Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
SP
Uploaded by
sukanya petin
5,324 views
Stem structure and function
Stem structure and function
Education
◦
Read more
3
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 86 times
1
/ 10
2
/ 10
3
/ 10
4
/ 10
5
/ 10
6
/ 10
7
/ 10
8
/ 10
9
/ 10
10
/ 10
More Related Content
PDF
ใบความรู้การย่อยอาหาร
by
สุกัญญา นิ่มพันธุ์
PDF
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
by
sukanya petin
PDF
เฉลยชีววิทยาหน้า52- 59
by
Wan Ngamwongwan
PPTX
การแลกเปลี่ยนแก๊ส การคายน้ำ และการลำเลียงสารในพืช
by
Li Yu Ling
PDF
ระบบไหลเวียนเลือด (Circulatory System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
translocation in plant
by
Thanyamon Chat.
PDF
6แบบทดสอบการลำเลียงสารผ่านเซลล์
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
การเคลื่อนที่ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง
by
สุรินทร์ ดีแก้วเกษ
ใบความรู้การย่อยอาหาร
by
สุกัญญา นิ่มพันธุ์
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
by
sukanya petin
เฉลยชีววิทยาหน้า52- 59
by
Wan Ngamwongwan
การแลกเปลี่ยนแก๊ส การคายน้ำ และการลำเลียงสารในพืช
by
Li Yu Ling
ระบบไหลเวียนเลือด (Circulatory System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
translocation in plant
by
Thanyamon Chat.
6แบบทดสอบการลำเลียงสารผ่านเซลล์
by
สำเร็จ นางสีคุณ
การเคลื่อนที่ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง
by
สุรินทร์ ดีแก้วเกษ
What's hot
PDF
Root structure and function
by
sukanya petin
PDF
โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เรื่อง การทดลองการเจริญเติบโตของยีสต์ในน้ำหมักช...
by
ssuser858855
PDF
Plant tissue
by
sukanya petin
PDF
บทที่3การสืบพันธุ์เจริญเติบโตพืชดอก
by
Wichai Likitponrak
PDF
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
PDF
ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร
by
capchampz
PDF
ระบบหายใจ (Respiratory System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
การหายใจแสง พืช C4 พืช cam (t)
by
Thitaree Samphao
PDF
โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
by
Nokko Bio
PDF
ระบบประสาท - Nervous system
by
supreechafkk
PDF
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
by
สุรินทร์ ดีแก้วเกษ
PDF
แบบทดสอบระบบประสาท
by
Wichai Likitponrak
PDF
โครงสร้างของราก
by
kanyamadcharoen
PDF
แบบบันทึกกิจกรรมระบบนิเวศ
by
gchom
PDF
ระบบประสาท (Nervous System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
PDF
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก
by
Thanyamon Chat.
PDF
โครงสร้างและหน้าที่ของรากลำต้น
by
Thanyamon Chat.
PDF
Kingdom protista
by
Thanyamon Chat.
PDF
บทที่ 11 โครงสร้างและหน้าที่ของพืช 2557
by
Pinutchaya Nakchumroon
PPT
๊Unseen in Banrai's Plant
by
Bus Blue Lotus
Root structure and function
by
sukanya petin
โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เรื่อง การทดลองการเจริญเติบโตของยีสต์ในน้ำหมักช...
by
ssuser858855
Plant tissue
by
sukanya petin
บทที่3การสืบพันธุ์เจริญเติบโตพืชดอก
by
Wichai Likitponrak
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร
by
capchampz
ระบบหายใจ (Respiratory System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
การหายใจแสง พืช C4 พืช cam (t)
by
Thitaree Samphao
โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
by
Nokko Bio
ระบบประสาท - Nervous system
by
supreechafkk
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
by
สุรินทร์ ดีแก้วเกษ
แบบทดสอบระบบประสาท
by
Wichai Likitponrak
โครงสร้างของราก
by
kanyamadcharoen
แบบบันทึกกิจกรรมระบบนิเวศ
by
gchom
ระบบประสาท (Nervous System)
by
ครูเสกสรรค์ สุวรรณสุข
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก
by
Thanyamon Chat.
