ทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรป่ าไม้
ความหมายของป่ าไม้
ป่ าไม้ หมายถึง บริเวณที่มีต้นไม้หลากหลายชนิด มีขนาดต่างๆ
กันขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นมีขอบเขต และมีความกว้างใหญ่พอที่จะมีอิทธิพลต่อ
สิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของลมฟ้ าอากาศ ความอุดม
สมบูรณ์ของดินและน้า นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่มีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่น
อาศัยอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน
ชนิดของป่ าไม้ในประเทศไทย
ป่าไม้ของประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ป่าไม้ไม่ผลัดใบกับป่าไม้ผลัด
ใบ
1. ป่ าไม้ไม่ผลัดใบ หรือป่าดงดิบ เป็นป่าไม้ที่ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ที่มีใบเขียวตลอดปี แบ่งออกเป็น
๔ ประเภท
ป่าดิบเมืองร้อน
ป่าสน
ป่าพรุ
ป่าชายหาด
2.ป่ าไม้ผลัดใบ คือ ป่าที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่ทิ้งใบ โดยจะทิ้งใบในฤดูร้อนและแตกใบในฤดูฝน ป่า
ประเภทนี้อาจแบ่งออกเป็น ๓ ชนิดด้วยกัน ได้แก่
ป่าเบญจพรรณ
ป่าเต็งรัง ป่าแดง หรือป่าแพะ
ป่าหญ้า
สถานการณ์ทรัพยากรป่ าไม้
การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาทาให้
ประเทศไทยสูญเสีย พื้นที่ป่าไปแล้วประมาณ 67 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยประมาณ 1.6 ล้าน
ไร่ต่อปี กล่าวคือ ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ถึงร้อยละ 53.3 ของพื้นที่
ประเทศ หรือประมาณ 171 ล้านไร่ และลดลงมาโดยตลอดจนในปี พ.ศ. 2532
ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 27.95 ของพื้นที่ทั้งหมด หรือประมาณ 90 ล้าน
ไร่ รัฐบาลในอดีตได้พยายามจะรักษาพื้นที่ป่าโดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทาไม้ใน
ป่าบกทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2532 แต่หลังจากยกเลิกสัมปทานป่าไม้สถานการณ์ดีขึ้นใน
ระยะแรกเท่านั้น
ต่อมาการทาลายก็ยังคงเกิดขึ้นไม่แตกต่างจากสถานการณ์ก่อนยกเลิก
สัมปทานป่าไม้เท่าใดนัก โดยพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกก่อนการยกเลิกสัมปทาน
(ปี พ.ศ. 2525-2532) เฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 1.2 ล้านไร่ และพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก
หลังการยกเลิกสัมปทาน (ปี พ.ศ. 2532-2541) เฉลี่ย 1.1 ล้านไร่ต่อปี
สถานการณ์ป่ าไม้ในปัจจุบันสรุปได้ดังนี้
การสูญเสียพื้นที่ป่า
การอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้เป็นไปตามเป้ าหมาย
ปริมาณการปลูกป่า
1. การทาไม้
ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่าง ๆ เช่น เพื่อทาอุตสาหกรรมโรงเลื่อย โรงงานกระดาษ
สร้างที่อยู่อาศัยหรือการค้า ทาให้ต้นไม้ถูกลอบตัดและตัดถูกต้องตามกฎหมายเป็นผลให้เกิดภัยพิบัติ
ภัยพิบัติขึ้น
2. การเพิ่มจานวนประชากรของประเทศ
ทาให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจาเป็นที่ต้องการขยาย พื้นที่
เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้ าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก
สาเหตุของปัญหาทรัพยากรป่ าไม้ในประเทศไทย
3. การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เ
เช่นมันสาปะหลัง ปอ ฯลฯ โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ
ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะที่จะนามาใช้ในการเกษตรกรรมเพาะปลูก
4. การกาหนดแนวเขตพื้นที่ป่า
กระทาไม่ชัดเจนหรือไม่กระทาเลยในหลาย ๆ ป่าทาให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้ง
เจตนาและ ไม่เจตนา
5. การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ
อาทิ เขื่อน อ่างเก็บน้า เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลาน้าจะ ทาให้พื้นที่เก็บน้า
หน้าเขื่อน ที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์ ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทาการย้ายออกมา
ออกมาไม่ทันจะถูกน้าท่วมยืนต้นตาย
6. ไฟไหม้ป่ า
ประเทศไทยมักเกิดไฟไหม้ป่าในฤดูร้อนเป็นประจาทุกปี เพราะในฤดูร้อนพวกวัชพืชในป่า
