ป่าไม้(อังกฤษ:Forest,Jungle)ตามพระราชบัญญัติป่าไม้หมายถึงที่ดินที่ไม่มี
บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมายที่ดินโดยทั่วไป
หมายถึงบริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิดขนาดต่างๆขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและกว้าง
ใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นเช่นความเปลี่ยนแปลงของลม
ฟ้าอากาศความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้้ามีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมี
ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ประเภทของป่า
ในประเทศไทยเราสามารถแบ่งประเภทของป่าออกได้เป็น 2ประเภทด้วยกันได้แก่
ป่าไม่ผลัดใบ(EvergreenForest)ป่าประเภทนี้มีประมาณ30%ของเนื้อที่ป่าทั้งประเทศสามารถแบ่งย่อยออกไป
ได้อีก4ชนิดดังนี้
1.ป่าดิบ (TropicalEvergreenForest) 2.ป่าสน(ConiferousForest)
3.ป่าพรุ(SwampForest) 4.ป่าชายหาด(BeachForest)
ป่าผลัดใบ(DeciduousForest)แบ่งได้3ชนิดคือ
1.ป่าเบญจพรรณ(MixedDeciduousForest)
2.ป่าแพะป่าแดงป่าโคกหรือป่าเต็งรัง(DeciduousDipterocarpForest)
3.ป่าหญ้า(SavannaForest)
ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)
ป่าดิบชื้น ป่าสน
ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)
ป่าพรุ ป่าชายหาด
ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest)
ป่าเบญจพรรณ ป่าแพะ
ป่าหญ้า
ในอดีตประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค
แต่ต่อมาการบุกรุกท้าลายป่าไม้อย่างรวดเร็วท้าให้ป่าไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
การลดลงของพื้นที่ป่าไม้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นการบุรุกพื้นที่ป่าเพื่อน้ามาสร้างที่
อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูก ความต้องการน้าไม้มาท้าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และการก่อสร้าง
และความต้องการในการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ในด้านต่างๆ นโยบายรัฐที่ต้องการพัฒนา
ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยการเปิดให้มีการท้าสัมปทานป่าไม้การลดลงของพื้นที่ป่า
เป็นสาเหตุท้าให้เกิดไฟป่า
การลดลงของป่าไม้ก่อให้เกิดผลกระทบที่ส้าคัญ ดังนี้
1.ผลกระทบต่อธรรมชาติแวดล้อม ป่าไม้ช่วยให้อากาศมีความชื้นสูง ช่วยลดกระแสน้้า
ไม่ให้ไหลบ่า ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์เป็นที่อยู่อาศัยของ
สัตว์ป่า หากป่าไม้ลดลงท้าให้ความสมดุลตามธรรมชาติได้สูญสิ้นไปผลกระทบอีกประการ
หนึ่งคือเมื่อต้นไม้ถูกท้าลายอากาศจึงมีก๊าซคาร์บอนไซด์มากขึ้นท้าให้ความแห้งแล้ง
อุณหภูมิเพิ่มขึ้น
2.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เมื่อป่าไม้ถูกท้าลายเศรษฐทรัพย์ หลายอย่างในป่าจะหมดไป
โดยเฉพาะไม้มีค่าคือไม้สักไม้เนื้อแข็งจนเกิดการขาดแคลนซึ่งเป็นต้นเหตุของการขาด
รายได้ทั้งในส่วนของประชาชนและภาครัฐ
3.ผลกระทบทางด้านสังคม การท้าลายป่าไม้ทั้งที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและโดยการ
ลักลอบล้วนก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม
จากสถานการณ์การลดลงของพื้นที่ป่าไม้และผลกระทบที่กล่าวมาข้างต้น การแก้ไขวิกฤตการณ์
ดังกล่าวให้ประสบผลส้าเร็จได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชนโดยมีแนวทางใน
การด้าเนินการดังนี้
1.การปลูกป่าทดแทนด้าเนินการได้2ลักษณะคือการปลูกป่าในบริเวณพื้นที่ป่าไม้เสื่อมโทรมและ
การปลูกป่าในพื้นที่ใหม่ซึ่งไม่เคยเป็นพื้นที่ป่ามาก่อน
1)การปลูกป่าในบริเวณพื้นที่ป่าไม่เสื่อมโทรม ท้าได้หลายวิธีด้วยกัน ซึ่งด้าเนินการได้ทั้งภาครัฐ
องค์กรภาคเอกชนต่างๆๆ โดยภาครัฐได้ด้าเนินการปลูกป่าตามโครงการต่างๆและการปลูกป่าพื้นที่
อนุรักษ์
2)การปลูกป่าพื้นที่ที่ยังไม่เคยเป็นป่า ส่งเสริมให้ประชาชนใช้พื้นที่ที่ว่างของตนเองปลูกไม้ยืนต้น
ไม้ทางเศรษฐกิจและไม้ต่างๆ
2.การป้องกันการเกิดไฟป่า ไฟป่าถือเป็นตัวท้าลายพื้นที่ป่ารุนแรง
3.การใช้มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองป่าไม้กฎหมายถือว่าเป็นเครื่องมือส้าคัญในการช่วยให้
มีการเพิ่มพื้นที่ป่า
4.การให้การศึกษาและสร้างจิตส้านึกให้แก่ประชาชน การป้องกันการตัดไม้ท้าลายป่าที่ได้ผลอย่าง
ยั่งยืนคือ การที่ประชาชนเกิดความส้านึกและตระหนักในคุณค่าของป่าไม้และเห็นความส้าคัญของการ
ช่วยกันป้องกันรักษาไม้
....วิธีการป้องกัน....
ปลูกป่า ไฟป่า
ตัดไม้ทาลายป่า

วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรป่าไม้