ศาสนาคริสต์
“ศาสนาแห่ง
ความรัก
ต่อ พระเจ้าและ
”มนุษยชาติ
“ศาสนาแห่ง
ความรัก
ต่อ พระเจ้าและ
”มนุษยชาติ
• “...เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จึงได้ทรง
ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมา
เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่
พินาศ..... ”แต่มีชีวิตนิรันดร
 ศาสนาคริสต์ (Christianity) เป็น
ศาสนาแห่งความรัก เพราะพระเจ้าทรงรัก
มนุษย์ ทรงรักประชากรของพระองค์ทรง
สร้างสัตว์ต่างๆขึ้นมาเพื่อรับใช้ ศาสนา
คริสต์เป็นศาสนาที่นับถือศรัทธาในพระเจ้า
องค์เดียวเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและ
ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงมนุษย์
 ศาสนาคริสต์ วิวัฒนาการมาจากศาสนา
ยูดาย(ฮิบบรู)หรือศาสนายิว นับถือพระเจ้า
ความสำาคัญ
ประวัติศาสนา
 ประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์มีความ
สัมพันธ์กับศาสนายิวและคนยิวอย่างใกล้
ชิด เพราะเป็นที่ยอมรับกันว่าทั้งสองศาสนานี้เกิดมา
จากคนยิวมีลักษณะเป็นศาสนาแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่
ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเป็นประวัติศาสตร์ที่ยึด
 บุคคลในประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนานี้ อาทิ
เช่น อับราฮัม (Abraham)
โยเซฟ (Joseph) โมเสส (Moses) และกษัตริย์
โซโลมอน (Solomon) ฯลฯ ล้วนเป็น
บุคคลที่พระเจ้าได้ทรงกำาหนดให้เป็นไปตาม
แผนที่พระองค์ได้วางไว้เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ให้
ถึงความรอด (Salvation) คัมภีร์ไบเบิลทั้งสองภาค
(พันธสัญญา)จึงเป็น
คัมภีร์ที่มีความสำาคัญยิ่ง โดยเฉพาะในด้าน
ประวัติศาสตร์ของทั้งสองศาสนา
โมเสส กษัต
ประวัติศาสนา
• - “ ” “ศาสนาคริสต์เป็น เอกเทวนิยม นับถือ พระยะโฮ
”วาห์
• - เป็น 1 ใน 3 ศาสนาของโลก
• -เกิดในปาเลสไตน์ พ.ศ.543 ในปีเกิดของพระเยซู
พัฒนามาจากศาสนายิว
• - มีพระเยซู (JESUS) เป็นพระศาสดา และ พระเมสสิ
อาห์ (MESSIAH)
• - ศาสนาคริสต์เจริญแพร่หลายโดยการเผยแผ่ของ
สาวกและศาสนิกชน หลังจากพระเยซูสิ้นชีพแล้ว
เช่น ในสมัยพระเจ้าคอนสแตนตินแห่งโรมันและ
เจริญอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 868-1597 ในหลาย
ภูมิภาคทั่วโลก
• - ตั้งแต่ พ.ศ.1597-2060 สันตะปาปา หรือ โป๊ป เป็น
ตัวแทนของพระเจ้า มีอำานาจสูงสุด
• ศาสดาของศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู เกิดเมื่อ
พ.ศ. 543 ในวันที่ 25 ธันวาคม ที่หมู่บ้านเบธเล
เฮ็ม แคว้นยูเดีย ปาเลสไตน์ เจริญเติบโตที่เมือง
นาซาเรท แคว้นกาลิลี
• มารดา ชื่อ มาเรีย บิดา ชื่อ โจเซฟ ท่านเกิด
จากพระครรภ์บริสุทธิ์ เป็นบุตรของพระเจ้า
• ท่านเกิดในยุคที่ชาวยิวได้รับทุกข์หนัก เพราะถูก
ประวัติศาสดา
