กล้องจุลทรรศน์  ( Microscope )  เป็นอุปกรณ์สำหรับมองดูวัตถุที่มีขนาดเล็กเกินกว่ามองเห็นด้วยตาเปล่า  ศาสตร์ที่มุ่งสำรวจวัตถุขนาดเล็กโดยใช้เครื่องมือดังกล่าวนี้  เรียกว่า  จุล ทรรศน ศาสตร์ เป็นคำศัพท์ที่แปลจาก ภาษาอังกฤษ   " microscope "  และในภาษาอังกฤษก็ผูกศัพท์จาก ภาษา กรีก   " มิกรอน " ( micron )  หมายถึง ขนาดเล็ก  และ  " สกอปอส " ( scopos )  หมายถึง เป้าหมาย หรือ มุมมอง
Antony Van Leeuwenhoek   ใช้เพียงเลนส์นูนเพียงอันเดียวทำให้ ขยายวัตถุที่ดูให้ใหญ่ขึ้น   เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นถูกเรียกว่า  “ กล้องจุลทรรศน์เลนส์เดี่ยวหรือแว่นขยาย ”   ส่งข้อมูลเผยแพร่ ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นคนพบ  จุลินทรีย์เป็นคนแรก   Robert Hooke   ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นโดยเพิ่มในส่วนของ แหล่งกำเนิดแสง  (Flame)  และเลนส์รวมแสง  (Condenser)  ช่วยในการรวมแสงให้เข้มขึ้น
กล้องจุลทรรศน์ของโรเบิร์ต ฮุก
กล้องจุลทรรศน์มีหลายชนิดด้วยกัน และแบ่งตามแหล่งกำเนิดแสงได้เป็น  2  ชนิด คือ -  กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้แสง  (Light Microscope : LM) -  กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน  (Electron Microscope)
กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้แสง  (LM)   แบ่งออกเป็น  3  ชนิดด้วยกันคือ 1.  กล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายหรือแว่นขยาย  (Compound Microscope or Magnifying glass) ซึ่งใช้เพียงเลนส์นูนเพียงอันเดียวเป็นตัวช่วยในการขยายวัตถุให้ดูใหญ่ขึ้น และภาพที่ได้จะเป็นภาพเสมือน  แว่นขยาย   กล้องจุลทรรศน์ ชนิดเลนส์เดี่ยว
กล้องจุลทรรศน์เชิงซ้อน  (Compound Light Microscope)   เป็นกล้องจุลทรรศน์ที่มีระบบเลนส์ที่ทำหน้าที่ขยายภาพ  2  ชุดด้วยกัน คือ เลนส์ใกล้วัตถุ และเลนส์ใกล้ตา   งานทั่วไปในห้องปฏิบัติการ  จะเป็นชนิด  Light field Microscope  หรือ  Bright field Microscope  หลักการทำงานของกล้องจุลทรรศน์ชนิดนี้คือ เมื่อแสงไฟจากหลอดไฟเป็นแหล่งกำเนิดแสง
กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วไป  Light field Microscope  หรือ  Bright field Microscope
ตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ ไฮดรา  (Hydra)   แบคทีเรีย  Lactobacillus brevis   Spirogyra
ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ชนิด  Light field Microscope  หรือ  Bright field Microscope
3 )  กล้องที่ใช้แสงแบบสเตอริโอ เป็นกล้องที่ประกอบด้วยเลนส์ที่ทำให้เกิดภาพแบบ  3   มิติใช้ศึกษาวัตถุที่มีขนาดใหญ่ แต่ตาเปล่าไม่สามารถแยกรายละเอียดได้จึงต้องใช้กล้องชนิดนี้ช่วยขยาย กล้องชนิดนี้ มีข้อแตกต่างจากกล้องทั่วๆไป คือ  1 .  ภาพที่เห็นเป็นภาพเสมือนมีความชัดลึกและเป็นภาพสามมิติ 2 .  เลนส์ใกล้วัตถุมีกำลังขยายต่ำ คือ น้อยกว่า  1   เท่า  3 .  ใช้ศึกษาได้ทั้งวัตถุโปร่งแสงและวัตถุทึบแสง 4 .  ระยะห่างจากเลนส์ใกล้วัตถุกับวัตถุที่ศึกษาอยู่ในช่วง  63-225   มิลลิเมตร
กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบสเตอริโอ
กล้องจุลทรรศน์ขยายภาพได้อย่างไร   ????????????? -  เลนส์ใกล้วัตถุ ( Objective lens)  มีความยาวโฟกัสสั้น จะเป็นจริงหัวกลับ -  เลนส์ใกล้ตา   (Ocular lens  หรือ  Eyepiece)   มีความยาวโฟกัสยาว ทำให้เกิดภาพเสมือน หัวกลับขนาดขยาย  แสดงหลักการทำให้เห็นภาพของกล้องจุลทรรศน์
กล้องแต่ละอันจะมี  3  เลนส์ คือ -  เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำ  (Lower power)  กำลังขยาย  4 X, 10X -   เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายสูง  (High power)  40 X -   เลนส์ใกล้วัตถุแบบ  Oil Immersion  ขนาด  100 X เลนส์ใกล้วัตถุ  (Objective lens)
กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน  (Electron Microscope: EM)   ประสิทธิภาพในการขยายภาพของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงธรรมดานั้นไม่สามารถศึกษารายละเอียดของโครงสร้างภายในของสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่มีขนาดเล็กมากๆ   Max Knoll   Ernst Ruska
แสงที่ใช้เป็นลำแสงอิเล็กตรอน ที่มีขนาดของความยาวคลื่นประมาณ  0.025  อังสตรอม มีกำลังขยายถึง  500 ,000  เท่า หรือมากกว่า  Electron Microscope
กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron Microscope)
กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนในปัจจุบันมี  2  ชนิดด้วยกัน กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องผ่าน (Transmission Electron Microscope: TEM)   เอิร์นสต์ รุสกา สร้างสำเร็จเป็นคนแรก ในปี ค . ศ .1932  ใช้ในการศึกษาโครงสร้างภายในของเซลล์โดยลำแสงอิเล็กตรอนจะส่องผ่านเซลล์ หรือวัตถุตัวอย่างที่ศึกษา ซึ่งต้องมีลักษณะบางเป็นพิเศษ ขั้นตอนในการเตรียมตัวอย่างที่ศึกษายุ่งยาก ทำให้เกิดเป็นภาพ  2  มิติ โดยที่วัตถุที่มีค่าเลขอะตอม  (Atomic number)   มากนั้น ภาพที่ได้จะเห็นเป็นสีดำ ส่วนวัตถุที่มีค่าเลขอะตอมน้อย ภาพที่เห็นจะเป็นสีขาว
กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องผ่าน  (Transmission Electron Microscope  หรือ  TEM)
ตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องผ่าน (Transmission Electron Microscope)
2.  กล้องจุลทรรศน์ชนิดส่องกราด  (Scanning Electron Microscope: SEM)  เอ็ม วอน เอนเดนนี  (M Von Andenne)   สร้างเสร็จในปี ค . ศ . 1938  โดยใช้ศึกษาผิวของเซลล์ หรือผิวของตัวอย่างวัตถุที่นำมาศึกษาโดยลำแสงอิเล็กตรอนจะส่องกราดไปบนผิวของวัตถุ  ทำให้ได้ภาพซึ่งมีลักษณะเป็นภาพ  3  มิติ ภาพที่ออกมานั้นจะมีลักษณะ  3  มิติ จากนั้นจะบันทึกภาพลง  Photographic
กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด (Scanning Electron Microscope) ตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด  (Scanning Electron Microscope)
ภาพที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด  ( SEM )
ภาพถ่ายเซลล์ยูกลีนา จากกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ชนิดใช้แสง จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แบบส่องผ่าน จากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แบบส่องกราด
ภาพแสดงเส้นทางเดินของลำแสงของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ก .  ชนิดส่องผ่าน ข . ชนิดส่องกราด
ตารางเปรียบเทียบกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงกับกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ไม่มีชีวิตเท่านั้น มี หรือ ไม่มีชีวิต 9.  วัตถุที่ส่องดู มี เนื่องจากเกิดความร้อนมาก ไม่มี 8.  ระบบหล่อเย็น ภาพปรากฏบนจอรับภาพเรืองแสง ภาพเสมือนหัวกลับดูได้จากเลนส์ใกล้ตา 7.  ภาพที่ได้ สุญญากาศ มีอากาศ 6.  อากาศในตัวกล้อง 0.0004  ไมโครเมตร 0.2  ไมโครเมตร 5.  ขนาดของวัตถุที่เล็กที่สุดที่มองเห็น 200,000 - 500,000  เท่าหรือมากกว่า 1,000 – 1,500  เท่า 4.  กำลังขยาย เลนส์แม่เหล็กไฟฟ้า เลนส์แก้ว 3.  ชนิดของเลนส์ ลำแสงอิเล็กตรอนความยาวคลื่นประมาณ  0.05  อังสตรอม แสงสว่างในช่วงที่ตามองเห็นได้   ( ม่วง  -  แดง )   ความยาวคลื่น  4 ,000 – 7,000  อังสตรอม 2.  แสงที่ใช้ ปืนยิงอิเล็กตรอน กระจกเงาหรือหลอดไฟ 1.  แหล่งกำเนิดแสง กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ลักษณะที่เปรียบเทียบ

เรื่องกล้องจุลทรรศน์