การวิจัย
ทาง
สังคมศาสตร์
1
การค้นหาความรู้แบบ
ดั้งเดิม
1. จากการบอกเล่า
2. จาการยอมรับที่เป็นข้อ
ตกลง
3. จากความเชื่อ
ผลจากข้อค้นพบทำาให้มีการใช้
ความเป็นเหตุเป็นผล
2
การใช้ความเป็นเหต
เป็นผล
ในการค้นหาความรู้
1. การใช้เหตุผลแบบอนุมาน (Deductive
Reasoning)
(1) ใช้จากข้อเท็จจริงหลัก (Major
Premise)
(2) ใช้ข้อเท็จจริงรอง (Minor Premise)
(3) ใช้จากข้อสรุป (Conclusion)
(เป็นวิธีทีมีข้อผิดพลาดได้ง่าย)3
ความคลาดเคลื่อนที่
เกิดขึ้น
จาการใช้ความเป็นเหตุ
เป็นผล
1. การสังเกตที่ขาดความแม่นยำา
2. การสรุปอ้างอิงเกินข้อค้นพบ
3. การเลือกสังเกตเพียงบาง
เหตุการณ์
4. การสร้างสารสนเทศขึ้นก่อน
4
การค้นหา
ความรู้
ด้วยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ 5
เริ่มจากการที่ ชาลส์ ดาวิน ที่
นำาการใช้เหตุผลเชิง
อนุมานควบคู่ไปกับการใช้เหตุผล
แบบอุปมาน โดย
(1) ศึกษาสภาพปัญหา
(2) วิเคราะห์ข้อมูล
(3) สร้างสมมุติฐาน
(4) รวบรวมข้อมูลเพื่อนำามายืนยัน
ความถูกต้องของ
สมมุติฐาน 6
วิธีการทาง
วิทยาศาสตร์
(Scientific Method)
เป็นวิธีการที่มีการพิสูจน์ระบบความ
คิดที่รวบรวมไว้ได้ใน
จุดเริ่มต้นด้วยข้อมูลหรือหลักฐาน
นำามาสรุปผล โดยมี
ขั้นตอน ดังนี้
1. การใช้เหตุผลเชิงอนุมาน
7
2. การเชื่อมโยงเหตุผลเชิงอนุมาน
เข้ากับเหตุผลเชิงอุปมาน
(1) วางแผนดำาเนินงาน
(2) ออกแบบวิธีศึกษา
3. การใช้เหตุผลเชิงอุปมาน
(1) การเก็บรวบรวมข้อมูล และหลัก
ฐานเพื่อ
ยืนยันสมมุติฐานที่วางไว้
(2) การวิเคราะห์ข้อมูล
8
การวิจัย
(Research)
9
การวิจัยทาง
สังคมศาสตร์
ความหมาย กระบวนการ
แสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริง
ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ มี
แบบแผนตามแนวทางของ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้
ได้ความรู้ หรือ
10
ความรู้ของนักวิจัยทาง
สังคมศาสตร์
นักวิจัยที่จะสามารถทำาการวิจัย
ทางสังคมศาสตร์ได้
ต้องมีความรู้ ดังนี้
1. ความรู้ในสาขาวิชาที่ต้อง
ทำาการวิจัย
2. ความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธี
11
จุดมุ่งหมายของการ
วิจัย
1. เพื่อการบรรยาย
(Description)
2. เพื่อการอธิบาย (Explanation)
3. เพื่อการทำานาย (Prediction)
4. เพื่อการควบคุม (Control)
12
ประโยชน์ของการวิจัย
ทางสังคมศาสตร์
1. ทำาให้ข้อค้นพบที่ทำาให้ผู้อื่นมี
ความเข้าใจและยอมรับ
2. เป็นข้อมูลที่สามารถนำามาใช้
ประโยชน์ในการกำาหนด
นโยบายและการวางแผน
3. ทำาให้เกิดการยอมรับในการ 13
ลักษณะการศึกษา
การวิจัยทาง
สังคมศาสตร์
1. การศึกษาถึงความอยู่รอดหรือ
การดำารง
อยู่ขององค์กรหรือกลุ่ม
บุคคลทางสังคม
2. การศึกษาถึงการเจริญเติบโต
หรือการขยาย 14
คุณภาพของงาน
วิจัย
1. ความรู้ของนักวิจัย
2. ความคิดริเริ่มของนักวิจัย
3. ความสามารถในการวิเคราะห์
หรือสังเคราะห์
ของนักวิจัย
4. จรรยาบรรณของนักวิจัย
(1) ความซื่อสัตย์ในการดำาเนินงาน
(2) การไม่ล่วงละเมินสิทธิของ 15
ประเภทของ
การวิจัย
ทาง
สังคมศาสตร์ 16
การแบ่งตามจุดมุ่ง
หมาย
1. การวิจัยเชิงพยากรณ์
(Predicting)
เป็นการวิจัยที่มุ่งถึงเหตุการณ์ใน
อดีตจนถึงปัจจุบัน
เพื่อใช้ทำานายอนาคต
2. การวิจัยเชิงวินิจฉัย
(Diagnosis)
เป็นการวิจัยที่มีเป้าหมายในการ 17
การแบ่งตามประโยชน์
ของการใช้
1. การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research)
เป็นการวิจัยที่มุ่งพัฒนาทาง
แนวคิดโดยยังไม่มีจุดหมาย
แน่นอนของการนำาไปใช้
2. การวิจัยประยุกต์ (Applied
Research)
เป็นการวิจัยที่มุ่งหมายการนำา
18
การแบ่งตามวิธี
รวบรวมข้อมูล
1. การวิจัยเอกสาร
(Documentary)
2. การวิจัยจาการสังเกต
(Observation)
3. การวิจัยแบบสำามะโน (Census)
โดยการรวบรวมข้อมูลจากทุก
หน่วยของประชากร 19
แบ่งตามสาขาวิชา
1. การวิจัยเชิงประเมิน
(Evaluation Research)
2. การวิจับเชิงนโยบาย
(Policy Research)
3. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
(Historical Research)
20
แบ่งการควบคุมตัวแปร
แทรกซ้อน
1. การวิจัยไม่ทดรอง (Non-
Experimental)
เป็นการวิจัยตามสภาพที่เป็น
ไปตามธรรมชาติ
(1) การวิจัยเชิงพรรณนา
(Descriptive)
(2) การวิจัยเชิงความสัมพันธ์
21
แบ่งตามประเภทการ
วิจัย
1. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case
Study)
2. การสำารวจ (Survey)
3. การทดรอง (Experimental)
22
แบ่งตามชนิดของ
ข้อมูล
1. การวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative)
เป็นการวิจัยที่ศึกษาข้อมูลที่
สามารถแจงนับได้
และอาศัยเทคนิคทางสถิติมา
ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล 23
แบ่งตามระยะเวลา
การศึกษา
1. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์
(Historical)
2. การวิจัยภาคตัดขวาง (Cross-
Section)
วิจัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กับกลุ่ม
เป้าหมายจำานวนมาก 24
แบ่งตามความซับซ้อน
ของการศึกษา
1. การวิจัยบุกเบิก (Exploratory)
2. การวิจัยเชิงบรรยาย
(Descriptive)
3. การวิจัยเชิงความสัมพันธ์
(Correlation)
4. การวิจัยเชิงเหตุและผล (Causal)
(1) การศึกษาโดยการสร้าง 25
ความแตกต่าง
ของการวิจัย
เชิงปริมาณและ
26
1. ความแตกต่างด้านแนวคิด
2. สมมุติฐานการวิจัย
3. การสุ่มตัวอย่าง
4. ผลของการสุ่มตัวอย่าง
5. ชนิดของข้อมูล
6. การเก็บรวบรวมข้อมูลเมื่อ
ใช้ข้อมูลปฐมภูมิ
7. ผลการเก็บรวบรวมข้อมูล
8. การวิเคราะห์ข้อมูล 27
ความแตกต่างด้าน
แนวคิด
การวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการวิจัย
ที่มีความเชื่อแนวคิด
แบบวิทยาศาสตร์ที่สนใจการ
อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย
วิธีการคณิตศาสตร์ และเชื่อว่า
วิธีการแสวงหาความรู้
ที่ดีที่สุดคือ การใช้วิธีการทาง 28
การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยที่
มีความเชื่อพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์
เกี่ยวกับการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา เพื่อ
สร้างข้อสรุป โดยให้ความสำาคัญใน
ด้าน
(1) ข้อมูลที่เป็นพฤติกรรมที่
สังเกตได้
(2) ข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นของ
มนุษย์
(3) การกำาหนดคุณค่าของสิ่ง 29
ความแตกต่างด้าน
สมมติฐานการวิจัย
(Hypothesis)
1. เชิงปริมาณ ถูกกำาหนดขึ้นก่อน
ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล
และนำาผลจากข้อมูลที่เก็บ
รวบรวมได้มาทำาการ
วิเคราะห์เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน
30
ความแตกต่างด้านการ
สุ่มตัวอย่าง
(Sampling)
1. เชิงปริมาณ เป็นการสุ่มโดย
อาศัยความน่าจะเป็น
เช่น การสุ่มอย่างง่าย (Simple
Random)
การสุ่มแบบจำาแนกให้
31
ความแตกต่างของผล
การสุ่มตัวอย่าง
1. เชิงปริมาณ
(1) ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากการ
สุ่มตัวอย่าง
(2) สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้
(3) ไม่มีความผูกพันระหว่างผู้วิจัยกับ
กลุ่มตัวอย่าง
หรือประชากรที่ศึกษา
2. เชิงคุณภาพ
(1) มีความคลาดเคลื่อนจากการเลือก 32
ความแตกต่างชนิด
ของข้อมูล
1. เชิงปริมาณ นิยมใช้ข้อมูลปฐม
ภูมิ
2. เชิงคุณภาพ ใช้ทั้งข้อมูลปฐม
ภูมิและทุติยภูมิ
33
ความแตกต่าง
ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล
เมื่อใช้ข้อมูลปฐมภูมิ
1. เชิงปริมาณ การใช้
แบบสอบถาม การสัมภาษณ์
การสังเกต และการ
ศึกษาจากสถานที่
2. เชิงคุณภาพ การสังเกต การ 34
ความแตกต่าง
ด้านผลการเก็บ
รวบรวมข้อมูล
1. เชิงปริมาณ ได้เฉพาะข้อมูลที่
กำาหนดไว้เท่านั้น ทำาให้
มีโอกาสขาดรายละเอียดที่
สำาคัญอื่นๆ
2. เชิงคุณภาพ ได้ข้อมูลทุก 35
ความแตกต่างด้านการ
วิเคราะห์ข้อมูล
1. เชิงปริมาณ
(1) ใช้สถิติบรรยาย (Descriptive)
(2) ใช้สถิติอนุมาน (Interferential)
(3) การวิเคราะห์มีความเป็นปรนัย
เข้าใจง่าย
2. เชิงคุณภาพ
(1) ใช้สถิติบรรยายประกอบการ
วิเคราะห์โดยใช้ความ
เป็นเหตุเป็นผล 36
37
การวิจัยเชิง
ทดลอง
(Experimental Research)
38
หลักการที่สำาคัญ
ของการวิจัยเชิง
ทดลอง
1. การสุ่ม (Randomization)
2. การจัดกระทำาตัวแปร
(Manipulation)
3. การควบคุม (Control)
39
การสุ่ม
(Randomization)
เป็นการควบคุมตัวแปร
แทรกซ้อนที่เกิดจากกลุ่มตัวอย่าง
และวิธีการทดลอง มี 2 ขั้นตอน
1. การสุ่มจากประชากร (Random
Selection)
เป็นการสุ่มแต่ละหน่วยของ
ตัวอย่างประชากร ที่ทุก
40
การจัดกระทำา
ตัวแปร
(Manipulation)
เป็นการกำาหนดตัวแปรที่ใช้
ดำาเนินการทดลอง โดยตัวแปร
อิสระ (Independent Variable) ในการ
วิจัยเชิงทดลองเป็นตัวแปรที่เรียก
ว่า Active Variable ซึ่งผู้วิจัยจัด
41
การควบคุม (Control)
เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อ
นอื่นๆที่จะเกิดขึ้น
ในการทดลอง ซึ่งการทดลองทาง
สังคมศาสตร์จะเป็น
เรื่องที่ยาก เพราะมีผลในด้าน
จริยธรรมและการละเมิด
สิทธิมนุษยชน
42
รูปแบบของการวิจัย
เชิงทดลอง
1. Pre-experiment เป็นการดำาเนิน
การที่ใช้
กลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียว
2. Quasi-experiment ใช้กลุ่ม
ตัวอย่าง 2
กลุ่ม ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
มาก มีกลุ่มหนึ่งเป็น
ขั้นตอนการ
วิจัย
ทาง
สังคมศาสตร์ 43
1. ขั้นตอนทางทฤษฎี
(1) การกำาหนดประเด็นปัญหา
การวิจัย
(2) การทบทวนทฤษฎี แนวคิด
และ
ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
(3) การกำาหนดวัตถุประสงค์ใน
การวิจัย
(4) การตั้งสมมุติฐานการวิจัย 44
2. ขั้นตอนทางภาคปฏิบัติ
(1) การสร้างเครื่องมือและตรวจ
สอบคุณภาพ
ของเครื่องมือ
(2) การเก็บรวบรวมข้อมูล