• คำาว่า คริสต์(Christ) มาจากภาษากรีก ว่า
Christos หมายถึง
เมสสิอาห์ (ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้) ใน
ภาษายิว ทั้งนี้ชาวคริสต์ ส่วนใหญ่จะเชื่อ
ว่า พระเยซู คือ เมสสิอาห์ ที่พระเจ้า
ประทานมา
• พระเยซูได้รับการศึกษาจากโรงเรียนใน
หมู่บ้าน
• ศึกษาพระคัมภีร์เก่าของศาสนายิวจนมี
ความรู้แตกฉาน
ประวัติศาสดา
 หลังจากนั้นพระเยซู(ผู้เป็นยิว)ได้ออกเทศนาทั่ว
ประเทศเพื่อประกาศ "ข่าวดี" อันเป็นหนทางแห่งความ
รอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิตนิรันดร์ การประกาศศาสนาของ
พระเยซูนั้นไม่ใช่เพื่อล้มล้างศาสนายูดาย แต่เป็นการ
ปฏิรูปศาสนาเดิมให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเน้นความ
รักต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ในขณะนั้นได้มี
ผู้สนใจคำาสอนของพระเยซู แต่ส่วนมากเป็นชนชั้นชาว
มีข่าวดีมาบอก
สืบเนื่องมาจากคำาสอน
ของพระเยซูมีส่วน
ทำาให้ผู้นำาศาสนา ยู
ดาย ขุนนางและคน
รำ่ารวยบังเกิดความไม่
พอใจ เพราะถูกตำาหนิ
จึงโกรธแค้นคิดหาทาง
ทำาร้าย ด้วยการจับตัว
ไปขึ้นศาลของเจ้าเมือง
ชาวโรมัน โดยยูดายรับ
อาสาชี้ตัวพระเยซู เมื่อ
วันที่ผู้นำาศาสนา ยูดาย
มาจับตัวพระเยซูไป
สาวกทั้ง 11 คน ได้รีบ
หลบหนีทิ้งให้พระเยซู
• ชาวคริสต์เชื่อกันว่าหลังจากที่พระเยซูได้สิ้นไป 3 วันแล้วได้
ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สาวกทั้ง 11 คน พวกเขาได้ทดสอบพระ
เยซูหลายครั้งจนมั่นใจว่าการฟื้นคืนชีพของพระเยซูนั้นไม่ใช่
เรื่องหลอกลวงแต่เป็นจริง ประกอบกับการเทศนาสั่งสอนยำ้า
ให้สาวกทั้งหลายมีความเข้าใจในพระคัมภีร์ พวกเขาทั้ง 11
คน ได้กลับไปกรุงเยรูซาเล็ม จึงร่วมกันอธิษฐานอย่าง
ขะมักเขม้น นับแต่นั้นมาอัครสาวกทั้ง 11 คน และ มัทธีอัส
(Matthias) ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาในภายหลังรวมเป็น 12 คน
 นักบุญเปโตร (Petro) ได้รับการแต่งตั้ง
ให้เป็น หัวหน้าโดยนัยนี้ท่านจึงเป็นผู้นำาสูงสุด
ของศาสนาคริสต์เป็นคนแรก นักบุญเปโตรได้
เผยแพร่ศาสนาถึงกรุงโรม และได้เลือกกรุงโรม
เป็นศูนย์กลางการดำาเนินงานของศาสนจักร ใน
บั้นปลายชีวิตของท่านนั้นได้ถูกพวกทหารโรมัน
 ความเจริญของศาสนาคริสต์
ได้มีมายาวนาน จนกระทั่งถึงยุค
ล่าอาณานิคมของพวกจักรวรรดิ์
นิยมชาวยุโรปและอเมริกัน ซึ่งอยู่
ในช่วงเวลาประมาณคริสต์
ศตวรรษที่ 15-16 ศาสนาคริสต์
ได้ถูกนำาไปเผยแพร่ในประเทศ
ต่าง ๆ ที่นักล่าอาณานิคมเหล่านี้
ไปถึง ทำาให้คริสต์ศาสนิกชน มี
ปริมาณเพิ่มมากขึ้นทั้งในทวีป
ยุโรป อาฟริกา อเมริกา เอเชีย
และออสเตรเลีย
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ประเทศไทยได้มีนักสอนศาสนา
ชาวโปรตุเกสและสเปนเข้ามา
สรุป
• ผู้ก่อตั้งคือ พระเยซู แห่งนาซาเรท
