แนวขอสอบโควตา

1.สารที่ละลายน้ําได และสารที่นําไฟฟาได แตไมละลายในเอทานอลไดแก
                ก.           และ
                ข.           และกรดอะซิติก
                ค.               และกรดอะซิติก
                ง. กรดอะซิติกและอะซีโตน

2.สารใดตอไปนี้ควรจะละลายน้ําไดดัที่สุด

ก.                                           ข.
ค.                                                ง.


3.ขอใดซึ่งสารทุกสารมีพันธะคูในโมเลกุล
                ก. เอธลน,โทลูอีน,อะซิโตน
                      ีี
                ข. เอธลน,โทลูอีน,อะซิธีลีน
                      ีี
                ค. เอธลน,อะซิธีลีน,คารบอนเตตระคลอไรด
                      ีี
                ง.คลอโรฟอรม คารบอนเตตระคลอไรด เบนซีน

4.ถาผลิตภัณฑที่ไดจากขอ3 เปนกาซทั้งหมด วัดที่อุณหภูมิและความกดดันเดียวกัน จะมีกาซเกิดขึ้นที่
STP
                                  ก.
1.12                                                                         ข.2.24
                                  ค.
3.36                                                                          ง.4.48
5.สารตัวใดทําปฏิกิริยากับน้ําแลวไดกาซที่ติดไฟได และเปนไฮโดรคารบอนที่ไมอิ่มตัว

ก.                                      ข.
ค.                                 ง.
6.สูตรทั่ว ๆไปของสาร ก นาจะเปน

ก.                                             ข.
ค.                                        ง.



คําชี้แจง               ขอมูลตอไปนี้ใชประกอบการตอบคําถามขอ 7 หองปฏิบัติการอินทรียเคมี
แหงหนึ่ง มีขวดสารเคมี 4 ขวด ที่ชื่อบอกชื่อสารหลุดหายไป เมื่อนําสารทั้ง4 ชนิดมาทดสอบสมบัติ ได
ขอมูลดังนี้

      จุดเดือด การ ปฏิกิริยากับ การเผาไหม ปฏิกิริยา           ปฏิกิริยากับสารละลายโซเดียม ,
สมบัติ C0 ละลาย             สาร                กับ                        ไฮโดรเจน}
สาร                น้ํา ละลายโบรมีน           โลหะ                         คารบอน
                                                                              
                                             โซเดียม
สาร ก 44.2 ไมละลาย ฟอกสี
                                    มีเขมา  ไมทา ํ                      ไมทา
                                                                               ํ
                                    เล็กนอย
สาร ข 138 ละลาย ไมเปลี่ยน ไมมเี ขมา ใหฟอง                              ไมทา
                                                                               ํ
                                               กาซ
สาร ค 185.5 ละลาย ไมเปลี่ยน ไมมเี ขมา ใหฟอง                          ใหฟองกาซ
                                               กาซ
สาร ง 210 ไมละลาย ไมเปลี่ยน มีเขมามาก ไมทา
                                                     ํ                    ไมทา
                                                                               ํ

7.ในการวิเคราะหหาจํานวนอะตอมของธาตุตางๆในสารทั้ง4ชนิด พบวาสาร ก กับสาร ข มีจํานวนอะตอม
ของคารบอนเทากัน แตสาร ข มีจุดเดือดสูงกวาสาร ก มาก ทั้งนี้นาจะเปนเพราะ
               ก. ความหนาแนนของสาร ข มีคาสูงกวา ก
                                              
               ข. แรงที่ยึดเหนี่ยวโมเลกุลในสาร ข ไว คอพนธะไอออนค
                                                          ั               ิ
               ค. มีแรงวันเดอรวาลส ระหวางโมเลกุลในสาร ข แตไมมในสาร ก
                                                                        ี
               ง. มีพนธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลในสาร ข แตไมมในสาร ก
                     ั                                                ี
คําชี้แจง             ขอมูลตอไปนี้ใชประกอบการตอบคําถามขอ 8 และขอ 9

                  การละลาย จุดเดือด จุดหลอมเหลว การนําไฟฟา การนําไฟฟา แยกดวย
                    ในน้ํา C0            C0                              ไฟฟา
            สาร1 ละลาย 1413 804                     ไม         นํา       ได
            สาร2 ละลาย 1500 334                     ไม         นํา       ได
            สาร3 ไม 3000 1535                      นํา          -        ไม
            สาร4 ไม        445         113         ไม          -        ไม
            สาร5 ละลายดีมาก -33         -78         ไม         ไม       ไม
            สาร6 ละลายดีมาก 78          -117        ไม         ไม       ไม

8.การแยกสารตามขอใดที่กระทําไมได หรือไมแนใจวาจะทําได
                ก. แยกสาร 1และ 2 ออกจากกันโดยละลายในน้ําแลวตกผลึก
                ข. แยกสาร 2 และ 4 ออกจากกันโดยละลายน้ําแลวกรอง
                ค. แยกสาร3 และ 4 ออกจากกันโดยการเผา
                ง. แยกสาร 5 และ 6 ออกจากกันโดยละลายน้ําแลวกลั่น
9.ขอใดตอไปนี้ไมถูกตอง
                ก. สาร 3 เปนธาตุและเปนโลหะ
ข. สาร 1 เปนของแข็งและสารประกอบอิออนิก
ค. สาร 5 เปนกาซและเปนสารประกอบโคเวเลนท
ง. สาร 6 เปนของเหลวและเปนสารประกอบอิออนิก