หรือจากการผลัดใบของต้นไม้ใบไม้จะแห้งแล้งและติดไฟง่าย
7. การทาเหมืองแร่
แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจาเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อน จึง
ทาให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุม ถูกทาลายลง เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทาลายป่าไม้ลงเป็นจานวน
จานวนมาก เพื่อสร้างถนนหนทาง การระเบิดหน้าดินเพื่อให้ได้มาซึ่ง แร่ธาตุเกิดผลทาลายป่าไม้
ไม้บริเวณใกล้เคียงโดยไม่รู้ตัวปัญหาทรัพยากรป่าไม้
ผลกระทบของการทาลายป่ าไม้
ทรัพยากรดิน
การชะล้างพังทลายของดิน
ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นดินที่ไม่มีวัชพืชหรือป่าไม้ปกคลุม
การพัดพาดินโดยฝนหรือลมจะเกิดขึ้นได้มากโดยเฉพาะบริเวณผิวหน้าดิน
ทรัพยากรน้า
ความแห้งแล้งในฤดูแล้ง
การแผ้วถางทาลายป่าต้นน้าเป็นบริเวณกว้าง ทาให้พื้นที่ป่าไม้ไม่ติดต่อกันเป็นผืน
ใหญ่ ทาให้เกิดการระเหยของน้าจากผิวดินสูง แต่การซึมน้าผ่านผิวดินต่า ดินดูดซับและเก็บ
และเก็บน้าภายในดินน้อยลง ทาให้น้าหล่อ เลี้ยงลาธารมีน้อยหรือไม่มี
คุณภาพน้าเสื่อมลง
คุณภาพน้าทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพล้วนด้อยลง นอกจากนี้ การปราบ
วัชพืชหรืออินทรีย์ต่างๆ ที่อยู่ในแนวทางเดินของน้า ก่อให้เกิดการปนเปื้อนและสร้างความ
ความสกปรกต่อน้าได้ไม่มากก็น้อย
น้าเสีย การปลดปล่อยของเสียหรือน้าเสียลงสู่ลาน้าสาธารณะ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทาให้
ทาให้เกิดปัญหาน้าเสียโดยเฉพาะลาห้วย ลาธาร ที่น้าไหลช้าบริเวณที่ราบ สิ่งมีชีวิตในน้าตาย
น้าตายและสูญพันธุ์ ขาดน้าดิบทาการประปา
ทรัพยากรอากาศ
อากาศเสีย
การหายใจของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา หาก
มีต้นไม้จานวนมากหรือพื้นที่ป่ามากพอ ต้นไม้เหล่านี้จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใน
ตอนกลางวันเพื่อการ สังเคราะห์ด้วยแสง หรือก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น
คาร์บอนมอนอกไซด์จะดูดซับไว้โดยพืชชั้นสูงเหล่านี้ อากาศเสียก็จะไม่เกิดขึ้น
โลกร้อน หรือเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green house Effect)
โลกร้อน หรือเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green house Effect) ก๊าซ
เหล่านี้ยอมให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ผ่านลงมายังพื้นโลกได้ ทาให้สามารถเก็บความร้อน
จากการดูดซับรังสีไว้มากขึ้นโลกจึงมีอุณหภูมิสูง ขึ้น กลุ่มก๊าซที่รวมตัวกันเป็นเกราะกาบัง
ได้แก่ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน คาร์บอนเตตระคลอไรด์
คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สาคัญคือ คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีมากที่สุด
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่ าไม้
1. นโยบายด้านการกาหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้
2. นโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เกี่ยวกับงานป้ องกันรักษาป่าการอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อมและสันทนาการ
3. นโยบายด้านการจัดการที่ดินทากินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถิ่น
4. นโยบายด้านการพัฒนาป่าไม้ เช่น การทาไม้และการเก็บหาของป่า การปลูก และการบารุง
ป่าไม้ การค้นคว้าวิจัย และด้านการอุตสาหกรรม
5. นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโยบายดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางในการพัฒนาและการ
จัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้ได้รับผลประโยชน์ ทั้งทางด้านการอนุรักษ์และด้านเศรษฐกิจ
อย่างผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติและมีทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่าง
ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
จัดทำโดย
นำงสำวปนัดดำ สุขสบำย เลขที่ 8
นำยธนำกร ชินกลำง เลขที่ 19
นำงสำวศศิมำ ฉำไธสง เลขที่ 24
นำงสำวกำญจนำ นำคำ เลขที่ 34
นำยชัยธวัฒน์ รัตนวิชัย เลขที่ 42
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 5/2
เสนอต่อ
นำงศิริลักษณ์ รำยณะสุข

ทรัพยากรธรรมชาติ