บทที่ 1
ธรรมชาติของภาษา Nature of language
ความหมายของภาษา
ความหมายกว้าง หมายถึง การแสดงออกเพื่อสื่อความ
หมาย เช่น ท่าทาง การใบ้ ภาษาสัตว์เครื่องหมาย สัญญาณ
General meaning means the expression for
meaning communication
such as postures, hints, animal language, symbols
and signals.
ความหมายแคบ หมายถึง การใช้ภาษาของมนุษย์เพื่อ
สื่อสาร คำาที่คิดขึ้นไม่จำาเป็นต้อง
ตรงกันกับภาษาอื่น เสียงจึงไม่สัมพันธ์กับความหมาย เช่น
ภาษาไทยเรียก หมา ภาษาอังกฤษเรียก dog เว้นแต่การ
เลียนเสียงธรรมชาติเช่น เสียงของตก เสียงรถชน เสียงระเบิด
เป็นต้น
Specific meaning means human language usage
for communication, the
words defined need not relate to the meaning ,for
example, in Thai called หมา in English called dog
except for the imitation of natural sound such as falling
things, car crash, boom.
ลักษณะสำาคัญของภาษาไทย
โดยธรรมชาติของภาษาทุกภาษาย่อมมีความคล้ายคลึง
กัน กล่าวเฉพาะภาษาไทยนั้นมีลักษณะสำาคัญที่ควรทำาความ
เข้าใจดังนี้
1. ภาษาไทยเป็นภาษาคำาโดด (Isolating language) มี
ความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง
ภายในคำา สามารถนำามาใช้ได้ทันที
Thai language is an isolating language having a
complete meaning in itself and using without changes
within words so Thai words can be used at once.
2. การบอกพจน์ในภาษาไทย เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ภายในคำาภาษาไทยจึงอาศัยคำาอื่นมาประกอบเพื่อบอก
จำานวน เช่น คำาวิเศษณ์ คำาสมุหนาม การซำ้าคำา หรือคำากริยา
บางคำาก็สามารถบอกจำานวนได้
The number expression of Thai language when
there are not changes within word, Thai language
uses other words to consist for showing the number of
nouns for example adverb, quantity words, repeated
word or some verbs can tell the number.
3. การบอกกาลในภาษาไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ภายในคำาเช่นกัน จึงอาศัยคำาอื่นเพื่อแสดงอดีต หรืออนาคต
เช่น แล้ว จะ เป็นต้น
The tense of Thai language has no change within
word in the same way of number it has another word
for showing the tense.
4. การบอกผู้กระทำาในภาษาไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ภายในคำา แต่อาศัยการวางตำาแหน่งในประโยค และการเพิ่ม
คำาว่า “ถูก” เพื่อแสดงการถูกกระทำา
The voice in Thai language has no changes
within a word but when the user wants to show active
voice we put it in a position of Subject and add a word
“ถูก” for showing a passive voice.
5. คำาในภาษาไทยมีทั้งคำาที่คิดขึ้นเอง และคำาที่ยืมมา
จากภาษาอื่น ดังนั้น หลักการสังเกตคำาไทยแท้ คือ มีพยางค์
เดียว และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง
Words in Thai language have both original and
loan words so the noticeable tip of real Thai words are
having only one syllable, complete meaning.
6. ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ และเมื่อเปลี่ยนวรรณยุกต์
ทำาให้ความหมายเปลี่ยน
2
Thai language has a tone so when the tone
changed, the meaning changed, too.
7. มีการสร้างคำาเพิ่มด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การซำ้า การ
ซ้อน การประสม การยืม การบัญญัติศัพท์ การทับศัพท์ และ
การแผลงคำา เพื่อให้ได้ความหมายเพิ่มขึ้น
The words are built more and more for various
meaning in language with the following techniques:
repeating, doubling, compounding, loaning, providing,
transforming, and changing.
8. การเรียงประโยคของภาษาไทยเริ่มจากประธาน
กริยา กรรม หากมีการสลับที่อาจทำาให้ความหมายเปลี่ยนไป
ได้
The arrangement of Thai language is Subject –
Verb – Object. The alternation of position makes
change in meaning.
9. คำาขยายในภาษาไทยจะอยู่หลังที่ถูกคำาขยายเสมอ
The adjective of Thai language comes after the
words are magnified.
10. ภาษาไทยมีลักษณนามที่ใช้บอกลักษณะของคำานาม
แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท
Thai language has classifiers for telling the
character of noun that are different from each type.
11. ภาษาไทยจะเว้นวรรคเมื่อสิ้นสุดใจความ หรือจบ
ประโยค ดังนั้น ในการเขียนภาษาไทยต้องเว้นวรรคให้ถูก
ต้องมิฉะนั้นจะทำาให้ความหมายผิดเพี้ยนไป
Thai language has to leave a space when it
finishes the gist or at the end of sentence so in Thai
writing should leave a space correctly otherwise the
meaning will be changed.
12. ภาษาไทยมีระดับของการใช้ภาษาแตกต่างกันไป
ตามระดับของบุคคลและสถานการณ์ที่ใช้คือ ภาษาทางการ
ภาษากึ่งทางการ และภาษาปาก
3
Thai language has a level of usage differently
upon the person and situation. The levels of usage are
formal language, semi- formal language and informal
language.
หน่วยในภาษา และการขยาย
The units of language and the extension
หน่วยในภาษา ประกอบด้วยเสียง พยางค์ คำา วลี อนุ
ประโยค และประโยค
The units of language means phonemes,
syllables, words, phrases , clauses and sentences
การขยายหน่วยในภาษา หมายถึง การนำาภาษาเรียง
ร้อยต่อกันเพื่อให้ได้ประโยคที่สมบูรณ์ไม่จำากัด เช่น
The extension of language units means the
arrangement of language units for being unlimited
complete sentences for example
มด
มดเดิน
มดเดินตามกันสามตัว
มดเดินตามกันสามตัวไปกินนำ้าตาล
มดเดินตามกันสามตัวไปกินนำ้าตาลบนโต๊ะ
มดเดินตามกันสามตัวไปกินนำ้าตาลบนโต๊ะในห้องครัว
เสียงและรูปในภาษา Form and phoneme in language
1. พยัญชนะ – เสียงที่เปล่งออกมาโดยผ่านการกล่อม
เกลาเสียงจากอวัยวะภายในช่องปาก เรียกว่า เสียงแปร
ประกอบด้วย รูปพยัญชนะ 44 รูป และเสียงพยัญชนะ 21
เสียง
voices blow out from lungs with the adjustment
from organs in mouth in Thai we call พยัญชนะ or เสียง
แปร. The consonant consists of 44 forms and 21
phonemes.
4
เสียงพยัญชนะทั้ง 21 เสียง ได้แก่ (21 phonemes are
followed)
ก
ข ฃ ค ฅ ฆ
ง
จ
ฉ ช ฌ
ซ ศ ษ ส
ญ ย
ฎ ด
ฏ ต
ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ
ณ น
บ
ป
ผ พ ภ
ฝ ฟ
ม
ร
ล ฬ
ว
ห ฮ
อ
5
ตารางด้านล่างแสดงหมวดหมู่ทั้งหมดของอักษร คือ รูป
พยัญชนะไทย พยัญชนะเติม ตัวอักษรบาลี สันสกฤต อักษร
สามหมู่
The table below shows the whole categories of
alphabets : Thai consonant forms, Added consonants
(parenthesis), Pali language, Sanskrit language, three
groups of Thai alphabet tone.
อักษรกลาง อักษรสูง อักษรตำ่า
ก ข (ฃ) ค (ฅ) ฆ
ง
จ ฉ ช (ซ) ฌ ญ
(ฎ) ฏ ฐ ฑ ฒ
ณ
(ด) ต ถ ท ธ น
(บ) ป ผ (ฝ) พ (ฟ)
ภ ม
ย ร ล ว
ฬ
ศ ษ ส ห
(อ) (ฮ)
6
เมื่อเสียงพยัญชนะถูกนำาไปใช้ จะใช้ในหลายลักษณะ
เช่น
When the consonants are used, they can be in
many styles of pronunciation for example
1.1 พยัญชนะต้น (first consonants)
1.2 อักษรนำา (leading consonants)
1.3 อักษรควบ (mixed consonants)
1.4 พยัญชนะท้าย (last consonant)
1.5 การันต์ (voiceless consonant)
1.1 พยัญชนะต้น (first consonants)
พยัญชนะต้นทั้ง 44 ตัว สามารถใช้เป็นพยัญชนะ
เริ่มต้นคำาได้บางส่วน ดังนี้
The 44 consonants can be used as a first
part of words for some ones like following
ก กิน กับ กัด กระเป๋า การบ้าน
eat with bite bag
homework
ข ขาว ขาย ของ ขวดนำ้า ข้าม
ถนน
white sell things bottle
cross a road
ค คิด คาง คอย คุยโทรศัพท์ คำา
พูด
think chin wait talk by mobile
saying
ง งาน งง ง่วง เหงาหงอย
หงุดหงิด
7
work stun asleep lonely
irritable
จ จับ จูง จ่ายตลาดจดจำา จ้าง
งาน
touch lead by hand go2 market
memorize employ
ฉ ฉัน ฉุน ฉาย ฉีดยา
ฉุกเฉิน I acrid
broadcast inject emergency
ช ช้าง ช่วย ช้า ชี้ ชูมือ
elephant help slow point
raises hand
ซ ซักผ้า ซน ซื้อ แซบ ซุป
wash clothes naughty buy spicy
soup
ญ ญาติ ญี่ปุ่น ญาณ
relatives Japan consciousness
ฐ ฐานะ ฐาน
status base
ณ ณ เณร
at little monk
ด เด็ก ดี เดิน ดาว ดำา
child good walk star
black
8
ต ตี แต่ ตาย ตั้งแต่ ตำารวจ
hit but die since police
ถ ถุง ถาม ถนน ถนัด ถ้วยชาม
bag ask road skillful bowl
ท ทำา ทาง ทาย ทุกๆ ทบทวน
do way guess every
review
ธ ธง เธอ ธุระ ธนาคาร ธรรมดา
flag you errand bank
general
น นั่ง นอน นาน น้อย นำ้าเปล่า
sit lay downso long few, littlewater
บ บ้าน บอก บาท บทที่ บทความ
house tell baht lesson
article
ป ปลา ปลุก ปลูก ปรึกษา ปรับตัว
fish wake plant advise
adapt
ผ ผิด โผล่ ผม ผิวหนัง ผอม
wrong appear hair skin thin
ฝ ฝา ฝัน ฝน ฝาก ฝึก
lid dream rain deposit practice
พ พูด พี่ พัน พบ พริก
talk elder thousand find, meet
chilly
9
ฟ ฟ้า ฟื้น ฟัน ไฟ แฟน
sky recover teeth fire
boy/girlfriend
ภ ภาพ ภูมิใจ ภาค ภายใน
ภายนอก picture proud part
inside outside
ม ม้า หมี มอง มัด มาตรฐาน
horse bear look tie(v.) standard
friendship
ย ยุ่ง ยาย/ย่า ย้าย ยา ยาก
busy grandmamove drug
difficult
ร รัก รถ ร้านค้า รู้ ร่ม
love car store know
umbrella
ล ลิง ลุกขึ้น ลืม ลูก แล้ว
monkey stand up forget child
already
ว วัด ไหว้ ว่ายนำ้า วิทยาศาสตร์ ไว
temple greet,postureswim science
quick
ศ ศิลปะ ศิษย์ ศาสนา ศึกษา
ศุกร์
art student religion study Friday
1
0
ส สวย เสร็จ สนาม สะอาด
สกปรก
beautiful finish field clean dirty
ห หวาน หาง หุงข้าว หาย หอม
sweet tail cook rice
disappear good smell
อ อ่าน อิ่ม อาย อีก อาจจะ
read full shy again
maybe
ฮ ฮา ฮัดเช้ย
funny sound of sneeze
1.2 อักษรนำา (leading consonants)
อักษรนำา หมายถึง พยัญชนะต้นสองตัวเรียงกันแล้ว
อ่านออกเสียงตามกันเป็น 2 พยางค์ พยางค์แรกออกเสียง อะ
พยางค์ที่สองอ่านตามรูปสระที่ปรากฏ
Leading consonants mean the two of first
consonant are used together then read in two steps.
For the first is read with ะ and the second read
following appeared vowel.
อักษรตัวแรกเป็นได้ทั้งอักษรสูง อักษรกลาง และ
อักษรตำ่า อักษรสูงนำาจะมีตัวตามได้ทุกกลุ่มคือ อักษรสูง อักษร
กลาง และอักษรตำ่าแต่ถ้าอักษรกลางและอักษรตำ่านำาจะมีแต่
อักษรตำ่าตามเท่านั้น โปรดพิจารณาตามตารางด้านล่าง
The first consonants can be all high tone,
middle tone, and low tone alphabets. If the high tone
alphabets come first, the other alphabet left can
comes after as a second consonant. However, if the
middle tone and low tone alphabets are used as a first
consonant, the low tone alphabets can only come
after. Please consider the table below.
1
1
ก ข (ฃ) ค (ฅ) ฆ
ง
จ ฉ ช (ซ) ฌ ญ
(ฎ)ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
(ด)ต ถ ท ธ น
(บ)ป ผ (ฝ) พ (ฟ) ภ
ม
ย ร ล ว
ศ ษ ส ห ฬ
(อ) (ฮ)
ตัวอย่างอักษรนำา
ขนม ขยับ ขยัน สมอง
สมาน สนอง สยาย
ฝรั่ง ถลอก เถลิง
ผวา ผยอง ถนน ขมุกขมัว สนิท
ตนุ ตโนด จมูก ฉลาด
ตลก
เตลิด ตลอด จรวด
ปริตร ปรัก
โปรดสังเกตว่า คำาข้างต้นเหล่านี้ พยัญชนะตัวที่ 2
จะอ่านออกเสียงสูง (Please notify that above words has
a high tone in a second consonant.)
อย่างไรก็ดี มีคำาบางประเภทที่ถือว่าเป็น อักษรนำา
แต่เมื่ออ่านแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีเสียงสูงในพยัญชนะที่ 2 เช่น
However, some words called leading
consonants cannot pronounce in a high tone in a
second consonant such as
ขมา ขโมย สมาคม สโมสร สลัม
สแลง
1
2
นอกจากนี้ ยังมีคำาที่ปรากฎรูปต่อไปนี้แล้วถือว่าเป็น
อักษรนำาเช่นกัน คือ คำาที่มี ห นำาหน้าอักษรตำ่าเดี่ยว (ง ญ น ย
ณ ร ว ม ฬ ล) และคำาว่า อย่า อยู่ อย่าง อยาก
Besides, there are words included into
leading consonants such as a word with ห comes
before ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล and the words : อย่า อยู่
อย่าง อยาก
ตัวอย่าง
หงาย หงอน หญ้า ใหญ่
หน้า หนู หมอน
เหม็น หมาย หรูหรา
หยาม หมู หวาน หวัง
หลากหลาย
1.3 อักษรควบ (Mix consonants)
อักษรควบ หมายถึง การนำาพยัญชนะตัวที่ 1 มาเข้า
คู่กับพยัญชนะ ร ล ว แล้วอ่านออกเสียงตามสระที่ปรากฏ
อย่างไรก็ดี อักษรควบมี 2 ประเภท คือ อักษรควบแท้ และ
อักษรควบไม่แท้
Mix consonants mean an application of first
consonants and ร ล ว
and pronounce following the vowel appeared
however, the mix consonants have 2 types that are
real mix consonants and unreal mix consonants.
อักษรควบแท้ หมายถึง คำาที่ออกเสียงพยัญชนะ
สองเสียงพร้อมกัน คือ พยัญชนะที่ 1 กับ ร หรือ ล หรือ ว
Real mix consonants mean a word
expressing two consonants together that are the first
consonant and ร or ล or ว.
1
3
ในภาษาไทยมีอักษรควบแท้ 15 รูป 11 เสียง ดังนี้
Thai language has 15 forms and 11
phonemes
กร กราบ กรอบ กรีด กรัก
โกรก
กล กลัว กลาย กลอง กลับ
กลีบ
กว กวัก กวาด ไกว กว้าง
แกว่ง
คร ขร คราง ครั้ง ครบ ขรุขระ ขรึม
คล ขล คลำา คล้าย คลาน ขลาด
ขลุก
คว ขว ความ ควัน ควาย ขวิด ขวัญ
ตร ตรง ตรวจ ตราบ ตริ
โตรก
ปร ปราบ ปรบ ปรับ ปรุง โปรย
ปล ปลาย ปลุก ปลูก แปลก
ปลอบ
พร พรุน พร้อม พริก พรู
โพรง
พล ผล พลาย พลาง ผลุนผลัน ผลิ ผลัก
นอกจากนี้ ภาษาไทยยังรับอิทธิพลจากภาษาอื่นมา
เพื่อใช้ในภาษาของตนเอง ดังนั้น จึงมีคำาที่อ่านออกเสียงควบ
แต่มีเสียงและความหมายเป็นภาษาอื่น โดยส่วนมากมักเป็น
ภาษาอังกฤษ
Besides, Thai language is under the
influence of other language for
1
4
transforming into Thai so there are words having mix
consonant forms but
phoneme and meaning is another language especially
English.
ตัวอย่างคำาควบกลำ้าที่มาจากภาษาอื่น
บร บรีฟ บรอนซ์ เบรก บรั่นดี
บราวน์
บล เบลม บลู แบล็ก บล็อก
บลายด์
ดร ดรีม ดราฟต์ ดริงค์ แดร็ก
ดรอว์อิ้ง
ฟร ฟรี ฟราย เฟรนด์ ฟรุต
ฟรักโทส
ฟล ฟลาย ไฟลท์ ฟลุก ฟลูออไรด์
แฟลต
ทร ทริป ทราเวล แทรกเตอร์ ทรี
ทรัมเป็ต
อักษรควบไม่แท้ หมายถึง คำาที่มีรูป ร ล ว ปรากฏ
แต่ไม่อาจออกเสียงพร้อมกัน
ทั้งสองเสียง โดยอ่านได้เพียงเสียงเดียว และในบางคำาอ่าน
ออกเสียงเป็นเสียงอื่น เช่น ซ
เป็นต้น
Unreal mix consonants mean words having ร
ล ว inside cannot pronounce these two consonants
together but they pronounce only one phoneme or in
other phoneme such as ซ
ตัวอย่างของคำาควบไม่แท้
1
5
ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรม
หมายนกอินทรี
มัทรีอินทรีย์มี เทริด
นนทรีพุทราเพรา
ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทร
มนัสฉะเชิงเทรา
ตัว ทร เหล่านี้เรา ออก
สำาเนียงเป็นเสียง ซ
จร - จริง
ซร - โซรม ไซร้
สร - สร้าง เสร็จสร่าง สระ สรง
ศร - เศร้า
ทร - ทรุด โทรม ทราบ ทราม
ทราย
1.4 เสียงพยัญชนะท้าย (Final consonant)
เสียงพยัญชนะท้าย (ตัวสะกด) เมื่อนำาไปใช้ มี 9
มาตรา คือ แม่กก แม่กบ แม่กด แม่กม แม่กน แม่กง แม่
เกย แม่เกอว แม่ก.กา
When they were used as a final consonant,
they are categorized into 9 styles : g, p, d, m, n, ng, j,
w, and words that no form of final consonant or only
having alphabet, vowel and tone.
ตัวอย่างคำาในมาตราตัวสะกด
แม่กก ก ข ค ฆ
มาก เลข บริจาค เมฆ
แม่กบ บ ป พ ภ ฟ
ลบ บาป ภาพ ลาภ กราฟ
แม่กด จ ช ซ ฎ ฏ
1
6
ปุจฉา คช ก๊าซ กฎ
ปรากฏ
ฐ ฑ ฒ ด ต
รัฐ ครุฑ วุฒิ สะดุด จิต
ถ ท ธ ศ ษ ส
รถ สารท พุธ ปราศ
เศษ รส
แม่กม ม
สาม ตาม ดื่ม ลืม เกรียม
แม่กน ณ น ญ ร ล
ฬ
ญาณ นาน กาญ การ กาล
กาฬ
แม่กง ง
จริงจัง ตั้งใจ งง คงทน
ปลง
แม่เกย ย
ตาย เลย เคย เผย เสย
แม่เกอว ว
วาว เปรี้ยว เคี้ยว เลี้ยว
ดาว
แม่ ก กา หมายถึง คำาที่มีแต่พยัญชนะ สระ
วรรณยุกต์ แต่ไม่มีตัวสะกดเช่น ตา
แม่ วัว เปีย รวมถึง คำาที่สะกดด้วยรูป ำำ, ไ, ใ, เ-า, ฤๅ
เช่น ทำา ไม้ ใน เรา ฤๅษี
1
7
คำาเป็น หมายถึง คำาที่สะกดด้วยมาตรา ม น ง ย ว
เช่น ยาม เดิน กลาง เคย ราว นวล ชวน เกรง แก้ว ปราย กิน
คุณ เป็นต้น
The words having ม น ง ย ว as a final
consonant
คำาตาย หมายถึง คำาที่สะกดด้วยมาตรา ก บ ด
เช่น จาก บาท โกรธ พบ ปด The words having ก บ
ด as a final consonant
The usability of คำาเป็น คำาตาย is these words
are used following
a rule of composition some Thai poetry.
1.5 การันต์ (voiceless consonant)
หากพยัญชนะใดมีเครื่องหมายทัณฑฆาตอยู่ด้าน
บน เรียกว่า การันต์ หมายถึง
ไม่อ่านออกเสียงในส่วนนั้น เช่น จันทร์ ศุกร์ ทุกข์ สุขสันต์
เป็นต้น
When the final consonants used with
voiceless symbols are called การันต์ that means that
part will not pronounce.
2. สระ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วไม่ผ่านการ
กล่อมเกลาจากอวัยวะภายใน
ช่องปาก เรียกว่า เสียงแท้ สระ แบ่งออกเป็น เสียงสระเดี่ยว
และเสียงสระประสม เมื่อ
ต้องการแสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์มี 21 รูป
Vowel means phoneme expressed without the
adapting from inner
organ within mouth called real phoneme (เสียงแท้)
Vowel can be divided into isolate vowels and
compound vowels when it expresses in symbol there
are 21 forms of vowel
2.1 เสียงสระ
1
8
เสียงสระเดี่ยว 18 เสียง (18 phonemes of
isolate vowel)
อะ อา กระทะ น้าอา
อิ อี มิมี ยินดี
อึ อือ ขึด คือ
อุ อู จุ ปู
เอะ เอ เละเทะ เกเร
แอะ แอ และ แล
โอะ โอ โต๊ะ โต
เออะ เออ เลอะเทอะเจอ
เอาะ ออ เกาะ รอ
เสียงสระประสม 6 เสียง (6 phonemes of
compound vowel)
เอียะ เอีย เผียะ เกลี่ย
เอือะ เอือ เดือด เผื่อ
อัวะ อัว จั๊วะ รั้ว
ข้อควรจำา อำา ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦา ไม่ถือเป็นสระ
เพราะมี เสียง พยางค์ท้าย คือ ม ย ว และเป็นเสียงซำ้า คือ รึ
(อึ) รือ (อือ) สระจึงมี 21 รูป 24 เสียง
(Tip : อำา ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦา cannot call vowel
because they have final syllables that are m, j, w and
they are the same as อึ อือ) Vowel has 21 forms and
24 phonemes.
2.2 รูปสระ 21 รูป ได้แก่
ะ วิสรรชนีย์
า ลากข้าง
ำิ พินทุ์อิ
ำ่ ฝนทอง
" ฟันหนู
° นฤคหิต หยาดนำ้าค้าง
1
9
ำุ ตีนเหยียด
ำู ตีนคู้
เ ไม้หน้า
โ ไม้โอ
ใ ไม้ม้วน
ไ ไม้มลาย
ำ็ ไม้ไต่คู้
ำั ไม้หัน
อากาศ
ฤ ตัวรึ
ฤๅ ตัวรือ
ฦ ตัวลึ
ฦๅ ตัวลือ
อ ตัว ออ
ว ตัว วอ
ย ตัว ยอ
เมื่อนำาสระไปใช้ร่วมกับพยัญชนะท้ายจะมีการ
เปลี่ยนแปลงรูปสระบางรูป เช่น
กะ – กับ, ดือ – ดื่ม, เตะ – เต็ม,
แทะ – แท็ก, เกาะ – ก็อบ, โปะ –
ปน,
เกอ – เกิน, เออ – เอย, เทอม –
เทอญ,
บัว – บวม
(ศึกษาเพิ่มเติมจากแบบเรียนภาษาไทยเบื้องต้น
ผศ.จำาลอง คำาบุญชู)
3. วรรณยุกต์ คือ เสียงที่กำาหนดตามระดับของเส้น
เสียงเมื่อเปล่งออกมา ใช้
กำาหนดไตรยางศ์ มี 4 รูป 5 เสียง (tone is a phoneme
defined following the level of tone after expression.
The tone is used as a rule for pronunciation. There
are 4 forms and 5 phonemes.)
รูปวรรณยุกต์ ได้แก่
ำ่ รูปเอก เสียงตำ่า falling
tone
2
0
ำ้ รูปโท เสียงสูงแล้วตำ่า rising
– falling tone
ำ๊ รูปตรี เสียงสูง rising
tone
ำ๋ รูปจัตวา เสียงตำ่าแล้วสูง falling –
rising tone
ตัวอย่างของการผันเสียงวรรณยุกต์ยาว
ก กา ก่า ก้า ก๊า
ก๋า
ข - ข่า ข้า -
ขา
ค คา - ค่า ค้า -
จะเห็นว่าเสียงอักษรสูง และอักษรตำ่าไม่สามารถผันได้
ครบห้าเสียง แต่ต้องนำาอักษรสูง และอักษรตำ่าคู่ (13 เสียง)
มาผันร่วมกัน จึงจะได้เสียงครบทั้ง 5 เสียงเหมือนอักษร
กลาง
จ จาย จ่าย จ้าย จ๊าย จ๋าย
ฉ - ฉ่าย ฉ้าย - ฉาย
ช ชาย - ช่าย ช้าย -
ด ดู ดู่ ดู้ ดู๊ ดู๋
ถ - ถู่ ถู้ - ถู
ท ทู - ทู่ ทู้ -
ป โป โป่ โป้ โป๊ โป๋
ผ - โผ่ โผ้ - โผ
พ โพ - โพ่ โพ้ -
2
1
จากตัวอย่างจะเห็นว่า เสียงอักษรสูงและอักษรตำ่า
เหมือนกัน 1 เสียง คือ เสียงในแถวที่ 3 (ฉ้าย – ช่าย, ถู้ –
ทู่, โผ้ – โพ่) แต่ผู้เรียนต้องจำาว่า อักษรตำ่า มีรูปวรรณยุกต์
ไม่ตรงกับเสียง และควรจำาว่า เสียงที่เขียนได้สองแบบนั้น
การเขียนแบบไหนถูกต้องในภาษาไทย
From the example above, high tone alphabet
and low tone alphabet have 1 phoneme that is the
same of pronunciation that is the third phoneme in
the column but the learner should memorize that
low tone alphabets use the tone symbol differently
from their real phonemes or use more tone of
symbol expressed (tone3 use form2, tone4 use
form 3) and in this case having two phonemes
pronouncing in the same, the learner should
memorize the correct words were used in Thai.
ข้อควรจำา อักษรตำ่า รูปเอก เสียงโท รูปโท
เสียงตรี
อักษรกลาง ผันได้ครบ 5 เสียง
อักษรสูง ผันได้ครบ 5 เสียงเมื่อนำาอักษรตำ่า
คู่มาช่วย
Tip Low tone use ำ่ in the third tone and ำ้
in the forth
Middle tone can completely
pronounce 5 tones.
High tone can completely pronounce 5
tones with
the help of low tone.
พยางค์ (Syllable)
พยางค์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาในแต่ละครั้ง
อาจมีความหมายหรือไม่มี หากมีความหมายจะเรียกว่า คำา
2
2
เช่น นก แมว เดิน กิน คุย ฉัน เขาโต๊ะ มือ คำาเหล่านี้ถือว่า
เป็นคำา ที่มี 1 พยางค์
Syllable means voice is expressed in each
time. It can either have meaning or not but if that
syllable has a meaning is called word. These words,
for example, bird, cat, walk, eat, talk, I, you, desk,
hand are words that each word has 1 syllable.
โครงสร้างพยางค์ หมายถึง ส่วนประกอบที่มีอยู่ใน
หนึ่งพยางค์ ตามปกติ ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ
วรรณยุกต์ แต่ในบางคำาจะมีตัวสะกด หรือการันต์เพิ่ม ดัง
นั้น โครงสร้างของพยางค์ จึงแบ่งเป็น 4 ประเภท
The structure of syllable means the
composition of syllable. Normally the syllable
consists of first consonant, vowel, tone. Specially,
there are final consonant, or voiceless consonant
added. The structure of syllable are 4 types as
following
1. โครงสร้าง 3 ส่วน : พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์
3 part structure : first consonant, vowel, tone
ปี พยัญชนะต้น ป
สระ ำี
วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฏรูป)
มือ พยัญชนะต้น ม
สระ ำือ
วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฎรูป)
2. โครงสร้าง 4 ส่วน : พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์
พยัญชนะท้าย
4 part structure : first consonant, vowel, tone,
final consonant
เร็ว พยัญชนะ ร
สระ เ-ะ (เปลี่ยนเป็น ไม้ไต่คู้)
วรรณยุกต์ สามัญ
2
3
พยัญชนะท้าย ว (แม่เกอว)
นอนพยัญชนะ น
สระ -อ
วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฏรูป)
พยัญชนะท้าย น (แม่กน)
3. โครงสร้าง 4 ส่วน (พิเศษ): พยัญชนะต้น สระ
วรรณยุกต์ การันต์
4 part structure : first consonant, vowel, tone,
voiceless consonant
ปรีดิ์ พยัญชนะ ปร
สระ อี
วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฎรูป)
การันต์ ดิ์
4. โครงสร้าง 5 ส่วน : พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์
พยัญชนะท้าย การันต์
5 part structure: first consonant, vowel, tone,
final consonant , voiceless consonant
จันทร์ พยัญชนะ จ
สระ ะ (เปลี่ยนรูปเป็น ำั)
วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฎรูป)
พยัญชนะท้าย น (แม่กน)
การันต์ ทร์
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า โครงสร้างบางส่วนไม่มี
พยัญชนะท้ายเป็นส่วนประกอบ และบางโครงสร้างมี
พยัญชนะท้าย ดังนั้น ในการเรียนเรื่องโครงสร้าง
พยัญชนะ ต้องทำาความเข้าใจเกี่ยวกับ พยางค์เปิด และ
พยางค์ปิดด้วยเช่นกัน
พยางค์เปิด หมายถึง โครงสร้างที่ไม่มีเสียง
พยัญชนะท้าย
2
4
พยางค์ปิด หมายถึง โครงสร้างที่มีเสียง
พยัญชนะท้าย
ข้อควรจำา พยางค์เปิด มีลักษณะเช่นเดียวกับ
พยัญชนะท้ายในแม่ ก กา
From the above there are some structure
having final consonant but some there are not.
Therefore the study of syllable structure should
understand open syllable and close syllable, too.
Open syllable means the structure non –
having final consonant
Close syllable means the structure having
final consonant
Tip the open syllable is the same to final
consonant of ก กา
2
5
แบบฝึกหัดที่ 1
1. ความหมายโดยกว้าง และโดยแคบของภาษา คืออะไร
2. ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยคืออะไร
3. หน่วยในภาษาประกอบด้วยอะไรบ้าง
4. เสียงและรูปพยัญชนะมีจำานวนเท่าไร อะไรบ้าง
5. เสียงและรูปสระมีจำานวนเท่าไร อะไรบ้าง
6. เสียงและรูปวรรณยุกต์มีจำานวนเท่าไร อะไรบ้าง
7. เมื่อนำาพยัญชนะมาประกอบเป็นพยางค์ สามารถ
ใช้ได้กี่ลักษณะ
8. จงแยกโครงสร้างพยางค์ต่อไปนี้
ปรุง ขวด กลับ บ้าน เรียน ซื้อ ชอบ วัว ศุกร์
หลาน
9. จงระบุมาตราตัวสะกดของคำาต่อไปนี้
กล เครื่อง กลุ่ม โทรศัพท์ สมุด กระดาษ
10. จงอ่านคำาต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
ปรับปรุง โปรดปราน เปรียบ
เปรย
กริ่งเกรง กราบกราน
เกรียวกราว
ครื้นเครง ครำ่าครวญ โครม
คราม
ตรึกตรอง ตรมตรอม ตระ
เตรียม
2
6
บทที่ 2
ชนิดของคำา
คำา (Word)
ประโยคที่ใช้สื่อสารในภาษาไทยประกอบขึ้นจากคำา
7 ชนิด ได้แก่
Sentences for communication in Thai language
consists of 7 parts of speech that are
1. คำานาม (nouns)
2. คำาสรรพนาม (pronouns)
3. คำากริยา (verbs)
4. คำาวิเศษณ์ (adverbs)
5. คำาบุพบท (prepositions)
6. คำาสันธาน (conjunctions)
7. คำาอุทาน (interjections)
2
7
1. คำานาม หมายถึง คำาที่ใช้บอกชื่อคน สัตว์
สิ่งของ
Nouns mean words use to specify people,
animal, and things.
คำานามมี 5 ประเภท คือ สามานยนาม วิสามานยนาม
อาการนาม สมุหนาม และลักษณนาม
Nouns have 5 categories : common noun,
proper noun, abstract noun, collective noun, and
classifier.
1.1 สามานยนาม หมายถึง คำานามที่กล่าว
โดยทั่วไป
Common nouns mean general nouns
that are not specify to special people, animal, or
things.
โต๊ะ เก้าอี้ ปากกา สมุด
หนังสือ โรงเรียน ครู อาจาร
ย
นักเรียน เจ้าหน้าที่ เพื่อน คณะ
มหาวิทยาลัย กระดาน ชอล์ก
ตำารา กระดาษ รายงาน
หนังสือพิมพ์ ดินสอ
ยางลบ ไม้บรรทัดถุงดินสอ ป้าย
รถเมล์ ประชุม กิจกรรม แบบฝึก
การบ้าน
1.2 วิสามานยนาม หมายถึง คำานามเฉพาะที่
ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ
สถานที่ต่างๆ เช่น
สมชาย อาจารย์นัท
มหาวิทยาลัยชือต้า ทะเลสาบชุ่ยหู
มณฑลยูนนาน ประเทศไทย
2
8
อาหารจีน คนเวียดนาม จังหวัด
นครปฐม ทวีปเอเชีย ศาสนาพุทธ
ศิลปะยุโรป
โทรศัพท์โนเกีย หนังสือภาษาจีน
การ์ตูนญี่ปุ่น
Proper nouns mean the nouns that
specify to the
special of people, animal, or things.
1.3 อาการนาม หมายถึง คำานามที่แปลงมา
จากคำากริยา มีคำาว่า การ และความ นำาหน้า เช่น
ความรัก ความเข้าใจ ความ
สงสัย ความจำา ความสุข
การกระทำา การคิด การ
สอบ การพิจารณา
การแก้แค้น การพักผ่อน
การตัดสิน
The abstract nouns mean the nouns
derive from verbs but add a word การ or ความ
before verb.
1.4 สมุหนาม หมายถึง คำานามที่ใช้เรียกกลุ่ม
ของคำานามที่มาอยู่ร่วมกันนั้นและอยู่หน้าคำานามที่ต้องการ
ขยาย เช่น กอง คณะ กลุ่ม ฝูง เหล่า บรรดา หมู่ ฝ่าย
ตัวอย่าง
กองอำานวยการ คณะกรรมการ
กลุ่มนักศึกษา
ฝูงชน เหล่าคณาจารย์
บรรดาผู้สนับสนุน
2
9
Collective nouns mean nouns are used to
specify group of
nouns.
1.5 ลักษณนาม หมายถึง คำานามที่ใช้เพื่อ
บอกลักษณะของคำานามประเภทต่างๆ ซึ่งในภาษาไทยมีคำา
ลักษณนามจำานวนมาก ดังต่อไปนี้
คน นักเรียน ทหาร พระ พระมหา
กษัตริย์
คน นาย รูป พระองค์
สัตว์ ช้าง ม้า สุนัข หมาป่า
โขลง คู่ ตัว ฝูง
สิ่งของ กระดาษ ปากกา เสื้อ รองเท้า
แผ่น ด้าม ตัว คู่
สถานที่ วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย
แห่ง โรง แห่ง
Classifiers mean nouns are used for telling
the characters of nouns being in front of them.
2. คำาสรรพนาม คือ คำาที่ใช้แทนนาม
สรรพนาม มี 6 ประเภท บุรุษสรรพนาม ประพันธ
สรรพนาม วิภาคสรรพนาม นิยมสรรพนาม อนิยม
สรรพนาม ปฤจฉาสรรพนาม
Pronouns mean words can be replaced in a
position of nouns.
There are 6 types : personal pronouns, relative
pronouns, distributive pronouns, definite pronouns,
indefinite pronouns, and interrogative pronoun.
3
0
2.1 บุรุษสรรพนาม หมายถึง สรรพนามที่ใช้
เรียกแทนตัวเอง และบุคคลอื่นๆ ประกอบด้วย สรรพนาม
บุรุษที่ 1 สรรพนามบุรุษที่ 2 และสรรพนามบุรุษที่ 3
สรรพนามบุรุษที่ 1
เอกพจน์ ฉัน เรา ผม ข้าพเจ้า หนู ดิฉัน
พหูพจน์ พวกฉัน พวกเรา พวกผม พวก
หนู
สรรพนามบุรุษที่ 2
เอกพจน์ เธอ คุณ แก ท่าน
พหูพจน์ พวกเธอ พวกคุณ พวกแก
พวกท่าน
สรรพนามบุรุษที่ 3
เอกพจน์ เขา ท่าน มัน
พหูพจน์ พวกเขา พวกท่าน พวกมัน
Personal pronouns mean pronouns are
used to represent the speaker, the listener, and the
person we talk to. They are divided into 1, 2, 3 of
personal pronounces.
2.2 ประพันธสรรพนาม หมายถึง คำา
สรรพนามที่ใช้เชื่อมในประโยคความซ้อน ได้แก่ ที่ ซึ่ง อัน
ว่า ให้ คำาว่า ที่ ซึ่ง อัน สามารถใช้แทนกันได้ มักตาม
หลังคำานาม ส่วนคำาว่า ว่า ให้ ใช้เมื่อต้องการทำาเป็น
ประโยครายงาน
3
1
Relative pronouns mean words combine
the relative clause to the main clause in a complex
sentence such as who whom which that. The word
ที่ ซึ่ง อัน can be replaced for one another but ว่า ให้
will be use in an indirect speech.
ที่ แม่ซื้อเสื้อที่ลดราคา
Mother buys a blouse which is on
sale.
ซึ่ง คนซี่งได้รับรางวัลเป็นผู้หญิง
A person who gets the prize is a
woman.
อัน การรักษาความสงบคือมารยาทอันดี
Keep quiet is a manner which is good.
2.3 วิภาคสรรพนาม หมายถึง คำาสรรพนามที่
ใช้เพื่อแยกกลุ่มคำานามออกจากกันเป็นหลายๆ ส่วน โดย
ใช้คำาว่า ต่าง บ้าง กัน
Distributive pronouns mean pronouns are
used for separation nouns into group or many parts
with the words : ต่าง บ้าง กัน
นักเรียนต่างมีความสุขในวันหยุด
All students are happy in holiday.
ลูกแมวเจ็ดตัวนั้นบ้างก็เล่น บ้างก็กินนม บ้างก็
นอน
That cat sometimes plays, drinks milk and
sleeps.
อาจารย์กำาลังคุยกันอยู่ในห้องประชุม
Teachers are talking in the meeting room
3
2
2.4 นิยมสรรพนาม หมายถึง คำาสรรพนามที่
ใช้เพื่อชี้เฉพาะถึงสิ่งต่างๆ และบอกระยะทางด้วยคำาว่า นี่
นั่น นี้ นั้น เหล่านี้ เหล่านั้น
Definite pronouns mean pronouns are
used to tell the distance of something or to focus on
the things they want.
นี่คือหนังสือเรียนภาษาไทย
This is Thai language textbook
นั่นคือสมุดแบบฝึกหัดของนักเรียนชาวจีน
That is Chinese’s exercise book.
นี้คืออาจารย์ชาวต่างประเทศ
This is a foreign teacher.
เหล่านั้นเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าของนักศึกษาชั้นปีที่
1
Those are first-year student baggages.
2.5 อนิยมสรรพนาม หมายถึง คำาสรรพนามที่
ใช้กล่าวโดยไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นสิ่งใด ชัดเจน ด้วยคำาว่า
ใคร ที่ไหน อะไร อย่างไร ทำาไม แม้ว่าจะเป็นคำาเดียวกับที่
ใช้ตั้งคำาถาม แต่โดยเจตนาของผู้พูดแล้วจะไม่ต้องการคำา
ตอบ
Indefinite pronouns mean pronouns are
used to tell without focus on anything and need not
to know the answer such as whoever, whatever,
whichever, wherever etc.
ใคร ใครจะไปต้องเตรียมตัวให้ดี
Who will go should prepare well.
3
3
อะไร อะไรที่เขาทำาไม่มีประโยชน์
What he does is useless.
อย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ
However he does not care.
ทำาไม ทำาไมเขาพูดเหมือนไม่พอใจ
Why he said like he did not
pleasure.
ที่ไหน ที่ไหนก็ไม่มีความสุขเท่ากับบ้าน
ของเราเอง
Wherever is not happy as our
home.
2.6 ปฤจฉาสรรพนาม หมายถึง สรรพนามที่
ใช้สำาหรับตั้งคำาถาม และต้องการคำาตอบ
Interrogative pronouns mean the pronoun
are used for making a question and need an
answer.
ใครจะไปกับเขา ฉันและนารี
Who will go with him? I and Naree.
เขาจะทำาอะไร เขาจะไปซื้อ
ต้นไม้มาปลูก
What will he do? He will go to
buy a tree.
เธอจะทำาอย่างไรให้เขาสนใจ ฉันจะให้
ดอกกุหลาบแก่เขา
How will you do to attract him? I will give
him a rose.
3
4
ทำาไมเธอไม่มาเรียน หนูไม่สบายมาก
ค่ะ
Why don’t you come to school?I am very
sick.
พวกเขาจะไปเรียนที่ไหน พวกเขาจะไป
เรียนที่เมืองไทย
Where will he study? Thailand.
3. คำากริยา คือ คำาใช้บอกอาการ
คำากริยามี 5 ประเภท สกรรมกริยา อกรรมกริยา วิกรร
ตกริยา (เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ) กริยานุเคราะห์ (ย่อม
กำาลัง คง อาจ จะ ต้อง ได้ แล้ว ถูก) และกริยาสภาวมาลา
(ทำาหน้าที่เป็นเหมือนคำานาม)
Verbs mean words for telling the behavior of
someone or something.
3.1 สกรรมกริยา (Transitive verbs) คือ คำาที่
ต้องมีกรรม (object) มา
รับเพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจ
Transitive verbs mean verbs need objects
for a complete
meaning in sentence.
กิน เตะ ส่ง ปลูก พา พบ มอง จ้อง
ร้อง มา หา เคาะชก ทุบ ตี ต่อย
เห็น อยาก ชู ชม ทิ้ง ปล่อย เจ็บ
ปวด
ทำา เกา แปรง ล้าง ชิม พยายาม ไป
3
5
นักเรียนกินข้าวกลางวันที่โรงอาหาร
เด็กผู้ชายชอบเตะฟุตบอล
บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย
ชาวนาปลูกข้าว
พ่อพาน้องสาวไปโรงเรียน
คุณลุงมาพบฉันที่โรงเรียน
เขามองหน้าเธอทั้งวัน
แมวจ้องหนู
นักเรียนร้องเพลงเสียงดัง
ฉันมาหาเธอเมื่อวาน
เขาหาปากกาสีฟ้า
ใครเคาะประตู
นักมวยชกคู่ต่อสู้
ครูโมโหจึงทุบโต๊ะ
แม่ตีลูกที่ไม่ทำาการบ้าน
ผึ้งต่อยฉัน
น้องมองไม่เห็นทาง
3
6
เขาอยากกินสปาเก็ตตี้
แม่ชูมือเรียกลูกชาย
เขาชมเธอว่าสวย
ทุกคนต้องทิ้งขยะที่ถังขยะ
น้องปล่อยปลาลงในนำ้า
ผู้ป่วยเจ็บศีรษะมาก
นักกีฬาปวดขาทั้งสองข้าง
คนงานทำาความสะอาดพื้นและห้องนำ้า
คนมีรังแคชอบเกาหัว
พวกเราต้องแปรงฟันวันละสองครั้ง
พ่อกับน้องชายกำาลังล้างรถ
แม่ครัวชิมอาหาร
เขาพยายามเก็บเงินไว้สร้างบ้าน
ทหารไปสงคราม
3.2 อกรรมกริยา (Intransitive verb) หมาย
ถึง คำากริยาที่ไม่ต้องการ
กรรมก็สามารถเข้าใจความหมายได้อย่างสมบูรณ์
Intransitive verbs mean verbs need not
object to complete the meaning in sentence.
เดิน นั่ง ยืน ยิ้ม หัวเราะ
3
7
ร้องเพลง กระโดด สนุก ไปเที่ยว อร่อย
คุย นอนหลับ ไม่สบาย ป่วย อิ่ม
หิว ทะเลาะ ไม่พอใจ โทรศัพท์
เสียใจ
3.3 วิกรรตกริยา (Linking verb) หมายถึง
คำากริยาที่บอกความเท่าเทียมกัน ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย
เท่า คือ
Linking verbs mean verbs show the
equivalent relation of 2 nouns.
เป็น เขาเป็นศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์
He is a professor of Mathematics.
เหมือน ผ้าผืนนี้เหมือนกับผืนนั้น
This cloth is the same to that one.
คล้าย หน้าตาของเขาคล้ายพ่อ
His face looks like his father.
เท่า นำ้าหนักของเธอเท่ากับน้องสาว
Her weight is as much as her
sister.
คือ การทำาความดีคือความสุขอย่างหนึ่ง
Do good is a kind of happy.
3.4 กริยานุเคราะห์ (Helping verbs) คือ
กริยาที่ช่วยนำาหน้า
กริยาเพื่อแสดงกาล (tense) ความคาดคะเน (prediction)
ด้วยคำาว่า ย่อม กำาลัง คง อาจ จะ ต้อง ได้ แล้ว ถูก
3
8
Helping verbs mean verbs help the
afterward verbs to increase the meaning of verb.
Sometime helping verbs show tenses, prediction,
expectation.
ย่อม คนทำาดีย่อมได้ดี
กำาลัง เขากำาลังเดินทางกลับบ้าน
คง เธอคงมีความสุขมาก
อาจ แม่อาจจะโทรมาคืนนี้
จะ สายการบินจะลดราคา
ต้อง ทุกคนต้องสอบให้ผ่าน
ได้ หนังสือพิมพ์ได้ประกาศตามหาคน
หาย
แล้ว การแสดงเริ่มต้นแล้ว
ถูก วันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษ
3.5 กริยาสภาวมาลา (Participle verb) คือ
กริยาที่ทำาหน้า
เหมือนคำานาม โดยเป็นประธาน หรือกรรม หรือส่วนขยาย
ในประโยค
Participle verbs mean verbs are in the
position of nouns like Subject, object or extension.
3
9
นอน นอนกลางวันไม่ดี
Sleeping at noon is not good.
กิน เขาไม่ชอบกินอะไรตอนเย็น
He does not like eating dinner.
ออกกำาลังคนจีนชอบเดินเพื่อออกกำาลัง
Chinese like to walk for
exercising.
4. คำาวิเศษณ์ (Adverbs) คือ คำาขยายคำาอื่นๆ ใน
ประโยค คำาขยายมี 9 ประเภท
เช่น ลักษณวิเศษณ์ กาลวิเศษณ์ สถานวิเศษณ์ ประมาณ
วิเศษณ์ นิยมวิเศษณ์ อนิยม
วิเศษณ์ ประติชญาวิเศษณ์ (หางเสียง) ประติเษธวิเศษณ์
และปฤจฉาวิเศษณ์
Adverbs means verbs magnify other words in
sentence. There are 9 types : character, time,
place, quantity, definite, indefinite, vocative,
negative, and interrogative adverbs.
4.1 ลักษณวิเศษณ์ คือ คำาขยายลักษณะของ
คำานามนั้น เช่น สี ขนาด ชนิด รูปร่าง กลิ่น รส อาการ
สัมผัส
Character adverbs means words for
magnifying color, size, type, shape, smell, taste,
state, sense.