คําชี้แจง             ใชขอมูลตอไปนี้ประกอบการตอบคําถามขอ 10 และขอ 11
                               (1) สาร ก + สาร ข                   สาร ค
                               (2) สาร ค ไฮโดรไลซดวย NaOH ไดสาร ก + สาร ข
                                                   
                              (3) สาร ข ทําปฏิกิริยากับ        ให
                              (4) สาร ข ทําปฏิกิริยากับ Na และ NaOH ได
                              (5) สาร ค มีจานวนอะตอมเทากับ 7
                                           ํ
10. สาร ค คืออะไร
ก.อลเคน
   ั                                  ข.อัลคีน
ค.อลกอฮอล
     ั                             ง.เฮสเตอร
11.สมบัติตอไปนี้ควรเปนของสาร ก ทั้งสิ้น ยกเวนขอใด
    ก.ปฏิกิริยากับ            ให
    ข.ทําปฏิกิริยากับโลหะ Na ให
    ค.ลุกไหมใหเปลวสวาง ไมมเี ขมา
    ง. เตรียมจากอัลคีนได
12.สารตอไปนี้คูใดเปนไอไซเมอรกัน

                       OH
1.
                       OH
2.
                       CH3
3.
4.
              OH
5.


     ก.1 กับ 2                            ข.1 กับ3
     ค.1 กับ 4                            ง.1 กับ

13. สารอินทรียชนิอหนึ่งประกอบดวยคารบอน 85.71 % และไฮโดรเจน 14.29% และมีมวล
โมเลกุลเทากับ 70 สารนี้จะเปนอะไร (มวลอะตอมของ C=12 ,H=1)
ก.เพนเทน                              ข.เพนทีน
ค.บิวเทน                               ง.บิวทีน

14. ในบรรดาสารเหลานี้ สารคูใดเปนไอโซเมอรกัน

              ก.            กับ
              ข.           กับ
              ค.                 กับ
              ง.                  กับ
15. กําหนดสูตรโครงสรางของสารตางๆดังนี้

ก.

ข.

ค.



ง.



จ.



 ฉ.



จงเรียงลําดับชนิดของสารตามชือตอไปนี้ เอสเทอร เอไมด คีโตน แอลดีไฮด
                            ่
      1. จ. ค. ข. ฉ.                                   2. จ. ง. ข. ฉ.
      3. ก. ง. จ. ฉ.                                   4. ก. ค. จ. ข.

16. การระบุชนิดของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ขอใดผิด

ก.        +                    (ปฏิกิริยาการเติม)

ข.        +                Br + HBr (ปฏิกิริยาการแทนที่)

ค.            COOH + NaOH                            CO           +      O (ปฏิกิริยาการ
สะเทิน)

ง.       COO                 +        O             COOH +              OH (ปฏิกิริยาแอ
สเทอริฟเคชัน)
17. สารอินทรียตอไปนี้ สานใดทําปฏิกิริยากับ NaH             แลวไดกาซคารบอนไดออกไซด

ก.             OH                     ข.         COOH

ค.         COO                       ง.        CHO

18 . จงพิจารณาขอความตอไปนี้

1. สารอินทรียที่มีสูตรโมเลกุล            จะตองละลายน้ําไดดีกวาสารที่มีสูตรโมเลกุล       O

2. บิวทานอลเปนสารที่มีหมูไฮดรอกซิลเปนหมูฟงกชันและมี 4 ไอโซเมอร

3. กรดอินทรียและแอลกอฮอลมีสูตรทั่วไปคือ RCOOH และ ROH ตามลําดับโดย R อาจเปน
H หรอ แอลคล
     ื      ี

4.            CCOOH เปนสารที่มีจุดเดือดต่ํากวา                CH          COOH

ขอใดถูก

ก. ขอ 1 , 2
                     ข. ขอ 2, 4
                                              ค. ขอ 2, 3
                                                                     ง. ขอ 1, 4
                                                                          

 19. สมการตอไปนี้ ขอใดไมเกิดปฏิกิริยาหรือไมถูกตอง
                    

ก.chclohexene +                      cyclohexane

ข.   -   -COOH+                      N -CH -COOH                                        -   –CO-
NH -CH -COOH




ค.         COO           +       O                    COOH +                 OH
ง.           COOH + H                                          +    O+

20 . ขอสรุปเกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบ 3 สารตอไปนี้

(1)                   OH          (2)              COOH (3)                CHO

ขอใดถูก

ก.ความสามารถในการละลายน้าของสาร (1) > (2) > (3)
                        ํ

ข.ทังสาร (1) และ (2) ทําปฏิกิริยากับโลหะโซเดียมได
    ้

ค.สาร (2) และ (3) ทําปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกตไดตะกอนสีอิฐ

ง.สาร (1) ไดจากการหมักของน้ําตาลทรายกับยีสต

21 . จงพิจารณาขอมูลตอไปนี้

     สารอินทรีย         สูตรโครงสราง                      มวลโมเลกล
                                                                    ุ    จุดเดือด (∙c )
         1                    COOH                            60             141

