2
รายงานถอดความ (Transcript)
กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท
ผู้นำเสนอหลัก
Prof.Li Xiaoyun (Ph.D.)
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
ผู้ดำเนินรายการ
คุณยุวดี คาดการณ์ไกล
รายงานฉบับนี้ถอดความจากเวทีวิชาการ เรื่อง "กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท" จัด
โดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
ร่วมกับ Institute for International and Area Studies (IIAS) of Tsinghua University สาธารณรัฐ
ประชาชนจีน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566 (การประชุมออนไลน์)
บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: ณัฐธิดา เย็นบำรุง
ผู้ถอดความ: ภูมิภัทร เอี่ยมบุตรลบ
อำนวยการผลิตโดย: สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
ปีที่เผยแพร่: กรกฎาคม พ.ศ. 2566
www.klangpanya.in.th
ที่อยู่
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
อาคาร The Line Phahon-Pradipat ถนนประดิพัทธิ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400
3
คำนำ
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.30-11.30 น. สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และ
ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จัดเวทีวิชาการไทย-จีน เรื่อง "กระบวนทัศน์การ
พัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท" การจัดประชุมใช้รูปแบบเวทีวิชาการออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน
ZOOM ระหว่างห้องประชุมฝ่ายไทยกับห้องประชุมฝ่ายจีน โดยมีนักคิด นักยุทธศาสตร์ นักวิชาการ เข้าร่วม
สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
จนกลายมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนในชนบทให้พ้นขีดความยากจนได้อย่างน่าทึ่ง ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทาง
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการยกระดับรายได้และสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั้งเมืองและ
ชนบทเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนเช่นกัน จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
และไทยจะร่วมกันเรียนรู้และแบ่งบันประสบการณ์ของกันและกัน ทบทวนบทเรียนการพัฒนาที่ผ่านมาเพื่อมอง
หากระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่ นำประเทศให้ก้าวต่อไปสู่ความมั่งคั่งและยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชน
ในการนี้ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ได้จัดทำรายงานสรุปและถอดความเนื้อหาเวที
วิชาการครั้งนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่ผู้กำหนดและตัดสินใจเชิงนโยบาย ภาคส่วนต่าง ๆ นิสิตนักศึกษา และ
ประชาชนทั่วไปที่สนใจการยกระดับรายได้และสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั้งเมืองและชนบท และ
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ในยุคที่อำนาจโลก มีความซับซ้อน และกำลังเปลี่ยนแปลงนี้
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
4
สารบัญ
หน้า
คำนำ 3
กล่าวเปิด
ดร.วิภารัตน์ ดีอ๋อง 6
กระบวนทัศน์การฟื้นฟูชนบทจีนยุคใหม่
Prof.Li Xiaoyun (Ph.D.) 8
Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 11
เศรษฐกิจภาคประชาชนของไทย:
โอกาสและข้อจำกัดบนเส้นทางทุนนิยม
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ 15
Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 22
5
6
กล่าวเปิด
ดร.วิภารัตน์ ดีอ๋อง
ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
เรียน ศาสตราจารย์หลี่ เสี่ยวหยิน คณบดีกิตติมศักดิ์ วิทยาลัยแห่งการพัฒนานานาชาติและ
เกษตรกรรมโลก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งชาติจีน รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดี
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยากร และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน
ในนามของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดิฉันมีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นประธานกล่าว
เปิดเวทีวิชาการไทย-จีน ครั้งนี้ ในหัวข้อ “กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท” ในวันนี้
ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งตลอด 47 ปีที่ผ่านมา และจะ
เข้าสู่ปีที่ 48 ในปีนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น มีการขยายความร่วมมือในมิติต่าง
ๆ ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อสร้างอนาคตแห่งโชคชะตาและสันติภาพร่วมกัน
สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
จนกลายมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชนในชนบทให้พ้นขีดความยากจนได้อย่างน่าทึ่ง ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทาง
เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการยกระดับรายได้และสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั้งเมืองและ
ชนบทเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน เช่นกัน จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
และไทยจะร่วมกันเรียนรู้และแบ่งบันประสบการณ์ของกันและกัน ทบทวนบทเรียนการพัฒนาที่ผ่านมาเพื่อมอง
หากระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่ นำประเทศให้ก้าวต่อไปสู่ความมั่งคั่งและยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชน
7
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ในฐานะที่เป็นผู้นำการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ทันต่อสถานการณ์โลกและยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย ด้วยเหตุนี้ จึง
สนับสนุนให้มีการจัดเวทีวิชาการไทย-จีนขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานทั้งสองประเทศ
ในโอกาสนี้ จึงขอขอบคุณ Institute for International and Area Studies (IIAS) มหาวิทยาลัยชิง
หวา สาธารณรัฐประชาชนจีน, ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, และสถาบันคลัง
ปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้ร่วมมือกันจัดการประชุมในครั้งนี้ ผ่านระบบออนไลน์โดยใช้แอพพลิเคชั่น
Zoom และเผยแพร่ให้กับนักวิชาการผู้สนใจและผู้กำหนดนโยบายทั้งในประเทศไทยและสาธารณประชาชน
จีนได้รับฟัง จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลจากการประชุมในวันนี้ จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนและพัฒนาองค์ความรู้
ที่จะนำไปต่อยอดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองและชนบทอย่างยั่งยืนต่อไป รวมทั้ง
สร้างสายสัมพันธ์ทางวิชาการไทย-จีนให้มีความเข้มแข็งและแน่นแฟ้นขึ้น
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอให้เวทีวิชาการไทย-จีน ในครั้งนี้ ในหัวข้อ “กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณา
การเมืองกับชนบท” ดำเนินการลุล่วงไปด้วยดี ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ดังที่คาดหวังทุก
ประการ ขอบคุณค่ะ
8
กระบวนทัศน์การฟื้นฟูชนบทจีนยุคใหม่
โดย
Prof.Li Xiaoyun (Ph.D.)
Honorary Dean of College of International Development
and Global Agriculture, China Agricultural University
กรรมการที่ปรึกษารัฐบาลจีนด้านขจัดความยากจน
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของ WB, ADB, UN
วันนี้จะเเบ่งปันประสบการณ์ครับ ในอดีตที่ผ่านมาประมาณสัก 70 ปีที่ผ่านมา ที่จีนเกิดการ
เปลี่ยนแปลงใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่ง ก็คือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนในสมัยก่อน
ประชากรร้อยละ 95 อาศัยอยู่ในชนบท ซึ่งปัจจุบันมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ไม่ถึงร้อยละ 50 ที่อาศัยอยู่ในชนบท ใน
ขณะเดียวกันก็อาศัยอยู่ในเมือง
ดังนั้น มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งที่ 1 กับการเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งก็คือ ประชากรที่มี
ความยากจนลดน้อยลงอย่างมหาศาล ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ 2 ประการ เป็นประเด็นที่ทำให้เรา
ทบทวนและเป็นความท้าทายว่า “จีนทำได้อย่างไร” ภายในระยะเวลาสั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล
2 ครั้งนี้ ทำให้ประชากรที่มีความยากจนลดน้อยลง ซึ่งผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์จากมุมมอง 3 ด้าน
ประการแรก คือ เราต้องเข้าใจว่าการลดความยากจนกับการพัฒนามันเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่สามารถ
ที่จะบรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลาสั้นๆ 1 วัน 2 วัน ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ดังนั้น เราก็ คือ “จีน” ที่เป็น
ประเทศจีน ที่เพิ่งเริ่มมีการแก้ไขปัญหาความยากจนตั้งแต่ค.ศ. 1949 ตั้งแต่ ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา ประเทศจีน
เกิดการเปลี่ยนแปลงจากจีนที่เคยมีความยากจนยากแค้น ซึ่งในสมัยนั้นก็คือ เศรษฐกิจแบบการวางแผนจาก
รัฐบาลส่วนกลางไม่สามารถที่จะมีเกิดการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างเศรษฐกิจ
9
ดังนั้น ตั้งแต่ค.ศ. 1949 ถึง 1978 เป็นเศรษฐกิจแบบวางแผนจากรัฐบาลส่วนกลาง ตั้งแต่ ค.ศ. 1978
เป็นต้นมา เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนอย่างที่เราเข้าใจคือเป็นการปฏิรูป การปฏิรูปนั้นมี
หลายด้านด้วยกัน ด้านที่สำคัญก็คือ การปฏิรูปชนบทกับการปฏิรูปการเกษตร
ด้านที่ 1 ที่จีน ดำเนินการก็คือ การปฏิรูปการเกษตร
ด้านที่ 2 คือที่ประเทศจีนมีการลงทุนในเรื่องโครงการศึกษา ลงทุนในเรื่องของการรักษาพยาบาล
ดังนั้น ก่อน ค.ศ. 1978 จริงๆ จีนก็ได้มีการปูพื้นฐานที่ดี เพื่อที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด
ของจีนได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีการเตรียมบุคลากรเอาไว้ เนื่องจาก
ประเทศจีนมีประชากรมีจำนวนมาก และในขณะเดียวกันอย่างที่ผมได้กล่าวไปว่าที่จีนมีการลงทุนในด้าน
การศึกษาเป็นการเตรียมบุคลากรอย่างดี
ด้านที่ 3 เป็นการพัฒนาหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ ค.ศ. 1949 - 1978 จีนได้พัฒนาระบบ
ชลประทาน สามารถที่จะครอบคลุมพื้นที่ประมาณอยู่ที่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทางการเกษตร มีการพัฒา
ระบบชลประทาน ซึ่งอันนี้เป็นการเตรียม 3 ประการ คือ เตรียมบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา
เพื่อที่จะเป็นรากฐานสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จริงๆ ก็คือ การปฏิรูปก็เป็นวิวัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ ค.ศ. 1978 เป็นปีที่ประเทศจีนเปิดประเทศ ทำให้ประเทศจีนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบกลไก
การตลาดอย่างรวดเร็ว
หลังจาก ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา จีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาการ
เกษตรแบบดั้งเดิม อันนี้ก็มีการเพิ่มศักยภาพมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้การเกษตรมีเกิดผลผลิตอย่างมี
ประสิทธิภาพกับมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร มีการพัฒนาแล้วทำให้เพิ่มผลการผลิตทาง
การเกษตรไปจนถึงปลายๆ ปีทศวรรษ 1980 ทำให้การพัฒนาการเกษตรทีจีนกับโดยเฉพาะในชนบทเริ่มเข้าสู่
วาระที่มีการลดความยากจน ชาวชนบทที่มีความยากจนต่อเนื่องจากตั้งแต่ ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา มีการปฏิรูปมี
การสะสมทุนพอสมควร
ดังนั้น ทุนทรัพย์ต่างๆ ที่จีนสะสมเอาไว้มีการกระจายไปสู่การพัฒนาชนบทมากพอสมควรซึ่งตั้งแต่
ทศวรรษที่ 1980 ที่เรา เรียกว่าเป็นช่วงที่ 1 ที่จีนเริ่มจะเข้าสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและลดความ
ยากจนในชนบท เมื่อเศรษฐกิจของจีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเทศจีนก็ผลักดันการปฏิรูปในชนบทอย่าง
ต่อเนื่องจากการใช้แรงงานในชนบท ให้คนชนบทเหล่านี้สามารถที่จะไปหางานทำในเมืองหรือเมืองใกล้ชนบท
ณ ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 300 ล้านคน อพยพจากชนบทไปทำงานในเมืองจากประชากรภาคการเกษตร
ไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ทำให้เหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นหลุดพ้นจากความยากจน
เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมที่เข้าไปทำ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการต่างๆ ทำให้มีประสบการณ์
และสะสมทุนระดับหนึ่งทำให้ประชากรที่อยู่ในชนบทกับคนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชนบทนั้นมีประชากรลด
น้อยลง ทำให้ประชากรที่ยังคงอยู่ในชนบทนั้นจะมีประชากรลดน้อยลง ก่อนซึ่งเกิดจากแรงผลักดันและแรง
ดึงดูดทำให้คนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชนบทนั้นมีศักยภาพที่พัฒนาดีขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้น อันนี้คือ เป็นการพัฒนา
ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์แล้ว ภายใต้การปฏิรูปของจีน อันนี้เป็นช่วงหนึ่ง
10
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเพิ่มการลงทุนในชนบทเพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนชนบท ไม่ว่า
ด้านการศึกษาและรักษาพยาบาลทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้สวัสดิการทางสังคมมีการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน สิ่ง
ที่เราต้องชี้แจงให้เห็นว่าเมื่อมีการพัฒนาความเป็นเมืองเป็นอุตสาหกรรมเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่มีปัญหาที่
เกิดขึ้นอย่างนั้น คือการพัฒนาที่ไม่สมดุลกับมีความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในชนบทเหลื่อมล้ำในเรื่อง
ของรายได้ มีการขยายช่องว่างเพิ่มมากขึ้น ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 ของการลดความยากจน
หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่ 3 คือทำอย่างไรให้มีการบรรเทาความยากจน ในขณะเดียวกัน ลดช่องว่างระหว่าง
เหลื่อมล้ำทางรายได้ กรณีนี้เป็นช่วงที่ 3 ดังนั้นในช่วงที่ 3 เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือว่าจะทำอย่างไรให้ลด
ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในชนบทให้แคบลง
ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา โดยเฉพาะใน ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา เราได้ใช้นโยบายการแก้โจทย์
ตรงเป้าทำให้แก้ไขข้อจำกัด ซึ่งเป็นข้อจำกัดเพื่อการเพิ่มรายได้ของคนในชนบท เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการลด
ช่องว่างเหลื่อมล้ำให้แคบลง ดังนั้น ต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพซึ่งอาจจะเป็นกลไกที่มีอยู่ของรัฐบาลจีน
ใช้กลไกของรัฐสามารถที่จะไปแก้ไขหรือไปควบคุมด้วยมาตรการต่างๆ ไปทำลายข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อที่จะลด
ช่องว่างทางรายได้ นอกจากทางรายได้ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ไม่ว่าโอกาสเข้าถึงการศึกษา โอกาสเข้าถึง
การรักษาพยาบาลหรือโอกาสเข้าถึงการจ้างงาน ทำให้โอกาสเหล่านี้สามารถที่จะกระจายไปสู่ทุกกลุ่มในชนบท
จนถึง ค.ศ. 2020 ยุทธการเอาชนะความยากจนได้รับชัยชนะการทำให้ประชาชนสามารถหลุดพ้นจากความ
ยากจน
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศจีนก็หนีไม่พ้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน ซึ่ง
ใช้เวลาระยะหนึ่งพอสมควร ใช้เวลาระยะหนึ่งประมาณตั้งแต่ ค.ศ. 1949 เป็นการทำกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยการ
พัฒนากับเพิ่มรายได้ด้วยการปฏิรูปในเกษตรกร แล้วเพิ่มแรงจูงใจกับในเกษตรกร ทำให้สร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อ
อำนวยต่อการสร้างรายได้ทำให้ประชาชนมีความมั่งคั่งในชนบท ซึ่งอันนี้ถือได้ว่ามันเป็นแนวคิดหรือเป็น
กระบวนทัศน์ที่จีนใช้อยู่ ดังนั้นเราจะเน้น 2 ตัวคือ
1. เน้นการพัฒนาสำหรับเพิ่มรายได้ การขับเคลื่อนด้วยระบบกลไกการตลาด สร้างเพิ่มรายได้ให้แก่
เกษตรกร ต้องมีการแรงขับเคลื่อนและการขับเคลื่อนคือ การพัฒนาการเกษตร พัฒนาการเกษตร
ชนบทสู่ความเป็นเมืองอุตสาหกรรม
2. ใช้มาตรการแทรกแซง ของรัฐเพราะรัฐบาลใช้กลไกเข้าไปแทรกแซงในการทำลายเงื่อนไขหรือข้อจำกัด
ต่างๆ ในการ พัฒนาของชนบท ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจนก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้
ในช่วงที่ 3 ที่บอกว่าแก้ไขความยากจนด้วย ในขณะเดียวกันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส
การจ้างงานการศึกษาเหล่านี้ เป็นต้น ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์การแก้จนของจีน ถ้าอยากจัดการแก้ไขความ
ยากจนถึงรากถึงโคนกรณีนี้คือ ต้องมีการพัฒนาสามารถที่จะสร้างรายได้เพิ่มรายได้ ดังนั้น เพื่อให้มีการพัฒนา
อย่างมีประสิทธิภาพสูงต้องมีกลไกของรัฐเข้าไปแทรกแซงประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากว่าเวลาวันนี้มีข้อจำกัดก็ไม่
สามารถที่จะแบ่งปันรายละเอียดมากกว่านี้ครับ ซึ่งผมอาจจะให้กระบวนทัศน์หรือแนวคิดคร่าวๆ เช่นนี้
ขอขอบพระคุณครับ
11
Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
คุณยุวดี คาดการณ์ไกล:
ขอเรียนเชิญอาจารย์ Xu Jin ผู้ช่วยของ Prof.Li Xiaoyun จะเข้ามาตอบคำถามแทน อาจารย์ Prof.Li
Xiaoyun ขอให้อาจารย์ดร. Xu Jin ได้ตอกย้ำและอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการพัฒนาชนบทของจีนมากขึ้น
ดร. Xu Jin :
ต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน จริงๆ แล้ว Professor Li Xiaoyun ก็อธิบายได้ชัดเจน ซึ่งดิฉันก็อยากจะ
เน้นย้ำนิดหนึ่งว่า ช่วงการแก้ไขความยากจนคือตั้งแต่ ค.ศ. 1949 ไปจนถึง ค.ศ. 1978 ตอนนี้ถึงช่วงนี้ เรา
อาจจะเรียกว่าเป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เป็นการผลักดันการเติบโต ไม่ว่าตั้งแต่โปรแกรมลงทุนใน
การศึกษาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานสู่การพัฒนา
ในช่วงที่ 2 ในช่วงนี้ตั้งแต่ค.ศ. 1949 - 1978 สังคมมีความเหลื่อมล้ำน้อยมาก จริงๆ ก็คือ มีความเท่า
เทียมกันเสมอภาคตั้งแต่ ค.ศ. 1978 เป็นต้นไป ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่มีการเติบโต
ทางเศรษฐกิจของจีนแล้วก็เป็นช่วงที่เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้
หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่ 3 ที่บอกว่าเป้าหมายที่สำคัญก็คือว่า มีการลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ นั่น
ก็คือในช่วงที่ 2 การพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นผลพลอยทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำใน
สังคมต่างๆ จึงเป็นเป้าหมายที่ 3 ก็จนถึง ค.ศ. 2020 จีนสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายการแก้ไขปัญหาความ
ยากจนให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน ตั้งแต่ ค.ศ. 2022 เป็นต้นมา เราใช้คำว่า “การฟื้นฟูความเจริญ
ในชนบท” ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้คำว่าลดความยากจน จริงๆ เราก็สำเร็จ จากการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างสุด
ขีดไปแล้ว จริงๆ แล้วก็คือมาตรฐานความยากจนของจีนสูงกว่ามาตรฐานโดยเฉลี่ยของสากลโลก ตั้งแต่ ค.ศ.