สี แดง เขียว เหลือง ดำา ส้ม
ชมพู ฟ้า ขาว
ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ เล็ก
กว่า ใหญ่กว่า พอดี
4
0
รูปร่าง สูง ตำ่า ดำา ขาว ผอม อ้วน
เตี้ย
กลิ่น หอม เหม็น ฉุน คาว สาบ หืน
รส เปรี้ยว หวาน ขม เค็ม จืด เผ็ด
อาการ ตื่นเต้น ร่าเริง เขินขรึม เงียบ
สุขุม ขี้ลืม
สัมผัส ร้อน เย็น นิ่ม แข็ง สาก
ลื่น
4.2 กาลวิเศษณ์ (Adverbs of time) คือ คำา
บอกเวลา
เช้า ทุกคนไปทำางานตอนเช้า
สาย ตอนสายตลาดจะวาย
เที่ยง ตอนเที่ยงที่โรงอาหารคนเยอะ
มาก
เย็น เราจะไปออกกำาลังตอนเย็น
เช้ามืด พระออกบิณฑบาตตอนเช้ามืด
กลางวัน ที่คุนหมิงตอนกลางวันอากาศไม่ร้อน
กลางคืน แมลงมักส่งเสียงร้องตอนกลางคืน
หัวคำ่า นักเรียนบางคนมีเรียนตอนหัวคำ่า
ดึก ผู้หญิงไม่ควรกลับบ้านดึกเพราะ
อันตราย
4
1
ก่อนนอน ฉันคุยโทรศัพท์กับแม่ก่อนนอนทุกคืน
4.3 สถานวิเศษณ์ (Adverbs of place) คือ
คำาแสดงสถานที่
ใช้เพื่อขยายตัวที่อยู่ด้านหน้า โดยไม่มีคำานามหรือ
สรรพนามตามหลัง
ข้างนอก น้องออกไปเล่นข้างนอก
ข้างใน พี่ทำางานอยู่ข้างใน
ข้างบน พ่อเก็บของอยู่ข้างบน
ข้างล่าง แม่เดินลงไปข้างล่าง
บน เสื้อแขวนอยู่ราวบน
ล่าง เมื่ออยู่ที่สูง อย่ามองลงไปด้านล่าง
เหนือ ปักกิ่งอยู่ทางเหนือของประเทศ
จีน
ใต้ คุนหมิงอยู่ทางใต้ของประเทศจีน
ตะวันออกทะเลตะวันออกของประเทศไทยสวย
มาก
ตะวันตก พระอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก
ใกล้ บ้านของเขาอยู่ใกล้
ไกล มหาวิทยาลัยอยู่ไกล
4
2
ข้าง น้องชอบนั่งด้านข้าง
ริม เขาชอบนั่งริม
4.4 ประมาณวิเศษณ์ (Quantity adverbs)
คือ คำาบอก
ปริมาณ หรือจำานวนนับ (Cardinal numbers)
หลาย เพื่อนของฉันซื้อเสื้อกันหนาว
หลายตัว
มาก คนอ้วนทานอาหารจำานวนมาก
น้อย คนผอมทานอาหารน้อย
พอ ห้องสมุดมีที่นั่งมากพอสำาหรับนักเรียน
ทุกคน
ไม่พอ ข้าวที่โรงอาหารมีไม่พอกับ
จำานวนคน
เหลือ ฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด
เก้า สิบ
ยี่สิบ เอ็ด สิบ ร้อยพัน หมื่นแสน ล้าน ร้อย
ล้าน
สิบล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ล้านล้าน
4.5 นิยมวิเศษณ์ (Definite adverbs) คือ คำา
บอกตำาแหน่ง
ที่ตามหลังคำาอื่น เช่น นี้ นั้น โน้น
4
3
นี้ กล่องใบนี้มีหนังสือสามสิบเล่ม
นั้น เสื้อตัวนั้นทำาจากขนสัตว์
โน่น ปลาตัวโน้นว่ายเร็วมาก
4.6 อนิยมวิเศษณ์ (Indefinite adverbs) คือ
คำาที่ไม่ชี้
เฉพาะ ใช้ตามหลังคำาอื่น เช่น ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร
ใคร เสื้อใครมาวางไว้บนโต๊ะ
อะไร เขาหยิบกระดาษอะไรมาเขียน
ที่ไหน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองลืมกระเป๋าตังค์
ไว้ที่ไหน
อย่างไร พ่อพูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอม
เมื่อไร คนงานไม่รู้ว่างานจะเสร็จเมื่อไร
4.7 ประติชญาวิเศษณ์ (Vocative adverbs)
คือ คำาที่ใช้
ท้ายสุด เพื่อแสดงอารมณ์ ความสนิทสนม หรือ ความสุภาพ
Vocative adverbs mean words are used at
the last for expressing feeling, relationship or
politeness.
ครับ ขอบคุณครับ
ค่ะ ยินดีค่ะ
นะคะ อะไรนะคะ
4
4
ซิ บอกเร็วๆ ซิ
นะ ไปด้วยกันนะ
เถอะ กินเถอะ
จ้ะ ได้จ้ะ
จ๊ะ ทำาอะไรจ๊ะ
จ๋า พ่อจ๋า แม่จ๋า
ฮะ ไม่เอาแล้วฮะ
วะ ทำาไมวะ
เสีย รีบไปเสีย
4.8 ประติเษธวิเศษณ์ (Negative adverbs)
คือ คำาที่ใช้ใน
การปฏิเสธ เช่น ไม่ มิ ไม่ได้ ไม่ใช่ บ่ เปล่า
ไม่ได้ ผมไม่ได้เอาโทรศัพท์มาด้วย
มิ มิเป็นไรครับ
ไม่ ฉันไม่ไปทำางาน
ไม่ใช่ เขาไม่ใช่พนักงานของบริษัทนี้
บ่ พ่อบ่ได้เอารถมาทำางาน
เปล่า ฉันเปล่าทำาให้เขาร้องไห้
4
5
4.9 ปฤจฉาวิเศษณ์ (Interrogative
adverbs) คือ คำาที่ใช้ตั้ง
คำาถามในลักษณะของการขยายคำาอื่น เช่น อะไร ที่ไหน
อย่างไร ใคร
ใคร สมุดของใครวางไว้บนโต๊ะ
อะไร กระดาษอะไรที่เธอซื้อมา
ที่ไหน อาหารที่ไหนอร่อยที่สุด
อย่างไร วิธีวาดรูปคนวาดอย่างไร
เมื่อไร เขาจะกลับมาอ่านหนังสือเมื่อไร
ข้อสังเกต ระหว่างประเภทที่เหมือนกันของคำาสรรพนาม
และคำาวิเศษณ์ เช่น นิยมสรรพนาม นิยมวิเศษณ์ อนิยม
สรรพนาม อนิยมวิเศษณ์ ปฤจฉาสรรพนาม และปฤจฉา
วิเศษณ์ คือ สรรพนามจะอยู่ด้านหน้าสุด แต่วิเศษณ์จะอยู่
ตามหลังคำาอื่นเสมอ
Tip among the same types of Pronoun and Adverb
such as definite pronoun, definite adverb, indefinite
pronoun, indefinite adjective, interrogative pronoun,
interrogative adjective : the different thing is
pronoun stands alone, adverb comes after the other
word.
คำาวิเศษณ์บางคำาสามารถทำาหน้าที่เป็นกริยาของ
ประโยคได้ โดยเฉพาะลักษณวิเศษณ์ เช่น หล่อ ดี สวย
ร้อน เป็นต้น
Some adverbs can be used as verb of
sentence, especially character adverbs.
หล่อ นักร้องคนนี้หล่อมาก
4
6
ดี เธอดีกว่าคนอื่น
สวย นางเอกหนังสวยกว่าคนธรรมดา
ร้อน เมืองไทยร้อนมาก
5. บุพบท (Preposition) หมายถึง คำาที่ใช้เชื่อม คำา
วลี เข้ากับคำาหรือ
ประโยคอื่น ด้วยคำาว่า ของ สำาหรับ เพื่อ ใน กับ แก่ แต่ ต่อ
แด่ วางไว้หน้าคำานาม คำาสรรพนาม คำากริยา และคำา
วิเศษณ์
Prepositions mean words combine words or
phrases into other words or main sentence.
ของ การทำางานของคณะกรรมการชุดนี้ดีมาก
สำาหรับ ของขวัญกล่องนี้สำาหรับเธอ
เพื่อ แม่ทำาทุกอย่างเพื่อลูก
ใน จังหวัดกรุงเทพมหานครมีคนมากที่สุดใน
ประเทศไทย
กับ เขาเห็นมากับตา
แก่ โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา
แต่ เขาเลือกทำาแต่ความดี
ต่อ ลูกค้ายื่นเรื่องร้องเรียนบริการต่อบริษัท
แด่ ประชาชนแสดงความจงรักภักดีแด่พระ
มหากษัตริย์
4
7
เพราะ พระเอกจับตัวนาง เอกไปเพราะความ
รัก
เนื่องด้วย งานนี้สำาเร็จได้เนื่องด้วยความสามัคคี
ทั้งที่ เธอรีบมาส่งงานทั้งที่ป่วย
โดย เขาวิ่งมาโดยเร็ว
ด้วย ศาลตัดสินคดีด้วยความยุติธรรม
ตาม ตากล้องเดินไปตามสวนสาธารณะ
6. สันธาน (Conjunctions) คือ คำาที่ใช้เชื่อม
ประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน ซึ่งลักษณะของการเชื่อมมี
4 ลักษณะ คือ คล้อยตาม ขัดแย้ง ให้เลือก แสดงเหตุผล
Conjunctions mean words combine two
sentences together that the types of combination
are And type, But type, Or type, and So type.
6.1 การเชื่อมแบบคล้อยตาม คือ การเชื่อม
ไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้คำาว่า กับ และ ทั้ง...และ
ครั้น...ก็ ครั้น...จึง พอ...ก็
ฉันชอบแอปเปิ้ลและแตงโม
แม่ไปตลาดกับห้างสรรพสินค้า
ทั้งมานีและปิติเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ครั้นพระอาทิตย์ตกดิน นกกาก็บินกลับรัง
ครั้นเห็นว่าเธอไม่มาตามนัด เขาจึงรีบไปตามที่
บ้าน
4
8
พอรัฐบาลประกาศลดราคานำ้ามัน ประชาชนก็พา
กันไปเติม
6.2 การเชื่อมแบบขัดแย้ง คือ การเชื่อม
ข้อความที่ไม่สัมพันธ์ โดยใช้คำาว่า แต่ ถึง...ก็ กว่า...ก็ แต่
ทว่า แม้ แม้...ก็ อย่างไรก็ดี ยกเว้น
ทุกคนต่างพากันดีใจที่เรียนจบแต่ก็เสียใจที่ต้อง
จากเพื่อน
ถึงอาหารมังสวิรัติจะดีต่อสุขภาพ แต่คนก็ยังชอบ
ทานเนื้อสัตว์
กว่าคณะผู้เดินทางจะมาถึง งานแสดงก็เลิกแล้ว
เขาเอาใจใส่ดูแลลูกมาก แต่ทว่าลูกของเขากลับ
ไม่รักดี
แม้จิตใจของเขาจะหดหู่ แต่ก็ต้องฝืนทำาร่าเริงไว้
แม้ทุกคนจะปลอบโยนเขา เขาก็ยังคงเสียใจอยู่
อย่างนั้น
เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังคงซบเซา
ยกเว้นการท่องเที่ยว
6.3 การเชื่อมแบบให้เลือก คือ การเชื่อม
ระหว่างสองสิ่งเพื่อให้เลือก โดยใช้คำาว่า หรือ หรือไม่ก็ ไม่
ก็ ไม่เช่นนั้น มิฉะนั้น ไม่...ก็
เธอจะไปห้องสมุดกับเขาหรือจะไปตลาดกับฉัน
คุณต้องส่งงานวันนี้หรือไม่ก็รอส่งสัปดาห์หน้า
4
9
ไม่ฉันก็เขาที่ต้องไปร่วมงานวันศุกร์นี้
ฉันต้องไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้มิฉะนั้นฉันจะสาย
6.4 การเชื่อมแบบแสดงเหตุผล คือ การบอก
สาเหตุ และผลจาการเหตุนั้น ด้วยคำาว่า จึง ครั้น...จึง
พอ...ก็ เพราะ เนื่องจาก
เมื่อฝนตก ทุกคนจึงหยิบร่มขึ้นมากาง
ครั้นตอนสายแดดออก ทุกคนจึงเก็บร่ม
วันนี้นักเรียนขออนุญาตไม่เข้าเรียนเพราะต้อง
ไปทำากิจกรรม
7. คำาอุทาน (Interjection) คือ คำาที่ใช้เพื่อแสดง
อารมณ์ หรือบอกอาการ หรือเพื่อเสริมบทให้เกิดเสียงที่
คล้องจองกัน
Interjections mean words expres sing mood or
behavior. The other type of interjection is to make a
consistence of word.
7.1 อุทาน
อุ๊ยตาย ว้าย กรี๊ด โอ้
ว้าว โอ๊ย อุ๊ย อ้าว
โห อืม ฮึ ฮ้า
7.2 อุทานเสริมบท
ชามเชิม อาหงอาหาร ละคงละคร
รถรา กินเกิน ขาย
เขย
ซื้อเซ้อ สั่งเสิ่ง กระดูก
กระเดี้ยว
5
0
หน้าที่ของคำาและการนำาไปใช้ (Functions of words
and usage)
คำาทั้ง 7 ชนิด ทำาหน้าที่แตกต่างกันไปในประโยค เมื่อ
จะนำาไปใช้จึงต้องคำานึงถึงหน้าที่เพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้อง
และเหมาะสม
1. หน้าที่ของคำานาม
จากประโยค คุณตาให้ขนมรสช็อกโกแลตแก่
เด็กๆ ที่โรงเรียน
1.1 ประธาน (Subject) คุณตา
1.2 กรรมตรง (Direct Object) ขนม
1.3 กรรมรอง (Indirect Object) เด็กๆ
1.4 ส่วนขยาย (Complement) รส
ช็อกโกแลต
โรงเรียน
2. หน้าที่ของคำาสรรพนาม
จากประโยค เขาบอกให้เธอคลานเข่าเข้าไปหา
ท่านแทนพวกเรา
2.1 ประธาน(Subject) เขา
2.2 กรรมตรง (Direct Object) เธอ
2.3 กรรมรอง (Indirect Object) ท่าน
2.4 ส่วนขยาย (Complement) พวก
เรา
3. หน้าที่ของคำากริยา
จากประโยค มานีทำาการบ้านจนเสร็จแล้วไปเดิน
ชมดอกไม้ในสวน
3.1 กลุ่มคำากริยา (Verb phrase) ทำา…
เสร็จ, ไปเดินชม
จากประโยค นอนตอนกลางวันทำาให้นอนไม่หลับ
ตอนกลางคืน
5
1
3.2 ทำาหน้าที่เหมือนคำานาม (Subject) นอน
(ตอนกลางวัน)
4. หน้าที่ของคำาวิเศษณ์
จากประโยค ตำารวจไทยสวมเครื่องแบบสีกากี
ตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
4.1 ขยายประธาน (Subject modifier)
ไทย
4.2 ขยายกริยา (Verb modifier) ตาม
ระเบียบ
4.3 ขยายกรรม (Object modifier) สี
กากี
4.4 ขยายวิเศษณ์(Adverb modifier) อย่าง
เคร่งครัด
5. หน้าที่ของคำาบุพบท
จากประโยค นักเรียนต้องเข้าแถวหน้าเสาธง
นักเรียนต้องทานอาหารที่โรงอาหาร
นายกรัฐมนตรีกล่าวปราศรัย
ท่ามกลางประชาชน
เชื่อมคำา (Word combination) หน้า, ที่,
ท่ามกลาง
6. หน้าที่ของคำาสันธาน
จากประโยคอธิการบดีพร้อมด้วยอาจารย์ต้อนรับ
และเลี้ยงรับรองผู้แทนจากประเทศจีน
เชื่อมประโยค (Sentence combination)
พร้อมด้วย
อธิการบดีต้อนรับและเลี้ยงรับรองผู้แทน
จากประเทศจีน
5
2
อาจารย์ต้อนรับและเลี้ยงรับรองผู้แทนจาก
ประเทศจีน
และ
อธิการบดีพร้อมด้วยอาจารย์ต้อนรับผู้แทน
จากประเทศจีน อธิการบดีพร้อมด้วย
อาจารย์เลี้ยงรับรองผู้แทนจากประเทศจีน
7. หน้าที่ของคำาอุทาน
จากประโยค อุ๊ย ทำาไมมาไม่ให้สุ่มให้เสียง
7.1 อุทาน (Interjection) อุ๊ย
7.2 อุทานเสริมบท ให้สุ่มให้เสียง
การจดจำาชนิด และหน้าที่ของคำาในภาษาไทยมีความ
สำาคัญมากเพราะช่วยให้ผู้เรียนวางรูปประโยคได้อย่างถูก
ต้อง แม้คำาบางชนิดจะทำาหน้าที่ได้หลากหลาย แต่โดยรวม
แล้ว การเลือกใช้คำาให้ถูกต้องกับหน้าที่ในประโยคถือเป็น
สิ่งที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้น ผู้เรียนควรมีพจนานุกรมไทย –
จีน และจีน – ไทย เพื่อให้มีคลังคำาสำาหรับการสร้าง
ประโยคและค้นหาความหมาย
To remember parts of speech and functions of
them is important to learn Thai language because it
helps the arrangement of sentence correctly.
Although some parts of speech have many function,
on the whole the correct words matching their
functions is the best fit. Therefore, the learner
should have Thai – Chinese dictionary and Chinese
– Thai one being a word repository for making
sentences and looking up.
แบบฝึกหัดที่ 2
1. คำามีกี่ประเภท จงอธิบาย
5
3
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------
2. จงยกตัวอย่างคำานามจำานวน 10 คำา พร้อมอ่านออก
เสียง
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
--------------------------------------------
3. จงยกตัวอย่างคำากริยาจำานวน 10 คำา พร้อมอ่านออก
เสียง
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
----------
4. จงยกตัวอย่างคำาวิเศษณ์จำานวน 10 คำา พร้อมอ่าน
ออกเสียง
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
5
4
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------
----------
5. จากคำาที่กำาหนดให้ จงเติมลงในช่องว่างให้เหมาะสม
ข้ามถนน ที่ ระหว่าง สิ่งแวดล้อม แต่ สิ่ง
ตอบแทน
ซาบซึ้ง ผู้ร้าย สะพานลอย แพงกว่า โดย
เขา
ฉัน นัท ใคร เช้า เย็น ดำา
ห้าม ขาว อุ๊ย ใครก็ได้ ความขยัน
นะ
เพราะ เดินเล่น คนไหน ริมทางเดิน
เนื่องจาก
5.1 เขาทำาความดีโดยไม่หวัง_________
5.2 อากาศร้อนขึ้นเพราะ________เปลี่ยนแปลง
5.3 เขาอยากไป___________ที่สวนสาธารณะ
5.4 ตำารวจไล่จับ___________
5.5 นักศึกษาไม่มาเข้าเรียน__________ต้องไปทำา
กิจกรรม
5.6 โทรศัพท์มือถือที่เมืองจีนมี
ราคา__________เมืองไทย
5.7 เมื่อต้องการ_________ควร
ใช้______________
5.8 __________และความตั้งใจช่วยให้เรียนได้ดี
5.9 ไม่มีนักเรียน__________ได้รับรางวัลจากการ
แข่งขัน
5.10นักร้องมีรายได้มาก__________ก็มีเวลาพัก
ผ่อนน้อย
5
5
5.11เสื้อที่อยู่________กระโปรงสองตัวนั้นเป็นของ
ฉัน
5.12ในโรงภาพยนตร์เหลือแต่ที่นั่ง______
5.13คุณไม่ควรไปสาย________จะทำาให้ถูกตำาหนิ
5.14คน___ส่งงานแล้ว กลับบ้านได้
5.15อะไรที่คุณทำาเพื่อฉัน ฉัน___________มาก
5.16แม่พาน้องไปโรงเรียน________การเดิน
5.17อาจารย์_______สอนภาษาไทย
5.18_______จะไปดูการแข่งขันกีฬาพรุ่งนี้
5.19_______บอก______ว่า เขาไม่สบาย
5.20___________ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อย
5.21เราไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดด้วยกัน________
5.22สุนัขสี_______กับแมวสี_______กำาลังกัดกัน
5.23_________เดินลัดสนาม
5.24_________ตกใจหมดเลย
5.25เราเคารพธงชาติในเวลา_____และ________
6. จงบอกชนิดของคำาทุกคำาในข้อความต่อไปนี้
จีนไม่เพียงแต่เป็นประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาลแต่ยัง
มีอารยธรรมอันเก่าแก่ และมี
ประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องยาวนานกว่าชาติอื่นใดในโลก
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_____________________
บทที่ 3
การสร้างคำาในภาษาไทย
5
6
การสร้างคำา (Word making)
ภาษาไทย เป็นภาษาในตระกูลคำาโดด (ไม่
เปลี่ยนแปลงรูปคำา) และมีการกำาหนดคำาแทนความหมาย
ต่างๆ ขึ้น เรียกว่า คำามูล ซึ่งเป็นคำาตั้งขึ้นเอง หรือยืมมา
จากภาษาอื่น คำามูล เป็นคำาถือเป็นรากของคำานั้น ๆ แล้ว
ไม่อาจจะแยกต่อไปได้อีก หรือเมื่อแยกแล้ว ได้คำาที่ไม่
สอดคล้องกับความหมายเดิม เช่น ตา ยาย แม่ กิน นอน
ศาสนา เขนย ขบ เป็นต้น
Thai language is an isolating language (no
changes within words) and there is a word definition
to represent meaning. These words call root word
(คำามูล). Root words may be made by own Thais but
some are loaned from other language. Root words
cannot separate any more so root words can be
one or more syllable.
ข้อควรสังเกต
นาที เป็นคำามูล ไม่สามารถแยกได้อีก แม้ว่า นา และ
ที จะมีความหมายแต่ไม่
สัมพันธ์กับความหมายในบริบทที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับเวลา
ไฟฟ้า เป็นคำาประสม ที่มาจาก ไฟ และ ฟ้า ที่ต่างก็มี
ความหมาย และเมื่อรวมแล้ว กลายเป็นคำาใหม่ที่มีเค้าความ
หมายเดิม คือ ไฟ
Tip for consideration which one is root word or
compound word.
นาที (minute) it is a root word, it cannot
separate any more even if it comes from นา (field)
และ ที (times) having their own meaning but they do
not relate time.
ไฟฟ้า (electricity) it is a compound word,
because it can separate then having meaning
related to electricity. This word comes from ไฟ (fire)
5
7
and ฟ้า (sky). In Thai language ไฟ means
something gives brightness so ไฟฟ้า is a compound
word.
เนื่องจากมีคำามูลจากหลายภาษาปะปนอยู่ในภาษา
ไทย จึงควรศึกษาที่มาของคำาประเภทต่างๆ นี้ไว้เพื่อให้
เข้าใจถึงเหตุผลของการเขียนคำาที่ถูกต้อง
คำามูลภาษาไทย
1. มีตัวสะกดตรงตามมาตรา มีพยางค์เดียวเป็นส่วน
มาก เช่น
นั่ง นอน พ่อ แม่ น้า งู กา
หากมีหลายพยางค์ อาจเกิดจากการกร่อนเสียง แทรก
เสียง เติมพยางค์ เช่น
หมากม่วง – มะม่วง ต้นขบ – ตะขบ
สายเอว – สะเอว ผักเฉด – ผักกะเฉด
ลูกดุม – ลูกกระดุม นกจิบ – นก
กระจิบ
โจน – กระโจน โดด – กระโดด
2. ไม่นิยมควบกลำ้า ไม่มีตัวการันต์ มีความหมาย
หลายอย่างในลักษณะพ้องรูป
เช่น
เพลา อ่านว่า เพ – ลา แปลว่า เวลา
เพลา อ่านว่า เพลา แปลว่า ส่วน
ประกอบของรถ
แหนอ่านว่า แหน แปลว่า หวง
แหนอ่านว่า แหนฺ แปลว่า พืชชนิดหนึ่ง
5
8
3. มีรูปวรรณยุกต์กำากับ ใช้ ใ เป็นส่วนใหญ่และใช้
ไ กับคำาอ่าน
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูนำ้าใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำาจงดี
ข้อสังเกต คำาว่า ศอก ศึก เศิก เศร้า ศก กระดาษ ดาษ
ฝีดาษ ฝรั่งเศส เป็นคำาไทยแท้
คำามูลภาษาบาลี (ท่อง พยัญชนะวรรค ข้างต้น)
1. มีตัวสะกดซำ้ากับพยัญชนะถัดไป
2. ไม่มี ศ ษ
3. ใช้ ฬ แทน ฑ
4. ไม่มี ฤ ฤา ฦ ฦๅ รร
คำามูลภาษาสันสกฤต
1. มีตัวควบกลำ้า
2. มี รร ศ ษ ฤ ฤา ฑ สถ
ข้อเปรียบเทียบระหว่างคำามูลภาษาบาลี
บาลี สันสกฤต
คห คฤห
อิทธิ ฤทธิ์
อิสิ ฤษี
อุตุ ฤดู
จักก จักร
สุกก์ ศุกร์
ขณะ กษณะ
ขัตติยะ กษัตริย์
เขต เกษตร
5
9
สิกขา ศึกษา
อัคค อัคร
นิจจ์ นิตย์
สัจจะ สัตยา
อาทิจจ อาทิตย
วิชชา วิทยา
มัชฌิม มัธยม
ปัญญา ปรัชญา
กัญญา กันยา
สามัญ สามานย์
ถาวร สถาพร
สมุทท สมุทร
กัปป์ กัลป์
ธัมม ธรรม
วิเสส วิเศษ s
คำามูลภาษาเขมร
1. มีคำาว่า บัง บัน บรร บำา เช่น
บังคับ บังคม บันได บันดาล
บันลือ บำาบัด บำาเหน็จ บังเหียน
2. คำาเหล่านี้ เหมือนคำามูลภาษาไทย แต่ที่จริง คือ คำา
เขมร
แข โลด เดิน นัก
อวย ศก เลิก บาย มาน
3. คำาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ส่วนมากมาจากเขมร
เขนย ขนง เสด็จ สมเด็จ
อาจ ไถง
4. สะกดด้วย จ ร ล ญ เช่น
อร ถวิล เพ็ญ ครวญ
อัญเชิญ
คำามูลภาษาจีน
6
0
เจ้าสัว โจ๊ก เจ๊ง เจ๋ง
เกาเหลา เก้าอี้ กวยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว โต๊ะ
เกี๊ยะ
เกี๊ยว เจี๊ยะ แป๊ะ ซิ้ม
โสหุ้ย เย็นตาโฟ เก๋ง ซูฮก
หลงจู๊ เจ๊
เตี่ย เล้ง เต็ง เขียม ก๊ก
คำามูลภาษาญี่ปุ่น
คาราเต้ เคนโด้ กิโมโน ซามูไร
ซูโม่
คำามูลภาษาเปอร์เซีย
กุหลาบ ชุกชี สุหร่าย ยี่หร่า
คาราวาน
คำามูลภาษาทมิฬ
ตะกั่ว อาจาด สาเก กุลี
คำามูลภาษาชวา มลายู
มังคุด มะละกอ บุหลัน บุหรง
น้อยหน่า
กริช โสร่ง สลัด
คำามูลภาษาโปรตุเกส
สบู่ ปิ่นโต เหรียญ กะละแม
บาทหลวง
คำามูลภาษาฝรั่งเศส
กงสุล กรัม ลิตร โชเฟอร์
บุฟเฟต์
คิว เมตร กรัม ปาร์เก้ คาเฟ่
6
1
คำามูลเหล่านี้ เข้ามาในภาษาไทยจากการติดต่อซื้อ
ขาย การศาสนา การทูต การล่าอาณานิคม และเขตพื้นที่
ติดต่อกัน ซึ่งแม้จะมีการยืมมาใช้แล้ว ก็ยังไม่เพียงพอกับ
ความต้องการ จึงต้องมีการสร้างคำาขึ้นมาใหม่ จากวิธีการ
ดังต่อไปนี้
These root words come to Thail language
because of trades, religion, embassy, colonialism,
and borders. After loaning, vocabularies are not
enough yet so it has to build more new words with
the following techniques.
การประสมคำา (Compounding word)
การประสมคำา คือ การนำาคำามูลในภาษามาเข้าคู่กัน
เพื่อให้เกิดเป็นความหมายใหม่ที่ยังคงมีเค้าความหมายเดิม
อยู่ โดยมักให้คำาแรกเป็นคำาที่มีความหมายเป็นหลักของคำา
นั้น
The compound word is made when two words
are jointed to form a new word having new meaning
but relating the old one. The first word is a main
meaning of its.
ตัวอย่าง
แม่ทัพ หลังคา พัดลม ไฟฟ้า
คนรถ
ยินดี หายใจ ยาดับกลิ่น อ่างเก็บ
นำ้า ชาวนา
ชาวสวน ช่างทอง เครื่องมือ การบ้าน การเมือง
(ต่างจากอาการนาม เพราะไม่ได้นำาหน้ากริยา)
ข้อสังเกต คำาประสม ต้องเป็นเนื้อความใหม่ ไม่ใช่
เนื้อความขยาย เช่น
6
2
มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่ม ข้าวเหนียว
มะม่วง
VS
มะม่วงเก่า มะม่วงเน่า มะม่วงของ
เธอ
เด็กดอง เด็กปั๊ม เด็กยกของ
VS
เด็กน่ารัก เด็กดื้อ เด็กตัวโต
แม่บ้าน แม่ทัพ แม่นำ้า
VS
แม่เขา แม่เธอ แม่ฉัน
การซ้อนคำา (Complexing word)
การซ้อนคำา คือ การนำาคำามูลสองคำาขึ้นไปมารวมกัน
เพื่อขยายหรือไขความหมาย หรือเพื่อให้เสียงกลมกลืนกัน
The complex word is a joint of two root words
for expanding meaning or for the smoothing sound
pronouciation.
การซ้อนคำาเพื่อความหมาย จะใช้เสียงที่มี
ความหมายคล้ายกัน มารวมกัน เช่น
The complexing of word for more meaning
uses the same or nearest meaning to clarify the
word
ครอบครอง บุกรุก คัดเลือก
แจกแจง
หรือความหมายตรงข้ามกันมารวมกัน เช่น
6
3
or use the opposite meaning to expand the word.
ดำาขาว สูงตำ่า อ้วนผอม เท็จจริง
มากน้อย
การซ้อนคำาเพื่อเสียง จะใช้เสียงเดียวกันมา
เข้าคู่ เช่น
The complexing of word for smoothly
sound uses the same first alphabet to make a new
word. The meaning is still the same but it is
smoother to pronounce.
อึกอัก เอะอะ รุ่งริ่ง
จุกจิก
การซำ้าคำา (Repeated word)
คำามูลที่ปรากฏซำ้าสองครั้ง แล้วทำาให้ความหมาย
ชัดเจนหรือแปรเปลี่ยนไป ใช้ไม้ยมก (ๆ) แทนได้
The root word appearing two times repeatedly
or showing the symbol of repeatation (ๆ)
เรื่อยเรื่อย เรียงเรียง ดีๆ ดำาๆ เด็กๆ
หรือเปลี่ยนรูปบางส่วน In some case the word is
changed but the meaning is in the last syllable.
ค้าวขาว แด๊งแดง ดำ๊าดำา จ๊นจน
ม้ากมาก
ความหมายของคำาซำ้าอาจเปลี่ยนไปในลักษณะ ดังนี้
The meaning of repeated word can be changed
like followed
จำานวนมากขึ้น - เด็กๆ ไม่ยอมไปโรงเรียน
แยกจำานวน - จ่ายเงินเป็นงวดๆ ดีกว่า
6
4
ทำาโดยไม่ตั้งใจ - เดินๆ พอเป็นพิธีแล้ว
กัน
เน้นความหมาย - เธอนี่มันบ้านน้อกบ้านนอก
ความหมายเปลี่ยน - เรื่องแค่นี้เบาะๆ
การสมาสคำา (Pali – Sanskrit compound word)
หลักการสมาส คือ นำาบาลีสันสกฤตมาสมาสกัน แล้ว
นำาคำาขยายไว้ข้างหน้า อ่านออกเสียงต่อเนื่องกันได้ มักมี
คำาว่า ศาสตร์ ภัย กรรม ภาพ กร
The principle of Pali – Sanskrit compound word
is taking only Pali – Sanskrit word to joint by putting
the modifier in front of main words then read
continuely with ะ in the middle. The Pali – Sanskrit
compound word usually has these words appeared:
ศาสตร์ ภัย กรรม ภาพ กร
หลักสังเกต พิจารณาว่า คำาไหนเป็นคำาสมาส
Tip for considering which word is a Pali – Sanskrit
compound word
1)มาจากคำาบาลี สันสกฤต หรือไม่
Does it come from Pali – Sanskrit or not.
คำาที่ยกตัวอย่างให้นี้ มักใช้เป็นคำาหลอก
The following words is not from Pali –
Sanskrit words
เรือน วัง ทุน สินค้า ลำาเนา
เคมี ไม้
2)คำาที่มีความหมายหลักต้องอยู่ข้างหลัง
The main meaning words hould follow the
modifier. If the
main meaning word comes first, it is not a Pali –
Sanskrit compound word but it is a Thai compound
word, for example
6
5
ผลผลิต Thai compound word
ผลิตผล Pali – Sanskrit compound word
การสนธิคำา (Joined word)
หลักการของสนธิ คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
ภายในส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อให้ได้คำาใหม่
The principle of joined word is the change
inside words joined for making a new word.
วิธีสังเกต ลองแยกคำาเหล่านั้นออก แล้วดูว่า ต้องเติม
อ เพื่อให้ได้คำาหลังที่สมบูรณ์หรือไม่ เช่น
ราโชรส มาจาก ราช – โอรส
คเชนทร์ มาจาก คช – อินทร์
ราโชวาท มาจาก ราช – โอวาท
ชลาลัย มาจาก ชล – อาลัย
นโยบาย มาจาก นย - อุบาย
The tip for consideration which one is joined
word is an isolation that word into 2 parts if the latter
can add อ for the complete structure, it is a joined
word.
การแผลงคำา (Transformed word)
การเปลี่ยนแปลงอักษรของคำาในภาษาไทยหรือคำาใน
ภาษาอื่นที่ไทยนำามาใช้ให้มีรูปที่ต่างไปจากเดิม มีความ
หมายใหม่ แต่ยังคงรักษาเค้าของความหมายเดิม
The transformed word means a change within
root word for new meaning that relating to the same
one.
การแผลงสระ คือ การเปลี่ยนแปลงคำาทางสระให้คำา
นั้นมีสระผิดไปจากเดิม เช่น จาก สระอะ เป็นสระอา ในคำา
ว่า อธรรม – อาธรรม, วน – วนา เป็นต้น
Vowel changing is a change of vowel to
another one for the better sound in some context
(like poetry) but it is still the same meaning.
6
6
การแผลงพยัญชนะ คือ การเปลี่ยนแปลงคำา โดย
แปลงพยัญชนะ ไปเป็นพยัญชนะอื่น อาจกลายร่วมกับสระ
ด้วย เพื่อให้ได้ความหมายใหม่ เช่น
กัน – กำานัน เกิด – กำาเนิด ขจร – กำาจร
จน – จำานน ขาน – ขนาน ชิด – ชนิด
ทรุด – ชำารุด ผทม – บรรทม เพราะ –
ไพเราะ
พัก – พำานัก จอง – จำานอง ขดาน –
กระดาน
Alphabet changing is a change of alphabet to
another one, sometime happens with vowel for new
meaning.
การแผลงวรรณยุกต์ คือ การเปลี่ยนแปลงคำาด้วย
การแปลงวรรณยุกต์ในคำานั้น ๆ ให้เป็นรูปอื่น เช่น จึง –
จึ่ง, ดัง – ดั่ง, บ – บ่, นั่น – นั้น, นี่ – นี้ เป็นต้น
Tone changing is a change of tone to another
one for the better sound in some context but it is the
same meaning.
การทับศัพท์ (Borrowed word/ transliteration)
การทับศัพท์ หมายถึง คำาภาษาต่างประเทศที่เขียน
ด้วยตัวอักษรไทย โดยมากมักเป็นคำาที่มาจากภาษาอังกฤษ
เช่น ฟุตบอล ปลั๊ก ทอฟฟี่ เชิ้ต แท็กซี่ แบตเตอรี่ โน้ต
คอมพิวเตอร์ ชาร์ต เป็นต้น
Borrowed word means a foreign word is written
by Thai alphabet. Most of them are English words.
การบัญญัติศัพท์ (Provided word)
ศัพท์บัญญัติ หมายถึง การกำาหนดคำาขึ้นมาเพื่อแทน
คำาที่ยืมมาใช้ โดยให้เป็นคำาในภาษาไทยที่มีความหมาย
ตรงกับคำาที่ยืมมา แต่ในการประกอบรูปคำาขึ้นใหม่นั้น อาจ
ใช้ทั้งคำาไทยแท้ หรือคำาจากภาษาอื่น ๆ มาประกอบกันด้วย
วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์ และกำาหนด
6
7
ใช้เป็นภาษามาตรฐาน เพื่อป้องกันการกลืนภาษาไทยโดย
ภาษาต่างประเทศ
Provided word means the definition of word for
representation of borrowed word by using word in
Thai language that is consistent to the meaning.
The new compostion of provided word can use
bothThai root word or another else for being a
standard or central word. Besides, provided word is
avoid the influence of foreign language.
Automatic บัญญัติเป็น อัตโนมัติ
Cosmetic บัญญัติเป็น เครื่องสำาอาง
Entertainment บัญญัติเป็น การบันเทิง
Propaganda บัญญัติเป็น การ
โฆษณาชวนเชื่อ
Stamp บัญญัติเป็น ดวงตรา
ไปรษณียากร
Seminar บัญญัติเป็น สัมมนา
Telephone บัญญัติเป็น โทรศัพท์
แบบฝึกหัดที่ 3
1. คำามูล คือ
_____________________________________
____________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
______________
6
8
2. คำายืมในภาษาไทยมาจากภาษาใดบ้าง จงยกตัวอย่าง
คำายืมจากแต่ละภาษา
อย่างละ 3 คำา
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
____________________________
3. การสร้างคำาใหม่ขึ้นในภาษามีสาเหตุจากอะไร และมี
ประโยชน์อย่างไร
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______
4. วิธีการสร้างคำามีกี่ชนิด อะไรบ้าง
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_______________________________________
_____________________________________
5. ในภาษาจีนมีการสร้างคำาใหม่ในภาษาหรือไม่ หากมี
เหมือนหรือแตกต่างกับภาษาไทยอย่างไร
6
9
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
____________
6. ระบุว่าคำาต่อไปนี้เป็นคำามูลที่ยืมมาจากภาษาใด
แพทย์
______________________
ฤดู ______________________
วิชา ______________________
กีฬา ______________________
เสร็จ ______________________
ตรัส ______________________
7
0
ตรวจ
______________________
จับฉ่าย
______________________
เต้าหู้
________________________
เกี๊ยว
________________________
บาสเกตบอล
________________________
เชิ้ต
________________________
ทุเรียน
________________________
น้อยหน่า
________________________
ซ่าหริ่ม
________________________
ยูโด
________________________
สุกี้ยากี้
________________________
ปัง
________________________
กระดาษ
________________________
กะละมัง
________________________
กะละแม
________________________
บูเกต์
________________________
ปาร์เกต์
________________________
7
1
คาเฟ่
________________________
บุฟเฟต์
________________________
เรสเตอรองต์
________________________
กุหลาบ
________________________
เกด
________________________
องุ่น
________________________
อักเสบ
________________________
ฝิ่น
________________________
กราฟ
________________________
คอมพิวเตอร์
________________________
หลังจากการเรียนรู้ระบบเสียง ระบบคำาในภาษาไทย
แล้ว ตามธรรมชาติของภาษาจะสามารถเพิ่มจำานวนให้
กลายเป็นส่วนประกอบที่มากขึ้นได้ โดยหลังจากระดับคำา
แล้ว การเพิ่มจำานวนของคำาที่มากขึ้นจะนำาไปสู่กลุ่มคำา อนุ
ประโยค และประโยคในที่สุด
After the study of sound and word system, the
nature of language can increase more and more for
the complicated composition since word into phase,
clause and finally sentence.
7
2
บทที่ 4
กลุ่มคำาหรือวลี
กลุ่มคำา หรือวลี (Phrase)
กลุ่มคำา คือ การที่คำาหลายคำามารวมกันแล้วมีความ
หมายเพิ่มขึ้น
Phrase is a group of words using for more
meaning.
ข้อสังเกต กลุ่มคำา ต่างจากคำาประสมตรงที่ คำา
ประสมจะมีความหมายใหม่เกิดขึ้น ส่วนกลุ่มคำามีเพียง
ความหมายเพิ่ม ทั้งนี้ต้องพิจารณาบริบทของคำานั้นด้วย
ส่วนกลุ่มคำา ต่างจากประโยค ตรงที่ ประโยคจะมี
ใจความที่สมบูรณ์ทั้งภาคประธาน และภาคแสดง
Tip Phrase differs from compound word with
the reason that compound word having a new
meaning related to the old one but phrase having
only more meaning. However, it should consider the
context of it together.
7
3
Furthermore, phrase differs from sentence in
the point of structure because sentence has both
subject and predicate but phrase is only a group of
word.
คำาประสม (compound word) กลุ่มคำา
(phrase)
ลูกเสือเข้าค่าย ลูกเสือวิ่ง
เล่นอยู่ในกรง
(boyscout) (little tiger)
ประโยค (sentence) กลุ่มคำา
(phrase)
กระดาษสีมีราคาถูก กระดาษสี
ราคาถูก
(Color paper is low price) (low price
color)
เมื่อต้องการนำาคำามาขยายให้เป็นกลุ่มคำา ให้พิจารณา
ตามหลักการเดียวกับประเภทของคำา กล่าวคือ กลุ่มคำามี 7
ชนิด ดังต่อไปนี้
When word is increased to phrase, it is
followed the parts of speech that is
1. กลุ่มคำานาม (Noun phrase)
2. กลุ่มคำาสรรพนาม (Pronoun phase)
3. กลุ่มคำากริยา (Verb phrase)
4. กลุ่มคำาวิเศษณ์ (Adverbial phrase)
5. กลุ่มคำาบุพบท (Prepositiional phrase)
6. กลุ่มคำาสันธาน (Conjuctional phrase)
7. กลุ่มคำาอุทาน (Interjectional phrase)
1. กลุ่มคำานาม คือ กลุ่มของคำามากกว่าหนึ่งคำามาอยู่
รวมกันเพื่อขยาย
7
4
ความให้ชัดเจน โดยส่วนที่นำามาขยายนั้นอาจเป็นคำาประ
เภทอื่นๆ แต่คำาแรกของกลุ่มต้องเป็นคำานาม
Noun phrase is a group of word having
together for expanding the meaning with other parts
of speech but the first word of group must be noun.
นาม กลุ่มคำานาม
ดอกไม้ ดอกไม้สีขาว
ดอกไม้สีขาวสองดอก
ดอกไม้สีขาวสองดอกบนโต๊ะ
ดอกไม้สีขาวสองดอกบนโต๊ะกินข้าว
ของขวัญ ของขวัญวันเกิด
ของขวัญวันเกิดกล่องใหญ่
ของขวัญวันเกิดกล่องใหญ่สีชมพู
ของขวัญวันเกิดกล่องใหญ่สีชมพู
พร้อมบัตรอวยพร
แก้ว แก้วนำ้า
แก้วนำ้าสีแดง
แก้วนำ้าสีแดงบนโต๊ะ
แก้วนำ้าสีแดงบนโต๊ะเขียนหนังสือ
แก้วนำ้าสีแดงบนโต๊ะเขียนหนังสือใน
ห้องนอน
กล่อง กล่องกระดาษ
กล่องกระดาษขนาดใหญ่
กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับ
กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับบรรจุ
กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับบรรจุ
หนังสือ
กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับบรรจุ
หนังสือใหม่
7
5
2. กลุ่มคำาสรรพนาม คือ กลุ่มคำาที่มีคำาสรรพนามขึ้น
ต้น แล้วตามด้วยคำาขยายอื่น
Pronoun phrase is a group of word having
pronoun comes first then follows by the other
modifiers.
สรรพนาม กลุ่มคำาสรรพนาม
ฉัน พวกฉัน
พวกฉันทั้งหมด
พวกฉันทั้งหมดทุกคน
พวกฉันทั้งหมดทุกคนในที่นี้
เธอ พวกเธอ
พวกเธอทุกคน
เขา พวกเขาเหล่านั้น
พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด
พวกเขาเหล่านักเรียนเตรียมทหาร
คุณ พวกคุณ
พวกคุณหญิงคุณนาย
พวกคุณหญิงคุณนายทั้งหลายเหล่า
นั้น
ท่าน ท่านผู้มีเกียรติ
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพโปรดทราบ
3. กลุ่มคำากริยา คือ กลุ่มคำาที่มีคำากริยาเป็นคำาแรก
ตามด้วยคำาขยายอื่น ๆ
Verb phrase is a group of word having Verb
comes first then the modifier follows.
คำากริยา กลุ่มคำากริยา
7
6
เดิน เดินกิน
เดินกินไปมา
คุย คุยเสียงดัง
คุยเสียงดังตลอดเวลา
โทร โทรมาคุย
โทรมาคุยสัพเพเหระ
คุกเข่า คุกเข่า
คุกเข่าอ้อนวอน
คุกเข่าอ้อนวอนขอความรัก
ร้องไห้ ร้องไห้
ร้องไห้ฟูมฟาย
ร้องไห้ฟูมฟายสะอึกสะอื้น
ยิ้ม ยิ้มระรื่น
ยิ้มระรื่นชื่นชม
4. กลุ่มคำาวิเศษณ์ คือ กลุ่มคำาที่ทำาหน้าที่ขยายคำา
อื่น
The adverbial phrase is a group of word
modifying other word.
คำาวิเศษณ์ กลุ่มคำาวิเศษณ์
แดง แดงแจ๋
ใหญ่ ใหญ่โตมโหฬาร
อ้อนแอ้น อ้อนแอ้นอรชร
มืด มืดคำ่ายำ่ายาม
7
7
อย่างรุนแรง อย่างรุนแรงมาก
อย่างรุนแรงมากกว่าปกติ
5. กลุ่มคำาบุพบท คือ กลุ่มคำาที่ใช้เชื่อมคำากับคำา
หรือประโยค
Prepositional phrase is word group combinding
word or sentence.
คำาบุพบท กลุ่มคำาบุพบท
ใน ภายในระยะเวลา
ภายในช่วง
ระหว่าง ระหว่างการดำาเนินงาน
เหนือ เหนือขอบเขตข้อตกลง
6. กลุ่มคำาสันธาน คือ กลุ่มคำาที่ใช้เชื่อมประโยคกับ
ประโยค
Conjunctional phrase is a word group
combinding sentences together.
คำาสันธาน กลุ่มคำาสันธาน
เพราะ เพราะฉะนั้น...จึง
ขณะ ในขณะที่
แต่ แต่ทว่า
7. กลุ่มคำาอุทาน คือ กลุ่มคำาที่ใช้เพื่อแสดงอารมณ์
Interjectional phrase is a word group
expressing feeling.
7
8
คำำอุทำน กลุ่มคำำอุทำน
โอ้ โอ้แม่เจ้ำ
อุ๊ย อุ๊ยตำยว้ำยกรี๊ด
โอ๊ย โอ๊ย อกอีแป้นจะแตก
โธ่ พิโธ่พิถัง
แบบฝึกหัดที่ 4
1. จงระบุประเภทของกลุ่มคำำต่อไปนี้
นักศึกษำมหำวิทยำลัยยูนนำนนอร์มอล
________________________
ประธำนำธิบดีบำรัค โอบำมำ
________________________
กำรเมืองของประเทศไทย
________________________
ท่ำนผู้มีเกียรติ
________________________
ข้ำพระพุทธเจ้ำ
________________________
ฉันและน้องสำว
________________________
เขำกับเพื่อนๆ ในห้อง
________________________
นอนแผ่หรำ
________________________
นอนอ่ำน
________________________
7
9
นั่งทำำงำนตลอดคืน
________________________
สวยกว่ำใครทั้งหมด
________________________
ขยันอย่ำงมำก
________________________
ตั้งใจทำำงำนเป็นที่สุด
________________________
ดำำกว่ำปกติ
________________________
ใหญ่กว่ำนี้อีก
________________________
มำกมำยก่ำยกอง
________________________
ที่หน้ำโรงเรียน
________________________
ของที่ระลึกจำกประเทศไทย
________________________
จำกที่นี่ไปยังสนำมบิน
________________________
อย่ำงไรก็ตำม
________________________
ด้วยเหตุนี้
________________________
มิฉะนั้น
________________________
ว้ำย คุณพระช่วย
________________________ อนิจจังวัฏสังขำร
ำ ________________________
2. จงนำำคำำจำกหัวข้อข้ำงต้นมำแต่งประโยค
จำำนวน 10 ประโยค
__________________________________________
__________________________________________
8
0
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
__________________________________________
____________________________
3. จงระบุว่ำข้อควำมต่อไปนี้เป็นกลุ่มคำำหรือ
ประโยค
สวัสดีทุกคน
______________________
กระดำษชำำระหนึ่งม้วน
______________________
พัสดุจำกประเทศไทย
______________________
ครูตั้งคำำถำมบนกระดำษ
______________________
แก้วชอบอ่ำนหนังสือกำร์ตูน
______________________
รถยนต์โดยสำรส่วนบุคคล
______________________
รถยนต์ชนกัน
______________________
ก้อนหินในลำำธำร
______________________
ลูกกรำบแม่ที่ตัก
______________________
8
1
ลมแรง
______________________
ลมพัดแรง
______________________
ทุกท่ำนที่มำร่วมงำน
______________________
ไม่มีใครทรำบ
_____________________
แม้อำกำศหนำวแต่ก็มีอำหำรมำกมำย
_____________________
นกบินอยู่บนท้องฟ้ำ
_____________________
ใครอยำกจะไปทำนข้ำวบ้ำง
_____________________
อำจจะดีกว่ำเดิม
_____________________
เขำขอทำำงำนก่อน
_____________________
กลำงวันกับกลำงคืน
_____________________
กลำงวันต่ำงจำกกลำงคืน
_____________________
อะไรอยู่บนโต๊ะ
_____________________
พยำบำลให้อะไรแก่ผู้ป่วย
_____________________
พจนำนุกรมไทย
_____________________
พจนำนุกรมไทยหนำมำก
_____________________
นักข่ำวกำำลังถ่ำยภำพ
_____________________
เปียโนในห้องซ้อมดนตรี
_____________________
8
2
เปียโนอยู่ในห้องซ้อมดนตรี
_____________________
เมื่อไรเธอจะรู้
_____________________
โคมไฟสีเหลืองอ่อน
_____________________
นักกีฬำบำสเกตบอล
_____________________
ร้ำนอำหำรเปิดตอนเย็น
_____________________
คุณอยำกซื้ออะไร
_____________________
กำรออกกำำลังกำย
_____________________
เรำเดินออกกำำลังกำยรอบทะเลสำบ
_____________________
ถ้ำคุณขยัน คุณจะประสบควำมสำำเร็จ
_____________________
ผมรักคุณ
_____________________
ดีกันนะ
_____________________
8
3
บทที่ ๕
อนุประโยคและประโยคตำมโครงสร้ำง
อนุประโยค หมำยถึง ประโยคใจควำมย่อยในประโยค
ควำมซ้อน (Complex sentence) ซึ่งประโยคใจควำมย่อย
ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. มุขยประโยค คือ ใจควำมสำำคัญที่ต้องกำรสื่อสำร
2. อนุประโยค คือ ใจควำมรองที่ขยำยรำยละเอียด
ของใจควำมสำำคัญ
ข้อสังเกต
อนุประโยค มีส่วนประกอบเหมือนประโยค คือ
ประธำน กริยำ กรรม แต่ไม่ได้ทำำหน้ำที่สื่อใจควำมหลักใน
ประโยคนั้น เพียงแต่ทำำหน้ำที่ขยำย โดยพิจำรณำได้จำก
คำำเชื่อม “ว่ำ ให้” และอนุประโยคบำงประเภท จะถูกละ
ประธำนไป แต่นำำคำำว่ำ ที่ ซึ่ง อัน มำแทนที่ เป็นต้น
ข้อควรจำำ อนุประโยค หำกแยกออกจำกมุขย
ประโยคจะทำำให้ประโยคนั้นไม่สำมำรถสื่อควำมได้
8
4
Clause means a sub-sentence in complex
sentence having 2 types of clause that are
dependent clause and independent clause.