         2                              OH                    60             97

         3                                                    59             49

         4                                                    58            -0.5



การที่สารอินทรียเหลานี้มีจุดเดือดตางกัน คําอธิบายใดผิด

ก.สาร 1 มีจุดเดือดสูงสุด เพราะระหวางโมเลกุลมีพันธะไฮโดรเจนหลายแหง

ข.สาร 2 มีจุดเดือดสูงกวาสาร 3 เพราะพันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของสาร 2 แข็งแรงกวาพันธะ
ไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของสาร 3

ค.สาร 3 มีพันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุล แตสาร 4 ไมมีพันธะไฮโดรเจน
ง.พันธะไฮโดรเจระหวางโมเลกุลของสาร 4 มีคานอยที่สุด

22. เมื่อนําสาร A, B, C และ D มาทดสอบ จะไดผลดังนี้

   สาร  ปฏิกิริยา     รวมตัวกับ          สารละลาย          สารละลาย
                       ไฮโดรเจน
                                                          NaH                 โลหะโซเดียม
       A              เกิดปฏิกิริยา         ฟอกสี           ไมเกิด          ไมเกิดปฏิกิริยา

       B             ไมเกิดปฏิกิริยา       ฟอกสี             ไมเกิด           ฟองกาซ
       C             ไมเกิดปฏิกิริยา      ไมฟอกสี          เกิดกาซ         เกิดปฏิกิริยา
       D             ไมเกิดปฏิริยา        ไมฟอกสี           ไมเกิด        ไมเกิดปฏิกิริยา

สาร A , B , C และ D ควรเปนสารใด

                   A                          B                 C                 D
  ก.           ไซโคลเฮกซน
                        ี               ไซโคลเฮกซานอล      กรดเบนโซอิก      ไฮโดรเจนเฮกเชน

  ข.         ไซโคลเฮกซานอล               กรดเบนโซอิก      ไซโคลเฮกเซน         ไซโคลเฮกซน
                                                                                       ี

  ค.           กรดเบนโซอิก               ไซโคลเฮกเซน       ไซโคลเฮกซน
                                                                    ี       ไซโคลเฮกซานอล

  ง.          ไซโคลเฮกเซน                ไซโคลเฮกซน
                                                  ี       ไซโคลซานอล          กรดเบนโซอิก




เฉลย

1. เฉลย ก                   สมบัติของสารทุกสารในคําถามคือดังนี้

                                 การละลายในน้ํา     การนําไฟฟาของ      การละลายใน
               สาร                                  สารละลายที่ได       เอทานอล
ละลาย               นํา          ไมละลาย
                                                                      
                                   ละลาย               นํา          ไมละลาย
                                                                        
                                   ละลาย     ไมนํา(เพราะแตกตัวเปน ละลาย
                 (กรดอะซิติก)                    อออนนอยมาก)
                                                   ิ     

                                              ไมนํา(เพราะไมแตกตัว
                 (อะซิโตน)         ละลาย                              ละลาย
                                                    เปนอออน)
                                                        ิ

2. เฉลย ค เพราะ                       มีสภาพขั้วมากที่สุด
3. เฉลย ก                   เอธลน
                               ีี                โทลูอีน                 ,อะซิโตน
จะเห็นไดวาทุกตัวมีพันธะคู ใน(ข)อะซิธีลีน                            มีพันธะสาม
ใน(ค)คารบอนเตตระคลอไรด                                           มีพันธะเดี่ยว
สวนใน(ง)คลอโรฟอรม
                                                         และคารบอนเตตระคลอไรดมีพันธะเดี่ยว
4. เฉลย ง                      ผลิตภัณฑทั้งหมด           = 0.1 โมล + 0.1 โมล
                                                                 = 0.2 โมล
กาซ 1 โมลที่ STP มีปริมาตร 22.4 ลตร
                                        ิ
              กาซ 0.2 โมล ที่ STP มีปริมาตร X ลตร
                                                     ิ

5. เฉลย ข สมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือ

กาซที่เกิดขึ้นคือกาซอะซิธีลีน

6. เฉลย ข                  สาร ก ไมละลายน้า ไมทําปฏิกิริยากับโลหะโซเดียม หรือ
                                           ํ
แสดงวาสาร ก ไมใชแอลกอฮอล (R — OH) และไมใชกรดอินทรีย (R — COOH) แตฟอก       
สสารละลายโบรมนได แสดงวาแสดงวาเปนสารประกอบไมอิ่มตัว คอมีC=C (ข) เปนสูตรทั่วไปของ
 ี              ี                                              ื
สารประกอบโฮโดรเจนคารบอนที่ไมอิ่มตัว



7. เฉลย ง ตามทีคาดหมายไว เพราะROHเกิดพันธะไฮโดรเจนได จึงมีจุดเดือดสูง
                   ่
  8. เฉลย                  ค ทังสองสารโดยเฉพาะอยางยิงสาร3 มีจุดเดือดสูงมาก จึงแยกออกจากกัน
                               ้                        ่
ไดยาก เพราะตองใชอุณหภูมิสูงมาก ซึ่งโอกาสที่สารทั้งสองแตกสลายตัวรวมกับออกซิเจนกลายเปนสารอื่น
มีมาก ฉะนั้น การแยกสาร3 และ 4ออกจากกันโดยการเผาจึงไมแนใจวาจะทําได
9. เฉลย ง                     สาร 6 เปนของเหลว แตไมนาจะเปนสารประกอบอิออนิก เพราะไมนา
                                                                                         ํ
ไฟฟา
              สารละลายก็ไม นําไฟฟา และไมสามารถแยกดวยไฟฟา
10. สาร ค คืออะไร
ก.อลเคน
   ั                                  ข.อัลคีน
ค.อลกอฮอล
     ั                             ง.เฮสเตอร
11. เฉลย ก เปนสมบัติของอัลกอฮอลที่ไมทําปฏิกิริยากับ NaHCO3

