วิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

5,765 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
5,765
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
925
Actions
Shares
0
Downloads
51
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

วิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

  1. 1. วิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดย มาโนช จันทร์แจ่มศึกษานิเทศก์ คศ.3 สพท.รบ.1---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ทาไมต้องทาวิจัยในขั้นเรียน ?นับตั้งแต่ประเทศไทยได้ดาเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ขึ้น นับเป็นส่วนสาคัญที่ช่วยให้ครูผู้สอนได้ปรับตัวในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญมากขึ้น โดยเห็นความสาคัญของการวิจัยว่า เป็นเครื่องมือสาคัญในการแก้ปัญหา และพัฒนาการเรียนการสอน ดังมาตราที่ 30 ที่ว่า “..ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละระดับการศึกษา...” (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2542:14,16) จากการที่มีการกาหนดให้ใช้วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไว้ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช2542 แสดงให้เห็นว่า วิจัย เป็นกระบวนการสาคัญในการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นจึงมีความจาเป็นที่ครูผู้สอนจะต้องสนใจ พัฒนาตนเองให้เป็นนักวิจัย สามารถทาวิจัยควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน เป็นวิจัยระหว่างปฏิบัติงานที่ใช้แก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครูผู้สอน และนักเรียนหลายประการ เช่น ช่วยลดปัญหาในชั้นเรียนได้ดีและทันท่วงที นักเรียนได้รับการ ช่วยเหลือ ให้มีพัฒนาการครบถ้วนทุกด้านเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ครูผู้สอนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาในชั้นเรียนอย่างเหมาะสม สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเป็นระบบ ประสบผลสาเร็จตามเป้ าหมาย ผลที่ได้เป็นที่น่าเชื่อถือ และเกิดความมั่นใจในการทางานด้วยเหตุผลและความจาเป็นดังกล่าวในปัจจุบัน ครูผู้สอนทุกคนจึงควรจะต้องทาวิจัยในชั้นเรียนวิจัยในขั้นเรียนเป็นอย่างไร ?วิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ทาโดยครูผู้สอนในชั้นเรียน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนเป็นครั้ง ๆ ไป เป็นวิจัยที่ต้องทาอย่างรวดเร็ว และนาผลมาใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนทันที เป็นการหาความรู้หรือวิธีการใหม่ ๆ รวมทั้งประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่มาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีการใช้กระบวนการในการแก้ปัญหาและดาเนินการอย่างเป็นระบบผลการวิจัยจะใช้ได้เฉพาะกลุ่มที่ทาการศึกษา และมีการสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่าง ๆของตนเอง การวิจัยในชั้นเรียนจะยืดหยุ่น เหมาะสมกับภารกิจการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีลักษณะเดียวกับวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิจัยประยุกต์ ในปัจจุบันมีการเรียกวิจัยในชั้นเรียนแตกต่างกันไป เช่น วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ วิจัยอย่างง่ายและวิจัยหน้าเดียว เป็นต้น