• มีฐานะเป็นทั้งศาสดาพยากรณ์และเทพ
บุตร
• มีพื้นฐานมาจากศาสนายิว (พระเยซูได้รับ
การสอนถึงพระบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ของ
ศาสนายูดา)
• เป็นศาสนาเอกเทวนิยม พระเจ้ามี
พระนามว่า ยะโฮวาห์
• คือมีพื้นฐานความเชื่อว่า
•มีเทพเจ้าที่มีอำานาจสูงสุด ที่มีอำานาจ
เหนือธรรมชาติ
 มีผู้นับถือมากที่สุดเพราะอิทธิพล
จากการเมืองในอดีต
 ได้ชื่อ Christ = Mesiah แปลว่า
ผู้ไถ่บาป (พบกับจอห์นผู้ล้างบาปเมื่อ
อายุ 30)
 ทรงสอนศาสนาอยู่ได้ ๓ ปี ก็ถูก
ประหาร เพราะอ้างตนเองว่าเป็นบุตร
ของพระยะโฮวาห์ ผิดกฎศาสนายิว
 คำาสอนของศาสนาคริสต์จะอยู่ใน
คัมภีร์ใหม่ ส่วนใหญ่เป็นคำาสอนใน
ระดับศีลธรรม และการปฏิบัติในชีวิต
 กล่าวโดยสรุป คำาสอนของพระเยซูก็
คือ "ปรัชญาแห่งความรัก" คือรัก
พระเจ้า รักครอบครัว และรักเพื่อน
มนุษย์ทั้งปวง โดยไม่เลือกชนชั้นและ
เชื้อชาติ รวมทั้งการให้อภัยไม่โกรธ
เกลียดแม้ผู้ที่มาทำาร้ายตนเอง.
 ส่วนคำาสอนในระดับอภิปรัชญานั้น
ถูกแต่งขึ้นโดยสาวกรุ่นใหม่ ที่บวกเอา
แนวคิดของนักปรัชญาเช่นอริสโตเติ้ล
ของในยุคนั้นเข้าไว้ จึงทำาให้ศาสนา
คริสต์มีความแข็งแกร่งทางภูมิปัญญา
บ่อเกิดของศาสนาคริสต์
• ๑. ส่วนหนึ่งมาจากพันธะสัญญาเก่า
(Old Testament)
• ๒. ส่วนหนึ่งมาจากความสำานึกของ
สาวกเกี่ยวกับพระเยซู
• ๓. ส่วนหนึ่งมาจากวัฒนธรรมที่ได้
• ไม่มีวัฒนธรรมคริสต์ที่ตายตัว
เพราะพระเยซูมิได้ทรงกำาหนด
ไว้ ชาวคริสต์อยู่ที่ไหน ก็เป็น
คนของถิ่นนั้น และมีวัฒนธรรม
ตามท้องถิ่นที่ตนสังกัด
• หลังจากพระเยซูเสด็จจากไป
สานุศิษย์ได้ประชุมร่วมกัน เริ่ม
ออกทำาการเผยแผ่คำาสอนของ
พระองค์ แยกตัวออกจาก
ศาสนายิว และมาตั้งศาสนา
คริสต์ ตามชื่อของพระคริสต์
แปลว่า พระผู้ช่วยให้รอด คือ
พระเยซู
•
ลักษณะ
• มีความหวังในพระเมสซิอา
(ผู้จะมาไถ่ให้คนยิวพ้นจาก การถูก
กดขี่ นำาความหวังมาให้)
•เมสซิอา = ผู้นำาการเมืองและศาสนาหรือ
ผู้นำาประเทศ
• พระเยซู เป็นผู้ให้กำาเนิดศาสนา
• เซนต์ปอล เป็นผู้ประดิษฐาน
• ศาสนาคริสต์เดิมนั้นสอนให้ดำาเนิน
ตามแบบชาวยิว
- ต่อมา St. ปีเตอร์ ประกาศว่า ค
หลักความเชื่อดั้งเดิมของ
ศาสนาคริสต์ (เครโค)
• ๑) ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว พระบิด
ผู้ทรงสรรพานุภาพ
• ๒) เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรแต่
พระองค์เดียวของพระเป็นเจ้า ทรงบังเกิด
จากพระบิดา...เพราะเห็นแก่เรามนุษย์ เพื่อ
ช่วยให้รอด พระองค์จึงเสด็จจากสวรรค์
• ๓) ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้า ผู้ประทาน
ชีวิต ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร
พระองค์ดำารัสทางประกาศ
• ๔) ข้าพเจ้าเชื่อในประกาศศาสนจักร หนึ่ง
เดียว ศักดิ์สิทธิ์ คาทอลิก และสืบจากอัคร
หลักความเชื่อต่อมา
• เชื่อว่า พระบิดา พระบุตร และพระจิต
