่างงดงามในสมรภูมิยุโรปนั้น ประธานาธิบดี
รูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเห็นใจอังกฤษและประเทศที่
ถูกเยอรมนียึดครอง ได้เดินทางไปร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี
เชอร์ชิลแห่งอังกฤษ ณ เรือรบหลวงของอังกฤษชื่อ “เจ้าชายแห่ง
เ ว ล ส์” (Prince of Wales) ซึ่ง ล อ ย ลำา อ ยู่ใ น ม ห า ส มุท ร
แอตแลนติก หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง ท้งสองผู้นำาได้ออก
- 72.
แถลงการณ์ร่วมกันถึงหลักการที่ประเทศทั้งสองจะใช้เป็นหลักใน
ก าร ส ร้า ง อ น า ค ต ที่ดี ก ว่า ใ ห้ แ ก่ โ ล ก ดั ง นี้
1) ประเทศทั้งสองจะไม่แสวงหาดินแดนหรืออิทธิพลอื่นใด
เพิ่มเติม
2) ประเทศทั้งสองไม่ปรารถนาที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง
ทางดินแดนที่ไม่สอดคล้องความปรารถนาอันแจ้งชัดของ
ประชาชนที่เกี่ยวข้อง
3) ประเทศทั้งสองเคารพสิทธิของประเทศชาติทั้งปวงที่จะ
เลือกรูปแบบการปกครองที่พวกเขาต้องการ และประเทศทั้งสอง
ปรารถนาที่จะเห็นประชาชนที่สูญเสียสิทธิอธิปไตยและสิทธิใน
การปกครองตนเองคืนมา
4. ประเทศทั้งสองจะส่งเสริมให้ทุกประเทศในโลกทั้งใหญ่
และเล็ก ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ได้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการค้า
และการได้มาซึ่งทรัพยากรต่าง ๆ ของโลกที่ตนต้องนำามาใช้ใน
การสร้างความรุ่งเรืองไพบูลย์ทางเศรษฐกิจ
5. ประเทศทั้งสองปรารถนาจะส่งเสริมความร่วม
มืออย่างเต็มที่ระหว่างชาติทั้งมวลในทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริม
มาตรฐานของแรงงานให้ดีขึ้น และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทาง
เศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม
6. หลังจากทำาลายระบบทรราชของนาซีลงแล้ว ประเทศทั้ง
สองหวังที่จะเสริมสร้างสันติภาพที่ประเทศต่าง ๆ จะได้อยู่อย่าง
ปลอดภัยภายในดินแดนของตน รวมทั้งประชาชนทุกคนก็จะได้มี
ชีวิตอย่างปราศจากความกลัวและความขาดแคลน
7. สันติภาพดังกล่าวนั้นจะทำาให้ประชาชนทุกคนใช้ทะเล
นานาชาติและมหาสมุทรได้อย่างเสรี
8. ประเทศทั้งสองเชื่อว่าทุกประเทศในโลกจะต้องใช้ชีวิต
ใช้กำาลังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะเราจะไม่
สามารถสร้างให้เกิดสันติภาพในอนาคตได้ ตราบใดที่ประเทศต่าง
ๆ ยังสามารถใช้อาวุธทางบก เรือ และอากาศ ขู่ว่าจะรุกราน
ประเทศอื่น ๆ ประเทศทั้งสองจึงเชื่อว่า ก่อนที่จะได้มีการจัดตั้ง
ระบบความมั่นคงทั่วไปอย่างถาวรกว้างขวางและครอบคลุม
จำาเป็นจะต้องมีการลดอาวุธของประเทศเช่นนั้น ในทำานอง
เดียวกันประเทศทั้งสองจะช่วยเหลือและส่งเสริมให้มีมาตรการอื่น
ๆ สำาหรับใช้ปฏิบัติในการลดภาระในการสร้างอาวุธของ
ประชาชาติที่รักสันติภาพทั้งหลาย
2. แถลงการณ์ของการประชุม ณ กรุงไคโร
- 73.
