Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
ฉบับที่ 2 / 2557
POLICY BRIEF
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ประวัติและพัฒนาการ
จีนเทคโนโลยและ
วิทยาศาสตร์
นโยบาย
รศ. ดร...
ที่สองคือ ราชสานักจีนในสมัยนั้นไม่เห็นความสาคัญของงานด้านวิทยาศาสตร์ แต่กลับให้ความสาคัญต่องาน
ด้านศิลปะ วรรณกรรมและการบริ...
งานวิจัยหลักของหน่วยงานที่สังกัดกับกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลท้องถิ่นจะทางานวิจัย
ด้านประยุกต์เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภ...
บทสรุปและข้อเสนอแนะสาหรับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย
นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคปฏิรูป จีนได้ปรับเปลี่ยนทิศทา...
5
ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาฯ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
บรรณาธิการ: น.ส.ยุวดี คาดการณ์ไกล
ถอดความและเรียบเรียง: น.ส.จุฑาม...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน

1,092 views

Published on

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. จำนง สรพิพัฒน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ถอดความและเรียบเรียงโดย นางสาว จุฑามาศ พูลสวัสดิ์

ภายใต้การสนับสนุนของโครงการคลังปัญญาเพื่ออภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

สนใจติดตามคลิปวีดีได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=iLimnBo671g&feature=youtu.be

สนใจรายละเอียดโครงการฯเพิ่มเติมได้ที่
Wepsite : http://www.rsu-brain.com
Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/thinktankrsu?ref=hl

