บทที่ 11
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
แผนการสอนประจาบท
1. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อให้เข้าใจความหมายและความสาคัญของนวัตกรรม
2. เพื่อให้รู้หลักการแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม
3. เพื่อให้สามารถวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยของนวัตกรรมได้
4. เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยได้เหมาะสม
2. สาระการเรียนรู้
1. ความหมายและความสาคัญของนวัตกรรม
2. การจัดการเรียนการสอนแบบไฮ /สโคป
3. การจัดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ
4. การจัดการศึกษาแบบใยแมงมุม
5. การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
6. การสอนแบบโครงการ
7. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
8. การใช้พอตโฟลิโอ
9. การสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา
10. การศึกษาแบบซูคอมลิสกี้
11. การศึกษาแบบซูซูกิ
12. หลักสูตรการสอนของมอนเตสซอรี่
3. กิจกรรมการเรียนรู้
1. ทดสอบก่อนเรียน (แบบทดสอบ)
2. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน
3. อภิปราย ซักถาม สรุป ด้วยสไลด์
4. แบ่งกลุ่มศึกษาค้นคว้านวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
5. แบ่งกลุ่มศึกษาและวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยของนวัตกรรม
6. ให้นักศึกษาทดลองนานวัตกรรมไปใช้ในโรงเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็ก
7. ทดสอบหลังเรียน
298
4. สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. สไลด์ประกอบการสอน (Power point)
3. เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง (Internet)
4. รูปแบบการออกแบบกิจกรรมตามนวัตกรรม
5. หนังสือ ตารา วารสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
5. การประเมินผล
1. ผลการทดสอบ ก่อน – หลัง
2. รายงานผลการนานวัตกรรมไปทดลองใช้
3. รายงานผลการศึกษาค้นคว้าการวิเคราะห์นวัตกรรม
4. ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
299
บทที่ 11
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดประสบการณ์แก่เด็กในลักษณะของการอบรม
เลี้ยงดูและการพัฒนาความพร้อมทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการจัดการศึกษาในระดับนี้จะมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านปริมาณ
และคุณภาพ อันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของ ประชากรในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม
เนื่องด้วยสังคมวิถีชีวิตและความเป็นอยู่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น
ทาให้มีปัญหาและอุปสรรคหลายประการในการพัฒนาประเทศชาติ และการจัดการศึกษา
ปฐมวัยก็เช่นกันกาลังเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคโดยเฉพาะการพัฒนาประสิทธิภาพซึ่ง
นักการศึกษาปฐมวัยได้พยายามศึกษาค้นคว้าและวิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการหรือ
การกระทาใหม่ ๆ ซึ่งก็หมายถึงการนานวัตกรรมมาใช้เพื่อประโยชน์ในการขจัดปัญหาและ
อุปสรรคที่มีให้น้อยลงหรือหมดไปในที่สุดในบทนี้เพื่อให้เข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้องกับ
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยจึงขออธิบายรายละเอียดตามหัวข้อต่อไปนี้
1. ความหมายและความสาคัญของนวัตกรรม
2. การจัดการเรียนการสอนแบบไฮ /สโคป
3. การจัดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ
4. การจัดการศึกษาแบบใยแมงมุม
5. การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
6. การสอนแบบโครงการ
7. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
8. การใช้พอตโฟลิโอ
9. การสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา
10. การศึกษาแบบซูคอมลิสกี้
11. การศึกษาแบบซูซูกิ
12. หลักสูตรการสอนของมอนเตสซอรี่
1. ความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
จากการที่นักการศึกษาปฐมวัยพยายามที่จะพัฒนาการจัดกิจกรรมและ
ประสบการณ์เพื่อให้เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับวัย
300
นักการศึกษาปฐมวัยจึงได้พยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อหาแนวคิดและวิธีการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง
กับเด็ก เช่น ในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัยขึ้นมาเรียกว่า
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยซึ่งครูปฐมวัยหรือผู้ทาหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยควร
จะศึกษาและทาความเข้าใจ เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย เพื่อนาความรู้
ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมสาหรับเด็ก
ปฐมวัย โดยเริ่มตั้งแต่ศึกษาความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา
ปฐมวัย เป็นต้น
1. ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
นวัตกรรมเป็นคาที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของไทยคานี้เป็นศัพท์บัญญัติ
ของคณะกรรมการพิจารณาวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ โดยในอดีตใช้คาว่า นวกรรมซึ่ง
เป็นคาที่มาจากภาษาอังกฤษว่า “Innovation” (บุญเกื้อ ควรหาเวช. 2542 : 11) หมายถึง
สิ่งใหม่หรือการเปลี่ยนแปลง (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2536 : 32) คาว่า นวัตกรรม จึงมี
นักการศึกษาบางกลุ่มใช้คาว่า นวกรรม ดังนั้น คาว่า นวกรรมและนวัตกรรม ทั้งสองคานี้
จึงใช้ในความหมายเดียวกัน คือ การกระทาใหม่ ๆ ที่จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อจะ
แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา
สวัสดิ์ บุษปาคม (2517 : 1) กล่าวถึง นวัตกรรมว่า หมายความถึง การปฏิบัติ
หรือกรรมวิธีที่นาเอาวิธีการใหม่มาใช้หรือการทาการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงวิธีทาสิ่งต่าง ๆ
ให้ดีกว่าเดิม คือทาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการให้การศึกษาก็ใช้เครื่องมือ
กลช่วยการสอนที่เรียกว่า Teaching หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนที่เรียกว่า
Computer Assissted Instruction (CAI) เป็นต้น
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2529 : 25 –26) กล่าวว่าสิ่งที่ถือว่าเป็น “นวกรรม” มีเกณฑ์
ในการพิจารณาดังนี้
1) จะต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนอาจเป็นของเก่าใช้ไม่ได้ผลในอดีตแต่นามา
ปัดฝุ่นปรับปรุงใหม่ หรือเป็นของปัจจุบันที่เราทาการปรับปรุงให้ดีขึ้น
2) มีการนาวิธีการจัดระบบ (System Approach) มาใช้โดยพิจารณา
องค์ประกอบทั้งส่วนข้อมูลที่ใส่เข้าไป กระบวนการ และผลลัพธ์ โดยกาหนดขั้นตอน
การดาเนินการให้เหมาะสมก่อนที่จะทาการเปลี่ยนแปลง
3) มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างการวิจัยว่า “สิ่งใหม่” นั้น จะช่วย
ให้แก้ปัญหาและดาเนินงานบางอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม
301
4) ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบันมาก “สิ่งใหม่” นั้น ได้รับ
การเผยแพร่และยอมรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่ดาเนินอยู่ในขณะนี้ไม่ถือว่า
สิ่งใหม่นั้นเป็นนวัตกรรมต่อไป แต่จะเปลี่ยนสภาพเป็นเทคโนโลยีอย่างเต็มที่
จากเกณฑ์การพิจารณาข้างต้นทาให้แนวคิดหลักปฏิบัติระบบกระบวนการวิธีการ
ระเบียบกฎและสิ่งประดิษฐ์ซึ่งไม่ถือเป็น “นวัตกรรม” ในประเทศหนึ่งอาจจะเป็นนวัตกรรม
ในประเทศอื่นได้สิ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมในอดีตหากใช้แพร่หลายแล้วก็ไม่ถือเป็นนวัตกรรม
และสิ่งที่เคยใช้ไม่ได้ผลในอดีต หากนามาปรับปรุงใช้ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพถือ
ว่าเป็นนวัตกรรม
การจัดการศึกษาปฐมวัยในอดีตถือว่าเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก เพราะฉะนั้น
การสอนหรือการให้การศึกษาจึงจัดให้เหมือนผู้ใหญ่ จนกระทั่งมีนักคิดและนักการศึกษา
หลายท่านได้เป็น ผู้ริเริ่มนาแนวปฏิบัติที่ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยควรจะแตกต่างจาก
การจัดการศึกษาสาหรับผู้ใหญ่ โดยได้เสนอแนวคิดตลอดวิธีการสอนและการใช้อุปกรณ์
ต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัยของเด็กตั้งแต่อดีตที่นับว่าเป็นนวัตกรรมในอดีตนักการศึกษา
ดังกล่าวมีหลายคน เช่น โคมินิอุส รูสโซ เปสตาลอชซี่ เฟรอเบล และมอนเตสซอรี่ เป็นต้น
ในปัจจุบันแนวคิดของนักการศึกษาเหล่านี้เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับและนามาปฏิบัติ
อย่างแพร่หลาย
ดังนั้นนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย จึงหมายถึง การนาแนวคิดและวิธีการหรือ
การกระทาใหม่ ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุง
ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้นโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน (วรนาท รักสกุล
ไทย. 2537 : 144)
2. ความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทาจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่ง
ที่เป็นรูปธรรมง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรมยากๆและไปสู่นามธรรมในที่สุด (อุดมลักษณ์ กุล
พิจิตร. 2532 : 157) การจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสาคัญในเรื่องความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของ
แต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่
อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ
แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหาทดลองวิธีการใหม่เผยแพร่แนวทาง และวิธีการใหม่ ซึ่งถือได้ว่า
เป็นนวัตกรรม และเมื่อแนวทางและวิธีการใหม่เข้าสู่ระบบปกติก็จะยุติความเป็นนวัตกรรม
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2521 : 15 –16) ได้วิเคราะห์ความสาคัญของนวัตกรรมทาง
การศึกษาปฐมวัยศึกษาจากพัฒนาการยุคต้น ๆ ของการศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศว่ามี
302
การใช้เทคโนโลยีทางการศึกษามาประยุกต์ใช้พอสรุปได้ คือ ระเบียบและวิธีสอนของ
โคมินิอุสเน้นการสัมผัสรับรู้จากธรรมชาติใช้วัสดุอุปกรณ์สีสันสวยงาม จัดสภาพแวดล้อม
ให้น่าอยู่ ส่วนหลักการของรูสโซ เน้นให้เด็กรับรู้สัมผัสตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ
เปสตาลอชซี่ที่เน้นใช้วัสดุอุปกรณ์และวิธีการทางเทคโนโลยีการศึกษาเข้าช่วย ทั้งการจัด
ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและประสบการณ์ตรงของดิวอี้ ตลอดจนการจัดห้องเรียน
เหมือนบ้านของมอนเตสซอรี่
ปัจจุบันนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ได้เผยแพร่เข้าสู่การจัดการศึกษาปฐมวัย
อย่างรวดเร็วและเป็นปรากฏการณ์ที่วงการการศึกษาปฐมวัยไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะใน
ปัจจุบันการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นไปอย่างเหมาะสมนั้น ได้มีการร่วมมือกันดาเนินการ
โดยหน่วยงานหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งต่างก็พยายามที่จะคิดค้นและทดลอง
นวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการพัฒนาเด็กทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา (ทิศนา แขมมณี. และคณะ 2535 : 22 – 23) นวัตกรรมทุกอย่างมี
ประโยชน์และมีค่าที่จะทาให้เกิดการตื่นตัวโดยเฉพาะด้านการเรียนการสอนที่จะนาไปสู่
การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ของเด็ก ดังนั้นนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
ควรได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการนานวัตกรรมมา
ใช้ (อารี สัณหฉวี. 2537 : 166)
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันได้เผยแพร่มายังประเทศไทยหลาย
เรื่อง อาทิเช่น หลักสูตรไฮ / สโคป การศึกษาวอลดอร์ฟ หลักสูตรใยแมงมุม การสอน
ภาษาแบบธรรมชาติ การสอนแบบโครงการการสอนแบบมอนเตสซอรี่ การใช้คอมพิวเตอร์
ช่วยสอน และการประเมินผลโดยการใช้พอตโฟลิโอ เป็นต้น
2. หลักสูตรไฮ / สโคป
หลักสูตรไฮ / สโคป (High / Scope Curriculum) เป็นหลักสูตรที่เดวิด ไวคาร์ท
(Darid Weikart) และแมรี่ โฮเมน ก่อตั้งขึ้นมา หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่เน้นพุทธิปัญญา
(Cognitively Oriented Curriculum) หรือกระบวนการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ที่ใช้พื้นฐาน
ทฤษฎีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget) ประกอบด้วยหลักการสาคัญ คือ
(ประอร อิศรเสนา ณ อยุธยา. 2542 : 19)
1) การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Active Learning) หรือการเรียนรู้ด้วยการกระทาของ
เด็กระหว่างเด็กต่อครูเด็กต่อเด็กและเด็กต่อวัตถุสิ่งของหรือสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็น
ประสบการณ์โดยตรงของเด็ก
2) พัฒนาการทางสติปัญญาเกิดขึ้นตลอดเวลา
303
3) เด็กเกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญาจากการกระตุ้นภายใน
“เพียเจท์” เชื่อว่าการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยในการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก
การเรียนรู้เชิงปฏิบัติเป็นขั้นตอนการปรับตัวของเด็กให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เด็กเรียนรู้จาก
การค้นหาการเรียนกิจกรรมการมีปฏิกิริยาหรือกระทากับคนหรือวัตถุซึ่งก่อให้เกิด
ความคิด การแก้ปัญหาการตัดสินใจ ตลอดจนการเล่นซึ่งเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดในชีวิตของ
เด็ก
การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรไฮ / สโคป จะเน้นการส่งเสริมเด็กให้เขาได้
ทาในสิ่งที่เขาสนใจหรือในสิ่งที่เขาคิดและได้รับการฝึกฝนด้านสติปัญญาและความสามารถ
ของร่างกาย โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมมือกับเพื่อนและคณะในการวางแผน การทางาน
เป็นกลุ่มตลอดจน ส่งเสริมให้เด็กประสบผลสาเร็จในชีวิต การจัดการเรียนการสอนแบบ
ไฮ / สโคป จึงองค์ประกอบการเรียนรู้ที่ครูจะต้องจัดทา 6 ประการ คือ (ประอร อิศร
เสนา ณ อยุธยา. 2542 : 22 – 26)
1. การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ
หัวใจสาคัญของการสอนแบบไฮ / สโคป คือ การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นให้
เด็กมีประสบการณ์ตรงในการเรียน เด็กได้ค้นหาสารวจสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง
5 จับต้องเปลี่ยนแปลงและประกอบวัสดุสิ่งของเข้าด้วยกัน มีโอกาสเลือกวัสดุอุปกรณ์
กิจกรรมและจุดประสงค์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง หัดใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ทาให้เด็กได้ใช้
กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กในการเรียนและเรียนรู้ถึงความต้องการของตนเอง
เด็กจะเกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติได้ด้วยการลงมือทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง รวมทั้ง
การสารวจค้นหาตลอดจนได้กระทาระหว่างเด็กต่อเด็ก เด็กต่อผู้ใหญ่ และเด็กต่อวัสดุ
อุปกรณ์ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดพัฒนาการในด้านสติปัญญา ดังนั้นในการจัดการเรียน
การสอนสาหรับเด็กแบบไฮ / สโคป จึงต้องมีวัสดุอุปกรณ์หลากหลายไว้ให้เด็กแต่ละคนได้
ใช้เด็กได้จับต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ เด็กมีโอกาสเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์คิดว่าจะใช้ทาอะไร ได้
สนทนากับเพื่อนครู สามารถเลือกใช้คาพูด เกิดพัฒนาการทางภาษา ครูและเพื่อนทั้งหญิง
และชายช่วยสนับสนุนเด็กในการคิดและการทากิจกรรมหรือทาสิ่งต่าง ๆ ของเด็ก
หลักการสาคัญเด็กต้องสามารถวางแผน (Plan) ปฏิบัติการ (Do) และทบทวนงาน
(Review) ของตนในการเรียนทุกครั้ง ซึ่งในกระบวนการสอน ครูต้องเข้าใจและมีความรู้
เกี่ยวกับพัฒนาการของนักเรียนในแต่ละวัย จัดห้องเรียนให้สะท้อนถึงการจัดการเรียน
การสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของนักเรียนในแต่ละวัย มีมุมต่าง ๆ ในห้องที่เหมาะสม
วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนตามตารางกิจวัตรประจาวัน (Plan – Do - Review) ครู
ต้องเรียนรู้และใช้ประสบการณ์หลักว่าต้องการให้นักเรียนรู้อะไรบ้างจัดกิจกรรมโดย
304
ประเมินความสามารถของนักเรียนว่าต้องการหรือยังขาดเนื้อหาในข้อใดบ้างพยายามจัด
กิจกรรมการสอนให้ครบใน ทุกข้อ
การเรียนเป็นกลุ่มย่อยมีประสิทธิภาพมากกว่าการเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ นักเรียนได้
มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อน ตลอดจนได้ลงมือปฏิบัติใช้วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นการง่าย
สาหรับครูในการทาบันทึกสั้นครูต้องทบทวนการจัดการและการวางแผนกิจวัตรประจาวัน
โดยใช้การประเมินผลจากแฟ้มสะสมงาน
2. หลักการจัดห้องเรียน
2.1 จัดมุมสาหรับทากิจกรรม อย่างน้อยควรมี 5 มุม จัดแบ่งมุมให้เรียบร้อยอาจ
ใช้พรมหรือเทปแบ่งเขตมีมุม เช่น มุมศิลปะ มุมบ้าน มุมหนังสือ มุมไม้บล็อก มุมต่อหรือ
ประดิษฐ์สิ่งของชิ้นเล็กๆเช่นโลโก้ มุมหนังสือมุมคอมพิวเตอร์ โดยตั้งชื่อมุมต่าง ๆให้นักเรียน
ได้ทราบอาจเป็นภาพหรืออักษรก็ได้
2.2 มีวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายและน่าสนใจสาหรับนักเรียน ถ้านักเรียนรู้สึก
เบื่อกับมุมบางมุม ครูมีเทคนิคในการทาให้มุมน่าสนใจขึ้น เช่น อาจเพิ่มผ้ากันเปื้อนที่
มุมบ้าน
2.3 จัดมุมต่าง ๆ และจัดวัสดุอุปกรณ์อย่างมีระบบ อุปกรณ์ต่าง ๆ มีที่เก็บ
เหมาะสมอยู่ในระดับสายตาของเด็ก ปลอดภัยสาหรับเด็กมีป้ายบอกว่าเก็บอะไรไว้ที่ไหน
เช่น ที่ลิ้นชักใส่กรรไกร อาจมีภาพกรรไกรหรือคาว่ากรรไกรและอยู่ที่ลิ้นชัก เด็กจะได้รู้ควร
เอากรรไกรมาจากที่ใดและเก็บไว้ที่ใดเมื่อใช้เสร็จ
3. ตารางกิจวัตรประจาวัน
ตารางกิจวัตรประจาวันมีความสาคัญเด็กมาก เพราะช่วยให้เด็กรู้จักวางแผน
การทางานรู้จักตัดสินใจว่าตนเองจะทาอะไร ซึ่งเป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับเด็กมาก ทั้ง
ยังช่วยให้ครูง่ายต่อการจัดกิจกรรม
การจัดกิจวัตรประจาวันอย่างสม่าเสมอเด็กจะเรียนรู้ในการจัดตารางเวลา
การทางานของตนเอง ตารางการเรียนการสอนประกอบด้วยกิจกรรมที่ครูต้องกระทา 7
ช่วง คือ
3.1 ช่วงทักทาย อาจใช้กิจกรรมวงกลมในการแบ่งปันประสบการณ์การเล่า
นิทานหรือบอกข่าวสารเล่าเรื่องราวระหว่างเด็กบอกเด็กหรือครูบอกข่าวเด็ก
3.2 ช่วงวางแผน ใช้เวลา 5 – 10 นาที ครู 2 คน ต่อเด็ก 2 กลุ่ม โดยครูจะ
สนับสนุนให้เด็กคิดแล้วบอกว่าจะทาอะไรในช่วงกิจกรรม ถ้านักเรียนบอกไม่ถูกอาจเดินไป
ชี้ให้เด็กเลือกรูปกิจกรรมหรือวาดออกมาเป็นภาพ
305
3.3 ช่วงกิจกรรมการทางาน ใช้เวลา 45 นาที เด็กได้เรียนรู้โดยการกระทา
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนเองได้เลือกทาตามความต้องการของตนเอง ซึ่งเด็กจะทาสิ่งที่ตนเอง
ชอบได้ดีกว่าการเรียนโดยการที่ครูบังคับ ถ้าเด็กทากิจกรรมซ้า ๆ กัน ครูอาจแนะนาว่าให้
ลองทาอย่างอื่นบ้างในช่วงทากิจกรรมเด็กจะได้พูดคุยด้วยกันทางานร่วมกันก่อให้เกิด
พัฒนาการทางสติปัญญา กิจกรรมที่ทาอาจ ได้แก่ตัดกระดาษ ประดิษฐ์ ทดลอง
คอมพิวเตอร์ ต่อไม้บล็อก ครูมีหน้าที่สังเกต ซักถาม แนะนาและจดบันทึกสั้น
3.4 ช่วงเก็บงานและทาความสะอาด เด็กต้องเรียนรู้ที่จะเก็บทุกอย่างให้เป็น
ระเบียบ ครูจะให้เวลาโดยบอกล่วงหน้า 5 นาที เป็นต้น
3.5 ช่วงทบทวน เป็นการช่วยเด็กสะท้อนความคิดกระตุ้นความทรงจา และเป็น
การประเมินต่อตนเองของเด็ก เด็กอาจออกมารายงานหน้าชั้นให้เพื่อนฟังถึงสิ่งที่ตนเองทา
หรือบอกผลงานของตนเองว่าเป็นอย่างไร ถ้าเด็กเป็นจานวนมากอาจบอกกันในกลุ่มย่อย
หรือบอกสลับวันกันเมื่องานของตนสาเร็จก็ได้
3.6 ช่วงอาหารว่าง ในช่วงนี้อาจรวมกับช่วงทบทวนและให้เด็กบอกว่าได้ทาอะไร
ไป ผลงานตนเป็นอย่างไร เมื่อเด็กรับประทานอาหารเสร็จก็ควรเรียนรู้ในการรักษา
ความสะอาด
3.7 ช่วงกิจกรรมวงกลม ในช่วงนี้ครูอาจให้นักเรียนท่องกลอนหรือร้องเพลง
เล่นเกม หรือเลือกหัวหน้า
4. ประสบการณ์หลัก
เนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนแบบไฮ / สโคป ไม่มีหน่วยการสอนและไม่
กาหนดหัวข้อที่ต้องเรียนครูใช้ประสบการณ์หลัก (Key experiences) ซึ่งหมายถึง
ประสบการณ์ที่กาหนดอย่างมีจุดประสงค์ เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมซึ่งเป็นการเรียนรู้
เชิงปฏิบัติการเนื้อหาและ หลักสูตรแยกเป็นประสบการณ์หลักรายวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์
ภาษา การอ่านออกเขียนได้ วิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหว และอื่น ๆ
ตัวอย่าง เช่น ครูสอนเรื่องพืช
กิจกรรม คือ การสังเกต แยกและนับเมล็ดพืชและบันทึกโดยการวาดภาพและ
เขียน
ประสบการณ์หลัก คือ การแสดงถึงสิ่งที่สร้างสรรค์ และเลียนแบบสิ่งที่อยู่ในชีวิต
จริงรู้จักและชี้บ่งสิ่งของต่าง ๆ ได้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า ด้วยการวาดรูปและระบายสี
การจัดประสบการณ์หลักจะต้องเน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการคู่กับ
การสอนเชิงปฏิบัติการที่นักเรียนสามารถวางแผนและเลือกกิจกรรมเพื่อโยงเข้าหา
ประสบการณ์ที่ครูกาหนดให้เรียนได้ประสบการณ์หลักที่ครูจัดให้กับเด็กแต่ละ
306
ประสบการณ์จะต้องสังเคราะห์มาจากทักษะ เนื้อหา และขั้นตอนพัฒนาการทางสติปัญญา
ที่ครูต้องสามารถให้ผู้ปกครองทราบได้ว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้อะไร ครูจะจัดการสอน
อย่างไร และผู้ปกครองจะนาไปสอนที่บ้านให้แก่บุตรหลานได้อย่างไรด้วย
5. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน
ในขณะดาเนินการเรียนการสอน ครูสนับสนุนและเพิ่มเติมเสริมต่อการเรียนรู้ของ
นักเรียนด้วยการสนทนาเชิงวิชาการ ครูพูดชี้แนะให้นักเรียนคิดและอธิบายในสิ่งที่นักเรียน
ไม่เข้าใจสนับสนุนให้นักเรียนรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง ในการเรียนการสอนทั่วไปครูจะเป็น
ผู้นาในการสอน แต่การสอนแบบไฮ / สโคป ครูจะให้โอกาสนักเรียนได้แสดงออกในด้าน
ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นตลอดจนช่วยนากิจกรรมต่าง ๆ ครูจะทาหน้าที่เพียงเป็นผู้สร้าง
บรรยากาศการเรียนรู้ทางสังคมให้เป็นไปในแง่บวก แง่ดี และจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ ตาม
ความสนใจโดยคานึงถึงพัฒนาการและความแตกต่างระหว่างบุคคลเช่นการจัดวัสดุ
อุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมให้นักเรียนได้เรียนอย่าง เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของ
นักเรียนในลักษณะของการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ
6. การประเมินผล
6.1 ครูทาบันทึกสั้น (Anecdotal Note) เรื่องราวและเหตุการณ์ประจาวัน
เกี่ยวกับความก้าวหน้าและปัญหาของนักเรียนแต่ละคนทุกวัน แล้วรวบรวมเรื่องราวของ
นักเรียนแต่ละคนว่ามีพัฒนาการเป็นอย่างไร
6.2 การเก็บตัวอย่างงานที่นักเรียนได้ทาลงในแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เพื่อ
จะได้ทราบความก้าวหน้าในพัฒนาการของนักเรียนในด้านต่าง ๆการแสดงออกของ
นักเรียนรวมทั้งได้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนอกจากนี้แฟ้มงานยังสะท้อนถึง
ความเป็นตัวของตัวเองของนักเรียนแต่ละคน และเป็นสื่อกลางให้เกิดความร่วมมือระหว่าง
ผู้ปกครองนักเรียน และครู
6.3 ประเมินผลโดยใช้ประสบการณ์หลัก (Key Experiences) เป็นแนวทาง
6.4 การประเมินผลและการวางแผนตารางประจาวันของครู
3. การศึกษาแบบวอลดอร์ฟ
การศึกษาวอลดอร์ฟ (Waldrolf Education) เป็นการจัดการศึกษาตามแนวคิดของ
รูดอล์ฟสไตเนอร์เขาตั้งโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกขึ้นในปี ค.ศ. 1919 ที่สตุทการ์ด
เยอรมนี แนวคิดของเขาผ่านการพิสูจน์และเรียนรู้มาตลอดระยะเวลายาวนาน จนถึง
ปัจจุบันมีโรงเรียน วอลดอร์ฟอยู่ทั่วโลก (มาร์จอรี่ สบ็อค. 2539 : 4) การศึกษาวอลดอร์ฟ
มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
307
1. แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์
รูดอร์ฟ สไตเนอร์ อุทิศตนเองในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของ
มนุษย์โดยการสังเกตด้วยตนเอง และได้สรุปว่า มนุษย์มิได้เป็นเพียงผลิตผลโดยบังเอิญของ
เอกภพอันไร้จิตซึ่งทาหน้าที่อย่างกลไก เขามองเห็นจิตวิญญาณในตัวมนุษย์เห็นว่ามันมี
ส่วนร่วมในชีวิตและวิวัฒนาการของจักรวาลแห่งจิตวิญญาณโดยแก่นแท้ โลกแห่งสสาร
วิวัฒนาการขึ้นมาจากจักรวาลนี้เอง เขาเชื่อว่าจิตวิญญาณและกายจะต้องดารงอยู่คู่กัน
โดยจิตวิญญาณจะเข้าสู่กายอย่างช้า ๆ ทีละเล็กละน้อยค่อย ๆ ก่อรูปให้กายเป็นเครื่องมือ
ที่สมบูรณ์ของจิตวิญญาณ เขาเห็นว่ากระบวนการนี้เต็มไปด้วยความยุ่งยากสลับซับซ้อน
เสียจนผู้ที่จะเข้าใจได้จะต้องพัฒนาพลังแห่งการสังเกตขึ้นทั้งแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์และ
ศิลปะ ดังนั้นในความหมายของรูดอร์ฟสไตเนอร์ การศึกษาจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ใน
การปูทางสู่ปัญหาทางการศึกษาทุกข้อ เขาจึงพูดราวกับผู้ที่มีความเป็นนักคิดศิลปิน
นักจิตวิทยา และนักสรีรวิทยา ผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์อยู่ในตัวคนเดียว เขาพูดถึง
มนุษย์อย่างทั่วด้านเสมอ พูดถึงจิตวิญญาณ จิตใจ และรูปกาย เขาเห็นว่าการศึกษาคือ
วิถีทางที่สามารถช่วยให้จิตวิญญาณซึ่งมาจุติอย่างช้า ๆ ประสานกลมกลืนไปกับกายใน
ระดับที่ปรารถนาได้ และการที่จิตวิญญาณครองความเป็นใหญ่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของ
การเจริญวัยทางกาย ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแปลงทางกายจึงกลายเป็นเงื่อนงาที่แสดงถึง
พัฒนาการของเด็ก (มาร์จอรี่ สป็อค. 2539 : 21 – 23)
รูดอร์ฟ สไตเนอร์ แบ่งช่วงพัฒนาการของมนุษย์เป็น 3 ช่วงระยะ คือ
1.1 ช่วงระยะที่ 1 เป็นช่วงระยะก่อนที่ฟันแท้จะขึ้น (แรกเกิด – 7 ขวบ) เมื่อ
ทารกคลอดออกมา ความประทับใจจากรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส พากันพรั่งพรูเข้า
สู่ประสาทซึ่งตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้าของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไป สัดส่วนร่างกายของเด็กยัง
เป็นสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมเพราะระบบในร่างกายคือระบบย่อยอาหารและการเจริญเติบโต
ของแขนขา เพื่อสร้างรูปกายกาลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาต่อไป ในระยะ 3
ปีแรกของชีวิตพลังทางจิตวิญญาณทั้งหมดของเด็กถูกมอบให้กับความพยายามที่จะเปลี่ยน
มนุษย์จากทารกที่ช่วยตัวเองไม่ได้ไปสู่เด็กที่เดินตัวตรงและสะท้อนความรู้สึกนึกคิดออกมา
เป็นคาพูดที่รู้เรื่อง เด็กเป็นเหมือนองคาพยพรับสัมผัส (Sene organ) ซึ่งเปิดรับความฝัง
ใจที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ว่าจะดีหรือร้าย โดยไม่สามารถดึงตัวเองให้พ้นจากความฝังใจ
เหล่านั้นเลย เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเพราะ
การเลียนแบบเป็นความพยายามที่จะเข้าใจและ ซึมซับสาระจากสิ่งรอบตัว
1.2 ช่วงระยะที่ 2 อายุ 7 – 14 ปี ระบบในร่างกายกาลังพัฒนาคือระบบ
การหายใจ และการเต้นของหัวใจเพื่อสร้างพื้นอารมณ์ เด็กมีจินตนาการสูง และชื่นชอบ
308
ความแตกต่างในธรรมชาติ เช่น กลางวัน – กลางคืน ฝนตก – แดดออก เด็กชอบฟัง
นิทานเพ้อฝันในช่วงนี้จึงจัดได้ว่าเป็นช่วงของพัฒนาการด้านความรู้สึกและความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์
1.3 ช่วงระยะที่ 3 อายุ 14 – 21 ปี เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว เด็กจะไม่ใช่
นักฝันที่มองโลกรอบตัวในลักษณะจินตนาการอีกต่อไป เด็กจะพัฒนาความคิดของเด็กจะ
ถูกพัฒนาผ่านการศึกษาที่มีรูปแบบเป็นทางการ (Formal Education)
2. การจัดกิจกรรมสาหรับเด็กปฐมวัย
รูดอร์ฟ สไตเนอร์ เสนอแนะการจัดกิจกรรมสาหรับเด็กปฐมวัยว่า จะต้องแปล
เนื้อหาสาระจากอาณาจักรแห่งพลังเจตจานง (Will) อยู่ตลอดเวลาการเรียนรู้ของเด็กควร
เกิดจากการสังเกต ซึมซับ และสร้างสรรค์การกระทาขึ้นมาใหม่โดยการเลียนแบบ การจัด
กิจกรรมให้แก่เด็กควรเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความต้องการทาหรือเข้าร่วมลงมือทาสิ่งหนึ่ง
สิ่งใดที่เด็กได้เห็นคนอื่นทาต่อหน้า เช่น ก่อนที่เด็กจะเริ่มระบายสี เด็กต้องได้เห็นผู้ใหญ่จับ
พู่กัน จุ่มสี แล้วแต่งแต้มสีสันลงบนกระดาษ หลักจากที่เด็กเฝ้าดูกิจกรรมนั้นแล้ว เด็กก็จะ
อยากจะลงมือทาเองโดยไม่ต้องการคาอธิบายจากผู้ใหญ่
การจัดกิจกรรมตามแนวคิดนี้ต้องจัดให้มีความสมดุลระหว่างการเล่นอิสระกับ
กิจกรรมกลุ่ม เพราะเด็กจะได้พัฒนาความคิดริเริ่มของเด็กเองควบคู่ไปกับการคลาย
การยึดติดกับตัวมากเกินไปและได้รับประสบการณ์อันสนุกสนานจากการรวมกลุ่ม
กิจกรรมในโรงเรียน วอลดอร์ฟจึงมีทั้งกิจกรรมศิลปะ กิจกรรมการเล่านิทาน กิจกรรม
ดนตรี กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะที่เรียกว่ายูริธมี (Eurythmy) ยูริธมี ก็คือศิลปะ
แห่งการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะที่แสดงออกในรูปดนตรีหรือบทกวีง่าย ๆ
การจัดกิจกรรมจะมีการวางแผนการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยการจัดตาราง
กิจกรรมให้มีกิจกรรมต่าง ๆ สลับกันไปในแต่ละวัน แต่อย่างไรก็ตามตารางที่กาหนดไว้นี้
ไม่จาเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจนเกินไปเพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม
ความเหมาะสมการจัดการศึกษาสาหรับเด็กวัยนี้ควรยึดหลักต่อไปนี้ (บุษบง ตันติวงศ์.
