Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน

3,756 views

Published on

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. จำนง สรพิพัฒน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

ภายใต้การสนับสนุนของโครงการคลังปัญญาเพื่ออภิวัตน์ประเทศไทยในยุคบูรพาภิวัตน์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

สนใจรายละเอียดโครงการฯเพิ่มเติมได้ที่
Wepsite : http://www.rsu-brain.com
Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/thinktankrsu?ref=hl

Published in: Technology
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสาธารณรัฐประชาชนจีน

  1. 1. ประวัติและพัฒนาการนโยบายวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของประเทศจีน รศ. ดร. จานง สรพิพัฒน์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 28 พฤศจิกายน 2557
  2. 2. บทนา • ประเทศจีนถือได้ว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหญ่ที่เจริญเติบโตอย่าง รวดเร็วที่ถือได้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจาก ประเทศเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมในระยะอันสั้น ทั้งที่มีขนาดของ ประชากรมากที่สุดในโลก และกาลังจะก้าวเข้าสู่มหาอานาจใหญ่ • ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เติบโตอย่างรวดเร็วใน ระยะหนึ่งเช่นเดียวกับจีน แต่สุดท้ายกลับชะงักงัน จึงควรที่จะให้ความ สนใจและศึกษาว่าจีนพัฒนาประเทศด้านS&T อย่างไร มากกว่าการ เลียนแบบจากประเทศตะวันตกหรือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศพัฒนา อุตสาหกรรมเต็มขั้นแล้ว
  3. 3. ข้อแตกต่างระหว่างคาว่านวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี • สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม • การค้นพบทางวิทยาศาสตร์/องค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับจากลองผิดลองถูก vs.องค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับจากกระบวนการศึกษาโดยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่(Scientific Method) • ความทางด้านเทคนิคที่จะผลิต(Technical Know-how)สินค้า/ บริการครั้งละมากๆ (Mass Production) • ความทางด้านเทคนิคอุตสาหกรรมที่จะผลิตสินค้า/บริการครั้งละมากๆ ในเชิงพาณิชย์
  4. 4. ประวัติการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน • เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า จีนเป็นผู้นาทางS&T ของโลกในสมัยโบราณ จนกระทั่งถึงปลายศตวรรษที่ 18 ทั้งนี้ด้วยปัจจัยสองประการคือ -จีนมีระบบการศึกษาที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยผ่านระบบการศึกษา โบราณแบบขงจื้อที่สร้างปัญญาชนและผู้รู้หนังสือขึ้นในสังคม และระบบ ราชการ ที่เอื้อให้ผู้รู้เหล่านี้เปลี่ยนสถานะให้เป็นชนชั้นปกครองได้ ในทาง กลับกันปัญญาชนเหล่านี้ช่วยสร้างสรรการผลิตงานเกษตรและงานหัตถกรรม ให้มีผลผลิตสูงขึ้นหล่อเลี้ยงสังคม • อย่างไรก็ตาม การค้นพบทางวิทยาการของจีนในสมัยโบราณ เป็นการใช้ วิธีการลองผิดลองดู(Trial & Error) มากกว่าการใช้วิธีการทาง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าเพื่อหาองค์ความรู้ใหม่
  5. 5. • วิธีการTrial & Error มีข้อจากัด และพัฒนาได้ช้าลงตามลาดับ ตาม หลักของ Diminishing of Return (ตามข้อสัณนิฐานของ Elvin Mark) • หลังศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ความก้าวหน้าทางวิทยาการของจีนเริ่มมี ความก้าวหน้าช้าลงเป็นลาดับ • ขณะที่ทางฝ่ายตะวันตก เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์(Scientific Revolution) ค้นพบวิธีการค้นหาคาตอบอย่างเป็นระบบ โดยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ ทั้งที่มีรากเหง้ามาจากตะวันออก • จนกระทั่งถึงยุคฟื้นฟูวิทยาการของทางตะวันตก ซึ่งตรงกับปลาย ราชวงศ์หมิง-ต้นราชวงค์ชิง(1642-1912) ที่ตะวันตกสามารถแซงหน้าจีนไป ในที่สุด
