1
มหาสมัยสูตร และพระสูตรที่เกี่ยวเนื่อง ตอนที่ ๓
ปุราเภทสูตร
พลตรี มารวย ส่งทานินทร์
๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖
เกริ่นนา
ในพระสูตรปุราเภทสูตรนี้ เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาให้เหล่าเทวดาและพระพรหมที่มาเข้า
เฝ้าพระพุทธองค์ที่ได้กล่าวไว้ในมหาสมัยสูตร เมื่อพระพุทธนิมิตถามปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัส
พระสูตรปุราเภทนี้ (พระสูตรว่าด้วยเรื่องแตกหรือถึงแก่ความตายในอนาคต ว่าก่อนตายควรปฏิบัติตน
อย่างไร) พร้อมกับคาถามพระสูตรนั้น แก่พวกเทวดาและพรหมที่เป็นพวกพุทธิจริต
ปุราเภทสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๑๐. ปุราเภทสูตร
ว่าด้วยก่อนการดับขันธปรินิพพาน
(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้ )
[๘๕๕] บุคคลมีทัสสนะ (ทัสสนะ ในที่นี้ หมายถึงอธิปัญญา) อย่างไร มีศีล (ศีล ในที่นี้ หมายถึง
อธิศีล) อย่างไร จึงเรียกว่า เป็นผู้สงบแล้ว (สงบ ในที่นี้ หมายถึงอธิจิต) ข้าแต่พระโคตมะ ข้าพระองค์ทูล
ถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกนรชนผู้สูงสุดนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้ )
[๘๕๖] ก่อนดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์เป็นผู้คลายตัณหา ไม่ติดอยู่กับความเพลิดเพลินที่มี
อยู่ในส่วนเบื้องต้น ใครๆ กาหนดไม่ได้ในส่วนท่ามกลาง พระอรหันต์นั้นมิได้มุ่งหวังถึงตัณหาและทิฏฐิ (ใน
ส่วนเบื้องปลาย)
[๘๕๗] บุคคลผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นผู้สารวม
วาจานั้นแล ชื่อว่า เป็นมุนี
[๘๕๘] บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเหนี่ยวรั้งในอนาคต ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นวิเวกใน
ผัสสะทั้งหลาย ย่อมไม่ถูกนาไปในทิฏฐิทั้งหลาย
[๘๕๙] บุคคลนั้นเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ (ตระหนี่ มี ๕ อย่าง
(๑) อาวาสมัจฉริยะ(ตระหนี่ที่อยู่) (๒) กุลมัจฉริยะ(ตระหนี่ตระกูล) (๓) ลาภมัจฉริยะ(ตระหนี่ลาภ) (๔)
วัณณมัจฉริยะ(ตระหนี่วรรณะ) (๕) ธัมมมัจฉริยะ(ตระหนี่ธรรม)) ไม่คะนอง ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ และไม่
ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด
2
[๘๖๐] บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่น ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ ไม่ต้อง
เชื่อใคร และไม่ต้องคลายกาหนัด
[๘๖๑] บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรส
เพราะตัณหา
[๘๖๒] บุคคลเป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สาคัญว่าเสมอเขา ไม่สาคัญว่าเลิศกว่าเขา ไม่สาคัญว่า
ด้อยกว่าเขา ในโลก กิเลสหนาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น
[๘๖๓] บุคคลใดไม่มีที่อาศัย ไม่มีตัณหาในภพหรือในวิภพ (ภพ หมายถึงสัสสตทิฏฐิหรือภวทิฏฐิ
วิภพ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ หรือวิภวทิฏฐิ) บุคคลนั้นรู้ธรรมแล้วไม่ต้องอาศัย
[๘๖๔] เราเรียกบุคคลนั้นผู้ไม่มุ่งหวังในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ บุคคลนั้นไม่มีกิเลส
เครื่องร้อยรัด ข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ได้แล้ว
[๘๖๕] บุคคลนั้นไม่มีบุตร สัตว์เลี้ยง นา ไร่ และที่ดิน ทิฏฐิว่า มีอัตตา หรือทิฏฐิว่า ไม่มีอัตตา หา
ไม่ได้ในบุคคลนั้น
[๘๖๖] เหล่าปุถุชน หรือสมณพราหมณ์ พึงกล่าวหาบุคคลนั้นด้วยโทษใด (โทษ หมายถึงกิเลสมี
ราคะเป็นต้น) โทษนั้น ไม่เชิดชูบุคคลนั้นเลย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย
[๘๖๗] บุคคลผู้เป็นมุนี เป็นผู้คลายความยินดี ไม่ตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวในเรื่องเลิศกว่าเขา ไม่
กล่าวในเรื่องเสมอเขา ไม่กล่าวในเรื่องด้อยกว่าเขา เป็นผู้ไม่มีความกาหนด ย่อมไม่ถึงความกาหนด (ความ
กาหนด(กัปปะ) มี ๒ อย่าง คือ (๑) กาหนดด้วยอานาจตัณหา (๒) กาหนดด้วยอานาจทิฏฐิ)
[๘๖๘] บุคคลใดไม่มีความถือว่าเป็นของตนในโลก เมื่อไม่มีความถือว่าเป็นของตน ย่อมไม่เศร้า
โศก ไม่ถึงความลาเอียงในธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นแล เรียกว่า ผู้สงบ
ปุราเภทสูตรที่ ๑๐ จบ
--------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของอรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค
ปุราเภทสูตร
อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐
พระสูตรนี้ มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
ท่านกล่าวถึงการเกิดแห่งพระสูตรนี้ และอีก ๕ พระสูตร คือ กลหวิวาทสูตร จูฬวิยูหสูตร มหาวิ
ยูหสูตร ตุวฏกสูตร และอัตตทัณฑสูตร โดยความเสมอกันตามนัยดังกล่าวแล้วในการเกิดแห่งสัมมาปริพ
พาชนิยสูตรนั้นแล.