2020 เป็นต้นมา เราจะใช้คำว่า “การฟื้นฟูความเจริญของชนบท” ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบใหม่แล้วจะใช้คำ
แปลกใหม่ แต่อย่างนั้นก็แล้วแต่ ความเหลื่อมล้ำหรือการพัฒนาไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบทก็ยังมีอยู่ ไม่ว่า
ในภาคบริการต่างๆ เนื่องจากประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลแต่ละภูมิภาคมีความเหลื่อมล้ำอยู่ค่อนข้างพอสมควร
อย่างเช่น ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกก็มีความแตกต่าง
จริงๆ โครงสร้างของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง อย่างเช่น ในภาคตะวันตกและภาคตะวันออก อันนี้ก็
คือ เป็นการพัฒนาไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบท ในขณะเดียวกัน ในเมืองเดียวกันก็จะมีความพัฒนาความไม่
สมดุลก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ซึ่งเป้าหมายหลัก ๆ เราจะใช้คำว่า “มั่งคั่งไปด้วยกัน” อันนี้ก็จะเป็นเป้าหมายใน
หลังปี 2020 ขอบคุณค่ะ
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ:
ผมคิดว่าสิ่งที่ผมอ่านตามเรื่องการแก้ปัญหาของทางจีนมาตลอด สิ่งที่ผมประทับใจก็คือทางจีนเขา
เข้าถึงครัวเรือน ผมก็เสนอรัฐบาลมาก่อนแล้ว ว่าอยากจะให้รัฐบาล นำหลักการ 3-1 มา ใช้ 3-1 คือ อะไรครับ
12
1 หมู่บ้าน 1 นักวิจัย นักวิชาการ และ 1 ข้าราชการ ทำงานร่วมกันครับ และดูว่าหมู่บ้านนั้นมีปัญหาความ
ยากจนเกิดจากอะไรจะได้แก้เป็นจุดๆไป แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับ เท่าที่จีนเขาทำสำเร็จซึ่งจีนไม่ใช่แค่ 1
หมู่บ้านแต่มีการทำไประดับย่อยถึงครัวเรือน 4-10 ครัวเรือน ประการต่อมาคือว่า ในการแบ่งปันโอกาส ชัดเจน
ว่าโอกาสที่สำคัญที่สุดคือ โอกาสทางการศึกษา โอกาสการได้รับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งตรงนี้คนชนบทก็
ตามแต่ แม้แต่คนงานก็ตามแต่ คนงานอยู่ในโรงงานมีโอกาสจะรับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องน้อย ทั้งที่ขณะนี้เรา
เป็นประเทศทุนนิยมก่อนจีน โดยใช้เศรษฐกิจตลาดก่อนจีน และช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราบอกว่าถ้าค่าจ้างบ้าน
เราขึ้น เราจะไปลงทุนเมืองจีนแต่ ณ วันนี้ไม่ใช่ วันนี้ค่าจ้างในจีนสูงกว่าเราประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ครับ มันมี
แต่จีนที่ย้ายทุนมาเมืองไทย เพราะค่าจ้างมันถูกกว่า
ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อเราพัฒนาเศรษฐกิจตลาดมาก่อนจีนถึง 20 ปี แต่ทำไมค่าจ้าง
ของไทยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าจีนเพราะอะไร? อันนี้เป็นโจทย์ที่ถาม เราบอกว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์อย่างนู้นอย่างนี้
อย่างนั้น พอเขาเปิดเศรษฐกิจตลาดขึ้นมา เขาสามารถยกระดับรายได้ของจีนไปได้ไกล และตอนนี้ผมทราบว่า
จีนเขาจะหันมาพึ่งตลาดภายในมากขึ้น ถึงแม้เขาจะเป็นประเทศส่งออกก็จริง แต่เขาจะกลับมาพึ่งตลาดภายใน
มากขึ้น ปรับดุลยภาพระหว่างตลาดภายในกับภายนอกหันมาพึ่งตลาดภายในมากขึ้น ซึ่งข้อเสนอนี้ ผมเสนอมา
20 ปีแล้ว ตั้งเเต่เราเจอวิกฤต พ.ศ. 2540 คงบอกถึงเวลาที่เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งตลาดภายใน
กับตลาดภายนอกคู่กันไป ให้มากขึ้นพอๆ กัน ไม่ใช่ว่าเอาแต่การส่งออกอย่างเดียว แต่ว่าเราก็ยังไม่ได้ทำเพราะ
การพึ่งตลาดภายในมากขึ้นเร็วๆ เราต้องทำให้คนในประเทศมีรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนงานและเกษตรกรมี
รายได้มากขึ้น เพราะการที่คนเหล่านี้มีรายได้มากขึ้นมันจะทำให้การบริโภคดีขึ้น และลากจูงเศรษฐกิจได้มาก
ขึ้นครับ
คุณยุวดี คาดการณ์ไกล:
ขอให้อาจารย์ Xu Jin สรุปบทเรียนที่ได้จากโครงการที่อาจารย์ Li Xiaoyun พานักศึกษาลงไปทำงาน
พัฒนาชุมชน และได้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของชุมชนนั้นในเชิงเป็นกรณีศึกษาของการพัฒนา
ชุมชน มีโมเดลการพัฒนาอย่างไร และมีข้อจำกัดอย่างไรของการพัฒนาฟื้นฟูชนบทของจีน
ดร. Xu Jin :
จริงๆ อาจารย์ Li Xiaoyun ไม่ใช่แค่เป็นนักวิชาการแต่เป็นนักปฏิบัติด้วย จริงๆ ของเราก็มี Social
Lab ก็มีการขับเคลื่อนกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนเผ่า ชนกลุ่มน้อย อยู่
ระหว่างชายแดนจีนกับประเทศลาว เราใช้โมเดล “การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน” ในการแก้ไขปัญหาความยากจน
เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เรามีแนวความคิด เมื่อมีความคิดแล้วก็นำสู่การปฏิบัติ แต่ว่าก็คือต้องใช้กองทุนการ
พัฒนาหรือกองทุนการแก้ไขปัญหาความยากจน เพื่อที่จะผลักดันแนวคิดของเราสู่การปฏิบัติ ก็ซึ่งถือว่ามันเป็น
สิ่งที่น่าท้าทายแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจาก ค.ศ. 2020 เป็นต้นไป เป็นช่วงที่การฟื้นฟูความ
เจริญรุ่งเรืองของชนบท ซึ่งตอนนี้เรามาขยายผลไปถึง 20 กว่าชนบท ซึ่งอาจจะมีการทำ Social Lab มีการ
ทดลองในโมเดลต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งเราทดลองที่คุนหมิง คุนหมิงถือเป็นเมืองใหญ่ของภาคตะวันตกเฉียงใต้
13
ซึ่งเราอยากจะไปขับเคลื่อนในคุนหมิง แล้วให้คุนหมิงไปขยายผลกระจายการพัฒนาไปสู่ชนบทต่างๆ ของ
คุนหมิง เหมือนกับเป็นคล้ายๆ เป็นเมืองบริวาร ขับเคลื่อนการพัฒนา ดังนั้น เราทำให้มีการสร้างเครือข่าย ให้
คนในชนบทสร้างเป็นเครือข่ายได้ ไปประสานกับเมืองใหญ่นั่นก็คือคุนหมิงซึ่งเป็นเมืองใหญ่ให้ได้
ประเทศจีนให้ความสำคัญในเรื่องของ 3 ประการ นั่นก็คือ เกษตรกร ชนบท และการเกษตร เราเอา
ผลประโยชน์ของเกษตรกรไว้เป็นอันดับ 1 อย่างเช่น เราหาวิสาหกิจ 1 แห่งแล้วเป็นพี่เลี้ยง และไปศึกษาความ
เป็นไปได้ในการเปิดวิสาหกิจชุมชนในชนบท ซึ่งนั่นก็คืออาจจะเป็นการประสานงานเหมือนกับเป็นพี่เลี้ยง ใน
กระบวนการนี้บางทีเกษตรกรจะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีความรู้ทักษะในการประกอบอาชีพต่างๆ ซึ่งบางทีเขาจะ
เข้าใจว่าสิ่งที่เขามีก็อาจจะเป็นแค่เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร เขาไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ
หรือบางทีเขาอาจจะแค่เอาที่ดินเป็นทรัพย์สินให้เช่าให้มีรายได้ เขาไม่ค่อยเปลี่ยน mindset ไปเป็น
ผู้ประกอบการ ดังนั้น สิ่งที่เราทำนั้นก็คือว่าเราให้ความรู้และก็พยายามที่จะให้เกษตรกรตระหนักถึงการสร้าง
มูลค่าเพิ่ม
เขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน สามารถที่จะทำให้สินทรัพย์ที่เขามีอยู่สามารถที่
จะสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าเป็นที่ดินอะไรต่างๆ ในขณะเดียวกัน เราก็เน้นสร้าง SE เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม
และให้ผลไปต่างๆ คงไว้ที่ชนบท ให้เกษตรกรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น ในเรื่องของการแปรรูปสินค้า
เกษตร ทำอย่างไรให้มีความรู้ในการแปรรูปในการเกษตร ขณะเดียวกัน ขยายช่องทางการขายและผลประโยชน์
นั้นก็ตกอยู่ที่เกษตรกร ตกอยู่ที่ชนบท ดังนั้น เราก็อาจจะต้องมีมาตรการดึงดูดคนหนุ่มสาว ซึ่งจบการศึกษา
เมืองใหญ่กลับไปเป็นผู้ประกอบการ เป็น CEO ในวิสาหกิจชุมชน สามารถที่จะใช้ความรู้ที่เขามีอยู่แปรรูปสินค้า
การเกษตร ขณะเดียวกันขยายช่องทางการขาย ทำให้ธุรกิจในชนบทสามารถที่จะมีชีวิตชีวา แล้วก็มีการจัดสรร
ผลประโยชน์ที่เหมาะสม ให้ผลประโยชน์นั้นตกอยู่ที่เกษตรกร ตกอยู่ที่ชนบท
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ:
สิ่งที่ทางจีนทำกับชนบท กับชุมชนชนกลุ่มน้อย เหมือนกับโครงการเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ที่ผม
กำลังทำอยู่ใน 6-7 จังหวัด ต่างกันตรงที่ว่าเราทำโดยภาคประชาชนล้วนๆ ถูกแรงกดดันจากธุรกิจ แล้วก็ไม่ได้
รับการสนใจรัฐบาล เงื่อนไขที่จีนดีกว่าเรามากในการไปช่วยกระตุ้นชุมชน เพราะรัฐสนับสนุนเต็มที่ แต่ที่ผมทำ
ทำด้วยตัวเองล้วนๆ 5 จังหวัด แล้วก็เหมือนที่ว่าเขาไม่มีความคิดในเชิงการประกอบการ
เราพยายามทำให้เขาเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ นี้ ถ้าเราใช้ความรู้ใส่เข้าไปเราสามารถเพิ่มมูลค่าได้ แต่แค่ว่าจะ
ทำผลิตภัณฑ์ดูดีก็ยังทำไม่ได้เลยครับ หมู่บ้านที่ผมลงไปทำเองต้องไปนั่งจับมือสอน ไม่มีใครช่วยเลยอันนี้ เป็น
ข้อจำกัดมากๆ ในสังคมไทย เราไม่มีราชการที่มีจิตอาสาลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านเหมือนจีน
เราจะทำอย่างไรให้ข้าราชการที่มีคนจำนวนมากมีจิตใจ มีจิตอาสา ที่จะไปพัฒนาจริงๆ คลุกคลีกับเขา
เพื่อยกระดับความคิดครับ ต้องเปลี่ยนความคิดคน จีนตั้งใจทำแบบนั้น แต่ว่าเราไม่มีนโยบายจากใครที่ต้องการ
ให้คนไปทำเช่นนั้น ไปอยู่ ไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เพื่อเปลี่ยนแปลงชาวบ้านให้ดีขึ้นเ ราไม่มีโครงการนี้จริงๆครับ
นอกจากทำกันเองตามจิตอาสาแต่ละคน
14
คุณยุวดี คาดการณ์ไกล:
จริงๆ อย่างที่อาจารย์ Li Xiaoyun พูดว่ามี Social Lab ประเทศไทยก็น่าจะทำ Social Lab ได้ไหม
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ:
สิ่งที่ผมทำอยู่จริงๆ ก็คือ Social Lab ผมใช้คำนี้มา 10 กว่าปีแล้ว หมู่บ้านแรงงานที่ผมทำ ผมไปก็
เรียนรู้ไป แก้ปัญหาไป โครงการเครือข่ายเศรษฐกิจสมาฉันท์ที่เริ่มมา 3 – 4 เดือน กำลังทดลองขาย ตอนนี้
ยอดขายประมาณ 2 หมื่นบาทต่อวัน เรียนรู้ไปทำไป ก็เป็น Social Lab เปลี่ยนสารตัวนี้ใส่ขวดนั่นนี่ ทดลองไป
เรื่อยๆ แต่ทำไปบนข้อจำกัด ไม่มีอุปกรณ์และงบประมาณ พึ่งตัวเองล้วนๆ จีนเขามีบุคลากร มีอุปกรณ์ มี
งบประมาณให้ทำ แต่เราไม่มี เราอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของระบบทุนนิยม ถ้าลงไปทำแล้วไม่มีกำไร ไม่มีใครทำ
อย่างพวกเราลงไปทำ เรายินดีขาดทุน แต่เราก็รับความคิดของในหลวง ร.9 ว่า “ขาดทุนคือกำไร” ขาดทุนของ
เราแต่กำไรของสังคม เรายินดีทำ ทำอย่างไรให้ราชการคิดว่าการขาดทุนของเราแต่กำไรของสังคม ถ้าราชการ
คิดอย่างนี้ก็ไปต่อได้ครับ เพราะมีอุปกรณ์ มีงบประมาณที่จะทำ
คุณยุวดี คาดการณ์ไกล:
ขอเรียนถามอาจารย์ Xu Jin งบประมาณที่อาจารย์ Li Xiaoyun ไปทำที่คุนหมิงใช้งบประมาณของ
ใคร เป็นโครงการวิจัย หรือเป็นงบประมาณจากรัฐบาลให้ทำ
ดร. Xu Jin :
ที่จีนเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่รัฐบาลจีนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายงบประมาณ อาศัยงบประมาณของหน่วยงาน
กระทรวงต่างๆ ที่รับผิดชอบในการฟื้นฟูความเจริญชนบท ยังเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ส่วนใหญ่ก็จะ
เป็นผู้บริหารในระดับอำเภอรับผิดชอบในการผลักดันนโยบาย ตอบสนองนโยบายส่วนกลาง บทบาทของ
มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะเป็นแผนงาน รวมไปถึงวิธีการบริหารการจัดการ ซึ่งจะทำไป ปรับปรุงวิธีการหรือ
แนวคิดไป งบประมาณส่วนใหญ่ก็จะมาจากรัฐบาล
นอกจากนั้น เราก็จะมีบูรณาการการใช้ทรัพยากร ใช้งบประมาณของภาคสังคม ส่วนหนึ่ง แต่หลักๆ ก็
คือ งบประมาณของรัฐ และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตอนนี้สถานการณ์โควิดก็ผ่อนคลาย แล้วก็อยากจะลงไป
ศึกษาในชนบทต่างๆ อาจจะมีการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะ อาจจะมาศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก่อนหน้านี้เราก็ได้จัด Forum แลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเข้าใจว่านักวิชาการของไทยเองก็มีประสบการณ์แก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทย
สถานการณ์โควิดผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทางจะสะดวกมากขึ้น ซึ่งเราก็หวังเป็นอย่างที่ว่ามีโอกาสที่จะเดินทาง
มาประเทศไทยเพื่อไปศึกษาความรู้เพิ่มเติม
15
เศรษฐกิจภาคประชาชนของไทย:
โอกาสและข้อจำกัดบนเส้นทางทุนนิยม
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
จีนเริ่มต้นจากการปฏิรูปภาคเกษตร ผมจำได้ว่า เมื่อผมศึกษาเรื่องจีนผมประจำในยุคที่ เติ้ง เสี่ยวผิง
ท่านพูดสี่ทันสมัย เกษตรทันสมัย อุตสาหกรรมทันสมัย เทคโนโลยีทันสมัย กองทัพทันสมัย เราจะเห็นชัดเจนได้
ว่า ในประเทศจีนการเริ่มต้น เริ่มต้นจากฐานราก การจะทำให้เกษตรทันสมัยแปลได้ว่า ฐานรากของจีนอยู่ที่
ภาคเกษตรมาก่อน ซึ่งไม่ต่างจากไทยเพราะฐานรากของเราอยู่ที่ภาคเกษตร แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราสอนกัน
ในประเทศไทย ผมมีความรู้สึกว่าออกจากกำหนดทิศทางแตกต่างกันไป
ถ้าถามว่าทำไมถึงแตกต่างกันไป ผมอยากจะอ่านคำประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 สิ่งแรกที่เขาพูดแล้วก็บังคับให้รัฐบาลปฏิบัติต่างๆตามกัน การเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยจะ
ทำได้อย่างมีผลดีโดยความพยายามของฝ่ายเอกชน ทั้งนี้โดยทางฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมแทนที่
รัฐบาลจะเป็นฝ่ายเข้าทำการพัฒนาเอง ดังนั้น แนวทางสำคัญที่สุดของแผนการรัฐบาลจึงได้แก่การส่งเสริมให้มี
ความเจริญเติบโตในภาคเอกชนโดยรัฐบาลจะทุ่มเททรัพยากรของจังหวัดเข้าไปในโครงการ ที่ผมอ่านอยู่มันเป็น
การบอกว่าการ เริ่มต้นพัฒนาประเทศของเราไม่ได้ปักหมุดไว้ที่การปฏิรูปเกษตรเป็นเบื้องต้นหรือเคียงคู่กันมา
กับการปฏิรูปอุตสาหกรรม พูดง่ายๆว่าเราปักหมุดอุตสาหกรรมเป็นหลักปักหมุดไปที่เอกชนเป็นหลัก ไม่ได้ปัก
หมุดว่าเกษตรกับอุตสาหกรรมเคียงคู่กันไปเหมือนที่จีนวางจุดไว้ ทั้งๆที่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ตอนนี้มีความเข้าใจ
ในประเทศไทย ผมรู้สึกว่ามันออกจะแคบ แคบคืออะไรครับ เวลาเราถามว่าเราศึกษาเศรษฐศาสตร์หรือเราเรียน
เศรษฐศาสตร์เรียนอย่างไร หลายคนมักจะมองว่าการ ศึกษาเศรษฐศาสตร์คือ เน้นไปที่การค้า การลงทุน การ
16
หากำไร จากการค้าการลงทุนเป็นหลัก พอพูดอย่างนี้มันทำให้สมองเราในถูกปรับไปสู่ภาคธุรกิจเป็นหลัก แต่
จริงๆ วิชาเศรษฐศาสตร์มันเป็นวิชาการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ มันกว้างกว่าคำว่า การค้า
การลงทุน ทีนี่พฤติกรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มต้นคือ การบริโภค การจับจ่ายใช้สอย เมื่อเราบริโภคแล้วเราต้องทำ
การผลิตและการ ผลิตคืออะไร ฉะนั้น การผลิตที่เราศึกษากันโดยให้ความคิดไปทางภาคเอกชน การผลิตจึง
กลายเป็นการทำธุรกิจร่วมงานสถานประกอบการเท่านั้น แต่ในพื้นฐาน basic knowledge พื้นฐานที่สุดของ
การผลิตคือ การใช้พลังแรงงาน หมายถึง กำลังกายบำรุงสมองของเรา แต่ปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เกิดผลผลิต
เพื่อบริโภคได้นั้นคือการผลิต ไม่ได้หมายถึงเรื่องโรงงานเท่านั้น แต่ว่าเราถูกคิดเห็นอย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อเรา
มีการผลิตแต่เราผลิตเองไม่ได้ เราก็ต้องทำสิ่งที่เราผลิตไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เราอยากจะได้ เราเรียกว่า การค้า
ขายแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้น พฤติกรรมทางเศรษฐกิจจะมีด้วยกัน 3 ด้าน คือ การบริโภค การผลิต การ
แลกเปลี่ยน
ฉะนั้น วิชาเศรษฐศาสตร์มันเป็นความรู้เรื่องการบริโภคลึกมาก แต่เรามักจะไม่เห็นเศรษฐศาสตร์เรื่อง
การบริโภค จนลืมพื้นฐานเรื่องนี้ไปเลย ดังนั้นพฤติกรรม 3 ด้านของมนุษย์ จะนำไปสู่เรื่องการจัดสรรทรัพยากร
นำไปสู่การกระจายผลิตภัณฑ์และสินค้า นำไปสู่การกระจายรายได้ในรูปของค่าเช่ารูป เรื่องดอกเบี้ย เรื่อง
ค่าจ้าง เรื่องกำไร
การนำไปสู่ 3 อย่าง ในภาษาของเศรษฐศาสตร์หรือภาษาของ บิดาทางเศรษฐศาสตร์ของ อดัม สมิธ 3
อย่างนี้คือ การสร้าง nation คือ “การสร้างความมั่นคงของชาติ” ความมั่นคงของชาติมาจาก พฤติกรรมการ
บริโภค พฤติกรรมการผลิต การขาย การแลกเปลี่ยนของมนุษย์ จึงทำให้เกิดการ 3 อย่างที่ว่า การจัดสรร
ทรัพยากรติดตามสินค้าและการกระจายรายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเข้าใจที่ไปวางไว้ที่ธุรกิจเอกชนมันจึงทำให้
เราไม่ค่อยคิดถึงการบริโภค รองลงมาจากการค้าจากเอกชนการขยายภาครัฐ และก็มาจากภาครัฐ ซึ่งภาครัฐจะ
มีการสร้างถนน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก
17
การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำธุรกิจที่ทำต่อกันมา แต่ในการสร้างสิ่ง
อำนวยความสะดวกต่างๆจะเน้นไปที่บุคคลคนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ก็คือภาคเอกชน ทำให้ เกิด exynos
หรือว่าการกระจาย การประหยัดจากภายนอก หรือรัฐบาลจัดการให้ ตั้งแต่เราพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่แผนที่1
เราไม่เคยปักหมุดว่าจะต้องปฏิรูปภาคเกษตร
ทีนี้เวลาเราจะพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็ลืมคิดไปว่าในระบบเศรษฐกิจมันมี 3 ภาคส่วน คือ
1. ภาคธุรกิจ
2. ภาคเศรษฐกิจของรัฐหรือเศรษฐกิจมหภาค
3. ภาคประชาชน
ในสามภาคนี้ จะมีส่วนทับซ้อนกันอยู่เช่นว่า ผสมระหว่างรัฐกับประชาชน คือ ภาครัฐกับประชาชน
เช่น กองทุนหมู่บ้าน ส่วนผสมระหว่างธุรกิจกับประชาชน คือ ธุรกิจชุมชนวิสาหกิจชุมชน เพราะฉะนั้น ในส่วน
สามส่วนก็จะมีภาคนี้ผสมอยู่ แต่ส่วนที่เป็นภาคประชาชนล้วนๆ เรามักจะไม่พูดถึง
ทำไมผมจึงให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจกับภาคประชาชน เพราะเวลาเราจะดูว่าเศรษฐกิจไทยจะ
เติบโตมาอย่างไรเรามักจะดูที่ GDP พอเราดูก็พบว่าโดยเฉลี่ยประมาณ พบว่า GDP ไทยมันถูกสร้างขึ้นมาจาก
การบริโภคครัวเรือนถึง 50% ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนที่เราเน้นกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามันได้ไม่เกิน