2542 : 30)
2.1 การทาซ้า (Repetition) เด็กควรได้มีโอกาสทาสิ่งต่าง ๆ ซ้าแล้วซ้าเล่าจน
การกระทานั้นซึมลึกลงไปในกายและจิตจนเป็นนิสัย
2.2 จังหวะเวลาที่สม่าเสมอ (Rhythm) กิจกรรมในโรงเรียนต้องเป็นไปตาม
จังหวะเวลาที่สม่าเสมอเหมือนลมหายใจเข้า – ออกยามจิตใจสงบและผ่อนคลายเด็กจะได้
รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
309
2.3 ความเคารพและการน้อมรับคุณค่าของทุกสิ่ง กิจกรรมและสื่อธรรมชาติที่
จัดให้เด็กเพื่อให้เด็กเคารพและเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่เกื้อหนุนชีวิตมนุษย์ ความเคารพ
และน้อมรับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จะเป็นแก่นของจริยธรรมตลอดชีวิตของเด็ก
3. การจัดสภาพแวดล้อม
เด็กยิ่งเล็กเท่าไรก็ยิ่งเป็นอิสระจากการพึ่งพาสภาพแวดล้อมได้น้อยเท่านั้น ทุกสิ่ง
ทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเด็กมีผลต่อพัฒนาการของเด็กไม่ทางใดทางหนึ่ง จากแนวความเชื่อ
ดังกล่าว รูดอล์ฟ สไตเนอร์ จึงให้ความสาคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเป็น
พิเศษ เขาเสนอว่าอาณาบริเวณโรงเรียนควรประกอบไปด้วยส่วนที่อยู่ในร่มและกลางแจ้ง
บริเวณในร่มควรเป็นที่ที่มีแสงสว่างทั่วถึง ควรทาสีห้องด้วยสีอ่อน ๆ ไม่จาเป็นต้องติด
วอลเปเปอร์ เพราะลายของวอลเปเปอร์จะทาให้เด็กเบื่อหน่ายที่ไม่ได้ใช้จินตนาการ ส่วน
บริเวณกลางแจ้งควรจัดที่ให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสนาม และควรจัดสื่อวัสดุอุปกรณ์ดังนี้
3.1 อุปกรณ์ภายในห้องเรียน ภายในห้องเรียนควรมีอ่างล้างมือขนาดใหญ่พอที่
เด็กจะจุ่มกระดาษวาดเขียนลงไปได้ทั้งแผ่น มีช่องเก็บของสาหรับเด็กแต่ละคน
สื่อการเรียนหรือของเล่นที่จัดให้แก่เด็ก ควรเป็นสิ่งของจากธรรมชาติ เช่น ไม้ ดินเหนียว
เป็นต้น เมื่อเด็กได้เล่นของเล่นที่ทามาจากวัสดุธรรมชาติ จะทาให้เด็กเกิดความผูกพันกับ
ต้นกาเนิดแหล่งที่มาดั้งเดิมของสิ่งเหล่านั้น สไตเนอร์เชื่อว่าของเล่นที่มีความสมบูรณ์น้อย
แต่ชี้ช่องทางในการเล่นจนได้มากย่อมมีคุณค่าทางการศึกษามากกว่าของเล่นที่ประณีต มี
รายละเอียดครบหมดทุกอย่างโดยไม่เหลืออะไรให้เด็กจินตนาการเอาเองเลย นอกจาก
ของเล่นแล้วยังมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทางานศิลปะ เช่น กระดาษวาดเขียน
พู่กันและสีชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
3.2 อุปกรณ์กลางแจ้ง ควรประกอบไปด้วยเครื่องเล่นสนามชนิดต่าง ๆ บ่อทราย
รถเข็น อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องมือทาสวน เป็นต้น
การศึกษาวอลดอร์ฟมาจากพื้นฐานด้วยจิตวิญญาณที่ให้ความสาคัญแก่
พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา พ่อแม่และครูมีหน้าที่ทาตนเป็น
แบบอย่างที่ดี และจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสาหรับการเลียนแบบ เด็กควรมีโอกาสได้
เลียนแบบในสิ่งที่มีคุณค่าและค้นคว้าสร้างสรรค์ จึงเป็นการไม่เหมาะสมที่จะสอน การเขียน
การอ่าน และคณิตศาสตร์ในช่วงวัยนี้การศึกษาวอลดอร์ฟจึงไม่มีการทดสอบ เพราะ
สไตเนอร์ เชื่อว่า การทดสอบไม่มีคุณค่าทางการศึกษา และสิ่งที่การศึกษาวอลดอร์ฟ
แตกต่างจากการศึกษาแบบอื่น ๆ อีกประการหนึ่งก็คือการให้ครูผู้สอน ติดตามเด็กกลุ่มที่
รับผิดชอบไปตลอดระยะเวลา 7 ปี จนกระทั่งเมื่ออยู่ในช่วงสุดท้ายจึงจะมีการเสริม
310
ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาเข้าไปเท่านั้น (John Martin Rich. 1992 : 102 อ้างถึงใน วรนาท
รักสกุลไทย. 2536 : 183 - 184)
3. หลักสูตรใยแมงมุม
ใยแมงมุม (Web) เป็นลักษณะหนึ่งของการเขียนผังมโนทัศน์ที่เน้น การกระจาย
เนื้อหาหลักไปสู่เนื้อหารองที่สัมพันธ์กันตามลักษณะมโนทัศน์ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Mind
mapping หรือ Spidergram (มนัส บุญประกอบ. 2542 อ้างถึงใน กุลยา ตันติผลาชีวะ.
2543 : 25) วิธีการสร้างข่ายใยแมงมุมเป็นวิธีการหนึ่งที่นามาใช้ในการจัดสร้างหลักสูตร
สาหรับเด็กปฐมวัย เพราะการสร้างข่ายใยแมงมุมหลักสูตร จะทาให้ครูเห็นภาพทัศน์เนื้อหา
และกิจกรรมการสอนได้ชัดเจน นักการศึกษาปฐมวัยใช้การสร้างข่ายแมงมุมหลักสูตรเป็น
วิธีการกาหนดเรื่องที่จะสอนเด็กให้ตรงกับความต้องการและความสนใจของเด็กเป็นอันดับ
แรก รองลงมาใช้เพื่อตรวจสอบความครอบคลุมของกิจกรรมการเรียนว่าสอดคล้องกับ
กิจกรรมประจาวันและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านอย่างแท้จริงตามจุดประสงค์ของ
การศึกษา (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 25) หลักสูตรใยแมงมุมจึงเป็นหลักสูตรที่มี
แนวคิดในการจัดประสบการณ์โดยใช้ การบูรณาการเนื้อหาสาระและทักษะกระบวนการซึ่งมี
ลักษณะหลักสูตรและวิธีการสร้าง ดังต่อไปนี้
1. ลักษณะของหลักสูตรใยแมงมุม
ครอส (Krogh, 1990 : 87 อ้างถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2538 : 68 - 69)
ได้กล่าวถึงลักษณะของหลักสูตรใยแมงมุมพอสรุปได้ดังนี้
1.1 ลักษณะหลักสูตรครอบคลุมกว้างขวาง (Curriculum Coverage) ตามปกติ
แล้ววิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรปฐมวัยมักจะครอบคลุมวิชาต่าง ๆ ที่นักเรียนต้องเรียน คือ
ภาษา (Language)การอ่าน (Reading) คณิตศาสตร์ (Mathematics) วิทยาศาสตร์ (Sceince)
สังคมศึกษา (Social Studies) ศิลปะ (Art) การเคลื่อนไหวและละคร (Movement and
Drama) และดนตรี (Music) ดังนั้น ถ้าครูได้จัดทาหลักสูตรแบบใยแมงมุม จะช่วยให้ครูรู้
ว่าเนื้อหาวิชาใดที่จัดให้เด็กมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ผังของใยแมงมุมช่วยให้มองภาพ
ทั้งหมดของการจัดเนื้อหาและกิจกรรม
1.2 ลักษณะหลักสูตรเป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ (Natural Learning)
พัฒนาการของเด็กทางด้านสติปัญญานั้นไม่ได้เรียนรู้เป็นวิชา ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
เด็ก ๆ ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขา เขาอยากเรียนรู้ในสิ่งที่เขาเห็นเขาได้ยิน
และเกิดความรู้สึกต่าง ๆ การปล่อยให้เด็กเรียนรู้ด้วยความต้องการของเขานับเป็นการให้
311
เด็กเรียนรู้ ตามธรรมชาติดีกว่าการให้เด็กเรียนเป็นวิชา ๆ นับว่าเป็นการบังคับเด็กทาให้
ความสนใจในการเรียนรู้ลดน้อย ลงได้
1.3 ลักษณะของหลักสูตรที่สร้างมาจากพื้นฐานความสนใจของเด็ก (Children’s
Interest) การเลือกเนื้อหาให้เด็กเรียนมาจากพื้นฐานความสนใจของเด็กเป็นหลัก ทาให้
เด็กมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียน
1.4 ลักษณะหลักสูตรเน้นทักษะที่มีความหมายในตัวบริบท (Skills in Meaningful
Context) ในการให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจนั้น ควรเน้นการฝึกทักษะควบคู่กันไปด้วย
การฝึกนั้นต้องเป็นทักษะที่มีความหมายต่อตัวเด็ก ตัวอย่างเช่น กิจกรรมเรื่องวันหยุดควร
ให้เด็กฝึกสะกดตัวที่เกี่ยวกับวันหยุดให้ถูกต้อง ซึ่งดีกว่าบอกเด็กท่องจาคาสะกดจาก
รายการในบัตรคา
1.5 ลักษณะหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น
ที่ไม่สร้างแรงกดดันให้กับครูและนักเรียน เช่น ถ้าสร้างหลักสูตรใยแมงมุมในหน่วยเดือน
ธันวาคมโดยครูวางแผนว่าแต่ละข่ายใย (เส้น) วิชาใดต้องมีกิจกรรมอะไรบ้าง ถ้าครูไม่
สามารถทาได้หมด หรือกิจกรรมในวิชาใดขอบข่ายใดไม่เหมาะสมกับเวลาหรือฤดูกาลก็
เลี่ยงได้ไม่จาเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กอาจไปจัดในโอกาสหน้าก็ได้
1.6 ลักษณะของหลักสูตรเป็นเสมือนเครื่องมือการวางแผน (A Planning Dcvicc)
การสร้างหลักสูตรแบบใยแมงมุม ช่วยทาให้ครูสามารถบูรณาการวิชาต่าง ๆ ในการสอน
หน่วย นั้น ๆ ได้ การทาข่ายใยเป็นการเตรียมการจัดวางแผนการสอน เนื้อหา กระบวนการ
และกิจกรรมได้ชัดเจน โครงสร้างการสร้างข่ายใยไม่ซับซ้อนแต่บรรจุมากด้วยเนื้อหา
กระบวนการและกิจกรรม ตัวอย่าง เช่น การสร้างหน่วยการสอนเรื่องเดือนธันวาคม ถ้า
พบว่าวิทยาศาสตร์จัดเนื้อหาและ กิจกรรมน้อยเกินไปก็จะช่วยให้ครูสามารถคิดเนื้อหาและ
กิจกรรมเพิ่มเติมได้อีกในเวลาที่จะสอนหน่วยนี้ใน 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ซึ่งการวาง
โครงสร้างของหลักสูตรใยแมงมุมนี้ไม่ใช่การวางครั้งเดียวแล้วทาสิ้นสุดลงเลย แต่สามารถ
จัดวางแผนทาอีกต่อไปได้อีก
2. วิธีการสร้างหลักสูตรใยแมงมุม
2.1 เลือกและคัดหัวเรื่อง (Theme) / ชื่อ / (Unit) โดยหัวข้อเรื่องควรเกี่ยวกับ
ชีวิตของเด็กสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้มีโอกาสฝึกทักษะมีแหล่งค้นคว้าเพียงพอ
2.2 ครูและนักเรียนช่วยกันระดมความคิด เลือกหัวข้อต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กันจน
ได้หัวข้อเรื่องต่าง ๆ
2.3 เลือกกิจกรรมสนองตอบต่อเนื้อหา
312
2.4 ตัวอย่างของหัวข้อ (หน่วยการเรียน) ที่จัดขึ้นโดย เคทส์ และ ชาร์ค
(Brewer , 1992 : 136 อ้างถึงใน วรนาท รักสกุลไทย, 2537 : 175) แยกออกเป็นกลุ่มๆคือ
1) ตัวเด็ก เช่น บ้าน เด็กเล็ก ครอบครัว อาหาร โรงเรียน รถโรงเรียน
รายการโทรทัศน์ของเล่นและเกม
2) ชุมชนท้องถิ่น ประชากร โรงพยาบาล ร้านค้า แหล่งก่อสร้าง การขนส่ง
มวลชน ตลาด
3) เหตุการณ์ในท้องถิ่น เช่น งานวัด งานประจาปี วันสาคัญทางศาสนา
4) สถานที่ เช่น แม่น้า เชิงเขา ทะเลสาบ
5) เวลา เช่น นาฬิกา ฤดูกาล ปฏิทิน เทศกาล
6) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น อากาศ น้า ลม พืช หิน
7) มโนทัศน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เช่น ตรงกันข้าม สี ความสมบูรณ์ รูปแบบ
8) ความรู้ทั่วไป เช่น เรือ ทะเล
9) เบ็ดเตล็ด เช่น หมวก รูปสุนัข
3. ตัวอย่างหลักสูตรใยแมงมุม
การสร้างข่ายใยแมงมุมหลักสูตรเป็นการกระจายเรื่องใหญ่สู่เรื่องย่อยเพื่อเชื่อมโยง
องค์ประกอบเนื้อเรื่องที่มีอยู่ด้วยการเริ่มต้นกระจายเรื่องใหญ่หรือเนื้อหาหลักไปสู่เนื้อหา
รองที่เป็นส่วนประกอบย่อย ตัวอย่างเช่น เรื่องหลักคือต้นไม้ ถ้าเด็กปฐมวัยจะเรียนเรื่อง
ต้นไม้ครูจะสอนอะไรบ้าง ข่ายใยแมงมุมหลักสูตรจะบอกให้ครูทราบว่าจะสอนอะไรดัง
ตัวอย่าง (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 27) ภาพที่ 2
ต้นไม้
ส่วนประกอบของต้นไม้
ผล
กินไม่ได้กินได้
ราก
ดอก
ใบ
ลักษณะ
สี
การเจริญเติบโตการอนุรักษ์
ประโยชน์
ปลูกป่า
ไม่ตัด
ทำลำย
ป้องกัน
ไฟป่ำ
ร่มเงา สร้างบ้านยากิน
แสงแดด
น้า
ดิน
ปุ๋ย
313
ภาพที่ 2 ตัวอย่างหลักสูตรใยแมงมุม
ที่มา (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 27)
4. การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach)
การสอนภาษาแบบธรรมชาติ หรือการสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language
Approach) เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เสนอแนวคิดใหม่ในการสอนภาษา เกิดจาก
ความพยายามของนักการศึกษาและ นักภาษาศาสตร์ มองเห็นปัญหาการเรียนรู้ภาษา
ของเด็ก ซึ่งเกิดจากการสอนที่ครูมุ่งเน้นสาระทางภาษาเป็นหลัก ทาให้การเรียนการสอน
ไม่น่าสนใจ ไม่เป็นไปตาม ธรรมชาติคือ ไม่เหมาะกับวัย ความสนใจและความสามารถ
ของเด็ก และเมื่อคานึงถึงประโยชน์ที่เด็กจาเป็นต้องใช้ภาษาในการเรียนรู้และสื่อสารใน
ชีวิตจริงพบว่าการสอนภาษาแบบเดิม (Traditional approaches) ไม่เน้นความสาคัญของ
ประสบการณ์และภาษาที่เด็กใช้ในชีวิตจริง จึงไม่ได้ให้โอกาสเด็กเรียนรู้ภาษาและใช้ภาษา
เพื่อสื่อสารอย่างมีความหมายเท่าที่ควร (ภรณี คุรุรัตนะ. 2542 : 85)
แนวคิดเกี่ยวกับการสอนภาษาแบบธรรมชาติก็คือถ้าเด็กได้อ่านเขียนเช่นเดียวกับที่
เด็กหัดพูด เด็กจะไม่เกิดความเครียด เพราะวิธีการที่เด็กหัดพูดเกิดจากการที่เด็กพัฒนา
จากพูดอ้อแอ้จากนั้นพูดเป็นคาๆ 2 – 3 คา แล้วจึงค่อยพูดประโยคยาว ๆ ที่มีคาศัพท์และ
โครงสร้างไวยากรณ์คล้ายคาพูดของผู้ใหญ่เด็กเรียนรู้คาศัพท์หลายพันคาได้อย่าง
เหมาะสมก่อนที่เด็กจะเข้าโรงเรียน ดังนั้นในการหัดอ่านเขียน ครูควรเปิดโอกาสให้เขาหัด
อ่านเขียนโดยการสังเกตและใช้คาพูดตามความมุ่งหมาย การสอนภาษาแบบธรรมชาติจึง
มุ่งให้เด็กอ่านเขียนเพื่อสื่อความหมาย โดยแนะนาให้เข้าใจการใช้ภาษาในสถานการณ์
ต่าง ๆ ที่เขาประสบในชีวิตประจาวัน และจัดสภาพแวดล้อมและ กิจกรรมในห้องเรียนที่
เปิดโอกาสให้เด็กหัดอ่านเขียนจากภาษาที่เขาเห็นรอบตัว ทาให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาใน
หลาย ๆ สถานการณ์ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้องค์ประกอบย่อยของ
ภาษา เช่น ตัวสะกดและไวยากรณ์ที่ถูกต้อง เมื่อเขาจาเป็นต้องสื่อความหมายให้ทุกฝ่าย
เข้าใจตรงกัน ในลักษณะนี้เองที่เด็กจะได้เรียนรู้ว่าองค์ประกอบย่อย ๆ ของภาษาสัมพันธ์
กับความหมายโดยรวมซึ่งเป็น เป้าหมายของผู้สื่อภาษาว่าต้องการสื่อสารอย่างไร
1. หลักการพื้นฐานการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2538 : 75 – 77) กล่าวถึงแนวการสอนภาษาแบบ
ธรรมชาติว่ามี หลักการและแนวทางในการสอนเด็กดังนี้
314
1. เด็กมีโอกาสได้ใช้ภาษาอย่างเต็มที่ การสอนภาษาแบบธรรมชาตินี้ เปิดโอกาสให้
เด็กมีส่วนร่วมทากิจกรรมเกี่ยวกับการใช้ภาษาอย่างเต็มที่ ตอบสนองตรงตามจุดมุ่งหมาย
แนวความคิดการเรียนการสอนภาษาไปพร้อม ๆ กันทั้งระบบ เด็ก ๆ มีโอกาสใช้ภาษาและ
เห็นเป็นจริงว่า ในชีวิตประจาวันของเขาภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตั้งคาถาม
การอธิบาย การสร้างและสื่อจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมุติ การสะท้อนแสดง
ความเข้าใจกับคนอื่น ๆ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้
2. ภาษาพูดมีความสาคัญ เป็นพลังพื้นฐานการพัฒนาทางภาษาในลาดับต่อไป
การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีแนวคิดพื้นฐานเชื่อว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับการรับรู้และมี
ประสบการณ์กับภาษา โดยเฉพาะภาษาแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้ คือ ภาษาพูด เด็กเมื่อเริ่มแรก
คลอดจากครรภ์มารดาจะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พรั่งพร้อมไปด้วยภาษาพูดจากบุคคล
ใกล้ชิด คือ พ่อแม่ พี่น้อง จนขยายวงมาสู่บุคคลในชุมชนและสังคม เด็กจะได้ฟังภาษาพูด
ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ฟังนิทาน ฟังเพลงกล่อมเด็ก เพลงปลอบเด็ก ฟังเพลง ฟังบทกลอน
บทสนทนาและอื่น ๆ จากสภาพแวดล้อมทางด้านภาษาที่ได้รับเด็ก ๆ ได้เรียนรู้การออก
เสียงพูดจากการพูดเป็นคา วลีและประโยคในที่สุด นับเป็นการเรียนรู้ภาษาก่อนที่มา
โรงเรียน ดังนั้นในการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ครูควรจัดกิจกรรมภาษาให้สนุกสนานเด็ก
เรียนรู้คาศัพท์ใหม่ ๆ แปลก ๆ และประโยคที่สลับซับซ้อน การเรียนภาษาพูดที่เด็กเรียนรู้
มาก่อนนี้ นับเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้การอ่านและการเขียนในลาดับขั้นต่อไป
3. การอ่านเป็นพื้นฐานนาไปสู่กระบวนการคิด ในการสอนภาษาในอดีตและที่
เป็นอยู่ในปัจจุบันครูมักสอนให้นักเรียนรู้จักโครงสร้างของภาษาเรียนรู้ตั้งแต่พยัญชนะ สระ
วรรณยุกต์ นาส่วนต่าง ๆ มาผสมกันอ่านเป็นคา ออกเสียง การเรียนความหมายของคา
แล้วนาคาต่าง ๆ มา สร้างเป็นประโยค โดยมีกฎเกณฑ์ต้องให้ถูกตามไวยากรณ์ของภาษา
เด็ก ๆ เรียนอย่างไม่สนุกสนานแต่การสอนอ่านตามแบบการสอนภาษาแบบธรรมชาตินั้น
เป็นการเตรียมสภาพแวดล้อมทางด้านภาษา ด้วยการให้เด็กหยิบจับต้องสัมผัสหนังสือ
อย่างมากมายและกว้างขวาง เด็กสามารถเลือกอ่านได้อย่างสม่าเสมอ เด็กจะค่อย ๆ
เรียนรู้ รับรู้และเข้าใจโครงสร้างภาษาในที่สุด และจากการอ่านนี้นาเด็กไปสู่ความสามารถ
สร้างกระบวนการคิดที่สร้างประโยคขึ้นมาใหม่ได้ นับเป็นพื้นฐานการฝึกทักษะการเขียน
ต่อไป
4. การเขียนเป็นทักษะที่พัฒนามาเป็นลาดับขั้นตอนการสอนเขียนแก่เด็กตาม
แนวความคิดพื้นฐานของการสอนแบบธรรมชาติจะไม่เป็นทักษะการสอนเขียนที่แยก
ออกมาเฉพาะ โดด ๆ อย่างเดียว การสอนเขียนเป็นกระบวนการที่มีความเคลื่อนไหว
ควบคู่กับการที่เด็กได้รับประสบการณ์จากการอ่าน การเขียนตัวอักษร คา วลี ประโยค
315
จากเนื้อหาการอ่านเด็ก ๆ สามารถจาส่วนต่าง ๆ โดยไม่รู้ความหมายในขั้นแรก ซึ่ง
นับเป็นการให้เด็กได้มีทักษะการเขียนโดยไม่มีการบังคับ แต่เป็นพลังอานาจในตัวเด็กที่
อยากเขียนถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาเขียน ซึ่งนาไปสู่ความสามารถเขียนได้ในที่สุด
5. การสอนเขียนและสอนอ่าน เป็นทักษะที่สอนควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน การสอน
ภาษาแบบธรรมชาติมีแนวคิดพื้นฐานว่า ในการสอนเขียนและสอนการอ่านเป็นทักษะ
การสอนควบคู่กันไปในชีวิตประจาวันการที่เด็กฝึกอ่านคานาไปสู่การที่เด็กสามารถเขียนคา
ได้ ซึ่งเด็กสามารถเขียนเป็นเนื้อเรื่องได้ในที่สุด
6. การสอนเป็นหน่วยบูรณาการการจัดหลักสูตรการสอนแบบธรรมชาตินี้เป็น
การสอนแบบบูรณาการโดยเป็นการบูรณาการทั้งเนื้อหาและทักษะเด็กๆจะได้รับ
ประสบการณ์เห็นความสัมพันธ์ของ เนื้อหาและทักษะต่าง ๆ ที่เรียน เป็นกลไกเคลื่อนไหว
ตามธรรมชาติตามความที่เขา สนใจเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังตัวอย่าง เช่น ให้
เด็กเรียนเรื่องปลาในทะเลครูให้ประสบการณ์เด็กด้วยการให้เด็กเห็นภาพทะเล ภาพปลา
ฟังนิทานเกี่ยวกับปลา ให้เด็กวาดปลาด้วยสีเทียน พิมพ์ภาพ ฉีกกระดาษปะภาพปลา
ฟังบทกลอน โคลง เกี่ยวกับปลาและทะเลให้เด็กร้องเพลงทะเล มีการจัดตู้ปลา พาออกไป
นอกสถานที่ดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้า หรือดูปลาที่ตลาดหรือทะเล สนทนาเกี่ยวกับชาวประมง
ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการจัดเนื้อหาให้สัมพันธ์กันเปิดโอกาสให้นักเรียนมีโอกาส
สารวจคิดค้นพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันช่วยทาให้ขยายความเข้าใจของเด็กให้
กว้างขวางขึ้น เด็ก ๆ มีโอกาสเรียนรู้ว่าการพูดการอ่าน การฟัง การเขียน เป็นเครื่องมือที่
นาไปสู่กระบวนการคิด แล้วถ่ายทอดออกมาทางภาษาและทักษะต่าง ๆ ทางภาษาเกิดขึ้น
ไปพร้อม ๆ กัน นับเป็นการเรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความหมายต่อเด็ก
7. บทบาทของครูมีความสาคัญ ถือว่าเป็นหัวใจที่สาคัญที่สุดของการสอนภาษา
แบบธรรมชาติ คือ ตัวครู ครูจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
มีความชานาญ และทักษะในการสอนอ่านและสอนเขียน มีความรอบรู้เรื่องหนังสือ
วรรณกรรมของเด็ก เนื้อหา และโครงสร้างหลักสูตรแบบบูรณาการและควรเป็นบุคคลที่มี
ความตื่นตัวในเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรมของเด็กการมีปฏิสัมพันธ์การใช้ภาษากับเด็ก
การรู้จักจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้พรั่งพร้อมทางด้านภาษาใช้ความรู้สังเกต
พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กพร้อมๆกัน
การสอนภาษาแบบธรรมชาติเป็นแนวคิดที่น่าสนใจที่น่าจะนามาสู่วิธีการสอนภาษา
ที่เหมาะสมกับเด็ก เนื่องจากการเรียนรู้ภาษามีความหมายกว้างครอบคลุมถึงการเรียนรู้
ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์ต้องใช้ภาษาเป็นสื่อสาคัญในการแสวงหาและการสร้าง
เสริมประสบการณ์ชีวิตโดยตลอด ถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยยังไม่ได้มุ่งเน้นให้เด็ก
316
อ่านออกเขียนได้ แต่การสอนภาษาแบบธรรมชาติก็เป็นแนวคิดที่สาคัญที่สามารถนามาใช้
กับเด็กปฐมวัยเพราะการสอนที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของเด็กจะเป็นการทาลายความสนใจ
และทัศนคติที่ดีของเด็กที่มีต่อภาษาตั้งแต่เขายังอ่านเขียนไม่ได้
5. การสอนแบบโครงการ
วัฒนา มัคคสมัน (2517 : 17 - 23) กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน
เป็นศูนย์กลาง โดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงการ (Project Approach) สาหรับเด็ก
ปฐมวัยไว้พอสรุปได้ดังนี้
การสอนแบบโครงการเป็นกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนที่มีความเชื่อ
พื้นฐานว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พัฒนาสติปัญญาและทัศนคติขึ้นเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์และ
ทางานร่วมกับคนอื่น ๆ กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็กภายใต้บรรยากาศที่เด็กได้รับ
การปฏิบัติจากครูอย่างให้เกียรติเคารพความรู้สึกและความคิดเห็นของเด็ก การสอนแบบ
โครงการเป็นการสอนที่มุ่งให้เด็กเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของเด็กเองอย่าง
ลุ่มลึก โดยผ่านกระบวนการหลักคือ กระบวนการแก้ปัญหาเด็กจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ
กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาคาตอบด้วยตัวเอง เป็นการสอนที่มุ่งให้เด็กได้เรียนรู้จากการได้
มีประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู้เบื้องต้น
1. วัตถุประสงค์ของการสอนแบบโครงการสาหรับเด็กปฐมวัย
การสอนแบบโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในด้านกระบวนการคิด
สามารถลงมือปฏิบัติได้ แก้ปัญหาได้ และเห็นคุณค่าในตนเอง
2. ลักษณะรูปแบบการสอนแบบโครงการ
การสอนแบบโครงการจะมีลักษณะเฉพาะของกระบวนวิธี โดยเน้นที่ตัวเด็กได้
พัฒนาการเรียนรู้ด้วยความสนใจตนเองร่วมมือกันระหว่างกลุ่มเพื่อน คิดค้นวิเคราะห์ได้
จริง
3. สาระสาคัญของรูปแบบการสอนแบบโครงการ
3.1 สาระหลักของรูปแบบ คือกระบวนการแก้ปัญหา ครูจะใช้กระบวนการ
แก้ปัญหาเป็นสาระหลักในการกระตุ้นให้เด็กใช้ตลอดกระบวนการการเรียนการสอน
3.2 สาระที่เป็นเนื้อหาการเรียนรู้ เป็นเนื้อหาตามหัวข้อโครงการที่เกิดจาก
ความสนใจจากการเลือกของเด็กแล้วร่วมกันกาหนดเป็นหัวข้อโครงการที่จะศึกษา4.