(3) การวิเคราะห์ข้อมูล
(4) การแปลผลและสรุปผลการ
วิจัย
(5) การเขียนรายงานการวิจัย45
46
การกำาหนดประเด็น
ปัญหาการวิจัย
1. ความแตกต่างระหว่างปัญหา
ทั่วไปและปัญหาวิจัย
2. ที่มาของปัญหาการวิจัย
3. การกำาหนดปัญหาการวิจัยด้วย
การวิเคราะห์
(1) ความเป็นเหตุเป็นผล
(2) องค์ประกอบงานและสภาพ
47
5. การเลือกใช้ประเภทการวิจัย
ให้เหมาะสมกับ
ปัญหาการวิจัย
6. การเขียนประเด็นปัญหาการ
วิจัย
7. ข้อบกพร่องของการกำาหนด
ประเด็นการวิจัย
8. การทำาให้หัวข้อปัญหาการ
วิจัยแคบลง
48
ความแตกต่างของปัญหา
ทั่วไปและปัญหาการวิจัย
(1) ปัญหาทั่วไป เป็นปัญหาที่
เกิดความขัดแย้ง
ระหว่างสถานการณ์ที่
เป็นจริงกับสถานการณ์
ที่คาดหวัง
(2) ปัญหาการวิจัย เป็น
ประเด็นที่นักวิจัยสงสัย
49
ที่มาของปัญหาการ
วิจัย
1. จากทฤษฎีต่างๆ
2. จากแนวคิดต่างๆ
3. จากประสบการณ์การทำางาน
4. จากงานวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
5. จากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
6. จากความสนใจส่วนตัวของผู้
50
ปรากฏก
ารณ์
งาน
วิจัย
แนวคิด
ทฤษฎี
ความ
สนใจ
ประสบก
ารณ์
ผู้
เชี่ยวชา
ญ
คำา
สั่ง
ราย
ละเอียด
ของ
ปรากฏกา
รณ์
สาเหตุ
ผลที่
ตามมา
ศึกษาการ
เปลี่ยนแปลง
หรือแนว
โน้ม
ศึกษาความ
แตกต่าง
ระหว่าง
ประชากร
พื้นที่
ศึกษาราย
ละเอียด
เพื่อการ
บรรยายศึกษาความ
สัมพันธ์
ศึกษาความ
แนวทาง
แก้ไข
เวลา กลุ่มประชากร หรือ
สภาพทางภูมิศาสตร์
51
การกำาหนดปัญหา
การวิจัย
ด้วยการวิเคราะห์ความ
เป็นเหตุเป็นผล
1. จากรายละเอียดเกี่ยวกับ
ปรากฏการณ์ที่สนใจ
2. จากการศึกษาผลที่เกิดจาก
ปรากฏการณ์
52
การกำาหนดประเด็น
ปัญหา
ผู้วิจัยสามารถกำาหนดประเด็น
ปัญหาได้จาก
1. การศึกษาเจาะลึกในรายละเอียดของ
สถานการณ์
2. การศึกษาสาเหตุของการเกิด
สถานการณ์
(1) การศึกษาระดับความสัมพันธ์ระหว่าง
สถานการณ์กับสาเหตุ
(2) การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
53
การกำาหนดปัญหาการวิจัย
ด้วยการวิเคราะห์
องค์ประกอบงานและ
สภาพการดำาเนินงาน
1. ประเด็นที่เกิดขึ้นก่อนการ
ดำาเนินงาน
2. ประเด็นที่เกิดขึ้นระหว่าง
การดำาเนินงาน
54
การกำาหนดปัญหาการวิจัย
ด้วยการวิเคราะห์
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการ
ดำาเนินงาน
เป็นการมุ่งค้นหาความรู้เพื่อ
แก้ไขสภาพการดำาเนินงาน
ที่เป็นอยู่ หรือที่เรียกว่า การวิจัย
เชิงปฏิบัติการ
55
การสังเกต
ปัญหาที่เกิดขึ้น
การศึกษาข้อมูลเบ้องต้นเพื่อ
ยืนยันสภาพปัญหา
การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา
การออกแบบ
การวิจัย
การทดลองใช้
แนวทางแก้ปัญหา
เก็บข้อมูลที่ได้รับ
และวิเคราะห์ข้อมูล
ได้ผลตามที่
ต้องการ
ไม่ได้ผลตาม
ที่ต้องการ
สรุปผล-เขียนรายงาน
และนำาไปใช้ปฏิบัติ
กาปรับ
แบบ
ได้ผลตามที่ ไม่ได้ผลตาม
การทดลอง
ใช้ครั้งที่ 2
56
วงจรต่อเนื่องของการ
วิจัยเชิงปฏิบัติการ
การ
สะท้อน
ผล
การปฏิบัติ
ตามแผน
การ
สะท้อน
ผล
การปฏิบัติ
ตามแผน
การ
วางแผน
การ
วางแผน
การติดตามและ
ประเมินผล
การติดตามและ
ประเมินผล
57
การประเมินหัวข้อ
ปัญหาที่จะทำาการวิจัย
1. พิจารณาด้านผู้ทำาการวิจัย โดย
พิจารณาจาก
(1) เรื่องที่ผู้วิจัยสนใจ
(2) ความสามารถของผู้วิจัย
(3) ความรู้ของผู้วิจัย
(4) ข้อจำากัดเรื่องเวลา
(5) แหล่งข้อมูล
(6) ความร่วมมือของผู้
58
2. พิจารณาด้านสังคม
(1) เป็นเรื่องวิกฤตของปัญหา
(2) เป็นงานเสริมความรู้ใหม่
(3) เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน
(4) ไม่ซำ้าซ้อนกับงานวิจัยอื่น
(5) เป็นการศึกษาต่อจากงานวิจัย
อื่นเพื่อให้ครบวงจร
(6) เป็นผิดต่อศีลธรรมหรือไม่
ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น
59
การเลือกใช้ประเภท
ของการวิจัย
ให้เหมาะกับประเด็น
ปัญหาการวิจัย
1. จุดมุ่งหมายการทำาวิจัย
2. เงื่อนไขและข้อจำากัดในการ
ทำาการวิจัย
3. การควบคุมสถานการณ์ใน
60
การเขียนประเด็นปัญหา
ในรายงานวิจัย
1. มีหัวข้อประเด็นปัญหาในบทที่ 1
และเขียนในรูป
ประโยคคำาถาม
2. เขียนรวมอยู่ในหัวข้อความเป็น
มาและความสำาคัญ
ของปัญหา โดยไม่พบข้อความ
61
ข้อบกพร่อง
ของการกำาหนดประเด็น
ปัญหาการวิจัย
1. กำาหนดปัญหากว้างเกินไปทำาให้ไม่
ทราบว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
2. ผู้วิจัยไม่ได้วิเคราะห์ปัญหาให้ถูก
ต้อง ทำาให้เข้าใจ
คลาดเคลื่อนจากจุดเริ่มต้น
3. ผู้วิจัยขาดความสนใจในการ
62
การทำาให้หัวข้อการ
วิจัยแคบลง
1. ระบุประเด็นย่อยที่ต้องการ
ศึกษาให้ชัดเจน
2. ระบุกลุ่มเป้าหมายที่จะทำาการ
ศึกษา
3. ระบุทิศทางให้ชัดเจนเกี่ยวกับ
(1) รายละเอียดของปัญหา (2)
สาเหตุของปัญหา
63
การตั้งชื่อในเรื่อง
วิจัย
1. ควรตั้งชื่อที่เป็นกลาง และ
ชัดเจน
2. มีการกำาหนดขอบเขตการวิจัย
ที่ชัดเจน
(1) ทางภูมิศาสตร์ (2) เวลา
(3) ประเภทการวิจัย (4)
ขอบเขตทางวิชาการ
64
การเขียนวัตถุประสงค์
การวิจัย
1. ต้องสอดคล้องกับปัญหาการ
วิจัย
2. มีความเป็นไปได้ที่จะได้คำาตอบ
จากการวิจัยครั้งนี้
3. สามารถเข้าใจได้ง่าย
4. ใช้ประโยคบอกเล่า
5. มีองค์ประกอบ ES-SMART
65
การทบทวน
เอกสารที่
เกี่ยวข้องกับงาน
วิจัย
66
การอ้างอิงเชิง
ทฤษฎี
(Theoretical Reference)
เป็นการนำาผลจากการค้นคว้าจาก 1.
ทฤษฎี (Theory)
2. แนวคิด (Paradigm) และ 3. ผลงาน
วิจัยที่เกี่ยวข้อง
มาใช้อ้างอิงในขั้นตอนต่างๆของการ
วิจัย ประกอบด้วย
1. การกำาหนดประเด็นปัญหาการวิจัย
67
การอ้างอิงเชิง
ประจักษ์
(Empirical Reference)
เป็นการนำาผลการรวบรวมข้อมูลที่ผู้
วิจัยได้จาดสภาพ
ข้อเท็จจริงมาเทียบเคียงกับขั้นตอน
ต่างๆของการอ้างอิง
ทางทฤษฎี ประกอบด้วย
1. การเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความ
ถูกต้อง
68
ประโยชน์ของการทบทวน
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
1. ป้องกันการวิจัยที่ซำ้าซ้อน
2. สามารถกำาหนดขอบเขต
การวิจัยที่ชัดเจน
3. ผู้วิจัยสามารถเสนอแนวคิด
และทฤษฎี
การวิจัยได้ถูกต้อง
4. เตรียมการป้องกัน
69
แหล่งเอกสารและผลงาน
วิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. หนังสือทั่วไป (General Books)เช่น ตำาร
ต่างๆ
2. หนังสืออ้างอิง (Reference Books) เช่น
สารานุกรม
(Encyclopedia)หนังสือรายปี (Year-book) อักขรนุกรม
ชีวประวัติ
(Bibliographical Dictionaries) บรรณานุกรม Bibliographies)
ดัชนีวารสาร (Periodical Indexes) นามานุกรม (Directorie
3. วิทยานิพนธ์ (Thesis)
70
การกำาหนดประเด็นใน
การทบทวนเอกสาร
1. มีความละเอียดรอบคอบ
2. ใช้เวลาที่เหมาะสม
3. ไม่ส่งผลทำาให้งานวิจัย
ล่าช้า
4. สอดคล้องกับการนำาไปใช้
ในงานวิจัย
71
ขั้นตอนการรวบรวม
เอกสารเพื่อใช้ในงานวิจัย
1. การค้นข้อมูล : จากบัตรชื่อเรื่อง
ผู้แต่ง ฯ
2. การเลือกเอกสารและรายงาน
การวิจัย จาก
(1) แหล่งข้อมูล : ปฐมภูมิ หรือ
ทุติยภูมิ
(2) ความน่าเชื่อถือของผู้แต่ง
72
4. การบันทึกข้อมูล ควรบันทึกเกี่ยวกับ
(1) ชื่อผู้แต่ง ผู้วิจัย หรือคณะผู้วิจัย (2) ชื่อหัว
เรื่อง ชื่อหนังสือหรือวารสาร
(3) วัตถุประสงค์การวิจัย (4) วิธีวิจัย เช่น การ
กำาหนดกลุ่มตัวอย่าง การ
รวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ (5) ผลการ
วิจัยตรงตามสมมติฐานหรือไม่
(6) ฉบับที่ (7) สถานที่พิมพ์ (8) ชื่อโรงพิมพ์ (9) ปีท
พิมพ์
5. การสังเคราะห์ข้อมูล โดยมุ่งเน้นเกี่ยว
กับ
(1) ประเด็นที่ควรศึกษา โดยการจัดเรียงตาม
73
การวิเคราะห์และ
การสังเคราะห์
การวิจัยทาง
74
การวิเคราะห์และการ
สังเคราะห์การวิจัย
การวิเคราะห์การวิจัย (Research
Analysis)
1. แยกขั้นตอนในรายงานการวิจัย
2. แยกแยะรายละเอียดในแต่ละ
ขั้นตอนการวิจัย
3. ระบุความสอดคล้องระหว่างวิธี
การในแต่ละขั้นตอน
75
การเขียนรายงาน
การวิจัย
1. บทนำา (Background and
Justification)
2. การทบทวนเอกสารที่
เกี่ยวข้อง
(Literature Review)
3. วิธีดำาเนินงานวิจัย
(Methodology)
76
สมมติฐานและ
ตัวแปรการวิจัย
(Hypothesis & Variable)
77
สมมติฐานการวิจัย
(Research Hypothesis)
เป็นคำาคามที่คาดหวังในการ
วิจัย มีลักษณะที่ดี ดังนี้
1. เป็นคำาตอบที่ตรงประเด็น
ปัญหาการวิจัย
2. มีความชัดเจนมากพอที่จะ
พิสูจน์หรือทดสอบ
3. สามารถทดสอบได้ภายในระยะ
78
ประโยชน์ของ
สมมติฐานการวิจัย
1. ช่วยกำาหนดขอบเขตการวิจัย
2. ช่วยผู้วิจัยสามารถเลือกใช้
ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
3. ช่วยกำาหนดตัวแปรที่ใช้ในงาน
วิจัย
4. ช่วยให้ผู้วิจัยเลือกรูปแบบการ
วิจัยที่เหมาะสม
79
หลักการเขียน
สมมติฐานการวิจัย
1. เขียนในบทที่ 1 บทนำา
2. เขียนในบทที่ 2 การทบทวน
เอกสาร
3. เป็นคำาตอบที่สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์งานวิจัย
4. เขียนในลักษณะประโยคบอกเล่า
5. อาจจะมีหรือไม่มีทิศทางของความ
สัมพันธ์
80
ลักษณะของ
สมมติฐานการวิจัย
1. ศึกษาจากตัวแปรตัวเดียวแต่
ต้องการเปรียบเทียบ
ในประชากรตั้งแต่ 2 กลุ่มขึ้น
ไป โดย
(1) กำาหนดทิศทางของความ
แตกต่าง
(2) ไม่กำาหนดทิศทางของความ
81
ตัวแปรการวิจัย
(Variable)
ตัวแปร คือลักษณะ
(Characteristic) คุณลักษณะ (Attribute)
หรือสถานการณ์ (Situation) หรือสิ่งที่
มีค่าแปรเปลี่ยนได้ ซึ่งสามารถ
สังเกตได้จาก
1. ชื่อเรื่องการวิจัย
2. วัตถุประสงค์การวิจัย
82
ประเภทของตัวแปร
1. แบ่งตามอิทธิพลของตัวแปรหนึ่งที่
มีต่ออีกตัวแปรหนึ่ง
(1) ตัวแปรอิสระ (Independent) คือ
ตัวแปรที่
เกิดขึ้นโดยไม่จำาเป็นต้องมี
ตัวแปรอื่นเกิดขึ้นมาก่อน
(2) ตัวแปรตาม (Dependent) เป็นตัวแปร
ที่เป็น
ผลมาจากการเกิดขึ้นของตัวแปร
อื่น
83
3. แบ่งตามภาระแทรกซ้อนของ
ตัวแปร
(1) ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous V.)