เป็น ๓ บุคคล แต่ละบุคคลเป็นพระเจ้า
สมบูรณ์ในตนเองเสมอกัน ต่อเนื่องมา
จากกัน
• พระบิดาทำาให้บังเกิดพระบุตร และพระจิต
เนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร *** ทั้ง
๓ บุคคล รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า
“ ”ตรีเอกภาพ (Trinity)
• ยกย่องพระเยซูว่ามี ๒ สภาวะ คือ สภาวะ
พระเจ้า และสภาวะมนุษย์
พระผู้สร้าง
(พระยะโฮ
วา)
ผู้ไถ่บาป
(พระเยซู)
ผู้เสด็จ
เพื่อ
นำาทาง
ช่วยเหลือ
มนุษย์
ไปสู่
พระเจ้า
หรือ
2. พระ
บุตร
( Jesus,
Son
of God)
รวมกันเป็นพระเจ้าองค์เดียว
(ตรีเอกภาพ (Trinity)
3.พระ
จิต
(Holy
Spirit)
1. พระ
บิดา(God : theFather)
พระจิต
พระบุตร
พระ
บิดา
• ชาวคริสต์บางนิกาย
ได้ยกย่อง “พระนาง
”มารีอา หรือมาเรีย
เป็นพระมารดาของ
พระเจ้า หรือ “แม่
”พระ
• ก่อนที่พระเยซูจะ
เสด็จสู่สวรรค์ได้ทรง
สถาปนาพระนางให้
เป็นแม่พระของคริสต์
ศาสนิกชนทุกคน
และพระนางได้ถูกยก
ขึ้นสวรรค์ทั้งร่าง
• ชาวคริสต์เชื่อใน
The last judgment
หรือการพิพากษา
ครั้งสุดท้าย >> เชื่อ
ว่า เมื่อตาย
วิญญาณแยกจาก
ร่างกาย ร่างกาย
จะเน่าเปื่อย แต่จะ
กลับฟื้นคืนขึ้นใหม่
ในวันสิ้นโลก แล้ว
มารับวิญญาณ ส่วน
วิญญาณจะถูก
พิพากษา ถ้าทำาดีจะ
พระเยซู คือ พระเมสิอาห์
• พระเยซูเป็นนามเดิมของพระองค์ เมื่อชาว
คริสต์สำานึกได้ว่าพระเยซู คือ พระเมสิ
อาห์ จึงได้ถวายสมญานามต่อท้ายให้ว่า
คริสต์ ซึ่งมาจากศัพท์ภาษากรีกว่า
“Christos” “ ”แปลว่า เมสิอาห์ เรียก
“ ” “ตนเองว่า คริสเตียน แปลว่า ผู้
”เป็นบริวารของพระเมสิอาห์
• ชาวยิวมีความหวังในองค์เมสิอาห์ เมื่อ
พระเยซูมาเกิดและทำาความดีเป็นที่
ประจักษ์ ชาวยิวส่วนหนึ่งจึงปลงใจว่า
การเผยแพร่ศาสนาคริสต์
• ผู้เป็นกำาลังสำาคัญในการเผยแพร่ศาสนา
คริสต์ คือ เซนต์ ปอล >> หลังพระเยซู
สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ๑๕ ปี
• **พระเยซูเป็นผู้ให้กำาเนิดศาสนาคริสต์
แต่เซนต์ปอลเป็นผู้ประดิษฐานศาสนา
คริสต์ให้มั่นคง โดยได้ประกาศศาสนา
คริสต์ที่กรุงโรม
• เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ราวปี คศ. ๓๐ นัก
บุญเปโตร หรือ เซนต์ปีเตอร์ได้ปฏิบัติตน
เป็นหัวหน้าสาวก ได้เรียกประชุม
การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ (ต่อ)
• ปี ค.ศ. ๓๑๓ จักรพรรดิคอนสแตนติน ทรง
อุปถัมภ์คริสต์ศาสนา มอบหมายอำานาจ
ทางอาณาจักรให้สันตะปาปาปกครองกรุง
โรม และเป็นประมุขของพระศาสนจักร
• พระเจ้าคอนสแตนติน ได้ย้ายราชธานีไป
“ตั้งในดินแดนกรีก ให้ชื่อว่า คอนสแตนติ
” “ ”โนเปิล หรือ กรุงโรมตะวันออก กรุง
“ ”โรมเดิม เรียกว่า กรุงโรมตะวันตก ซึ่ง
เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์สืบมา ต่อ
มาเรียกนิกายโรมันคาธอลิก
กำาเนิดและวิวัฒนาการของ