4. ขั้นตอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
317
การสอนแบบโครงการ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 2
พัฒนาโครงการ ระยะที่ 3 รวบรวมสรุปรายละเอียด ขั้นตอนและกิจกรรมในแต่ละระยะ
เป็นดังนี้
4.1 ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เป็นระยะที่ครูสังเกต / สร้างความสนใจในเรื่อง
ที่จะเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในตัวเด็กแล้วตกลงร่วมกันเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อทาการศึกษา
อย่างลุ่มลึกต่อไป เรื่องที่ถูกเลือกจะถูกกาหนดให้เป็นหัวข้อโครงการในระยะที่ 1 นี้ มี
ขั้นตอนซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่ 2 ขั้นตอน คือ
1) การสังเกตและ / หรือ การสร้างความสนใจของเด็ก เมื่อครูสังเกตเห็น
ว่าเด็กสนใจในเรื่องราวใด ครูนาเรื่องนั้นมาอภิปรายร่วมกับเด็ก ให้เด็กเป็นผู้เลือกว่าจะ
ศึกษาหรือเรียนรู้เรื่องใด เมื่อได้เรื่องที่ทุกคนเลือกกาหนดเรื่องนั้นให้เป็นหัวข้อโครงการ
หากยังไม่พบความสนใจของเด็ก ครูยอมรับเขาให้เวลาเขาสังเกตสิ่งอื่นที่เขาสนใจ
2) ร่วมกันกาหนดหัวข้อโครงการ
4.2 ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ เด็กกาหนดหัวข้อคาถาม หรือประเด็นปัญหา
ที่เด็กอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เด็กช่วยกันกาหนดเป็นหัวข้อโครงการ แล้วตั้งสมมุติฐานมา
ตอบคาถามเหล่านั้น ทดสอบสมมุติฐานด้วยการลงมือปฏิบัติ จนค้นพบคาตอบด้วย
ตนเอง เมื่อเขาได้องค์ความรู้ใหม่แล้ว เด็กอาจจะนาองค์ความรู้นั้นไปใช้ในการทากิจกรรม
ตามความสนใจของเขา เช่น ในโครงการก่อสร้างเด็กนาความรู้ที่ได้มาสร้างงานก่อสร้างขึ้น
ในห้องเรียน เป็นต้น
4.3 ระยะที่ 3 รวบรวมสรุป เป็นระยะสุดท้ายของโครงการที่เด็กค้นพบคาตอบ
ของปัญหาแล้ว และเด็กได้แสดงให้ครูเห็นว่า ได้สิ้นสุดความสนใจในหัวข้อโครงการเดิม
และหันเหความสนใจออกไปสู่เรื่องใหม่ ระยะนี้เป็นระยะที่ครูและเด็ก ๆ จะได้แบ่งปัน
ประสบการณ์การทางานและแสดงให้เห็นถึงความสาเร็จของการทางานตลอดโครงการ
แก่คนอื่น ๆ
5. การประเมินผลการเรียนการสอน
กระบวนการประเมินผลเป็นกระบวนการสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใช้การบันทึกคาพูดของเด็ก เก็บรวบรวมผลงานของเด็ก
มุ่งเน้นที่ความต้องการความช่วยเหลือ และการประสบผลสาเร็จของผู้เรียนแต่ละคนไม่ใช่
การประเมินผลที่มุ่งให้คะแนนผลการทางาน และจัดลาดับที่เปรียบเทียบในกลุ่ม
6. เงื่อนไขสาคัญ
318
เงื่อนไขที่กาหนดไว้ในรูปแบบการเรียนการสอนนี้ คือข้อตกลงเบื้องต้นในการนา
รูปแบบการเรียนการสอนนี้ไปใช้ให้เกิดผลตามจุดมุ่งหมายของรูปแบบการเรียนการสอน
รายละเอียดเงื่อนไขสาคัญมีดังต่อ ไปนี้
6.1 เป็นรูปแบบการเรียนการสอน ที่ใช้ร่วมกับระบบการสอนตามแนวการจัด
ประสบการณ์ชั้นอนุบาลตามปกติ โดยโอกาสที่ครูใช้จะเกิดขึ้นภายใต้สภาพของการเรียน
การสอนตามปกติ เมื่อครูสังเกตเห็นว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นพิเศษ และ
ต้องการ จะศึกษาเรื่องนั้นต่อไป และครูพิจารณาว่าสามารถจัดกิจกรรมเพื่อศึกษาเรื่องนั้น
ได้และมีแหล่งทรัพยากรเพียงพอในการศึกษาเรื่องนั้น
6.2 การจัดการเรียนการสอนมุ่งที่ความสนใจของเด็กเป็นหลัก เพื่อให้เด็กมี
โอกาสได้ศึกษาเรื่องที่ตนสนใจในวิธีการของเด็กเองดังนั้นจึงไม่มีการวางแผนการสอน
อย่างชัดเจนไว้ล่วงหน้า ครูผู้สอนคอยสังเกตจนพบความสนใจของเด็กแล้วจึงสามารถ
วางแผนและกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันกับเด็ก และจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจของเด็ก
6.3 รูปแบบการสอนนี้เหมาะสาหรับกลุ่มเด็กกลุ่มเล็ก ๆ โดยตามทฤษฎี
จานวนเด็กที่เหมาะมากที่สุดคือจานวน 7-9 คน เพราะจะเป็นขนาดกลุ่มที่เด็กจะสามารถ
มี ปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันทาให้เกิดการศึกษา
อย่างลุ่มลึกขึ้น แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติสามารถจัดกลุ่มเด็กได้ 15 -20 คน ทั้งนี้ครู
จะต้องสามารถจัดการกับกิจกรรมการเรียนการสอนตามความสนใจของเด็กได้โดย
การแบ่งกลุ่มเด็กออกเป็นกลุ่มเล็กแล้วทาโครงการไปกับครูทีละกลุ่ม
6.4 รูปแบบการเรียนการสอนนี้ต้องการครูที่ดีคุณลักษณะสาคัญอย่างยิ่งคือ
ต้องเป็นผู้ที่ยอมรับเด็กโดยแท้เชื่อมั่นว่าเด็กสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองโดยครู
จะต้องแสดงบทบาทผู้ฟังที่ดีให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการความสนใจของเด็ก
และจัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็กอย่างแท้จริงต้องไม่แสดงบทบาทของผู้ถ่ายทอด
ความรู้ให้เด็ก ไม่เป็นผู้กาหนดกิจกรรมให้เด็กทาตามความคิดของครู
6.5 เวลาในการปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการของเด็กในแต่ละวันของการเรียน
การสอนตามรูปแบบนี้แม้จะใช้เวลาในการสอน 50 – 70 นาที แต่กาหนดเวลาดังกล่าว
สามารถยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็กเช่นเดียวกัน
6. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาจากคาว่า Computer Assisted Instruction (CAI) หมายถึง
วิถีทางของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหา
319
ประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กัน มีการแสดงเนื้อหาตามลาดับที่ต่างกันด้วยบทเรียน
โปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงเป็นเครื่องมือช่วยสอนอย่าง
หนึ่งที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งมาทาง
จอภาพ มีทั้งรูปภาพและตัวหนังสือหรือบางที่อาจใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์อย่างอื่น เช่น
สไลด์ เทปวิดีทัศน์ เป็นต้น (บุญเอื้อ ควรหาเวช. 2542 : 65)
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบันเริ่มมีการมาใช้ในการเรียนการสอนในระดับ
การศึกษาปฐมวัยแพร่หลายมากขึ้นโดยเฉพาะในโรงเรียนอนุบาลที่มีความพร้อมทางด้าน
เศรษฐกิจ ทั้ง ๆ ที่หลายฝ่ายเองก็ยังมีคาถามมากมายว่าการใช้คอมพิวเตอร์สาหรับเด็ก
ปฐมวัยส่งผลอย่างไรต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กและการเตรียมความพร้อมของเด็ก
ปฐมวัยต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ครูผู้สอนควรจะ
ศึกษาเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสียก่อนเพื่อที่จะได้นามาใช้ให้เหมาะสมกับเด็ก
ปฐมวัย
1. คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระดับการศึกษาปฐมวัย
คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจะนาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับ
การศึกษาปฐมวัยควรจะเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเป็นสื่อผสม (Multimedia) คือการสื่อ
หลาย ๆ ชนิดทั้งภาพ เสียง และข้อความ มาแปลงเป็นสัญญาณหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์
แล้วสร้างโปรแกรมสาหรับนาข้อมูล (ภาพ เสียง และข้อความ)นั้นกลับมาให้ผู้ใช้ดู อ่าน
และฟังได้ทางจอคอมพิวเตอร์และลาโพงที่ต่อออกจากเครื่องผู้ใช้สามารถโต้ตอบ (Interact)
กับเครื่องเพื่อเลือกเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ หรือตอบคาถามต่าง ๆได้ โดยใช้อุปกรณ์
สาหรับติดต่อกับเครื่องแบบง่าย ๆ ที่ผู้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาก่อนหรือ
แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็สามารถเรียนรู้วิธีใช้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที สื่อคอมพิวเตอร์แบบ
สื่อผสม จึงแตกต่างไปจากสิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สไลด์ หรือวีดีโอ เพราะสื่อเหล่านี้เป็น
สื่อสาหรับการสื่อสารที่ต้องดูจากต้นไปหาปลายทางเดียว ในขณะที่คอมพิวเตอร์สามารถ
โต้ตอบ (Interactivity) กับมนุษย์ได้
ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์แบบสื่อผสมจะมีซีดีรอมไดร์ฟ (CD Rome drive) และมี
หลายบริษัทได้ผลิตซอฟแวร์ที่เหมาะสมสาหรับเด็กปฐมวัยบรรจุอยู่ในแผ่นซีดีหรือ
คอมแพคดิสก์ (Compact disk) ซึ่งมีทั้งที่เป็นนิทาน การสอนทักษะทางภาษา การสอน
คณิตศาสตร์ เกมการศึกษาต่าง ๆ เช่น การฝึกให้รู้จักรูปร่าง สี หรือการวาดรูป เป็นต้น
และในปัจจุบันมีหลาย หน่วยงานและหลายบริษัทได้จัดเป็นอินเตอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเรา
สามารถเลือกใช้โดยไม่ต้องใช้ดิสก์หรือแผ่นซีดี
2. หลักการใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน
320
การใช้คอมพิวเตอร์สาหรับเด็กปฐมวัยควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเด็กตามระดับ
ความสามารถของเด็ก โดยผู้ใหญ่คอยดูแล สนับสนุน ให้กาลังใจ และเลือกโปรแกรมที่
เหมาะสมให้เด็กได้เล่น คือ ควรเลือกโปรแกรมที่มีความยากง่ายเหมาะกับเด็กที่จะเรียน
ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนและกระตือรือร้นที่จะเรียนเพราะเด็กสามารถเรียนรู้
เพิ่มขึ้น และเด็กสามารถเลือกเรียนได้ด้วยตนเองตามความสนใจ ทาให้การเรียนด้วย
คอมพิวเตอร์เป็นสิ่ง ท้าทายสาหรับเด็ก องค์ประกอบที่สอดแทรกมาในคอมพิวเตอร์คือ
การสร้างจิตนาการในเด็ก ด้วยภาพจากคอมพิวเตอร์มีการเคลื่อนไหว เด็กจะรับรู้และ
ตอบสนองได้ดีกว่าภาพนิ่ง อย่างไรก็ตาม ซอฟแวร์ทางการศึกษาที่ดีต้องสนุกสนาน เด็ก
ปฐมวัยต้องการความสนุกสนานในขณะเดียวกันต้องสร้างเสริมปัญญาให้กับเด็กด้วย นั่น
คือซอฟแวร์ควรให้เด็กหาคาตอบด้วยตนเองได้ด้วย (ขนิษฐา รุจิโรจน์. 2540 : 31)
การจัดสภาพแวดล้อมในการจัดวางคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนสาหรับเด็กปฐมวัย
ควรใช้อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเด็ก และมีการจัดวางที่
เหมาะสม โดยจัดคอมพิวเตอร์เป็นมุมหนึ่งของห้องเรียนที่จัดเป็นกิจกรรมเสริมอย่างหนึ่ง
ให้เด็กเลือกเล่นเช่นเดียวกับมุมอื่น ๆ จะเอื้อประโยชน์สาหรับการเรียนรู้ได้ดีกว่าการจัดให้
เด็กไปเรียนอีกห้องหนึ่งต่างหาก ซึ่งเป็นการแย่งเวลาของเด็กไปทั้งหมด การจัดให้มีมุม
คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาการทางสังคม เพราะเด็กอาจจะนั่งหน้าจอด้วยกัน
การจัดให้มีมุมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาการทางสังคม ลองผิดลองถูก อีก
ทั้งเป็นการพัฒนาในเรื่องสติปัญญาและภาษาได้เป็นอย่างดี และจากงานวิจัยพบว่าเด็กได้
เลือกเล่นมุมคอมพิวเตอร์พอ ๆ กับมุมอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายมีแนวโน้ม ชอบเล่น
คอมพิวเตอร์มากกว่าเด็กผู้หญิง ประเด็นนี้ผู้วิจัยพบว่าอาจจะเป็นเพราะ ค่านิยมที่อบรม
กันมาว่าคอมพิวเตอร์เหมาะสมกับเพศชายเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ครูจะต้อง ชักจูง
การเล่นให้เสมอภาคเพราะเด็กผู้หญิงก็สามารถพัฒนาการเล่นได้ไม่แพ้เด็กผู้ชายและ
พยายามจัดหาคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอกับจานวนเด็กโดยอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ที่
เหมาะสมสาหรับเด็กปฐมวัย คือ 1 : 10 (รัตนา ดวงแก้ว. 2538 – 53)
3. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์สาหรับเด็ก
ขนิษฐา รุจิโรจน์ (2540 : 32 – 33) ได้เสนอแนะประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
สาหรับเด็กเอาไว้ดังนี้
3.1 ทาให้เด็กได้คิดค้นหาคาตอบด้วยความสนุก เช่น การเรียนคาศัพท์
3.2 ทาให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น การทดลองฝึกผสมสี โดยไม่เปลือง
ดินสอสีจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แต่มีข้อเสียคือการใช้ทักษะของมือ
321
3.3 การฝึกทักษะการใช้ภาพ รูปร่าง เด็กสามารถเรียนรู้ถ่ายโยงมาสู่เรื่อง
ใหม่ ๆ ได้ทาให้การเรียนรู้ต่อเนื่อง ทาให้ฝึกคิดค้นการแก้ปัญหาได้ดี อย่างไรก็ตามใน
การฝึกทักษะนี้ครูสามารถเลือกเกมต่าง ๆ ที่สามารถฝึกทักษะเด็กที่ต้องการได้
7. การประเมินผลโดยการใช้พอตโฟลิโอ
พอตโฟลิโอ (Portfolio) เป็นวิธีการประเมินผลอย่างหนึ่งที่นักการศึกษานามาจาก
แนวคิดของการสะสมผลงานเพื่อนาเสนอลูกค้าของสถาปนิก นักออกแบบ นักโฆษณา
จิตกร ที่จาเป็นต้องนาผลงานเด่น ๆ ผลงานที่ได้รางวัลเสนอให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลประกอบ
การตัดสินใจที่จะรับซื้อหรือปฏิเสธ (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2541 : 13) พอตโฟลิโอจึงเป็น
วิธีการใหม่อย่างหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือประเมินสภาพจริงของผู้เรียน ด้วยการรวบรวมผล
ของผู้เรียนตามสภาพความเป็นจริงที่นักเรียนและครูคัดสรรว่าดีแล้วพอตโฟลิโอเป็นวิธีการ
ที่ครูอาจารย์ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษานามาใช้ในการประเมินผลอีก
วิธีการหนึ่ง
1. ความหมายและความสาคัญของพอตโฟลิโอ
พอตโฟลิโอ เป็นการเก็บรวบรวมผลงานของนักเรียน ที่ผ่านการคัดเลือกโดยตัว
เด็กเองหรือภายใต้คาแนะนาของครูมาสะสมไว้อย่างเป็นระบบและจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็น
ข้อมูลสารสนเทศที่แสดงถึงความพยายาม เจตคติ แรงจูงใจ และความเจริญงอกงาม
สัมฤทธิ์ผลในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาต่าง ๆเพื่อให้บุคคลอื่นได้ทราบพอตโฟลิโอนี้ มีประโยชน์
มากทางการศึกษาสามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมินผลที่นาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและต่อเนื่องโดยทั้งผู้เรียนและครูต่างมีความเข้าใจร่วมกันและตรงกัน
พอตโฟลิโอ เป็นวิธีการประเมินผลที่สามารถนามาใช้ในการแก้ปัญหาการ
จดบันทึกผลของการสอนและการเรียนแนวใหม่ ทั้งนี้เพราะพอตโฟลิโออาศัยหลักการ
ร่วมกันระหว่าง ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินในการเก็บรวบรวมในการจัดระบบและในการ
วิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อสนเทศที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนซึ่ง
เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เรียนทุกระดับอายุ สามารถนามาใช้แสดงผลสาเร็จ
ของผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถเลือกใช้วิธีการและตัดสินใจเลือกผลงาน มีความอิสระใน
การสร้างสรรค์ คิดค้นกลวิธีและสะท้อนภาพความคิดของตนเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์
พอตโฟลิโอจึงเป็นเครื่องมือสาคัญที่มีความเชื่อว่าผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้
ของตนเอง และมีหลักฐานยืนยันว่าตนเองเกิดการเรียนรู้ ก้าวหน้าจนบรรลุเป้าหมายที่
กาหนดไว้หรือไม่ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2540 : 29-30)
322
2. หลักการของพอตโฟลิโอ
การประเมินด้วยวิธีการแบบพอตโฟลิโอนั้นมีสิ่งที่นามาประเมิน 2 ประการคือ
ชิ้นงานและการปฏิบัติซึ่งทั้ง 2 ประการนี้ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานในการจัดตัดสินผลด้วย
เพราะเป้าหมายหลักของพอตโฟลิโอ คือ การวินิจฉัยเพื่อการตัดสินผลงานที่นักเรียนสะสม
ไว้ว่าก้าวหน้าสู่ระดับที่ยอมรับได้หรือไม่อย่างไรหลักการสาคัญของพอตโฟลิโอขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบ 5 ประการที่เกี่ยวข้องกันอย่างต่อเนื่อง คือผู้ประเมิน หมายถึง ครู ชิ้นงานที่
ต้องประเมิน เจ้าของชิ้นงาน ผู้สนับสนุน และเกณฑ์การตัดสิน หรือคุณสมบัติเฉพาะที่
ผู้ประเมินใช้ตัดสินซึ่งกุลยา ตันติผลาชีวะ (2541 : 14) กล่าวถึงองค์ประกอบทั้ง 5 ประการ
ไว้ดังนี้
2.1 ครู คือ ผู้ประเมินและวินิจฉัยผลงานที่มาจากการเรียน
2.2 ชิ้นงาน คือ สิ่งที่เกิดจากการเรียนตามสภาพจริงที่นักเรียนเลือกสรรเอง
แล้วว่าดีที่สุด หรืออาจมีครูช่วยเลือกผลงานสะสมที่ตรงจุดประสงค์ของการประเมิน
2.3 เจ้าของผลงาน คือ นักเรียนที่จัดชิ้นงานสาหรับการประเมิน
2.4 ผู้สนับสนุน คือ เพื่อน ครู ผู้ปกครอง ทาหน้าที่ในการเลือกสรรชิ้นงานและ
ให้ความเห็นแก่นักเรียนในการเลือกชิ้นงาน
2.5 เกณฑ์การตัดสิน คือ มาตรฐานที่ครูใช้ในการวินิจฉัยผลงานเพื่อการป้อน
ข้อมูลกลับและพัฒนาผู้เรียน
จากองค์ประกอบทั้ง 5 ประการนี้ ครูสามารถนามาพิจารณาตัดสินออกเป็น 3
แนวทางคือ
1) ตัดสินคุณค่าตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งหมายถึงผู้เรียนมีความสามารถ
หรือ ก้าวหน้าตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดในระดับใด
2) วินิจฉัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน จากชิ้นงานที่นักเรียนนาเสนอครูนั้น
ครูอาจพบสาเหตุที่ไม่ก้าวหน้าตามจุดประสงค์การเรียน ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ครู
ต้องมีการแก้ไขปรับปรุง
3) วินิจฉัยเพื่อพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล
การประเมินด้วยวิธีการแบบพอตโฟลิโอในระดับการศึกษาปฐมวัยซึ่งผู้เรียนเป็น
เด็กเล็ก ครูจะต้องใช้การสังเกตและการบันทึกเป็นหลักฐาน แล้วนาข้อมูลที่ได้มาประมวล
เป็นชิ้นงานสาหรับการประเมินแบบพอตโฟลิโอได้ การประเมินเด็กปฐมวัยเป็นการประเมิน
ความก้าวหน้าของการพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็ก ในแต่ละภาค
การศึกษาในแต่ละปีสิ่งที่ครูจะใช้เป็นชิ้นงานของเด็กที่ครูต้องการประเมินด้วยพอตโฟลิโอ
323
นั้น ครูต้องจัดทาแผนการประเมินอย่างชัดเจนว่าครูต้องการประเมินความก้าวหน้าของเด็ก
ด้านใด และชิ้นงานใดเป็นชิ้นงานสะสมในรูปแบบของพอตโฟลิโอ
3. เกณฑ์ในการจัดเนื้อหารายการพอตโฟลิโอ
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์ (2540 : 46- 47) เสนอเกณฑ์ในการจัดเนื้อหา
รายการของพอตโฟลิโอจะจัดจาแนกไปตามจุดมุ่งหมายของการวัด
3.1 คานึงถึงจุดมุ่งหมายของการวัด เนื้อหารายการในพอตโฟลิโอจะจัดจาแนก
ไปตามจุดมุ่งหมายของการวัด
3.2 คานึงถึงตัวชิ้นงานและเครื่องมือวัด เนื้อหารายการจะจัดจาแนกเป็น 2
รายการคือ
3.2.1 ระบบตัวบ่งชี้
3.2.2 ระบบตัวอย่างงาน
3.3 คานึงลักษณะของสิ่งวัด เนื้อหารายการ จัดจาแนกเป็น 2 รายการ คือ
3.3.1 รายการร่วม (Core ltems)
3.3.2 รายการเลือก (Optional ltems)
3.4 การจัดเนื้อหารายการตามข้อที่ 3.2และ 3.3 มีความสัมพันธ์กัน เพราะ
แท้ที่จริงแล้วรายการร่วมก็คือระบบตัวบ่งชี้ และรายการเลือกก็คือระบบอย่างงานนั่นเอง
การจัดเนื้อหาดังกล่าวจึงมีลักษณะที่สาคัญคือ
3.4.1 รายการร่วม หรือระบบตัวบ่งชี้ มีลักษณะดังนี้
1) เป็นรายการบางอย่างที่บังคับต้องเก็บรวบรวมจากเด็กทุกคนในห้องเรียน
ตัวอย่าง เช่น
1.1 รายชื่อหนังสือที่ครูอ่านให้เด็กฟังหรือที่บังคับให้เด็กทุกคนอ่าน
1.2 มาตรประเมินค่าหรือมาตรตรวจสอบรายการ
2) อาจเป็นรายการที่บังคับให้ครูประเมินด้วยสิ่งเดียวกันวิธีเดียวกันใน
ช่วงเวลาที่กาหนด ตัวอย่าง เช่น
2.1 ให้เด็กเขียนภาพตนเองด้วยสีเทียนในตอนต้นภาคและปลายภาค
2.2 ให้เด็กระบายสีในแม่แบบเดียวกันตอนต้นภาคและปลายภาค
3) อาจเป็นการบังคับให้ใช้สิ่งของบางชนิดเหมือนกัน ตัวอย่าง เช่น
ตัวอย่างงานศิลปะสร้างสรรค์
3.4.2 รายการเลือก หรือระบบตัวอย่างงาน มีลักษณะดังนี้
1) เป็นระบบตัวอย่างงานที่คัดเลือกมาจากงาน หรือกิจกรรมที่ทา
ต่อเนื่องกันในชั้นเรียน
324
2) เป็นระบบเปิดกว้างให้ครู / นักเรียนเลือก
2.1 งาน
2.2 หลักฐานอื่น ๆ จาก
- การสัมภาษณ์
- การสังเกต
- การแสดงออกของเด็ก
- การร่วมกิจกรรม
เป็นตัวอย่างของความรู้สึกนึกคิดและการแสดงออก
3) บางรายการเป็นการแสดงถึงลักษณะเฉพาะตน (Uniqueness) ของเด็ก
หรือกลุ่ม
จากข้อเสนอดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า การสร้างพอตโฟลิโอด้วยการรวมเอารายการ
ทั้งสองรายการไว้ด้วยกันดูเหมือนว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบัน
8. การสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา
ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นทฤษฎี
ที่เน้นให้ความสาคัญในการพัฒนาความสามารถหลายด้านให้กับผู้เรียนโดยคานึงถึง
ศักยภาพของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันโดยเฉพาะสติปัญญาความรู้ ความสามารถใน
การใช้ภาษา ความสามารถในการเข้าผู้อื่น ความสามารถในการรู้จักและเข้าใจตนเอง
ความสามารถในการใช้เหตุผล ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย ความสามารถทาง
ดนตรีและความสามารถในการมองอย่างมิติสัมพันธ์ (วารีรัตน์ แก้วอุไร และ สุปราณี
ไกรวัตรนุสรณ์. 2541 : 84)
การ์ดเนอร์ (1993) ได้จาแนกความสามารถหรือปัญญา (Intelligence) ของมนุษย์
ออกเป็น 7 ด้านได้แก่
1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือความสามารถสูงในการใช้ภาษา
เช่น การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความสามารถในการจัดกระทาเกี่ยว
โครงสร้างของภาษา เสียง ความหมาย และเรื่องเกี่ยวกับภาษา สามารถใช้ภาษาใน
การหว่านล้อม อธิบายสิ่งต่าง ๆ และอื่น ๆ
2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical – Mathematical Intelligence)
เป็นความสามารถในการใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และผู้ที่สามารถ
325
ใช้เหตุผลได้ดี เช่น นักวิทยาศาสตร์นักตรรกศาสตร์นักจัดทาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นต้น
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการคิดเชิงนามธรรมที่เป็นเหตุผ (Cause - effect) และการคาดการณ์
(if - then)
3. ปัญญาทางด้านมิติ (Spatial Intelligence) คือความสามารถสูงในการมองเห็น
พื้นที่ สามารถปรับปรุงและคิดวิธีการใช้พื้นที่ได้ดี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความสามารถที่
จะมองเห็น และแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็นและความคิดเกี่ยวกับพื้นที่
4. ปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว(Bod – Kinestic Intelligence)
ความสามารถสูงในการใช้ร่างกายของตนแสดงความรู้สึกนึกคิดและรวมไปถึง
ความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงทักษะทางกาย เช่น ความรวดเร็ว
ความยืดหยุ่นความว่องไวทางประสาทสัมผัส เป็นต้น
5. ปัญญาทางด้านดนตรี (Musical Intelligence) ความสามารถทางด้านดนตรี
รวมไปถึงความสามารถในการเข้าใจและการวิเคราะห์ดนตรี
6. ปัญญาทางด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถใน
การเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึ ความคิดและเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้รวมทั้งความสามารถใน
การสังเกตการรู้ถึงลักษณะต่าง ๆ และรวมไปถึงความสามารถตอบสนองได้เหมาะสมและ
มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
7. ปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) คือ
ความสามารถสูงในการรู้จักตนเอง และสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้จากความรู้จักตนนี้
ความสามารถในการรู้จักตนเองตามความเป็นจริง เช่น รู้เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด
ของตนเอง เข้าใจตนเอง เป็นต้น
8. ปัญญาทางด้านนักธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) คือความสามารถ
ในการรู้จักธรรมชาติของพืชและสัตว์สามารถจัดจาแนกประเภทได้ดี (อารี สัณหฉวี. 2535
: 1-2)
การสอนด้วยวิธีพหุปัญญาแบบทั่วไป
ขั้นตอนของการเรียนรู้ด้วยวิธีการพหุปัญญาสามารถแบ่งได้ 4 ระดับ (Meta -
Intelligence) ได้แก่
ระดับที่ 1 ตระหนักถึงระดับของการเรียนรู้ (Tacit Level of Learning) เป็นขั้นของ
การตระหนักในการเรียนรู้พหุปัญญาที่ทุกคนมีอยู่ในตัวเองและใช้ในชีวิตประจาวันคนเรามี
การใช้ความสามารถต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่ค่อยตระหนักถึงความสามารถที่เรามี
อยู่มากนัก ดังนั้นการทาให้ตระหนักถึงความสามารถทาได้ดังนี้
326
1. การสืบค้น (People Search) ให้เด็กได้ตั้งคาถามเกี่ยวกับทักษะ ความสามารถ
ของตนทั้ง 7 ด้าน และให้เด็กแลกเปลี่ยนกันสัมภาษณ์เพื่อแตกต่างของตนกับเพื่อน และ
หาว่าใครเก่งในทักษะใด
2. ทาบัตรบันทึกข้อมูลของตนเอง (Self Report card) ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลของ
ตนเองเกี่ยวกับความสามารถทั้ง 7 ด้าน เสร็จแล้วแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเพื่อเปรียบเทียบ
ความเหมือนและความแตกต่างของตนเองกับเพื่อน
3. สร้างกรอบของกระบวนการ (Warp - Around Processing) ให้นักเรียนวาดรูป
อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับความรู้สึกของนักเรียน แล้วนาไปแลกเปลี่ยนกับ
เพื่อน
ระดับที่ 2 ระดับการตระหนัก (A ware level) เป็นขั้นที่นักเรียนเริ่มตระหนักและ
เข้าใจวิธีการพัฒนาความสามารถนั้น ๆ ขั้นนี้จะประกอบด้วย
1. เรียนรู้ว่าแต่ละความสามารถแต่ละขั้นทางานเกี่ยวกับสมอง จิตใจ และร่างกาย
อย่างไร
2. ประเมินจุดเด่น จุดด้อยแต่ละความสามารถ เพื่อจะได้รับผิดชอบในการพัฒนา
ต่อไป
3. จับคู่ร่วมกันคิด (Think-pair-Share) ให้นักเรียนจับคู่เล่าถึงชีวิตประจาวันที่