Clause consists of subject, verb, object like a
sentence but clause does not do for
communication. It is only a modifier by considering
the relative words: ว่ำ ให้ ที่ ซึ่ง อัน.
Tip dependent clause cannot separate from
independent clause because it cannot
communicate.
ตัวอย่ำง
เขำเห็นคนสวยเดินผ่ำนไป
สิ่งที่เธอทำำฉันประทับใจมำก
อย่ำบอกเขำว่ำฉันมำเยี่ยมเธอ
ทหำรที่เดินสวนสนำมในวันชำติของจีนฝึกซ้อม
กันมำอย่ำงหนัก
อำกำศที่เปลี่ยนแปลงไปมีสำเหตุมำจำกกำรตัดไม้
ทำำลำยป่ำ
ประโยค
ประโยค หมำยถึง ใจควำมที่ใช้ในกำรสื่อสำรซึ่งมี
ส่วนประกอบที่สมบูรณ์ ทั้งภำคประธำนและภำคแสดง
Sentence means a passage for communication
having a complement of composition that is subject
and predicate.
ประโยคในภำษำไทย หำกพิจำรณำตำมโครงสร้ำงมี
3 ประเภท คือ ประโยคควำมเดียว ประโยคควำมรวม และ
ประโยคควำมซ้อน
8
5
Thai language sentence considered from
structure is 3 that are simple sentence, compound
sentence and complex sentence.
ประโยคควำมเดียว (Simple sentence)
ประโยคควำมเดียว คือ ประโยคที่มีใจควำมสำำคัญ
เพียงใจควำมเดียว
กล่ำวคือ มีกริยำเพียงหนึ่งตัวในประโยค เช่น
Simple sentence is a sentence having only one
important content or there is only one verb.
กำรบ้ำนยำก แม่ทำำกับข้ำว
ลุงปลูกต้นไม้ นกร้อง
โรงเรียนเลิก ครูตรวจสมุด
กระดำษเปียก ปลำไม่ว่ำยนำ้ำ
ครีมทำผิวหอมมำก โทรศัพท์สวย
สะพำนพัง ข้ำวสุกแล้ว
หมำมองแมว น้องเย็บผ้ำ
แม่ค้ำขำยของ ฉันมองเครื่องบิน
ใครซื้อทอง นั่นคืออะไร
ฉันไม่ชอบเขำ เรำนอนหลับ
พี่ไปสอบ กรอบรูปแตก
อย่ำงไรก็ดี ประโยคควำมเดียวก็อำจมีควำมซับซ้อน
ได้ด้วยกำรเพิ่มส่วนขยำยเข้ำไปในส่วนประธำน กริยำ
หรือกรรม เช่น
However, simple sentence can be complicated
by adding the modifiers to subject, verb or obeject
for example
ห้องของฉันที่บ้ำนในจังหวัดตำกทำสีชมพูสดใสแบบ
กันครำบสกปรก
ห้อง เป็น ประธำน
ของฉันที่บ้ำนในจังหวัดตำก เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
8
6
ทำ เป็น กริยำ
สีชมพู เป็น กรรม
สดใสกันครำบสกปรก เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
กำรส่งเสริมกีฬำในร่มแก่คนหนุ่มสำวช่วยสร้ำง
สุขภำพของวัยรุ่น
กำรส่งเสริม เป็น ประธำน
กีฬำในร่มแก่คนหนุ่มสำว เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
ช่วยสร้ำง เป็น กลุ่มคำำกริยำ
สุขภำพ เป็น กรรม
ของวัยรุ่น เป็น ส่วนขยำยกรรม
รูปปั้นช้ำงงำเดียวสีขำวเขี้ยวยำวตัวสูงใหญ่มีรำย
ละเอียดซับซ้อนตำมหลักสถำปัตยกรรมมำก
รูปปั้น เป็น ประธำน
ช้ำงงำเดียวสีขำวเขี้ยวยำวตัวสูงใหญ่ เป็น
ส่วนขยำยประธำน
มี เป็น กริยำ
รำยละเอียด เป็น กรรม
มำก เป็น ส่วนกรรม
ซับซ้อนตำมหลักสถำปัตยกรรม เป็น ส่วน
ขยำยกรรม
นักกีฬำทีมชำติวิ่งกระโจนข้ำมรั้วขนำดสองเมตรด้วย
ควำมมุ่งมั่น
นักกีฬำ เป็น ประธำน
ทีมชำติ เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
วิ่งกระโจนข้ำม เป็น กลุ่มคำำกริยำ
รั้วขนำดสองเมตร เป็น กรรม
ด้วยควำมมุ่งมั่น เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
8
7
หนูน้อยในชุดแดงค่อยๆ ดึงสุนัขตัวเล็กสีขำวออกจำก
กรงสีชมพู
หนู เป็น ประธำน
น้อย, ในชุดแดง เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
ค่อยๆ ดึง เป็น กลุ่มคำำกริยำ
สุนัข เป็น กรรม
ตัวเล็กสีขำว เป็น ส่วนขยำย
กรรม
ออกจำกกรงสีชมพู เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
ประโยคควำมรวม (Compound sentence)
ประโยคควำมรวม คือ ประโยคที่มีใจควำมมำกกว่ำ
หนึ่ง มักปรำกฏคำำเชื่อม และกำรเชื่อมควำมใน 4 ลักษณะ
คือ กำรเชื่อมแบบคล้อยตำม กำรเชื่อมแบบขัดแย้ง กำร
เชื่อมแบบให้เลือก และกำรเชื่อมแบบเป็นเหตุเป็นผลกัน
ประโยคควำมรวมต้องแสดงเหตุก่อนแล้วจึง
แสดงผล
Compound sentence is a sentence having
more than one important clause with conjunction.
Each clause is independent so they can separate
without the meaning breaking. The 4 types of
combinding are And type, But type, Or type, and So
type.
Compound sentence should express cause first
then effect.
ประโยคควำมรวมแบบคล้อยตำม (And type)
กับ แม่ไปกินข้ำวที่ร้ำนอำหำร น้องไปกิน
ข้ำวที่ร้ำนอำหำร
แม่กับน้องไปกินข้ำวที่ร้ำนอำหำร
8
8
และ ฉันไปอ่ำนหนังสือที่ร้ำน ฉันซื้อหนังสือ
กลับบ้ำน
ฉันไปอ่ำนหนังสือที่ร้ำนและซื้อกลับบ้ำน
พอ...ก็ พระอำทิตย์ตกดิน นกบินกลับรัง
พอพระอำทิตย์ตกดิน นกก็บินกลับรัง
เมื่อ...จึง ครูถำม นักเรียนตอบ
เมื่อครูถำม นักเรียนจึงตอบ
แล้ว...ก็ ฉันทำำรำยงำนเสร็จ ฉันไปเล่นกีฬำ
ฉันทำำรำยงำนเสร็จแล้วฉันก็ไปเล่นกีฬำ
ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบคล้อยตำม
1. เมื่อเด็กน้อยตื่นขึ้นมำในห้องนอนตำมลำำพังก็
ร้องไห้ออกมำอย่ำงเสียขวัญ
ประโยคที่ 1เด็กน้อยตื่นขึ้นมำในห้องนอนตำม
ลำำพัง
ประโยคที่ 2(เด็กน้อย) ร้องไห้ออกมำอย่ำงเสีย
ขวัญ
คำำเชื่อม เมื่อ...ก็
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1 เด็กน้อยตื่นขึ้นมำในห้องนอน
ตำมลำำพัง
เด็ก เป็น ประธำน
น้อย เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
ตื่นขึ้นมำ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ในห้องนอนตำมลำำพัง เป็น ส่วน
ขยำยกริยำ
ประโยคที่ 2(เด็กน้อย) ร้องไห้ออกมำอย่ำงเสีย
ขวัญ
ร้องไห้ออกมำ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
8
9
อย่ำงเสียขวัญ เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
2. หำกเขำทำำงำนนี้ได้อย่ำงสบำยใจ เรำก็ควรส่งเสริม
เขำต่อไป
ประโยคที่ 1 เขำทำำงำนนี้ได้อย่ำงสบำยใจ
ประโยคที่ 2 เรำควรส่งเสริมเขำต่อไป
คำำเชื่อม หำก...ก็
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1 เขำทำำงำนได้อย่ำงสบำยใจ
เขำ เป็น ประธำน
ทำำงำนได้ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
อย่ำงสบำยใจ เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
ประโยคที่ 2 เรำควรส่งเสริมเขำต่อไป
เรำ เป็น ประธำน
ควรส่งเสริม เป็น กลุ่มคำำกริยำ
เขำ เป็น กรรม
ต่อไป เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
3. พอนักศึกษำไปเรียนต่อที่ประเทศไทยก็จะมี
ประสบกำรณ์ทำงกำรใช้ภำษำ
มำกขึ้น
ประโยคที่ 1นักศึกษำไปเรียนต่อที่ประเทศไทย
ประโยคที่ 2(นักศึกษำ) จะมีประสบกำรณ์ทำงกำร
ใช้ภำษำมำกขึ้น
คำำเชื่อม พอ...ก็
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1นักศึกษำไปเรียนต่อที่ประเทศไทย
9
0
นักศึกษำ เป็น ประธำน
ไปเรียนต่อ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ที่ประเทศไทย เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
ประโยคที่ 2 จะมีประสบกำรณ์ทำงกำรใช้
ภำษำมำกขึ้น
จะมี เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ประสบกำรณ์ เป็น กรรม
ทำงกำรใช้ภำษำ เป็น ส่วนขยำย
กรรม
มำกขึ้น เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
ประโยคควำมรวมแบบขัดแย้ง (But type)
แต่ แม่จะไปซื้อเสื้อผ้ำที่ห้ำง พ่อจะไปซื้อของที่
ตลำด
แม่จะไปซื้อเสื้อผ้ำที่ห้ำงแต่พ่อจะไปซื้อของ
ที่ตลำด
กว่ำ...ก็ เขำจะมำถึงบ้ำน ฉันไปทำำงำนแล้ว
กว่ำเขำจะมำถึงบ้ำนฉันก็ไปโรงเรียนแล้ว
แต่ทว่ำ เขำทุ่มเททำำทุกอย่ำงเพื่อเธอ เธอไม่รับ
รักเขำ
เขำทุ่มเททำำควำมดีต่อเธอแต่เธอไม่รับรัก
เขำ
แม้...แต่ เมืองไทยอำกำศร้อนมำก
เมืองไทยมีสถำนที่ท่องเที่ยวสวยงำม
แม้เมืองไทยอำกำศร้อน แต่มีสถำนที่ท่อง
เที่ยวสวยงำม
ถึงกระนั้นเขำพยำยำมอย่ำงมำก
9
1
เขำยัง ไม่ประสบควำมสำำเร็จในกำร
ทำำงำน
เขำพยำยำมอย่ำงมำกถึงกระนั้นเขำยังไม่
ประสบควำมสำำเร็จในกำรทำำงำน
อย่ำงไรก็ตำม/อย่ำงไรก็ดี
กำรช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งสมควร
กำรช่วยเหลือควรอยู่ในควำมพอดี
กำรช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งสมควรอย่ำงไร
ก็ตำม /อย่ำงไรก็ดีควรอยู่ในควำมพอดี
ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบขัดแย้ง
1. ใครๆก็ไปร่วมงำนแต่งงำนของเขำแต่เธอไม่ยอมไป
ประโยคที่ 1 ใครๆก็ไปร่วมงำนแต่งงำนของเขำ
ประโยคที่ 2 เธอไม่ยอมไป
คำำเชื่อม แต่
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1 ใครๆก็ไปร่วมงำนแต่งงำนของ
เขำ
ใครๆ เป็น ประธำน
ก็ไปร่วม เป็น กลุ่มคำำกริยำ
งำนแต่งงำน เป็น กรรม
ของเขำ เป็น ส่วนขยำยกรรม
ประโยคที่ 2 เธอไม่ยอมไป
เธอ เป็น ประธำน
ไม่ยอมไป เป็น กลุ่มคำำกริยำ
2. กำรศึกษำทำำให้คนมีควำมรู้แต่อำจไม่ทำำให้ทุกคน
เป็นคนดีได้
ประโยคที่ 1 กำรศึกษำทำำให้คนมีควำมรู้
ประโยคที่ 2 อำจไม่ทำำให้ทุกคนเป็นคนดี
คำำเชื่อม แต่
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1 กำรศึกษำทำำให้คนมีควำมรู้
กำรศึกษำ เป็น ประธำน
9
2
ทำำให้มี เป็น กลุ่มคำำกริยำ
คน เป็น กรรมรอง
ควำมรู้ เป็น กรรมตรง
ประโยคที่ 2 อำจไม่ทำำให้ทุกคนเป็นคนดีได้
อำจไม่ทำำให้เป็นได้ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ทุกคน เป็น กรรมรอง
คนดี เป็น กรรมตรง
3. สุนัขป่ำออกวิ่งไล่ตำมติดเหยื่อ แต่ฝูงสิงโตเข้ำมำ
แย่งชิงเหยื่อไปได้
ประโยคที่ 1 สุนัขป่ำออกวิ่งไล่ตำมติดเหยื่อ
ประโยคที่ 2 ฝูงสิงโตเข้ำมำแย่งชิงเหยื่อไปได้
คำำเชื่อม แต่
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 สุนัขป่ำออกวิ่งไล่ตำมติดเหยื่อ
สุนัข เป็น ประธำน
ป่ำ เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
ออกวิ่งไล่ตำมติด เป็น กริยำ
เหยื่อ เป็น กรรม
ประโยคที่ 2 ฝูงสิงโตเข้ำมำแย่งชิงเหยื่อไปได้
สิงโต เป็น ประธำน
ฝูง เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
เข้ำมำแย่งชิงไปได้ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
เหยื่อ เป็น กรรม
ประโยคควำมรวมแบบให้เลือก
หรือ เธอจะทำำกำรบ้ำนหรือไปซื้อของ
มิฉะนั้น เธอควรโทรหำเขำมิฉะนั้นเขำจะ
มำรอเธอ
หรือไม่ก็ อำจำรย์น่ำจะอยู่ที่บ้ำนพักหรือไม่ก็อยู่
ที่ทำำงำน
9
3
ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบให้เลือก
1. นักศึกษำชั้นปีที่ 2 หรือไม่ก็นักศึกษำภำค
พิเศษต้องไปร่วมงำนฉลอง
วันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว
ประโยคที่ 1 นักศึกษำชั้นปีที่ 2 ต้องไปร่วม
งำนฉลองวันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จ
พระเจ้ำอยู่หัว
ประโยคที่ 2 นักศึกษำภำคพิเศษต้องไปร่วมงำน
ฉลองวันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จ
พระเจ้ำอยู่หัว
คำำเชื่อม หรือไม่ก็
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1 นักศึกษำชั้นปีที่ 2 ต้องไปร่วม
งำนฉลองวันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จ
พระเจ้ำอยู่หัว
นักศึกษำชั้นปีที่ 2 เป็น
ประธำน
ต้องไปเข้ำร่วม เป็น กลุ่มคำำ
กริยำ
งำน เป็น กรรม
ฉลอง เป็น ส่วน
ขยำยกรรม
วันเฉลิมพระชนมพรรษำ เป็น ส่วน
ขยำยวิเศษณ์
ของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว เป็น
ส่วนขยำยวิเศษณ์
2. ฉันต้องไปจ่ำยค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตวัน
นี้มิฉะนั้นจะถูกตัดสำย
ประโยคที่ 1 ฉันต้องไปจ่ำยค่ำโทรศัพท์และ
อินเตอร์เน็ตวันนี้
9
4
ประโยคที่ 2 (ค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต) จะ
ถูกตัดสำย
คำำเชื่อม มิฉะนั้น
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 ฉันต้องไปจ่ำยค่ำโทรศัพท์และ
อินเตอร์เน็ตวันนี้
ฉัน เป็น ประธำน
ต้องไปจ่ำย เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เป็น กรรม
วันนี้ เป็น ส่วนขยำยกริยำ
ประโยคที่ 2 (ค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต) จะ
ถูกตัดสำย
จะถูกตัด เป็น กลุ่มคำำกริยำ
สำย เป็น กรรม
3. เธอต้องสอบผ่ำนวิชำภำษำไทยเบื้องต้นมิ
ฉะนั้นเธอจะไป
เรียนต่อที่ประเทศไทยไม่ได้
ประโยคที่ 1 เธอต้องสอบผ่ำนวิชำภำษำไทย
เบื้องต้น
ประโยคที่ 2 เธอจะไปเรียนต่อที่ประเทศไทย
ไม่ได้
คำำเชื่อม มิฉะนั้น
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 เธอต้องสอบผ่ำนวิชำภำษำไทย
เบื้องต้น
เธอ เป็น ประธำน
ต้องสอบผ่ำน เป็น กลุ่มคำำกริยำ
วิชำ เป็น กรรม
ภำษำไทยเบื้องต้น เป็น ส่วนขยำย
กรรม
9
5
ประโยคที่ 2 เธอจะไปเรียนต่อที่ประเทศไทย
ไม่ได้
จะไปเรียนต่อ...ไม่ได้ เป็น กลุ่มคำำ
กริยำ
ที่ เป็น คำำเชื่อม
ประเทศไทย เป็น กรรม
ประโยคควำมรวมแบบเป็นเหตุเป็นผลกัน
จึง เขำชอบเธอมำกจึงพยำยำมเอำใจเธอทุก
อย่ำง
ดังนั้น ระบบโทรศัพท์มีปัญหำดังนั้นโทรไป
ต่ำงประเทศไม่ได้
เพรำะฉะนั้น เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำก
อเมริกำเพรำะฉะนั้นกำรเติบโตทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง
1. เขำชอบเธอมำกจึงพยำยำมเอำใจเธอทุกอย่ำง
ประโยคที่ 1 เขำชอบเธอมำก
ประโยคที่ 2 (เขำ) พยำยำมเอำใจเธอทุกอย่ำง
คำำเชื่อม จึง
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 เขำชอบเธอมำก
เขำ เป็น ประธำน
ชอบมำก เป็น กลุ่มคำำกริยำ
เธอ เป็น กรรม
ประโยคที่ 2 (เขำ) พยำยำมเอำใจเธอทุกอย่ำง
(เขำ) เป็น ประธำน
พยำยำมเอำใจ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
เธอ เป็น กรรม
ทุกอย่ำง เป็น ส่วนขยำยกริยำ
9
6
2. ระบบโทรศัพท์มีปัญหำดังนั้นเรำโทรไปต่ำงประเทศ
ไม่ได้
ประโยคที่ 1 ระบบโทรศัพท์มีปัญหำ
ประโยคที่ 2 โทรไปต่ำงประเทศไม่ได้
คำำเชื่อม ดังนั้น
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 ระบบโทรศัพท์มีปัญหำ
ระบบ เป็น ประธำน
โทรศัพท์ เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
มี เป็น กริยำ
ปัญหำ เป็น กรรม
ประโยคที่ 2 โทรไปต่ำงประเทศไม่ได้
โทร เป็น ประธำน
ไป...ไม่ได้ เป็น กริยำ
ต่ำงประเทศ เป็น กรรม
3. เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำกอเมริกำเพรำะ
ฉะนั้นกำรเติบโต
ทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง
ประโยคที่ 1 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำก
อเมริกำ
ประโยคที่ 2 กำรเติบโตทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง
คำำเชื่อม เพรำะฉะนั้น
กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค
ประโยคที่ 1 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำก
อเมริกำ
เศรษฐกิจ เป็น ประธำน
ไทย เป็น ส่วนขยำยประธำน
9
7
ได้รับ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ผลกระทบ เป็น กรรม
จำก เป็น ส่วนเชื่อม
อเมริกำ เป็น กรรม
ประโยคที่ 2 กำรเติบโตทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง
กำรเติบโต เป็น ประธำน
ทำงเศรษฐกิจ เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
ปีนี้ เป็น ส่วนขยำยประธำน
ลด เป็น กริยำ
ลง เป็น ส่วนขยำยกริยำ
ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบเป็นเหตุเป็นผล
กัน
จึง เธอป่วยเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้จึงไม่มำร่วม
งำนวันเกิดของฉัน
เพรำะ เขำชื่นชอบเธอมำกเพรำะเธอช่วย
เหลือเขำอย่ำงดีทุกเรื่อง
ฉะนั้น เนื่องจำกเสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำม
กำำหนดฉะนั้นร้ำนค้ำจึงถูกปรับ
1. เธอเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้จึงไม่มำร่วมงำนวันเกิด
ของฉัน
ประโยคที่ 1 เธอเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้
ประโยคที่ 2 (เธอ)ไม่มำร่วมงำนวันเกิดของ
ฉัน
คำำเชื่อม จึง
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 เธอเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้
เธอ เป็น ประธำน
9
8
เป็น เป็น กริยำ
ไข้หวัด เป็น ส่วนเติมเต็ม
เมื่อวำนนี้ เป็น ส่วนขยำยกริยำ
ประโยคที่ 2 (เธอ)ไม่มำร่วมงำนวันเกิดของ
ฉัน
(เธอ) เป็น ประธำน
ไม่มำร่วม เป็น กลุ่มคำำกริยำ
งำน เป็น กรรม
วันเกิด เป็น ส่วนขยำย
กรรม
ของฉัน เป็น ส่วนขยำย
วิเศษณ์
2. เขำชื่นชอบเธอมำกเพรำะเธอช่วยเหลือเขำอย่ำงดี
ทุกเรื่อง
ประโยคที่ 1 เขำชื่นชอบเธอมำก
ประโยคที่ 2 เธอช่วยเหลือเขำอย่ำงดีทุกเรื่อง
คำำเชื่อม เพรำะ
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 เขำชื่นชอบเธอมำก
เขำ เป็น ประธำน
ชื่นชอบมำก เป็น กลุ่มคำำกริยำ
เธอ เป็น กรรม
ประโยคที่ 2 เธอช่วยเหลือเขำอย่ำงดีทุกเรื่อง
เธอ เป็น ประธำน
ช่วยเหลือ เป็น กริยำ
อย่ำงดี เป็น ส่วนขยำย
กริยำ
ทุกเรื่อง เป็น ส่วนขยำยกริยำ
3. เนื่องจำกเสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำมกำำหนดฉะนั้นร้ำน
ค้ำจึงถูกปรับ
9
9
ประโยคที่ 1 เสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำมกำำหนด
ประโยคที่ 2 ร้ำนค้ำถูกปรับ
คำำเชื่อม เนื่องจำก...จึง
กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค
ประโยคที่ 1 เสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำมกำำหนด
เสื้อผ้ำ เป็น ประธำน
ตัดเย็บไม่ทัน เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ตำม เป็น ส่วนเชื่อม
กำำหนด เป็น กรรม
ประโยคที่ 2 ร้ำนค้ำถูกปรับ
ร้ำนค้ำ เป็น ประธำน
ถูกปรับ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ประโยคควำมซ้อน (Complex senence)
ประโยคควำมซ้อน คือ ประโยคที่มีใจควำมร่วมกัน
แบบใจควำมหลักกับ
ใจควำมรอง
Complex sentence is sentence combining an
independent clause and a dependent clause for
complete meaning.
กำรซ้อนควำมแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. นำมำนุประโยค (Independent clause as a
noun of sentence)
ทำำหน้ำที่เป็นเหมือนนำมในประโยค เช่น
ผมปลูกบอนไซเป็นงำนอดิเรก
ผมปลูกบอนไซ เป็น ประธำนของ
ใจควำมหลัก
ผม เป็น ประธำนของใจควำม
รอง
ปลูก เป็น กริยำของใจควำมรอง
1
0
0
บอนไซ เป็น กรรมของ
ใจควำมรอง
เป็น เป็น กริยำของใจควำมหลัก
งำน เป็น กรรมของใจควำมหลัก
อดิเรก เป็น ส่วนขยำยของ
กริยำหลัก
ฉันชอบมองนกนำงนวลบินวนเหนือท้อง
ทะเล
ฉัน เป็น ประธำนของใจควำม
หลัก
ชอบมอง เป็น กลุ่มคำำกริยำ
นกนำงนวลบินวนเหนือท้องทะเล
เป็น กรรมของใจควำมหลัก
นก เป็น ประธำนของใจควำม
รอง
นำงนวล เป็น ส่วนขยำยประธำน
บินวน เป็น กลุ่มคำำกริยำ
เหนือ เป็น ส่วนเชื่อม
ท้องทะเล เป็น กรรมของบุพบท
น้องป่วยเป็นไข้หวัด 2009 เมื่อเดือนที่แล้ว
น้องป่วย เป็น ประธำนของใจควำม
หลัก
น้อง เป็น ประธำนของใจควำม
รอง
ป่วย เป็น กริยำของใจควำมรอง
เป็น เป็น กริยำของใจควำมหลัก
ไข้หวัด เป็น กรรมของ
ใจควำมหลัก
2009 เป็น ส่วนขยำยกรรม
เมื่อ เป็น ส่วนเชื่อม
1
0
1
เดือนที่แล้ว เป็น ส่วนขยำยกริยำ
“ป่วย”
2. คุณำนุประโยค (Independent clause as an
adjective of
sentence) ทำำหน้ำที่ขยำยคำำนำมในประโยค ส่วนใหญ่มี
คำำว่ำ ที่ ซึ่ง อัน เช่น
กำรประชุมที่ประเทศจีนเป็นเจ้ำภำพจัดขึ้นที่
คุนหมิง
กำรประชุม เป็น ประธำนของ
ใจควำมหลัก
ที่ เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย
นำม
ประเทศจีน เป็น ประธำนของ
ใจควำมรอง
เป็น เป็น กริยำของใจควำมรอง
เจ้ำภำพ เป็น ส่วนเติมเต็มของ
ใจควำมรอง
จัด เป็น กริยำของใจควำมหลัก
ขึ้น, ที่ เป็น ส่วนเชื่อม
คุนหมิง เป็น กรรม
นักโทษข่มขืนถูกตัดสินประหำรชีวิตซึ่งเป็นโทษ
สูงสุด
นักโทษ เป็น ประธำนของ
ใจควำมหลัก
ข่มขืน เป็น ส่วนขยำย
ประธำน
ถูกตัดสิน เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ประหำรชีวิต เป็น กรรมของ
ใจควำมหลัก
1
0
2
ซึ่ง เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย
นำม
เป็น เป็น กริยำของใจควำมรอง
โทษ เป็น กรรม
สูงสุด เป็น ส่วนขยำย
ควำมเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหำรยังตรำตรึง
อยู่ในใจของเรำ
ควำมเสียสละ เป็น ประธำน
อัน เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย
นำม
ยิ่งใหญ่ เป็น ส่วนขยำย “ควำม
เสียสละ”
ของ เป็น ส่วนเชื่อม
ทหำร เป็น กรรม
ยังตรำตรึงอยู่ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ใน,ของ เป็น ส่วนเชื่อม
ใจ,เรำ เป็น กรรม
3. วิเศษณำนุประโยค (Independent clause as
an adverb of
sentence) ทำำหน้ำที่ขยำยกริยำ และวิเศษณ์ มักตำมหลัง
คำำว่ำ ให้ ว่ำ เช่น
นำยกรัฐมนตรีประกำศว่ำปีนี้เศรษฐกิจไทยจะดี
ขึ้น
นำยกรัฐมนตรี เป็น ประธำน
ประกำศ เป็น กริยำ
ว่ำ เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย
กริยำ
ปีนี้ เป็น ส่วนขยำยประธำน
เศรษฐกิจ เป็น ประธำนของประโยค
ไทย เป็น ส่วนขยำยของประโยค
จะดี เป็น กลุ่มคำำกริยำ
1
0
3
ขึ้น เป็น ส่วนเชื่อม
ตำำรวจขอให้พยำนบอกรูปพรรณสัณฐำนของ
คนร้ำย
ตำำรวจ เป็น ประธำนของ
ใจควำมหลัก
ขอ เป็น กริยำ
ให้ เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย
กริยำ
พยำน เป็น ประธำน
บอก เป็น กริยำ
รูปพรรณสัณฐำน เป็น กรรม
ของ เป็น ส่วนเชื่อม
คนร้ำย เป็น กรรม
เขำอ่ำนหนังสือเตรียมสอบทั้งคืนตั้งแต่ฉันเข้ำ
นอนจนกระทั่งตื่น
เขำ เป็น ประธำน
อ่ำน เป็น กริยำ
หนังสือ เป็น กรรม
ทั้งคืน เป็น ส่วนขยำยกริยำ
ตั้งแต่...จนกระทั่ง เป็น ส่วนเชื่อมกริยำ
ใจควำมหลัก
ฉัน เป็น ประธำน
เข้ำนอน,ตื่น เป็น กริยำ
นอกจำกประโยคทั้งสำมแบบที่กล่ำวมำข้ำงต้นแล้ว
คือ ประโยคควำมเดียว
ประโยคควำมรวม และประโยคควำมซ้อน ในบำงกรณี
อำจพบประโยคที่มีควำมซับซ้อน
กว่ำนั้น คือ มีกำรรวมประโยคหลำยชนิดเข้ำไว้ด้วยกัน ดัง
นั้น กำรจะตัดสินว่ำเป็นประโยค
1
0
4
ประเภทใดต้องพิจำรณำใจควำมรวม และพิจำรณำที่ตัว
เชื่อมหลักของประโยค
Besides, the above 3 types of sentences:
Simple, Compound, Complex. Some cases there
are more complicated sentences that combinded
many types of sentences together. To consider
them should look as a whole then find the
combinder of the main sentence.
ประโยคผสม (Mix sentence)
1. นักกีฬำขำดกำรฝึกซ้อมทำำให้กำรแข่งขันตก
รอบสุดท้ำยซึ่งนำำควำมเสียใจ
มำสู่ทุกคน
ประโยคควำมซ้อนแบบนำมำนุประโยคและวิเศษ
ณำนุประโยค
ประโยคใจควำมรอง 1 นักกีฬำขำดกำร
ฝึกซ้อม
ประโยคใจควำมหลัก ทำำให้กำรแข่งขัน
ตกรอบสุดท้ำย
ประโยคใจควำมรอง 2 นำำควำมเสียใจมำ
สู่ทุกคน
คำำเชื่อม ซึ่ง
นักกีฬำขำดกำรฝึกซ้อม
เป็น นำมำนุประโยค หรือประโยค
เหมือนนำม
เป็น ใจควำมรองที่ทำำหน้ำที่เป็น
ประธำน
นักกีฬำ เป็น ประธำนของทุกใจควำม
ขำด เป็น กริยำของใจควำมรอง
1
กำรฝึกซ้อม เป็น กรรมของ
ใจควำมรอง 1
1
0
5
ทำำให้ตกรอบ เป็น กลุ่มคำำกริยำ
ใจควำมรอง 2
กำรแข่งขัน เป็น กรรมของ
ใจควำมรอง 2
สุดท้ำย เป็น ส่วนขยำยของ
ใจควำมรอง 2
นำำ...มำ เป็น กริยำ
ควำมเสียใจ เป็น กรรม
สู่ เป็น ส่วนเชื่อม
ทุกคน เป็น กรรม
ละครที่ครูและนักเรียนแสดงร่วมกันได้รับควำม
ชื่นชมมำก
ประโยคควำมซ้อนแบบวิเศษณำนุประโยคที่มี
ประโยคควำมรวม
ละครได้รับควำมชื่นชมมำก เป็น ใจควำม
หลัก
ครูและนักเรียนแสดงร่วมกัน เป็น ใจควำมรอง
ที่, และ เป็น ส่วนเชื่อม
ละคร เป็น ประธำนของ
ใจควำมหลัก
ที่ เป็น ส่วนเชื่อม
ครู เป็น ประธำนของใจควำม
รอง
และ เป็น ส่วนเชื่อม
นักเรียน เป็น ประธำนของใจควำม
รอง
แสดง เป็น กริยำ
ร่วมกัน เป็น ส่วนขยำยกริยำ
ได้รับ เป็น กริยำของ
ใจควำมหลัก
ควำมชื่นชม เป็น กรรมของ
ใจควำมหลัก
มำก เป็น ส่วนขยำยกริยำ
1
0
6
เขำบอกว่ำ เขำยิงโจรอย่ำงไม่ลังเลด้วยกระสุน 6
นัดจนตำยคำที่
ประโยคควำมซ้อนแบบวิเศษณำนุประโยค
เขำ เป็น ประธำนของใจควำม
หลัก
บอก เป็น กริยำของใจควำมหลัก
ว่ำ เป็น คำำเชื่อม
เขำ เป็น ประธำนของใจควำม
รอง
ยิง เป็น กริยำของใจควำมรอง
โจร เป็น กรรมของใจควำมรอง
ด้วย เป็น ส่วนเชื่อม
กระสุน เป็น ส่วนเชื่อม
6 นัด เป็น ส่วนขยำย
จน เป็น ส่วนเชื่อม
ตำย เป็น ส่วนขยำยกริยำ
คำที่ เป็น ส่วนขยำยวิเศษณ์
นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน และขำดเรียนมำกเกินไป จึง
ไม่มีควำมรู้และสอบตก
ประโยคควำมรวมแสดงควำมเป็นเหตุเป็นผลกัน
ประโยคที่ 1 นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนและขำด
เรียนมำกเกินไป
ประโยคที่ 2 ไม่มีควำมรู้และสอบตก
คำำเชื่อม จึง
นักเรียน เป็น ประธำน
ไม่ตั้งใจ เป็น กริยำ
เรียน เป็น กรรม
และ เป็น ส่วนเชื่อม
ขำด เป็น กริยำ
เรียน เป็น กรรม
มำกเกินไป เป็น ส่วนขยำยกริยำ
ไม่มี เป็น กริยำ
1
0
7
ควำมรู้ เป็น กรรม
และ เป็น ส่วนเชื่อม
สอบตก เป็น กลุ่มคำำกริยำ
แบบฝึกหัดที่ 5
จงพิจำรณำประโยคต่อไปนี้ว่ำเป็นประโยคประเภท
ใด พร้อมอธิบำย
ป่ำไม้ให้ควำมชุ่มชื้นทำำให้โลกเย็นดังนั้นถ้ำคนทำำลำยป่ำ
ไม้เพิ่มขึ้นจะทำำให้โลกร้อนขึ้น
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
1
0
8
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_________________________________________
_____________________________
หน้ำที่ของประโยคที่ใช้ในกำรสื่อสำรแบ่งเป็น 3
ประเภท คือ
Functions of sentences for communication are
3.
1. ประโยคแจ้งให้ทรำบ (Affirmative Sentence)
ประโยคแจ้งให้ทรำบ คือ ประโยคที่มีเป้ำหมำยเพื่อ
บอกเล่ำรำยละเอียดให้แก่ผู้รับสำรได้ทรำบ ทั้งในเชิงบอก
เล่ำ และปฏิเสธ
Affirmative sentence is a sentence focuses on
telling detail for receivers in a positive way or
negative.
บอกเล่ำ แม่ชอบกินขนมถ้วยที่ขำยอยู่ตรง
ปำกทำงเข้ำตลำด
1
0
9
ปฏิเสธ แม่ไม่อยำกไปงำนนี้เพรำะไม่มีคน
รู้จักไปด้วย
2. ประโยคถำมให้ตอบ (Interrogative
sentence)
ประโยคถำมให้ตอบ คือ ประโยคที่ผู้ส่งสำรต้องกำร
รับทรำบคำำตอบจำก
ผู้รับสำร โดยใช้คำำแสดงคำำถำมในประโยค
Interrogative sentence is a sentence needs
to know the answer
from receivers by using question words.
เธอชอบทำำกำรบ้ำนตอนกลำงคืนเสมอหรือ
เขำอยำกทำนอะไรเพิ่มไหม
คุณต้องกำรจะไปที่นั่นกับใคร
3. ประโยคบอกให้ทำำ (Command sentence)
ประโยคบอกให้ทำำ คือ ประโยคแสดงควำมต้องกำร
ของผู้ส่งสำร มีทั้งแบบขอร้อง (request) และออกคำำสั่ง
(command)
Command sentence is a sentence
expressing sender’s need.
There are 2 types : request & command.
กรุณำตอบให้ตรงคำำถำม
โปรดปิดประตู
ห้ำมเดินลัดสนำม
จงตอบคำำถำม
1
1
0
แบบฝึกหัดที่ 6
โปรดระบุว่ำประโยคต่อไปนี้เป็นประโยคชนิดใด
ตำมหน้ำที่
1. หนังสือพิมพ์ไม่มีขำย
___________________________
2. เขำชอบวำดรูป
___________________________
3. นักเรียนไม่มำเรียน
___________________________
4. ไม่มีใครอยำกคุยกับเขำ
___________________________
5. ตำำรวจทำำงำนทุกวัน
___________________________
6. ฉันไม่ชอบเวลำฝนตก
___________________________
7. ภำพยนตร์เรื่องนี้สนุกมำก
___________________________
8. ร้ำนอำหำรนี้สกปรก
___________________________
9. ไปล้ำงจำนได้แล้ว
___________________________
10. ผมตื่นสำย
___________________________
11. เรำไม่ไปทำำงำน
___________________________
1
1
1
12. ดินสอหำย
___________________________
13. อำกำศเย็นลง
___________________________
14. ระวัง!
___________________________
15. กรุณำพูดเบำๆ
___________________________
16. ใครมำ
___________________________
17. เธอทำำอะไร
___________________________
18. พ่อของเขำเป็นหมอ
___________________________
19. ฉันอยำกไปโรงเรียน
___________________________
20. ช่วยฉันถือหน่อย
___________________________
21. ตุ๊กตำอยู่ในรถ
___________________________
22. พ่อไปวิ่งกับแม่
___________________________
23. นำ้ำมันรถหมดแล้ว
___________________________
จงเปลี่ยนประโยคบอกเล่ำต่อไปนี้เป็นประโยค
ปฏิเสธ และคำำถำม
1. แม่กำำลังทำำกับข้ำวอยู่ในครัว
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
2. นักกีฬำออกกำำลังทุกวัน
1
1
2
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
3. กระดำษสีแดงวำงอยู่บนโต๊ะ
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
4. โรงเรียนหยุดเสำร์อำทิตย์
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
5. ฉันกำำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อน
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
6. ปืนเป็นสิ่งผิดกฎหมำย
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
7. นักดนตรีทำำงำนตอนกลำงคืน
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
1
1
3
8. รำยกำรข่ำวออกอำกำศทุกต้นชั่วโมง
_____________________________________
_____________________________________
_____________________________________
_______
จงตอบคำำถำมจำกคำำตอบที่กำำหนดให้ในวงเล็บ
Answer these questions using words in blanket
1. คุณจะไปไหน (ตลำด)
_______________________________________
_____________________
2. เขำซื้ออะไร (รองเท้ำ)
_______________________________________
_____________________
3. เสื้อสีอะไร (สีแดง)
_______________________________________
_____________________
4. แม่ไปทำำงำนที่ไหน (ในเมือง)
_______________________________________
_____________________
5. บ้ำนของเขำอยู่ที่ไหน (บนภูเขำ)
_______________________________________
_____________________
6. ครูเป็นคนอย่ำงไร (ใจดี)
_______________________________________
_____________________
7. เมื่อไรพ่อจะกลับบ้ำน (ตอนเย็น)
_______________________________________
_____________________
8. เจ้ำหน้ำที่ของรัฐทำำงำนเป็นอย่ำงไร (อย่ำงขยันขัน
แข็ง)
_______________________________________
_____________________
1
1
4
9. เธอชอบเขำตรงไหน (นิสัยดี และมีอำรมณ์ขัน)
_______________________________________
_____________________
10. รถจะออกกี่โมง (8.30 น.)
_______________________________________
_____________________
11. ทำำไมเจ้ำนำยไม่มำงำนเลี้ยง (เพรำะ...ติดประชุม)
_______________________________________
_____________________
12. ฉันจะไปจ่ำยเงินลงทะเบียนได้อย่ำงไร (ที่ธนำคำร)
_______________________________________
_____________________
จงนำำคำำตอบที่กำำหนดให้ไปตั้งคำำถำม
Make questions from these answers.