  6. 6. • ความก้าวหน้าที่ช้าลงของงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของจีน น่าจะมีสาเหตุ จากสองประการ (ก) การที่นักคิดของจีนไม่พยายามจาลองเหตุการณ์จริงทางธรรมชาติ โดยใช้คณิตศาสตร์ (ข)ราชสานักจีนไม่ให้เห็นความสาคัญของงานด้านวิทยาศาสตร์ คงให้ ความสาคัญต่องานด้านวรรณกรรม, ศิลปะ, การบริหารปกครอง เป็นด้านหลัก ทั้งที่มีบาทหลวงเยซูอิตนาเอาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เข้ามาในจีน ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 17-18แล้วก็ตาม ทาให้ขาดการรวมตัวของนักวิชาการจีนเข้าด้วยกัน เพื่อวิพากษ์งานของกันและกัน เพื่อรวบรวมงานวิจัยและองค์ความรู้เข้าด้วยกัน เพื่อต่อยอดและพัฒนาให้สูงขึ้น
  7. 7. • ปลายราชวงค์ชิง การแผ่อิทธิพลการค้าของตะวันตกและนาฝิ่นเข้ามาใน ประเทศจีน ก่อให้เกิดสงครามฝิ่นขึ้น ทาให้ชนชั้นนาของจีนเริ่มตระหนักใน ความจริงว่า เทคโนโลยีทางการทหารของจีนสู้ตะวันตกไม่ได้แล้ว • ดังนั้น ตั้งแต่ทศศตรรษที่ 1860 เป็นต้น จีนจึงเริ่มเรียนรู้และเลียนแบบ เทคโนโลยีตะวันตก โดยเริ่มจากการสร้างปืนใหญ่ อู่ต่อเรือกลไฟไอน้า และ โรงเรียนฝึกหัดช่างฝีมือ • การสร้างปืนใหญ่และเรือ นาไปสู่ความจาเป็นที่ต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์สมัยใหม่ นาไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนสมัยใหม่และการสร้าง มหาวิทยาลัยแบบตะวันตก ที่มีการสอนวิทยาศาสตร์และส่งนักศึกษาไป เรียนยังต่างประเทศที่ ญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป
  8. 8. • การไปเรียนเทคโนโลยียังต่างประเทศ ย่อมหนีไม่พ้นไปจากการรับอิทธิพลความคิด แบบตะวันตก ซึ่งนาไปสู่การท้าทายความเชื่อและค่านิยมทางสังคมแบบเดิม และการ ขัดแย้งกับกลุ่มขุนนางหัวเก่า • ขณะที่ชนชั้นปกครองรุ่นเก่า พยายามแยกขาดกันระหว่างการใช้ประโยชน์ทาง เทคโนโลยีตะวันตกกับแนวคิดทางปรัชญา ศาสนาและการเมืองของตะวันตก • ตลอด ศตวรรษที่ 20 ความคิดที่จะแยกขาดระหว่างความรู้ด้าน S&T ออกจาก ความคิดและความเชื่อทางการเมือง และวิธีปฏิบัตินิยมจากตะวันตกมีมาโดยตลอด • อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของแนวคิดและวัฒนธรรมขงจื้อต่อปัญญาชนแม้จะจบจาก ต่างประเทศก็จะมีอยู่ดี ในประเด็นเรื่องความมุ่งมั่นต่อส่วนรวมและการสร้างชาติ รวมถึงแนวคิดที่ว่าปัญญาชนควรมีภาระรับผิดชอบต่อสังคมเป็นพิเศษ • การให้ความสาคัญต่อการใช้S&Tเพื่อพัฒนาประเทศและสร้างชาติ โดยรัฐมีมาทุก สมัยแล้วตั้งแต่ยุคราชวงศ์ชิง มากกว่าเป้ าหมายของค้นคว้าเพื่อสร้างความรู้ใหม่ๆ ด้าน S&Tเพื่อองค์ความรู้ของตัวมันเอง
  9. 9. หลักไมล์ของงานด้านวิทยาศาสตร์จีน • งานสิ่งพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกของจีนคืองานแปลชุด “ปืนใหญ่ ของเจียงหนาน” จัดทาขึ้นในปี 1866 ซึ่งแปลงานวิทยาศาสตร์เพื้นฐาน และประยุกต์เกือบ 200 ชิ้น จากภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, และเยอรมัน • 1900-1920 ต้อนศตวรรษที่20 มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย แบบตะวันตกขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ • 1914 จัดตั้ง Science Society of China ขึ้นเป็นครั้งแรก โดย กลุ่มนศ.จีน จาก มหาวิทยาลัย คอร์ลเนล • 1915 จัดพิมพ์วารสาร “เคอเซะ” (วิทยาศาสตร์)ขึ้นเป็นครั้งแรก
  10. 10. • 1912 สมาคมวิทยาศาสตร์จีน จัดตั้งห้องปฏิบัติการชีววิทยาขึ้นที่นาน กิง • 1927 เกิดปฏิวัติ “ซินไห่” ล้มล้างราชวงศ์ชิง จัดตั้งรัฐบาลก๊กมิงตั๋งขึ้น มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยและฝึกอบรมโดยรัฐบาลเพิ่มเติม • 1928 จัดตั้ง “The Academia Sinica” ประกอบด้วย สถาบันวิจัยหลายสิบแห่ง เพื่อนางานวิจัยและให้คาแนะนาต่อรัฐบาล • 1929-1930 มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง นาไปสู่การ จัดตั้งหน่วยงานวิจัยเฉพาะทางแยกตามรายสาขาขึ้นได้แก่ ฟิสิกส์ ชีวะ เภสัชวิทยา • มีข้อน่าสังเกตุว่า สถาบันเหล่านี้แม้ว่าจะได้รับงบประมาณและมี บุคคลากรอย่างจากัด แต่สามารถผลิตงานที่มีคุณภาพสูงและต่อเนื่อง
  11. 11. • 1937-1949 นักวิทยาศาสตร์จีนเริ่มประสบปัญหาการทางานเนื่องจากการ รุกรานของญี่ปุ่น สงครามกลางเมือง และปัญหาเงินเฟ้ อ ขาดแคลนเงินวิจัย และหายไปในที่สุด • ส่งผลให้นักศึกษาจีนจานวนมากในต่างประเทศ ตัดสินใจไม่เดินทางกลับ ประเทศ และทางานในต่างประเทศแทน นักศึกษาจีนเหล่านี้ต่อมาได้เป็น นักวิทยาศาสตร์ชั้นนาของโลก (มีอยู่ถึง 6 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล) สะท้อน ให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาระดับสูงของมหาวิทยาลัยจีนในยุคนั้น • ต่อมานักศึกษาเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้อพยพกลับประเทศจีน หลังการ เปลี่ยนแปลงเป็นคอมมิวนิสต์ และได้เป็นกาลังสาคัญในการพัฒนา วิทยาศาสตร์ของจีนในระยะต่อมา