23% นั่นแปลว่าภาคธุรกิจที่เราทุ่มเทกันมาตลอดวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกันมาก็มักจะเน้นไปทางนี้ กำไร
ขาดทุนของธุรกิจไมโครของธุรกิจมันสร้าง GDP ไม่เกิน 23% มันไม่ถึงครึ่งของการบริโภคของครัวเรือน แล้ว
18
ภาครัฐลงทุนตรงนั้นตรงนี้เอาเงินภาษีไปใช้สร้างนั่นสร้างนี้ เอาเข้าจริงๆ มันสร้าง GDP ได้ประมาณ 14% แล้ว
เราจะเห็นในเศรษฐกิจไทยเราพยายามที่จะบอกว่าเราเป็นประเทศส่งออกเป็นหลัก
ตั้งแต่ผ่านแผนพัฒนาฯ สังคมฉบับที่ 3 เป็นต้นมา เราก็เน้น export oriented เน้นการส่งออกเป็น
หลัก เราคิดว่ามันจะเป็นตัวลากจุงเศรษฐกิจของเรา ก็ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนี้ แต่เราลองกลับมาดูว่าการค้า
เศรษฐกิจของเรามันสร้าง GDP ได้มากน้อยแค่ไหน ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือในสูตรการคำนวณการ
เติบโตทางเศรษฐกิจ ในคำว่าส่งออกเราไม่ได้ส่งออกอย่างเดียว แต่เราคิดที่จะดุลการค้าต่างหาก ดุลการค้าคือ
การคิดที่จะมูลการส่งออกลบด้วยมูลค้าการนำเข้า เพราะฉะนั้น การส่งออกมากเท่าไหร่แต่ถ้าการนำเข้า
มากกว่ามันก็จะไม่ลากจุงให้ GDP โตขึ้นอย่างรวดเร็ว เรามักจะพูดกันว่าการส่งออกของเราเท่านั้นเท่านี้แต่เรา
มักจะไม่พูดว่าการขยายตัวกับการนำเข้าเท่าไหร่
เฉพาะฉะนั้น สมองของคนมักจะไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ถูกเปลี่ยน ถูกกล่อมเกลา ถูกทำให้คิดว่าการ
ส่งออกสำคัญที่สุด แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ที่สุด แถมมันจะไปเหนี่ยวรั้งการเติบโต GDP ปี 2565 ตัวเลข 9
เดือนของปีที่แล้วเราขาดดุลการค้าประมาณ 6 แสนกว่าล้าน ถ้าทั้งปีของปี 2565 ประมาณเกือบๆ 8 แสนล้าน
ถ้าการส่งออกนั้นคือการนำเงินเข้าประเทศ แน่นอนว่าการนำเงินเข้ามันจะช่วยกระตุ้นประเทศช่วยกระตุ้น
GDP แน่นอน แต่การที่เรานำเข้ามากแต่เงินไหลออกมากจะทำให้ฉุด GDP ลง ตัวส่งออกฉุด GDP ขึ้น ผู้นำเข้า
ฉุด GDP ลง และสุทธิก็จะเหลือแค่ 34%
แล้วปี 2565 เราขาดดุลการค้าแปลว่าตัวฉุดมันเยอะกว่าตัวเพิ่ม เพราะฉะนั้น เวลานักธุรกิจพูดหรือ
รัฐบาลพูดก็ตาม เราพูดแต่ด้านการส่งออกเราไม่พูดด้านการนำเข้า แล้วถ้าลงลึกลงไปอีกเราจะะพบว่าผู้ส่งออก
หลักๆ เช่น รถยนต์ที่ผ่านมาปี 2 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกเยอะที่สุด แล้วถ้า
ถามว่าบริษัทส่งออกเป็นของใคร คือ บริษัทลูกจีน บริษัทลูกญี่ปุ่น พวกนี้หมด
19
แล้วมันสำคัญที่ว่าในกติกาการนำเงินเข้าธนาคารที่ไทยบอกว่า ถ้าเราขายของแล้วได้ไม่เกิน 1 พันล้าน
ดอลลาร์ไม่ต้องนำกลับประเทศก็ได้ ถ้าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์บางส่วนไม่ต้องนำกลับประเทศก็ได้ สมมติจะ
เป็นบริษัทหรือคนต่างประเทศหรือคนไทยก็ได้ เราส่งออกผลไม้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 1 ล้านดอลลาร์
4 สัปดาห์ 4 ล้านดอลลาร์ 1 ปี 48 ล้านดอลลาร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 14,000-15,000ล้านบาท
เพราะฉะนั้น เรามองการส่งออกมองตัวเลขแบบหยาบๆ เราไม่ดูให้ลึกๆ ว่าการส่งออกมันเท่าไหร่ ภาพแบบนี้
มันจะทำให้เราเน้นธุรกิจมากเกินไป ไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่มันจะทำให้ละเลยในส่วนที่สำคัญมากเกินไป คือ การบริโภค
ของครอบเรือน เราไปปักหมุดว่าการส่งออกเป็นการเพิ่ม GDP การเพิ่ม GDP คือการลงทุนของต่างประเทศ เรา
นั้นสร้างนิคมอุตสาหกรรมสารพัดที่เราจะสร้างขึ้นมาแต่ เรามักจะเน้นเรื่องการปฏิรูปเกษตรเรามักจะไม่เน้น
รายได้ของการเกษตรเรามักจะไม่เน้นรายได้ของคนงาน เพราะรายได้ของเกษตรรายได้ของคนงานมันกลายเป็น
รายได้หลักของครัวเรือน
ตัวเลขหยาบๆ ที่ผมอ่านจากสภาพัฒน์ หรือจากสำนักงานสถิติก็ตาม พบว่า รายได้ประชาชาติของไทย
41% มาจากค่าจ้าง อีก 37% มาจากอาชีพอิสระ อาชีพอิสระที่สำคัญที่สุดคือ ภาคการเกษตร ฉะนั้น ตัวหลัก
มาจากค่าจ้าง ตัวรองมาจากรายได้เกษตรกร รวมกันได้ 78% นั่นแปลว่ามันเป็นกำลังซื้อของเกษตรกรกับ
แรงงาน และกำลังซื้อสร้าง GDP ได้ 50% หมายความว่า เศรษฐกิจภาคประชาชนมันเป็นพระเอกในการสร้าง
ของชาติ แล้ว เราให้ความสนใจกับเศรษฐกิจภาคประชาชนมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้น การที่เราไปเน้นจุดรอง
มากกว่าจุดหลัก แล้วเน้นจุดหลักมากกว่าจุดรองจึงทำให้เกิดความผิดเพี้ยนในการพัฒนาประเทศ ผิดเพี้ยน
อย่างไร ผลได้จากการพัฒนามันจะไปกองอยู่ในภาคธุรกิจที่ผมเรียกภาคทุนนิยม มันจึงทำให้เกิดความเหลื่อม
ล้ำทางรายได้สูงมาก เมื่อ 2ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2021) Credit Suisse เขาจึงบอกว่าคน 1% ในประเทศไทยครอง
ทรัพย์สินและรายได้ 68% และคนอีก 99% ในประเทศไทยครองรายได้ทรัพย์สินเพียง 32% เท่านั้น
เปรียบเสมือนว่าคน 100 คน มีเงิน 100 บาท ใน100 บาทคนแรกเอาไปแล้ว 68บาท อีก 99 คน ได้คนละ 32
บาท แปลว่ามันเหลื่อมล้ำมากเกินไป และความเหลื่อมล้ำนี้มันก็แพร่กระจายไปสู่ความเหลื่อมล้ำอื่นๆ จึงทำให้
สังคมไทยเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงความไม่เป็นธรรมกับความเหลื่อมล้ำในสังคม
ดูที่จีน ในช่วงที่ 3 ช่วงที่จีนบอกว่าพัฒนาเศรษฐกิจตลาดมากขึ้น เขารับชัดเจนว่ารัฐจะเข้าไปแทรกแซง
จัดการ คำว่ารัฐของจีนมี 2 ตัว คือ รัฐคือรัฐบาลที่คนรู้จักกันทั่วไป กับ รัฐที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล คือ พรรค
คอมมิวนิสต์ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีจุดยืนตลอดมาว่าประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ก่อรูปมาจากธุรกิจ แต่ใน
บ้านเราพรรคทุกพรรคมันก่อรูปมาจากทุน ก่อมาจากธุรกิจ แล้วมันก็ไปรองรับแผนพัฒนาฯ ที่บอกว่าธุรกิจ
เอกชนเป็นตัวหลัก รัฐจะต้องทุ่มเงินทุกอย่างเพื่อสนับสนุนเอกชน ดังนั้น พรรคต่างๆ ที่มาจากพรรคทุนมันก็
สอดรับพอดีกับรัฐราชการที่ต้องการส่งเสริมเอกชนหรือธุรกิจ ฉะนั้น รัฐบาลในประเทศไทยจึงไม่กล้าแทรกแซง
ธุรกิจแต่รัฐบาลในไทยจะคล้อยตามธุรกิจเป็นด้านหลักแล้วก็ลืมหรือให้ความสำคัญน้อยกว่าเศรษฐกิจภาค
ประชาชน เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นเราจะเห็นได้ชัดเจนเริ่มจากรายได้ทรัพยสินที่มันเกิดขึ้นมากๆ
จึงนำไปสู่เรื่องสิทธิ์เรื่องโอกาสเรื่องอำนาจและการตัดสินมนุษย์ รวมกันแล้ว 5 มิติที่เกิดในความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง
ถ้าโยงแบบนี้องศาที่มันเปลี่ยน องศาที่มันแตกต่างระหว่างจีนกับไทยคือ จุดเน้นของการพัฒนา
20
จุดเน้นของการพัฒนาของไทยเราเริ่มที่ภาคเอกชนเป็นหลัก องศาก็เริ่มแตกต่างกัน พอนานเข้า 60 ปี
ผ่านไป จากความแตกต่างที่แคบๆ ระหว่างภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมพอนานเข้าก้เริ่มบานปลายขึ้น
เรื่อยๆ ในขณะที่จีนก็รู้ตัวว่าเกษตรทันสมัย อุตสาหกรรมทันสมัยต้องควบคู่กันไปและรัฐก็แทรกแซงไม่ให้ห่าง
กันมาก แต่ก็แทรกแซงแล้ว แต่พอเปิดตลาดใหม่ รู้สึกว่าห่างกันมาก จึงเริ่มกลับมาทบทวนกันใหม่ว่ามันห่างกัน
เกินไปแล้ว ถ้าจีนสามารถทุบโต๊ะได้ว่าทุนใหญ่สามารถทำอย่างนี้ได้ ถ้าไม่ทำเราไม่ยอม อย่างเช่น ALIBABA
หรือธุรกิจนายทุนใหญ่ถึงกับซึม เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนเขากล้าที่จะแทรกแซงธุรกิจ แต่ของเราไม่ใช่ของ
เราอำนาจรัฐถูกครอบงำด้วยอำนาจธุรกิจ มันจะต่างกันกับจีนตรงนี้
จีนมีอำนาจรัฐเหนือธุรกิจสามารถทุบโต๊ะให้ธุรกิจทำตามได้ แต่ในสังคมไทยอำนาจธุรกิจใหญ่กว่า
อำนาจรัฐ เพราะถ้าเป็นยุคเลือกตั้งพรรคการเมืองก็มาจากพรรคธุรกิจล้วนๆ รัฐบาลปัจจุบันเป็นนักราชการแต่ก็
ต้องอาศัยธุรกิจเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำจึงมาก การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในปัจจุบัน รัฐก็หัน
มาสนใจแต่เป็นการปฏิบัติมันไม่สามารถแก้ปัญหาเท่ากับจีนได้เลย ยกตัวอย่าง
นโบายแก้ปัญหาความยากจน เราใช้วิธีการ คือ การลด แลก แจก แถม พรรคการเมืองก็หาเสียงใน
เรื่องการลดแลกแจกแถม แต่ผมดูฝั่งจีนเขาลงรายละเอียดไปถึงครอบครัวว่าครอบครัวไหนชุมชนไหนมันเกิด
ปัญหาอะไรขึ้นมา และปัญหาแต่ละปัญหามันไม่ได้เกิดจากเรื่องเดียวกันไ ม่ได้ชุมชนเดียวกัน มันแก้เป็น
ประเด็นๆ ไป ภายในชุมชนและครอบครัวเกิดจากปัญหาอะไรก็ต้องแก้กันไป ของเรามีลักษณะว่าเสื้อตัวเดียวใส่
ได้ทุกคน เราจำเป็นต้องตัดเสื้อให้พอดีกับคนสวม หรือว่าเราต้องวางมาตรฐานแก้ไขปัญหาความยากจนแต่ละ
ชุมชนแต่ละครอบครัวไปถึงจะแก้ได้เหมือนที่จีนทำ แต่ว่าเราไม่ใช่ พอเราไม่ใช่เราก็ต้องอาศัยกลไกรัฐบาลเข้า
ไปแทรกแซง แต่พอดูเหมือนว่าการแทรกแซงของรัฐในไทยในเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนแรง ไม่กล้าแตะธุรกิจ ลงไป
แก้ไขปัญหาความยากจน วางมาตรการรวมๆ เขาเรียกว่า การลดแลกแจกแถม
เพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหาไปถึงรากถึงโคนมันคือภาครัฐไม่ใช่ภาคประชาชน ภาคประชาชนคือการ
ที่มีจิตอาสาลงไปชุมชนนี้ หมู่บ้านนี้ มีปัญหาอย่างนี้เราต้องแก้อย่างนี้ ซึ่งก็มีน้อยคนเพราะว่าคนที่จะทำอย่าง
นั้น มันเป็นจิตอาสาหรือทรัพยสินเงินทองหรืออุปกรณ์ที่นำไปใช้มีน้อย อย่างที่ผมไปพัฒนาหมู่บ้านแรงงานแค่
60-70 ครัวเรือน เลือดตาแทบกระเด็น เพราะว่าเราไม่มีอุปกรณ์ทั้งสิ้น แต่เรามีจิตใจ ในขณะที่ถ้าเราใช้อำนาจ
รัฐเข้าไปทำ มีงบประมาณ มีเครื่องมือ มีกำลังคน แต่ความรู้สึกผมคือว่าผู้มีอำนาจรัฐ ผู้มีอำนาจราชการสิ่งที่
ขาดคือใจ ภาคประชาชนขาดทุกอย่างแต่ที่มีคือใจ เพราะฉะนั้น การสร้างหมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน
หรือขณะนี้ที่ผมกำลังทำกับผู้ช่วยของผมคือ การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ ดึงเอาภาคแรงงานกับภาค
เกษตรมาจับมือกัน เพราะตัวอย่างมันชัดเจนแล้วว่าการบริโภคครัวเรือน ครัวเรือนหลักก้คือแรงงานกับ
เกษตรกรเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจหลักในการพัฒนา GDP ของไทย
แรงงานนั้นเป็นผู้กินเงินเดือน วันๆ ก็อยู่แต่ในโรงงานเป็นผู้ซื้อ เกษตรกรเป็นผู้ผลิต เราก็พยายามที่จะ
เอาผลผลิตเกษตรกรมาสู่กำลังซื้อของแรงงานเชื่อมกันตรงนั้น เราพยายามจะไม่ผ่านธุรกิจให้มันมากหนัก ตรงนี้
เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าในความเหลื่อมล้ำ คณะกรรมการปฏิรูปซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น มีคุณอานันท์ ปันยารชุน
เป็นประธาน ส่วนผมเป็นกรรมการ เมื่อเราไปดูปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในความไม่เป็นธรรม แล้วถ้าเราจะ
เริ่มนับหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ได้โดยตรงไหนในสังคมไทย เพราะพรรคการเมืองเป็นรัฐกองทุน รัฐเป็นรัฐราชการ
21
ที่ไม่มีใจกับประชาชน แล้วคนที่ทำงานที่มันมีใจกับประชาชนจริงๆ ก็คือ พวกอาสาสมัครทั้งหลาย พวกประชา
สังคมทั้งหลายยินดีที่จะทําถึงแม้จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองก็ตาม
เราจึงมีข้อยุติว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มอำนาจประชาชนขึ้น หมายถึงเราต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทาง
อำนาจ ในตรงนี้จะเป็นปรัชญาของเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ว่าในสังคมเมืองหนึ่งอำนาจรัฐจะมี 3 ส่วน คือ
อำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจประชาชน ถ้าเราอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมดุลอำนาจสามส่วนนี้ไม่ควรจะต่างกัน
มาก เราจะเห็นชัดเจนได้ว่าประเทศทุนนิยมที่มีความราบรื่นในการพัฒนาทุนนิยมมากที่สุด คือประเทศในกลุ่ม
สแกนดิเนเวีย มีความราบรื่นในการพัฒนาทุนนิยมได้ดีที่สุด ฉะนั้น ถ้าเราดูอำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจ
ประชาชนมันไม่มีใครเหนือมากไปกว่ากัน มันมีดุลยภาพและการมีดุลยภาพจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำน้อย แต่
ของเราไม่มีดุลยภาพแล้วเพราะว่า ณ ปัจจุบันนี้อำนาจรัฐกับอำนาจทุนมันไปด้วยกันมาตั้งแต่การประกาศ
แผนการพัฒนาเศรษฐกิจแล้วว่า รัฐต้องทุ่มเททรัพยสินหนึ่งต่างๆ ไปยังภาคเอกชน มันวางตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น
แล้ว จึงไม่แปลกที่ว่ารัฐไทยกับทุนไทยเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วก็ลืมภาคบริโภคของประชาชนไปเลยทั้งที่ภาค
บริโภคของประชาชน หมายถึงรายได้ในกระเป๋าของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้าง GDP
ดังนั้น ในการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจมันต้องปรับในสามส่วน ส่วนแรกเราเรียก ความสัมพันธ์ทาง
อำนาจในการเมืองการปกครอง เราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายบ้าง
นโยบายทั้งหมดในการพัฒนาเศรษฐกิจมาจากภาคราชการกับภาคทุนเป็นหลัก ภาคประชาชนเกือบไม่มีส่วน
ร่วมในการออกเสียงหรือกำหนดนโยบายเลย นโยบายผ่านพรรคของการเมืองตอนหาเสียงจะเป็นแบบหนึ่งพอ
ทำจริงๆ ก็จะเป็นอีกแบบ ไปทางทุนไปทางราชการฝังรัฐทั้งหมด เพราะฉะนั้น ปากเสียงของประชาชนอำนาจ
ทางการเมืองทางการปกครองนั้นไม่มี มันจะต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนดูเหมือนว่าพรรคคอมมิวนิสต์ของ
จีนจะมีสมาชิกพรรคประมาณ 90 ล้านคน นั่นแปลว่าเขามีพรรคประชาชนที่กว้างขวาง
ฉะนั้น ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองรัฐก็ยังจะมีพรรคประชาชนเป็นรากฐานอยู่ แต่กระบวนการพรรค
ของประเทศไทยมันถูกคุมด้วยธุรกิจหมด สมาชิกพรรคกับประชาชนเกือบไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย เพราะฉะนั้น
นโยบายต่างๆ ที่ออกมาจึงยากมากที่จะไปปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจรัฐ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนมี
ปากมีเสียงในอำนาจรัฐอันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ ถ้าประชาชนมีปากมีเสียงในอำนาจรัฐมันจะนำไปสู่การปรับ
ดุลอำนาจในตัวที่ 2 คือเมื่อประชาชนมีปากมีเสียงในอำนาจรัฐได้ ประชาชนก็จะสามารถกำหนดนโยบายต่างๆ
ที่เข้าไปสร้างฐาน เศรษฐกิจของประชาชน
ตัวอย่าง เวลาเราพูดถึงการเพิ่มค่าจ้างสังคมจะมองว่าอันนี้คือการช่วยลูกจ้าง แต่ลูกจ้างเรียกร้องมาก
เกินไปจึงทำให้เกิดต้นทุนต่างการผลิตของธุรกิจ เราจะมองเช่นนี้เป็นหลักเพราะว่าวิชาเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะ
วิชาจุลภาคมันไปเน้นส่วนที่ต้นทุน mr = mc รายรับต่อหน่วยต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นเป็น
เช่นนี้ตลอดเวลา ถ้าถามว่าผู้ผลิตหรือผู้ขายหลักตอนนี้เป็นแรงงาน กำลังแรงงานของไทย 38 ล้านคน เป็น
ลูกจ้างเอกชน14-15 ล้านคนได้ และเป็นลูกจ้างของรัฐประมาณอีก 4 ล้านคน ส่วนเกษตรกรตอนนี้ประมาณ
12 ล้าน เพราะฉะนั้น คนขายแรงงานเป็นคนขายหลัก ถ้าคนขายหลักเราเอาวิชา mr , mc ของจุลภาคเข้าไป
ปรับ และถามว่าคนงานขายแรงงานต้นทุนของหน่วยของแรงงานจะเท่าไหร่ เขาควรมีสิทธิ์ที่จะได้ต้นทุนต่อ
หน่วยไหม
22
สรุปก็ไม่มีหรอกครับ ไม่มีใครคิดให้ เรามีแต่คนคิดต้นทุนต่อหน่วยของธุรกิจแต่ไม่มีใครเคยคิดต้นทุน
ต่อหน่วยของแรงงาน ฉะนั้น หยุดพูดที่ว่าเราจะสร้างกำไรต้นทุนต่อหน่วยของแรงงานหยุดพูดว่าการทำให้
รายได้ของหน่วยมันสูงกว่าต้นทุนของหน่วยแรงงาน มันไม่มีครับ ฉะนั้น คือเราลืมภาคเศรษฐกิจของประชาชน
ไปแล้ว สรุปถ้าเราเพิ่มค่าจ้างคนงานก็ถูกแต่ถูกครึ่งเดียว เพราะการเพิ่มค่าจ้างคือการเพิ่มกำลังซื้อของประเทศ
การเพิ่มราคาของเกษตรกรมันคือการเพิ่มกำลังซื้อของประเทศ เพราะฉะนั้น การเพิ่มราคาของเกษตรกรหรือ
การเพิ่มราคาของแรงงานมัยคือการเพิ่มตัว C (Consumtion) ของเศรษฐกิจ และ Consumtion คือ ตัวลาก
จูงหลักของเศรษฐกิจไทย
ฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องกลับมาปรับ mindset กันใหม่ ปรับทางการเมือง คือ อำนาจ ส่วนปรับทาง
เศรษฐกิจ คือ การแบ่งปันตลาด ต้องทำให้ตลาดของแรงงานกับตลาดเกษตรกรเป็นของเกษตรกรด้วย ไม่ใช่
เราขายข้าวให้โรงสี ทำไมเราไม่ให้ชาวนาขายข้าวให้ผู้บริโภคเพราะอะไร? ก็คือถ้าชาวนาขายข้าวให้ผู้บริโภคมัน
ก็คือตลาดของชาวนา ถ้าสมมติเราสามารถเพิ่มค่าจ้างได้ตลาดก็จะเป็นของคนงานมากขึ้น ฉะนั้น แบ่งปัน
อำนาจให้อำนาจไปอยู่ที่ภาคประชาชนมากขึ้นหรือแบ่งปันตลาดให้ตลาดไปอยู่ภาคประชาชนมากขึ้น คือการ
เพิ่มกำลังซื้อ ไม่ต้องแจกเงิน และสุดท้ายคือการเพิ่มโอกาสของคนทุกคนในเรื่องของการมีความรู้ มีการศึกษา
มีศักดิ์ศรีการเป็นมนุษย์ และจะทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น
สรุปคือ ถ้าเราจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในสังคมและก็ปรับ mindset ให้ความเข้าใจทาง
เศรษฐศาสตร์ว่าไม่ใช่การค้าการลงทุนอย่างเดียวมันมีการบริโภคของประชาชนเป็นตัวหลัก
และเราต้องปรับเศรษฐกิจการแข่งขันแบบทุนนิยมที่ทำอยู่ไปสู่ “เศรษฐกิจสังคมแบ่งปัน” แบ่งปัน
อำนาจ แบ่งปันตลาด แบ่งปันโอกาส 3 แบ่งปันเงื่อนไขที่จะเป็นตัวปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยให้
ไปสู่เศรษฐกิจที่มีดุลยภาพมากยิ่งขึ้น
Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
สว.อภิชาติ โตดิลกเวชช์ :
ผมสนใจที่ ดร. ณรงณ์พูดเมื่อสักครู่ว่า รายจ่ายภาครัฐบาลคือ GDP ของประเทศของรัฐบาลนี้
ประมาณ 14% ซึ่งของเอกชนเราคงไปบังคับเขาไม่ได้ หรือดุลยการค้าก็แยกต่างหาก ทีนี้พอผมสนใจเรื่อง
รายจ่ายภาครัฐบาลก็คืองบประมาณ ประเทศไทยมีรายจ่ายประมาณ 3.185 ล้านล้าน ครับ
ผมอยู่ที่กรรมาธิการแก้จนของวุฒิสภา พอเราเจาะไประบบงบประมาณของประเทศก็คือ พรบ.