ระหว่างวันที่ 22 –26 พฤษจิกายน ค.ศ. 1943 ประธาน
าธิยดีรูสเวลท์ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล และประธานาธิบดีเจียงไค
เช็คแห่งจีนได้ไปประชุมกัน ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ออก
แถลงการณ์ร่วมกันว่า ประเทศทั้งสามทำาสงครามครั้งนี้เพื่อลงโทษ
ญี่ปุ่นผู้รุกรานเท่านั้นโดยไม่ต้องการดินแดนของประเทศใด
สำาหรับแผนการสร้างสันติภาพนั้น แถลงการณ์ประกาศว่า ญี่ปุ่น
จะต้องคืนดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นยึดไปจากจีน เช่นเกาะไต้หวัน
และเกาะใกล้เคียงให้แก่จีน และจะต้องปลดปล่อยเกาหลีให้เป็น
อิ ส ร ะ ด้ ว ย
3. แถลงการณ์ของที่ประชุม ณ กรุงเตหะราน
ต่อมาในวันที่ 28 พฤษจิกายน – 1 ธันวาคม ค.ศ. 1943
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ และนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลได้เดินทางไป
ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีสตาลินแห่งสหภาพโซเวียต ณ กรุง
เตหะราน ประเทศอิหร่าน เพื่อพิจารณาการส่งความช่วยเหลือแก่
สหภาพโซเวียต และกำาหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันในการทำาสงคราม
กับเยอรมนี โดยที่ประชุมนี้ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันทั้งสาม
ประเทศจะช่วยเหลือให้อิหร่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มีเอกราช
อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนโดยสมบูรณ์ เพื่อจะได้ร่วมมือ
กับชาติที่รักสันติภาพทั้งหลายในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง
และความเจริญไพบูลย์ของนานาชาติหลังสงครามให้เป็นไปตาม
ก ฎ บั ต ร แ อ ต แ ล น ติ ก
4. ข้อตกลง ณ เมืองยัลตา
ในขณะที่เยอรมนีใกล้จะแพ้ ประธานาธิบดีรูสเวลท์ นายกรัฐ
มนตรีเชอร์ชิล และนายกรัฐมนตรีสตาลิน ได้ไปประชุมกัน ณ
เมืองยัลตาในสหภาพโซเวียต เพื่อทำาความตกลงเกี่ยวกับการยึด
ครองและควบคุมเยอรมนีหลังยอมแพ้แล้ว ซึ่งประเทศทั้งสามได้
ตกลงกันว่า จะบังคับให้เยอรมนียอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข และจะ
แบ่งแยกเยอรมนีออกเป็นสามเขต ซึ่งแต่ละประเทศจะแยกกัน
ควบคุมแต่ละเขต โดยมีคณะกรรมการควบคุมกลางซึ่งประกอบ
ด้วย ผู้บัญชาการทหารของแต่ละประเทศและมีสำานักงานใหญ่อยู่
ที่นครเบอร์ลิน ซึ่งก็จะถูกแบ่งออกเป็น 3 เขต เพื่อประโยชน์ใน
การควบคุมเช่นกัน นอกจากนั้นที่ประชุมยังตกลงกันด้วยว่า ถ้า
ฝรั่งเศสต้องการมีส่วนในการควบคุมด้วยก็จะต้องมีการตกลงกัน
ในภายหลัง ในการยึดครองเยอรมนีนั้นทั้ง 3 ประเทศตกลงกันว่า
จะทำาลายลัทธิทหารนิยม และลัทธินาซีให้หมดสิ้นไป อีกทั้งจะ
ป้องกันมิให้เยอรมนีทำาลายสันติภาพของโลกอีก โดยจะทำาการ
ปลดอาวุธกอง ทัพเอยรมันทั้งหมด และขจัดหรือทำา ลาย
- 74.
อุตสาหกรรมที่อาจใช้เพื่อการทหารได้ นอกจากนั้นประเทศทั้ง 3
ยังตกลงกันว่าจะลงโทษอาชญากรสงครามทั้งหมด แต่จะไม่
ลงโทษประชาชนเยอรมัน ซึ่งประเทศทั้ง 3 จะช่วยเหลือให้ได้มี
ชี วิต ที่ดี แ ล ะ มีส่ว น ใ น สัง ค ม น า น า ช า ติต่อ ไ ป
นอกจากนั้น ข้อตกลงยัลตายังมีข้อความเกี่ยวกับการสร้าง
อนาคตให้แก่ประชาชนยุโรปตะวันออก ซึ่งสหภาพโซเวียตได้เข้า
มายึดครองแทนเยอรมนีแล้วในขณะนั้นด้วย โดยประเทศทั้ง 3 ได้
ตกลงกันว่าจะให้ประชาชนในยุโรปตะวันออกมีการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย ยิ่งกว่านั้นในที่ประชุมนี้สหรัฐอเมริกาและ
อังกฤษตกลงให้สหภาพโซเวียตได้ดินแดนและสิทธิต่าง ๆ ของรุส
เซียที่ญี่ปุ่นยึดเอาไปในอดีตคืนมา ถ้าสหภาพโซเวียตประกาศ
ส ง ค ร า ม กั บ ญี่ ปุ่ น ด้ ว ย
5. แถลงการณ์ปอร์ตสดัม
หลังจากเยอรมนียอมแพ้แล้ว และ ญี่ปุ่นใกล้จะแพ้
ประธานาธิบดีรูสเวลท์ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล และประธานาธิบดี
เจียงไคเช็คได้ไปประชุมกัน ณ เมืองปอร์ตสดัมในเยอรมนี เมื่อวัน
ที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 21945 และแถลงการณ์ร่วมกันโดยมี
ใจความสำาคัญว่า ทั้ง 3 ประเทศจะใช้กำาลังร่วมกันทั้งหมดบุกเกาะ
ญี่ปุ่น เว้นแต่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้คือ
1) ลงโทษเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ชักจูงชาวญี่ปุ่นไปในทางที่ผิด
เพื่อครองโลก
2) ทำาลายลัทธิทหารนิยมทั้งหมด มิฉะนั้นก็ไม่สามารถจะ
สร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรมขึ้นในโลก
ได้
3) ต้องคืนดินแดนที่ยึดมาจากประเทศอื่นในอดีตให้แก่
เจ้าของเดิม
4) ต้องปลดอาวุธกองทัพทั้งหมดและหลังจากนั้นจะยอมให้
กลับบ้าน
นอกจากนั้นทั้ง 3 ประเทศได้ให้สัญญาว่า ในระหว่างยึด
ครองญี่ปุ่น ทั้ง 3 ประเทศไม่มีเจตนาจะเอาชาวญี่ปุ่นเป็นทาสหรือ
ทำาลายเชื้อชาติญี่ปุ่น โดยจะลงโทษเฉพาะอาชญากรสงคราม
อย่างเฉียบขาดเท่านั้น และจะให้ญี่ปุ่นมีอุตสาหกรรมเพื่อทำา
ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและในการใช้ค่าเสียหายแก่ประเทศผู้
ชนะ แต่ทั้งนี้รัฐบาลของญี่ปุ่นจะต้องให้สิทธิประชาธิปไตยแก่
ประชาชน กองกำาลังในการยึดครองของญี่ปุ่นจะถอนตัวออกจาก
ญี่ปุ่น หลังจากญี่ปุ่นมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน
แ ล ะ ใ ฝ่ สั น ติ ภ า พ แ ล้ ว
- 75.
