สมาชิกกลุ่ม
นางสาวณัชชา สารพันธุ์ เลขที่ 6
นายณัชพล ชุณหรัชพันธุ์ เลขที่ 7
นางสาวณัฐชานงค์ มีลุน เลขที่ 8
นางสาวธัญพร เหล่าเรืองวัฒนะ เลขที่ 12
นางสาวปภาวรินทร์ ศรีพนัสกุล เลขที่ 17
นางสาวพิชญาภา รณชาติชัย เลขที่ 20
นายวชิรวิทย์ บุตรโคตร เลขที่ 25
นางสาวอาทิตยา อภิสกุลชาติ เลขที่ 32
นางสาวอิสริยา ทวีจักษ์ เลขที่ 33
เพลงอีแซว
รำกลองยำว
เพลงฉ่อย
เต้นกำรำเคียว
ลำตัด
เต้นกำรำเคียว
เต้นกำรำเคียว เป็นกำรแสดงพื้นเมืองที่เก่ำเเก่ของชำวชนบทในภำคกลำง
แถบจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งชำวชนบทส่วนมำกมีอำชีพทำนำเป็นหลัก เเละด้วยนิสัยรัก
สนุกกับกำรเป็นเจ้ำบทเจ้ำกลอน จึงได้เกิดกำรเต้นกำรำเคียวขึ้น กำรเล่นเต้นกำรำ
เคียวมักเริ่มเล่นเพลงเกี่ยวข้ำวก่อนเสมอ และสันนิษฐำนว่ำ เกิดขึ้นสมัยรัชกำลที่ 5
เป็นครั้งแรกที่บ้ำนสระทะเล ตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์
เล่นกันแพร่หลำยในบ้ำนสระทะเล และตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลม่วงหัก เป็นต้น
ควำมเป็นมำ
แต่เดิมชำวบ้ำนเรียกกำรละเล่นชนิดนี้ว่ำ “เต้นกำ” แต่กรมศิลปำกรได้นำไปเผยแพร่
และเพิ่มคำว่ำ “รำเคียว” ต่อท้ำย จึงทำให้ประชำชนทั้งหลำยรู้จักกำรละเล่นนี้ในชื่อ
ของ “เต้นกำรำเคียว” ใช้ระนำดเป็นเครื่องดนตรีประกอบในตอนต้นและตอนท้ำย
เน้นควำมสนุกเป็นใหญ่ มีทั้งเต้นและรำควบคู่กันไป ในมือของผู้รำข้ำงหนึ่งจะถือ
เคียว อีกข้ำงหนึ่งถือข้ำวที่เกี่ยวเเล้ว เพลงเต้นกำรำเคียวนั้นถือเป็นเพลงพื้นบ้ำน
ประจำจังหวัดนครสวรรค์ และในบำงครั้งก็ใช้แทนเพลงพื้นบ้ำนในนำมภำคกลำงด้วย
ควำมเป็นมำ(ต่อ)
แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย คือ และ
แต่ละฝ่ายจะยืนอยู่
แต่ละคนถือ ด้วย ส่วน กา ไว้
วิธีเล่น
1
พ่อเพลงจะเป็นผู้เต้นออกไปกลางวง ตามจังหวะปรบมือของลูกคู่
เพลงแรกคือ
สาหรับลูกคู่ฝ่ายชายจะนาเคียวและรวงข้าวมาเหน็บไว้ข้างหลัง
เพื่อตบมือให้จังหวะ
วิธีเล่น(ต่อ)
2
และ จะเปลี่ยนกันหลายคนก็ได้
นอกนั้นก็เป็น คอยร้องรับ
วิธีเล่น(ต่อ)
3
นอกจากนี้ยังมีการราร่อหรือเรียกว่า คือ การที่พ่อเพลงหาทาง
เข้าใกล้แม่เพลงให้มากที่สุด เมื่อสบโอกาสก็ใช้ด้ามเคียวหรือข้อศอก
กระทุ้งให้ถูกตัวฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงจะใช้เคียวและรวงข้าวปัดป้อง ถ้าหาก
พ่อเพลงเข้าไปผิดท่า ก็อาจถูกรวงข้าวฟาด
วิธีเล่น(ต่อ)
4
โอกำสกำรแสดง
ทั้งของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง คือ ชุดที่ใส่ในการทานา
> ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย และสวมเสื้อม่อฮ่อมสีดาหรือสีน้าเงินเข้มมี
ผ้าขาวม้าคาดเอว สวมหมวกสานใบลาน
> ฝ่ายหญิงจะนุ่งโจงกระเบนสีดา หรือโจงกระเบนผ้าลาย และสวมเสื้อ
แขนกระบอก สวมงอบ
กำรแต่งกำย
เพลงฉ่อย
เพลงฉ่อย มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า เนื่องจากพ่อเพลงฉ่อย
ยุคแรกชื่อตาเป๋ มียายมาเป็นภรรยา ในช่วงประมาณก่อนยุค พ.ศ.