งบประมาณปี 2502 เราไม่เคยถูกแก้ไข ก็เป็นงบประมาณ line-item ก็คืองบประมาณรายหัว เช่น แอร์ 100
ตัว รถยนต์ 200 เครื่อง คือมันเช็คเพราะว่าเราป้องกันการทุจริต ทีนี้พอมาดูภาพรวมมีงานวิจัยของรัฐสภา เรื่อง
การจัดสรรงบประมาณ ปี 2552 ถึง 64 ก็คือ 13 ปีย้อนหลัง งบประมาณที่เขาเรียกจำแนกที่ลงพื้นที่ดำเนินการ
23
ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2564 ของกรุงเทพฯ 9.1 ล้านล้าน จะตกอยู่ 31.04% แค่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ใช้
งบประมาณของประเทศไป 31.04% ส่วนกลางคือ 20 กระทรวง ได้ไป 11.5 ล้านล้าน ก็คือ 50.20% ส่วน
ต่างจังหวัดซึ่งผมถือว่าถ้าเราพูดถึง ชนบท ต้องอยู่ต่างจังหวัด 13 ปีย้อนหลัง ได้เงินไปแค่ 5 ล้านล้านก็คือ
18.58% ถ้าตราบใดที่งบประมาณยังกระจายแบบนี้และเรายังไม่ปรับโครงสร้างก็จะแย่ เอาชัดเจนอีกตัว พอ
มาถึง GDP 17 ล้านล้านของประเทศ เรามีเมืองอยู่ 3 ประเภท คือ เมืองใหญ่ เมืองรอง เมืองจิ๋ว
• เมืองใหญ่ เช่น โคราช เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สร้าง GDP ให้กับประเทศ 3 แสนล้านขึ้นไป
จนถึง 5.2 ล้านล้าน มีแค่ 12 เมือง คือมี 12 จังหวัด
• เมืองรอง สร้างรายได้ให้ประเทศตั้งแต่ 7 หมื่นล้าน ไปจนถึงต่ำกว่า 3แสนล้าน มีอยู่ 16 เมือง
• เมืองจิ๋ว คือ เมืองที่เล็ก ซึ่งรัฐบาลแก้ไม่ตกสักทีคือความจนที่เราเรียกว่า จนซ้ำซาก โดยเฉพาะ
10 เมืองหลักของสภาพัฒน์ฯ มีรายได้แค่ 1.5 หมื่นล้านจนถึง 7 หมื่นล้านเท่านั้น แต่เมืองจิ๋ว
เยอะมีถึง 48 จังหวัด
ถ้าเราเห็นภาพอย่างนี้ ตราบใดที่มันสอดคล้องกัน ถ้ากรุงเทพฯจะเอางบไป 31.04% ส่วนกลางเอา งบ
ไป 50.20% ฉะนั้น เมืองจิ๋วเหล่านี้ไม่มีงบประมาณฉีดลงไปถึง ผมยกตัวอย่างเช่น โคราชในปี 2561 ได้
งบประมาณไป 2.4 หมื่นล้าน แต่เมืองจิ๋วอย่างสมุทรสงครามที่อยู่ใกล้สมุทรสาครได้งบ 1.7 พันล้านก็คือ 1,700
ล้านบาทเท่านั้น
เพราะฉะนั้น อันนี้ก็คือโครงสร้างงบประมาณที่เราทำมาตั้งแต่ปี 2502 มันเพิ่งถูกแก้ไขในสมัยท่านพล
เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ก็แก้และเพิ่งแจ้งมาปี 2561 ซึ่งมันยังไม่ออกฤทธิ์ เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังทำ
งบประมาณแบบนี้กันอยู่ ผมก็มองไม่เห็นอนาคตของประเทศไทยเลย เพราะว่าเงินมันฉีดลงไปไม่ถึงตำบล
หมู่บ้าน มันจะหยุดแค่ที่ อำเภอ จังหวัด เพราะฉะนั้น เราก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำตรงนี้เยอะมาก ทีนี้ผมเสนอ
ปัญหา ผมก็เสนอทางออกอย่างนี้ว่า world bank ในปี 2540 เขาก็มาทำวิจัยที่ประเทศไทย เนื่องจากเราไปกู้
เงิน IMF เขาก็บอกว่าขอดูแผนที่ประเทศไทยในการทำเรื่องการพัฒนาชนบท ประเทศไทยก็ตอบ ได้ แล้วก็ได้
เอางานวิจัย 100 กว่าฉบับไปให้เขาดู แต่เขาบอกว่าไม่สามารถแยกแยะได้ ขอให้ไป review literature ได้ไหม
ซึ่งเราก็ได้ review literature โดยสภาพัฒน์ฯ โดยที่ world bank เข้ามาร่วม เขาทำออกมาเป็นโมเดลหนึ่งซึ่ง
น่าสนใจมาก เขาทำโมเดลการพัฒนาชนบทเพื่อพ้นความจนมีอยู่ 5 เรื่อง ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยตั้งแต่ปี
2540 และก็ยังเป็นปัญหามาจนถึงปัจจุบัน
ผมได้เชิญ world bank ในมากรรมาธิการวุฒิสภาเรา เขาบอกยังยืนยันว่าโมเดลยังใช้ได้แต่เขาเพิ่ม มา
อีก 2 ตัว อันแรก เป็นฐานพีระมิดใหญ่สุด คือ
เรื่องที่ 1 ที่ต้องแก้ คือ เรื่องน้ำ ประเทศไทยมีน้ำที่อยู่ในระบบชลประทานแค่ 22% ในพื้นที่ทำ
การเกษตร 130 ล้านไร่ 22% ตรงนี้ก็ คือ ประมาณ 30 ล้านไร่เท่านั้น อันนี้คือมีระบบชลประทาน นอกนั้น
เป็นชลประทานนาน้ำฝน เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าถ้าประเทศไทยจะทำให้ชนบทพ้นจน ท่านต้องทำการเกษตร
ได้ตราบที่โอกาสที่ชาวบ้านอยากทำ ไม่ใช่ปี1 ทำ 4เดือนแล้ว ก็ย้ายเข้ากรุง
24
เรื่องที่ 2 คือ เกษตรทันสมัยซึ่งสำคัญและเขาก็เสนอตั้งนานแล้ว ซึ่ง smart farmer เราก็ยังทำได้
กระท่อนกระแท่น
เรื่องที่ 3 คือ เขาเห็นความสำคัญของอาชีพนอกไร่นา ในสังคมเกษตรตอนนี้ผมคิดว่าไม่ใช่อาชีพหลัก
แล้วถ้าลงไปอยู่ในพื้นที่จริงๆ ผมเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดมาแล้ว 2 จังหวัด ก็จะเห็นภาพ ว่าอาชีพนอกไร่นา
ขนาดนี้สร้างรายได้มากกว่าอาชีพเกษตรแน่นอน
เรื่องที่ 4 เน้นเรื่องทุนหรือเรื่องสินเชื่อที่อยู่ในชุมชน ที่ไม่ใช่อยู่ในbank ซึ่งเราก็ทำกองทุนหมู่บ้าน
กองทุนทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ผมว่าตัวทุนอาจมีมากพอในพื้นที่ คือ 1 หมู่บ้าน อย่างน้อยมี 12 กองทุนแน่นอน
เช่น กองทุน กขคจ แก้จน กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสัจจะออมทรัพย์ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนปุ๋ย
กองทุนยา พวกนี้มีหมดแล้วก็มีเงินค่อนข้างเยอะเพียงแต่เราเราไม่สามารถจูงตรงนี้ไปได้
เรื่องที่ 5 เรื่องสุดท้าย คือ การรวมกลุ่ม ผมก็ลงไปดูปรากฏว่าวิสาหกิจชุมชนของกระทรวงเกษตรผ่าน
มา16 ปี เขาจดทะเบียน 80,000 กลุ่ม ผมก็ได้ถามแล้วว่าในการจดทะเบียน 80,000 กลุ่มนั้นมีกิจกรรม
อะไรบ้าง เขาก็บอกว่ามีกิจกรรมจริงๆ 35,000 กลุ่ม จาก 80,000 กลุ่ม แล้วผมก็ถามต่อว่าในการจดทะเบียนที่
เข้มแข็งจริงๆ ที่เป็น “นิติบุคคล” มีเท่าไหร่ เขาก็บอกว่ามีแค่ 520 แห่ง เพราะฉะนั้น อันนี้คือวิสาหกิจเราทำ
มาถึง 16 ปีมีกฎหมาย มี พ.ร.บ. ตราบใดที่ เรายังไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ผมว่ายากที่จะขับเคลื่อนต่อ
เรื่องสุดท้าย ผมขอสรุปย่อก็คือ กรรมาธิการวุฒิสภาชุดนี้ เรามองอย่างนี้ครับว่า เราหาโมเดลที่จะทำ
ตรงนี้ มี 1โมเดล 3 เรื่อง มันเป็นstep
อันที่1 เราเรียกว่า สต๊อก (Stock) คือ ทำแบบรัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ คือเรื่อง การสงเคราะห์ การ
ประชานิยมทั้งหลาย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น คือเรามีสต๊อกคนจนอยู่แล้ว จากตัวเลขขั้นพื้นฐาน 38,000
ต่อคนต่อปีของประเทศไทย ถ้าต่ำกว่า 38,000 กว่า ถือว่าเราตกเส้นความยากจน อันนี้คือสต๊อกที่รัฐบาลต้อง
แก้ อันนี้มีข้อมูลชัดเจนไม่ว่าจะเป็นที่ TPMAP (ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า) หรือจปฐ.
ซึ่งข้อมูลตรงนี้ประเทศไทยมีหมด แล้วมีค่อนข้างสมบูรณ์ด้วย
อันที่ 2 เราเรียกว่า การเคลื่อนไหว (Flow) เราเน้นว่า คนจน ความยากจน เป็น dynamic ความ
ยากจน ไม่หยุดนิ่ง คนที่เราพัฒนาให้พ้นจนแล้วก็อาจจะกลับมาจนอีกที เศรษฐีถ้าดำเนินชีวิตผิดพลาดก็กลับมา
จนได้ ตัว flow ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยทำอยู่ ส่วนสงเคราะห์เป็นเรื่อง กระทรวง พม.ทำอยู่
ส่วนเรื่อง flow อันที่ 2 เป็นเรื่องเศรษฐกิจชุมชน ตรงนี้กระทรวงมหาดไทยทำ คือเน้นเรื่องเศรษฐกิจ
ในชุมชน แต่เหมือนที่ผมบอกว่ามันเป็นลำต้นไม่ได้ แต่เป็นกิ่งก้านสาขา เพราะว่าระบบงบประมาณของประเทศ
ไทย โครงสร้างระบบงบประมาณประเทศไทยมันฉีดเงินลงไปไม่ถึงตำบลหมู่บ้าน อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ รัฐบาล
พยายามแก้ไขโดยการทำหมู่บ้านละ 5 ล้าน และตำบลละ 5 ล้านในภูมิภาค ซึ่งมันก็ทำอยู่ปีเดียวและชาวบ้านก็
ไม่ได้ประโยชน์อะไร
เรื่องสุดท้ายที่ผมเสนอคล้ายๆกับจีน ถ้าดู Stock เราจะเห็นว่ามันมีหมู่บ้านที่ดีๆ เยอะเพียงแต่ ผม
สงสัยว่าทำไมมันไม่ขยายหรือมันขยายกระจายออกไปไม่ได้แล้ว ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้
25
เสนออันที่ 3 ที่แก้ได้จริงคือ การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ System Transformers ซึ่งเป็นระบบ
เศรษฐกิจใหญ่ อันนี้ผมว่าน่าสนใจ ผมไปเจอหลายที่ จะยกตัวอย่าง 2 ที่ ระบบเศรษฐกิจก็คือว่าเราไม่เน้นที่คน
จนแล้ว เราสร้างระบบเศรษฐกิจในชุมชนนั้นให้ได้ ผมยกตัวอย่าง สุราชุมชนพื้นบ้านที่จังหวัดแพร่ ตำบล
สะเอียบ มีเหล้าสะเอียบ เขาต้มเหล้ามา 200 กว่าปี เราเอางานวิจัยและนวัตกรรมลงไปช่วยของสถาบันวิจัย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เข้าไปช่วยปรับปรุงเรื่องรสชาติเหล้า ทำให้นิ่ง ปีที่ก่อนทำ
หมู่บ้านตำบลสะเอียบ 5 พันกว่าคน มีรายได้เสียภาษีสรรพสามิตประมาณ 20 ล้านต่อปี และทำไป 2 ปี เก็บ
ภาษีสรรพสามิตได้ 400 ล้าน แล้วล่าสุดผมลงพื้นที่ เขาบอกปี 2564 ได้ 514 ล้าน ถ้า 514 ล้านที่เสียภาษี
แสดงว่าเขาจะต้องได้เงินเท่าไหร่ เขาต้องมีวอลลุ่มของการขายสุราพื้นที่ชุมชนประมาณ 2-3 พันล้านบาท
ในขณะที่เกษตรจังหวัด GDP ของจังหวัดมีแค่ 1,000 ล้าน แต่นี่ขายสุราชุมชนอันเดียวได้ถึง 2-3 พันล้านบาท
อันนี้ผมว่าน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อกี้มีภูมิปัญญา มีวิจัยนวัตกรรมลงไปช่วย อันที่ 3 เกิด start up ในตำบลสะเอียบมี
start up จำนวน 200 บริษัท ขายสุราพื้นบ้านไปปีละ 23 ล้านขวด
อันนี้ผมสรุปว่ามันคือ new s-curve เพราะมันโต 2,000% ปกติ 70% อันก็ตื่นตาตื่นใจ และหมู่บ้าน
อย่างนี้ ชุมชนอย่างนี้ คือตัวอย่างที่ผมพยายามพูด ถึงอันที่ 3 ก็คือ ระบบเศรษฐกิจที่มันยั่งยืน และมีอีกอันที่
สระบุรี ตำบลชะอม ตำบลชะอมเป็นแหล่งไม้ล้อมใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ต้นไม้ที่อยู่สิงคโปร์ อยู่เซี่ยง
ไฮ้ อยู่ตะวันออกกลาง ถูกส่งออกไปจากที่ตำบลชะอม นั่นหมายความว่าตำบลชะอม เขามีภูมิปัญญาอยู่เดิม มี
อยู่ แต่ไม่เยอะ มีอยู่ 7 หลังคาเรือน มูลนิธิ Swedish Motors ไปทำ CSR โดยเอามูลนิธิของอ.มีชัย ลงไปทำ ให้
องค์ความรู้เรื่องไม้ล้อม การเพาะต้นไม้ ขณะนี้ 1 ไร่ ปลูกได้ 2,600 ต้น ต้นละ 50 บาท ได้ 130,000 บาท ถ้า
ขายไม่หมด 3 ปี เขาขึ้นราคา เป็น 100 บาท ฉะนั้น เขาก็ได้ 260,000 บาท ต่อ 1 ไร่ ขณะนี้มี start up ที่เป็น
คนในพื้นที่มีอยู่ 150 เจ้า และแต่ละเจ้ามี 200 ไร่
เพราะฉะนั้น ถ้าระบบเศรษฐกิจที่ผมพูดอันที่ 3 ก็คือ System Transformers ถ้าเราทำอย่างนี้ให้
หลายหมู่บ้าน ให้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดโดยที่มุ่งเป้าไปอย่างนี้ ผมว่าเราไม่เจาะจงคนจน เราสร้างระบบ
เศรษฐกิจเกิดความยั่งยืนถาวรแน่นอน เพราะฉะนั้น หมู่บ้านที่ผมยกตัวอย่าง 2 อันนี้ ผมว่าคล้ายจีนเหมือนกัน
ก็คือระบบเศรษฐกิจที่จีนกำลังทำอยู่ เพียงแต่อันนี้มันผุดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีรัฐบาลลงไปทำให้ มีแต่กำลังของ
ท้องถิ่นกับกำลังของจังหวัด ถ้ารัฐบาลส่วนกลางมีนโยบายอย่างนี้เหมือนที่จีนเขาทำ ผมว่าประเทศไทยก็มี มี
หลายตัวอย่าง ผมยกให้ 2 ตัวอย่าง เพียงแต่มันไม่ถูกบริหารจัดการ การจัดการแบบขั้นตอนที่ 3 ที่ผมเรียกว่า
System Transformers ในเรื่อง Digital Economy ถ้าอย่างนี้มันคล้ายๆ ที่จีนกำลังทำอยู่เพียงแต่เรามันยัง
ขาดการบริหารจัดการ ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปและข้อเสนอ ขอบพระคุณครับ
พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง:
ขอบพระคุณที่ได้ฟังท่านอภิชาตเมื่อสักครู่แล้ว ก็จะแชร์เพื่อเป็นคำถามอาจารย์ณรงค์นะครับ หัวข้อ
เวทีวันนี้ คือ “กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่” เราได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ไหม ผมคิดว่า “ได้เปลี่ยน” ถ้าได้ฟัง
อาจารย์ณรงค์พูด ตอนนี้ผมก็มั่นใจว่ากระบวนทัศน์ที่เดิมเน้นไปที่อุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตรตอนนี้ ก็
26
น่าจะเปลี่ยนแล้วเพราะว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างขึ้นมาสมดุลกันมากขึ้น สมดุลยิ่งขึ้นก็คือ ข้อสุดท้ายที่ท่าน
อาจารย์ณรงค์พูด จะทำอย่างไรให้สมดุลทั้งเรื่องของการกระจายในอำนาจของศักดิ์ศรี รายได้ และโอกาส
ผมขอตั้งคำถามกับท่านอาจารย์ณรงค์ จริงๆ แล้วหลักการ 3-1 อย่างที่ท่านพูดถึง ผมเคยได้ยินมาแต่
ไม่ถูกหลักเอาไปใช้ แต่ในขณะนี้ได้ทราบว่า กระทรวง อว. ได้ไปเน้นเรื่องที่จะให้โครงการช่วย U2T กับ
มหาวิทยาลัยจะเข้าไปแนะนำให้กับตำบลต่างๆ ที่จะพัฒนาความยากจน ทางคณะของท่านอาจารย์น่าจะมี
บทบาทมาก ก็น่าจะได้รับทราบผลจากในการนำเสนอข้อคิดของท่านอาจารย์แนะให้กับมหาลัยต่างๆ ใน
ต่างจังหวัดด้วย ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ผมไปจังหวัดนครสวรรค์ เรียนกับท่าน สว.อภิชาติได้ว่า
น่าจะเป็นแนวคิดคล้ายๆ กัน คือที่นครสวรรค์จะเน้นเรื่องของการพัฒนาแม้กระทั่งชุมชนขนาดเล็ก จะเริ่มที่ตัว
เทศบาล ซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก แม้กระทั่งต้นไม้ที่เป็นคาร์บอน อะไรพวกนี้ครับ
ข้อสำคัญคือ หน่วยงานที่จะลงไปในพื้นที่ยังมีน้อยมาก อย่างที่ท่านอภิชาติพูด เรื่องโมเดลทั้ง 3 เรื่อง
น่าจะยังไม่ทราบหลายจังหวัด อย่างน้อยที่สุดจังหวัดนครสวรรค์คิดน่าจะยังไม่ทราบ แต่ก็ทำคล้ายกัน ก็คิดว่า
เรื่องนี้ท่านอาจารย์ณรงค์มีข้อแนะนำเพิ่มเติมอย่างไรที่จะให้ภาควิชาการหรือมหาวิทยาลัยเอาสิ่งที่เราพูดกันมา
ทั้งหมดนี้ลงไปในพื้นที่อย่างไรดี
รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ:
ขอเรียนแบบนี้ สิ่งแรกเลย เราจะทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยน mindset หรือชุดความคิดของคน ชุด
ความคิดของธุรกิจ ชุดความคิดของราชการเดิม ความรู้สึกของผมที่ผมทำงานพัฒนามา 20-40 ปี สิ่งที่
เปลี่ยนแปลงยากที่สุดก็คือ “การเปลี่ยนชุดความคิดของคน” เพราะคนเขาเคยชินกับสิ่งที่เขาเคยเป็นอยู่มัน
เปลี่ยนได้ยากมาก สิ่งที่ กระทรวง อว.ทำอยู่ ผมคิดว่ามันก็เริ่มต้นที่ดีแล้ว ยกตัวอย่างว่า การมีโครงการบัณฑิต
พันธุ์ใหม่ที่ให้งบมาสำหรับมหาลัยแล้วไปจัดอบรมชุมชน ผมก็สร้างโครงการเกษตรกรดิจิตอลเพื่อชุมชน 2 รุ่น
แต่ด้วยความจุกจิกจู้จี้ระเรียบการต่างๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยกับ กระทรวงอว. ผมก็เลยเลิกทำรุ่นที่ 3 เพราะ
ผมไม่ไหว แต่ 2 รุ่นที่ได้มา เป็น 80 คนเราขยายจากตรงนี้ไป
ผมได้นำ 80 คน ที่อบรมมา ทำเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ที่จะวางแผนว่าจะกระจายทั่วประเทศ
ภายใน 5 ปี อันนี้ก็จะเป็นการบอกอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคประชาชนนั้นส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนอย่างที่ สว.
อภิชาติพูด มันเกิดจากภาคประชาชนเองเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลแต่ผมก็เห็นว่าของกรมพัฒนาชุมชนก็มี
ส่วนสำคัญเหมือนกันที่ไปสร้างกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา แต่ผมก็ทำงานกับกลุ่มออมทรัพย์มานานมาก ก็พบว่า
กลุ่มออมทรัพย์เองไม่สามารถข้ามพ้นเงินกู้ไปใช้กันเอง กลุ่มออมทรัพย์ไม่สามารถที่จะทำการผลิตการค้าได้ทั้ง
ที่ว่ากลุ่มออมทรัพย์ของการพัฒนาชุมชนไม่มีข้อห้ามตรงนั้น ไม่เหมือนสหกรณ์ถ้าเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ทำ
ออมทรัพย์อย่างเดียว สหกรณ์การผลิตก็ผลิตอย่างเดียวแยกไปเลย แต่กลุ่มออมทรัพย์ของการพัฒนาชุมชนทำ
ให้ทุกอย่าง ถ้าจะทำ แต่ว่าทำไม่ได้ เพราะว่าความรู้ในการจัดการต่ำมาก ที่ผมทำอยู่ตอนนี้ต้องจับมือเขียนให้
เลยจะทำสินค้าอย่างไรปรับคุณภาพอย่างไร ให้ติดตลาด
คือทุกอย่างที่ผมว่ามานี่คือ การให้โอกาสของปัจเจกในเรื่องความรู้ข่าวสารข้อมูลเรื่องเป็นเรื่องสำคัญ
อย่างยิ่ง เพราะถ้าเราให้โอกาสเขาเข้าถึงความรู้ข่าวสารที่แท้จริงได้ เราก็พยายามไปเสริมกระตุ้นให้เขารวมกลุ่ม
27
รวมก้อน การรวมกลุ่มรวมก้อนนี้เหมือกันนะ ราชการเขาไม่ได้ชอบ เพราะเขากลัว กลัวเป็นเรื่องกลุ่มการเมือง
อันนี้เป็นเรื่อง trade-off ที่ว่าเราต้องยอมว่าการรวมกลุ่มรวมก้อนมันเป็นเรื่องจำเป็น แต่ทีนี้มันจะไปเรื่อง
การเมืองหรือเปล่าเราห้ามเขาไม่ได้ ผมยกตัวอย่าง เรื่องแรงงาน ว่าทำไมในประเทศสแกนดิเนเวียจึงไม่ค่อยมี
ปัญหาพวกนี้ คำตอบ เพราะรัฐบาลเขาส่งเสริมให้คนรวมกลุ่มรวมก้อน มีข้อตกลงร่วมกันแต่ละปี ขบวนการ
แรงงานของเขาสามารถพูดได้เลยว่าการรวมตัวกันของเขาสามารถเป็นตัวแทนของทั้งประเทศได้จริงๆ นายจ้าง
รวมกันเป็นระดับประเทศได้จริง เพราะเขาเจรจากันโดยการที่ว่าปีนี้เราจะเป็นอย่างไร และรัฐบาลนั่งฟังเป็นคน
กลางและก็มีหน้าที่บันทึกไว้ 3 ฝ่ายมีหน้าที่ชัดเจน แต่ของเราไม่ยอมรับตรงนั้น เราไม่ยอมรับการเจรจาต่อรอง
ระหว่างกัน
เพราะฉะนั้น ระบบทุนนิยมถ้าไม่มีการเจรจาต่อรองกันจะเป็นระบบทุนนิยมไม่ได้ ขนาดเราแข่งขันกัน
บางครั้งเราก็ต้องจับมือกัน พอจับมือกันก็ต้องมีการต่อรองกัน ต้องมีการเจรจาทำสัญญากันในการต่อรอง
ฉะนั้น การเจรจาการต่อรองมันเป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยม ถ้าเราไปเลือกเส้นทางทุนนิยม เราไม่สามารถ
ไปตัดอำนาจต่อรองได้เลย ไม่เหมือนกับพรรคคอมมิวนิสต์ เขาถือว่าประชาชนอยู่ในพรรค พรรคจะเป็นตัวแทน
ของประชาชนทั้งประเทศนั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ของเราไม่ใช่ เมื่อเราเลือกเส้นทางของทุนนิยม เส้นเศรษฐกิจ
ธุรกิจตลาด เราต้องยอมรับการรวมกลุ่มต่อรองของทุกกลุ่มคน ทำไมราชการหรือรัฐบาลส่งเสริมให้พ่อค้าเป็น
สมาคมของการค้า แล้วก็หิ้วการค้าไปเจรจากับต่างประเทศ ถามว่าเราเคยหิ้วคนตัวเล็กตัวน้อยไปพูดในนาม
ประชาชนบ้างไหม ก็ไม่มี อันนี้เขาเรียกว่า มันมีมิติทางการเมืองอยู่ในนั้น เราไม่มีโอกาสที่ทำให้คนเล็กคนน้อยมี
ปากมีเสียงในอำนาจการเมือง นโยบายที่ออกมาปราศจากคนเล็กคนน้อย แต่รายจ่ายของคนเล็กคนน้อยกลับ
เป็นตัวสร้าง GDP หลัก มันดูขัดแย้งกันไปหมด ผมจึงบอกว่า เราควรต้อง “ปรับโครงสร้าง” เพราะไม่มีใครพูด
ถึงการปรับโครงสร้าง โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการเมือง ไม่มีใครพูดถึง แล้วไม่มีใครกล้าทำ เพราะทำแล้ว
มันกระทบกระเทือนแล้ว เราก็กลัวการขัดแย้ง
ผมขอฝากว่าผมทำงานภาคประชาชนมานานมากแล้วก็เจอความขัดแย้งมาตลอด เราต้องการให้คน
เล็กคนน้อยได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเขาเป็นคนหลักของประเทศ ขณะที่ GDP ก็ฟ้องว่าเงินมาจากกระเป๋า
ของคนเล็กคนน้อยตั้ง 50% ทำไมเราไม่ไปพัฒนาตรงนี้แล้วทำให้ 50% เข้มแข้ง ในอเมริกา การบริโภคของ
ครัวเรือนเป็น 73% ของ GDP เจึงไม่แปลกที่ โจ ไบเดน เขาได้เสียงของสหภาพ เขาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทันที ชั่วโมง
ที่ 15 เหรียญ ก็เท่าไหร่แล้ว กำลังซื้อของประเทศเขา ฉะนั้น เขามองว่ากำลังซื้อไม่ใช่เป็นการช่วยของคนงาน
แต่มันคือการสร้าง GDP ของชาติ ต้องมองเช่นนี้ ต้องปรับ mindset ตรงนี้ ถ้าเราไม่ปรับ mindset ตรงนี้ มันก็
จะไปไม่ได้ แล้วนโยบายไม่ออก
เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยปรับช่วยแจ้ง ผมว่า กระทรวง อว.เริ่มต้นได้ดีแล้วเรื่องการให้ความรู้แก่
ชาวบ้าน แต่ผมก็มีปัญหาอยู่อย่างระเบียบกฎเกณฑ์เข้าใจว่ามันจะจุกจิกจู้จี้เกินไปจะทำให้เรามันหมดหวังที่จะ
ทำ แต่ผมก็ทำด้วยทุนของผมเองดีกว่า ด้วยใจ ถึงจะไปกู้มา แต่เราก็ทำด้วยใจ เราจึงไม่อยากทุกข์มาก ไม่ใช่ทำ
แล้วทุกข์ใจ เราทำแล้วเราต้องสบายใจ
28
29

กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่ บูรณาการเมืองกับชนบท

  • 2.