คือตัวแปรที่
ไม่ต้องการศึกษา โดยผู้วิจัยทราบ
ล่วงหน้า และพยาม
ที่จะควบคุม
(2) ตัวแปรสอดแทรก (Intervening V.)
เป็นตัวแปรที่ไม่
ต้องการศึกษา แต่มีอิทธิพลต่อ
ตัวแปรที่ทำาการศึกษา โดย
84
4. แบ่งตามความต่อเนื่องของค่าตัว
แปร
(1) ตัวแปรต่อเนื่อง (Continuous V.) คือ
ตัวแปรที่
มีค่าเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องใน
ช่วงของค่าที่ตัวแปรนั้น
จะเป็นไปได้
เช่น นำาหนัก 50-51 ก.ก. จะมีค่า
ระหว่างทั้งสองเท่ากับ
50.1-50.2-50.3------50.9 เป็นต้น
(2) ตัวแปรไม่ต่อเนื่อง (Discrete V.) เป็น
85
ความผิดพลาดในการ
กำาหนดตัวแปร
1. ผู้วิจัยไม่เข้าใจความหมาย
ตัวแปร
2. การขาดทักษะหรือจิตวิทยา
เกี่ยวกับตัวแปร
3. การขาดการทบทวนเอกสารที่
เกี่ยวข้อง
4. ความบกพร่องในการใช้ภาษา
86
การวัดตัวแปร
1. ต้องทราบถึงคำานิยามตัวแปร ทั้ง
ความหมาย และ
รายละเอียดของตัวแปร
2. ต้องทราบถึงระดับตัวแปร
(1) เชิงปริมาณ มี 4 ระดับ ได้แก่
- มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale)
- มาตรอันดับ (Ordinal Scale)
- มาตรอันตรภาค (Interval Scale)
- มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale)
(2) เชิงคุณภาพ มาตรการวัดเป็นการ
87
3. เครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปร
(1) แบบสังเกต
(2) แบบสัมภาษณ์
(3) แบบสอบถาม
(4) การเข้าไปมีส่วนร่วมในเป้า
หมายที่จะศึกษา
(5) การศึกษาจากสถานที่จริง
88
การออกแบบ
การวิจัย
(Research Design)
89
ความหมาย
1. แบบแผนและโครงสร้างของการ
ศึกษาที่ทำาให้ได้
คำาตอบของปัญหาการวิจัย
2. การกำาหนดรูปแบบ ขอบเขต
และแนวทางการวิจัย
เพื่อให้ได้มาซึ่งคำาตอบหรือ
ข้อความรู้ตามปัญหา
หารวิจัยที่ตั้งไว้
90
จุดมุ่งหมายของการ
ออกแบบการวิจัย
1. เพื่อให้ได้คำาตอบปัญหาการวิจัยที่
มีความตรง ความเป็น
ปรนัย ความแม่นยำา และประหยัด
ทรัพยากร
2. เพื่อควบคุมความแปรปรวน ได้แก่
ความแปรปรวนของ
(1) ตัวแปรที่มีค่าสูงสุด
91
จุดมุ่งหมายของการ
ออกแบบการวิจัย
1. เพื่อให้ได้คำาตอบปัญหาการวิจัยที่
มีความตรง ความเป็น
ปรนัย ความแม่นยำา และประหยัด
ทรัพยากร
2. เพื่อควบคุมความแปรปรวน ได้แก่
ความแปรปรวนของ
(1) ตัวแปรที่มีค่าสูงสุด
92
เกณฑ์ที่ใช้ในการ
ออกแบบการวิจัย
1. เพื่อให้ได้คำาตอบตรงปัญหาการ
วิจัย
2. เพื่อให้ได้ผลงานวิจัยที่มีความตรง
ทั้ง
(1) ความตรงภายใน (Internal
Validity) และ
(2) ความตรงภายนอก (External
93
ความตรงภายใน (Internal
Validity)
เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงของ
ตัวแปรตามที่เป็นผลมาจาก
ตัวแปรอิสระ ที่ใช้ในการศึกษา
เท่านั้น
ปัจจัยที่มีผลต่อความตรง
ภายใน
1. ภูมิหลัง 2. วุฒิภาวะ 3.
การทดสอบ
94
ความตรงภายนอก (External
Validity)
เป็นผลการวิจัยที่สามารถอ้างอิงกลับ
ไปยังเนื้อหา สถานการณ์
ที่ใกล้เคียงกันและประชากรได้อย่าง
ถูกต้อง
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตรง
ภายนอก
1. ปฏิสัมพันธ์ของการคัดเลือกตัวอย่าง
กับวิธีการทดลอง
ที่ทำาให้ไม่สามารถสรุปผลการวิจัย
95
สิ่งที่ต้องคำานึงถึงในการ
ออกแบบการวิจัย
1. วัตถุประสงค์การวิจัย
2. สมมติฐานการวิจัยและตัวแปร
ที่เกี่ยวข้อง
3. ข้อจำากัดในการวิจัย ได้แก่
(1) งบประมาณ
(2) เวลาทำางานการวิจัย
(3) บุคลากร
96
ขั้นตอนของการออกแบบ
การวิจัย
1. กำาหนดขอบเขตการวิจัย
2. เลือกรูปแบบการวิจัย
3. ออกแบบการดำาเนินงาน
(1) ออกแบบการสุ่มตัวอย่าง
(2) ออกแบบการวัดตัวแปร
(3) ออกแบบการวิเคราะห์
ข้อมูล
97
ออกแบบการสุ่ม
ตัวอย่าง
หลักการ : ต้องเลือกที่เป็นตัวแทนที่ดี
ของประชากร และ
มาขนาดพอเหมาะทั้งทาง
ทฤษฎีและปฏิบัติ
วิธีการ : กลุ่มประชากรมีโอกาส
เท่าๆกันที่จะได้รับการคัดเลือก
โดยวิธี Probability Sampling
ใน 5 วิธี
98
การสุ่มตัวอย่าง
ด้วย
วิธี Non-Probability Sampling
กรณีที่วิธี Probability Sampling มีข้อ
จำากัด
อาจจะใช้วิธี Non-Probability Sampling
(Selection) ได้ โดยใช้วิธี
1. Purposive Selection
2. Accidental Selection
99
ขั้นตอนการออกแบบ
การวัดตัวแปร
1. ศึกษาลักษณะตัวแปรว่าเป็น
ตัวแปรเดียว
หรือตัวแปรรวม
2. กำาหนดรูปแบบและวิธีการ
ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน
3. กำาหนดลักษณะข้อมูลว่าเป็น
ปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ
100
เทคนิคการควบคุม
ตัวแปรแทรกซ้อน
1. Randomization : เพื่อให้กลุ่มตัวอย่าง
มีความเท่า
เทียมกัน โดยใช้วิธี
(1) Random Selection และ
(2) Random Assignment
2. Matching : เป็นการจับคู่ตัวอย่างที่มี
ลักษณะคล้ายกัน
3. Blocking : แยกกลุ่มตัวอย่างที่คล้ายกัน
101
วิธีการรวบรวม
ข้อมูล
1. การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม
(1) แบบสอบถาม (2) แบบสังเกต
(3) แบบทดสอบ (4) แบบบันทึก
ข้อมูล
2. กำาหนดรูปแบบคำาถามที่เหมาะ
สม
(1) แบบเติมคำา (2) แบบตัว
เลือก
102
ออกแบบการวิเคราะห์
ข้อมูล
1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
(Quantitative)
(1) ชนิดสถิติที่ใช้ : สถิติบรรยาย
(Descriptive)
: สถิติเชิงอนุมาน
(Inferential)
(2) การเลือกใช้สถิติ : มาตรวัคตัวแปร
: ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง : ความเป็น
103
2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คุณลักษณะ (Qualitative)
(1) Content Analysis เป็นการวิเคราะห์เนื้อหา
ของข้อมูลที่
รวมได้ทั้งหมด
(2) Pattern Matching เป็นการสร้างรูปแบบของ
ความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรจากทฤษฎี แนวคิด และ
ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
(3) Explanation Building เป็นลักษณะหนึ่งของ
(2) ที่มีลักษณะ
แตกต่างออกไปตรงที่ต้องอธิบายถึง
104
การสร้าง
เครื่องมือ
ในการเก็บ
105
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการวิจัย
1. การทดสอบ (Testing) เก็บข้อมูล
เกี่ยวกับความรู้
ความสามารคของบุคคล
เครื่องมือคือ แบบทดสอบ
2. การสัมภาษณ์ (Interview) เครื่อง
มือคือ
แบบสัมภาษณ์
106
มาตรตัวแปร (Variable
Scale)
1. มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็น
มาตรจำาแนก
ประเภทหรือหมวดหมู่ของสิ่งต่างๆที่ไม่
สามารถเรียงลำาดับและ
บอกปริมาณได้ เช่น เพศ สีผิว
2. มาตรอันดับ (Ordinal Scale) สามารถบอก
ลำาดับได้แต่
ไม่สามารถบอกปริมาณความแตกต่าง
107
ขั้นตอนในการสร้าง
เครื่องมือ
1. ศึกษา ทบทวนทฤษฎี แนวคิด และ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดย
พิจารณา
(1) ความหมาย ลักษณะ และองค์
ประกอบของตัวแปร
(2) ชนิด และความเหมาะสมของ
เครื่องมือที่ใช้วัด
(3) วิธีสร้างและตรวจสอบคุณภาพ
108
5. สร้างข้อคำาถามจากนิยามเชิงปฏิบัต
การแล้วรวบรวม
เป็นแบบสอบถาม
6. นำาเครื่องที่กำาหนดไปทดลองใช้
7. นำาผลจากการทดลองใช้มา
วิเคราะห์ เพื่อตรวจสอบ
คุณภาพของเคราองมือ
8. ปรับปรุงเครื่องมือให้ได้คุณภาพเป็น
ที่พอใจ
109
สิ่งที่ควรคำานึงในการ
สร้างเครื่องมือ
1. ต้องทราบลักษณะตัวแปรที่จะสร้าง เช่น
(1) มีลักษณะทางกายภาพที่เป็นตัวแปรเดี่ยว:
เพศ อายุ
(2) มีลักษณะทางกายภาพที่เป็นตัวแปรรวม
เช่น
ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
(3) มีลักษณะเป็นภาวะสันนิฐาน (Construct)
หรือคุณลักษณะแฝง
(Latent Trait) เช่น การยอมรับ
2. หากเป็นตัวแปรรวมหรือภาวะสันนิฐาน
110
การสร้าง
แบบสอบถาม
(Questionnaire)
111
ตัวแปรที่มีลักษณะ
กายภาพ
เป็นตัวแปรเดี่ยว
1. การนิยามตัวแปร (Definition)
(1) นิยามศัพท์ (Definition of Term)
2. การตั้งคำาถามจากตัวแปร
(1) การเติมคำา
(2) การเลือกตอบ
112
ตัวแปรที่มีลักษณะกายภาพ
เป็นตัวแปรรวม
1. การนิยามตัวแปรรวม (Definition)
(1) นิยามเชิงทฤษฎี (Conceptual) (2) นิยามเชิง
ปฏิบัติการ (OD)
2. การสร้างข้อคำาถาม
(1) คำาถามปลายปิด (Closed) : ตอบรับหรือ
ปฏิเสธ แบบเลือกตอบ
(2) คำาถามปลายเปิด (Opened)
3. พิจารณามาตรวัดที่ได้จากข้อคำาถาม
(1) มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale)
113
ตัวแปรที่มีลักษณะเป็น
ภาวะสันนิษฐาน
1. ลักษณะตัวแปรสันนิษฐาน (Construct)
เกี่ยวกับ
(1) อารมณ์หรือความรู้สึก (2) เป็นลักษณะ
เฉพาะตัวของบุคคล
(3) มีทิศทางการแสดงออก (4) มีโอกาสที่จะ
เปลี่ยนแปลง
(5) มีระดับความมากน้อยของลักษณะแตก
ต่างกัน
(6) เป็นลักษณะของอารมณ์และความรู้สึกต่อ
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
114
4. ขั้นตอนการสร้าง แบบวัด (Rating
Scale)
(1) การสร้างส่วนของข้อความ (Statement) ได้
มาจากนิยาม
เชิงทฤษฎี (Conceptual D) และเชิงปฏิบัติ
(OD)
(2) การสร้างตารางแสดงพฤติกรรมบ่งชี้ที่มี
หลายตัว (Composite
Indicators) ที่สามารถพิจารณาความตรง
ตามเนื้อหา
(Content Validity)
(3) การสร้างส่วนของคำาตอบ โดยใช้
115
: มาตรวัดที่ประเมินจากค่าคะแนนรวม
(Summated
Rating) เพื่อใช้วัดเจตคติ (Attitude) มี
ลักษณะเป็น
- ลักษณะบ่งชี้รวม (Composite Indicator)
- คะแนนที่ได้แต่ละข้ออยู่ในมาตร