1. น้องสำวซื้อเสื้อ
_____________________________________
____
2. โจรขโมยนำฬิกำ
_____________________________________
____
3. ฉันชอบกินข้ำว
_____________________________________
____
4. กล่องอยู่บนโต๊ะ
_____________________________________
____
5. เขำสีไวโอลิน -
_____________________________________
____
1
1
5
6. เพรำะเขำเสียใจ
_____________________________________
____
7. เจ็ดโมง
_____________________________________
____
8. เขำพูดอย่ำงดัง
_____________________________________
____
9. สิบเอ็ดแท่ง
_____________________________________
____
10. แม่กับน้องไปเที่ยวตลำด
_____________________________________
____________________
11. นกอยู่ในกรง
_____________________________________
____________________
12. บ้ำนของฉันอยู่ใกล้กับเขำ
_____________________________________
____________________
13. เพรำะฉันต้องกลับบ้ำน
_____________________________________
____________________
14. ฉันกลับบ้ำนโดยรถประจำำทำง
_____________________________________
____________________
15. เสื้อตัวนี้ของเขำ
1
1
6
_____________________________________
____________________
บทที่ ๗
โครงสร้ำงของประโยค
1
1
7
ประโยคในภาษาไทยมี 5 ประเภท ดังนี้
1. ประโยคประธาน (Active voice) หมายถึง
ประโยคที่มีประธาน (subject) กริยา (verb) และอาจตาม
ด้วยกรรม (object) ส่วนเติมเต็ม (complement) และส่วน
ขยาย (modifier) เช่น
นักร้องร้องเพลง
หมาวิ่งไล่กัดแมว
ลมพัดแรงมาก
โจรขโมยรถ
ครูหักคะแนนนักเรียน
กระดาษวางอยู่บนโต๊ะ
ใครทำาแก้วแตก
แม่ทำามีดบาดมือ
งานเลี้ยงเริ่มแล้ว
ฝนไม่ตกตามฤดูกาล
2. ประโยคกริยา หมายถึง ประโยคที่นำากริยา
(verb) มาเน้นก่อนประธาน
(subject) และส่วนขยาย (modifier) มักมีคำาว่า เกิด มี
ปรากฏ
เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย
มีการเฉลิมฉลองวันชาติทั่วประเทศจีน
ปรากฎวัตถุประหลาดบนท้องฟ้า
3. ประโยคกรรม (Passive Voice)หมายถึง
ประโยคที่นำากรรม (object) มาก่อนกริยา (verb) และ
ประธาน (subject)
ฉันถูกแม่ตี กระเป๋าสตางค์ถูก
ขโมย
1
1
8
ฉันได้รับคำาชมเชย น้องได้รับเลือกเป็น
หัวหน้าห้อง
แมวถูกหมาไล่กัด นักฟุตบอลถูกไล่ออก
จากสนา
โจรถูกตำารวจจับ ผู้โชคดีได้รับรางวัล
จากการชิงโชค
4. ประโยคการิต (Indirect sentence) หมายถึง
ประโยคที่มีกรรมตรง (direct object) และกรรมรอง
(indirect object) ในประโยค
แม่ให้ฉันไปซื้อของ เขาเห็นฉันซื้อ
มือถือใหม่
ขนมเค้กที่เหลือฉันกิน แม่ซื้อกระโปรง
ใหม่ให้น้อง
5. ประโยคกริยาสภาวะมาลา หมายถึง ประโยคที่
มีกริยาหรือกลุ่มคำากริยาเป็นประธานของประโยค
(verb/verb clause used as subject)
เดิน คือการออกกำาลังกายอย่างหนึ่ง
นินทาเขาต่อไปไม่ทำาให้ฉันมีความสุข
สวดมนต์ก่อนนอนทำาให้จิตใจสงบ
1
1
9
แบบฝึกหัดที่ 7
จงระบุว่าประโยคต่อไปนี้มีโครงสร้างแบบใด
1. โทรศัพท์ของฉันเสีย
___________________________________
2. ช่างกำาลังซ่อมรถ
___________________________________
3. เกิดเหตุเครื่องบินตก
___________________________________
4. รูปถ่ายถูกฉีกขาด
___________________________________
5. เขาขอให้เธอหลับตา
___________________________________
6. แมววิ่งไล่จับหนู
___________________________________
1
2
0
7. ปลาว่ายนำ้าในบ่อ
___________________________________
8. ตลาดสดวายแล้ว
___________________________________
9. ฉันไม่ชอบกินไข่
___________________________________
10. น้องถูกครูตี
___________________________________
11. เขาคิดถึงลูก
___________________________________
12. ครูฟังเพลง
___________________________________
13. พ่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขา
___________________________________
14. เรากับน้องไปกินพิซซ่า
___________________________________
15. เขาได้รับทุนการศึกษา
___________________________________
16. ร้านค้าเปิดตอนเย็น
___________________________________
17. ทหารเดินสวนสนาม
___________________________________
18. ผลไม้ถูกรถทับ
1
2
1
___________________________________
19. แม่ชอบกินก๋วยจั๊บ
___________________________________
20. เกิดเหตุฆาตกรรมในหอพักนักศึกษา
______________________________
21. หมีแพนด้านอนหลับอยู่ในกรง
__________________________________
22. เจ้านายให้ลูกน้องเช็ดโต๊ะ
___________________________________
23. เขาขอนำ้าจากเจ้าของร้าน
___________________________________
24. จามเมื่อไรต้องปิดปาก
___________________________________
25. ว่ายนำ้าบ่อยอาจทำาให้ตัวดำา
___________________________________
ฝึกบทสนทนาในชีวิตประจำาวัน
สถานการณ์ที่ 1 พูดคุยทั่วไป ขนาดสั้น
A คุณชื่ออะไร (ครับ/คะ)
B ฉันชื่อ........ค่ะ/ ผมชื่อ...ครับ
A คุณทำางานอะไรคะ/ครับ
B ฉัน/ผม ทำางานเป็น................ (พนักงานบริษัท
ครู นักธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ)
1
2
2
A บ้านของคุณอยู่ที่ไหน
B อยู่ในเมืองค่ะ/ครับ แถววัดพระแก้ว
A คุณมีพี่น้องกี่คนคะ/ครับ
B 5 คนค่ะ/ครับ พี่ชาย พี่สาว ฉัน/ผม น้องชาย
และน้องสาว
A ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ/ครับ
B เช่นกันค่ะ/ครับ
A ผม/ฉันจะไปที่นั่นได้อย่างไร
B คุณต้องเดิน/ขึ้นรถไปค่ะ/ครับ
A คุณชอบทานอะไร
B ฉันชอบทานเนื้อ/หมู/ไก่/ผักค่ะ ผมชอบทานต้ม/
ผัด/แกง/ทอดครับ
A ฉัน/ผม อยากไป (ซื้อของ กินข้าว ห้องสมุด
ตลาด ห้าง วัด) ค่ะ/ครับ แต่ ฉัน/ผม ไปไม่เป็นคุณพา
ฉัน/ผม ไปได้ไหมคะ/ครับ
B ผมจะพาคุณไปครับ
A คุณมีเบอร์โทรศัพท์ไหมคะ
B มีครับ เบอร์..............ครับ
A คุณทานข้าวหรือยังคะ
B ผมทานแล้วครับ
A คุณอยากไปเดินเล่นไหมครับ
B อยากไปค่ะ ไปเมื่อไรดีคะ
A ผมชอบเล่นบาสเกตบอล แล้วคุณล่ะครับ
B ฉันชอบเล่นวอลเลย์บอล และว่ายนำ้าค่ะ เราไปขี่
จักรยานกันไหมคะ ฉันจะชวนเพื่อนไปด้วย
1
2
3
A ได้ครับ ผมจะชวนเพื่อนของผมไปด้วยครับ
A วันนี้อากาศหนาวมาก คุณหนาวไหมคะ
B ผมหนาวมากครับ ใส่เสื้อตั้ง 3 ตัว
A ฉันกำาลังไม่สบาย อยากไปหาหมอค่ะ
B ผมมีเพื่อนเป็นหมอ ผมจะพาคุณไปครับ
สถานการณ์ที่ 2 เจ็บป่วย ไม่สบาย ไปพบแพทย์ที่
คลินิก
หมอ : คุณรู้สึกอย่างไรบ้างครับ
คนไข้ : ฉันเจ็บคอ ปวดหัว และมีนำ้ามูกค่ะ
หมอ : ขอผมวัดไข้คุณหน่อยนะครับ คุณมีไข้ 39
องศาต้องทานยานะครับ
คนไข้ : ค่ะ ทานยาตอนไหนบ้างคะ
หมอ : ตอนเช้า กลางวัน เย็น หลังอาหารครับ
คนไข้ : ค่ะ ขอบคุณ สวัสดีค่ะคุณหมอ
A ขอให้หายป่วยเร็วๆนะครับ
B ขอบคุณมากนะคะที่พาฉันไปหาหมอ
A ยินดีครับ ถ้าคุณมีปัญหาโทรหาผมได้นะครับ
B ค่ะ เกรงใจจังเลยค่ะ
A ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมยินดีช่วย
สถานการณ์ที่ 3 ชวนไปทานข้าว
B สวัสดีค่ะ วันนี้ฉันหายแล้ว อยากชวนคุณไปทาน
ข้าวด้วยกันค่ะ
A อย่างนั้นเหรอครับ ได้ครับ กี่โมงครับ
B สี่โมงเย็นได้ไหมคะ ฉันเลิกเรียนพอดี
A ได้ครับ ผมจะไปรอคุณที่หน้าห้องเรียนนะครับ
B ได้ค่ะ ฉันเรียนที่ตึก 9 ชั้น 5 ค่ะ
A แล้วเจอกันนะครับ สวัสดีครับ
1
2
4
สถานการณ์ที่ 4 ร้านอาหารไทย
B คุณชอบทานอาหารอะไรคะ
A ผมชอบทานอาหารไทยครับ
B อาหารไทยเผ็ดไหมคะ
A เผ็ดครับแต่ไม่มาก
B ฉันไม่เคยทานอาหารไทยมาก่อนค่ะ
A ผมจะแนะนำาเองครับ อาหารไทยที่มีชื่อเสียงคือ
ต้มยำากุ้ง
B น่าทานจังเลยค่ะ มีอะไรอีกไหมคะ
A ส้มตำา ข้าวเหนียว ต้มแซ่บ ไก่ย่างครับ
B ฉันอยากทานส้มตำา ไก่ย่างค่ะ
A งั้นเราสั่งต้มยำากุ้ง ส้มตำา ไก่ย่างนะครับ
B ค่ะ ฉันขอข้าวสวยด้วยนะคะ
A ได้ครับ ผมก็ชอบทานข้าวเหมือนกัน
สถานการณ์ที่ 5 พูดคุยเกี่ยวกับเมืองไทย
B คุณเคยไปเมืองไทยไหมคะ
A เคยไปสองครั้งครับ อาหารไทยอร่อย
B แล้วอากาศร้อนไหมคะ
A ร้อนครับ แต่มีลมแรง
B ถ้าฉันไปเที่ยวคงต้องเอาร่มไปด้วยนะคะ
A ใช่ครับ แต่ผมใส่หมวก
B คุณไปเที่ยวที่ไหนบ้างครับ
A ผมไปเที่ยวที่กรุงเทพ นครปฐม และลำาปางครับ
B ทำาไมถึงไปที่นั่นคะ
A เพราะเพื่อนของผมเรียนที่นั่น ผมเลยไปเยี่ยม
พวกเขาครับ
B เวลาไปกรุงเทพ คุณไปเที่ยวที่ไหนคะ
A ผมไปเที่ยวที่วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง
และสวนสัตว์ครับ
B ฉันได้ยินว่า กรุงเทพมีห้างสรรพสินค้ามากมาย
หรือคะ
1
2
5
A ใช่ครับ ห้างเยอะมาก แต่ว่ารถติดมากเหมือนกัน
ครับ
B คุณชอบไปช็อปปิ้งไหมคะ
A ไปเหมือนกันครับ เสื้อผ้าราคาถูกกว่าที่นี่
B ฉันอยากไปซื้อเสื้อผ้าค่ะ ฉันชอบเสื้อผ้า
A ผมชอบซื้อต้นไม้ครับ ที่กรุงเทพมีสถานที่หนึ่ง
เรียกว่า สวนจตุจักร ขายต้นไม้และสัตว์เลี้ยงครับ
B แพงไหมคะ ฉันก็ชอบสัตว์เลี้ยง
A ไม่แพงครับ คุณชอบสัตว์อะไรครับ
B ฉันชอบเลี้ยงหมาค่ะ ที่บ้านของฉันมีหมาสองตัว
A โอ้ ผมก็ชอบเลี้ยงหมาครับ แต่แม่ของผมไม่ให้
เลี้ยง
B วันหลังคุณไปเล่นกับหมาของฉันได้ค่ะ
สถานการณ์ที่ 6 ไปเที่ยวบ้านเพื่อน
A บ้านของคุณอยู่ที่ไหนครับ
B อยู่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยค่ะ นั่งรถไปประมาณ
10 นาที
A วันหลังผมจะไปเยี่ยมคุณที่บ้านนะครับ
B ยินดีค่ะ ฉันอยู่บ้านกับพ่อ แม่ และน้องชาย
A ผมเป็นลูกคนเดียวครับ ผมอยากมีน้องชายบ้าง
B คุณไปพูดคุยกับน้องชายของฉันได้ค่ะ เขาอยาก
มีพี่ผู้ชายเหมือนกัน
A ได้เลยครับ
สถานการณ์ที่ 7 นครปฐม
B คุณไปเที่ยวที่ไหนในเมืองไทยอีกคะ
A ผมไปเที่ยวนครปฐมครับ ห่างจากกรุงเทพ หนึ่ง
ชั่วโมงครึ่ง
B เป็นเมืองใหญ่ หรือเล็กคะ
A เป็นเมืองขนาดกลางครับ มีมหาวิทยาลัยมากมาย
ครับ
1
2
6
B โอ้โห เหมือนคุนหมิงไหมคะ
A ใกล้เคียงกันครับ ผมชอบที่นั่นมาก เพราะตอน
กลางคืนมีตลาดที่มีของกินเยอะแยะมากครับ
B มีเสื้อผ้าไหมคะ
A มีครับ แต่ไม่มีห้างมากเหมือนกรุงเทพ แต่มีวัดที่
มีชื่อเสียงมาก
B วัดอะไรหรือคะ
A วัดพระปฐมเจดีย์ครับ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่มาก
ถ้าใครอธิษฐาน
ที่วัดนั้นแล้วมักจะสมหวัง
B แล้วคุณอธิษฐานไหมคะ
A อธิษฐานสิครับ ผมขอให้ผมเจอเนื้อคู่เร็วๆ
B งั้นหรือคะ แล้วตอนนี้คุณเจอหรือยังคะ
A ผมคิดว่าเจอแล้วครับ แต่ผมยังไม่ได้บอกเธอ
B คุณต้องรีบบอกเธอนะคะ คุณจะได้มีแฟนเร็วๆ
สถานการณ์ที่ 8 ถามเรื่องส่วนตัว
A แล้วคุณมีแฟนไหมครับ
B ไม่มีค่ะ ฉันตั้งใจเรียนมากเลยยังไม่อยากมีแฟน
A อ๋อ เหรอครับ แล้วคุณเคยคิดไหมว่า จะชอบ
ผู้ชายแบบไหน
B ฉันชอบคนใจดี ยิ้มง่าย และมีความรับผิดชอบค่ะ
A โอ้โห เพอร์เฟคแมนมากเลยครับ
B แล้วคุณล่ะคะ ชอบผู้หญิงแบบไหน
A ผมชอบผู้หญิงตาสวย ยิ้มง่ายและอ่อนหวานครับ
B คุณก็ชอบผู้หญิงในอุดมคติเหมือนกันนั่นแหละ
A ครับ แต่ผมก็เจอผู้หญิงแบบนั้นแล้วนะครับ
B ค่ะ ฉันขอเอาใจช่วยคุณให้สมหวัง
สถานการณ์ที่ 9 กินอาหารไทย
A อาหารมาแล้วครับ เราทานกันเถอะ
B โอ๊ย อร่อยมากค่ะ ฉันชอบจัง นี่เรียกว่าอะไรคะ
1
2
7
A จานนี้ส้มตำาครับ แล้วนี่ไก่ย่าง คุณลองทานต้มยำา
กุ้งสิครับ
B นำ้าซุปของมันสีแดงจะเผ็ดไหมคะ
A ไม่เผ็ดมากครับ รสชาติเหมาะกับคนจีน
B อืม อร่อยจริงๆด้วยค่ะ
A ถ้าเผ็ดมาก เดี๋ยวเราทานของหวานกันนะครับ
B มีของหวานอะไรคะที่ร้านนี้
A มีบัวลอย ลอดช่อง และข้าวเหนียวมะม่วงครับ
B ฟังดูน่าทานมากค่ะ
A อิ่มแล้วเหรอครับ ทำาไมทานน้อยจัง
B อิ่มแล้วค่ะ อร่อยมากนะคะ แต่ฉันทานไม่ไหว
แล้ว
A งั้นลองทานขนมหวานร้านนี้นะครับ
B ได้ค่ะ จะทานอะไรดีล่ะคะ
A ผมว่า ลอดช่องน่าจะอร่อยที่สุดนะครับ เพราะมี
กะทิ และนำ้าแข็ง
B หวานไหมคะ ฉันรู้สึกเผ็ด อยากทานหวานๆ
A หวานครับ งั้นสั่งลอดช่องนะครับ น้องๆ ขอลอด
ช่อง 2 ที่ครับ
พนักงานเดินมาเสิร์ฟ
B นั่นไงคะ มาแล้ว ใช่ขนมของเราหรือเปล่า
A ใช่ครับ ลองทานกันเถอะ
B อร่อยมากเลยค่ะ หอมด้วย หอมอะไรนะคะ
A เป็นกลิ่นเทียนหอมครับ จุดแล้วรมควันไว้
B รสชาติเหมือนที่เมืองไทยไหมคะ
A เหมือนกันครับ เพราะเจ้าของร้านที่นี่เป็นคนไทย
ครับ
B เหรอคะ อาหารเมืองไทยอร่อย ถ้าฉันไปเมือง
ไทยคงอ้วน
A ไม่หรอกครับ เพราะว่าเมืองไทยร้อน ทานแล้วก็
เหงื่อออก
สถานการณ์ที่ 10 เล่าเรื่องเมืองลำาปาง
1
2
8
B คุณช่วยเล่าเรื่องลำาปางให้ฉันฟังได้ไหมคะ
A ได้ครับ ลำาปางอยู่ทางเหนือของประเทศไทย
B ใกล้กับเชียงใหม่ไหมคะ
A ใกล้ครับ แต่ลำาปางเป็นเมืองเล็กครับ
B ยังไงคะ
A มีบ้านคนน้อย ร้านอาหารน้อย ห้างก็มีน้อย
B แล้วคุณชอบที่นั่นไหมคะ
A ชอบครับ เพราะว่าเมืองเล็กไม่วุ่นวายดีครับ
B ฉันก็ชอบเมืองเงียบๆ ค่ะ
A ที่ลำาปาง เราต้องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติครับ
เช่น นำ้าตก นำ้าพุร้อน ฟาร์มเลี้ยงช้างครับ
B โอ้โห มีช้างด้วยหรือคะ
A มีครับ ช้างไทยน่ารัก แต่ก็น่าสงสารมาก
B ทำาไมล่ะคะ
A คนไทยชอบแพนด้ามากครับ แต่ไม่ค่อยสนใจ
ช้าง
B น่าสงสารจัง ฉันอยากขี่ช้างค่ะ
A ผมก็อยากขี่ช้าง แล้วพามันไปอาบนำ้า
B ว่าไงนะ คุณจะอาบนำ้าช้างหรือคะ
A ใช่ครับ ที่ฟาร์มช้าง เราสามารถไปแคมป์ปิ้งได้
แล้วเขาจะสอนเราเลี้ยงช้าง เล่นกับช้าง และอาบนำ้า
ช้างครับ
B ช้างไทยตัวใหญ่ไหมคะ
A ใหญ่มากครับ ฉลาดมากด้วย
B ฉลาดยังไงคะ
A ช้างไทยเล่นดนตรีได้ และวาดรูปได้ด้วยครับ
B คุณพูดจนฉันอยากไปลำาปางแล้วค่ะ
สถานการณ์ที่ 11 ไปเที่ยวเมืองไทย
1. ไว้ปิดเทอมเราไปเที่ยวเมืองไทยกันไหมครับ
2. ดีค่ะ เพราะฉันก็อยากลองไปเที่ยวเมืองไทย เคย
ได้ยินว่า
เมืองไทยมีทะเลสวยมาก
3. จริงครับ ผมก็คิดว่าจะไปเที่ยวทะเลเมืองไทย
1
2
9
4. ฉันได้ยินว่า ทางใต้ของไทยทะเลสวยมากจริงไหม
คะ
5. ผมยังไม่เคยไปนะครับ แต่ผมคิดว่าสวยมาก เพราะ
เพื่อนของผม
บอกว่าอย่างนั้น พวกเขาเคยไปมาแล้วครับ
สถานการณ์ที่ 12 ขอเป็นเจ้ามือ
6. เราไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมไปจ่ายเงินก่อน
7. ฉันขอจ่ายด้วยค่ะ
8. ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าผมเป็นเจ้ามือเอง
9. ไม่ดีหรอกค่ะ ฉันชวนคุณมาทานข้าวนะคะ ให้ฉัน
เป็นคนจ่ายเงิน
ดีกว่า
10. ไว้วันหลังแล้วกันนะครับ มื้อนี้ผมขอจ่ายเองครับ
11. ขอบคุณค่ะ แล้ววันหลังฉันจะเลี้ยงคุณบ้าง
12. เรียบร้อยครับ แล้วเราจะไปไหนกันต่อดีครับ
สถานการณ์ที่ 13 เดินเล่นที่ชุ่ยหู
13. ฉันอยากเดินเล่นก่อนกลับบ้านค่ะ
14. ถ้าอย่างนั้นเราไปเดินที่ทะเลสาบชุ่ยหูนะครับ
15. ได้ค่ะ บ้านของฉันอยู่ทางนั้นพอดี
16. อากาศเย็นลงแล้วนะครับ คุณหนาวหรือเปล่า
17. หนาวนิดหน่อยค่ะ ไม่เป็นไร
18. ไม่ได้ครับ เพราะคุณเพิ่งหายป่วย ใส่เสื้อของผม
อีกตัวดีไหมครับ
19. อุ๊ย ไม่เป็นไรค่ะ ให้เสื้อฉันแล้ว คุณก็หนาวน่ะสิ
คะ
20. ไม่หนาวหรอกครับ ผมแข็งแรงกว่าคุณนะ ใส่
เถอะครับ
21. ขอบคุณค่ะ อุ๊ย นั่น ดูสิ ผ้าพันคอสวยมากเลย
22. เข้าไปดูกันเถอะครับ
23. ผ้าผืนนี้สวยจังเลยค่ะ
24. คุณชอบไหมครับ ผมจะซื้อให้
1
3
0
25. ไม่เป็นไรค่ะ ฉันซื้อเองดีกว่า คุณเลี้ยงข้าวฉันไป
แล้ว
26. งั้นก็ได้ครับ
สถานการณ์ที่ 14 ขอบคุณและอำาลา
27. วันนี้สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณที่เดินมาส่งนะคะ
28. ยินดีครับ วันหลังผมมาหาคุณอีกได้ไหมครับ
29. ได้ค่ะ วันหลังคุณมาทานข้าวที่นี่ได้ค่ะ ฉันจะทำา
กับข้าวให้คุณ
ทานค่ะ
30. ขอบคุณครับ แล้วเจอกันนะครับ
31. โชคดีค่ะ บาย
สถานการณ์ที่ 15 มีเรื่องเดือดร้อน
32. ฮัลโหล มีอะไรหรือเปล่าครับ
33. ฉันเองค่ะ ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากคุณค่ะ
34. มีเรื่องอะไรครับ
35. ฉันทำากระเป๋าสตางค์หายค่ะ ไม่รู้อยู่ที่ไหน
36. จริงเหรอครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน
37. อยู่ที่โรงอาหารค่ะ ฉันคิดว่ามีคนล้วงกระเป๋าของ
ฉันค่ะ
38. งั้นคุณรอผมห้านาทีนะครับ ผมจะรีบไปหาคุณ
39. ขอบคุณค่ะ รีบมานะ ฉันจะรอ
40. คุณลืมกระเป๋าไว้ที่ไหนหรือเปล่า
41. ฉันเอาใส่ไว้ในกระเป๋าหนังสือค่ะ พอจะซื้อข้าว
มันก็หายไปแล้ว
42. ผมว่าเราต้องไปแจ้งตำารวจครับ และอาจจะต้อง
ติดประกาศ
43. ค่ะ คุณจะไปเป็นเพื่อนฉันไหมคะ
44. ไปครับ คุณใจเย็นๆ ก่อน ค่อยๆ คิดว่าจะบอก
ตำารวจอย่างไร
45. ค่ะ เรารีบขึ้นแท๊กซี่ไปได้ไหมคะ
46. ได้ครับ
47. คุณแน่ใจไหมว่า มีคนล้วงกระเป๋าคุณ
1
3
1
48. ฉันไม่ได้สังเกตค่ะ มารู้ตัวอีกทีกระเป๋าตังค์ก็หาย
ไปแล้ว
ครับ แล้วทางตำารวจจะติดต่อกลับไป คุณกรอก
รายละเอียดตาม
แบบฟอร์มนี้นะครับ
49. เรียบร้อยแล้ว ฉันไปได้แล้วใช่ไหมคะ
50. ครับ แล้วเราจะติดต่อไปถ้าพบเบาะแสนะครับ
51. ขอบคุณค่ะ คุณตำารวจ
สถานการณ์ที่ 16 ปลอบใจ
52. ใจเย็นๆ นะครับ ถือว่าฟาดเคราะห์
53. ฉันนี่แย่จริงๆ อุตส่าห์ระวังแล้วเชียว
54. เสียงโทรศัพท์ของคุณหรือเปล่าครับ
55. ใช่ค่ะ ขอรับโทรศัพท์ก่อนนะคะ
56. ตามสบายครับ เชิญเลย
57. ฮัลโหล ว่าไงนะ ได้ๆ แค่นี้นะ แล้วเจอกันที่
ห้องเรียนนะ
58. มีอะไรหรือครับ
59. เพื่อนของฉันโทรมาบอกว่า ฉันลืมกระเป๋าตังค์
ไว้ที่ห้องเรียนค่ะ
60. จริงหรือครับ โชคดีจัง งั้นเรารีบกลับไปที่
ห้องเรียนกันเถอะ
61. ค่ะ ฉันสร้างความเดือดร้อนให้คุณอีกแล้ว
62. ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีช่วยคุณ
สถานการณ์ที่ 17 ผมสนใจคุณ
63. แล้วทำาไมคุณถึงเอากระเป๋าตังค์ออกมาล่ะครับ
64. รู้สึกว่าเพื่อนจะขอนามบัตรของฉันค่ะ ฉันคงลืม
เก็บ
65. เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชายครับ
66. ถามทำาไมหรือคะ
1
3
2
67. ผมอยากรู้เฉยๆ ว่านอกจากผมแล้ว ยังมีคนอื่น
สนใจคุณอีกไหม
68. คุณพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรคะ
69. หมายความว่า...เอ่อ...ผมชอบคุณครับ
70. อะไรนะคะ
71. ใช่ครับ ผมชอบคุณ ผมอยากเป็นแฟนกับคุณได้
ไหมครับ
72. เอ่อ ... ฉันขอคิดดูก่อนได้ไหมครับ
73. อืม...ผมอาจจะไม่ดีพอสำาหรับคุณ
74. ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่ฉันไม่เคยมีแฟนมาก่อน
คุณแน่ใจเหรอคะว่า
ชอบฉัน
75. แน่ใจสิครับ ผมชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน
แล้วครับ
76. คุณพูดแบบนี้ ฉันก็เขินแย่เลย
77. เอาอย่างนี้ คุณจะให้คำาตอบผมได้เมื่อไรครับ
78. ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เราเพิ่งรู้จักกันเองนะคะ
79. ถ้าอย่างนั้น คุณอนุญาตให้ผมจีบคุณได้ไหม
ครับ
80. จีบ? คุณจะจีบฉันยังไงคะ
81. ก็ผมจะขอเวลาทำาความรู้จักคุณให้มากขึ้น ไป
ทานข้าว ไปดูหนัง
ไปสถานที่ที่คุณชอบและผมชอบ แล้วก็คุยกันให้
มากกว่านี้ เผื่อว่าวันหนึ่งคุณจะตอบได้ว่า คุณ
ชอบผมหรือเปล่า
82. แล้วถ้าถึงวันนั้น ฉันไม่ชอบคุณล่ะคะ
83. ก็ไม่เป็นไรนี่ครับ เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันได้
84. งั้นก็ตกลงค่ะ ฉันจะลองดูใจคุณ
85. ไชโย
สถานการณ์ที่ 18 ออกเดต
86. วันนี้คุณอยากไปเที่ยวที่ไหนครับ
1
3
3
87. ฉันอยากไปซื้อรองเท้าใหม่ค่ะ คู่เก่ามันขาดแล้ว
เมื่อวาน
88. ได้ครับ งั้นเดี๋ยวสิบโมงเช้า ผมไปรับคุณที่บ้าน
89. คุณจะซื้อรองเท้าแบบไหนครับ
90. ฉันจะซื้อรองเท้าผ้าใบค่ะ ใส่สบายดี
91. ผมมีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านรองเท้า เราไปซื้อร้าน
นั้นไหมครับ
92. ร้านอยู่ที่ไหนคะ
93. อยู่ที่จินม่าครับ
94. ดีค่ะ ฉันจะได้ไปซื้อของอย่างอื่นด้วย
95. ชอบคู่ไหนครับ
96. ฉันชอบสีม่วงค่ะ ราคาเท่าไรคะ
97. 150 หยวนครับ แต่ผมจะขอให้เขาลดราคาอีก
98. ค่ะ ขอบคุณค่ะ
99. เพื่อนของผมบอกว่า ลดได้ถึง 100 หยวนครับ
100.ตกลงค่ะ ฉันซื้อคู่นี้
101.ถ้าไปเมืองไทยคุณต้องชอบแน่ๆ เพราะราคาถูก
กว่ามาก
102.เหรอคะ ดีจัง ฉันอยากไปเมืองไทยเร็วๆแล้วสิ
103.แต่คุณต้องหัดพูดภาษาไทยนะครับ
104.ทำาไมล่ะค่ะ คนไทยไม่พูดภาษาอังกฤษหรือ
105.พูดครับ แต่มีน้อย เพราะฉะนั้น คุณควรเรียน
ภาษาไทยบ้าง
106.แล้วคุณเรียนไหมคะ
107.เรียนครับ ผมเรียนภาษาไทยมาคอร์สหนึ่งแล้ว
ตอนนี้กำาลังเรียน
คอร์สสอง
108.ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องสอนภาษาไทยให้ฉันได้น่ะ
สิ
109.ยินดีครับ แต่ผมยังไม่เก่งนะ ผมกำาลังพยายาม
ท่องจำาคำาศัพท์อยู่
และพยายามออกเสียงให้เหมือนคนไทย
110.ถ้าฉันเรียนกับคุณด้วย คุณจะปวดหัวหรือเปล่า
1
3
4
111.ไม่หรอกครับ เพราะว่าผมจะได้มีคนฝึกพูดด้วย
กัน
112.งั้นช่วงปิดเทอมเรามาเรียนภาษาไทยกันนะคะ
113.ได้ครับ แต่ช่วงนี้ผมก็อยากมาอ่านหนังสือเตรียม
สอบกับคุณ
114.ได้สิคะ ฉันชอบไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด คุณล่ะ
คะ
115.ผมก็ชอบที่ห้องสมุดครับ อาทิตย์นี้เราไปอ่านที่
นั่นกันนะ
116.ค่ะ ฉันอยากได้คะแนนดีๆ จะได้ขอพ่อกับแม่ไป
เที่ยวเมืองไทย
117.ผมเอาใจช่วยด้วยครับ คุณเก่งอยู่แล้ว ทำาได้
แน่นอน
118.คุณชมฉันมากเกินไปแล้วค่ะ
สถานการณ์ที่ 19 ฉลองสอบเสร็จ
119.สอบเสร็จเสียที ดีใจจังเลย
120.เฮ้อ เหนื่อยมากเลย อาทิตย์ที่ผ่านมาเนี่ย
121.ผมว่าเราไปทานไอศครีมกันไหม น่าจะสดชื่นดี
นะ
122.ดีเหมือนกันค่ะ ที่ไหนละคะ
123.ที่ห้างเปิดใหม่ครับ ไปเลยไหม
124.อืม อร่อยจังค่ะ ฉันชอบรสวนิลากับถั่วอัลมอนต์
125.ผมชอบกินรสช็อกโกแลตครับ
126.มื้อนี้ฉันจะเลี้ยงคุณนะคะ ทานให้เยอะๆเลย
127.แค่ถ้วยเดียว ผมก็อิ่มแล้วครับ
128.คุณเป็นผู้ชายทานได้เยอะๆ ไม่ต้องกลัวอ้วน
หรอกค่ะ
129.ไม่ได้ครับ เพราะว่าคุณตัวเล็กมาก เวลาไปด้วย
กัน ผมก็ดูตัวใหญ่
กว่าปกติอยู่แล้ว
130.ทำาไมคุณเงียบไปละคะ
131.ผมมีคำาถามอยากจะถามคุณครับ
132.อะไรคะ
1
3
5
133.เราก็คบกันมานานหลายเดือนแล้ว
134.คุณพอจะบอกผมได้ไหม คุณรู้สึกอย่างไรกับผม
135.อืม...
136.คุณก็เป็นคนดี มีนำ้าใจ และดูแลฉันมาตลอดนะ
คะ
137.แล้วยังไงต่อครับ
138.แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจค่ะ
139.แล้วผมจะต้องทำายังไงครับ คุณตัดสินใจยากจัง
140.ฉันขอเวลาอีกได้หน่อยได้ไหมคะ
141.ก็ได้ครับ ผมจะรอวันที่คุณแน่ใจในความรู้สึก
ของตัวเอง
142.งั้นวันนี้ เรากลับกันก่อนเถอะค่ะ
สถานการณ์ที่ 20 ของขวัญพิเศษ
143.วันนี้จะออกไปเที่ยวกับใครจ๊ะลูก
144.เพื่อนเก่าค่ะ มีเรื่องจะขอให้เขาช่วยหน่อย
145.แล้วไม่ไปเที่ยวกับแฟนเหรอ
146.แฟนที่ไหนกันคะ เป็นเพื่อนกันเฉยๆ ค่ะ
147.จริงเหรอ เห็นมารับมาส่งกันทุกวันเลยนะ
148.ไม่เอาไม่พูดแล้ว หนูไปก่อนดีกว่า สวัสดีค่ะ
149.โทรเรียกเรามาทำาไมเหรอ
150.เรามีเรื่องจะรบกวนเธอหน่อย
151.เรื่องอะไรล่ะ
152.เราอยากซื้อของให้คนคนหนึ่ง เขาเป็นนักกีฬา
เหมือนเธอ เราเลย
คิดว่าเธอน่าจะเลือกซื้อของได้ถูกใจเขา
153.แฟนเหรอ ใครกันเนี่ย
154.ยังไม่ถึงขั้นนั้น เอาเถอะน่า ช่วยเลือกซื้อเสื้อให้
ตัวหนึ่งนะ
155.ทำาไมถึงซื้อเสื้อให้ล่ะ ไม่ดีนะ เดี๋ยวเลิกกัน
156.จริงเหรอ แต่ฉันยังเป็นแค่เพื่อนนะ จะเลิกได้ยัง
ไง
157.ไม่เชื่อก็ตามใจ ไปสิ ร้านไหนไปซื้อกัน
158.เอาตัวไหนดีล่ะ ช่วยเลือกหน่อยสิ
1
3
6
159.เลือกมาเองสิ เดี๋ยวจะดูให้ว่า เหมาะไหม
160.เฮ้ นายมองอะไรน่ะ
161.ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนมีคนมองเราอยู่ แต่ก็ไม่เห็นมี
ใคร
162.คิดไปเองมั้ง เอาตัวนี้ดีกว่า เป็นไงสวยไหม
163.อืม ใช้ได้ เอาตัวแล้วกัน
164.จ้ะ ไปจ่ายเงินก่อนนะ
165.อืม แต่เมื่อกี๊เหมือนมีคนมองเราจริงๆ นะ
166.เรียบร้อยแล้ว ไปกลับกันเถอะ
167.โห อะไรเนี่ย ใช้งานเสร็จก็ไล่กลับเลยเหรอ ใจ
ร้ายจริงๆ
168.อ้าว แล้วจะให้ทำายังไงล่ะ กินไอติมไหม
169.โอเค ก็ยังดี วันนี้อากาศก็ร้อนจะตาย
170.ไปๆ กินไอติมก็ได้ เพื่อนอะไรเนี่ย ช่วยแค่นี้ก็ไม่
ได้ ฮ่าๆๆ
171.นี่ เธอ เหมือนมีคนมองเราอีกแล้วนะ
172.ไหนล่ะ ไม่เห็นมีใครเลย คิดไปเองหรือเปล่า
173.จริงๆ เชื่อสัญชาตญาณนักบาสสิ
174.กินๆเถอะ ตอนเย็นฉันมีนัดนะ
175.โห นัดกับเจ้าของเสื้อตัวนี้ใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆๆ ดีใจ
จังเพื่อนเราจะขาย
ออกแล้ว
176.ไม่ต้องพูดมากเลย รีบๆกินเข้าไป
สถานการณ์ที่ 21 โทรหาไม่รับสาย
177.เอ๊ะ ทำาไมเขาไม่รับสายนะ
178.มีเพื่อนมาหาหน้าบ้านจ้ะลูก
179.ค่ะ แม่ เอ๊ะ ใคร ไม่ได้นัดกันไว้นี่นา
180.เพิ่งกลับมาเหรอครับ
181.อ้าว คุณนั่นเอง ฉันกำาลังโทรหาคุณอยู่พอดี
ทำาไมถึงมาโดยไม่
บอกละคะ
182.ถ้าบอกผมก็ไม่เห็นอะไรดีๆ น่ะสิ
183.อะไรของคุณ ที่ว่านั่น
1
3
7
184.เพราะคุณมีคนอื่นอยู่แล้วใช่ไหม คุณถึงตอบผม
ไม่ได้ว่าคุณรู้สึก
ยังไง
185.คุณพูดอะไร ฉันงงไปหมดแล้ว
186.งงเหรอ ตกใจมากกว่ามั้ง ที่ผมเห็นคุณกับแฟน
วันนี้
187.แฟน? ฉันเนี่ยนะ คุณกำาลังเข้าใจผิดแล้ว
188.แล้วที่ถูกมันคืออะไร ไหนคุณบอกผมมา เพราะที่
ผมเห็นผู้ชายคน
นั้นก็เหมือนในสเปคคุณทุกอย่าง
189.ฟังฉันอธิบายก่อน
190.ไม่ฟัง ที่สำาคัญผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนในทีมของ
ผมด้วย ทำาไมคุณ
ทำาอย่างนี้ล่ะ
191.ถ้าคุณอยากเข้าใจอย่างนั้นก็ตามใจ เราไม่มี
อะไรต้องพูดกันแล้ว
192.ได้ พอกันที จากนี้ผมจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีก
สถานการณ์ที่ 22 อกหักทั้งคู่
193.ฮื่อๆๆๆ คนใจร้าย ไม่มีเหตุผล ทำาไมฉันต้องรัก
คนอย่างนายด้วย
194.เฮ้ย กินเหล้าน้อยๆหน่อย อกหักมาหรือไงวะ
195.ไปให้พ้นๆเลย ไม่อยากเห็นหน้าแก
196.อะไรวะ ไม่อยากเห็นหน้า กูไปทำาอะไรให้มึง
197.มึงไม่รู้หรอก ไอ้ห่า ไม่ต้องมาพูด
198.เอ้า ไม่พูดแล้วกูจะรู้เหรอ เห็นมึงกินเหล้ามาเป็น
อาทิตย์ๆแล้ว
เดี๋ยวก็ตายก่อนถึงวาเลนไทน์พอดี
199.กูเกลียดวาเลนไทน์ ตายๆไปก็ดี
200.อย่าบอกนะว่าแกอกหักจริงๆ เฮ้อ แปลกว่ะ ทำาไม
ช่วงนี้มีคนอก
หักเยอะจังวะ
201.ใครอีกล่ะ เพื่อนในทีมบาสหรือเปล่า
1
3
8
202.เปล่าหรอก เพื่อนสมัยมัธยมของกูเอง เพิ่งจจะพา
ไปซื้อเสื้อให้
แฟนอยู่เลย ไปๆมาๆ เลิกกันซะแล้ว
203.หา ว่าอะไรนะ เพื่อนคนไหน
204.แกไม่รู้จักหรอก เป็นผู้หญิงน่ะ ตอนนี้เศร้ามาก
เลย เห็นร้องไห้ทุก
วัน
205.เขาร้องไห้เพราะชอบแก แต่แกไม่รู้หรือเปล่า
206.บ้าเหรอ แฟนฉันอยู่เมืองไทย ยัยนี่ไม่ใช่แฟนฉัน
โว้ย
207.ฮ่าๆๆ จริงนะ
208.จริงสิ แล้วแกหัวเราะทำาไม บ้าหรือเปล่า
209.ขอบใจว่ะ ไปก่อนนะ
210.อ้าว จะไปไหนล่ะ
สถานการณ์ที่ 23 ง้อ...ขอคืนดี
211.แม่ครับ ผมมาหา...
212.อ่อ ได้จ้ะ หายไปไหนตั้งนาน ลูกแม่หงอยไปเลย
โน่น เขานั่งอยู่
ในสวนแน่ะ
213.ขอบคุณครับแม่ ผมขอตัวก่อนนะครับ
214.ตามสบายจ้ะ
215.นั่งใจลอยคิดถึงใครเอ่ย (มองหน้า...ไม่ตอบ)
216.คิดถึงผมใช่ไหม (ลุกขึ้น...เดินหนี)
217.ผมขอโทษ ผมเข้าใจผิดไปเอง
218.ไม่ต้องมาพูด คุณเชื่อความคิดของตัวเองอยู่แล้ว
นี่
219.โธ่ อย่าโกรธผมเลยนะ ก็ตอนนั้นผมหึงนี่นา
220.แล้วยังไง พอหึงแล้วก็เลยมาพาลใส่ฉันเนี่ยนะ
221.ผมขอโทษจริงๆ นะครับ ยกโทษให้ผมเถอะ
222.ถอนหายใจ... ฉันไม่อยากทุกข์ใจเพราะความ
รัก คุณก็รู้นี่
แล้วทำาไมถึงทำาอย่างนี้
1
3
9
223.ก็เพราะผมรักคุณมากไงครับ แต่ต่อไปผมสัญญา
ผมจะไม่ขี้หึง
และจะไว้ใจคุณ เชื่อใจคุณคนเดียวนะครับ
224.เงียบ... ให้โอกาสผมอีกสักครั้งนะ นะครับ
225.เงียบ... ก็ได้ค่ะ
226.เย้ ๆๆๆ ดีใจจังเลย ในที่สุดคุณก็ยอมเป็นแฟนผม
แล้ว
227.ใครบอก ฉันยกโทษให้คุณเฉยๆ ต่างหาก
228.อ้าว ทำาไมอย่างนั้นล่ะ ไหนเพื่อนผมบอกว่า คุณ
ซื้อเสื้อให้ผมไง
นี่ไม่ได้แปลว่า คุณรักผมแล้วเหรอ
229.หนอย เจ้าเพื่อนตัวดี เอาฉันไปเผาให้คุณฟังเห
รอ เจอกันเมื่อไร
น่าดู
230.อย่าไปโกรธมันเลยครับ จนตอนนี้มันยังไม่รู้ว่า
คุณกับผมคบกัน
เลย
231.อ้าว แล้วคุณรู้เรื่องเสื้อได้ยังไงคะ
232.บังเอิญน่ะครับ เอาเถอะ ตอนนี้เราดีกันแล้ว อย่า
สนใจอย่างอื่น
เลย มาพูดเรื่องของเราดีกว่า
233.ค่ะ เรื่องของเราก็คือ ฉันต้องดูใจคุณต่อไปอีก
โทษฐานที่คุณขี้หึง
ไม่ดูตาม้าตาเรือ เข้าใจไหม...
234.โอ๊ย...ไม่เอาน่า ให้อภัยผมเถอะนะ นะ นะ ดีกัน
นะ
235.ไม่ดี ไม่รู้ไม่ชี้ ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นแฟน
กันจริงๆไปเลย
236.แงๆๆๆ
จบบริบูรณ์
1
4
0
คำาศัพท์ในชีวิตประจำาวัน
1. ตื่นนอน wake up
2. ล้างหน้า wash face
3. แปรงฟัน brush teeth
4. อาบนำ้า shower
5. ทานข้าว have breakfast
6. ไปเรียน go to school
7. เข้าเรียน attend class
8. เลิกเรียน finish class
9. หยุดพัก take a break
10. ทานอาหารกลางวัน have lunch
11. ไม่มีเรียน no class
12. ทำาการบ้าน do homework
13. ไปห้องสมุด go to library
14. ไปซื้อของ go to buy something
15. ไปเดินเล่น go for a walk
16. ไปตลาด go to market
17. ไปตัดผม go to have hair cut
18. ไปในเมือง go to town
19. ไปห้างสรรพสินค้า go to
supermarket/shopping mall
20. ไปออกเดต go to date
21. ไปออกกำาลัง go to exercise
22. เล่นกีฬา play sport
23. อ่านหนังสือ read a book
24. ดูทีวี watch T.V
25. ดูหนัง watch movie
26. คุยโทรศัพท์ talking by phone
27. เล่นเกม play game
28. เล่นอินเตอร์เน็ต search internet
1
4
1
29. กินข้าวเย็น have dinner
30. ไปปาร์ตี้ go to party
31. ไปดื่มเหล้า go to drink
32. ไปหาแฟน go to see my darling
33. เตรียมสอบ prepare myself to
test
34. กลับบ้าน go home
35. ขึ้นรถเมล์ go by bus
36. ขึ้นแท๊กซี่ go by taxi
37. ขี่มอเตอร์ไซด์ ride motorcycle
38. ขี่จักรยาน ride bike
39. เดิน walk
40. วิ่ง run
41. กระโดด jump
42. ก้าวข้าม step across
43. รีบ in a hurry
44. สนุก fun
45. เหงา lonely
46. คุย talk
47. บ่น complain
48. ดีใจ glad
49. ใจดี kind
50. โกรธ angry
51. กลุ้ม worry about
52. ขยัน diligent
53. เก่ง good at
54. ฉลาด intelligent
55. ชอบ like
56. รัก love
57. ไม่ชอบ don’t like
58. เกลียด hate
59. เที่ยว to visit, to travel
60. ที่ไหน where
61. เมื่อไร when
1
4
2
62. อย่างไร how
63. มากเท่าไร how much
64. กี่ how many
65. เกิด was born
66. แก่ old age
67. เจ็บ pain
68. ปวด ache
69. ตาย die
70. สวย beautiful
71. หล่อ handsome
72. น่ารัก pretty, cute
73. ใหญ่ big
74. ใหญ่กว่า bigger
75. ใหญ่ที่สุด biggest
76. เล็ก small
77. เล็กกว่า smaller
78. เล็กที่สุด smallest
79. อย่างมาก at most
80. อย่างน้อย at least
81. ทันที at once
82. เดี๋ยวนี้ right now
83. รอ wait
84. รอสักครู่ wait a minute
85. เดี๋ยวก่อน wait, not this time
86. คิดถึง miss
87. ใคร who
88. กับใคร with whome
89. เขียว green
90. แดง red
91. เหลือง yellow
92. ฟ้า blue
93. ชมพู pink
94. ม่วง purple
95. นำ้าเงิน dark blue
1
4
3
96. ทอง golden
97. เงิน silver
98. ทองแดง bronze
99. ชนะ win
100. แพ้ lose
101. หลงทาง get lost
102. มีความสุข happy
103. มีความทุกข์ suffer
104. เศร้าใจ sad
105. ไม่สบาย feel ill
106. เจ็บคอ throat pain
107. ไปหาหมอ go to see doctor
108. ปวดหัว headache
109. ปวดฟัน toothache
110. ปวดหู earache
111. ปวดคอ neckache
112. ปวดท้อง stomache
113. ปวดขา legache
114. เมื่อยขา leg stiff
115. เหนื่อย tired
116. หมดแรง exhausted
117. หายใจเข้า inhale
118. หายใจออก exhale
119. หาเพื่อน make friend
120. โสด single
121. อายุ age
122. เพศ sex
123. ศาสนา religion
124. สัญชาติ nationality
125. ที่อยู่ address
126. ลายเซ็น signature
127. ลายมือ handwriting
128. รับประกัน guarantee
129. สัญลักษณ์ symbol
1
4
4
130. วีซ่า visa
131. พาสปอร์ต passport
132. อร่อย delicious
133. อิ่ม full from hungry
134. หิว hungry
135. หิวนำ้า thirsty
136. ดื่ม drink
137. นำ้า water
138. นำ้าอัดลม pop
139. โค้ก Coke
140. พิซซ่า pizza
141. ไส้กรอก sausage
142. ขนมปัง bun, bread
143. แยม jam
144. เนย butter
145. ช็อกโกแลต chocolate
146. นำ้าส้ม orange juice
147. นำ้าชา tea
148. กาแฟ coffee
149. ก๋วยเตี๋ยว noodles
150. เกี๊ยว dumpling
151. ขนมจีน Chinese noodles
152. ไก่ย่าง roast chicken
153. มัน potato
154. ต้ม boil
155. ผัด quick fried with little oil
156. แกง curry
157. ทอด deep fried
158. ต้มจืด light soup
159. ซุป thick soup
160. เนื้อหมู pork
161. เนื้อไก่ chicken
162. เนื้อปลา fish
163. เนื้อวัว meat
1
4
5
164. ผัก vegetables
165. ผลไม้ fruit
166. ส้ม orange
167. แตงโม water melon
168. ฝรั่ง guava
169. ทับทิม pomagranate
170. สาลี่ Chinese pear
171. มะละกอ papaya
172. มะม่วง mango
173. ส้มโอ pomelo
174. ทุเรียน durian
175. มังคุด mangosteen
176. ภูเขา mountain
177. ปีนเขา climbing
178. นำ้าตก waterfall
179. ทะเล sea
180. ชายทะเล seaside
181. หาดทราย beach
182. วัด temple
183. พระราชวัง palace
184. สถานที่ท่องเที่ยว visiting place
185. วัฒนธรรม culture
186. ประเพณี custom
187. มารยาท mannes
188. ไหว้ to greet
189. เคารพ to respect
190. สวัสดี hello
191. ขอโทษ excuse, sorry
192. ขอบคุณ thank you
193. ซาบซึ้งใจ sympathy
194. ช่วยเหลือ help
195. ช่วยด้วย Help me! (Emergency)
196. ไป go
197. มา come
1
4
6
198. กลับ go back
199. จาก from
200. ถึง to
201. ข้างใน inside, in, into
202. ข้างนอก outside, out
203. ข้าง next to
204. ใกล้ near
205. ไกล far
206. ข้างบน upstairs
207. ข้างล่าง downstairs
208. บน on
209. ล่าง under
210. เหนือ above, North
211. ล่าง below,
212. ใต้ South
213. ตะวันออก East
214. ตะวันตก West
215. ข่าว news
216. หนังสือพิมพ์ newspaper
217. นักข่าว journalist
218. นักเขียน writer
219. นักเรียน student
220. นักร้อง singer
221. นักเต้น dancer
222. อาจารย์ teacher
223. ครู teacher
224. สอน teach
225. เรียน study
226. มอง look at
227. ดู see
228. นอน lay down
229. นอนหลับ sleep
230. ง่วงนอน asleep
231. ตื่นสาย wake up late
1
4
7
232. ตอนเช้า morning
233. ตอนสาย late morning
234. ตอนเที่ยง at noon
235. ตอนบ่าย afternoon
236. ตอนเย็น evening
237. ตอนคำ่า early evening
238. ตอนดึก late night
239. เที่ยงคืน midnight
240. เช้ามืด early morning
241. บาท Baht
242. เงิน money
243. เหรียญ coin
244. ธนบัตร bank (money)
245. ธนาคาร bank (place)
246. สมุดบัญชี book bank
247. เอ.ที.เอ็ม A.T.M
248. เสื้อผ้า clothes
249. เสื้อเชิ้ต shirt
250. เสื้อยืด T – shirt
251. กางเกง trousers
252. กางเกงยีน jeans
253. กระโปรง skirt
254. ชุดราตรี dress
255. ชุดว่ายนำ้า swimming suit
256. ชุดสูท suit
257. ชุดลำาลอง casual suit
258. ชุดทางการ formal suit
259. ชุดกีฬา sporting suit
260. ชุดนอน pyjamas
261. วันเกิด birthday
262. เค้ก cake
263. ไข่ดาว fried egg
264. ไข่เจียว omelet
265. ข้าวผัด fried rice
1
4
8
266. กะเพรา basil
267. สาหร่าย seaweed
268. ข้าวสวย rice
269. ข้าวต้ม boiled rice
270. ไข่ต้ม boiled egg
271. กระดาษ paper
272. ดินสอ pencil
273. ปากกา pen
274. สมุด book
275. รายงาน report
276. สังคม society
277. สังคมศึกษา sociology
278. ท่องเที่ยว travelling
279. การสอน teching
280. ภาษาจีน Chinese
281. ภาษาไทย Thai
282. ภาษาอังกฤษ Chinese
283. ภาษาฝรั่งเศส French
284. ภาษาลาว Lao
285. ภาษาเวียดนาม Vietnam
286. ภาษาพม่า Burmese
287. นำ้าหนัก weight
288. ส่วนสูง height
289. สายตา sightseeing
290. สั้น short
291. ยาว long
292. แว่นตา eyeglasses
293. แว่นกันแดด sunglasses
294. ปกติ normal
295. ผิดปกติ abnormal
296. มาตรฐาน standard
297. ยี่ห้อ brand
298. แชมพู shampoo
299. ครีมนวด conditioner
1
4
9
300. สระผม wash hair
301. โทรศัพท์ telephone (N, V)
302. มือถือ cell phone
303. ซิมการ์ด simcard
304. แลกเงิน exchange money
305. ขาย sell
306. เช่า rent
307. ซื้อ buy
308. ให้ยืม lend
309. ขอยืม borrow
310. บอก tell
311. ให้ give
312. ส่ง send
313. อีเมล e-mail
314. อินเตอร์เน็ต internet
315. คอมพิวเตอร์ computer
316. เครื่องสำาอาง skin care, make up
317. โคมไฟ lamp
318. กะละมัง water basin
319. ขันนำ้า water jug
320. ไม้แขวน hanger
321. ไม้กวาด broom
322. ผ้าขี้ริ้ว rags
323. ผ้าม่าน curtain
324. ฟองนำ้า sponge
325. แปรง brush
326. หวี comb
327. ครีม cream
328. คริสต์มาส Christmas
329. วันปีใหม่ New Year’s day
330. วันวาเลนไทน์ Valentine’s day
331. ฝากเงิน deposit
332. ถอนเงิน withdrawal
333. ตำารวจ police
1
5
0
334. ฉุกเฉิน emergency
335. ป่วย sick
336. เป็นไข้ have a fever
337. สอบผ่าน pass the exam
338. สอบตก fail the exam
339. รองเท้า shoes
340. ถุงเท้า socks
341. รองเท้ากีฬา sport shoes
342. กระจก mirror
343. ซีดี CD; compact disk
344. เอ็มพีสาม MP3
345. เอ็มพีสี่ MP4
346. ตื่นเต้น exciting
347. ประทับใจ impression
348. คู่รัก, แฟน lover, boy/girl friend
349. สามี husband
350. ภรรยา wift
351. ลูก children
352. ครอบครัว family
353. พี่ชาย น้องชาย elder/younger
brother
354. พี่สาว น้องสาว elder/younger sister
355. รถยนต์ car
356. ใบขับขี่ driving/riding licence
357. พาสเวิร์ด password
358. รหัส code
359. ชุดนักศึกษา student suit
360. พยายาม try
361. ปรับตัว adapt myself
362. สำาเร็จ succeed, success
363. เสร็จ finish
364. ตรงเวลา on time
365. เจ้าระเบียบ strictly
366. กฎเกณฑ์ rule, condition
1
5
1
367. รับผิดชอบ responsibility
368. ซื่อสัตย์ honest
369. ขาดเรียน absence
370. ทักษะ skill
371. การสื่อสาร communication
372. ไกด์ guide (career)
373. ทำางาน work
374. หางาน find a job
375. ได้งาน get a job
376. ตกงาน lose a job
377. งานพิเศษ part time job
378. ติวเตอร์ tutor
379. ประหยัด save
380. เปลือง waste
381. นำ้าแข็ง ice
382. นำ้าเย็น iced water
383. ชาเย็น iced tea
384. กาแฟเย็น iced coffee
385. เบเกอรี bakery
386. เคเอฟซี KFC
387. เบียร์ beer
388. ซอส sauce
389. เต้าหู้ bean curd
390. กุญแจ key
391. หอพักนักศึกษา student dormitory
392. กิจกรรม activity
393. นาฬิกา clock, watch
394. กล่อง box
395. ตู้ cabinet
396. ตู้เสื้อผ้า wardrobe
397. ตะกร้า basket
398. ฝนตก it’s raining
399. แดดออก sun shines
400. ครึ้ม cloudy
1
5
2
401. พายุ strom
402. ดีเปรสชั่น depression
403. แฟชั่น fashion
404. ทิชชู่ tissue paper
405. ต้องการ need, want
406. อยาก would like
407. รังเกียจ mind
408. สงบ peace
409. สงคราม war
410. ปัญหา problem
411. คำาถาม question
412. ดูแล take care
413. พักผ่อน take a rest
414. ออกกำาลัง exercise
415. กระเป๋า bag
416. กระเป๋าสตางค์ wallet
417. ทาง way, routh, path
418. ข้ามถนน cross a road
419. ข้ามสะพาน across bridge
420. ทะเลาะ argue
421. ต่อย, ตบ, ตี hit with hand, palm
422. เมา get drunk
423. อุบัติเหตุ accident
424. รถชน car crash
425. หมอ, แพทย์ doctor
426. พยาบาล nurse
427. อธิการบดี president of university
428. คณบดี dean of university
429. คณะ faculty
430. มหาวิทยาลัยราชภัฏ Rajabhat University
431. เตียง, ที่นอน bed
432. ผ้าห่ม blanket
433. หมอน pillow
434. ผ้าเช็ดตัว towel
1
5
3
435. เช็ด wipe
436. ล้าง wash
437. ทำาความสะอาด clean
438. ปิด close, turn off
439. เปิด open, turn on
440. เขียน write
441. ฟัง listen
442. ได้ยิน hear
443. อ่าน read
444. พูด speak
445. โปรแกรม program
446. เก็บคะแนน collect marks
447. บันทึก, อัด record (v)
448. โต๊ะ table
449. เก้าอี้ chair
450. หน้าต่าง window
451. ประตู door
452. ขึ้นรถ get on vehicle
453. ลงรถ get off vehicle
454. ระหว่างทาง on the way
455. ประชุม meeting
456. งานเลี้ยง party
457. ด่วน express
458. ช้า slow, late
459. หมา dog
460. แมว cat
461. นก bird
462. งู snake
463. ยุง mosquito
464. ไฟ fire, electricity
465. ไฟดับ electricity went out
466. ไฟมา electricity came in
467. ขออนุญาต Excuse me
468. เย็น cool
1
5
4
469. หนาว cold
470. ร้อน hot
471. เบื่อ boring, bored
472. แขก guest
473. ทำาอาหาร cook
474. หุงข้าว cook rice
475. อาหารตามสั่ง ordered food
476. ร้านอาหาร food shop
477. โรงอาหาร canteen
478. ภัตตาคาร restaurant
479. ห้องนำ้า WC, toilet
480. บ้าน home, house
481. ห้องประชุม conference hall
482. ปลั๊ก plug
483. กล้อง camera
484. มีด knife
485. ช้อน spoon
486. ส้อม fork
487. จาน plate, dish
488. ชาม bowl
489. ราคา price
490. ลดราคา discount
491. ต่อราคา bargain
492. เพิ่มขึ้น increase
493. ลดลง decrease
494. แข่งขัน compete, contest
495. กีฬา sport
496. วิชาการ academic
497. ไฟจราจร traffic light
498. รถติด traffic jam
499. รถไฟ train
500. เครื่องบิน plane, aeroplane
1
5
5
บรรณานุกรม
คณาจารย์แม็ค. (2550). สรุปเข้มภาษาไทย ม.3.
