เครื่องใช้ไฟฟ้า
• คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานในรูแบบ
ต่างๆ
จาแนกหลักๆ ได้ดังนี้
1. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง
2. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล
3. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสง
4. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน
– เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงาน
ไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียง เช่น เครื่องรับวิทยุ เครื่องบันทึกเสียง เครื่อง
ขยายเสียง
เครื่องรับวิทยุ
เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียง โดยเครื่องรับ
วิทยุอาศัยการรับคลื่นวิทยุจากสถานีส่ง แล้วใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ขยายสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าให้แรงขึ้นจนเพียงพอที่
ทาให้ลาโพงเสียงสั่นสะเทือนเป็นเสียงให้เราได้ยิน ดังแผนผัง
• เครื่องบันทึกเสียง
เครื่องบันทึกเสียงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น
พลังงานเสียง โดยขณะบันทึกใช้การพูดผ่านไมโครโฟน ซึ่งจะเปลี่ยน
เสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วบันทึกลงในแถบบันทึกเสียงซึ่งฉาบด้วย
สารแม่เหล็กในรูปของสัญญาณแม่เหล็ก เมื่อนาแถบบันทึกเสียงที่
บันทึกไว้มาเล่น สัญญาณแม่เหล็กจะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น
สัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณไฟฟ้าจะถูกขยายให้แรงขึ้นด้วยอุปกรณ์
ไฟฟ้า สัญญาณไฟฟ้าจะถูกส่งไปถึงลาโพง ทาให้ลาโพงสั่นสะเทือนกลับ
เป็นเสียงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ดังแผนผัง
•
• มอเตอร์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงาน
กล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก
โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทาให้
ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุน
กลับทิศทางเดิม
มอเตอร์ มี 2 ประเภท คือ มอเตอร์กระแสตรง และมอร์กระแสสลับ
มอเตอร์กระแสตรง เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้ากระแสตรงผ่านเข้าไป
ในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทาให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับ
แม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้
มอเตอร์กระแสสลับ เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ
โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจาก
ขดลวดมาทาให้เกิดการหมุนของมอเตอร์
ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็น
ส่วนประกอบ
• คือ ห้ามใช้เครื่องใช้ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง
220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุนและทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าดัน
กลับ จะทาให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้
• ขณะที่มอเตอร์กาลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนาไฟฟ้าขึ้นทาให้
เกิดกระแสไฟฟ้าซ้อนขึ้นภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทาง
กับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกาเนิดพลังงานไฟฟ้าเดิม ทาให้ขดลวด
ของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้
• ทาได้โดย การเพิ่มหรือลดความต้านทานให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้มากหรือ
น้อยภานในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ซึ่งเป็นผลให้ความเร็วของการหมุนมอเตอร์
เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เมื่อต้องการให้พัดลมหมุนช้าลง ก็ให้เพิ่มความ
ต้านทานเพื่อให้กระแสไฟฟ้าเข้าได้น้อยลงเป็นผลให้พัดลมหมุนช้า