อันดับ (Ordinal Scale)
- คะแนนรวมที่ได้อยู่ในมาตร
อันตรภาค (Interval Scale)
: มาตรแบบใช้คำาที่มีความหมายตรงข้าม
กัน (Sementic
Differential Scale) โดยมีคำาตอบเป็น 3
116
: มาตรวัดแบบแบ่งคะแนนรวม (Constant
Sum Scale)
เช่น แบ่งคะแนน 100 คะแนน เป็น
คุณภาพ 40 คะแนน
รูปแบบ 10 คะแนน สีสัน 20 คะแนน
และ ราคา 30 คะแนน
(4) การจัดวางข้อคำาถามในแบบวัด
หรือแบบสอบถาม
: การเรียงข้อคำาถาม
: การจัดข้อคำาถามเข้ากับส่วนอื่นของ
แบบสอบถาม
117
ลักษณะเครื่องมือวิจัยที่
ดี
1. มีความเที่ยง (Reliability)
2. มีความตรง (Validity)
3. มีความเป็นปรนัย (Objectivity)
4. มีความยากง่ายพอเหมาะแก่กลุ่ม
เป้าหมายที่นะเครื่องมือไปใช้
5. มีความยาวพอเหมาะกับเวลาและ
เนื้อหาที่ต้องการวัด
6. สามารถแบ่งแยกความแตกต่างใน
118
ประโยชน์การใช้
แบบสอบถาม
1. ทำาให้ได้ผลการตอบจากกลุ่มเป้า
หมายในลักษณะเดียวกัน
2. สามารถส่งทางไปรษณีย์ได้ เมื่อกลุ่ม
เป้าหมายมี
ลักษณะกระจัดกระจาย
3. ผู้ตอบมีอิสระในการตอบโดยไม่
จำากัดเรื่องเวลา
4. สามารถใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ เพื่อให
119
การสัมภาษณ์และ
การสังเกต
(Interview and Observation)
120
องค์ประกอบสำาคัญใน
การสัมภาษณ์
1. บทบาทของผู้สัมภาษณ์ จะขึ้นอยู่กับ
(1) จำานวน (2) บุคลิกภาพ
(3) ความรับผิดชอบ (4) การฝึกอบรม
2. พฤติกรรมของผู้ถูกสัมภาษณ์ จะขึ้น
อยู่กับ
(1) ความรู้ (2) ความสนใจ
(3) ความร่วมมือ
3. เครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ แบ่ง
121
4. สถานการณ์ในการสัมภาษณ์
(1) รูปแบบการสัมภาษณ์
: รูปแบบการสัมภาษณ์ แบบเป็น
ทางการ และไม่เป็นทางการ
: ตามจำานวนผู้ถูกสัมภาษณ์ เป็นราย
บุคคล และ เป็นกลุ่ม
(2) เวลาที่ใช้ในการสัมภาษณ์
(3) สถานที่ที่ใช้ในการสัมภาษณ์
122
ขั้นตอนในการ
สัมภาษณ์
1. สร้างแบบสัมภาษณ์และตรวจสอบ
คุณภาพ
2. ส่งคณะสำารวจลงพื้นที่เพื่อเตรียม
การปฏิบัติงานสนาม
3. อบรมและซักซ้อมความเข้าใจผู้
สัมภาษณ์ให้อยู่ใน
มาตรฐานเดียวกัน
4. วางแผนปฏิบัติงานภาคสนาม
123
การสังเกต
(Observation)
เป็นการรวบรวมข้อมูล โดยการ
สังเกตจะเป็นระบบได้ เมื่อ
1. เลือกใช้เพื่อหาคำาตอบที่ตรงกับ
ประเด็นการวิจัย
2. มีการวางแผนทำางานอย่างเป็น
ระบบ
3. มีระบบการบันทึกที่สัมพันธ์กับ
124
ส่วนประกอบของการ
สังเกต
1. บทบาทของผู้สังเกต เช่น การ
เข้าไปมีส่วนร่วม ความตั้งใจ
ประสาทสัมผัส และการรับรู้ของ
ผู้สังเกต
2. สถานการณ์ในการสังเกต เช่น
สถานการณ์จริง
และ สถานการณ์ที่สร้างขึ้น
3. เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต เช่น
125
4. การบันทึกผลการสังเกต
(1) การบันทึกความถูกต้อง โดย
การ
: วางแผนการบันทึกไว้ล่วงหน้า
: ให้บันทึกให้เสร็จวันต่อวัน
: ระบุวันเวลาของการสังเกต
: บรรยายรายละเอียดให้มากที่สุด
: มีการตรวจสอบความถูกต้องของ
การสังเกต
(2) รายละเอียดที่ควรบันทึก
: รูปแบบของพฤติกรรม : สาเหตุ
และผลของพฤติกรรม
126
ขั้นตอนของการ
สังเกต
1. การเตรียมเครื่องมือ
2. ระบุพื้นที่เป้าหมายและการ
สำารวจเบื้องต้น
3. ฝึกอบรมผู้สังเกตให้มี
มาตรฐานเดียวกัน
4. ปฏิบัติงานภาคสนาม
5. บันทึกการสังเกตเพื่อเป็นกลัด
127
ประโยชน์ของการ
สังเกต
1. ทำาให้มีโอกาสสัมผัสและ
เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดจริง
2. ได้สัมผัสกับปัญหาโดยตรง
3. ทำาให้ผู้สังเกตได้ข้อมูลที่ไม่
เปิดเผย เมื่อสังเกต
โดยผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว
4. ทำาให้ได้ข้อมูลที่ไม่คาดหวังซึ่ง
128
จุดอ่อนของการ
สังเกต
1. ทำาให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย
สูง
2. พฤติกรรมบางอย่างเกิดขึ้นใน
ช่วงเวลาที่สั้น
3. การปฏิบัติงานทำาได้ยากหาก
กลุ่มตัวอย่างมาก
และกระจัดกระจาย
129
การตรวจสอบ
คุณภาพ
ของเครื่องมือ
การวิจัย
130
การตรวจสอบความตรง
(Validity)
ความหมาย ความแม่นยำาของ
เครื่องมือในการวัดสิ่งที่
ต้องการวัด หรือสิ่งที่
เครื่องมือควรจะวัด
ประเภท
1. ความตรงทางเนื้อหา (Content
Validity)
131
วิธีการตรวจสอบความ
ตรงทางเนื้อหา
1. เป็นการคำานวณความสอดคล้อง
ระหว่าง
(1) ประเด็นที่ต้องการวัด กับ
(2) คำาถามที่สร้างขึ้น
2. ดัชนีใช้แสดงค่าความสอดคล้อง
เรียกว่า ดัชนีความ
สอดคล้องระหว่างข้อคำาถามกับ
วัตถุประสงค์ (Item-
132
3. ค่าของ IOC อยู่ระหว่าง -1 ถึง 1
แสดงผลดังนี้
(1) ค่า IOC ใกล้ 1 แสดงว่าเป็นข้อ
คำาถามที่ดี
(2) ค่า IOC ตำ่ากว่า 0.5 แสดงว่าควรมี
การปรับปรุง
แก้ไข
133
ประเภทความตรงตาม
เกณฑ์สัมพันธ์
1. ความตรงร่วมสมัย (Concurrent
Validity)
เป็นความตรงที่บอกสิ่งวัดได้ถูก
ต้องตามสภาพที่แท้จริง
ในปัจจุบันโดยอาศัยความ
สัมพันธ์ระหว่างคะแนนเครื่องมือ
กับคะแนนเกณฑ์ที่กำาหนดขึ้นใน
ขณะนั้น
134
ความตรงตามภาวะ
สันนิษฐาน
(Construct Validity)
เป็นความตรงที่จะใช้กับตัวแปรที่
เป็นภาวะสันนิษฐาน
(Construct) หรือตัวแปรแฝง (Latent
Trait)
มีวิธีคำานวณองค์ประกอบ ดังนี้
1. วิธีของ Kaiser โดย
(1) พิจารณาจากค่า eigen หรือค่า
135
2. วิธีของ Scree Test Criterion โดย
(1) นำาค่า eigen มา Plot Graph
(2) ลากเส้นโยงระหว่างค่า eigen
โดยมีหลักการให้
นับจำานวน eigen ที่มีอยู่ก่อนที่
เส้นโยงระหว่าง
ค่า eigen จะเป็นเส้นตรง 2-3
ค่า
(3) ค่า eigen สูงสุด ที่แตกต่างจาก
ค่า eigen อื่น
136
ความเที่ยง (Reliability)
1. ความหมาย : ความคงที่ของผลที่
ได้จากการวัดด้วย
เครื่องมือชุดเดียวกับคนกลุ่ม
เดียวกันในเวลาต่างกัน
2. รูปแบบการประมาณค่าความ
เที่ยง
(1) การวัดความคงที่ (Measure of
Stability)
137
เทคนิคการประมาณ
ค่าความเที่ยง
ของเครื่องมือ
1. วิธีแบ่งครึ่งข้อสอบ (Split-Half)
2. วิธีของ Kuder-Richardson
estimates
3. สัมประสิทธิแอลฟ่า (Alpha
Coefficient)
138
การวัดความคงที่
(Measure of Stability)
1. นำาแบบสอบถามไปทดสอบกับกลุ่ม
เดิม 2 ครั้ง
2. ทิ้งระยะเวลาพอควรก่อนที่จะ
ทดสอบครั้งที่ 2
3. นำาคะแนนจากการทดสอบ 2 ครั้งมา
คำานวณ
ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ
Pearson โดยใช้สูตร
xy
2 2 2 2
139
r = n∑xy-ΣxΣy
√ [ n∑x - (∑x) (n∑y – (∑y)
เมื่อ r = สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของ
เครื่องมือ
n = จำานวนตัวอย่าง
x = คะแนนการสอบครั้งที่ 1 ของ
ผู้สอบแต่ละคน
y = คะแนนการสอบครั้งที่ 2 ของ
xy
2 2 2 2
xy
140
การวัดความมูลกัน
(Measure of Equivalent)
1. นำาเครื่องมือ 2 ฉบับที่มีลักษณะเป็น
ข้อสอบที่สมมูล
(Equivalent) มาดำาเนินการทดสอบ
2. นำาคะแนนที่ได้จากข้อสอบทั้ง 2 ไป
คำานวณค่าสัมประ
สิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ Pearson
3. เนื่องจากเป็นการดำาเนินการที่ยาก
และจะใช้ในทาง
141
การวัดความสอดคล้อง
ภายใน
(Measure of Internal Consistency)
1. เป็นการประมาณค่าความเที่ยง
เพียงครั้งเดียว
2. วิธีคำานวณ
(1) วิธีแบ่งครึ่งข้อสอบ (Split-half)
(2) วิธี Kuder & Richardson
(3) วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา (Coefficient
142
การคำานวณด้วยวิธีแบ่ง
ครึ่งข้อสอบ
(Split-half)
1. แบ่งคะแนนออกเป็นสองส่วน (กลุ่มคู่ และ
กลุ่มคี่)
2. คำานวณหาค่าสัมประสิทธิ์แบบ Pearson
3. ปรับขยายค่าความเที่ยงโดยใช้สูตร
Spearman & Brown
r = 2r
1+r
tt hh
hh
tt
hh
143
การคำานวณด้วยวิธี
Kuder & Richardson
สูตร 1 r = n Σpq
n-1 S
เมื่อ r = สัมประสิทธิ์ความเที่ยง
ของแบบทดสอบ
n = จำานวนข้อในแบบทดสอบ
p = สัดส่วนของผู้ตอบถูกใน
แต่ละข้อ
q = สัดส่วนของผู้ตอบผิดใน
1 -
t
2
t
2
144
สูตร 2 r = n m(1-m/n
n-1 S
เมื่อ r = สัมประสิทธิ์ความเที่ยง
ของเครื่องมือ
n = จำานวนข้อในเครื่องมือ
m = ค่าเฉลี่ยของคะแนนรวม
ของผู้ตอบ
ทั้งหมดที่ทำาได้
S = ความแปรปรวนของ
คะแนนรวมของ
1 -
t
2
t
2
145
วิธีสัมประสิทธิ์
แอลฟา
(Coefficient-Alpha )
1. ได้รับการพัฒนามาจาก Cronbach และ
ของ Kuder
& Richardson
2. ค่าสัมประสิทธิแอลฟา (α) เป็นการใช
กับคะแนน
ที่ไม่เป็นระบบ 0, 1 โดยใช้สูตร ดังน
α = n ΣS
1 -
t
2
i
2
i
2
t
2
การประมาณการความ
เที่ยงแบบสังเกต
1. เป็นความเที่ยงที่เกิดจากผู้สังเกต
2 คนขึ้นไป
2. ใช้แบบสังเกตเดียวกัน และสังเกต
สิ่งเดียวกัน
3. ไม่ยุ่งยากเหมือนแบบทดสอบหรือ
แบบวัด
สูตร สัมประสิทธิ์ = A 146
147
ขั้นตอนการประมาณ
ค่าความเที่ยง
1. นำาเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้
(Try-out)กับกลุ่มตัวอย่าง
ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มเป้า
หมาย 30-40 คน
2. นำาเครื่องมือที่ทดลองใช้มาตรวจให้
คะแนน
3. พิจารณาสูตรที่เหมาะสมกับ
แบบสอบถาม
4. คำานวณตามสูตร
148
การพิจารณาคุณภาพ
เครื่องมือ
1. ความเป็นปรนัย
2. ความยากง่ายพอเหมาะที่
จะนำาไปใช้
กับกลุ่มเป้าหมาย
3. ความยาวที่เหมาะสม
4. ความสามารถแบ่งแยก
ความแตกต่าง
149
การสุ่ม
ตัวอย่าง
(Sampling)
150
หลักการที่สำาคัญของ
การสุ่มตัวอย่าง
1. เลือกวิธีการสุ่มตัวอย่างที่
เหมาะสม
เพื่อเป็นตัวแทนที่ดี
2. ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
ต้องมีขนาด
พอเหมาะทั้งในด้าน
151
ความหมายของประชากร
และกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร (Population) คือ กลุ่ม
เป้าหมายที่
ต้องการศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง (Sampling) คือ กลุ่ม
ย่อยของ
ประชากรที่ผู้วิจัย
152
การสุ่มตัวอย่างแบบอาศัย
ความน่าจะเป็น
(Probability Sampling)
เป็นการสุ่มตัวอย่างที่เปิดโอกาส
ให้ทุกหน่วยของประชากร
มีโอกาสเท่าๆกัน มี 5 วิธี
1. Simple Random สุ่มตัวอย่างที่
ประชากรมีลักษณะ
ใกล้เตียงกัน การได้หน่วยงาน
ใดเป็นตัวอย่างก็ไม่
153
3. Stratified Random สุ่มตัวอย่างเมื่อ
ประชากรมี
ความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
กลุ่มตัวอย่าง
ต้องเป็นตัวแทนของทุกกลุ่ม
4. Cluster Random ประชากรเป็นกลุ่ม
ก้อน ทำาให้
การศึกษาตัวแปรจำาต้องศึกษา
154
การสุ่มตัวอย่างแบบไม่
อาศัยความน่าจะเป็น
(Non-Probability Sampling)
1. Purposive Selection เลือกตัวอย่างที่
เจาะจง
เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหา
2. Accidental Selection เลือกตัวอย่างใน
ลักษณะ
ที่บังเอิญพบ
155
การพิจารณาขนาดของ
กลุ่มตัวอย่าง
1. ขนาดของกลุ่มประชากร
(จำานวนทั้งสิ้น)
2. ลักษณะความแตกต่างของ
ประชากร
3. ขนาดของความคลาดเคลื่อน
สูงสุดที่ยอมรับได้
4. ระดับความเชื่อมั่นของการ
ประมาณค่า
156
การคำานวณขนาดของ
กลุ่มตัวอย่าง
1. เมื่อ Parameter เป็นค่าเฉลี่ย (µ)
(1) เมื่อทราบขนาดของ
ประชากร
n = N σ
NE + σ
เมื่อ n = ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
N = ขนาดประชากร
σ = ความแปรปรวนของ
x Z
2
x
2
2
Z
x
22
x
x
2
157
ค่า Z จากตารางที่ระดับความ
เชื่อมั่นกำาหนด
1. ค่า Z = 1.96 เมื่อ = 0.5 มีระดับ
ความเชื่อมั่น
ประมาณ 95%
2. ค่า Z = 1.96 เมื่อ = 0.5 มีระดับ
ความเชื่อมั่น
ประมาณ 95%
(2) เมื่อไม่ทราบขนาดของ
x Z
2 2
2
x
158
2. เมื่อ Parameter เป็นสัดส่วน (π)
(1) เมื่อทราบขนาดประชากร
n = N π(1- π)
NE + π(1- π)
เมื่อ n = ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
π = ค่าสัดส่วนของประชากร
(2) เมื่อไม่ทราบขนาด
ประชากร
n = π(1- π)
E
p Z
2
Z
22
p
p Z
2
2
159
3. เมื่อจำานวนประชากรมีขนาด
เล็กให้ใช้การแจกแจง
แบบ chi-Square (χ ) ดังนี้
s = N χ p(1- p)
d (N-1) + χ p(1- p)
เมื่อ s = n = ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
d = E = ซึ่งอยู่ในรูปของ
2
2
2 2
160
การใช้สถิติ
ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล
161
สถิติที่ใช้ในงาน
วิจัย
1. Parameter
 แทนค่า มัชฌิมเลขคณิต
 แทนค่า ความแปรปรวน
 แทนค่า สัมประสิทธิ์สห
สัมพันธ์
2. ค่าสถิติ (Statistic)
x แทนค่า มัชฌิมเลขคณิต
s แทนค่า ความแปรปรวน
2
162
3. สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
(1) เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง (Sampling
Techniques) เป็นเทคนิคในการ
เลือกกลุ่ม
ตัวอย่างที่เป็นตัวแทน
ประชากรที่จะศึกษา
(2) สถิติบรรยาย (Descriptive Statistic)
เป็น
สถิติที่ใช้บรรยายของกลุ่ม
ตัวอย่างหรือประชากร
ที่ศึกษา
163
ความสัมพันธ์ระหว่าง
ประชากร
กลุ่มตัวอย่าง และการ
ใช้สถิติ
Population
Parameter
Sample
Statistic
Sampling Techniques
Descriptive Statistic
Inferential Statistic
: Estimation
: Testing Hypothesis
164
สิ่งที่ต้อง
พิจารณา
ในการเลือก
165
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการ
เลือกใช้สถิติ
1. จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์
ของการวิจัย
2. ตัวแปรที่ศึกษา ต้องพิจารณา
3. แหล่งของข้อมูล
4. มาตรของตัวแปร
5. ชนิด Parameter ที่ต้องการ
166
จุดมุ่งหมายหรือ
วัตถุประสงค์ของ
การวิจัย
(1) เพื่อบรรยายลักษณะตัวแปรใน
กลุ่มประชากร เช่น
- การแจกแจงความถี่
- การจัดลำาดับเปรียบเทียบ
- การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วน
กลาง
- การวัดการกระจาย
สัดส่วน อัตราส่วน ร้อยละ
คะแนนมาตรฐาน เปอร์เซ็น
ไทล์ เดไซล์ ควอไทล์
มัชฌิมเลขคณิต มัธยฐาน
ฐานนิยม
ส่วนเบี่ยงเบนมาฐาน ส่วนเบี่ยง
เบนควอไทล์ พิสัย ความ
แปรปรวน สัมประสิทธิ์การกระ
จาย
Pearson product-moment Correlation, Spearmen rank-
order correlation, Phi correlation
167
(2) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างและ
สรุปอ้างอิงจาก
กลุ่มตัวอย่างกลับไปยังประชากร
ศึกษา
- การเปรียบความถี่ หรือสัดส่วนด้วย
-test, Z-test
- การเปรียบค่าเฉลี่ยด้วย z-test, t-test
one-
way ANOVA
- การเปรียบเทียบความแปรปรวน
2
xy
s
168
(4) เพื่ออธิบายความเป็นเหตุเป็นผลของ
ตัวแปรอิสระต่อ
ตัวแปรตามในการวิจัยเชิงทดลอง
- การเปรียบค่าเฉลี่ยด้วย t-test, one-way
ANOVA
(5) เพื่ออธิบายปฏิกิริยาร่วมระหว่าง
ตัวแปรอิสระที่มีผลต่อ
ตัวแปรตามในการวิจัยเชิงทดลอง
- การเปรียบเทียบค่าด้วย Two-way
ANOVA
(6) เพื่ออธิบายสถิติที่ใช้ได้แก่
169
ตัวแปรที่ศึกษา
ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบ
ดังนี้
(1) จำานวนตัวแปร ว่ามีเท่าไร
(2) เป็นตัวแปรอิสระหรือตัวแปร
ตาม
(3) ต้องการวิเคราะห์ตัวแปรทีละตัว
หรือทั้งชุด
170
แหล่งของข้อมูล
(1) จากกลุ่มตัวอย่าง ต้องเป็น
ตัวแทนที่ดีของ
กลุ่มประชากร และต้อมี
การใช้สถิติเชิงอนุมาน
(2) จากประชากร
171
มาตรของตัวแปร
1. มาตรนามบัญญัติ (Nominal Scale)
2. มาตรเรียงลำาดับ (Ordinal Scale)
3. มาตรอันตรภาค (Interval Scale)
4. มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale)
172
มาตรนามบัญญัติ (Nominal
Scale)
ตัวเลขที่ได้ ไม่สามารถนำามา บวก-ลบ-
คูณ-หาร ได้ สถิติได้แก่
1. การแจกแจงความถี่ ในรูป ร้อยละ-
ตาราง-แผนภาพ
และแผนภูมิแท่ง
2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางด้วย
ฐานนิยม (Mode)
3. การวัดความสัมพันธ์ตัวแปรด้วย Phi-
2
173
มาตรเรียงลำาดับ (Ordinal
Scale)
สามารถบอกความแตกต่างของ
หน่วยการวัด แต่ระยะห่าง
ไม่สามารถระบุได้ จึงไม่สามารถนำา
มา บวก-ลบ-คูณ-หาร
ได้ สถิติได้แก่
1. การแจกแจงความถี่ เช่นเดียวกับ
มาตรนามบัญญัติ
2. การวัดแนวโน้มข้าสู่ส่วนกลางด้วย
2
174
มาตรอันตรภาค (Interval
Scale)
ตัวเลขที่ได้สามารถนำามา บวก-ลบ-
คูณ-หาร ได้ สถิติได้แก่
1. การแจกแจงความถี่ ในรูปร้อยละ-
ตารางและแผนภูมิต่างๆ
2. การวัดแนวโน้มข้าสู่ส่วนกลางด้วย
มัชฌิมเลขคณิต (Mean)
3. การวัดการกระจายด้วยส่วนเบี่ยงเบน
2
175
มาตรอัตราส่วน (Ratio Scale)
เหมือนมาตรอันตรภาคแต่มีศูนย์แท้
สถิติจึงเหมือนกัน ได้แก่
1. การแจกแจงความถี่ ในรูปร้อยละ-
ตารางและแผนภูมิต่างๆ
2. การวัดแนวโน้มข้าสู่ส่วนกลางด้วย
มัชฌิมเลขคณิต (Mean)
3. การวัดการกระจายด้วยส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D)
2
176
ชนิดของ Parameter ที่
ต้องการทดสอบ
1. ทดสอบ จาก x
2. ทดสอบ จาก S
3. ทดสอบ จาก r
2 2
177
การวิเคราะห์ข้อมูล (Data
Analysis)
องค์ประกอบ
1. ข้อมูลที่ต้องการวิเคราะห์
2. สถิติที่ใช้วิเคราะห์
3. เครื่องมือที่ใช้ในการคำานวณ
เช่น SPSS for
Window SAS
178
การแปรความหมาย
(Interpretation)
เป็นการเชื่อมโยงผลที่ได้จากการ
ใช้สถิติเข้ากับสมมติฐาน
การวิจัย และวัตถุประสงค์การวิจัย
โดยผู้วิเคราะห์
1. จะต้องมีความรู้ทางทฤษฎี หรือ
แนวคิดทางการวิจัย
2. มีความสามารถสานต่อเรื่องราว
179
ความคลาด
เคลื่อน
จากการใช้สถิติ
การวิจัย
1. ข้อมูลที่ใช้มีความบกพร่อง
2. การเลือกใช้เทคนิคทางสถิติ
ไม่เหมาะสม
3. ฝ่าฝืนข้อตกลงเบื้องต้นของ
สถิติบรรยาย
(Descriptive Statistic)
180
สถิติบรรยาย
1. การจัดหมวดหมู่ด้วยการแจกแจง
ความถี่
2. การจัดตำาแหน่งเปรียบเทียบ เช่น
อัตราส่วน สัดส่วน
ร้อยละ เปอร์เซ็นไทล์ เดไซล์ และ
ควอไทล์
3. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง
เช่น ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน
ฐานนิยม 181
การแจกแจงความถี่
1. แบบคำาบรรยาย (Text Presentation)
2. แบบตารางแจกแจงความถี่
(Tabular)
(1) แจกแจงความถี่ทางเดียว (ตัวแปร 1
ตัว)
(2) แจกแจงความถี่สองทาง (ตัวแปร 2
ตัว)
(3) แจกแจงความถี่สามทาง (ตัวแปร 3
ตัว)
3. แบบแผนภูมิ (Graphic or Chart) 182
การวิเคราะห์
อัตราส่วน
(Ratio)
สูตร อัตราส่วน = ความถี่
ของ A
ความถี่ของ
B
183
การวิเคราะห์
สัดส่วน
(Proportion)
หมายถึง ความถี่ส่วนย่อยหาร
ด้วยความถี่ทั้งหมด
สูตร สัดส่วน = ความถี่ส่วน
ย่อยของตัวแปร
ความถี่ทั้งหมด184
การวิเคราะห์ร้อยละ
(Percent)
1. ใช้ร้อยละในสัดส่วนของตัวแปร
สูตร ร้อยละ = สัดส่วน x 100
2. ใช้บรรยายปริมาณการ
เปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์
(1) การเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์
สัมบูรณ์ (Absolute
Change : AC)
สูตร AC = ค่าเวลาในช่วงหลัง-ค่า
เวลาในช่วงแรก 185
การวิเคราะห์ (Percentile :
P)
เป็นค่าที่ให้ทราบว่า เมื่อจัดข้อมูลเป็น
