ประโยคในภาษาไทย
คือ ถ้อยคาที่มีความเกี่ยวข้องกันถูกต้องตามระเบียบของ
ภาษาและมีเนื้อความบริบูรณ์ ประกอบด้วยภาคประธานและภาค
แสดง
ประโยค
คาที่นามาเรียงกันจะเป็นประโยคได้ก็ต่อเมื่อมี
ภาคประธานและภาคแสดง นอกจากนี้
ประโยคยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีก
1. องค์ประกอบของประโยค
เช่น แมวเล่นในสวน
แยกได้แมว(ประธาน) เล่น(อกรรมกริยา) ในสวน(ขยายกริยา)
อารีขายผลไม้ทุกวัน
แยกได้อารี(ประธาน) ขาย(สกรรมกริยา) ผลไม้(กรรม) ทุกวัน(ขยายกริยา)
ภารโรงสมนึกเป็นคนดี
แยกได้ภารโรง(ประธาน) สมนึก(ขยายประธาน) เป็น(วิกตรรถกริยา) คนดี
(ขยายกริยา)
1. องค์ประกอบของประโยค
2.1 ประโยคประธาน หมายถึง ประโยคที่เอาผู้กระทาขึ้นต้นประโยค
เช่น แดงเตะตะกร้อ
2.2 ประโยคกรรม หมายถึง ประโยคที่เอาผู้ถูกกระทาขึ้นต้นประโยค
เช่น นักเรียนถูกครูตาหนิ
2.3 ประโยคกริยา หมายถึง ประโยคที่เอากริยา เกิด มี ปรากฏ ขึ้นต้น
ประโยค เช่น มีข้าวในนา
2.4 ประโยคการิต หมายถึง ประธานของประโยคประโยคกรรมมี
ผู้รับใช้แทรกเข้ามา เช่น คุณแม่ให้ฉันรดน้าต้นไม้(ประธานมีผู้รับ
ใช้) หนังสือถูกครูให้นักเรียนอ่าน(กรรมมีผู้รับใช้) เพื่อนให้ฉันทา
การบ้าน(ประธานมีผู้รับใช้)
3.1 ประโยคบอกเล่าหรือประโยคแจ้งให้ทราบ เช่น ธรรมะย่อมชนะอธรรม
3.2 ประโยคคาถาม จะมีคาที่แสดงคาถามกากับอยู่ 2 ลักษณะ คือ ต้องการ
คาตอบที่เป็นเนื้อความ และต้องการเพียงการตอบรับหรือปฏิเสธเท่านั้น
3.3 ประโยคปฏิเสธ จะมีคาว่า ไม่ ประกอบอยู่เพื่อแสดงให้เห็นว่ามี
ความหมายตรงกันข้ามกับประโยคบอกเล่า เช่น นิธิโรจน์ไม่ขี้เกียจเรียน
หนังสือ วันนาไม่เคยกินส้มตา
3.4 ประโยคคาสั่งและขอร้อง เป็นประโยคที่มีลักษณะสั่งให้ทาหรือขอร้องให้
ปฏิบัติ ซึ่งสามารถละประธานไว้ได้เพราะผู้ส่งสารและผู้รับสารต่างเข้าใจ
และทราบว่าสั่งหรือขอร้องใคร เช่น ห้ามเดินลัดสนาม โปรดทาความเคาระ
ประธานในพิธี กรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน
3. การจาแนกประโยคตามเจตนาผู้ส่งสาร
4.1 ประโยคความเดียว(เอกรรถประโยค) คือ ประโยคที่มีใจความสาคัญเพียง
หนึ่ง คือ มีประธานตัวเดียว กริยาสาคัญเพียงตัวเดียวและอาจมีกรรมหรือไม่มี
ก็ได้โดยมีโครงสร้าง ประธาน+กริยา+(บทกรรม)
เช่น เราเดินอย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ซื้อปลาจากแหล่งเพาะพันธุ์
การเดินเป็นการออกกาลังกาย
โปรดนั่งเงียบ เมื่อคืนนี้พายุพัดบ้านพัง
4.2 ประโยคความรวม(อเนกรรถประโยค) คือ ประโยคที่เกิดจากประโยคความ
เดียว ตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันโดยมีสันธานเป็นตัวเชื่อม โดยมี
โครงสร้าง ประโยคความเดียว+สันธาน+ประโยคความเดียว ประโยคความรวม
แบ่งเป็น 5 ชนิด
4.2.1 ประโยคความรวมเชื่อมความคล้อยตามกัน(อันวยาเนกรรถประโยค)