  12. 12. พัฒนาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ • 1949 สถาปนาสาธารณะรัฐประชาชนจีน • จีนได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการบริหารงานทางด้านS&Tตาม แบบอย่างโซเวียตรัสเซีย และใช้โครงสร้างนี้จนกระทั่งทศตรรษที่ 1972 • โดยโครงสร้างนี้หน่วยงานเพื่อการวิจัยถูกแยกส่วนออกจากงานการผลิต อุตสาหกรรม และไม่เชื่อมโยงกัน เน้นสั่งงานตามสายบังคับชาจัดตั้งแบบ คอมมิวนิสต์ งานวิจัยทาตามแผนงานและการตัดสินใจจากส่วนกลาง (central plan) การวิจัยให้ความสาคัญต่อการวิจัยเฉพาะทาง ภาคอุตสาหกรรม และวิจัยประยุกต์เป็นอันดับแรก รวมทั้งการจัดตั้ง หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีทางทหาร
  13. 13. • 1 พย. 1949 จัดตั้ง Chinese Academy of Science โดยการรวม สถาบัน Academic Sinicia และ Bejing Research Academy เข้าด้วยกัน • Chinese Academy of Science เริ่มจากหนึ่งสถาบันก่อน สถาบันแรกที่จัดตั้งขึ้นคือ Institute of Mechanic และ Institute of Physics ค่อยๆจัดตั้งสถาบันเฉพาะทางเพิ่มขึ้นในสาขาอื่นๆ ตามลาดับ จนใน ปัจจุบัน CAS มีสถาบันที่จัดตั้งขึ้นทั้งสิ้น ร้อยกว่าสถาบัน นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้ง Chinese Academy of Social Science และ Chinese Academy of Engineering ขึ้นอีกใน ภายหลัง
  14. 14. • ทศวรรษที่ 1950-60 การพัฒนาS&Tภายใต้การช่วยเหลือจากโซเวียตรัสเซีย • ตามแผนความช่วยเหลือ 5 ปีแรก (1953-57) จีนได้รับความช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่จากโซเวียตรัสเซีย จีนส่งนักวิทยาศาสตร์และนักเทคนิคราว 38,000 คนไปศึกษาและฝึกอบรมยัง รัสเซีย ส่วนใหญ่เป็นนักเทคนิค(ราว 28,000 คน) • จีนเน้นรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโซเวียต ภายใต้นโยบายที่ให้ความสาคัญต่อ การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักเป็นลาดับต้น ตามแบบอย่างโซเวียต เทคโนโลยีส่วน ใหญ่เน้นหนักวิทยาการและเทคโนโลยีการผลิตในอุตสาหกรรมเป็นหลัก ได้แก่ การ ผลิตเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้ า สารเคมีขั้นพื้นฐาน เครื่องมือ กล รวมถึงอาวุธหนัก เช่นปืนใหญ่ รถถัง เครื่องบินรบ ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานของ ความสามารถการผลิตสินค้าและอุตสาหกรรมทางทหารของจีนในเวลาต่อมา
  15. 15. • ความตึงเครียดระหว่างจีนและรัสเซีย (1960-70) ความขัดแย้งเริ่มจากข้อเรียกร้องของจีนต่อโซเวียต ที่ขอให้ถ่ายทอด เทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ขณะที่โซเวียตเรียกร้องให้จีนเป็นรัฐใน อารักขาทางทหารของโซเวียต แบบเดียวกับประเทศในยุโรปตะวันออก ความ ขัดแย้งถึงขีดสุดจนถึงใช้กาลังทหารต่อกันในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน 1960 โซเวียตถอนความช่วยเหลือและผู้เชี่ยวชาญทางด้านS&T ออกจากประเทศจีนทั้งหมด • ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-76) ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรม ส่งผลเสียหายต่อความก้าวหน้าทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากผู้นาหน่วยงานด้านวิจัยถูกคัดเลือกโดย พิจารณาจากความคิดทางการเมืองมากกว่าความเป็นมืออาชีพทางด้าน วิทยาศาสตร์ อีกทั้งระบบการศึกษาก็ไม่สามารถผลิตบุคคลากรวิชาชีพด้าน S&T ที่มีคุณภาพ การบริหารหน่วยงานด้านS&Tเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ
  16. 16. • ยุคปฏิรูป คิดใหม่ทาใหม่ (1977-84) ผลความเสียหายจากการปฏิวัติวัฒนธรรม ทาให้นายกโจวฯและ เติ้งเสี่ยวผิง ต้องเข้ามาปฏิรูปหน่วยงานและการบริหารงานด้าน S&Tของ จีนเสียใหม่ • เดือน มค. 1975 ผลการประชุมสัมมัชชาประชาชนแห่งชาติจีน ครั้งที่ 4 นายกโจวฯ ได้กาหนดนโยบาย 4 ทันสมัย เพื่อพัฒนาชาติจีนให้ทัน ต่างประเทศก่อนสิ้นศตวรรษที่20 ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม S&T และการทหาร