ปรากฏว่าฝ่ายพันธมิตรได้ดำาเนินการตามแถลงการณ์ทุก
ฉบับที่ได้กล่าวข้างต้ ในการสงบศึกกับฝ่ายอักษะและสร้าง
สันติภาพหลังจากการสิ้นสุดของสงครามแล้ว โดยประเทศฝ่าย
อักษะยอมรับเงื่อนไขต่าง ๆ ปราศจากการโต้แย้ง กล่าวคือ กอง
กำาลังของอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ได้
เข้ามาปลดอาวุธทหารเยอรมันและยึดครองดินแดนเยอรมนีซึ่งถูก
แบ่งออกเป็น 4 ส่วน สำาหรับญี่ปุ่นนั้นสหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไป
ปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น และยึดครองญี่ปุ่นในนามของสัมพัธมิตร
เ พี ย ง ป ร ะ เ ท ศ เ ดี ย ว
ตอนที่ 9.3
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อสังคมโลก
โปรดอ่านหัวเรื่อง แนวคิด และวัตถุประสงค์ของตอนที่ 9.3 แล้ว
จึงศึกษารายละเอียดต่อไป
หัวเรื่อง
9.3.1 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อ
สังคมโลก
9.3.2 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อ
ภูมิภาค
9.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อ
ความร่วมมือระหว่างประเทศภายหลังสงคราม
แนวคิด
1. สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลกระทบต่อสังคมโลกทางด้าน
เศรษฐกิจ สังคมการเมือง และจิตวิทยา มากกว่า
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เนื่องจากมีขอบแขตกว้างขวาง
และความร้ายแรงมากกว่า
2. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมีลักษณะเป็นลบ คือ ทำาให้
เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศคู่สงครามทั้งผู้
ชนะและผู้แพ้ และก่อความระสำ่าระสายทางสังคมแก่
ประเทศผู้แพ้ ส่วนผลทางด้านการเมืองมีลักษณะทั้งบวก
และลบ กล่าวคือ แม้ว่าสงครามครั้งนี้ช่วยให้ประเทศ
อาณานิคมต่าง ๆ ในเอเชียได้เอกราช แต่สงครามครั้งนี้
ช่วยให้สหภาพโซเวียตสามารถนำาเอาระบอบการ
ปกครองแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ไปยัดเยียดให้ชาว
ยุโรปตะวันออกและพยายามส่งเสริมให้ขบวนการ
คอมมิวนิสต์ในประเทศต่าง ๆ ของโลกทำาการปฏิวัติล้ม
ล้างรัฐบาลของตน
- 76.
3. สงครามครั้งนี้ทำาให้เกิดความเชื่อร่วมกันว่า ประเทศที่รัก
สันติจะต้องร่วมมือกัน และช่วยกันเสริมสร้างองค์การ
กลางระหว่างประเทศให้เข็มแข็งกว่าเดิมเพื่อปราบปรามผู้
รุกราน และป้องกันมิให้สงครามใหญ่เกิดขึ้นอีก
วัตถุประสงค์
เมื่อศึกษาตอนที่ 9.3 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อสังคม
โลกได้ถูกต้อง
2. วิเคราะห์ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ
จิตวิทยา ทั้งในด้านบวกและด้านลบ ที่มีต่อสังคมโลกและ
ภูมิภาคต่าง ๆได้
3. อธิบายถึงมูลเหตุที่จูงใจให้ทั้งผู้นำาทางการเมือง และ
ประชาชนของประเทศต่าง ๆ ต้องการเพิ่มอำานาจและ
ประสิทธิภาพในการลงโทษผู้รุกราน ให้แก่องค์การ
ระหว่างประเทศที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ภายหลังสงคราม
ความนำา
ขอบเขตอันกว้างขวางและความร้ายแรงของสงครามโลก
ครั้งที่สองดังกล่าว พอจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า สงครามครั้งนี้ก่อ
ผลกระทบแก่โลกและภูมิภาคต่าง ๆ อย่างมาก ทั้งในด้าน
การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งทำาให้การฟื้นฟูบูรณะแผล
ของสงครามครั้งนี้ต้องใช้เงิน เวลา และความพยายามอย่างมาก
เรื่องที่ 9.3.1 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อ
สังคมโลก
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมสมรภูมิ
3 สมรภูมิดังกล่าว มีขอบเขตกว้างขวางและมีผลครอบคลุมทั้งทาง
ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทั้งในโครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของโลก หรือ
ส ง ค ร า ม โ ล ก ค รั้ง ที่ส อ ง มีผ ล ดัง จ ะ ชี้ใ ห้เ ห็น ต่อ ไ ป นี้
1. ผลทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากสงครามครั้งนี้มีความร้ายแรงมากดังกล่าว จึงก่อ
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศผู้แพ้และผู้ชนะอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น เกิดการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภคอย่างมาก
ทั้งในประเทศผู้ชนะและผู้แพ้ เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ถูกทำาลายยังผลให้แทบทุกประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และ
เยอรมนี ต้องบัตรปันส่วนกำาหนดให้ประชาชนซื้อเครื่องบริโภค
- 77.