ได้แก่ และ และแล้ว แล้วจึง...ก็ แล้ว...ก็ ทั้ง...และ กับ ครั้น...จึง เมื่อ....ก็
4.2.2 ประโยคความรวมเชื่อมความขัดแย้งกัน(พยติเรกาเนกรรถประโยค)
ได้แก่ แต่ แต่ทว่า กว่า...ก็ แม้ว่า... แต่...ก็ ถึง....ก็
4.2.3 ประโยคความรวมเชื่อมความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
(วิกัลป์ปาเนกรรถประโยค) ได้แก่ หรือ หรือไม่ก็ มิฉะนั้น ไม่เช่นนั้น ไม่...ก็
4.2.4 ประโยคความรวมเชื่อมความเป็นเหตุเป็นผล(เหตวาเนกรรถประโยค)
ได้แก่ จึง ดังนั้น...จึง ฉะนั้น...จึง เพราะฉะนั้น...จึง
4.3 ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) คือประโยคที่ประกอบด้วย
ประโยคหลักและประโยคย่อยซึ่งเป็นประโยคซ้อนอยู่ในประโยคหลัก
โดยมีสันธานเป็นตัวเชื่อม
องค์ประกอบของประโยคความซ้อนมี 2 ชนิด คือ
ประโยคหลัก(มุขยประโยค) คือ ประโยคที่เป็นใจความสาคัญของประโยค
ใหญ่
ประโยคย่อย(อนุประโยค) คือ ประโยคที่ทาหน้าที่ช่วยประโยคหลักให้มี
ใจความชัดเจนสมบูรณ์มากขึ้น โดยประโยคย่อยแบ่งเป็น 3 ชนิด
4.3.1 นามานุประโยค คือประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนคานาม โดยจะทาหน้าที่เป็นบท
ประธาน บทกรรม และส่วนเติมเต็มของประโยคหลัก
4.3.2 คุณานุประโยค คือ ประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนวิเศษณ์ โดยจะทาหน้าที่ขยายคานาม
หรือสรรพนามในส่วนที่เป็นประธานหรือเป็นกรรมของประโยคหลัก
สันธานเชื่อมประโยค คือ ที่ ซึ่ง อัน ผู้ทาหน้าที่ เชื่อมประโยคและแทนคานามหรือสรรพ
นามที่อยู่ข้างหน้า
ปากกาที่วางบนโต๊ะซื้อมาจากญี่ปุ่น
ประโยคหลัก ปากกาซื้อมาจากญี่ปุ่น
สันธาน ที่ (ประพันธสรรพนาม แทน ปากกา)
ประโยคย่อย ปากกาวางบนโต๊ะ(ทาหน้าที่ขยายคานาม “ปากกา” ซึ่งทาหน้าที่เป็นประธาน
ของประโยคหลัก
https://sites.google.com/site/khwamru
phasathai/home/prayokh
อ้างอิง

ประโยคในภาษาไทย

  • 1.
  • 2.
  • 3.
  • 4.
    เช่น แมวเล่นในสวน แยกได้แมว(ประธาน) เล่น(อกรรมกริยา)ในสวน(ขยายกริยา) อารีขายผลไม้ทุกวัน แยกได้อารี(ประธาน) ขาย(สกรรมกริยา) ผลไม้(กรรม) ทุกวัน(ขยายกริยา) ภารโรงสมนึกเป็นคนดี แยกได้ภารโรง(ประธาน) สมนึก(ขยายประธาน) เป็น(วิกตรรถกริยา) คนดี (ขยายกริยา) 1. องค์ประกอบของประโยค
  • 5.
    2.1 ประโยคประธาน หมายถึงประโยคที่เอาผู้กระทาขึ้นต้นประโยค เช่น แดงเตะตะกร้อ 2.2 ประโยคกรรม หมายถึง ประโยคที่เอาผู้ถูกกระทาขึ้นต้นประโยค เช่น นักเรียนถูกครูตาหนิ 2.3 ประโยคกริยา หมายถึง ประโยคที่เอากริยา เกิด มี ปรากฏ ขึ้นต้น ประโยค เช่น มีข้าวในนา 2.4 ประโยคการิต หมายถึง ประธานของประโยคประโยคกรรมมี ผู้รับใช้แทรกเข้ามา เช่น คุณแม่ให้ฉันรดน้าต้นไม้(ประธานมีผู้รับ ใช้) หนังสือถูกครูให้นักเรียนอ่าน(กรรมมีผู้รับใช้) เพื่อนให้ฉันทา การบ้าน(ประธานมีผู้รับใช้)
  • 6.