12. เฉลย ค                    คาตอบคอขอ (ค) สวนขอ (ง) 1 กับ 5 เปนสารประกอบเดียวกัน
                               ํ    ื 

13. เฉลย ข               วิธีทํา                        C           :                 H

                                            7.14                :                14.29
                                                    1           :                2
                 สูตรอยางงายคือ
                                                            =           70
            (14)n                =              70
            n         =                           =                5
สตรโมเลกลคอ
 ู      ุ ื      หรือ   = เพนทีน
14. เฉลย          ง สารประกอบจะเปนไอโซเมอรกัน ถาสูตรเคมีมีธาตุและจํานวนอะตอม
ของแตละธาตุเทากัน จะเห็นไดวา คูสารในขอ (ง) ตางมีสูตร     จึงเปนไอโซเมอรกัน
                     15. ตอบขอ 1.
                     ขอ ข. เปนคีโตน


                       ขอ ค. เปนเอไมด

                      ขอ จ. เปนเอสเทอร

                         ขอ ฉ. เปนแอลดีไฮด

16. เฉลยขอ ง.
แนวคิด งผิดเพราะ                            เปนเอสเทอร ทําปฏิกิริยากับน้ํา (          ) เกิดปฏิกิริยาไฮโคร
ลีชีส ดังนี้



ปฏิกิริยาผันกลับนี้จึงจะเรียกวา เอสเทอรฟเคชัน

17. เฉลยขอ ข.

     แนวคิด กรดอินทรียเชน                        ทําปฏิกิริยากับ               หรือ            จะไดเกลือ
ของกรดอินทรียน้ําและกาซ

18.เฉลยขอ ข.

          แนวคิด ขอ 1ผิดเพราะสารที่มีสูตร                 เปนกรดอินทรีย                         ละลายน้ํา
ไดดีกวาสารที่มีสูตร             คือ                                เปนแอลแอฮอลแตถาสารที่มีสูตร
               เปนเอสเทอร ก็จะละลายน้ําไดนอยกวาสารที่มีสูตร   เปนแอลกอฮอล
                                                                     
                     ขอ 2 ถก เพราะบิวทานอลเปนแอลกอฮอลมีหมูไฮดรอกซิลเปนหมูฟงกชัน เกดไอโซ
                           ู                                                            ิ
เมอรดังนี้




              ขอ 3 ผิด เพราะแอลกอฮอลมีสูตรทั่วไป คือ R–OH R– แทนหมู
                
ไฮโดรคารบอนเทานั้นเปนไฮโดรเจนอะตอมไมได
              ขอ 4 ถก เพราะสารทัง 2 เปนไอโชเมอรกัน โดยที่
                       ู         ้




               กรดอินทรียที่มีคารบอนแตกกิ่งกานสาขามากจะทําใหเกิดแรงแวนเดอรวาลสนอยกวาโอเล
กุลคารบอนแตกกิ่งสาขานอย สําหรับพันธะไฮโดรเจนของกรดอินทรียที่มีหมู –COOH จํานวนเทาๆ
กันก็จะเกิดพันธะไฮโดรเจนที่มีความแรงพอๆ กัน
19. เฉลยขอ ค.

     แนวคิด ไมเกิดปฏิกิริยา เพราะการไฮโดรลิซสเอสเทอรตองใชกรดเจือจางหรือเบสเจือจาง และ
                                               ิ       
ความรอนเขาชวย ไดกรดอินทรีย และแอลกอฮอล ดังนี้



20. เฉลยขอ ข.

         แนวคิด ขอ ก ผิด เพราะคารบอนอะตอมเทากัน กรดอินทรียละลายน้ําไดดีกวาแอลกอฮอล และ
แอลกอฮอลละลายน้ําไดดีกวาแอลดีไฮด เพราะกรดอินทรียเกิดพันธะไฮโดรเจนไดดีกวาและแรงกวา
แอลกอฮอล สวนแอลดีไฮดจะเกิดแรงดึงดูดระหวางขั้ว ซึ่งมีแรงนอยกวา
                ขอ ข ถูก เพราะสาร (1) เปนแอลกกอฮอล สาร (2) เปนกรดอินทรีย สารทังสองตางทํา
                                                                                   ้
ปฏิกิริยากับ Na ไดกาซ ได
                     
                ขอ ค ผิด เพราะสาร (3) เปนแอลดีไฮด มีหมู –COH ซึ่งสามารถทําปฏิกิริยากับ
สารละลายเบเนดิกต ไดตะกอนสีแดงอิฐ สวนสารอื่นไมทําเพราะไมมีหมู –COH
                ขอ ง ผิด เพราะการหมักน้ําตาลทรายและยีสตไดแอลกอฮอลชนิดเอทานอล คือ
                 ไมใช

21. เฉลยขอ ง.

      แนวคิด ง ผิด เพราะสาร 4 เปนสารประกอบไฮโดรคารบอน แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลเปน
แรงแวนเดอรวาลสอยางเดียว ไมมีพันธะไฮโดรเจน

22. เฉลยขอ ก.