แต่โดยความต่างกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาสมัยนั้น เพื่อทรงแสดงธรรมให้เป็นที่สบายแก่
พวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์แล้ว ได้ตรัสสัมมาปริพพาชนิยสูตรขึ้นฉันใด
ในมหาสมัยนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของพวกเทวดาที่มีจิตเกิดขึ้นว่า ‘ก่อน
3
ตาย เราควรทาอะไรหนอ’ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาเหล่านั้น จึงทรงนาพระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุ
บริวาร ๑,๓๕๐ รูปมาทางอากาศ ให้พระพุทธนิมิตนั้นถามปัญหาพระองค์แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้ .
พึงทราบความในคาถามนั้นดังนี้
พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาด้วยคาว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลด้วยคาว่า
บุคคลมีศีลอย่างไร ถามถึงอธิจิตด้วยคาว่า บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ.
พึงทราบความในการตอบดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแก้อธิปัญญาเป็นต้น โดยสรุปตรัสว่าบุคคลชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะ
กิเลสสงบโดยเป็นผู้มีอธิปัญญาเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงถึงความสงบแห่งกิเลสนั้นๆ โดยอนุโลมตาม
อัธยาศัยของเหล่าเทวดาต่างๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต จานวนผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้นเหลือจะนับ
ด้วยประการฉะนี้ .
-----------------------------------------------------

๒๑.๒ ปุราเภทสูตร มจร.pdf

  • 1.
    1 มหาสมัยสูตร และพระสูตรที่เกี่ยวเนื่อง ตอนที่๓ ปุราเภทสูตร พลตรี มารวย ส่งทานินทร์ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เกริ่นนา ในพระสูตรปุราเภทสูตรนี้ เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาให้เหล่าเทวดาและพระพรหมที่มาเข้า เฝ้าพระพุทธองค์ที่ได้กล่าวไว้ในมหาสมัยสูตร เมื่อพระพุทธนิมิตถามปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัส พระสูตรปุราเภทนี้ (พระสูตรว่าด้วยเรื่องแตกหรือถึงแก่ความตายในอนาคต ว่าก่อนตายควรปฏิบัติตน อย่างไร) พร้อมกับคาถามพระสูตรนั้น แก่พวกเทวดาและพรหมที่เป็นพวกพุทธิจริต ปุราเภทสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. ปุราเภทสูตร ว่าด้วยก่อนการดับขันธปรินิพพาน (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้ ) [๘๕๕] บุคคลมีทัสสนะ (ทัสสนะ ในที่นี้ หมายถึงอธิปัญญา) อย่างไร มีศีล (ศีล ในที่นี้ หมายถึง อธิศีล) อย่างไร จึงเรียกว่า เป็นผู้สงบแล้ว (สงบ ในที่นี้ หมายถึงอธิจิต) ข้าแต่พระโคตมะ ข้าพระองค์ทูล ถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกนรชนผู้สูงสุดนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้ ) [๘๕๖] ก่อนดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์เป็นผู้คลายตัณหา ไม่ติดอยู่กับความเพลิดเพลินที่มี อยู่ในส่วนเบื้องต้น ใครๆ กาหนดไม่ได้ในส่วนท่ามกลาง พระอรหันต์นั้นมิได้มุ่งหวังถึงตัณหาและทิฏฐิ (ใน ส่วนเบื้องปลาย) [๘๕๗] บุคคลผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นผู้สารวม วาจานั้นแล ชื่อว่า เป็นมุนี [๘๕๘] บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเหนี่ยวรั้งในอนาคต ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นวิเวกใน ผัสสะทั้งหลาย ย่อมไม่ถูกนาไปในทิฏฐิทั้งหลาย [๘๕๙] บุคคลนั้นเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ (ตระหนี่ มี ๕ อย่าง (๑) อาวาสมัจฉริยะ(ตระหนี่ที่อยู่) (๒) กุลมัจฉริยะ(ตระหนี่ตระกูล) (๓) ลาภมัจฉริยะ(ตระหนี่ลาภ) (๔) วัณณมัจฉริยะ(ตระหนี่วรรณะ) (๕) ธัมมมัจฉริยะ(ตระหนี่ธรรม)) ไม่คะนอง ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ และไม่ ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด
  • 2.