  17. 17. • ผลกระทบแรกๆต่อนโยบาย4ทันสมัยนี้คือ การฟื้นฟูคุณสมบัติและความ เชี่ยวชาญของตัวนักวิทยาศาสตร์เองเป็นอันดับแรก กาหนดมาตรฐาน การศึกษาของชาติให้มีความเข้มงวดเช่นในอดีต และการนาเข้าเทคโนโลยี จากต่างประเทศ • ตุลาคม 1976 แก๊งค์สี่คนสิ้นอานาจ • มีนาคม 1978 เติ้งเสี่ยวผิงประกาศให้S&Tมีบทบาทสาคัญในการนาพา ประเทศจีนสู่ความทันสมัยภายในปี 2000 โดยถือว่า S&T เป็นพลังงานการ ผลิตที่สาคัญ และมีนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้ขับเคลื่อน เติ้งได้เน้นว่า “หาก ปราศจากการพัฒนาS&Tอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนา เศรษฐกิจชาติให้เจริญอย่างรวดเร็วได้”
  18. 18. • 1978 มีการวางแผนพัฒนาS&Tขึ้นใหม่ เพื่อก้าวตามให้ทันนานาชาติ ภายในปี 1985 โดยเฉพาะในสาขา Laser, การบินอวกาศ และฟิสิกส์ ระดับสูง มีการสั่งซื้อนาเข้าโครงการด้านวิทยาศาสตร์จนขาดแคลน งบประมาณ เนื่องจากความเข้าใจผิดของฝ่ายนา • 1981 แผนS&Tได้รับการปรับปรุงใหม่ลดโครงการนาเข้าเทคโนโลยีจาก ต่างชาติลง โดยให้เน้นการลงทุนเพื่อประยุกต์การใช้องค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติโดยเฉพาะการผลิตในอุตสาหกรรม และให้เพิ่มการฝึกฝนด้านทักษะแก่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรให้มากขึ้น • 1981-85 มีข้อเสนอจากนักวิทยาศาสตร์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรและการบริหารแบบใหม่ให้เป็นเหมือนกับแบบตะวันตก เพื่อให้งาน ของหน่วยงานด้านวิจัยเชื่อมโยงกับโจทย์/ปัญหาทางอุตสาหกรรมที่เป็นจริง
  19. 19. • มี.ค.1985 กรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีมติเรียกร้องให้มีการปฏิรูป โครงสร้างองค์กรและระบบการให้งบประมาณS&Tของจีนเสียใหม่ และให้ความสาคัญต่อการใช้ประโยชน์S&Tในเชิงพาณิชย์มากขึ้น • 1986-ปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงโครงเชิงสร้างและการบริหารงานที่ สาคัญๆ จนมีระบบการทางานและให้งบประมาณในแบบเดียวกันกับที่ ใช้ในประเทศตะวันตก (ดังรายละเอียดจะได้นาเสนอต่อไป)
  20. 20. โครงสร้างและการบริหารด้านS&Tของจีน • หน่วยงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในประเทศจีน อาศัยการ ดาเนินการผ่านองค์กร 5 ประเภทคือ (ก) Chinese Academy of Sciencesสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์(แต่ ขึ้นกับState Council โดยทางปฎิบัติ) (ข) สถาบันวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัย (ค) สถาบันวิจัยสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม (ง) สถาบันวิจัยสังกัดรัฐบาลในระดับท้องถิ่น (จ) สถาบันวิจัยทางทหารสังกัดฝ่ายกลาโหม
  21. 21. Chinese Academy of Sciences • CAS ถือว่าเป็นหน่วยงานวิจัย ระดับนาและดีที่สุดของจีนในฝ่ายพล เรือน ถูกจัดตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติ เพื่อทาภาระกิจหลักร่วมในการสร้าง อาวุธนิวเคลียร์และจรวด ร่วมกับหน่วยงานวิจัยทางฝ่ายทหารของจีน คือ National Defense Science and Technology Commission (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น National Defense Science, Technology, and Industry Commission (NDSTIC) ในปี 1982)
  22. 22. Chinese Academy of Sciences • CAS เป็นหน่วยงานวิจัยระดับนาที่สาคัญสุดของประเทศจีน ทางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เฉพาะทางขั้นพื้นฐาน(Basic Research) ระดับFrontier Science • CAS มีระบบคัดเลือกและว่าจ้างนักวิทยาศาสตร์ฝ่ายพลเรือนที่ดีที่สุดของประเทศ • CAS ทาหน้าที่เป็นThink-Tank และเป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ รัฐบาลกลางจีน • CAS ยังเป็นผู้นาเสนอและร่างแผนพัฒนาS&Tให้แก่รัฐบาลกลางจีน • CAS เป็นผู้กาหนดว่า เทคโนโลยี/เครื่องมือใดที่จีนควรซื้อหรือนาเข้าจากต่างประเทศ • CAS ยังทางานวิจัยโครงการพิเศษทีสาคัญ เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานให้กับทางทหารและ อุตสาหกรรมจีน • แม้ว่าCASจะดาเนินงานวิจัยขั้นพื้นฐาน แต่งานวิจัยขั้นพื้นฐานดังกล่าวจะต้อง Complemented กับหน่วยวิจัยประยุกต์ด้านอุตสาหกรรมและหน่วยวิจัยประยุกต์ของ รัฐบาลท้องถิ่น • โดยสายบังคับบัญชา CAS ขึ้นกับกระทรวงวิทยาศาสตร์. แต่ในทางปฏิบัติแล้ว CAS รายงาน โดยตรงกับ State Council.