        แนวคิด จากตารางขอมูล แสดงสมบัติทางเคมีของสารอินทรียตางๆ สรุปไดวา
                สาร A นาจะเปนแอลคีน หรือแอลไคน
สาร B นาจะเปนแอลกอฮอล ที่มีสวนของไฮโดรคารบอน มี C กับ D จับกันดวยพันธะเดี่ยวหมด และ
หมูไฮดรอกซิลจับกับ C ที่มี H เปนองคประกอบอยูอยางนอย 1 อะตอม เพราะสารนีฟอกจางสีดาง
                                                                              ้          
ทับทิมได
สาร C นาจะเปนกรดอินทรีย ที่สวนที่เปนไฮโดรคารบอนที่ C ทุกอะตอมจับกันดวยพันธะเดี่ยวหมด
                สาร D สรุปไดวาเปนสารพวกแอลเคนได เชน ไซโคลเฮกเชน
                                 

แนวข้อสอบโควตา

  • 1.
    แนวขอสอบโควตา 1.สารที่ละลายน้ําได และสารที่นําไฟฟาได แตไมละลายในเอทานอลไดแก ก. และ ข. และกรดอะซิติก ค. และกรดอะซิติก ง. กรดอะซิติกและอะซีโตน 2.สารใดตอไปนี้ควรจะละลายน้ําไดดัที่สุด ก. ข. ค. ง. 3.ขอใดซึ่งสารทุกสารมีพันธะคูในโมเลกุล ก. เอธลน,โทลูอีน,อะซิโตน ีี ข. เอธลน,โทลูอีน,อะซิธีลีน ีี ค. เอธลน,อะซิธีลีน,คารบอนเตตระคลอไรด ีี ง.คลอโรฟอรม คารบอนเตตระคลอไรด เบนซีน 4.ถาผลิตภัณฑที่ไดจากขอ3 เปนกาซทั้งหมด วัดที่อุณหภูมิและความกดดันเดียวกัน จะมีกาซเกิดขึ้นที่ STP ก. 1.12 ข.2.24 ค. 3.36 ง.4.48 5.สารตัวใดทําปฏิกิริยากับน้ําแลวไดกาซที่ติดไฟได และเปนไฮโดรคารบอนที่ไมอิ่มตัว ก. ข. ค. ง.
  • 2.
    6.สูตรทั่ว ๆไปของสาร กนาจะเปน ก. ข. ค. ง. คําชี้แจง ขอมูลตอไปนี้ใชประกอบการตอบคําถามขอ 7 หองปฏิบัติการอินทรียเคมี แหงหนึ่ง มีขวดสารเคมี 4 ขวด ที่ชื่อบอกชื่อสารหลุดหายไป เมื่อนําสารทั้ง4 ชนิดมาทดสอบสมบัติ ได ขอมูลดังนี้ จุดเดือด การ ปฏิกิริยากับ การเผาไหม ปฏิกิริยา ปฏิกิริยากับสารละลายโซเดียม , สมบัติ C0 ละลาย สาร กับ ไฮโดรเจน} สาร น้ํา ละลายโบรมีน โลหะ คารบอน  โซเดียม สาร ก 44.2 ไมละลาย ฟอกสี  มีเขมา ไมทา ํ ไมทา ํ เล็กนอย สาร ข 138 ละลาย ไมเปลี่ยน ไมมเี ขมา ใหฟอง  ไมทา ํ กาซ สาร ค 185.5 ละลาย ไมเปลี่ยน ไมมเี ขมา ใหฟอง  ใหฟองกาซ กาซ สาร ง 210 ไมละลาย ไมเปลี่ยน มีเขมามาก ไมทา  ํ ไมทา ํ 7.ในการวิเคราะหหาจํานวนอะตอมของธาตุตางๆในสารทั้ง4ชนิด พบวาสาร ก กับสาร ข มีจํานวนอะตอม ของคารบอนเทากัน แตสาร ข มีจุดเดือดสูงกวาสาร ก มาก ทั้งนี้นาจะเปนเพราะ ก. ความหนาแนนของสาร ข มีคาสูงกวา ก  ข. แรงที่ยึดเหนี่ยวโมเลกุลในสาร ข ไว คอพนธะไอออนค ั ิ ค. มีแรงวันเดอรวาลส ระหวางโมเลกุลในสาร ข แตไมมในสาร ก ี ง. มีพนธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลในสาร ข แตไมมในสาร ก ั ี
  • 3.
    คําชี้แจง ขอมูลตอไปนี้ใชประกอบการตอบคําถามขอ 8 และขอ 9 การละลาย จุดเดือด จุดหลอมเหลว การนําไฟฟา การนําไฟฟา แยกดวย ในน้ํา C0 C0 ไฟฟา สาร1 ละลาย 1413 804 ไม นํา ได สาร2 ละลาย 1500 334 ไม นํา ได สาร3 ไม 3000 1535 นํา - ไม สาร4 ไม 445 113 ไม - ไม สาร5 ละลายดีมาก -33 -78 ไม ไม ไม สาร6 ละลายดีมาก 78 -117 ไม ไม ไม 8.