1
มหาปทานสูตร
พลตรี มารวย ส่งทานินทร์
๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖
เกริ่นนา
มหาปทานสูตร เป็นเรื่องที่ว่าด้วยประวัติของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า
พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในพุทธกาลปัจจุบันนี้ เกี่ยวกับปุพเพนิวาส (ปุพเพนิวาส
หมายถึงชีวิตในชาติก่อน)
มหาปทานสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ทีฆนิกาย มหาวรรค
พระสุตตันตปิฎก
ทีฆนิกาย มหาวรรค
____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. มหาปทานสูตร
ว่าด้วยพระประวัติของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์
เรื่องเกี่ยวกับปุพเพนิวาส
[๑] ข้าพเจ้า (คาว่า ข้าพเจ้า ในตอนเริ่มต้นของพระสูตรนี้ และพระสูตรอื่นๆ ในเล่มนี้ หมายถึงพระ
อานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กเรริกุฎี (กเรริกุฎี เป็นชื่อของกุฎีใหญ่หลังหนึ่งในพระเช
ตะวัน ในบรรดากุฎีใหญ่ ๔ หลัง คือ (๑) กเรริกุฎี (๒) โกสัมพกุฎี (๓) คันธกุฎี (๔) สฬลฆรกุฎี ที่ชื่อว่ากเร
ริกุฎี เพราะตั้งอยู่ใกล้กเรริมณฑป) ณ พระเชตะวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้วนั่งประชุมกันที่หอนั่ง
ใกล้กเรริมณฑป (กเรริมณฑป หมายถึงเรือนยอดสี่เหลี่ยมที่สร้างด้วยไม้กุ่มน้า ตั้งอยู่ระหว่างพระคันธกุฎี
กับหอนั่ง หอนั่ง แปลจากคาว่า กเรริมณฺฑลมาเฬ ในที่นี้ หมายถึงศาลาสาหรับนั่ง (นิสีทนสาลา) เป็นศาลา
ทรงกลมที่สร้างย่อส่วนจากเรือนยอด ไม่มีฝา บางทีคาว่า มณฺฑลมาฬ ท่านใช้รวมถึงบริเวณพระคันธกุฎี
กเรริกุฎีและหอนั่ง) สนทนาธรรมอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาส (ปุพเพนิวาส หมายถึงชีวิตในชาติก่อน คือการสืบ
ต่อของขันธ์ที่เคยเป็นอยู่ในชาติก่อนอาจ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง) ว่า “ปุพเพนิวาสมีได้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ”
2
[๒] พระผู้มีพระภาคทรงสดับคาสนทนาของภิกษุเหล่านั้นด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์เหนือ
มนุษย์ เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปที่หอนั่งใกล้กเรริมณฑป ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว รับสั่ง
เรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสถามว่า
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่เธอทั้งหลาย
สนทนากันค้างไว้”
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้น จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว นั่งประชุมกันที่หอนั่ง
ใกล้กเรริมณฑป สนทนาธรรมอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาสว่า ‘ปุพเพนิวาสมีได้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ’ เรื่องนี้ แลที่
ข้าพระองค์ทั้งหลายสนทนากันค้างไว้ ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระพุทธเจ้าข้า”
[๓] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายต้องการจะฟังธรรมีกถาอันเกี่ยวกับ
ปุพเพนิวาสหรือไม่”
พวกภิกษุทูลตอบว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ถึงกาลอันสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะทรง
แสดงธรรมีกถาอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาส ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้วจะได้ทรงจาไว้
พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้น
ทูลรับสนองพระดารัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ ว่า
[๔] “ภิกษุทั้งหลาย นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๓๑ กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัม
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในกัปที่ ๓๑ นั้นเอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ
เจ้าพระนามว่า เวสสภู ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในภัทรกัป (ภัทรกัป คือ กัปที่เจริญหรือดีงาม เนื่องจากเป็น
กัปเดียวที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติถึง ๕ พระองค์ ในที่นี้ หมายถึงกัปปัจจุบันนี้ ) นี้ เอง พระผู้มีพระภาคอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก บัดนี้ เราผู้เป็นอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้อุบัติขึ้นมาในโลกในภัทรกัปนี้ เช่นกัน
[๕] พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติ
ขึ้นในตระกูลกษัตริย์ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า (ตั้งแต่นี้ เป็นต้นไปใน
พระสูตรนี้ จะใช้คาว่า “พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโก
นาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า“ แทนวลีว่า “พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัส
สี เป็นต้น) มีพระชาติเป็นพราหมณ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลพราหมณ์ บัดนี้ เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัม
พุทธเจ้า มีชาติเป็นกษัตริย์ ได้อุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์
[๖] พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ พระสิขีพุทธเจ้า มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ
พระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ พระกกุสันธพุทธเจ้า มีพระโคตรว่ากัสสปะ พระโกนาคมน
3
พุทธเจ้า มีพระโคตรว่ากัสสปะ พระกัสสปพุทธเจ้า มีพระโคตรว่ากัสสปะ บัดนี้ เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัม
พุทธเจ้า มีโคตรว่าโคตรมะ
[๗] พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี พระสิขีพุทธเจ้ามีพระชนมายุประมาณ
๗๐,๐๐๐ ปี พระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระชนมายุประมาณ ๖๐,๐๐๐ ปี พระกกุสันธพุทธเจ้า มีพระชนมายุ
ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ปี พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีพระชนมายุประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปี พระกัสสปพุทธเจ้า มี
พระชนมายุประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี บัดนี้ เรามีอายุเพียงเล็กน้อย ผู้ที่มีอายุยืนก็เพียง ๑๐๐ ปีหรือเกินไปอีก
เล็กน้อย
[๘] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย (ควงต้นแคฝอย หมายถึงภายใต้บริเวณร่มแคฝอย)
พระสิขีพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นมะม่วง พระเวสสภูพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นสาละ พระกกุสันธพุทธเจ้าตรัสรู้ที่
ควงต้นซึก
พระโกนาคมนพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นมะเดื่อ พระกัสสปพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นไทร บัดนี้ เราผู้
เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นอัสสัตถะ (ต้นอัสสัตถะ ในที่นี้ หมายถึงต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัส
รู้ กล่าวคือพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสรู้ ณ ควงต้นไม้ใดๆ ต้นนั้นๆ เรียกว่า โพธิ์)
[๙] พระวิปัสสีพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก (พระอัครสาวก คือ พระสาวกชั้นยอด เพราะมี
คุณสมบัติพิเศษกว่าพระสาวกอื่นทั้งหมด พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีพระอัครสาวก ๒ องค์ พระอัครสาวก
ของพระพุทธเจ้าของเรา คือ (๑) พระสารีบุตรเถระเลิศทางปัญญา (๒) พระมหาโมคคัลลานเถระ เลิศทางมี
ฤทธิ์มาก) เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระขัณฑะและพระติสสะ พระสิขีพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่
เจริญ ได้แก่ พระอภิภูและพระสัมภวะ พระเวสสภูพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่
พระโสณะและพระอุตตระ พระกกุสันธพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญได้แก่ พระวิธูระและ
พระสัญชีวะ พระโกนาคมนพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวกเป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระภิยโยสะและพระอุตตระ
พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระติสสะและพระภารทวาชะ บัดนี้ เรามีคู่
พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
[๑๐] พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวก (การประชุมพระสาวก ในที่นี้ หมายถึงการ
ประชุมสงฆ์ ที่ต้องประกอบด้วยองค์ ๔ คือ (๑) ภิกษุผู้เข้าประชุมทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าเป็นอุปัชฌาย์ (๒)
ภิกษุผู้เข้าประชุมทั้งหมดมีบาตรและมีจีวรเกิดจากฤทธิ์ (๓) ภิกษุผู้เข้าประชุมทั้งหมดเข้าประชุมกันโดยมิได้
นัดหมาย (๔) วันประชุมตรงกับวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่า พระศาสดาทรงแสดงอุโบสถ (โอวาทปาติโมกข์) ด้วย
พระองค์เอง) ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ
๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ (พระขีณาสพ หมายถึงผู้สิ้นอาสวะ
๔ คือ (๑) กามาสวะ (อาสวะคือกาม) (๒) ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) (๓) ทิฏฐาสวะ (อาสวะคือทิฏฐิ) (๔)
อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา))
พระสิขีพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ
๘๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๗๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้า ประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
4
พระเวสสภูพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ
๗๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๖๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
พระกกุสันธพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๔๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุม
ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๓๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้า
ประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
พระกัสสปพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุม
ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
บัดนี้ เรามีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนแต่เป็น
พระขีณาสพ
[๑๑] พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระสิขีพุทธเจ้ามีภิกษุเข
มังกรเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระเวสสภูพุทธเจ้ามีภิกษุอุปสันตะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก
พระกกุสันธพุทธเจ้ามีภิกษุวุฑฒิชะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระโกนาคมนพุทธเจ้ามีภิกษุโสตถิชะ
เป็นอุปัฏฐากเป็นอัครอุปัฏฐาก พระกัสสปพุทธเจ้ามีภิกษุสัพพมิตตะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก บัดนี้
เรามีภิกษุอานนท์เป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก
[๑๒] พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้
กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา
พระสิขีพุทธเจ้ามีพระเจ้าอรุณะเป็นพระบิดา พระนางปภาวดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุง
อรุณวดีเป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณะ
พระเวสสภูพุทธเจ้ามีพระเจ้าสุปปติตะเป็นพระบิดา พระนางยสวดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด
กรุงอโนมะเป็นราชธานีของพระเจ้าสุปปติตะ
พระกกุสันธพุทธเจ้ามีพราหมณ์อัคคิทัตเป็นพระบิดา นางพราหมณีวิสาขาเป็นพระมารดาผู้ให้
กาเนิด สมัยนั้น ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าเขมะ กรุงเขมวดี เป็นราชธานีของพระเจ้าเขมะ
พระโกนาคมนพุทธเจ้ามีพราหมณ์ยัญญทัตเป็นพระบิดา นางพราหมณีอุตตราเป็นพระมารดา
ผู้ให้กาเนิด สมัยนั้น ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าโสภะ กรุงโสภวดี เป็นราชธานีของพระเจ้าโสภะ
พระกัสสปพุทธเจ้ามีพราหมณ์พรหมทัตเป็นพระบิดา นางพราหมณีธนวดีเป็นพระมารดาผู้ให้
กาเนิด สมัยนั้น ได้มีพระราชาทรงพระนามว่ากิงกี กรุงพาราณสี เป็นราชธานีของพระเจ้ากิงกี
บัดนี้ เรามีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุง
กบิลพัสดุ์เป็นราชธานี” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตได้ตรัสเรื่องนี้ แล้วจึงเสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปยังพระ
วิหาร
[๑๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นได้สนทนาเรื่องที่ค้างไว้ต่อไปดังนี้ ว่า
“ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมาก ทรงระลึกถึง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาลผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้า (ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ได้แก่ กิเลส
5
๓ คือ (๑) ตัณหา (๒) มานะ (๓) ทิฏฐิ หรือกิเลสวัฏฏะ (วงจรกิเลส)) ได้แล้ว ผู้ตัดทาง (ทาง คือ ทางแห่ง
กุศลกรรม (กรรมดี) และ อกุศลกรรม (กรรมชั่ว) หรือ กรรมวัฏฏะ (วงจรกรรม)) ได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะ
(วัฏฏะ หมายถึงสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด)ได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ (ทุกข์ ในที่นี้ หมายถึงวิปากวัฏฏะ
(วงจรวิบาก)) ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการ
ประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มี
พระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี
ธรรม (ธรรม ในที่นี้ หมายถึงสมาธิ ทั้งมรรคสมาธิ ผลสมาธิ โลกิยสมาธิ และโลกุตตรสมาธิ) อย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึง
ทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ในที่นี้ หมายถึงนิโรธสมาบัติ) อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้
มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น (ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ในที่นี้ หมายถึงวิมุตติ ๕
ประการ คือ (๑) วิกขัมภนวิมุตติ (๒) ตทังควิมุตติ (๓) สมุจเฉทวิมุตติ (๔) ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ (๕) นิสสรณ
วิมุตติ) อย่างนี้ ’
ท่านผู้มีอายุ เป็นอย่างไรหนอ เพราะพระตถาคตทรงมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุนี้ จึงเป็นเหตุ
ให้ทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทาง
ได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระ
อัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมี
พระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค
เหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ หรือ’
หรือเพราะเหล่าเทวดาได้กราบทูลความข้อนี้ แด่พระตถาคต จึงเป็นเหตุให้ทรงระลึกถึง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด
วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ
การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ
ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี
ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น
เครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ ภิกษุเหล่านั้นสนทนาเรื่องค้างไว้เท่านี้
[๑๔] ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากการหลีกเร้น (การหลีกเร้น ในที่นี้ หมายถึง
ผลสมาบัติ) เข้าไปยังหอนั่งใกล้กเรริมณฑป ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลาย
6
ดังนี้ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่เธอทั้งหลาย
สนทนากันค้างไว้”
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สนทนาเรื่องที่ค้างไว้ต่อไป
ดังนี้ ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมาก ทรง
ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว
ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก
และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรง
มีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุ
นี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’
ท่านผู้มีอายุ เป็นอย่างไรหนอ เพราะพระตถาคตทรงมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุนี้ จึงเป็นเหตุ
ให้ทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทาง
ได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระ
อัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมี
พระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค
เหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ หรือ’
หรือเพราะเหล่าเทวดาได้กราบทูลความข้อนี้ แด่พระตถาคต จึงเป็นเหตุให้ทรงระลึกถึง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด
วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ
การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ
ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี
ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น
เครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ เรื่องนี้ แลที่พวกข้าพระองค์สนทนาค้างไว้ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง
พระพุทธเจ้าข้า’
[๑๕] พระผู้มีพระภาคตรัส “เพราะตถาคตมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุนี้ จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด
7
วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ
การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ
ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี
ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น
เครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’
แม้เหล่าเทวดาก็ได้บอกความข้อนี้ แก่ตถาคต จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต
กาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวง
ได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระ
นามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค
เหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น
เครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายต้องการจะฟังธรรมีกถาอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาสนอกเหนือจากนี้ อีก
หรือไม่”
พวกภิกษุทูลตอบว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ถึงกาลอันสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะทรง
แสดงธรรมีกถาอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาสนอกจากนี้ อีก ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้วจะได้ทรง
จาไว้ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้น
ทูลรับสนองพระดารัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ ว่า
พระประวัติของพระวิปัสสีพุทธเจ้า
[๑๖] “ภิกษุทั้งหลาย นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ มีพระชนมายุประมาณ
๘๐,๐๐๐ ปี ตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระขัณฑะและพระติสสะ มี
การประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ
๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัคร
อุปัฏฐาก มีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็น
ราชธานีของพระเจ้าพันธุมา
กฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ
8
[๑๗] ๑. ภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีโพธิสัตว์ (โพธิสัตว์ หมายถึงผู้บาเพ็ญมรรค ๔ เพื่อบรรลุโพธิ)
ทรงมีสติสัมปชัญญะตลอด ตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงเสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา ข้อนี้ เป็น
กฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๑๘] ๒. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระ
มารดา แสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ แม้ในช่องว่างระหว่างโลกซึ่งไม่มี
อะไรคั่น มีสภาพมืดมิดหรือที่ที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากส่องแสงไปไม่ถึง ก็มี
แสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้น ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ เพราะแสงสว่างนั้น เหล่าสัตว์ที่
เกิดในที่นั้นๆ จึงรู้จักกันและกันว่า ‘ยังมีสัตว์อื่นเกิดในที่นี้ เหมือนกัน’ และ ๑๐ สหัสสีโลกธาตุ (คาว่า “๑๐
สหัสสีโลกธาตุ” บางทีใช้ว่า โลกธาตุ ดังที่ปรากฏในมหาสมยสูตร (บาลี) ข้อ ๓๓๑/๒๑๖ ตอนหนึ่งว่า
“ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา” หมายถึงเหล่าเทวดาจาก ๑๐ โลกธาตุ อนึ่ง ๑๐ โลกธาตุ ในที่นี้ เท่ากับหมื่น
จักรวาล ซึ่งตรงกับ ๑๐ สหัสสีโลกธาตุ ในพระสูตรนี้ ) นี้ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งแสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณ
มิได้ก็ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๑๙] ๓. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา เทพบุตร ๔
องค์ (เทพบุตร ๔ องค์ ในที่นี้ หมายถึงท้าวมหาราช ๔ องค์ คือ (๑) ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ครองทิศ
ตะวันออก (๒) ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ครองทิศใต้ (๓) ท้าววิรูปักษ์ จอมนาคครองทิศตะวันตก (๔) ท้าว
เวสวัณจอมยักษ์ครองทิศเหนือ) เข้าไปอารักขาประจาทั้ง ๔ ทิศด้วยตั้งใจว่า ‘มนุษย์หรืออมนุษย์ใดๆ อย่าได้
เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดาของพระโพธิสัตว์เลย’ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๐] ๔. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดามี
ปกติทรงศีล คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นจากการประพฤติผิด
ในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ข้อนี้
เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๑] ๕. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดา
ของพระองค์ไม่ทรงมีความรู้สึกทางกามารมณ์ เป็นผู้ที่บุรุษผู้มีจิตกาหนัดใดๆ ไม่สามารถล่วงเกินได้ ข้อนี้
เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๒] ๖. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดา
ของพระองค์ทรงได้กามคุณ ๕ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดา
ในเรื่องนี้
[๒๓] ๗. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดา
ของพระองค์ไม่ทรงมีความเจ็บป่วยใดๆ ทรงมีความสุข ไม่ลาบากพระวรกาย มองเห็นพระโพธิสัตว์อยู่
ภายในพระครรภ์ มีพระอวัยวะสมบูรณ์ มีพระอินทรีย์ไม่บกพร่อง ภิกษุทั้งหลาย เหมือนแก้วไพฑูรย์อัน
งดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใสเป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง
ขาว หรือสีนวล ร้อยอยู่ข้างใน คนตาถึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณารู้ว่า ‘นี้ คือ แก้วไพฑูรย์
9
อันงดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใสเป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง
แดง ขาว หรือสีนวล ร้อยอยู่ข้างใน’ ฉันใด เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระ
มารดาของพระองค์ไม่ทรงมีความเจ็บป่วยใดๆ ทรงมีความสุข ไม่ลาบากพระวรกาย มองเห็นพระโพธิสัตว์
อยู่ภายในพระครรภ์ มีพระอวัยวะสมบูรณ์ มีพระอินทรีย์ไม่บกพร่อง ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดา
ในเรื่องนี้
[๒๔] ๘. มีกฎธรรมดาดังนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาของพระองค์สวรรคตไป
เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๕] ๙. มีกฎธรรมดาดังนี้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ไม่ประสูติพระโอรสเหมือนสตรีทั่วไปที่จะ
คลอดลูกหลังจากตั้งครรภ์ได้ ๙ เดือนหรือ ๑๐ เดือน ส่วนพระมารดาของพระโพธิสัตว์ประสูติพระโอรสเมื่อ
ทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือนเท่านั้น ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๖] ๑๐. มีกฎธรรมดาดังนี้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ไม่ประสูติพระโอรสเหมือนสตรีทั่วไปซึ่ง
จะนั่งคลอดหรือนอนคลอดก็ได้ ส่วนพระมารดาของพระโพธิสัตว์ประทับยืนประสูติเท่านั้น ข้อนี้ เป็นกฎ
ธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๗] ๑๑. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ในตอน
แรกเหล่าเทพจะทาพิธีต้อนรับ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๘] ๑๒. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ยังไม่ทัน
สัมผัสแผ่นดิน เทพบุตร ๔ องค์ช่วยกันประคองพระโพธิสัตว์ไปไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดาแล้วกราบ
ทูลว่า ‘โปรดพอพระทัยเถิด พระเทวี พระราชโอรสของพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้นเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่’ ข้อนี้ เป็นกฎ
ธรรมดาในเรื่องนี้
[๒๙] ๑๓. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา เสด็จออก
โดยง่าย ไม่แปดเปื้ อนด้วยน้า เมือก เลือด หรือสิ่งไม่สะอาดใดๆ เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ภิกษุทั้งหลาย เหมือน
แก้วมณีที่บุคคลวางไว้ในผ้ากาสิกพัสตร์ ย่อมไม่ทาให้ผ้ากาสิกพัสตร์แปดเปื้ อน ถึงผ้ากาสิกพัสตร์ก็ไม่ทาให้
แก้วมณีแปดเปื้ อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสิ่งทั้งสองเป็นของสะอาดบริสุทธิ์ ฉันใด เวลาที่พระโพธิสัตว์
ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา เสด็จออกโดยง่าย ไม่แปดเปื้ อนด้วยน้า เมือก เลือด หรือสิ่งไม่สะอาด
ใดๆ เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๓๐] ๑๔. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา มีธารน้า
ปรากฏในอากาศ ๒ สาย คือ ธารน้าเย็นและธารน้าอุ่น เพื่อชาระล้างพระโพธิสัตว์และพระมารดา ข้อนี้ เป็น
กฎธรรมดาในเรื่องนี้
[๓๑] ๑๕. มีกฎธรรมดาดังนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ครู่หนึ่ง ทรงยืนได้อย่างมั่นคงด้วยพระ
บาททั้งสองที่เสมอกัน ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ทรงดาเนินไป ๗ ก้าว ขณะที่หมู่เทวดากั้น
เศวตฉัตรตามเสด็จ ทอดพระเนตรไปยังทิศต่างๆ แล้ว ทรงเปล่งพระอาสภิวาจา (วาจาอย่างองอาจ)ว่า ‘เรา
คือผู้เลิศของโลก เราคือผู้เจริญที่สุดของโลก เราคือผู้ประเสริฐที่สุดของโลก ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพ
ใหม่ไม่มีอีก’ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
10
[๓๒] ๑๖. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา แสงสว่าง
เจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ
พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ แม้ในช่องว่างระหว่างโลกซึ่งไม่มีอะไรคั่น มีสภาพ
มืดมิด หรือที่ที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ส่องแสงไปไม่ถึง ก็มีแสงสว่างเจิดจ้า
หาประมาณมิได้ปรากฏขึ้น ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ เพราะแสงสว่างนั้น เหล่าสัตว์ที่เกิดในที่นั้นๆ จึง
รู้จักกันและกันว่า ‘ยังมีสัตว์อื่นเกิดในที่นี้ เหมือนกัน’ และ ๑๐ สหัสสีโลกธาตุนี้ สั่นสะเทือน เลื่อนลั่น ทั้งแสง
สว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ ก็ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ
[๓๓] ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระวิปัสสีราชกุมารประสูติแล้ว พวกอามาตย์ได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมา
ว่า ‘ขอเดชะ พระราชโอรสของพระองค์ประสูติแล้ว โปรดทอดพระเนตรเถิด’ พระเจ้าพันธุมาได้อดพระเนตร
วิปัสสีราชกุมาร แล้วรับสั่งให้เชิญพราหมณ์โหราจารย์มาตรัสว่า ‘พราหมณ์โหราจารย์ จงทานายวิปัสสีราช
กุมาร’
พวกพราหมณ์โหราจารย์เห็นพระวิปัสสีราชกุมารแล้วได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมาว่า ‘ขอเดชะ
โปรดพอพระทัยเถิด พระราชโอรสของพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้นเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐ
ของพระองค์ผู้ได้พระราชโอรสเช่นนี้ อยู่ในราชตระกูล เพราะพระราชกุมารนี้ สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ
๓๒ ประการ ที่เป็นเหตุให้มหาบุรุษมีคติ (คติ มีความหมายหลายนัย คือ (๑) ที่ที่สัตว์จะไปเกิด (๒)
อัธยาศัย (๓) ที่พึ่ง (๔) ความสาเร็จ ในที่นี้ หมายถึงความสาเร็จ คือบรรลุผลตามจุดหมาย) ๒ อย่าง ไม่
เป็นอย่างอื่น คือ
๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ใน
แผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗)
ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถ
ย่ายีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรมไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้ มีสาคร
เป็นขอบเขต
๒. ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี
กิเลส (กิเลสในที่นี้ หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ตัณหาที่ปิดกั้นกุศลธรรม) ในโลก
[๓๔] ขอเดชะ พระราชกุมารนี้ ทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ อะไรบ้าง ที่เป็น
เหตุให้มหาบุรุษมีคติ ๒ อย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ
๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ใน
แผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗)
ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถ
11
ย่ายีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้ มีสาคร
เป็นขอบเขต
๒. ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี
กิเลสในโลก
[๓๕] คือ พระราชกุมารนี้
๑. มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน ข้อที่พระราชกุมารมีฝ่าพระบาทราบเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหา
บุรุษของมหาบุรุษนั้น
๒. พื้นฝ่าพระบาททั้งสองของพระราชกุมารนี้ มีจักรซึ่งมีกาข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมี
ส่วนประกอบครบทุกอย่าง ข้อที่พื้นฝ่าพระบาททั้งสองของพระราชกุมารนี้ มีจักรซึ่งมีกาข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มี
กง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่างนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๓. มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป ข้อที่พระราชกุมารมีส้นพระบาทยื่นยาวออกไปนี้ เป็นลักษณะ
มหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๔. มีพระองคุลียาว ข้อที่พระราชกุมารมีพระองคุลียาวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๕. มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม ข้อที่พระราชกุมารมีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่มนี้ เป็น
ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย ข้อที่พระราชกุมารมีฝ่า
พระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่ายนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๗. มีข้อพระบาทสูง ข้อที่พระราชกุมารมีข้อพระบาทสูงนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๘. มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้ อทราย ข้อที่พระราชกุมารมีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้ อทรายนี้ เป็น
ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๙. เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลาถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้ ข้อที่
พระราชกุมารเมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลาถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้นี้
เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๐. มีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝักเร้นอยู่ในฝัก ข้อที่พระราชกุมารมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝักนี้
เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๑. มีพระฉวีสีทอง มีพระฉวีเปล่งปลั่งดุจทองคา ข้อที่พระราชกุมารมีพระฉวีสีทอง มีพระฉวีเปล่ง
ปลั่งดุจทองคานี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๒. มีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้ ข้อที่พระราชกุมารมีพระฉวีละเอียด
จนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๓. มีพระโลมชาติเดี่ยว คือ ในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว ข้อที่พระราชกุมารมีพระโลมชาติเดี่ยว
คือ ในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
12
๑๔. มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือ พระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวา ดังกุณฑลสีครามเข้มดัง
ดอกอัญชัน ข้อที่พระราชกุมารมีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือ พระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวาดังกุณฑล สี
ครามเข้มดังดอกอัญชันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๕. มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม ข้อที่พระราชกุมารมีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหมนี้ เป็น
ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๖. มีพระมังสะในที่ ๗ แห่ง (ที่ ๗ แห่ง ในที่นี้ คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้าง หลังพระบาททั้ง ๒
ข้าง พระอังสะทั้ง ๒ ข้าง และลาพระศอ) เต็มบริบูรณ์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็ม
บริบูรณ์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๗. มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลาตัวท่อนหน้าของราชสีห์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระวรกาย
ทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลาตัวท่อนหน้าของราชสีห์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๘. มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน ข้อที่พระราชกุมารมีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกันนี้ เป็น
ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๑๙. มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลของต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วาของพระองค์
๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระวรกาย ข้อที่พระราชกุมารมีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลของ
ต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วาของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระวรกายนี้ เป็นลักษณะ
มหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๒๐. มีลาพระศอกลมเท่ากันตลอด ข้อที่พระราชกุมารมีลาพระศอกลมเท่ากันตลอดนี้ เป็น
ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๒๑. มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี ข้อที่พระราชกุมารมีเส้นประสาทรับรสพระกระยา
หารได้ดีนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระหนุดุจคางราชสีห์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษ
ของมหาบุรุษนั้น
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ข้อที่พระราชกุมารมีพระทนต์ ๔๐ ซี่นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ
นั้น
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ข้อที่พระราชกุมารมีพระทนต์เรียบเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหา
บุรุษของมหาบุรุษนั้น
๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่างกัน ข้อที่พระราชกุมารมีพระทนต์ไม่ห่างกันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของ
มหาบุรุษนั้น
๒๖. มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม ข้อที่พระราชกุมารมีพระเขี้ยวแก้วขาวงามนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษ
ของมหาบุรุษนั้น
๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ยาว ข้อที่พระราชกุมารมีพระชิวหาใหญ่ยาวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของ
มหาบุรุษนั้น
13
๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก ข้อที่พระราชกุมารมีพระสุ
รเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวกนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๒๙. มีพระเนตรดาสนิท ข้อที่พระราชกุมารมีพระเนตรดาสนิทนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหา
บุรุษนั้น
๓๐. มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด ข้อที่พระราชกุมารมีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตา
ลูกโคเพิ่งคลอดนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๓๑. มีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่น ข้อที่พระราชกุมารมีพระอุณาโลม
ระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่นนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระเศียรดุจประดับด้วย
กรอบพระพักตร์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
[๓๖] ขอเดชะ พระราชกุมารนี้ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ ที่เป็นเหตุให้
มหาบุรุษมีคติ ๒ อย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ
๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ใน
แผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗)
ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถ
ย่ายีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้ มีสาคร
เป็นขอบเขต
๒. ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี
กิเลสในโลก’
เหตุที่ทรงได้พระสมญาว่าวิปัสสี
[๓๗] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาโปรดให้พวกพราหมณ์โหราจารย์นุ่งห่มผ้าใหม่ ทรงเลี้ยงดูให้อิ่มหนา
ด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง แล้วรับสั่งให้ตั้งพี่เลี้ยงนางนมแก่พระวิปัสสีราชกุมาร คือ หญิงพวกหนึ่งให้พระ
ราชกุมารเสวยน้านม พวกหนึ่งให้ทรงสนาน พวกหนึ่งคอยอภิบาล พวกหนึ่งคอยอุ้ม
ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร พวกราชบุรุษก็คอยกั้นเศวตฉัตรถวายทั้งกลางวันและกลางคืน
ด้วยตั้งใจว่า ‘ความหนาว ความร้อน หญ้า ละออง หรือน้าค้างอย่าได้เบียดเบียนพระราชกุมาร’
ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ก็ทรงกลายเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก เปรียบ
เหมือนดอกอุบล ดอกปทุม หรือดอกบุณฑริก เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก ฉันใด พระวิปัสสี
ราชกุมารทรงเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก ฉันนั้นเหมือนกัน นัยว่า พระวิปัสสีราชกุมารนั้น
ได้รับการผลัดเปลี่ยนกันอุ้มใส่สะเอวอยู่เสมอๆ
[๓๘] ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ทรงเป็นผู้มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ไพเราะอ่อนหวาน
กลมกล่อมจับใจ หมู่นกการเวกที่ภูเขาหิมพานต์ เป็นสัตว์มีสาเนียงไพเราะอ่อนหวานกลมกล่อมจับใจ ฉันใด
14
พระวิปัสสีราชกุมาร ก็เป็นผู้มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมไพเราะอ่อนหวานกลมกล่อมจับใจ ฉันนั้น
เหมือนกัน
[๓๙] ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ทรงมีทิพยจักษุอันเกิดจากวิบากกรรมที่เป็นเหตุให้
มองเห็นไกลได้ตลอด ๑ โยชน์โดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน
[๔๐] ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ทรงเพ่งดูไม่กะพริบพระเนตร พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แลดู
ไม่กะพริบตา ฉันใด พระวิปัสสีราชกุมาร ทรงเพ่งดูไม่กะพริบพระเนตร ฉันนั้นเหมือนกัน จึงเกิดมีพระ
สมญาว่า ‘วิปัสสี วิปัสสี‘’
[๔๑] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาประทับในศาลตัดสินคดี ทรงให้พระวิปัสสีราชกุมารประทับบนพระ
เพลา ขณะทรงพิจารณาคดี นัยว่า พระวิปัสสีราชกุมารประทับนั่งบนพระเพลาของพระชนกในศาลตัดสินคดี
นั้น ทรงวินิจฉัยให้คดีดาเนินไปด้วยพระญาณ เพราะคาเล่าลือว่า ‘พระราชกุมารวินิจฉัยให้คดีดาเนินไปด้วย
พระญาณ’ มีปริมาณมากขึ้น จึงเกิดมีพระสมญาว่า ‘วิปัสสี วิปัสสี’
[๔๒] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาโปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง สาหรับพระวิปัสสีราชกุมาร หลังหนึ่ง
สาหรับประทับในฤดูฝน หลังหนึ่งสาหรับประทับในฤดูหนาว หลังหนึ่งสาหรับประทับในฤดูร้อน โปรดให้
บารุงพระราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ พระวิปัสสีราชกุมารทรงได้รับการบารุงบาเรอด้วยดนตรีที่ไม่ปะปนด้วย
บุรุษในปราสาทสาหรับประทับในฤดูฝน ไม่ได้เสด็จลงมาชั้นล่างปราสาทตลอด ๔ เดือน
ภาณวารที่ ๑ จบ
--------------------------
เทวทูต ๔
คนชรา
[๔๓] ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเวลาล่วงไปหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่ง
เรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหายสารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่
สวยงาม’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์
เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระวิปัสสีราช
กุมารทรงยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน
[๔๔] ขณะที่เสด็จประพาสอุทยาน พระวิปัสสีราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นชายชราผู้มีซี่โครงคด
เหมือนกลอนประตู หลังงองุ้ม เดินถือไม้เท้างกๆ เงิ่นๆ กระสับกระส่าย หมดความหนุ่มแน่น จึงตรัสถาม
นายสารถีว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ เส้นผมและร่างกายของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา’
‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนชรา’
‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา เพราะเวลานี้ เขาจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน พระเจ้าข้า’
‘ถึงเราเองก็จะต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’
15
‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’
‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ นายสารถีทูลรับ
พระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที
พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐานชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้น
ชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความเกิดก็มีความแก่’
[๔๕] ต่อมา พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้เรียกนายสารถีมาแล้วตรัสถามว่า ‘พ่อสารถีคนดี ราชกุมาร
ยินดีในอุทยานหรือไม่ พอใจในอุทยานหรือไม่’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ พระราชกุมารไม่ทรงยินดีในพระอุทยาน ไม่ทรงพอพระทัยในพระ
อุทยาน’
ท้าวเธอตรัสถามว่า ‘ขณะเที่ยวชมอุทยาน ราชกุมารพบเห็นอะไรหรือ’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขณะที่เสด็จประพาสพระอุทยาน พระราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นชาย
ชรา ผู้มีซี่โครงคดเหมือนกลอนประตู หลังงองุ้ม เดินถือไม้เท้างกๆ เงิ่นๆ กระสับกระส่าย หมดความหนุ่ม
แน่น จึงตรัสถามข้าพระองค์ว่า
‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ เส้นผมและร่างกายของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’
ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา’
‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนชรา’
‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา เพราะเวลานี้ เขาจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน พระเจ้าข้า’
‘ถึงเราเองก็จะต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’
‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’
‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’
ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐาน
ชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความ
เกิดก็มีความแก่’ พระเจ้าข้า
คนเจ็บ
[๔๖] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาทรงพระดาริว่า ‘ขออย่าให้วิปัสสีกุมารไม่ยอมครองราชย์เลย อย่าได้
ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิตเลย คาทานายของพราหมณ์โหราจารย์อย่าได้เป็นจริงเลย’ จึงรับสั่งให้บารุง
บาเรอพระวิปัสสีราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าพระวิปัสสีราชกุมารจะอยู่ครองราชย์ จะไม่
เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต และคาทานายของพราหมณ์โหราจารย์จะผิดพลาด
พระวิปัสสีราชกุมารทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ในพระราชฐานนั้น
เมื่อเวลาล่วงไปอีกหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหาย
สารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่สวยงาม’
16
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์
เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระวิปัสสีราช
กุมารทรงยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน
[๔๗] เมื่อเสด็จประพาสอุทยานอีก พระวิปัสสีราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บทนทุกข์ ป่วย
หนัก นอนทุรนทุรายจมกองอุจจาระปัสสาวะของตน คนอื่นต้องช่วยกันพยุงให้กินอาหาร จึงตรัสถามนาย
สารถีว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ นัยน์ตาทั้งคู่และศีรษะของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ’
‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนเจ็บ’
‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ เพราะเขาหายจากความเจ็บป่วยนั้นได้อย่างยากเย็น พระเจ้าข้า’
‘ถึงเราเองก็จะต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’
‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’
‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ นายสารถีทูลรับ
พระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที
พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐานชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้น
ชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความเกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ’
[๔๘] ต่อมา พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้เรียกนายสารถีมาแล้ว ตรัสถามว่า ‘พ่อสารถีคนดี ราชกุมาร
ยินดีในอุทยานหรือไม่ พอใจในอุทยานหรือไม่’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ พระราชกุมารไม่ทรงยินดีในพระอุทยาน ไม่ทรงพอพระทัยในพระ
อุทยาน’
ท้าวเธอตรัสถามว่า ‘ขณะเที่ยวชมอุทยาน ราชกุมารพบเห็นอะไรหรือ’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขณะที่เสด็จประพาสพระอุทยาน พระราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นคน
เจ็บทนทุกข์ ป่วยหนัก นอนทุรนทุรายจมกองอุจจาระปัสสาวะของตนคนอื่นต้องช่วยกันพยุงให้กินอาหาร จึง
ตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ นัยน์ตาทั้งคู่และศีรษะของเขาจึงไม่เหมือน
ของคนอื่นๆ’
ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ’
‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนเจ็บ’
‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ เพราะเขาหายจากความเจ็บป่วยนั้นได้อย่างยากเย็น พระเจ้าข้า’
‘ถึงเราเองก็จะต้องป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’
‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’
‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’
ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐาน
ชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความ
เกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ’ พระเจ้าข้า’
17
คนตาย
[๔๙] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาทรงพระดาริว่า ‘ขออย่าให้วิปัสสีกุมารไม่ยอมครองราชย์เลย อย่าได้
ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิตเลย คาทานายของพราหมณ์โหราจารย์อย่าได้เป็นจริงเลย’ จึงรับสั่งให้บารุง
บาเรอพระวิปัสสีราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าพระวิปัสสีราชกุมารจะอยู่ครองราชย์ จะไม่
เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต และคาทานายของพราหมณ์โหราจารย์จะผิดพลาด
พระราชกุมารทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ในพระราชฐานนั้น เมื่อ
เวลาล่วงไปหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหายสารถี
เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่สวยงาม’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์
เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระราชกุมารทรง
ยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน
[๕๐] เมื่อพระวิปัสสีราชกุมารเสด็จประพาสอุทยานอีก ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ชนประชุมกันและ
กาลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสี จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘สหายสารถี หมู่ชนประชุมกันและประดับ
คานหามด้วยผ้าหลากสีไว้ทาไม’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย’
พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งว่า ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางคนตายนั้น’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางคนตายนั้น พระราชกุมารทอดพระเนตรคนตาย
จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนตาย’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย เพราะเวลานี้ มารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ จะไม่ได้
พบเห็นเขาอีก ตัวเขาก็จะไม่ได้พบเห็นมารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ อีก พระเจ้าข้า’
‘ถึงเราเองก็จะต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ
จะไม่ได้พบเห็นเรา แม้เราก็จะไม่ได้พบเห็นพระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ กระนั้นหรือ’
‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า พระเจ้าแผ่นดิน
พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ทรงพบเห็นพระองค์ แม้พระองค์ก็จะไม่ทรงพบเห็นพระเจ้า
แผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ’
‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึง
พระราชฐานชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะ
เมื่อมีความเกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย’
[๕๑] ต่อมา พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้เรียกนายสารถีมาแล้วตรัสถามว่า ‘พ่อสารถีคนดี ราชกุมาร
ยินดีในอุทยานหรือไม่ พอใจในอุทยานหรือไม่’
18
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ พระราชกุมารไม่ทรงยินดีในพระอุทยาน ไม่ทรงพอพระทัยในพระ
อุทยานครั้งนี้ เลย’
ท้าวเธอตรัสถามว่า ‘ขณะที่เที่ยวชมอุทยาน ราชกุมารพบเห็นอะไรหรือ’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขณะที่เสด็จประพาสพระอุทยาน พระราชกุมาร ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่
ชนประชุมกันและกาลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสี จึงตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘สหายสารถี หมู่ชนประชุม
กันและกาลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสีไว้ทาไม’
ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย’
พระราชกุมารรับสั่งว่า ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางคนตายนั้น’
ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางคนตายนั้น พระราชกุมารทอดพระเนตรคนตาย
จึงตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนตาย’
ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย เพราะเวลานี้ มารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ จะไม่ได้
พบเห็นเขาอีก ตัวเขาก็จะไม่ได้พบเห็นมารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ อีก พระเจ้าข้า’
‘ถึงเราเองก็จะต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ
จะไม่ได้พบเห็นเรา แม้เราก็จะไม่ได้พบเห็นพระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ กระนั้นหรือ’
‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า พระเจ้าแผ่นดิน
พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ทรงพบเห็นพระองค์ แม้พระองค์ก็จะไม่ทรงพบเห็นพระเจ้า
แผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ’
‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’
ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐาน
ชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความ
เกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย’ พระเจ้าข้า’
บรรพชิต
[๕๒] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาทรงพระดาริว่า ‘ขออย่าให้วิปัสสีกุมารไม่ยอมครองราชย์เลย อย่าได้
ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิตเลย คาทานายของพราหมณ์โหราจารย์อย่าได้เป็นจริงเลย’ จึงรับสั่งให้บารุง
บาเรอพระวิปัสสีราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าพระวิปัสสีราชกุมารจะอยู่ครองราชย์ จะไม่
เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต และคาทานายของพราหมณ์โหราจารย์จะผิดพลาด
พระวิปัสสีราชกุมารทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ในพระราชฐานนั้น
เมื่อเวลาล่วงไปอีกหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหาย
สารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่สวยงาม’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์
เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระวิปัสสีราช
กุมารทรงยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยานพร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน
19
[๕๓] พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จประพาสอุทยานอีก ได้ทอดพระเนตรเห็นบุรุษศีรษะโล้นนุ่งห่มผ้า
กาสาวพัสตร์ จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ ทั้งศีรษะและเครื่องนุ่งห่ม
ของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’
นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าบรรพชิต’
‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าบรรพชิต’
‘ผู้นั้นชื่อว่าบรรพชิต เพราะการประพฤติธรรมเป็นความดี การประพฤติสม่าเสมอเป็นความดี
การทากุศลเป็นความดี การทาบุญเป็นความดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี และการอนุเคราะห์หมู่สัตว์
เป็นความดี พระเจ้าข้า’
‘บรรพชิตนี้ ดีแท้ เพราะการประพฤติธรรมเป็นความดี การประพฤติสม่าเสมอ เป็นความดี การ
ทากุศลเป็นความดี การทาบุญเป็นความดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี และการอนุเคราะห์หมู่สัตว์เป็น
ความดี ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางบรรพชิตนั้น’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางบรรพชิตนั้น ครั้นแล้ว พระราชกุมารได้ตรัสถาม
บรรพชิตว่า ‘สหาย ท่านทาอะไร ศีรษะและเครื่องนุ่งห่มของท่านจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’
บรรพชิตนั้นทูลตอบว่า ‘ขอถวายพระพร อาตมภาพชื่อว่าบรรพชิต’
‘ท่านชื่อว่าบรรพชิตหรือ’
‘ขอถวายพระพร อาตมภาพชื่อว่าบรรพชิต เพราะการประพฤติธรรมเป็นความดี การประพฤติ
สม่าเสมอเป็นความดี การทากุศลเป็นความดี การทาบุญเป็นความดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี และ
การอนุเคราะห์หมู่สัตว์เป็นความดี’
พระโพธิสัตว์เสด็จออกผนวช
[๕๔] ภิกษุทั้งหลาย ลาดับนั้น พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหายสารถี
ถ้าเช่นนั้น เธอจงนารถกลับเข้าเมือง เราจักโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากวังบวชเป็น
บรรพชิตในอุทยานนี้ ’
นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที ส่วนพระวิปัสสีราชกุมารทรงปลงพระ
เกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตที่อุทยานนั้นนั่นเอง
มหาชนออกบวชตามเสด็จ
[๕๕] มหาชนในกรุงพันธุมดีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้ทราบข่าวว่าพระวิปัสสีราชกุมารทรงปลง
พระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จึงคิดว่า ‘พระ
ธรรมวินัยและการบรรพชาที่พระวิปัสสีราชกุมารได้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์
เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตนั้น คงจะไม่ต่าทราม คนระดับพระวิปัสสีราชกุมาร ยังทรงปลง
พระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตได้ ทาไมพวก
เราจักบวชบ้างไม่ได้เล่า’
20
มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้พากันโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือน
บวชเป็นบรรพชิตตามเสด็จพระวิปัสสีโพธิสัตว์ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ทรงมีบริษัทนั้นแวดล้อม เสด็จจาริกไปใน
หมู่บ้าน นิคม ชนบท(แคว้น) และราชธานีทั้งหลาย
[๕๖] ต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์ประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด (ที่สงัด หมายถึงกายวิเวก หลีกเร้น
หมายถึงจิตตวิเวก) ทรงมีพระราพึงอย่างนี้ ว่า ‘การที่เราอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะอย่างนี้ หาเป็นการสมควรไม่
ทางที่ดี เราควรหลีกออกจากหมู่อยู่เพียงลาพัง’ ต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์เสด็จหลีกออกจากหมู่ประทับอยู่ผู้
เดียว บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูป ได้แยกไปทางหนึ่ง พระวิปัสสีโพธิสัตว์ก็เสด็จไปอีกทางหนึ่ง
พระโพธิสัตว์ตรัสรู้
[๕๗] ต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์ประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงมีพระราพึงอย่างนี้ ว่า ‘สัตว์โลกนี้
ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติและอุบัติ ก็บุคคลผู้ไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์ คือ ชรา(ความแก่)
มรณะ(ความตาย)นี้ เมื่อไร จึงจะพ้นจากทุกข์คือชรามรณะนี้ ได้’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ชรามรณะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี’ เพราะ
ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อชาติ(ความเกิด)มี ชรามรณะจึงมี เพราะ
ชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ชาติจึงมี’ เพราะทรงมนสิการ
โดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อภพ(ความมีความเป็น)มี ชาติจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย
ชาติจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ภพจึงมี’ เพราะทรงมนสิการ
โดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)มี ภพจึงมี เพราะ
อุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ เพราะ
ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อตัณหา(ความอยาก)มี อุปาทานจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อเวทนา(ความรู้สึก)มี ตัณหาจึงมี เพราะเวทนา
เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อผัสสะ(สัมผัส)มี เวทนาจึงมี เพราะผัสสะเป็น
ปัจจัย เวทนาจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อสฬายตนะ (อายตนะ ๖)มี ผัสสะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’
21
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี สฬายตนะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี’ เพราะ
ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูป(นามธรรมและรูปธรรม)มี สฬายต
นะจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อวิญญาณ(ความรู้แจ้งอารมณ์)มี นามรูปจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี วิญญาณจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูปมี วิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็น
ปัจจัย วิญญาณจึงมี’
[๕๘] จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘วิญญาณนี้ ย่อมหมุนกลับมาจากนามรูปเท่านั้น ไม่เลยไปกว่านั้น
เพราะความหมุนกลับเพียงแค่นี้ สัตว์โลกจึงเกิดบ้าง แก่บ้าง ตายบ้าง จุติบ้าง อุบัติบ้าง ความเป็นไปนั้น คือ
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ(ความโศก) ปริเทวะ(ความคร่าครวญ) ทุกข์(ความทุกข์
กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) จึงมี
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ ด้วยประการฉะนี้ ’
[๕๙] ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสง
สว่างเกิดขึ้นแล้วแก่พระโพธิสัตว์ ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘สมุทัย สมุทัย (ความเกิด ความ
เกิด)’
[๖๐] จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรามรณะจึงดับ’
เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะ
ชาติดับ ชรามรณะจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการ
โดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ’
22
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ’ เพราะ
ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหา
ดับ อุปาทานจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ
ตัณหาจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ
เวทนาจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะ
ดับ ผัสสะจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ’ เพราะ
ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนาม
รูปดับ สฬายตนะจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ’ เพราะทรง
มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณ
ดับ นามรูปจึงดับ’
จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ’ เพราะ
ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูปไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะนามรูป
ดับ วิญญาณจึงดับ’
[๖๑] จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘ทางเพื่อความตรัสรู้ เราได้บรรลุแล้ว คือ
เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ ด้วยประการฉะนี้ ’
23
[๖๒] ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสง
สว่างเกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘นิโรธ นิโรธ (ความดับ