กรุงเทพฯ: แม็ค.
จงชัย เจนหัตการกิจ. (2544). ภาษาไทยใช้ E-N-T
(พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ:
อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
อุปกิตศิลปสาร, พระยา. (2543). หลักภาษาไทย (พิมพ์
ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานิช.
1
5
6

สรุปย่อ หลักภาษาไทย

  • 1.
    บทที่ 1 ธรรมชาติของภาษา Natureof language ความหมายของภาษา ความหมายกว้าง หมายถึง การแสดงออกเพื่อสื่อความ หมาย เช่น ท่าทาง การใบ้ ภาษาสัตว์เครื่องหมาย สัญญาณ General meaning means the expression for meaning communication such as postures, hints, animal language, symbols and signals. ความหมายแคบ หมายถึง การใช้ภาษาของมนุษย์เพื่อ สื่อสาร คำาที่คิดขึ้นไม่จำาเป็นต้อง ตรงกันกับภาษาอื่น เสียงจึงไม่สัมพันธ์กับความหมาย เช่น ภาษาไทยเรียก หมา ภาษาอังกฤษเรียก dog เว้นแต่การ เลียนเสียงธรรมชาติเช่น เสียงของตก เสียงรถชน เสียงระเบิด เป็นต้น Specific meaning means human language usage for communication, the words defined need not relate to the meaning ,for example, in Thai called หมา in English called dog except for the imitation of natural sound such as falling things, car crash, boom. ลักษณะสำาคัญของภาษาไทย โดยธรรมชาติของภาษาทุกภาษาย่อมมีความคล้ายคลึง กัน กล่าวเฉพาะภาษาไทยนั้นมีลักษณะสำาคัญที่ควรทำาความ เข้าใจดังนี้ 1. ภาษาไทยเป็นภาษาคำาโดด (Isolating language) มี ความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ภายในคำา สามารถนำามาใช้ได้ทันที
  • 2.
    Thai language isan isolating language having a complete meaning in itself and using without changes within words so Thai words can be used at once. 2. การบอกพจน์ในภาษาไทย เมื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภายในคำาภาษาไทยจึงอาศัยคำาอื่นมาประกอบเพื่อบอก จำานวน เช่น คำาวิเศษณ์ คำาสมุหนาม การซำ้าคำา หรือคำากริยา บางคำาก็สามารถบอกจำานวนได้ The number expression of Thai language when there are not changes within word, Thai language uses other words to consist for showing the number of nouns for example adverb, quantity words, repeated word or some verbs can tell the number. 3. การบอกกาลในภาษาไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภายในคำาเช่นกัน จึงอาศัยคำาอื่นเพื่อแสดงอดีต หรืออนาคต เช่น แล้ว จะ เป็นต้น The tense of Thai language has no change within word in the same way of number it has another word for showing the tense. 4. การบอกผู้กระทำาในภาษาไทย ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภายในคำา แต่อาศัยการวางตำาแหน่งในประโยค และการเพิ่ม คำาว่า “ถูก” เพื่อแสดงการถูกกระทำา The voice in Thai language has no changes within a word but when the user wants to show active voice we put it in a position of Subject and add a word “ถูก” for showing a passive voice. 5. คำาในภาษาไทยมีทั้งคำาที่คิดขึ้นเอง และคำาที่ยืมมา จากภาษาอื่น ดังนั้น หลักการสังเกตคำาไทยแท้ คือ มีพยางค์ เดียว และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง Words in Thai language have both original and loan words so the noticeable tip of real Thai words are having only one syllable, complete meaning. 6. ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ และเมื่อเปลี่ยนวรรณยุกต์ ทำาให้ความหมายเปลี่ยน 2
  • 3.
    Thai language hasa tone so when the tone changed, the meaning changed, too. 7. มีการสร้างคำาเพิ่มด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การซำ้า การ ซ้อน การประสม การยืม การบัญญัติศัพท์ การทับศัพท์ และ การแผลงคำา เพื่อให้ได้ความหมายเพิ่มขึ้น The words are built more and more for various meaning in language with the following techniques: repeating, doubling, compounding, loaning, providing, transforming, and changing. 8. การเรียงประโยคของภาษาไทยเริ่มจากประธาน กริยา กรรม หากมีการสลับที่อาจทำาให้ความหมายเปลี่ยนไป ได้ The arrangement of Thai language is Subject – Verb – Object. The alternation of position makes change in meaning. 9. คำาขยายในภาษาไทยจะอยู่หลังที่ถูกคำาขยายเสมอ The adjective of Thai language comes after the words are magnified. 10. ภาษาไทยมีลักษณนามที่ใช้บอกลักษณะของคำานาม แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภท Thai language has classifiers for telling the character of noun that are different from each type. 11. ภาษาไทยจะเว้นวรรคเมื่อสิ้นสุดใจความ หรือจบ ประโยค ดังนั้น ในการเขียนภาษาไทยต้องเว้นวรรคให้ถูก ต้องมิฉะนั้นจะทำาให้ความหมายผิดเพี้ยนไป Thai language has to leave a space when it finishes the gist or at the end of sentence so in Thai writing should leave a space correctly otherwise the meaning will be changed. 12. ภาษาไทยมีระดับของการใช้ภาษาแตกต่างกันไป ตามระดับของบุคคลและสถานการณ์ที่ใช้คือ ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ และภาษาปาก 3
  • 4.
    Thai language hasa level of usage differently upon the person and situation. The levels of usage are formal language, semi- formal language and informal language. หน่วยในภาษา และการขยาย The units of language and the extension หน่วยในภาษา ประกอบด้วยเสียง พยางค์ คำา วลี อนุ ประโยค และประโยค The units of language means phonemes, syllables, words, phrases , clauses and sentences การขยายหน่วยในภาษา หมายถึง การนำาภาษาเรียง ร้อยต่อกันเพื่อให้ได้ประโยคที่สมบูรณ์ไม่จำากัด เช่น The extension of language units means the arrangement of language units for being unlimited complete sentences for example มด มดเดิน มดเดินตามกันสามตัว มดเดินตามกันสามตัวไปกินนำ้าตาล มดเดินตามกันสามตัวไปกินนำ้าตาลบนโต๊ะ มดเดินตามกันสามตัวไปกินนำ้าตาลบนโต๊ะในห้องครัว เสียงและรูปในภาษา Form and phoneme in language 1. พยัญชนะ – เสียงที่เปล่งออกมาโดยผ่านการกล่อม เกลาเสียงจากอวัยวะภายในช่องปาก เรียกว่า เสียงแปร ประกอบด้วย รูปพยัญชนะ 44 รูป และเสียงพยัญชนะ 21 เสียง voices blow out from lungs with the adjustment from organs in mouth in Thai we call พยัญชนะ or เสียง แปร. The consonant consists of 44 forms and 21 phonemes. 4
  • 5.
    เสียงพยัญชนะทั้ง 21 เสียงได้แก่ (21 phonemes are followed) ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ฌ ซ ศ ษ ส ญ ย ฎ ด ฏ ต ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ ณ น บ ป ผ พ ภ ฝ ฟ ม ร ล ฬ ว ห ฮ อ 5
  • 6.
    ตารางด้านล่างแสดงหมวดหมู่ทั้งหมดของอักษร คือ รูป พยัญชนะไทยพยัญชนะเติม ตัวอักษรบาลี สันสกฤต อักษร สามหมู่ The table below shows the whole categories of alphabets : Thai consonant forms, Added consonants (parenthesis), Pali language, Sanskrit language, three groups of Thai alphabet tone. อักษรกลาง อักษรสูง อักษรตำ่า ก ข (ฃ) ค (ฅ) ฆ ง จ ฉ ช (ซ) ฌ ญ (ฎ) ฏ ฐ ฑ ฒ ณ (ด) ต ถ ท ธ น (บ) ป ผ (ฝ) พ (ฟ) ภ ม ย ร ล ว ฬ ศ ษ ส ห (อ) (ฮ) 6
  • 7.
    เมื่อเสียงพยัญชนะถูกนำาไปใช้ จะใช้ในหลายลักษณะ เช่น When theconsonants are used, they can be in many styles of pronunciation for example 1.1 พยัญชนะต้น (first consonants) 1.2 อักษรนำา (leading consonants) 1.3 อักษรควบ (mixed consonants) 1.4 พยัญชนะท้าย (last consonant) 1.5 การันต์ (voiceless consonant) 1.1 พยัญชนะต้น (first consonants) พยัญชนะต้นทั้ง 44 ตัว สามารถใช้เป็นพยัญชนะ เริ่มต้นคำาได้บางส่วน ดังนี้ The 44 consonants can be used as a first part of words for some ones like following ก กิน กับ กัด กระเป๋า การบ้าน eat with bite bag homework ข ขาว ขาย ของ ขวดนำ้า ข้าม ถนน white sell things bottle cross a road ค คิด คาง คอย คุยโทรศัพท์ คำา พูด think chin wait talk by mobile saying ง งาน งง ง่วง เหงาหงอย หงุดหงิด 7
  • 8.
    work stun asleeplonely irritable จ จับ จูง จ่ายตลาดจดจำา จ้าง งาน touch lead by hand go2 market memorize employ ฉ ฉัน ฉุน ฉาย ฉีดยา ฉุกเฉิน I acrid broadcast inject emergency ช ช้าง ช่วย ช้า ชี้ ชูมือ elephant help slow point raises hand ซ ซักผ้า ซน ซื้อ แซบ ซุป wash clothes naughty buy spicy soup ญ ญาติ ญี่ปุ่น ญาณ relatives Japan consciousness ฐ ฐานะ ฐาน status base ณ ณ เณร at little monk ด เด็ก ดี เดิน ดาว ดำา child good walk star black 8
  • 9.
    ต ตี แต่ตาย ตั้งแต่ ตำารวจ hit but die since police ถ ถุง ถาม ถนน ถนัด ถ้วยชาม bag ask road skillful bowl ท ทำา ทาง ทาย ทุกๆ ทบทวน do way guess every review ธ ธง เธอ ธุระ ธนาคาร ธรรมดา flag you errand bank general น นั่ง นอน นาน น้อย นำ้าเปล่า sit lay downso long few, littlewater บ บ้าน บอก บาท บทที่ บทความ house tell baht lesson article ป ปลา ปลุก ปลูก ปรึกษา ปรับตัว fish wake plant advise adapt ผ ผิด โผล่ ผม ผิวหนัง ผอม wrong appear hair skin thin ฝ ฝา ฝัน ฝน ฝาก ฝึก lid dream rain deposit practice พ พูด พี่ พัน พบ พริก talk elder thousand find, meet chilly 9
  • 10.
    ฟ ฟ้า ฟื้นฟัน ไฟ แฟน sky recover teeth fire boy/girlfriend ภ ภาพ ภูมิใจ ภาค ภายใน ภายนอก picture proud part inside outside ม ม้า หมี มอง มัด มาตรฐาน horse bear look tie(v.) standard friendship ย ยุ่ง ยาย/ย่า ย้าย ยา ยาก busy grandmamove drug difficult ร รัก รถ ร้านค้า รู้ ร่ม love car store know umbrella ล ลิง ลุกขึ้น ลืม ลูก แล้ว monkey stand up forget child already ว วัด ไหว้ ว่ายนำ้า วิทยาศาสตร์ ไว temple greet,postureswim science quick ศ ศิลปะ ศิษย์ ศาสนา ศึกษา ศุกร์ art student religion study Friday 1 0
  • 11.
    ส สวย เสร็จสนาม สะอาด สกปรก beautiful finish field clean dirty ห หวาน หาง หุงข้าว หาย หอม sweet tail cook rice disappear good smell อ อ่าน อิ่ม อาย อีก อาจจะ read full shy again maybe ฮ ฮา ฮัดเช้ย funny sound of sneeze 1.2 อักษรนำา (leading consonants) อักษรนำา หมายถึง พยัญชนะต้นสองตัวเรียงกันแล้ว อ่านออกเสียงตามกันเป็น 2 พยางค์ พยางค์แรกออกเสียง อะ พยางค์ที่สองอ่านตามรูปสระที่ปรากฏ Leading consonants mean the two of first consonant are used together then read in two steps. For the first is read with ะ and the second read following appeared vowel. อักษรตัวแรกเป็นได้ทั้งอักษรสูง อักษรกลาง และ อักษรตำ่า อักษรสูงนำาจะมีตัวตามได้ทุกกลุ่มคือ อักษรสูง อักษร กลาง และอักษรตำ่าแต่ถ้าอักษรกลางและอักษรตำ่านำาจะมีแต่ อักษรตำ่าตามเท่านั้น โปรดพิจารณาตามตารางด้านล่าง The first consonants can be all high tone, middle tone, and low tone alphabets. If the high tone alphabets come first, the other alphabet left can comes after as a second consonant. However, if the middle tone and low tone alphabets are used as a first consonant, the low tone alphabets can only come after. Please consider the table below. 1 1
  • 12.
    ก ข (ฃ)ค (ฅ) ฆ ง จ ฉ ช (ซ) ฌ ญ (ฎ)ฏ ฐ ฑ ฒ ณ (ด)ต ถ ท ธ น (บ)ป ผ (ฝ) พ (ฟ) ภ ม ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ (อ) (ฮ) ตัวอย่างอักษรนำา ขนม ขยับ ขยัน สมอง สมาน สนอง สยาย ฝรั่ง ถลอก เถลิง ผวา ผยอง ถนน ขมุกขมัว สนิท ตนุ ตโนด จมูก ฉลาด ตลก เตลิด ตลอด จรวด ปริตร ปรัก โปรดสังเกตว่า คำาข้างต้นเหล่านี้ พยัญชนะตัวที่ 2 จะอ่านออกเสียงสูง (Please notify that above words has a high tone in a second consonant.) อย่างไรก็ดี มีคำาบางประเภทที่ถือว่าเป็น อักษรนำา แต่เมื่ออ่านแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีเสียงสูงในพยัญชนะที่ 2 เช่น However, some words called leading consonants cannot pronounce in a high tone in a second consonant such as ขมา ขโมย สมาคม สโมสร สลัม สแลง 1 2
  • 13.
    นอกจากนี้ ยังมีคำาที่ปรากฎรูปต่อไปนี้แล้วถือว่าเป็น อักษรนำาเช่นกัน คือคำาที่มี ห นำาหน้าอักษรตำ่าเดี่ยว (ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล) และคำาว่า อย่า อยู่ อย่าง อยาก Besides, there are words included into leading consonants such as a word with ห comes before ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล and the words : อย่า อยู่ อย่าง อยาก ตัวอย่าง หงาย หงอน หญ้า ใหญ่ หน้า หนู หมอน เหม็น หมาย หรูหรา หยาม หมู หวาน หวัง หลากหลาย 1.3 อักษรควบ (Mix consonants) อักษรควบ หมายถึง การนำาพยัญชนะตัวที่ 1 มาเข้า คู่กับพยัญชนะ ร ล ว แล้วอ่านออกเสียงตามสระที่ปรากฏ อย่างไรก็ดี อักษรควบมี 2 ประเภท คือ อักษรควบแท้ และ อักษรควบไม่แท้ Mix consonants mean an application of first consonants and ร ล ว and pronounce following the vowel appeared however, the mix consonants have 2 types that are real mix consonants and unreal mix consonants. อักษรควบแท้ หมายถึง คำาที่ออกเสียงพยัญชนะ สองเสียงพร้อมกัน คือ พยัญชนะที่ 1 กับ ร หรือ ล หรือ ว Real mix consonants mean a word expressing two consonants together that are the first consonant and ร or ล or ว. 1 3
  • 14.
    ในภาษาไทยมีอักษรควบแท้ 15 รูป11 เสียง ดังนี้ Thai language has 15 forms and 11 phonemes กร กราบ กรอบ กรีด กรัก โกรก กล กลัว กลาย กลอง กลับ กลีบ กว กวัก กวาด ไกว กว้าง แกว่ง คร ขร คราง ครั้ง ครบ ขรุขระ ขรึม คล ขล คลำา คล้าย คลาน ขลาด ขลุก คว ขว ความ ควัน ควาย ขวิด ขวัญ ตร ตรง ตรวจ ตราบ ตริ โตรก ปร ปราบ ปรบ ปรับ ปรุง โปรย ปล ปลาย ปลุก ปลูก แปลก ปลอบ พร พรุน พร้อม พริก พรู โพรง พล ผล พลาย พลาง ผลุนผลัน ผลิ ผลัก นอกจากนี้ ภาษาไทยยังรับอิทธิพลจากภาษาอื่นมา เพื่อใช้ในภาษาของตนเอง ดังนั้น จึงมีคำาที่อ่านออกเสียงควบ แต่มีเสียงและความหมายเป็นภาษาอื่น โดยส่วนมากมักเป็น ภาษาอังกฤษ Besides, Thai language is under the influence of other language for 1 4
  • 15.
    transforming into Thaiso there are words having mix consonant forms but phoneme and meaning is another language especially English. ตัวอย่างคำาควบกลำ้าที่มาจากภาษาอื่น บร บรีฟ บรอนซ์ เบรก บรั่นดี บราวน์ บล เบลม บลู แบล็ก บล็อก บลายด์ ดร ดรีม ดราฟต์ ดริงค์ แดร็ก ดรอว์อิ้ง ฟร ฟรี ฟราย เฟรนด์ ฟรุต ฟรักโทส ฟล ฟลาย ไฟลท์ ฟลุก ฟลูออไรด์ แฟลต ทร ทริป ทราเวล แทรกเตอร์ ทรี ทรัมเป็ต อักษรควบไม่แท้ หมายถึง คำาที่มีรูป ร ล ว ปรากฏ แต่ไม่อาจออกเสียงพร้อมกัน ทั้งสองเสียง โดยอ่านได้เพียงเสียงเดียว และในบางคำาอ่าน ออกเสียงเป็นเสียงอื่น เช่น ซ เป็นต้น Unreal mix consonants mean words having ร ล ว inside cannot pronounce these two consonants together but they pronounce only one phoneme or in other phoneme such as ซ ตัวอย่างของคำาควบไม่แท้ 1 5
  • 16.
    ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรม หมายนกอินทรี มัทรีอินทรีย์มี เทริด นนทรีพุทราเพรา ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัดโทร มนัสฉะเชิงเทรา ตัว ทร เหล่านี้เรา ออก สำาเนียงเป็นเสียง ซ จร - จริง ซร - โซรม ไซร้ สร - สร้าง เสร็จสร่าง สระ สรง ศร - เศร้า ทร - ทรุด โทรม ทราบ ทราม ทราย 1.4 เสียงพยัญชนะท้าย (Final consonant) เสียงพยัญชนะท้าย (ตัวสะกด) เมื่อนำาไปใช้ มี 9 มาตรา คือ แม่กก แม่กบ แม่กด แม่กม แม่กน แม่กง แม่ เกย แม่เกอว แม่ก.กา When they were used as a final consonant, they are categorized into 9 styles : g, p, d, m, n, ng, j, w, and words that no form of final consonant or only having alphabet, vowel and tone. ตัวอย่างคำาในมาตราตัวสะกด แม่กก ก ข ค ฆ มาก เลข บริจาค เมฆ แม่กบ บ ป พ ภ ฟ ลบ บาป ภาพ ลาภ กราฟ แม่กด จ ช ซ ฎ ฏ 1 6
  • 17.
    ปุจฉา คช ก๊าซกฎ ปรากฏ ฐ ฑ ฒ ด ต รัฐ ครุฑ วุฒิ สะดุด จิต ถ ท ธ ศ ษ ส รถ สารท พุธ ปราศ เศษ รส แม่กม ม สาม ตาม ดื่ม ลืม เกรียม แม่กน ณ น ญ ร ล ฬ ญาณ นาน กาญ การ กาล กาฬ แม่กง ง จริงจัง ตั้งใจ งง คงทน ปลง แม่เกย ย ตาย เลย เคย เผย เสย แม่เกอว ว วาว เปรี้ยว เคี้ยว เลี้ยว ดาว แม่ ก กา หมายถึง คำาที่มีแต่พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ แต่ไม่มีตัวสะกดเช่น ตา แม่ วัว เปีย รวมถึง คำาที่สะกดด้วยรูป ำำ, ไ, ใ, เ-า, ฤๅ เช่น ทำา ไม้ ใน เรา ฤๅษี 1 7
  • 18.
    คำาเป็น หมายถึง คำาที่สะกดด้วยมาตราม น ง ย ว เช่น ยาม เดิน กลาง เคย ราว นวล ชวน เกรง แก้ว ปราย กิน คุณ เป็นต้น The words having ม น ง ย ว as a final consonant คำาตาย หมายถึง คำาที่สะกดด้วยมาตรา ก บ ด เช่น จาก บาท โกรธ พบ ปด The words having ก บ ด as a final consonant The usability of คำาเป็น คำาตาย is these words are used following a rule of composition some Thai poetry. 1.5 การันต์ (voiceless consonant) หากพยัญชนะใดมีเครื่องหมายทัณฑฆาตอยู่ด้าน บน เรียกว่า การันต์ หมายถึง ไม่อ่านออกเสียงในส่วนนั้น เช่น จันทร์ ศุกร์ ทุกข์ สุขสันต์ เป็นต้น When the final consonants used with voiceless symbols are called การันต์ that means that part will not pronounce. 2. สระ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วไม่ผ่านการ กล่อมเกลาจากอวัยวะภายใน ช่องปาก เรียกว่า เสียงแท้ สระ แบ่งออกเป็น เสียงสระเดี่ยว และเสียงสระประสม เมื่อ ต้องการแสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์มี 21 รูป Vowel means phoneme expressed without the adapting from inner organ within mouth called real phoneme (เสียงแท้) Vowel can be divided into isolate vowels and compound vowels when it expresses in symbol there are 21 forms of vowel 2.1 เสียงสระ 1 8
  • 19.
    เสียงสระเดี่ยว 18 เสียง(18 phonemes of isolate vowel) อะ อา กระทะ น้าอา อิ อี มิมี ยินดี อึ อือ ขึด คือ อุ อู จุ ปู เอะ เอ เละเทะ เกเร แอะ แอ และ แล โอะ โอ โต๊ะ โต เออะ เออ เลอะเทอะเจอ เอาะ ออ เกาะ รอ เสียงสระประสม 6 เสียง (6 phonemes of compound vowel) เอียะ เอีย เผียะ เกลี่ย เอือะ เอือ เดือด เผื่อ อัวะ อัว จั๊วะ รั้ว ข้อควรจำา อำา ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦา ไม่ถือเป็นสระ เพราะมี เสียง พยางค์ท้าย คือ ม ย ว และเป็นเสียงซำ้า คือ รึ (อึ) รือ (อือ) สระจึงมี 21 รูป 24 เสียง (Tip : อำา ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦา cannot call vowel because they have final syllables that are m, j, w and they are the same as อึ อือ) Vowel has 21 forms and 24 phonemes. 2.2 รูปสระ 21 รูป ได้แก่ ะ วิสรรชนีย์ า ลากข้าง ำิ พินทุ์อิ ำ่ ฝนทอง " ฟันหนู ° นฤคหิต หยาดนำ้าค้าง 1 9
  • 20.
    ำุ ตีนเหยียด ำู ตีนคู้ เไม้หน้า โ ไม้โอ ใ ไม้ม้วน ไ ไม้มลาย ำ็ ไม้ไต่คู้ ำั ไม้หัน อากาศ ฤ ตัวรึ ฤๅ ตัวรือ ฦ ตัวลึ ฦๅ ตัวลือ อ ตัว ออ ว ตัว วอ ย ตัว ยอ เมื่อนำาสระไปใช้ร่วมกับพยัญชนะท้ายจะมีการ เปลี่ยนแปลงรูปสระบางรูป เช่น กะ – กับ, ดือ – ดื่ม, เตะ – เต็ม, แทะ – แท็ก, เกาะ – ก็อบ, โปะ – ปน, เกอ – เกิน, เออ – เอย, เทอม – เทอญ, บัว – บวม (ศึกษาเพิ่มเติมจากแบบเรียนภาษาไทยเบื้องต้น ผศ.จำาลอง คำาบุญชู) 3. วรรณยุกต์ คือ เสียงที่กำาหนดตามระดับของเส้น เสียงเมื่อเปล่งออกมา ใช้ กำาหนดไตรยางศ์ มี 4 รูป 5 เสียง (tone is a phoneme defined following the level of tone after expression. The tone is used as a rule for pronunciation. There are 4 forms and 5 phonemes.) รูปวรรณยุกต์ ได้แก่ ำ่ รูปเอก เสียงตำ่า falling tone 2 0
  • 21.
    ำ้ รูปโท เสียงสูงแล้วตำ่าrising – falling tone ำ๊ รูปตรี เสียงสูง rising tone ำ๋ รูปจัตวา เสียงตำ่าแล้วสูง falling – rising tone ตัวอย่างของการผันเสียงวรรณยุกต์ยาว ก กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า ข - ข่า ข้า - ขา ค คา - ค่า ค้า - จะเห็นว่าเสียงอักษรสูง และอักษรตำ่าไม่สามารถผันได้ ครบห้าเสียง แต่ต้องนำาอักษรสูง และอักษรตำ่าคู่ (13 เสียง) มาผันร่วมกัน จึงจะได้เสียงครบทั้ง 5 เสียงเหมือนอักษร กลาง จ จาย จ่าย จ้าย จ๊าย จ๋าย ฉ - ฉ่าย ฉ้าย - ฉาย ช ชาย - ช่าย ช้าย - ด ดู ดู่ ดู้ ดู๊ ดู๋ ถ - ถู่ ถู้ - ถู ท ทู - ทู่ ทู้ - ป โป โป่ โป้ โป๊ โป๋ ผ - โผ่ โผ้ - โผ พ โพ - โพ่ โพ้ - 2 1
  • 22.
    จากตัวอย่างจะเห็นว่า เสียงอักษรสูงและอักษรตำ่า เหมือนกัน 1เสียง คือ เสียงในแถวที่ 3 (ฉ้าย – ช่าย, ถู้ – ทู่, โผ้ – โพ่) แต่ผู้เรียนต้องจำาว่า อักษรตำ่า มีรูปวรรณยุกต์ ไม่ตรงกับเสียง และควรจำาว่า เสียงที่เขียนได้สองแบบนั้น การเขียนแบบไหนถูกต้องในภาษาไทย From the example above, high tone alphabet and low tone alphabet have 1 phoneme that is the same of pronunciation that is the third phoneme in the column but the learner should memorize that low tone alphabets use the tone symbol differently from their real phonemes or use more tone of symbol expressed (tone3 use form2, tone4 use form 3) and in this case having two phonemes pronouncing in the same, the learner should memorize the correct words were used in Thai. ข้อควรจำา อักษรตำ่า รูปเอก เสียงโท รูปโท เสียงตรี อักษรกลาง ผันได้ครบ 5 เสียง อักษรสูง ผันได้ครบ 5 เสียงเมื่อนำาอักษรตำ่า คู่มาช่วย Tip Low tone use ำ่ in the third tone and ำ้ in the forth Middle tone can completely pronounce 5 tones. High tone can completely pronounce 5 tones with the help of low tone. พยางค์ (Syllable) พยางค์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาในแต่ละครั้ง อาจมีความหมายหรือไม่มี หากมีความหมายจะเรียกว่า คำา 2 2
  • 23.
    เช่น นก แมวเดิน กิน คุย ฉัน เขาโต๊ะ มือ คำาเหล่านี้ถือว่า เป็นคำา ที่มี 1 พยางค์ Syllable means voice is expressed in each time. It can either have meaning or not but if that syllable has a meaning is called word. These words, for example, bird, cat, walk, eat, talk, I, you, desk, hand are words that each word has 1 syllable. โครงสร้างพยางค์ หมายถึง ส่วนประกอบที่มีอยู่ใน หนึ่งพยางค์ ตามปกติ ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ แต่ในบางคำาจะมีตัวสะกด หรือการันต์เพิ่ม ดัง นั้น โครงสร้างของพยางค์ จึงแบ่งเป็น 4 ประเภท The structure of syllable means the composition of syllable. Normally the syllable consists of first consonant, vowel, tone. Specially, there are final consonant, or voiceless consonant added. The structure of syllable are 4 types as following 1. โครงสร้าง 3 ส่วน : พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ 3 part structure : first consonant, vowel, tone ปี พยัญชนะต้น ป สระ ำี วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฏรูป) มือ พยัญชนะต้น ม สระ ำือ วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฎรูป) 2. โครงสร้าง 4 ส่วน : พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ พยัญชนะท้าย 4 part structure : first consonant, vowel, tone, final consonant เร็ว พยัญชนะ ร สระ เ-ะ (เปลี่ยนเป็น ไม้ไต่คู้) วรรณยุกต์ สามัญ 2 3
  • 24.
    พยัญชนะท้าย ว (แม่เกอว) นอนพยัญชนะน สระ -อ วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฏรูป) พยัญชนะท้าย น (แม่กน) 3. โครงสร้าง 4 ส่วน (พิเศษ): พยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ การันต์ 4 part structure : first consonant, vowel, tone, voiceless consonant ปรีดิ์ พยัญชนะ ปร สระ อี วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฎรูป) การันต์ ดิ์ 4. โครงสร้าง 5 ส่วน : พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พยัญชนะท้าย การันต์ 5 part structure: first consonant, vowel, tone, final consonant , voiceless consonant จันทร์ พยัญชนะ จ สระ ะ (เปลี่ยนรูปเป็น ำั) วรรณยุกต์ สามัญ (ไม่ปรากฎรูป) พยัญชนะท้าย น (แม่กน) การันต์ ทร์ จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า โครงสร้างบางส่วนไม่มี พยัญชนะท้ายเป็นส่วนประกอบ และบางโครงสร้างมี พยัญชนะท้าย ดังนั้น ในการเรียนเรื่องโครงสร้าง พยัญชนะ ต้องทำาความเข้าใจเกี่ยวกับ พยางค์เปิด และ พยางค์ปิดด้วยเช่นกัน พยางค์เปิด หมายถึง โครงสร้างที่ไม่มีเสียง พยัญชนะท้าย 2 4
  • 25.
    พยางค์ปิด หมายถึง โครงสร้างที่มีเสียง พยัญชนะท้าย ข้อควรจำาพยางค์เปิด มีลักษณะเช่นเดียวกับ พยัญชนะท้ายในแม่ ก กา From the above there are some structure having final consonant but some there are not. Therefore the study of syllable structure should understand open syllable and close syllable, too. Open syllable means the structure non – having final consonant Close syllable means the structure having final consonant Tip the open syllable is the same to final consonant of ก กา 2 5
  • 26.
    แบบฝึกหัดที่ 1 1. ความหมายโดยกว้างและโดยแคบของภาษา คืออะไร 2. ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยคืออะไร 3. หน่วยในภาษาประกอบด้วยอะไรบ้าง 4. เสียงและรูปพยัญชนะมีจำานวนเท่าไร อะไรบ้าง 5. เสียงและรูปสระมีจำานวนเท่าไร อะไรบ้าง 6. เสียงและรูปวรรณยุกต์มีจำานวนเท่าไร อะไรบ้าง 7. เมื่อนำาพยัญชนะมาประกอบเป็นพยางค์ สามารถ ใช้ได้กี่ลักษณะ 8. จงแยกโครงสร้างพยางค์ต่อไปนี้ ปรุง ขวด กลับ บ้าน เรียน ซื้อ ชอบ วัว ศุกร์ หลาน 9. จงระบุมาตราตัวสะกดของคำาต่อไปนี้ กล เครื่อง กลุ่ม โทรศัพท์ สมุด กระดาษ 10. จงอ่านคำาต่อไปนี้ให้ถูกต้อง ปรับปรุง โปรดปราน เปรียบ เปรย กริ่งเกรง กราบกราน เกรียวกราว ครื้นเครง ครำ่าครวญ โครม คราม ตรึกตรอง ตรมตรอม ตระ เตรียม 2 6
  • 27.
    บทที่ 2 ชนิดของคำา คำา (Word) ประโยคที่ใช้สื่อสารในภาษาไทยประกอบขึ้นจากคำา 7ชนิด ได้แก่ Sentences for communication in Thai language consists of 7 parts of speech that are 1. คำานาม (nouns) 2. คำาสรรพนาม (pronouns) 3. คำากริยา (verbs) 4. คำาวิเศษณ์ (adverbs) 5. คำาบุพบท (prepositions) 6. คำาสันธาน (conjunctions) 7. คำาอุทาน (interjections) 2 7
  • 28.
    1. คำานาม หมายถึงคำาที่ใช้บอกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ Nouns mean words use to specify people, animal, and things. คำานามมี 5 ประเภท คือ สามานยนาม วิสามานยนาม อาการนาม สมุหนาม และลักษณนาม Nouns have 5 categories : common noun, proper noun, abstract noun, collective noun, and classifier. 1.1 สามานยนาม หมายถึง คำานามที่กล่าว โดยทั่วไป Common nouns mean general nouns that are not specify to special people, animal, or things. โต๊ะ เก้าอี้ ปากกา สมุด หนังสือ โรงเรียน ครู อาจาร ย นักเรียน เจ้าหน้าที่ เพื่อน คณะ มหาวิทยาลัย กระดาน ชอล์ก ตำารา กระดาษ รายงาน หนังสือพิมพ์ ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัดถุงดินสอ ป้าย รถเมล์ ประชุม กิจกรรม แบบฝึก การบ้าน 1.2 วิสามานยนาม หมายถึง คำานามเฉพาะที่ ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ต่างๆ เช่น สมชาย อาจารย์นัท มหาวิทยาลัยชือต้า ทะเลสาบชุ่ยหู มณฑลยูนนาน ประเทศไทย 2 8
  • 29.
    อาหารจีน คนเวียดนาม จังหวัด นครปฐมทวีปเอเชีย ศาสนาพุทธ ศิลปะยุโรป โทรศัพท์โนเกีย หนังสือภาษาจีน การ์ตูนญี่ปุ่น Proper nouns mean the nouns that specify to the special of people, animal, or things. 1.3 อาการนาม หมายถึง คำานามที่แปลงมา จากคำากริยา มีคำาว่า การ และความ นำาหน้า เช่น ความรัก ความเข้าใจ ความ สงสัย ความจำา ความสุข การกระทำา การคิด การ สอบ การพิจารณา การแก้แค้น การพักผ่อน การตัดสิน The abstract nouns mean the nouns derive from verbs but add a word การ or ความ before verb. 1.4 สมุหนาม หมายถึง คำานามที่ใช้เรียกกลุ่ม ของคำานามที่มาอยู่ร่วมกันนั้นและอยู่หน้าคำานามที่ต้องการ ขยาย เช่น กอง คณะ กลุ่ม ฝูง เหล่า บรรดา หมู่ ฝ่าย ตัวอย่าง กองอำานวยการ คณะกรรมการ กลุ่มนักศึกษา ฝูงชน เหล่าคณาจารย์ บรรดาผู้สนับสนุน 2 9
  • 30.
    Collective nouns meannouns are used to specify group of nouns. 1.5 ลักษณนาม หมายถึง คำานามที่ใช้เพื่อ บอกลักษณะของคำานามประเภทต่างๆ ซึ่งในภาษาไทยมีคำา ลักษณนามจำานวนมาก ดังต่อไปนี้ คน นักเรียน ทหาร พระ พระมหา กษัตริย์ คน นาย รูป พระองค์ สัตว์ ช้าง ม้า สุนัข หมาป่า โขลง คู่ ตัว ฝูง สิ่งของ กระดาษ ปากกา เสื้อ รองเท้า แผ่น ด้าม ตัว คู่ สถานที่ วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย แห่ง โรง แห่ง Classifiers mean nouns are used for telling the characters of nouns being in front of them. 2. คำาสรรพนาม คือ คำาที่ใช้แทนนาม สรรพนาม มี 6 ประเภท บุรุษสรรพนาม ประพันธ สรรพนาม วิภาคสรรพนาม นิยมสรรพนาม อนิยม สรรพนาม ปฤจฉาสรรพนาม Pronouns mean words can be replaced in a position of nouns. There are 6 types : personal pronouns, relative pronouns, distributive pronouns, definite pronouns, indefinite pronouns, and interrogative pronoun. 3 0
  • 31.
    2.1 บุรุษสรรพนาม หมายถึงสรรพนามที่ใช้ เรียกแทนตัวเอง และบุคคลอื่นๆ ประกอบด้วย สรรพนาม บุรุษที่ 1 สรรพนามบุรุษที่ 2 และสรรพนามบุรุษที่ 3 สรรพนามบุรุษที่ 1 เอกพจน์ ฉัน เรา ผม ข้าพเจ้า หนู ดิฉัน พหูพจน์ พวกฉัน พวกเรา พวกผม พวก หนู สรรพนามบุรุษที่ 2 เอกพจน์ เธอ คุณ แก ท่าน พหูพจน์ พวกเธอ พวกคุณ พวกแก พวกท่าน สรรพนามบุรุษที่ 3 เอกพจน์ เขา ท่าน มัน พหูพจน์ พวกเขา พวกท่าน พวกมัน Personal pronouns mean pronouns are used to represent the speaker, the listener, and the person we talk to. They are divided into 1, 2, 3 of personal pronounces. 2.2 ประพันธสรรพนาม หมายถึง คำา สรรพนามที่ใช้เชื่อมในประโยคความซ้อน ได้แก่ ที่ ซึ่ง อัน ว่า ให้ คำาว่า ที่ ซึ่ง อัน สามารถใช้แทนกันได้ มักตาม หลังคำานาม ส่วนคำาว่า ว่า ให้ ใช้เมื่อต้องการทำาเป็น ประโยครายงาน 3 1
  • 32.
    Relative pronouns meanwords combine the relative clause to the main clause in a complex sentence such as who whom which that. The word ที่ ซึ่ง อัน can be replaced for one another but ว่า ให้ will be use in an indirect speech. ที่ แม่ซื้อเสื้อที่ลดราคา Mother buys a blouse which is on sale. ซึ่ง คนซี่งได้รับรางวัลเป็นผู้หญิง A person who gets the prize is a woman. อัน การรักษาความสงบคือมารยาทอันดี Keep quiet is a manner which is good. 2.3 วิภาคสรรพนาม หมายถึง คำาสรรพนามที่ ใช้เพื่อแยกกลุ่มคำานามออกจากกันเป็นหลายๆ ส่วน โดย ใช้คำาว่า ต่าง บ้าง กัน Distributive pronouns mean pronouns are used for separation nouns into group or many parts with the words : ต่าง บ้าง กัน นักเรียนต่างมีความสุขในวันหยุด All students are happy in holiday. ลูกแมวเจ็ดตัวนั้นบ้างก็เล่น บ้างก็กินนม บ้างก็ นอน That cat sometimes plays, drinks milk and sleeps. อาจารย์กำาลังคุยกันอยู่ในห้องประชุม Teachers are talking in the meeting room 3 2
  • 33.
    2.4 นิยมสรรพนาม หมายถึงคำาสรรพนามที่ ใช้เพื่อชี้เฉพาะถึงสิ่งต่างๆ และบอกระยะทางด้วยคำาว่า นี่ นั่น นี้ นั้น เหล่านี้ เหล่านั้น Definite pronouns mean pronouns are used to tell the distance of something or to focus on the things they want. นี่คือหนังสือเรียนภาษาไทย This is Thai language textbook นั่นคือสมุดแบบฝึกหัดของนักเรียนชาวจีน That is Chinese’s exercise book. นี้คืออาจารย์ชาวต่างประเทศ This is a foreign teacher. เหล่านั้นเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 Those are first-year student baggages. 2.5 อนิยมสรรพนาม หมายถึง คำาสรรพนามที่ ใช้กล่าวโดยไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นสิ่งใด ชัดเจน ด้วยคำาว่า ใคร ที่ไหน อะไร อย่างไร ทำาไม แม้ว่าจะเป็นคำาเดียวกับที่ ใช้ตั้งคำาถาม แต่โดยเจตนาของผู้พูดแล้วจะไม่ต้องการคำา ตอบ Indefinite pronouns mean pronouns are used to tell without focus on anything and need not to know the answer such as whoever, whatever, whichever, wherever etc. ใคร ใครจะไปต้องเตรียมตัวให้ดี Who will go should prepare well. 3 3
  • 34.
    อะไร อะไรที่เขาทำาไม่มีประโยชน์ What hedoes is useless. อย่างไร ถึงอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ However he does not care. ทำาไม ทำาไมเขาพูดเหมือนไม่พอใจ Why he said like he did not pleasure. ที่ไหน ที่ไหนก็ไม่มีความสุขเท่ากับบ้าน ของเราเอง Wherever is not happy as our home. 2.6 ปฤจฉาสรรพนาม หมายถึง สรรพนามที่ ใช้สำาหรับตั้งคำาถาม และต้องการคำาตอบ Interrogative pronouns mean the pronoun are used for making a question and need an answer. ใครจะไปกับเขา ฉันและนารี Who will go with him? I and Naree. เขาจะทำาอะไร เขาจะไปซื้อ ต้นไม้มาปลูก What will he do? He will go to buy a tree. เธอจะทำาอย่างไรให้เขาสนใจ ฉันจะให้ ดอกกุหลาบแก่เขา How will you do to attract him? I will give him a rose. 3 4
  • 35.
    ทำาไมเธอไม่มาเรียน หนูไม่สบายมาก ค่ะ Why don’tyou come to school?I am very sick. พวกเขาจะไปเรียนที่ไหน พวกเขาจะไป เรียนที่เมืองไทย Where will he study? Thailand. 3. คำากริยา คือ คำาใช้บอกอาการ คำากริยามี 5 ประเภท สกรรมกริยา อกรรมกริยา วิกรร ตกริยา (เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ) กริยานุเคราะห์ (ย่อม กำาลัง คง อาจ จะ ต้อง ได้ แล้ว ถูก) และกริยาสภาวมาลา (ทำาหน้าที่เป็นเหมือนคำานาม) Verbs mean words for telling the behavior of someone or something. 3.1 สกรรมกริยา (Transitive verbs) คือ คำาที่ ต้องมีกรรม (object) มา รับเพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจ Transitive verbs mean verbs need objects for a complete meaning in sentence. กิน เตะ ส่ง ปลูก พา พบ มอง จ้อง ร้อง มา หา เคาะชก ทุบ ตี ต่อย เห็น อยาก ชู ชม ทิ้ง ปล่อย เจ็บ ปวด ทำา เกา แปรง ล้าง ชิม พยายาม ไป 3 5
  • 36.
    นักเรียนกินข้าวกลางวันที่โรงอาหาร เด็กผู้ชายชอบเตะฟุตบอล บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย ชาวนาปลูกข้าว พ่อพาน้องสาวไปโรงเรียน คุณลุงมาพบฉันที่โรงเรียน เขามองหน้าเธอทั้งวัน แมวจ้องหนู นักเรียนร้องเพลงเสียงดัง ฉันมาหาเธอเมื่อวาน เขาหาปากกาสีฟ้า ใครเคาะประตู นักมวยชกคู่ต่อสู้ ครูโมโหจึงทุบโต๊ะ แม่ตีลูกที่ไม่ทำาการบ้าน ผึ้งต่อยฉัน น้องมองไม่เห็นทาง 3 6
  • 37.
    เขาอยากกินสปาเก็ตตี้ แม่ชูมือเรียกลูกชาย เขาชมเธอว่าสวย ทุกคนต้องทิ้งขยะที่ถังขยะ น้องปล่อยปลาลงในนำ้า ผู้ป่วยเจ็บศีรษะมาก นักกีฬาปวดขาทั้งสองข้าง คนงานทำาความสะอาดพื้นและห้องนำ้า คนมีรังแคชอบเกาหัว พวกเราต้องแปรงฟันวันละสองครั้ง พ่อกับน้องชายกำาลังล้างรถ แม่ครัวชิมอาหาร เขาพยายามเก็บเงินไว้สร้างบ้าน ทหารไปสงคราม 3.2 อกรรมกริยา (Intransitiveverb) หมาย ถึง คำากริยาที่ไม่ต้องการ กรรมก็สามารถเข้าใจความหมายได้อย่างสมบูรณ์ Intransitive verbs mean verbs need not object to complete the meaning in sentence. เดิน นั่ง ยืน ยิ้ม หัวเราะ 3 7
  • 38.
    ร้องเพลง กระโดด สนุกไปเที่ยว อร่อย คุย นอนหลับ ไม่สบาย ป่วย อิ่ม หิว ทะเลาะ ไม่พอใจ โทรศัพท์ เสียใจ 3.3 วิกรรตกริยา (Linking verb) หมายถึง คำากริยาที่บอกความเท่าเทียมกัน ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ Linking verbs mean verbs show the equivalent relation of 2 nouns. เป็น เขาเป็นศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ He is a professor of Mathematics. เหมือน ผ้าผืนนี้เหมือนกับผืนนั้น This cloth is the same to that one. คล้าย หน้าตาของเขาคล้ายพ่อ His face looks like his father. เท่า นำ้าหนักของเธอเท่ากับน้องสาว Her weight is as much as her sister. คือ การทำาความดีคือความสุขอย่างหนึ่ง Do good is a kind of happy. 3.4 กริยานุเคราะห์ (Helping verbs) คือ กริยาที่ช่วยนำาหน้า กริยาเพื่อแสดงกาล (tense) ความคาดคะเน (prediction) ด้วยคำาว่า ย่อม กำาลัง คง อาจ จะ ต้อง ได้ แล้ว ถูก 3 8
  • 39.
    Helping verbs meanverbs help the afterward verbs to increase the meaning of verb. Sometime helping verbs show tenses, prediction, expectation. ย่อม คนทำาดีย่อมได้ดี กำาลัง เขากำาลังเดินทางกลับบ้าน คง เธอคงมีความสุขมาก อาจ แม่อาจจะโทรมาคืนนี้ จะ สายการบินจะลดราคา ต้อง ทุกคนต้องสอบให้ผ่าน ได้ หนังสือพิมพ์ได้ประกาศตามหาคน หาย แล้ว การแสดงเริ่มต้นแล้ว ถูก วันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษ 3.5 กริยาสภาวมาลา (Participle verb) คือ กริยาที่ทำาหน้า เหมือนคำานาม โดยเป็นประธาน หรือกรรม หรือส่วนขยาย ในประโยค Participle verbs mean verbs are in the position of nouns like Subject, object or extension. 3 9
  • 40.
    นอน นอนกลางวันไม่ดี Sleeping atnoon is not good. กิน เขาไม่ชอบกินอะไรตอนเย็น He does not like eating dinner. ออกกำาลังคนจีนชอบเดินเพื่อออกกำาลัง Chinese like to walk for exercising. 4. คำาวิเศษณ์ (Adverbs) คือ คำาขยายคำาอื่นๆ ใน ประโยค คำาขยายมี 9 ประเภท เช่น ลักษณวิเศษณ์ กาลวิเศษณ์ สถานวิเศษณ์ ประมาณ วิเศษณ์ นิยมวิเศษณ์ อนิยม วิเศษณ์ ประติชญาวิเศษณ์ (หางเสียง) ประติเษธวิเศษณ์ และปฤจฉาวิเศษณ์ Adverbs means verbs magnify other words in sentence. There are 9 types : character, time, place, quantity, definite, indefinite, vocative, negative, and interrogative adverbs. 4.1 ลักษณวิเศษณ์ คือ คำาขยายลักษณะของ คำานามนั้น เช่น สี ขนาด ชนิด รูปร่าง กลิ่น รส อาการ สัมผัส Character adverbs means words for magnifying color, size, type, shape, smell, taste, state, sense. สี แดง เขียว เหลือง ดำา ส้ม ชมพู ฟ้า ขาว ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ เล็ก กว่า ใหญ่กว่า พอดี 4 0
  • 41.
    รูปร่าง สูง ตำ่าดำา ขาว ผอม อ้วน เตี้ย กลิ่น หอม เหม็น ฉุน คาว สาบ หืน รส เปรี้ยว หวาน ขม เค็ม จืด เผ็ด อาการ ตื่นเต้น ร่าเริง เขินขรึม เงียบ สุขุม ขี้ลืม สัมผัส ร้อน เย็น นิ่ม แข็ง สาก ลื่น 4.2 กาลวิเศษณ์ (Adverbs of time) คือ คำา บอกเวลา เช้า ทุกคนไปทำางานตอนเช้า สาย ตอนสายตลาดจะวาย เที่ยง ตอนเที่ยงที่โรงอาหารคนเยอะ มาก เย็น เราจะไปออกกำาลังตอนเย็น เช้ามืด พระออกบิณฑบาตตอนเช้ามืด กลางวัน ที่คุนหมิงตอนกลางวันอากาศไม่ร้อน กลางคืน แมลงมักส่งเสียงร้องตอนกลางคืน หัวคำ่า นักเรียนบางคนมีเรียนตอนหัวคำ่า ดึก ผู้หญิงไม่ควรกลับบ้านดึกเพราะ อันตราย 4 1
  • 42.
    ก่อนนอน ฉันคุยโทรศัพท์กับแม่ก่อนนอนทุกคืน 4.3 สถานวิเศษณ์(Adverbs of place) คือ คำาแสดงสถานที่ ใช้เพื่อขยายตัวที่อยู่ด้านหน้า โดยไม่มีคำานามหรือ สรรพนามตามหลัง ข้างนอก น้องออกไปเล่นข้างนอก ข้างใน พี่ทำางานอยู่ข้างใน ข้างบน พ่อเก็บของอยู่ข้างบน ข้างล่าง แม่เดินลงไปข้างล่าง บน เสื้อแขวนอยู่ราวบน ล่าง เมื่ออยู่ที่สูง อย่ามองลงไปด้านล่าง เหนือ ปักกิ่งอยู่ทางเหนือของประเทศ จีน ใต้ คุนหมิงอยู่ทางใต้ของประเทศจีน ตะวันออกทะเลตะวันออกของประเทศไทยสวย มาก ตะวันตก พระอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก ใกล้ บ้านของเขาอยู่ใกล้ ไกล มหาวิทยาลัยอยู่ไกล 4 2
  • 43.