การแยกสารตามขอใดที่กระทําไมได หรือไมแนใจวาจะทําได ก. แยกสาร 1และ 2 ออกจากกันโดยละลายในน้ําแลวตกผลึก ข. แยกสาร 2 และ 4 ออกจากกันโดยละลายน้ําแลวกรอง ค. แยกสาร3 และ 4 ออกจากกันโดยการเผา ง. แยกสาร 5 และ 6 ออกจากกันโดยละลายน้ําแลวกลั่น 9.ขอใดตอไปนี้ไมถูกตอง ก. สาร 3 เปนธาตุและเปนโลหะ ข. สาร 1 เปนของแข็งและสารประกอบอิออนิก ค. สาร 5 เปนกาซและเปนสารประกอบโคเวเลนท ง. สาร 6 เปนของเหลวและเปนสารประกอบอิออนิก คําชี้แจง ใชขอมูลตอไปนี้ประกอบการตอบคําถามขอ 10 และขอ 11 (1) สาร ก + สาร ข สาร ค (2) สาร ค ไฮโดรไลซดวย NaOH ไดสาร ก + สาร ข  (3) สาร ข ทําปฏิกิริยากับ ให (4) สาร ข ทําปฏิกิริยากับ Na และ NaOH ได (5) สาร ค มีจานวนอะตอมเทากับ 7 ํ 10. สาร ค คืออะไร ก.อลเคน ั ข.อัลคีน ค.อลกอฮอล ั ง.เฮสเตอร
  • 4.
    11.สมบัติตอไปนี้ควรเปนของสาร ก ทั้งสิ้นยกเวนขอใด ก.ปฏิกิริยากับ ให ข.ทําปฏิกิริยากับโลหะ Na ให ค.ลุกไหมใหเปลวสวาง ไมมเี ขมา ง. เตรียมจากอัลคีนได 12.สารตอไปนี้คูใดเปนไอไซเมอรกัน OH 1. OH 2. CH3 3. 4. OH 5. ก.1 กับ 2 ข.1 กับ3 ค.1 กับ 4 ง.1 กับ 13. สารอินทรียชนิอหนึ่งประกอบดวยคารบอน 85.71 % และไฮโดรเจน 14.29% และมีมวล โมเลกุลเทากับ 70 สารนี้จะเปนอะไร (มวลอะตอมของ C=12 ,H=1) ก.เพนเทน ข.เพนทีน ค.บิวเทน ง.บิวทีน 14. ในบรรดาสารเหลานี้ สารคูใดเปนไอโซเมอรกัน ก. กับ ข. กับ ค. กับ ง. กับ
  • 5.
    15. กําหนดสูตรโครงสรางของสารตางๆดังนี้ ก. ข. ค. ง. จ. ฉ. จงเรียงลําดับชนิดของสารตามชือตอไปนี้เอสเทอร เอไมด คีโตน แอลดีไฮด ่ 1. จ. ค. ข. ฉ. 2. จ. ง. ข. ฉ. 3. ก. ง. จ. ฉ. 4. ก. ค. จ. ข. 16. การระบุชนิดของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ขอใดผิด ก. + (ปฏิกิริยาการเติม) ข. + Br + HBr (ปฏิกิริยาการแทนที่) ค. COOH + NaOH CO + O (ปฏิกิริยาการ สะเทิน) ง. COO + O COOH + OH (ปฏิกิริยาแอ สเทอริฟเคชัน)
  • 6.
    17. สารอินทรียตอไปนี้ สานใดทําปฏิกิริยากับNaH แลวไดกาซคารบอนไดออกไซด ก. OH ข. COOH ค. COO ง. CHO 18 . จงพิจารณาขอความตอไปนี้ 1. สารอินทรียที่มีสูตรโมเลกุล จะตองละลายน้ําไดดีกวาสารที่มีสูตรโมเลกุล O 2. บิวทานอลเปนสารที่มีหมูไฮดรอกซิลเปนหมูฟงกชันและมี 4 ไอโซเมอร 3. กรดอินทรียและแอลกอฮอลมีสูตรทั่วไปคือ RCOOH และ ROH ตามลําดับโดย R อาจเปน H หรอ แอลคล ื ี 4. CCOOH เปนสารที่มีจุดเดือดต่ํากวา CH COOH ขอใดถูก ก. ขอ 1 , 2  ข. ขอ 2, 4  ค. ขอ 2, 3  ง. ขอ 1, 4  19. สมการตอไปนี้ ขอใดไมเกิดปฏิกิริยาหรือไมถูกตอง  ก.chclohexene + cyclohexane ข. - -COOH+ N -CH -COOH - –CO- NH -CH -COOH ค. COO + O COOH + OH
  • 7.
    ง. COOH + H + O+ 20 . ขอสรุปเกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบ 3 สารตอไปนี้ (1) OH (2) COOH (3) CHO ขอใดถูก ก.ความสามารถในการละลายน้าของสาร (1) > (2) > (3) ํ ข.ทังสาร (1) และ (2) ทําปฏิกิริยากับโลหะโซเดียมได ้ ค.สาร (2) และ (3) ทําปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกตไดตะกอนสีอิฐ ง.สาร (1) ไดจากการหมักของน้ําตาลทรายกับยีสต 21 . จงพิจารณาขอมูลตอไปนี้ สารอินทรีย สูตรโครงสราง มวลโมเลกล ุ จุดเดือด (∙c ) 1 COOH 60 141 2 OH 60 97 3 59 49 4 58 -0.5 การที่สารอินทรียเหลานี้มีจุดเดือดตางกัน คําอธิบายใดผิด ก.สาร 1 มีจุดเดือดสูงสุด เพราะระหวางโมเลกุลมีพันธะไฮโดรเจนหลายแหง ข.สาร 2 มีจุดเดือดสูงกวาสาร 3 เพราะพันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของสาร 2 แข็งแรงกวาพันธะ ไฮโดรเจนระหวางโมเลกุลของสาร 3 ค.สาร 3 มีพันธะไฮโดรเจนระหวางโมเลกุล แตสาร 4 ไมมีพันธะไฮโดรเจน