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน

  1. 1. ฉบับที่ 2 / 2557 POLICY BRIEF วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ประวัติและพัฒนาการ จีนเทคโนโลยและ วิทยาศาสตร์ นโยบาย รศ. ดร. จานง สรพิพัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ประวัติการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน จีนนับเป็นประเทศแรก ๆ ของโลกที่มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และถูกยอมรับให้เป็นผู้นาในด้านดังกล่าว เนื่องจากในยุคแรกเริ่มจีนมีระบบการศึกษาที่ก้าวหน้า โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบขงจื้อที่สร้างปัญญาชนขึ้นเป็นจานวนมาก จนสามารถสร้างประโยชน์และคิดค้นผลงาน ทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมได้มากมาย แต่หลังศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ของจีนเริ่มเสื่อมถอยลงจนกระทั่งโลกตะวันตกได้ปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) จนสาเร็จและ สามารถแซงหน้าไปได้ในที่สุด สาเหตุสาคัญที่ทาให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนล้าหลังชาติตะวันตกนั้น ประการแรก คือ กระบวนการเรียนรู้และค้นพบด้านวิทยาการในสมัยโบราณของจีนเน้นวิธีการลองผิดลองถูก (Trial & Error) โดยไม่ได้ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ แก้ปัญหา หรือหาองค์ความรู้ ใหม่ ดังนั้น องค์ความรู้ที่มีอยู่จึงแคบลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวทันชาติตะวันตกได้ สาเหตุประการ ถอดความจากการนาเสนอในที่ประชุมเวที Think Tank เรื่อง “ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชน จีน” จัดโดยโครงการคลังปัญญาเพื่ออภิวัฒน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13.00 - 16.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ลาดพร้าว กรุงเทพมหานครฯ ภายใต้การสนับสนุนของสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ (สปส.) 1โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  2. 2. ที่สองคือ ราชสานักจีนในสมัยนั้นไม่เห็นความสาคัญของงานด้านวิทยาศาสตร์ แต่กลับให้ความสาคัญต่องาน ด้านศิลปะ วรรณกรรมและการบริหารปกครองมากกว่า และสาเหตุประการสุดท้ายคือ ในขณะที่ตะวันตกพัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว แต่จีนกลับมีความเป็นชาตินิยมสูง ภาคภูมิใจต่อความเจริญของตนเองมากจนกระทั่งปิดประตู และไม่เปิดรับรู้ความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก อย่างไรก็ตาม เมื่อตระหนักได้ถึงปัญหาดังกล่าว ในทศวรรษที่ 1860 เป็นต้นมา จีนจึงเริ่มดาเนินนโยบาย ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาตามแนวทางด้านเทคโนโลยีตะวันตกมากขึ้นโดยเริ่มจากการสร้างปืนใหญ่ และอู่ ต่อเรือกลไฟไอน้า ด้านการพัฒนาคน จีนได้ส่งนักศึกษาจีนไปเรียนยังประเทศที่มีความก้าวหน้าด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งญี่ปุ่น สหรัฐ รัสเซียและยุโรปเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่แปลกใหม่จนนาไปสู่ การจัดตั้งโรงเรียนสมัยใหม่และการสร้างมหาวิทยาลัยแบบตะวันตก เช่น การจัดตั้ง The Academia Sinica นอกจากนี้ การรับเอาอิทธิพลความคิดแบบตะวันตกเข้ามามากขึ้นยังได้นาไปสู่ความท้าทายความเชื่อและ ค่านิยมทางสังคมแบบเดิมไปในเวลาเดียวกัน โครงสร้างและการบริหารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ภายหลังการเปิดรับแนวทางการพัฒนาตามแบบตะวันตก และได้รับคาแนะนาจากประเทศรัสเซีย จีนได้ จัดตั้งหน่วยงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการวิจัย ด้านวิทยาการต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์และเอื้อให้เกิดการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับชาติ อย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานวิจัยดังกล่าวอาศัยการดาเนินการผ่านองค์กร 4 ประเภท ได้แก่ 1. Chinese Academy of Sciences Chinese Academy of Sciences หรือ CAS เป็นหน่วยงานวิจัยชั้นนาที่จัดตั้งเป็นแห่งแรกและ ปัจจุบันยังเป็นหน่วยงานวิจัยสาคัญที่สุดของฝ่ายพลเรือนจีน ขึ้นตรงกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ มีหน้าที่ หลักในการทาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะทางขั้นพื้นฐาน (Basic Research) ตลอดจนทาภารกิจ ร่วมกับหน่วยงานวิจัยฝ่ายทหารของจีนในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์และจรวด นอกจากนั้น ในด้าน การเมือง CAS ยังมีบทบาทเป็นคลังสมอง (Think-Tank) และเป็นผู้นาเสนอและร่างแผนพัฒนาด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่รัฐบาลกลางของจีนอีกด้วย 2. สถาบันวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัย ในยุคก่อตั้งยังเป็นหน่วยงานวิจัยที่มีบทบาทไม่มากนัก เนื่องจากกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมัก อยู่ที่การสอนและฝึกอบรมเพื่อผลิตบุคคลกรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนาที่ขึ้นกับรัฐบาลกลางเท่านั้น แต่ใน ปัจจุบันมหาวิทยาลัยทุกระดับเริ่มมีบทบาทในการนาเสนอผลงานวิจัยมากขึ้น 3. สถาบันวิจัยสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลระดับท้องถิ่น 2 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  3. 3. งานวิจัยหลักของหน่วยงานที่สังกัดกับกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลท้องถิ่นจะทางานวิจัย ด้านประยุกต์เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพของงานด้านอุตสาหกรรมเป็นสาคัญ 4. สถาบันวิจัยทางทหารสังกัดฝ่ายกลาโหม นโยบายด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีด้านการทหารเป็นเรื่องที่รัฐบาลจีนให้ความสาคัญเป็น อันดับต้น ๆ จึงมีการทุ่มงบประมาณจานวนมากเพื่อสนับสนุนสถาบันวิจัยสังกัดฝ่ายกลาโหมโดยมี เป้าหมายเพื่อสร้างอาวุธเฉพาะอย่าง (Project Base) เช่น การสร้างระเบิดนิวเคลียร์และไฮโดรเจน จรวดข้ามทวีป เรือดาน้านิวเคลียร์ เป็นต้น ในแง่ของการบริหารจัดการองค์กรด้านการวิจัยทั้ง 4 ประเภทดังกล่าว มีกระทรวงวิทยาศาสตร์เป็น ศูนย์กลางประสานงานหลัก วางกรอบนโยบาย ตลอดจนจัดสรรงบประมาณการทาวิจัย โดยมีการกาหนด ข้อเสนอหลัก (Core Proposal) พร้อมทั้งทุนการทาวิจัยเพื่อให้สถาบันต่าง ๆ เสนองานวิจัยที่เหมาะสมมาเพื่อ พิจารณา ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะทาให้งบประมาณถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งยังกระตุ้นให้มีการแข่งขันกัน พัฒนาผลงานระหว่างนักวิจัยด้วย การปฏิรูปและพัฒนานโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ในทศวรรษก่อน 