โครงสร้างและหน้าที่ของรากลำต้น
by
Thanyamon Chat.
Kingdom protista
by
Thanyamon Chat.
บทที่ 11 โครงสร้างและหน้าที่ของพืช 2557
by
Pinutchaya Nakchumroon
๊Unseen in Banrai's Plant
by
Bus Blue Lotus
Viewers also liked
PDF
การรักษาดุลยภาพของร่างกายด้วยฮอร์โมน
by
sukanya petin
PDF
ฟีโรโมน
by
sukanya petin
PDF
การรับรู้และการตอบสนอง
by
sukanya petin
PDF
แบบฝึกท้ายบทบทที่ 8 ชุดที่ 2
by
sukanya petin
PDF
Pigment
by
sukanya petin
PDF
Photosynthetic reaction
by
sukanya petin
PDF
ข้อสอบเอ็นทรานซ์ ชีววิทยา มีนาคม 2546
by
Trd Wichai
PDF
็Hormone
by
sukanya petin
DOC
1แบบฝึกท้ายบทบทที่ 8 ชุดที่ 1
by
sukanya petin
PDF
แบบฝึกท้ายบทบท 8 ชุดที่ 1
by
sukanya petin
การรักษาดุลยภาพของร่างกายด้วยฮอร์โมน
by
sukanya petin
ฟีโรโมน
by
sukanya petin
การรับรู้และการตอบสนอง
by
sukanya petin
แบบฝึกท้ายบทบทที่ 8 ชุดที่ 2
by
sukanya petin
Pigment
by
sukanya petin
Photosynthetic reaction
by
sukanya petin
ข้อสอบเอ็นทรานซ์ ชีววิทยา มีนาคม 2546
by
Trd Wichai
็Hormone
by
sukanya petin
1แบบฝึกท้ายบทบทที่ 8 ชุดที่ 1
by
sukanya petin
แบบฝึกท้ายบทบท 8 ชุดที่ 1
by
sukanya petin
Similar to Stem structure and function
PDF
stem structure
by
Thanyamon Chat.
PPTX
11.โครงสรา้งและหน้าที่ของราก ลำต้น ใบ ตอน2
by
Wichai Likitponrak
PDF
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
มัทนา อานามนารถ
PDF
ลำต้น54
by
Oui Nuchanart
PDF
2 plantstruc 2
by
Wichai Likitponrak
PPTX
10.โครงสรา้งและหน้าที่ของราก ลำต้น ใบ ตอน1
by
Wichai Likitponrak
PPT
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
Nokko Bio
PPT
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
nokbiology
PDF
Stem oui
by
Oui Nuchanart
PPT
โครงสร้างและหน้าที่ของพืช
by
เข็มชาติ วรนุช
PDF
Stemแก้net
by
Anana Anana
PDF
Plant 2 62_kruwichai
by
Wichai Likitponrak
PDF
structure and function of the stem
by
Thanyamon Chat.
PDF
มหัศจรรย์พืช
by
Wichai Likitponrak
PDF
Root oui
by
Oui Nuchanart
PDF
Leaf oui
by
Oui Nuchanart
PPT
พืชรอบตัวเรา
by
sujitrapa
PPT
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
Nokko Bio
PDF
001 3
by
mickyindbsk
PDF
Biocontest2014 kitty
by
Wichai Likitponrak
stem structure
by
Thanyamon Chat.