นิกายที่สำาคัญในศาสนาคริสต์
 ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคอนสแตนติน
(Constantine the Great) พระองค์ได้ตั้งราชธานีใหม่
ในภาคตะวันออก แถบประเทศตุรกีในปัจจุบัน และได้
พระราชทาน นามราชธานีนี้ว่า "คอนสแตนติโน
เปิล" (Constantinople) หรือ โรมันตะวันออก ซึ่ง
เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรไบแซนทีน (Byzantine)
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่1
เมื่อนานวันอาณาจักรโรมันตะวันออกมีความเข้ม
แข็งและเป็นอิสระในทุกด้าน จึงตีตนออกห่าง
และแยกการปกครองเป็นเอกเทศรวมไปถึงการ
ปกครองทางศาสนา มีความเป็นอิสระจากกรุง
โรม ไม่ยอมรับในพระราชอำานาจของพระ
สันตะปาปา จึงทำาให้เกิดการแตกแยกออกเป็น
นิกาย
อาณาจักรโรมันตะวันตกนั้นได้รับอิทธิพลคำา
สอนของปีเตอร์ ซึ่งเข้าไปมีส่วนผสม
กลมกลืนกับบทบาททางสังคมและการเมือง
ส่วนอาณาจักรโรมันตะวันออกได้
รับอิทธิพลทาง วัฒนธรรมของ
เอเชีย จากจุดนี้เองทำาให้ศาสนา
คริสต์ต้องแยกออกเป็น 2 นิกาย
คือ1. นิกายโรมันคาทอลิก
(Roman Catholic)
2. นิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์
(Greek Orthodox)
นิกายโรมันคาทอลิก
(Roman Catholic)
• ใช้ภาษาละตินเป็นภาษาทางศาสนา
•เชื่อว่า pope (สันตะปาปา) มีสิทธิและ
หน้าที่ในการวางบัญญัติใหม่ๆ ได้
•โดยมีพระสันตะปาปาแห่งนครวาติกัน ใน
กรุงโรมประเทศอิตาลีเป็นประมุข ครอง
ศาสนจักรและเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง
โดยไม่ขึ้นกับประเทศอิตาลี
• ประมุข คือ สันตะปาปา และมีพระที่เรียกว่า
บาทหลวงต้องเป็นผู้สืบทอดคำาสอนจาก
พระเยซู
• เป็นนิกายเดียวที่เชื่อเรื่องนักบุญ และแดน
นิกายกรีกออร์ธอด
อกซ์
(Greek Orthodox)
ไม่มีศูนย์กลางอำานาจในที่ใด
โดยเฉพาะ เพราะให้ความ
สำาคัญต่อประมุขนิกายซึ่งอยู่ใน
ประเทศต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม
กัน โดยเรียกชื่อประมุขเหมือน
กันหมดว่า ปาตริอาร์ค
(Patriarch) หรือ อาร์คบิ
ชอบ (Archbishop)
– แยกจากคาทอลิคเพราะ
โบส์ในนิกายออร์ธอด็อกซ์ : มหาวิหาร
เซนต์บาซิล
   ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก ประเทศ
 รัสเซีย สร้างโดยพระเจ้าอีวาน ที่4 เพื่อ
ฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมือง
 คาซาน เมื่อ ปี ค.ศ. 1552 ออกแบบโดย
สถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ ตามตำานานเล่า
ว่า กษัตริย์อีวานจอมโหดทรงชื่นชอบความงดงาม
ไม่มีที่ติของมหาวิหารแห่งนี้ และ ไม่ประสงค์ให้
สถาปนิกไปออกแบบให้ผู้อื่นให้สวยเทียมเท่านี้อีก
จึงมีรับสั่งให้ควักนัยน์ตาเขาทิ้งทั้งสองข้าง
 ประเทศที่นับถือนิกาย ออร์ธอด็อกซ์
ส่วนมากเป็นพวกยุโรปตะวันออก เช่น
โรมาเนีย ฮังการี โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย
รัสเซีย ฯลฯ
 สรุปได้ว่า นิกายออร์ธอด็อกซ์เป็น
นิกายแรก ที่แยกตัวออกมาเป็นอิสระ
จากสำานัก วาติกันในกรุงโรม โดยมี
สาเหตุใหญ่ที่สุดคือ การปฏิเสธในอำานาจ
ของพระสันตะปาปา ประกอบกับมีพื้น
ภูมิประเทศที่ห่างไกลจากอำานาจของ
โรมันตะวันตก จึงเป็นการง่ายที่จะตั้ง
ตนเป็นอิสระ และปฏิบัติพิธีกรรมความ
เชื่อไปตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน
ผสมผสมผสานกับความเชื่อในคริสต
สิ่งที่นิกายออร์ธอดอกซ์ถือต่างจากนิกาย
โรมันคาทอลิกคือ
•ไม่บังคับการถือโสดของนักบวช
•ไม่บังคับเรื่องการอดอาหาร
•ไม่บังคับเรื่องการไว้หนวดไว้เครา
•ปฏิเสธเรื่องการไถ่บาป
•ปฏิเสธอำานาจของสันตะปาปา
•จัดเป็นผู้เคร่งในหลักคำาสอนและเชื่อแนวทางที่ตนดำาเนิน
มานั้นถูกต้องเที่ยงตรง
•ไม่ให้ความสำาคัญเรื่องพิธีกรรม
•ได้รับอิทธิพลจากกรีก
•ยอมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ๗ ประการเป็นหลักปฏิบัติเหมือนกัน
ลัทธิลูเธอร์น
(นิกายโปรเตสแตนท์)
 ต่อมาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคได้แตกแยก
ออกไปอีก โดยบาทหลวง ชาวเยอรมันชื่อ มาร์ติน ลูเธอร์
(Martin Luther) ท่านเกิดความไม่พอใจต่อสภาพการ
ปกครองของสำานักวาติกัน จึงทำาหนังสือถึงอาร์คบิชอบ
(Archbishop) ผู้เกี่ยวข้อง แต่กลับได้รับหมายขับออก
จากพระศาสนจักรในปี ค.ศ. 1521 มาร์ติน ลูเธอร์ จึง
• ไม่พอใจการกระทำาคำาสอน
บางประการของสันตะปาปา
ไม่นับถือโป๊บ
• เน้นคัมภีร์ ไม่มีนักบวช ไม่
นับถือไม้กางเขนว่าสำาคัญ
• รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 ศีล คือ
ศีลล้างบาป และศีล
มหาสนิท
สรุปว่า:นิกายใหญ่ๆใน
ศาสนาคริสต์มี 3นิกาย
๑. นิกายโรมันคาทอลิค (คาทอลิคแปลว่าสากล)
๒. นิกายกรีซออร์ธอดอกซ์ ซึ่งนิกายนี้ไม่ขึ้นกับพระ
สันตะปาปาแห่งนครวาติกันในกรุงโรม
๓. นิกายโปรแตสแต๊นท์ เกิดขึ้นโดยนักบวชชื่อลูเทอร์
เป็นผู้สถาปนาขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นนิกายที่
คัมภีร์ใน
ศาสนา
•คัมภีร์ที่สำาคัญในศาสนา
คริสต์ คือ คัมภีร์ไบเบิ้ล
พระคัมภีร์เก่า (พันธสัญญา
เดิม)
คัมภีร์์ของศาสนาคริสต์
๑. คัมภีร์ไบเบิล  หนังสือ
๒. แบ่งเป็น ๒ ภาค
- The Old Testament ได้รับมา
จากศาสนายิว
- The New Testament เป็น
เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์โดยเฉพาะ
บันทึกชีวิตและคำาสอนของพระเยซู
๓. ยอมรับกันถึง ๓ ศาสนา โดยเฉพาะ
The Old Testament
- ยิว คริสต์ และอิสลาม
*** “ ”เหตุที่เรียกพระคัมภีร์ว่า พันธะสัญญา
• คำาสอนของศาสนาคริสต์จะอยู่ใน
คัมภีร์ใหม่ ส่วนใหญ่เป็นคำาสอนใน
ระดับศีลธรรม และการปฏิบัติใน
ชีวิตประจำาวัน โดยเน้นไปที่ความ
เชื่อมั่นในพระเจ้า คือเชื่อว่าพระเจ้า
มีอยู่จริง และปฏิบัติตามที่พระจ้าสั่ง
ไว้โดยผ่านมาทางพระเยซู.