นักเรียนแต่ละคนใช้ความสามารถทั้ง 7 ด้าน
ระดับที 3 ระดับยุทธวิธี (Strategic level) เป็นระดับที่ต้องเรียนรู้การนา
ความสามารถทั้ง 7 ด้าน ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตประจาวันในระดับนี้
สามารถฝึกฝนได้ดังต่อไปนี้
1. การแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย (Problem Solving Using Multiple
Approaches) เสนอปัญหาที่ซับซ้อนพอควรให้นักเรียนฝึกแก้ปัญหา โดยใช้ความสามารถ
ทั้ง 7 ด้านให้เป็นประโยชน์
2. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มให้เข้าถึงความสามารถ (Intelligence Access Tracking)
ให้เด็กได้ระดมสมองถึงวิธีการที่จะกระตุ้นความสามารถด้านต่าง ๆ แล้วให้นักเรียน
จัดลาดับจากดีที่สุดถึงแย่ที่สุด
3. การฝึกพหุปัญญา (Multiple Intelligences Coaching) เป็นการจัดกลุ่มเด็กเพื่อ
เพิ่มและพัฒนาด้านย่อย ๆ เหล่านั้นด้วยความสามารถด้านต่าง ๆ
ระดับที่ 4 ระดับการไตร่ตรอ (Reflective Level เป็นขั้นที่เด็กรู้วิธีที่จะใช้
ความสามารถทั้ง 7 ด้านในชีวิตประจาวันเป้าหมายระดับนี้คือ การฝึกการประเมินและ
327
นาไปใช้ในชีวิตประจาวันและบูรณาการ การใช้ความสามารถทั้ง 7 ด้าน การฝึกฝนในขั้นนี้
จะช่วยให้นักเรียนใช้สติปัญญาที่นอกเหนือจากห้องเรียนและในโลก
ระดับนี้สามารถฝึกฝนได้โดยวิธีการต่อไปนี้
1. พัฒนาความสามารถทางปัญญาโดยตั้งเกณฑ์ไว้ 2 ประการคือ
1.1 เด็กจะใช้ความสามารถทางปัญญาแต่ละด้านเมื่อไร
1.2 ให้เด็กเขียนการจัดลาดับที่เขาสามารถพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้อย่างไร
2. ให้เด็กฝึกเขียนบันทึกโดยใช้ความสามารถทางปัญญาทั้ง 7 ด้าน
3. ให้เด็กได้คิดถึงจุดเน้นของความสามารถในแต่ละวัน (Daily Intelligence Focus)
ให้เด็กคิดว่าในแต่ละวันนักเรียนจะเน้นความสามารถอะไรเป็นอันดับหนึ่งจากนั้นครูจะ
กระตุ้นนักเรียนให้ทากิจกรรมเกี่ยวกับความสามารถนั้น ๆ (วารีรัตน์ แก้วอุไร และ
สุปราณี ไกรวัตนุสรณ์. 2541 : 93 - 96)
9. การศึกษาแบบซูคอมลิสกี้ (Sukhomlisky Method)
ซูคอมลิสกี้เป็นนักการศึกษาชาวรัสเซียผู้วางระบบการศึกษาเป็นระบบ
วิทยาศาสตร์ และเป็นผู้เขียนหนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญทั่วโลกเรื่อง The Birth of a
citizen
แนวคิด
ซูคอมลิสกี้เชื่อว่า การเลี้ยงดูบุคคลคือการสอนใส่ความตระหนักถึงปัจจุบันและ
อนาคตของชาติบ้านเมืองไว้ในสมองของเขาตั้งแต่เยาว์วัย คุณค่าของคนอยู่ที่การรู้จักคิด
มีความรู้สึกและตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบของตนเองในฐานะพลเมืองที่มีต่อสังคมและ
ประเทศชาติของตน บุคคลที่ได้รับการฝึกฝนแบบนี้จะไม่มีวันทาให้สังคมที่ตนเองอาศัยอยู่
ต่าลง มีแต่จะประกอบ คุณงามความดีอันจะทาให้สังคมรุ่งโรจน์ต่อไป
วิธีการ
การศึกษาไม่โดดเดี่ยวแต่จะเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันสิ่งอื่นเสมอเด็กต้องเป็นศูนย์กลาง
การเรียนรู้ ครูและเด็กมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ ครูต้องสอนเด็ก
ควบคู่กับการทาความรู้จักกับครอบครัวเด็กไปด้วย ครูต้องสร้างเด็กให้เป็นศิลปิน สอน
วิชาชีพแก่เด็กให้อุดมคติในชีวิตแก่เด็ก ปลูกฝังสานึกแห่งความรับผิดชอบและความกล้า
หาญแก่เด็ก
หลักสูตร
ให้เด็กเรียนรู้จากธรรมชาติ และการศึกษาที่ไม่ต้องเป็นระบบ ให้เด็กแสวงหา
ความรู้เอง โดยครูเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กมีจินตนาการ ให้เด็กใช้ธรรมชาติ
328
แวดล้อมช่วยรักษาสุขภาพดี ให้ดูแลธรรมชาติ สัตว์ พืช การรู้จักอนุรักษ์และแสวงหา
คาตอบแห่งคาถาม เรียนรู้สังคมจากชีวิตจริง โดยเนื้อหาหลักสูตรสามารถแบ่งเป็น
6 กลุ่ม ดังนี้
อายุ 0 – 1 ปี
จุดมุ่งหมาย เพื่อทานุบารุงบริบาลร่างกายให้แข็งแรงสุขภาพดี
1. ฝึกสุขนิสัยและทัศนคติในการกิน การนอน การทางาน การแต่งกาย
2. ฝึกการรับรู้ โดยการฟัง ดู ชิม
3. ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อพื้นฐาน
4. นอนพักกลางแจ้งและในห้อง
5. พูดคุยกับเด็กให้ฟังดนตรี
อายุ 1 – 2 ปี
วัตถุประสงค์
1. บารุงสุขภาพให้แข็งแรง อารมณ์ มั่นคง ร่าเริง
2. พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน
3. ให้เด็กได้เล่นเกม
4. เล่นแท่งไม้
5. เล่นสมมุติ
6. ร้องเพลงและทาท่าประกอบ
อายุ 2 – 3 ปี
1. เตรียมเด็กสาหรับการเรียนรู้ต่อไป
2. สนองตอบความต้องการทางร่างกายทางอารมณ์
1. เตรียมเด็กสาหรับการเรียนรู้ต่อไป
2. สนองตอบความต้องการทางร่างกายทางอารมณ์
3. ทางานศิลปะ ร้องเพลงและฟังดนตรี ฟังนิทาน ฝึกการพูด การฟัง เล่นของ
เล่นต่าง ๆ
4. เคลื่อนไหวประกอบเพลง เล่นเกม
5. เริ่มงานปั้น และฝึกลีลามือ
อายุ 3 – 4 ปี
1. ดูแลพัฒนาการทางร่างกาย
329
2. การออกกาลังกาย การฝึกท่องจา การฟัง การพูด การอ่านนิทาน การเล่น
กลางแจ้ง การเล่นในร่ม เป็นต้น
3. ฝึกคิดคานวณ ฝึกทักษะทางดนตรี
อายุ 4 – 5 ปี
1. ดูแลสุขภาพอนามัยและความเจริญเติบโตทุกด้าน
2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และการบริหาร
3. ฝึกการช่วยตนเอง เรียนศิลปะและวรรณคดี เรียนคิดคานวณ
4. ฝึกการพูด การเรียนรู้คาศัพท์และไวยากรณ์
5. ทากิจกรรม เล่นเกมกลุ่มโดยใช้จินตนาการ เรียนดนตรี
อายุ 5 – 6 ปี
1. ขยายขอบเขตการรับรู้ของเด็กเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. ฝึกฝนให้เด็กกระตือรือร้นในการสังเกต การคิดหาเหตุผล และใช้ภาษาตาม
ธรรมชาติ
3. ให้เด็กมีสัมมาคารวะและจงรักภักดีต่อชาติ
4. ช่วยตนเอง ฝึกมารยาทและความสะอาด ฝึกทักษะที่ดีในการทางานและ
การเล่น
5. เรียนรู้ธรรมชาติจากการปฏิบัติตรง ร้องเพลงท่องบทกลอนเกี่ยวกับความรัก
ชาติ
6. ฝึกอ่านจับใจความ ฝึกการคิดคานวณ ออกกาลังกายหลาย ๆ แบบ
7. เรียนรู้องค์ประกอบของเสียง จังหวะ ฝึกจริยธรรม
10. การศึกษาแบบซูซูกิ (Suzuki Method)
มาซารู อิบูกะ เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งบริษัทโซนี่ เมื่อปี 1947 และหันมา
สนใจคือศึกษา เรื่องการศึกษาสาหรับเด็กเล็ก ผลจากการศึกษาของอิบูกะ ได้ชี้ให้เห็นถึง
ศักยภาพในการพัฒนาอันมหาศาลของเด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ และผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กพึงรู้ข้อค้นพบจากการศึกษาของอิบูกะนาเสนอไว้ในหนังสือเรื่อง
รอให้ถึงอนุบาลก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งแปลโดย ธีระ สุมิตร และพรอนงค์ นิยมค้า ดังจะ
นาเสนอโดยย่อดังต่อไปนี้
330
ความเชื่อพื้นฐาน
1. เด็กทุกคนสามารถเลี้ยงให้ดีได้ เป็นความเชื่อตามแนวคิดของซูซูกิ ซินอิชิ
เจ้าของแนวการจัดการศึกษาแบบซูซูกิ (Suzuki Method) ที่ได้ทดลองให้เด็กเริ่มเรียน
เร็วขึ้น
2. เชื่อในทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาว่า เด็กวัยต่ากว่า 3 ปี สามารถรับรู้ได้ทุก
อย่างประสบการณ์ในระยะนี้เป็นพื้นฐานของความคิดอ่านและพฤติกรรมในภายหน้า
3. การศึกษาของเด็กเล็ก เริ่มต้นที่การศึกษาของพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่แก่วิชา
ตอนที่เด็กอายุ 0 - 2 ปี
4. ความสามารถของคนไม่ได้ถูกกาหนดโดยกรรมพันธุ์จาพวกเชื้อชาติหรือ
สายเลือด แต่ถูกกาหนดโดยการศึกษาและสภาพแวดล้อมหลังกาเนิด
5. อาชีพและความสามารถของพ่อแม่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างอุปนิสัย
และความสามารถของเด็ก
6. การศึกษาของเด็กเล็กไม่มีสูตรตายตัว เพราะสูตรตายตัวมีไว้สาหรับทาลาย
7. การศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาที่ทาให้ลูกดีกว่าพ่อแม่
จุดประสงค์
เพื่อสร้างเด็กให้เป็นคนที่มีไหวพริบดี ร่างกายแข็งแรง ร่าเริงและอ่อนโยน
หลักการ
1. การค้นหาความสามารถอันมหาศาลของเด็กทาได้โดยการจัดให้เด็กได้เรียน
ภาษาดนตรี
2. นิสัยอุ้มติดมือเป็นวิธีการสื่อสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้น เป็นพื้นฐานในการสร้างเด็กให้
เติบโตขึ้นมาเป็นคนอารมณ์ดีมีจิตใจกว้างขวาง
3. ไม่ควรพูดภาษาที่ไม่ถูกต้องกับลูก
4. การเลี้ยงลูกแบบปล่อยปะละเลย ทาให้เด็กเกิดความมั่นใจและก้าวร้าว
5. ครอบครัวที่ราบรื่น จะต้องสร้างขึ้นโดยพ่อแม่ร่วมกัน
6. การทะเลาะกันช่วยให้เด็กรู้จักเข้าสังคม และรู้คิดในการสร้างสรรค์
7. การใช้ไม้เรียว ใช้ได้ในวัยที่เด็กยังไม่เข้าใจไม้เรียว
8. อย่าเอ่ยถึงข้อบกพร่องของเด็กต่อหน้าคนอื่น
หลักในการฝึกเด็ก
1. ใช้จังหวะเรียกความสนใจและการสอนดนตรี ควรสอนเสียงประสานควบไป
ด้วย
2. พยายามให้เด็กมีความสนใจที่ต่อเนื่อง จึงจะได้ผล
331
3. การซ้าซาก คือวิธีกระตุ้นความสนใจของเด็กดีที่สุด
4. เริ่มปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์จากจินตนาการของเด็ก
5. สอนให้เด็กมีปรัชญาดีกว่าสอนเทคนิคและเหตุผล
6. การสอนเด็กเล็กโดยไม่แบ่งเพศและอย่าโกหกเด็กเกี่ยวกับเรื่องเพศ
7. สอนชีวิตความเป็นอยู่ที่มีระเบียบทาให้เด็กรู้จักเวลา
8. ควรให้เด็กดูโฆษณา และรายการข่าวช่วยสอนภาษาที่ถูกต้องให้เด็กได้
9. ใช้การเรียนไวโอลินช่วยพัฒนาสมาธิ ความเป็นผู้นาแก่เด็กได้
10. การท่องกลอนช่วยฝึกความจาของเด็ก
11. การเลียนแบบของเด็กเป็นการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่
12. เด็กเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะมั่นใจในทุกเรื่อง
13. ดินสอและสีเทียนควรให้เด็กเร็วที่สุด และกระดาษวาดเขียนไม่จาเป็นต้องเป็น
ขนาดมาตรฐานเดียวกันหมด
14. การให้ของเล่นมากเกินไปทาให้เด็กจับจด การจัดห้องหมดทาให้เด็กไม่เกิด
จินตนาการ
15. ของเล่นต้องสวยด้วย และจับต้องได้ด้วยเสมอ สาหรับเด็ก
16. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็กโดยการให้เด็กเล่นดินเหนียว พับกระดาษ ตัด
กระดาษ และเล่นละคร
17. เด็กเล็กควรให้เดินมาก ๆ ให้เล่นกีฬาเพื่อให้ประสาทสั่งการเคลื่อนไหวได้
ทางาน
18. ปฐมวัยมิใช่การเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียน
11. หลักสูตรการสอนของมอนเตสซอรี่
มาเรีย มอนเตสซอรี่ เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรนี้ มอนเตสซอรีเป็นสตรีชาวอิตาเลียนที่มี
ปริญญาทางการแพทย์ และเป็นแพทย์หญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรมมอนเตสซอรี
มีความเชื่อว่าความสามารถทางด้านสมองของเด็กจะดีนั้น ต้องกระตุ้นโดยการใช้ประสาท
สัมผัสหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็ก ขึ้นอยู่กับการฝึก
ประสาทสัมผัส
ดังนั้น หลักสูตรการสอนของ มาเรีย มอนเตสซอรี่ จึงจัดว่าเป็นนวัตกรรมปฐมวัย
ศึกษาเพราะแนวคิดและหลักการตลอดจนเทคนิคการสอนมีความสอดคล้องกับ
ผลงานวิจัย ใหม่ ๆ ทางการเรียนรู้โดยเฉพาะการค้นพบและการวิจัยเกี่ยวกับสมอง และ
ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ไต้หวัน ได้มีโรงเรียนระดับอนุบาลและ
332
ประถมศึกษาหลายแห่ง ดาเนินการสอนโดยใช้วิธีการของมอนเตสซอรี่ มาปรับใช้เป็น
การทดลอง ลักษณะแนวการสอนของมอนเตสซอรี่ เน้นให้เป็นไปตามพัฒนาการและ
ความต้องการของเด็ก โดยมอนเตสซอรี่มีความเห็นว่าเด็กอายุ 0 - 6 ปี หรือในระดับ
ปฐมวัยนี้ เป็นวัยที่มีจิตที่ตื่นตัว (active) อย่างมากในการที่จะเรียนรู้จะเป็นในลักษณะของ
การซึมซับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเด็กปฐมวัยหรือผู้ดูแลเด็กควรมีสัมพันธภาพ
ที่ดีต่อเด็ก ให้ความรัก ความเอื้ออาทร และในขณะเดียวกันให้ความเคารพในอัตภาพของ
เด็ก โดยให้โอกาสเด็กในการเลือกทากิจกรรมต่าง ๆ อย่างเสรี นอกจากนี้เด็กควรได้รับ
การพัฒนาด้านประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหวในการหยิบจับ การกระทา เพื่อให้สามารถ
พึ่งตนเองได้ (Independence) โดยอุปกรณ์ในการฝึกประสาทสัมผัสของมอนเตสซอรี่ ที่
เรียกว่า Didactic aparatus โดยการสอนของมอนเตสซอรี่จะเน้น การเรียนรู้เป็นรายบุคคล
โดยเด็กจะฝึกกระทากับอุปกรณ์ที่เตรียมไว้เป็นรายบุคคล แต่การแนะนาการใช้ อาจจะเริ่ม
จากจุดเล็ก ๆ ก่อน และให้เด็กเลือกทากิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพื่อเป็นการฝึก
ความคิดริเริ่มการคิดด้วยตนเอง และความสามารถในการนาทางตนเองได้ อุปกรณ์
การสอนของมอนเตสซอรี่ จะเปิดโอกาสให้เด็กนาตนเองได้ คือ การปฏิบัติ และเรียนรู้ได้
ด้วยตัวเอง อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทากิจกรรม ลองผิดลอง
ถูก ไม่กลัวผิด กล้าเสี่ยง’ เมื่อเด็กสามารถทาได้เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจและถือว่าเป็นรางวัล
ในตนเอง การสอนของมอนเตสซอรี่จึงไม่เน้นการให้คะแนน ให้ดาว ซึ่งเป็นสิ่งเร้าภายนอก
แต่ต้องการให้เด็กมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง มอนเตสซอรี่ไม่เน้นบทบาทในการสอน
ของครู แต่เน้นบทบาทในการสังเกต การอานวยความสะดวก การจัดสื่ออุปกรณ์ให้
เหมาะสมกับเด็กถ้าจะช่วยเด็กต้องช่วยให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ (อารี สัณหฉวี.
2535 : 10)
นอกจากนี้ จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ (2551 ; 38 – 40) ยังได้กล่าวถึงหลักสูตรของ
มอนเตสซอรี่ ไว้ เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มประสบการณ์ชีวิต (Practical Life : The skill of Daily Living) เป็นกลุ่มที่
มุ่งหวังให้เด็กรู้จักดูแลตนเอง ด้วยการทางานกับชุดเครื่องแต่งกาย เช่น ติดกระดุม รูดซิป
ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ ให้รู้จักการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการรู้จักทาความสะอาด ทาสวน
รีดผ้า ฯลฯ และได้เคลื่อนไหว ด้วยการฝึกความสมดุลของร่างกาย การเดิน การนั่ง การทา
กิจกรรมที่ช่วยพัฒนากลไก เมื่อเด็กทากิจกรรมในกลุ่มได้ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีอิสระ
จากผู้ใหญ่ในการทางานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง (I can do it by maself)
2. กลุ่มประสาทสัมผัส (Sensorial Education : Exploring the World) เป็นกลุ่มที่
ให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนาประสาทสัมผัสและได้แนวคิดใหม่จาก
333
การได้มีประสบการณ์ และได้ฝึกหัดจากความต้องการที่จะสารวจของเด็ก เด็กจะได้สังเกต
สี ขนาด มิติ รูปร่าง เสียง สัมผัส ซิมรส ได้กลิ่น ได้มีโอกาส จาแนก แยกแยะ จัดกลุ่มและ
เข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว กลุ่มนี้ยังช่วยวางพื้นฐานสาหรับการศึกษาต่อในด้านวิชาการต่าง ๆ
เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ดนตรี เป็นต้น โดยทางานกับอุปกรณ์ เช่น
ทรงกระบอกมีจุก บันไดสีน้าตาล กล่องสี กล่องเสียง แผ่นไม้ ประมาณน้าหนัก เป็นต้น
3. กลุ่มงานวิชาการ (Academic) เป็นกลุ่มที่หวังตระเตรียมเด็กให้พร้อมในการอ่าน
การเขียน การเรียนวิชาการต่าง ๆ ในระดับต่อไป ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ และ
อื่น ๆ เด็กวัยอนุบาลจะมีจิตที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ สามารถให้เหตุผลคิดคานวณ และ
กะประมาณ จะรู้สึกถึงปริมาณจึงต้องจัดให้เรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม เรียนรู้
จานวนจากทากิจกรรมกล่องนับแท่งไม้ นับตะเกียบ นับลูกปัด รู้จักหลักเลข เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเรียนรู้ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ผ่านแผนที่ ธงชาติ รูปจาลองของ
พื้นดิน พื้นน้า ได้สารวจทวีปต่าง ๆ มหาสมุทร คนต่างชาติและประเพณีของแต่ละชาติ รู้จัก
สัตว์ พืช จากของจริง ของจาลองและภาพต่าง ๆ เป็นต้น
แนวการจัดหลักสูตรและวิธีการสอนของมอนเตสซอรี่
สาหรับหลักสูตรของโรงเรียนมอนเตสซอรี่ จะมี 3 วิชาหลัก
1. วิชาภาคปฏิบัติในชีวิตประจาวัน ได้แก่ การฝึกทักษะในชีวิตประจาวัน 3 ด้าน
คือ
1.1 การดูแลตนเอง ได้แก่ การใส่เสื้อผ้า ติดกระดุมได้เอง การล้างมือ การแปรง
ฟัน เป็นต้น
1.2 การดูแลสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเลื่อนโต๊ะเก้าอี้เบา ๆ การกวาดถูทา
ความสะอาดบ้าน อาคารเรียน การช่วยตักอาหาร
1.3 การมีมารยาททางสังคม เช่น การทักทาย การขอบคุณ การขอโทษ
การช่วยเหลือผู้อื่นและการอ่านจากบัตรคา มอนเตสซอรี่ กล่าวว่าเดิมไม่ตั้งใจจะให้เด็ก
อ่านเขียนในวัย 4 ขวบแต่เด็กมีความสนใจที่จะเรียนรู้ จึงได้จัดสอนให้และเด็กก็สามารถ
เรียนได้
2. วิชาคณิตศาสตร์ เด็กเรียนรู้จานวนและตัวเลขจากสิ่งของ ของจริงและการสัมผัส
3. วิชาวัฒนธรรม ได้ความรู้ในเรื่องของภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ที่อยู่รอบตัวเด็ก
334
กิจกรรมประจาวันในโรงเรียนปฐมวัยของมอนเตสซอรี่มีดังต่อไปนี้
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2538 : 73-74) ได้กล่าวถึงการจัดตารางประจาวัน
สาหรับเด็กปฐมวัยดังนี้
08.30 – 09.00 รับเด็กเป็นรายบุคคล ตรวจสุขภาพ ให้เด็กได้เล่นตามอัธยาศัย
09.00 – 09.15 เก็บของเข้าที่ ช่วยเตรียมจัดอาหารว่าง
09.30 – 09.45 รับประทานอาหารว่าง
09.45 – 10.30 ทางาน เช่น ทาอาหาร เล่นบล็อก วาดภาพ ปั้นดินน้ามัน ฯลฯ
10.30 – 10.50 เก็บของ ทาความสะอาด (มีผู้ใหญ่ช่วย)
10.50 – 11.00 เข้าห้องน้า โดยไปทีละกลุ่มเล็ก ๆ
11.00 – 11.30 เล่นกลางแจ้ง
11.30 – 12.00 ล้างมือ เตรียมรับประทานอาหารกลางวัน มีกิจกรรมเงียบ ๆ เช่น
ครู อ่านนิทานให้เด็กฟัง
12.00 – 12.45 รับประทานอาหารกลางวัน
12.45 – 14.00 นอนพักผ่อน
14.00 – 14.15 อาหารว่าง
14.15 – 14.45 กิจกรรมเสรี
14.45 – 15.00 สรุปเตรียมกลับบ้าน
รูปแบบการจัดตารางดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น ถ้านาไปใช้จริงเรา
สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรม และรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่
เตรียมไว้ให้เด็กและอาจจะมีเป้าหมายการพัฒนาเด็กที่ชัดเจนตามหลักสูตรกาหนดไว้ แต่
อย่างไรก็ตามการจัดตารางกิจกรรมประจาวันสาหรับเด็กปฐมวัยสามารถยืดหยุ่นได้ตาม
ความเหมาะสม
335
บทสรุป
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การนาแนวคิดทฤษฎีของนักการศึกษา
หรือนักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ ๆ ตลอดจนการใช้วัสดุ
อุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
การจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีการพัฒนามากขึ้น และให้เป็นทางเลือกสาหรับครูผู้สอนและผู้
ที่เกี่ยวข้องสามารถนาเอาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพของโรงเรียน
ศูนย์พัฒนาเด็กที่รับผิดชอบ นอกจากนี้นวัตกรรมทางการศึกษาจะช่วยทาให้เกิดการตื่นตัว
ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุก ๆ มิติอย่างเหมาะสม สาหรับประเทศไทยในปัจจุบันมี
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบอาจมีจุดเด่น จุดด้อยที่
แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่นานวัตกรรมไปใช้จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับบริบท เช่น
สภาพของท้องถิ่น ตัวเด็ก วัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนนโยบายทางด้านการจัดการศึกษา
ของภาครัฐและเอกชน หลักสูตร เป็นต้น นวัตกรรมที่มีบุคคลให้ความสนใจในปัจจุบัน
ได้แก่ หลักสูตร ไฮ / สโคป หลักสูตรการศึกษา วอลดอร์ฟ หลักสูตรใยแมงมุม การสอน
ภาษาแบบธรรมชาติ การสอนแบบโครงการการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนและการประเมินผล
โดยใช้พอตโฟลิโอ เป็นต้น โดยนวัตกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้ผ่านการศึกษา
ค้นคว้าวิจัยมาจากต่างประเทศ เหมาะสมกับบริบทของต่างประเทศ บางนวัตกรรมได้ผ่าน
การวิจัยในประเทศไทยมาแล้ว แต่การนานวัตกรรมต่าง ๆ ไปใช้นั้น ครูและผู้ที่เกี่ยวข้อง
จะต้องประยุกต์ให้มีความเหมาะสม เพื่อทาให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้
นวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
336
คาถามท้ายบท
1. จงอธิบายความหมายของนวัตกรรม
2. นวัตกรรมทางการศึกษามีความสาคัญอย่างไร
3. นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยมีความสาคัญต่อการพัฒนาการศึกษาทั้งใน
ปัจจุบันและอนาคตอย่างไร
4. ให้เลือกวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยมา 3
นวัตกรรม
5. นวัตกรรมที่ทาให้บุคคลยอมรับจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร
6. จงอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของนวัตกรรมและเทคโนโลยี
7. ให้เลือกนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่ชอบ พร้อมบอกเหตุผลในการเลือก
8. ให้วิเคราะห์นวัตกรรมที่เหมาะสมในการพัฒนาการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับ
เด็กปฐมวัยในท้องถิ่น
9. ให้นักศึกษาเลือกนวัตกรรมไปทดลองใช้จริงกับเด็กปฐมวัยในโรงเรียนพร้อม
รายงานผลการทดลองใช้
10. จงอธิบายรูปแบบหรือวิธีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยใน
โรงเรียนของรัฐ เอกชน และศูนย์พัฒนาเด็กในท้องถิ่น
337
บรรณานุกรม
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2546.
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาวิชาการ. คู่มือหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช
2540. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2540.
กุลยา ตันติผลาชีวะ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เบรน –
เบส บุ๊คส์, 2551.
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ และคาแก้ว ไกรสรพงษ์. คู่มือการสอนแบบมอนเตสซอรี. กรุงเทพฯ :
เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเมนท์ จากัด, 2544.
จีระพันธ์ พูลพัฒน์ และคณะ รวมนวัตกรรมทฤษฎีการศึกษาปฐมวัยสู่การประยุกต์ใช้
ในห้องเรียน. กรุงเทพฯ : สานักนักพิมพ์สาราเด็ก, 2551.
นภเนตร ธรรมบวร. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, 2546.
นภเนตร ธรรมบวร. การวิเคราะห์เรื่องราวการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย.
กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.
นันทิยา น้อยจันทร์ การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครปฐม :
สานักพิมพ์นิตินัย จากัด, 2549.
นิตยา ประพฤติกิจ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์, 2535.
บุญเกื้อ ควรหาเวช นวัตกรรมการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545.
ปรียพร วงศ์อนุตโรจน์. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ, 2548.
ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2548.
เพ็ญรุ่ง ปานเอี่ยม. การให้การศึกษาแก่พ่อแม่. นครราชสีมา : ภาควิชาจิตวิทยา
แนะแนว คณะครุศาสตร์, 2536.
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. การสร้างประสบการณ์ชีวิตระดับปฐมวัยศึกษา.
นนทบุรี : สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535.
338
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ฝึกอบรมและผู้เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
ปฐมวัยศึกษา. นนทบุรี : สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535.
วัฒนา มัคคสมัน. รูปแบบการสอนแบบโครงการสาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ :
2545.
สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. การวัดและประเมินแนวใหม่ : ปฐมวัย. กรุงเทพฯ :
คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545.
สุรางค์ โค้วตระกูล. จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, 2548.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ :
2545.
เยาวพา เดชะคุปต์. การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แม็ค,
2542.
หรรษา นิลวิเชียร. ปฐมวัยศึกษา : หลักสูตรและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : โอ เอส
พริ้นติ้ง เฮาส์, 2535.
อารี สัณหฉวี. นวัตกรรมปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ : สมาคมเพื่อการศึกษาเด็ก, 2535.
Brewer,J.A. Introduction to early childhood education : Preschool to Primary
grade. Boston : Allyn an Bacon.
Ebbecck,M.a. Early childhood education. Australia : Longman Cheshire Pty limited.
Gilley,J.m. and Gilley,B.H. Early childhood development and education in early
education. 2nd ed. New York : Delmar Publisher Inc.
Kirk, S.A. Education Exceptional Children. Boston : Houghton Mifflin, 1972.
Leeper, S.H. Witherspoon, R.& Day. B. Good school for young children. 5th ed.
New York : Macmilan, 1984.
Morrison, G.S. Early childhood education today. 2nd ed. New Jersey :
Prentice-Hall,inc,1995.
Kirk, S.A. Education Exceptional Children. Boston : Houghton Mifflin, 1972.