  23. 23. สถาบันวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัย • ก่อนการปฏิรูปในทศวรรษที่ 1980 งานวิจัยในมหาวิทยาลัยมีน้อยมาก หรือไม่มีเลย เนื่องจากงานวิจัยถูกแยกส่วนไปอยู่กับCAS และกระทรวง อุตสาหกรรม ดังนั้น กิจกรรมของมหาวิทยาลัยจึงอยู่ที่การสอนและฝึกอบรม เพื่อผลิตบุคคลกรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว • ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยในประเทศจีนแบ่งออก เป็น สามกลุ่มคือ (ก) มหาวิทยาลัยชั้นนาที่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง (เดิมเรียกว่า key national university) (ข) มหาวิทยาลัยที่ขึ้นกับรัฐบาลท้องถิ่นระดับมลฑลหรือจังหวัด (ค) มหาวิทยาลัยเอกชน • งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนา ที่ขึ้นกับรัฐบาลกลางเป็นหลัก
  24. 24. สถาบันวิจัยที่สังกัดกับกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาล ท้องถิ่น • งานวิจัยหลักในหน่วยงานที่สังกัดกับกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาล ท้องถิ่น จะทางานวิจัยด้านประยุกต์เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพ ของงานด้านอุตสาหกรรมเป็นสาคัญ หน่วยงานเหล่านี้เป็นแหล่งจ้างงาน ที่สาคัญที่สุดของแรงด้านS&T ประมาณ 80% ของนักวิทยาศาสตร์และ วิศวกรวิจัยของประเทศจีน
  25. 25. สถาบันวิจัยที่สังกัดฝ่ายกลาโหม • สถาบันวิจัยฝ่ายกลาโหมประกอบด้วย 4หน่วยงานคือ: the National Defense Science and Technology Commission, National Defense Industries Office, and Office of the Science, Technology, and Armament Commission of the party Central Military Commission • ต่อมาเพื่อลดความซ้าซ้อนและเพื่อให้มีการบูรณาการทางานดีขึ้น ทั้งสี่ หน่วยงานถูกควบรวมเข้าด้วยงานกัน และเปลี่ยนชื่อเป็น National Defense Science, Technology, and Industry Commission (NDSTIC) ในปี 1982 ในยุคปฏิรูป
  26. 26. สถาบันวิจัยที่สังกัดฝ่ายกลาโหม • รัฐบาลจีนได้ทุ่มเทงบประมาณเป็นอย่างมากต่อการทหาร ตั้งแต่ปี 1950 ผลสาเร็จที่สาคัญได้แก่ การสร้างระเบิดนิวเคลียร์และ ไฮโดรเจน จรวดข้ามทวีป เรือดาน้านิวเคลียร์ ดาวเทียมจารกรรม สถาบันวิจัยเหล่านี้ตั้งขึ้นโดยมีเป้ าหมายเพื่อสร้างอาวุธเฉพาะอย่าง (Project Base) • ความสาเร็จของงานวิจัยเหล่านี้เกิดขึ้นจากนโยบายอันแน่วแน่ที่จะ พึ่งพาตนเองทางด้านเทคโนโลยี • ทาให้รัฐจัดสรรงบประมาณวิจัยเป็นอันดับแรก และคัดสรรบุคคลากรที่ดี ที่สุดให้เป็นอันดับแรก
  27. 27. นโยบายการพัฒนา S&Tก่อนยุคปฏิรูป • ยุคก่อนปฎิรูปในทศวรรษก่อน 1980 เนื่องจากโจทย์ใหญ่ของประเทศจีนในขณะนั้น ความมั่นคงของรัฐ ทุ่มเท ทรัพยากรด้าน S&T จึงมุ่งไปที่การสร้างอาวุธทั้งที่เป็น conventional และ non-conventional weapons • องค์กรหลักที่เปรียบเป็นมันสมองในการสร้างองค์ความรู้หรือแก้ไขปัญหา ด้านเทคนิคที่สาคัญ ได้แก่ CAS ของฝ่ายพลเรือนและ National Defense S&T Commission ของฝ่ายกลาโหม(ต่อมาคือ NDSTIC) ที่เปรียบเหมือนมันสมอง • ส่วนโรงงานและอุตสาหกรรมทางทหารเป็นเสมือนแขนขาที่ผลิตอาวุธ ยุทธภัณฑ์
  28. 28. แนวทางการจัดการเพื่อพัฒนา S&Tก่อนการปฎิรูป • การดาเนินการโครงการพัฒนาอาวุธที่สาคัญเป็นการวิจัยแบบมุ่งเป้ าแบบ Project Base ทานองเดียวกับโครงการแมนฮัตตัน • แม้ว่าการพัฒนาอาวุธที่สาคัญ เช่น การสร้างจรวดและระเบิดนิวเคลียร์จะ ประสบผลสาเร็จ แต่โครงสร้างการทางานที่เป็นเอกเทศและปิดลับ ทาให้ไม่มี การแลกเปลี่ยนวิทยากรและองค์ความรู้ข้ามหน่วยงานโดยเฉพาะ ภาคอุตสาหกรรม • ความก้าวหน้าของการใช้ระบบควบคุมทางอิเล็กโทรนิค โดยเฉพาะ คอมพิวเตอร์ ทาให้เทคโนโลยีทางทหารก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ประโยชน์จากองค์ความรู้ของฝ่าย ทหารที่มีอยู่
  29. 29. ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารงานด้าน S&T ของจีนในยุคก่อนปฎิรูป
