ด.ช.ภัครพงษ์ สุ ยะ เลขที่ 6
ด.ช. วสุ นรัตน์ สุ ยะ เลขที่ 7
ด.ช. ศรัณ บุญวงศ์ เลขที่ 8
ด.ช. ศุภชัย เทพธิดา เลขที่ 9
ด.ช. ศุภวิชญ์ วรรณภพ เลขที่ 10
      ชั้นมัธยมศึกษาปี่ ที่ 3/1
1.เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ แสงสว่ าง เช่ น หลอดไฟ
                ้ ่
2.เครื่องใช้ไฟฟาทให้ความร้อน เช่น เตารีด กระทะไฟฟา
                 ้ ี่                                       ้
3. เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ พลังงานกล เช่ น พัดลม มอเตอร์
                  ้ ่
4. เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ พลังงานเสี ยง เช่ น ทีวี วิทยุ ลําโพง
                   ้ ่
1.เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ แสงสว่าง
                 ้ ่
                          ั              ั       ่
      อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานแสงสวางคือ หลอดไฟ ซ่ ึง
หลอดไฟที่ใชในบานสามารถ แบ่งออกเป็น2ชนิดคือ
               ้ ้
       1. หลอดไฟธรรมดาหรือหลอดไฟชนิดไส้ มีการเปลี่ยนรูปพลงงานจาก
                                                          ั
พลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานความร้อน แลวจึงเปลี่ยนเป็นพลงงานแสง หลอด
    ั                   ั              ้            ั
ไฟฟ้าแบบธรรมดามี 2 แบบ คือแบบเกลียวและแบบเขี้ยว มีส่วนประกอบดังนี้
1. ไสหลอด ทาดวยโลหะที่มีจุดหลอดเหลวสูง ทนความร้อนไดมาก มีความ
         ้           ํ ้                                ้
ทานสูง เช่น ทงสเตน
                 ั
    2. หลอดแกวทาจากแกวที่ทนความร้อนไดดี ไมแตกง่าย สูบอากาศออกจน
                   ้ ํ     ้                ้ ่
หมดภายในบรรจุก๊าซไนโตรเจนและอาร์กอนเลกนอย ก๊าซชนิดน้ ีทาปฏิกิริยา
                                               ็ ้        ํ
ยาก ช่วยป้ องกันไม่ให้ไส้หลอดระเหิ ดไปจับที่หลอดแก้ว
2.หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์(Fluorescent Lamp)
      หลอดเรื องแสงหรื อหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp)
ทําด้วยหลอดแก้วที่สูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทไว้เล็กน้อย มีไส้ที่
ปลายหลอดท้ งสองขาง ส่วนประกอบและการทางานของหลอดเรืองแสง มีดงน้ ี
               ั         ้                   ํ                  ั
     1. ตวหลอด ภายในสูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทและก๊าซ
           ั
อาร์กอน เลกนอย ผิวด้านในของหลอดเรื องแสงฉาบด้วยสารเรื องแสงชนิด
             ็ ้
ต่างๆ
่
       2. ไส้หลอด ทําด้วยทังสเตนหรื อวุลแฟรมอยูที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อกระแสไฟฟ้ าผ่านไส้หลอดจะทําให้
ไส้หลอดร้อนขึ้น
          3. สตาร์ตเตอร์ ทําหน้าที่เป็ นสวิตซ์ไฟฟ้ าอัตโนมัติของวงจรโดยต่อขนานกับหลอด ทําด้วยหลอดแก้ว
ภายในบรรจุก๊าซนี ออนและแผ่นโลหะคู่ที่งอตัวได้
                                        ั ่
          4. แบลลสต์ เป็ นขดลวดที่พนอยูบนแกนเหล็ก ขณะกระแสไฟฟ้ าไหลผ่านจะเกิดการเหนี่ ยวนํา
                  ั
แม่เหลกไฟฟ้าทาให้เกิดแรงเคลื่อน ไฟฟ้าเหนี่ยวนาข้ ึน
        ็           ํ                                  ํ
            หลักการทํางานของหลอดเรืองแสง
        เมื่อกระแสไฟฟ้าผานไอปรอทจะคายพลงงานไฟฟ้าให้อะตอมไอปรอท ทาให้อะตอมของไอปรอทอยู่
                            ่                       ั                           ํ
ในสภาวะถูกกระตุน และอะตอมของปรอทจะคายพลังงานออกมาเพื่อลดระดับพลังงาน ในรู ปของรังสี
                      ้
                         ่
อัลตราไวโอเลต ซึ่ งอยูในช่วงของแสงที่มองไม่เห็น เมื่อรังสี น้ ี กระทบสารเรื องแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวหลอด สาร