    ข้าง น้องชอบนั่งด้านข้าง ริม เขาชอบนั่งริม 4.4ประมาณวิเศษณ์ (Quantity adverbs) คือ คำาบอก ปริมาณ หรือจำานวนนับ (Cardinal numbers) หลาย เพื่อนของฉันซื้อเสื้อกันหนาว หลายตัว มาก คนอ้วนทานอาหารจำานวนมาก น้อย คนผอมทานอาหารน้อย พอ ห้องสมุดมีที่นั่งมากพอสำาหรับนักเรียน ทุกคน ไม่พอ ข้าวที่โรงอาหารมีไม่พอกับ จำานวนคน เหลือ ฉันไม่มีเงินเหลือแล้ว หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ ยี่สิบ เอ็ด สิบ ร้อยพัน หมื่นแสน ล้าน ร้อย ล้าน สิบล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ล้านล้าน 4.5 นิยมวิเศษณ์ (Definite adverbs) คือ คำา บอกตำาแหน่ง ที่ตามหลังคำาอื่น เช่น นี้ นั้น โน้น 4 3
  • 44.
    นี้ กล่องใบนี้มีหนังสือสามสิบเล่ม นั้น เสื้อตัวนั้นทำาจากขนสัตว์ โน่นปลาตัวโน้นว่ายเร็วมาก 4.6 อนิยมวิเศษณ์ (Indefinite adverbs) คือ คำาที่ไม่ชี้ เฉพาะ ใช้ตามหลังคำาอื่น เช่น ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร ใคร เสื้อใครมาวางไว้บนโต๊ะ อะไร เขาหยิบกระดาษอะไรมาเขียน ที่ไหน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองลืมกระเป๋าตังค์ ไว้ที่ไหน อย่างไร พ่อพูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอม เมื่อไร คนงานไม่รู้ว่างานจะเสร็จเมื่อไร 4.7 ประติชญาวิเศษณ์ (Vocative adverbs) คือ คำาที่ใช้ ท้ายสุด เพื่อแสดงอารมณ์ ความสนิทสนม หรือ ความสุภาพ Vocative adverbs mean words are used at the last for expressing feeling, relationship or politeness. ครับ ขอบคุณครับ ค่ะ ยินดีค่ะ นะคะ อะไรนะคะ 4 4
  • 45.
    ซิ บอกเร็วๆ ซิ นะไปด้วยกันนะ เถอะ กินเถอะ จ้ะ ได้จ้ะ จ๊ะ ทำาอะไรจ๊ะ จ๋า พ่อจ๋า แม่จ๋า ฮะ ไม่เอาแล้วฮะ วะ ทำาไมวะ เสีย รีบไปเสีย 4.8 ประติเษธวิเศษณ์ (Negative adverbs) คือ คำาที่ใช้ใน การปฏิเสธ เช่น ไม่ มิ ไม่ได้ ไม่ใช่ บ่ เปล่า ไม่ได้ ผมไม่ได้เอาโทรศัพท์มาด้วย มิ มิเป็นไรครับ ไม่ ฉันไม่ไปทำางาน ไม่ใช่ เขาไม่ใช่พนักงานของบริษัทนี้ บ่ พ่อบ่ได้เอารถมาทำางาน เปล่า ฉันเปล่าทำาให้เขาร้องไห้ 4 5
  • 46.
    4.9 ปฤจฉาวิเศษณ์ (Interrogative adverbs)คือ คำาที่ใช้ตั้ง คำาถามในลักษณะของการขยายคำาอื่น เช่น อะไร ที่ไหน อย่างไร ใคร ใคร สมุดของใครวางไว้บนโต๊ะ อะไร กระดาษอะไรที่เธอซื้อมา ที่ไหน อาหารที่ไหนอร่อยที่สุด อย่างไร วิธีวาดรูปคนวาดอย่างไร เมื่อไร เขาจะกลับมาอ่านหนังสือเมื่อไร ข้อสังเกต ระหว่างประเภทที่เหมือนกันของคำาสรรพนาม และคำาวิเศษณ์ เช่น นิยมสรรพนาม นิยมวิเศษณ์ อนิยม สรรพนาม อนิยมวิเศษณ์ ปฤจฉาสรรพนาม และปฤจฉา วิเศษณ์ คือ สรรพนามจะอยู่ด้านหน้าสุด แต่วิเศษณ์จะอยู่ ตามหลังคำาอื่นเสมอ Tip among the same types of Pronoun and Adverb such as definite pronoun, definite adverb, indefinite pronoun, indefinite adjective, interrogative pronoun, interrogative adjective : the different thing is pronoun stands alone, adverb comes after the other word. คำาวิเศษณ์บางคำาสามารถทำาหน้าที่เป็นกริยาของ ประโยคได้ โดยเฉพาะลักษณวิเศษณ์ เช่น หล่อ ดี สวย ร้อน เป็นต้น Some adverbs can be used as verb of sentence, especially character adverbs. หล่อ นักร้องคนนี้หล่อมาก 4 6
  • 47.
    ดี เธอดีกว่าคนอื่น สวย นางเอกหนังสวยกว่าคนธรรมดา ร้อนเมืองไทยร้อนมาก 5. บุพบท (Preposition) หมายถึง คำาที่ใช้เชื่อม คำา วลี เข้ากับคำาหรือ ประโยคอื่น ด้วยคำาว่า ของ สำาหรับ เพื่อ ใน กับ แก่ แต่ ต่อ แด่ วางไว้หน้าคำานาม คำาสรรพนาม คำากริยา และคำา วิเศษณ์ Prepositions mean words combine words or phrases into other words or main sentence. ของ การทำางานของคณะกรรมการชุดนี้ดีมาก สำาหรับ ของขวัญกล่องนี้สำาหรับเธอ เพื่อ แม่ทำาทุกอย่างเพื่อลูก ใน จังหวัดกรุงเทพมหานครมีคนมากที่สุดใน ประเทศไทย กับ เขาเห็นมากับตา แก่ โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา แต่ เขาเลือกทำาแต่ความดี ต่อ ลูกค้ายื่นเรื่องร้องเรียนบริการต่อบริษัท แด่ ประชาชนแสดงความจงรักภักดีแด่พระ มหากษัตริย์ 4 7
  • 48.
    เพราะ พระเอกจับตัวนาง เอกไปเพราะความ รัก เนื่องด้วยงานนี้สำาเร็จได้เนื่องด้วยความสามัคคี ทั้งที่ เธอรีบมาส่งงานทั้งที่ป่วย โดย เขาวิ่งมาโดยเร็ว ด้วย ศาลตัดสินคดีด้วยความยุติธรรม ตาม ตากล้องเดินไปตามสวนสาธารณะ 6. สันธาน (Conjunctions) คือ คำาที่ใช้เชื่อม ประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน ซึ่งลักษณะของการเชื่อมมี 4 ลักษณะ คือ คล้อยตาม ขัดแย้ง ให้เลือก แสดงเหตุผล Conjunctions mean words combine two sentences together that the types of combination are And type, But type, Or type, and So type. 6.1 การเชื่อมแบบคล้อยตาม คือ การเชื่อม ไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้คำาว่า กับ และ ทั้ง...และ ครั้น...ก็ ครั้น...จึง พอ...ก็ ฉันชอบแอปเปิ้ลและแตงโม แม่ไปตลาดกับห้างสรรพสินค้า ทั้งมานีและปิติเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้นพระอาทิตย์ตกดิน นกกาก็บินกลับรัง ครั้นเห็นว่าเธอไม่มาตามนัด เขาจึงรีบไปตามที่ บ้าน 4 8
  • 49.
    พอรัฐบาลประกาศลดราคานำ้ามัน ประชาชนก็พา กันไปเติม 6.2 การเชื่อมแบบขัดแย้งคือ การเชื่อม ข้อความที่ไม่สัมพันธ์ โดยใช้คำาว่า แต่ ถึง...ก็ กว่า...ก็ แต่ ทว่า แม้ แม้...ก็ อย่างไรก็ดี ยกเว้น ทุกคนต่างพากันดีใจที่เรียนจบแต่ก็เสียใจที่ต้อง จากเพื่อน ถึงอาหารมังสวิรัติจะดีต่อสุขภาพ แต่คนก็ยังชอบ ทานเนื้อสัตว์ กว่าคณะผู้เดินทางจะมาถึง งานแสดงก็เลิกแล้ว เขาเอาใจใส่ดูแลลูกมาก แต่ทว่าลูกของเขากลับ ไม่รักดี แม้จิตใจของเขาจะหดหู่ แต่ก็ต้องฝืนทำาร่าเริงไว้ แม้ทุกคนจะปลอบโยนเขา เขาก็ยังคงเสียใจอยู่ อย่างนั้น เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังคงซบเซา ยกเว้นการท่องเที่ยว 6.3 การเชื่อมแบบให้เลือก คือ การเชื่อม ระหว่างสองสิ่งเพื่อให้เลือก โดยใช้คำาว่า หรือ หรือไม่ก็ ไม่ ก็ ไม่เช่นนั้น มิฉะนั้น ไม่...ก็ เธอจะไปห้องสมุดกับเขาหรือจะไปตลาดกับฉัน คุณต้องส่งงานวันนี้หรือไม่ก็รอส่งสัปดาห์หน้า 4 9
  • 50.
    ไม่ฉันก็เขาที่ต้องไปร่วมงานวันศุกร์นี้ ฉันต้องไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้มิฉะนั้นฉันจะสาย 6.4 การเชื่อมแบบแสดงเหตุผล คือการบอก สาเหตุ และผลจาการเหตุนั้น ด้วยคำาว่า จึง ครั้น...จึง พอ...ก็ เพราะ เนื่องจาก เมื่อฝนตก ทุกคนจึงหยิบร่มขึ้นมากาง ครั้นตอนสายแดดออก ทุกคนจึงเก็บร่ม วันนี้นักเรียนขออนุญาตไม่เข้าเรียนเพราะต้อง ไปทำากิจกรรม 7. คำาอุทาน (Interjection) คือ คำาที่ใช้เพื่อแสดง อารมณ์ หรือบอกอาการ หรือเพื่อเสริมบทให้เกิดเสียงที่ คล้องจองกัน Interjections mean words expres sing mood or behavior. The other type of interjection is to make a consistence of word. 7.1 อุทาน อุ๊ยตาย ว้าย กรี๊ด โอ้ ว้าว โอ๊ย อุ๊ย อ้าว โห อืม ฮึ ฮ้า 7.2 อุทานเสริมบท ชามเชิม อาหงอาหาร ละคงละคร รถรา กินเกิน ขาย เขย ซื้อเซ้อ สั่งเสิ่ง กระดูก กระเดี้ยว 5 0
  • 51.
    หน้าที่ของคำาและการนำาไปใช้ (Functions ofwords and usage) คำาทั้ง 7 ชนิด ทำาหน้าที่แตกต่างกันไปในประโยค เมื่อ จะนำาไปใช้จึงต้องคำานึงถึงหน้าที่เพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม 1. หน้าที่ของคำานาม จากประโยค คุณตาให้ขนมรสช็อกโกแลตแก่ เด็กๆ ที่โรงเรียน 1.1 ประธาน (Subject) คุณตา 1.2 กรรมตรง (Direct Object) ขนม 1.3 กรรมรอง (Indirect Object) เด็กๆ 1.4 ส่วนขยาย (Complement) รส ช็อกโกแลต โรงเรียน 2. หน้าที่ของคำาสรรพนาม จากประโยค เขาบอกให้เธอคลานเข่าเข้าไปหา ท่านแทนพวกเรา 2.1 ประธาน(Subject) เขา 2.2 กรรมตรง (Direct Object) เธอ 2.3 กรรมรอง (Indirect Object) ท่าน 2.4 ส่วนขยาย (Complement) พวก เรา 3. หน้าที่ของคำากริยา จากประโยค มานีทำาการบ้านจนเสร็จแล้วไปเดิน ชมดอกไม้ในสวน 3.1 กลุ่มคำากริยา (Verb phrase) ทำา… เสร็จ, ไปเดินชม จากประโยค นอนตอนกลางวันทำาให้นอนไม่หลับ ตอนกลางคืน 5 1
  • 52.
    3.2 ทำาหน้าที่เหมือนคำานาม (Subject)นอน (ตอนกลางวัน) 4. หน้าที่ของคำาวิเศษณ์ จากประโยค ตำารวจไทยสวมเครื่องแบบสีกากี ตามระเบียบอย่างเคร่งครัด 4.1 ขยายประธาน (Subject modifier) ไทย 4.2 ขยายกริยา (Verb modifier) ตาม ระเบียบ 4.3 ขยายกรรม (Object modifier) สี กากี 4.4 ขยายวิเศษณ์(Adverb modifier) อย่าง เคร่งครัด 5. หน้าที่ของคำาบุพบท จากประโยค นักเรียนต้องเข้าแถวหน้าเสาธง นักเรียนต้องทานอาหารที่โรงอาหาร นายกรัฐมนตรีกล่าวปราศรัย ท่ามกลางประชาชน เชื่อมคำา (Word combination) หน้า, ที่, ท่ามกลาง 6. หน้าที่ของคำาสันธาน จากประโยคอธิการบดีพร้อมด้วยอาจารย์ต้อนรับ และเลี้ยงรับรองผู้แทนจากประเทศจีน เชื่อมประโยค (Sentence combination) พร้อมด้วย อธิการบดีต้อนรับและเลี้ยงรับรองผู้แทน จากประเทศจีน 5 2
  • 53.
    อาจารย์ต้อนรับและเลี้ยงรับรองผู้แทนจาก ประเทศจีน และ อธิการบดีพร้อมด้วยอาจารย์ต้อนรับผู้แทน จากประเทศจีน อธิการบดีพร้อมด้วย อาจารย์เลี้ยงรับรองผู้แทนจากประเทศจีน 7. หน้าที่ของคำาอุทาน จากประโยคอุ๊ย ทำาไมมาไม่ให้สุ่มให้เสียง 7.1 อุทาน (Interjection) อุ๊ย 7.2 อุทานเสริมบท ให้สุ่มให้เสียง การจดจำาชนิด และหน้าที่ของคำาในภาษาไทยมีความ สำาคัญมากเพราะช่วยให้ผู้เรียนวางรูปประโยคได้อย่างถูก ต้อง แม้คำาบางชนิดจะทำาหน้าที่ได้หลากหลาย แต่โดยรวม แล้ว การเลือกใช้คำาให้ถูกต้องกับหน้าที่ในประโยคถือเป็น สิ่งที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้น ผู้เรียนควรมีพจนานุกรมไทย – จีน และจีน – ไทย เพื่อให้มีคลังคำาสำาหรับการสร้าง ประโยคและค้นหาความหมาย To remember parts of speech and functions of them is important to learn Thai language because it helps the arrangement of sentence correctly. Although some parts of speech have many function, on the whole the correct words matching their functions is the best fit. Therefore, the learner should have Thai – Chinese dictionary and Chinese – Thai one being a word repository for making sentences and looking up. แบบฝึกหัดที่ 2 1. คำามีกี่ประเภท จงอธิบาย 5 3
  • 54.
    --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- ------------------------------------------------- 2. จงยกตัวอย่างคำานามจำานวน 10คำา พร้อมอ่านออก เสียง --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- -------------------------------------------- 3. จงยกตัวอย่างคำากริยาจำานวน 10 คำา พร้อมอ่านออก เสียง --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- ---------- 4. จงยกตัวอย่างคำาวิเศษณ์จำานวน 10 คำา พร้อมอ่าน ออกเสียง --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- 5 4
  • 55.
    --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- --------------------------------------------------------------- ---------- 5. จากคำาที่กำาหนดให้ จงเติมลงในช่องว่างให้เหมาะสม ข้ามถนนที่ ระหว่าง สิ่งแวดล้อม แต่ สิ่ง ตอบแทน ซาบซึ้ง ผู้ร้าย สะพานลอย แพงกว่า โดย เขา ฉัน นัท ใคร เช้า เย็น ดำา ห้าม ขาว อุ๊ย ใครก็ได้ ความขยัน นะ เพราะ เดินเล่น คนไหน ริมทางเดิน เนื่องจาก 5.1 เขาทำาความดีโดยไม่หวัง_________ 5.2 อากาศร้อนขึ้นเพราะ________เปลี่ยนแปลง 5.3 เขาอยากไป___________ที่สวนสาธารณะ 5.4 ตำารวจไล่จับ___________ 5.5 นักศึกษาไม่มาเข้าเรียน__________ต้องไปทำา กิจกรรม 5.6 โทรศัพท์มือถือที่เมืองจีนมี ราคา__________เมืองไทย 5.7 เมื่อต้องการ_________ควร ใช้______________ 5.8 __________และความตั้งใจช่วยให้เรียนได้ดี 5.9 ไม่มีนักเรียน__________ได้รับรางวัลจากการ แข่งขัน 5.10นักร้องมีรายได้มาก__________ก็มีเวลาพัก ผ่อนน้อย 5 5
  • 56.
    5.11เสื้อที่อยู่________กระโปรงสองตัวนั้นเป็นของ ฉัน 5.12ในโรงภาพยนตร์เหลือแต่ที่นั่ง______ 5.13คุณไม่ควรไปสาย________จะทำาให้ถูกตำาหนิ 5.14คน___ส่งงานแล้ว กลับบ้านได้ 5.15อะไรที่คุณทำาเพื่อฉัน ฉัน___________มาก 5.16แม่พาน้องไปโรงเรียน________การเดิน 5.17อาจารย์_______สอนภาษาไทย 5.18_______จะไปดูการแข่งขันกีฬาพรุ่งนี้ 5.19_______บอก______ว่าเขาไม่สบาย 5.20___________ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อย 5.21เราไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดด้วยกัน________ 5.22สุนัขสี_______กับแมวสี_______กำาลังกัดกัน 5.23_________เดินลัดสนาม 5.24_________ตกใจหมดเลย 5.25เราเคารพธงชาติในเวลา_____และ________ 6. จงบอกชนิดของคำาทุกคำาในข้อความต่อไปนี้ จีนไม่เพียงแต่เป็นประเทศอันกว้างใหญ่ไพศาลแต่ยัง มีอารยธรรมอันเก่าแก่ และมี ประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องยาวนานกว่าชาติอื่นใดในโลก _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _____________________ บทที่ 3 การสร้างคำาในภาษาไทย 5 6
  • 57.
    การสร้างคำา (Word making) ภาษาไทยเป็นภาษาในตระกูลคำาโดด (ไม่ เปลี่ยนแปลงรูปคำา) และมีการกำาหนดคำาแทนความหมาย ต่างๆ ขึ้น เรียกว่า คำามูล ซึ่งเป็นคำาตั้งขึ้นเอง หรือยืมมา จากภาษาอื่น คำามูล เป็นคำาถือเป็นรากของคำานั้น ๆ แล้ว ไม่อาจจะแยกต่อไปได้อีก หรือเมื่อแยกแล้ว ได้คำาที่ไม่ สอดคล้องกับความหมายเดิม เช่น ตา ยาย แม่ กิน นอน ศาสนา เขนย ขบ เป็นต้น Thai language is an isolating language (no changes within words) and there is a word definition to represent meaning. These words call root word (คำามูล). Root words may be made by own Thais but some are loaned from other language. Root words cannot separate any more so root words can be one or more syllable. ข้อควรสังเกต นาที เป็นคำามูล ไม่สามารถแยกได้อีก แม้ว่า นา และ ที จะมีความหมายแต่ไม่ สัมพันธ์กับความหมายในบริบทที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับเวลา ไฟฟ้า เป็นคำาประสม ที่มาจาก ไฟ และ ฟ้า ที่ต่างก็มี ความหมาย และเมื่อรวมแล้ว กลายเป็นคำาใหม่ที่มีเค้าความ หมายเดิม คือ ไฟ Tip for consideration which one is root word or compound word. นาที (minute) it is a root word, it cannot separate any more even if it comes from นา (field) และ ที (times) having their own meaning but they do not relate time. ไฟฟ้า (electricity) it is a compound word, because it can separate then having meaning related to electricity. This word comes from ไฟ (fire) 5 7
  • 58.
    and ฟ้า (sky).In Thai language ไฟ means something gives brightness so ไฟฟ้า is a compound word. เนื่องจากมีคำามูลจากหลายภาษาปะปนอยู่ในภาษา ไทย จึงควรศึกษาที่มาของคำาประเภทต่างๆ นี้ไว้เพื่อให้ เข้าใจถึงเหตุผลของการเขียนคำาที่ถูกต้อง คำามูลภาษาไทย 1. มีตัวสะกดตรงตามมาตรา มีพยางค์เดียวเป็นส่วน มาก เช่น นั่ง นอน พ่อ แม่ น้า งู กา หากมีหลายพยางค์ อาจเกิดจากการกร่อนเสียง แทรก เสียง เติมพยางค์ เช่น หมากม่วง – มะม่วง ต้นขบ – ตะขบ สายเอว – สะเอว ผักเฉด – ผักกะเฉด ลูกดุม – ลูกกระดุม นกจิบ – นก กระจิบ โจน – กระโจน โดด – กระโดด 2. ไม่นิยมควบกลำ้า ไม่มีตัวการันต์ มีความหมาย หลายอย่างในลักษณะพ้องรูป เช่น เพลา อ่านว่า เพ – ลา แปลว่า เวลา เพลา อ่านว่า เพลา แปลว่า ส่วน ประกอบของรถ แหนอ่านว่า แหน แปลว่า หวง แหนอ่านว่า แหนฺ แปลว่า พืชชนิดหนึ่ง 5 8
  • 59.
    3. มีรูปวรรณยุกต์กำากับ ใช้ใ เป็นส่วนใหญ่และใช้ ไ กับคำาอ่าน ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ลงเรือใบ ดูนำ้าใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำาจงดี ข้อสังเกต คำาว่า ศอก ศึก เศิก เศร้า ศก กระดาษ ดาษ ฝีดาษ ฝรั่งเศส เป็นคำาไทยแท้ คำามูลภาษาบาลี (ท่อง พยัญชนะวรรค ข้างต้น) 1. มีตัวสะกดซำ้ากับพยัญชนะถัดไป 2. ไม่มี ศ ษ 3. ใช้ ฬ แทน ฑ 4. ไม่มี ฤ ฤา ฦ ฦๅ รร คำามูลภาษาสันสกฤต 1. มีตัวควบกลำ้า 2. มี รร ศ ษ ฤ ฤา ฑ สถ ข้อเปรียบเทียบระหว่างคำามูลภาษาบาลี บาลี สันสกฤต คห คฤห อิทธิ ฤทธิ์ อิสิ ฤษี อุตุ ฤดู จักก จักร สุกก์ ศุกร์ ขณะ กษณะ ขัตติยะ กษัตริย์ เขต เกษตร 5 9
  • 60.
    สิกขา ศึกษา อัคค อัคร นิจจ์นิตย์ สัจจะ สัตยา อาทิจจ อาทิตย วิชชา วิทยา มัชฌิม มัธยม ปัญญา ปรัชญา กัญญา กันยา สามัญ สามานย์ ถาวร สถาพร สมุทท สมุทร กัปป์ กัลป์ ธัมม ธรรม วิเสส วิเศษ s คำามูลภาษาเขมร 1. มีคำาว่า บัง บัน บรร บำา เช่น บังคับ บังคม บันได บันดาล บันลือ บำาบัด บำาเหน็จ บังเหียน 2. คำาเหล่านี้ เหมือนคำามูลภาษาไทย แต่ที่จริง คือ คำา เขมร แข โลด เดิน นัก อวย ศก เลิก บาย มาน 3. คำาที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ ส่วนมากมาจากเขมร เขนย ขนง เสด็จ สมเด็จ อาจ ไถง 4. สะกดด้วย จ ร ล ญ เช่น อร ถวิล เพ็ญ ครวญ อัญเชิญ คำามูลภาษาจีน 6 0
  • 61.
    เจ้าสัว โจ๊ก เจ๊งเจ๋ง เกาเหลา เก้าอี้ กวยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว โต๊ะ เกี๊ยะ เกี๊ยว เจี๊ยะ แป๊ะ ซิ้ม โสหุ้ย เย็นตาโฟ เก๋ง ซูฮก หลงจู๊ เจ๊ เตี่ย เล้ง เต็ง เขียม ก๊ก คำามูลภาษาญี่ปุ่น คาราเต้ เคนโด้ กิโมโน ซามูไร ซูโม่ คำามูลภาษาเปอร์เซีย กุหลาบ ชุกชี สุหร่าย ยี่หร่า คาราวาน คำามูลภาษาทมิฬ ตะกั่ว อาจาด สาเก กุลี คำามูลภาษาชวา มลายู มังคุด มะละกอ บุหลัน บุหรง น้อยหน่า กริช โสร่ง สลัด คำามูลภาษาโปรตุเกส สบู่ ปิ่นโต เหรียญ กะละแม บาทหลวง คำามูลภาษาฝรั่งเศส กงสุล กรัม ลิตร โชเฟอร์ บุฟเฟต์ คิว เมตร กรัม ปาร์เก้ คาเฟ่ 6 1
  • 62.
    คำามูลเหล่านี้ เข้ามาในภาษาไทยจากการติดต่อซื้อ ขาย การศาสนาการทูต การล่าอาณานิคม และเขตพื้นที่ ติดต่อกัน ซึ่งแม้จะมีการยืมมาใช้แล้ว ก็ยังไม่เพียงพอกับ ความต้องการ จึงต้องมีการสร้างคำาขึ้นมาใหม่ จากวิธีการ ดังต่อไปนี้ These root words come to Thail language because of trades, religion, embassy, colonialism, and borders. After loaning, vocabularies are not enough yet so it has to build more new words with the following techniques. การประสมคำา (Compounding word) การประสมคำา คือ การนำาคำามูลในภาษามาเข้าคู่กัน เพื่อให้เกิดเป็นความหมายใหม่ที่ยังคงมีเค้าความหมายเดิม อยู่ โดยมักให้คำาแรกเป็นคำาที่มีความหมายเป็นหลักของคำา นั้น The compound word is made when two words are jointed to form a new word having new meaning but relating the old one. The first word is a main meaning of its. ตัวอย่าง แม่ทัพ หลังคา พัดลม ไฟฟ้า คนรถ ยินดี หายใจ ยาดับกลิ่น อ่างเก็บ นำ้า ชาวนา ชาวสวน ช่างทอง เครื่องมือ การบ้าน การเมือง (ต่างจากอาการนาม เพราะไม่ได้นำาหน้ากริยา) ข้อสังเกต คำาประสม ต้องเป็นเนื้อความใหม่ ไม่ใช่ เนื้อความขยาย เช่น 6 2
  • 63.
    มะม่วงกวน มะม่วงแช่อิ่ม ข้าวเหนียว มะม่วง VS มะม่วงเก่ามะม่วงเน่า มะม่วงของ เธอ เด็กดอง เด็กปั๊ม เด็กยกของ VS เด็กน่ารัก เด็กดื้อ เด็กตัวโต แม่บ้าน แม่ทัพ แม่นำ้า VS แม่เขา แม่เธอ แม่ฉัน การซ้อนคำา (Complexing word) การซ้อนคำา คือ การนำาคำามูลสองคำาขึ้นไปมารวมกัน เพื่อขยายหรือไขความหมาย หรือเพื่อให้เสียงกลมกลืนกัน The complex word is a joint of two root words for expanding meaning or for the smoothing sound pronouciation. การซ้อนคำาเพื่อความหมาย จะใช้เสียงที่มี ความหมายคล้ายกัน มารวมกัน เช่น The complexing of word for more meaning uses the same or nearest meaning to clarify the word ครอบครอง บุกรุก คัดเลือก แจกแจง หรือความหมายตรงข้ามกันมารวมกัน เช่น 6 3
  • 64.
    or use theopposite meaning to expand the word. ดำาขาว สูงตำ่า อ้วนผอม เท็จจริง มากน้อย การซ้อนคำาเพื่อเสียง จะใช้เสียงเดียวกันมา เข้าคู่ เช่น The complexing of word for smoothly sound uses the same first alphabet to make a new word. The meaning is still the same but it is smoother to pronounce. อึกอัก เอะอะ รุ่งริ่ง จุกจิก การซำ้าคำา (Repeated word) คำามูลที่ปรากฏซำ้าสองครั้ง แล้วทำาให้ความหมาย ชัดเจนหรือแปรเปลี่ยนไป ใช้ไม้ยมก (ๆ) แทนได้ The root word appearing two times repeatedly or showing the symbol of repeatation (ๆ) เรื่อยเรื่อย เรียงเรียง ดีๆ ดำาๆ เด็กๆ หรือเปลี่ยนรูปบางส่วน In some case the word is changed but the meaning is in the last syllable. ค้าวขาว แด๊งแดง ดำ๊าดำา จ๊นจน ม้ากมาก ความหมายของคำาซำ้าอาจเปลี่ยนไปในลักษณะ ดังนี้ The meaning of repeated word can be changed like followed จำานวนมากขึ้น - เด็กๆ ไม่ยอมไปโรงเรียน แยกจำานวน - จ่ายเงินเป็นงวดๆ ดีกว่า 6 4
  • 65.
    ทำาโดยไม่ตั้งใจ - เดินๆพอเป็นพิธีแล้ว กัน เน้นความหมาย - เธอนี่มันบ้านน้อกบ้านนอก ความหมายเปลี่ยน - เรื่องแค่นี้เบาะๆ การสมาสคำา (Pali – Sanskrit compound word) หลักการสมาส คือ นำาบาลีสันสกฤตมาสมาสกัน แล้ว นำาคำาขยายไว้ข้างหน้า อ่านออกเสียงต่อเนื่องกันได้ มักมี คำาว่า ศาสตร์ ภัย กรรม ภาพ กร The principle of Pali – Sanskrit compound word is taking only Pali – Sanskrit word to joint by putting the modifier in front of main words then read continuely with ะ in the middle. The Pali – Sanskrit compound word usually has these words appeared: ศาสตร์ ภัย กรรม ภาพ กร หลักสังเกต พิจารณาว่า คำาไหนเป็นคำาสมาส Tip for considering which word is a Pali – Sanskrit compound word 1)มาจากคำาบาลี สันสกฤต หรือไม่ Does it come from Pali – Sanskrit or not. คำาที่ยกตัวอย่างให้นี้ มักใช้เป็นคำาหลอก The following words is not from Pali – Sanskrit words เรือน วัง ทุน สินค้า ลำาเนา เคมี ไม้ 2)คำาที่มีความหมายหลักต้องอยู่ข้างหลัง The main meaning words hould follow the modifier. If the main meaning word comes first, it is not a Pali – Sanskrit compound word but it is a Thai compound word, for example 6 5
  • 66.
    ผลผลิต Thai compoundword ผลิตผล Pali – Sanskrit compound word การสนธิคำา (Joined word) หลักการของสนธิ คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ภายในส่วนใดส่วนหนึ่งเพื่อให้ได้คำาใหม่ The principle of joined word is the change inside words joined for making a new word. วิธีสังเกต ลองแยกคำาเหล่านั้นออก แล้วดูว่า ต้องเติม อ เพื่อให้ได้คำาหลังที่สมบูรณ์หรือไม่ เช่น ราโชรส มาจาก ราช – โอรส คเชนทร์ มาจาก คช – อินทร์ ราโชวาท มาจาก ราช – โอวาท ชลาลัย มาจาก ชล – อาลัย นโยบาย มาจาก นย - อุบาย The tip for consideration which one is joined word is an isolation that word into 2 parts if the latter can add อ for the complete structure, it is a joined word. การแผลงคำา (Transformed word) การเปลี่ยนแปลงอักษรของคำาในภาษาไทยหรือคำาใน ภาษาอื่นที่ไทยนำามาใช้ให้มีรูปที่ต่างไปจากเดิม มีความ หมายใหม่ แต่ยังคงรักษาเค้าของความหมายเดิม The transformed word means a change within root word for new meaning that relating to the same one. การแผลงสระ คือ การเปลี่ยนแปลงคำาทางสระให้คำา นั้นมีสระผิดไปจากเดิม เช่น จาก สระอะ เป็นสระอา ในคำา ว่า อธรรม – อาธรรม, วน – วนา เป็นต้น Vowel changing is a change of vowel to another one for the better sound in some context (like poetry) but it is still the same meaning. 6 6
  • 67.
    การแผลงพยัญชนะ คือ การเปลี่ยนแปลงคำาโดย แปลงพยัญชนะ ไปเป็นพยัญชนะอื่น อาจกลายร่วมกับสระ ด้วย เพื่อให้ได้ความหมายใหม่ เช่น กัน – กำานัน เกิด – กำาเนิด ขจร – กำาจร จน – จำานน ขาน – ขนาน ชิด – ชนิด ทรุด – ชำารุด ผทม – บรรทม เพราะ – ไพเราะ พัก – พำานัก จอง – จำานอง ขดาน – กระดาน Alphabet changing is a change of alphabet to another one, sometime happens with vowel for new meaning. การแผลงวรรณยุกต์ คือ การเปลี่ยนแปลงคำาด้วย การแปลงวรรณยุกต์ในคำานั้น ๆ ให้เป็นรูปอื่น เช่น จึง – จึ่ง, ดัง – ดั่ง, บ – บ่, นั่น – นั้น, นี่ – นี้ เป็นต้น Tone changing is a change of tone to another one for the better sound in some context but it is the same meaning. การทับศัพท์ (Borrowed word/ transliteration) การทับศัพท์ หมายถึง คำาภาษาต่างประเทศที่เขียน ด้วยตัวอักษรไทย โดยมากมักเป็นคำาที่มาจากภาษาอังกฤษ เช่น ฟุตบอล ปลั๊ก ทอฟฟี่ เชิ้ต แท็กซี่ แบตเตอรี่ โน้ต คอมพิวเตอร์ ชาร์ต เป็นต้น Borrowed word means a foreign word is written by Thai alphabet. Most of them are English words. การบัญญัติศัพท์ (Provided word) ศัพท์บัญญัติ หมายถึง การกำาหนดคำาขึ้นมาเพื่อแทน คำาที่ยืมมาใช้ โดยให้เป็นคำาในภาษาไทยที่มีความหมาย ตรงกับคำาที่ยืมมา แต่ในการประกอบรูปคำาขึ้นใหม่นั้น อาจ ใช้ทั้งคำาไทยแท้ หรือคำาจากภาษาอื่น ๆ มาประกอบกันด้วย วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์ และกำาหนด 6 7
  • 68.
    ใช้เป็นภาษามาตรฐาน เพื่อป้องกันการกลืนภาษาไทยโดย ภาษาต่างประเทศ Provided wordmeans the definition of word for representation of borrowed word by using word in Thai language that is consistent to the meaning. The new compostion of provided word can use bothThai root word or another else for being a standard or central word. Besides, provided word is avoid the influence of foreign language. Automatic บัญญัติเป็น อัตโนมัติ Cosmetic บัญญัติเป็น เครื่องสำาอาง Entertainment บัญญัติเป็น การบันเทิง Propaganda บัญญัติเป็น การ โฆษณาชวนเชื่อ Stamp บัญญัติเป็น ดวงตรา ไปรษณียากร Seminar บัญญัติเป็น สัมมนา Telephone บัญญัติเป็น โทรศัพท์ แบบฝึกหัดที่ 3 1. คำามูล คือ _____________________________________ ____________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ ______________ 6 8
  • 69.
    2. คำายืมในภาษาไทยมาจากภาษาใดบ้าง จงยกตัวอย่าง คำายืมจากแต่ละภาษา อย่างละ3 คำา _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ ____________________________ 3. การสร้างคำาใหม่ขึ้นในภาษามีสาเหตุจากอะไร และมี ประโยชน์อย่างไร _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______ 4. วิธีการสร้างคำามีกี่ชนิด อะไรบ้าง _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _______________________________________ _____________________________________ 5. ในภาษาจีนมีการสร้างคำาใหม่ในภาษาหรือไม่ หากมี เหมือนหรือแตกต่างกับภาษาไทยอย่างไร 6 9
  • 70.
    _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ ____________ 6. ระบุว่าคำาต่อไปนี้เป็นคำามูลที่ยืมมาจากภาษาใด แพทย์ ______________________ ฤดู ______________________ วิชา______________________ กีฬา ______________________ เสร็จ ______________________ ตรัส ______________________ 7 0
  • 71.
  • 72.
    คาเฟ่ ________________________ บุฟเฟต์ ________________________ เรสเตอรองต์ ________________________ กุหลาบ ________________________ เกด ________________________ องุ่น ________________________ อักเสบ ________________________ ฝิ่น ________________________ กราฟ ________________________ คอมพิวเตอร์ ________________________ หลังจากการเรียนรู้ระบบเสียง ระบบคำาในภาษาไทย แล้ว ตามธรรมชาติของภาษาจะสามารถเพิ่มจำานวนให้ กลายเป็นส่วนประกอบที่มากขึ้นได้โดยหลังจากระดับคำา แล้ว การเพิ่มจำานวนของคำาที่มากขึ้นจะนำาไปสู่กลุ่มคำา อนุ ประโยค และประโยคในที่สุด After the study of sound and word system, the nature of language can increase more and more for the complicated composition since word into phase, clause and finally sentence. 7 2
  • 73.
    บทที่ 4 กลุ่มคำาหรือวลี กลุ่มคำา หรือวลี(Phrase) กลุ่มคำา คือ การที่คำาหลายคำามารวมกันแล้วมีความ หมายเพิ่มขึ้น Phrase is a group of words using for more meaning. ข้อสังเกต กลุ่มคำา ต่างจากคำาประสมตรงที่ คำา ประสมจะมีความหมายใหม่เกิดขึ้น ส่วนกลุ่มคำามีเพียง ความหมายเพิ่ม ทั้งนี้ต้องพิจารณาบริบทของคำานั้นด้วย ส่วนกลุ่มคำา ต่างจากประโยค ตรงที่ ประโยคจะมี ใจความที่สมบูรณ์ทั้งภาคประธาน และภาคแสดง Tip Phrase differs from compound word with the reason that compound word having a new meaning related to the old one but phrase having only more meaning. However, it should consider the context of it together. 7 3
  • 74.
    Furthermore, phrase differsfrom sentence in the point of structure because sentence has both subject and predicate but phrase is only a group of word. คำาประสม (compound word) กลุ่มคำา (phrase) ลูกเสือเข้าค่าย ลูกเสือวิ่ง เล่นอยู่ในกรง (boyscout) (little tiger) ประโยค (sentence) กลุ่มคำา (phrase) กระดาษสีมีราคาถูก กระดาษสี ราคาถูก (Color paper is low price) (low price color) เมื่อต้องการนำาคำามาขยายให้เป็นกลุ่มคำา ให้พิจารณา ตามหลักการเดียวกับประเภทของคำา กล่าวคือ กลุ่มคำามี 7 ชนิด ดังต่อไปนี้ When word is increased to phrase, it is followed the parts of speech that is 1. กลุ่มคำานาม (Noun phrase) 2. กลุ่มคำาสรรพนาม (Pronoun phase) 3. กลุ่มคำากริยา (Verb phrase) 4. กลุ่มคำาวิเศษณ์ (Adverbial phrase) 5. กลุ่มคำาบุพบท (Prepositiional phrase) 6. กลุ่มคำาสันธาน (Conjuctional phrase) 7. กลุ่มคำาอุทาน (Interjectional phrase) 1. กลุ่มคำานาม คือ กลุ่มของคำามากกว่าหนึ่งคำามาอยู่ รวมกันเพื่อขยาย 7 4
  • 75.
    ความให้ชัดเจน โดยส่วนที่นำามาขยายนั้นอาจเป็นคำาประ เภทอื่นๆ แต่คำาแรกของกลุ่มต้องเป็นคำานาม Nounphrase is a group of word having together for expanding the meaning with other parts of speech but the first word of group must be noun. นาม กลุ่มคำานาม ดอกไม้ ดอกไม้สีขาว ดอกไม้สีขาวสองดอก ดอกไม้สีขาวสองดอกบนโต๊ะ ดอกไม้สีขาวสองดอกบนโต๊ะกินข้าว ของขวัญ ของขวัญวันเกิด ของขวัญวันเกิดกล่องใหญ่ ของขวัญวันเกิดกล่องใหญ่สีชมพู ของขวัญวันเกิดกล่องใหญ่สีชมพู พร้อมบัตรอวยพร แก้ว แก้วนำ้า แก้วนำ้าสีแดง แก้วนำ้าสีแดงบนโต๊ะ แก้วนำ้าสีแดงบนโต๊ะเขียนหนังสือ แก้วนำ้าสีแดงบนโต๊ะเขียนหนังสือใน ห้องนอน กล่อง กล่องกระดาษ กล่องกระดาษขนาดใหญ่ กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับ กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับบรรจุ กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับบรรจุ หนังสือ กล่องกระดาษขนาดใหญ่สำาหรับบรรจุ หนังสือใหม่ 7 5
  • 76.
    2. กลุ่มคำาสรรพนาม คือกลุ่มคำาที่มีคำาสรรพนามขึ้น ต้น แล้วตามด้วยคำาขยายอื่น Pronoun phrase is a group of word having pronoun comes first then follows by the other modifiers. สรรพนาม กลุ่มคำาสรรพนาม ฉัน พวกฉัน พวกฉันทั้งหมด พวกฉันทั้งหมดทุกคน พวกฉันทั้งหมดทุกคนในที่นี้ เธอ พวกเธอ พวกเธอทุกคน เขา พวกเขาเหล่านั้น พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด พวกเขาเหล่านักเรียนเตรียมทหาร คุณ พวกคุณ พวกคุณหญิงคุณนาย พวกคุณหญิงคุณนายทั้งหลายเหล่า นั้น ท่าน ท่านผู้มีเกียรติ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพโปรดทราบ 3. กลุ่มคำากริยา คือ กลุ่มคำาที่มีคำากริยาเป็นคำาแรก ตามด้วยคำาขยายอื่น ๆ Verb phrase is a group of word having Verb comes first then the modifier follows. คำากริยา กลุ่มคำากริยา 7 6
  • 77.
    เดิน เดินกิน เดินกินไปมา คุย คุยเสียงดัง คุยเสียงดังตลอดเวลา โทรโทรมาคุย โทรมาคุยสัพเพเหระ คุกเข่า คุกเข่า คุกเข่าอ้อนวอน คุกเข่าอ้อนวอนขอความรัก ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ฟูมฟาย ร้องไห้ฟูมฟายสะอึกสะอื้น ยิ้ม ยิ้มระรื่น ยิ้มระรื่นชื่นชม 4. กลุ่มคำาวิเศษณ์ คือ กลุ่มคำาที่ทำาหน้าที่ขยายคำา อื่น The adverbial phrase is a group of word modifying other word. คำาวิเศษณ์ กลุ่มคำาวิเศษณ์ แดง แดงแจ๋ ใหญ่ ใหญ่โตมโหฬาร อ้อนแอ้น อ้อนแอ้นอรชร มืด มืดคำ่ายำ่ายาม 7 7
  • 78.
    อย่างรุนแรง อย่างรุนแรงมาก อย่างรุนแรงมากกว่าปกติ 5. กลุ่มคำาบุพบทคือ กลุ่มคำาที่ใช้เชื่อมคำากับคำา หรือประโยค Prepositional phrase is word group combinding word or sentence. คำาบุพบท กลุ่มคำาบุพบท ใน ภายในระยะเวลา ภายในช่วง ระหว่าง ระหว่างการดำาเนินงาน เหนือ เหนือขอบเขตข้อตกลง 6. กลุ่มคำาสันธาน คือ กลุ่มคำาที่ใช้เชื่อมประโยคกับ ประโยค Conjunctional phrase is a word group combinding sentences together. คำาสันธาน กลุ่มคำาสันธาน เพราะ เพราะฉะนั้น...จึง ขณะ ในขณะที่ แต่ แต่ทว่า 7. กลุ่มคำาอุทาน คือ กลุ่มคำาที่ใช้เพื่อแสดงอารมณ์ Interjectional phrase is a word group expressing feeling. 7 8
  • 79.
    คำำอุทำน กลุ่มคำำอุทำน โอ้ โอ้แม่เจ้ำ อุ๊ยอุ๊ยตำยว้ำยกรี๊ด โอ๊ย โอ๊ย อกอีแป้นจะแตก โธ่ พิโธ่พิถัง แบบฝึกหัดที่ 4 1. จงระบุประเภทของกลุ่มคำำต่อไปนี้ นักศึกษำมหำวิทยำลัยยูนนำนนอร์มอล ________________________ ประธำนำธิบดีบำรัค โอบำมำ ________________________ กำรเมืองของประเทศไทย ________________________ ท่ำนผู้มีเกียรติ ________________________ ข้ำพระพุทธเจ้ำ ________________________ ฉันและน้องสำว ________________________ เขำกับเพื่อนๆ ในห้อง ________________________ นอนแผ่หรำ ________________________ นอนอ่ำน ________________________ 7 9
  • 80.
    นั่งทำำงำนตลอดคืน ________________________ สวยกว่ำใครทั้งหมด ________________________ ขยันอย่ำงมำก ________________________ ตั้งใจทำำงำนเป็นที่สุด ________________________ ดำำกว่ำปกติ ________________________ ใหญ่กว่ำนี้อีก ________________________ มำกมำยก่ำยกอง ________________________ ที่หน้ำโรงเรียน ________________________ ของที่ระลึกจำกประเทศไทย ________________________ จำกที่นี่ไปยังสนำมบิน ________________________ อย่ำงไรก็ตำม ________________________ ด้วยเหตุนี้ ________________________ มิฉะนั้น ________________________ ว้ำย คุณพระช่วย ________________________ อนิจจังวัฏสังขำร ำ________________________ 2. จงนำำคำำจำกหัวข้อข้ำงต้นมำแต่งประโยค จำำนวน 10 ประโยค __________________________________________ __________________________________________ 8 0
  • 81.
    __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ __________________________________________ ____________________________ 3. จงระบุว่ำข้อควำมต่อไปนี้เป็นกลุ่มคำำหรือ ประโยค สวัสดีทุกคน ______________________ กระดำษชำำระหนึ่งม้วน ______________________ พัสดุจำกประเทศไทย ______________________ ครูตั้งคำำถำมบนกระดำษ ______________________ แก้วชอบอ่ำนหนังสือกำร์ตูน ______________________ รถยนต์โดยสำรส่วนบุคคล ______________________ รถยนต์ชนกัน ______________________ ก้อนหินในลำำธำร ______________________ ลูกกรำบแม่ที่ตัก ______________________ 8 1
  • 82.
    ลมแรง ______________________ ลมพัดแรง ______________________ ทุกท่ำนที่มำร่วมงำน ______________________ ไม่มีใครทรำบ _____________________ แม้อำกำศหนำวแต่ก็มีอำหำรมำกมำย _____________________ นกบินอยู่บนท้องฟ้ำ _____________________ ใครอยำกจะไปทำนข้ำวบ้ำง _____________________ อำจจะดีกว่ำเดิม _____________________ เขำขอทำำงำนก่อน _____________________ กลำงวันกับกลำงคืน _____________________ กลำงวันต่ำงจำกกลำงคืน _____________________ อะไรอยู่บนโต๊ะ _____________________ พยำบำลให้อะไรแก่ผู้ป่วย _____________________ พจนำนุกรมไทย _____________________ พจนำนุกรมไทยหนำมำก _____________________ นักข่ำวกำำลังถ่ำยภำพ _____________________ เปียโนในห้องซ้อมดนตรี _____________________ 8 2
  • 83.
    เปียโนอยู่ในห้องซ้อมดนตรี _____________________ เมื่อไรเธอจะรู้ _____________________ โคมไฟสีเหลืองอ่อน _____________________ นักกีฬำบำสเกตบอล _____________________ ร้ำนอำหำรเปิดตอนเย็น _____________________ คุณอยำกซื้ออะไร _____________________ กำรออกกำำลังกำย _____________________ เรำเดินออกกำำลังกำยรอบทะเลสำบ _____________________ ถ้ำคุณขยัน คุณจะประสบควำมสำำเร็จ _____________________ ผมรักคุณ _____________________ ดีกันนะ _____________________ 8 3
  • 84.
    บทที่ ๕ อนุประโยคและประโยคตำมโครงสร้ำง อนุประโยค หมำยถึงประโยคใจควำมย่อยในประโยค ควำมซ้อน (Complex sentence) ซึ่งประโยคใจควำมย่อย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1. มุขยประโยค คือ ใจควำมสำำคัญที่ต้องกำรสื่อสำร 2. อนุประโยค คือ ใจควำมรองที่ขยำยรำยละเอียด ของใจควำมสำำคัญ ข้อสังเกต อนุประโยค มีส่วนประกอบเหมือนประโยค คือ ประธำน กริยำ กรรม แต่ไม่ได้ทำำหน้ำที่สื่อใจควำมหลักใน ประโยคนั้น เพียงแต่ทำำหน้ำที่ขยำย โดยพิจำรณำได้จำก คำำเชื่อม “ว่ำ ให้” และอนุประโยคบำงประเภท จะถูกละ ประธำนไป แต่นำำคำำว่ำ ที่ ซึ่ง อัน มำแทนที่ เป็นต้น ข้อควรจำำ อนุประโยค หำกแยกออกจำกมุขย ประโยคจะทำำให้ประโยคนั้นไม่สำมำรถสื่อควำมได้ 8 4
  • 85.
    Clause means asub-sentence in complex sentence having 2 types of clause that are dependent clause and independent clause. Clause consists of subject, verb, object like a sentence but clause does not do for communication. It is only a modifier by considering the relative words: ว่ำ ให้ ที่ ซึ่ง อัน. Tip dependent clause cannot separate from independent clause because it cannot communicate. ตัวอย่ำง เขำเห็นคนสวยเดินผ่ำนไป สิ่งที่เธอทำำฉันประทับใจมำก อย่ำบอกเขำว่ำฉันมำเยี่ยมเธอ ทหำรที่เดินสวนสนำมในวันชำติของจีนฝึกซ้อม กันมำอย่ำงหนัก อำกำศที่เปลี่ยนแปลงไปมีสำเหตุมำจำกกำรตัดไม้ ทำำลำยป่ำ ประโยค ประโยค หมำยถึง ใจควำมที่ใช้ในกำรสื่อสำรซึ่งมี ส่วนประกอบที่สมบูรณ์ ทั้งภำคประธำนและภำคแสดง Sentence means a passage for communication having a complement of composition that is subject and predicate. ประโยคในภำษำไทย หำกพิจำรณำตำมโครงสร้ำงมี 3 ประเภท คือ ประโยคควำมเดียว ประโยคควำมรวม และ ประโยคควำมซ้อน 8 5
  • 86.