100 ส่วนที่ตำาแหน่ง P
ซึ่งมีค่าคะแนนเท่ากับ x มีข้อมูลที่ค่า
น้อยกว่าคะแนนที่ตำาแหน่ง
นั้นอยู่ร้อยละเท่าไร เช่น 30 P = 300
แสดงว่ามีข้อมูลที่มี
ค่าตำ่ากว่า 300 เท่ากับ 30 เป็นต้น
สูตร P = R - 0.5
x
x
x
x 1- X 100i
i
186
การวิเคราะห์ Decile :
D
เป็นค่าที่ให้ทราบว่า เมื่อจัดข้อมูล
เป็น 10 ส่วน ค่าคะแนน x ที่
ตำาแหน่ง D มีข้อมูลที่มีค่าตำ่ากว่าอยู่
เท่าไร เช่น ข้อมูลที่
ตำาแหน่ง D ที่ 4 = 120 แสดงว่ามีข้อมูล
ที่ตำ่ากว่า 120
อยู่ 4 ใน 10 ส่วน เป็นต้น
สูตร D = R - 0.5
x
x
1- X 10ix
i
187
การวิเคราะห์ Quartile
: Q
เป็นค่าที่ให้ทราบว่า เมื่อจัดข้อมูล
เป็น 4 ส่วน ค่าคะแนน x ที่
ตำาแหน่ง Q มีข้อมูลที่มีค่าตำ่ากว่าอยู่
เท่าไร เช่น ข้อมูลที่
ตำาแหน่ง Q ที่ 3 = 125 แสดงว่ามีข้อมูล
ที่มีค่าตำ่ากว่า
125 อยู่ 3 ใน 4 ส่วน เป็นต้น
สูตร D = R - 0.5
x
x
1- X 4ix
i
188
การวิเคราะห์คะแนน
มาตรฐาน
(Standard Score)
เป็นการนำาค่าคะแนนที่มีหน่วยการวัด
ต่างกันในมาตรอันตรภาค
หรือมาตรอัตราส่วนมาจัดให้มีหน่วย
เดียวกันเพื่อใช้ในการ
เปรียบเทียบ ข้อมูลที่นำามาแปลงเป็น
คะแนนมาตรฐานต้องมี
การแจกแจงแบบปกติ (Normal Distribution)189
การวัดแนว
โน้ม
เข้าสู่ส่วน
กลาง 190
การวิเคราะห์มัชฌิม
เลขคณิต
(Arithmetic Mean : X)
เป็นการหาค่าเฉลี่ย ใช้กับข้อมูล
อันตรภาค มาตรอัตราส่วน
สูตร x = Σx
N
เมื่อ x = ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
x = ค่ามัชฌิมเลขคณิต
191
การวิเคราะห์
มัธยฐาน
(Medium : M )
เป็นตำาแหน่งของคะแนนที่มีคะแนน
จำานวนครึ่งหนึ่งมีค่าสูงกว่า
และอีกจำานวนหนึ่งมีค่าตำ่ากว่า
สูตร M = L +
เมื่อ L = ขีดจำากัดล่างที่แท้จริงของ
d
d
N
2
- F
f
i
192
การวิเคราะห์ฐานนิยม
(Mode : M )
เป็นคะแนนที่มีความถี่สูงสุดในข้อมูล
ที่มีอยู่ทั้งหมด นิยมใช้กับ
ข้อมูลมาตรอันดับ และมาตรนาม
บัญญัติคำานวณ
สูตร Mo = 3M + 2 x
เมื่อ M = ฐานนิยม
M = มัธยฐาน
o
d
o
d
193
พิสัย (Range)
เป็นความแตกต่างระหว่างค่าคะแนน
สูงสุดและค่าคะแนนตำ่าสุด
ใช้บอกการกระจายอย่างคร่าวๆ
สูตร พิสัย = ค่าคะแนนสูงสุด
- ค่าคะแนนตำ่าสุด
194
ส่วนเบี่ยงเบนควอ
ไทล์
(Quartile Deviation : QD)
เป็นค่าที่ได้จากการใช้ระยะห่างของ
ควอไทล์ที่ 1 ถึงควอไทล์ที่ 3
หารด้วย 2 นิยมใช้คู้กับมัธยฐาน
สูตร QD = Q - Q
2
3 1
195
ส่วนเบี่ยง
มาตรฐาน
(Standard Deviation : S)
เป็นค่าที่แสดงถึงการกระจายข้อมูล
แต่ละตัวที่เบี่ยงเบนไป
จากมัชฌิมเลขคณิต
สูตร S = ∑(x – x)
n - 1
√
2
196
ความแปรปรวน
(variance : S)
เป็นค่ากำาลังสองของส่วนเบี่ยง
เบนมาตรฐาน
สูตร S = ∑(x – x)
n - 1
2
2
197
สัมประสิทธิ์การวัด
การกระจาย
(Coefficient of variation : C.V)
ใช่ในการเปรียบเทียบการกระจาย
ของข้อมูล 2 ชุดที่มีหน่วย
ในหารวัดต่างกัน หรือมีมัชฌิม
เลขคณิตต่างกัน
สูตร C.V = S
X 100
198
ความเบ้ (Skewness: S )
เป็นค่าที่แสดงถึงลักษณะของ
ข้อมูลว่ามีลักษณะการ
แจกแจงความถี่สมมาตรหรือไม่
สมมาตร
สูตร S = ∑(x – x)
n
S
(1) ถ้ามีค่าเป็น - จะมีการแจกแจงแบบ
3
k
k
3
199
ความโด่ง (Kurtosis : K
)
เป็นค่าที่แสดงถึงลักษณะสมมาตร 3
แบบ คือ โด่งมาก
(Leptokurtic) ปานกลาง (Mesokurtic)
โด่งน้อยหรือค่อนข้างแบน
(Platykurtic)
สูตร K = ∑(x – x)
n
S
4
u
u
4 - 3
200
การวัดความ
สัมพัทธ์
201
การวัดความ
สัมพัทธ์
เป็นการวัดความสัมพันธ์ของตัวแปร
2 ตัว เรียกว่า
Simple Correlation ค่าที่ได้เรียกว่า
สัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์ (Correlation Efficient)
1. เมื่อการวัดตัวแปร 2 ตัว อยู่ใน
มาตรนามบัญญัติ
(Nominal Scale) ชนิด Dichotomous แบ่ง 202
3. เมื่อตัวแปรตัวหนึ่งอยู่ในมาตร
อันตรภาคขึ้นไป และอีกตัว
แปรหนึ่ง เป็น Dichotomous จะแบ่ง
ออกเป็น 2 กรณี คือ
(1) Point Biserial Correlation
(2) Biserial Correlation
4. เมื่อตัวแปรตัวหนึ่งอยู่ในมาตร
อันตรภาคขึ้นไป ใช้
สหสัมพันธ์ที่เรียกว่า Pearson Product
Moment
Correlation
203
Phi Correlation : r
เป็นเป็นการใช้ตัวแปรทั้ง 2 เป็น True
Dichotomous คือ
ตัวแปรที่มีค่าเกิดขึ้นได้ตาม
ธรรมชาติ เช่น เพศ โดยค่า
สัมประสิทธิ์มีค่าตั้งแต่ 0 – 1
สูตร r = bc - ad
(a + c)(b + d)(a + b)(c + d)
a = ความถี่เมื่อตัวแปร X มีค่าเป็น 0 ตัวแปร
Y มีค่าเป็น 1
φ
204
φ
√
Tetrachloric Correlation (r )
ใช้เมื่อตัวแปรทั้งสองเป็น Forced
Ditchotomous โดยตัว
แปรทั้ง 2 จะถูกเปลี่ยนอันตรภาค
หรือมาตรอัตราส่วนมา
เป็นนามบัญญัติมีค่าเพียง 2 ค่า
เช่นผลการสอบ เป็นสอบ
ได้ หรือสอบตก
สูตร r =
test
test
COS
ad / bc
205
180
0
1 +√
Spearman Rank Order Correlation (r )
เป็นค่าสัมประสิทธิ์ที่ได้จะมีค่า
ตั้งแต่ -1 ถึง 1
สูตร r =
เมื่อ N = จำานวนข้อมูล
D = ผลต่างของอันดับที่
ของข้อมูล
2
s
s 1 -
206
6 ∑ D
N(N -1)
2
Point Biserial Correlation(r )
เมื่อตัวแปร Dichotomous เป็น True
Dichotomous
สูตร r = (x – x )
S
เมื่อ X = ตัวแปรที่มีค่าเป็น True
Dichotomous
y = ค่าตัวแปรที่อยู่ในมาตร
อันตรภาคขึ้นไป
X = ค่าเฉลี่ยของตัวแปร x ในกลุ่มที่
1 ของตัวแปร y
pbis
207
pbis p q
x
√pq n
n – 1√
p
q
x
Biserial Correlation(r )
เมื่อตัวแปร Dichotomous เป็น True
Dichotomous
สูตร r = (x – x )
S
เมื่อ X = ตัวแปรที่มีค่าเป็น Forced
Dichotomous
y = ค่าตัวแปรที่อยู่ในมาตรอันตรภาคขึ้น
ไป
X = ค่าเฉลี่ยของตัวแปร x ในกลุ่มที่ 1
ของตัวแปร y
X = ค่าเฉลี่ยของตัวแปร x ในกลุ่มที่ 2 ของ
bis
208
bis p q
x
pq
p
q
x
h
Pearson-Product Correlation(r )
เมื่อการวัดตัวแปรทั้ง 2 อยู่ในมาตร
อันตรภาคขึ้นไป
สูตร r = nΣxy - ΣxΣy
√ [nΣx – (Σx) ][n Σy –(Σy) ]
เมื่อ X = ตัวแปรของ x
y = ค่าตัวแปรของ y
ถ้าค่าเป็น + ตัวแปรทั้ง 2 จะมีความ
สัมพันธ์กันในทางเดียวกัน
–ถ้าค่าเป็น ตัวแปรทั้ง 2 จะมีความ
xy
209
xy
2 22 2
Cramer’s Coefficient (r )
สูตร r = χ
√ n (k – 1)
เมื่อ k = จำานวน Categories ของ
ตัวแปร x หรือ y
ที่มีค่าน้อยกว่า
เมื่อจำานวน Categories เป็นขนาด 2x2
ค่า Cramer’s
Coefficient จะเท่ากับ Phi Coefficient
φ
210
φ
2
‘
‘
สถิติอนุมาน
(Inferential Statistic)
211
การใช้สถิติ
อนุมาน
1. การประมาณค่า (Estimation)
2. การทดสอบสมติฐาน (Testing
Hypothesis)
(1) สถิติ Parametric ใช้ทดสอบนัย
สำาคัญทาง
สถิติเมื่อข้อมูลอยู่ใน
อันตรภาคหรืออัตราส่วน
ได้แก่ z-test, t-test, F-test และ -
212
2
2
สมมติฐาน (Hypothesis)
1. สมมติฐานการวิจัย (Research
Hypothesis) เป็น
คำาตอบที่คาดหวังของงานวิจัย ที่
ได้มาจากการค้นคว้า
ทางทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัย
ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
2. สมมติฐานทางสถิติ (Statistical
Hypothesis) เป็น
ข้อความทางคณิตศาสตร์ที่ระบุถึง
213
ความคลาดเคลื่อน
ในการทดสอบ
สมมติฐานทางสถิติ
1. แบบที่ 1 : การปฏิเสธสมมติฐาน
ศูนย์ที่ถูกต้อง (α)
2. แบบที่ 2 : การยอมรับสมมติฐาน
ศูนย์ที่ผิด (β)
โดยทั่วไปกำาหนดค่า ในการ
ทดสอบเท่ากับ 0.5
การตัดสิน214
o o
o
o
การประมาณการค่า
เฉลี่ยในประชากร
1. การประมาณค่าแบบจุด เป็นการ
ประมาณค่าด้วย X
สูตร x = Σ X
N
2. แบบประมาณค่าเป็นช่วง เป็นการ
แจกแจงปกติมาตรฐานมา
ประมาณค่า ทำาให้ได้ค่าเฉลี่ยที่
ควรจะเป็นในประชากร 215
σ
√ n
สูตร 2. เมื่อไม่ทราบความแปรปรวน
ของประชากรแต่ทราบ
ความแปรปรวนของกลุ่ม
ตัวอย่าง
µ = X + z , df = n – 1
สูตร 3. เมื่อไม่ทราบความแปรปรวน
ของประชากรแต่ทราบ
ความแปรปรวนของกลุ่ม
ตัวอย่างและใช้กลุ่มตัวอย่าง
216
S
√ n
S
√ n
การอ่านค่า t เพื่อประมาณค่า
1. ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เท่ากับ
ความน่าจะเป็น 0.95
ของความคลาดเคลื่อนเท่ากับ
1 – 0.95 = 0.05
2. นำาค่า 0.05 หารด้วย 2 = 0.025
3. อ่านค่า t ในตารางการแจกแจง
ค่า t
217
การทดสอบ
สมมติฐาน
เกี่ยวกับค่าเฉลี่ย
ของประชากร
218
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
สถิติทดสอบที่ใช้
1. เมื่อทราบความ
แปรปรวน
ของประชากร
ใช้ z – test
2. เมื่อไม่ทราบ
219
การใช้สถิติทดสอบเมื่อมีกลุ่ม
ตัวอย่าง 1 กลุ่ม ใช้เมื่อ
1. ต้องการสรุปอ้างอิงค่า
เฉลี่ยจากกลุ่มตัวอย่าง (x) ไป
ยังค่าเฉลี่ยประชากร (µ)
2. ค่าเฉลี่ยของตัวแปรอยู่ใน
มาตรอันตรภาคหรือ
อัตราส่วน เช่น อายุ
3. กลุ่มตัวอย่างมีความเป็น
ตัวแทนที่ดีของประชากร (วิธี
สุ่มต้องมีขนาดเหมาะสม)
4. ข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบ
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
สถิติทดสอบที่ใช้
1. เมื่อกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2
เป็นอิสระต่อกันและทราบ
ความแปรปรวนของ
ประชากรทั้ง 2 ใช้ z – test
2. เมื่อกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2
เป็นอิสระต่อกันไม่ทราบ
ความแปรปรวนของ
ประชากร ทั้ง 2 กลุ่ม แต่
220
การใช้สถิติทดสอบเมื่อมีกลุ่มตัวอย่าง