ลง ฉะนั้นในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกลจะต้องมีเครื่องควบคุมความเร็ว
ของมอเตอร์เสมอ
• การเลือก เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล จะต้องพิจารณาดูข้อกาหนดใน
การใช้ เช่น ใช้กับความต่างศักย์ไฟฟ้าเท่าใด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการ
ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องใช้ไฟฟ้านั้น และ
เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ควรพิจารณากาลังไฟฟ้าของ
เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆด้วย
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง
หลอดไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีใช้ในทุกบ้านที่มีการใช้พลังงาน
ไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า ไปเป็นพลังงานแสง หลอด
ไฟฟ้าที่ใช้ทั่วไป มี 3 ชนิด คือ
• 1. หลอดไฟแบบธรรมดา
• 2. หลอดไฟเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์
• 3. หลอดไฟโฆษณาหรือหลอดนีออน
หลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา
• หลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา มีการเปลี่ยนรูปพลังงานจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความ
ร้อน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานแสง หลอดไฟฟ้าแบบธรรมดามี 2 แบบ คือแบบเกลียว
และแบบเขี้ยว มีส่วนประกอบดังนี้
• 1. ไส้หลอด ทาด้วยโลหะที่มีจุดหลอดเหลวสูง ทนความร้อนได้มาก มีความทาน
สูง เช่น ทังสเตน
• 2. หลอดแก้วทาจากแก้วที่ทนความร้อนได้ดี ไม่แตกง่าย สูบอากาศออกจนหมด
ภายในบรรจุก๊าซไนโตรเจนและอาร์กอนเล็กน้อย ก๊าซชนิดนี้ทาปฏิกิริยายาก ช่วยป้องกัน
ไม่ให้ไส้หลอดระเหิดไปจับที่หลอดแก้ว และช่วยไม่ให้ไส้หลอดไม่ขาดง่าย ถ้าบรรจุก๊าซ
ออกซิเจนจะทาปฏิกิริยากับไส้หลอด ซึ่งทาให้ไส้หลอดขาดง่าย
• 3. ขั้วหลอดไฟ เป็นจุดต่อวงจรไฟฟ้า มี 2 แบบ คือ แบบเขี้ยวและแบบเกลียว
• เนื่องจากหลอดไฟฟ้าประเภทนี้ให้แสงสว่างได้ด้วยการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า
เป็นพลังงานความร้อนก่อนที่จะให้แสงสว่างออกมา จึงทาให้สิ้นเปลื่อง พลังงานไฟฟ้า
มากกว่าหลอดชนิดอื่น ในขนาด กาลังไฟฟ้า ของหลอดไฟซึ่งจะกาหนดไว้ที่หลอดไฟทุก
ดวง เช่น หลอดไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ เป็นต้น
หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์
(Fluorescent Lamp)
• หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp) ทาด้วย
หลอดแก้วที่สูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทไว้เล็กน้อย มีไส้ที่ปลายหลอด
ทั้งสองข้าง หลอดเรืองแสงอาจทาเป็นหลอดตรง หรือครึ่งวงกลมก็ได้ ส่วนประกอบ
และการทางานของหลอดเรืองแสง มีดังนี้
1. ตัวหลอด ภายในสูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทและก๊าซ
อาร์กอน เล็กน้อย ผิวด้านในของหลอดเรืองแสงฉาบด้วยสารเรืองแสงชนิดต่างๆ
แล้วแต่ความต้องการให้เรืองแสงเป็นสีใด เช่น ถ้าต้องการให้เรืองแสงสีเขียว ต้อง
ฉาบด้วยสารซิงค์ซิลิเคต แสงสีขาวแกมฟ้าฉาบด้วยมักเนเซียมทังสเตน แสงสีชมพู
ฉาบด้วยแคดเนียมบอเรต เป็นต้น
2. ไส้หลอด ทาด้วยทังสเตนหรือวุลแฟรมอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อ
กระแสไฟฟ้าผ่านไส้หลอดจะทาให้ไส้หลอดร้อนขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทาให้ไอ
ปรอทที่บรรจุไว้ในหลอดกลายเป็นไอมากขึ้น แต่ขณะนั้นกระแสไฟฟ้ายังผ่านไอ
ปรอทไม่สะดวก เพราะปรอทยังเป็นไอน้อยทาให้ความต้านทานของหลอดสูง
• 3. สตาร์ตเตอร์ ทาหน้าที่เป็นสวิตซ์ไฟฟ้าอัตโนมัติของวงจรโดยต่อขนานกับหลอด ทา
ด้วยหลอดแก้วภายในบรรจุก๊าซนีออนและแผ่นโลหะคู่ที่งอตัวได้ เมื่อได้รับความ