    Thai language sentenceconsidered from structure is 3 that are simple sentence, compound sentence and complex sentence. ประโยคควำมเดียว (Simple sentence) ประโยคควำมเดียว คือ ประโยคที่มีใจควำมสำำคัญ เพียงใจควำมเดียว กล่ำวคือ มีกริยำเพียงหนึ่งตัวในประโยค เช่น Simple sentence is a sentence having only one important content or there is only one verb. กำรบ้ำนยำก แม่ทำำกับข้ำว ลุงปลูกต้นไม้ นกร้อง โรงเรียนเลิก ครูตรวจสมุด กระดำษเปียก ปลำไม่ว่ำยนำ้ำ ครีมทำผิวหอมมำก โทรศัพท์สวย สะพำนพัง ข้ำวสุกแล้ว หมำมองแมว น้องเย็บผ้ำ แม่ค้ำขำยของ ฉันมองเครื่องบิน ใครซื้อทอง นั่นคืออะไร ฉันไม่ชอบเขำ เรำนอนหลับ พี่ไปสอบ กรอบรูปแตก อย่ำงไรก็ดี ประโยคควำมเดียวก็อำจมีควำมซับซ้อน ได้ด้วยกำรเพิ่มส่วนขยำยเข้ำไปในส่วนประธำน กริยำ หรือกรรม เช่น However, simple sentence can be complicated by adding the modifiers to subject, verb or obeject for example ห้องของฉันที่บ้ำนในจังหวัดตำกทำสีชมพูสดใสแบบ กันครำบสกปรก ห้อง เป็น ประธำน ของฉันที่บ้ำนในจังหวัดตำก เป็น ส่วนขยำย ประธำน 8 6
  • 87.
    ทำ เป็น กริยำ สีชมพูเป็น กรรม สดใสกันครำบสกปรก เป็น ส่วนขยำย ประธำน กำรส่งเสริมกีฬำในร่มแก่คนหนุ่มสำวช่วยสร้ำง สุขภำพของวัยรุ่น กำรส่งเสริม เป็น ประธำน กีฬำในร่มแก่คนหนุ่มสำว เป็น ส่วนขยำย ประธำน ช่วยสร้ำง เป็น กลุ่มคำำกริยำ สุขภำพ เป็น กรรม ของวัยรุ่น เป็น ส่วนขยำยกรรม รูปปั้นช้ำงงำเดียวสีขำวเขี้ยวยำวตัวสูงใหญ่มีรำย ละเอียดซับซ้อนตำมหลักสถำปัตยกรรมมำก รูปปั้น เป็น ประธำน ช้ำงงำเดียวสีขำวเขี้ยวยำวตัวสูงใหญ่ เป็น ส่วนขยำยประธำน มี เป็น กริยำ รำยละเอียด เป็น กรรม มำก เป็น ส่วนกรรม ซับซ้อนตำมหลักสถำปัตยกรรม เป็น ส่วน ขยำยกรรม นักกีฬำทีมชำติวิ่งกระโจนข้ำมรั้วขนำดสองเมตรด้วย ควำมมุ่งมั่น นักกีฬำ เป็น ประธำน ทีมชำติ เป็น ส่วนขยำย ประธำน วิ่งกระโจนข้ำม เป็น กลุ่มคำำกริยำ รั้วขนำดสองเมตร เป็น กรรม ด้วยควำมมุ่งมั่น เป็น ส่วนขยำย กริยำ 8 7
  • 88.
    หนูน้อยในชุดแดงค่อยๆ ดึงสุนัขตัวเล็กสีขำวออกจำก กรงสีชมพู หนู เป็นประธำน น้อย, ในชุดแดง เป็น ส่วนขยำย ประธำน ค่อยๆ ดึง เป็น กลุ่มคำำกริยำ สุนัข เป็น กรรม ตัวเล็กสีขำว เป็น ส่วนขยำย กรรม ออกจำกกรงสีชมพู เป็น ส่วนขยำย กริยำ ประโยคควำมรวม (Compound sentence) ประโยคควำมรวม คือ ประโยคที่มีใจควำมมำกกว่ำ หนึ่ง มักปรำกฏคำำเชื่อม และกำรเชื่อมควำมใน 4 ลักษณะ คือ กำรเชื่อมแบบคล้อยตำม กำรเชื่อมแบบขัดแย้ง กำร เชื่อมแบบให้เลือก และกำรเชื่อมแบบเป็นเหตุเป็นผลกัน ประโยคควำมรวมต้องแสดงเหตุก่อนแล้วจึง แสดงผล Compound sentence is a sentence having more than one important clause with conjunction. Each clause is independent so they can separate without the meaning breaking. The 4 types of combinding are And type, But type, Or type, and So type. Compound sentence should express cause first then effect. ประโยคควำมรวมแบบคล้อยตำม (And type) กับ แม่ไปกินข้ำวที่ร้ำนอำหำร น้องไปกิน ข้ำวที่ร้ำนอำหำร แม่กับน้องไปกินข้ำวที่ร้ำนอำหำร 8 8
  • 89.
    และ ฉันไปอ่ำนหนังสือที่ร้ำน ฉันซื้อหนังสือ กลับบ้ำน ฉันไปอ่ำนหนังสือที่ร้ำนและซื้อกลับบ้ำน พอ...ก็พระอำทิตย์ตกดิน นกบินกลับรัง พอพระอำทิตย์ตกดิน นกก็บินกลับรัง เมื่อ...จึง ครูถำม นักเรียนตอบ เมื่อครูถำม นักเรียนจึงตอบ แล้ว...ก็ ฉันทำำรำยงำนเสร็จ ฉันไปเล่นกีฬำ ฉันทำำรำยงำนเสร็จแล้วฉันก็ไปเล่นกีฬำ ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบคล้อยตำม 1. เมื่อเด็กน้อยตื่นขึ้นมำในห้องนอนตำมลำำพังก็ ร้องไห้ออกมำอย่ำงเสียขวัญ ประโยคที่ 1เด็กน้อยตื่นขึ้นมำในห้องนอนตำม ลำำพัง ประโยคที่ 2(เด็กน้อย) ร้องไห้ออกมำอย่ำงเสีย ขวัญ คำำเชื่อม เมื่อ...ก็ กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1 เด็กน้อยตื่นขึ้นมำในห้องนอน ตำมลำำพัง เด็ก เป็น ประธำน น้อย เป็น ส่วนขยำย ประธำน ตื่นขึ้นมำ เป็น กลุ่มคำำกริยำ ในห้องนอนตำมลำำพัง เป็น ส่วน ขยำยกริยำ ประโยคที่ 2(เด็กน้อย) ร้องไห้ออกมำอย่ำงเสีย ขวัญ ร้องไห้ออกมำ เป็น กลุ่มคำำกริยำ 8 9
  • 90.
    อย่ำงเสียขวัญ เป็น ส่วนขยำย กริยำ 2.หำกเขำทำำงำนนี้ได้อย่ำงสบำยใจ เรำก็ควรส่งเสริม เขำต่อไป ประโยคที่ 1 เขำทำำงำนนี้ได้อย่ำงสบำยใจ ประโยคที่ 2 เรำควรส่งเสริมเขำต่อไป คำำเชื่อม หำก...ก็ กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1 เขำทำำงำนได้อย่ำงสบำยใจ เขำ เป็น ประธำน ทำำงำนได้ เป็น กลุ่มคำำกริยำ อย่ำงสบำยใจ เป็น ส่วนขยำย กริยำ ประโยคที่ 2 เรำควรส่งเสริมเขำต่อไป เรำ เป็น ประธำน ควรส่งเสริม เป็น กลุ่มคำำกริยำ เขำ เป็น กรรม ต่อไป เป็น ส่วนขยำย กริยำ 3. พอนักศึกษำไปเรียนต่อที่ประเทศไทยก็จะมี ประสบกำรณ์ทำงกำรใช้ภำษำ มำกขึ้น ประโยคที่ 1นักศึกษำไปเรียนต่อที่ประเทศไทย ประโยคที่ 2(นักศึกษำ) จะมีประสบกำรณ์ทำงกำร ใช้ภำษำมำกขึ้น คำำเชื่อม พอ...ก็ กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1นักศึกษำไปเรียนต่อที่ประเทศไทย 9 0
  • 91.
    นักศึกษำ เป็น ประธำน ไปเรียนต่อเป็น กลุ่มคำำกริยำ ที่ประเทศไทย เป็น ส่วนขยำย กริยำ ประโยคที่ 2 จะมีประสบกำรณ์ทำงกำรใช้ ภำษำมำกขึ้น จะมี เป็น กลุ่มคำำกริยำ ประสบกำรณ์ เป็น กรรม ทำงกำรใช้ภำษำ เป็น ส่วนขยำย กรรม มำกขึ้น เป็น ส่วนขยำย กริยำ ประโยคควำมรวมแบบขัดแย้ง (But type) แต่ แม่จะไปซื้อเสื้อผ้ำที่ห้ำง พ่อจะไปซื้อของที่ ตลำด แม่จะไปซื้อเสื้อผ้ำที่ห้ำงแต่พ่อจะไปซื้อของ ที่ตลำด กว่ำ...ก็ เขำจะมำถึงบ้ำน ฉันไปทำำงำนแล้ว กว่ำเขำจะมำถึงบ้ำนฉันก็ไปโรงเรียนแล้ว แต่ทว่ำ เขำทุ่มเททำำทุกอย่ำงเพื่อเธอ เธอไม่รับ รักเขำ เขำทุ่มเททำำควำมดีต่อเธอแต่เธอไม่รับรัก เขำ แม้...แต่ เมืองไทยอำกำศร้อนมำก เมืองไทยมีสถำนที่ท่องเที่ยวสวยงำม แม้เมืองไทยอำกำศร้อน แต่มีสถำนที่ท่อง เที่ยวสวยงำม ถึงกระนั้นเขำพยำยำมอย่ำงมำก 9 1
  • 92.
    เขำยัง ไม่ประสบควำมสำำเร็จในกำร ทำำงำน เขำพยำยำมอย่ำงมำกถึงกระนั้นเขำยังไม่ ประสบควำมสำำเร็จในกำรทำำงำน อย่ำงไรก็ตำม/อย่ำงไรก็ดี กำรช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งสมควร กำรช่วยเหลือควรอยู่ในควำมพอดี กำรช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งสมควรอย่ำงไร ก็ตำม /อย่ำงไรก็ดีควรอยู่ในควำมพอดี ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบขัดแย้ง 1.ใครๆก็ไปร่วมงำนแต่งงำนของเขำแต่เธอไม่ยอมไป ประโยคที่ 1 ใครๆก็ไปร่วมงำนแต่งงำนของเขำ ประโยคที่ 2 เธอไม่ยอมไป คำำเชื่อม แต่ กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1 ใครๆก็ไปร่วมงำนแต่งงำนของ เขำ ใครๆ เป็น ประธำน ก็ไปร่วม เป็น กลุ่มคำำกริยำ งำนแต่งงำน เป็น กรรม ของเขำ เป็น ส่วนขยำยกรรม ประโยคที่ 2 เธอไม่ยอมไป เธอ เป็น ประธำน ไม่ยอมไป เป็น กลุ่มคำำกริยำ 2. กำรศึกษำทำำให้คนมีควำมรู้แต่อำจไม่ทำำให้ทุกคน เป็นคนดีได้ ประโยคที่ 1 กำรศึกษำทำำให้คนมีควำมรู้ ประโยคที่ 2 อำจไม่ทำำให้ทุกคนเป็นคนดี คำำเชื่อม แต่ กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1 กำรศึกษำทำำให้คนมีควำมรู้ กำรศึกษำ เป็น ประธำน 9 2
  • 93.
    ทำำให้มี เป็น กลุ่มคำำกริยำ คนเป็น กรรมรอง ควำมรู้ เป็น กรรมตรง ประโยคที่ 2 อำจไม่ทำำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ อำจไม่ทำำให้เป็นได้ เป็น กลุ่มคำำกริยำ ทุกคน เป็น กรรมรอง คนดี เป็น กรรมตรง 3. สุนัขป่ำออกวิ่งไล่ตำมติดเหยื่อ แต่ฝูงสิงโตเข้ำมำ แย่งชิงเหยื่อไปได้ ประโยคที่ 1 สุนัขป่ำออกวิ่งไล่ตำมติดเหยื่อ ประโยคที่ 2 ฝูงสิงโตเข้ำมำแย่งชิงเหยื่อไปได้ คำำเชื่อม แต่ กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 สุนัขป่ำออกวิ่งไล่ตำมติดเหยื่อ สุนัข เป็น ประธำน ป่ำ เป็น ส่วนขยำย ประธำน ออกวิ่งไล่ตำมติด เป็น กริยำ เหยื่อ เป็น กรรม ประโยคที่ 2 ฝูงสิงโตเข้ำมำแย่งชิงเหยื่อไปได้ สิงโต เป็น ประธำน ฝูง เป็น ส่วนขยำย ประธำน เข้ำมำแย่งชิงไปได้ เป็น กลุ่มคำำกริยำ เหยื่อ เป็น กรรม ประโยคควำมรวมแบบให้เลือก หรือ เธอจะทำำกำรบ้ำนหรือไปซื้อของ มิฉะนั้น เธอควรโทรหำเขำมิฉะนั้นเขำจะ มำรอเธอ หรือไม่ก็ อำจำรย์น่ำจะอยู่ที่บ้ำนพักหรือไม่ก็อยู่ ที่ทำำงำน 9 3
  • 94.
    ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบให้เลือก 1. นักศึกษำชั้นปีที่ 2หรือไม่ก็นักศึกษำภำค พิเศษต้องไปร่วมงำนฉลอง วันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว ประโยคที่ 1 นักศึกษำชั้นปีที่ 2 ต้องไปร่วม งำนฉลองวันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จ พระเจ้ำอยู่หัว ประโยคที่ 2 นักศึกษำภำคพิเศษต้องไปร่วมงำน ฉลองวันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จ พระเจ้ำอยู่หัว คำำเชื่อม หรือไม่ก็ กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1 นักศึกษำชั้นปีที่ 2 ต้องไปร่วม งำนฉลองวันเฉลิมพระชมนพรรษำของพระบำทสมเด็จ พระเจ้ำอยู่หัว นักศึกษำชั้นปีที่ 2 เป็น ประธำน ต้องไปเข้ำร่วม เป็น กลุ่มคำำ กริยำ งำน เป็น กรรม ฉลอง เป็น ส่วน ขยำยกรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษำ เป็น ส่วน ขยำยวิเศษณ์ ของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว เป็น ส่วนขยำยวิเศษณ์ 2. ฉันต้องไปจ่ำยค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตวัน นี้มิฉะนั้นจะถูกตัดสำย ประโยคที่ 1 ฉันต้องไปจ่ำยค่ำโทรศัพท์และ อินเตอร์เน็ตวันนี้ 9 4
  • 95.
    ประโยคที่ 2 (ค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต)จะ ถูกตัดสำย คำำเชื่อม มิฉะนั้น กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 ฉันต้องไปจ่ำยค่ำโทรศัพท์และ อินเตอร์เน็ตวันนี้ ฉัน เป็น ประธำน ต้องไปจ่ำย เป็น กลุ่มคำำกริยำ ค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เป็น กรรม วันนี้ เป็น ส่วนขยำยกริยำ ประโยคที่ 2 (ค่ำโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต) จะ ถูกตัดสำย จะถูกตัด เป็น กลุ่มคำำกริยำ สำย เป็น กรรม 3. เธอต้องสอบผ่ำนวิชำภำษำไทยเบื้องต้นมิ ฉะนั้นเธอจะไป เรียนต่อที่ประเทศไทยไม่ได้ ประโยคที่ 1 เธอต้องสอบผ่ำนวิชำภำษำไทย เบื้องต้น ประโยคที่ 2 เธอจะไปเรียนต่อที่ประเทศไทย ไม่ได้ คำำเชื่อม มิฉะนั้น กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 เธอต้องสอบผ่ำนวิชำภำษำไทย เบื้องต้น เธอ เป็น ประธำน ต้องสอบผ่ำน เป็น กลุ่มคำำกริยำ วิชำ เป็น กรรม ภำษำไทยเบื้องต้น เป็น ส่วนขยำย กรรม 9 5
  • 96.
    ประโยคที่ 2 เธอจะไปเรียนต่อที่ประเทศไทย ไม่ได้ จะไปเรียนต่อ...ไม่ได้เป็น กลุ่มคำำ กริยำ ที่ เป็น คำำเชื่อม ประเทศไทย เป็น กรรม ประโยคควำมรวมแบบเป็นเหตุเป็นผลกัน จึง เขำชอบเธอมำกจึงพยำยำมเอำใจเธอทุก อย่ำง ดังนั้น ระบบโทรศัพท์มีปัญหำดังนั้นโทรไป ต่ำงประเทศไม่ได้ เพรำะฉะนั้น เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำก อเมริกำเพรำะฉะนั้นกำรเติบโตทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง 1. เขำชอบเธอมำกจึงพยำยำมเอำใจเธอทุกอย่ำง ประโยคที่ 1 เขำชอบเธอมำก ประโยคที่ 2 (เขำ) พยำยำมเอำใจเธอทุกอย่ำง คำำเชื่อม จึง กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 เขำชอบเธอมำก เขำ เป็น ประธำน ชอบมำก เป็น กลุ่มคำำกริยำ เธอ เป็น กรรม ประโยคที่ 2 (เขำ) พยำยำมเอำใจเธอทุกอย่ำง (เขำ) เป็น ประธำน พยำยำมเอำใจ เป็น กลุ่มคำำกริยำ เธอ เป็น กรรม ทุกอย่ำง เป็น ส่วนขยำยกริยำ 9 6
  • 97.
    2. ระบบโทรศัพท์มีปัญหำดังนั้นเรำโทรไปต่ำงประเทศ ไม่ได้ ประโยคที่ 1ระบบโทรศัพท์มีปัญหำ ประโยคที่ 2 โทรไปต่ำงประเทศไม่ได้ คำำเชื่อม ดังนั้น กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 ระบบโทรศัพท์มีปัญหำ ระบบ เป็น ประธำน โทรศัพท์ เป็น ส่วนขยำย ประธำน มี เป็น กริยำ ปัญหำ เป็น กรรม ประโยคที่ 2 โทรไปต่ำงประเทศไม่ได้ โทร เป็น ประธำน ไป...ไม่ได้ เป็น กริยำ ต่ำงประเทศ เป็น กรรม 3. เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำกอเมริกำเพรำะ ฉะนั้นกำรเติบโต ทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง ประโยคที่ 1 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำก อเมริกำ ประโยคที่ 2 กำรเติบโตทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง คำำเชื่อม เพรำะฉะนั้น กำรพิจำรณำส่วนขยำยของประโยค ประโยคที่ 1 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจำก อเมริกำ เศรษฐกิจ เป็น ประธำน ไทย เป็น ส่วนขยำยประธำน 9 7
  • 98.
    ได้รับ เป็น กลุ่มคำำกริยำ ผลกระทบเป็น กรรม จำก เป็น ส่วนเชื่อม อเมริกำ เป็น กรรม ประโยคที่ 2 กำรเติบโตทำงเศรษฐกิจปีนี้ลดลง กำรเติบโต เป็น ประธำน ทำงเศรษฐกิจ เป็น ส่วนขยำย ประธำน ปีนี้ เป็น ส่วนขยำยประธำน ลด เป็น กริยำ ลง เป็น ส่วนขยำยกริยำ ประโยคควำมรวมซับซ้อนแบบเป็นเหตุเป็นผล กัน จึง เธอป่วยเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้จึงไม่มำร่วม งำนวันเกิดของฉัน เพรำะ เขำชื่นชอบเธอมำกเพรำะเธอช่วย เหลือเขำอย่ำงดีทุกเรื่อง ฉะนั้น เนื่องจำกเสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำม กำำหนดฉะนั้นร้ำนค้ำจึงถูกปรับ 1. เธอเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้จึงไม่มำร่วมงำนวันเกิด ของฉัน ประโยคที่ 1 เธอเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้ ประโยคที่ 2 (เธอ)ไม่มำร่วมงำนวันเกิดของ ฉัน คำำเชื่อม จึง กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 เธอเป็นไข้หวัดเมื่อวำนนี้ เธอ เป็น ประธำน 9 8
  • 99.
    เป็น เป็น กริยำ ไข้หวัดเป็น ส่วนเติมเต็ม เมื่อวำนนี้ เป็น ส่วนขยำยกริยำ ประโยคที่ 2 (เธอ)ไม่มำร่วมงำนวันเกิดของ ฉัน (เธอ) เป็น ประธำน ไม่มำร่วม เป็น กลุ่มคำำกริยำ งำน เป็น กรรม วันเกิด เป็น ส่วนขยำย กรรม ของฉัน เป็น ส่วนขยำย วิเศษณ์ 2. เขำชื่นชอบเธอมำกเพรำะเธอช่วยเหลือเขำอย่ำงดี ทุกเรื่อง ประโยคที่ 1 เขำชื่นชอบเธอมำก ประโยคที่ 2 เธอช่วยเหลือเขำอย่ำงดีทุกเรื่อง คำำเชื่อม เพรำะ กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 เขำชื่นชอบเธอมำก เขำ เป็น ประธำน ชื่นชอบมำก เป็น กลุ่มคำำกริยำ เธอ เป็น กรรม ประโยคที่ 2 เธอช่วยเหลือเขำอย่ำงดีทุกเรื่อง เธอ เป็น ประธำน ช่วยเหลือ เป็น กริยำ อย่ำงดี เป็น ส่วนขยำย กริยำ ทุกเรื่อง เป็น ส่วนขยำยกริยำ 3. เนื่องจำกเสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำมกำำหนดฉะนั้นร้ำน ค้ำจึงถูกปรับ 9 9
  • 100.
    ประโยคที่ 1 เสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำมกำำหนด ประโยคที่2 ร้ำนค้ำถูกปรับ คำำเชื่อม เนื่องจำก...จึง กำรพิจำรณำส่วนขยำยในประโยค ประโยคที่ 1 เสื้อผ้ำตัดเย็บไม่ทันตำมกำำหนด เสื้อผ้ำ เป็น ประธำน ตัดเย็บไม่ทัน เป็น กลุ่มคำำกริยำ ตำม เป็น ส่วนเชื่อม กำำหนด เป็น กรรม ประโยคที่ 2 ร้ำนค้ำถูกปรับ ร้ำนค้ำ เป็น ประธำน ถูกปรับ เป็น กลุ่มคำำกริยำ ประโยคควำมซ้อน (Complex senence) ประโยคควำมซ้อน คือ ประโยคที่มีใจควำมร่วมกัน แบบใจควำมหลักกับ ใจควำมรอง Complex sentence is sentence combining an independent clause and a dependent clause for complete meaning. กำรซ้อนควำมแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. นำมำนุประโยค (Independent clause as a noun of sentence) ทำำหน้ำที่เป็นเหมือนนำมในประโยค เช่น ผมปลูกบอนไซเป็นงำนอดิเรก ผมปลูกบอนไซ เป็น ประธำนของ ใจควำมหลัก ผม เป็น ประธำนของใจควำม รอง ปลูก เป็น กริยำของใจควำมรอง 1 0 0
  • 101.
    บอนไซ เป็น กรรมของ ใจควำมรอง เป็นเป็น กริยำของใจควำมหลัก งำน เป็น กรรมของใจควำมหลัก อดิเรก เป็น ส่วนขยำยของ กริยำหลัก ฉันชอบมองนกนำงนวลบินวนเหนือท้อง ทะเล ฉัน เป็น ประธำนของใจควำม หลัก ชอบมอง เป็น กลุ่มคำำกริยำ นกนำงนวลบินวนเหนือท้องทะเล เป็น กรรมของใจควำมหลัก นก เป็น ประธำนของใจควำม รอง นำงนวล เป็น ส่วนขยำยประธำน บินวน เป็น กลุ่มคำำกริยำ เหนือ เป็น ส่วนเชื่อม ท้องทะเล เป็น กรรมของบุพบท น้องป่วยเป็นไข้หวัด 2009 เมื่อเดือนที่แล้ว น้องป่วย เป็น ประธำนของใจควำม หลัก น้อง เป็น ประธำนของใจควำม รอง ป่วย เป็น กริยำของใจควำมรอง เป็น เป็น กริยำของใจควำมหลัก ไข้หวัด เป็น กรรมของ ใจควำมหลัก 2009 เป็น ส่วนขยำยกรรม เมื่อ เป็น ส่วนเชื่อม 1 0 1
  • 102.
    เดือนที่แล้ว เป็น ส่วนขยำยกริยำ “ป่วย” 2.คุณำนุประโยค (Independent clause as an adjective of sentence) ทำำหน้ำที่ขยำยคำำนำมในประโยค ส่วนใหญ่มี คำำว่ำ ที่ ซึ่ง อัน เช่น กำรประชุมที่ประเทศจีนเป็นเจ้ำภำพจัดขึ้นที่ คุนหมิง กำรประชุม เป็น ประธำนของ ใจควำมหลัก ที่ เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย นำม ประเทศจีน เป็น ประธำนของ ใจควำมรอง เป็น เป็น กริยำของใจควำมรอง เจ้ำภำพ เป็น ส่วนเติมเต็มของ ใจควำมรอง จัด เป็น กริยำของใจควำมหลัก ขึ้น, ที่ เป็น ส่วนเชื่อม คุนหมิง เป็น กรรม นักโทษข่มขืนถูกตัดสินประหำรชีวิตซึ่งเป็นโทษ สูงสุด นักโทษ เป็น ประธำนของ ใจควำมหลัก ข่มขืน เป็น ส่วนขยำย ประธำน ถูกตัดสิน เป็น กลุ่มคำำกริยำ ประหำรชีวิต เป็น กรรมของ ใจควำมหลัก 1 0 2
  • 103.
    ซึ่ง เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย นำม เป็นเป็น กริยำของใจควำมรอง โทษ เป็น กรรม สูงสุด เป็น ส่วนขยำย ควำมเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหำรยังตรำตรึง อยู่ในใจของเรำ ควำมเสียสละ เป็น ประธำน อัน เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย นำม ยิ่งใหญ่ เป็น ส่วนขยำย “ควำม เสียสละ” ของ เป็น ส่วนเชื่อม ทหำร เป็น กรรม ยังตรำตรึงอยู่ เป็น กลุ่มคำำกริยำ ใน,ของ เป็น ส่วนเชื่อม ใจ,เรำ เป็น กรรม 3. วิเศษณำนุประโยค (Independent clause as an adverb of sentence) ทำำหน้ำที่ขยำยกริยำ และวิเศษณ์ มักตำมหลัง คำำว่ำ ให้ ว่ำ เช่น นำยกรัฐมนตรีประกำศว่ำปีนี้เศรษฐกิจไทยจะดี ขึ้น นำยกรัฐมนตรี เป็น ประธำน ประกำศ เป็น กริยำ ว่ำ เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย กริยำ ปีนี้ เป็น ส่วนขยำยประธำน เศรษฐกิจ เป็น ประธำนของประโยค ไทย เป็น ส่วนขยำยของประโยค จะดี เป็น กลุ่มคำำกริยำ 1 0 3
  • 104.
    ขึ้น เป็น ส่วนเชื่อม ตำำรวจขอให้พยำนบอกรูปพรรณสัณฐำนของ คนร้ำย ตำำรวจเป็น ประธำนของ ใจควำมหลัก ขอ เป็น กริยำ ให้ เป็น ส่วนเชื่อมเพื่อขยำย กริยำ พยำน เป็น ประธำน บอก เป็น กริยำ รูปพรรณสัณฐำน เป็น กรรม ของ เป็น ส่วนเชื่อม คนร้ำย เป็น กรรม เขำอ่ำนหนังสือเตรียมสอบทั้งคืนตั้งแต่ฉันเข้ำ นอนจนกระทั่งตื่น เขำ เป็น ประธำน อ่ำน เป็น กริยำ หนังสือ เป็น กรรม ทั้งคืน เป็น ส่วนขยำยกริยำ ตั้งแต่...จนกระทั่ง เป็น ส่วนเชื่อมกริยำ ใจควำมหลัก ฉัน เป็น ประธำน เข้ำนอน,ตื่น เป็น กริยำ นอกจำกประโยคทั้งสำมแบบที่กล่ำวมำข้ำงต้นแล้ว คือ ประโยคควำมเดียว ประโยคควำมรวม และประโยคควำมซ้อน ในบำงกรณี อำจพบประโยคที่มีควำมซับซ้อน กว่ำนั้น คือ มีกำรรวมประโยคหลำยชนิดเข้ำไว้ด้วยกัน ดัง นั้น กำรจะตัดสินว่ำเป็นประโยค 1 0 4
  • 105.
    ประเภทใดต้องพิจำรณำใจควำมรวม และพิจำรณำที่ตัว เชื่อมหลักของประโยค Besides, theabove 3 types of sentences: Simple, Compound, Complex. Some cases there are more complicated sentences that combinded many types of sentences together. To consider them should look as a whole then find the combinder of the main sentence. ประโยคผสม (Mix sentence) 1. นักกีฬำขำดกำรฝึกซ้อมทำำให้กำรแข่งขันตก รอบสุดท้ำยซึ่งนำำควำมเสียใจ มำสู่ทุกคน ประโยคควำมซ้อนแบบนำมำนุประโยคและวิเศษ ณำนุประโยค ประโยคใจควำมรอง 1 นักกีฬำขำดกำร ฝึกซ้อม ประโยคใจควำมหลัก ทำำให้กำรแข่งขัน ตกรอบสุดท้ำย ประโยคใจควำมรอง 2 นำำควำมเสียใจมำ สู่ทุกคน คำำเชื่อม ซึ่ง นักกีฬำขำดกำรฝึกซ้อม เป็น นำมำนุประโยค หรือประโยค เหมือนนำม เป็น ใจควำมรองที่ทำำหน้ำที่เป็น ประธำน นักกีฬำ เป็น ประธำนของทุกใจควำม ขำด เป็น กริยำของใจควำมรอง 1 กำรฝึกซ้อม เป็น กรรมของ ใจควำมรอง 1 1 0 5
  • 106.
    ทำำให้ตกรอบ เป็น กลุ่มคำำกริยำ ใจควำมรอง2 กำรแข่งขัน เป็น กรรมของ ใจควำมรอง 2 สุดท้ำย เป็น ส่วนขยำยของ ใจควำมรอง 2 นำำ...มำ เป็น กริยำ ควำมเสียใจ เป็น กรรม สู่ เป็น ส่วนเชื่อม ทุกคน เป็น กรรม ละครที่ครูและนักเรียนแสดงร่วมกันได้รับควำม ชื่นชมมำก ประโยคควำมซ้อนแบบวิเศษณำนุประโยคที่มี ประโยคควำมรวม ละครได้รับควำมชื่นชมมำก เป็น ใจควำม หลัก ครูและนักเรียนแสดงร่วมกัน เป็น ใจควำมรอง ที่, และ เป็น ส่วนเชื่อม ละคร เป็น ประธำนของ ใจควำมหลัก ที่ เป็น ส่วนเชื่อม ครู เป็น ประธำนของใจควำม รอง และ เป็น ส่วนเชื่อม นักเรียน เป็น ประธำนของใจควำม รอง แสดง เป็น กริยำ ร่วมกัน เป็น ส่วนขยำยกริยำ ได้รับ เป็น กริยำของ ใจควำมหลัก ควำมชื่นชม เป็น กรรมของ ใจควำมหลัก มำก เป็น ส่วนขยำยกริยำ 1 0 6
  • 107.
    เขำบอกว่ำ เขำยิงโจรอย่ำงไม่ลังเลด้วยกระสุน 6 นัดจนตำยคำที่ ประโยคควำมซ้อนแบบวิเศษณำนุประโยค เขำเป็น ประธำนของใจควำม หลัก บอก เป็น กริยำของใจควำมหลัก ว่ำ เป็น คำำเชื่อม เขำ เป็น ประธำนของใจควำม รอง ยิง เป็น กริยำของใจควำมรอง โจร เป็น กรรมของใจควำมรอง ด้วย เป็น ส่วนเชื่อม กระสุน เป็น ส่วนเชื่อม 6 นัด เป็น ส่วนขยำย จน เป็น ส่วนเชื่อม ตำย เป็น ส่วนขยำยกริยำ คำที่ เป็น ส่วนขยำยวิเศษณ์ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน และขำดเรียนมำกเกินไป จึง ไม่มีควำมรู้และสอบตก ประโยคควำมรวมแสดงควำมเป็นเหตุเป็นผลกัน ประโยคที่ 1 นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนและขำด เรียนมำกเกินไป ประโยคที่ 2 ไม่มีควำมรู้และสอบตก คำำเชื่อม จึง นักเรียน เป็น ประธำน ไม่ตั้งใจ เป็น กริยำ เรียน เป็น กรรม และ เป็น ส่วนเชื่อม ขำด เป็น กริยำ เรียน เป็น กรรม มำกเกินไป เป็น ส่วนขยำยกริยำ ไม่มี เป็น กริยำ 1 0 7
  • 108.
    ควำมรู้ เป็น กรรม และเป็น ส่วนเชื่อม สอบตก เป็น กลุ่มคำำกริยำ แบบฝึกหัดที่ 5 จงพิจำรณำประโยคต่อไปนี้ว่ำเป็นประโยคประเภท ใด พร้อมอธิบำย ป่ำไม้ให้ควำมชุ่มชื้นทำำให้โลกเย็นดังนั้นถ้ำคนทำำลำยป่ำ ไม้เพิ่มขึ้นจะทำำให้โลกร้อนขึ้น _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ 1 0 8
  • 109.
    _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _________________________________________ _____________________________ หน้ำที่ของประโยคที่ใช้ในกำรสื่อสำรแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ Functionsof sentences for communication are 3. 1. ประโยคแจ้งให้ทรำบ (Affirmative Sentence) ประโยคแจ้งให้ทรำบ คือ ประโยคที่มีเป้ำหมำยเพื่อ บอกเล่ำรำยละเอียดให้แก่ผู้รับสำรได้ทรำบ ทั้งในเชิงบอก เล่ำ และปฏิเสธ Affirmative sentence is a sentence focuses on telling detail for receivers in a positive way or negative. บอกเล่ำ แม่ชอบกินขนมถ้วยที่ขำยอยู่ตรง ปำกทำงเข้ำตลำด 1 0 9
  • 110.
    ปฏิเสธ แม่ไม่อยำกไปงำนนี้เพรำะไม่มีคน รู้จักไปด้วย 2. ประโยคถำมให้ตอบ(Interrogative sentence) ประโยคถำมให้ตอบ คือ ประโยคที่ผู้ส่งสำรต้องกำร รับทรำบคำำตอบจำก ผู้รับสำร โดยใช้คำำแสดงคำำถำมในประโยค Interrogative sentence is a sentence needs to know the answer from receivers by using question words. เธอชอบทำำกำรบ้ำนตอนกลำงคืนเสมอหรือ เขำอยำกทำนอะไรเพิ่มไหม คุณต้องกำรจะไปที่นั่นกับใคร 3. ประโยคบอกให้ทำำ (Command sentence) ประโยคบอกให้ทำำ คือ ประโยคแสดงควำมต้องกำร ของผู้ส่งสำร มีทั้งแบบขอร้อง (request) และออกคำำสั่ง (command) Command sentence is a sentence expressing sender’s need. There are 2 types : request & command. กรุณำตอบให้ตรงคำำถำม โปรดปิดประตู ห้ำมเดินลัดสนำม จงตอบคำำถำม 1 1 0
  • 111.
    แบบฝึกหัดที่ 6 โปรดระบุว่ำประโยคต่อไปนี้เป็นประโยคชนิดใด ตำมหน้ำที่ 1. หนังสือพิมพ์ไม่มีขำย ___________________________ 2.เขำชอบวำดรูป ___________________________ 3. นักเรียนไม่มำเรียน ___________________________ 4. ไม่มีใครอยำกคุยกับเขำ ___________________________ 5. ตำำรวจทำำงำนทุกวัน ___________________________ 6. ฉันไม่ชอบเวลำฝนตก ___________________________ 7. ภำพยนตร์เรื่องนี้สนุกมำก ___________________________ 8. ร้ำนอำหำรนี้สกปรก ___________________________ 9. ไปล้ำงจำนได้แล้ว ___________________________ 10. ผมตื่นสำย ___________________________ 11. เรำไม่ไปทำำงำน ___________________________ 1 1 1
  • 112.
    12. ดินสอหำย ___________________________ 13. อำกำศเย็นลง ___________________________ 14.ระวัง! ___________________________ 15. กรุณำพูดเบำๆ ___________________________ 16. ใครมำ ___________________________ 17. เธอทำำอะไร ___________________________ 18. พ่อของเขำเป็นหมอ ___________________________ 19. ฉันอยำกไปโรงเรียน ___________________________ 20. ช่วยฉันถือหน่อย ___________________________ 21. ตุ๊กตำอยู่ในรถ ___________________________ 22. พ่อไปวิ่งกับแม่ ___________________________ 23. นำ้ำมันรถหมดแล้ว ___________________________ จงเปลี่ยนประโยคบอกเล่ำต่อไปนี้เป็นประโยค ปฏิเสธ และคำำถำม 1. แม่กำำลังทำำกับข้ำวอยู่ในครัว _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 2. นักกีฬำออกกำำลังทุกวัน 1 1 2
  • 113.
    _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 3. กระดำษสีแดงวำงอยู่บนโต๊ะ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 4. โรงเรียนหยุดเสำร์อำทิตย์ _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 5.ฉันกำำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อน _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 6. ปืนเป็นสิ่งผิดกฎหมำย _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 7. นักดนตรีทำำงำนตอนกลำงคืน _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ 1 1 3
  • 114.
    8. รำยกำรข่ำวออกอำกำศทุกต้นชั่วโมง _____________________________________ _____________________________________ _____________________________________ _______ จงตอบคำำถำมจำกคำำตอบที่กำำหนดให้ในวงเล็บ Answer thesequestions using words in blanket 1. คุณจะไปไหน (ตลำด) _______________________________________ _____________________ 2. เขำซื้ออะไร (รองเท้ำ) _______________________________________ _____________________ 3. เสื้อสีอะไร (สีแดง) _______________________________________ _____________________ 4. แม่ไปทำำงำนที่ไหน (ในเมือง) _______________________________________ _____________________ 5. บ้ำนของเขำอยู่ที่ไหน (บนภูเขำ) _______________________________________ _____________________ 6. ครูเป็นคนอย่ำงไร (ใจดี) _______________________________________ _____________________ 7. เมื่อไรพ่อจะกลับบ้ำน (ตอนเย็น) _______________________________________ _____________________ 8. เจ้ำหน้ำที่ของรัฐทำำงำนเป็นอย่ำงไร (อย่ำงขยันขัน แข็ง) _______________________________________ _____________________ 1 1 4
  • 115.
    9. เธอชอบเขำตรงไหน (นิสัยดีและมีอำรมณ์ขัน) _______________________________________ _____________________ 10. รถจะออกกี่โมง (8.30 น.) _______________________________________ _____________________ 11. ทำำไมเจ้ำนำยไม่มำงำนเลี้ยง (เพรำะ...ติดประชุม) _______________________________________ _____________________ 12. ฉันจะไปจ่ำยเงินลงทะเบียนได้อย่ำงไร (ที่ธนำคำร) _______________________________________ _____________________ จงนำำคำำตอบที่กำำหนดให้ไปตั้งคำำถำม Make questions from these answers. 1. น้องสำวซื้อเสื้อ _____________________________________ ____ 2. โจรขโมยนำฬิกำ _____________________________________ ____ 3. ฉันชอบกินข้ำว _____________________________________ ____ 4. กล่องอยู่บนโต๊ะ _____________________________________ ____ 5. เขำสีไวโอลิน - _____________________________________ ____ 1 1 5
  • 116.
    6. เพรำะเขำเสียใจ _____________________________________ ____ 7. เจ็ดโมง _____________________________________ ____ 8.เขำพูดอย่ำงดัง _____________________________________ ____ 9. สิบเอ็ดแท่ง _____________________________________ ____ 10. แม่กับน้องไปเที่ยวตลำด _____________________________________ ____________________ 11. นกอยู่ในกรง _____________________________________ ____________________ 12. บ้ำนของฉันอยู่ใกล้กับเขำ _____________________________________ ____________________ 13. เพรำะฉันต้องกลับบ้ำน _____________________________________ ____________________ 14. ฉันกลับบ้ำนโดยรถประจำำทำง _____________________________________ ____________________ 15. เสื้อตัวนี้ของเขำ 1 1 6
  • 117.
  • 118.
    ประโยคในภาษาไทยมี 5 ประเภทดังนี้ 1. ประโยคประธาน (Active voice) หมายถึง ประโยคที่มีประธาน (subject) กริยา (verb) และอาจตาม ด้วยกรรม (object) ส่วนเติมเต็ม (complement) และส่วน ขยาย (modifier) เช่น นักร้องร้องเพลง หมาวิ่งไล่กัดแมว ลมพัดแรงมาก โจรขโมยรถ ครูหักคะแนนนักเรียน กระดาษวางอยู่บนโต๊ะ ใครทำาแก้วแตก แม่ทำามีดบาดมือ งานเลี้ยงเริ่มแล้ว ฝนไม่ตกตามฤดูกาล 2. ประโยคกริยา หมายถึง ประโยคที่นำากริยา (verb) มาเน้นก่อนประธาน (subject) และส่วนขยาย (modifier) มักมีคำาว่า เกิด มี ปรากฏ เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย มีการเฉลิมฉลองวันชาติทั่วประเทศจีน ปรากฎวัตถุประหลาดบนท้องฟ้า 3. ประโยคกรรม (Passive Voice)หมายถึง ประโยคที่นำากรรม (object) มาก่อนกริยา (verb) และ ประธาน (subject) ฉันถูกแม่ตี กระเป๋าสตางค์ถูก ขโมย 1 1 8
  • 119.
    ฉันได้รับคำาชมเชย น้องได้รับเลือกเป็น หัวหน้าห้อง แมวถูกหมาไล่กัด นักฟุตบอลถูกไล่ออก จากสนา โจรถูกตำารวจจับผู้โชคดีได้รับรางวัล จากการชิงโชค 4. ประโยคการิต (Indirect sentence) หมายถึง ประโยคที่มีกรรมตรง (direct object) และกรรมรอง (indirect object) ในประโยค แม่ให้ฉันไปซื้อของ เขาเห็นฉันซื้อ มือถือใหม่ ขนมเค้กที่เหลือฉันกิน แม่ซื้อกระโปรง ใหม่ให้น้อง 5. ประโยคกริยาสภาวะมาลา หมายถึง ประโยคที่ มีกริยาหรือกลุ่มคำากริยาเป็นประธานของประโยค (verb/verb clause used as subject) เดิน คือการออกกำาลังกายอย่างหนึ่ง นินทาเขาต่อไปไม่ทำาให้ฉันมีความสุข สวดมนต์ก่อนนอนทำาให้จิตใจสงบ 1 1 9
  • 120.
    แบบฝึกหัดที่ 7 จงระบุว่าประโยคต่อไปนี้มีโครงสร้างแบบใด 1. โทรศัพท์ของฉันเสีย ___________________________________ 2.ช่างกำาลังซ่อมรถ ___________________________________ 3. เกิดเหตุเครื่องบินตก ___________________________________ 4. รูปถ่ายถูกฉีกขาด ___________________________________ 5. เขาขอให้เธอหลับตา ___________________________________ 6. แมววิ่งไล่จับหนู ___________________________________ 1 2 0
  • 121.
    7. ปลาว่ายนำ้าในบ่อ ___________________________________ 8. ตลาดสดวายแล้ว ___________________________________ 9.ฉันไม่ชอบกินไข่ ___________________________________ 10. น้องถูกครูตี ___________________________________ 11. เขาคิดถึงลูก ___________________________________ 12. ครูฟังเพลง ___________________________________ 13. พ่อซื้อคอมพิวเตอร์ให้เขา ___________________________________ 14. เรากับน้องไปกินพิซซ่า ___________________________________ 15. เขาได้รับทุนการศึกษา ___________________________________ 16. ร้านค้าเปิดตอนเย็น ___________________________________ 17. ทหารเดินสวนสนาม ___________________________________ 18. ผลไม้ถูกรถทับ 1 2 1
  • 122.
    ___________________________________ 19. แม่ชอบกินก๋วยจั๊บ ___________________________________ 20. เกิดเหตุฆาตกรรมในหอพักนักศึกษา ______________________________ 21.หมีแพนด้านอนหลับอยู่ในกรง __________________________________ 22. เจ้านายให้ลูกน้องเช็ดโต๊ะ ___________________________________ 23. เขาขอนำ้าจากเจ้าของร้าน ___________________________________ 24. จามเมื่อไรต้องปิดปาก ___________________________________ 25. ว่ายนำ้าบ่อยอาจทำาให้ตัวดำา ___________________________________ ฝึกบทสนทนาในชีวิตประจำาวัน สถานการณ์ที่ 1 พูดคุยทั่วไป ขนาดสั้น A คุณชื่ออะไร (ครับ/คะ) B ฉันชื่อ........ค่ะ/ ผมชื่อ...ครับ A คุณทำางานอะไรคะ/ครับ B ฉัน/ผม ทำางานเป็น................ (พนักงานบริษัท ครู นักธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ) 1 2 2
  • 123.
    A บ้านของคุณอยู่ที่ไหน B อยู่ในเมืองค่ะ/ครับแถววัดพระแก้ว A คุณมีพี่น้องกี่คนคะ/ครับ B 5 คนค่ะ/ครับ พี่ชาย พี่สาว ฉัน/ผม น้องชาย และน้องสาว A ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ/ครับ B เช่นกันค่ะ/ครับ A ผม/ฉันจะไปที่นั่นได้อย่างไร B คุณต้องเดิน/ขึ้นรถไปค่ะ/ครับ A คุณชอบทานอะไร B ฉันชอบทานเนื้อ/หมู/ไก่/ผักค่ะ ผมชอบทานต้ม/ ผัด/แกง/ทอดครับ A ฉัน/ผม อยากไป (ซื้อของ กินข้าว ห้องสมุด ตลาด ห้าง วัด) ค่ะ/ครับ แต่ ฉัน/ผม ไปไม่เป็นคุณพา ฉัน/ผม ไปได้ไหมคะ/ครับ B ผมจะพาคุณไปครับ A คุณมีเบอร์โทรศัพท์ไหมคะ B มีครับ เบอร์..............ครับ A คุณทานข้าวหรือยังคะ B ผมทานแล้วครับ A คุณอยากไปเดินเล่นไหมครับ B อยากไปค่ะ ไปเมื่อไรดีคะ A ผมชอบเล่นบาสเกตบอล แล้วคุณล่ะครับ B ฉันชอบเล่นวอลเลย์บอล และว่ายนำ้าค่ะ เราไปขี่ จักรยานกันไหมคะ ฉันจะชวนเพื่อนไปด้วย 1 2 3
  • 124.
    A ได้ครับ ผมจะชวนเพื่อนของผมไปด้วยครับ Aวันนี้อากาศหนาวมาก คุณหนาวไหมคะ B ผมหนาวมากครับ ใส่เสื้อตั้ง 3 ตัว A ฉันกำาลังไม่สบาย อยากไปหาหมอค่ะ B ผมมีเพื่อนเป็นหมอ ผมจะพาคุณไปครับ สถานการณ์ที่ 2 เจ็บป่วย ไม่สบาย ไปพบแพทย์ที่ คลินิก หมอ : คุณรู้สึกอย่างไรบ้างครับ คนไข้ : ฉันเจ็บคอ ปวดหัว และมีนำ้ามูกค่ะ หมอ : ขอผมวัดไข้คุณหน่อยนะครับ คุณมีไข้ 39 องศาต้องทานยานะครับ คนไข้ : ค่ะ ทานยาตอนไหนบ้างคะ หมอ : ตอนเช้า กลางวัน เย็น หลังอาหารครับ คนไข้ : ค่ะ ขอบคุณ สวัสดีค่ะคุณหมอ A ขอให้หายป่วยเร็วๆนะครับ B ขอบคุณมากนะคะที่พาฉันไปหาหมอ A ยินดีครับ ถ้าคุณมีปัญหาโทรหาผมได้นะครับ B ค่ะ เกรงใจจังเลยค่ะ A ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมยินดีช่วย สถานการณ์ที่ 3 ชวนไปทานข้าว B สวัสดีค่ะ วันนี้ฉันหายแล้ว อยากชวนคุณไปทาน ข้าวด้วยกันค่ะ A อย่างนั้นเหรอครับ ได้ครับ กี่โมงครับ B สี่โมงเย็นได้ไหมคะ ฉันเลิกเรียนพอดี A ได้ครับ ผมจะไปรอคุณที่หน้าห้องเรียนนะครับ B ได้ค่ะ ฉันเรียนที่ตึก 9 ชั้น 5 ค่ะ A แล้วเจอกันนะครับ สวัสดีครับ 1 2 4
  • 125.
    สถานการณ์ที่ 4 ร้านอาหารไทย Bคุณชอบทานอาหารอะไรคะ A ผมชอบทานอาหารไทยครับ B อาหารไทยเผ็ดไหมคะ A เผ็ดครับแต่ไม่มาก B ฉันไม่เคยทานอาหารไทยมาก่อนค่ะ A ผมจะแนะนำาเองครับ อาหารไทยที่มีชื่อเสียงคือ ต้มยำากุ้ง B น่าทานจังเลยค่ะ มีอะไรอีกไหมคะ A ส้มตำา ข้าวเหนียว ต้มแซ่บ ไก่ย่างครับ B ฉันอยากทานส้มตำา ไก่ย่างค่ะ A งั้นเราสั่งต้มยำากุ้ง ส้มตำา ไก่ย่างนะครับ B ค่ะ ฉันขอข้าวสวยด้วยนะคะ A ได้ครับ ผมก็ชอบทานข้าวเหมือนกัน สถานการณ์ที่ 5 พูดคุยเกี่ยวกับเมืองไทย B คุณเคยไปเมืองไทยไหมคะ A เคยไปสองครั้งครับ อาหารไทยอร่อย B แล้วอากาศร้อนไหมคะ A ร้อนครับ แต่มีลมแรง B ถ้าฉันไปเที่ยวคงต้องเอาร่มไปด้วยนะคะ A ใช่ครับ แต่ผมใส่หมวก B คุณไปเที่ยวที่ไหนบ้างครับ A ผมไปเที่ยวที่กรุงเทพ นครปฐม และลำาปางครับ B ทำาไมถึงไปที่นั่นคะ A เพราะเพื่อนของผมเรียนที่นั่น ผมเลยไปเยี่ยม พวกเขาครับ B เวลาไปกรุงเทพ คุณไปเที่ยวที่ไหนคะ A ผมไปเที่ยวที่วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง และสวนสัตว์ครับ B ฉันได้ยินว่า กรุงเทพมีห้างสรรพสินค้ามากมาย หรือคะ 1 2 5
  • 126.