2437 เป็นต้นมา เพลงฉ่อยหรือเพลงเป๋ เริ่มเป็นที่นิยมในแถบ
จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง เพลงฉ่อยนั้นปรับปรุงและ
ดัดแปลงมาจาก เพลงโคราช เพลงเรือ และเพลงปรบไก่ โดยเวลา
ควำมเป็นมำ
ควำมเป็นมำ(ต่อ)
นอกจากนี้แล้วเพลงฉ่อยยังมีชื่ออื่นอีก เช่น คนเพลงเก่าๆ
มักเรียก เพราะของเดิมยืนเป็นวง เล่นกับลานดิน เนื่องจากสมัยนั้น
ไม่มีเวทีเหมือนปัจจุบันนี้ ส่วนบ้างคนก็เรียกว่า เพราะเวลารับ
เพลง รับว่า เอ่ชา เอ๊ช้า ชาฉ่าชา หนอยแม่ เลยเรียกติดกันจนปัจจุบันคนก็
ยังเอามาร้องเล่นกันส่วนมากเป็นท่อนนี้ ชาวโพหัก อาเภอบางแพ จังหวัด
ราชบุรี ก็เรียกว่า
ปัจจุบัน นักแสดงเพลงฉ่อยที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ ขวัญจิต ศรีประจันต์ และ
สามน้า (โย่ง-นง-พวง เชิญยิ้ม)
วิธีเล่น
ผู้แสดง แบ่งเป็น 2 ฝ่ำยคือ มีพ่อเพลงและแม่เพลง
เริ่มด้วยกำร ใช้กลอนเพลงอย่ำงโครำช
กำรร้องจะ ดนตรีใช้กำร
กำรเล่นเพลงฉ่อยนั้นได้แยกแยะวิธีกำรเล่นออกไปอีกหลำยอย่ำงโดยคิด
ผูกเป็นเรื่องสมมติขึ้นเพี่อหำทำงใช้วำทศิลป์ได้แปลกๆ เช่น ชุดสู่ขอ ลักหำ
พำหนี ตีหมำกผัว และเชิงชู้เป็นต้น
ชุดสู่ขอ
จะต้องมีพ่อเพลงและแม่เพลงหลายคน อย่างน้อยก็ฝ่ายละ 3 คือ
พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายและตัวหนุ่มสาว แสดงถึงการไปว่ากล่าวสู่ขอตาม
ประเพณี ซึ่งต่างก็จะใช้คารมโต้เถียงงอนกันไปเรื่อย และมักสิ้นสุดลง
ด้วยความไม่สาเร็จ อันเป็นต้นเหตุให้เกิดการลักหาพาหนี
วิธีเล่น(ต่อ)
ชุดลักหาพาหนี
เป็นการแสดงของชายหญิงเพียงฝ่ายละ 1 ใช้ศิลปะการร้องเพลงใน
การดาเนินเรื่องอย่างน่าฟัง เช่น ตอนจะลอบออกจากบ้าน เข้าป่า
ชมดง ซึ่งมีวิธีร้องเป็นทานองเทศน์แหล่กัณฑ์มหาพน ทานองพุทธ
โฆษา โล้สาเภา
วิธีเล่น(ต่อ)
ชุดตีหมากผัว
นั้นก็คือการแสดงหึงหวงระหว่างสองหญิง โดยมีพ่อเพลงคนหนึ่งแม่
เพลงสองคน สมมติว่าผู้หญิงเป็นคู่รักเก่าหรือภริยาเก่าไปพบชายคู่รัก
หรือสามีกาลังประโลมหญิงอื่นก็เกิดการหึงหวงทะเลาะวิวาทกัน
วิธีเล่น(ต่อ)
ชุดชิงชู้
มักเริ่มต้นด้วยชายหนึ่งไปพบหญิงผู้เป็นภรรยาผู้อื่นกล่าวเกี้ยวพา
ราสีแทะโลมจนหญิงตกลงใจตามไป สามีเก่าตามไปพบเข้าก็เกิดการ
ว่ากล่าวกันใหญ่โต ซึ่งอาจจบเพียงนี้หรืออาจต่อไปถึงขั้นฟ้องร้องยัง
โรงศาล โดยมีพ่อเพลงเป็นตัวตุลาการ อีกผู้หนึ่งมักเป็นนายอาเภอ
วิธีเล่น(ต่อ)
กำรเล่นเพลงฉ่อยจะมีกำรปรบมือให้จังหวะเนื้อเพลงนั้นคล้ำยกับ
เพลงพวงมำลัย และเพลงนี้ก็จะต้องจบลงด้วยสระไอทุกคำกลอนเช่นกัน
แต่เมื่อจะถึงบทเกี้ยว ลักษณะเพลงจะคล้ำยเพลงเรือลูกคู่นอกจำกจะ