Morrison, G.S. Early childhood education today. 2nd ed. New Jersey :
Prentice-Hall,inc,1995.
Thorne, B. Gender play-boy and girl in school. Minton Keynes : Open University
Press, 1993.

บทที่ 11 นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย 55

  • 1.
    บทที่ 11 นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย แผนการสอนประจาบท 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.เพื่อให้เข้าใจความหมายและความสาคัญของนวัตกรรม 2. เพื่อให้รู้หลักการแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม 3. เพื่อให้สามารถวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยของนวัตกรรมได้ 4. เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยได้เหมาะสม 2. สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายและความสาคัญของนวัตกรรม 2. การจัดการเรียนการสอนแบบไฮ /สโคป 3. การจัดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ 4. การจัดการศึกษาแบบใยแมงมุม 5. การสอนภาษาแบบธรรมชาติ 6. การสอนแบบโครงการ 7. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 8. การใช้พอตโฟลิโอ 9. การสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา 10. การศึกษาแบบซูคอมลิสกี้ 11. การศึกษาแบบซูซูกิ 12. หลักสูตรการสอนของมอนเตสซอรี่ 3. กิจกรรมการเรียนรู้ 1. ทดสอบก่อนเรียน (แบบทดสอบ) 2. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน 3. อภิปราย ซักถาม สรุป ด้วยสไลด์ 4. แบ่งกลุ่มศึกษาค้นคว้านวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย 5. แบ่งกลุ่มศึกษาและวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยของนวัตกรรม 6. ให้นักศึกษาทดลองนานวัตกรรมไปใช้ในโรงเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็ก 7. ทดสอบหลังเรียน
  • 2.
    298 4. สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2.สไลด์ประกอบการสอน (Power point) 3. เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง (Internet) 4. รูปแบบการออกแบบกิจกรรมตามนวัตกรรม 5. หนังสือ ตารา วารสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. การประเมินผล 1. ผลการทดสอบ ก่อน – หลัง 2. รายงานผลการนานวัตกรรมไปทดลองใช้ 3. รายงานผลการศึกษาค้นคว้าการวิเคราะห์นวัตกรรม 4. ความถูกต้อง ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
  • 3.
    299 บทที่ 11 นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นการจัดประสบการณ์แก่เด็กในลักษณะของการอบรม เลี้ยงดูและการพัฒนาความพร้อมทั้งทางร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการจัดการศึกษาในระดับนี้จะมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ อันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของ ประชากรในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยสังคมวิถีชีวิตและความเป็นอยู่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนมากขึ้น ทาให้มีปัญหาและอุปสรรคหลายประการในการพัฒนาประเทศชาติ และการจัดการศึกษา ปฐมวัยก็เช่นกันกาลังเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคโดยเฉพาะการพัฒนาประสิทธิภาพซึ่ง นักการศึกษาปฐมวัยได้พยายามศึกษาค้นคว้าและวิจัยค้นหาแนวคิดและวิธีการหรือ การกระทาใหม่ ๆ ซึ่งก็หมายถึงการนานวัตกรรมมาใช้เพื่อประโยชน์ในการขจัดปัญหาและ อุปสรรคที่มีให้น้อยลงหรือหมดไปในที่สุดในบทนี้เพื่อให้เข้าใจบริบทที่เกี่ยวข้องกับ นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยจึงขออธิบายรายละเอียดตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ความหมายและความสาคัญของนวัตกรรม 2. การจัดการเรียนการสอนแบบไฮ /สโคป 3. การจัดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ 4. การจัดการศึกษาแบบใยแมงมุม 5. การสอนภาษาแบบธรรมชาติ 6. การสอนแบบโครงการ 7. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 8. การใช้พอตโฟลิโอ 9. การสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา 10. การศึกษาแบบซูคอมลิสกี้ 11. การศึกษาแบบซูซูกิ 12. หลักสูตรการสอนของมอนเตสซอรี่ 1. ความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย จากการที่นักการศึกษาปฐมวัยพยายามที่จะพัฒนาการจัดกิจกรรมและ ประสบการณ์เพื่อให้เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างเหมาะสมกับวัย
  • 4.
    300 นักการศึกษาปฐมวัยจึงได้พยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อหาแนวคิดและวิธีการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับเด็กเช่น ในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัยขึ้นมาเรียกว่า นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยซึ่งครูปฐมวัยหรือผู้ทาหน้าที่อบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยควร จะศึกษาและทาความเข้าใจ เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย เพื่อนาความรู้ ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมสาหรับเด็ก ปฐมวัย โดยเริ่มตั้งแต่ศึกษาความหมายและความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา ปฐมวัย เป็นต้น 1. ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย นวัตกรรมเป็นคาที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของไทยคานี้เป็นศัพท์บัญญัติ ของคณะกรรมการพิจารณาวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ โดยในอดีตใช้คาว่า นวกรรมซึ่ง เป็นคาที่มาจากภาษาอังกฤษว่า “Innovation” (บุญเกื้อ ควรหาเวช. 2542 : 11) หมายถึง สิ่งใหม่หรือการเปลี่ยนแปลง (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2536 : 32) คาว่า นวัตกรรม จึงมี นักการศึกษาบางกลุ่มใช้คาว่า นวกรรม ดังนั้น คาว่า นวกรรมและนวัตกรรม ทั้งสองคานี้ จึงใช้ในความหมายเดียวกัน คือ การกระทาใหม่ ๆ ที่จะทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อจะ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา สวัสดิ์ บุษปาคม (2517 : 1) กล่าวถึง นวัตกรรมว่า หมายความถึง การปฏิบัติ หรือกรรมวิธีที่นาเอาวิธีการใหม่มาใช้หรือการทาการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงวิธีทาสิ่งต่าง ๆ ให้ดีกว่าเดิม คือทาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในการให้การศึกษาก็ใช้เครื่องมือ กลช่วยการสอนที่เรียกว่า Teaching หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนที่เรียกว่า Computer Assissted Instruction (CAI) เป็นต้น ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2529 : 25 –26) กล่าวว่าสิ่งที่ถือว่าเป็น “นวกรรม” มีเกณฑ์ ในการพิจารณาดังนี้ 1) จะต้องเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนอาจเป็นของเก่าใช้ไม่ได้ผลในอดีตแต่นามา ปัดฝุ่นปรับปรุงใหม่ หรือเป็นของปัจจุบันที่เราทาการปรับปรุงให้ดีขึ้น 2) มีการนาวิธีการจัดระบบ (System Approach) มาใช้โดยพิจารณา องค์ประกอบทั้งส่วนข้อมูลที่ใส่เข้าไป กระบวนการ และผลลัพธ์ โดยกาหนดขั้นตอน การดาเนินการให้เหมาะสมก่อนที่จะทาการเปลี่ยนแปลง 3) มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างการวิจัยว่า “สิ่งใหม่” นั้น จะช่วย ให้แก้ปัญหาและดาเนินงานบางอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม
  • 5.
    301 4) ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบันมาก “สิ่งใหม่”นั้น ได้รับ การเผยแพร่และยอมรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่ดาเนินอยู่ในขณะนี้ไม่ถือว่า สิ่งใหม่นั้นเป็นนวัตกรรมต่อไป แต่จะเปลี่ยนสภาพเป็นเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ จากเกณฑ์การพิจารณาข้างต้นทาให้แนวคิดหลักปฏิบัติระบบกระบวนการวิธีการ ระเบียบกฎและสิ่งประดิษฐ์ซึ่งไม่ถือเป็น “นวัตกรรม” ในประเทศหนึ่งอาจจะเป็นนวัตกรรม ในประเทศอื่นได้สิ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมในอดีตหากใช้แพร่หลายแล้วก็ไม่ถือเป็นนวัตกรรม และสิ่งที่เคยใช้ไม่ได้ผลในอดีต หากนามาปรับปรุงใช้ในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพถือ ว่าเป็นนวัตกรรม การจัดการศึกษาปฐมวัยในอดีตถือว่าเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็ก เพราะฉะนั้น การสอนหรือการให้การศึกษาจึงจัดให้เหมือนผู้ใหญ่ จนกระทั่งมีนักคิดและนักการศึกษา หลายท่านได้เป็น ผู้ริเริ่มนาแนวปฏิบัติที่ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยควรจะแตกต่างจาก การจัดการศึกษาสาหรับผู้ใหญ่ โดยได้เสนอแนวคิดตลอดวิธีการสอนและการใช้อุปกรณ์ ต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัยของเด็กตั้งแต่อดีตที่นับว่าเป็นนวัตกรรมในอดีตนักการศึกษา ดังกล่าวมีหลายคน เช่น โคมินิอุส รูสโซ เปสตาลอชซี่ เฟรอเบล และมอนเตสซอรี่ เป็นต้น ในปัจจุบันแนวคิดของนักการศึกษาเหล่านี้เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับและนามาปฏิบัติ อย่างแพร่หลาย ดังนั้นนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย จึงหมายถึง การนาแนวคิดและวิธีการหรือ การกระทาใหม่ ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุง ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้นโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน (วรนาท รักสกุล ไทย. 2537 : 144) 2. ความสาคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทาจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่ง ที่เป็นรูปธรรมง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรมยากๆและไปสู่นามธรรมในที่สุด (อุดมลักษณ์ กุล พิจิตร. 2532 : 157) การจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสาคัญในเรื่องความแตกต่าง ระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของ แต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหาทดลองวิธีการใหม่เผยแพร่แนวทาง และวิธีการใหม่ ซึ่งถือได้ว่า เป็นนวัตกรรม และเมื่อแนวทางและวิธีการใหม่เข้าสู่ระบบปกติก็จะยุติความเป็นนวัตกรรม ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2521 : 15 –16) ได้วิเคราะห์ความสาคัญของนวัตกรรมทาง การศึกษาปฐมวัยศึกษาจากพัฒนาการยุคต้น ๆ ของการศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศว่ามี
  • 6.
    302 การใช้เทคโนโลยีทางการศึกษามาประยุกต์ใช้พอสรุปได้ คือ ระเบียบและวิธีสอนของ โคมินิอุสเน้นการสัมผัสรับรู้จากธรรมชาติใช้วัสดุอุปกรณ์สีสันสวยงามจัดสภาพแวดล้อม ให้น่าอยู่ ส่วนหลักการของรูสโซ เน้นให้เด็กรับรู้สัมผัสตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ เปสตาลอชซี่ที่เน้นใช้วัสดุอุปกรณ์และวิธีการทางเทคโนโลยีการศึกษาเข้าช่วย ทั้งการจัด ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมและประสบการณ์ตรงของดิวอี้ ตลอดจนการจัดห้องเรียน เหมือนบ้านของมอนเตสซอรี่ ปัจจุบันนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ได้เผยแพร่เข้าสู่การจัดการศึกษาปฐมวัย อย่างรวดเร็วและเป็นปรากฏการณ์ที่วงการการศึกษาปฐมวัยไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะใน ปัจจุบันการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นไปอย่างเหมาะสมนั้น ได้มีการร่วมมือกันดาเนินการ โดยหน่วยงานหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งต่างก็พยายามที่จะคิดค้นและทดลอง นวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการพัฒนาเด็กทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา (ทิศนา แขมมณี. และคณะ 2535 : 22 – 23) นวัตกรรมทุกอย่างมี ประโยชน์และมีค่าที่จะทาให้เกิดการตื่นตัวโดยเฉพาะด้านการเรียนการสอนที่จะนาไปสู่ การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมที่พึงประสงค์ของเด็ก ดังนั้นนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ควรได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการนานวัตกรรมมา ใช้ (อารี สัณหฉวี. 2537 : 166) นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบันได้เผยแพร่มายังประเทศไทยหลาย เรื่อง อาทิเช่น หลักสูตรไฮ / สโคป การศึกษาวอลดอร์ฟ หลักสูตรใยแมงมุม การสอน ภาษาแบบธรรมชาติ การสอนแบบโครงการการสอนแบบมอนเตสซอรี่ การใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน และการประเมินผลโดยการใช้พอตโฟลิโอ เป็นต้น 2. หลักสูตรไฮ / สโคป หลักสูตรไฮ / สโคป (High / Scope Curriculum) เป็นหลักสูตรที่เดวิด ไวคาร์ท (Darid Weikart) และแมรี่ โฮเมน ก่อตั้งขึ้นมา หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่เน้นพุทธิปัญญา (Cognitively Oriented Curriculum) หรือกระบวนการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ที่ใช้พื้นฐาน ทฤษฎีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget) ประกอบด้วยหลักการสาคัญ คือ (ประอร อิศรเสนา ณ อยุธยา. 2542 : 19) 1) การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Active Learning) หรือการเรียนรู้ด้วยการกระทาของ เด็กระหว่างเด็กต่อครูเด็กต่อเด็กและเด็กต่อวัตถุสิ่งของหรือสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็น ประสบการณ์โดยตรงของเด็ก 2) พัฒนาการทางสติปัญญาเกิดขึ้นตลอดเวลา
  • 7.
    303 3) เด็กเกิดการพัฒนาทางด้านสติปัญญาจากการกระตุ้นภายใน “เพียเจท์” เชื่อว่าการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยในการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก การเรียนรู้เชิงปฏิบัติเป็นขั้นตอนการปรับตัวของเด็กให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเด็กเรียนรู้จาก การค้นหาการเรียนกิจกรรมการมีปฏิกิริยาหรือกระทากับคนหรือวัตถุซึ่งก่อให้เกิด ความคิด การแก้ปัญหาการตัดสินใจ ตลอดจนการเล่นซึ่งเป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดในชีวิตของ เด็ก การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรไฮ / สโคป จะเน้นการส่งเสริมเด็กให้เขาได้ ทาในสิ่งที่เขาสนใจหรือในสิ่งที่เขาคิดและได้รับการฝึกฝนด้านสติปัญญาและความสามารถ ของร่างกาย โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมมือกับเพื่อนและคณะในการวางแผน การทางาน เป็นกลุ่มตลอดจน ส่งเสริมให้เด็กประสบผลสาเร็จในชีวิต การจัดการเรียนการสอนแบบ ไฮ / สโคป จึงองค์ประกอบการเรียนรู้ที่ครูจะต้องจัดทา 6 ประการ คือ (ประอร อิศร เสนา ณ อยุธยา. 2542 : 22 – 26) 1. การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ หัวใจสาคัญของการสอนแบบไฮ / สโคป คือ การเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นให้ เด็กมีประสบการณ์ตรงในการเรียน เด็กได้ค้นหาสารวจสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จับต้องเปลี่ยนแปลงและประกอบวัสดุสิ่งของเข้าด้วยกัน มีโอกาสเลือกวัสดุอุปกรณ์ กิจกรรมและจุดประสงค์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง หัดใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ทาให้เด็กได้ใช้ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กในการเรียนและเรียนรู้ถึงความต้องการของตนเอง เด็กจะเกิดการเรียนรู้เชิงปฏิบัติได้ด้วยการลงมือทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง รวมทั้ง การสารวจค้นหาตลอดจนได้กระทาระหว่างเด็กต่อเด็ก เด็กต่อผู้ใหญ่ และเด็กต่อวัสดุ อุปกรณ์ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดพัฒนาการในด้านสติปัญญา ดังนั้นในการจัดการเรียน การสอนสาหรับเด็กแบบไฮ / สโคป จึงต้องมีวัสดุอุปกรณ์หลากหลายไว้ให้เด็กแต่ละคนได้ ใช้เด็กได้จับต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ เด็กมีโอกาสเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์คิดว่าจะใช้ทาอะไร ได้ สนทนากับเพื่อนครู สามารถเลือกใช้คาพูด เกิดพัฒนาการทางภาษา ครูและเพื่อนทั้งหญิง และชายช่วยสนับสนุนเด็กในการคิดและการทากิจกรรมหรือทาสิ่งต่าง ๆ ของเด็ก หลักการสาคัญเด็กต้องสามารถวางแผน (Plan) ปฏิบัติการ (Do) และทบทวนงาน (Review) ของตนในการเรียนทุกครั้ง ซึ่งในกระบวนการสอน ครูต้องเข้าใจและมีความรู้ เกี่ยวกับพัฒนาการของนักเรียนในแต่ละวัย จัดห้องเรียนให้สะท้อนถึงการจัดการเรียน การสอนให้เหมาะสมกับพัฒนาการของนักเรียนในแต่ละวัย มีมุมต่าง ๆ ในห้องที่เหมาะสม วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนตามตารางกิจวัตรประจาวัน (Plan – Do - Review) ครู ต้องเรียนรู้และใช้ประสบการณ์หลักว่าต้องการให้นักเรียนรู้อะไรบ้างจัดกิจกรรมโดย
  • 8.
    304 ประเมินความสามารถของนักเรียนว่าต้องการหรือยังขาดเนื้อหาในข้อใดบ้างพยายามจัด กิจกรรมการสอนให้ครบใน ทุกข้อ การเรียนเป็นกลุ่มย่อยมีประสิทธิภาพมากกว่าการเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ นักเรียนได้ มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนตลอดจนได้ลงมือปฏิบัติใช้วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นการง่าย สาหรับครูในการทาบันทึกสั้นครูต้องทบทวนการจัดการและการวางแผนกิจวัตรประจาวัน โดยใช้การประเมินผลจากแฟ้มสะสมงาน 2. หลักการจัดห้องเรียน 2.1 จัดมุมสาหรับทากิจกรรม อย่างน้อยควรมี 5 มุม จัดแบ่งมุมให้เรียบร้อยอาจ ใช้พรมหรือเทปแบ่งเขตมีมุม เช่น มุมศิลปะ มุมบ้าน มุมหนังสือ มุมไม้บล็อก มุมต่อหรือ ประดิษฐ์สิ่งของชิ้นเล็กๆเช่นโลโก้ มุมหนังสือมุมคอมพิวเตอร์ โดยตั้งชื่อมุมต่าง ๆให้นักเรียน ได้ทราบอาจเป็นภาพหรืออักษรก็ได้ 2.2 มีวัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายและน่าสนใจสาหรับนักเรียน ถ้านักเรียนรู้สึก เบื่อกับมุมบางมุม ครูมีเทคนิคในการทาให้มุมน่าสนใจขึ้น เช่น อาจเพิ่มผ้ากันเปื้อนที่ มุมบ้าน 2.3 จัดมุมต่าง ๆ และจัดวัสดุอุปกรณ์อย่างมีระบบ อุปกรณ์ต่าง ๆ มีที่เก็บ เหมาะสมอยู่ในระดับสายตาของเด็ก ปลอดภัยสาหรับเด็กมีป้ายบอกว่าเก็บอะไรไว้ที่ไหน เช่น ที่ลิ้นชักใส่กรรไกร อาจมีภาพกรรไกรหรือคาว่ากรรไกรและอยู่ที่ลิ้นชัก เด็กจะได้รู้ควร เอากรรไกรมาจากที่ใดและเก็บไว้ที่ใดเมื่อใช้เสร็จ 3. ตารางกิจวัตรประจาวัน ตารางกิจวัตรประจาวันมีความสาคัญเด็กมาก เพราะช่วยให้เด็กรู้จักวางแผน การทางานรู้จักตัดสินใจว่าตนเองจะทาอะไร ซึ่งเป็นการฝึกระเบียบวินัยให้กับเด็กมาก ทั้ง ยังช่วยให้ครูง่ายต่อการจัดกิจกรรม การจัดกิจวัตรประจาวันอย่างสม่าเสมอเด็กจะเรียนรู้ในการจัดตารางเวลา การทางานของตนเอง ตารางการเรียนการสอนประกอบด้วยกิจกรรมที่ครูต้องกระทา 7 ช่วง คือ 3.1 ช่วงทักทาย อาจใช้กิจกรรมวงกลมในการแบ่งปันประสบการณ์การเล่า นิทานหรือบอกข่าวสารเล่าเรื่องราวระหว่างเด็กบอกเด็กหรือครูบอกข่าวเด็ก 3.2 ช่วงวางแผน ใช้เวลา 5 – 10 นาที ครู 2 คน ต่อเด็ก 2 กลุ่ม โดยครูจะ สนับสนุนให้เด็กคิดแล้วบอกว่าจะทาอะไรในช่วงกิจกรรม ถ้านักเรียนบอกไม่ถูกอาจเดินไป ชี้ให้เด็กเลือกรูปกิจกรรมหรือวาดออกมาเป็นภาพ
  • 9.
    305 3.3 ช่วงกิจกรรมการทางาน ใช้เวลา45 นาที เด็กได้เรียนรู้โดยการกระทา กิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนเองได้เลือกทาตามความต้องการของตนเอง ซึ่งเด็กจะทาสิ่งที่ตนเอง ชอบได้ดีกว่าการเรียนโดยการที่ครูบังคับ ถ้าเด็กทากิจกรรมซ้า ๆ กัน ครูอาจแนะนาว่าให้ ลองทาอย่างอื่นบ้างในช่วงทากิจกรรมเด็กจะได้พูดคุยด้วยกันทางานร่วมกันก่อให้เกิด พัฒนาการทางสติปัญญา กิจกรรมที่ทาอาจ ได้แก่ตัดกระดาษ ประดิษฐ์ ทดลอง คอมพิวเตอร์ ต่อไม้บล็อก ครูมีหน้าที่สังเกต ซักถาม แนะนาและจดบันทึกสั้น 3.4 ช่วงเก็บงานและทาความสะอาด เด็กต้องเรียนรู้ที่จะเก็บทุกอย่างให้เป็น ระเบียบ ครูจะให้เวลาโดยบอกล่วงหน้า 5 นาที เป็นต้น 3.5 ช่วงทบทวน เป็นการช่วยเด็กสะท้อนความคิดกระตุ้นความทรงจา และเป็น การประเมินต่อตนเองของเด็ก เด็กอาจออกมารายงานหน้าชั้นให้เพื่อนฟังถึงสิ่งที่ตนเองทา หรือบอกผลงานของตนเองว่าเป็นอย่างไร ถ้าเด็กเป็นจานวนมากอาจบอกกันในกลุ่มย่อย หรือบอกสลับวันกันเมื่องานของตนสาเร็จก็ได้ 3.6 ช่วงอาหารว่าง ในช่วงนี้อาจรวมกับช่วงทบทวนและให้เด็กบอกว่าได้ทาอะไร ไป ผลงานตนเป็นอย่างไร เมื่อเด็กรับประทานอาหารเสร็จก็ควรเรียนรู้ในการรักษา ความสะอาด 3.7 ช่วงกิจกรรมวงกลม ในช่วงนี้ครูอาจให้นักเรียนท่องกลอนหรือร้องเพลง เล่นเกม หรือเลือกหัวหน้า 4. ประสบการณ์หลัก เนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอนแบบไฮ / สโคป ไม่มีหน่วยการสอนและไม่ กาหนดหัวข้อที่ต้องเรียนครูใช้ประสบการณ์หลัก (Key experiences) ซึ่งหมายถึง ประสบการณ์ที่กาหนดอย่างมีจุดประสงค์ เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมซึ่งเป็นการเรียนรู้ เชิงปฏิบัติการเนื้อหาและ หลักสูตรแยกเป็นประสบการณ์หลักรายวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษา การอ่านออกเขียนได้ วิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหว และอื่น ๆ ตัวอย่าง เช่น ครูสอนเรื่องพืช กิจกรรม คือ การสังเกต แยกและนับเมล็ดพืชและบันทึกโดยการวาดภาพและ เขียน ประสบการณ์หลัก คือ การแสดงถึงสิ่งที่สร้างสรรค์ และเลียนแบบสิ่งที่อยู่ในชีวิต จริงรู้จักและชี้บ่งสิ่งของต่าง ๆ ได้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า ด้วยการวาดรูปและระบายสี การจัดประสบการณ์หลักจะต้องเน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการคู่กับ การสอนเชิงปฏิบัติการที่นักเรียนสามารถวางแผนและเลือกกิจกรรมเพื่อโยงเข้าหา ประสบการณ์ที่ครูกาหนดให้เรียนได้ประสบการณ์หลักที่ครูจัดให้กับเด็กแต่ละ
  • 10.
    306 ประสบการณ์จะต้องสังเคราะห์มาจากทักษะ เนื้อหา และขั้นตอนพัฒนาการทางสติปัญญา ที่ครูต้องสามารถให้ผู้ปกครองทราบได้ว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้อะไรครูจะจัดการสอน อย่างไร และผู้ปกครองจะนาไปสอนที่บ้านให้แก่บุตรหลานได้อย่างไรด้วย 5. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน ในขณะดาเนินการเรียนการสอน ครูสนับสนุนและเพิ่มเติมเสริมต่อการเรียนรู้ของ นักเรียนด้วยการสนทนาเชิงวิชาการ ครูพูดชี้แนะให้นักเรียนคิดและอธิบายในสิ่งที่นักเรียน ไม่เข้าใจสนับสนุนให้นักเรียนรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง ในการเรียนการสอนทั่วไปครูจะเป็น ผู้นาในการสอน แต่การสอนแบบไฮ / สโคป ครูจะให้โอกาสนักเรียนได้แสดงออกในด้าน ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นตลอดจนช่วยนากิจกรรมต่าง ๆ ครูจะทาหน้าที่เพียงเป็นผู้สร้าง บรรยากาศการเรียนรู้ทางสังคมให้เป็นไปในแง่บวก แง่ดี และจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ ตาม ความสนใจโดยคานึงถึงพัฒนาการและความแตกต่างระหว่างบุคคลเช่นการจัดวัสดุ อุปกรณ์และสิ่งแวดล้อมให้นักเรียนได้เรียนอย่าง เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของ นักเรียนในลักษณะของการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ 6. การประเมินผล 6.1 ครูทาบันทึกสั้น (Anecdotal Note) เรื่องราวและเหตุการณ์ประจาวัน เกี่ยวกับความก้าวหน้าและปัญหาของนักเรียนแต่ละคนทุกวัน แล้วรวบรวมเรื่องราวของ นักเรียนแต่ละคนว่ามีพัฒนาการเป็นอย่างไร 6.2 การเก็บตัวอย่างงานที่นักเรียนได้ทาลงในแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เพื่อ จะได้ทราบความก้าวหน้าในพัฒนาการของนักเรียนในด้านต่าง ๆการแสดงออกของ นักเรียนรวมทั้งได้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนอกจากนี้แฟ้มงานยังสะท้อนถึง ความเป็นตัวของตัวเองของนักเรียนแต่ละคน และเป็นสื่อกลางให้เกิดความร่วมมือระหว่าง ผู้ปกครองนักเรียน และครู 6.3 ประเมินผลโดยใช้ประสบการณ์หลัก (Key Experiences) เป็นแนวทาง 6.4 การประเมินผลและการวางแผนตารางประจาวันของครู 3. การศึกษาแบบวอลดอร์ฟ การศึกษาวอลดอร์ฟ (Waldrolf Education) เป็นการจัดการศึกษาตามแนวคิดของ รูดอล์ฟสไตเนอร์เขาตั้งโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกขึ้นในปี ค.ศ. 1919 ที่สตุทการ์ด เยอรมนี แนวคิดของเขาผ่านการพิสูจน์และเรียนรู้มาตลอดระยะเวลายาวนาน จนถึง ปัจจุบันมีโรงเรียน วอลดอร์ฟอยู่ทั่วโลก (มาร์จอรี่ สบ็อค. 2539 : 4) การศึกษาวอลดอร์ฟ มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
  • 11.
    307 1. แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ รูดอร์ฟ สไตเนอร์อุทิศตนเองในการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของ มนุษย์โดยการสังเกตด้วยตนเอง และได้สรุปว่า มนุษย์มิได้เป็นเพียงผลิตผลโดยบังเอิญของ เอกภพอันไร้จิตซึ่งทาหน้าที่อย่างกลไก เขามองเห็นจิตวิญญาณในตัวมนุษย์เห็นว่ามันมี ส่วนร่วมในชีวิตและวิวัฒนาการของจักรวาลแห่งจิตวิญญาณโดยแก่นแท้ โลกแห่งสสาร วิวัฒนาการขึ้นมาจากจักรวาลนี้เอง เขาเชื่อว่าจิตวิญญาณและกายจะต้องดารงอยู่คู่กัน โดยจิตวิญญาณจะเข้าสู่กายอย่างช้า ๆ ทีละเล็กละน้อยค่อย ๆ ก่อรูปให้กายเป็นเครื่องมือ ที่สมบูรณ์ของจิตวิญญาณ เขาเห็นว่ากระบวนการนี้เต็มไปด้วยความยุ่งยากสลับซับซ้อน เสียจนผู้ที่จะเข้าใจได้จะต้องพัฒนาพลังแห่งการสังเกตขึ้นทั้งแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์และ ศิลปะ ดังนั้นในความหมายของรูดอร์ฟสไตเนอร์ การศึกษาจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ใน การปูทางสู่ปัญหาทางการศึกษาทุกข้อ เขาจึงพูดราวกับผู้ที่มีความเป็นนักคิดศิลปิน นักจิตวิทยา และนักสรีรวิทยา ผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์อยู่ในตัวคนเดียว เขาพูดถึง มนุษย์อย่างทั่วด้านเสมอ พูดถึงจิตวิญญาณ จิตใจ และรูปกาย เขาเห็นว่าการศึกษาคือ วิถีทางที่สามารถช่วยให้จิตวิญญาณซึ่งมาจุติอย่างช้า ๆ ประสานกลมกลืนไปกับกายใน ระดับที่ปรารถนาได้ และการที่จิตวิญญาณครองความเป็นใหญ่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของ การเจริญวัยทางกาย ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแปลงทางกายจึงกลายเป็นเงื่อนงาที่แสดงถึง พัฒนาการของเด็ก (มาร์จอรี่ สป็อค. 2539 : 21 – 23) รูดอร์ฟ สไตเนอร์ แบ่งช่วงพัฒนาการของมนุษย์เป็น 3 ช่วงระยะ คือ 1.1 ช่วงระยะที่ 1 เป็นช่วงระยะก่อนที่ฟันแท้จะขึ้น (แรกเกิด – 7 ขวบ) เมื่อ ทารกคลอดออกมา ความประทับใจจากรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส พากันพรั่งพรูเข้า สู่ประสาทซึ่งตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้าของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไป สัดส่วนร่างกายของเด็กยัง เป็นสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมเพราะระบบในร่างกายคือระบบย่อยอาหารและการเจริญเติบโต ของแขนขา เพื่อสร้างรูปกายกาลังพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาต่อไป ในระยะ 3 ปีแรกของชีวิตพลังทางจิตวิญญาณทั้งหมดของเด็กถูกมอบให้กับความพยายามที่จะเปลี่ยน มนุษย์จากทารกที่ช่วยตัวเองไม่ได้ไปสู่เด็กที่เดินตัวตรงและสะท้อนความรู้สึกนึกคิดออกมา เป็นคาพูดที่รู้เรื่อง เด็กเป็นเหมือนองคาพยพรับสัมผัส (Sene organ) ซึ่งเปิดรับความฝัง ใจที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ว่าจะดีหรือร้าย โดยไม่สามารถดึงตัวเองให้พ้นจากความฝังใจ เหล่านั้นเลย เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเพราะ การเลียนแบบเป็นความพยายามที่จะเข้าใจและ ซึมซับสาระจากสิ่งรอบตัว 1.2 ช่วงระยะที่ 2 อายุ 7 – 14 ปี ระบบในร่างกายกาลังพัฒนาคือระบบ การหายใจ และการเต้นของหัวใจเพื่อสร้างพื้นอารมณ์ เด็กมีจินตนาการสูง และชื่นชอบ
  • 12.