    2 [๘๖๐] บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่นละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ ไม่ต้อง เชื่อใคร และไม่ต้องคลายกาหนัด [๘๖๑] บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรส เพราะตัณหา [๘๖๒] บุคคลเป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สาคัญว่าเสมอเขา ไม่สาคัญว่าเลิศกว่าเขา ไม่สาคัญว่า ด้อยกว่าเขา ในโลก กิเลสหนาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น [๘๖๓] บุคคลใดไม่มีที่อาศัย ไม่มีตัณหาในภพหรือในวิภพ (ภพ หมายถึงสัสสตทิฏฐิหรือภวทิฏฐิ วิภพ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ หรือวิภวทิฏฐิ) บุคคลนั้นรู้ธรรมแล้วไม่ต้องอาศัย [๘๖๔] เราเรียกบุคคลนั้นผู้ไม่มุ่งหวังในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ บุคคลนั้นไม่มีกิเลส เครื่องร้อยรัด ข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ได้แล้ว [๘๖๕] บุคคลนั้นไม่มีบุตร สัตว์เลี้ยง นา ไร่ และที่ดิน ทิฏฐิว่า มีอัตตา หรือทิฏฐิว่า ไม่มีอัตตา หา ไม่ได้ในบุคคลนั้น [๘๖๖] เหล่าปุถุชน หรือสมณพราหมณ์ พึงกล่าวหาบุคคลนั้นด้วยโทษใด (โทษ หมายถึงกิเลสมี ราคะเป็นต้น) โทษนั้น ไม่เชิดชูบุคคลนั้นเลย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย [๘๖๗] บุคคลผู้เป็นมุนี เป็นผู้คลายความยินดี ไม่ตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวในเรื่องเลิศกว่าเขา ไม่ กล่าวในเรื่องเสมอเขา ไม่กล่าวในเรื่องด้อยกว่าเขา เป็นผู้ไม่มีความกาหนด ย่อมไม่ถึงความกาหนด (ความ กาหนด(กัปปะ) มี ๒ อย่าง คือ (๑) กาหนดด้วยอานาจตัณหา (๒) กาหนดด้วยอานาจทิฏฐิ) [๘๖๘] บุคคลใดไม่มีความถือว่าเป็นของตนในโลก เมื่อไม่มีความถือว่าเป็นของตน ย่อมไม่เศร้า โศก ไม่ถึงความลาเอียงในธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นแล เรียกว่า ผู้สงบ ปุราเภทสูตรที่ ๑๐ จบ -------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของอรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตร อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐ พระสูตรนี้ มีการเกิดขึ้นอย่างไร? ท่านกล่าวถึงการเกิดแห่งพระสูตรนี้ และอีก ๕ พระสูตร คือ กลหวิวาทสูตร จูฬวิยูหสูตร มหาวิ ยูหสูตร ตุวฏกสูตร และอัตตทัณฑสูตร โดยความเสมอกันตามนัยดังกล่าวแล้วในการเกิดแห่งสัมมาปริพ พาชนิยสูตรนั้นแล. แต่โดยความต่างกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาสมัยนั้น เพื่อทรงแสดงธรรมให้เป็นที่สบายแก่ พวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์แล้ว ได้ตรัสสัมมาปริพพาชนิยสูตรขึ้นฉันใด ในมหาสมัยนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของพวกเทวดาที่มีจิตเกิดขึ้นว่า ‘ก่อน
  • 3.
    3 ตาย เราควรทาอะไรหนอ’ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาเหล่านั้นจึงทรงนาพระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุ บริวาร ๑,๓๕๐ รูปมาทางอากาศ ให้พระพุทธนิมิตนั้นถามปัญหาพระองค์แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้ . พึงทราบความในคาถามนั้นดังนี้ พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาด้วยคาว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลด้วยคาว่า บุคคลมีศีลอย่างไร ถามถึงอธิจิตด้วยคาว่า บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ. พึงทราบความในการตอบดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแก้อธิปัญญาเป็นต้น โดยสรุปตรัสว่าบุคคลชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะ กิเลสสงบโดยเป็นผู้มีอธิปัญญาเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงถึงความสงบแห่งกิเลสนั้นๆ โดยอนุโลมตาม อัธยาศัยของเหล่าเทวดาต่างๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนา เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต จานวนผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้นเหลือจะนับ ด้วยประการฉะนี้ . -----------------------------------------------------