อุปโภคในปริมาณจำากัดเป็นเวลาหลายปีหลังสงครามสงบแล้ว
นอกจากนั้นสงครามครั้งนี้ทำาให้ประชาชนในประเทศเหล่านี้มี
ความคิดที่จะจัดระบบเศรษฐกิจของตนเสียใหม่ด้วยระบบ
สังคมนิยม ดังจะเห็นได้ว่าพรรคแนวทางสังคมนิยมในบางประเทศ
เช่นในอังกฤษ เป็นต้น ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งหลังสงคราม
และเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ส่วนในบางประเทศ เช่น
ฝรั่งเศส และอิตาลี พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่าง
มาก และได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนเพิ่มขึ้นจนสามารถตั้งรัฐบาลร่วม
กับพรรคฝ่ายซ้ายด้วยกันได้ ตรงกันข้าม สงครามครั้งนี้มิได้ทำาให้
สหรัฐอเมริกาประสบเศรษฐกิจดังกล่าวมากนัก ทั้งนี้ก็เพราะ
อุตสาหกรรมสหรัฐอเมริกาได้ถูกทำาลายและกลับได้รับการส่งเสริม
ให้มีการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพโดยการช่วยเหลือของรัฐบาล
กลางอีกด้วย จึงทำาให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่มีกำาลังทาง
เศรษฐกิจเข้มแข็งที่สุดในโลก และทำาให้เงินเหรียญสหรัฐกลาย
เป็นที่ต้องการของนานาประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และดังจะได้ชี้
ให้เห็นในหน่วยที่ 10 ว่า สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้นำาของสังคม
โ ล ก ทั้ง ใ น ด้า น เ ศ ร ษ ฐ กิจ ก า ร เ มือ ง แ ล ะ ก า ร ท ห า ร
2. ผลทางด้านสังคม
สงครามครั้งนี้ได้ก่อผลกระทบด้านสังคมแก่สังคมโลกอย่าง
มาก ทั้งด้านลบและด้านบวก ผลด้านลบที่ควรกล่าวถึงก็คือ
สงครามได้ก่อให้การอพยพของชาวเยอรมันเป็นจำานวนแสนซึ่งถูก
ขับออกจากดินแดนด้านตะวันออกของเยอรมนี ซึ่งถูกยกให้
โปแลนด์และจากประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตะวันออก ก่อให้เกิด
ปัญหาทางสังคมแก่ประเทศผู่ยึดครองเยอรมนีอย่างมากที่จะต้อง
ให้ความดูแลแก่ชาวเยอรมันเหล่านี้ ในทำานองเดียวกันชาวยิวจาก
เยอรมนีจำานวนหลายแสนที่เหลือจากถูกฆ่าได้พากันหลบหนีออก
จากเยอรมนีระหว่างสงครามและตกอยู่ในภาพไร้ที่อยู่อาศัย ก่อนที่
จะถูกส่งไปอยู่ ปาเลสไตน์ ปรากฎว่าการอพยพของชาวยิวได้ก่อ
ปัญหาทางสังคมระหว่างชาวยิวและอาหรับในปาเลสไตน์ขึ้นอีก
ซึ่งต่อได้กลายเป็นปัญหานานาชาติ และเป็นชนวนของสงคราม
นานาชาติอีกหลายครั้งในตะวันออกกลาง ดังจะกล่าวถึงในตอน
ต่ อ ไ ป
การอพยพย้ายถิ่นเป็นจำานวนมากมายเช่นนี้ ทำาให้สหประชา
ชาตต้องจัดตั้งองค์การพิเศษมาดูแลเรื่องผู้อพยพและผู้ลี้ภัยโดย
เฉพาะ ซึ่งได้ช่วยบรรเทาปัญหาสังคมของสังคมโลกในเรื่องนี้ไป
ไ ด้ บ้ า ง
- 78.
ส่วนผลทางสังคมในด้านบวกของสงครามครั้งนี้ต่อโลกก็คือ
สงครามครั้งนี้ทำาให้ประชาชนในดินแดนอาณานิคมของทั้งผู้แพ้
และผู้ชนะในสงครามยกเอาหลักการของกฎบัตรแอตแลนติกมา
เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องเอกราช และประสบความสำาเร็จด้วยดี
หลายแห่ง เช่นอินเดีย และพม่า เป็นต้น ซึ่งได้กลายเป็นตัวอย่าง
ให้อาณานิคมอื่น ๆ เรียกร้องเอกราชกันแทบทุกแห่งและบางแห่ง
ได้ประสบผลสำาเร็จด้วยดี และบางแห่งก็ต้องทำาสงครามต่อต้าน
ป ร ะ เ ท ศ จัก ร ว ร ร ดินิย ม เ ป็น เ ว ล า น า น ก ว่า ไ ด้เ อ ก ร า ช
3. ผลด้านการเมือง
สงครามโลกครั้งที่สองส่งผลกระทบทางด้านการเมืองต่อ
สัง ค ม ห บ ล า ย ป ร ะ ก า ร ทีสำา คัญ ๆ มี 4 ป ร ะ ก า ร คือ
ประการแรก สงครามครั้งนี้ได้มีผลให้ประเทศมหาอำานาจ
เก่า อันได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น หมด
อิทธิพลลงโดยมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งมีความเข้ม
แข็งมากกว่ามหาอำานาจใด ๆ ในโลกขึ้นเป็นผู้นำาของโลกแทน
ปรากฏว่า ในขณะที่สหรัฐอเมริการีบเข้าช่วยเหลือและกลายเป็น
เจ้าหนี้ของมหาอำานาจเก่า สหภาพโซเวียตดำา เนินการจัดตั้ง
รัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองในประเทศต่าง ๆ ของยุโรปตะวัน