11.โครงสรา้งและหน้าที่ของราก ลำต้น ใบ ตอน2
by
Wichai Likitponrak
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
มัทนา อานามนารถ
ลำต้น54
by
Oui Nuchanart
2 plantstruc 2
by
Wichai Likitponrak
10.โครงสรา้งและหน้าที่ของราก ลำต้น ใบ ตอน1
by
Wichai Likitponrak
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
Nokko Bio
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
nokbiology
Stem oui
by
Oui Nuchanart
โครงสร้างและหน้าที่ของพืช
by
เข็มชาติ วรนุช
Stemแก้net
by
Anana Anana
Plant 2 62_kruwichai
by
Wichai Likitponrak
structure and function of the stem
by
Thanyamon Chat.
มหัศจรรย์พืช
by
Wichai Likitponrak
Root oui
by
Oui Nuchanart
Leaf oui
by
Oui Nuchanart
พืชรอบตัวเรา
by
sujitrapa
โครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น
by
Nokko Bio
001 3
by
mickyindbsk
Biocontest2014 kitty
by
Wichai Likitponrak
Stem structure and function
1.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 23 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 1. ลักษณะทั่วไปของลาต้น ลาต้น(stem) เป็นอวัยวะของพืชซึ่งส่วนใหญ่จะเจริญขึ้นมาเหนือดินแต่ก็มีพืชบางชนิดที่ลาต้นอยู่ใต้ ดิน ลาต้นประกอบด้วยส่วนสาคัญ 2 ส่วนคือ 1. ข้อ(node) เป็นส่วนของลาต้นที่มีตา(bud)ซึ่งจะเจริญไปเป็นกิ่ง ดอก หรือใบ 2. ปล้อง(internode) เป็นส่วนของลาต้นที่อยู่ระหว่างข้อ พืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะสังเกตส่วนของข้อปล้องได้อย่างชัดเจนตลอดชีวิต เช่น ต้นไผ่ ต้นอ้อย ข้าวโพด เป็นต้น ส่วนพืชใบเลี้ยงคู่นั้นส่วนใหญ่แล้วข้อปล้องจะสังเกตได้ไม่ชัดเจนทั้งนี้เพราะเมื่อ เจริญเติบโตเต็มที่แล้วมักจะมีเนื้อเยื่อชั้นคอร์ก(cork) มาหุ้มโดยรอบเอาไว้ การจะสังเกตอาจจะสังเกตใน ขณะที่พืชยังอ่อนอยู่ แต่ก็ยังมีพืชใบเลี้ยงคู่บางชนิดที่สามารถสังเกตเห็นข้อปล้องได้อย่างชัดเจนตลอดชีวิต เหมือนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ได้แก่พวกไม้ล้มลุกต่างๆ เช่น ต้นตาลึง ฟักทอง และผักบุ้ง เป็นต้น 2.โครงสร้างภายในของลาต้น 2.1 โครงสร้างภายในของปลายยอดพืช บริเวณปลายยอดพืชสามารถแบ่งออกเป็นบริเวณ(region/zone) ได้ทั้งหมด 3 บริเวณด้วยกันคือ 2.1.1 บริเวณเซลล์แบ่งตัว(region of cell division) 2.1.2 บริเวณเซลล์ยืดตัว(region of cell elongation) 2.1.3 บริเวณเซลล์เจริญเต็มที่ (region of maturation) รูปที่ 31 ปลายยอดพืช (ที่มา http://www.bio.miami.edu/dana/160/stemtip.jpg)
2.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 24 2.2 โครงสร้างภายในของลาต้นที่ตัดตามขวาง เมื่อนาปลายยอดของพืชมาตัดตามขวางบริเวณเซลล์เจริญเต็มที่จะพบว่าโครงสร้างภายใน ประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆตามแต่ชนิดของพืชโดยแบ่งได้ดังนี้ 2.2.1 โครงสร้างภายในของลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ 1. epidermis เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อภายในของลาต้น ส่วนใหญ่ เซลล์เรียงตัวเพียงชั้นเดียว พืชบางชนิด epidermis มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนของ trichome / hair และ guard cell ในต้นพืชที่อายุมากส่วนใหญ่แล้วส่วนของ epidermis จะหลุดหายไปเพราะถูกแทนที่ด้วยส่วนของ คอร์ก 2. cortex (คอร์เทกซ์) คอร์เทกซ์เป็นชั้นของลาต้นที่มีอาณาเขตตั้งแต่ใต้ epidermis เข้ามาจนถึงเนื้อเยื่อเอนโดเดอมิส (endodermis) ดังนั้นในชั้นคอร์เทกซ์จึงประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆได้แก่ 2.1 parenchyma เป็นเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ที่พบภายในลาต้น 2.2 chlorenchyma ทาหน้าที่ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 2.3 aerenchyma ทาหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสะสมอากาศ โดยเฉพาะพืชน้า 2.4 collenchyma เพิ่มความแข็งแรงให้แก่ลาต้น 2.5 sclerenchyma(fiber) ให้ความแข็งแรงแก่ลาต้น 3. stele (สตีล) สตีลเป็นชั้นที่ถัดเข้ามาจากชั้นคอร์เทกซ์ โดยมีอาณาเขตตั้งแต่ใต้ endodermis เข้ามาจนถึงใจกลาง ของลาต้น แต่เนื่องจากในลาต้นเนื้อเยื่อ endodermis ส่วนใหญ่เห็นได้ไม่ชัดเจนหรือหนังสือบางเล่มก็กล่าว ว่าในลาต้นจะไม่มีเนื้อเยื่อ endodermis ทาให้ชั้นสตีลในลาต้นแบ่งแยกออกจากชั้นคอร์เทกซ์ได้ไม่ชัดเจน เหมือนในส่วนของรากพืช ภายในชั้นสตีลจะประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่สาคัญคือ 3.1 vascular bundle หมายถึงกลุ่มของเนื้อเยื่อที่ทาหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลาเลียง ภายในเนื้อเยื่อ vascular bundle ของพืชใบเลี้ยงคู่ประกอบด้วย กลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงอาหาร(phloem)เรียงตัวอยู่ ทางด้านนอกและกลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงน้า(xylem)เรียงตัวอยู่ทางด้านในหรือด้านที่ติดกับ pith ระหว่าง xylem
3.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 25 กับ phloem จะมีเนื้อเยื่อเจริญที่เรียกว่า vascular cambium คั่นกลางอยู่ทาหน้าที่แบ่งเซลล์เพื่อให้กาเนิด xylem และ phloem 3.2 pith เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ส่วนกลางของลาต้น ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเยื่อประเภท parenchyma จึงทาหน้าที่ในการสะสมสารต่างๆ ลาต้นของพืชใบเลี้ยงคู่บางชนิดเนื้อเยื่อในส่วนนี้อาจสลาย ไปกลายเป็นช่องกลวงกลางลาต้น เรียกช่องนี้ว่า pith cavity รูปที่ 32 ลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ตัดตามขวาง (ที่มา http://pck.bio.ncue.edu.tw/pckweb/database/data2/pkdata/newpic/dicot%20stem2.jpg) รูปที่ 33 ลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่แสดงส่วนของท่อลาเลียง ( ที่มา http://fig.cox.miami.edu/~tkoop/spring00/DicotStem.gif)