  • 8.
    ง.พันธะไฮโดรเจระหวางโมเลกุลของสาร 4 มีคานอยที่สุด 22.เมื่อนําสาร A, B, C และ D มาทดสอบ จะไดผลดังนี้ สาร ปฏิกิริยา รวมตัวกับ สารละลาย สารละลาย ไฮโดรเจน NaH โลหะโซเดียม A เกิดปฏิกิริยา ฟอกสี ไมเกิด ไมเกิดปฏิกิริยา B ไมเกิดปฏิกิริยา ฟอกสี ไมเกิด ฟองกาซ C ไมเกิดปฏิกิริยา ไมฟอกสี เกิดกาซ เกิดปฏิกิริยา D ไมเกิดปฏิริยา ไมฟอกสี ไมเกิด ไมเกิดปฏิกิริยา สาร A , B , C และ D ควรเปนสารใด A B C D ก. ไซโคลเฮกซน ี ไซโคลเฮกซานอล กรดเบนโซอิก ไฮโดรเจนเฮกเชน ข. ไซโคลเฮกซานอล กรดเบนโซอิก ไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซน ี ค. กรดเบนโซอิก ไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซน ี ไซโคลเฮกซานอล ง. ไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซน ี ไซโคลซานอล กรดเบนโซอิก เฉลย 1. เฉลย ก สมบัติของสารทุกสารในคําถามคือดังนี้ การละลายในน้ํา การนําไฟฟาของ การละลายใน สาร สารละลายที่ได เอทานอล
  • 9.
    ละลาย นํา ไมละลาย  ละลาย นํา ไมละลาย  ละลาย ไมนํา(เพราะแตกตัวเปน ละลาย (กรดอะซิติก) อออนนอยมาก) ิ  ไมนํา(เพราะไมแตกตัว (อะซิโตน) ละลาย ละลาย เปนอออน)  ิ 2. เฉลย ค เพราะ มีสภาพขั้วมากที่สุด 3. เฉลย ก เอธลน ีี โทลูอีน ,อะซิโตน จะเห็นไดวาทุกตัวมีพันธะคู ใน(ข)อะซิธีลีน มีพันธะสาม ใน(ค)คารบอนเตตระคลอไรด มีพันธะเดี่ยว สวนใน(ง)คลอโรฟอรม  และคารบอนเตตระคลอไรดมีพันธะเดี่ยว 4. เฉลย ง ผลิตภัณฑทั้งหมด = 0.1 โมล + 0.1 โมล = 0.2 โมล กาซ 1 โมลที่ STP มีปริมาตร 22.4 ลตร  ิ กาซ 0.2 โมล ที่ STP มีปริมาตร X ลตร  ิ 5. เฉลย ข สมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือ กาซที่เกิดขึ้นคือกาซอะซิธีลีน 6. เฉลย ข สาร ก ไมละลายน้า ไมทําปฏิกิริยากับโลหะโซเดียม หรือ ํ แสดงวาสาร ก ไมใชแอลกอฮอล (R — OH) และไมใชกรดอินทรีย (R — COOH) แตฟอก  สสารละลายโบรมนได แสดงวาแสดงวาเปนสารประกอบไมอิ่มตัว คอมีC=C (ข) เปนสูตรทั่วไปของ ี ี ื สารประกอบโฮโดรเจนคารบอนที่ไมอิ่มตัว 7. เฉลย ง ตามทีคาดหมายไว เพราะROHเกิดพันธะไฮโดรเจนได จึงมีจุดเดือดสูง ่ 8. เฉลย ค ทังสองสารโดยเฉพาะอยางยิงสาร3 มีจุดเดือดสูงมาก จึงแยกออกจากกัน ้ ่ ไดยาก เพราะตองใชอุณหภูมิสูงมาก ซึ่งโอกาสที่สารทั้งสองแตกสลายตัวรวมกับออกซิเจนกลายเปนสารอื่น มีมาก ฉะนั้น การแยกสาร3 และ 4ออกจากกันโดยการเผาจึงไมแนใจวาจะทําได
  • 10.