    308 ความแตกต่างในธรรมชาติ เช่น กลางวัน– กลางคืน ฝนตก – แดดออก เด็กชอบฟัง นิทานเพ้อฝันในช่วงนี้จึงจัดได้ว่าเป็นช่วงของพัฒนาการด้านความรู้สึกและความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ 1.3 ช่วงระยะที่ 3 อายุ 14 – 21 ปี เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว เด็กจะไม่ใช่ นักฝันที่มองโลกรอบตัวในลักษณะจินตนาการอีกต่อไป เด็กจะพัฒนาความคิดของเด็กจะ ถูกพัฒนาผ่านการศึกษาที่มีรูปแบบเป็นทางการ (Formal Education) 2. การจัดกิจกรรมสาหรับเด็กปฐมวัย รูดอร์ฟ สไตเนอร์ เสนอแนะการจัดกิจกรรมสาหรับเด็กปฐมวัยว่า จะต้องแปล เนื้อหาสาระจากอาณาจักรแห่งพลังเจตจานง (Will) อยู่ตลอดเวลาการเรียนรู้ของเด็กควร เกิดจากการสังเกต ซึมซับ และสร้างสรรค์การกระทาขึ้นมาใหม่โดยการเลียนแบบ การจัด กิจกรรมให้แก่เด็กควรเป็นกิจกรรมที่เกิดจากความต้องการทาหรือเข้าร่วมลงมือทาสิ่งหนึ่ง สิ่งใดที่เด็กได้เห็นคนอื่นทาต่อหน้า เช่น ก่อนที่เด็กจะเริ่มระบายสี เด็กต้องได้เห็นผู้ใหญ่จับ พู่กัน จุ่มสี แล้วแต่งแต้มสีสันลงบนกระดาษ หลักจากที่เด็กเฝ้าดูกิจกรรมนั้นแล้ว เด็กก็จะ อยากจะลงมือทาเองโดยไม่ต้องการคาอธิบายจากผู้ใหญ่ การจัดกิจกรรมตามแนวคิดนี้ต้องจัดให้มีความสมดุลระหว่างการเล่นอิสระกับ กิจกรรมกลุ่ม เพราะเด็กจะได้พัฒนาความคิดริเริ่มของเด็กเองควบคู่ไปกับการคลาย การยึดติดกับตัวมากเกินไปและได้รับประสบการณ์อันสนุกสนานจากการรวมกลุ่ม กิจกรรมในโรงเรียน วอลดอร์ฟจึงมีทั้งกิจกรรมศิลปะ กิจกรรมการเล่านิทาน กิจกรรม ดนตรี กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะที่เรียกว่ายูริธมี (Eurythmy) ยูริธมี ก็คือศิลปะ แห่งการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะที่แสดงออกในรูปดนตรีหรือบทกวีง่าย ๆ การจัดกิจกรรมจะมีการวางแผนการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย โดยการจัดตาราง กิจกรรมให้มีกิจกรรมต่าง ๆ สลับกันไปในแต่ละวัน แต่อย่างไรก็ตามตารางที่กาหนดไว้นี้ ไม่จาเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจนเกินไปเพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม ความเหมาะสมการจัดการศึกษาสาหรับเด็กวัยนี้ควรยึดหลักต่อไปนี้ (บุษบง ตันติวงศ์. 2542 : 30) 2.1 การทาซ้า (Repetition) เด็กควรได้มีโอกาสทาสิ่งต่าง ๆ ซ้าแล้วซ้าเล่าจน การกระทานั้นซึมลึกลงไปในกายและจิตจนเป็นนิสัย 2.2 จังหวะเวลาที่สม่าเสมอ (Rhythm) กิจกรรมในโรงเรียนต้องเป็นไปตาม จังหวะเวลาที่สม่าเสมอเหมือนลมหายใจเข้า – ออกยามจิตใจสงบและผ่อนคลายเด็กจะได้ รู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
  • 13.
    309 2.3 ความเคารพและการน้อมรับคุณค่าของทุกสิ่ง กิจกรรมและสื่อธรรมชาติที่ จัดให้เด็กเพื่อให้เด็กเคารพและเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เกื้อหนุนชีวิตมนุษย์ ความเคารพ และน้อมรับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จะเป็นแก่นของจริยธรรมตลอดชีวิตของเด็ก 3. การจัดสภาพแวดล้อม เด็กยิ่งเล็กเท่าไรก็ยิ่งเป็นอิสระจากการพึ่งพาสภาพแวดล้อมได้น้อยเท่านั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเด็กมีผลต่อพัฒนาการของเด็กไม่ทางใดทางหนึ่ง จากแนวความเชื่อ ดังกล่าว รูดอล์ฟ สไตเนอร์ จึงให้ความสาคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเป็น พิเศษ เขาเสนอว่าอาณาบริเวณโรงเรียนควรประกอบไปด้วยส่วนที่อยู่ในร่มและกลางแจ้ง บริเวณในร่มควรเป็นที่ที่มีแสงสว่างทั่วถึง ควรทาสีห้องด้วยสีอ่อน ๆ ไม่จาเป็นต้องติด วอลเปเปอร์ เพราะลายของวอลเปเปอร์จะทาให้เด็กเบื่อหน่ายที่ไม่ได้ใช้จินตนาการ ส่วน บริเวณกลางแจ้งควรจัดที่ให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสนาม และควรจัดสื่อวัสดุอุปกรณ์ดังนี้ 3.1 อุปกรณ์ภายในห้องเรียน ภายในห้องเรียนควรมีอ่างล้างมือขนาดใหญ่พอที่ เด็กจะจุ่มกระดาษวาดเขียนลงไปได้ทั้งแผ่น มีช่องเก็บของสาหรับเด็กแต่ละคน สื่อการเรียนหรือของเล่นที่จัดให้แก่เด็ก ควรเป็นสิ่งของจากธรรมชาติ เช่น ไม้ ดินเหนียว เป็นต้น เมื่อเด็กได้เล่นของเล่นที่ทามาจากวัสดุธรรมชาติ จะทาให้เด็กเกิดความผูกพันกับ ต้นกาเนิดแหล่งที่มาดั้งเดิมของสิ่งเหล่านั้น สไตเนอร์เชื่อว่าของเล่นที่มีความสมบูรณ์น้อย แต่ชี้ช่องทางในการเล่นจนได้มากย่อมมีคุณค่าทางการศึกษามากกว่าของเล่นที่ประณีต มี รายละเอียดครบหมดทุกอย่างโดยไม่เหลืออะไรให้เด็กจินตนาการเอาเองเลย นอกจาก ของเล่นแล้วยังมีการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทางานศิลปะ เช่น กระดาษวาดเขียน พู่กันและสีชนิดต่าง ๆ เป็นต้น 3.2 อุปกรณ์กลางแจ้ง ควรประกอบไปด้วยเครื่องเล่นสนามชนิดต่าง ๆ บ่อทราย รถเข็น อุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องมือทาสวน เป็นต้น การศึกษาวอลดอร์ฟมาจากพื้นฐานด้วยจิตวิญญาณที่ให้ความสาคัญแก่ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา พ่อแม่และครูมีหน้าที่ทาตนเป็น แบบอย่างที่ดี และจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสาหรับการเลียนแบบ เด็กควรมีโอกาสได้ เลียนแบบในสิ่งที่มีคุณค่าและค้นคว้าสร้างสรรค์ จึงเป็นการไม่เหมาะสมที่จะสอน การเขียน การอ่าน และคณิตศาสตร์ในช่วงวัยนี้การศึกษาวอลดอร์ฟจึงไม่มีการทดสอบ เพราะ สไตเนอร์ เชื่อว่า การทดสอบไม่มีคุณค่าทางการศึกษา และสิ่งที่การศึกษาวอลดอร์ฟ แตกต่างจากการศึกษาแบบอื่น ๆ อีกประการหนึ่งก็คือการให้ครูผู้สอน ติดตามเด็กกลุ่มที่ รับผิดชอบไปตลอดระยะเวลา 7 ปี จนกระทั่งเมื่ออยู่ในช่วงสุดท้ายจึงจะมีการเสริม
  • 14.
    310 ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขาเข้าไปเท่านั้น (John MartinRich. 1992 : 102 อ้างถึงใน วรนาท รักสกุลไทย. 2536 : 183 - 184) 3. หลักสูตรใยแมงมุม ใยแมงมุม (Web) เป็นลักษณะหนึ่งของการเขียนผังมโนทัศน์ที่เน้น การกระจาย เนื้อหาหลักไปสู่เนื้อหารองที่สัมพันธ์กันตามลักษณะมโนทัศน์ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Mind mapping หรือ Spidergram (มนัส บุญประกอบ. 2542 อ้างถึงใน กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 25) วิธีการสร้างข่ายใยแมงมุมเป็นวิธีการหนึ่งที่นามาใช้ในการจัดสร้างหลักสูตร สาหรับเด็กปฐมวัย เพราะการสร้างข่ายใยแมงมุมหลักสูตร จะทาให้ครูเห็นภาพทัศน์เนื้อหา และกิจกรรมการสอนได้ชัดเจน นักการศึกษาปฐมวัยใช้การสร้างข่ายแมงมุมหลักสูตรเป็น วิธีการกาหนดเรื่องที่จะสอนเด็กให้ตรงกับความต้องการและความสนใจของเด็กเป็นอันดับ แรก รองลงมาใช้เพื่อตรวจสอบความครอบคลุมของกิจกรรมการเรียนว่าสอดคล้องกับ กิจกรรมประจาวันและส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านอย่างแท้จริงตามจุดประสงค์ของ การศึกษา (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 25) หลักสูตรใยแมงมุมจึงเป็นหลักสูตรที่มี แนวคิดในการจัดประสบการณ์โดยใช้ การบูรณาการเนื้อหาสาระและทักษะกระบวนการซึ่งมี ลักษณะหลักสูตรและวิธีการสร้าง ดังต่อไปนี้ 1. ลักษณะของหลักสูตรใยแมงมุม ครอส (Krogh, 1990 : 87 อ้างถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2538 : 68 - 69) ได้กล่าวถึงลักษณะของหลักสูตรใยแมงมุมพอสรุปได้ดังนี้ 1.1 ลักษณะหลักสูตรครอบคลุมกว้างขวาง (Curriculum Coverage) ตามปกติ แล้ววิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรปฐมวัยมักจะครอบคลุมวิชาต่าง ๆ ที่นักเรียนต้องเรียน คือ ภาษา (Language)การอ่าน (Reading) คณิตศาสตร์ (Mathematics) วิทยาศาสตร์ (Sceince) สังคมศึกษา (Social Studies) ศิลปะ (Art) การเคลื่อนไหวและละคร (Movement and Drama) และดนตรี (Music) ดังนั้น ถ้าครูได้จัดทาหลักสูตรแบบใยแมงมุม จะช่วยให้ครูรู้ ว่าเนื้อหาวิชาใดที่จัดให้เด็กมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ผังของใยแมงมุมช่วยให้มองภาพ ทั้งหมดของการจัดเนื้อหาและกิจกรรม 1.2 ลักษณะหลักสูตรเป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติ (Natural Learning) พัฒนาการของเด็กทางด้านสติปัญญานั้นไม่ได้เรียนรู้เป็นวิชา ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา เด็ก ๆ ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเขา เขาอยากเรียนรู้ในสิ่งที่เขาเห็นเขาได้ยิน และเกิดความรู้สึกต่าง ๆ การปล่อยให้เด็กเรียนรู้ด้วยความต้องการของเขานับเป็นการให้
  • 15.
    311 เด็กเรียนรู้ ตามธรรมชาติดีกว่าการให้เด็กเรียนเป็นวิชา ๆนับว่าเป็นการบังคับเด็กทาให้ ความสนใจในการเรียนรู้ลดน้อย ลงได้ 1.3 ลักษณะของหลักสูตรที่สร้างมาจากพื้นฐานความสนใจของเด็ก (Children’s Interest) การเลือกเนื้อหาให้เด็กเรียนมาจากพื้นฐานความสนใจของเด็กเป็นหลัก ทาให้ เด็กมีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียน 1.4 ลักษณะหลักสูตรเน้นทักษะที่มีความหมายในตัวบริบท (Skills in Meaningful Context) ในการให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจนั้น ควรเน้นการฝึกทักษะควบคู่กันไปด้วย การฝึกนั้นต้องเป็นทักษะที่มีความหมายต่อตัวเด็ก ตัวอย่างเช่น กิจกรรมเรื่องวันหยุดควร ให้เด็กฝึกสะกดตัวที่เกี่ยวกับวันหยุดให้ถูกต้อง ซึ่งดีกว่าบอกเด็กท่องจาคาสะกดจาก รายการในบัตรคา 1.5 ลักษณะหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ที่ไม่สร้างแรงกดดันให้กับครูและนักเรียน เช่น ถ้าสร้างหลักสูตรใยแมงมุมในหน่วยเดือน ธันวาคมโดยครูวางแผนว่าแต่ละข่ายใย (เส้น) วิชาใดต้องมีกิจกรรมอะไรบ้าง ถ้าครูไม่ สามารถทาได้หมด หรือกิจกรรมในวิชาใดขอบข่ายใดไม่เหมาะสมกับเวลาหรือฤดูกาลก็ เลี่ยงได้ไม่จาเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กอาจไปจัดในโอกาสหน้าก็ได้ 1.6 ลักษณะของหลักสูตรเป็นเสมือนเครื่องมือการวางแผน (A Planning Dcvicc) การสร้างหลักสูตรแบบใยแมงมุม ช่วยทาให้ครูสามารถบูรณาการวิชาต่าง ๆ ในการสอน หน่วย นั้น ๆ ได้ การทาข่ายใยเป็นการเตรียมการจัดวางแผนการสอน เนื้อหา กระบวนการ และกิจกรรมได้ชัดเจน โครงสร้างการสร้างข่ายใยไม่ซับซ้อนแต่บรรจุมากด้วยเนื้อหา กระบวนการและกิจกรรม ตัวอย่าง เช่น การสร้างหน่วยการสอนเรื่องเดือนธันวาคม ถ้า พบว่าวิทยาศาสตร์จัดเนื้อหาและ กิจกรรมน้อยเกินไปก็จะช่วยให้ครูสามารถคิดเนื้อหาและ กิจกรรมเพิ่มเติมได้อีกในเวลาที่จะสอนหน่วยนี้ใน 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ซึ่งการวาง โครงสร้างของหลักสูตรใยแมงมุมนี้ไม่ใช่การวางครั้งเดียวแล้วทาสิ้นสุดลงเลย แต่สามารถ จัดวางแผนทาอีกต่อไปได้อีก 2. วิธีการสร้างหลักสูตรใยแมงมุม 2.1 เลือกและคัดหัวเรื่อง (Theme) / ชื่อ / (Unit) โดยหัวข้อเรื่องควรเกี่ยวกับ ชีวิตของเด็กสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้มีโอกาสฝึกทักษะมีแหล่งค้นคว้าเพียงพอ 2.2 ครูและนักเรียนช่วยกันระดมความคิด เลือกหัวข้อต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กันจน ได้หัวข้อเรื่องต่าง ๆ 2.3 เลือกกิจกรรมสนองตอบต่อเนื้อหา
  • 16.
    312 2.4 ตัวอย่างของหัวข้อ (หน่วยการเรียน)ที่จัดขึ้นโดย เคทส์ และ ชาร์ค (Brewer , 1992 : 136 อ้างถึงใน วรนาท รักสกุลไทย, 2537 : 175) แยกออกเป็นกลุ่มๆคือ 1) ตัวเด็ก เช่น บ้าน เด็กเล็ก ครอบครัว อาหาร โรงเรียน รถโรงเรียน รายการโทรทัศน์ของเล่นและเกม 2) ชุมชนท้องถิ่น ประชากร โรงพยาบาล ร้านค้า แหล่งก่อสร้าง การขนส่ง มวลชน ตลาด 3) เหตุการณ์ในท้องถิ่น เช่น งานวัด งานประจาปี วันสาคัญทางศาสนา 4) สถานที่ เช่น แม่น้า เชิงเขา ทะเลสาบ 5) เวลา เช่น นาฬิกา ฤดูกาล ปฏิทิน เทศกาล 6) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น อากาศ น้า ลม พืช หิน 7) มโนทัศน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เช่น ตรงกันข้าม สี ความสมบูรณ์ รูปแบบ 8) ความรู้ทั่วไป เช่น เรือ ทะเล 9) เบ็ดเตล็ด เช่น หมวก รูปสุนัข 3. ตัวอย่างหลักสูตรใยแมงมุม การสร้างข่ายใยแมงมุมหลักสูตรเป็นการกระจายเรื่องใหญ่สู่เรื่องย่อยเพื่อเชื่อมโยง องค์ประกอบเนื้อเรื่องที่มีอยู่ด้วยการเริ่มต้นกระจายเรื่องใหญ่หรือเนื้อหาหลักไปสู่เนื้อหา รองที่เป็นส่วนประกอบย่อย ตัวอย่างเช่น เรื่องหลักคือต้นไม้ ถ้าเด็กปฐมวัยจะเรียนเรื่อง ต้นไม้ครูจะสอนอะไรบ้าง ข่ายใยแมงมุมหลักสูตรจะบอกให้ครูทราบว่าจะสอนอะไรดัง ตัวอย่าง (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 27) ภาพที่ 2 ต้นไม้ ส่วนประกอบของต้นไม้ ผล กินไม่ได้กินได้ ราก ดอก ใบ ลักษณะ สี การเจริญเติบโตการอนุรักษ์ ประโยชน์ ปลูกป่า ไม่ตัด ทำลำย ป้องกัน ไฟป่ำ ร่มเงา สร้างบ้านยากิน แสงแดด น้า ดิน ปุ๋ย
  • 17.
    313 ภาพที่ 2 ตัวอย่างหลักสูตรใยแมงมุม ที่มา(กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2543 : 27) 4. การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) การสอนภาษาแบบธรรมชาติ หรือการสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language Approach) เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เสนอแนวคิดใหม่ในการสอนภาษา เกิดจาก ความพยายามของนักการศึกษาและ นักภาษาศาสตร์ มองเห็นปัญหาการเรียนรู้ภาษา ของเด็ก ซึ่งเกิดจากการสอนที่ครูมุ่งเน้นสาระทางภาษาเป็นหลัก ทาให้การเรียนการสอน ไม่น่าสนใจ ไม่เป็นไปตาม ธรรมชาติคือ ไม่เหมาะกับวัย ความสนใจและความสามารถ ของเด็ก และเมื่อคานึงถึงประโยชน์ที่เด็กจาเป็นต้องใช้ภาษาในการเรียนรู้และสื่อสารใน ชีวิตจริงพบว่าการสอนภาษาแบบเดิม (Traditional approaches) ไม่เน้นความสาคัญของ ประสบการณ์และภาษาที่เด็กใช้ในชีวิตจริง จึงไม่ได้ให้โอกาสเด็กเรียนรู้ภาษาและใช้ภาษา เพื่อสื่อสารอย่างมีความหมายเท่าที่ควร (ภรณี คุรุรัตนะ. 2542 : 85) แนวคิดเกี่ยวกับการสอนภาษาแบบธรรมชาติก็คือถ้าเด็กได้อ่านเขียนเช่นเดียวกับที่ เด็กหัดพูด เด็กจะไม่เกิดความเครียด เพราะวิธีการที่เด็กหัดพูดเกิดจากการที่เด็กพัฒนา จากพูดอ้อแอ้จากนั้นพูดเป็นคาๆ 2 – 3 คา แล้วจึงค่อยพูดประโยคยาว ๆ ที่มีคาศัพท์และ โครงสร้างไวยากรณ์คล้ายคาพูดของผู้ใหญ่เด็กเรียนรู้คาศัพท์หลายพันคาได้อย่าง เหมาะสมก่อนที่เด็กจะเข้าโรงเรียน ดังนั้นในการหัดอ่านเขียน ครูควรเปิดโอกาสให้เขาหัด อ่านเขียนโดยการสังเกตและใช้คาพูดตามความมุ่งหมาย การสอนภาษาแบบธรรมชาติจึง มุ่งให้เด็กอ่านเขียนเพื่อสื่อความหมาย โดยแนะนาให้เข้าใจการใช้ภาษาในสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่เขาประสบในชีวิตประจาวัน และจัดสภาพแวดล้อมและ กิจกรรมในห้องเรียนที่ เปิดโอกาสให้เด็กหัดอ่านเขียนจากภาษาที่เขาเห็นรอบตัว ทาให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาใน หลาย ๆ สถานการณ์ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้องค์ประกอบย่อยของ ภาษา เช่น ตัวสะกดและไวยากรณ์ที่ถูกต้อง เมื่อเขาจาเป็นต้องสื่อความหมายให้ทุกฝ่าย เข้าใจตรงกัน ในลักษณะนี้เองที่เด็กจะได้เรียนรู้ว่าองค์ประกอบย่อย ๆ ของภาษาสัมพันธ์ กับความหมายโดยรวมซึ่งเป็น เป้าหมายของผู้สื่อภาษาว่าต้องการสื่อสารอย่างไร 1. หลักการพื้นฐานการสอนภาษาแบบธรรมชาติ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2538 : 75 – 77) กล่าวถึงแนวการสอนภาษาแบบ ธรรมชาติว่ามี หลักการและแนวทางในการสอนเด็กดังนี้
  • 18.
    314 1. เด็กมีโอกาสได้ใช้ภาษาอย่างเต็มที่ การสอนภาษาแบบธรรมชาตินี้เปิดโอกาสให้ เด็กมีส่วนร่วมทากิจกรรมเกี่ยวกับการใช้ภาษาอย่างเต็มที่ ตอบสนองตรงตามจุดมุ่งหมาย แนวความคิดการเรียนการสอนภาษาไปพร้อม ๆ กันทั้งระบบ เด็ก ๆ มีโอกาสใช้ภาษาและ เห็นเป็นจริงว่า ในชีวิตประจาวันของเขาภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตั้งคาถาม การอธิบาย การสร้างและสื่อจินตนาการ การเล่นบทบาทสมมุติ การสะท้อนแสดง ความเข้าใจกับคนอื่น ๆ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ 2. ภาษาพูดมีความสาคัญ เป็นพลังพื้นฐานการพัฒนาทางภาษาในลาดับต่อไป การสอนภาษาแบบธรรมชาติมีแนวคิดพื้นฐานเชื่อว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับการรับรู้และมี ประสบการณ์กับภาษา โดยเฉพาะภาษาแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้ คือ ภาษาพูด เด็กเมื่อเริ่มแรก คลอดจากครรภ์มารดาจะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พรั่งพร้อมไปด้วยภาษาพูดจากบุคคล ใกล้ชิด คือ พ่อแม่ พี่น้อง จนขยายวงมาสู่บุคคลในชุมชนและสังคม เด็กจะได้ฟังภาษาพูด ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ฟังนิทาน ฟังเพลงกล่อมเด็ก เพลงปลอบเด็ก ฟังเพลง ฟังบทกลอน บทสนทนาและอื่น ๆ จากสภาพแวดล้อมทางด้านภาษาที่ได้รับเด็ก ๆ ได้เรียนรู้การออก เสียงพูดจากการพูดเป็นคา วลีและประโยคในที่สุด นับเป็นการเรียนรู้ภาษาก่อนที่มา โรงเรียน ดังนั้นในการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ครูควรจัดกิจกรรมภาษาให้สนุกสนานเด็ก เรียนรู้คาศัพท์ใหม่ ๆ แปลก ๆ และประโยคที่สลับซับซ้อน การเรียนภาษาพูดที่เด็กเรียนรู้ มาก่อนนี้ นับเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้การอ่านและการเขียนในลาดับขั้นต่อไป 3. การอ่านเป็นพื้นฐานนาไปสู่กระบวนการคิด ในการสอนภาษาในอดีตและที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันครูมักสอนให้นักเรียนรู้จักโครงสร้างของภาษาเรียนรู้ตั้งแต่พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ นาส่วนต่าง ๆ มาผสมกันอ่านเป็นคา ออกเสียง การเรียนความหมายของคา แล้วนาคาต่าง ๆ มา สร้างเป็นประโยค โดยมีกฎเกณฑ์ต้องให้ถูกตามไวยากรณ์ของภาษา เด็ก ๆ เรียนอย่างไม่สนุกสนานแต่การสอนอ่านตามแบบการสอนภาษาแบบธรรมชาตินั้น เป็นการเตรียมสภาพแวดล้อมทางด้านภาษา ด้วยการให้เด็กหยิบจับต้องสัมผัสหนังสือ อย่างมากมายและกว้างขวาง เด็กสามารถเลือกอ่านได้อย่างสม่าเสมอ เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ รับรู้และเข้าใจโครงสร้างภาษาในที่สุด และจากการอ่านนี้นาเด็กไปสู่ความสามารถ สร้างกระบวนการคิดที่สร้างประโยคขึ้นมาใหม่ได้ นับเป็นพื้นฐานการฝึกทักษะการเขียน ต่อไป 4. การเขียนเป็นทักษะที่พัฒนามาเป็นลาดับขั้นตอนการสอนเขียนแก่เด็กตาม แนวความคิดพื้นฐานของการสอนแบบธรรมชาติจะไม่เป็นทักษะการสอนเขียนที่แยก ออกมาเฉพาะ โดด ๆ อย่างเดียว การสอนเขียนเป็นกระบวนการที่มีความเคลื่อนไหว ควบคู่กับการที่เด็กได้รับประสบการณ์จากการอ่าน การเขียนตัวอักษร คา วลี ประโยค
  • 19.
    315 จากเนื้อหาการอ่านเด็ก ๆ สามารถจาส่วนต่างๆ โดยไม่รู้ความหมายในขั้นแรก ซึ่ง นับเป็นการให้เด็กได้มีทักษะการเขียนโดยไม่มีการบังคับ แต่เป็นพลังอานาจในตัวเด็กที่ อยากเขียนถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาเขียน ซึ่งนาไปสู่ความสามารถเขียนได้ในที่สุด 5. การสอนเขียนและสอนอ่าน เป็นทักษะที่สอนควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน การสอน ภาษาแบบธรรมชาติมีแนวคิดพื้นฐานว่า ในการสอนเขียนและสอนการอ่านเป็นทักษะ การสอนควบคู่กันไปในชีวิตประจาวันการที่เด็กฝึกอ่านคานาไปสู่การที่เด็กสามารถเขียนคา ได้ ซึ่งเด็กสามารถเขียนเป็นเนื้อเรื่องได้ในที่สุด 6. การสอนเป็นหน่วยบูรณาการการจัดหลักสูตรการสอนแบบธรรมชาตินี้เป็น การสอนแบบบูรณาการโดยเป็นการบูรณาการทั้งเนื้อหาและทักษะเด็กๆจะได้รับ ประสบการณ์เห็นความสัมพันธ์ของ เนื้อหาและทักษะต่าง ๆ ที่เรียน เป็นกลไกเคลื่อนไหว ตามธรรมชาติตามความที่เขา สนใจเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังตัวอย่าง เช่น ให้ เด็กเรียนเรื่องปลาในทะเลครูให้ประสบการณ์เด็กด้วยการให้เด็กเห็นภาพทะเล ภาพปลา ฟังนิทานเกี่ยวกับปลา ให้เด็กวาดปลาด้วยสีเทียน พิมพ์ภาพ ฉีกกระดาษปะภาพปลา ฟังบทกลอน โคลง เกี่ยวกับปลาและทะเลให้เด็กร้องเพลงทะเล มีการจัดตู้ปลา พาออกไป นอกสถานที่ดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้า หรือดูปลาที่ตลาดหรือทะเล สนทนาเกี่ยวกับชาวประมง ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการจัดเนื้อหาให้สัมพันธ์กันเปิดโอกาสให้นักเรียนมีโอกาส สารวจคิดค้นพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันช่วยทาให้ขยายความเข้าใจของเด็กให้ กว้างขวางขึ้น เด็ก ๆ มีโอกาสเรียนรู้ว่าการพูดการอ่าน การฟัง การเขียน เป็นเครื่องมือที่ นาไปสู่กระบวนการคิด แล้วถ่ายทอดออกมาทางภาษาและทักษะต่าง ๆ ทางภาษาเกิดขึ้น ไปพร้อม ๆ กัน นับเป็นการเรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความหมายต่อเด็ก 7. บทบาทของครูมีความสาคัญ ถือว่าเป็นหัวใจที่สาคัญที่สุดของการสอนภาษา แบบธรรมชาติ คือ ตัวครู ครูจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัย มีความชานาญ และทักษะในการสอนอ่านและสอนเขียน มีความรอบรู้เรื่องหนังสือ วรรณกรรมของเด็ก เนื้อหา และโครงสร้างหลักสูตรแบบบูรณาการและควรเป็นบุคคลที่มี ความตื่นตัวในเรื่องเกี่ยวกับวรรณกรรมของเด็กการมีปฏิสัมพันธ์การใช้ภาษากับเด็ก การรู้จักจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้พรั่งพร้อมทางด้านภาษาใช้ความรู้สังเกต พัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กพร้อมๆกัน การสอนภาษาแบบธรรมชาติเป็นแนวคิดที่น่าสนใจที่น่าจะนามาสู่วิธีการสอนภาษา ที่เหมาะสมกับเด็ก เนื่องจากการเรียนรู้ภาษามีความหมายกว้างครอบคลุมถึงการเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์ต้องใช้ภาษาเป็นสื่อสาคัญในการแสวงหาและการสร้าง เสริมประสบการณ์ชีวิตโดยตลอด ถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยยังไม่ได้มุ่งเน้นให้เด็ก
  • 20.