ออกได้ทั้งหมด โดยอ้างว่าการปกครองในประเทศเหล่านี้เป็น
ระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน และจากนั้นก็พยายามส่งเสริมให้
บรรดาคอมมิวนิสต์ในประเทศต่าง ๆ ทำาการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล
ของตนเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ดัง
จะได้จาก ปรากฏการณ์ในจีนและพม่า หลังสงคราม ซึ่งบรรดา
คอมมิวนิสต์ในประเทศเหล่านั้นจับอาวุธทำาการปฏิวัติต่อต้าน
รั ฐ บ า ล ข อ ง ต น
ประการที่สอง เนื่องจากสหรัฐอเมริกาแบละสหภาพโซเวียต
มีอำานาจสูงสุดทั้งทางทหารและเศรษฐกิจในโลก จึงยังผลให้สอง
มหาอำานาจสามารถครอบงำาการเมืองโลกได้เกือบเด็ดขาด ใน
ร ะ ย ะ ห ลั ง ส ง ค ร า ม สิ้ น สุ ด ล ง ใ ห ม่ ๆ
ประการที่สาม ลัทธิเผด็จการฟาสซิสต์ในอิตาลี ลัทธิ
เผด็จการนาซีในเยอรมนี และลัทธิเผด็จการทหารในญี่ปุ่นถูก
ทำาลายลงอย่างเด็ดขาด และเปิดทางให้ลัทธิประชาธิปไตยเริ่มแพร่
หลายในประเทศทั้งสามนั้น และแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ใน
โลกในเวลาต่อมา ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศอดีตอาณานิคมทั้ง
หลายที่ได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้ ต่างแสดงความ
ศรัทธาในการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยดำาเนินการปกครอง
- 79.
ประเทศของเขาในระบอบประชาธิปไตยดันทั้งนั้นในระยะแรก ๆ
หลั ง จ า ก ไ ด้ เ อ ก ร า ช
ประการที่สี่ สังคมโลกเริ่มมีความเสมอภาคมากขึ้น โดย
ประเทศเล็ก ๆ และอ่อนแอได้รับการยอมรับว่าอธิปไตยและสิทธิ
เ ท่า เ ทียมกับปร ะ เทศใหญ่ ในกา รออกเ สียง ในองค์กา ร
สหประชาชาติ ยังผลให้ประเทศใหญ่พยายามเอาใจแทนที่จะ
คุกคามประเทศเล็กเหมือนในสมัยก่อน และพยายามให้ความช่วย
เ ห ลือ แ ก่ป ร ะ เ ท ศ เ ล็ก ม า ก ก ว่า เ อ า เ ป รีย บ ป ร ะ เ ท ศ เ ล็ก
4. ผลทางด้านจิตวิทยา
สงครามโลกครั้งที่สองได้ก่อผลกระทบทางด้านจิตวิทยา
มากกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหลายประการด้วยกันคือ
1) เนื่องจากในสงครามครั้งนี้ได้มีการนำาเอาอาวุธปรมาณู
อันมีอานุภาพร้ายแรงมาใช้ทำาลบายทรัพย์สินและชีวิตของ
พลเรือนในเมืองใหญ่ด้วย จึงทำาให้เกิดความหวั่นกลัวว่าหากเกิด
สงครามโลกอีกครั้งหนึ่ง คงจะต้องมีการทำาลายทรัพย์สินและชีวิต
มนุษย์ทั้งทหารและพลเรือนอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้ประชาชนผู้
ปรารถนาจะเห็นสันติภาพมีอยู่อย่างยืนยง จึงพากันก่อตั้งองค์การ
ของประชาชนขึ้นทั้งในระดับชาติและระดังโลก เพื่อทำาหน้าที่
เป็นกลุ่มกดดัน คอยป้องกันมิให้รัฐบาลต่าง ๆ ใช้สงครามเป็น
เครื่องมือในการคุกคามหรือรุกรานประเทศอื่น ตัวอย่างเช่นมีการ
ก่อตั้งกลุ่มประชาชนผู้รักสันติภาพในประเทศประชาธิปไตยใหญ่
ๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนใน
ระดับโลกก็มีการตั้งสภาสันติภาพโลก (World Peace Council)
ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้น
โดยมีสำานักงานใหญ่อยู่ที่สวีเดน และสมาคมสภาและธรรมนูญโลก
(World Constitution and Parliament Associations) ซึ่ง
ประชาชนในยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในโลกจัดตั้ง
ขึ้น โดยมีสำานักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา มีเป้าหมายในการ
รณรงค์ให้มีการจัดตั้ง “รัฐบาลโลก” (World Government)
โดยมีสภาโลก ซึ่งประกอบด้วย 3 สภา คือ สภาผู้แทนของรัฐบาล
ต่าง ๆ สภาผู้แทนประชาชนของประเทศต่าง ๆ และสภาผู้แทนของ
ปัญญาชนในประเทศต่าง ๆ ทำาหน้าที่ควบคุมการทำางานของคณะ
มนตรีโลก (World Cabinet) ในการดำาเนินกิจการของโลกเพื่อ
ให้เกิดสันติภาพ
2) สงครามครั้งนี้ทำาให้เกิดความรู้สึกในหมู่ผู้บริหารและ
ประชาชนว่า ความรังเกียจเดียดฉันท์ระหว่างชาติและความรู้สึก
ชาตินิยมที่รุนแรง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำาให้เกิดสงครามฉะนั้น จึง
- 80.
เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนของโลกจะต้องขจัดความ
รังเกียจเดียดฉันท์ระหว่างชาติและความรู้สึกชาตินิยมที่รุนแรงให้
หมดไปประชาชนดังกล่าวนี้จึงได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์การ
การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมขึ้นภายในกรอบของ
สหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific
and Culture Organization) ซึ่งทำาหน้าที่ขจัดความรู้สึก
เกลียดชังกันระหว่างชาติ หรือความหลงชาติให้หมดไปจากจิตใจ
ของมวลมนุษย์ โดยส่งเสริมการศึกษา วิทยาศาสตร์ และ
วัฒนธรรมของชาติต่าง ๆ ให้เป็นที่แพร่หลายและสร้างความ
เข้าใจซึ่งกันและกันในทางดี
3) การพ่ายแพ้อย่างง่ายดายของมหาอำานาจเก่าต่อเยอรมนี
และญี่ปุ่น ในระยะต้นของสงครามทำาให้ชาวผิวขาวที่ปกครอง
อาณานิคมในเอเชียและแอฟริกาไม่เป็นที่เกรงกลัวของชาว
อาณานิคมอีกต่อไป และทำาให้ชาวอาณานิคมกล้าที่จะทำาสงคราม
เรียกร้องเอกราชจากชาวตะวันตก
4) เนื่องจาก ในสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศคู่สงคราม
ได้ใช้วิทยุเป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่อให้ทหารและประชาชน
ของประเทศศัตรูเสียขัวญ และหมดกำาลังใจที่จะคิดต่อสู้ต่อไป และ
บำารุงทหารและประชาชนของประเทศตนให้มีกำาลังใจที่จะต่อสู้ต่อ
ไป จนกว่าจะได้ชัยชนะ จึงทำาให้วิทยุ และสื่อมวลชนอื่น ๆ กลาย
เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลในยามสันติ และ
ในการทำาสงครามจิตวิทยาระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพ
โซเวียต เพื่อจูงใจให้ประชาชนทั่วไปมีความนิยมในระบบการ
ปกครองของตน
เรื่องที่ 9.2.3 ผลกระทบขอสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีต่อ
ภูมิภาค
เนื่องจากผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สองที่มีต่อสังคม
โลก มีขอบข่ายกว้างขวางและครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
และการเมือง รวมทั้งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทาง
เศรษฐกิจ และทางการเมืองของสังคมโลกอย่างมากดังกล่าวแล้ว
จึงทำาให้ภูมิภาคต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างมากตามไปด้วยทั้งใน
ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้
1. ผลทางด้านเศรษฐกิจ
สงครามโลกครั้งที่สอง ก่อให้เกิดความพินาศแก่ชีวิตและ
ทรัพย์สินองประเทศคู่สงครามในยุโรปและเอเชีย ทั้งผู้แพ้และผู้
ชนะ ประเทศผู้ชนะในยุโรปตะวันตกต่างไม่อยู่ในฐานะที่จะฟื้นฟู
- 81.
เศรษฐกิจของตนเองได้ และจะคิดเรียกค่าเสียหายจากเยอรมนี
โดยทันทีก็ไม่ได้โดยเกรงว่าอาจทำาให้ชาวเยอรมันเดือดร้อนและ
มีความขมขื่นต่อการปฏิบัติของผู้ชนะ เหมือนที่เกิดขึ้นในระยะ
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้สหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเข้ม
แข็งทางเศรษฐกิจจึงเสนอแผนที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจแก่ประเทศ
ในยุโรป เพื่อให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนได้เร็วขึ้นโดยมี
เงื่อนไขว่าประเทศจะร่วมมือกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แผนการ
ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขอสหรัฐอเมริกาแก่ยุโรปซึ่งเรียกกันต่อมา
ว่า “แผนการมาร์แชล” (Marshall”Plan) เพื่อให้เกียรติแก่ยอร์จ
มาร์แชล รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาผู้เปิดเผยแผน
ช่วยเหลือดังกล่าว ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1947 ซึ่งปรากฏว่า
บรรดาประเทศยุดรปตะวันตกยินดีคับความช่วยเหลือตามแผนดัง
กล่าว ส่วนสหภาพโซเวียตและมิตรประเทศในยุโรปตะวันออก
ปฏิเสธที่จะรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าเป็น
แผนสร้างจักรวรรดินิยมของสหรัฐอเมริกาและประกาศตั้ง “สภา
ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านเศรษฐกิจ ” (Council for
Mutual Economic Assistance-CMEA ห รือ Comecon)
ประกอบด้วยสหภาพโซเวียตและมิตรในยุโรปตะวันออก สำาหรับ
เยอรมนีผู้แพ้สงครามได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟู
ประเทศอย่างมากเช่นกัน จนทำาให้เยอรมนีสามารถฟื้นตัวได้ทัน
ป ร ะ เ ท ศ ผู้ ช น ะ ใ น ยุ โ ร ป ต ะ วั น ต ก
ส่วนในเอเชียนั้น สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ยึดครองญี่ปุ่นได้ให้
ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ญี่ปุ่นอย่างมากเช่นกัน ยังผลให้
ญี่ปุ่นฟื้นฟูได้เร็วพอ ๆ กับเยอรมนี จนสามารถชดใช้ค่าเสียหาย
ให้แก่ประเทศที่ถูกญี่ปุ่นบุกได้หมดในที่สุด ในทำานองเดียวกัน
สหรัฐอเมริกาต้องการช่วยเหลือจีนแต่ทำาไม่ได้เต็มที่ที่ เนื่องจาก
จีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ กับรัฐบาล คือ
พ ร ร ค ช า ติ นิ ย ม (ก๊ ก มิ น ตั๋ ง )
สำาหรับทวีปแอฟริกาได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่มากนัก
เพราะการรบในสมรภูมินี้ไม่รุนแรง และกินเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น
การฟื้นฟูบูรณะประเทศที่อยู่ในสมรภูมิสงครามจึงไม่มีปัญหามาก
นั ก
2. ผลทางการเมือง
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สงครรมครั้งนี้มีผลทำาบลายระบอบ
เผด็จการฟาสซิสต์และนาซีลงและมีส่วนช่วยให้ระบอบเผด็จการ
คอมมิวนิสต์เข้มแข็งขึ้น จนสามารถขยายตัวไปครอบงำาประเทศ
ต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกได้ทั้งหมด และกีดกันมิให้มีการติดต่อ
- 82.