  2. 2. - 2 -วิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการจัดทาวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนสาคัญตามแนวคิดของ คาร์ และเคมมิส (Carr and Kemmis.1986:3) ดังนี้ขั้นที่ 1 วางแผน (Plan)ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Act)ขั้นที่ 3 สังเกต (Observe)ขั้นที่ 4 สะท้อนความคิด (Reflect)ขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นของวิจัยปฏิบัติการจะเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นกระบวนการ ในการนามาปฏิบัติจริง จะมีการดาเนินงานต่อเนื่องกันหลาย ๆ รอบ หรือหลาย ๆ วงจร ดังแผนภูมิแผนภูมิแสดงกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการของคาร์ และเคมมิส (Carr and Kemmis)จากภาพแสดงให้เห็นขั้นตอนของ การวิจัยปฏิบัติการทั้ง 4 ขั้น ที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันเมื่อดาเนินการครบทั้ง 4 ขั้นแล้ว ถ้าหากยังพบจุดอ่อน หรือผลที่ได้ยังไม่น่าพอใจ ก็สามารถปรับปรุงแผนปฏิบัติ และดาเนินการต่อเนื่องเป็นวงจรที่ 2 และถ้าหากยังมีข้อบกพร่องอยู่อีก ก็สามารถปรับปรุงแผนและปฏิบัติได้อีกเป็นวงจรที่ 3 และต่อเนื่องได้หลายวงจร จนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจวางแผน (Plan)สะท้อนความคิด(REFLECT)ปฏิบัติ(ACT)สังเกต (OBSERVE)ปรับแผน(REVISED PLAN)สะท้อนความคิด(REFLECT)ปฏิบัติ(ACT)สังเกต (OBSERVE)วงจรที่ 3 (CYCLE 3)วงจรที่ 1 (CYCLE 1) วงจรที่ 2 (CYCLE 2)
  3. 3. - 3 -จากกระบวนการวิจัยปฏิบัติการทั้ง 4 ขั้นตอน ได้มีการนามากาหนดเป็นขั้นย่อย ๆ ขึ้นเพื่อให้เกิดความสะดวก ชัดเจนในการทาวิจัยในชั้นเรียน ดังนี้ขั้นที่ 1 ศึกษาปัญหาขั้นที่ 2 วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาขั้นที่ 3 หาวิธีแก้ปัญหาหรือนวัตกรรมเพื่อใช้แก้ปัญหาขั้นที่ 4 พัฒนานวัตกรรม วิธีการแก้ปัญหา หรือวิธีการพัฒนาขั้นที่ 5 จัดกิจกรรมแก้ปัญหาหรือใช้นวัตกรรมขั้นที่ 6 เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขั้นที่ 7 สรุปผล ตรวจสอบ สะท้อนความคิดและรายงานผลในการกาหนดเป็นขั้นตอนการทาวิจัยในชั้นเรียนจะเห็นได้ว่าทั้งสองส่วนคือกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน และกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จะมีความสอดคล้องกันดังแผนภูมิ
  4. 4. - 4 -แผนภูมิแสดงความสอดคล้องของการวิจัยในชั้นเรียนกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน กระบวนการวิจัยปฏิบัติการ1. ศึกษาปัญหา2. หาสาเหตุของปัญหา3. หาวิธีแก้ปัญหา7. สรุปผล ตรวจสอบ สะท้อนความคิดปรับปรุงและรายงานผล5. จัดกิจกรรมแก้ปัญหาหรือใช้นวัตกรรม6. เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล4.พัฒนานวัตกรรมและวิธีการแก้ปัญหาวางแผน(Plan)ปฏิบัติตามแผน(Act)สังเกตผลการปฏิบัติ(Observe)สะท้อนความคิด(Reflect & Revise)
  5. 5. - 5 -วิจัยในชั้นเรียนทาอย่างไร?ในการทาวิจัยในชั้นเรียน ครูผู้สอนจะต้องลงมือทาทันทีเมื่อทราบปัญหา หรือต้องการพัฒนาผู้เรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยลงมือดาเนินการตามขั้นตอนที่แนะนาไว้ทีละขั้นตอนจนครบ 7 ขั้นตอน ซึ่งมีหลักสาคัญในการจัดทาดังนี้1. ศึกษาปัญหาการศึกษาปัญหาเป็นขั้นตอนที่ครูผู้สอนต้องศึกษาว่า มีสิ่งใดเกิดขึ้นในการจัดการเรียนรู้ สิ่งที่ศึกษาได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พฤติกรรมหรือความประพฤติ และบุคลิกภาพของผู้เรียน เป็นการศึกษาเพื่อหาสภาพปัญหาหรือจุดที่ต้องพัฒนา โดยข้อมูลที่ศึกษาควรหาจากแหล่งที่หลากหลาย ทั้งแหล่งข้อมูลประเภทเอกสาร และประเภทบุคคลเมื่อได้ข้อมูลแล้ว จากนั้นจึงรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่2. วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเป็นส่วนสาคัญที่ช่วยให้ทราบว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงและเป็นเหตุสาคัญที่ก่อให้เกิดปัญหา เป็นการช่วยให้ครูผู้สอนสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนได้ตรงจุด ได้ผลดี ซึ่งการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา สามารถทาได้หลายวิธี เช่น การวิเคราะห์โดยใช้ผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) ใช้แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone)ใช้ตารางวิเคราะห์และการใช้คาถาม เป็นต้น ดังตัวอย่างที่แนะนาไว้บางวิธี ต่อไปนี้