• กล่าวโดยสรุป คำาสอนของพระเยซูก็
คือ "ปรัชญาแห่งความรัก" คือรัก
พระเจ้า รักครอบครัว และรักเพื่อน
มนุษย์ทั้งปวง โดยไม่เลือกชนชั้น
และเชื้อชาติ รวมทั้งการให้อภัยไม่
โกรธเกลียดแม้ผู้ที่มาทำาร้ายตนเอง.
• ส่วนคำาสอนในระดับอภิปรัชญานั้น
เป้าหมายสูงสุด
• การเข้าถึงพระเจ้าและ
ดำารงชีวิตเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกับพระเจ้า
• คือ การได้กลับไปอยู่กับ
พระเจ้าชั่วนิรันดร โดยมี
ความเชื่อมาดั้งเดิมว่าจะมี
พระเมสสิอาห์(พระ
คริสต์)มาเกิดและมาช่วย
ไถ่บาปให้มวลมนุษย์พ้น
จากบาป และได้ไปอยู่กับ
พระเจ้าชั่วนิรันดร ซึ่งวัน
พิธีกรรมที่สำาคัญ
ศาสนากิจ
1. ศีลล้างบาป ถือว่าทุกคนมีบาปติดตัวมา จำาต้อง
ทำาพิธีล้างบาปเสียก่อนที่จะนับถือศาสนาคริสต์
2. ศีลกำาลัง เป็นพิธีรับพระจิตให้มาอยู่ในตัวพระ
สังฆราชเจิมนำ้ามันที่หน้าผากของเด็กโตที่รู้รับ
ผิดชอบแล้ว เป็นรูปกางเขน
3. ศีลมหาสนิท หรือเรียกอีกอย่างว่า มิสซา เป็น
พิธีที่แสดงให้เห็นว่าผู้รับศีลข้อนี้แล้วได้อยู่
แนบสนิทกับพระเยซู และเพื่อระลึกถึงชีวิตและ
คำาสอนของพระเยซู
4. ศีลแก้บาปหรืออภัยบาป เป็นพิธีที่ชาวคริสต์ที่
5. ศีลสมรส เป็นพิธีที่ให้บ่าวสาวประกาศคำามั่นว่า
จะเป็นสามีภรรยากันตลอดไปไม่หย่าร้าง แม้มี
บุตรธิดาก็จะนับถือพระเจ้าตลอดไป
6. ศีลบวช พิธีนี้จะทำากับผู้ที่เลื่อมใสมั่นคง พร้อมที่
จะรับใช้ศาสนาคริสต์ แล้วก็จะเป็นบาทหลวง
7. ศีลเจิมครั้งสุดท้าย พิธีนี้จะทำาให้เฉพาะคนป่วย
หนัก ใกล้มรณะ
สัญลักษณ์ของ
ศาสนา
สัญลักษณ์
- ไม้กางเขน
- รูปพระเยซู
- รูปพระแม่มาเรีย
ฐานะของศาสนา
ในปัจจุบัน
•ศาสนาคริสต์ในปัจจุบันมีผู้นับถือมาก
ที่สุดในโลก มีศาสนิกกว่า 1,000
ล้านคนทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ใน
ทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย

ศาสนาคริสต์

Editor's Notes

  • #44 http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C