ร้อน เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซนีออน ก๊าซนีออนจะติดไฟเกิดความร้อนขึ้น ทาให้แผ่น
โลหะคู่งอจนแตะติดกันทาให้กลายเป็นวงจรปิดทาให้กระแสไฟฟ้าผ่านแผ่นโลหะได้ครบ
วงจร ก๊าซนีออนที่ติดไฟอยู่จะดับและเย็นลง แผ่นโลหะคู่จะแยกออกจากกันทาให้เกิด
ความต้านทานสูงขึ้นอย่างทันทีซึ่งขณะเดียวกันกระแสไฟฟ้าจะผ่านไส้หลอดได้มากขึ้นทา
ให้ไส้หลอดร้อนขึ้นมาก ปรอทก็จะเป็นไอมากขึ้นจนพอที่นากระแสไฟฟ้าได้
4. แบลลัสต์ เป็นขดลวดที่พันอยู่บนแกนเหล็ก ขณะกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะ
เกิดการเหนี่ยวนาแม่เหล็กไฟฟ้าทาให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนาขึ้น เมื่อแผ่นโลหะคู่
ในสตาร์ต
• แยกตัวออกจากกันนั้นจะเกิดวงจรเปิดชั่วขณะ แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนาที่เกิดขึ้นใน
แบลลัสต์จึงทาให้เกิดความต่างศักย์ระหว่างไส้หลอดทั้งสองข้างสูงขึ้นเพียงพอที่จะทาให้
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไอปรอทจากไส้หลอดข้างหนึ่งไปยังไส้หลอดอีกข้างหนึ่ง
ได้ แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนาที่เกิดจากแบลลัสต์นั้นจะทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนา
ไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าจากวงจรไฟฟ้าในบ้าน ทาให้กระแส ไฟฟ้าที่จะเข้าสู่วงจรของ
หลอดเรืองแสงลดลง
หลักการทางานของหลอดเรืองแสง
• เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไอปรอทจะคายพลังงานไฟฟ้าให้อะตอมไอปรอท
ทาให้อะตอมของไอปรอทอยู่ในสภาวะถูกกระตุ้น (excited
state) และอะตอมของปรอทจะคายพลังงานออกมาเพื่อลดระดับ
พลังงาน ในรูปของรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งอยู่ในช่วงของแสงที่มองไม่
เห็น เมื่อรังสีนี้กระทบสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวหลอด สารเรืองแสงจะ
เปล่งแสงสีต่างๆตามชนิดของสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ในหลอดนั้น
ข้อดีของหลอดเรืองแสง
• 1. เมื่อให้พลังงานไฟฟ้าเท่ากันจะให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไฟฟ้า
แบบธรรมดาประมาณ 4 เท่า และมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอด
ไฟฟ้าธรรมดาประมาณ 8 เท่า
2. อุณหภูมิของหลอดไม่สูงเท่ากับหลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา
3. ถ้าต้องการแสงสว่างเท่ากับหลอดไฟฟ้าธรรมดา จะใช้วัตต์ที่ต่ากว่า
จึงเสียค่าไฟฟ้าน้อยกว่า
ข้อเสียของหลอดเรืองแสง
• 1. เมื่อติดตั้งจะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา เพราะ
ต้องใช้แบลลัสต์และสตาร์ตเตอร์ เสมอ
• 2. หลอดเรืองแสงมักระพริบเล็กน้อยไม่เหมาะในการใช้อ่านหนังสือ
• ตัวเลขที่ปรากฏบนหลอดไฟฟ้าธรรมดาและหลอดเรืองแสงซึ่ง
บอก กาลังไฟฟ้าเป็นวัตต์(W) เป็นการบอกถึงปริมาณพลังงานไฟฟ้า
ที่ใช้ไปใน 1 วินาที เช่น 20 W หมายถึง หลอดไฟฟ้านี้จะใช้พลังงาน
ไป 20 จูลในเวลา 1 วินาที ดังนั้นหลอดไฟฟ้าและหลอดเรืองแสงที่มี
กาลังไฟฟ้ามาก เมื่อใช้งานก็ยิ่งสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้ามาก ทาให้เสีย
ค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วย ปัจจุบันมีการผลิตหลอดไฟพร้อมอุปกรณ์
ประกอบ เช่น บัลลาสต์ แบบประหยัดพลังงานขึ้นมาใช้หลายชนิด เช่น
หลอดตะเกียบ หลอดผอม บัลลาสต์เบอร์ 5 เป็นต้น
หลอดไฟโฆษณาหรือหลอดนีออน
• หลอดไฟโฆษณาหรือหลอดนีออน เป็นหลอดแก้วที่ถูกลนไฟแล้วดัด
ให้เป็นรูปหรือตัวอักษร ไม่มีไส้หลอดแต่ที่ปลายทั้งสองข้างจะมี
ขั้วไฟฟ้าทาด้วยโลหะ ต่อกับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ที่มีความต่างศักย์สูง
ประมาณ 10,000 โวลต์ ภายในหลอดสูบอากาศออกจนหมดแล้วใส่
ก๊าซบางชนิดที่ให้แสงสีต่างๆออกมาเมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่าน เช่นก๊าซ