4.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 26 2.2.2 โครงสร้างภายในของลาต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว 1. epidermis เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อภาย ในของลาต้น ส่วนใหญ่เซลล์เรียงตัวเพียงชั้นเดียวและมีอยู่ตลอดไป ยกเว้นใน ต้นพืชตระกูลปาล์มจะมี เฉพาะในปีแรกเท่านั้นเพราะต่อมาจะมีเนื้อเยื่อคอร์ก (cork) มาแทน 2. cortex มีเนื้อเยื่อบางๆ1-2 ชั้น ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเยื่อชนิด parenchyma และส่วนใหญ่ไม่พบ endodermis ทา ให้อาณาเขตแบ่งได้ไม่ชัดเจน 3. stele 3.1 vascular bundle กลุ่มของเนื้อเยื่อลาเลียงของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ส่วนของ xylem, phloem จะเรียงตัวกันมองคล้ายๆ ใบหน้าคน มีส่วนของ vessel อยู่บริเวณคล้ายดวงตา ส่วน phloem อยู่บริเวณคล้ายหน้าผาก xylem และ phloem จะถูกล้อมรอบด้วยเนื้อเยื่อ parenchyma หรืออาจเป็น sclerenchyma และเรียกเซลล์ที่มาล้อมรอบนี้ ว่า bundle sheath vascular bundle ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่ไม่พบเนื้อเยื่อเจริญ vascular cambium ยกเว้นหมาก ผู้หมากเมีย และพืชตระกูลปาล์ม 3.2 pith เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ส่วนกลางของลาต้น ส่วนใหญ่เป็นเนื้อเยื่อประเภท parenchyma พืชใบเลี้ยงเดี่ยว บางชนิด เช่น ข้าวโพด ในเนื้อเยื่อของ pith นี้จะพบ vascular bundle กระจายอยู่เต็ม นอกจากนี้พืชบางชนิด เนื้อเยื่อในส่วนนี้อาจสลายไปกลายเป็นช่องกลวงกลางลาต้น เรียกว่า pith cavity เช่นต้นไผ่ ต้นข้าวเป็นต้น รูปที่ 34 ลาต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวแสดงส่วนของท่อลาเลียง ( ที่มา http://www.science.smith.edu/~mmarcotr/Hortwebpage-fall/Images/overheads/monocotstemxs.jpg)
5.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 27 1.3 ชนิดของลาต้น โดยทั่วไปสามารถจาแนกลาต้นออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆด้วยกันคือ 1. ลาต้นเหนือดิน(aerial stem/terrestrial stem) 1.1 creeping stem คือลาต้นที่ทอดหรือเลื้อยขนานไปตามผิวดินหรือผิวน้า เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ฟักทอง สตรอเบอรี่ และหญ้า เป็นต้น รูปที่ 35 creeping stem(1) ( ที่มา http://www.turf.uiuc.edu/weed_web/groundivy/groundivy_runner1.jpg) รูปที่ 36 creeping stem(2) ( ที่มา http://www.vcbio.sci.kun.nl/public/Final-Images/PL_Final685z_301- 350/PL0340_685zRanunculusreptansHabitus.jpg)
6.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 28 1.2 climbing stem คือลาต้นที่ไต่ขึ้นที่สูงโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ถ้ามีหลักหรือต้นไม้ที่ลาต้นตั้งตรงอยู่ใกล้ๆจะถูกใช้ไต่ขึ้นไป แบ่งออกเป็น 1.2.1 twining stem ลาต้นไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้ลาต้นพันกับหลักเป็นเกลียว เช่น เถาวัลย์ ต้นถั่ว บอระเพ็ด ฝอยทอง เป็นต้น 1.2.2 stem tendril ลาต้นไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้ส่วนของลาต้นดัดแปลงไปเป็นมือเกาะ(tendril) เพื่อ พันหรือไต่ขึ้นที่สูง ส่วนของ tendril จะบิดเป็นเกลียวคล้ายสปริงเพื่อให้ยืดหยุ่น เช่น ต้น องุ่น บวบ แตงกวา กระทกรก โคกกระออม พวงชมพู เป็นต้น 1.2.3 root climber ลาต้นไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้รากซึ่งออกมาตามข้อ ยึดหลักหรือต้นไม้ เช่น ต้น พริกไทย พลู และพลูด่าง เป็นต้น 1.2.4 stem spine / stem thorn ลาต้นที่ดัดแปลงไปเป็นหนามหรือขอเกี่ยว (hook) เพื่อไต่ขึ้นที่ สูง เช่น ต้นเฟื้องฟ้า ไผ่ ไมยราบ และพืชตระกูลส้ม เป็นต้น รูปที่ 37 twining stem และ tendril ในพืช (ที่มา http://www.missouriplants.com/Bluealt/Pueraria_lobata_stem.jpg http://www.pharm.chula.ac.th/vichien/morpho45/stemclim.htm )