ความดับ)’
[๖๓] จากนั้น ทรงพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า “รูปเป็น
อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง
เวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้ สัญญาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้
ความดับแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสังขาร
เป็นอย่างนี้ วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ”
เมื่อทรงพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ไม่นานนัก จิตก็หลุด
พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น’
ภาณวารที่ ๒ จบ
-------------------
ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม
[๖๔] ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีพระราพึงดังนี้ ว่า ‘ทางที่ดีเราควรแสดงธรรม’
แต่ทรงพระดาริว่า ‘ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่ใช่วิสัยตรรกะ
ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ก็แลหมู่ประชานี้ เป็นผู้รื่นรมย์ในอาลัย (อาลัย คือกามคุณ ๕ ที่สัตว์พัวพันยินดี
เพลิดเพลิน เป็นชื่อเรียกกิเลส ๒ อย่างคือกามคุณ ๕ และตัณหาวิจริต ๑๐๘) ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินใน
อาลัย สาหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ในอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะอันนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก
กล่าวคือ หลักอิทัปปัจจยตา (อิทัปปัจจยตา แปลว่า ความที่สิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้ เกิดขึ้น หมายถึงสภาวธรรมอัน
เป็นปัจจัยแห่งชราและมรณะเป็นต้น เป็นชื่อหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท) หลักปฏิจจสมุปบาท (ปฏิจจสมุปบาท
หมายถึงสภาวธรรมที่เป็นปัจจัย และสภาวธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นอันเป็นกระบวนการทางปัจยภาพ
(causality) ซึ่งเป็นสภาวะที่ดารงอยู่อย่างนั้น แม้ว่าพระตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม เช่น ชรามรณะ
มี เพราะชาติเป็นปัจจัย) ถึงแม้ฐานะอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก กล่าวคือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง
ความสลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจ
ซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลาบากเปล่าแก่เรา’
[๖๕] อนึ่งเล่า อนัจฉริยคาถา(คาถาอันน่าอัศจรรย์)เหล่านี้ ที่ไม่ทรงสดับมาก่อนได้ปรากฏแจ่ม
แจ้งแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า
อนัจฉริยคาถา
บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรม
ที่เราได้บรรลุด้วยความลาบาก เพราะธรรมนี้
ไม่ใช่ธรรมที่ผู้ถูกราคะและโทสะครอบงาจะรู้ได้ง่าย
24
แต่เป็นธรรมพาทวนกระแส (พาทวนกระแส ในที่นี้ หมายถึงพาเข้าถึงพระนิพพาน)
ละเอียด ลึกซึ้ง
รู้เห็นได้ยาก ประณีต ผู้กาหนัดด้วยราคะ
ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้
เมื่อทรงพิจารณาดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อจะประทับอยู่เฉย มิได้น้อมไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม
[๖๖] ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่งกาหนดรู้พระราพึงของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยใจจึงคิดว่า
“ท่านผู้เจริญ โลกจะฉิบหายหนอ โลกจะพินาศหนอ เพราะพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจะ
ประทับอยู่เฉย มิได้น้อมพระทัยไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม จึงได้หายตัวไปจากพรหมโลกมาปรากฏเฉพาะ
พระพักตร์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้า เหมือนบุรุษมีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้น แล้วจึงห่มผ้า
เฉวียงบ่า คุกเข่าเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประนมมือไปทางพระวิปัสสีพุทธเจ้าแล้วได้กราบทูลว่า ‘ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเถิด ในโลกนี้ ยังมีเหล่า
สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง (ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง หมายถึงผู้มีธุลี คือ ราคะ โทสะ โมหะ เพียงเล็กน้อย
ในดวงตาคือปัญญา) สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่
พระพุทธเจ้าข้า’
[๖๗] เมื่อท้าวมหาพรหมกราบทูลอาราธนาอย่างนี้ พระวิปัสสีพุทธเจ้าจึงได้ตรัสกับท้าว
มหาพรหมดังนี้ ว่า ‘พรหม แม้เราเองก็มีความดาริว่า ‘ทางที่ดีเราควรแสดงธรรม’ แต่ก็มาคิดว่า ‘ธรรมที่เรา
บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่ใช่วิสัยตรรกะ ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ก็แล
หมู่ประชานี้ เป็นผู้รื่นรมย์ในอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย สาหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ในอาลัย
ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะอันนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลักอิทัปปัจจยตา
หลักปฏิจจสมุปบาท ถึงแม้ฐานะอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก กล่าวคือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความ
สลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา
ข้อนั้น ก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลาบากเปล่าแก่เรา’
อนึ่งเล่า อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ ที่ไม่เคยสดับมาก่อนได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า
บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรม
ที่เราได้บรรลุด้วยความลาบาก เพราะธรรมนี้
ไม่ใช่ธรรมที่ผู้ถูกราคะและโทสะครอบงาจะรู้ได้ง่าย
แต่เป็นธรรมพาทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง
รู้เห็นได้ยาก ประณีต ผู้กาหนัดด้วยราคะ
ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้’
เมื่อเราพิจารณาดังนี้ ใจก็น้อมไปเพื่อจะอยู่เฉย มิได้น้อมไปเพื่อจะแสดงธรรม’
[๖๘] แม้ครั้งที่ ๒ ท้าวมหาพรหมได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเถิด ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตา
25
เบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้า
ข้า’ ฯลฯ
แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวมหาพรหมได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้
มีพระภาคโปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเถิด ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง
สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า’
พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพิจารณาสัตว์โลก
[๖๙] ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงทราบคาอาราธนาของท้าวมหาพรหม และทรงอาศัยพระ
กรุณาในหมู่สัตว์ ได้ทรงตรวจดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ (พระพุทธจักษุ หมายถึงอินทริยปโรปริยัติญาณ คือ
ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่า สัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อยมีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ และอาสยานุสยญาณ คือ
ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัย ความมุ่งหมาย สภาพจิตที่นอนอยู่) เมื่อทรงตรวจโลกด้วยพระพุทธจักษุได้ทรงเห็นสัตว์
ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง ผู้มีธุลีในดวงตามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า (มีอินทรีย์แก่กล้า หมายถึงมี
อินทรีย์ ๕ บริบูรณ์ คือ (๑) สัทธา (ความเชื่อ) (๒) วิริยะ (ความเพียร) (๓) สติ (ความระลึกได้) (๔)
สมาธิ (ความตั้งจิตมั่น) (๕) ปัญญา (ความรู้ทั่ว)) ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี (มีอาการดี หมายถึงมี
ความโน้มเอียงไปในทางดี เช่น มีศรัทธา เป็นต้น ส่วนอาการทรามมีลักษณะตรงข้าม) ผู้มีอาการทราม
สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก ควรสั่งสอน ไม่ควรสั่งสอน บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษ (โทษ ในที่นี้
ได้แก่ กิเลส ทุจริต อภิสังขาร และกรรมนาไปเกิดในภพ) ว่าน่ากลัว บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่า
กลัว ในกออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้า เจริญ
ในน้า ยังไม่พ้นน้า จมอยู่ใต้น้าและน้าหล่อเลี้ยงไว้ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้า
เจริญในน้า อยู่เสมอน้า ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้า เจริญในน้า อยู่พ้นน้า ไม่
แตะน้า ฉันใด พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ทรงตรวจดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ ครั้นทรงตรวจโลกด้วยพระพุทธจักษุ
ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง ผู้มีธุลีในดวงตามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มี
อาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก ควรสั่งสอน ไม่ควรสั่งสอน บางพวกเห็นปรโลกและ
โทษว่าน่ากลัว บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัว (นอกจากบัวจมอยู่ใต้น้า บัวอยู่เสมอน้า บัวพ้นน้า
๓ เหล่านี้ อรรถกถาได้กล่าวถึงบัวเหล่าที่ ๔ คือบัวที่มีโรคยังไม่พ้นน้า เป็นอาหารของปลาและเต่า ซึ่งมิได้
ยกขึ้นสู่บาลี แล้วแบ่งบุคคลเป็น ๔ เหล่า คือ (๑) อุคฆฏิตัญญู (๒) วิปจิตัญญู (๓) เนยยะ (๔) ปทปรมะ
แล้ว เปรียบอุคฆฏิตัญญู เป็นเหมือนบัวพ้นน้า ที่พอต้องแสงอาทิตย์แล้วก็บานในวันนี้ เปรียบวิปจิตัญญู เป็น
เหมือนบัวอยู่เสมอน้าที่จะบานในวันรุ่งขึ้น เปรียบเนยยะเป็นเหมือนบัวจมอยู่ในน้าที่จะขึ้นมาบานในวันที่ ๓
ส่วนปทปรมะ เปรียบเหมือนบัวที่มีโรค ยังไม่พ้นน้าไม่มีโอกาสขึ้นมาบาน เป็นอาหารของปลาและเต่า พระผู้
มีพระภาคทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุอันเป็นเหมือนกออุบลเป็นต้น ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงว่าหมู่ประชา
ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง มีประมาณเท่านี้ หมู่ประชาผู้มีธุลีในดวงตามากมีประมาณเท่านี้ และในหมู่ประชา
ทั้ง ๒ นั้น อุคฆฏิตัญญูบุคคลมีประมาณเท่านี้ ) ฉันนั้น
26
[๗๐] ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมทราบพระราพึงของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยใจ จึงได้กราบทูลด้วย
คาถาทั้งหลายว่า
‘ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาดี มีพระสมันตจักขุ (พระสมันตจักขุ หมายถึงพระ
สัพพัญญุตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต))
บุรุษผู้ยืนบนยอดภูเขาศิลาล้วน
พึงเห็นหมู่ชนได้โดยรอบ แม้ฉันใด
พระองค์ผู้หมดความโศกแล้ว
โปรดเสด็จขึ้นสู่ปราสาทคือธรรม (ปราสาทคือธรรม ในที่นี้ หมายถึงปัญญา หรือโลกุตตรธรรม)
จักได้เห็นหมู่ชนผู้ตกอยู่ในความเศร้าโศก
และถูกชาติชราครอบงา ได้ชัดเจน ฉันนั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ผู้ชนะสงคราม (ชนะสงคราม หมายถึงชนะเทวปุตตมาร
(มารคือเทพบุตร) มัจจุมาร (มารคือความตาย) และกิเลสมาร (มารคือกิเลส) ได้แล้ว) ผู้นาหมู่ (ผู้นาหมู่
หมายถึงสามารถนาเวไนยสัตว์ข้ามทางกันดารคือชาติเป็นต้นได้) ผู้ไม่มีหนี้ (หนี้ ในที่นี้ หมายถึงกามฉันทะ
(ความพอใจในกาม))
ขอพระองค์โปรดลุกขึ้น เสด็จจาริกไปในโลก
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมเถิด เพราะผู้รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่’
[๗๑] เมื่อท้าวมหาพรหมกราบทูลอย่างนี้ พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ตรัสกับท้าวมหาพรหมนั้นด้วย
พระคาถาว่า
“สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดจะฟัง
จงปล่อยศรัทธามาเถิด
เราได้เปิดประตูแห่งอมตะ (ประตูแห่งอมตะ หมายถึงอริยมรรคที่เป็นทางแห่งอมตะคือพระ
นิพพาน)
แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว
ท่านพรหม เพราะเราสาคัญว่าจะลาบาก
จึงมิได้แสดงธรรมที่ประณีตคล่องแคล่วในหมู่มนุษย์
ขณะนั้น ท้าวมหาพรหมได้ทราบว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ทรงประทานโอกาสเพื่อจะทรงแสดง
ธรรมแล้ว’ จึงถวายอภิวาทกระทาประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง
คู่พระอัครสาวก
[๗๒] ภิกษุทั้งหลาย ต่อมา พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพระดาริว่า ‘เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อน
ใครจักรู้ธรรมนี้ ได้ฉับพลัน’ แล้วทรงพระดาริต่อไปว่า ‘พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติส
สะ อาศัยอยู่ในกรุงพันธุมดีราชธานี เป็นคนเฉลียวฉลาด หลักแหลม มีธุลีในดวงตาเบาบางมานาน ทางที่ดี
เราพึงแสดงธรรมแก่เธอทั้งสองก่อน เธอทั้งสองจักรู้ธรรมนี้ ได้ฉับพลัน’
27
[๗๓] พระวิปัสสีพุทธเจ้า ทรงหายไปจากควงต้นโพธิ์มาปรากฏที่เขมมฤคทายวันในกรุงพันธุมดี
ราชธานี เหมือนบุรุษมีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ได้รับสั่งเรียกคนเฝ้าสวนมาตรัสว่า ‘มานี่
เถิด นายทายบาล เธอจงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี บอกราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อ
ติสสะว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงพันธุมดีราชธานี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน มีพระประสงค์จะพบ
ท่านทั้งสอง’
นายทายบาลทูลรับสนองพระดารัสแล้ว เข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี กราบทูลแก่พระราชโอรส
พระนามว่าขัณฑะและบอกบุตรปุโรหิตชื่อติสสะดังนี้ ว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงพันธุมดีราชธานี
ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน มีพระประสงค์จะพบท่านทั้งสอง’
[๗๔] พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ สั่งให้บุรุษเทียมยานพาหนะคัน
งามๆ แล้วขึ้นยานพาหนะคันงามออกจากกรุงพันธุมดีราชธานีพร้อมกับยานพาหนะคันงามๆ ติดตามอีก
หลายคัน ขับตรงไปยังเขมมฤคทายวัน จนสุดทางที่ยานพาหนะจะเข้าไปได้ แล้วลงจากยานเดินตรงเข้าไป
เฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร
[๗๕] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสอนุปุพพิกถา (อนุปุพพิกถา หมายถึงธรรมเทศนาที่แสดงเนื้ อความ
ลุ่มลึกลงไปโดยลาดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนพร้อมที่จะทาความเข้าใจ
ในธรรมส่วนปรมัตถ์) แก่พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ
๑. ทานกถา (เรื่องทาน)
๒. สีลกถา (เรื่องศีล)
๓. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์)
๔. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษ ความต่าทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม)
๕. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งการออกจากกาม)
เมื่อทรงทราบว่า พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะมีจิตควรบรรลุธรรม
อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบาน ผ่องใส จึงทรงประกาศสามุกกังสิกธรรมเทศนา (สามุกกังสิกธรรมเทศนา
หมายถึงธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นด้วยสยัมภูญาณ ไม่ทั่วไปแก่
ผู้อื่น คือมิได้รับแนะนาจากผู้อื่น ตรัสรู้ลาพังพระองค์เองก่อนใครในโลก) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะ
และบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ ณ อาสนะนั้นแลว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความ
ดับไปเป็นธรรมดา‘เหมือนผ้าขาวสะอาด ปราศจากมลทินควรรับน้าย้อมได้เป็นอย่างดี
[๗๖] พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้
ธรรมแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว หมดความสงสัยแล้วปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้อง
เชื่อผู้อื่น (ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น หมายถึงไม่ต้องอาศัยผู้อื่นคอยแนะนาพร่าสอนในคาสอนของพระศาสนา ไม่ได้
หมายถึงว่า ไม่ต้องเชื่อใคร) ในคาสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระ
ภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคล
28
หงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็น
รูปได้’ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมเป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้
การอุปสมบทในสานักของพระผู้มีพระภาค’
[๗๗] พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ ได้การบรรพชา ได้การอุปสมบท
ในสานักของพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ
เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงประกาศโทษ ความต่า
ทราม ความเศร้าหมองของสังขารและอานิสงส์ในนิพพาน จิตของพระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตร
ปุโรหิตชื่อติสสะอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ
แกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ไม่นานนัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่
ถือมั่น
มหาชนออกบวช
[๗๘] ภิกษุทั้งหลาย มหาชนในกรุงพันธุมดีราชธานีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้ทราบข่าวว่า ‘พระ
วิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงพันธุมดี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตร
ปุโรหิตชื่อติสสะ โกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากพระราชวังและเรือนบวชเป็นบรรพชิตใน
สานักพระวิปัสสีพุทธเจ้า’ จึงคิดกันว่า ‘พระธรรมวินัยและการบรรพชาที่พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและ
บุตรปุโรหิตชื่อติสสะ โกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากพระราชวังและเรือนบวชเป็นบรรพชิต
นั้น คงจะไม่ต่าทราม คนระดับพระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ โกนผมและหนวด
นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากพระราชวังและเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้ ทาไม พวกเราจักบวชบ้างไม่ได้เล่า’
มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน จึงชักชวนกันออกจากกรุงพันธุมดีราชธานี ไปยังเขมมฤคทายวันเข้าไปเฝ้า
พระวิปัสสีพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร
[๗๙] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาแก่ชนเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ
๑. ทานกถา ๒. สีลกถา
๓. สัคคกถา ๔. กามาทีนวกถา
๕. เนกขัมมานิสังสกถา
เมื่อทรงทราบว่าชนเหล่านั้น มีจิตควรบรรลุ อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบาน ผ่องใส จึงทรง
ประกาศสามุกกังสิกธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุอัน
ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ชน ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น ณ ที่นั่งนั้นแลว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ
เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา’ เหมือนผ้าขาวสะอาดปราศจากมลทิน ควรรับ
น้าย้อมได้เป็นอย่างดี
[๘๐] ชนเหล่านั้นเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว หมดความสงสัย
แล้ว ปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคาสอนของพระศาสดา ได้กราบทูล
พระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่
29
พระองค์ผู้เจริญพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่ม
แจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตาม
ประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ พวกข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระ
ธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสานักของพระผู้มีพระภาค’
[๘๑] มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้การบรรพชาได้การอุปสมบทในสานักของพระวิปัสสีพุทธ
เจ้า พระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า
ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงประกาศโทษ ความต่าทราม ความเศร้าหมองของ
สังขารและอานิสงส์ในนิพพาน จิตของภิกษุเหล่านั้นอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้
อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ไม่นานนัก ก็
หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น
บรรพชิตรุ่นแรกที่บวชตามเสด็จบรรลุธรรม
[๘๒] ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตประมาณ ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้นได้ทราบข่าวว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้า
เสด็จถึงกรุงพันธุมดีราชธานี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน กาลังทรงแสดงธรรม’ จึงพากันไปยังเขมมฤคทาย