นีออนให้แสงสีแดงหรือส้ม ก๊าซฮีเลียมให้แสงสีชมพู ความต่างศักย์ที่
สูงมากๆ จะทาให้ก๊าซที่บรรจุไว้ในหลอดเกิดการแตกตัวเป็นนีออน
และนาไฟฟ้าได้ เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซเหล่านี้จะทาให้ก๊าซร้อนติด
ไฟให้แสงสีต่างๆได้
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน
• เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เป็นเครื่องใช้ที่เปลี่ยนพลังงาน
ไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อน โดยใช้หลักการคือ เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้า
ผ่านขดลวดตัวนาที่มีความต้านทานสูงๆ ลวดตัวนานั้นจะร้อนจนสามารถนา
ความร้อนออกไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงาน
ความร้อนมาก จึงสิ้นเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ามากเมื่อเปรียบกับการใช้
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เมื่อใช้ในเวลาที่เท่ากัน ฉะนั้นขณะใช้
เครื่องใช้ไฟฟ้าให้พลังงานความร้อนจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ตัวอย่าง
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า
กาต้มน้า เครื่องต้มกาแฟ เตาไฟฟ้า ฯลฯ
•
ส่วนประกอบในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน
• 1. ขดลวดความร้อน หรือแผ่นความร้อน มักทาจากโลหะผสมระหว่างนิเกิลกับ
โครเมียม เรียกว่า นิโครม ซึ่งมีสมบัติคือมีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงทนความร้อนได้
สูงเมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นมากๆจึงไม่ขาด และมีความต้านทานสูงมาก
2. เทอร์โมสตาร์ท หรือสวิตซ์ความร้อนอัตโนมัติ ทาหน้าที่ควบคุม
อุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไป มีส่วนประกอบเป็นโลหะต่างชนิดกัน 2 แผ่นมาประกบกัน
เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวได้ไม่เท่ากัน เช่น เหล็กกับทองเหลือง โดยให้แผ่น
โลหะที่ขยายตัวได้น้อย(เหล็ก)อยู่ด้านบน ส่วนโลหะที่จะขยายตัวได้มาก
(ทองเหลือง)อยู่ด้านล่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นโลหะทั้งสองมากขึ้น จะทาให้
มีอุณหภูมิสูงจนแผ่นโลหะทั้งสองซึ่งขยายตัวได้ต่างกันโลหะที่ขยายตัวได้มากจะ
ขยายตัวโค้งงอ เป็นเหตุให้จุดสัมผัสแยกออกจากกัน เกิดเป็นวงจรเปิด กระแสไฟฟ้า
จึงไหลผ่านไม่ได้ และเมื่อแผ่นโลหะทั้งสองเย็นลงก็จะสัมผัสกันเหมือนเดิม เกิดเป็น
วงจรปิด กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านได้อีกครั้งหนึ่ง
• 3. แผ่นไมกา หรือ แผ่นใยหิน ซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้า ในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่
ให้พลังงาน ความร้อนบางชนิด เช่นเตารีด หม้อหุงข้าว เตาไฟฟ้า
จะมีแผ่นไมกา หรือใยหิน เพื่อป้องกันไม่ให้ขดลวดหลอมละลาย และ
ป้องกันไฟฟ้ารั่วขณะใช้งาน
ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความ
ร้อน
• เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนจะมีกระแสไฟฟ้าปริมาณ
มากไหลผ่าน มากกว่าเครื่องใช้ประเภทอื่นๆ จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
ดังนี้
1. หมั่นตรวจสอบดูแลสายไฟ เต้ารับ เต้าเสียบ ให้อยู่ใน
สภาพเรียบร้อยไม่ชารุด
2. เมื่อเลิกใช้งานต้องถอดเต้าเสียบออกจากเต้ารับทุกครั้งไม่
ควรเสียบทิ้งไว้
• ในการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดต้องพิจารณาถึงคุณภาพ
ของเครื่องใช้ไฟฟ้า รู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้อง รู้จักวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว
และไฟฟ้าลักวงจรและตรวจดูแลอุปกรณ์อยู่เสมอ
เรื่อง  เครื่องใช้ไฟฟ้า

เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้า

  • 2.