    2 รายงานถอดความ (Transcript) กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท ผู้นำเสนอหลัก Prof.LiXiaoyun (Ph.D.) รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้ดำเนินรายการ คุณยุวดี คาดการณ์ไกล รายงานฉบับนี้ถอดความจากเวทีวิชาการ เรื่อง "กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท" จัด โดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ Institute for International and Area Studies (IIAS) of Tsinghua University สาธารณรัฐ ประชาชนจีน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566 (การประชุมออนไลน์) บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ผู้ช่วยบรรณาธิการ: ณัฐธิดา เย็นบำรุง ผู้ถอดความ: ภูมิภัทร เอี่ยมบุตรลบ อำนวยการผลิตโดย: สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ปีที่เผยแพร่: กรกฎาคม พ.ศ. 2566 www.klangpanya.in.th ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคาร The Line Phahon-Pradipat ถนนประดิพัทธิ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400
  • 3.
    3 คำนำ เมื่อวันที่ 3 มีนาคมพ.ศ. 2566 เวลา 09.30-11.30 น. สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ และ ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จัดเวทีวิชาการไทย-จีน เรื่อง "กระบวนทัศน์การ พัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท" การจัดประชุมใช้รูปแบบเวทีวิชาการออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ZOOM ระหว่างห้องประชุมฝ่ายไทยกับห้องประชุมฝ่ายจีน โดยมีนักคิด นักยุทธศาสตร์ นักวิชาการ เข้าร่วม สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนในชนบทให้พ้นขีดความยากจนได้อย่างน่าทึ่ง ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทาง เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการยกระดับรายได้และสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั้งเมืองและ ชนบทเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืนเช่นกัน จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และไทยจะร่วมกันเรียนรู้และแบ่งบันประสบการณ์ของกันและกัน ทบทวนบทเรียนการพัฒนาที่ผ่านมาเพื่อมอง หากระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่ นำประเทศให้ก้าวต่อไปสู่ความมั่งคั่งและยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชน ในการนี้ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ได้จัดทำรายงานสรุปและถอดความเนื้อหาเวที วิชาการครั้งนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่ผู้กำหนดและตัดสินใจเชิงนโยบาย ภาคส่วนต่าง ๆ นิสิตนักศึกษา และ ประชาชนทั่วไปที่สนใจการยกระดับรายได้และสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั้งเมืองและชนบท และ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ในยุคที่อำนาจโลก มีความซับซ้อน และกำลังเปลี่ยนแปลงนี้ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
  • 4.
    4 สารบัญ หน้า คำนำ 3 กล่าวเปิด ดร.วิภารัตน์ ดีอ๋อง6 กระบวนทัศน์การฟื้นฟูชนบทจีนยุคใหม่ Prof.Li Xiaoyun (Ph.D.) 8 Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 11 เศรษฐกิจภาคประชาชนของไทย: โอกาสและข้อจำกัดบนเส้นทางทุนนิยม รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ 15 Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 22
  • 5.
  • 6.
    6 กล่าวเปิด ดร.วิภารัตน์ ดีอ๋อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เรียน ศาสตราจารย์หลี่เสี่ยวหยิน คณบดีกิตติมศักดิ์ วิทยาลัยแห่งการพัฒนานานาชาติและ เกษตรกรรมโลก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งชาติจีน รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยากร และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ในนามของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดิฉันมีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นประธานกล่าว เปิดเวทีวิชาการไทย-จีน ครั้งนี้ ในหัวข้อ “กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณาการเมืองกับชนบท” ในวันนี้ ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งตลอด 47 ปีที่ผ่านมา และจะ เข้าสู่ปีที่ 48 ในปีนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างแน่นแฟ้น มีการขยายความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อสร้างอนาคตแห่งโชคชะตาและสันติภาพร่วมกัน สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนในชนบทให้พ้นขีดความยากจนได้อย่างน่าทึ่ง ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทาง เศรษฐกิจ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการยกระดับรายได้และสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากทั้งเมืองและ ชนบทเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน เช่นกัน จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และไทยจะร่วมกันเรียนรู้และแบ่งบันประสบการณ์ของกันและกัน ทบทวนบทเรียนการพัฒนาที่ผ่านมาเพื่อมอง หากระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่ นำประเทศให้ก้าวต่อไปสู่ความมั่งคั่งและยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชน
  • 7.
    7 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.ในฐานะที่เป็นผู้นำการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ทันต่อสถานการณ์โลกและยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชน จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย ด้วยเหตุนี้ จึง สนับสนุนให้มีการจัดเวทีวิชาการไทย-จีนขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานทั้งสองประเทศ ในโอกาสนี้ จึงขอขอบคุณ Institute for International and Area Studies (IIAS) มหาวิทยาลัยชิง หวา สาธารณรัฐประชาชนจีน, ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, และสถาบันคลัง ปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้ร่วมมือกันจัดการประชุมในครั้งนี้ ผ่านระบบออนไลน์โดยใช้แอพพลิเคชั่น Zoom และเผยแพร่ให้กับนักวิชาการผู้สนใจและผู้กำหนดนโยบายทั้งในประเทศไทยและสาธารณประชาชน จีนได้รับฟัง จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลจากการประชุมในวันนี้ จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนและพัฒนาองค์ความรู้ ที่จะนำไปต่อยอดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองและชนบทอย่างยั่งยืนต่อไป รวมทั้ง สร้างสายสัมพันธ์ทางวิชาการไทย-จีนให้มีความเข้มแข็งและแน่นแฟ้นขึ้น สุดท้ายนี้ ดิฉันขอให้เวทีวิชาการไทย-จีน ในครั้งนี้ ในหัวข้อ “กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่: บูรณา การเมืองกับชนบท” ดำเนินการลุล่วงไปด้วยดี ประสบความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ดังที่คาดหวังทุก ประการ ขอบคุณค่ะ
  • 8.
    8 กระบวนทัศน์การฟื้นฟูชนบทจีนยุคใหม่ โดย Prof.Li Xiaoyun (Ph.D.) HonoraryDean of College of International Development and Global Agriculture, China Agricultural University กรรมการที่ปรึกษารัฐบาลจีนด้านขจัดความยากจน ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของ WB, ADB, UN วันนี้จะเเบ่งปันประสบการณ์ครับ ในอดีตที่ผ่านมาประมาณสัก 70 ปีที่ผ่านมา ที่จีนเกิดการ เปลี่ยนแปลงใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งหนึ่ง ก็คือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจีนในสมัยก่อน ประชากรร้อยละ 95 อาศัยอยู่ในชนบท ซึ่งปัจจุบันมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ไม่ถึงร้อยละ 50 ที่อาศัยอยู่ในชนบท ใน ขณะเดียวกันก็อาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้น มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งที่ 1 กับการเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งก็คือ ประชากรที่มี ความยากจนลดน้อยลงอย่างมหาศาล ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ 2 ประการ เป็นประเด็นที่ทำให้เรา ทบทวนและเป็นความท้าทายว่า “จีนทำได้อย่างไร” ภายในระยะเวลาสั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล 2 ครั้งนี้ ทำให้ประชากรที่มีความยากจนลดน้อยลง ซึ่งผมอยากจะแบ่งปันประสบการณ์จากมุมมอง 3 ด้าน ประการแรก คือ เราต้องเข้าใจว่าการลดความยากจนกับการพัฒนามันเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่สามารถ ที่จะบรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลาสั้นๆ 1 วัน 2 วัน ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง ดังนั้น เราก็ คือ “จีน” ที่เป็น ประเทศจีน ที่เพิ่งเริ่มมีการแก้ไขปัญหาความยากจนตั้งแต่ค.ศ. 1949 ตั้งแต่ ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา ประเทศจีน เกิดการเปลี่ยนแปลงจากจีนที่เคยมีความยากจนยากแค้น ซึ่งในสมัยนั้นก็คือ เศรษฐกิจแบบการวางแผนจาก รัฐบาลส่วนกลางไม่สามารถที่จะมีเกิดการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างเศรษฐกิจ
  • 9.
    9 ดังนั้น ตั้งแต่ค.ศ. 1949ถึง 1978 เป็นเศรษฐกิจแบบวางแผนจากรัฐบาลส่วนกลาง ตั้งแต่ ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนอย่างที่เราเข้าใจคือเป็นการปฏิรูป การปฏิรูปนั้นมี หลายด้านด้วยกัน ด้านที่สำคัญก็คือ การปฏิรูปชนบทกับการปฏิรูปการเกษตร ด้านที่ 1 ที่จีน ดำเนินการก็คือ การปฏิรูปการเกษตร ด้านที่ 2 คือที่ประเทศจีนมีการลงทุนในเรื่องโครงการศึกษา ลงทุนในเรื่องของการรักษาพยาบาล ดังนั้น ก่อน ค.ศ. 1978 จริงๆ จีนก็ได้มีการปูพื้นฐานที่ดี เพื่อที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด ของจีนได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีการเตรียมบุคลากรเอาไว้ เนื่องจาก ประเทศจีนมีประชากรมีจำนวนมาก และในขณะเดียวกันอย่างที่ผมได้กล่าวไปว่าที่จีนมีการลงทุนในด้าน การศึกษาเป็นการเตรียมบุคลากรอย่างดี ด้านที่ 3 เป็นการพัฒนาหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ ค.ศ. 1949 - 1978 จีนได้พัฒนาระบบ ชลประทาน สามารถที่จะครอบคลุมพื้นที่ประมาณอยู่ที่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทางการเกษตร มีการพัฒา ระบบชลประทาน ซึ่งอันนี้เป็นการเตรียม 3 ประการ คือ เตรียมบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา เพื่อที่จะเป็นรากฐานสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จริงๆ ก็คือ การปฏิรูปก็เป็นวิวัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ ค.ศ. 1978 เป็นปีที่ประเทศจีนเปิดประเทศ ทำให้ประเทศจีนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบกลไก การตลาดอย่างรวดเร็ว หลังจาก ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา จีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นการต่อยอดจากการพัฒนาการ เกษตรแบบดั้งเดิม อันนี้ก็มีการเพิ่มศักยภาพมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้การเกษตรมีเกิดผลผลิตอย่างมี ประสิทธิภาพกับมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร มีการพัฒนาแล้วทำให้เพิ่มผลการผลิตทาง การเกษตรไปจนถึงปลายๆ ปีทศวรรษ 1980 ทำให้การพัฒนาการเกษตรทีจีนกับโดยเฉพาะในชนบทเริ่มเข้าสู่ วาระที่มีการลดความยากจน ชาวชนบทที่มีความยากจนต่อเนื่องจากตั้งแต่ ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา มีการปฏิรูปมี การสะสมทุนพอสมควร ดังนั้น ทุนทรัพย์ต่างๆ ที่จีนสะสมเอาไว้มีการกระจายไปสู่การพัฒนาชนบทมากพอสมควรซึ่งตั้งแต่ ทศวรรษที่ 1980 ที่เรา เรียกว่าเป็นช่วงที่ 1 ที่จีนเริ่มจะเข้าสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและลดความ ยากจนในชนบท เมื่อเศรษฐกิจของจีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเทศจีนก็ผลักดันการปฏิรูปในชนบทอย่าง ต่อเนื่องจากการใช้แรงงานในชนบท ให้คนชนบทเหล่านี้สามารถที่จะไปหางานทำในเมืองหรือเมืองใกล้ชนบท ณ ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 300 ล้านคน อพยพจากชนบทไปทำงานในเมืองจากประชากรภาคการเกษตร ไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ทำให้เหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นหลุดพ้นจากความยากจน เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมที่เข้าไปทำ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการต่างๆ ทำให้มีประสบการณ์ และสะสมทุนระดับหนึ่งทำให้ประชากรที่อยู่ในชนบทกับคนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชนบทนั้นมีประชากรลด น้อยลง ทำให้ประชากรที่ยังคงอยู่ในชนบทนั้นจะมีประชากรลดน้อยลง ก่อนซึ่งเกิดจากแรงผลักดันและแรง ดึงดูดทำให้คนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชนบทนั้นมีศักยภาพที่พัฒนาดีขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้น อันนี้คือ เป็นการพัฒนา ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์แล้ว ภายใต้การปฏิรูปของจีน อันนี้เป็นช่วงหนึ่ง
  • 10.
    10 ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเพิ่มการลงทุนในชนบทเพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนชนบท ไม่ว่า ด้านการศึกษาและรักษาพยาบาลทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นทำให้สวัสดิการทางสังคมมีการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน สิ่ง ที่เราต้องชี้แจงให้เห็นว่าเมื่อมีการพัฒนาความเป็นเมืองเป็นอุตสาหกรรมเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่มีปัญหาที่ เกิดขึ้นอย่างนั้น คือการพัฒนาที่ไม่สมดุลกับมีความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในชนบทเหลื่อมล้ำในเรื่อง ของรายได้ มีการขยายช่องว่างเพิ่มมากขึ้น ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 ของการลดความยากจน หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงที่ 3 คือทำอย่างไรให้มีการบรรเทาความยากจน ในขณะเดียวกัน ลดช่องว่างระหว่าง เหลื่อมล้ำทางรายได้ กรณีนี้เป็นช่วงที่ 3 ดังนั้นในช่วงที่ 3 เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือว่าจะทำอย่างไรให้ลด ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในชนบทให้แคบลง ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา โดยเฉพาะใน ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา เราได้ใช้นโยบายการแก้โจทย์ ตรงเป้าทำให้แก้ไขข้อจำกัด ซึ่งเป็นข้อจำกัดเพื่อการเพิ่มรายได้ของคนในชนบท เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการลด ช่องว่างเหลื่อมล้ำให้แคบลง ดังนั้น ต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพซึ่งอาจจะเป็นกลไกที่มีอยู่ของรัฐบาลจีน ใช้กลไกของรัฐสามารถที่จะไปแก้ไขหรือไปควบคุมด้วยมาตรการต่างๆ ไปทำลายข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อที่จะลด ช่องว่างทางรายได้ นอกจากทางรายได้ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ไม่ว่าโอกาสเข้าถึงการศึกษา โอกาสเข้าถึง การรักษาพยาบาลหรือโอกาสเข้าถึงการจ้างงาน ทำให้โอกาสเหล่านี้สามารถที่จะกระจายไปสู่ทุกกลุ่มในชนบท จนถึง ค.ศ. 2020 ยุทธการเอาชนะความยากจนได้รับชัยชนะการทำให้ประชาชนสามารถหลุดพ้นจากความ ยากจน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศจีนก็หนีไม่พ้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน ซึ่ง ใช้เวลาระยะหนึ่งพอสมควร ใช้เวลาระยะหนึ่งประมาณตั้งแต่ ค.ศ. 1949 เป็นการทำกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยการ พัฒนากับเพิ่มรายได้ด้วยการปฏิรูปในเกษตรกร แล้วเพิ่มแรงจูงใจกับในเกษตรกร ทำให้สร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อ อำนวยต่อการสร้างรายได้ทำให้ประชาชนมีความมั่งคั่งในชนบท ซึ่งอันนี้ถือได้ว่ามันเป็นแนวคิดหรือเป็น กระบวนทัศน์ที่จีนใช้อยู่ ดังนั้นเราจะเน้น 2 ตัวคือ 1. เน้นการพัฒนาสำหรับเพิ่มรายได้ การขับเคลื่อนด้วยระบบกลไกการตลาด สร้างเพิ่มรายได้ให้แก่ เกษตรกร ต้องมีการแรงขับเคลื่อนและการขับเคลื่อนคือ การพัฒนาการเกษตร พัฒนาการเกษตร ชนบทสู่ความเป็นเมืองอุตสาหกรรม 2. ใช้มาตรการแทรกแซง ของรัฐเพราะรัฐบาลใช้กลไกเข้าไปแทรกแซงในการทำลายเงื่อนไขหรือข้อจำกัด ต่างๆ ในการ พัฒนาของชนบท ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจนก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ในช่วงที่ 3 ที่บอกว่าแก้ไขความยากจนด้วย ในขณะเดียวกันแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส การจ้างงานการศึกษาเหล่านี้ เป็นต้น ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์การแก้จนของจีน ถ้าอยากจัดการแก้ไขความ ยากจนถึงรากถึงโคนกรณีนี้คือ ต้องมีการพัฒนาสามารถที่จะสร้างรายได้เพิ่มรายได้ ดังนั้น เพื่อให้มีการพัฒนา อย่างมีประสิทธิภาพสูงต้องมีกลไกของรัฐเข้าไปแทรกแซงประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากว่าเวลาวันนี้มีข้อจำกัดก็ไม่ สามารถที่จะแบ่งปันรายละเอียดมากกว่านี้ครับ ซึ่งผมอาจจะให้กระบวนทัศน์หรือแนวคิดคร่าวๆ เช่นนี้ ขอขอบพระคุณครับ
  • 11.
    11 Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุณยุวดี คาดการณ์ไกล: ขอเรียนเชิญอาจารย์Xu Jin ผู้ช่วยของ Prof.Li Xiaoyun จะเข้ามาตอบคำถามแทน อาจารย์ Prof.Li Xiaoyun ขอให้อาจารย์ดร. Xu Jin ได้ตอกย้ำและอธิบายเพิ่มเติมเรื่องการพัฒนาชนบทของจีนมากขึ้น ดร. Xu Jin : ต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน จริงๆ แล้ว Professor Li Xiaoyun ก็อธิบายได้ชัดเจน ซึ่งดิฉันก็อยากจะ เน้นย้ำนิดหนึ่งว่า ช่วงการแก้ไขความยากจนคือตั้งแต่ ค.ศ. 1949 ไปจนถึง ค.ศ. 1978 ตอนนี้ถึงช่วงนี้ เรา อาจจะเรียกว่าเป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เป็นการผลักดันการเติบโต ไม่ว่าตั้งแต่โปรแกรมลงทุนใน การศึกษาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานสู่การพัฒนา ในช่วงที่ 2 ในช่วงนี้ตั้งแต่ค.ศ. 1949 - 1978 สังคมมีความเหลื่อมล้ำน้อยมาก จริงๆ ก็คือ มีความเท่า เทียมกันเสมอภาคตั้งแต่ ค.ศ. 1978 เป็นต้นไป ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่มีการเติบโต ทางเศรษฐกิจของจีนแล้วก็เป็นช่วงที่เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่ 3 ที่บอกว่าเป้าหมายที่สำคัญก็คือว่า มีการลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ นั่น ก็คือในช่วงที่ 2 การพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นผลพลอยทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำใน สังคมต่างๆ จึงเป็นเป้าหมายที่ 3 ก็จนถึง ค.ศ. 2020 จีนสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายการแก้ไขปัญหาความ ยากจนให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน ตั้งแต่ ค.ศ. 2022 เป็นต้นมา เราใช้คำว่า “การฟื้นฟูความเจริญ ในชนบท” ซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้คำว่าลดความยากจน จริงๆ เราก็สำเร็จ จากการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างสุด ขีดไปแล้ว จริงๆ แล้วก็คือมาตรฐานความยากจนของจีนสูงกว่ามาตรฐานโดยเฉลี่ยของสากลโลก ตั้งแต่ ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา เราจะใช้คำว่า “การฟื้นฟูความเจริญของชนบท” ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบใหม่แล้วจะใช้คำ แปลกใหม่ แต่อย่างนั้นก็แล้วแต่ ความเหลื่อมล้ำหรือการพัฒนาไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบทก็ยังมีอยู่ ไม่ว่า ในภาคบริการต่างๆ เนื่องจากประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลแต่ละภูมิภาคมีความเหลื่อมล้ำอยู่ค่อนข้างพอสมควร อย่างเช่น ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกก็มีความแตกต่าง จริงๆ โครงสร้างของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง อย่างเช่น ในภาคตะวันตกและภาคตะวันออก อันนี้ก็ คือ เป็นการพัฒนาไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบท ในขณะเดียวกัน ในเมืองเดียวกันก็จะมีความพัฒนาความไม่ สมดุลก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ซึ่งเป้าหมายหลัก ๆ เราจะใช้คำว่า “มั่งคั่งไปด้วยกัน” อันนี้ก็จะเป็นเป้าหมายใน หลังปี 2020 ขอบคุณค่ะ รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ: ผมคิดว่าสิ่งที่ผมอ่านตามเรื่องการแก้ปัญหาของทางจีนมาตลอด สิ่งที่ผมประทับใจก็คือทางจีนเขา เข้าถึงครัวเรือน ผมก็เสนอรัฐบาลมาก่อนแล้ว ว่าอยากจะให้รัฐบาล นำหลักการ 3-1 มา ใช้ 3-1 คือ อะไรครับ
  • 12.
    12 1 หมู่บ้าน 1นักวิจัย นักวิชาการ และ 1 ข้าราชการ ทำงานร่วมกันครับ และดูว่าหมู่บ้านนั้นมีปัญหาความ ยากจนเกิดจากอะไรจะได้แก้เป็นจุดๆไป แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับ เท่าที่จีนเขาทำสำเร็จซึ่งจีนไม่ใช่แค่ 1 หมู่บ้านแต่มีการทำไประดับย่อยถึงครัวเรือน 4-10 ครัวเรือน ประการต่อมาคือว่า ในการแบ่งปันโอกาส ชัดเจน ว่าโอกาสที่สำคัญที่สุดคือ โอกาสทางการศึกษา โอกาสการได้รับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งตรงนี้คนชนบทก็ ตามแต่ แม้แต่คนงานก็ตามแต่ คนงานอยู่ในโรงงานมีโอกาสจะรับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องน้อย ทั้งที่ขณะนี้เรา เป็นประเทศทุนนิยมก่อนจีน โดยใช้เศรษฐกิจตลาดก่อนจีน และช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราบอกว่าถ้าค่าจ้างบ้าน เราขึ้น เราจะไปลงทุนเมืองจีนแต่ ณ วันนี้ไม่ใช่ วันนี้ค่าจ้างในจีนสูงกว่าเราประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ครับ มันมี แต่จีนที่ย้ายทุนมาเมืองไทย เพราะค่าจ้างมันถูกกว่า ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อเราพัฒนาเศรษฐกิจตลาดมาก่อนจีนถึง 20 ปี แต่ทำไมค่าจ้าง ของไทยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าจีนเพราะอะไร? อันนี้เป็นโจทย์ที่ถาม เราบอกว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์อย่างนู้นอย่างนี้ อย่างนั้น พอเขาเปิดเศรษฐกิจตลาดขึ้นมา เขาสามารถยกระดับรายได้ของจีนไปได้ไกล และตอนนี้ผมทราบว่า จีนเขาจะหันมาพึ่งตลาดภายในมากขึ้น ถึงแม้เขาจะเป็นประเทศส่งออกก็จริง แต่เขาจะกลับมาพึ่งตลาดภายใน มากขึ้น ปรับดุลยภาพระหว่างตลาดภายในกับภายนอกหันมาพึ่งตลาดภายในมากขึ้น ซึ่งข้อเสนอนี้ ผมเสนอมา 20 ปีแล้ว ตั้งเเต่เราเจอวิกฤต พ.ศ. 2540 คงบอกถึงเวลาที่เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งตลาดภายใน กับตลาดภายนอกคู่กันไป ให้มากขึ้นพอๆ กัน ไม่ใช่ว่าเอาแต่การส่งออกอย่างเดียว แต่ว่าเราก็ยังไม่ได้ทำเพราะ การพึ่งตลาดภายในมากขึ้นเร็วๆ เราต้องทำให้คนในประเทศมีรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนงานและเกษตรกรมี รายได้มากขึ้น เพราะการที่คนเหล่านี้มีรายได้มากขึ้นมันจะทำให้การบริโภคดีขึ้น และลากจูงเศรษฐกิจได้มาก ขึ้นครับ คุณยุวดี คาดการณ์ไกล: ขอให้อาจารย์ Xu Jin สรุปบทเรียนที่ได้จากโครงการที่อาจารย์ Li Xiaoyun พานักศึกษาลงไปทำงาน พัฒนาชุมชน และได้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาของชุมชนนั้นในเชิงเป็นกรณีศึกษาของการพัฒนา ชุมชน มีโมเดลการพัฒนาอย่างไร และมีข้อจำกัดอย่างไรของการพัฒนาฟื้นฟูชนบทของจีน ดร. Xu Jin : จริงๆ อาจารย์ Li Xiaoyun ไม่ใช่แค่เป็นนักวิชาการแต่เป็นนักปฏิบัติด้วย จริงๆ ของเราก็มี Social Lab ก็มีการขับเคลื่อนกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนเผ่า ชนกลุ่มน้อย อยู่ ระหว่างชายแดนจีนกับประเทศลาว เราใช้โมเดล “การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน” ในการแก้ไขปัญหาความยากจน เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร เรามีแนวความคิด เมื่อมีความคิดแล้วก็นำสู่การปฏิบัติ แต่ว่าก็คือต้องใช้กองทุนการ พัฒนาหรือกองทุนการแก้ไขปัญหาความยากจน เพื่อที่จะผลักดันแนวคิดของเราสู่การปฏิบัติ ก็ซึ่งถือว่ามันเป็น สิ่งที่น่าท้าทายแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจาก ค.ศ. 2020 เป็นต้นไป เป็นช่วงที่การฟื้นฟูความ เจริญรุ่งเรืองของชนบท ซึ่งตอนนี้เรามาขยายผลไปถึง 20 กว่าชนบท ซึ่งอาจจะมีการทำ Social Lab มีการ ทดลองในโมเดลต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งเราทดลองที่คุนหมิง คุนหมิงถือเป็นเมืองใหญ่ของภาคตะวันตกเฉียงใต้
  • 13.