วัน กรุงพันธุมดีเข้าไปเฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร
[๘๓] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาแก่บรรพชิตเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ
๑. ทานกถา ๒. สีลกถา
๓. สัคคกถา ๔. กามาทีนวกถา
๕. เนกขัมมานิสังสกถา
เมื่อทรงทราบว่า บรรพชิตเหล่านั้นมีจิตควรบรรลุธรรม อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบาน ผ่องใส
จึงทรงประกาศสามุกกังสิกธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้น ณ อาสนะนั้นแล
ว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา’ เหมือนผ้าขาวสะอาด
ปราศจากมลทิน ควรรับน้าย้อมได้เป็นอย่างดี
[๘๔] บรรพชิตเหล่านั้นเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว หมดความ
สงสัยแล้ว ไม่มีความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคาสอนของพระศาสดา ได้กราบทูล
พระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่ม
แจ้ง โดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตาม
ประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ พวกข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระ
ธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสานักของพระผู้มีพระภาค’
[๘๕] บรรพชิตประมาณ ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้น ได้การบรรพชาได้การอุปสมบทในสานักพระวิปัส
สีพุทธเจ้า พระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ
30
แกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่น ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงประกาศโทษ ความต่าทราม ความเศร้า
หมองของสังขารและอานิสงส์ในนิพพาน จิตของภิกษุเหล่านั้นอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวน
ใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ไม่นาน
นัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น
ทรงส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา
[๘๖] ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น มีภิกษุอยู่ประมาณ ๑๖๘,๐๐๐ รูปในกรุงพันธุมดีราชธานี ครั้งนั้น
แล พระวิปัสสีพุทธเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้มีพระราพึงอย่างนี้ ว่า ‘เวลานี้ ในกรุงพันธุมดีมีภิกษุ
สงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป ทางที่ดีเราควรประกาศให้ภิกษุทั้งหลายรู้ทั่วกันว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ
ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมี
ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง
อรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะ
เสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ แต่เมื่อเวลาล่วงไป ทุกๆ ๖ ปี เธอ
ทั้งหลายควรกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
[๘๗] ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ทราบพระราพึงของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยใจได้หายตัวไป
จากพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้าเหมือนบุรุษผู้มีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้
แขนเข้าฉะนั้น ท้าวมหาพรหมนั้น ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือน้อมไปทางพระวิปัสสีพุทธเจ้าได้กราบทูลดังนี้
ว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น เวลานี้ ในกรุงพันธุมดี
ราชธานีมีภิกษุสงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป พระองค์โปรดทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ‘ภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมี
ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง
อรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะ
เสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่’ ข้าพระองค์จักหาวิธีให้ภิกษุทั้งหลาย
กลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์ เมื่อล่วงไปทุกๆ ๖ ปี พระพุทธเจ้าข้า’ เมื่อท้าว
มหาพรหมกราบทูลอย่างนี้ แล้ว จึงถวายอภิวาทพระวิปัสสีพุทธเจ้า กระทาประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่
นั้นเอง
[๘๘] ครั้นในเวลาเย็น พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมา
ตรัสว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เราหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ณ ที่นี้ ได้มีความราพึงอย่างนี้ ว่า ‘เวลานี้ ในกรุงพันธุมดีราช
ธานีมีภิกษุสงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป ทางที่ดีเราควรประกาศให้ภิกษุทั้งหลายรู้ทั่วกันว่า ‘ภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรม
31
มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง
อรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะ
เสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ แต่เมื่อเวลาล่วงไปทุกๆ ๖ ปี เธอ
ทั้งหลายควรกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
ต่อมา ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ทราบความราพึงของเราด้วยใจแล้วได้หายตัวจากพรหมโลกมา
ปรากฏเฉพาะหน้าเรา เหมือนบุรุษผู้มีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นห่มผ้า
เฉวียงบ่า ประนมมือน้อมมาทางที่เราอยู่ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น
ข้าแต่พระสุคตเรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น เวลานี้ ในกรุงพันธุมดีราชธานีมีภิกษุสงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐
รูป พระองค์โปรดทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่
มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมี
ความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมี
เหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึง
ธรรมได้ยังมีอยู่’ ข้าพระองค์จักหาวิธีให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์
เมื่อเวลาล่วงไปทุกๆ ๖ ปี พระพุทธเจ้าข้า’
เมื่อท้าวมหาพรหมนั้นได้กล่าวอย่างนี้ แล้ว จึงถวายอภิวาทเรากระทาประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่
นั้นเอง
ภิกษุทั้งหลาย เราประกาศให้รู้ทั่วกันว่า ‘เธอทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุข
แก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่
อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามใน
ที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มี
ธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่
แต่เมื่อเวลาล่วงไปทุกๆ ๖ ปี เธอทั้งหลายควรกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ ภิกษุ
ส่วนมากได้จาริกไปตามชนบท โดยวันเดียวเท่านั้น
[๘๙] สมัยนั้น ในชมพูทวีปมีอาวาสอยู่ ๘๔,๐๐๐ แห่ง เมื่อเวลาล่วงไป ๑ ปี เหล่าเทวดาได้
ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๑ ปีแล้ว บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๕ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๕ ปี พวก
ท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานีเพื่อแสดงปาติโมกข์’
เมื่อเวลาล่วงไป ๒ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๒ ปีแล้ว
บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๔ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๔ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
เมื่อเวลาล่วงไป ๓ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๓ ปีแล้ว
บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๓ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๓ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
เมื่อเวลาล่วงไป ๔ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๔ ปีแล้ว
บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๒ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๒ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
32
เมื่อเวลาล่วงไป ๕ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๕ ปีแล้ว
บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๑ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๑ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
เมื่อเวลาล่วงไป ๖ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๖ ปีแล้ว
บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานีเพื่อแสดงปาติโมกข์’
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น บางพวกเดินทางไปด้วยฤทธิ์ ด้วยอานุภาพของตน บางพวกเดินทางไป
ด้วยฤทธิ์ ด้วยอานุภาพของเทวดา เพียงวันเดียวเท่านั้น พากันเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดง
ปาติโมกข์
ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์
[๙๐] ภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงแสดงปาติโมกข์ (ปาติโมกข์ ในที่นี้ มิได้หมายถึงอาณา
ปาติโมกข์ (ประมวลพุทธบัญญัติที่ทรงตั้งขึ้นเป็นพุทธอาณา ได้แก่อาทิพรหมจริยกสิกขา ที่มีพระพุทธา
นุญาตให้สวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน) แต่หมายถึงโอวาทปาติโมกข์ซึ่งประกอบด้วยคาถา ๓ คาถามี ขนฺ
ตี ปรม ตโป ตีติกฺขา เป็นต้น ที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงแสดงเอง) ในที่ประชุมสงฆ์ ที่กรุงพันธุมดีราช
ธานีนั้นดังนี้
‘ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรม
ผู้ทาร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่ทาบาป (บาป หมายถึงกรรมที่มีโทษซึ่งสหรคตด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง) ทั้งปวง
การทากุศล (กุศล หมายถึงกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๔) ให้ถึงพร้อม
การทาจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
นี้ คือคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น
การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ความสารวมในปาติโมกข์
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร
การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด
การประกอบความเพียรในอธิจิต
นี้ คือคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย’
คากราบทูลของเทวดา
[๙๑] ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่ควงต้นราชสาละ ป่าสุภควัน กรุงอุกกัฏฐะ ขณะที่เรานั้น
หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้มีความราพึงอย่างนี้ ว่า ‘เทวโลกชั้นสุทธาวาสที่เราไม่เคยอยู่มาเลยตลอดกาลนานนี้
33
ไม่ใช่ใครๆ จะเข้าถึงได้โดยง่าย ยกเว้นเหล่าเทพชั้นสุทธาวาส ทางที่ดี เราควรไปหาเหล่าเทพชั้นสุทธาวาส’
จึงได้หายไปจากควงต้นราชสาละนั้นไปปรากฏในเหล่าเทพชั้นอวิหาอย่างรวดเร็ว เหมือนบุรุษผู้มีกาลัง
เหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้น
ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเรา อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ
ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระวิปัสสีพุทธ
เจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ มีพระโคตรว่าโกณ
ฑัญญะ มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี ตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ
ได้แก่พระขัณฑะและพระติสสะ มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มี
ภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
มีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก มีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระ
มารดาผู้ให้กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์
เป็นอย่างนี้ การบรรพชาของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของพระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของ
พระองค์เป็นอย่างนี้ การแสดงธรรมจักรของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ใน
พระวิปัสสีพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’
ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน
อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๓๑ กัป พระสิขี
พุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสิขีพุทธเจ้า คลายความ
กาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ในกัปที่ ๓๑ นั้นเอง พระเวสสภูพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ
พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระเวสสภูพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดใน
ที่นี้ ในภัทรกัปนี้ เอง พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธ
เจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้
ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน
อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในภัทรกัปนี้ เอง บัดนี้ พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ มี
พระโคตรว่าโคตมะ มีพระชนมายุเพียงเล็กน้อย ผู้ที่มีอายุยืนก็เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปอีกเล็กน้อย (เกินไป
อีกเล็กน้อย ในที่นี้ หมายถึงคนมีอายุยืนเกิน ๑๐๐ ปี สมัยพุทธกาล ได้แก่ พระมหากัสสปะ พระอานนท์ พระ
นางมหาปชาบดีโคตมี นางวิสาขา พราหมณ์โปกขรสาติ พราหมณ์พรหมายุ พราหมณ์เสละ พราหมณ์พาวรี
ทุกท่านมีอายุ ๑๒๐ ปี พระอนุรุทธะมีอายุ ๑๕๐ ปี พระพากุละมีอายุ ๑๖๐ ปี) ตรัสรู้ที่ควงต้นอัสสัตถะ ทรง
มีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่เจริญ ได้แก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มี
ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอานนท์เป็นอุปัฏฐาก เป็นอัคร
อุปัฏฐาก (ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคไม่มีพระอุปัฏฐากประจา บางคราวพระนาคสมาละ บางคราว
พระนาคิตะ บางคราวพระอุปวาณะ บางคราวพระสุนักขัตตะ บางคราวจุนทะ สมณุทเทส บางคราวพระสาค
34
ตะ บางคราว พระเมฆิยะ) มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด มี
กรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบรรพชาของพระองค์
เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของพระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การแสดงธรรมจักร
ของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค คลายความกาหนัดยินดีใน
กาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’
[๙๒] ครั้งนั้น เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหา ได้เข้าไปหาเหล่าเทพชั้นอตัปปา ถึงที่อยู่ ...
เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหาและชั้นอตัปปา ได้เข้าไปหาเหล่าเทพชั้นสุทัสสา ถึงที่อยู่ ...
เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา และชั้นสุทัสสา ได้เข้าไปหาเหล่าเทพชั้นสุทัสสีถึงที่อยู่
...
ครั้งนั้น เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา ชั้นสุทัสสา และชั้นสุทัสสี ได้เข้าไปหาเหล่า
เทพชั้นอกนิฏฐาถึงที่อยู่ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่
อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เทวดาเหล่านั้นได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้
ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นใน
ตระกูลกษัตริย์ มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี ตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย ทรงมีคู่
พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่พระขัณฑะและพระติสสะ มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ
๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓
ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐากเป็นอัครอุปัฏฐาก มีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา
พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา การเสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบรรพชาของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของ
พระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การแสดงธรรมจักรของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้า
พระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระวิปัสสีพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’
ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน
อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๓๑ กัป พระสิขี
พุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสิขีพุทธเจ้า คลายความ
กาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้
ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน
อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในกัปที่ ๓๑ นั้นเอง พระเวสสภูพุทธเจ้า ได้
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระเวสสภูพุทธเจ้า คลายความกาหนัด
ยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’
ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน
อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในภัทรกัปนี้ เอง พระกกุสันธพุทธเจ้า พระ
โกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ ใน
35
พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มา
เกิดในที่นี้ ’
[๙๓] ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาท
แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในภัทรกัปนี้ เอง บัดนี้ พระผู้มีพระ
ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูล
กษัตริย์ มีพระโคตรว่าโคตมะ มีพระชนมายุเพียงเล็กน้อย ผู้ที่มีอายุยืนก็เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปอีก
เล็กน้อย ตรัสรู้ที่ควงต้นอัสสัตถะ ทรงมีคู่อัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุ
อานนท์เป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเทวีเป็นพระมารดา
ผู้ให้กาเนิด มีกรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การ
บรรพชาของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของพระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่าง
นี้ การแสดงธรรมจักรของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค
คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’
ทรงสรุปพระธรรมเทศนา
[๙๔] ภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุดังกล่าวมานี้ จึงเป็นเหตุให้ระลึก
ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด
วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ
การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ
ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้
เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี
ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรม
เป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’
แม้เหล่าเทวดาก็บอกเรื่องนั้นให้ทราบ จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้
ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว
ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะ
เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนาม
อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค
เหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้
พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีธรรมเป็น
เครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ”
36
เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ตรัสอย่างนี้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มี
พระภาคแล้วแล
มหาปทานสูตรที่ ๑ จบ
-------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของอรรถกถามหาปทานสูตร
อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค
มหาปทานสูตร
สุมังคลวิลาสีนี
ทีฆนิกาย มหาวรรควรรณนา
มหาปทานสูตรมีบทเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
อยู่ ณ กเรริกุฎี ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี.
ต่อไปนี้ เป็นการพรรณนาบทตามลาดับในมหาปทานสูตรนั้น.
นัยว่าภายในพระวิหารเชตวัน มีเรือนใหญ่อยู่ ๔ หลัง คือกเรริกุฎี โกสัมพกุฎี คันธกุฎี สฬลฆระ
(เรือนไม้สน) หลังหนึ่งๆ สาเร็จด้วยการบริจาคทรัพย์หลังละหนึ่งแสน. ใน ๔ หลังนั้นพระเจ้าปเสนทิทรง
สร้างสฬลฆระ ที่เหลืออนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้าง. เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับอยู่ ณ กเรริกุฎี
โดยที่อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สร้างทิพยพฤกษ์ ดุจเทววิมานไว้เบื้องบนเสาทั้งหลาย.