    9. เฉลย ง สาร 6 เปนของเหลว แตไมนาจะเปนสารประกอบอิออนิก เพราะไมนา ํ ไฟฟา สารละลายก็ไม นําไฟฟา และไมสามารถแยกดวยไฟฟา 10. สาร ค คืออะไร ก.อลเคน ั ข.อัลคีน ค.อลกอฮอล ั ง.เฮสเตอร 11. เฉลย ก เปนสมบัติของอัลกอฮอลที่ไมทําปฏิกิริยากับ NaHCO3 12. เฉลย ค คาตอบคอขอ (ค) สวนขอ (ง) 1 กับ 5 เปนสารประกอบเดียวกัน ํ ื  13. เฉลย ข วิธีทํา C : H 7.14 : 14.29 1 : 2 สูตรอยางงายคือ = 70 (14)n = 70 n = = 5 สตรโมเลกลคอ ู ุ ื หรือ = เพนทีน 14. เฉลย ง สารประกอบจะเปนไอโซเมอรกัน ถาสูตรเคมีมีธาตุและจํานวนอะตอม ของแตละธาตุเทากัน จะเห็นไดวา คูสารในขอ (ง) ตางมีสูตร จึงเปนไอโซเมอรกัน 15. ตอบขอ 1. ขอ ข. เปนคีโตน ขอ ค. เปนเอไมด ขอ จ. เปนเอสเทอร ขอ ฉ. เปนแอลดีไฮด 16. เฉลยขอ ง.
  • 11.
    แนวคิด งผิดเพราะ เปนเอสเทอร ทําปฏิกิริยากับน้ํา ( ) เกิดปฏิกิริยาไฮโคร ลีชีส ดังนี้ ปฏิกิริยาผันกลับนี้จึงจะเรียกวา เอสเทอรฟเคชัน 17. เฉลยขอ ข. แนวคิด กรดอินทรียเชน ทําปฏิกิริยากับ หรือ จะไดเกลือ ของกรดอินทรียน้ําและกาซ 18.เฉลยขอ ข. แนวคิด ขอ 1ผิดเพราะสารที่มีสูตร เปนกรดอินทรีย ละลายน้ํา ไดดีกวาสารที่มีสูตร คือ เปนแอลแอฮอลแตถาสารที่มีสูตร เปนเอสเทอร ก็จะละลายน้ําไดนอยกวาสารที่มีสูตร เปนแอลกอฮอล  ขอ 2 ถก เพราะบิวทานอลเปนแอลกอฮอลมีหมูไฮดรอกซิลเปนหมูฟงกชัน เกดไอโซ  ู ิ เมอรดังนี้ ขอ 3 ผิด เพราะแอลกอฮอลมีสูตรทั่วไป คือ R–OH R– แทนหมู  ไฮโดรคารบอนเทานั้นเปนไฮโดรเจนอะตอมไมได ขอ 4 ถก เพราะสารทัง 2 เปนไอโชเมอรกัน โดยที่  ู ้ กรดอินทรียที่มีคารบอนแตกกิ่งกานสาขามากจะทําใหเกิดแรงแวนเดอรวาลสนอยกวาโอเล กุลคารบอนแตกกิ่งสาขานอย สําหรับพันธะไฮโดรเจนของกรดอินทรียที่มีหมู –COOH จํานวนเทาๆ กันก็จะเกิดพันธะไฮโดรเจนที่มีความแรงพอๆ กัน
  • 12.
    19. เฉลยขอ ค. แนวคิด ไมเกิดปฏิกิริยา เพราะการไฮโดรลิซสเอสเทอรตองใชกรดเจือจางหรือเบสเจือจาง และ ิ  ความรอนเขาชวย ไดกรดอินทรีย และแอลกอฮอล ดังนี้ 20. เฉลยขอ ข. แนวคิด ขอ ก ผิด เพราะคารบอนอะตอมเทากัน กรดอินทรียละลายน้ําไดดีกวาแอลกอฮอล และ แอลกอฮอลละลายน้ําไดดีกวาแอลดีไฮด เพราะกรดอินทรียเกิดพันธะไฮโดรเจนไดดีกวาและแรงกวา แอลกอฮอล สวนแอลดีไฮดจะเกิดแรงดึงดูดระหวางขั้ว ซึ่งมีแรงนอยกวา ขอ ข ถูก เพราะสาร (1) เปนแอลกกอฮอล สาร (2) เปนกรดอินทรีย สารทังสองตางทํา  ้ ปฏิกิริยากับ Na ไดกาซ ได  ขอ ค ผิด เพราะสาร (3) เปนแอลดีไฮด มีหมู –COH ซึ่งสามารถทําปฏิกิริยากับ สารละลายเบเนดิกต ไดตะกอนสีแดงอิฐ สวนสารอื่นไมทําเพราะไมมีหมู –COH ขอ ง ผิด เพราะการหมักน้ําตาลทรายและยีสตไดแอลกอฮอลชนิดเอทานอล คือ ไมใช 21. เฉลยขอ ง. แนวคิด ง ผิด เพราะสาร 4 เปนสารประกอบไฮโดรคารบอน แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลเปน แรงแวนเดอรวาลสอยางเดียว ไมมีพันธะไฮโดรเจน 22. เฉลยขอ ก. แนวคิด จากตารางขอมูล แสดงสมบัติทางเคมีของสารอินทรียตางๆ สรุปไดวา สาร A นาจะเปนแอลคีน หรือแอลไคน สาร B นาจะเปนแอลกอฮอล ที่มีสวนของไฮโดรคารบอน มี C กับ D จับกันดวยพันธะเดี่ยวหมด และ หมูไฮดรอกซิลจับกับ C ที่มี H เปนองคประกอบอยูอยางนอย 1 อะตอม เพราะสารนีฟอกจางสีดาง ้  ทับทิมได สาร C นาจะเปนกรดอินทรีย ที่สวนที่เปนไฮโดรคารบอนที่ C ทุกอะตอมจับกันดวยพันธะเดี่ยวหมด สาร D สรุปไดวาเปนสารพวกแอลเคนได เชน ไซโคลเฮกเชน 