    316 อ่านออกเขียนได้ แต่การสอนภาษาแบบธรรมชาติก็เป็นแนวคิดที่สาคัญที่สามารถนามาใช้ กับเด็กปฐมวัยเพราะการสอนที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของเด็กจะเป็นการทาลายความสนใจ และทัศนคติที่ดีของเด็กที่มีต่อภาษาตั้งแต่เขายังอ่านเขียนไม่ได้ 5. การสอนแบบโครงการ วัฒนามัคคสมัน (2517 : 17 - 23) กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง โดยใช้รูปแบบการสอนแบบโครงการ (Project Approach) สาหรับเด็ก ปฐมวัยไว้พอสรุปได้ดังนี้ การสอนแบบโครงการเป็นกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนที่มีความเชื่อ พื้นฐานว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พัฒนาสติปัญญาและทัศนคติขึ้นเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์และ ทางานร่วมกับคนอื่น ๆ กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็กภายใต้บรรยากาศที่เด็กได้รับ การปฏิบัติจากครูอย่างให้เกียรติเคารพความรู้สึกและความคิดเห็นของเด็ก การสอนแบบ โครงการเป็นการสอนที่มุ่งให้เด็กเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของเด็กเองอย่าง ลุ่มลึก โดยผ่านกระบวนการหลักคือ กระบวนการแก้ปัญหาเด็กจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อค้นหาคาตอบด้วยตัวเอง เป็นการสอนที่มุ่งให้เด็กได้เรียนรู้จากการได้ มีประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู้เบื้องต้น 1. วัตถุประสงค์ของการสอนแบบโครงการสาหรับเด็กปฐมวัย การสอนแบบโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในด้านกระบวนการคิด สามารถลงมือปฏิบัติได้ แก้ปัญหาได้ และเห็นคุณค่าในตนเอง 2. ลักษณะรูปแบบการสอนแบบโครงการ การสอนแบบโครงการจะมีลักษณะเฉพาะของกระบวนวิธี โดยเน้นที่ตัวเด็กได้ พัฒนาการเรียนรู้ด้วยความสนใจตนเองร่วมมือกันระหว่างกลุ่มเพื่อน คิดค้นวิเคราะห์ได้ จริง 3. สาระสาคัญของรูปแบบการสอนแบบโครงการ 3.1 สาระหลักของรูปแบบ คือกระบวนการแก้ปัญหา ครูจะใช้กระบวนการ แก้ปัญหาเป็นสาระหลักในการกระตุ้นให้เด็กใช้ตลอดกระบวนการการเรียนการสอน 3.2 สาระที่เป็นเนื้อหาการเรียนรู้ เป็นเนื้อหาตามหัวข้อโครงการที่เกิดจาก ความสนใจจากการเลือกของเด็กแล้วร่วมกันกาหนดเป็นหัวข้อโครงการที่จะศึกษา4. 4. ขั้นตอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
  • 21.
    317 การสอนแบบโครงการ แบ่งเป็น 3ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ ระยะที่ 3 รวบรวมสรุปรายละเอียด ขั้นตอนและกิจกรรมในแต่ละระยะ เป็นดังนี้ 4.1 ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เป็นระยะที่ครูสังเกต / สร้างความสนใจในเรื่อง ที่จะเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในตัวเด็กแล้วตกลงร่วมกันเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อทาการศึกษา อย่างลุ่มลึกต่อไป เรื่องที่ถูกเลือกจะถูกกาหนดให้เป็นหัวข้อโครงการในระยะที่ 1 นี้ มี ขั้นตอนซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่ 2 ขั้นตอน คือ 1) การสังเกตและ / หรือ การสร้างความสนใจของเด็ก เมื่อครูสังเกตเห็น ว่าเด็กสนใจในเรื่องราวใด ครูนาเรื่องนั้นมาอภิปรายร่วมกับเด็ก ให้เด็กเป็นผู้เลือกว่าจะ ศึกษาหรือเรียนรู้เรื่องใด เมื่อได้เรื่องที่ทุกคนเลือกกาหนดเรื่องนั้นให้เป็นหัวข้อโครงการ หากยังไม่พบความสนใจของเด็ก ครูยอมรับเขาให้เวลาเขาสังเกตสิ่งอื่นที่เขาสนใจ 2) ร่วมกันกาหนดหัวข้อโครงการ 4.2 ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ เด็กกาหนดหัวข้อคาถาม หรือประเด็นปัญหา ที่เด็กอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เด็กช่วยกันกาหนดเป็นหัวข้อโครงการ แล้วตั้งสมมุติฐานมา ตอบคาถามเหล่านั้น ทดสอบสมมุติฐานด้วยการลงมือปฏิบัติ จนค้นพบคาตอบด้วย ตนเอง เมื่อเขาได้องค์ความรู้ใหม่แล้ว เด็กอาจจะนาองค์ความรู้นั้นไปใช้ในการทากิจกรรม ตามความสนใจของเขา เช่น ในโครงการก่อสร้างเด็กนาความรู้ที่ได้มาสร้างงานก่อสร้างขึ้น ในห้องเรียน เป็นต้น 4.3 ระยะที่ 3 รวบรวมสรุป เป็นระยะสุดท้ายของโครงการที่เด็กค้นพบคาตอบ ของปัญหาแล้ว และเด็กได้แสดงให้ครูเห็นว่า ได้สิ้นสุดความสนใจในหัวข้อโครงการเดิม และหันเหความสนใจออกไปสู่เรื่องใหม่ ระยะนี้เป็นระยะที่ครูและเด็ก ๆ จะได้แบ่งปัน ประสบการณ์การทางานและแสดงให้เห็นถึงความสาเร็จของการทางานตลอดโครงการ แก่คนอื่น ๆ 5. การประเมินผลการเรียนการสอน กระบวนการประเมินผลเป็นกระบวนการสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตลอดเวลาของ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใช้การบันทึกคาพูดของเด็ก เก็บรวบรวมผลงานของเด็ก มุ่งเน้นที่ความต้องการความช่วยเหลือ และการประสบผลสาเร็จของผู้เรียนแต่ละคนไม่ใช่ การประเมินผลที่มุ่งให้คะแนนผลการทางาน และจัดลาดับที่เปรียบเทียบในกลุ่ม 6. เงื่อนไขสาคัญ
  • 22.
    318 เงื่อนไขที่กาหนดไว้ในรูปแบบการเรียนการสอนนี้ คือข้อตกลงเบื้องต้นในการนา รูปแบบการเรียนการสอนนี้ไปใช้ให้เกิดผลตามจุดมุ่งหมายของรูปแบบการเรียนการสอน รายละเอียดเงื่อนไขสาคัญมีดังต่อ ไปนี้ 6.1เป็นรูปแบบการเรียนการสอน ที่ใช้ร่วมกับระบบการสอนตามแนวการจัด ประสบการณ์ชั้นอนุบาลตามปกติ โดยโอกาสที่ครูใช้จะเกิดขึ้นภายใต้สภาพของการเรียน การสอนตามปกติ เมื่อครูสังเกตเห็นว่าเด็กมีความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นพิเศษ และ ต้องการ จะศึกษาเรื่องนั้นต่อไป และครูพิจารณาว่าสามารถจัดกิจกรรมเพื่อศึกษาเรื่องนั้น ได้และมีแหล่งทรัพยากรเพียงพอในการศึกษาเรื่องนั้น 6.2 การจัดการเรียนการสอนมุ่งที่ความสนใจของเด็กเป็นหลัก เพื่อให้เด็กมี โอกาสได้ศึกษาเรื่องที่ตนสนใจในวิธีการของเด็กเองดังนั้นจึงไม่มีการวางแผนการสอน อย่างชัดเจนไว้ล่วงหน้า ครูผู้สอนคอยสังเกตจนพบความสนใจของเด็กแล้วจึงสามารถ วางแผนและกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันกับเด็ก และจัดกิจกรรมการเรียน การสอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจของเด็ก 6.3 รูปแบบการสอนนี้เหมาะสาหรับกลุ่มเด็กกลุ่มเล็ก ๆ โดยตามทฤษฎี จานวนเด็กที่เหมาะมากที่สุดคือจานวน 7-9 คน เพราะจะเป็นขนาดกลุ่มที่เด็กจะสามารถ มี ปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง มีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันทาให้เกิดการศึกษา อย่างลุ่มลึกขึ้น แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติสามารถจัดกลุ่มเด็กได้ 15 -20 คน ทั้งนี้ครู จะต้องสามารถจัดการกับกิจกรรมการเรียนการสอนตามความสนใจของเด็กได้โดย การแบ่งกลุ่มเด็กออกเป็นกลุ่มเล็กแล้วทาโครงการไปกับครูทีละกลุ่ม 6.4 รูปแบบการเรียนการสอนนี้ต้องการครูที่ดีคุณลักษณะสาคัญอย่างยิ่งคือ ต้องเป็นผู้ที่ยอมรับเด็กโดยแท้เชื่อมั่นว่าเด็กสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองโดยครู จะต้องแสดงบทบาทผู้ฟังที่ดีให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการความสนใจของเด็ก และจัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็กอย่างแท้จริงต้องไม่แสดงบทบาทของผู้ถ่ายทอด ความรู้ให้เด็ก ไม่เป็นผู้กาหนดกิจกรรมให้เด็กทาตามความคิดของครู 6.5 เวลาในการปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการของเด็กในแต่ละวันของการเรียน การสอนตามรูปแบบนี้แม้จะใช้เวลาในการสอน 50 – 70 นาที แต่กาหนดเวลาดังกล่าว สามารถยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็กเช่นเดียวกัน 6. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาจากคาว่า Computer Assisted Instruction (CAI) หมายถึง วิถีทางของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหา
  • 23.
    319 ประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กัน มีการแสดงเนื้อหาตามลาดับที่ต่างกันด้วยบทเรียน โปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงเป็นเครื่องมือช่วยสอนอย่าง หนึ่งที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งมาทาง จอภาพ มีทั้งรูปภาพและตัวหนังสือหรือบางที่อาจใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์อย่างอื่น เช่น สไลด์ เทปวิดีทัศน์ เป็นต้น (บุญเอื้อ ควรหาเวช. 2542 : 65) การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบันเริ่มมีการมาใช้ในการเรียนการสอนในระดับ การศึกษาปฐมวัยแพร่หลายมากขึ้นโดยเฉพาะในโรงเรียนอนุบาลที่มีความพร้อมทางด้าน เศรษฐกิจ ทั้ง ๆ ที่หลายฝ่ายเองก็ยังมีคาถามมากมายว่าการใช้คอมพิวเตอร์สาหรับเด็ก ปฐมวัยส่งผลอย่างไรต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กและการเตรียมความพร้อมของเด็ก ปฐมวัยต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ครูผู้สอนควรจะ ศึกษาเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสียก่อนเพื่อที่จะได้นามาใช้ให้เหมาะสมกับเด็ก ปฐมวัย 1. คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระดับการศึกษาปฐมวัย คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจะนาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับ การศึกษาปฐมวัยควรจะเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเป็นสื่อผสม (Multimedia) คือการสื่อ หลาย ๆ ชนิดทั้งภาพ เสียง และข้อความ มาแปลงเป็นสัญญาณหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ แล้วสร้างโปรแกรมสาหรับนาข้อมูล (ภาพ เสียง และข้อความ)นั้นกลับมาให้ผู้ใช้ดู อ่าน และฟังได้ทางจอคอมพิวเตอร์และลาโพงที่ต่อออกจากเครื่องผู้ใช้สามารถโต้ตอบ (Interact) กับเครื่องเพื่อเลือกเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ หรือตอบคาถามต่าง ๆได้ โดยใช้อุปกรณ์ สาหรับติดต่อกับเครื่องแบบง่าย ๆ ที่ผู้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาก่อนหรือ แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ ก็สามารถเรียนรู้วิธีใช้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที สื่อคอมพิวเตอร์แบบ สื่อผสม จึงแตกต่างไปจากสิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สไลด์ หรือวีดีโอ เพราะสื่อเหล่านี้เป็น สื่อสาหรับการสื่อสารที่ต้องดูจากต้นไปหาปลายทางเดียว ในขณะที่คอมพิวเตอร์สามารถ โต้ตอบ (Interactivity) กับมนุษย์ได้ ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์แบบสื่อผสมจะมีซีดีรอมไดร์ฟ (CD Rome drive) และมี หลายบริษัทได้ผลิตซอฟแวร์ที่เหมาะสมสาหรับเด็กปฐมวัยบรรจุอยู่ในแผ่นซีดีหรือ คอมแพคดิสก์ (Compact disk) ซึ่งมีทั้งที่เป็นนิทาน การสอนทักษะทางภาษา การสอน คณิตศาสตร์ เกมการศึกษาต่าง ๆ เช่น การฝึกให้รู้จักรูปร่าง สี หรือการวาดรูป เป็นต้น และในปัจจุบันมีหลาย หน่วยงานและหลายบริษัทได้จัดเป็นอินเตอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเรา สามารถเลือกใช้โดยไม่ต้องใช้ดิสก์หรือแผ่นซีดี 2. หลักการใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน
  • 24.
    320 การใช้คอมพิวเตอร์สาหรับเด็กปฐมวัยควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเด็กตามระดับ ความสามารถของเด็ก โดยผู้ใหญ่คอยดูแล สนับสนุนให้กาลังใจ และเลือกโปรแกรมที่ เหมาะสมให้เด็กได้เล่น คือ ควรเลือกโปรแกรมที่มีความยากง่ายเหมาะกับเด็กที่จะเรียน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนและกระตือรือร้นที่จะเรียนเพราะเด็กสามารถเรียนรู้ เพิ่มขึ้น และเด็กสามารถเลือกเรียนได้ด้วยตนเองตามความสนใจ ทาให้การเรียนด้วย คอมพิวเตอร์เป็นสิ่ง ท้าทายสาหรับเด็ก องค์ประกอบที่สอดแทรกมาในคอมพิวเตอร์คือ การสร้างจิตนาการในเด็ก ด้วยภาพจากคอมพิวเตอร์มีการเคลื่อนไหว เด็กจะรับรู้และ ตอบสนองได้ดีกว่าภาพนิ่ง อย่างไรก็ตาม ซอฟแวร์ทางการศึกษาที่ดีต้องสนุกสนาน เด็ก ปฐมวัยต้องการความสนุกสนานในขณะเดียวกันต้องสร้างเสริมปัญญาให้กับเด็กด้วย นั่น คือซอฟแวร์ควรให้เด็กหาคาตอบด้วยตนเองได้ด้วย (ขนิษฐา รุจิโรจน์. 2540 : 31) การจัดสภาพแวดล้อมในการจัดวางคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนสาหรับเด็กปฐมวัย ควรใช้อุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเด็ก และมีการจัดวางที่ เหมาะสม โดยจัดคอมพิวเตอร์เป็นมุมหนึ่งของห้องเรียนที่จัดเป็นกิจกรรมเสริมอย่างหนึ่ง ให้เด็กเลือกเล่นเช่นเดียวกับมุมอื่น ๆ จะเอื้อประโยชน์สาหรับการเรียนรู้ได้ดีกว่าการจัดให้ เด็กไปเรียนอีกห้องหนึ่งต่างหาก ซึ่งเป็นการแย่งเวลาของเด็กไปทั้งหมด การจัดให้มีมุม คอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาการทางสังคม เพราะเด็กอาจจะนั่งหน้าจอด้วยกัน การจัดให้มีมุมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาการทางสังคม ลองผิดลองถูก อีก ทั้งเป็นการพัฒนาในเรื่องสติปัญญาและภาษาได้เป็นอย่างดี และจากงานวิจัยพบว่าเด็กได้ เลือกเล่นมุมคอมพิวเตอร์พอ ๆ กับมุมอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายมีแนวโน้ม ชอบเล่น คอมพิวเตอร์มากกว่าเด็กผู้หญิง ประเด็นนี้ผู้วิจัยพบว่าอาจจะเป็นเพราะ ค่านิยมที่อบรม กันมาว่าคอมพิวเตอร์เหมาะสมกับเพศชายเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ครูจะต้อง ชักจูง การเล่นให้เสมอภาคเพราะเด็กผู้หญิงก็สามารถพัฒนาการเล่นได้ไม่แพ้เด็กผู้ชายและ พยายามจัดหาคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอกับจานวนเด็กโดยอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ที่ เหมาะสมสาหรับเด็กปฐมวัย คือ 1 : 10 (รัตนา ดวงแก้ว. 2538 – 53) 3. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์สาหรับเด็ก ขนิษฐา รุจิโรจน์ (2540 : 32 – 33) ได้เสนอแนะประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ สาหรับเด็กเอาไว้ดังนี้ 3.1 ทาให้เด็กได้คิดค้นหาคาตอบด้วยความสนุก เช่น การเรียนคาศัพท์ 3.2 ทาให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น การทดลองฝึกผสมสี โดยไม่เปลือง ดินสอสีจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แต่มีข้อเสียคือการใช้ทักษะของมือ
  • 25.
    321 3.3 การฝึกทักษะการใช้ภาพ รูปร่างเด็กสามารถเรียนรู้ถ่ายโยงมาสู่เรื่อง ใหม่ ๆ ได้ทาให้การเรียนรู้ต่อเนื่อง ทาให้ฝึกคิดค้นการแก้ปัญหาได้ดี อย่างไรก็ตามใน การฝึกทักษะนี้ครูสามารถเลือกเกมต่าง ๆ ที่สามารถฝึกทักษะเด็กที่ต้องการได้ 7. การประเมินผลโดยการใช้พอตโฟลิโอ พอตโฟลิโอ (Portfolio) เป็นวิธีการประเมินผลอย่างหนึ่งที่นักการศึกษานามาจาก แนวคิดของการสะสมผลงานเพื่อนาเสนอลูกค้าของสถาปนิก นักออกแบบ นักโฆษณา จิตกร ที่จาเป็นต้องนาผลงานเด่น ๆ ผลงานที่ได้รางวัลเสนอให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลประกอบ การตัดสินใจที่จะรับซื้อหรือปฏิเสธ (กุลยา ตันติผลาชีวะ. 2541 : 13) พอตโฟลิโอจึงเป็น วิธีการใหม่อย่างหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือประเมินสภาพจริงของผู้เรียน ด้วยการรวบรวมผล ของผู้เรียนตามสภาพความเป็นจริงที่นักเรียนและครูคัดสรรว่าดีแล้วพอตโฟลิโอเป็นวิธีการ ที่ครูอาจารย์ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษานามาใช้ในการประเมินผลอีก วิธีการหนึ่ง 1. ความหมายและความสาคัญของพอตโฟลิโอ พอตโฟลิโอ เป็นการเก็บรวบรวมผลงานของนักเรียน ที่ผ่านการคัดเลือกโดยตัว เด็กเองหรือภายใต้คาแนะนาของครูมาสะสมไว้อย่างเป็นระบบและจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็น ข้อมูลสารสนเทศที่แสดงถึงความพยายาม เจตคติ แรงจูงใจ และความเจริญงอกงาม สัมฤทธิ์ผลในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาต่าง ๆเพื่อให้บุคคลอื่นได้ทราบพอตโฟลิโอนี้ มีประโยชน์ มากทางการศึกษาสามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมินผลที่นาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพและต่อเนื่องโดยทั้งผู้เรียนและครูต่างมีความเข้าใจร่วมกันและตรงกัน พอตโฟลิโอ เป็นวิธีการประเมินผลที่สามารถนามาใช้ในการแก้ปัญหาการ จดบันทึกผลของการสอนและการเรียนแนวใหม่ ทั้งนี้เพราะพอตโฟลิโออาศัยหลักการ ร่วมกันระหว่าง ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินในการเก็บรวบรวมในการจัดระบบและในการ วิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อสนเทศที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนซึ่ง เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เรียนทุกระดับอายุ สามารถนามาใช้แสดงผลสาเร็จ ของผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถเลือกใช้วิธีการและตัดสินใจเลือกผลงาน มีความอิสระใน การสร้างสรรค์ คิดค้นกลวิธีและสะท้อนภาพความคิดของตนเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์ พอตโฟลิโอจึงเป็นเครื่องมือสาคัญที่มีความเชื่อว่าผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ ของตนเอง และมีหลักฐานยืนยันว่าตนเองเกิดการเรียนรู้ ก้าวหน้าจนบรรลุเป้าหมายที่ กาหนดไว้หรือไม่ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2540 : 29-30)
  • 26.
    322 2. หลักการของพอตโฟลิโอ การประเมินด้วยวิธีการแบบพอตโฟลิโอนั้นมีสิ่งที่นามาประเมิน 2ประการคือ ชิ้นงานและการปฏิบัติซึ่งทั้ง 2 ประการนี้ต้องมีเกณฑ์มาตรฐานในการจัดตัดสินผลด้วย เพราะเป้าหมายหลักของพอตโฟลิโอ คือ การวินิจฉัยเพื่อการตัดสินผลงานที่นักเรียนสะสม ไว้ว่าก้าวหน้าสู่ระดับที่ยอมรับได้หรือไม่อย่างไรหลักการสาคัญของพอตโฟลิโอขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบ 5 ประการที่เกี่ยวข้องกันอย่างต่อเนื่อง คือผู้ประเมิน หมายถึง ครู ชิ้นงานที่ ต้องประเมิน เจ้าของชิ้นงาน ผู้สนับสนุน และเกณฑ์การตัดสิน หรือคุณสมบัติเฉพาะที่ ผู้ประเมินใช้ตัดสินซึ่งกุลยา ตันติผลาชีวะ (2541 : 14) กล่าวถึงองค์ประกอบทั้ง 5 ประการ ไว้ดังนี้ 2.1 ครู คือ ผู้ประเมินและวินิจฉัยผลงานที่มาจากการเรียน 2.2 ชิ้นงาน คือ สิ่งที่เกิดจากการเรียนตามสภาพจริงที่นักเรียนเลือกสรรเอง แล้วว่าดีที่สุด หรืออาจมีครูช่วยเลือกผลงานสะสมที่ตรงจุดประสงค์ของการประเมิน 2.3 เจ้าของผลงาน คือ นักเรียนที่จัดชิ้นงานสาหรับการประเมิน 2.4 ผู้สนับสนุน คือ เพื่อน ครู ผู้ปกครอง ทาหน้าที่ในการเลือกสรรชิ้นงานและ ให้ความเห็นแก่นักเรียนในการเลือกชิ้นงาน 2.5 เกณฑ์การตัดสิน คือ มาตรฐานที่ครูใช้ในการวินิจฉัยผลงานเพื่อการป้อน ข้อมูลกลับและพัฒนาผู้เรียน จากองค์ประกอบทั้ง 5 ประการนี้ ครูสามารถนามาพิจารณาตัดสินออกเป็น 3 แนวทางคือ 1) ตัดสินคุณค่าตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งหมายถึงผู้เรียนมีความสามารถ หรือ ก้าวหน้าตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดในระดับใด 2) วินิจฉัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน จากชิ้นงานที่นักเรียนนาเสนอครูนั้น ครูอาจพบสาเหตุที่ไม่ก้าวหน้าตามจุดประสงค์การเรียน ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ครู ต้องมีการแก้ไขปรับปรุง 3) วินิจฉัยเพื่อพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล การประเมินด้วยวิธีการแบบพอตโฟลิโอในระดับการศึกษาปฐมวัยซึ่งผู้เรียนเป็น เด็กเล็ก ครูจะต้องใช้การสังเกตและการบันทึกเป็นหลักฐาน แล้วนาข้อมูลที่ได้มาประมวล เป็นชิ้นงานสาหรับการประเมินแบบพอตโฟลิโอได้ การประเมินเด็กปฐมวัยเป็นการประเมิน ความก้าวหน้าของการพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็ก ในแต่ละภาค การศึกษาในแต่ละปีสิ่งที่ครูจะใช้เป็นชิ้นงานของเด็กที่ครูต้องการประเมินด้วยพอตโฟลิโอ
  • 27.
    323 นั้น ครูต้องจัดทาแผนการประเมินอย่างชัดเจนว่าครูต้องการประเมินความก้าวหน้าของเด็ก ด้านใด และชิ้นงานใดเป็นชิ้นงานสะสมในรูปแบบของพอตโฟลิโอ 3.เกณฑ์ในการจัดเนื้อหารายการพอตโฟลิโอ บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์ (2540 : 46- 47) เสนอเกณฑ์ในการจัดเนื้อหา รายการของพอตโฟลิโอจะจัดจาแนกไปตามจุดมุ่งหมายของการวัด 3.1 คานึงถึงจุดมุ่งหมายของการวัด เนื้อหารายการในพอตโฟลิโอจะจัดจาแนก ไปตามจุดมุ่งหมายของการวัด 3.2 คานึงถึงตัวชิ้นงานและเครื่องมือวัด เนื้อหารายการจะจัดจาแนกเป็น 2 รายการคือ 3.2.1 ระบบตัวบ่งชี้ 3.2.2 ระบบตัวอย่างงาน 3.3 คานึงลักษณะของสิ่งวัด เนื้อหารายการ จัดจาแนกเป็น 2 รายการ คือ 3.3.1 รายการร่วม (Core ltems) 3.3.2 รายการเลือก (Optional ltems) 3.4 การจัดเนื้อหารายการตามข้อที่ 3.2และ 3.3 มีความสัมพันธ์กัน เพราะ แท้ที่จริงแล้วรายการร่วมก็คือระบบตัวบ่งชี้ และรายการเลือกก็คือระบบอย่างงานนั่นเอง การจัดเนื้อหาดังกล่าวจึงมีลักษณะที่สาคัญคือ 3.4.1 รายการร่วม หรือระบบตัวบ่งชี้ มีลักษณะดังนี้ 1) เป็นรายการบางอย่างที่บังคับต้องเก็บรวบรวมจากเด็กทุกคนในห้องเรียน ตัวอย่าง เช่น 1.1 รายชื่อหนังสือที่ครูอ่านให้เด็กฟังหรือที่บังคับให้เด็กทุกคนอ่าน 1.2 มาตรประเมินค่าหรือมาตรตรวจสอบรายการ 2) อาจเป็นรายการที่บังคับให้ครูประเมินด้วยสิ่งเดียวกันวิธีเดียวกันใน ช่วงเวลาที่กาหนด ตัวอย่าง เช่น 2.1 ให้เด็กเขียนภาพตนเองด้วยสีเทียนในตอนต้นภาคและปลายภาค 2.2 ให้เด็กระบายสีในแม่แบบเดียวกันตอนต้นภาคและปลายภาค 3) อาจเป็นการบังคับให้ใช้สิ่งของบางชนิดเหมือนกัน ตัวอย่าง เช่น ตัวอย่างงานศิลปะสร้างสรรค์ 3.4.2 รายการเลือก หรือระบบตัวอย่างงาน มีลักษณะดังนี้ 1) เป็นระบบตัวอย่างงานที่คัดเลือกมาจากงาน หรือกิจกรรมที่ทา ต่อเนื่องกันในชั้นเรียน
  • 28.
    324 2) เป็นระบบเปิดกว้างให้ครู /นักเรียนเลือก 2.1 งาน 2.2 หลักฐานอื่น ๆ จาก - การสัมภาษณ์ - การสังเกต - การแสดงออกของเด็ก - การร่วมกิจกรรม เป็นตัวอย่างของความรู้สึกนึกคิดและการแสดงออก 3) บางรายการเป็นการแสดงถึงลักษณะเฉพาะตน (Uniqueness) ของเด็ก หรือกลุ่ม จากข้อเสนอดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า การสร้างพอตโฟลิโอด้วยการรวมเอารายการ ทั้งสองรายการไว้ด้วยกันดูเหมือนว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบัน 8. การสอนตามทฤษฎีพหุปัญญา ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ทฤษฎีพหุปัญญาเป็นทฤษฎี ที่เน้นให้ความสาคัญในการพัฒนาความสามารถหลายด้านให้กับผู้เรียนโดยคานึงถึง ศักยภาพของผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันโดยเฉพาะสติปัญญาความรู้ ความสามารถใน การใช้ภาษา ความสามารถในการเข้าผู้อื่น ความสามารถในการรู้จักและเข้าใจตนเอง ความสามารถในการใช้เหตุผล ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย ความสามารถทาง ดนตรีและความสามารถในการมองอย่างมิติสัมพันธ์ (วารีรัตน์ แก้วอุไร และ สุปราณี ไกรวัตรนุสรณ์. 2541 : 84) การ์ดเนอร์ (1993) ได้จาแนกความสามารถหรือปัญญา (Intelligence) ของมนุษย์ ออกเป็น 7 ด้านได้แก่ 1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือความสามารถสูงในการใช้ภาษา เช่น การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความสามารถในการจัดกระทาเกี่ยว โครงสร้างของภาษา เสียง ความหมาย และเรื่องเกี่ยวกับภาษา สามารถใช้ภาษาใน การหว่านล้อม อธิบายสิ่งต่าง ๆ และอื่น ๆ 2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical – Mathematical Intelligence) เป็นความสามารถในการใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และผู้ที่สามารถ
  • 29.
    325 ใช้เหตุผลได้ดี เช่น นักวิทยาศาสตร์นักตรรกศาสตร์นักจัดทาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการคิดเชิงนามธรรมที่เป็นเหตุผ(Cause - effect) และการคาดการณ์ (if - then) 3. ปัญญาทางด้านมิติ (Spatial Intelligence) คือความสามารถสูงในการมองเห็น พื้นที่ สามารถปรับปรุงและคิดวิธีการใช้พื้นที่ได้ดี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความสามารถที่ จะมองเห็น และแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็นและความคิดเกี่ยวกับพื้นที่ 4. ปัญญาทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว(Bod – Kinestic Intelligence) ความสามารถสูงในการใช้ร่างกายของตนแสดงความรู้สึกนึกคิดและรวมไปถึง ความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ นอกจากนี้ยังรวมถึงทักษะทางกาย เช่น ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่นความว่องไวทางประสาทสัมผัส เป็นต้น 5. ปัญญาทางด้านดนตรี (Musical Intelligence) ความสามารถทางด้านดนตรี รวมไปถึงความสามารถในการเข้าใจและการวิเคราะห์ดนตรี 6. ปัญญาทางด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือความสามารถใน การเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึ ความคิดและเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้รวมทั้งความสามารถใน การสังเกตการรู้ถึงลักษณะต่าง ๆ และรวมไปถึงความสามารถตอบสนองได้เหมาะสมและ มีประสิทธิภาพ เป็นต้น 7. ปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) คือ ความสามารถสูงในการรู้จักตนเอง และสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้จากความรู้จักตนนี้ ความสามารถในการรู้จักตนเองตามความเป็นจริง เช่น รู้เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ของตนเอง เข้าใจตนเอง เป็นต้น 8. ปัญญาทางด้านนักธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) คือความสามารถ ในการรู้จักธรรมชาติของพืชและสัตว์สามารถจัดจาแนกประเภทได้ดี (อารี สัณหฉวี. 2535 : 1-2) การสอนด้วยวิธีพหุปัญญาแบบทั่วไป ขั้นตอนของการเรียนรู้ด้วยวิธีการพหุปัญญาสามารถแบ่งได้ 4 ระดับ (Meta - Intelligence) ได้แก่ ระดับที่ 1 ตระหนักถึงระดับของการเรียนรู้ (Tacit Level of Learning) เป็นขั้นของ การตระหนักในการเรียนรู้พหุปัญญาที่ทุกคนมีอยู่ในตัวเองและใช้ในชีวิตประจาวันคนเรามี การใช้ความสามารถต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่ค่อยตระหนักถึงความสามารถที่เรามี อยู่มากนัก ดังนั้นการทาให้ตระหนักถึงความสามารถทาได้ดังนี้
  • 30.