เรื องแสงจะเปล่งแสงสี ต่างๆตามชนิดของสารเรื องแสงที่ฉาบไว้ในหลอด
2. เครื่องใช้ไฟฟาทให้ความร้อน
                                             ้ ี่

      เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานความร้อน เป็นเครื่องใชที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงาน
               ้         ้ ั                           ้           ั                 ั
ความร้อน โดยใชหลกการคือ เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าผานขดลวดตวนาที่มีความตานทานสูงๆ
                    ้ ั                              ่          ั ํ           ้
ลวดตัวนํานั้นจะร้อนจนสามารถนําความร้อนออกไปใช้ประโยชน์ได้
     1. ขดลวดความร้อน หรือแผนความร้อน มกทาจากโลหะผสมระหวางนิเกิลกบโครเมียม
                                 ่           ั ํ                     ่      ั
เรี ยกว่า นิโครม ซึ่งมีสมบัติคือมีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงทนความร้อนได้สูงเมื่อมีความร้อนเกิด
                 ่
ข้ ึนมากๆจึงไมขาด และมีความตานทานสูงมาก
                                   ้
     2. เทอร์โมสตาร์ท หรื อสวิตซ์ความร้อนอัตโนมัติ ทําหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไป
มีส่วนประกอบเป็นโลหะต่างชนิดกน 2 แผ่นมาประกบกัน เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวได้ไม่
                                      ั
เท่ากัน เช่น เหล็กกับทองเหลือง
3. เครื่องใช้ ไฟฟาที่ให้ พลังงานกล
                                                           ้
        เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานกล มีการเปลี่ยนรูปพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานกล โดยอาศย
                 ้          ้ ั                                 ั              ั     ั
หลกการเหนี่ยวนาแม่เหลกไฟฟ้า ดวยอุปกรณ์ ที่เรียกวา มอเตอร และ เครื่องควบคุมความเร็ว
      ั             ํ         ็              ้               ่
ซ่ ึงเป็นอุปกรณ์หลกในเครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานกล เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานกล เช่น
                        ั                ้        ้ ั                 ้       ้ ั
เครื่องดูดฝ่ น พดลม เครื่องซกผา เครื่องปั่นน้ าผลไม ้
               ุ ั                   ั ้             ํ
         มอเตอร์ เป็นเครื่องใชไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่
                                   ้                     ั              ั
พนรอบแกนโลหะที่วางอยระหวางข้ วแม่เหลก โดยเมื่อผานกระแสไฟฟ้าเขาไปยงขดลวดที่อยู่
    ั                           ู่         ่ ั         ็          ่              ้ ั
ระหวางข้ วแม่เหลก จะทาใหขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลบข้ วไฟฟ้า การหมุนของ
         ่ ั          ็      ํ ้                                          ั ั
ขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม มอเตอร์ มี 2 ประเภท คือ มอเตอร์กระแสตรง และมอร์
กระแสสลับ
4.เครื่องใช้ไฟฟาทให้พลงงานเสียง
                                        ้ ี่   ั

        เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานเสียงที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานเสียง
                  ้             ้ ั                       ั      ั
ได้แก่ เครื่ องรับวิทยุ เครื่ องขยายเสี ยง เครื่ องบันทึกเสี ยง

     เครื่องรับวิทยุ เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานเสียง โดยรับคลื่นวทยุ
                                            ั                 ั                  ิ