    เครื่องใช้ไฟฟ้า • คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานในรูแบบ ต่างๆ จาแนกหลักๆได้ดังนี้ 1. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง 2. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล 3. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสง 4. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน
  • 3.
    – เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงาน ไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียงเช่น เครื่องรับวิทยุ เครื่องบันทึกเสียง เครื่อง ขยายเสียง เครื่องรับวิทยุ เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานเสียง โดยเครื่องรับ วิทยุอาศัยการรับคลื่นวิทยุจากสถานีส่ง แล้วใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขยายสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าให้แรงขึ้นจนเพียงพอที่ ทาให้ลาโพงเสียงสั่นสะเทือนเป็นเสียงให้เราได้ยิน ดังแผนผัง
  • 5.
    • เครื่องบันทึกเสียง เครื่องบันทึกเสียงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็น พลังงานเสียง โดยขณะบันทึกใช้การพูดผ่านไมโครโฟนซึ่งจะเปลี่ยน เสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วบันทึกลงในแถบบันทึกเสียงซึ่งฉาบด้วย สารแม่เหล็กในรูปของสัญญาณแม่เหล็ก เมื่อนาแถบบันทึกเสียงที่ บันทึกไว้มาเล่น สัญญาณแม่เหล็กจะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น สัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณไฟฟ้าจะถูกขยายให้แรงขึ้นด้วยอุปกรณ์ ไฟฟ้า สัญญาณไฟฟ้าจะถูกส่งไปถึงลาโพง ทาให้ลาโพงสั่นสะเทือนกลับ เป็นเสียงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ดังแผนผัง
  • 7.
  • 8.
    • มอเตอร์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงาน กลประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทาให้ ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุน กลับทิศทางเดิม มอเตอร์ มี 2 ประเภท คือ มอเตอร์กระแสตรง และมอร์กระแสสลับ มอเตอร์กระแสตรง เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้ากระแสตรงผ่านเข้าไป ในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทาให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับ แม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้ มอเตอร์กระแสสลับ เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจาก ขดลวดมาทาให้เกิดการหมุนของมอเตอร์
  • 9.
    ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็น ส่วนประกอบ • คือ ห้ามใช้เครื่องใช้ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตกหรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง 220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุนและทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าดัน กลับ จะทาให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้ • ขณะที่มอเตอร์กาลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนาไฟฟ้าขึ้นทาให้ เกิดกระแสไฟฟ้าซ้อนขึ้นภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทาง กับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกาเนิดพลังงานไฟฟ้าเดิม ทาให้ขดลวด ของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้
  • 10.
    • ทาได้โดย การเพิ่มหรือลดความต้านทานให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้มากหรือ น้อยภานในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นซึ่งเป็นผลให้ความเร็วของการหมุนมอเตอร์ เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เมื่อต้องการให้พัดลมหมุนช้าลง ก็ให้เพิ่มความ ต้านทานเพื่อให้กระแสไฟฟ้าเข้าได้น้อยลงเป็นผลให้พัดลมหมุนช้า ลง ฉะนั้นในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกลจะต้องมีเครื่องควบคุมความเร็ว ของมอเตอร์เสมอ • การเลือก เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล จะต้องพิจารณาดูข้อกาหนดใน การใช้ เช่น ใช้กับความต่างศักย์ไฟฟ้าเท่าใด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องใช้ไฟฟ้านั้น และ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ควรพิจารณากาลังไฟฟ้าของ เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆด้วย
  • 11.
    เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง หลอดไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีใช้ในทุกบ้านที่มีการใช้พลังงาน ไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานแสง หลอด ไฟฟ้าที่ใช้ทั่วไป มี 3 ชนิด คือ • 1. หลอดไฟแบบธรรมดา • 2. หลอดไฟเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ • 3. หลอดไฟโฆษณาหรือหลอดนีออน
  • 12.
    หลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา • หลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา มีการเปลี่ยนรูปพลังงานจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความ ร้อนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานแสง หลอดไฟฟ้าแบบธรรมดามี 2 แบบ คือแบบเกลียว และแบบเขี้ยว มีส่วนประกอบดังนี้ • 1. ไส้หลอด ทาด้วยโลหะที่มีจุดหลอดเหลวสูง ทนความร้อนได้มาก มีความทาน สูง เช่น ทังสเตน • 2. หลอดแก้วทาจากแก้วที่ทนความร้อนได้ดี ไม่แตกง่าย สูบอากาศออกจนหมด ภายในบรรจุก๊าซไนโตรเจนและอาร์กอนเล็กน้อย ก๊าซชนิดนี้ทาปฏิกิริยายาก ช่วยป้องกัน ไม่ให้ไส้หลอดระเหิดไปจับที่หลอดแก้ว และช่วยไม่ให้ไส้หลอดไม่ขาดง่าย ถ้าบรรจุก๊าซ ออกซิเจนจะทาปฏิกิริยากับไส้หลอด ซึ่งทาให้ไส้หลอดขาดง่าย • 3. ขั้วหลอดไฟ เป็นจุดต่อวงจรไฟฟ้า มี 2 แบบ คือ แบบเขี้ยวและแบบเกลียว • เนื่องจากหลอดไฟฟ้าประเภทนี้ให้แสงสว่างได้ด้วยการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานความร้อนก่อนที่จะให้แสงสว่างออกมา จึงทาให้สิ้นเปลื่อง พลังงานไฟฟ้า มากกว่าหลอดชนิดอื่น ในขนาด กาลังไฟฟ้า ของหลอดไฟซึ่งจะกาหนดไว้ที่หลอดไฟทุก ดวง เช่น หลอดไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ เป็นต้น
  • 13.
    หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp) • หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์(Fluorescent Lamp) ทาด้วย หลอดแก้วที่สูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทไว้เล็กน้อย มีไส้ที่ปลายหลอด ทั้งสองข้าง หลอดเรืองแสงอาจทาเป็นหลอดตรง หรือครึ่งวงกลมก็ได้ ส่วนประกอบ และการทางานของหลอดเรืองแสง มีดังนี้ 1. ตัวหลอด ภายในสูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทและก๊าซ อาร์กอน เล็กน้อย ผิวด้านในของหลอดเรืองแสงฉาบด้วยสารเรืองแสงชนิดต่างๆ แล้วแต่ความต้องการให้เรืองแสงเป็นสีใด เช่น ถ้าต้องการให้เรืองแสงสีเขียว ต้อง ฉาบด้วยสารซิงค์ซิลิเคต แสงสีขาวแกมฟ้าฉาบด้วยมักเนเซียมทังสเตน แสงสีชมพู ฉาบด้วยแคดเนียมบอเรต เป็นต้น 2. ไส้หลอด ทาด้วยทังสเตนหรือวุลแฟรมอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อ กระแสไฟฟ้าผ่านไส้หลอดจะทาให้ไส้หลอดร้อนขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทาให้ไอ ปรอทที่บรรจุไว้ในหลอดกลายเป็นไอมากขึ้น แต่ขณะนั้นกระแสไฟฟ้ายังผ่านไอ ปรอทไม่สะดวก เพราะปรอทยังเป็นไอน้อยทาให้ความต้านทานของหลอดสูง
  • 14.
    • 3. สตาร์ตเตอร์ทาหน้าที่เป็นสวิตซ์ไฟฟ้าอัตโนมัติของวงจรโดยต่อขนานกับหลอด ทา ด้วยหลอดแก้วภายในบรรจุก๊าซนีออนและแผ่นโลหะคู่ที่งอตัวได้ เมื่อได้รับความ ร้อน เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซนีออน ก๊าซนีออนจะติดไฟเกิดความร้อนขึ้น ทาให้แผ่น โลหะคู่งอจนแตะติดกันทาให้กลายเป็นวงจรปิดทาให้กระแสไฟฟ้าผ่านแผ่นโลหะได้ครบ วงจร ก๊าซนีออนที่ติดไฟอยู่จะดับและเย็นลง แผ่นโลหะคู่จะแยกออกจากกันทาให้เกิด ความต้านทานสูงขึ้นอย่างทันทีซึ่งขณะเดียวกันกระแสไฟฟ้าจะผ่านไส้หลอดได้มากขึ้นทา ให้ไส้หลอดร้อนขึ้นมาก ปรอทก็จะเป็นไอมากขึ้นจนพอที่นากระแสไฟฟ้าได้ 4. แบลลัสต์ เป็นขดลวดที่พันอยู่บนแกนเหล็ก ขณะกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะ เกิดการเหนี่ยวนาแม่เหล็กไฟฟ้าทาให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนาขึ้น เมื่อแผ่นโลหะคู่ ในสตาร์ต • แยกตัวออกจากกันนั้นจะเกิดวงจรเปิดชั่วขณะ แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนาที่เกิดขึ้นใน แบลลัสต์จึงทาให้เกิดความต่างศักย์ระหว่างไส้หลอดทั้งสองข้างสูงขึ้นเพียงพอที่จะทาให้ กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไอปรอทจากไส้หลอดข้างหนึ่งไปยังไส้หลอดอีกข้างหนึ่ง ได้ แรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนาที่เกิดจากแบลลัสต์นั้นจะทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนา ไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าจากวงจรไฟฟ้าในบ้าน ทาให้กระแส ไฟฟ้าที่จะเข้าสู่วงจรของ หลอดเรืองแสงลดลง
  • 15.