2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ใช้เมื่อ
1. ต้องการเปรียบระหว่าง 2 กลุ่ม
ประชากร
2. ต้องการสรุปอ้างอิงผลการ
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ
ประชากร
3. ค่าของตัวแปรอยู่ในมาตร
อันตรภาคหรืออัตราส่วน เช่น
อายุ รายได้ คะแนนสอบ
4. กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 มีความเป็น
ตัวแทนที่ดีของของประชากร (วิธี
การสุ่มถูกต้องและมีขนาดเหมาะ
สม)
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
สถิติทดสอบที่
ใช้
1. เมื่อกลุ่ม
ตัวอย่างทั้ง 2 ไม่
เป็นอิสระต่อกัน
ใช้ t –
dependent-test 221
การใช้สถิติทดสอบเมื่อมีกลุ่มตัวอย่าง 2
กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน
ใช้เมื่อ
1. ต้องการเปรียบระหว่าง 2 กลุ่ม
ประชากร ที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (สุ่ม
แบบ Matching Pair) หรือกลุ่มตัวอย่าง
ที่มีการเก็บข้อมูล 2 ครั้งจากเครื่องมือ
เดียวกัน
2. ต้องการสรุปอ้างอิงผลการเปรียบ
เทียบค่าเฉลี่ยจาดกลุ่มตัวอย่างกลับ
ไปยังค่าเฉลี่ยของประชากร
3. ค่าของตัวแปรอยู่ในมาตร
อันตรภาคหรืออัตราส่วน เช่น อายุ
รายได้ คะแนนสอบ
4. กลุ่มตัวอย่างมีความเป็นตัวแทนที่ดี
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
สถิติทดสอบที่
ใช้
1. เมื่อกลุ่ม
ตัวอย่าง 2 กลุ่ม
ขึ้นไปเป็นอิสระ
ต่อกัน
ใช้ one-way 222
การใช้สถิติทดสอบเมื่อมีกลุ่มตัวอย่าง 2
กลุ่มขึ้นไปที่เป็นอิสระต่อกัน
ใช้เมื่อ
1. ต้องการเปรียบระหว่าง 2 กลุ่ม
ประชากรขึ้นไป
2. ต้องการสรุปอ้างอิงผลการ
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจากกลุ่ม
ตัวอย่างกลับไปยังค่าเฉลี่ยของ
ประชากร
3. ค่าของตัวแปรอยู่ในมาตร
อันตรภาคหรืออัตราส่วน เช่น
อายุ รายได้ คะแนนสอบ
4. กลุ่มตัวอย่างมีความเป็น
ตัวแทนที่ดีของของประชากร
223
การใช้สถิติ
ทดสอบ
ความแปรปรวน
ของประชากร
2
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
สถิติทดสอบที่
ใช้
1. เมื่อกลุ่ม
ตัวอย่าง 2 กลุ่ม
ตัวอย่าง
ใช้ F - test
224
การใช้สถิติทดสอบความแปรปรวน
กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม
ใช้เมื่อ
1. ต้องการเปรียบค่าความแปรปรวน
ระหว่าง 2 กลุ่ม
2. ต้องการสรุปอ้างอิงค่าความ
แปรปรวนจากกลุ่มตัวอย่างกลับไป
ยังค่าความแปรปรวนเฉลี่ยของ
ประชากร
3. ค่าของตัวแปรอยู่ในมาตร
อันตรภาคหรืออัตราส่วน เช่น อายุ
รายได้ คะแนนสอบ
4. กลุ่มตัวอย่างมีความเป็นตัวแทนที่ดี
ของของประชากร (วิธีการสุ่มถูกต้อง
และมีขนาดเหมาะสม)
225
การทดสอบ
สมมติฐาน
เกี่ยวกับ
ความถี่
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
ใช้ตาราง
แจกแจงความถี่
ตัวเดียว
ใช้ - test
226
การใช้สถิติทดสอบความถี่ของ
ข้อมูล 1 ตัวแปร ใช้เมื่อ
1. ต้องการทดสอบความถูก
ต้องทางทฤษฎี
2. ความเท่าเทียมกันของ
สัดส่วน
3. ต้องการอ้างอิงผลจาก
การกลุ่มตัวอย่างกลับไปยัง
ประชากร
4. ข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบ
เป็นไปตามข้อตกลงเบื้อง
2
2
จำานวนกลุ่ม
ตัวอย่าง
ใช้ตาราง
แจกแจงความถี่
สองทาง
ใช้ - test
227
การใช้สถิติทดสอบความถี่ของ
ข้อมูล 2 ตัวแปร ใช้เมื่อ
1. ต้องการเปรียบเทียบ
ความแตกต่างของข้อมูล 2
ชุด หรือต้องการทดสอบ
ความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปร
3. ต้องการอ้างอิงผลจาก
การกลุ่มตัวอย่างไปยัง
ประชากร
4. ข้อมูลที่ใช้ในการทดสอบ
2
2
228
ขั้นตอน
คำานวณใน
การทดสอบ
สมมติฐานสถิติ
1. ตั้งสมมติฐานทางสถิติ ประกอบ
ด้วย H และ H
2. กำาหนดค่า 
3. เลือกสูตรให้เหมาะสม ประกอบ
ด้วย - test,
z-test, t-test และ F-test
4. อ่านค่าวิกฤตจากตาราง , z, t
และ F
5. เปรียบเทียบค่าที่คำานวณได้และ
ค่าจากตาราง 229
0 1
2
2
230
การคำานวณ
ใน
การทดสอบค่า
เฉลี่ย
231
การคำานวณในการทดสอบ
ค่าเฉลี่ย
กลุ่มตัวอย่างเดียว
เป็นการทดสอบเพื่อสรุปอ้างอิง x ไป
ยัง เงื่อนไขการเลือก
ใช้สูตรมีดังนี้
1. เมื่อทราบ ใช้ z-test
z = x - µ
σ/√n
เมื่อ (1) กลุ่มตัวอย่างสุ่มมาจากประชากร
2
2
232
การอ่านค่า z, t,
F
ในการทดสอบ
สมมติฐาน
0
233
การอ่านตาราง z ในการทดสอบ
สมมติฐานทางสถิติ
1. การทดสอบสมมติฐานแบบไม่มี
ทิศทาง
(1) ที่ระดับนัยสำาคัญ (α) 0.05 ซึ่ง
เท่ากับความน่าจะเป็นของความคลาด
เคลื่อนแบบที่ 1 (Type 1 Error)
(2) นำาค่า 0.05 หารด้วย 2 เท่ากับ 0.025
(3) จากพื้นที่ใต้โค้งปกติทั้งหมดมีค่า
เท่ากับ 1 เมื่อนำา
มาแบ่งครึ่งเท่ากับ 0.50
234
2. การทดสอบสมมติฐานแบบมีทิศทาง
(1) ที่ระดับนัยสำาคัญ (α) 0.05 ซึ่ง
เท่ากับความน่าจะเป็น
ของความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1
(Type 1 Error)
(2) จากพื้นที่ใต้โค้งปกติทั้งหมดมีค่า
เท่ากับ 1 เมื่อนำา
มาแบ่งครึ่งเท่ากับ 0.5
(3) นำา 0.5 ลบด้วย 0.05 เท่ากับ 0.45
(4) หาค่า 0.45 ในตาราง หากค่า z ที่
235
การอ่านตาราง t ในการทดสอบ
สมมติฐานทางสถิติ
1. การทดสอบสมมติฐานแบบไม่มี
ทิศทาง
(1) ที่ระดับนัยสำาคัญ (α) 0.05 ซึ่ง
เท่ากับความน่าจะเป็น
ของความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1
(Type 1 Error)
(2) นำาค่า 0.05 หารด้วย 2 เท่ากับ 0.025
(3) อ่านค่า t ในตาราง ค่าที่อยู่ตรง
0
236
2. การทดสอบสมมติฐานแบบมี
ทิศทาง
(1) ที่ระดับนัยสำาคัญ (α) 0.05 ซึ่ง
เท่ากับความน่าจะเป็น
ของความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1
(Type 1 Error)
(2) อ่านค่า t ในตาราง ค่าที่อยู่ตรง
กลางจะเป็นค่า t
(3) ค่า t ที่คำานวณได้มีค่าเป็น + เมื่อ
237
การคำานวณในการ
ทดสอบ
เพื่อเปรียบค่าเฉลี่ยของ 2
กลุ่มตัวอย่าง
เป็นการทดสอบเพื่ออ้างอิงความ
แตกต่างระหว่าง x และ x
ไปยัง และ โดยการใช้สูตร ดังนี้
๙
1. เมื่อกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน
H : µ = µ
1
1
2
2
1 20
1 21 1 2 1 2
2 2
1 2
1 2
2 2
1 2
1 2
+
238
2. เมื่อไม่ทราบค่า และ แต่ทดสอบ
ได้ว่า = σ
ซึ่งทดสอบโดยใช้ F-test ใช้ t-
pooled test
t = x – x df = n + n - 2
1 1
√ n n
หรือ S = (n - 1) S + (n – 1) S
n + n - 2
1
2
2
2
1 2
1
2
2 2
1 2
1 2
2
p
1 2
1 2
+
2 2
1 2
S
p
2
239
2. เมื่อไม่ทราบค่า และ แต่ทดสอบ
ได้ว่า = σ
ซึ่งทดสอบโดยใช้ F-test ใช้ t-
pooled test
t = x – x df = v
S S
√ n n
S S
หรือ v = n n
(S n ) (S n )
1
2
2
2
2
2
1
2
2 2
1 2
1 2
21
1 2
+
2 2
1 2
2 2
1 2
+
+
2
1 2
+
240
การคำานวณในการ
ทดสอบ
เพื่อเปรียบค่าเฉลี่ยของ 2 กลุ่ม
ตัวอย่างขึ้นไป
ใช้ One-way ANOVA ในการทดสอบ
ข้อสมมติฐานเบื้องต้น
1. การแจกแจงของค่าที่สังเกตได้
ของตัวแปรตาม
ในประชากรเป็นการแจกแจง
แบบปกติ
(Normal Distribution)
241
การวิเคราะห์ความค่างของ
ค่าเฉลี่ย
242
การวิเคราะห์
ข้อมูลในเชิง
คุณลักษณะ
(Qualitative Data Analysis)
243
การวิจัยในเชิงคุณภาพ
(Qualitative)
เป็นการดำาเนินงานที่มีลักษณะ
เป็นการบรรยาย หรือเป็นการเล่า
เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นของผู้ให้ข้อมูล
หรือเป็นบันทึกจาก
เอกสารต่างๆทั้งในอดีตและปัจจุบัน
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คุณลักษณะ ประกอบด้วย
1. การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
244
การวิเคราะห์
เนื้อหา
(Content Analysis)
1. วิเคราะห์แยกแยะรายละเอียดของ
เหตุการณ์ หรือประเด็น
ศึกษาว่า มีตัวแปรย่อย หรือส่วน
ประกอบอะไรบ้าง
2. จัดหมวดหมู่ตัวแปรหรือส่วน
ประกอบเหล่านั้น
245
การเปรียบเทียบรูป
แบบ
(Pattern Matching)
เป็นการวิเคราะห์ที่อาศัยการทบทวน
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
เป็นสำาคัญ การสร้างรูปแบบประกอบ
ด้วย
1. รูปแบบเดียว เป็นการสร้างรูปแบบ
ของเหตุการณ์และ
ส่วนประกอบย่อยในเหตุการณ์นั้น
246
การสร้างกรอบการ
อธิบาย
(Explanation Building)
เป็นลักษณะหนึ่งของ Pattern
Matching ที่พิเศษ
ออกไปโดย
1. ต้องอธิบายความเชื่อมโยงของ
ตัวแปรที่เกิดขึ้น
นอกเหนือจากการแสดงรูปแบบ
ความสัมพันธ์ของ
247
การวิเคราะห์ตามระยะ
เวลา
(Time-series)
เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลง
ลักษณะหรือเหตุการณ์ตาม
ช่วงเวลา มีลักษณะเหมือน Time-series
ในการวิจัยเชิง
ปริมาณ แบ่งเป็น
1. Simple Time-series เป็นการ
เปลี่ยนแปลงตาม
248
การวิเคราะห์เชิง
สาเหตุ
(Logical Analysis)
เป็นการวิเคราะห์ในลักษณะความ
สัมพันธ์ระหว่าง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาใน
ลักษณะของความเป็นเหตุ
เป็นผล ทำาการวิเคราะห์ข้อมูล
249
การตรวจสอบความถูกต้อง
ของการวิเคราะห์
1. การสร้างคำาอธิบายอื่นขึ้นเปรียบ
เทียบ
(Rival Explanation)
2. การสร้างรูปแบบเชิงลบ (Negative
Case)
เพื่อใช้เปรียบเทียบ
3. การใช้หลายมุมมอง (Triangulation)
250
ความคลาดเคลื่อน
ในการเก็บรวบรวม
ข้อมูล
1. จากการสังเกตของผู้รวบรวมข้อมูล
2. เวลาที่เก็บข้อมูล
3. กลุ่มเป้าหมายที่เก็บข้อมูลที่ไม่ตรง
เหตุการณ์
251
ข้อควรระวังในการ
สรุปอ้างอิง
1. การสรุปอ้างอิงไปยัง
สถานการณ์อื่น