คอยปรบมือให้จังหวะแล้ว ก็จะต้องรับตอนจบว่ำ “ชำ เอ๋ ฉำ ชำ หน่อย
แม่ เอย” สำหรับแม่เพลงก่อนจะขึ้นบทใหม่ทุกครั้งต้องขึ้นว่ำ “โอง โงง
โง โฮะ ละ โอ่ โง๋ง โง๋ย” ในบทหนึ่งจะว่ำยำวเท่ำไรก็ได้
วิธีเล่น(ต่อ)
โอกำสกำรแสดง
นิยมเล่นในงานเทศกาล หรืองานรื่นเริงของหมู่บ้าน
ในวงการมหรสพต่างๆ
เช่น งานปีใหม่ ทอดกฐิน นามาเป็นรายการแสดงก็มีเช่นกัน
กำรแต่งกำย
นุ่งโจงกระเบนตามแต่ถนัด ใส่เสื้อรัดรูปมีสีสันสะดุดตา ทัดดอกไม้
นุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมสีต่างๆ
รำกลองยำว
รำกลองยำว หรือ กำรเล่นเถิดเทิง มีผู้สันนิษฐำนว่ำเป็น
ของพม่ำนิยมเล่นกันมำก่อน เมื่อครั้งพม่ำมำทำสงครำมกับไทยใน
สมัยกรุงธนบุรี หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เวลำพักรบพวกทหำร
พม่ำก็เล่นสนุกสนำนด้วยกำรเล่นต่ำงๆ ซึ่งทหำรพม่ำบำงพวกก็
เล่น “กลองยำว” ไทยเรำได้เห็นก็จำมำเล่นกัน
ควำมเป็นมำ
วิธีเล่น
ก่อนเล่นมีการทาพิธีไหว้ครู มีดอกไม้ธูปเทียน เหล้าขาว บุหรี่และเงินค่ายกครู 12 บาท
การไหว้ครูใช้การขับเสภา เมื่อไหว้ครูแล้วจะโห่ขึ้น 3 ลา แล้วเริ่มแสดง โดยนักดนตรีประกอบ
เริ่มบรรเลง ผู้ร่ายราก็จะเดินและร่ายราไปตามจังหวะกลอง มีท่าร่ายราทั้งหมด 33 ท่า ท่าที่
หวาดเสียวและตื่นเต้นมากที่สุดก็เห็นจะเป็นท่าที่ 30-31 คือท่าที่มีการต่อกลองขึ้นไป 3 ใบ ให้ผู้
แสดงคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนกลองใบที่ 3 แล้วควงกลอง และคาบกลอง ซึ่งผู้แสดงต้องใช้
ความสามารถพิเศษ
วิธีเล่น(ต่อ)
จานวนผู้แสดงจะมีเป็นชุด ราว 10 คน เป็นอย่างน้อยมีผู้บรรเลงดนตรี 4 คน คนตี
กลองยืน 2 คน คนตีกลองรา 2 คน และหญิงที่ราล่ออีก 2 คน คนดูคนใดรู้สึกสนุกจะเข้าไป
ร่วมราด้วยก็ได้เพราะเป็นการเล่นอย่างชาวบ้าน ใครจะสมัครเข้าร่วมเล่นร่วมราด้วยก็ได้
วิธีเล่น(ต่อ)
การเล่นเถิดเทิงกรมศิลปากรปรับปรุงใหม่ กาหนดให้มีแบบแผนลีลาท่ารา โดยกาหนดให้
มีกลองรา,กลองยืนด้วย หมายถึง ผู้ที่แสดงลวดลายในการร่ายรา หมายถึง
ผู้ตีกลองยืนให้จังหวะในการรา การเล่นเถิดเทิงแบบนี้มีมาตรฐานตายตัว ผู้เล่นต้องได้รับการ
ฝึกฝนมาก่อน คนดูจะได้เห็นความงามและความสนุกสนานแม้จะไม่ได้ร่วมเล่นด้วยก็ตาม
จานวนผู้แสดงแบบนี้จะมีเป็นชุด คือ พวกตีเครื่องประกอบจังหวะ คนตีกลองยืน คนตีกลองรา
และผู้หญิงที่ราล่อ
นิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ หรืองานแห่
แหน เช่น ในงานแห่นาค แห่พระ และแห่กฐิน เป็นต้น
เคลื่อนไปกับขบวน พอถึงที่ตรงไหนมีลานกว้างหรือเหมาะก็