  30. 30. ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารงานด้านS&T ของจีน ในยุคก่อนปฎิรูป • เนื่องจากหลังการเปิดประเทศในทศวรรษที่ 1980 • รัฐเปลี่ยนทิศทางหลักในการวิจัยและพัฒนาให้เน้นไปสู่การให้ ความสาคัญในการสร้างขีดความสามารถในการผลิตอุตสาหกรรมใน เชิงพาณิชย์ เพื่อความเข้มแข็งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแทน การใช้นโยบายS&T เพื่อความมั่นคงของชาจติ • ดังนั้น แม้จีนจะประสบผลสาเร็จในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านความมั่นคงของชาติ แต่โครงสร้างและวิธีบริหาร แบบเดิมจะเป็นปัญหาอุปสรรคที่สาคัญ หากต้องการนาS&T ไปใช้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
  31. 31. ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารงานด้านS&T ของจีน ในยุคก่อนปฎิรูป ปัญหาที่เป็นอุปสรรคสาคัญได้แก่: (ก) การสั่งการแบบรวมศูนย์จากศูนย์กลางในแนวดิ่ง ทาให้แต่ละหน่วยงาน ทางานกันอย่างเอกเทศและไม่เชื่อมโยงกัน (ข) การจัดสรรทรัพยกรมนุษย์ที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของ แต่ละหน่วยงาน รวมถึงคุณภาพของนักวิจัยที่แตกต่างกันมากระหว่าง นักวิจัยของCAS และหน่วยงานวิจัยทางพลเรือนอื่นๆ ทาให้เกิดความล้า หลังของการพัฒนาเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย (ค) ไม่มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยต่างหน่วยงาน ทั้งที่อยู่ใน สายวิชาชีพเดียวกัน ปัญหานี้ทาให้ความก้าวหน้าทางทหารส่วนหนึ่งล้า หลังฝ่ายพลเรือนเมื่อจีนเปิดประเทศ ขณะที่ฝ่ายพลเรือนไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของฝ่ายทหารในเชิงพาณิชย์
  32. 32. โครงสร้างและการบริหารด้านS&Tของจีน (ต่อ) (ง) การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรมนุษย์ที่ดีที่สุดของจีน ให้น้าหนักกับ สถาบันวิจัยหลักสองส่วนคือ Chinese Academy of Science และสถาบันวิจัยกลาโหมเป็นอันดับแรก • ส่งผลให้เกิดช่องว่างในศักยภาพของการวิจัยระหว่าง CAS และหน่วยงาน วิจัยของพลเรือนที่เหลือทั้งหมด ขณะที่เกิดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้จาก ความก้าวหน้าของงานวิจัยระหว่างฝ่ายทหารและพลเรือน • ปัญหาของคุณภาพนักวิจัยที่แตกต่างกันมาก ระหว่างนักวิจัยที่สังกัดกับ CAS และนักวิจัยพลเรือนที่สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลท้องถิ่น ทาให้งานวิจัยในส่วนหลังมีคุณภาพต่า • นอกจากนี้ยังมีปัญหาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์ที่ขาดหาไป 1 รุ่น
  33. 33. ปัญหาการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน S&T ระหว่างฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร • เนื่องจากความลับทางทหาร สถาบันวิจัยและอุตสาหกรรมทางทหารของจีน ได้แยกตัวอย่างปิดลับจากหน่วยงานวิจัยของฝ่ายพลเรือน • หลังการปฎิรูป รัฐจีนพบว่าการดารงตนอย่างโดดเดี่ยวของสถาบันวิจัยทาง ทหารไม่ประสบผลดี เนื่องจากทาให้ไม่ได้ประโยชน์จากการรับเทคโนโลยี จากต่างประเทศ และความเชี่ยวทางทหารไม่ช่วยให้นาไปใช้ประโยชน์ทาง อุตสาหกรรมเพื่อสร้างเศรษฐกิจ • ปี 1982 รัฐบาลจีนจึงจัดตั้ง National Defense Science, Technology, and Industry Commission (NDSTIC) ทา หน้าที่วางแผนระดับสูง ประสานงานระหว่างสถาบันวิจัยทางทหารและ อุตสาหกรรมทางทหาร รวมถึงทาหน้าที่ประสานงานกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์ของฝ่ายพลเรือน
  34. 34. แนวทางการแก้ไขปัญหาโครงสร้างและแนว ทางการพัฒนาS&T ในยุคปฏิรูป
  35. 35. แนวทางการแก้ไขปัญหาโครงสร้างและแนวทางการพัฒนา S&T ในยุคปฏิรูป • หลังการสิ้นอานาจของแก๊งสี่คน ในเดือน ตค. 1976 ประเทศจีนได้ ดาเนินการปฏิรูปโครงสร้างและการดาเนินนโยบายS&T เสียใหม่ ตามแบบ ตะวันตก ดังนี้ (ก) การการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานวิจัย ซึ่งมีอยู่ร่วมหมื่นกว่าแห่ง และมีบุคคลากรอยู่ราว 8 ล้านคน ช่วงปี 1980 ให้ทางานอย่างบูรณาการ (รายละเอียดจะได้กล่าวต่อไป) (ข) ปรับเปลี่ยนนโยบายการให้ทุนอุดหนุนงานวิจัย จากเดิมที่ให้ทุนวิจัยในรูป ประมาณประจาปีโดยตรง มาเป็นการเสนอยื่นข้อเสนอโครงการวิจัย จาก แหล่งให้ทุนวิจัย เช่น ผ่าน Chinese National Science Foundation โดยข้อเสนอโครงการวิจัยที่ส่งต้องแข่งขันกับหน่วยงาน วิจัยอื่นๆ และผ่าน Peer Review แบบเดียวกับตะวันตก