จากสถานีส่งแล้วใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขยายสัญญาณเสี ยงที่มีอยูในรู ปของ สัญญาณไฟฟ้ า
                                                                ่
                ่ ั
ใหแรงข้ ึนเมื่อผานสญญาณไฟฟ้าน้ ีไปยงลาโพงจะทาใหลาโพงสน สะเทือนเปลี่ยนเป็นเสียงที่
  ้                                  ั ํ        ํ ้ ํ      ั่
สามารถรับฟังได้
เครื่องขยายเสียง(Amplifier) คือ เครื่องใชไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็น
                                                      ้               ั
                          ั                         ั                   ํ
พลงงานเสียงโดยรับสญญาณไฟฟ้าจากไมโครโฟน หวเทป หรือจาก เครื่องกาเนิดสญญาณไฟฟ้า
     ั                                                                      ั
จากเสียงต่างๆ มาขยายสญญาณไฟฟ้าจนมีกาลงมากพอจึงส่งออกสู่ลาโพงเสียง เครื่องขยายเสียง
                              ั             ํ ั                ํ
จะตองมีส่วนประกอบดงน้ ี
         ้                  ั
 1. ไมโครโฟน เปลี่ยนพลงงานเสียงใหเ้ ป็นสญญาณไฟฟ้า
                                ั            ั
 2. เครื่ องขยายสัญญาณไฟฟ้ า ขยายสัญญาณไฟฟ้ าให้แรงขึ้น
3. ลาโพง เปลี่ยนสญญาณไฟฟ้าใหเ้ ป็นพลงงานเสียง
       ํ              ั                   ั
             เครื่องบันทกเสียง ขณะบนทึกดวยการพดผานไมโครโฟน ซ่ ึงจะเปลี่ยนพลงงานเสียง
                        ึ          ั    ้       ู ่                           ั
เป็ นสัญญาณไฟฟ้ า แล้วบันทึกลงในแถบบันทึกเสี ยงซึ่งฉาบด้วยสารแม่เหล็กในรู ปของสัญญาณ
แม่เหล็ก
1.เครื่ องใช้ ไฟฟาที่ให้ แสงสว่าง
                 ้
-ควรปิ ดไฟทกครังเมื่อไมมีคนอยในห้อง
               ุ ้        ่       ู่
-เปลียนมาใช้ หลอดตะเกียบ
     ่
-เลือกใช้ หลอดไฟที่มีกําลังวัตที่เหมาะสมกับการใช้ งาน
2.เคร่ ืองใช้ไฟฟาท่ ให้ความร้อน
                ้ ี
-ถอดปลกทกครังเมอไมได้ใช้งาน
          ั๊ ุ ้ ื่ ่
-ควรซกผ้าครังละมากๆติดตอกนจนเสร็จ
        ั     ้           ่ ั
-อยาพรมนํ ้าจนเปียกแฉะ
    ่




       3.เครื่ องใช้ ไฟฟาที่ให้ พลังงานกล
                            ้
       -เปิ ดความเร็วลมพอควร
       - เปิ ดเครื่องใช้ ไฟฟ้ าเฉพาะเวลาใช้ งาน
       - ควรเปิดหน้าตางใช้ลมธรรมชาติแทน
                          ่
4.เครื่ องใช้ ไฟฟาที่ให้ พลังงานเสียง
                 ้
-ปิ ดเครื่องทกครังเมื่อไมได้ฟังวิทยุ
              ุ ้           ่
-ควรถอดปลักออกเมื่อใช้ เป็ นเวลานาน
               ๊
-ไม่เปิ ดโทรทัศน์ทิ ้งไว้ เวลานาน
เครื่องใช้ไฟฟ้า

เครื่องใช้ไฟฟ้า

  • 2.
    ด.ช.ภัครพงษ์ สุ ยะเลขที่ 6 ด.ช. วสุ นรัตน์ สุ ยะ เลขที่ 7 ด.ช. ศรัณ บุญวงศ์ เลขที่ 8 ด.ช. ศุภชัย เทพธิดา เลขที่ 9 ด.ช. ศุภวิชญ์ วรรณภพ เลขที่ 10 ชั้นมัธยมศึกษาปี่ ที่ 3/1
  • 3.
    1.เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ แสงสว่าง เช่ น หลอดไฟ ้ ่ 2.เครื่องใช้ไฟฟาทให้ความร้อน เช่น เตารีด กระทะไฟฟา ้ ี่ ้ 3. เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ พลังงานกล เช่ น พัดลม มอเตอร์ ้ ่ 4. เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ พลังงานเสี ยง เช่ น ทีวี วิทยุ ลําโพง ้ ่
  • 4.
    1.เครื่องใช้ ไฟฟาทีให้ แสงสว่าง ้ ่ ั ั ่ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานแสงสวางคือ หลอดไฟ ซ่ ึง หลอดไฟที่ใชในบานสามารถ แบ่งออกเป็น2ชนิดคือ ้ ้ 1. หลอดไฟธรรมดาหรือหลอดไฟชนิดไส้ มีการเปลี่ยนรูปพลงงานจาก ั พลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานความร้อน แลวจึงเปลี่ยนเป็นพลงงานแสง หลอด ั ั ้ ั ไฟฟ้าแบบธรรมดามี 2 แบบ คือแบบเกลียวและแบบเขี้ยว มีส่วนประกอบดังนี้
  • 5.