2. การสรุปอ้างอิงไปยังบุคคล
อื่น
3. การสรุปอ้างอิงไปยังเวลา
252
การเขียนข้อ
เสนอ
โครงการวิจัย
253
องค์ประกอบข้อเสนอ
โครงการวิจัย
1. ชื่อโครงการวิจัย
2. ผู้วิจัย หรือคณะผู้ดำาเนินการ
วิจัย
3. ความเป็นมาและความสำาคัญ
ของปัญหา
4. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
5. การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง
254
9. วิธีดำาเนินการวิจัย
(1) ประชากร
(2) ตัวอย่างและการสุ่มตัวอย่าง
(3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
(4) เครื่องมือเครื่องใช้ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล
(5) การตรวจสอบคุณภาพของ
เครื่องมือ
(6) การวิเคราะห์ข้อมูล : สถิติที่ใช้
ในการวิจัย
255
การเขียน
รายงาน
การวิจัย
256
รายละเอียดในรายงาน
การวิจัย
1. บทคัดย่อ (Abstract)
2. สารบัญ (Content)
3. สารบัญตาราง (Tabulation
Content)
4. สารบัญแผนภาพ (ถ้ามี)
5. บทที่ 1 บทนำา
6. บทที่ 2 การทบทวนเอกสารที่
257
8. บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
9. บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และ
ข้อเสนอแนะ
10. รายการอ้างอิง
11. ภาคผนวก
12. ประวัติผู้วิจัย
258
การเขียนบทคัดย่อ
(Abstract)
เป็นการบ่งบอกผลงานของผู้วิจัยที่
ได้ทำามาทั้งหมด
พร้อมข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย เป็น
ส่วนที่ทำาให้ผู้อ่าน
สนใจหรือไม่สนใจในงานที่นำาเสนอ
หรือไม่ การเล่าเรื่องควร
มีความยาวไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ A
หรือ 200คำาใน
259
การเขียนความเป็นมา
และ
ความสำาคัญของปัญหา
1. เกิดเหตุการณ์หรือเกิด
ปรากฏการณ์อะไรขึ้น
2. รายละเอียดเหตุการณ์สรุป
ว่าเป็นอย่างไร
3. ความรุนแรงของปัญหา
4. ความสัมพันธ์หรือผลกระทบ
ต่อสิ่งอื่น
260
การเขียนวัตถุประสงค์
การวิจัย
ควรเขียนให้สอดคล้องกับ
ประเด็นปัญหาการวิจัย
มีความเป็นไปได้ มีขอบเขต
พอเหมาะ มีผลที่เป็น
ประโยชน์เท่านั้น
261
การเขียนสมมติฐาน
การวิจัย
ควรเขียนให้สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์การวิจัย
มีการระบุลักษณะตัวแปร หรือ
ความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปร หรือแสดงเปรียบเทียบ
ระหว่างกลุ่มประชากร
262
การเขียนขอบเขตการ
วิจัย
เป็นการระบุข้อจำากัดการวิจัย
ประกอบด้วย
1. กลุ่มประชากรเป้าหมาย
2. ตัวแปรที่เลือกมาศึกษา
3. วิธีวิจัย
263
การเขียนนิยามศัพท์
เป็นการสื่อความหมายตรงกับ
ผู้วิจัย เนื่องจากศัพท์
ที่ใช้อาจจะพบได้ในงานวิจัย
อื่นที่มีความหมายแตกต่าง
กัน และเป็นการสร้างความ
เข้าใจเบื้องต้น แบ่งเป็น
1. นิยามศัพท์เชิงทฤษฎี
2. นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ :
264
การเขียนข้อตกลง
เบื้องต้น
หรือข้อจำากัดการวิจัย
เป็นการบ่งบอกถึงจุดอ่อนข
องการวิจัย
เมื่อผู้วิจัยไม่สามารถควบคุม
สถานการณ์บางอย่างได้
265
การเขียนประโยชน์ที่ได้
รับจากการวิจัย
เขียนให้สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ และเป็น
ประโยชน์ที่ได้จริง ไม่เกิน
ขอบเขตการวิจัย
266
การเขียนบทที่ 2
การทบทวนเอกสารที่
เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ 1 การค้นคว้าเกี่ยวกับ
ตัวแปรการวิจัย แยกตาม
แหล่งที่มาของรายละเอียด
1. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและ
สนับสนุน
2. แนวคิดที่เกี่ยวข้องและ
267
ส่วนที่ 2 การค้นคว้าเกี่ยวกับวิธี
การสร้างเครื่องมือ
วัดตัวแปร
ตัวแปรคุณลักษณะหรือตัวแปรแฝง
(Latent Trait)
ได้แก่ เจตคติ ความเชื่อ ค่านิยม
เป็นต้นจะมีแนวคิดทางทฤษฎีที่
สนับสนุนการสร้างเครื่องมือที่หลาก
หลาย จำาเป็นต้องเลือกให้
เหมาะสมกับการวิจัย
ประกอบกับเป็นตัวแปรที่ซับซ้อน
268
ส่วนที่ 3 การค้นคว้าเกี่ยวกับ
สถิติชั้นสูงในการวิจัย
บางกรณีผู้วิจัยจำาเป็นต้องใช้สถิติชั้น
สูงมาพัฒนาดัชนีที่ใช้
ชี้ให้เห็นระดับคุณภาพชีวิต ดังเช่น
การวิเคราะห์องค์ประกอบ
(Factor Analysis) ผู้วิจัยจึงควรแสดง
แนวคิดของ
สถิตินั้นอย่างคร่าวๆ โดยให้ผู้อ่าน
269
การเขียนบทที่ 3
วิธีดำาเนินการวิจัย
ขั้นตอนรายละเอียดประกอบด้วย
1. ประชากรศึกษา : ระบุกลุ่มเป้า
หมายที่ต้องการศึกษา
2. กลุ่มตัวอย่างและการสุ่มตัวอย่าง
(ในกรณีที่ไม่สามารถ
ศึกษาทั้งประชากร)
3. ตัวแปรที่ศึกษา
270
(3) ตารางแสดงพฤติกรรมบ่งชี้ใน
แต่ละ
ประเด็นของตัวแปร
(4) ข้อคำาถามที่ได้
5. การบรรยายขั้นตอนในการดำาเนิน
งานวิจัย
6. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่อง
มือ
7. การวิเคราะห์ข้อมูล
(1) วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล
271
การเขียนบทที่ 4
ผลการวิเคราะห์
ข้อมูล
1. องค์ประกอบที่จำาเป็น ประกอบ
ด้วย
(1) ออกแบบตารางที่จะใช้นำาเสนอ
ข้อมูล
(2) การออกแบบแผนภูมิที่จะใช้ใน
การนำาเสนอข้อมูล
2. ลักษณะการนำาเสนอ
272
3. หลักการในการเขียน ประกอบด้วย
(1) การจัดทำาคำาบรรยาย
. การบรรยาย ให้แสดงจุดเด่น จุด
ด้อย และจุดที่น่าสนใจ
อย่างชัดเจน
. การแปลผล เป็นการนำาการบรรยาย
ผลจากการทดสอบมา
แปลผลว่าสอดคล้องหรือแตกต่าง
จากสมมติฐานทางสถิติ
ที่กำาหนดไว้หรือไม่ อย่างไร
(2) ลำาดับการนำาเสนอการวิเคราะห์
273
การเขียนบทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และ
ข้อเสนอแนะ
ส่วนที่ 1 สรุปผลการวิจัย
1. เป็นการสรุปผลในบทที่ 4 โดย
เขียนตามลำาดับของ
วัตถุประสงค์และสมมติฐานการ
วิจัย
2. เขียนให้ได้ใจความ กะทัดรัด
274
ส่วนที่ 2 การอภิปรายผลการวิจัย
เป็นการตีความ ประเมินข้อค้นพบ
จากการวิจัยเพื่อยืนยันหรือ
อธิบายความสอดคล้องและความ
แตกต่าง ระหว่างข้อค้นพบ
และสมมติฐานการวิจัย
1. จุดมุ่งหมายการอภิปรายผล
(1) เพื่อตีความหมาย ผลการ
วิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4
(2) เพื่อประเมินข้อค้นพบ
275
2. หลักในหารเขียน
(1) เขียนตอบวัตถุประสงค์ให้ครบ
ถ้วน และสังเคราะห์ผล
เพื่อยืนยันสมมติฐานที่กำาหนด
ไว้
(2) แสดงผลการวิจัยที่พบว่า
สนับสนุน หรือขยายใน
รายละเอียดที่แตกต่างจาก
ทฤษฎี หรือแนวคิดอย่างไร
(3) ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของการวิจัย
276
3. ลักษณะการเขียน มี 4 แบบ
แบบที่ 1
แบบที่ 2
ข้อค้น
พบ
บทที่ 4
แนวคิด
ทฤษฎี
ผลงาน
วิจัยอื่น
บทที่ 2
เขียน
อภิปราย
ผล
และข้อ
เสนอแนะ
ข้อค้น
พบ
บทที่ 4 เขียน
อภิปราย
ผล
และข้อ
วัตถุปร
ะสงค์
(1) (2)
(1)
(2)
277
แบบที่ 3
แบบที่ 4
ข้อค้น
พบ
บทที่ 4
แนวคิด
ทฤษฎี
ผลงาน
วิจัยอื่น
บทที่ 2
เขียน
อภิปราย
ผล
และข้อ
เสนอแนะ
ข้อค้น
พบ
บทที่ 4
เขียน
อภิปราย
ผล
และข้อ
เสนอแนะ
วัตถุปร
ะสงค์
บทที่ 1
วัตถุปร
ะสงค์
บทที่ 1
แนวคิด
ทฤษฎี
ผลงาน
วิจัยอื่น
บทที่ 2วิธีดำาเนินการ
(1)
(2) (3)
(1)
(2)
(3)
(4)
278
ข้อบกพร่องในการ
อภิปรายผลการวิจัย
1. สมมติฐานทางสถิติไม่มีนัยสำาคัญ
ทางสถิติ
2. จุดอ่อนจากการวิธีดำาเนินการวิจัย
3. การอภิปรายไม่สอดคล้องกับ
ประเด็นที่วิจัย
4. การอภิปรายเกินข้อค้นพบ
5. ไม่นำางานวิจัยอื่นมาร่วมอภิปราย
279
ความรู้ของผู้เขียนในการ
อภิปรายผลการวิจัย
1. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
กับตัวแปร
และประเด็นการวิจัย
2. การวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อ
นำามาเปรียบเทียบ
3. แนวคิด ทฤษฎีสนับสนุน
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
280
การเขียนรายการ
อ้างอิง
1. อ้างอิงจากเอกสารที่ตีพิมพ์
ภาษาไทย
(1) หนังสือ : ชื่อ นามสกุล ปีที่พิมพ์
ชื่อหนังสือ
จังหวัดที่พิมพ์ ชื่อโรง
พิมพ์
(2) วิทยานิพนธ์ : ชื่อ นามสกุล ปีที่
สำาเร็จ ชื่อเรื่อง
281
ภาษาอังกฤษ
(1) หนังสือ
. ผู้แต่ง 1 คน : นามสกุล ชื่อ ชื่อกลาง
ปีที่พิมพ์
ชื่อหนังสือ ชื่อสถานที่
พิมพ์ ชื่อโรงพิมพ์
. ผู้แต่ง 2 คน : นามสกุล ชื่อ ชื่อกลาง
ชื่อผู้แต่งคนที่ 2
ปีที่พิมพ์ ชื่อหนังสือ
ชื่อสถานที่พิมพ์
ชื่อโรงพิมพ์
282
2. อ้างอิงจากเอกสารที่ไม่ได้ตีพิมพ์
เช่น คัมภีร์ จดหมายเหตุ
: ชื่อหน่วยงานที่เก็บรักษา
ลำาดับการจัดเก็บ
ชื่อเอกสาร
3. อ้างอิงจากเอกสารทางราชการ
: ชื่อหน่วยงานที่ออกเอกสาร ปี
ที่ออกเอกสาร
ชื่อเอกสาร วันที่ประกาศใช้
4. อ้างอิงจากเอกสารที่ตีพิมพ์โดย
283
5. อ้างอิงจากบทคัดย่อในซีดีรอม
: นามสกุล ชื่อ ชื่อกลาง ปีที่
พิมพ์ ชื่อบทความ
ชนิดของสื่อ แหล่งของ
บทคัดย่อ
หมายเลขบทคัดย่อ
6. อ้างอิงจากเครือข่ายใยแมงมุม
: ชื่อ นามสกุล ปีที่พิมพ์หรือวัน
เดือนปีที่บันทึกข้อมูล
ชื่อบทความ ชื่อเอกสารหรือ
284
การเขียนภาค
ผนวก
1. ตารางรายละเอียดการคำานวณ
2. สูตรทางสถิติต่างๆ
3. คำาสั่งโปรแกรมการคำานวณ
4. แผนที่ของพื้นที่เก็บข้อมูล
5. แบบสอบถามหรือเครื่องมือในการ
เก็บข้อมูล
6. รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ
7. ตารางแสดงคุณภาพของข้อสอบ
285
การเขียนประวัติผู้
วิจัย
1. ประวัติทางการศึกษา
2. ประสบการณ์การทำางาน
3. ผลงานวิจัยที่ผ่านมา
4. ผลงานทางด้านตำาราและ
เอกสารต่างๆ
5. เกียรติประวัติที่ได้รับ

การวิจัยทางสังคมศาสตร์ (1)