    326 1. การสืบค้น (PeopleSearch) ให้เด็กได้ตั้งคาถามเกี่ยวกับทักษะ ความสามารถ ของตนทั้ง 7 ด้าน และให้เด็กแลกเปลี่ยนกันสัมภาษณ์เพื่อแตกต่างของตนกับเพื่อน และ หาว่าใครเก่งในทักษะใด 2. ทาบัตรบันทึกข้อมูลของตนเอง (Self Report card) ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลของ ตนเองเกี่ยวกับความสามารถทั้ง 7 ด้าน เสร็จแล้วแลกเปลี่ยนกับเพื่อนเพื่อเปรียบเทียบ ความเหมือนและความแตกต่างของตนเองกับเพื่อน 3. สร้างกรอบของกระบวนการ (Warp - Around Processing) ให้นักเรียนวาดรูป อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับความรู้สึกของนักเรียน แล้วนาไปแลกเปลี่ยนกับ เพื่อน ระดับที่ 2 ระดับการตระหนัก (A ware level) เป็นขั้นที่นักเรียนเริ่มตระหนักและ เข้าใจวิธีการพัฒนาความสามารถนั้น ๆ ขั้นนี้จะประกอบด้วย 1. เรียนรู้ว่าแต่ละความสามารถแต่ละขั้นทางานเกี่ยวกับสมอง จิตใจ และร่างกาย อย่างไร 2. ประเมินจุดเด่น จุดด้อยแต่ละความสามารถ เพื่อจะได้รับผิดชอบในการพัฒนา ต่อไป 3. จับคู่ร่วมกันคิด (Think-pair-Share) ให้นักเรียนจับคู่เล่าถึงชีวิตประจาวันที่ นักเรียนแต่ละคนใช้ความสามารถทั้ง 7 ด้าน ระดับที 3 ระดับยุทธวิธี (Strategic level) เป็นระดับที่ต้องเรียนรู้การนา ความสามารถทั้ง 7 ด้าน ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตประจาวันในระดับนี้ สามารถฝึกฝนได้ดังต่อไปนี้ 1. การแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย (Problem Solving Using Multiple Approaches) เสนอปัญหาที่ซับซ้อนพอควรให้นักเรียนฝึกแก้ปัญหา โดยใช้ความสามารถ ทั้ง 7 ด้านให้เป็นประโยชน์ 2. แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มให้เข้าถึงความสามารถ (Intelligence Access Tracking) ให้เด็กได้ระดมสมองถึงวิธีการที่จะกระตุ้นความสามารถด้านต่าง ๆ แล้วให้นักเรียน จัดลาดับจากดีที่สุดถึงแย่ที่สุด 3. การฝึกพหุปัญญา (Multiple Intelligences Coaching) เป็นการจัดกลุ่มเด็กเพื่อ เพิ่มและพัฒนาด้านย่อย ๆ เหล่านั้นด้วยความสามารถด้านต่าง ๆ ระดับที่ 4 ระดับการไตร่ตรอ (Reflective Level เป็นขั้นที่เด็กรู้วิธีที่จะใช้ ความสามารถทั้ง 7 ด้านในชีวิตประจาวันเป้าหมายระดับนี้คือ การฝึกการประเมินและ
  • 31.
    327 นาไปใช้ในชีวิตประจาวันและบูรณาการ การใช้ความสามารถทั้ง 7ด้าน การฝึกฝนในขั้นนี้ จะช่วยให้นักเรียนใช้สติปัญญาที่นอกเหนือจากห้องเรียนและในโลก ระดับนี้สามารถฝึกฝนได้โดยวิธีการต่อไปนี้ 1. พัฒนาความสามารถทางปัญญาโดยตั้งเกณฑ์ไว้ 2 ประการคือ 1.1 เด็กจะใช้ความสามารถทางปัญญาแต่ละด้านเมื่อไร 1.2 ให้เด็กเขียนการจัดลาดับที่เขาสามารถพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้อย่างไร 2. ให้เด็กฝึกเขียนบันทึกโดยใช้ความสามารถทางปัญญาทั้ง 7 ด้าน 3. ให้เด็กได้คิดถึงจุดเน้นของความสามารถในแต่ละวัน (Daily Intelligence Focus) ให้เด็กคิดว่าในแต่ละวันนักเรียนจะเน้นความสามารถอะไรเป็นอันดับหนึ่งจากนั้นครูจะ กระตุ้นนักเรียนให้ทากิจกรรมเกี่ยวกับความสามารถนั้น ๆ (วารีรัตน์ แก้วอุไร และ สุปราณี ไกรวัตนุสรณ์. 2541 : 93 - 96) 9. การศึกษาแบบซูคอมลิสกี้ (Sukhomlisky Method) ซูคอมลิสกี้เป็นนักการศึกษาชาวรัสเซียผู้วางระบบการศึกษาเป็นระบบ วิทยาศาสตร์ และเป็นผู้เขียนหนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญทั่วโลกเรื่อง The Birth of a citizen แนวคิด ซูคอมลิสกี้เชื่อว่า การเลี้ยงดูบุคคลคือการสอนใส่ความตระหนักถึงปัจจุบันและ อนาคตของชาติบ้านเมืองไว้ในสมองของเขาตั้งแต่เยาว์วัย คุณค่าของคนอยู่ที่การรู้จักคิด มีความรู้สึกและตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบของตนเองในฐานะพลเมืองที่มีต่อสังคมและ ประเทศชาติของตน บุคคลที่ได้รับการฝึกฝนแบบนี้จะไม่มีวันทาให้สังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ ต่าลง มีแต่จะประกอบ คุณงามความดีอันจะทาให้สังคมรุ่งโรจน์ต่อไป วิธีการ การศึกษาไม่โดดเดี่ยวแต่จะเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันสิ่งอื่นเสมอเด็กต้องเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ ครูและเด็กมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ ครูต้องสอนเด็ก ควบคู่กับการทาความรู้จักกับครอบครัวเด็กไปด้วย ครูต้องสร้างเด็กให้เป็นศิลปิน สอน วิชาชีพแก่เด็กให้อุดมคติในชีวิตแก่เด็ก ปลูกฝังสานึกแห่งความรับผิดชอบและความกล้า หาญแก่เด็ก หลักสูตร ให้เด็กเรียนรู้จากธรรมชาติ และการศึกษาที่ไม่ต้องเป็นระบบ ให้เด็กแสวงหา ความรู้เอง โดยครูเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กมีจินตนาการ ให้เด็กใช้ธรรมชาติ
  • 32.
    328 แวดล้อมช่วยรักษาสุขภาพดี ให้ดูแลธรรมชาติ สัตว์พืช การรู้จักอนุรักษ์และแสวงหา คาตอบแห่งคาถาม เรียนรู้สังคมจากชีวิตจริง โดยเนื้อหาหลักสูตรสามารถแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้ อายุ 0 – 1 ปี จุดมุ่งหมาย เพื่อทานุบารุงบริบาลร่างกายให้แข็งแรงสุขภาพดี 1. ฝึกสุขนิสัยและทัศนคติในการกิน การนอน การทางาน การแต่งกาย 2. ฝึกการรับรู้ โดยการฟัง ดู ชิม 3. ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อพื้นฐาน 4. นอนพักกลางแจ้งและในห้อง 5. พูดคุยกับเด็กให้ฟังดนตรี อายุ 1 – 2 ปี วัตถุประสงค์ 1. บารุงสุขภาพให้แข็งแรง อารมณ์ มั่นคง ร่าเริง 2. พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน 3. ให้เด็กได้เล่นเกม 4. เล่นแท่งไม้ 5. เล่นสมมุติ 6. ร้องเพลงและทาท่าประกอบ อายุ 2 – 3 ปี 1. เตรียมเด็กสาหรับการเรียนรู้ต่อไป 2. สนองตอบความต้องการทางร่างกายทางอารมณ์ 1. เตรียมเด็กสาหรับการเรียนรู้ต่อไป 2. สนองตอบความต้องการทางร่างกายทางอารมณ์ 3. ทางานศิลปะ ร้องเพลงและฟังดนตรี ฟังนิทาน ฝึกการพูด การฟัง เล่นของ เล่นต่าง ๆ 4. เคลื่อนไหวประกอบเพลง เล่นเกม 5. เริ่มงานปั้น และฝึกลีลามือ อายุ 3 – 4 ปี 1. ดูแลพัฒนาการทางร่างกาย
  • 33.
    329 2. การออกกาลังกาย การฝึกท่องจาการฟัง การพูด การอ่านนิทาน การเล่น กลางแจ้ง การเล่นในร่ม เป็นต้น 3. ฝึกคิดคานวณ ฝึกทักษะทางดนตรี อายุ 4 – 5 ปี 1. ดูแลสุขภาพอนามัยและความเจริญเติบโตทุกด้าน 2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และการบริหาร 3. ฝึกการช่วยตนเอง เรียนศิลปะและวรรณคดี เรียนคิดคานวณ 4. ฝึกการพูด การเรียนรู้คาศัพท์และไวยากรณ์ 5. ทากิจกรรม เล่นเกมกลุ่มโดยใช้จินตนาการ เรียนดนตรี อายุ 5 – 6 ปี 1. ขยายขอบเขตการรับรู้ของเด็กเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ฝึกฝนให้เด็กกระตือรือร้นในการสังเกต การคิดหาเหตุผล และใช้ภาษาตาม ธรรมชาติ 3. ให้เด็กมีสัมมาคารวะและจงรักภักดีต่อชาติ 4. ช่วยตนเอง ฝึกมารยาทและความสะอาด ฝึกทักษะที่ดีในการทางานและ การเล่น 5. เรียนรู้ธรรมชาติจากการปฏิบัติตรง ร้องเพลงท่องบทกลอนเกี่ยวกับความรัก ชาติ 6. ฝึกอ่านจับใจความ ฝึกการคิดคานวณ ออกกาลังกายหลาย ๆ แบบ 7. เรียนรู้องค์ประกอบของเสียง จังหวะ ฝึกจริยธรรม 10. การศึกษาแบบซูซูกิ (Suzuki Method) มาซารู อิบูกะ เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งบริษัทโซนี่ เมื่อปี 1947 และหันมา สนใจคือศึกษา เรื่องการศึกษาสาหรับเด็กเล็ก ผลจากการศึกษาของอิบูกะ ได้ชี้ให้เห็นถึง ศักยภาพในการพัฒนาอันมหาศาลของเด็ก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ และผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กพึงรู้ข้อค้นพบจากการศึกษาของอิบูกะนาเสนอไว้ในหนังสือเรื่อง รอให้ถึงอนุบาลก็สายไปเสียแล้ว ซึ่งแปลโดย ธีระ สุมิตร และพรอนงค์ นิยมค้า ดังจะ นาเสนอโดยย่อดังต่อไปนี้
  • 34.
    330 ความเชื่อพื้นฐาน 1. เด็กทุกคนสามารถเลี้ยงให้ดีได้ เป็นความเชื่อตามแนวคิดของซูซูกิซินอิชิ เจ้าของแนวการจัดการศึกษาแบบซูซูกิ (Suzuki Method) ที่ได้ทดลองให้เด็กเริ่มเรียน เร็วขึ้น 2. เชื่อในทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาว่า เด็กวัยต่ากว่า 3 ปี สามารถรับรู้ได้ทุก อย่างประสบการณ์ในระยะนี้เป็นพื้นฐานของความคิดอ่านและพฤติกรรมในภายหน้า 3. การศึกษาของเด็กเล็ก เริ่มต้นที่การศึกษาของพ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่แก่วิชา ตอนที่เด็กอายุ 0 - 2 ปี 4. ความสามารถของคนไม่ได้ถูกกาหนดโดยกรรมพันธุ์จาพวกเชื้อชาติหรือ สายเลือด แต่ถูกกาหนดโดยการศึกษาและสภาพแวดล้อมหลังกาเนิด 5. อาชีพและความสามารถของพ่อแม่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างอุปนิสัย และความสามารถของเด็ก 6. การศึกษาของเด็กเล็กไม่มีสูตรตายตัว เพราะสูตรตายตัวมีไว้สาหรับทาลาย 7. การศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาที่ทาให้ลูกดีกว่าพ่อแม่ จุดประสงค์ เพื่อสร้างเด็กให้เป็นคนที่มีไหวพริบดี ร่างกายแข็งแรง ร่าเริงและอ่อนโยน หลักการ 1. การค้นหาความสามารถอันมหาศาลของเด็กทาได้โดยการจัดให้เด็กได้เรียน ภาษาดนตรี 2. นิสัยอุ้มติดมือเป็นวิธีการสื่อสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้น เป็นพื้นฐานในการสร้างเด็กให้ เติบโตขึ้นมาเป็นคนอารมณ์ดีมีจิตใจกว้างขวาง 3. ไม่ควรพูดภาษาที่ไม่ถูกต้องกับลูก 4. การเลี้ยงลูกแบบปล่อยปะละเลย ทาให้เด็กเกิดความมั่นใจและก้าวร้าว 5. ครอบครัวที่ราบรื่น จะต้องสร้างขึ้นโดยพ่อแม่ร่วมกัน 6. การทะเลาะกันช่วยให้เด็กรู้จักเข้าสังคม และรู้คิดในการสร้างสรรค์ 7. การใช้ไม้เรียว ใช้ได้ในวัยที่เด็กยังไม่เข้าใจไม้เรียว 8. อย่าเอ่ยถึงข้อบกพร่องของเด็กต่อหน้าคนอื่น หลักในการฝึกเด็ก 1. ใช้จังหวะเรียกความสนใจและการสอนดนตรี ควรสอนเสียงประสานควบไป ด้วย 2. พยายามให้เด็กมีความสนใจที่ต่อเนื่อง จึงจะได้ผล
  • 35.
    331 3. การซ้าซาก คือวิธีกระตุ้นความสนใจของเด็กดีที่สุด 4.เริ่มปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์จากจินตนาการของเด็ก 5. สอนให้เด็กมีปรัชญาดีกว่าสอนเทคนิคและเหตุผล 6. การสอนเด็กเล็กโดยไม่แบ่งเพศและอย่าโกหกเด็กเกี่ยวกับเรื่องเพศ 7. สอนชีวิตความเป็นอยู่ที่มีระเบียบทาให้เด็กรู้จักเวลา 8. ควรให้เด็กดูโฆษณา และรายการข่าวช่วยสอนภาษาที่ถูกต้องให้เด็กได้ 9. ใช้การเรียนไวโอลินช่วยพัฒนาสมาธิ ความเป็นผู้นาแก่เด็กได้ 10. การท่องกลอนช่วยฝึกความจาของเด็ก 11. การเลียนแบบของเด็กเป็นการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ 12. เด็กเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะมั่นใจในทุกเรื่อง 13. ดินสอและสีเทียนควรให้เด็กเร็วที่สุด และกระดาษวาดเขียนไม่จาเป็นต้องเป็น ขนาดมาตรฐานเดียวกันหมด 14. การให้ของเล่นมากเกินไปทาให้เด็กจับจด การจัดห้องหมดทาให้เด็กไม่เกิด จินตนาการ 15. ของเล่นต้องสวยด้วย และจับต้องได้ด้วยเสมอ สาหรับเด็ก 16. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เด็กโดยการให้เด็กเล่นดินเหนียว พับกระดาษ ตัด กระดาษ และเล่นละคร 17. เด็กเล็กควรให้เดินมาก ๆ ให้เล่นกีฬาเพื่อให้ประสาทสั่งการเคลื่อนไหวได้ ทางาน 18. ปฐมวัยมิใช่การเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียน 11. หลักสูตรการสอนของมอนเตสซอรี่ มาเรีย มอนเตสซอรี่ เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรนี้ มอนเตสซอรีเป็นสตรีชาวอิตาเลียนที่มี ปริญญาทางการแพทย์ และเป็นแพทย์หญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรมมอนเตสซอรี มีความเชื่อว่าความสามารถทางด้านสมองของเด็กจะดีนั้น ต้องกระตุ้นโดยการใช้ประสาท สัมผัสหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็ก ขึ้นอยู่กับการฝึก ประสาทสัมผัส ดังนั้น หลักสูตรการสอนของ มาเรีย มอนเตสซอรี่ จึงจัดว่าเป็นนวัตกรรมปฐมวัย ศึกษาเพราะแนวคิดและหลักการตลอดจนเทคนิคการสอนมีความสอดคล้องกับ ผลงานวิจัย ใหม่ ๆ ทางการเรียนรู้โดยเฉพาะการค้นพบและการวิจัยเกี่ยวกับสมอง และ ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ไต้หวัน ได้มีโรงเรียนระดับอนุบาลและ
  • 36.
    332 ประถมศึกษาหลายแห่ง ดาเนินการสอนโดยใช้วิธีการของมอนเตสซอรี่ มาปรับใช้เป็น การทดลองลักษณะแนวการสอนของมอนเตสซอรี่ เน้นให้เป็นไปตามพัฒนาการและ ความต้องการของเด็ก โดยมอนเตสซอรี่มีความเห็นว่าเด็กอายุ 0 - 6 ปี หรือในระดับ ปฐมวัยนี้ เป็นวัยที่มีจิตที่ตื่นตัว (active) อย่างมากในการที่จะเรียนรู้จะเป็นในลักษณะของ การซึมซับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเด็กปฐมวัยหรือผู้ดูแลเด็กควรมีสัมพันธภาพ ที่ดีต่อเด็ก ให้ความรัก ความเอื้ออาทร และในขณะเดียวกันให้ความเคารพในอัตภาพของ เด็ก โดยให้โอกาสเด็กในการเลือกทากิจกรรมต่าง ๆ อย่างเสรี นอกจากนี้เด็กควรได้รับ การพัฒนาด้านประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหวในการหยิบจับ การกระทา เพื่อให้สามารถ พึ่งตนเองได้ (Independence) โดยอุปกรณ์ในการฝึกประสาทสัมผัสของมอนเตสซอรี่ ที่ เรียกว่า Didactic aparatus โดยการสอนของมอนเตสซอรี่จะเน้น การเรียนรู้เป็นรายบุคคล โดยเด็กจะฝึกกระทากับอุปกรณ์ที่เตรียมไว้เป็นรายบุคคล แต่การแนะนาการใช้ อาจจะเริ่ม จากจุดเล็ก ๆ ก่อน และให้เด็กเลือกทากิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพื่อเป็นการฝึก ความคิดริเริ่มการคิดด้วยตนเอง และความสามารถในการนาทางตนเองได้ อุปกรณ์ การสอนของมอนเตสซอรี่ จะเปิดโอกาสให้เด็กนาตนเองได้ คือ การปฏิบัติ และเรียนรู้ได้ ด้วยตัวเอง อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทากิจกรรม ลองผิดลอง ถูก ไม่กลัวผิด กล้าเสี่ยง’ เมื่อเด็กสามารถทาได้เด็กจะรู้สึกภาคภูมิใจและถือว่าเป็นรางวัล ในตนเอง การสอนของมอนเตสซอรี่จึงไม่เน้นการให้คะแนน ให้ดาว ซึ่งเป็นสิ่งเร้าภายนอก แต่ต้องการให้เด็กมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง มอนเตสซอรี่ไม่เน้นบทบาทในการสอน ของครู แต่เน้นบทบาทในการสังเกต การอานวยความสะดวก การจัดสื่ออุปกรณ์ให้ เหมาะสมกับเด็กถ้าจะช่วยเด็กต้องช่วยให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ (อารี สัณหฉวี. 2535 : 10) นอกจากนี้ จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ (2551 ; 38 – 40) ยังได้กล่าวถึงหลักสูตรของ มอนเตสซอรี่ ไว้ เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มประสบการณ์ชีวิต (Practical Life : The skill of Daily Living) เป็นกลุ่มที่ มุ่งหวังให้เด็กรู้จักดูแลตนเอง ด้วยการทางานกับชุดเครื่องแต่งกาย เช่น ติดกระดุม รูดซิป ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ ให้รู้จักการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการรู้จักทาความสะอาด ทาสวน รีดผ้า ฯลฯ และได้เคลื่อนไหว ด้วยการฝึกความสมดุลของร่างกาย การเดิน การนั่ง การทา กิจกรรมที่ช่วยพัฒนากลไก เมื่อเด็กทากิจกรรมในกลุ่มได้ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีอิสระ จากผู้ใหญ่ในการทางานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง (I can do it by maself) 2. กลุ่มประสาทสัมผัส (Sensorial Education : Exploring the World) เป็นกลุ่มที่ ให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนาประสาทสัมผัสและได้แนวคิดใหม่จาก
  • 37.
    333 การได้มีประสบการณ์ และได้ฝึกหัดจากความต้องการที่จะสารวจของเด็ก เด็กจะได้สังเกต สีขนาด มิติ รูปร่าง เสียง สัมผัส ซิมรส ได้กลิ่น ได้มีโอกาส จาแนก แยกแยะ จัดกลุ่มและ เข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว กลุ่มนี้ยังช่วยวางพื้นฐานสาหรับการศึกษาต่อในด้านวิชาการต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ดนตรี เป็นต้น โดยทางานกับอุปกรณ์ เช่น ทรงกระบอกมีจุก บันไดสีน้าตาล กล่องสี กล่องเสียง แผ่นไม้ ประมาณน้าหนัก เป็นต้น 3. กลุ่มงานวิชาการ (Academic) เป็นกลุ่มที่หวังตระเตรียมเด็กให้พร้อมในการอ่าน การเขียน การเรียนวิชาการต่าง ๆ ในระดับต่อไป ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ และ อื่น ๆ เด็กวัยอนุบาลจะมีจิตที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ สามารถให้เหตุผลคิดคานวณ และ กะประมาณ จะรู้สึกถึงปริมาณจึงต้องจัดให้เรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม เรียนรู้ จานวนจากทากิจกรรมกล่องนับแท่งไม้ นับตะเกียบ นับลูกปัด รู้จักหลักเลข เป็นต้น นอกจากนี้ยังเรียนรู้ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ผ่านแผนที่ ธงชาติ รูปจาลองของ พื้นดิน พื้นน้า ได้สารวจทวีปต่าง ๆ มหาสมุทร คนต่างชาติและประเพณีของแต่ละชาติ รู้จัก สัตว์ พืช จากของจริง ของจาลองและภาพต่าง ๆ เป็นต้น แนวการจัดหลักสูตรและวิธีการสอนของมอนเตสซอรี่ สาหรับหลักสูตรของโรงเรียนมอนเตสซอรี่ จะมี 3 วิชาหลัก 1. วิชาภาคปฏิบัติในชีวิตประจาวัน ได้แก่ การฝึกทักษะในชีวิตประจาวัน 3 ด้าน คือ 1.1 การดูแลตนเอง ได้แก่ การใส่เสื้อผ้า ติดกระดุมได้เอง การล้างมือ การแปรง ฟัน เป็นต้น 1.2 การดูแลสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเลื่อนโต๊ะเก้าอี้เบา ๆ การกวาดถูทา ความสะอาดบ้าน อาคารเรียน การช่วยตักอาหาร 1.3 การมีมารยาททางสังคม เช่น การทักทาย การขอบคุณ การขอโทษ การช่วยเหลือผู้อื่นและการอ่านจากบัตรคา มอนเตสซอรี่ กล่าวว่าเดิมไม่ตั้งใจจะให้เด็ก อ่านเขียนในวัย 4 ขวบแต่เด็กมีความสนใจที่จะเรียนรู้ จึงได้จัดสอนให้และเด็กก็สามารถ เรียนได้ 2. วิชาคณิตศาสตร์ เด็กเรียนรู้จานวนและตัวเลขจากสิ่งของ ของจริงและการสัมผัส 3. วิชาวัฒนธรรม ได้ความรู้ในเรื่องของภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ที่อยู่รอบตัวเด็ก
  • 38.
    334 กิจกรรมประจาวันในโรงเรียนปฐมวัยของมอนเตสซอรี่มีดังต่อไปนี้ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2538: 73-74) ได้กล่าวถึงการจัดตารางประจาวัน สาหรับเด็กปฐมวัยดังนี้ 08.30 – 09.00 รับเด็กเป็นรายบุคคล ตรวจสุขภาพ ให้เด็กได้เล่นตามอัธยาศัย 09.00 – 09.15 เก็บของเข้าที่ ช่วยเตรียมจัดอาหารว่าง 09.30 – 09.45 รับประทานอาหารว่าง 09.45 – 10.30 ทางาน เช่น ทาอาหาร เล่นบล็อก วาดภาพ ปั้นดินน้ามัน ฯลฯ 10.30 – 10.50 เก็บของ ทาความสะอาด (มีผู้ใหญ่ช่วย) 10.50 – 11.00 เข้าห้องน้า โดยไปทีละกลุ่มเล็ก ๆ 11.00 – 11.30 เล่นกลางแจ้ง 11.30 – 12.00 ล้างมือ เตรียมรับประทานอาหารกลางวัน มีกิจกรรมเงียบ ๆ เช่น ครู อ่านนิทานให้เด็กฟัง 12.00 – 12.45 รับประทานอาหารกลางวัน 12.45 – 14.00 นอนพักผ่อน 14.00 – 14.15 อาหารว่าง 14.15 – 14.45 กิจกรรมเสรี 14.45 – 15.00 สรุปเตรียมกลับบ้าน รูปแบบการจัดตารางดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น ถ้านาไปใช้จริงเรา สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรม และรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่ เตรียมไว้ให้เด็กและอาจจะมีเป้าหมายการพัฒนาเด็กที่ชัดเจนตามหลักสูตรกาหนดไว้ แต่ อย่างไรก็ตามการจัดตารางกิจกรรมประจาวันสาหรับเด็กปฐมวัยสามารถยืดหยุ่นได้ตาม ความเหมาะสม
  • 39.
    335 บทสรุป นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การนาแนวคิดทฤษฎีของนักการศึกษา หรือนักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ๆ ตลอดจนการใช้วัสดุ อุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีการพัฒนามากขึ้น และให้เป็นทางเลือกสาหรับครูผู้สอนและผู้ ที่เกี่ยวข้องสามารถนาเอาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพของโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กที่รับผิดชอบ นอกจากนี้นวัตกรรมทางการศึกษาจะช่วยทาให้เกิดการตื่นตัว ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุก ๆ มิติอย่างเหมาะสม สาหรับประเทศไทยในปัจจุบันมี นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบอาจมีจุดเด่น จุดด้อยที่ แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่นานวัตกรรมไปใช้จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับบริบท เช่น สภาพของท้องถิ่น ตัวเด็ก วัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนนโยบายทางด้านการจัดการศึกษา ของภาครัฐและเอกชน หลักสูตร เป็นต้น นวัตกรรมที่มีบุคคลให้ความสนใจในปัจจุบัน ได้แก่ หลักสูตร ไฮ / สโคป หลักสูตรการศึกษา วอลดอร์ฟ หลักสูตรใยแมงมุม การสอน ภาษาแบบธรรมชาติ การสอนแบบโครงการการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนและการประเมินผล โดยใช้พอตโฟลิโอ เป็นต้น โดยนวัตกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้ผ่านการศึกษา ค้นคว้าวิจัยมาจากต่างประเทศ เหมาะสมกับบริบทของต่างประเทศ บางนวัตกรรมได้ผ่าน การวิจัยในประเทศไทยมาแล้ว แต่การนานวัตกรรมต่าง ๆ ไปใช้นั้น ครูและผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องประยุกต์ให้มีความเหมาะสม เพื่อทาให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้ นวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 40.
    336 คาถามท้ายบท 1. จงอธิบายความหมายของนวัตกรรม 2. นวัตกรรมทางการศึกษามีความสาคัญอย่างไร 3.นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยมีความสาคัญต่อการพัฒนาการศึกษาทั้งใน ปัจจุบันและอนาคตอย่างไร 4. ให้เลือกวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยมา 3 นวัตกรรม 5. นวัตกรรมที่ทาให้บุคคลยอมรับจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร 6. จงอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของนวัตกรรมและเทคโนโลยี 7. ให้เลือกนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่ชอบ พร้อมบอกเหตุผลในการเลือก 8. ให้วิเคราะห์นวัตกรรมที่เหมาะสมในการพัฒนาการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับ เด็กปฐมวัยในท้องถิ่น 9. ให้นักศึกษาเลือกนวัตกรรมไปทดลองใช้จริงกับเด็กปฐมวัยในโรงเรียนพร้อม รายงานผลการทดลองใช้ 10. จงอธิบายรูปแบบหรือวิธีการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยใน โรงเรียนของรัฐ เอกชน และศูนย์พัฒนาเด็กในท้องถิ่น
  • 41.
    337 บรรณานุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2546. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาวิชาการ. คู่มือหลักสูตรก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2540. กุลยา ตันติผลาชีวะ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : เบรน – เบส บุ๊คส์, 2551. จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ และคาแก้ว ไกรสรพงษ์. คู่มือการสอนแบบมอนเตสซอรี. กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเมนท์ จากัด, 2544. จีระพันธ์ พูลพัฒน์ และคณะ รวมนวัตกรรมทฤษฎีการศึกษาปฐมวัยสู่การประยุกต์ใช้ ในห้องเรียน. กรุงเทพฯ : สานักนักพิมพ์สาราเด็ก, 2551. นภเนตร ธรรมบวร. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2546. นภเนตร ธรรมบวร. การวิเคราะห์เรื่องราวการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542. นันทิยา น้อยจันทร์ การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครปฐม : สานักพิมพ์นิตินัย จากัด, 2549. นิตยา ประพฤติกิจ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์, 2535. บุญเกื้อ ควรหาเวช นวัตกรรมการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545. ปรียพร วงศ์อนุตโรจน์. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ, 2548. ทิศนา แขมมณี. ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548. เพ็ญรุ่ง ปานเอี่ยม. การให้การศึกษาแก่พ่อแม่. นครราชสีมา : ภาควิชาจิตวิทยา แนะแนว คณะครุศาสตร์, 2536. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. การสร้างประสบการณ์ชีวิตระดับปฐมวัยศึกษา. นนทบุรี : สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535.
  • 42.
    338 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ฝึกอบรมและผู้เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ปฐมวัยศึกษา. นนทบุรี: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535. วัฒนา มัคคสมัน. รูปแบบการสอนแบบโครงการสาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : 2545. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. การวัดและประเมินแนวใหม่ : ปฐมวัย. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2545. สุรางค์ โค้วตระกูล. จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2548. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : 2545. เยาวพา เดชะคุปต์. การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์แม็ค, 2542. หรรษา นิลวิเชียร. ปฐมวัยศึกษา : หลักสูตรและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้ง เฮาส์, 2535. อารี สัณหฉวี. นวัตกรรมปฐมวัยศึกษา. กรุงเทพฯ : สมาคมเพื่อการศึกษาเด็ก, 2535. Brewer,J.A. Introduction to early childhood education : Preschool to Primary grade. Boston : Allyn an Bacon. Ebbecck,M.a. Early childhood education. Australia : Longman Cheshire Pty limited. Gilley,J.m. and Gilley,B.H. Early childhood development and education in early education. 2nd ed. New York : Delmar Publisher Inc. Kirk, S.A. Education Exceptional Children. Boston : Houghton Mifflin, 1972. Leeper, S.H. Witherspoon, R.& Day. B. Good school for young children. 5th ed. New York : Macmilan, 1984. Morrison, G.S. Early childhood education today. 2nd ed. New Jersey : Prentice-Hall,inc,1995. Kirk, S.A. Education Exceptional Children. Boston : Houghton Mifflin, 1972. Morrison, G.S. Early childhood education today. 2nd ed. New Jersey : Prentice-Hall,inc,1995. Thorne, B. Gender play-boy and girl in school. Minton Keynes : Open University Press, 1993.