    1. ไสหลอด ทาดวยโลหะที่มีจุดหลอดเหลวสูงทนความร้อนไดมาก มีความ ้ ํ ้ ้ ทานสูง เช่น ทงสเตน ั 2. หลอดแกวทาจากแกวที่ทนความร้อนไดดี ไมแตกง่าย สูบอากาศออกจน ้ ํ ้ ้ ่ หมดภายในบรรจุก๊าซไนโตรเจนและอาร์กอนเลกนอย ก๊าซชนิดน้ ีทาปฏิกิริยา ็ ้ ํ ยาก ช่วยป้ องกันไม่ให้ไส้หลอดระเหิ ดไปจับที่หลอดแก้ว 2.หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์(Fluorescent Lamp) หลอดเรื องแสงหรื อหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp) ทําด้วยหลอดแก้วที่สูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทไว้เล็กน้อย มีไส้ที่ ปลายหลอดท้ งสองขาง ส่วนประกอบและการทางานของหลอดเรืองแสง มีดงน้ ี ั ้ ํ ั 1. ตวหลอด ภายในสูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทและก๊าซ ั อาร์กอน เลกนอย ผิวด้านในของหลอดเรื องแสงฉาบด้วยสารเรื องแสงชนิด ็ ้ ต่างๆ
  • 6.
    2. ไส้หลอด ทําด้วยทังสเตนหรื อวุลแฟรมอยูที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อกระแสไฟฟ้ าผ่านไส้หลอดจะทําให้ ไส้หลอดร้อนขึ้น 3. สตาร์ตเตอร์ ทําหน้าที่เป็ นสวิตซ์ไฟฟ้ าอัตโนมัติของวงจรโดยต่อขนานกับหลอด ทําด้วยหลอดแก้ว ภายในบรรจุก๊าซนี ออนและแผ่นโลหะคู่ที่งอตัวได้ ั ่ 4. แบลลสต์ เป็ นขดลวดที่พนอยูบนแกนเหล็ก ขณะกระแสไฟฟ้ าไหลผ่านจะเกิดการเหนี่ ยวนํา ั แม่เหลกไฟฟ้าทาให้เกิดแรงเคลื่อน ไฟฟ้าเหนี่ยวนาข้ ึน ็ ํ ํ หลักการทํางานของหลอดเรืองแสง เมื่อกระแสไฟฟ้าผานไอปรอทจะคายพลงงานไฟฟ้าให้อะตอมไอปรอท ทาให้อะตอมของไอปรอทอยู่ ่ ั ํ ในสภาวะถูกกระตุน และอะตอมของปรอทจะคายพลังงานออกมาเพื่อลดระดับพลังงาน ในรู ปของรังสี ้ ่ อัลตราไวโอเลต ซึ่ งอยูในช่วงของแสงที่มองไม่เห็น เมื่อรังสี น้ ี กระทบสารเรื องแสงที่ฉาบไว้ที่ผิวหลอด สาร เรื องแสงจะเปล่งแสงสี ต่างๆตามชนิดของสารเรื องแสงที่ฉาบไว้ในหลอด
  • 7.
    2. เครื่องใช้ไฟฟาทให้ความร้อน ้ ี่ เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานความร้อน เป็นเครื่องใชที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงาน ้ ้ ั ้ ั ั ความร้อน โดยใชหลกการคือ เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าผานขดลวดตวนาที่มีความตานทานสูงๆ ้ ั ่ ั ํ ้ ลวดตัวนํานั้นจะร้อนจนสามารถนําความร้อนออกไปใช้ประโยชน์ได้ 1. ขดลวดความร้อน หรือแผนความร้อน มกทาจากโลหะผสมระหวางนิเกิลกบโครเมียม ่ ั ํ ่ ั เรี ยกว่า นิโครม ซึ่งมีสมบัติคือมีจุดหลอมเหลวสูงมากจึงทนความร้อนได้สูงเมื่อมีความร้อนเกิด ่ ข้ ึนมากๆจึงไมขาด และมีความตานทานสูงมาก ้ 2. เทอร์โมสตาร์ท หรื อสวิตซ์ความร้อนอัตโนมัติ ทําหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ร้อนเกินไป มีส่วนประกอบเป็นโลหะต่างชนิดกน 2 แผ่นมาประกบกัน เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวได้ไม่ ั เท่ากัน เช่น เหล็กกับทองเหลือง
  • 8.