กันระหว่างประเทศยุโรปตะวันออกกับยุโรปตะวันตกเหมือนดังเอา
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลแห่งอังกฤษ เรียกว่าม่านเหล็ก
(Iron Cudtain) ม า กั้ น ไ ว้
ส่วนในเอเชียนั้นสงครามครั้งนี้ทำาให้เกาหลีได้เอกราช แต่
ถูกแบ่งออกเป็นสอง ส่วน เนื่องจากสหภาพโซเ วียตและ
สหรัฐอเมริกาซึ่งเข้าไปปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในเกาหลีตอนเหนือ
และตอนใต้ไม่อาจร่วมมือกัน เพื่อทำาให้เกาเหลีทั้งสองส่วนรวมกัน
ได้ จึงต้องแยกกันเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จนทุกวันนี้
นอกจากนั้น สงครามครั้งนี้ได้มีผลทำาให้ขบวนการชาตินิยม
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข็มแข็งขึ้นและมีประสบการณ์ในการ
บริหารของตนมากขึ้น เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นได้ช่วยฝึกและติด
อาวุธให้แก่กองกำาลังของขบวนการชาตินิยม รวมทั้งเปิดโอกาสให้
ผู้นำาของขบวนการเหล่านี้ในประเทศต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นขับไล่ผู้
ปกครองชาวยุโรปออกไป ได้เข้ามามีส่วนในการบริหารประเทศ
ของตนในระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น ซูการ์โน
แห่งอินโดนีเซีย และอองซานแห่งพม่า ต่างได้รับการสนับสนุนให้
เข้าบริหารประเทศในตำาแหน่งสำาคัญ ฉะนั้นเมื่อสงครามสิ้นสุดและ
ผู้ปกครองชาวยุโรปต้องการจะกลับมามีอำานาจอีก จึงได้รับการ
ต่อต้านจากขบวนการชาตินิยมในประเทศทั้งสอง ซึ่งปรากฏว่า
พม่าได้เอกราชโดยไม่ต้องใช้กำาลัง ส่วนอินโดนีเซียต้องรบกับ
เนเธอร์แลนด์เกือบ 3 ปี จึงได้เอกราช ในทำา นองเดียวกัน
ขบวนการชาตินิยมในอินโดจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม
ต้องทำาการต่อสู้กับฝรั่งเศส นานกว่า 7 ปี จึงได้เอกราชสำาหรับ
อินเดียนั้นแม้จะไม่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง แต่ขบวนการคองเกรส
(Congress Movement) มีผู้นำาที่เข็มแข็งมาก จึงสามารถบีบ
บังคับให้อังกฤษมอบเอกราชให้แก่อินเดียโดยไม่ต้องทำาสงคราม
และเนื่องจากชาวอินเดียมุสลิมต้องการบ้านเมืองของตนเองจึงแยก
ไ ป ตั้ ง ป ร ะ เ ท ศ ใ ห ม่ เ รี ย ก ว่ า ป า กี ส ถ า น
ส่วนอาณานิคมของอิตาลีในแอฟริกาคือ โซมาลิแลนด์และ
ลิเบีย ได้รับการดูแลโดยสหประชาชาติ เพื่อเตรียมตัวที่จะเป็น
เอกราชต่อไป สำาหรับอาณานิคมและดินแดนในอารักขาของ
ประเทศอื่นก็เริ่มที่จะเรียกร้องเอกราชบ้าง เช่น ตูนิเซีย โมร็อกโก
และแอลจีเรียของฝรั่งเศสเป็นต้น และได้เอกราชในที่สุด
3. ผลทางด้านสังคม
ดังกล่าวมาแล้วว่า สงครามครั้งนี้ทำาให้เกิดการโยกย้ายถิ่น
ของประชากรในยุโรปเป็นจำานวนมาก โดยเฉพาะชาวเยอรมัน
และชาวยิวก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมในประเทศที่ต้องรับผู้อพยพ
- 83.