    หลักการทางานของหลอดเรืองแสง • เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไอปรอทจะคายพลังงานไฟฟ้าให้อะตอมไอปรอท ทาให้อะตอมของไอปรอทอยู่ในสภาวะถูกกระตุ้น (excited state)และอะตอมของปรอทจะคายพลังงานออกมาเพื่อลดระดับ พลังงาน ในรูปของรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งอยู่ในช่วงของแสงที่มองไม่ เห็น เมื่อรังสีนี้กระทบสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวหลอด สารเรืองแสงจะ เปล่งแสงสีต่างๆตามชนิดของสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ในหลอดนั้น
  • 16.
    ข้อดีของหลอดเรืองแสง • 1. เมื่อให้พลังงานไฟฟ้าเท่ากันจะให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไฟฟ้า แบบธรรมดาประมาณ4 เท่า และมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอด ไฟฟ้าธรรมดาประมาณ 8 เท่า 2. อุณหภูมิของหลอดไม่สูงเท่ากับหลอดไฟฟ้าแบบธรรมดา 3. ถ้าต้องการแสงสว่างเท่ากับหลอดไฟฟ้าธรรมดา จะใช้วัตต์ที่ต่ากว่า จึงเสียค่าไฟฟ้าน้อยกว่า
  • 17.
    ข้อเสียของหลอดเรืองแสง • 1. เมื่อติดตั้งจะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลอดไฟฟ้าแบบธรรมดาเพราะ ต้องใช้แบลลัสต์และสตาร์ตเตอร์ เสมอ • 2. หลอดเรืองแสงมักระพริบเล็กน้อยไม่เหมาะในการใช้อ่านหนังสือ
  • 18.
    • ตัวเลขที่ปรากฏบนหลอดไฟฟ้าธรรมดาและหลอดเรืองแสงซึ่ง บอก กาลังไฟฟ้าเป็นวัตต์(W)เป็นการบอกถึงปริมาณพลังงานไฟฟ้า ที่ใช้ไปใน 1 วินาที เช่น 20 W หมายถึง หลอดไฟฟ้านี้จะใช้พลังงาน ไป 20 จูลในเวลา 1 วินาที ดังนั้นหลอดไฟฟ้าและหลอดเรืองแสงที่มี กาลังไฟฟ้ามาก เมื่อใช้งานก็ยิ่งสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้ามาก ทาให้เสีย ค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วย ปัจจุบันมีการผลิตหลอดไฟพร้อมอุปกรณ์ ประกอบ เช่น บัลลาสต์ แบบประหยัดพลังงานขึ้นมาใช้หลายชนิด เช่น หลอดตะเกียบ หลอดผอม บัลลาสต์เบอร์ 5 เป็นต้น
  • 19.