    3. เครื่องใช้ ไฟฟาที่ให้พลังงานกล ้ เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานกล มีการเปลี่ยนรูปพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานกล โดยอาศย ้ ้ ั ั ั ั หลกการเหนี่ยวนาแม่เหลกไฟฟ้า ดวยอุปกรณ์ ที่เรียกวา มอเตอร และ เครื่องควบคุมความเร็ว ั ํ ็ ้ ่ ซ่ ึงเป็นอุปกรณ์หลกในเครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานกล เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานกล เช่น ั ้ ้ ั ้ ้ ั เครื่องดูดฝ่ น พดลม เครื่องซกผา เครื่องปั่นน้ าผลไม ้ ุ ั ั ้ ํ มอเตอร์ เป็นเครื่องใชไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่ ้ ั ั พนรอบแกนโลหะที่วางอยระหวางข้ วแม่เหลก โดยเมื่อผานกระแสไฟฟ้าเขาไปยงขดลวดที่อยู่ ั ู่ ่ ั ็ ่ ้ ั ระหวางข้ วแม่เหลก จะทาใหขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลบข้ วไฟฟ้า การหมุนของ ่ ั ็ ํ ้ ั ั ขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม มอเตอร์ มี 2 ประเภท คือ มอเตอร์กระแสตรง และมอร์ กระแสสลับ
  • 9.
    4.เครื่องใช้ไฟฟาทให้พลงงานเสียง ้ ี่ ั เครื่องใชไฟฟ้าที่ใหพลงงานเสียงที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานเสียง ้ ้ ั ั ั ได้แก่ เครื่ องรับวิทยุ เครื่ องขยายเสี ยง เครื่ องบันทึกเสี ยง เครื่องรับวิทยุ เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็นพลงงานเสียง โดยรับคลื่นวทยุ ั ั ิ จากสถานีส่งแล้วใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขยายสัญญาณเสี ยงที่มีอยูในรู ปของ สัญญาณไฟฟ้ า ่ ่ ั ใหแรงข้ ึนเมื่อผานสญญาณไฟฟ้าน้ ีไปยงลาโพงจะทาใหลาโพงสน สะเทือนเปลี่ยนเป็นเสียงที่ ้ ั ํ ํ ้ ํ ั่ สามารถรับฟังได้
  • 10.
    เครื่องขยายเสียง(Amplifier) คือ เครื่องใชไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลงงานไฟฟ้าเป็น ้ ั ั ั ํ พลงงานเสียงโดยรับสญญาณไฟฟ้าจากไมโครโฟน หวเทป หรือจาก เครื่องกาเนิดสญญาณไฟฟ้า ั ั จากเสียงต่างๆ มาขยายสญญาณไฟฟ้าจนมีกาลงมากพอจึงส่งออกสู่ลาโพงเสียง เครื่องขยายเสียง ั ํ ั ํ จะตองมีส่วนประกอบดงน้ ี ้ ั 1. ไมโครโฟน เปลี่ยนพลงงานเสียงใหเ้ ป็นสญญาณไฟฟ้า ั ั 2. เครื่ องขยายสัญญาณไฟฟ้ า ขยายสัญญาณไฟฟ้ าให้แรงขึ้น 3. ลาโพง เปลี่ยนสญญาณไฟฟ้าใหเ้ ป็นพลงงานเสียง ํ ั ั เครื่องบันทกเสียง ขณะบนทึกดวยการพดผานไมโครโฟน ซ่ ึงจะเปลี่ยนพลงงานเสียง ึ ั ้ ู ่ ั เป็ นสัญญาณไฟฟ้ า แล้วบันทึกลงในแถบบันทึกเสี ยงซึ่งฉาบด้วยสารแม่เหล็กในรู ปของสัญญาณ แม่เหล็ก
  • 11.
    1.เครื่ องใช้ ไฟฟาที่ให้แสงสว่าง ้ -ควรปิ ดไฟทกครังเมื่อไมมีคนอยในห้อง ุ ้ ่ ู่ -เปลียนมาใช้ หลอดตะเกียบ ่ -เลือกใช้ หลอดไฟที่มีกําลังวัตที่เหมาะสมกับการใช้ งาน
  • 12.
    2.เคร่ ืองใช้ไฟฟาท่ ให้ความร้อน ้ ี -ถอดปลกทกครังเมอไมได้ใช้งาน ั๊ ุ ้ ื่ ่ -ควรซกผ้าครังละมากๆติดตอกนจนเสร็จ ั ้ ่ ั -อยาพรมนํ ้าจนเปียกแฉะ ่ 3.เครื่ องใช้ ไฟฟาที่ให้ พลังงานกล ้ -เปิ ดความเร็วลมพอควร - เปิ ดเครื่องใช้ ไฟฟ้ าเฉพาะเวลาใช้ งาน - ควรเปิดหน้าตางใช้ลมธรรมชาติแทน ่
  • 13.
    4.เครื่ องใช้ ไฟฟาที่ให้พลังงานเสียง ้ -ปิ ดเครื่องทกครังเมื่อไมได้ฟังวิทยุ ุ ้ ่ -ควรถอดปลักออกเมื่อใช้ เป็ นเวลานาน ๊ -ไม่เปิ ดโทรทัศน์ทิ ้งไว้ เวลานาน