เข้าไว้ ส่วนในเอเชีย ผลกระทบด้านสังคมเกิดขึ้นกับประเทศที่เป็น
สมรภูมิของสงครามอย่างมาก อาทิ ญี่ปุ่น จีน พม่า และอินโดนิ
เซีย เป็นต้น ซึ่งประสบความเสียหายทางทรัพย์สินถูกทำาลาย
ระหว่างสงคราม ยังผลให้เกิดการขาดแคลนที่อยู่อาศัย และการ
ฟื้ น ฟู บู ร ณ ะ ป ร ะ เ ท ศ ใ ห้ สู่ ส ภ า พ เ ดิ ม
นอกจากนั้นผลทางสังคมที่เห็นชัดก็คือ สงครามครั้งนี้ได้มี
ผลทำาให้อาณานิคมหลายแห่งในทุกภูมิภาคได้เอกราช ซึ่งยังผล
ให้ประเทศเหล่านี้มีฐานะทางสังคมสูงเท่าเทียมชาวยุโรปที่เคย
ป ก ค ร อ ง ต น ม า ก่ อ น
เรื่องที่ 9.3.3 ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่สองต่อ
ความร่วมมือระหว่างประเทศภายหลังสงคราม
เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สองมีสาเหตุมาจากความไม่ร่วม
มือกันอย่างจริงจังระหว่างประเทศมหาอำานาจและความอ่อนแอ
ขององค์การสันนิบาตชาติ และสงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสีย
หายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก จึงทำาให้ประเทศคู่สงคราม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายพันธมิตรเชื่อกันว่าจะต้องป้องกัน
สงครามโลกมิให้เกิดขึ้นอีก และวิธีที่จะป้องกันมิให้สงครามโลก
เกิดขึ้นอีกก็คือ การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาอำานาจและ
มิตรประเทศที่ร่วมมือกันเป็น “สหประชาชาติ” อยู่ในขณะนั้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น กลับ
ม า คุ ก ค า ม สั น ติ ภ า พ ข อ ง โ ล ก ไ ด้ อี ก
ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ผลกระทบของสงครามครั้งนี้ต่อความ
ร่วมมือระหว่างประเทศก็คือ สงครามครั้งนี้ทำาให้ฝ่ายพันธมิตรเห็น
ความสำาคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อความมั่นคงร่วม
กัน (collcetive Security) ด้วยเหตุนี้ในขณะที่สงครามยังดำาเนิน
อยู่อย่างดุเดือด รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา จีน และ
สหภาพโซเวียต ซึ่งประชุมร่วมกัน กล่าวถึง “ความจำาเป็นที่จะต้อง
จัดตั้งองค์การระหว่างประเทศทั่วไปขึ้นให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ เพื่อ
ทำาหน้าที่ในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
โดยยึดมั่นในหลักการแห่งความเสมอภาคในอธิปไตยชองประเทศ
ที่รักสันติภาพทั้งหลาย และจะเปิดโอกาสให้ทุกประเทศไม่ว่าใหญ่
หรือเล็กเข้าเป็นสมาชิกได้” ต่อมาในปี ค.ศ.1943 ผู้แทนของสาม
มหาอำานาจคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และสหภาพโซเวียต ได้
ประชุมกันที่ดัมบาร์ตัน โอค (Damarton Ork) ใกล้นคร
วอชิงตันในสหรัฐอเมริกาเพื่อยกร่างกฎบัตร (Charter) สำาหรับ
องค์การระหว่างประเทศใหม่แทนกติกาขององค์การสันนิบาตชาติ
- 84.
ซึ่งทุกประเทศที่ร่วมกับฝ่ายพันธมิตรได้รับร่างดังกล่าวมาพิจารณา
และนำาไปใช้เป็นต้นร่างในการประชุมร่างกฎบัตรสหประชาชาติ
ใน เ ดือ น มิถุน า ย น ค .ศ . 1945 ที่น ค ร ซ า นฟ า น ซิส โ ก
ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ มหาอำานาจทั้ง 4 ไม่ได้กล่าวถึงองค์การ
สันนิบาตชาติเลย ทั้ง ๆ ที่องค์การนี้ยังไม่ได้ล้มไป ทั้งนี้คง
เนื่องจากว่าองค์การสันนิบาตชาติได้ไล่สหภาพโซเวียตออกจาก
สมาชิกภาพ เนื่องจากสหภาพโซเวียตทำาสงครามรุกรานฟินแลนด์
ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1939 ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ
และจีนซึ่งหวังที่ให้สหภาพโซเวียตร่วมมือด้วยในการจัดตั้ง
องค์การระหว่างประเทศขึ้น จึงได้ประชุมเรื่องนี้ที่นครมอสโก และ
เนื่องจากสหรัฐอเมริกาต้องการให้สหภาพโซเวีจตร่วมมือกับตน
และมหาอำานาจอื่นอย่างจริงจังในองค์การระหว่างประเทศใหม่ จึง
ยอมให้สหภาพโซเวียตมีที่นั่งในสมัชชาใหญ่ถึง 3 ที่ โดยให้แก่
สหภาพโซเวียต 1 ที่นั่ง และให้แก่รัฐยูเครนและรัฐไบโร-รุสเซีย
ซึ่งเป็นรัฐในสหภาพโซเวียตอีกรัฐละ 1 ที่นั่ง ทั้งนี้เพื่อให้สหภาพ
โซเวียตรู้สึกว่าตนไม่ได้นั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงประเทศเดียว
แ ล ะ มีเ พีย ง เ สีย ง เ ดีย ว ใ น ที่ป ร ะ ชุม ส ห ป ร ะ ช า ช า ติ
อาจกล่าวได้ว่าถ้ามหาอำานาจที่ร่วมมือกันทำาสงครามปราบ
ฝ่ายอักษะร่วมมือกันตลอดไป ก็เชื่อได้ว่าจะสามารถรักษา
สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศให้ดำารงอยู่ต่อไปได้โดย
ไ ม่ มี ป ร ะ เ ท ศ ใ ด ก ล้ า ม า คุ ก ค า ม