    A ใช่ครับ ห้างเยอะมากแต่ว่ารถติดมากเหมือนกัน ครับ B คุณชอบไปช็อปปิ้งไหมคะ A ไปเหมือนกันครับ เสื้อผ้าราคาถูกกว่าที่นี่ B ฉันอยากไปซื้อเสื้อผ้าค่ะ ฉันชอบเสื้อผ้า A ผมชอบซื้อต้นไม้ครับ ที่กรุงเทพมีสถานที่หนึ่ง เรียกว่า สวนจตุจักร ขายต้นไม้และสัตว์เลี้ยงครับ B แพงไหมคะ ฉันก็ชอบสัตว์เลี้ยง A ไม่แพงครับ คุณชอบสัตว์อะไรครับ B ฉันชอบเลี้ยงหมาค่ะ ที่บ้านของฉันมีหมาสองตัว A โอ้ ผมก็ชอบเลี้ยงหมาครับ แต่แม่ของผมไม่ให้ เลี้ยง B วันหลังคุณไปเล่นกับหมาของฉันได้ค่ะ สถานการณ์ที่ 6 ไปเที่ยวบ้านเพื่อน A บ้านของคุณอยู่ที่ไหนครับ B อยู่ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยค่ะ นั่งรถไปประมาณ 10 นาที A วันหลังผมจะไปเยี่ยมคุณที่บ้านนะครับ B ยินดีค่ะ ฉันอยู่บ้านกับพ่อ แม่ และน้องชาย A ผมเป็นลูกคนเดียวครับ ผมอยากมีน้องชายบ้าง B คุณไปพูดคุยกับน้องชายของฉันได้ค่ะ เขาอยาก มีพี่ผู้ชายเหมือนกัน A ได้เลยครับ สถานการณ์ที่ 7 นครปฐม B คุณไปเที่ยวที่ไหนในเมืองไทยอีกคะ A ผมไปเที่ยวนครปฐมครับ ห่างจากกรุงเทพ หนึ่ง ชั่วโมงครึ่ง B เป็นเมืองใหญ่ หรือเล็กคะ A เป็นเมืองขนาดกลางครับ มีมหาวิทยาลัยมากมาย ครับ 1 2 6
  • 127.
    B โอ้โห เหมือนคุนหมิงไหมคะ Aใกล้เคียงกันครับ ผมชอบที่นั่นมาก เพราะตอน กลางคืนมีตลาดที่มีของกินเยอะแยะมากครับ B มีเสื้อผ้าไหมคะ A มีครับ แต่ไม่มีห้างมากเหมือนกรุงเทพ แต่มีวัดที่ มีชื่อเสียงมาก B วัดอะไรหรือคะ A วัดพระปฐมเจดีย์ครับ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่มาก ถ้าใครอธิษฐาน ที่วัดนั้นแล้วมักจะสมหวัง B แล้วคุณอธิษฐานไหมคะ A อธิษฐานสิครับ ผมขอให้ผมเจอเนื้อคู่เร็วๆ B งั้นหรือคะ แล้วตอนนี้คุณเจอหรือยังคะ A ผมคิดว่าเจอแล้วครับ แต่ผมยังไม่ได้บอกเธอ B คุณต้องรีบบอกเธอนะคะ คุณจะได้มีแฟนเร็วๆ สถานการณ์ที่ 8 ถามเรื่องส่วนตัว A แล้วคุณมีแฟนไหมครับ B ไม่มีค่ะ ฉันตั้งใจเรียนมากเลยยังไม่อยากมีแฟน A อ๋อ เหรอครับ แล้วคุณเคยคิดไหมว่า จะชอบ ผู้ชายแบบไหน B ฉันชอบคนใจดี ยิ้มง่าย และมีความรับผิดชอบค่ะ A โอ้โห เพอร์เฟคแมนมากเลยครับ B แล้วคุณล่ะคะ ชอบผู้หญิงแบบไหน A ผมชอบผู้หญิงตาสวย ยิ้มง่ายและอ่อนหวานครับ B คุณก็ชอบผู้หญิงในอุดมคติเหมือนกันนั่นแหละ A ครับ แต่ผมก็เจอผู้หญิงแบบนั้นแล้วนะครับ B ค่ะ ฉันขอเอาใจช่วยคุณให้สมหวัง สถานการณ์ที่ 9 กินอาหารไทย A อาหารมาแล้วครับ เราทานกันเถอะ B โอ๊ย อร่อยมากค่ะ ฉันชอบจัง นี่เรียกว่าอะไรคะ 1 2 7
  • 128.
    A จานนี้ส้มตำาครับ แล้วนี่ไก่ย่างคุณลองทานต้มยำา กุ้งสิครับ B นำ้าซุปของมันสีแดงจะเผ็ดไหมคะ A ไม่เผ็ดมากครับ รสชาติเหมาะกับคนจีน B อืม อร่อยจริงๆด้วยค่ะ A ถ้าเผ็ดมาก เดี๋ยวเราทานของหวานกันนะครับ B มีของหวานอะไรคะที่ร้านนี้ A มีบัวลอย ลอดช่อง และข้าวเหนียวมะม่วงครับ B ฟังดูน่าทานมากค่ะ A อิ่มแล้วเหรอครับ ทำาไมทานน้อยจัง B อิ่มแล้วค่ะ อร่อยมากนะคะ แต่ฉันทานไม่ไหว แล้ว A งั้นลองทานขนมหวานร้านนี้นะครับ B ได้ค่ะ จะทานอะไรดีล่ะคะ A ผมว่า ลอดช่องน่าจะอร่อยที่สุดนะครับ เพราะมี กะทิ และนำ้าแข็ง B หวานไหมคะ ฉันรู้สึกเผ็ด อยากทานหวานๆ A หวานครับ งั้นสั่งลอดช่องนะครับ น้องๆ ขอลอด ช่อง 2 ที่ครับ พนักงานเดินมาเสิร์ฟ B นั่นไงคะ มาแล้ว ใช่ขนมของเราหรือเปล่า A ใช่ครับ ลองทานกันเถอะ B อร่อยมากเลยค่ะ หอมด้วย หอมอะไรนะคะ A เป็นกลิ่นเทียนหอมครับ จุดแล้วรมควันไว้ B รสชาติเหมือนที่เมืองไทยไหมคะ A เหมือนกันครับ เพราะเจ้าของร้านที่นี่เป็นคนไทย ครับ B เหรอคะ อาหารเมืองไทยอร่อย ถ้าฉันไปเมือง ไทยคงอ้วน A ไม่หรอกครับ เพราะว่าเมืองไทยร้อน ทานแล้วก็ เหงื่อออก สถานการณ์ที่ 10 เล่าเรื่องเมืองลำาปาง 1 2 8
  • 129.
    B คุณช่วยเล่าเรื่องลำาปางให้ฉันฟังได้ไหมคะ A ได้ครับลำาปางอยู่ทางเหนือของประเทศไทย B ใกล้กับเชียงใหม่ไหมคะ A ใกล้ครับ แต่ลำาปางเป็นเมืองเล็กครับ B ยังไงคะ A มีบ้านคนน้อย ร้านอาหารน้อย ห้างก็มีน้อย B แล้วคุณชอบที่นั่นไหมคะ A ชอบครับ เพราะว่าเมืองเล็กไม่วุ่นวายดีครับ B ฉันก็ชอบเมืองเงียบๆ ค่ะ A ที่ลำาปาง เราต้องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติครับ เช่น นำ้าตก นำ้าพุร้อน ฟาร์มเลี้ยงช้างครับ B โอ้โห มีช้างด้วยหรือคะ A มีครับ ช้างไทยน่ารัก แต่ก็น่าสงสารมาก B ทำาไมล่ะคะ A คนไทยชอบแพนด้ามากครับ แต่ไม่ค่อยสนใจ ช้าง B น่าสงสารจัง ฉันอยากขี่ช้างค่ะ A ผมก็อยากขี่ช้าง แล้วพามันไปอาบนำ้า B ว่าไงนะ คุณจะอาบนำ้าช้างหรือคะ A ใช่ครับ ที่ฟาร์มช้าง เราสามารถไปแคมป์ปิ้งได้ แล้วเขาจะสอนเราเลี้ยงช้าง เล่นกับช้าง และอาบนำ้า ช้างครับ B ช้างไทยตัวใหญ่ไหมคะ A ใหญ่มากครับ ฉลาดมากด้วย B ฉลาดยังไงคะ A ช้างไทยเล่นดนตรีได้ และวาดรูปได้ด้วยครับ B คุณพูดจนฉันอยากไปลำาปางแล้วค่ะ สถานการณ์ที่ 11 ไปเที่ยวเมืองไทย 1. ไว้ปิดเทอมเราไปเที่ยวเมืองไทยกันไหมครับ 2. ดีค่ะ เพราะฉันก็อยากลองไปเที่ยวเมืองไทย เคย ได้ยินว่า เมืองไทยมีทะเลสวยมาก 3. จริงครับ ผมก็คิดว่าจะไปเที่ยวทะเลเมืองไทย 1 2 9
  • 130.
    4. ฉันได้ยินว่า ทางใต้ของไทยทะเลสวยมากจริงไหม คะ 5.ผมยังไม่เคยไปนะครับ แต่ผมคิดว่าสวยมาก เพราะ เพื่อนของผม บอกว่าอย่างนั้น พวกเขาเคยไปมาแล้วครับ สถานการณ์ที่ 12 ขอเป็นเจ้ามือ 6. เราไปกันเถอะครับ เดี๋ยวผมไปจ่ายเงินก่อน 7. ฉันขอจ่ายด้วยค่ะ 8. ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าผมเป็นเจ้ามือเอง 9. ไม่ดีหรอกค่ะ ฉันชวนคุณมาทานข้าวนะคะ ให้ฉัน เป็นคนจ่ายเงิน ดีกว่า 10. ไว้วันหลังแล้วกันนะครับ มื้อนี้ผมขอจ่ายเองครับ 11. ขอบคุณค่ะ แล้ววันหลังฉันจะเลี้ยงคุณบ้าง 12. เรียบร้อยครับ แล้วเราจะไปไหนกันต่อดีครับ สถานการณ์ที่ 13 เดินเล่นที่ชุ่ยหู 13. ฉันอยากเดินเล่นก่อนกลับบ้านค่ะ 14. ถ้าอย่างนั้นเราไปเดินที่ทะเลสาบชุ่ยหูนะครับ 15. ได้ค่ะ บ้านของฉันอยู่ทางนั้นพอดี 16. อากาศเย็นลงแล้วนะครับ คุณหนาวหรือเปล่า 17. หนาวนิดหน่อยค่ะ ไม่เป็นไร 18. ไม่ได้ครับ เพราะคุณเพิ่งหายป่วย ใส่เสื้อของผม อีกตัวดีไหมครับ 19. อุ๊ย ไม่เป็นไรค่ะ ให้เสื้อฉันแล้ว คุณก็หนาวน่ะสิ คะ 20. ไม่หนาวหรอกครับ ผมแข็งแรงกว่าคุณนะ ใส่ เถอะครับ 21. ขอบคุณค่ะ อุ๊ย นั่น ดูสิ ผ้าพันคอสวยมากเลย 22. เข้าไปดูกันเถอะครับ 23. ผ้าผืนนี้สวยจังเลยค่ะ 24. คุณชอบไหมครับ ผมจะซื้อให้ 1 3 0
  • 131.
    25. ไม่เป็นไรค่ะ ฉันซื้อเองดีกว่าคุณเลี้ยงข้าวฉันไป แล้ว 26. งั้นก็ได้ครับ สถานการณ์ที่ 14 ขอบคุณและอำาลา 27. วันนี้สนุกมากเลยค่ะ ขอบคุณที่เดินมาส่งนะคะ 28. ยินดีครับ วันหลังผมมาหาคุณอีกได้ไหมครับ 29. ได้ค่ะ วันหลังคุณมาทานข้าวที่นี่ได้ค่ะ ฉันจะทำา กับข้าวให้คุณ ทานค่ะ 30. ขอบคุณครับ แล้วเจอกันนะครับ 31. โชคดีค่ะ บาย สถานการณ์ที่ 15 มีเรื่องเดือดร้อน 32. ฮัลโหล มีอะไรหรือเปล่าครับ 33. ฉันเองค่ะ ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากคุณค่ะ 34. มีเรื่องอะไรครับ 35. ฉันทำากระเป๋าสตางค์หายค่ะ ไม่รู้อยู่ที่ไหน 36. จริงเหรอครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน 37. อยู่ที่โรงอาหารค่ะ ฉันคิดว่ามีคนล้วงกระเป๋าของ ฉันค่ะ 38. งั้นคุณรอผมห้านาทีนะครับ ผมจะรีบไปหาคุณ 39. ขอบคุณค่ะ รีบมานะ ฉันจะรอ 40. คุณลืมกระเป๋าไว้ที่ไหนหรือเปล่า 41. ฉันเอาใส่ไว้ในกระเป๋าหนังสือค่ะ พอจะซื้อข้าว มันก็หายไปแล้ว 42. ผมว่าเราต้องไปแจ้งตำารวจครับ และอาจจะต้อง ติดประกาศ 43. ค่ะ คุณจะไปเป็นเพื่อนฉันไหมคะ 44. ไปครับ คุณใจเย็นๆ ก่อน ค่อยๆ คิดว่าจะบอก ตำารวจอย่างไร 45. ค่ะ เรารีบขึ้นแท๊กซี่ไปได้ไหมคะ 46. ได้ครับ 47. คุณแน่ใจไหมว่า มีคนล้วงกระเป๋าคุณ 1 3 1
  • 132.
    48. ฉันไม่ได้สังเกตค่ะ มารู้ตัวอีกทีกระเป๋าตังค์ก็หาย ไปแล้ว ครับแล้วทางตำารวจจะติดต่อกลับไป คุณกรอก รายละเอียดตาม แบบฟอร์มนี้นะครับ 49. เรียบร้อยแล้ว ฉันไปได้แล้วใช่ไหมคะ 50. ครับ แล้วเราจะติดต่อไปถ้าพบเบาะแสนะครับ 51. ขอบคุณค่ะ คุณตำารวจ สถานการณ์ที่ 16 ปลอบใจ 52. ใจเย็นๆ นะครับ ถือว่าฟาดเคราะห์ 53. ฉันนี่แย่จริงๆ อุตส่าห์ระวังแล้วเชียว 54. เสียงโทรศัพท์ของคุณหรือเปล่าครับ 55. ใช่ค่ะ ขอรับโทรศัพท์ก่อนนะคะ 56. ตามสบายครับ เชิญเลย 57. ฮัลโหล ว่าไงนะ ได้ๆ แค่นี้นะ แล้วเจอกันที่ ห้องเรียนนะ 58. มีอะไรหรือครับ 59. เพื่อนของฉันโทรมาบอกว่า ฉันลืมกระเป๋าตังค์ ไว้ที่ห้องเรียนค่ะ 60. จริงหรือครับ โชคดีจัง งั้นเรารีบกลับไปที่ ห้องเรียนกันเถอะ 61. ค่ะ ฉันสร้างความเดือดร้อนให้คุณอีกแล้ว 62. ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีช่วยคุณ สถานการณ์ที่ 17 ผมสนใจคุณ 63. แล้วทำาไมคุณถึงเอากระเป๋าตังค์ออกมาล่ะครับ 64. รู้สึกว่าเพื่อนจะขอนามบัตรของฉันค่ะ ฉันคงลืม เก็บ 65. เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชายครับ 66. ถามทำาไมหรือคะ 1 3 2
  • 133.
    67. ผมอยากรู้เฉยๆ ว่านอกจากผมแล้วยังมีคนอื่น สนใจคุณอีกไหม 68. คุณพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรคะ 69. หมายความว่า...เอ่อ...ผมชอบคุณครับ 70. อะไรนะคะ 71. ใช่ครับ ผมชอบคุณ ผมอยากเป็นแฟนกับคุณได้ ไหมครับ 72. เอ่อ ... ฉันขอคิดดูก่อนได้ไหมครับ 73. อืม...ผมอาจจะไม่ดีพอสำาหรับคุณ 74. ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่ฉันไม่เคยมีแฟนมาก่อน คุณแน่ใจเหรอคะว่า ชอบฉัน 75. แน่ใจสิครับ ผมชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน แล้วครับ 76. คุณพูดแบบนี้ ฉันก็เขินแย่เลย 77. เอาอย่างนี้ คุณจะให้คำาตอบผมได้เมื่อไรครับ 78. ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เราเพิ่งรู้จักกันเองนะคะ 79. ถ้าอย่างนั้น คุณอนุญาตให้ผมจีบคุณได้ไหม ครับ 80. จีบ? คุณจะจีบฉันยังไงคะ 81. ก็ผมจะขอเวลาทำาความรู้จักคุณให้มากขึ้น ไป ทานข้าว ไปดูหนัง ไปสถานที่ที่คุณชอบและผมชอบ แล้วก็คุยกันให้ มากกว่านี้ เผื่อว่าวันหนึ่งคุณจะตอบได้ว่า คุณ ชอบผมหรือเปล่า 82. แล้วถ้าถึงวันนั้น ฉันไม่ชอบคุณล่ะคะ 83. ก็ไม่เป็นไรนี่ครับ เราก็ยังคงเป็นเพื่อนกันได้ 84. งั้นก็ตกลงค่ะ ฉันจะลองดูใจคุณ 85. ไชโย สถานการณ์ที่ 18 ออกเดต 86. วันนี้คุณอยากไปเที่ยวที่ไหนครับ 1 3 3
  • 134.
    87. ฉันอยากไปซื้อรองเท้าใหม่ค่ะ คู่เก่ามันขาดแล้ว เมื่อวาน 88.ได้ครับ งั้นเดี๋ยวสิบโมงเช้า ผมไปรับคุณที่บ้าน 89. คุณจะซื้อรองเท้าแบบไหนครับ 90. ฉันจะซื้อรองเท้าผ้าใบค่ะ ใส่สบายดี 91. ผมมีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านรองเท้า เราไปซื้อร้าน นั้นไหมครับ 92. ร้านอยู่ที่ไหนคะ 93. อยู่ที่จินม่าครับ 94. ดีค่ะ ฉันจะได้ไปซื้อของอย่างอื่นด้วย 95. ชอบคู่ไหนครับ 96. ฉันชอบสีม่วงค่ะ ราคาเท่าไรคะ 97. 150 หยวนครับ แต่ผมจะขอให้เขาลดราคาอีก 98. ค่ะ ขอบคุณค่ะ 99. เพื่อนของผมบอกว่า ลดได้ถึง 100 หยวนครับ 100.ตกลงค่ะ ฉันซื้อคู่นี้ 101.ถ้าไปเมืองไทยคุณต้องชอบแน่ๆ เพราะราคาถูก กว่ามาก 102.เหรอคะ ดีจัง ฉันอยากไปเมืองไทยเร็วๆแล้วสิ 103.แต่คุณต้องหัดพูดภาษาไทยนะครับ 104.ทำาไมล่ะค่ะ คนไทยไม่พูดภาษาอังกฤษหรือ 105.พูดครับ แต่มีน้อย เพราะฉะนั้น คุณควรเรียน ภาษาไทยบ้าง 106.แล้วคุณเรียนไหมคะ 107.เรียนครับ ผมเรียนภาษาไทยมาคอร์สหนึ่งแล้ว ตอนนี้กำาลังเรียน คอร์สสอง 108.ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องสอนภาษาไทยให้ฉันได้น่ะ สิ 109.ยินดีครับ แต่ผมยังไม่เก่งนะ ผมกำาลังพยายาม ท่องจำาคำาศัพท์อยู่ และพยายามออกเสียงให้เหมือนคนไทย 110.ถ้าฉันเรียนกับคุณด้วย คุณจะปวดหัวหรือเปล่า 1 3 4
  • 135.
    111.ไม่หรอกครับ เพราะว่าผมจะได้มีคนฝึกพูดด้วย กัน 112.งั้นช่วงปิดเทอมเรามาเรียนภาษาไทยกันนะคะ 113.ได้ครับ แต่ช่วงนี้ผมก็อยากมาอ่านหนังสือเตรียม สอบกับคุณ 114.ได้สิคะฉันชอบไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด คุณล่ะ คะ 115.ผมก็ชอบที่ห้องสมุดครับ อาทิตย์นี้เราไปอ่านที่ นั่นกันนะ 116.ค่ะ ฉันอยากได้คะแนนดีๆ จะได้ขอพ่อกับแม่ไป เที่ยวเมืองไทย 117.ผมเอาใจช่วยด้วยครับ คุณเก่งอยู่แล้ว ทำาได้ แน่นอน 118.คุณชมฉันมากเกินไปแล้วค่ะ สถานการณ์ที่ 19 ฉลองสอบเสร็จ 119.สอบเสร็จเสียที ดีใจจังเลย 120.เฮ้อ เหนื่อยมากเลย อาทิตย์ที่ผ่านมาเนี่ย 121.ผมว่าเราไปทานไอศครีมกันไหม น่าจะสดชื่นดี นะ 122.ดีเหมือนกันค่ะ ที่ไหนละคะ 123.ที่ห้างเปิดใหม่ครับ ไปเลยไหม 124.อืม อร่อยจังค่ะ ฉันชอบรสวนิลากับถั่วอัลมอนต์ 125.ผมชอบกินรสช็อกโกแลตครับ 126.มื้อนี้ฉันจะเลี้ยงคุณนะคะ ทานให้เยอะๆเลย 127.แค่ถ้วยเดียว ผมก็อิ่มแล้วครับ 128.คุณเป็นผู้ชายทานได้เยอะๆ ไม่ต้องกลัวอ้วน หรอกค่ะ 129.ไม่ได้ครับ เพราะว่าคุณตัวเล็กมาก เวลาไปด้วย กัน ผมก็ดูตัวใหญ่ กว่าปกติอยู่แล้ว 130.ทำาไมคุณเงียบไปละคะ 131.ผมมีคำาถามอยากจะถามคุณครับ 132.อะไรคะ 1 3 5
  • 136.
    133.เราก็คบกันมานานหลายเดือนแล้ว 134.คุณพอจะบอกผมได้ไหม คุณรู้สึกอย่างไรกับผม 135.อืม... 136.คุณก็เป็นคนดี มีนำ้าใจและดูแลฉันมาตลอดนะ คะ 137.แล้วยังไงต่อครับ 138.แต่ฉันก็ยังไม่แน่ใจค่ะ 139.แล้วผมจะต้องทำายังไงครับ คุณตัดสินใจยากจัง 140.ฉันขอเวลาอีกได้หน่อยได้ไหมคะ 141.ก็ได้ครับ ผมจะรอวันที่คุณแน่ใจในความรู้สึก ของตัวเอง 142.งั้นวันนี้ เรากลับกันก่อนเถอะค่ะ สถานการณ์ที่ 20 ของขวัญพิเศษ 143.วันนี้จะออกไปเที่ยวกับใครจ๊ะลูก 144.เพื่อนเก่าค่ะ มีเรื่องจะขอให้เขาช่วยหน่อย 145.แล้วไม่ไปเที่ยวกับแฟนเหรอ 146.แฟนที่ไหนกันคะ เป็นเพื่อนกันเฉยๆ ค่ะ 147.จริงเหรอ เห็นมารับมาส่งกันทุกวันเลยนะ 148.ไม่เอาไม่พูดแล้ว หนูไปก่อนดีกว่า สวัสดีค่ะ 149.โทรเรียกเรามาทำาไมเหรอ 150.เรามีเรื่องจะรบกวนเธอหน่อย 151.เรื่องอะไรล่ะ 152.เราอยากซื้อของให้คนคนหนึ่ง เขาเป็นนักกีฬา เหมือนเธอ เราเลย คิดว่าเธอน่าจะเลือกซื้อของได้ถูกใจเขา 153.แฟนเหรอ ใครกันเนี่ย 154.ยังไม่ถึงขั้นนั้น เอาเถอะน่า ช่วยเลือกซื้อเสื้อให้ ตัวหนึ่งนะ 155.ทำาไมถึงซื้อเสื้อให้ล่ะ ไม่ดีนะ เดี๋ยวเลิกกัน 156.จริงเหรอ แต่ฉันยังเป็นแค่เพื่อนนะ จะเลิกได้ยัง ไง 157.ไม่เชื่อก็ตามใจ ไปสิ ร้านไหนไปซื้อกัน 158.เอาตัวไหนดีล่ะ ช่วยเลือกหน่อยสิ 1 3 6
  • 137.
    159.เลือกมาเองสิ เดี๋ยวจะดูให้ว่า เหมาะไหม 160.เฮ้นายมองอะไรน่ะ 161.ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนมีคนมองเราอยู่ แต่ก็ไม่เห็นมี ใคร 162.คิดไปเองมั้ง เอาตัวนี้ดีกว่า เป็นไงสวยไหม 163.อืม ใช้ได้ เอาตัวแล้วกัน 164.จ้ะ ไปจ่ายเงินก่อนนะ 165.อืม แต่เมื่อกี๊เหมือนมีคนมองเราจริงๆ นะ 166.เรียบร้อยแล้ว ไปกลับกันเถอะ 167.โห อะไรเนี่ย ใช้งานเสร็จก็ไล่กลับเลยเหรอ ใจ ร้ายจริงๆ 168.อ้าว แล้วจะให้ทำายังไงล่ะ กินไอติมไหม 169.โอเค ก็ยังดี วันนี้อากาศก็ร้อนจะตาย 170.ไปๆ กินไอติมก็ได้ เพื่อนอะไรเนี่ย ช่วยแค่นี้ก็ไม่ ได้ ฮ่าๆๆ 171.นี่ เธอ เหมือนมีคนมองเราอีกแล้วนะ 172.ไหนล่ะ ไม่เห็นมีใครเลย คิดไปเองหรือเปล่า 173.จริงๆ เชื่อสัญชาตญาณนักบาสสิ 174.กินๆเถอะ ตอนเย็นฉันมีนัดนะ 175.โห นัดกับเจ้าของเสื้อตัวนี้ใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆๆ ดีใจ จังเพื่อนเราจะขาย ออกแล้ว 176.ไม่ต้องพูดมากเลย รีบๆกินเข้าไป สถานการณ์ที่ 21 โทรหาไม่รับสาย 177.เอ๊ะ ทำาไมเขาไม่รับสายนะ 178.มีเพื่อนมาหาหน้าบ้านจ้ะลูก 179.ค่ะ แม่ เอ๊ะ ใคร ไม่ได้นัดกันไว้นี่นา 180.เพิ่งกลับมาเหรอครับ 181.อ้าว คุณนั่นเอง ฉันกำาลังโทรหาคุณอยู่พอดี ทำาไมถึงมาโดยไม่ บอกละคะ 182.ถ้าบอกผมก็ไม่เห็นอะไรดีๆ น่ะสิ 183.อะไรของคุณ ที่ว่านั่น 1 3 7
  • 138.
    184.เพราะคุณมีคนอื่นอยู่แล้วใช่ไหม คุณถึงตอบผม ไม่ได้ว่าคุณรู้สึก ยังไง 185.คุณพูดอะไร ฉันงงไปหมดแล้ว 186.งงเหรอตกใจมากกว่ามั้ง ที่ผมเห็นคุณกับแฟน วันนี้ 187.แฟน? ฉันเนี่ยนะ คุณกำาลังเข้าใจผิดแล้ว 188.แล้วที่ถูกมันคืออะไร ไหนคุณบอกผมมา เพราะที่ ผมเห็นผู้ชายคน นั้นก็เหมือนในสเปคคุณทุกอย่าง 189.ฟังฉันอธิบายก่อน 190.ไม่ฟัง ที่สำาคัญผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนในทีมของ ผมด้วย ทำาไมคุณ ทำาอย่างนี้ล่ะ 191.ถ้าคุณอยากเข้าใจอย่างนั้นก็ตามใจ เราไม่มี อะไรต้องพูดกันแล้ว 192.ได้ พอกันที จากนี้ผมจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีก สถานการณ์ที่ 22 อกหักทั้งคู่ 193.ฮื่อๆๆๆ คนใจร้าย ไม่มีเหตุผล ทำาไมฉันต้องรัก คนอย่างนายด้วย 194.เฮ้ย กินเหล้าน้อยๆหน่อย อกหักมาหรือไงวะ 195.ไปให้พ้นๆเลย ไม่อยากเห็นหน้าแก 196.อะไรวะ ไม่อยากเห็นหน้า กูไปทำาอะไรให้มึง 197.มึงไม่รู้หรอก ไอ้ห่า ไม่ต้องมาพูด 198.เอ้า ไม่พูดแล้วกูจะรู้เหรอ เห็นมึงกินเหล้ามาเป็น อาทิตย์ๆแล้ว เดี๋ยวก็ตายก่อนถึงวาเลนไทน์พอดี 199.กูเกลียดวาเลนไทน์ ตายๆไปก็ดี 200.อย่าบอกนะว่าแกอกหักจริงๆ เฮ้อ แปลกว่ะ ทำาไม ช่วงนี้มีคนอก หักเยอะจังวะ 201.ใครอีกล่ะ เพื่อนในทีมบาสหรือเปล่า 1 3 8
  • 139.
    202.เปล่าหรอก เพื่อนสมัยมัธยมของกูเอง เพิ่งจจะพา ไปซื้อเสื้อให้ แฟนอยู่เลยไปๆมาๆ เลิกกันซะแล้ว 203.หา ว่าอะไรนะ เพื่อนคนไหน 204.แกไม่รู้จักหรอก เป็นผู้หญิงน่ะ ตอนนี้เศร้ามาก เลย เห็นร้องไห้ทุก วัน 205.เขาร้องไห้เพราะชอบแก แต่แกไม่รู้หรือเปล่า 206.บ้าเหรอ แฟนฉันอยู่เมืองไทย ยัยนี่ไม่ใช่แฟนฉัน โว้ย 207.ฮ่าๆๆ จริงนะ 208.จริงสิ แล้วแกหัวเราะทำาไม บ้าหรือเปล่า 209.ขอบใจว่ะ ไปก่อนนะ 210.อ้าว จะไปไหนล่ะ สถานการณ์ที่ 23 ง้อ...ขอคืนดี 211.แม่ครับ ผมมาหา... 212.อ่อ ได้จ้ะ หายไปไหนตั้งนาน ลูกแม่หงอยไปเลย โน่น เขานั่งอยู่ ในสวนแน่ะ 213.ขอบคุณครับแม่ ผมขอตัวก่อนนะครับ 214.ตามสบายจ้ะ 215.นั่งใจลอยคิดถึงใครเอ่ย (มองหน้า...ไม่ตอบ) 216.คิดถึงผมใช่ไหม (ลุกขึ้น...เดินหนี) 217.ผมขอโทษ ผมเข้าใจผิดไปเอง 218.ไม่ต้องมาพูด คุณเชื่อความคิดของตัวเองอยู่แล้ว นี่ 219.โธ่ อย่าโกรธผมเลยนะ ก็ตอนนั้นผมหึงนี่นา 220.แล้วยังไง พอหึงแล้วก็เลยมาพาลใส่ฉันเนี่ยนะ 221.ผมขอโทษจริงๆ นะครับ ยกโทษให้ผมเถอะ 222.ถอนหายใจ... ฉันไม่อยากทุกข์ใจเพราะความ รัก คุณก็รู้นี่ แล้วทำาไมถึงทำาอย่างนี้ 1 3 9
  • 140.
    223.ก็เพราะผมรักคุณมากไงครับ แต่ต่อไปผมสัญญา ผมจะไม่ขี้หึง และจะไว้ใจคุณ เชื่อใจคุณคนเดียวนะครับ 224.เงียบ...ให้โอกาสผมอีกสักครั้งนะ นะครับ 225.เงียบ... ก็ได้ค่ะ 226.เย้ ๆๆๆ ดีใจจังเลย ในที่สุดคุณก็ยอมเป็นแฟนผม แล้ว 227.ใครบอก ฉันยกโทษให้คุณเฉยๆ ต่างหาก 228.อ้าว ทำาไมอย่างนั้นล่ะ ไหนเพื่อนผมบอกว่า คุณ ซื้อเสื้อให้ผมไง นี่ไม่ได้แปลว่า คุณรักผมแล้วเหรอ 229.หนอย เจ้าเพื่อนตัวดี เอาฉันไปเผาให้คุณฟังเห รอ เจอกันเมื่อไร น่าดู 230.อย่าไปโกรธมันเลยครับ จนตอนนี้มันยังไม่รู้ว่า คุณกับผมคบกัน เลย 231.อ้าว แล้วคุณรู้เรื่องเสื้อได้ยังไงคะ 232.บังเอิญน่ะครับ เอาเถอะ ตอนนี้เราดีกันแล้ว อย่า สนใจอย่างอื่น เลย มาพูดเรื่องของเราดีกว่า 233.ค่ะ เรื่องของเราก็คือ ฉันต้องดูใจคุณต่อไปอีก โทษฐานที่คุณขี้หึง ไม่ดูตาม้าตาเรือ เข้าใจไหม... 234.โอ๊ย...ไม่เอาน่า ให้อภัยผมเถอะนะ นะ นะ ดีกัน นะ 235.ไม่ดี ไม่รู้ไม่ชี้ ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นแฟน กันจริงๆไปเลย 236.แงๆๆๆ จบบริบูรณ์ 1 4 0
  • 141.
    คำาศัพท์ในชีวิตประจำาวัน 1. ตื่นนอน wakeup 2. ล้างหน้า wash face 3. แปรงฟัน brush teeth 4. อาบนำ้า shower 5. ทานข้าว have breakfast 6. ไปเรียน go to school 7. เข้าเรียน attend class 8. เลิกเรียน finish class 9. หยุดพัก take a break 10. ทานอาหารกลางวัน have lunch 11. ไม่มีเรียน no class 12. ทำาการบ้าน do homework 13. ไปห้องสมุด go to library 14. ไปซื้อของ go to buy something 15. ไปเดินเล่น go for a walk 16. ไปตลาด go to market 17. ไปตัดผม go to have hair cut 18. ไปในเมือง go to town 19. ไปห้างสรรพสินค้า go to supermarket/shopping mall 20. ไปออกเดต go to date 21. ไปออกกำาลัง go to exercise 22. เล่นกีฬา play sport 23. อ่านหนังสือ read a book 24. ดูทีวี watch T.V 25. ดูหนัง watch movie 26. คุยโทรศัพท์ talking by phone 27. เล่นเกม play game 28. เล่นอินเตอร์เน็ต search internet 1 4 1
  • 142.
    29. กินข้าวเย็น havedinner 30. ไปปาร์ตี้ go to party 31. ไปดื่มเหล้า go to drink 32. ไปหาแฟน go to see my darling 33. เตรียมสอบ prepare myself to test 34. กลับบ้าน go home 35. ขึ้นรถเมล์ go by bus 36. ขึ้นแท๊กซี่ go by taxi 37. ขี่มอเตอร์ไซด์ ride motorcycle 38. ขี่จักรยาน ride bike 39. เดิน walk 40. วิ่ง run 41. กระโดด jump 42. ก้าวข้าม step across 43. รีบ in a hurry 44. สนุก fun 45. เหงา lonely 46. คุย talk 47. บ่น complain 48. ดีใจ glad 49. ใจดี kind 50. โกรธ angry 51. กลุ้ม worry about 52. ขยัน diligent 53. เก่ง good at 54. ฉลาด intelligent 55. ชอบ like 56. รัก love 57. ไม่ชอบ don’t like 58. เกลียด hate 59. เที่ยว to visit, to travel 60. ที่ไหน where 61. เมื่อไร when 1 4 2
  • 143.
    62. อย่างไร how 63.มากเท่าไร how much 64. กี่ how many 65. เกิด was born 66. แก่ old age 67. เจ็บ pain 68. ปวด ache 69. ตาย die 70. สวย beautiful 71. หล่อ handsome 72. น่ารัก pretty, cute 73. ใหญ่ big 74. ใหญ่กว่า bigger 75. ใหญ่ที่สุด biggest 76. เล็ก small 77. เล็กกว่า smaller 78. เล็กที่สุด smallest 79. อย่างมาก at most 80. อย่างน้อย at least 81. ทันที at once 82. เดี๋ยวนี้ right now 83. รอ wait 84. รอสักครู่ wait a minute 85. เดี๋ยวก่อน wait, not this time 86. คิดถึง miss 87. ใคร who 88. กับใคร with whome 89. เขียว green 90. แดง red 91. เหลือง yellow 92. ฟ้า blue 93. ชมพู pink 94. ม่วง purple 95. นำ้าเงิน dark blue 1 4 3
  • 144.
    96. ทอง golden 97.เงิน silver 98. ทองแดง bronze 99. ชนะ win 100. แพ้ lose 101. หลงทาง get lost 102. มีความสุข happy 103. มีความทุกข์ suffer 104. เศร้าใจ sad 105. ไม่สบาย feel ill 106. เจ็บคอ throat pain 107. ไปหาหมอ go to see doctor 108. ปวดหัว headache 109. ปวดฟัน toothache 110. ปวดหู earache 111. ปวดคอ neckache 112. ปวดท้อง stomache 113. ปวดขา legache 114. เมื่อยขา leg stiff 115. เหนื่อย tired 116. หมดแรง exhausted 117. หายใจเข้า inhale 118. หายใจออก exhale 119. หาเพื่อน make friend 120. โสด single 121. อายุ age 122. เพศ sex 123. ศาสนา religion 124. สัญชาติ nationality 125. ที่อยู่ address 126. ลายเซ็น signature 127. ลายมือ handwriting 128. รับประกัน guarantee 129. สัญลักษณ์ symbol 1 4 4
  • 145.
    130. วีซ่า visa 131.พาสปอร์ต passport 132. อร่อย delicious 133. อิ่ม full from hungry 134. หิว hungry 135. หิวนำ้า thirsty 136. ดื่ม drink 137. นำ้า water 138. นำ้าอัดลม pop 139. โค้ก Coke 140. พิซซ่า pizza 141. ไส้กรอก sausage 142. ขนมปัง bun, bread 143. แยม jam 144. เนย butter 145. ช็อกโกแลต chocolate 146. นำ้าส้ม orange juice 147. นำ้าชา tea 148. กาแฟ coffee 149. ก๋วยเตี๋ยว noodles 150. เกี๊ยว dumpling 151. ขนมจีน Chinese noodles 152. ไก่ย่าง roast chicken 153. มัน potato 154. ต้ม boil 155. ผัด quick fried with little oil 156. แกง curry 157. ทอด deep fried 158. ต้มจืด light soup 159. ซุป thick soup 160. เนื้อหมู pork 161. เนื้อไก่ chicken 162. เนื้อปลา fish 163. เนื้อวัว meat 1 4 5
  • 146.
    164. ผัก vegetables 165.ผลไม้ fruit 166. ส้ม orange 167. แตงโม water melon 168. ฝรั่ง guava 169. ทับทิม pomagranate 170. สาลี่ Chinese pear 171. มะละกอ papaya 172. มะม่วง mango 173. ส้มโอ pomelo 174. ทุเรียน durian 175. มังคุด mangosteen 176. ภูเขา mountain 177. ปีนเขา climbing 178. นำ้าตก waterfall 179. ทะเล sea 180. ชายทะเล seaside 181. หาดทราย beach 182. วัด temple 183. พระราชวัง palace 184. สถานที่ท่องเที่ยว visiting place 185. วัฒนธรรม culture 186. ประเพณี custom 187. มารยาท mannes 188. ไหว้ to greet 189. เคารพ to respect 190. สวัสดี hello 191. ขอโทษ excuse, sorry 192. ขอบคุณ thank you 193. ซาบซึ้งใจ sympathy 194. ช่วยเหลือ help 195. ช่วยด้วย Help me! (Emergency) 196. ไป go 197. มา come 1 4 6
  • 147.
    198. กลับ goback 199. จาก from 200. ถึง to 201. ข้างใน inside, in, into 202. ข้างนอก outside, out 203. ข้าง next to 204. ใกล้ near 205. ไกล far 206. ข้างบน upstairs 207. ข้างล่าง downstairs 208. บน on 209. ล่าง under 210. เหนือ above, North 211. ล่าง below, 212. ใต้ South 213. ตะวันออก East 214. ตะวันตก West 215. ข่าว news 216. หนังสือพิมพ์ newspaper 217. นักข่าว journalist 218. นักเขียน writer 219. นักเรียน student 220. นักร้อง singer 221. นักเต้น dancer 222. อาจารย์ teacher 223. ครู teacher 224. สอน teach 225. เรียน study 226. มอง look at 227. ดู see 228. นอน lay down 229. นอนหลับ sleep 230. ง่วงนอน asleep 231. ตื่นสาย wake up late 1 4 7
  • 148.
    232. ตอนเช้า morning 233.ตอนสาย late morning 234. ตอนเที่ยง at noon 235. ตอนบ่าย afternoon 236. ตอนเย็น evening 237. ตอนคำ่า early evening 238. ตอนดึก late night 239. เที่ยงคืน midnight 240. เช้ามืด early morning 241. บาท Baht 242. เงิน money 243. เหรียญ coin 244. ธนบัตร bank (money) 245. ธนาคาร bank (place) 246. สมุดบัญชี book bank 247. เอ.ที.เอ็ม A.T.M 248. เสื้อผ้า clothes 249. เสื้อเชิ้ต shirt 250. เสื้อยืด T – shirt 251. กางเกง trousers 252. กางเกงยีน jeans 253. กระโปรง skirt 254. ชุดราตรี dress 255. ชุดว่ายนำ้า swimming suit 256. ชุดสูท suit 257. ชุดลำาลอง casual suit 258. ชุดทางการ formal suit 259. ชุดกีฬา sporting suit 260. ชุดนอน pyjamas 261. วันเกิด birthday 262. เค้ก cake 263. ไข่ดาว fried egg 264. ไข่เจียว omelet 265. ข้าวผัด fried rice 1 4 8
  • 149.
    266. กะเพรา basil 267.สาหร่าย seaweed 268. ข้าวสวย rice 269. ข้าวต้ม boiled rice 270. ไข่ต้ม boiled egg 271. กระดาษ paper 272. ดินสอ pencil 273. ปากกา pen 274. สมุด book 275. รายงาน report 276. สังคม society 277. สังคมศึกษา sociology 278. ท่องเที่ยว travelling 279. การสอน teching 280. ภาษาจีน Chinese 281. ภาษาไทย Thai 282. ภาษาอังกฤษ Chinese 283. ภาษาฝรั่งเศส French 284. ภาษาลาว Lao 285. ภาษาเวียดนาม Vietnam 286. ภาษาพม่า Burmese 287. นำ้าหนัก weight 288. ส่วนสูง height 289. สายตา sightseeing 290. สั้น short 291. ยาว long 292. แว่นตา eyeglasses 293. แว่นกันแดด sunglasses 294. ปกติ normal 295. ผิดปกติ abnormal 296. มาตรฐาน standard 297. ยี่ห้อ brand 298. แชมพู shampoo 299. ครีมนวด conditioner 1 4 9
  • 150.
    300. สระผม washhair 301. โทรศัพท์ telephone (N, V) 302. มือถือ cell phone 303. ซิมการ์ด simcard 304. แลกเงิน exchange money 305. ขาย sell 306. เช่า rent 307. ซื้อ buy 308. ให้ยืม lend 309. ขอยืม borrow 310. บอก tell 311. ให้ give 312. ส่ง send 313. อีเมล e-mail 314. อินเตอร์เน็ต internet 315. คอมพิวเตอร์ computer 316. เครื่องสำาอาง skin care, make up 317. โคมไฟ lamp 318. กะละมัง water basin 319. ขันนำ้า water jug 320. ไม้แขวน hanger 321. ไม้กวาด broom 322. ผ้าขี้ริ้ว rags 323. ผ้าม่าน curtain 324. ฟองนำ้า sponge 325. แปรง brush 326. หวี comb 327. ครีม cream 328. คริสต์มาส Christmas 329. วันปีใหม่ New Year’s day 330. วันวาเลนไทน์ Valentine’s day 331. ฝากเงิน deposit 332. ถอนเงิน withdrawal 333. ตำารวจ police 1 5 0
  • 151.
    334. ฉุกเฉิน emergency 335.ป่วย sick 336. เป็นไข้ have a fever 337. สอบผ่าน pass the exam 338. สอบตก fail the exam 339. รองเท้า shoes 340. ถุงเท้า socks 341. รองเท้ากีฬา sport shoes 342. กระจก mirror 343. ซีดี CD; compact disk 344. เอ็มพีสาม MP3 345. เอ็มพีสี่ MP4 346. ตื่นเต้น exciting 347. ประทับใจ impression 348. คู่รัก, แฟน lover, boy/girl friend 349. สามี husband 350. ภรรยา wift 351. ลูก children 352. ครอบครัว family 353. พี่ชาย น้องชาย elder/younger brother 354. พี่สาว น้องสาว elder/younger sister 355. รถยนต์ car 356. ใบขับขี่ driving/riding licence 357. พาสเวิร์ด password 358. รหัส code 359. ชุดนักศึกษา student suit 360. พยายาม try 361. ปรับตัว adapt myself 362. สำาเร็จ succeed, success 363. เสร็จ finish 364. ตรงเวลา on time 365. เจ้าระเบียบ strictly 366. กฎเกณฑ์ rule, condition 1 5 1
  • 152.
    367. รับผิดชอบ responsibility 368.ซื่อสัตย์ honest 369. ขาดเรียน absence 370. ทักษะ skill 371. การสื่อสาร communication 372. ไกด์ guide (career) 373. ทำางาน work 374. หางาน find a job 375. ได้งาน get a job 376. ตกงาน lose a job 377. งานพิเศษ part time job 378. ติวเตอร์ tutor 379. ประหยัด save 380. เปลือง waste 381. นำ้าแข็ง ice 382. นำ้าเย็น iced water 383. ชาเย็น iced tea 384. กาแฟเย็น iced coffee 385. เบเกอรี bakery 386. เคเอฟซี KFC 387. เบียร์ beer 388. ซอส sauce 389. เต้าหู้ bean curd 390. กุญแจ key 391. หอพักนักศึกษา student dormitory 392. กิจกรรม activity 393. นาฬิกา clock, watch 394. กล่อง box 395. ตู้ cabinet 396. ตู้เสื้อผ้า wardrobe 397. ตะกร้า basket 398. ฝนตก it’s raining 399. แดดออก sun shines 400. ครึ้ม cloudy 1 5 2
  • 153.
    401. พายุ strom 402.ดีเปรสชั่น depression 403. แฟชั่น fashion 404. ทิชชู่ tissue paper 405. ต้องการ need, want 406. อยาก would like 407. รังเกียจ mind 408. สงบ peace 409. สงคราม war 410. ปัญหา problem 411. คำาถาม question 412. ดูแล take care 413. พักผ่อน take a rest 414. ออกกำาลัง exercise 415. กระเป๋า bag 416. กระเป๋าสตางค์ wallet 417. ทาง way, routh, path 418. ข้ามถนน cross a road 419. ข้ามสะพาน across bridge 420. ทะเลาะ argue 421. ต่อย, ตบ, ตี hit with hand, palm 422. เมา get drunk 423. อุบัติเหตุ accident 424. รถชน car crash 425. หมอ, แพทย์ doctor 426. พยาบาล nurse 427. อธิการบดี president of university 428. คณบดี dean of university 429. คณะ faculty 430. มหาวิทยาลัยราชภัฏ Rajabhat University 431. เตียง, ที่นอน bed 432. ผ้าห่ม blanket 433. หมอน pillow 434. ผ้าเช็ดตัว towel 1 5 3
  • 154.
    435. เช็ด wipe 436.ล้าง wash 437. ทำาความสะอาด clean 438. ปิด close, turn off 439. เปิด open, turn on 440. เขียน write 441. ฟัง listen 442. ได้ยิน hear 443. อ่าน read 444. พูด speak 445. โปรแกรม program 446. เก็บคะแนน collect marks 447. บันทึก, อัด record (v) 448. โต๊ะ table 449. เก้าอี้ chair 450. หน้าต่าง window 451. ประตู door 452. ขึ้นรถ get on vehicle 453. ลงรถ get off vehicle 454. ระหว่างทาง on the way 455. ประชุม meeting 456. งานเลี้ยง party 457. ด่วน express 458. ช้า slow, late 459. หมา dog 460. แมว cat 461. นก bird 462. งู snake 463. ยุง mosquito 464. ไฟ fire, electricity 465. ไฟดับ electricity went out 466. ไฟมา electricity came in 467. ขออนุญาต Excuse me 468. เย็น cool 1 5 4
  • 155.
    469. หนาว cold 470.ร้อน hot 471. เบื่อ boring, bored 472. แขก guest 473. ทำาอาหาร cook 474. หุงข้าว cook rice 475. อาหารตามสั่ง ordered food 476. ร้านอาหาร food shop 477. โรงอาหาร canteen 478. ภัตตาคาร restaurant 479. ห้องนำ้า WC, toilet 480. บ้าน home, house 481. ห้องประชุม conference hall 482. ปลั๊ก plug 483. กล้อง camera 484. มีด knife 485. ช้อน spoon 486. ส้อม fork 487. จาน plate, dish 488. ชาม bowl 489. ราคา price 490. ลดราคา discount 491. ต่อราคา bargain 492. เพิ่มขึ้น increase 493. ลดลง decrease 494. แข่งขัน compete, contest 495. กีฬา sport 496. วิชาการ academic 497. ไฟจราจร traffic light 498. รถติด traffic jam 499. รถไฟ train 500. เครื่องบิน plane, aeroplane 1 5 5
  • 156.
    บรรณานุกรม คณาจารย์แม็ค. (2550). สรุปเข้มภาษาไทยม.3. กรุงเทพฯ: แม็ค. จงชัย เจนหัตการกิจ. (2544). ภาษาไทยใช้ E-N-T (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. อุปกิตศิลปสาร, พระยา. (2543). หลักภาษาไทย (พิมพ์ ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. 1 5 6