7.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 29 รูปที่ 38 ลาต้นไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้ราก (root climber) (ที่มา http://www.pharm.chula.ac.th/vichien/morpho45/stemclim.htm ) รูปที่ 39 ลาต้นไต่ขึ้นที่สูงโดยใช้ขอเกี่ยว(hook) (ที่มา http://www.pharm.chula.ac.th/vichien/morpho45/stemclim.htm ) 1.3 cladophyll / phylloclade / cladode คือลาต้นที่เปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะหรือหน้าที่คล้ายใบ เช่น ลาต้นแป็นแผ่นแบน หรือมีสีเขียว ของคลอโรฟีลล์ ได้แก่ กระบองเพชร พญาไร้ใบ หน่อไม้ฝรั่ง โปร่งฟ้า เป็นต้น รูปที่ 40 ลาต้นที่สังเคราะห์ด้วยแสงคล้ายใบ(cladophyll) (ที่มา http://botany.cs.tamu.edu/FLORA/dcs420/mi06/mi06096.jpg)
8.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 30 1.4 bulbil / crown / slip คือลาต้นที่เป็นตาหรือหน่อเล็กๆ สั้นๆ ที่ประกอบด้วยยอดอ่อนและใบเล็กๆ 2-3 ใบ แตกออก ระหว่างซอกใบกับลาต้น หรือแตกออกจากยอดของลาต้นแทนดอก เมื่อมันหลุดร่วงลงดินก็ สามารถเจริญเป็นต้นใหม่ได้ เช่น หอม กระเทียม สับปะรด เป็นต้น (อ่านความรู้เพิ่มเติมเรื่องการขยายพันธุ์สับปะรดที่หน้า 32) รูปที่ 41 ลาต้นสับปะรด (ที่มา http://www.learning.cmri.ac.th/courseware/tree/picture/subparod1.jpg) 2. ลาต้นใต้ดิน (underground stem) 2.1 rhizome ลาต้นใต้ดินที่เรียกกันว่า แง่ง หรือเหง้า ส่วนใหญ่ขนานกับพื้นดิน มีข้อปล้องเห็นได้ชัดเจน ตามข้อมี ใบที่เป็นแปลงเป็นสีน้าตาล ได้แก่ ขิง ข่า ขมิ้น บางชนิดอาจตั้งตรง เช่น กล้วย พุทธรักษา เป็นต้น รูปที่ 42 ลาต้นข่าและขิง (ที่มา http://www.herblpg.com/images/kar_100m.jpg และ www.phuketjettour.com/herbs/images/king.jpg)
9.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 31 2.2 tuber ลาต้นใต้ดินที่สะสมอาหาร ทาให้อวบอ้วน แต่บริเวณที่เป็นตาจะไม่อ้วนออกมาด้วยทาให้เห็นเป็นรอย บุ๋ม ได้แก่ มันฝรั่ง เป็นต้น รูปที่ 43 มันฝรั่ง (ที่มา http://www.wegmans.com/kitchen/ingredients/produce/vegetables/images/potato.jpg) 2.3 bulb ลาต้นใต้ดินที่ลาต้นเล็กมีปล้องสั้นมาก ตามปล้องมีใบเกล็ดซ้อนกันหลายๆชั้น ห่อหุ้มลาต้นเอาไว้และ สะสมอาหาร เช่น หอม กระเทียม เป็นต้น รูปที่ 44 หัวหอม (ที่มาhttp://mall.curiocity.com/curioshop/shop/00752/onion.jpg,www.eslkidstuff.com/images/onion.gif) 2.4 corm เป็นลาต้นใต้ดินที่ตั้งตรงเช่นเดียวกับ bulb มีลักษณะคล้ายกันแต่เก็บสะสมอาหารไว้ในลาต้นจนทาให้ เห็นลาต้นอวบอ้วน ตามข้อมีใบเกล็ดบางๆหุ้ม มีตางอกตามข้อ เช่น เผือก แห้วจีน เป็นต้น รูปที่ 45 เผือก (ที่มา http://www.mju.ac.th/fac-agr/hort/vegetable/veg_image/taro.jpg)
10.