  36. 36. การปฎิรูปโครงสร้างและนโยบายS&Tของจีน (ต่อ) (ค) การสร้างตลาดสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ สนับสนุนหน่วย งานวิจัย ลงทุนเพื่อผลิตสินค้าที่อาศัยความเชี่ยวชาญของหน่วยงานออกจาหน่าย รวมถึงการให้บริการทางวิชาการแก่ภาคอุตสาหกรรม (ง) อนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์และนักเทคนิคย้ายหน่วยงานและสังกัดได้ และส่งเสริมให้ ออกไปเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมตั้งบริษัทเอง โดยหน่วยงานวิจัยช่วยสนับสนุน การลงทุน เช่น กรณีของบริษัท Lenovo เป็นต้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบการ ให้เงินเดือนและผลตอบแทนแก่นักวิจัย (จ) กาหนดให้สถาบันหรือหน่วยวิจัยประยุกต์ทุกแห่ง ต้องระบุความร่วมมือกับบริษัทหรือ วิสาหกิจแห่งใดแห่งหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมของรัฐ แต่นโยบายนี้ไม่ประสบผลสาเร็จ มากนัก ต่อมาจึงได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายนี้เสียใหม่คือ หน่วยงานวิจัยประยุกต์ (ยกเว้นหน่วยงานวิจัยพื้นฐาน)ทั้งหมด ถูกควบรวมให้กลายเป็นหน่วยวิจัยพัฒนาของ วิสาหกิจขนาดใหญ่หรือขนาดกลางของรัฐแทน
  37. 37. การปฎิรูปโครงสร้างและนโยบายS&Tของจีน (ต่อ) • (ฉ) ใช้นโยบายการลงทุนร่วม/รับการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อรับการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีเป้ าหมายว่าเทคโนโลยีที่รับมาดังกล่าว จะต้องส่งผลให้จีนไปถึงระดับที่เข้าใจและเข้าถึงในระดับที่สร้าง เทคโนโลยีของตนเองได้(assimilate)
  38. 38. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานวิจัยของจีนในยุคปฏิรูป • เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเป็นแท่งๆ ไม่เชื่อมโยงในแนวราบ เพื่อแก้ไข ปัญหานี้ทางการจีนได้ทาการแก้ไขเป็นสองแนวทางคือ (ก) ระดับบน ด้วยการสร้างfocal ใหม่ในระดับสูงสุด เพื่อประสานงานทุกหน่วยงาน วิจัยทั้งสี่ส่วนเข้าด้วยกัน (ข) ระดับล่าง ด้วยการจัดตั้งองค์วิชาชีพขึ้น ตามความเชี่ยวชาญ
  39. 39. การปรับแก้โครงสร้างการบริหารงานระดับบน • ระดับบน ฝ่ายนาจีนจึงจัดตั้งกรรมการเฉพาะกิจแห่งชาติขึ้น นาโดย นายกรัฐมนตรีจ้าวเพื่อแก้ไขปัญหานี้และมีมติให้จัดตั้ง (ก) จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติชุดหนึ่งคือ The State Science and Technology Commission เพื่อทาหน้าที่ เป็นfocal point และบูรณาการสถาบันวิจัยหลักทั้งสี่แท่งของฝ่าย พลเรือนเข้าด้วยกัน ส่วนทางทหาร จัดตั้ง focal ใหม่ทานองเดียวกัน คือ คณะกรรมการ National Defense Science, Technology, and Industry Commission ซึ่งรวมแท่ง ต่างๆของฝ่ายทหารเข้าด้วยกัน
  40. 40. State Science & Technology Commission – คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งรัฐ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทาหน้าที่ เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อทาหน้าที่เป็นfocal pointเพื่อบูรณาการและ เชื่อมโยง งานวิจัยและหน่วยงานวิจัยที่สังกัดกับกระทรวงต่างๆให้เป็นไปใน ทิศทางเดียวกันตามนโยบายพรรค รวมถึงประสานงานกับกรรมาธิการ วางแผนแห่งรัฐ กรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งรัฐ และกระทรวงการคลัง – เป็นหน่วยงานระนาบเดียวกับกระทรวง ต่อมาคณะกรรมาธิการนี้ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  41. 41. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน • กระทรวงวิทยาศาสตร์ทาหน้าที่เป็นfocal point ที่ดูและ ประสานงานภาระกิจด้านงานวิจัยและพัฒนาของฝ่ายพลเรือนทั้งหมด ตั้งแต่ CAS ไปยังหน่วยงานวิจัยของกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐบาล ท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย • นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ประสานกับงานวิจัยด้านฝ่ายทหารของผ่าน คณะกรรมาธิการของกระทรวงกลาโหมNational Defense Science, Technology and Industry Commission.