หยุดตั้งวงเล่นกันก่อนพักหนึ่งแล้วเคลื่อนไปต่อ
โอกำสกำรแสดง
แต่เดิมไม่มีแบบแผน แต่ต่อมาได้คิดประดิษฐ์ชุดเครื่องแต่งกายขึ้นใหม่โดยแปลง
จากชุดของลิเก คือ นุ่งกางเกงคลุมเข่า และนุ่งผ้าโจงกระเบนทับกางเกง สวมเสื้อคอกลม
แขนสั้น มีผ้าคาดศีรษะ ทัดดอกไม้ไว้ข้างหู สวมถุงเท้าสีขาวยาวถึงครึ่งน่อง มีผ้าคาดเอว
กำรแต่งกำย
ลำตัด
ลำตัดเป็นเพลงพื้นบ้ำนพื้นเมืองของภำคกลำง มีต้นกำเนิดมำจำก “ลิเกบันตน” ของชำว
มลำยู ในต้นรัชกำลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยลิเกบันตนดังกล่ำวมีรูปแบบของกำรแสดงแยก
ออกเป็น 2 สำขำ เรียกว่ำ “ฮันดำเลำะ” และ “ลำกูเยำ” และลิเกบันตนลำกูเยำมีลักษณะของกำร
แสดงว่ำกลอนสดแก้กัน โดยมีลูกคู่คอยรับ เมื่อต้นบทร้องจบ ต่อมำเมื่อมีกำรดัดแปลงกลำยเป็น
ภำษำไทยทั้งหมด จึงเรียกกันว่ำ “ลิเกลำตัด” ในระยะแรก ต่อมำเรียกสั้นๆว่ำ “ลำตัด” คำว่ำ
“ลำ” แปลว่ำเพลง เมื่อนำมำรวมกับคำว่ำ “ตัด” จึงหมำยถึง กำรนำเอำเพลงพื้นบ้ำนอื่นๆ อีก
หลำยชนิด ตัดรวมเข้ำเป็นบทเพลง เช่น ตัดเอำเพลงเกี่ยวข้ำว เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงพวงมำลัย
และเพลงอีแซว เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะของเพลงและทำนองเพลงที่นำมำให้ลูกคู่รับ
ควำมเป็นมำ
ปัจจุบันคณะลำตัดที่มีชื่อเสียงในอยุธยำจะมีอยู่ 2 คณะ คือ คณะซึ่งเป็น
คนไทยเชื้อสำยมอญ และคณะคนไทยซึ่งเป็นชำวมุสลิม กำรแสดงลำตัดเป็นกำร
เฉือนคำรมกันด้วยเพลง โดยมีกำรรำประกอบ แต่ไม่ได้เล่นเป็นเรื่องอย่ำงลิเก
และกำรแสดงต้องมีทั้งฝ่ำยชำยและฝ่ำยหญิงและเป็นที่นิยมกันมำกเนื่องจำกเป็น
กำรแสดงโดยกำรใช้ไหวพริบปฏิภำณใน กำรด้นกลอนสด ส่วนกำรประชันลำตัด
ระหว่ำง 2 คณะ จะใช้เสียงฮำของคนดูเป็นเกณฑ์ คณะใดได้เสียงฮำเสียง
ปรบมือมำกกว่ำ ก็จะถือเป็นฝ่ำยชนะ
วิธีเล่น
นิยมเล่นใน แต่เมื่อมีคนนิยมหรือแพร่หลำย
ออกไป จึงเกิดมีกำรประชันแข่งขันกันขึ้นแทนที่จะว่ำแก้กันในหมู่วง
เดียว เดิมทีเดียวใช้ผู้แสดงเป็นชำยล้วน ๆ ไม่มีหญิงปนเลยต่อมำใน
ระยะหลังได้มีวิวัฒนำกำรมีชำยหญิงแสดงร่วมกัน
โอกำสกำรแสดง
แต่งกายแบบไทยพื้นเมือง ผู้หญิงนุ่งจีบ
หรือโจงกระเบนตามแต่ถนัด ใส่เสื้อรัดรูปแขน
สั้น หลากสีสัน ทัดดอกไม้ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน
เสื้อคอกลมสีต่างๆ
กำรแต่งกำย
เพลงอีแซว
เพลงอีแซว เป็นเพลงพื้นบ้านประจาท้องถิ่นของสุพรรณบุรี มีกาเนิดและแพร่หลายใน
เขตจังหวัดสุพรรณบุรีและใกล้เคียง เพลงอีแซวมีความเป็นมาที่ยาวนาน มากกว่า 100 ปี โดย