    3.1 ประโยคบอกเล่าหรือประโยคแจ้งให้ทราบ เช่นธรรมะย่อมชนะอธรรม 3.2 ประโยคคาถาม จะมีคาที่แสดงคาถามกากับอยู่ 2 ลักษณะ คือ ต้องการ คาตอบที่เป็นเนื้อความ และต้องการเพียงการตอบรับหรือปฏิเสธเท่านั้น 3.3 ประโยคปฏิเสธ จะมีคาว่า ไม่ ประกอบอยู่เพื่อแสดงให้เห็นว่ามี ความหมายตรงกันข้ามกับประโยคบอกเล่า เช่น นิธิโรจน์ไม่ขี้เกียจเรียน หนังสือ วันนาไม่เคยกินส้มตา 3.4 ประโยคคาสั่งและขอร้อง เป็นประโยคที่มีลักษณะสั่งให้ทาหรือขอร้องให้ ปฏิบัติ ซึ่งสามารถละประธานไว้ได้เพราะผู้ส่งสารและผู้รับสารต่างเข้าใจ และทราบว่าสั่งหรือขอร้องใคร เช่น ห้ามเดินลัดสนาม โปรดทาความเคาระ ประธานในพิธี กรุณาถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน 3. การจาแนกประโยคตามเจตนาผู้ส่งสาร
  • 7.
    4.1 ประโยคความเดียว(เอกรรถประโยค) คือประโยคที่มีใจความสาคัญเพียง หนึ่ง คือ มีประธานตัวเดียว กริยาสาคัญเพียงตัวเดียวและอาจมีกรรมหรือไม่มี ก็ได้โดยมีโครงสร้าง ประธาน+กริยา+(บทกรรม) เช่น เราเดินอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ซื้อปลาจากแหล่งเพาะพันธุ์ การเดินเป็นการออกกาลังกาย โปรดนั่งเงียบ เมื่อคืนนี้พายุพัดบ้านพัง
  • 8.
    4.2 ประโยคความรวม(อเนกรรถประโยค) คือประโยคที่เกิดจากประโยคความ เดียว ตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันโดยมีสันธานเป็นตัวเชื่อม โดยมี โครงสร้าง ประโยคความเดียว+สันธาน+ประโยคความเดียว ประโยคความรวม แบ่งเป็น 5 ชนิด 4.2.1 ประโยคความรวมเชื่อมความคล้อยตามกัน(อันวยาเนกรรถประโยค) ได้แก่ และ และแล้ว แล้วจึง...ก็ แล้ว...ก็ ทั้ง...และ กับ ครั้น...จึง เมื่อ....ก็ 4.2.2 ประโยคความรวมเชื่อมความขัดแย้งกัน(พยติเรกาเนกรรถประโยค) ได้แก่ แต่ แต่ทว่า กว่า...ก็ แม้ว่า... แต่...ก็ ถึง....ก็ 4.2.3 ประโยคความรวมเชื่อมความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง (วิกัลป์ปาเนกรรถประโยค) ได้แก่ หรือ หรือไม่ก็ มิฉะนั้น ไม่เช่นนั้น ไม่...ก็ 4.2.4 ประโยคความรวมเชื่อมความเป็นเหตุเป็นผล(เหตวาเนกรรถประโยค) ได้แก่ จึง ดังนั้น...จึง ฉะนั้น...จึง เพราะฉะนั้น...จึง
  • 9.
    4.3 ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค)คือประโยคที่ประกอบด้วย ประโยคหลักและประโยคย่อยซึ่งเป็นประโยคซ้อนอยู่ในประโยคหลัก โดยมีสันธานเป็นตัวเชื่อม องค์ประกอบของประโยคความซ้อนมี 2 ชนิด คือ ประโยคหลัก(มุขยประโยค) คือ ประโยคที่เป็นใจความสาคัญของประโยค ใหญ่ ประโยคย่อย(อนุประโยค) คือ ประโยคที่ทาหน้าที่ช่วยประโยคหลักให้มี ใจความชัดเจนสมบูรณ์มากขึ้น โดยประโยคย่อยแบ่งเป็น 3 ชนิด
  • 10.
    4.3.1 นามานุประโยค คือประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนคานามโดยจะทาหน้าที่เป็นบท ประธาน บทกรรม และส่วนเติมเต็มของประโยคหลัก 4.3.2 คุณานุประโยค คือ ประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนวิเศษณ์ โดยจะทาหน้าที่ขยายคานาม หรือสรรพนามในส่วนที่เป็นประธานหรือเป็นกรรมของประโยคหลัก สันธานเชื่อมประโยค คือ ที่ ซึ่ง อัน ผู้ทาหน้าที่ เชื่อมประโยคและแทนคานามหรือสรรพ นามที่อยู่ข้างหน้า ปากกาที่วางบนโต๊ะซื้อมาจากญี่ปุ่น ประโยคหลัก ปากกาซื้อมาจากญี่ปุ่น สันธาน ที่ (ประพันธสรรพนาม แทน ปากกา) ประโยคย่อย ปากกาวางบนโต๊ะ(ทาหน้าที่ขยายคานาม “ปากกา” ซึ่งทาหน้าที่เป็นประธาน ของประโยคหลัก
  • 11.