ถามว่า ชื่อว่าบุพเพนิวาส ใครระลึกได้ ใครระลึกไม่ได้
ตอบ เดียรถีย์ระลึกได้ พระสาวก พระปัจเจกพุทธะระลึกได้. เดียรถีย์พวกไหนระลึกได้. เดียรถีย์
เหล่าใดถึงความเป็นผู้เลิศเป็นกรรมวาที เดียรถีย์แม้เหล่านั้นก็ระลึกได้ตลอด ๔๐ กัปเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น
ไม่ได้. พระสาวกระลึกได้แสนกัป. พระอัครสาวกทั้งสองระลึกได้อสงไขยและแสนกัป. พระปัจเจกพุทธะระลึก
ได้สองอสงไขยและแสนกัป. แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีกาหนดเท่านั้นเท่านี้ . พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง
ระลึกเท่าที่ทรงหวัง เดียรถีย์ทั้งหลายระลึกได้ตามลาดับขันธ์ พ้นลาดับแล้วไม่สามารถระลึกได้.
เดียรถีย์ทั้งหลาย แม้ระลึกได้ตามลาดับก็ถึงความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก ย่อมไม่เห็นความเป็นไป
ของขันธ์ เหมือนนกตกลงไปในตาข่าย และคนพิการตกลงไปในหลุม. เขาเหล่านั้นตกแล้วในที่นั้น ย่อมเห็น
ว่าเท่านี้ เอง ยิ่งกว่านี้ ไม่มี. ด้วยเหตุนี้ การระลึกถึงบุพเพสันนิวาสของพวกเดียรถีย์ย่อมเป็นเหมือนคนตา
บอดเดินไปด้วยปลายไม้เท้า. ธรรมดาคนตาบอด เมื่อยังมีคนถือปลายไม้เท้าอยู่ย่อมเดินไปได้ เมื่อไม่มีก็นั่ง
อยู่ที่นั้นเองฉันใด พวกเดียรถีย์ก็ฉันนั้นนั่นแล ย่อมสามารถระลึกถึงได้ตามลาดับขันธ์ เว้นลาดับเสียแล้ว
ย่อมไม่สามารถระลึกได้.
แม้พระสาวกทั้งหลาย ก็ระลึกถึงตามลาดับขันธ์ได้ ครั้นถึงความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก ย่อมไม่
เห็นความเป็นไปของขันธ์. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ชื่อว่ากาลอันไม่มีแห่งขันธ์ทั้งหลายของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปสู่
37
วัฏฏะเหล่านั้นย่อมไม่มี แต่ในอสัญญภพย่อมเป็นไป ๕๐๐ กัป เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงกาล
ประมาณเท่านี้ ตั้งอยู่ในคาแนะนาอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประทานแล้ว ย่อมระลึกถึงข้างหน้าได้เหมือน
ท่านโสภิตะฉะนั้น.
อนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสองและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตรวจดูจุติและปฏิสนธิแล้ว ย่อม
ระลึกถึงได้. กิจคือจุติและปฏิสนธิของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี. พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระประสงค์จะ
ทรงเห็นฐานะใดๆ ย่อมทรงเห็นฐานะนั้นๆ ทีเดียว. อนึ่ง เดียรถีย์ทั้งหลายเมื่อระลึกถึงบุพเพสันนิวาสย่อม
ระลึกถึงสิ่งที่ตนเห็นแล้ว กระทาแล้ว ฟังแล้วเท่านั้น. พระสาวกทั้งหลายและพระปัจเจกพุทธะทั้งหลายก็
เหมือนอย่างนั้น. แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงระลึกถึงสิ่งทั้งหมดที่เดียวที่พระองค์หรือผู้อื่นเห็นแล้ว
กระทาแล้วฟังแล้ว.
บุพเพนิวาสญาณของพวกเดียรถีย์เป็นเช่นกับแสงหิ่งห้อย ของพระสาวกทั้งหลายเป็นเช่น
กับแสงประทีป ของพระอัครสาวกเป็นเช่นกับแสงดาวประกายพฤกษ์ ของพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย
เป็นเช่นกับแสงพระจันทร์ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นกับแสงสุริยมณฑลพันดวง.
พระพุทธเจ้านั้นไม่กาหนดประมาณเท่านี้ ว่า ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติ หรือร้อยกัป พันกัป
แสนกัป เมื่อพระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมไม่พลาด ย่อมไม่ขัดข้องโดยแท้ ความนึกคิด
ต่อเนื่องกันย่อมเป็นความต่อเนื่องกันด้วยความหวัง ความไตร่ตรองและจิตตุปบาทนั่นเอง บุพเพนิวาสญาณ
ย่อมแล่นไป ไม่ติดขัดดุจลูกศรเหล็กแล่นไปฉับพลันในกองใบไม้ที่ผุ และดุจอินทวัชระที่ซัดไปบนยอดเขา
สิเนรุ.
อนึ่ง ในสูตรนั้นสนทนาถึงคุณและโทษยังค้างอยู่. ในสูตรนี้ สนทนาถึงบุพเพนิวาสญาณ.
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดาริว่า ภิกษุเหล่านี้ สรรเสริญคุณปรารภบุพเพนิวาสญาณของเรา แต่
ไม่รู้ความสาเร็จแห่งบุพเพนิวาสญาณของเรา ช่างเถิด เราจักกล่าวถึงความสาเร็จแห่งบุพเพนิวาสญาณนั้น
แล้วแสดงแก่พวกเธอ จึงเสด็จมาประทับนั่ง ณ พุทธอาสน์อันประเสริฐซึ่งตามปกติตั้งไว้เพื่อพระพุทธเจ้า
ประทับนั่งแสดงธรรม ซึ่งขณะนั้นภิกษุทั้งหลายปูลาดถวายไว้ มีพระพุทธประสงค์จะทรงแสดงธรรมกถา
เกี่ยวกับบุพเพนิวาสญาณแก่ภิกษุเหล่านั้น ในที่สุดแห่งคาถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนาเรื่องอะไร
กัน และแห่งคาตอบตั้งแต่ต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากลับจากบิณฑบาตแล้วในเวลาปัจฉา
ภัต ได้นั่งประชุมกัน ณ โรงกเรริมณฑล แล้วเกิดสนทนาธรรมกันขึ้นเกี่ยวกับบุพเพนิวาสญาณว่า บุพเพ
นิวาส บุพเพนิวาส ดังนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสคาเป็นต้นว่า พวกเธอปรารถนาจะฟังหรือไม่.
ลาดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมีใจรื่นเริง เมื่อจะทูลวิงวอนกะพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูลว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงกระทาธรรมกถานี้ .
ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคาทูลวิงวอนของภิกษุเหล่านั้น มีพระพุทธประสงค์จะทรง
แสดง จึงทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้นในการเงี่ยหูฟังและตั้งใจฟังด้วยดีด้วยพระดารัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้า
กระนั้น พวกเธอทั้งหลายจงฟังแล้ว มีพระพุทธประสงค์จะประกาศการระลึกถึงทางอันตัดขาดแล้ว ไม่ทั่วไป
แก่ชนเหล่าอื่น จึงตรัสคาเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ ไปดังนี้ .
38
ดังได้ทราบมาว่า ตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงบาเพ็ญอภินิหาร ย่อมไม่มีแม้ใน
กัปเดียวในระหว่างนั้นที่พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ทรงอุบัติแล้ว. ก็แต่ก่อนอภินิหารของพระผู้มีพระภาค
เจ้าของเราทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร ทรง
อุบัติแล้วในกัปเดียว. ในส่วนที่เหนือขึ้นไปของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปถึงหนึ่ง
อสงไขยทีเดียว.
ในที่สุดอสงไขยกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะ พระองค์เดียวเท่านั้นทรงอุบัติขึ้นในกัป
หนึ่ง. แม้จากนั้นก็ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย.
ในที่สุดอสงไขยกัป พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระสุมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิ
ตะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. แม้จากนั้นก็ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย.
ในที่สุดอสงไขยกัป ต่อไปอีกอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือ พระอโนมทัส
สี พระปทุมะ พระนารทะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. แม้จากนั้นก็ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย.
ในที่สุดอสงไขยกัป ต่อไปอีกแสนกัป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าพระปทุมุตตระ พระองค์เดียว
เท่านั้นทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ต่อจากนี้ ไปอีกสามหมื่นกัป พระพุทธเจ้าสองพระองค์ คือ พระสุเมธะ พระสุ
ชาตะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ในส่วนที่เหนือออกไป จากนั้น ต่อไปอีก ๑๘,๐๐๐ กัป พระพุทธเจ้า ๓
พระองค์ คือ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ต่อจากนั้นไป ๙๔ กัป
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง ต่อจากนั้นไป ๙๒ กัป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์
คือ พระติสสะ พระปุสสะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ต่อจากนั้นไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัส
สี ทรงอุบัติขึ้น. ต่อจากนั้น ๓๑ กัป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระสิขี พระเวสสภู ทรงอุบัติขึ้น.
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัติขึ้น พระเมตเตยยะจักทรงอุบัติขึ้นภายหลัง. กัปนี้ เป็นสุนทรกัป
เป็นสารกัป เพราะมีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ด้วยประการฉะนี้ ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
ทรงยกย่องกัปนี้ จึงตรัสอย่างนี้ .
ถามว่า ข้อที่ว่าพระพุทธเจ้าประมาณเท่านั้น ทรงอุบัติขึ้นแล้วก็ดี จักทรงอุบัติขึ้นก็ดีในกัปนี้ ย่อม
เป็นการปรากฏแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นหรือ หรือว่าย่อมเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่นด้วย.
ตอบว่า ย่อมเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่นด้วย.
ถามว่า แก่ใคร. ตอบว่า แก่พรหมชั้นสุทธาวาส.
จริงอยู่ ในกาลดารงอยู่แห่งกัป เมื่อโลกสันนิวาสดารงอยู่ตลอดอสงไขยหนึ่ง ฝนเริ่มตกเพื่อให้
โลกดารงอยู่. ย่อมเป็นเหมือนหิมะตกในสุดแคว้นแต่ต้นเทียว. จากนั้นก็มีราข้าวประมาณหนึ่ง งาประมาณ
หนึ่ง ข้าวสารประมาณหนึ่ง ถั่วเขียวประมาณหนึ่ง ถั่วทองประมาณหนึ่ง พุทรา มะขามป้อม ฟักเหลือง ฟัก
เขียว น้าเต้า ประมาณหนึ่ง เป็นสายน้างอกงามขึ้นโดยลาดับ หนึ่งอุสภะ สองอุสภะ กึ่งคาวุต หนึ่งคาวุต กึ่ง
โยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ สิบโยชน์ ฯลฯ แสนโยชน์เป็นประมาณ ตั้งอยู่บริบูรณ์ในระหว่างแสน
โกฏิจักรวาฬจนถึงอกนิฏฐพรหมโลก. ลาดับนั้น น้านั้นตกโดยลาดับ เมื่อน้าตก เทวโลกทั้งหลายย่อมดารง
อยู่ในที่ของเทวโลกเป็นปกติ. วิธีสร้างเทวโลกเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในบุพเพนิวาสกถา ในวิสุทธิมรรค.
39
ก็ฐานะของมนุสสโลก เหมือนเมื่อน้าเข้าไปแล้วปิดปากธมกรกเสีย น้านั้นก็อยู่ได้ด้วยอานาจของ
ลม. แผ่นดินย่อมตั้งอยู่ได้เหมือนใบบัวอยู่หลังน้า. มหาโพธิบัลลังก์ เมื่อโลกพินาศ จะพินาศในภายหลัง เมื่อ
โลกดารงอยู่ก็ดารงอยู่ก่อน. ณ โพธิบัลลังก์นั้น กอบัวกอหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นเป็นบุพพนิมิต หากว่าในกัปนั้น
ของโพธิบัลลังก์นั้น พระพุทธเจ้าจักทรงอุบัติ ดอกบัวย่อมเกิดขึ้น หากไม่ทรงอุบัติ ดอกบัวจะไม่เกิด.
อนึ่ง เมื่อดอกบัวเกิดหากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งจักทรงอุบัติก็เกิดดอกเดียว. หากพระพุทธเจ้าจัก
ทรงอุบัติ ๒ องค์ ๓ องค์ ๔ องค์ ๕ องค์ ดอกบัวก็เกิด ๕ ดอก. อนึ่ง ดอกบัวเหล่านั้นเป็นดอกมีช่อติดกันใน
ก้านเดียวนั่นเอง. ท้าวสุทธาวาสพรหมทั้งหลายชวนกันว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พวกเรามากันเถิด จักเห็น
บุพนิมิต แล้วพากันมายังมหาโพธิบัลลังก์สถาน ในกัปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ทรงอุบัติดอกบัวก็ไม่มี.
ทวยเทพทั้งหลายเห็นกอบัวไม่มีดอก ก็มีความเสียใจว่า พ่อคุณเอ๋ย โลกจักมืดมนหนอ สัตว์ทั้งหลายถูก
ความมืดครอบงาจักเต็มในอบาย เทวโลก ๖ พรหมโลก ๙ จักว่างเปล่า ครั้นเห็นดอกบัวในเวลาบานต่างดีใจ
ว่า เมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทรงก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา ประสูติ ตรัสรู้ ยังธรรมจักรให้เป็นไป ทรงกระทา
ยมกปาฏิหาริย์หยั่งลงจากเทวโลก ทรงปลงอายุสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพาน พวกเราจักเห็นปาฏิหาริย์
อันทาให้หมื่นจักรวาฬหวั่นไหว และอบายทั้ง ๔ จักเสื่อมโทรม เทวโลก ๖ พรหมโลก ๙ จักบริบูรณ์พากัน
เปล่งอุทานไปสู่พรหมโลกของตนของตน.
อนึ่ง ดอกบัว ๕ ดอกเกิดขึ้นแล้วในกัปนี้ . แม้ท้าวสุทธาวาสพรหมทั้งหลาย ครั้นเห็นดอกบัว
เหล่านั้นก็รู้ความนี้ ว่า พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติแล้ว องค์ที่ ๕ จักทรงอุบัติต่อไปดังนี้ ด้วยอานุภาพ
แห่งนิมิตเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ข้อนั้นเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่น ดังนี้ .
อายุปริจฺเฉทวณฺณนา
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุพเพนิวาส ด้วยสามารถกาหนดกัป โดยนัยเป็น
ต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ ไป ดังนี้ แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงด้วยสามารถกาหนดชาติเป็นต้นของ
พระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงตรัสคาเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าพระวิปัส
สี ดังนี้ .
บรรดาคนมีอายุยืนนั้น นางวิสาขาอุบาสิกาอยู่ได้ ๑๒๐ ปี พราหมณ์โปกขรสาติ พราหมณ์
พรหมายุ พราหมณ์เสละ พราหมณ์พาวริยะ พระอานนทเถระ พระมหากัสสปเถระก็เหมือนกัน แต่พระอนุ
รุทธเถระอยู่ถึง ๑๕๐ ปี พระพากุลเถระอยู่ ๑๖๐ ปี ท่านผู้นี้ มีอายุยืนกว่าทั้งหมด. แม้ท่านก็อยู่ไม่ถึง ๒๐๐ ปี.
ก็พระโพธิสัตว์แม้ทั้งปวงมีพระวิปัสสีเป็นต้น ถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ด้วยอสังขาริกจิต
สหรคตด้วยโสมนัสและสัมปยุตด้วยญาณ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา. เมื่อถือปฏิสนธิด้วยจิตดวงนั้นจะ
มีอายุอสงไขยหนึ่ง. ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทั้งปวงจึงมีอายุอสงไขยหนึ่ง.
ถามว่า เพราะเหตุไร ท่านเหล่านั้นจึงไม่ตั้งอยู่ถึงอสงไขย.
ตอบว่า เพราะความวิบัติแห่งฤดูและโภชนะ. จริงอยู่ อายุย่อมเสื่อมบ้าง ย่อมเจริญบ้างด้วย
อานาจแห่งฤดูและโภชนะ.