  6. 6. - 6 -ตัวอย่างการใช้ผังมโนทัศน์ (Concept Mapping)วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาการใช้ผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาดาเนินการได้ดังนี้แบบทดสอบขาดการวิเคราะห์เครื่องมือประเมินไม่ดีเน้นการสอบปรนัยนักเรียนเขียนเรียงความไม่ได้สื่อการเรียนรู้ไม่ดีไม่จูงใจผู้เรียนขาดความรู้พื้นฐานสะกดคาผิดไม่เข้าใจโครงสร้างประโยคกระบวนการเรียนรู้มีจุดอ่อนขาดการส่งเสริมรายบุคคลรายกลุ่มไม่ทาโครงสร้างก่อนเขียนเรียงความกิจกรรมการฝึกเขียนมีน้อย
  7. 7. นักเรียนแต่งกายผิดระเบียบแต่งกายตามแบบดารา/คนดัง(สาเหตุรอง)นักเรียนไม่มีส่วนร่วมในการกาหนดกฎระเบียบ (สาเหตุรอง)วิธีการดูแลกากับไม่เหมาะสมกับวัยนักเรียน(สาเหตุรอง)ครูขาดหลักจิตวิทยาในการกากับดูแล(สาเหตุรอง)ครูและผู้เกี่ยวข้องไม่เห็นความสาคัญ(สาเหตุรอง)- 7 -ชั้นแรก เริ่มจากเขียนปัญหาไว้กลางหน้ากระดาษ จากนั้นจึงวิเคราะห์หาสาเหตุหลักของปัญหาทีละสาเหตุ แล้วจึงลากเส้นโยงจากปัญหาและเขียนสาเหตุที่วิเคราะห์ได้ไว้รอบ ๆ ปัญหาโดยเขียนไว้เท่าที่วิเคราะห์ได้ ในหนึ่งปัญหาอาจมีสาเหตุหลักหลายสาเหตุก็ได้ อาจใช้วิธีระดมสมองร่วมกับเพื่อนครูหรือทาเพียงลาพังก็ได้ขั้นที่สอง พิจารณาสาเหตุหลักของปัญหาทีละประเด็น ว่ามีสาเหตุรองหรือย่อย ๆอะไรบ้าง จากนั้นจึงโยงเส้นเขียนสาเหตุรองให้เชื่อมต่อกับสาเหตุหลัก หนึ่งสาเหตุหลักอาจมีหลายสาเหตุรองก็ได้ขั้นที่สาม เมื่อได้สาเหตุหลักและสาเหตุรองเพียงพอแล้ว จึงพิจารณาอีกครึ่งหนึ่งว่าสาเหตุใดบ้างที่ส่งผลโดยตรงให้เกิดปัญหา และสาเหตุใดบ้างที่ส่งผลทางอ้อมไม่ใช่ประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหาโดยตรง แล้วเลือกประเด็นที่เป็นสาเหตุสาคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อปัญหาทั้งสาเหตุหลักและสาเหตุรองบันทึกไว้เพื่อดาเนินการต่อไปตัวอย่างการใช้แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone) วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาอิทธิพลจากสังคมที่มีค่านิยมที่ผิด (สาเหตุหลัก)สังคมขาดตัวแบบหรือตัวอย่างที่ดี(สาเหตุรอง)คิดว่าการผิดระเบียบเป็นเรื่องโก้เก๋ เด่นดัง(สาเหตุรอง)ไม่มีการมอบหมายหน้าที่ให้ชัดเจน(สาเหตุรอง)การกาหนดและรักษากฎระเบียบของโรงเรียนไม่เหมาะสม (สาเหตุหลัก)การบริหารจัดการของโรงเรียนไม่เป็นระบบ (สาเหตุหลัก)
  8. 8. - 8 -การใช้แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone) วิเคราะห์ปัญหา ดาเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ขั้นแรก เริ่มจากวาดภาพก้างปลา โดยมีส่วนหัวทางขวามือ แล้วลากเส้นก้างแกนกลางและวาดหาง จากนั้นจึงเขียนประเด็นปัญหาไว้ในหัวปลาขั้นที่สอง เริ่มวิเคราะห์หาสาเหตุหลักของปัญหา เมื่อได้สาเหตุหลักแล้ว ให้เขียนไว้ที่ปลายก้างย่อยที่วาดต่อจากด้านข้างของก้างแกนกลาง ถ้ามีสาเหตุหลักหลายประเด็น ให้ลากเส้นก้างย่อยจานวนเท่ากับสาเหตุที่วิเคราะห์ได้ ต่อเพิ่มทั้งด้านบนและด้านล่างของก้างแกนกลางชั้นที่สาม พิจารณาสาเหตุหลักทีละสาเหตุว่า เกิดจากสาเหตุรองอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุเบื้องต้น แล้วเขียนสาเหตุรองไว้ปลายก้างฝอยที่ลากต่อจากด้านข้างของก้างย่อย ควรพิจารณาสาเหตุหลักเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุรองให้ได้ครบทุกประเด็นขั้นที่สี่ พิจารณาทบทวน เพื่อเลือกสาเหตุที่ส่งผลโดยตรงต่อปัญหาทั้งสาเหตุหลักและสาเหตุรอง แล้วบันทึกไว้เพื่อดาเนินการต่อไป3. หาวิธีแก้ปัญหา หรือหานวัตกรรมเพื่อใช้แก้ปัญหาเมื่อทราบปัญหาแล้ว จึงกาหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา โดยเลือกวิธีที่มีความสอดคล้องกับปัญหา