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา
4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของลาต้น 32 ความรู้เพิ่มเติมเรื่องการขยายพันธุ์สับปะรด ส่วนต่าง ๆ ที่ใช้ในการขยายพันธุ์สับปะรด มีดังนี้ 1. หน่อดิน เกิดจากตาที่อยู่ในบริเวณลาต้นใต้ดิน ซึ่งจะเริ่มแทงขึ้นมาพ้นผิวดินหลังจากเกิดการสร้างดอก แล้ว มีจานวนน้อย รูปทรงเล็กเรียว ใบยาวกว่าหน่อข้าง 2. หน่อข้าง เกิดจากตาที่พักตัวอยู่บนลาต้นในบริเวณโคนใบ หน่อข้างเหล่านี้จะมีน้าหนักต่างกันไปตั้งแต่ 0.5-1 กิโลกรัม ให้ผลเมื่อมีอายุ 14-18 เดือน ใช้ขยายพันธุ์ได้ดี 3. ตะเกียง เกิดจากตาบนก้านผลที่อยู่ในบริเวณโคนผล ตะเกียงมีน้าหนักเฉลี่ยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0.3-0.5 กิโลกรัม ให้ผลเมื่อมีอายุ 18-20 เดือน 4. จุก เติบโตขึ้นเหนือผลสับปะรดหลังจากดอกโรยไปแล้วจุกจะมีน้าหนักทั่วไปตั้งแต่ 0.075-0.2 กิโลกรัม ให้ผลตามธรรมชาติเมื่ออายุ 22-24 เดือน เมื่อเก็บผลสับปะรดก็จะปลิดจุกออกจากผล และหลังจากเก็บเกี่ยวผลไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ ก็จะปลิด หน่อออกจากต้น หน่อที่มีขนาดเหมาะแก่การขยายพันธุ์คือ มีความยาวประมาณ 50-75 เซนติเมตรหลังจาก เก็บหน่อ, ตะเกียงหรือจุกมาแล้ว ให้นามาผึ่งแดดโดยคว่ายอดลงสู่พื้นดิน ให้โคนแผลได้รับแสงแดดจนรอย แผลแห้งรัดตัวเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วย แล้วนามามัดรวมกันเป็นกองเพื่อรอการปลูกหรือนาไปขายต่อไป ก่อนปลูกต้องลอกกาบใบล่างออก 3-4 ชั้น เพื่อให้รากแทงออกมาได้สะดวกและเร็วขึ้น (ที่มา http://web.ku.ac.th/agri/pineapple/pine05.htm ) เอกสารอ้างอิง เกษม ศรีพงษ์. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา ม.5 เล่ม 3 ว 049. สานักพิมพ์ภูมิบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร. เชาวน์ ชิโนรักษ์ และพรรณี ชิโนรักษ์. 2541. ชีววิทยา 3. สานักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร. กรุงเทพมหานคร. ปรีชา สุวรรณพินิจและนงลักษณ์ สุวรรณพินิจ. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา 3 ว 049 . บริษัทไฮเอ็ด พลับลิชชิ่ง จากัด. กรุงเทพมหานคร. ประสงค์ หลาสะอาด และจิตเกษม หลาสะอาด. ชีววิทยา ม. 5 ว 049. สานักพิมพ์ พ.ศ. พัฒนา จากัด. กรุงเทพมหานคร. พัชรี พิพัฒวรรณกุล. 2542. หนังสือเสริมประสบการณ์ ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 (ว 049). สานักพิมพ์ ฟิสิกส์เซ็นเตอร์. กรุงเทพมหานคร.
Download