  42. 42. National Defense Science, Technology, and Industry Commission ของทางฝ่ายทหาร • เดิมคณะกรรมาธิการ NDSTI ชื่อว่า National Defense Science and Technology Commission ทาหน้าที่กากับดูแล สถาบันวิจัยด้านการทหารทั้งหมดของประเทศประเทศจีน • สถาบันวิจัยทางทหารเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ บุคคลากร และเครื่องมือวิจัยที่ดีที่สุดเป็นลาดับแรกๆจากรัฐบาลจีน • หน่วยงานนี้เดิมทาหน้าที่เป็นfocal point ระหว่างหน่วยงานการวิจัยทาง ทหารกับหน่วยงานการผลิตยุทธปัจจัยของอุตสาหกรรมทางทหารของ ประเทศ แต่เนื่องจาก focal point นี้แยกส่วนกับภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจึงขยายบทบาทของหน่วยงานให้ทาหน้าที่ focal point ที่รวมไป ภาคอุตสาหกรรมพลเรือน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และทางาน ร่วมกับฝ่ายพลเรือน
  43. 43. การปรับแก้โครงสร้างการบริหารงานระดับล่างด้วยการ จัดตั้งองค์กรวิชาชีพ • การจัดตั้งองค์กรวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากาไร ที่ไม่ได้บริหารโดยรัฐ (บริหารโดยสมาชิกพรรค) แต่ได้รับ การสนุนจากรัฐ เพื่อทาหน้าที่แลกเปลี่ยน จัดอบรม เผยแพร่ องค์ความรู้ทางวิชาการ ที่รับมาจากต่างประเทศ และถ่ายทอดในประเทศและต่างประเทศ • องค์การที่จัดตั้งขึ้นนี้ช่วยให้นักวิจัยที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกัน แต่สังกัดอยู่คนละ หน่วยงาน สามารถพบปะและแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล หรือทาข้อเสนอ โครงการวิจัยร่วมกันได้ • ปี 1986 มีสมาคมวิชาชีพด้านวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีจัดตั้งขึ้นอยู่ราว 140 แห่ง และมีสมาชิกทั้งหมดราว 2 ล้านคน ทุกสมาคมสังกัดอยู่กับThe China Association of Science and Technology
  44. 44. The China Association of Science and Technology • CAST ของจีนทาหน้าที่ 3 ประการ (ก) เพื่อให้คนในวิชาชีพเดียวกัน พบปะกันในฐานะปัจเจกชน ผ่าน การประชุมวิชาการ (ข) ถ่ายทอดความรู้ทางด้านS&T แก่ประชาชน ผ่านสื่อและสิ่งพิมพ์ กึ่งวิชาการที่ผู้อ่านไม่จาเป็นต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ใน ระดับสูง (ทานองPopular Science) รวมถึงทาหน้าที่เป็นที ปรึกษาให้กับSME และชาวไร่ชาวนา (ค) ทาหน้าที่เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางทางของสมาคมวิชาชีพใน ระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนนักวิจัย เป็นเจ้าภาพจัดการ ประชุมวิชาการ ทาโครงการวิจัยร่วมกับต่างชาติที่จัดขึ้นโดย สมาคมวิชาชีพระหว่างประเทศ ฯลฯ
  45. 45. นโยบายการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ • ช่วงเปิดประเทศในยุค 1980 จีนตระหนักว่า ตนเองล้าหลังกว่าต่างชาติ มาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตทางอุตสาหกรรม จีนใช้วิธีการรับการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากตะวันตก โดยสองวิธี (ก) จัดซื้อเทคโนโลยีเฉพาะส่วนที่จาเป็นเท่านั้น ให้ความสาคัญกับการจัดซื้ด เทคโนโลยีที่เป็นกระบวนการผลิต มากกว่าผลิตภัณฑ์สาเร็จรูป (ข) ผ่านการลงทุนร่วมกับต่างชาติ โดยที่ภาครัฐของจีนเป็นผู้เลือกรูปแบบ ทางลงทุนและmode of technology transfer โดยหลักการแล้ว จีนมีนโยบายเลือกโหมดของการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบครบ วงจร จนถึงระดับที่ทาให้จีนสามารถผลิตสินค้านั้นๆได้ด้วยตนเองใน ท้ายที่สุด
  46. 46. ข้อสรุปต่อความสาเร็จในการพัฒนาS&Tของจีน
  47. 47. ปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้ประเทศจีนประสบผลสาเร็จทางด้าน S&T เพื่อการพัฒนาประเทศ 1. ความมุ่งมั่นค่านิยมของรัฐและประชาชนที่จะพึ่งพาตนเองทางด้าน S&T 2. ความเสียสละของนักวิทยาศาสตร์จีนในยุคสร้างชาติ มีส่วนสาคัญ เป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยวางรากฐานงานวิทยาศาสตร์ที่ดีให้กับประเทศ 3. การมีวิสัยทัศน์และรู้คุณค่าของงานวิจัยพัฒนาS&T ของผู้นาระดับสูง ของจีน ที่สาคัญที่สุดคือ การรู้คุณค่าและการใช้ประโยชน์จาก นักวิชาการและผลงาน
  48. 48. ปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้ประเทศจีนประสบผลสาเร็จทางด้าน S&T เพื่อการพัฒนาประเทศ 4. การมีนโยบายทางด้านS&Tที่ยาวนานและต่อเนื่อง 5. ฝ่ายนาระดับสูง มีความเข้าใจอย่างดีเลิศว่าปัญหาหลักของชาติในแต่ ละห้วงเวลา หัวใจของปัญหาคือเรื่องอะไรที่สาคัญที่สุด และจะใช้ S&T ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และมีความกล้าหาญในการปฎิรูป จนถึงระดับโครงสร้าง 6. การผสมผสานนโยบายการจัดซื้อและนาเข้าเทคโนโลยีผ่านการลงทุน จากต่างชาติ ที่มีเป้ าหมายสุดท้ายอยู่ที่จีนต้องออกแบบและสร้าง ชิ้นส่วนได้เองทั้งหมดแบบครบวงจร เมื่อสิ้นสุดการลงทุน
  49. 49. ข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับนโยบายการ พัฒนาS&Tของชาติ
  50. 50. ข้อคิดเห็นบางประการต่อนโยบายS&Tแห่งชาติ • การสร้างS&Tของชาติไม่อาจอาศัยการลงทุนจากต่างชาติโดยไม่มีที่ สิ้นสุดทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นหัวใจสาคัญที่สุดในการสร้างS&Tของ ประเทศ ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่สาคัญมาก • นโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะต้องสอดคล้องกับนโยบาย พัฒนาทางเศรษฐกิจและนโยบายความมั่นคงของชาติในระยะยาว - การกาหนดทิศทางงานวิจัยจะสอดรับกับปัญหาของชาติและฐาน ทรัพยากรของประเทศในระยะยาว -การสร้างนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรมืออาชีพด้านวิจัยเป็น สิ่งจาเป็น แต่ต้องเชื่อมโยงและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
  51. 51. ขอบคุณครับ

×