มั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะดาเนินการและมีความเหมาะสมกับผู้เรียน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ในการแก้ปัญหาส่วนมากควรมีการจัดทานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งนวัตกรรมการเรียนรู้ในที่นี้ หมายถึงสิ่งใหม่ที่นามาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดีขึ้น อาจเป็นสิ่งที่มีผู้คิดค้นขึ้นมาก่อนแล้ว แต่เรานามาใช้ใหม่ หรือคิดขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ก็ได้ นวัตกรรมที่นิยมพัฒนาขึ้น จาแนกตามหลักการด้านสื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา และสามารถพัฒนาขึ้นใช้ได้ ได้แก่3.1 สื่อประเภทวัสดุ (Software) เช่น หนังสือ แบบฝึก บัตรคาชุดการสอน ภาพเคลื่อนไหว บทเรียนคอมพิวเตอร์ เทปเพลง ซีดีเพลง แผ่นวีซีดี เป็นต้น3.2 สื่อประเภทอุปกรณ์ (Hardware) เช่น เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่น VCDDVD คอมพิวเตอร์ เป็นต้น3.2 สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ (Techniques and Methods) เช่นการใช้เกม เพลง นิทาน เทคนิควิธีจัดการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ
  9. 9. - 9 -4. การพัฒนานวัตกรรมหรือวิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีการพัฒนาการพัฒนานวัตกรรม ควรมีการกาหนดขอบข่ายและโครงสร้างของนวัตกรรมให้ชัดเจน ระบุว่าใครเป็นผู้ใช้นวัตกรรม รวมทั้งกาหนดลักษณะของนวัตกรรมว่า ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง และลงมือจัดทานวัตกรรมแต่ละชนิดให้ครบตามโครงสร้างที่กาหนดไว้ จากนั้นจึงนาไปทดลองใช้และหาประสิทธิภาพ สาหรับการหาประสิทธิภาพในการจัดทาวิจัยในชั้นเรียน เนื่องจากต้องแก้ปัญหาระหว่างปฏิบัติงานให้ทันท่วงที จึงควรหาประสิทธิภาพเบื้องต้น ได้แก่ การให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ โดยตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และความสอดคล้องกับจุดประสงค์ จากนั้นจึงนามาปรับปรุงแก้ไขตามที่ผู้ทรงคุณวุฒิแนะนา และนาไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนตามแผนที่กาหนดไว้ในการประสิทธิภาพนี้ ถ้าครูผู้ทาวิจัยในชั้นเรียนต้องการให้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อาจนาไปหาประสิทธิภาพเพิ่มเติม ก็สามารถทาได้ ::ซึ่งมีหลายวิธี5. จัดกิจกรรมแก้ปัญหาหรือใช้นวัตกรรมการจัดกิจกรรมแก้ปัญหาหรือใช้นวัตกรรมนี้เป็นการนานวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้จริงในการแก้ปัญหาผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ และวิธีการที่กาหนดไว้ โดยต้องมีการเตรียมให้พร้อมและปฏิบัติให้ครบถ้วนตามขั้นตอนที่กาหนดไว้ทุกขั้น6. เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการเก็บรวบรวมโดยใช้เครื่องมือที่จัดทาและหาคุณภาพไว้ โดยต้องเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนตามที่กาหนดไว้ จากนั้นจึงทาการวิเคราะห์ข้อมูล การทาวิจัยในชั้นเรียนไม่จาเป็นต้องใช้สถิติที่ยากและซับซ้อน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยในชั้นเรียนที่ดี ครูผู้สอนเพียงแค่วิเคราะห์และ นาเสนอข้อมูล สะท้อนให้เห็นคุณภาพของผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นว่าได้ผลตามวัตถุประสงค์ หรือสมมติฐานที่วางไว้ได้ชัดเจนเพียงใด ก็เพียงพอแล้ว สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น ถ้าเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพควรใช้วิธีการจัดกลุ่มของ ข้อความที่ได้จากการบันทึก และนาเสนอให้เห็นประเด็นสาคัญ เห็นความสัมพันธ์ของประเด็นหรือคาสาคัญ เป็นต้นในการวิเคราะห์ข้อมูล จะด้วยวิธีใดหรือใช้สถิติใดก็ตาม ช่วยให้ทราบว่าคาตอบของคาถามวิจัยคืออะไร เมื่อได้คาตอบแล้ว ควรแปลผลหรือแปลความหมายจากข้อมูลที่วิเคราะห์ไว้ว่า ผลที่ได้หรือสิ่งทีเกิดขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง
  10. 10. - 10 -7. สรุปผล ตรวจสอบ สะท้อนความคิดและรายงานผลการสรุปผล ควรสรุปให้ชัดเจนว่า งานวิจัยบรรลุตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่อย่างไร เป็นการยืนยันว่าสามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้ตามต้องการหรือไม่ โดยการสรุป ควรใช้ข้อความที่กระชับ ตรงประเด็น นอกจากนี้ควรมีการตรวจสอบ เพื่อจะได้มั่นใจว่า งานวิจัยถูกต้องน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยพิจารณาที่วิธีการเก็บข้อมูล ว่าเก็บได้ครบถ้วน ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่พิจารณาว่าผู้ให้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือหรือไม่ และระยะเวลาการเก็บข้อมูล เพียงพอเหมาะสมเพียงใดนอกจากนี้ให้มีการสะท้อนความคิด โดยให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เพื่อนครูผู้บริหารโรงเรียนและนักเรียน เป็นต้น เพื่อให้ความคิดหรือวิจารณ์เชิงบวก ให้ข้อสังเกตและแนวคิดที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไข ให้งานวิจัยมีคุณภาพมากขึ้นส่วนสุดท้ายคือการรายงานผล ในการรายงานผลวิจัยในชั้นเรียนสามารถทาได้ 2 วิธีคือ7.1 การเขียนรายงานตามแบบแผนการวิจัย โดยใช้รูปแบบที่มีมาตรฐานซึ่งวิธีนี้เหมาะสาหรับวิจัยทางการศึกษา หากครูผู้ทาวิจัยในชั้นเรียนมีความรู้ ความเข้าใจด้านการวิจัยเป็นอย่างดีก็สามารถทาได้ ช่วยให้ได้รายงานการวิจัยที่สมบูรณ์7.2 การเขียนรายงานตามรูปแบบของผู้วิจัย หรือการเขียนแบบย่อ วิธีนี้เหมาะสาหรับการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งวิธีการรายงาน ควรนาเสนอสั้น ๆ ไปยึดรูปแบบตายตัว แต่ต้องมีสาระครบถ้วน โดยเขียนเป็นความเรียงแยกเป็นย่อหน้าหรือนาเสนอตรงประเด็นสาคัญเป็นข้อ ๆ ก็ได้ ตัวอย่างประเด็นสาคัญ เช่น ความสาคัญและความเป็นมา วัตถุประสงค์ของการวิจัย แนวคิดหลักที่ใช้แก้ปัญหา วิธีดาเนินการ ผลการวิจัยและสรุปผล การสะท้อนผล โดยแต่ละหัวข้อสรุปสั้น ๆ ให้เข้าใจในการเขียนรายงานการวิจัย ตามรูปแบบของผู้วิจัยหรือแบบย่อนี้ ผู้วิจัยสามารถนาเสนอข้อมูลผลการวิจัยในรูปของตารางหรือกราฟเพิ่มเติม จากการเขียนบรรยายสรุปก็ได้จะช่วยให้น่าสนใจ และผลที่ได้จะน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ควรนาเสนอเฉพาะส่วนสาคัญเท่านั้นจานวนหน้าของรายงานไม่ควรมากเกินไป ปัจจุบันไม่มีกาหนดเป็นกฎเกณฑ์ไว้ว่าจานวนกี่หน้า เท่าที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปมีตั้งแต่ 1 – 8 หน้า
  11. 11. - 11 -จากที่กล่าวไว้ข้างต้น เป็นเพียงสาระสาคัญของการทาวิจัยในชั้นเรียนที่สะท้อนให้เห็นการดาเนินงานตามขั้นตอนการทาวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งดาเนินการตามแนวทางของการทาวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) คงจะช่วยให้สามารถเห็นภาพการจัดทาวิจัยในชั้นเรียนได้ตลอดแนว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม ถ้าจะทาวิจัยในชั้นเรียนให้สาเร็จ ผู้วิจัยจะต้องมีความมุ่งมั่นเสียสละ ศึกษาเพิ่มเติมให้ชัดเจน มีการวางแผนล่วงหน้า ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งคงไม่ยุ่งยากจนเกินความสามารถของเพื่อนครูที่จะดาเนินการ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคต คงมีผู้ทาวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลทีได้ก็คือ ปัญหาของผู้เรียนจะลดลงและสามารถพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ตลอดไปหนังสืออ้างอิงกระทรวงศึกษาธิการ. (2542) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว.Carr, W. and Kemmis, S. (1986) Becoming Critical : Education, Knowledge and ActionResearch. Basingstoke :Falmer Press.

×