ในช่วงแรกๆนั้นมีลักษณะเป็นเพลงปฏิพากย์ที่หนุ่มสาวใช้ร้องยั่วเย้าเกี้ยวพาราสีกันอย่างง่ายๆ
สั้นๆ กระทั่งเมื่อ 60-70 ปีที่ผ่านมาจึงได้พัฒนาเป็นเพลงปฏิพากย์ยาวคือมีเนื้อเพลงที่ใช้ร้องใน
แต่ละครั้งยาวมากขึ้นพร้อมกับมีการดัดแปลงทานองและลักษณะการร้องรับของลูกคู่
ควำมเป็นมำ
๑ . เป็นบทกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้มีพระคุณ ได้แก่ พระรัตนตรัย
เทวดา ภูตผี พ่อแม่ ครูอาจารย์ (ครูเพลงของอีแซวจะมีสองแบบ “ครูเพลงที่เป็นจิต
วิญญาณ” เช่นพระนารายณ์ ฤาษีหรือพ่อแก่ และครูอีกประเภทคือ “ครูเพลงที่เป็น
มนุษย์” นอกจากครูเพลงทั้งสองแบบแล้วก็มี “ครูพักลักจา” ซึ่งหมายถึงครูที่ผู้ร้อง
ไม่ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ แต่ได้แอบจดจาเพลงหรือลีลา) การร้องบทไหว้ครูจะต้องนั่ง
กับพื้นร้อง โดยมี“พานกานล” หรือพานไหว้ครูวางไว้ข้างหน้าหรือยกถือไว้ในขณะ
ร้อง โดยพ่อเพลงจะร้องก่อนตามด้วยแม่เพลง
วิธีเล่น
๒ . เป็นบทร้องของฝ่ายชายและหญิงก่อนที่จะมาพบกันตามเหตุการณ์ที่
สมมุติไว้ บทเกริ่นเริ่มต้นภายหลังจากบทไหว้ครูจบลง ผู้แสดงทั้งหมดจะลุกขึ้นยืน
ร้อง “เพลงออกตัว” มีเนื้อหาทักทายกัน แนะนาตัว ฝากตัวกับผู้ชม ตามด้วย
“เพลงแต่งตัว” หากสมมุติเหตุการณ์เป็นการชักชวนกันไปเที่ยวบ้านสาวๆ พอ
มาถึงบ้านฝ่ายหญิงแล้วจะร้อง “เพลงปลอบ” ซึ่งเป็นเพลงที่ชักชวนให้ฝ่ายหญิง
ออกมาร้องเพลงโต้ตอบกัน
วิธีเล่น(ต่อ)
๓ . หมายถึงการร้องปะทะคารมกันของทั้งสองฝ่าย เพลงประของ
วงอีแซวมีหลายแบบ ได้แก่ แนวรัก (การเกี้ยวพาราสี) แนวประลอง (การ
ทดสอบฝีปากหรือทดสอบภูมิปัญญา) และแนวเพลงเรื่อง (ดาเนินเรื่องราวตาม
เรื่องของนิทาน นิยาย หรือวรรณกรรม)
วิธีเล่น(ต่อ)
๔ . หรือ บทลา เป็นเพลงที่ใช้ร้องเพื่อ แสดง
ถึงความอาลัยคู่เล่นเพลง ผู้ชม หรือ กล่าวอาลาผู้ชม
หรือเจ้าภาพผู้ว่าจ้างให้มาแสดง
วิธีเล่น(ต่อ)
๕ . เป็นการร้องขอบคุณเจ้าภาพ
และ ผู้ชม รวมทั้งขอบคุณผู้ให้รางวัล
วิธีเล่น(ต่อ)
โอกำสกำรแสดง
เล่นได้ทุกโอกำส
กำรแต่งกำย
มักใส่เสื้อคอกลมหรือคอเหลี่ยมกว้าง
มักใส่เสื้อคอกลมสีสันฉูดฉาด
การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง
การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง
การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง
การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง
การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง
การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง

การแสดงพื้นบ้านภาคกลาง