    13 ซึ่งเราอยากจะไปขับเคลื่อนในคุนหมิง แล้วให้คุนหมิงไปขยายผลกระจายการพัฒนาไปสู่ชนบทต่างๆ ของ คุนหมิงเหมือนกับเป็นคล้ายๆ เป็นเมืองบริวาร ขับเคลื่อนการพัฒนา ดังนั้น เราทำให้มีการสร้างเครือข่าย ให้ คนในชนบทสร้างเป็นเครือข่ายได้ ไปประสานกับเมืองใหญ่นั่นก็คือคุนหมิงซึ่งเป็นเมืองใหญ่ให้ได้ ประเทศจีนให้ความสำคัญในเรื่องของ 3 ประการ นั่นก็คือ เกษตรกร ชนบท และการเกษตร เราเอา ผลประโยชน์ของเกษตรกรไว้เป็นอันดับ 1 อย่างเช่น เราหาวิสาหกิจ 1 แห่งแล้วเป็นพี่เลี้ยง และไปศึกษาความ เป็นไปได้ในการเปิดวิสาหกิจชุมชนในชนบท ซึ่งนั่นก็คืออาจจะเป็นการประสานงานเหมือนกับเป็นพี่เลี้ยง ใน กระบวนการนี้บางทีเกษตรกรจะไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีความรู้ทักษะในการประกอบอาชีพต่างๆ ซึ่งบางทีเขาจะ เข้าใจว่าสิ่งที่เขามีก็อาจจะเป็นแค่เป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร เขาไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ หรือบางทีเขาอาจจะแค่เอาที่ดินเป็นทรัพย์สินให้เช่าให้มีรายได้ เขาไม่ค่อยเปลี่ยน mindset ไปเป็น ผู้ประกอบการ ดังนั้น สิ่งที่เราทำนั้นก็คือว่าเราให้ความรู้และก็พยายามที่จะให้เกษตรกรตระหนักถึงการสร้าง มูลค่าเพิ่ม เขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน สามารถที่จะทำให้สินทรัพย์ที่เขามีอยู่สามารถที่ จะสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าเป็นที่ดินอะไรต่างๆ ในขณะเดียวกัน เราก็เน้นสร้าง SE เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม และให้ผลไปต่างๆ คงไว้ที่ชนบท ให้เกษตรกรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น ในเรื่องของการแปรรูปสินค้า เกษตร ทำอย่างไรให้มีความรู้ในการแปรรูปในการเกษตร ขณะเดียวกัน ขยายช่องทางการขายและผลประโยชน์ นั้นก็ตกอยู่ที่เกษตรกร ตกอยู่ที่ชนบท ดังนั้น เราก็อาจจะต้องมีมาตรการดึงดูดคนหนุ่มสาว ซึ่งจบการศึกษา เมืองใหญ่กลับไปเป็นผู้ประกอบการ เป็น CEO ในวิสาหกิจชุมชน สามารถที่จะใช้ความรู้ที่เขามีอยู่แปรรูปสินค้า การเกษตร ขณะเดียวกันขยายช่องทางการขาย ทำให้ธุรกิจในชนบทสามารถที่จะมีชีวิตชีวา แล้วก็มีการจัดสรร ผลประโยชน์ที่เหมาะสม ให้ผลประโยชน์นั้นตกอยู่ที่เกษตรกร ตกอยู่ที่ชนบท รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ: สิ่งที่ทางจีนทำกับชนบท กับชุมชนชนกลุ่มน้อย เหมือนกับโครงการเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ที่ผม กำลังทำอยู่ใน 6-7 จังหวัด ต่างกันตรงที่ว่าเราทำโดยภาคประชาชนล้วนๆ ถูกแรงกดดันจากธุรกิจ แล้วก็ไม่ได้ รับการสนใจรัฐบาล เงื่อนไขที่จีนดีกว่าเรามากในการไปช่วยกระตุ้นชุมชน เพราะรัฐสนับสนุนเต็มที่ แต่ที่ผมทำ ทำด้วยตัวเองล้วนๆ 5 จังหวัด แล้วก็เหมือนที่ว่าเขาไม่มีความคิดในเชิงการประกอบการ เราพยายามทำให้เขาเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ นี้ ถ้าเราใช้ความรู้ใส่เข้าไปเราสามารถเพิ่มมูลค่าได้ แต่แค่ว่าจะ ทำผลิตภัณฑ์ดูดีก็ยังทำไม่ได้เลยครับ หมู่บ้านที่ผมลงไปทำเองต้องไปนั่งจับมือสอน ไม่มีใครช่วยเลยอันนี้ เป็น ข้อจำกัดมากๆ ในสังคมไทย เราไม่มีราชการที่มีจิตอาสาลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านเหมือนจีน เราจะทำอย่างไรให้ข้าราชการที่มีคนจำนวนมากมีจิตใจ มีจิตอาสา ที่จะไปพัฒนาจริงๆ คลุกคลีกับเขา เพื่อยกระดับความคิดครับ ต้องเปลี่ยนความคิดคน จีนตั้งใจทำแบบนั้น แต่ว่าเราไม่มีนโยบายจากใครที่ต้องการ ให้คนไปทำเช่นนั้น ไปอยู่ ไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เพื่อเปลี่ยนแปลงชาวบ้านให้ดีขึ้นเ ราไม่มีโครงการนี้จริงๆครับ นอกจากทำกันเองตามจิตอาสาแต่ละคน
  • 14.
    14 คุณยุวดี คาดการณ์ไกล: จริงๆ อย่างที่อาจารย์Li Xiaoyun พูดว่ามี Social Lab ประเทศไทยก็น่าจะทำ Social Lab ได้ไหม รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ: สิ่งที่ผมทำอยู่จริงๆ ก็คือ Social Lab ผมใช้คำนี้มา 10 กว่าปีแล้ว หมู่บ้านแรงงานที่ผมทำ ผมไปก็ เรียนรู้ไป แก้ปัญหาไป โครงการเครือข่ายเศรษฐกิจสมาฉันท์ที่เริ่มมา 3 – 4 เดือน กำลังทดลองขาย ตอนนี้ ยอดขายประมาณ 2 หมื่นบาทต่อวัน เรียนรู้ไปทำไป ก็เป็น Social Lab เปลี่ยนสารตัวนี้ใส่ขวดนั่นนี่ ทดลองไป เรื่อยๆ แต่ทำไปบนข้อจำกัด ไม่มีอุปกรณ์และงบประมาณ พึ่งตัวเองล้วนๆ จีนเขามีบุคลากร มีอุปกรณ์ มี งบประมาณให้ทำ แต่เราไม่มี เราอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของระบบทุนนิยม ถ้าลงไปทำแล้วไม่มีกำไร ไม่มีใครทำ อย่างพวกเราลงไปทำ เรายินดีขาดทุน แต่เราก็รับความคิดของในหลวง ร.9 ว่า “ขาดทุนคือกำไร” ขาดทุนของ เราแต่กำไรของสังคม เรายินดีทำ ทำอย่างไรให้ราชการคิดว่าการขาดทุนของเราแต่กำไรของสังคม ถ้าราชการ คิดอย่างนี้ก็ไปต่อได้ครับ เพราะมีอุปกรณ์ มีงบประมาณที่จะทำ คุณยุวดี คาดการณ์ไกล: ขอเรียนถามอาจารย์ Xu Jin งบประมาณที่อาจารย์ Li Xiaoyun ไปทำที่คุนหมิงใช้งบประมาณของ ใคร เป็นโครงการวิจัย หรือเป็นงบประมาณจากรัฐบาลให้ทำ ดร. Xu Jin : ที่จีนเป็นแบบนี้ ส่วนใหญ่รัฐบาลจีนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายงบประมาณ อาศัยงบประมาณของหน่วยงาน กระทรวงต่างๆ ที่รับผิดชอบในการฟื้นฟูความเจริญชนบท ยังเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ส่วนใหญ่ก็จะ เป็นผู้บริหารในระดับอำเภอรับผิดชอบในการผลักดันนโยบาย ตอบสนองนโยบายส่วนกลาง บทบาทของ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะเป็นแผนงาน รวมไปถึงวิธีการบริหารการจัดการ ซึ่งจะทำไป ปรับปรุงวิธีการหรือ แนวคิดไป งบประมาณส่วนใหญ่ก็จะมาจากรัฐบาล นอกจากนั้น เราก็จะมีบูรณาการการใช้ทรัพยากร ใช้งบประมาณของภาคสังคม ส่วนหนึ่ง แต่หลักๆ ก็ คือ งบประมาณของรัฐ และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตอนนี้สถานการณ์โควิดก็ผ่อนคลาย แล้วก็อยากจะลงไป ศึกษาในชนบทต่างๆ อาจจะมีการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะ อาจจะมาศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้านี้เราก็ได้จัด Forum แลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความยากจนในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเข้าใจว่านักวิชาการของไทยเองก็มีประสบการณ์แก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทย สถานการณ์โควิดผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทางจะสะดวกมากขึ้น ซึ่งเราก็หวังเป็นอย่างที่ว่ามีโอกาสที่จะเดินทาง มาประเทศไทยเพื่อไปศึกษาความรู้เพิ่มเติม
  • 15.
    15 เศรษฐกิจภาคประชาชนของไทย: โอกาสและข้อจำกัดบนเส้นทางทุนนิยม รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จีนเริ่มต้นจากการปฏิรูปภาคเกษตร ผมจำได้ว่า เมื่อผมศึกษาเรื่องจีนผมประจำในยุคที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ท่านพูดสี่ทันสมัย เกษตรทันสมัย อุตสาหกรรมทันสมัย เทคโนโลยีทันสมัย กองทัพทันสมัย เราจะเห็นชัดเจนได้ ว่า ในประเทศจีนการเริ่มต้น เริ่มต้นจากฐานราก การจะทำให้เกษตรทันสมัยแปลได้ว่า ฐานรากของจีนอยู่ที่ ภาคเกษตรมาก่อน ซึ่งไม่ต่างจากไทยเพราะฐานรากของเราอยู่ที่ภาคเกษตร แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราสอนกัน ในประเทศไทย ผมมีความรู้สึกว่าออกจากกำหนดทิศทางแตกต่างกันไป ถ้าถามว่าทำไมถึงแตกต่างกันไป ผมอยากจะอ่านคำประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 สิ่งแรกที่เขาพูดแล้วก็บังคับให้รัฐบาลปฏิบัติต่างๆตามกัน การเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยจะ ทำได้อย่างมีผลดีโดยความพยายามของฝ่ายเอกชน ทั้งนี้โดยทางฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริมแทนที่ รัฐบาลจะเป็นฝ่ายเข้าทำการพัฒนาเอง ดังนั้น แนวทางสำคัญที่สุดของแผนการรัฐบาลจึงได้แก่การส่งเสริมให้มี ความเจริญเติบโตในภาคเอกชนโดยรัฐบาลจะทุ่มเททรัพยากรของจังหวัดเข้าไปในโครงการ ที่ผมอ่านอยู่มันเป็น การบอกว่าการ เริ่มต้นพัฒนาประเทศของเราไม่ได้ปักหมุดไว้ที่การปฏิรูปเกษตรเป็นเบื้องต้นหรือเคียงคู่กันมา กับการปฏิรูปอุตสาหกรรม พูดง่ายๆว่าเราปักหมุดอุตสาหกรรมเป็นหลักปักหมุดไปที่เอกชนเป็นหลัก ไม่ได้ปัก หมุดว่าเกษตรกับอุตสาหกรรมเคียงคู่กันไปเหมือนที่จีนวางจุดไว้ ทั้งๆที่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ตอนนี้มีความเข้าใจ ในประเทศไทย ผมรู้สึกว่ามันออกจะแคบ แคบคืออะไรครับ เวลาเราถามว่าเราศึกษาเศรษฐศาสตร์หรือเราเรียน เศรษฐศาสตร์เรียนอย่างไร หลายคนมักจะมองว่าการ ศึกษาเศรษฐศาสตร์คือ เน้นไปที่การค้า การลงทุน การ
  • 16.
    16 หากำไร จากการค้าการลงทุนเป็นหลัก พอพูดอย่างนี้มันทำให้สมองเราในถูกปรับไปสู่ภาคธุรกิจเป็นหลักแต่ จริงๆ วิชาเศรษฐศาสตร์มันเป็นวิชาการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ มันกว้างกว่าคำว่า การค้า การลงทุน ทีนี่พฤติกรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มต้นคือ การบริโภค การจับจ่ายใช้สอย เมื่อเราบริโภคแล้วเราต้องทำ การผลิตและการ ผลิตคืออะไร ฉะนั้น การผลิตที่เราศึกษากันโดยให้ความคิดไปทางภาคเอกชน การผลิตจึง กลายเป็นการทำธุรกิจร่วมงานสถานประกอบการเท่านั้น แต่ในพื้นฐาน basic knowledge พื้นฐานที่สุดของ การผลิตคือ การใช้พลังแรงงาน หมายถึง กำลังกายบำรุงสมองของเรา แต่ปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เกิดผลผลิต เพื่อบริโภคได้นั้นคือการผลิต ไม่ได้หมายถึงเรื่องโรงงานเท่านั้น แต่ว่าเราถูกคิดเห็นอย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อเรา มีการผลิตแต่เราผลิตเองไม่ได้ เราก็ต้องทำสิ่งที่เราผลิตไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เราอยากจะได้ เราเรียกว่า การค้า ขายแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้น พฤติกรรมทางเศรษฐกิจจะมีด้วยกัน 3 ด้าน คือ การบริโภค การผลิต การ แลกเปลี่ยน ฉะนั้น วิชาเศรษฐศาสตร์มันเป็นความรู้เรื่องการบริโภคลึกมาก แต่เรามักจะไม่เห็นเศรษฐศาสตร์เรื่อง การบริโภค จนลืมพื้นฐานเรื่องนี้ไปเลย ดังนั้นพฤติกรรม 3 ด้านของมนุษย์ จะนำไปสู่เรื่องการจัดสรรทรัพยากร นำไปสู่การกระจายผลิตภัณฑ์และสินค้า นำไปสู่การกระจายรายได้ในรูปของค่าเช่ารูป เรื่องดอกเบี้ย เรื่อง ค่าจ้าง เรื่องกำไร การนำไปสู่ 3 อย่าง ในภาษาของเศรษฐศาสตร์หรือภาษาของ บิดาทางเศรษฐศาสตร์ของ อดัม สมิธ 3 อย่างนี้คือ การสร้าง nation คือ “การสร้างความมั่นคงของชาติ” ความมั่นคงของชาติมาจาก พฤติกรรมการ บริโภค พฤติกรรมการผลิต การขาย การแลกเปลี่ยนของมนุษย์ จึงทำให้เกิดการ 3 อย่างที่ว่า การจัดสรร ทรัพยากรติดตามสินค้าและการกระจายรายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเข้าใจที่ไปวางไว้ที่ธุรกิจเอกชนมันจึงทำให้ เราไม่ค่อยคิดถึงการบริโภค รองลงมาจากการค้าจากเอกชนการขยายภาครัฐ และก็มาจากภาครัฐ ซึ่งภาครัฐจะ มีการสร้างถนน สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก
  • 17.
    17 การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกมันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำธุรกิจที่ทำต่อกันมา แต่ในการสร้างสิ่ง อำนวยความสะดวกต่างๆจะเน้นไปที่บุคคลคนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ก็คือภาคเอกชนทำให้ เกิด exynos หรือว่าการกระจาย การประหยัดจากภายนอก หรือรัฐบาลจัดการให้ ตั้งแต่เราพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่แผนที่1 เราไม่เคยปักหมุดว่าจะต้องปฏิรูปภาคเกษตร ทีนี้เวลาเราจะพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็ลืมคิดไปว่าในระบบเศรษฐกิจมันมี 3 ภาคส่วน คือ 1. ภาคธุรกิจ 2. ภาคเศรษฐกิจของรัฐหรือเศรษฐกิจมหภาค 3. ภาคประชาชน ในสามภาคนี้ จะมีส่วนทับซ้อนกันอยู่เช่นว่า ผสมระหว่างรัฐกับประชาชน คือ ภาครัฐกับประชาชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน ส่วนผสมระหว่างธุรกิจกับประชาชน คือ ธุรกิจชุมชนวิสาหกิจชุมชน เพราะฉะนั้น ในส่วน สามส่วนก็จะมีภาคนี้ผสมอยู่ แต่ส่วนที่เป็นภาคประชาชนล้วนๆ เรามักจะไม่พูดถึง ทำไมผมจึงให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจกับภาคประชาชน เพราะเวลาเราจะดูว่าเศรษฐกิจไทยจะ เติบโตมาอย่างไรเรามักจะดูที่ GDP พอเราดูก็พบว่าโดยเฉลี่ยประมาณ พบว่า GDP ไทยมันถูกสร้างขึ้นมาจาก การบริโภคครัวเรือนถึง 50% ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนที่เราเน้นกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามันได้ไม่เกิน 23% นั่นแปลว่าภาคธุรกิจที่เราทุ่มเทกันมาตลอดวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกันมาก็มักจะเน้นไปทางนี้ กำไร ขาดทุนของธุรกิจไมโครของธุรกิจมันสร้าง GDP ไม่เกิน 23% มันไม่ถึงครึ่งของการบริโภคของครัวเรือน แล้ว
  • 18.
    18 ภาครัฐลงทุนตรงนั้นตรงนี้เอาเงินภาษีไปใช้สร้างนั่นสร้างนี้ เอาเข้าจริงๆ มันสร้างGDP ได้ประมาณ 14% แล้ว เราจะเห็นในเศรษฐกิจไทยเราพยายามที่จะบอกว่าเราเป็นประเทศส่งออกเป็นหลัก ตั้งแต่ผ่านแผนพัฒนาฯ สังคมฉบับที่ 3 เป็นต้นมา เราก็เน้น export oriented เน้นการส่งออกเป็น หลัก เราคิดว่ามันจะเป็นตัวลากจุงเศรษฐกิจของเรา ก็ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนี้ แต่เราลองกลับมาดูว่าการค้า เศรษฐกิจของเรามันสร้าง GDP ได้มากน้อยแค่ไหน ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือในสูตรการคำนวณการ เติบโตทางเศรษฐกิจ ในคำว่าส่งออกเราไม่ได้ส่งออกอย่างเดียว แต่เราคิดที่จะดุลการค้าต่างหาก ดุลการค้าคือ การคิดที่จะมูลการส่งออกลบด้วยมูลค้าการนำเข้า เพราะฉะนั้น การส่งออกมากเท่าไหร่แต่ถ้าการนำเข้า มากกว่ามันก็จะไม่ลากจุงให้ GDP โตขึ้นอย่างรวดเร็ว เรามักจะพูดกันว่าการส่งออกของเราเท่านั้นเท่านี้แต่เรา มักจะไม่พูดว่าการขยายตัวกับการนำเข้าเท่าไหร่ เฉพาะฉะนั้น สมองของคนมักจะไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ถูกเปลี่ยน ถูกกล่อมเกลา ถูกทำให้คิดว่าการ ส่งออกสำคัญที่สุด แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ที่สุด แถมมันจะไปเหนี่ยวรั้งการเติบโต GDP ปี 2565 ตัวเลข 9 เดือนของปีที่แล้วเราขาดดุลการค้าประมาณ 6 แสนกว่าล้าน ถ้าทั้งปีของปี 2565 ประมาณเกือบๆ 8 แสนล้าน ถ้าการส่งออกนั้นคือการนำเงินเข้าประเทศ แน่นอนว่าการนำเงินเข้ามันจะช่วยกระตุ้นประเทศช่วยกระตุ้น GDP แน่นอน แต่การที่เรานำเข้ามากแต่เงินไหลออกมากจะทำให้ฉุด GDP ลง ตัวส่งออกฉุด GDP ขึ้น ผู้นำเข้า ฉุด GDP ลง และสุทธิก็จะเหลือแค่ 34% แล้วปี 2565 เราขาดดุลการค้าแปลว่าตัวฉุดมันเยอะกว่าตัวเพิ่ม เพราะฉะนั้น เวลานักธุรกิจพูดหรือ รัฐบาลพูดก็ตาม เราพูดแต่ด้านการส่งออกเราไม่พูดด้านการนำเข้า แล้วถ้าลงลึกลงไปอีกเราจะะพบว่าผู้ส่งออก หลักๆ เช่น รถยนต์ที่ผ่านมาปี 2 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกเยอะที่สุด แล้วถ้า ถามว่าบริษัทส่งออกเป็นของใคร คือ บริษัทลูกจีน บริษัทลูกญี่ปุ่น พวกนี้หมด
  • 19.