    หลอดไฟโฆษณาหรือหลอดนีออน • หลอดไฟโฆษณาหรือหลอดนีออน เป็นหลอดแก้วที่ถูกลนไฟแล้วดัด ให้เป็นรูปหรือตัวอักษรไม่มีไส้หลอดแต่ที่ปลายทั้งสองข้างจะมี ขั้วไฟฟ้าทาด้วยโลหะ ต่อกับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ที่มีความต่างศักย์สูง ประมาณ 10,000 โวลต์ ภายในหลอดสูบอากาศออกจนหมดแล้วใส่ ก๊าซบางชนิดที่ให้แสงสีต่างๆออกมาเมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่าน เช่นก๊าซ นีออนให้แสงสีแดงหรือส้ม ก๊าซฮีเลียมให้แสงสีชมพู ความต่างศักย์ที่ สูงมากๆ จะทาให้ก๊าซที่บรรจุไว้ในหลอดเกิดการแตกตัวเป็นนีออน และนาไฟฟ้าได้ เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านก๊าซเหล่านี้จะทาให้ก๊าซร้อนติด ไฟให้แสงสีต่างๆได้
  • 20.
    เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เป็นเครื่องใช้ที่เปลี่ยนพลังงาน ไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อนโดยใช้หลักการคือ เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้า ผ่านขดลวดตัวนาที่มีความต้านทานสูงๆ ลวดตัวนานั้นจะร้อนจนสามารถนา ความร้อนออกไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงาน ความร้อนมาก จึงสิ้นเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ามากเมื่อเปรียบกับการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เมื่อใช้ในเวลาที่เท่ากัน ฉะนั้นขณะใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าให้พลังงานความร้อนจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ตัวอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า กาต้มน้า เครื่องต้มกาแฟ เตาไฟฟ้า ฯลฯ •
  • 21.
    ส่วนประกอบในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน • 1. ขดลวดความร้อนหรือแผ่นความร้อน มักทาจากโลหะผสมระหว่างนิเกิลกับ โครเมียม เรียกว่า นิโครม ซึ่งมีสมบัติคือมีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงทนความร้อนได้ สูงเมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นมากๆจึงไม่ขาด และมีความต้านทานสูงมาก 2. เทอร์โมสตาร์ท หรือสวิตซ์ความร้อนอัตโนมัติ ทาหน้าที่ควบคุม อุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไป มีส่วนประกอบเป็นโลหะต่างชนิดกัน 2 แผ่นมาประกบกัน เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวได้ไม่เท่ากัน เช่น เหล็กกับทองเหลือง โดยให้แผ่น โลหะที่ขยายตัวได้น้อย(เหล็ก)อยู่ด้านบน ส่วนโลหะที่จะขยายตัวได้มาก (ทองเหลือง)อยู่ด้านล่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นโลหะทั้งสองมากขึ้น จะทาให้ มีอุณหภูมิสูงจนแผ่นโลหะทั้งสองซึ่งขยายตัวได้ต่างกันโลหะที่ขยายตัวได้มากจะ ขยายตัวโค้งงอ เป็นเหตุให้จุดสัมผัสแยกออกจากกัน เกิดเป็นวงจรเปิด กระแสไฟฟ้า จึงไหลผ่านไม่ได้ และเมื่อแผ่นโลหะทั้งสองเย็นลงก็จะสัมผัสกันเหมือนเดิม เกิดเป็น วงจรปิด กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านได้อีกครั้งหนึ่ง
  • 22.
    • 3. แผ่นไมกาหรือ แผ่นใยหิน ซึ่งเป็นฉนวนไฟฟ้า ในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ ให้พลังงาน ความร้อนบางชนิด เช่นเตารีด หม้อหุงข้าว เตาไฟฟ้า จะมีแผ่นไมกา หรือใยหิน เพื่อป้องกันไม่ให้ขดลวดหลอมละลาย และ ป้องกันไฟฟ้ารั่วขณะใช้งาน
  • 23.
    ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความ ร้อน • เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนจะมีกระแสไฟฟ้าปริมาณ มากไหลผ่าน มากกว่าเครื่องใช้ประเภทอื่นๆจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ดังนี้ 1. หมั่นตรวจสอบดูแลสายไฟ เต้ารับ เต้าเสียบ ให้อยู่ใน สภาพเรียบร้อยไม่ชารุด 2. เมื่อเลิกใช้งานต้องถอดเต้าเสียบออกจากเต้ารับทุกครั้งไม่ ควรเสียบทิ้งไว้ • ในการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดต้องพิจารณาถึงคุณภาพ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า รู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้อง รู้จักวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว และไฟฟ้าลักวงจรและตรวจดูแลอุปกรณ์อยู่เสมอ