1980 ซึ่งเป็นยุคแรกที่จีนหันมาเอาจริงเอาจังด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รัฐบาลยังคงให้ความสาคัญกับการสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาวุธและเทคโนโลยีการรบ ทาให้การ พัฒนาด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยังคงล้าหลังอยู่ แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลักในการวิจัยและ พัฒนาไปสู่การให้ความสาคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการผลิตอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ ประกอบกับ ข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์จึงทาให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอานาจภายใน เวลาไม่นานนัก นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนนโยบายการให้ทุนอุดหนุนงานวิจัยจากเดิมที่ให้ทุนวิจัยในรูป งบประมาณประจาปีโดยตรง มาเป็นการยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอทุน (Call Proposal) จากแหล่งให้ทุน วิจัยยังทาให้การผลิตผลงานวิจัยของหน่วยงานต่าง ๆ มีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สาหรับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระยะยาว จีนได้ใช้นโยบายการลงทุน ร่วมหรือรับการลงทุนจากต่างชาติเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาจนสามารถสร้างเทคโนโลยีของ ตนเองและพึ่งพาตนเองได้ ส่วนนโยบายด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ ได้มีการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อจัดอบรม เผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการที่ได้รับมาจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ นักวิจัยจากหลายสถาบันที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกันสามารถพบปะและแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลหรือทาข้อเสนอ โครงการวิจัยร่วมกันได้ 3 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  4. 4. บทสรุปและข้อเสนอแนะสาหรับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคปฏิรูป จีนได้ปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยหันมาให้ คุณค่ากับการวิจัยพัฒนาอันเป็นปัจจัยสาคัญที่จะนาไปสู่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลสนับสนุนให้มีการก่อตั้งหน่วยงานวิจัยในระดับต่าง ๆ และส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ระหว่างสถาบันวิจัยรวมทั้งภาคอุตสาหกรรมทั้งภายในและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสาคัญที่ทาให้ประเทศจีนประสบผลสาเร็จทางด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ที่ สาคัญที่สุดคือ ค่านิยมของรัฐและประชาชนที่มุ่งมั่นจะพึ่งพาตนเองทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันเป็น แรงกระตุ้นสาคัญที่ทาให้ทุกภาคส่วนไม่นิ่งเฉยที่จะแสวงหาความรู้และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อยกระดับ ความก้าวหน้าด้านวิทยาการจนทาให้จีนก้าวมาเป็นหนึ่งในประเทศผู้นาด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน บทเรียนสาคัญจากการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนนั้น มีหลายแนวทางที่สามารถนามาปรับ ใช้กับการบริหารและดาเนินนโยบายสาหรับประเทศไทยได้ ประการแรกที่สาคัญคือ กระบวนการเรียนรู้ด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ดีไม่ควรใช้วิธีการพึ่งพาตนเองแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรเร่งรัดให้มีการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ ภาค การศึกษา ตลอดจนระดับประชาชนเพื่อให้มีการต่อยอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันจะนาไปสู่การ สร้างเทคโนโลยีของตนเองได้ในอนาคต ซึ่งไทยมีจุดแข็งในฐานะที่เป็นศูนย์กลางด้านการติดต่อสื่อสารของ ภูมิภาค ASEAN ดังนั้นจึงควรใช้จุดแข็งดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในการสร้างความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับ ประเทศอื่นๆ และบทเรียนที่สาคัญไม่แพ้กันอีกประการหนึ่งคือ คุณภาพของคน จีนสามารถพัฒนาประเทศจน ก้าวหน้าได้ในระยะเวลาไม่กี่สิบปีได้ก็ด้วยความสามารถของผู้นาที่มีวิสัยทัศน์ สามารถกาหนดนโยบายด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจและนโยบายความมั่นคงของชาติใน ระยะยาว ตลอดจนให้ความสาคัญกับการสร้างบุคคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพื่อให้สามารถพัฒนา ประเทศได้ตามเป้าประสงค์ ประเด็นเรื่องการพัฒนาคนทั้งในระดับผู้บริหารและนักปฏิบัติการให้มีคุณภาพจึง เป็นโจทย์สาคัญซึ่งประเทศไทยที่ยังขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพจานวนมากจะต้องปรับปรุงและสร้าง คนรุ่นใหม่ให้เป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในงานและมีคุณค่าต่อการพัฒนาชาติให้ได้ในอนาคต *********************************************************************** 4 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  5. 5. 5 ผู้อานวยการสถาบันคลังปัญญาฯ : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: น.ส.ยุวดี คาดการณ์ไกล ถอดความและเรียบเรียง: น.ส.จุฑามาศ พูลสวัสดิ์ บันทึกเทปการประชุม: น.ส.สุธิดา เด่นประภา ผู้ประสานงาน: อ.อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์, นางพัชร์พิชา เคียงธนสมบัติ ปีที่พิมพ์: กุมภาพันธ์ 2558 สานักพิมพ์: มูลนิธิสร้างสรรค์ปัญญาสาธารณะ เพิ่มเติมได้ที่ www.rsu-brain.com ที่อยู่ติดต่อ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ 52/347 พหลโยธิน 87 ตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธำนี 12000 โทรศัพท์ 02-997-2200 ต่อ 1283 โทรสำร 02-997-2200 ต่อ 1216 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4/2 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-930-0026 โทรสาร 02-930-0064 โครงการคลังปัญญาเพื่อการอภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ฯ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยน: ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ,คุณอนุสนธิ์ชินวรรโณ,ศ.ดร.สมบูรณ์ สุขสาราญ, คุณสมปอง สงวนบรรพ์,รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์,รศ.ดร.อนุชาติ พวงสาลี, คุณพิรุณ ฉัตรวนิชกุล,ศ.พิเศษ ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา,ผศ.ดร.กอปร กฤตยากีรณ, ดร.กิตติพงษ์ พร้อมวงศ์,ดร.วรารัก เฉลิมพันธุศักดิ์,ดร.หลี่ เหยินเหลียง, อาจารย์ศิวพล ละอองสกุล,คุณวีระพล วงษ์ประเสริฐ,คุณเทวิน แซ่แต้

×