    19 แล้วมันสำคัญที่ว่าในกติกาการนำเงินเข้าธนาคารที่ไทยบอกว่า ถ้าเราขายของแล้วได้ไม่เกิน 1พันล้าน ดอลลาร์ไม่ต้องนำกลับประเทศก็ได้ ถ้าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์บางส่วนไม่ต้องนำกลับประเทศก็ได้ สมมติจะ เป็นบริษัทหรือคนต่างประเทศหรือคนไทยก็ได้ เราส่งออกผลไม้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งที่ 1 จำนวน 1 ล้านดอลลาร์ 4 สัปดาห์ 4 ล้านดอลลาร์ 1 ปี 48 ล้านดอลลาร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 14,000-15,000ล้านบาท เพราะฉะนั้น เรามองการส่งออกมองตัวเลขแบบหยาบๆ เราไม่ดูให้ลึกๆ ว่าการส่งออกมันเท่าไหร่ ภาพแบบนี้ มันจะทำให้เราเน้นธุรกิจมากเกินไป ไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่มันจะทำให้ละเลยในส่วนที่สำคัญมากเกินไป คือ การบริโภค ของครอบเรือน เราไปปักหมุดว่าการส่งออกเป็นการเพิ่ม GDP การเพิ่ม GDP คือการลงทุนของต่างประเทศ เรา นั้นสร้างนิคมอุตสาหกรรมสารพัดที่เราจะสร้างขึ้นมาแต่ เรามักจะเน้นเรื่องการปฏิรูปเกษตรเรามักจะไม่เน้น รายได้ของการเกษตรเรามักจะไม่เน้นรายได้ของคนงาน เพราะรายได้ของเกษตรรายได้ของคนงานมันกลายเป็น รายได้หลักของครัวเรือน ตัวเลขหยาบๆ ที่ผมอ่านจากสภาพัฒน์ หรือจากสำนักงานสถิติก็ตาม พบว่า รายได้ประชาชาติของไทย 41% มาจากค่าจ้าง อีก 37% มาจากอาชีพอิสระ อาชีพอิสระที่สำคัญที่สุดคือ ภาคการเกษตร ฉะนั้น ตัวหลัก มาจากค่าจ้าง ตัวรองมาจากรายได้เกษตรกร รวมกันได้ 78% นั่นแปลว่ามันเป็นกำลังซื้อของเกษตรกรกับ แรงงาน และกำลังซื้อสร้าง GDP ได้ 50% หมายความว่า เศรษฐกิจภาคประชาชนมันเป็นพระเอกในการสร้าง ของชาติ แล้ว เราให้ความสนใจกับเศรษฐกิจภาคประชาชนมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้น การที่เราไปเน้นจุดรอง มากกว่าจุดหลัก แล้วเน้นจุดหลักมากกว่าจุดรองจึงทำให้เกิดความผิดเพี้ยนในการพัฒนาประเทศ ผิดเพี้ยน อย่างไร ผลได้จากการพัฒนามันจะไปกองอยู่ในภาคธุรกิจที่ผมเรียกภาคทุนนิยม มันจึงทำให้เกิดความเหลื่อม ล้ำทางรายได้สูงมาก เมื่อ 2ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2021) Credit Suisse เขาจึงบอกว่าคน 1% ในประเทศไทยครอง ทรัพย์สินและรายได้ 68% และคนอีก 99% ในประเทศไทยครองรายได้ทรัพย์สินเพียง 32% เท่านั้น เปรียบเสมือนว่าคน 100 คน มีเงิน 100 บาท ใน100 บาทคนแรกเอาไปแล้ว 68บาท อีก 99 คน ได้คนละ 32 บาท แปลว่ามันเหลื่อมล้ำมากเกินไป และความเหลื่อมล้ำนี้มันก็แพร่กระจายไปสู่ความเหลื่อมล้ำอื่นๆ จึงทำให้ สังคมไทยเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงความไม่เป็นธรรมกับความเหลื่อมล้ำในสังคม ดูที่จีน ในช่วงที่ 3 ช่วงที่จีนบอกว่าพัฒนาเศรษฐกิจตลาดมากขึ้น เขารับชัดเจนว่ารัฐจะเข้าไปแทรกแซง จัดการ คำว่ารัฐของจีนมี 2 ตัว คือ รัฐคือรัฐบาลที่คนรู้จักกันทั่วไป กับ รัฐที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล คือ พรรค คอมมิวนิสต์ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีจุดยืนตลอดมาว่าประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ก่อรูปมาจากธุรกิจ แต่ใน บ้านเราพรรคทุกพรรคมันก่อรูปมาจากทุน ก่อมาจากธุรกิจ แล้วมันก็ไปรองรับแผนพัฒนาฯ ที่บอกว่าธุรกิจ เอกชนเป็นตัวหลัก รัฐจะต้องทุ่มเงินทุกอย่างเพื่อสนับสนุนเอกชน ดังนั้น พรรคต่างๆ ที่มาจากพรรคทุนมันก็ สอดรับพอดีกับรัฐราชการที่ต้องการส่งเสริมเอกชนหรือธุรกิจ ฉะนั้น รัฐบาลในประเทศไทยจึงไม่กล้าแทรกแซง ธุรกิจแต่รัฐบาลในไทยจะคล้อยตามธุรกิจเป็นด้านหลักแล้วก็ลืมหรือให้ความสำคัญน้อยกว่าเศรษฐกิจภาค ประชาชน เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นเราจะเห็นได้ชัดเจนเริ่มจากรายได้ทรัพยสินที่มันเกิดขึ้นมากๆ จึงนำไปสู่เรื่องสิทธิ์เรื่องโอกาสเรื่องอำนาจและการตัดสินมนุษย์ รวมกันแล้ว 5 มิติที่เกิดในความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง ถ้าโยงแบบนี้องศาที่มันเปลี่ยน องศาที่มันแตกต่างระหว่างจีนกับไทยคือ จุดเน้นของการพัฒนา
  • 20.
    20 จุดเน้นของการพัฒนาของไทยเราเริ่มที่ภาคเอกชนเป็นหลัก องศาก็เริ่มแตกต่างกัน พอนานเข้า60 ปี ผ่านไป จากความแตกต่างที่แคบๆ ระหว่างภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมพอนานเข้าก้เริ่มบานปลายขึ้น เรื่อยๆ ในขณะที่จีนก็รู้ตัวว่าเกษตรทันสมัย อุตสาหกรรมทันสมัยต้องควบคู่กันไปและรัฐก็แทรกแซงไม่ให้ห่าง กันมาก แต่ก็แทรกแซงแล้ว แต่พอเปิดตลาดใหม่ รู้สึกว่าห่างกันมาก จึงเริ่มกลับมาทบทวนกันใหม่ว่ามันห่างกัน เกินไปแล้ว ถ้าจีนสามารถทุบโต๊ะได้ว่าทุนใหญ่สามารถทำอย่างนี้ได้ ถ้าไม่ทำเราไม่ยอม อย่างเช่น ALIBABA หรือธุรกิจนายทุนใหญ่ถึงกับซึม เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนเขากล้าที่จะแทรกแซงธุรกิจ แต่ของเราไม่ใช่ของ เราอำนาจรัฐถูกครอบงำด้วยอำนาจธุรกิจ มันจะต่างกันกับจีนตรงนี้ จีนมีอำนาจรัฐเหนือธุรกิจสามารถทุบโต๊ะให้ธุรกิจทำตามได้ แต่ในสังคมไทยอำนาจธุรกิจใหญ่กว่า อำนาจรัฐ เพราะถ้าเป็นยุคเลือกตั้งพรรคการเมืองก็มาจากพรรคธุรกิจล้วนๆ รัฐบาลปัจจุบันเป็นนักราชการแต่ก็ ต้องอาศัยธุรกิจเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำจึงมาก การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในปัจจุบัน รัฐก็หัน มาสนใจแต่เป็นการปฏิบัติมันไม่สามารถแก้ปัญหาเท่ากับจีนได้เลย ยกตัวอย่าง นโบายแก้ปัญหาความยากจน เราใช้วิธีการ คือ การลด แลก แจก แถม พรรคการเมืองก็หาเสียงใน เรื่องการลดแลกแจกแถม แต่ผมดูฝั่งจีนเขาลงรายละเอียดไปถึงครอบครัวว่าครอบครัวไหนชุมชนไหนมันเกิด ปัญหาอะไรขึ้นมา และปัญหาแต่ละปัญหามันไม่ได้เกิดจากเรื่องเดียวกันไ ม่ได้ชุมชนเดียวกัน มันแก้เป็น ประเด็นๆ ไป ภายในชุมชนและครอบครัวเกิดจากปัญหาอะไรก็ต้องแก้กันไป ของเรามีลักษณะว่าเสื้อตัวเดียวใส่ ได้ทุกคน เราจำเป็นต้องตัดเสื้อให้พอดีกับคนสวม หรือว่าเราต้องวางมาตรฐานแก้ไขปัญหาความยากจนแต่ละ ชุมชนแต่ละครอบครัวไปถึงจะแก้ได้เหมือนที่จีนทำ แต่ว่าเราไม่ใช่ พอเราไม่ใช่เราก็ต้องอาศัยกลไกรัฐบาลเข้า ไปแทรกแซง แต่พอดูเหมือนว่าการแทรกแซงของรัฐในไทยในเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนแรง ไม่กล้าแตะธุรกิจ ลงไป แก้ไขปัญหาความยากจน วางมาตรการรวมๆ เขาเรียกว่า การลดแลกแจกแถม เพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหาไปถึงรากถึงโคนมันคือภาครัฐไม่ใช่ภาคประชาชน ภาคประชาชนคือการ ที่มีจิตอาสาลงไปชุมชนนี้ หมู่บ้านนี้ มีปัญหาอย่างนี้เราต้องแก้อย่างนี้ ซึ่งก็มีน้อยคนเพราะว่าคนที่จะทำอย่าง นั้น มันเป็นจิตอาสาหรือทรัพยสินเงินทองหรืออุปกรณ์ที่นำไปใช้มีน้อย อย่างที่ผมไปพัฒนาหมู่บ้านแรงงานแค่ 60-70 ครัวเรือน เลือดตาแทบกระเด็น เพราะว่าเราไม่มีอุปกรณ์ทั้งสิ้น แต่เรามีจิตใจ ในขณะที่ถ้าเราใช้อำนาจ รัฐเข้าไปทำ มีงบประมาณ มีเครื่องมือ มีกำลังคน แต่ความรู้สึกผมคือว่าผู้มีอำนาจรัฐ ผู้มีอำนาจราชการสิ่งที่ ขาดคือใจ ภาคประชาชนขาดทุกอย่างแต่ที่มีคือใจ เพราะฉะนั้น การสร้างหมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน หรือขณะนี้ที่ผมกำลังทำกับผู้ช่วยของผมคือ การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ ดึงเอาภาคแรงงานกับภาค เกษตรมาจับมือกัน เพราะตัวอย่างมันชัดเจนแล้วว่าการบริโภคครัวเรือน ครัวเรือนหลักก้คือแรงงานกับ เกษตรกรเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจหลักในการพัฒนา GDP ของไทย แรงงานนั้นเป็นผู้กินเงินเดือน วันๆ ก็อยู่แต่ในโรงงานเป็นผู้ซื้อ เกษตรกรเป็นผู้ผลิต เราก็พยายามที่จะ เอาผลผลิตเกษตรกรมาสู่กำลังซื้อของแรงงานเชื่อมกันตรงนั้น เราพยายามจะไม่ผ่านธุรกิจให้มันมากหนัก ตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าในความเหลื่อมล้ำ คณะกรรมการปฏิรูปซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น มีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ส่วนผมเป็นกรรมการ เมื่อเราไปดูปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในความไม่เป็นธรรม แล้วถ้าเราจะ เริ่มนับหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ได้โดยตรงไหนในสังคมไทย เพราะพรรคการเมืองเป็นรัฐกองทุน รัฐเป็นรัฐราชการ
  • 21.
    21 ที่ไม่มีใจกับประชาชน แล้วคนที่ทำงานที่มันมีใจกับประชาชนจริงๆ ก็คือพวกอาสาสมัครทั้งหลาย พวกประชา สังคมทั้งหลายยินดีที่จะทําถึงแม้จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองก็ตาม เราจึงมีข้อยุติว่าเราจำเป็นต้องเพิ่มอำนาจประชาชนขึ้น หมายถึงเราต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทาง อำนาจ ในตรงนี้จะเป็นปรัชญาของเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ว่าในสังคมเมืองหนึ่งอำนาจรัฐจะมี 3 ส่วน คือ อำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจประชาชน ถ้าเราอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมดุลอำนาจสามส่วนนี้ไม่ควรจะต่างกัน มาก เราจะเห็นชัดเจนได้ว่าประเทศทุนนิยมที่มีความราบรื่นในการพัฒนาทุนนิยมมากที่สุด คือประเทศในกลุ่ม สแกนดิเนเวีย มีความราบรื่นในการพัฒนาทุนนิยมได้ดีที่สุด ฉะนั้น ถ้าเราดูอำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจ ประชาชนมันไม่มีใครเหนือมากไปกว่ากัน มันมีดุลยภาพและการมีดุลยภาพจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำน้อย แต่ ของเราไม่มีดุลยภาพแล้วเพราะว่า ณ ปัจจุบันนี้อำนาจรัฐกับอำนาจทุนมันไปด้วยกันมาตั้งแต่การประกาศ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจแล้วว่า รัฐต้องทุ่มเททรัพยสินหนึ่งต่างๆ ไปยังภาคเอกชน มันวางตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น แล้ว จึงไม่แปลกที่ว่ารัฐไทยกับทุนไทยเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วก็ลืมภาคบริโภคของประชาชนไปเลยทั้งที่ภาค บริโภคของประชาชน หมายถึงรายได้ในกระเป๋าของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้าง GDP ดังนั้น ในการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจมันต้องปรับในสามส่วน ส่วนแรกเราเรียก ความสัมพันธ์ทาง อำนาจในการเมืองการปกครอง เราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดนโยบายบ้าง นโยบายทั้งหมดในการพัฒนาเศรษฐกิจมาจากภาคราชการกับภาคทุนเป็นหลัก ภาคประชาชนเกือบไม่มีส่วน ร่วมในการออกเสียงหรือกำหนดนโยบายเลย นโยบายผ่านพรรคของการเมืองตอนหาเสียงจะเป็นแบบหนึ่งพอ ทำจริงๆ ก็จะเป็นอีกแบบ ไปทางทุนไปทางราชการฝังรัฐทั้งหมด เพราะฉะนั้น ปากเสียงของประชาชนอำนาจ ทางการเมืองทางการปกครองนั้นไม่มี มันจะต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนดูเหมือนว่าพรรคคอมมิวนิสต์ของ จีนจะมีสมาชิกพรรคประมาณ 90 ล้านคน นั่นแปลว่าเขามีพรรคประชาชนที่กว้างขวาง ฉะนั้น ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองรัฐก็ยังจะมีพรรคประชาชนเป็นรากฐานอยู่ แต่กระบวนการพรรค ของประเทศไทยมันถูกคุมด้วยธุรกิจหมด สมาชิกพรรคกับประชาชนเกือบไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย เพราะฉะนั้น นโยบายต่างๆ ที่ออกมาจึงยากมากที่จะไปปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจรัฐ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนมี ปากมีเสียงในอำนาจรัฐอันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ ถ้าประชาชนมีปากมีเสียงในอำนาจรัฐมันจะนำไปสู่การปรับ ดุลอำนาจในตัวที่ 2 คือเมื่อประชาชนมีปากมีเสียงในอำนาจรัฐได้ ประชาชนก็จะสามารถกำหนดนโยบายต่างๆ ที่เข้าไปสร้างฐาน เศรษฐกิจของประชาชน ตัวอย่าง เวลาเราพูดถึงการเพิ่มค่าจ้างสังคมจะมองว่าอันนี้คือการช่วยลูกจ้าง แต่ลูกจ้างเรียกร้องมาก เกินไปจึงทำให้เกิดต้นทุนต่างการผลิตของธุรกิจ เราจะมองเช่นนี้เป็นหลักเพราะว่าวิชาเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะ วิชาจุลภาคมันไปเน้นส่วนที่ต้นทุน mr = mc รายรับต่อหน่วยต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้นเป็น เช่นนี้ตลอดเวลา ถ้าถามว่าผู้ผลิตหรือผู้ขายหลักตอนนี้เป็นแรงงาน กำลังแรงงานของไทย 38 ล้านคน เป็น ลูกจ้างเอกชน14-15 ล้านคนได้ และเป็นลูกจ้างของรัฐประมาณอีก 4 ล้านคน ส่วนเกษตรกรตอนนี้ประมาณ 12 ล้าน เพราะฉะนั้น คนขายแรงงานเป็นคนขายหลัก ถ้าคนขายหลักเราเอาวิชา mr , mc ของจุลภาคเข้าไป ปรับ และถามว่าคนงานขายแรงงานต้นทุนของหน่วยของแรงงานจะเท่าไหร่ เขาควรมีสิทธิ์ที่จะได้ต้นทุนต่อ หน่วยไหม
  • 22.
    22 สรุปก็ไม่มีหรอกครับ ไม่มีใครคิดให้ เรามีแต่คนคิดต้นทุนต่อหน่วยของธุรกิจแต่ไม่มีใครเคยคิดต้นทุน ต่อหน่วยของแรงงานฉะนั้น หยุดพูดที่ว่าเราจะสร้างกำไรต้นทุนต่อหน่วยของแรงงานหยุดพูดว่าการทำให้ รายได้ของหน่วยมันสูงกว่าต้นทุนของหน่วยแรงงาน มันไม่มีครับ ฉะนั้น คือเราลืมภาคเศรษฐกิจของประชาชน ไปแล้ว สรุปถ้าเราเพิ่มค่าจ้างคนงานก็ถูกแต่ถูกครึ่งเดียว เพราะการเพิ่มค่าจ้างคือการเพิ่มกำลังซื้อของประเทศ การเพิ่มราคาของเกษตรกรมันคือการเพิ่มกำลังซื้อของประเทศ เพราะฉะนั้น การเพิ่มราคาของเกษตรกรหรือ การเพิ่มราคาของแรงงานมัยคือการเพิ่มตัว C (Consumtion) ของเศรษฐกิจ และ Consumtion คือ ตัวลาก จูงหลักของเศรษฐกิจไทย ฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องกลับมาปรับ mindset กันใหม่ ปรับทางการเมือง คือ อำนาจ ส่วนปรับทาง เศรษฐกิจ คือ การแบ่งปันตลาด ต้องทำให้ตลาดของแรงงานกับตลาดเกษตรกรเป็นของเกษตรกรด้วย ไม่ใช่ เราขายข้าวให้โรงสี ทำไมเราไม่ให้ชาวนาขายข้าวให้ผู้บริโภคเพราะอะไร? ก็คือถ้าชาวนาขายข้าวให้ผู้บริโภคมัน ก็คือตลาดของชาวนา ถ้าสมมติเราสามารถเพิ่มค่าจ้างได้ตลาดก็จะเป็นของคนงานมากขึ้น ฉะนั้น แบ่งปัน อำนาจให้อำนาจไปอยู่ที่ภาคประชาชนมากขึ้นหรือแบ่งปันตลาดให้ตลาดไปอยู่ภาคประชาชนมากขึ้น คือการ เพิ่มกำลังซื้อ ไม่ต้องแจกเงิน และสุดท้ายคือการเพิ่มโอกาสของคนทุกคนในเรื่องของการมีความรู้ มีการศึกษา มีศักดิ์ศรีการเป็นมนุษย์ และจะทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น สรุปคือ ถ้าเราจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในสังคมและก็ปรับ mindset ให้ความเข้าใจทาง เศรษฐศาสตร์ว่าไม่ใช่การค้าการลงทุนอย่างเดียวมันมีการบริโภคของประชาชนเป็นตัวหลัก และเราต้องปรับเศรษฐกิจการแข่งขันแบบทุนนิยมที่ทำอยู่ไปสู่ “เศรษฐกิจสังคมแบ่งปัน” แบ่งปัน อำนาจ แบ่งปันตลาด แบ่งปันโอกาส 3 แบ่งปันเงื่อนไขที่จะเป็นตัวปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ ไปสู่เศรษฐกิจที่มีดุลยภาพมากยิ่งขึ้น Q&A และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สว.อภิชาติ โตดิลกเวชช์ : ผมสนใจที่ ดร. ณรงณ์พูดเมื่อสักครู่ว่า รายจ่ายภาครัฐบาลคือ GDP ของประเทศของรัฐบาลนี้ ประมาณ 14% ซึ่งของเอกชนเราคงไปบังคับเขาไม่ได้ หรือดุลยการค้าก็แยกต่างหาก ทีนี้พอผมสนใจเรื่อง รายจ่ายภาครัฐบาลก็คืองบประมาณ ประเทศไทยมีรายจ่ายประมาณ 3.185 ล้านล้าน ครับ ผมอยู่ที่กรรมาธิการแก้จนของวุฒิสภา พอเราเจาะไประบบงบประมาณของประเทศก็คือ พรบ. งบประมาณปี 2502 เราไม่เคยถูกแก้ไข ก็เป็นงบประมาณ line-item ก็คืองบประมาณรายหัว เช่น แอร์ 100 ตัว รถยนต์ 200 เครื่อง คือมันเช็คเพราะว่าเราป้องกันการทุจริต ทีนี้พอมาดูภาพรวมมีงานวิจัยของรัฐสภา เรื่อง การจัดสรรงบประมาณ ปี 2552 ถึง 64 ก็คือ 13 ปีย้อนหลัง งบประมาณที่เขาเรียกจำแนกที่ลงพื้นที่ดำเนินการ
  • 23.
    23 ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2552 ถึง2564 ของกรุงเทพฯ 9.1 ล้านล้าน จะตกอยู่ 31.04% แค่กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ใช้ งบประมาณของประเทศไป 31.04% ส่วนกลางคือ 20 กระทรวง ได้ไป 11.5 ล้านล้าน ก็คือ 50.20% ส่วน ต่างจังหวัดซึ่งผมถือว่าถ้าเราพูดถึง ชนบท ต้องอยู่ต่างจังหวัด 13 ปีย้อนหลัง ได้เงินไปแค่ 5 ล้านล้านก็คือ 18.58% ถ้าตราบใดที่งบประมาณยังกระจายแบบนี้และเรายังไม่ปรับโครงสร้างก็จะแย่ เอาชัดเจนอีกตัว พอ มาถึง GDP 17 ล้านล้านของประเทศ เรามีเมืองอยู่ 3 ประเภท คือ เมืองใหญ่ เมืองรอง เมืองจิ๋ว • เมืองใหญ่ เช่น โคราช เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สร้าง GDP ให้กับประเทศ 3 แสนล้านขึ้นไป จนถึง 5.2 ล้านล้าน มีแค่ 12 เมือง คือมี 12 จังหวัด • เมืองรอง สร้างรายได้ให้ประเทศตั้งแต่ 7 หมื่นล้าน ไปจนถึงต่ำกว่า 3แสนล้าน มีอยู่ 16 เมือง • เมืองจิ๋ว คือ เมืองที่เล็ก ซึ่งรัฐบาลแก้ไม่ตกสักทีคือความจนที่เราเรียกว่า จนซ้ำซาก โดยเฉพาะ 10 เมืองหลักของสภาพัฒน์ฯ มีรายได้แค่ 1.5 หมื่นล้านจนถึง 7 หมื่นล้านเท่านั้น แต่เมืองจิ๋ว เยอะมีถึง 48 จังหวัด ถ้าเราเห็นภาพอย่างนี้ ตราบใดที่มันสอดคล้องกัน ถ้ากรุงเทพฯจะเอางบไป 31.04% ส่วนกลางเอา งบ ไป 50.20% ฉะนั้น เมืองจิ๋วเหล่านี้ไม่มีงบประมาณฉีดลงไปถึง ผมยกตัวอย่างเช่น โคราชในปี 2561 ได้ งบประมาณไป 2.4 หมื่นล้าน แต่เมืองจิ๋วอย่างสมุทรสงครามที่อยู่ใกล้สมุทรสาครได้งบ 1.7 พันล้านก็คือ 1,700 ล้านบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้น อันนี้ก็คือโครงสร้างงบประมาณที่เราทำมาตั้งแต่ปี 2502 มันเพิ่งถูกแก้ไขในสมัยท่านพล เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ก็แก้และเพิ่งแจ้งมาปี 2561 ซึ่งมันยังไม่ออกฤทธิ์ เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังทำ งบประมาณแบบนี้กันอยู่ ผมก็มองไม่เห็นอนาคตของประเทศไทยเลย เพราะว่าเงินมันฉีดลงไปไม่ถึงตำบล หมู่บ้าน มันจะหยุดแค่ที่ อำเภอ จังหวัด เพราะฉะนั้น เราก็จะเห็นความเหลื่อมล้ำตรงนี้เยอะมาก ทีนี้ผมเสนอ ปัญหา ผมก็เสนอทางออกอย่างนี้ว่า world bank ในปี 2540 เขาก็มาทำวิจัยที่ประเทศไทย เนื่องจากเราไปกู้ เงิน IMF เขาก็บอกว่าขอดูแผนที่ประเทศไทยในการทำเรื่องการพัฒนาชนบท ประเทศไทยก็ตอบ ได้ แล้วก็ได้ เอางานวิจัย 100 กว่าฉบับไปให้เขาดู แต่เขาบอกว่าไม่สามารถแยกแยะได้ ขอให้ไป review literature ได้ไหม ซึ่งเราก็ได้ review literature โดยสภาพัฒน์ฯ โดยที่ world bank เข้ามาร่วม เขาทำออกมาเป็นโมเดลหนึ่งซึ่ง น่าสนใจมาก เขาทำโมเดลการพัฒนาชนบทเพื่อพ้นความจนมีอยู่ 5 เรื่อง ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2540 และก็ยังเป็นปัญหามาจนถึงปัจจุบัน ผมได้เชิญ world bank ในมากรรมาธิการวุฒิสภาเรา เขาบอกยังยืนยันว่าโมเดลยังใช้ได้แต่เขาเพิ่ม มา อีก 2 ตัว อันแรก เป็นฐานพีระมิดใหญ่สุด คือ เรื่องที่ 1 ที่ต้องแก้ คือ เรื่องน้ำ ประเทศไทยมีน้ำที่อยู่ในระบบชลประทานแค่ 22% ในพื้นที่ทำ การเกษตร 130 ล้านไร่ 22% ตรงนี้ก็ คือ ประมาณ 30 ล้านไร่เท่านั้น อันนี้คือมีระบบชลประทาน นอกนั้น เป็นชลประทานนาน้ำฝน เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าถ้าประเทศไทยจะทำให้ชนบทพ้นจน ท่านต้องทำการเกษตร ได้ตราบที่โอกาสที่ชาวบ้านอยากทำ ไม่ใช่ปี1 ทำ 4เดือนแล้ว ก็ย้ายเข้ากรุง
  • 24.
    24 เรื่องที่ 2 คือเกษตรทันสมัยซึ่งสำคัญและเขาก็เสนอตั้งนานแล้ว ซึ่ง smart farmer เราก็ยังทำได้ กระท่อนกระแท่น เรื่องที่ 3 คือ เขาเห็นความสำคัญของอาชีพนอกไร่นา ในสังคมเกษตรตอนนี้ผมคิดว่าไม่ใช่อาชีพหลัก แล้วถ้าลงไปอยู่ในพื้นที่จริงๆ ผมเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดมาแล้ว 2 จังหวัด ก็จะเห็นภาพ ว่าอาชีพนอกไร่นา ขนาดนี้สร้างรายได้มากกว่าอาชีพเกษตรแน่นอน เรื่องที่ 4 เน้นเรื่องทุนหรือเรื่องสินเชื่อที่อยู่ในชุมชน ที่ไม่ใช่อยู่ในbank ซึ่งเราก็ทำกองทุนหมู่บ้าน กองทุนทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ผมว่าตัวทุนอาจมีมากพอในพื้นที่ คือ 1 หมู่บ้าน อย่างน้อยมี 12 กองทุนแน่นอน เช่น กองทุน กขคจ แก้จน กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสัจจะออมทรัพย์ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนปุ๋ย กองทุนยา พวกนี้มีหมดแล้วก็มีเงินค่อนข้างเยอะเพียงแต่เราเราไม่สามารถจูงตรงนี้ไปได้ เรื่องที่ 5 เรื่องสุดท้าย คือ การรวมกลุ่ม ผมก็ลงไปดูปรากฏว่าวิสาหกิจชุมชนของกระทรวงเกษตรผ่าน มา16 ปี เขาจดทะเบียน 80,000 กลุ่ม ผมก็ได้ถามแล้วว่าในการจดทะเบียน 80,000 กลุ่มนั้นมีกิจกรรม อะไรบ้าง เขาก็บอกว่ามีกิจกรรมจริงๆ 35,000 กลุ่ม จาก 80,000 กลุ่ม แล้วผมก็ถามต่อว่าในการจดทะเบียนที่ เข้มแข็งจริงๆ ที่เป็น “นิติบุคคล” มีเท่าไหร่ เขาก็บอกว่ามีแค่ 520 แห่ง เพราะฉะนั้น อันนี้คือวิสาหกิจเราทำ มาถึง 16 ปีมีกฎหมาย มี พ.ร.บ. ตราบใดที่ เรายังไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ผมว่ายากที่จะขับเคลื่อนต่อ เรื่องสุดท้าย ผมขอสรุปย่อก็คือ กรรมาธิการวุฒิสภาชุดนี้ เรามองอย่างนี้ครับว่า เราหาโมเดลที่จะทำ ตรงนี้ มี 1โมเดล 3 เรื่อง มันเป็นstep อันที่1 เราเรียกว่า สต๊อก (Stock) คือ ทำแบบรัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ คือเรื่อง การสงเคราะห์ การ ประชานิยมทั้งหลาย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น คือเรามีสต๊อกคนจนอยู่แล้ว จากตัวเลขขั้นพื้นฐาน 38,000 ต่อคนต่อปีของประเทศไทย ถ้าต่ำกว่า 38,000 กว่า ถือว่าเราตกเส้นความยากจน อันนี้คือสต๊อกที่รัฐบาลต้อง แก้ อันนี้มีข้อมูลชัดเจนไม่ว่าจะเป็นที่ TPMAP (ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า) หรือจปฐ. ซึ่งข้อมูลตรงนี้ประเทศไทยมีหมด แล้วมีค่อนข้างสมบูรณ์ด้วย อันที่ 2 เราเรียกว่า การเคลื่อนไหว (Flow) เราเน้นว่า คนจน ความยากจน เป็น dynamic ความ ยากจน ไม่หยุดนิ่ง คนที่เราพัฒนาให้พ้นจนแล้วก็อาจจะกลับมาจนอีกที เศรษฐีถ้าดำเนินชีวิตผิดพลาดก็กลับมา จนได้ ตัว flow ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยทำอยู่ ส่วนสงเคราะห์เป็นเรื่อง กระทรวง พม.ทำอยู่ ส่วนเรื่อง flow อันที่ 2 เป็นเรื่องเศรษฐกิจชุมชน ตรงนี้กระทรวงมหาดไทยทำ คือเน้นเรื่องเศรษฐกิจ ในชุมชน แต่เหมือนที่ผมบอกว่ามันเป็นลำต้นไม่ได้ แต่เป็นกิ่งก้านสาขา เพราะว่าระบบงบประมาณของประเทศ ไทย โครงสร้างระบบงบประมาณประเทศไทยมันฉีดเงินลงไปไม่ถึงตำบลหมู่บ้าน อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ รัฐบาล พยายามแก้ไขโดยการทำหมู่บ้านละ 5 ล้าน และตำบลละ 5 ล้านในภูมิภาค ซึ่งมันก็ทำอยู่ปีเดียวและชาวบ้านก็ ไม่ได้ประโยชน์อะไร เรื่องสุดท้ายที่ผมเสนอคล้ายๆกับจีน ถ้าดู Stock เราจะเห็นว่ามันมีหมู่บ้านที่ดีๆ เยอะเพียงแต่ ผม สงสัยว่าทำไมมันไม่ขยายหรือมันขยายกระจายออกไปไม่ได้แล้ว ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้
  • 25.
    25 เสนออันที่ 3 ที่แก้ได้จริงคือการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ System Transformers ซึ่งเป็นระบบ เศรษฐกิจใหญ่ อันนี้ผมว่าน่าสนใจ ผมไปเจอหลายที่ จะยกตัวอย่าง 2 ที่ ระบบเศรษฐกิจก็คือว่าเราไม่เน้นที่คน จนแล้ว เราสร้างระบบเศรษฐกิจในชุมชนนั้นให้ได้ ผมยกตัวอย่าง สุราชุมชนพื้นบ้านที่จังหวัดแพร่ ตำบล สะเอียบ มีเหล้าสะเอียบ เขาต้มเหล้ามา 200 กว่าปี เราเอางานวิจัยและนวัตกรรมลงไปช่วยของสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เข้าไปช่วยปรับปรุงเรื่องรสชาติเหล้า ทำให้นิ่ง ปีที่ก่อนทำ หมู่บ้านตำบลสะเอียบ 5 พันกว่าคน มีรายได้เสียภาษีสรรพสามิตประมาณ 20 ล้านต่อปี และทำไป 2 ปี เก็บ ภาษีสรรพสามิตได้ 400 ล้าน แล้วล่าสุดผมลงพื้นที่ เขาบอกปี 2564 ได้ 514 ล้าน ถ้า 514 ล้านที่เสียภาษี แสดงว่าเขาจะต้องได้เงินเท่าไหร่ เขาต้องมีวอลลุ่มของการขายสุราพื้นที่ชุมชนประมาณ 2-3 พันล้านบาท ในขณะที่เกษตรจังหวัด GDP ของจังหวัดมีแค่ 1,000 ล้าน แต่นี่ขายสุราชุมชนอันเดียวได้ถึง 2-3 พันล้านบาท อันนี้ผมว่าน่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อกี้มีภูมิปัญญา มีวิจัยนวัตกรรมลงไปช่วย อันที่ 3 เกิด start up ในตำบลสะเอียบมี start up จำนวน 200 บริษัท ขายสุราพื้นบ้านไปปีละ 23 ล้านขวด อันนี้ผมสรุปว่ามันคือ new s-curve เพราะมันโต 2,000% ปกติ 70% อันก็ตื่นตาตื่นใจ และหมู่บ้าน อย่างนี้ ชุมชนอย่างนี้ คือตัวอย่างที่ผมพยายามพูด ถึงอันที่ 3 ก็คือ ระบบเศรษฐกิจที่มันยั่งยืน และมีอีกอันที่ สระบุรี ตำบลชะอม ตำบลชะอมเป็นแหล่งไม้ล้อมใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ต้นไม้ที่อยู่สิงคโปร์ อยู่เซี่ยง ไฮ้ อยู่ตะวันออกกลาง ถูกส่งออกไปจากที่ตำบลชะอม นั่นหมายความว่าตำบลชะอม เขามีภูมิปัญญาอยู่เดิม มี อยู่ แต่ไม่เยอะ มีอยู่ 7 หลังคาเรือน มูลนิธิ Swedish Motors ไปทำ CSR โดยเอามูลนิธิของอ.มีชัย ลงไปทำ ให้ องค์ความรู้เรื่องไม้ล้อม การเพาะต้นไม้ ขณะนี้ 1 ไร่ ปลูกได้ 2,600 ต้น ต้นละ 50 บาท ได้ 130,000 บาท ถ้า ขายไม่หมด 3 ปี เขาขึ้นราคา เป็น 100 บาท ฉะนั้น เขาก็ได้ 260,000 บาท ต่อ 1 ไร่ ขณะนี้มี start up ที่เป็น คนในพื้นที่มีอยู่ 150 เจ้า และแต่ละเจ้ามี 200 ไร่ เพราะฉะนั้น ถ้าระบบเศรษฐกิจที่ผมพูดอันที่ 3 ก็คือ System Transformers ถ้าเราทำอย่างนี้ให้ หลายหมู่บ้าน ให้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดโดยที่มุ่งเป้าไปอย่างนี้ ผมว่าเราไม่เจาะจงคนจน เราสร้างระบบ เศรษฐกิจเกิดความยั่งยืนถาวรแน่นอน เพราะฉะนั้น หมู่บ้านที่ผมยกตัวอย่าง 2 อันนี้ ผมว่าคล้ายจีนเหมือนกัน ก็คือระบบเศรษฐกิจที่จีนกำลังทำอยู่ เพียงแต่อันนี้มันผุดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีรัฐบาลลงไปทำให้ มีแต่กำลังของ ท้องถิ่นกับกำลังของจังหวัด ถ้ารัฐบาลส่วนกลางมีนโยบายอย่างนี้เหมือนที่จีนเขาทำ ผมว่าประเทศไทยก็มี มี หลายตัวอย่าง ผมยกให้ 2 ตัวอย่าง เพียงแต่มันไม่ถูกบริหารจัดการ การจัดการแบบขั้นตอนที่ 3 ที่ผมเรียกว่า System Transformers ในเรื่อง Digital Economy ถ้าอย่างนี้มันคล้ายๆ ที่จีนกำลังทำอยู่เพียงแต่เรามันยัง ขาดการบริหารจัดการ ทั้งหมดนี้เป็นข้อสรุปและข้อเสนอ ขอบพระคุณครับ พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง: ขอบพระคุณที่ได้ฟังท่านอภิชาตเมื่อสักครู่แล้ว ก็จะแชร์เพื่อเป็นคำถามอาจารย์ณรงค์นะครับ หัวข้อ เวทีวันนี้ คือ “กระบวนทัศน์การพัฒนาใหม่” เราได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ไหม ผมคิดว่า “ได้เปลี่ยน” ถ้าได้ฟัง อาจารย์ณรงค์พูด ตอนนี้ผมก็มั่นใจว่ากระบวนทัศน์ที่เดิมเน้นไปที่อุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตรตอนนี้ ก็
  • 26.
    26 น่าจะเปลี่ยนแล้วเพราะว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างขึ้นมาสมดุลกันมากขึ้น สมดุลยิ่งขึ้นก็คือ ข้อสุดท้ายที่ท่าน อาจารย์ณรงค์พูดจะทำอย่างไรให้สมดุลทั้งเรื่องของการกระจายในอำนาจของศักดิ์ศรี รายได้ และโอกาส ผมขอตั้งคำถามกับท่านอาจารย์ณรงค์ จริงๆ แล้วหลักการ 3-1 อย่างที่ท่านพูดถึง ผมเคยได้ยินมาแต่ ไม่ถูกหลักเอาไปใช้ แต่ในขณะนี้ได้ทราบว่า กระทรวง อว. ได้ไปเน้นเรื่องที่จะให้โครงการช่วย U2T กับ มหาวิทยาลัยจะเข้าไปแนะนำให้กับตำบลต่างๆ ที่จะพัฒนาความยากจน ทางคณะของท่านอาจารย์น่าจะมี บทบาทมาก ก็น่าจะได้รับทราบผลจากในการนำเสนอข้อคิดของท่านอาจารย์แนะให้กับมหาลัยต่างๆ ใน ต่างจังหวัดด้วย ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ผมไปจังหวัดนครสวรรค์ เรียนกับท่าน สว.อภิชาติได้ว่า น่าจะเป็นแนวคิดคล้ายๆ กัน คือที่นครสวรรค์จะเน้นเรื่องของการพัฒนาแม้กระทั่งชุมชนขนาดเล็ก จะเริ่มที่ตัว เทศบาล ซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก แม้กระทั่งต้นไม้ที่เป็นคาร์บอน อะไรพวกนี้ครับ ข้อสำคัญคือ หน่วยงานที่จะลงไปในพื้นที่ยังมีน้อยมาก อย่างที่ท่านอภิชาติพูด เรื่องโมเดลทั้ง 3 เรื่อง น่าจะยังไม่ทราบหลายจังหวัด อย่างน้อยที่สุดจังหวัดนครสวรรค์คิดน่าจะยังไม่ทราบ แต่ก็ทำคล้ายกัน ก็คิดว่า เรื่องนี้ท่านอาจารย์ณรงค์มีข้อแนะนำเพิ่มเติมอย่างไรที่จะให้ภาควิชาการหรือมหาวิทยาลัยเอาสิ่งที่เราพูดกันมา ทั้งหมดนี้ลงไปในพื้นที่อย่างไรดี รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ: ขอเรียนแบบนี้ สิ่งแรกเลย เราจะทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยน mindset หรือชุดความคิดของคน ชุด ความคิดของธุรกิจ ชุดความคิดของราชการเดิม ความรู้สึกของผมที่ผมทำงานพัฒนามา 20-40 ปี สิ่งที่ เปลี่ยนแปลงยากที่สุดก็คือ “การเปลี่ยนชุดความคิดของคน” เพราะคนเขาเคยชินกับสิ่งที่เขาเคยเป็นอยู่มัน เปลี่ยนได้ยากมาก สิ่งที่ กระทรวง อว.ทำอยู่ ผมคิดว่ามันก็เริ่มต้นที่ดีแล้ว ยกตัวอย่างว่า การมีโครงการบัณฑิต พันธุ์ใหม่ที่ให้งบมาสำหรับมหาลัยแล้วไปจัดอบรมชุมชน ผมก็สร้างโครงการเกษตรกรดิจิตอลเพื่อชุมชน 2 รุ่น แต่ด้วยความจุกจิกจู้จี้ระเรียบการต่างๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยกับ กระทรวงอว. ผมก็เลยเลิกทำรุ่นที่ 3 เพราะ ผมไม่ไหว แต่ 2 รุ่นที่ได้มา เป็น 80 คนเราขยายจากตรงนี้ไป ผมได้นำ 80 คน ที่อบรมมา ทำเครือข่ายเศรษฐกิจสมานฉันท์ที่จะวางแผนว่าจะกระจายทั่วประเทศ ภายใน 5 ปี อันนี้ก็จะเป็นการบอกอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคประชาชนนั้นส่วนใหญ่แล้วก็เหมือนอย่างที่ สว. อภิชาติพูด มันเกิดจากภาคประชาชนเองเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลแต่ผมก็เห็นว่าของกรมพัฒนาชุมชนก็มี ส่วนสำคัญเหมือนกันที่ไปสร้างกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมา แต่ผมก็ทำงานกับกลุ่มออมทรัพย์มานานมาก ก็พบว่า กลุ่มออมทรัพย์เองไม่สามารถข้ามพ้นเงินกู้ไปใช้กันเอง กลุ่มออมทรัพย์ไม่สามารถที่จะทำการผลิตการค้าได้ทั้ง ที่ว่ากลุ่มออมทรัพย์ของการพัฒนาชุมชนไม่มีข้อห้ามตรงนั้น ไม่เหมือนสหกรณ์ถ้าเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ทำ ออมทรัพย์อย่างเดียว สหกรณ์การผลิตก็ผลิตอย่างเดียวแยกไปเลย แต่กลุ่มออมทรัพย์ของการพัฒนาชุมชนทำ ให้ทุกอย่าง ถ้าจะทำ แต่ว่าทำไม่ได้ เพราะว่าความรู้ในการจัดการต่ำมาก ที่ผมทำอยู่ตอนนี้ต้องจับมือเขียนให้ เลยจะทำสินค้าอย่างไรปรับคุณภาพอย่างไร ให้ติดตลาด คือทุกอย่างที่ผมว่ามานี่คือ การให้โอกาสของปัจเจกในเรื่องความรู้ข่าวสารข้อมูลเรื่องเป็นเรื่องสำคัญ อย่างยิ่ง เพราะถ้าเราให้โอกาสเขาเข้าถึงความรู้ข่าวสารที่แท้จริงได้ เราก็พยายามไปเสริมกระตุ้นให้เขารวมกลุ่ม
  • 27.
    27 รวมก้อน การรวมกลุ่มรวมก้อนนี้เหมือกันนะ ราชการเขาไม่ได้ชอบเพราะเขากลัว กลัวเป็นเรื่องกลุ่มการเมือง อันนี้เป็นเรื่อง trade-off ที่ว่าเราต้องยอมว่าการรวมกลุ่มรวมก้อนมันเป็นเรื่องจำเป็น แต่ทีนี้มันจะไปเรื่อง การเมืองหรือเปล่าเราห้ามเขาไม่ได้ ผมยกตัวอย่าง เรื่องแรงงาน ว่าทำไมในประเทศสแกนดิเนเวียจึงไม่ค่อยมี ปัญหาพวกนี้ คำตอบ เพราะรัฐบาลเขาส่งเสริมให้คนรวมกลุ่มรวมก้อน มีข้อตกลงร่วมกันแต่ละปี ขบวนการ แรงงานของเขาสามารถพูดได้เลยว่าการรวมตัวกันของเขาสามารถเป็นตัวแทนของทั้งประเทศได้จริงๆ นายจ้าง รวมกันเป็นระดับประเทศได้จริง เพราะเขาเจรจากันโดยการที่ว่าปีนี้เราจะเป็นอย่างไร และรัฐบาลนั่งฟังเป็นคน กลางและก็มีหน้าที่บันทึกไว้ 3 ฝ่ายมีหน้าที่ชัดเจน แต่ของเราไม่ยอมรับตรงนั้น เราไม่ยอมรับการเจรจาต่อรอง ระหว่างกัน เพราะฉะนั้น ระบบทุนนิยมถ้าไม่มีการเจรจาต่อรองกันจะเป็นระบบทุนนิยมไม่ได้ ขนาดเราแข่งขันกัน บางครั้งเราก็ต้องจับมือกัน พอจับมือกันก็ต้องมีการต่อรองกัน ต้องมีการเจรจาทำสัญญากันในการต่อรอง ฉะนั้น การเจรจาการต่อรองมันเป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยม ถ้าเราไปเลือกเส้นทางทุนนิยม เราไม่สามารถ ไปตัดอำนาจต่อรองได้เลย ไม่เหมือนกับพรรคคอมมิวนิสต์ เขาถือว่าประชาชนอยู่ในพรรค พรรคจะเป็นตัวแทน ของประชาชนทั้งประเทศนั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ของเราไม่ใช่ เมื่อเราเลือกเส้นทางของทุนนิยม เส้นเศรษฐกิจ ธุรกิจตลาด เราต้องยอมรับการรวมกลุ่มต่อรองของทุกกลุ่มคน ทำไมราชการหรือรัฐบาลส่งเสริมให้พ่อค้าเป็น สมาคมของการค้า แล้วก็หิ้วการค้าไปเจรจากับต่างประเทศ ถามว่าเราเคยหิ้วคนตัวเล็กตัวน้อยไปพูดในนาม ประชาชนบ้างไหม ก็ไม่มี อันนี้เขาเรียกว่า มันมีมิติทางการเมืองอยู่ในนั้น เราไม่มีโอกาสที่ทำให้คนเล็กคนน้อยมี ปากมีเสียงในอำนาจการเมือง นโยบายที่ออกมาปราศจากคนเล็กคนน้อย แต่รายจ่ายของคนเล็กคนน้อยกลับ เป็นตัวสร้าง GDP หลัก มันดูขัดแย้งกันไปหมด ผมจึงบอกว่า เราควรต้อง “ปรับโครงสร้าง” เพราะไม่มีใครพูด ถึงการปรับโครงสร้าง โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการเมือง ไม่มีใครพูดถึง แล้วไม่มีใครกล้าทำ เพราะทำแล้ว มันกระทบกระเทือนแล้ว เราก็กลัวการขัดแย้ง ผมขอฝากว่าผมทำงานภาคประชาชนมานานมากแล้วก็เจอความขัดแย้งมาตลอด เราต้องการให้คน เล็กคนน้อยได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเขาเป็นคนหลักของประเทศ ขณะที่ GDP ก็ฟ้องว่าเงินมาจากกระเป๋า ของคนเล็กคนน้อยตั้ง 50% ทำไมเราไม่ไปพัฒนาตรงนี้แล้วทำให้ 50% เข้มแข้ง ในอเมริกา การบริโภคของ ครัวเรือนเป็น 73% ของ GDP เจึงไม่แปลกที่ โจ ไบเดน เขาได้เสียงของสหภาพ เขาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทันที ชั่วโมง ที่ 15 เหรียญ ก็เท่าไหร่แล้ว กำลังซื้อของประเทศเขา ฉะนั้น เขามองว่ากำลังซื้อไม่ใช่เป็นการช่วยของคนงาน แต่มันคือการสร้าง GDP ของชาติ ต้องมองเช่นนี้ ต้องปรับ mindset ตรงนี้ ถ้าเราไม่ปรับ mindset ตรงนี้ มันก็ จะไปไม่ได้ แล้วนโยบายไม่ออก เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยปรับช่วยแจ้ง ผมว่า กระทรวง อว.เริ่มต้นได้ดีแล้วเรื่องการให้ความรู้แก่ ชาวบ้าน แต่ผมก็มีปัญหาอยู่อย่างระเบียบกฎเกณฑ์เข้าใจว่ามันจะจุกจิกจู้จี้เกินไปจะทำให้เรามันหมดหวังที่จะ ทำ แต่ผมก็ทำด้วยทุนของผมเองดีกว่า ด้วยใจ ถึงจะไปกู้มา แต่เราก็ทำด้วยใจ เราจึงไม่อยากทุกข์มาก ไม่ใช่ทำ แล้วทุกข์ใจ เราทำแล้วเราต้องสบายใจ
  • 28.
  • 29.