ในข้อนั้น เมื่อใดพระราชาทั้งหลายไม่เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้นอุปราช เสนาบดี เศรษฐี
40
สกลนคร สกลรัฐ ก็ย่อมไม่ประกอบด้วยธรรมเหมือนกัน. เมื่อเป็นดังนั้น อารักขเทวดาของชนเหล่านั้น ภุมม
เทวดาผู้เป็นมิตรของเทวดาเหล่านั้น อากาสัฎฐกเทวดาผู้เป็นมิตรของภุมมเทวดา อุณหวลาหกเทวดาผู้เป็น
มิตรของอากาสัฎฐกเทวดา อัพภวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของอุณหวลาหกเทวดาเหล่านั้น สีตวลาหกเทวดาผู้
เป็นมิตรของอัพภวลาหกเทวดาเหล่านั้น วัสสวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของสีตวลาหกเทวดาเหล่านั้น จาตุมม
หาราชิกาเทวดาผู้เป็นมิตรของวัสสวลาหกเทวดาเหล่านั้น ดาวดึงสเทวดาผู้เป็นมิตรของจาตุมมหาราชิกา
เทวดาเหล่านั้น ยามาเทวดาผู้เป็นมิตรของดาวดึงสเทวดาเหล่านั้นเป็นต้น ตราบเท่าถึงภวัคคพรหม เว้น
พระอริยสาวกเทวดาทั้งหมด แม้พรหมบริษัทก็เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม.
พระจันทร์พระอาทิตย์ย่อมดาเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ เพราะเทวดาเหล่านั้นไม่ประกอบด้วยธรรม.
ลมย่อมไม่พัดไปตามทางลม. เมื่อลมไม่พัดไปตามทางลม ย่อมทาให้วิมานซึ่งตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน. เมื่อ
วิมานสะเทือน พวกเทวดาก็ไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา เมื่อเทวดาไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา ฤดูหนาว ฤดูร้อน
ย่อมไม่เป็นไปตามฤดูกาล. เมื่อฤดูไม่เป็นไปตามฤดูกาล ฝนย่อมไม่ตกโดยชอบ บางครั้งตก บางครั้งไม่ตก
ตกในบางท้องที่ ไม่ตกในบางท้องที่ ก็เมื่อตกย่อมตก ขณะหว่าน ขณะแตกหน่อ ขณะแตกก้าน ขณะออกรวง
ขณะออกน้านมเป็นต้น ย่อมตกโดยประการที่ไม่เป็นอุปการะแก่ข้าวกล้าเลย และแล้งไปนาน ด้วยเหตุนั้น
ข้าวกล้าจึงสุกไม่พร้อมกัน ปราศจากสมบัติมีกลิ่นสีและรสเป็นต้น. แม้ในข้าวสารที่ใส่ในภาชนะเดียวกัน ข้าว
ในส่วนหนึ่งดิบ ส่วนหนึ่งเปียกแฉะ ส่วนหนึ่งไหม้. บริโภคข้าวนั้นเข้าไปย่อมถึงโดยอาการ ๓ อย่างในท้อง.
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีโรคมากและมีอายุน้อยด้วยเหตุนั้น. อายุย่อมเสื่อมด้วยอานาจของฤดูและโภชนะด้วย
ประการฉะนี้ โดยแท้.
แม้ทวยเทพทั้งปวงตลอดถึงพรหมโลกย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม โดยนัยอันมีในเบื้องต้นว่า ก็
เมื่อใดพระราชาเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้นแม้เสนาบดีและอุปราชก็เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมดังนี้ .
เพราะทวยเทพเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมดาเนินไปโดยสม่าเสมอ. ลมย่อมพัด
ไปตามทางของลม ย่อมไม่ทาให้วิมานที่ตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน. เมื่อวิมานไม่สะเทือนพวกเทวดาก็มีแก่ใจ
เล่นกีฬา. ฤดูย่อมเป็นไปตามกาลอย่างนี้ . ฝนย่อมตกโดยชอบเกื้อกูลข้าวกล้าตั้งแต่ขณะหว่าน ตกตามเวลา
แล้งไปตามเวลา. ด้วยเหตุนั้น ข้าวกล้าสุกพร้อมกัน มีกลิ่นหอม มีสีงาม มีรสอร่อย มีโอชะ. โภชนะที่ปรุงด้วย
ข้าวกล้านั้นแม้บริโภคแล้วก็ถึงความย่อยง่าย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีโรคมีอายุยืนด้วยเหตุนั้น. อายุย่อม
เจริญด้วยอานาจฤดูและโภชนะด้วยประการฉะนี้ .
ในบรรดาพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงอุบัติในขณะที่
สัตว์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระสิขีทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ ๗๐,๐๐๐ ปี ดังนั้น ท่านกาหนดอายุนี้ ไว้ คล้าย
กับเสื่อมไปโดยลาดับ แต่ไม่ใช่เสื่อมอย่างนั้น.
พึงทราบว่าอายุเจริญ เจริญแล้วเสื่อม.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ในภัทรกัปนี้ ก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ
๔๐,๐๐๐ ปี กาหนดอายุไว้ ๕ ส่วน ดารงอยู่ ๔ ส่วน เมื่อถึงส่วนที่ ๕ ก็ปรินิพพาน. อายุนั้นเสื่อมถึงกาลกิริยา
เมื่ออายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย จากนั้นก็เสื่อมดารงอยู่ในขณะที่สัตว์มีอายุ ๓๐,๐๐๐ ปี. กาลนั้น
41
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะทรงอุบัติ. แม้เมื่อพระโกนาคมนะนิพพานแล้วอย่างนั้น อายุนั้น
เสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่ออายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย เสื่อมอีกดารงอยู่ในขณะที่สัตว์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี.
กาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะทรงอุบัติ. แม้เมื่อพระกัสสปะนั้นปรินิพพานอย่างนั้นแล้ว
อายุนั้นก็เสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขยเสื่อมอีก ถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ ๑๐๐
ปี. ทีนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทรงอุบัติ.
อายุมิได้เสื่อมลงโดยลาดับอย่างนั้น พึงทราบว่าเจริญ เจริญแล้วจึงเสื่อม. ในข้อนั้นพึงทราบว่า
ข้อที่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเจริญ พระพุทธเจ้าย่อมทรงอุบัติ นั้นแลเป็นกาหนดอายุของพระพุทธเจ้า
เหล่านั้น.
การกาหนดอายุจบ
------------------
สาวกยุคปริจฺเฉทวณฺณนา
พึงทราบวินิจฉัยในการกาหนดสาวก.
ขณฺฑติสฺส คือ สาวกชื่อว่า ขัณฑะและติสสะ. ท่านทั้งสองนั้น ท่านขัณฑะร่วมบิดาเดียวกันเป็น
น้อง ท่านติสสะเป็นปุโรหิต. ท่านขัณฑะบรรลุที่สุดแห่งปัญญาบารมี ท่านติสสะบรรลุที่สุดแห่งสมาธิบารมี.
อภิภูสมฺภว คือ สาวกชื่อว่าอภิภู และสัมภวะ ท่านทั้งสองนั้น ท่านอภิภูบรรลุที่สุดแห่งปัญญา
บารมีไปสู่พรหมโลกจากอรุณวดี กับพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี แล้วแสดงปาฎิหาริย์หลายอย่างแก่
พรหมบริษัท แสดงธรรมแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุให้มืดมิด แล้วส่องแสงสว่างแก่ผู้ที่เกิดสังเวชว่านี้ อะไรกัน
แล้วอธิษฐานว่า ขอให้ชนทั้งปวงจงเห็นรูปของเราและจงได้ยินเสียงของเราดังนี้ ได้กล่าวสองคาถาว่า ท่าน
ทั้งหลายจงเริ่มได้ดังนี้ เป็นต้น ให้ได้ยินเสียง. ท่านสัมภวะได้บรรลุที่สุดแห่งสมาธิบารมี.
โสณุตฺตร คือ พระสาวกชื่อว่าโสณะและพระอุตตระ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านโสณะบรรลุปัญญา
บารมี ท่านอุตตระบรรลุสมาธิบารมี.
วิธูรสญฺชีว คือ พระสาวกชื่อว่าวิธูระและสัญชีวะ ในท่านทั้งสองนั้น ท่านวิธุระบรรลุปัญญา
บารมี. ท่านสัญชีวะบรรลุสมาธิบารมี เป็นผู้มักเข้าสมาบัติพยายามด้วยกาลังสมาบัติ ในที่พักกลางคืนที่พัก
กลางวัน กุฏี ถ้าและมณฑปเป็นต้น เข้านิโรธในป่าตลอดวัน. พวกทางานในป่าเป็นต้น เข้าใจว่า ท่าน
มรณภาพจึงพากันเผาท่าน. ท่านสัญชีวะนั้น ครั้นออกจากสมาบัติตามกาหนด ห่มคลุมเข้าไปยังบ้านเพื่อ
บิณฑบาต. อาศัยเหตุนั้นแล ชนทั้งหลายจึงรู้จักท่านว่า ท่านสัญชีวะ ดังนี้ .
ภิยฺโยสุตฺตร คือ พระสาวกชื่อว่า ภิยโยสะและอุตตระ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านภิยโยสะเป็นผู้เลิศ
ด้วยปัญญา ท่านอุตตระเป็นผู้เลิศด้วยสมาธิ.
ติสฺสภารทฺวาช คือ พระสาวกชื่อว่าติสสะและภารทวาชะ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านติสสะได้บรรลุ
ปัญญาบารมี ท่านภารทวาชะได้บรรลุสมาธิบารมี.
สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาน คือ พระสาวกชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านสารี
42
บุตรได้เป็นผู้เลิศในทางปัญญา ท่านโมคคัลลานะได้เป็นผู้เลิศในทางสมาธิ.
นี้ ชื่อว่ากาหนดคู่อัครสาวก.
--------------
สาวกสนฺนิปาตปริจฺเฉทวณฺณนา
พึงทราบวินิจฉัยในการกาหนดการประชุมสาวก.
การประชุมครั้งแรกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ภิกษุ
ทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ. ภิกษุทั้งหมดมีบาตรและจีวรบังเกิดฤทธิ์. ภิกษุทั้งหมดไม่ได้นัดหมายกันมา. อนึ่ง
ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกันในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่า.
ลาดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งจับพัดยังภิกษุให้ลงอุโบสถ. ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ก็นัยนี้ แล. ในการ
ประชุมทั้งหมดของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เหลือก็เป็นอย่างนั้น. ก็แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย
ได้มีการประชุมในปฐมโพธิกาลเท่านั้น
เพราะเหตุใด. พระสูตรนี้ ท่านกล่าวไว้แล้วในภาคอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย การประชุมสาวกของเราในบัดนี้ ให้มีหนเดียว ดังนั้นการประชุมจึงจบ. ความว่า ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป
คือ บุราณชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ปริวารพระอัครสาวก ๒๕๐ รูป. ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ควรกล่าวถึงเรื่องตั้งแต่
อภินิหารของพระอัครสาวกทั้งสองแล้ว แสดงถึงการบรรพชา. อนึ่ง บรรดาบรรพชิตเหล่านั้น พระมหาโมค
คัลลานะบรรลุพระอรหัต ในวันที่เจ็ด. พระธรรมเสนาบดี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวทนาปริคคห
สูตร อันเป็นธรรมยาคะที่เตรียมไว้แก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน ณ ถ้าสูกรขาตา ท่ามกลางภูเขาคิชฌกูฎ
ในวันที่ ๑๕ ส่งญาณไปเพื่อรู้ตามโดยระลึกไปตามเทศนา ได้บรรลุสาวกบารมีญาณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระแล้ว เสด็จขึ้นไปยังเวหาสไป
ปรากฏ ณ พระวิหารเวฬุวัน. พระเถระราพึงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปไหนหนอ ครั้นทราบความที่
พระองค์ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน แม้ท่านเองก็เหาะสู่เวหาสไปปรากฏ ณ พระวิหารเวฬุวัน
เหมือนกัน. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศปาติโมกข์ (หลักคาสอน) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
หมายถึงการประชุมนั้น จึงตรัสว่า ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปเป็นต้น.
นี้ คือกาหนดการประชุมของพระสาวก
---------------------
อุปฏฺฐากปริจฺเฉทวณฺณนา
พึงทราบวินิจฉัย ในการกาหนดอุปฐากต่อไป.
บทว่า พระอานนท์ ท่านกล่าวหมายถึงความที่พระอานนทเถระ เป็นอุปฐากประจา. เพราะว่า
ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระอุปฐากไม่ประจา. บางคราวพระนาคสมาละถือบาตรและจีวร
ตามเสด็จ. บางคราวพระนาคิตะ. บางคราวพระอุปวาณะ. บางคราวพระสุนักขัตตะ. บางคราวจุนทสมณุเทส.
บางคราวพระสาคตะ บางคราวพระเมฆิยะ.
43
ในบรรดาท่านเหล่านั้น บางคราวพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางไกลกับพระนาคสมาลเถระ
เสด็จถึงทางสองแพร่ง. พระเถระหลีกออกจากทาง กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จะไป
ตามทางนี้ . ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเถระนั้นว่า มานี่ภิกษุ เราจะไปทางนี้ . พระเถระนั้นกราบ
ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์รับบาตรและจีวรของพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะไปตามทางนี้
แล้วก็เตรียมจะวางบาตรและจีวรลงบนพื้น.
ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเถระนั้นว่า นามาเถิดภิกษุ แล้วทรงรับบาตรและจีวร
เสด็จไป. เมื่อภิกษุนั้นไปอีกทางหนึ่ง พวกโจรชิงบาตรและจีวรไป และตีศีรษะ. ภิกษุนั้นคิดว่า บัดนี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา ไม่มีผู้อื่นแล้ว ได้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งที่เลือดไหล. เมื่อพระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสว่า นี่อะไร ภิกษุ. จึงกราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุนั้นว่า อย่า
คิดไปเลย ภิกษุ เราห้ามเธอถึงเหตุนั้น แล้วทรงปลอบภิกษุนั้น.
ก็บางคราวพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังชันตุคามในวังสมฤคทายวันด้านปาจีน กับพระ
เมฆิยเถระ. แม้ ณ ที่นั้นพระเมฆิยะไปบิณฑบาตในชันตุคาม เห็นสวนมะม่วงน่าประทับใจ ณ ฝั่งแม่น้า
กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงรับบาตรและจีวรของพระองค์ไปเถิด ข้าพระองค์จะ
บาเพ็ญสมณธรรมที่สวนมะม่วงนั้น แม้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง ก็ไปจนได้ ครั้นถูกอกุศล
วิตกครอบงา จึงกลับมากราบทูลเหตุที่เกิดขึ้นนั้นให้ทรงทราบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเมฆิยะว่า เรา
กาหนดรู้เหตุนี้ แก่เธอแล้วยังได้ห้ามเธอไว้ แล้วได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี โดยลาดับ.
ณ พระนครสาวัตถีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อัน
บวรที่ปูไว้ ณ บริเวณคันธกุฎี ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราเป็นผู้แก่ ภิกษุบางรูป
เมื่อเราบอกว่าเราไปตามทางนี้ กันเถิด ได้ไปเสียทางอื่น บางรูปวางบาตรและจีวรของเราไว้บนพื้น พวกเธอ
จงเลือกภิกษุรูปหนึ่ง เป็นอุปฐากประจาของเรา.
ภิกษุทั้งหลายเกิดธรรมสังเวช.
ลาดับนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ตั้งความปรารถนาไว้กะพระองค์ บาเพ็ญบารมีตลอดอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป
ธรรมดาอุปฐากมีปัญญามากเช่นข้าพระองค์สมควรมิใช่หรือ ข้าพระองค์จักอุปฐากพระองค์ดังนี้ .
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามพระสารีบุตรว่า อย่าเลย สารีบุตร เธออยู่ในทิศใด ทิศนั้นไม่ว่าง
เปล่าทีเดียว โอวาทของเธอเช่นเดียวกับโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เธอไม่ต้องทาหน้าที่อุปฐากเรา.
พระมหาสาวก ๘๐ รูป เริ่มแต่พระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นได้ลุกขึ้นโดยทานองเดียวกัน. พระผู้
มีพระภาคเจ้าทรงห้ามพระสาวกเหล่านั้นทั้งหมด. แต่พระอานนทเถระนั่งนิ่งทีเดียว.
ลาดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะพระอานนทเถระนั้นอย่างนี้ ว่า ท่านอานนท์ หมู่ภิกษุกราบทูล
ขอตาแหน่งอุปฐาก แม้ท่านก็จงกราบทูลขอบ้างดังนี้ . พระอานนทเถระนั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ชื่อ
ว่าการอุปฐากที่กราบทูลขอแล้วได้มาจะเป็นเช่นไร พระศาสดาไม่ทรงเห็นเราดอกหรือ หากพระองค์จักพอ
พระทัย จักทรงบอกว่า อานนท์ จงอุปฐากเราดังนี้ .
ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไม่ควรให้ผู้อื่นส่งเสริม จักรู้ด้วย
44
ตนเองแล้วอุปฐากเรา. แต่นั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านพระอานนท์ลุกขึ้นเถิด จงกราบทูลขอตาแหน่ง
อุปฐากกะพระทศพล.
พระเถระลุกขึ้นกราบทูลขอพร ๘ ประการ คือ ข้อห้าม ๔ ข้อ ข้อขอร้อง ๔ ข้อ
พึงทราบข้อห้าม ๔ ข้อ.
พระอานนทเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่ประทานจีวร
อันประณีต ที่พระองค์ได้มาแก่ข้าพระองค์ จักไม่ประทานบิณฑบาต จักไม่ให้อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน รับ
นิมนต์แล้วจักไม่ไปร่วมกัน ด้วยประการฉะนี้ ข้าพระองค์จักอุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็เธอเห็นโทษอะไรในข้อนี้ .
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากข้าพระองค์จักได้สิ่งเหล่านี้ จักมีผู้กล่าวหาแก่ข้าพระองค์
ว่า พระอานนท์ใช้จีวรอันประณีตที่พระทศพลได้แล้ว ฉันบิณฑบาต อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน ไปสู่ที่นิมนต์
ร่วมกัน เมื่อได้ลาภนี้ จึงอุปฐากพระตถาคต เมื่ออุปฐากอย่างนี้ จะหนักหนาอะไร.
พระอานนทเถระกราบทูลขอข้อห้าม ๔ ข้อเหล่านี้ .
พึงทราบข้อขอร้อง ๔ ข้อ.
พระอานนทเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปสู่ที่
นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้ หากข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในขณะที่บริษัทมาจากภายนอกแคว้น
ภายนอกชนบท เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ามาถึงแล้ว ขณะใดความสงสัยเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ขณะนั้นข้า
พระองค์จักได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมข้อใดลับหลังข้าพระองค์ ครั้น
เสด็จกลับมาแล้ว จักทรงแสดงธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ ด้วยประการฉะนี้ ข้าพระองค์จักอุปฐากพระผู้มี
พระภาคเจ้าดังนี้ .
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ เธอเห็นอานิสงส์อะไรในข้อนี้ .
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรทั้งหลายผู้มีศรัทธาในพระศาสนานี้ เมื่อไม่ได้โอกาส
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมกล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ วันพรุ่งนี้ โปรดรับภิกษา
ในเรือนของพวกกระผมพร้อมด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่า พระผู้มีพระภาค
เจ้าจักไม่เสด็จไป ณ ที่นั้น ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่ได้โอกาสเพื่อชี้แจงกะบริษัท ในขณะที่เขาปรารถนาและเพื่อ
บรรเทาความสงสัย จักมีผู้กล่าวว่า อะไรกันพระอานนท์ อุปฐากพระทศพล แม้เพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาค
เจ้าก็ไม่ทรงทาการอนุเคราะห์แก่พระอานนท์ ดังนี้ .
อนึ่ง ชนทั้งหลายจักถามข้าพระพุทธเจ้าลับหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงคาถานี้ สูตรนี้ ชาดกนี้ ในที่ไหน ดังนี้ หากข้าพระองค์จักชี้แจงข้อนั้นไม่ได้ จักมี
ผู้กล่าวว่าแม้เพียงเท่านี้ ท่านก็ยังไม่รู้ ท่านไม่ละพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจเงาเที่ยวไปตลอดกาลนาน เพราะ
เหตุไรดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์ปรารถนาจะกล่าวธรรมแม้ที่พระองค์ทรงแสดงลับหลังอีกครั้ง.
พระอานนท์กราบทูลขอข้อขอร้อง ๔ ข้อนี้
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงประทานแก่พระอานนท์นั้น. พระอานนท์ ครั้นรับพร ๘ ประการ
เหล่านี้ แล้วก็ได้เป็นอุปฐากประจาด้วยประการฉะนี้ . พระอานนท์บรรลุผลแห่งบารมีที่บาเพ็ญมาตลอดแสน
45
กัปเพื่อตาแหน่งนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ ภิกษุอานนท์ผู้เป็นอุปฐากของเราได้เป็น
อุปฐากผู้เลิศ ดังนี้ หมายถึงความที่พระอานนท์นี้ เป็นอุปฐากประจานั้น.
นี้ เป็นการกาหนดอุปฐาก.
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่วิหาร เพราะเหตุอะไร
นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสดังนั้นแล้วทรงดาริว่า เราบรรลุถึงที่สุดอันหาระหว่างมิได้
แล้ว ยังไม่ได้กล่าวถึงวงศ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๗ พระองค์เลย ก็เมื่อเราเข้าไปยังวิหาร ภิกษุเหล่านี้ ได้
ปรารภถึงบุพเพนิวาสญาณโดยประมาณอันยิ่งแล้วจักกล่าวถึงคุณ เมื่อเป็นเช่นนั้น เรามากล่าวถึงพุทธวงศ์
อันหาระหว่างมิได้ให้ภิกษุทั้งหลาย บรรลุถึงที่สุดแล้วจักแสดง ดังนี้ ทรงให้โอกาสภิกษุทั้งหลายสนทนากัน
จึงเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่พระวิหาร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแบบอันใดไว้ วาระ ๙ เหล่านี้ มาแล้วในแบบแผนนั้น คือ กาหนดกัป
กาหนดชาติ กาหนดโคตร กาหนดอายุ กาหนดการตรัสรู้ กาหนดคู่สาวก กาหนดการประชุมสาวก กาหนด
อุปฐาก กาหนดบิดา. วาระหลายอย่างยังไม่มาถึงแต่จะนามาแสดง.
------------------
สมฺพหุลปริจฺเฉทวณฺณนา
ในสัมพหุลวาระ พึงทราบบุตรทั้ง ๗ ตามลาดับของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์เหล่านี้ ก่อน คือ
สมวัตตักขันธะ อตุละ สุปปพุทธะ อุตตระ สัตถวาหะ วิชิตเสนะ ราหุลเป็นที่ ๗.
ในบรรดาบุตรเหล่านั้น เมื่อเจ้าชายราหุลประสูติ พวกราชบุรุษนาหนังสือบอกข่าว มาวางไว้บน
พระหัตถ์ของพระมหาบุรุษ.
ลาดับนั้น ความสิเนหาในพระโอรสทาให้พระวรกายทุกส่วนของพระมหาบุรุษซาบซ่าน. พระ
มหาบุรุษดาริว่า เมื่อบุตรเกิดเพียงคนเดียว ความสิเนหาในบุตรยังเป็นถึงเพียงนี้ ถ้าเราจักมีบุตรกว่า
๑,๐๐๐ คน ในบุตรเหล่านั้น เมื่อคนหนึ่งเกิดความผูกพันด้วยสิเนหาเพิ่มมากขึ้นอย่างนี้ หัวใจจักแตกสลาย
เป็นแท้ เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ห่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกพันเกิดแล้ว. ในวันนั้นเอง พระมหาบุรุษทรง
สละราชสมบัติออกทรงผนวช. ในการเกิดบุตรของพระโพธิสัตว์ทุกองค์มีนัยนี้ แล
นี้ การกาหนดบุตร
บุตรแม้ทั้ง ๗ เหล่านั้นได้มีมารดาเหล่านี้ คือ
พระนางสุตตนา พระนางสัพพกามา พระนางสุจิตตา พระนางโรจนี พระนางรุจจตินี พระนาง
สุนันทา และพระนางพิมพาเป็นองค์ที่ ๗.
ก็พระนางพิมพาเทวี เมื่อราหุลกุมารประสูติ ได้ปรากฏชื่อว่าราหุลมารดา.
นี้ การกาหนดภรรยา.
ก็พระโพธิสัตว์ ๒ องค์นี้ คือ พระวิปัสสี พระกกุสันธะ เสด็จขึ้นรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย เสด็จ
46
ออกมหาภิเนษกรมณ์. พระโพธิสัตว์ ๒ องค์ คือ พระสิขี พระโกนาคมนะ ประทับบนคอช้างประเสริฐออก
ทรงผนวช. พระเวสสภูโพธิสัตว์ประทับนั่งบนวอทองออกทรงผนวช.
พระกัสสปะประทับนั่งบนพื้นมหาปราสาท ยังอานาปานจตุตถฌานให้เกิด ออกจากฌานแล้ว
กระทาฌานนั้นให้เป็นบาท ทรงอธิษฐานว่า ปราสาทจงไปหยั่งลง ณ โพธิมณฑล ปราสาทไปทางอากาศแล้ว
หยั่งลง ณ โพธิมณฑล. แม้พระมหาบุรุษลงจากปราสาทนั้น ประทับบนพื้นทรงอธิษฐานว่า ปราสาทจงไป
ตั้งอยู่ ณ ที่เดิม. ปราสาทนั้นก็ต้องอยู่ในที่เดิม. แม้พระมหาบุรุษก็ทรงประกอบความเพียรตลอด ๗ วัน
ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ.
ก็พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเสด็จประทับม้ากัณฐกะ ออกทรงผนวช.
นี้ การกาหนดยาน.
วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ตั้งอยู่ในเนื้ อที่ประมาณโยชน์หนึ่ง. ของพระสิขี ๓
คาวุต. ของพระเวสสภู กึ่งโยชน์. ของพระกกุสันธะ คาวุตหนึ่ง. ของพระโกนาคมนะ กึ่งคาวุต. ของพระกัสส
ปะ ๒๐ อุสภะ.
วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราตั้งอยู่ในเนื้ อที่ ๑๖ กรีสโดยวัดตามปกติ ๘ กรีสโดยวัดของ
หลวง.
นี้ การกาหนดพระวิหาร.
เศรษฐีทั้งหลายให้ช่างทาอิฐทองคา ยาว ๑ ศอก กว้าง ๑ คืบ สูง ๘ นิ้ ว ปูโดยส่วนขวางแล้ว ซื้อ
สร้างที่อยู่ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี. ปูด้วยผาลไม้เส้าทองคาซื้อถวายแด่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าพระนามว่าสิขี. ให้ช่างทาเท้าช้างทองคาปูโดยขวาง ซื้อถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู.
ปูด้วยอิฐทองคา ตามนัยที่กล่าวแล้ว ซื้อถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธ. ปูด้วยเต่าทองคา ตาม
นัยที่กล่าวแล้ว ซื้อถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ. ปูด้วยทองแท่ง ซื้อถวายแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ. และปูโดยขวางแห่งกหาปณะอันมีเครื่องหมาย ซื้อถวายแด่พระผู้มีพระภาค
เจ้าของเราทั้งหลาย.
นี้ กาหนดในการถือพื้นที่สร้างวิหาร.
อุปฐากผู้ที่ซื้อพื้นที่ทาให้เป็นวิหารถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้น ชื่อปุนัพพสุ
มิตตะ. ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี ชื่อสิริวัฑฒ์. ถวายพระเวสสภู ชื่อโสตถิยะ. ถวายพระกกุ
สันธะ ชื่ออัจจุตะ. ถวายพระโกนาคมนะ ชื่ออุคคะ. ถวายพระกัสสปะ ชื่อสุมนะ. ถวายพระผู้มีพระภาค
เจ้าของเราทั้งหลาย ชื่อสุทัตตะ.
ก็อุปฐากเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็นเศรษฐีคหบดีมหาศาล.
นี้ กาหนดอุปัฏฐาก.
ยังมีสถานที่อื่นอีก ๔ แห่ง อันเป็นสถานที่ที่จะเว้นเสียมิได้ คือ โพธิบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า
ทั้งหมด เว้นไม่ได้ย่อมมีในที่เดียวเท่านั้น. การแสดงพระธรรมจักรในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เว้นไม่ได้เลย.
47
การเหยียบพระบาทครั้งแรก ณ ประตูสังกัสสนคร ตอนเสด็จลงจากเทวโลก เว้นไม่ได้เลย. ที่ตั้งเท้าเตียง ๔
ที่ในพระคันธกุฎี ในเชตวันมหาวิหาร เว้นไม่ได้ทีเดียว. ก็แต่ว่า วิหารมีเล็กบ้างใหญ่บ้าง. แม้วิหารก็เว้น
ไม่ได้. แต่นครเว้นได้ กาลใดนครอยู่ด้านปาจีน กาลนั้นวิหารอยู่ด้านปัจฉิม. กาลใดนครอยู่ด้านทักษิณ กาล
นั้นวิหารอยู่ด้านอุดร. กาลใดนครอยู่ด้านปัจฉิม กาลนั้นวิหารอยู่ด้านปาจีน. กาลใดนครอยู่ด้านอุดร กาล
นั้นวิหารอยู่ด้านทักษิณ. ก็บัดนี้ นครอยู่ด้านอุดรวิหารอยู่ด้านทักษิณ.
อนึ่ง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีความต่างกันอยู่ ๕ อย่าง คือ ต่างกันโดยอายุ ต่างกัน
โดยประมาณ ต่างกันโดยตระกูล ต่างกันโดยความเพียร ต่างกันโดยรัศมี.
พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระชนมายุยืน บางพระองค์มีพระชนมายุน้อย ชื่อว่าต่างกันโดยอายุ.
เป็นความจริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ได้มีพระชนมายุประมาณแสนปี. พระผู้มีพระภาค
เจ้าของพวกเราได้มีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี. พระพุทธเจ้าบางพระองค์สูง บางพระองค์เตี้ย ชื่อว่า
ต่างกันโดยประมาณ. เป็นความจริงอย่างนั้น พระทีปังกรสูง ๘๐ ศอก พระสุมนะ สูง ๙๐ ศอก แต่พระผู้มี
พระภาคเจ้าของเราทั้งหลายสูง ๑๘ ศอก. บางพระองค์ทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์ บางพระองค์ทรงอุบัติใน
ตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่าต่างกันโดยตระกูล.
ความเพียรของบางพระองค์มีเวลาสั้น เช่น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ของบาง
พระองค์ยาวนานดังเช่นพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ชื่อว่าต่างกันโดยความเพียร.
พระรัศมีจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุมังคละ ประมาณหมื่นโลกธาตุ.
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราประมาณวาหนึ่งโดยรอบ ชื่อว่าต่างกันโดยรัศมี. ในความต่างกันนั้น ต่างกัน
โดยรัศมีเกี่ยวกับพระพุทธประสงค์. พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงมีพระประสงค์เท่าใด รัศมีจากพระวรกาย
ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นย่อมแผ่ไปเท่านั้น. รัศมีจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุ
มังคละ ย่อมแผ่ไปหมื่นโลกธาตุเป็นนิจ ดังนี้ ได้เป็นพระพุทธประสงค์.
แต่ชื่อว่าความต่างกันในคุณ คือ การตรัสรู้ไม่มี.
โบราณกบัณฑิตแสดงเรื่องอื่นอีก เช่น กาหนดสหชาต และกาหนดนักษัตรของพระผู้มีพระภาค
เจ้าของเราทั้งหลาย.
บุคคลและสิ่งที่เกิดร่วมกับพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ ๗ เหล่านี้ คือ ราหุลมารดา พระอานนท
เถร พระฉันนะ ม้ากัณฐกะ หม้อขุมทรัพย์ ต้นมหาโพธิ พระกาฬุทายี.
อนึ่ง พระมหาบุรุษทรงปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรง
แสดงพระธรรมจักร ทรงกระทายมกปาฏิหาริย์ในฤกษ์อุตตราสาฬหะ ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานโดยฤกษ์
วิสาขะ. ประชุมพระสาวกและทรงปลงอายุสังขารโดยฤกษ์มาฆะ. เสด็จลงจากเทวโลกโดยฤกษ์อัสสยุชะ พึง
นามาแสดงเพียงเท่านี้ .
นี้ กาหนดหลายวาระ.
ภิกษุเหล่านั้นเกิดความประหลาดใจยิ่งนักว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวถึงการ
48
เข้าสู่ปฏิสนธิตั้งแต่จุติ การส่งญาณย้อนหลังตั้งแต่ปฏิสนธิไปถึงจุติ อันเป็นทางของบุพเพนิวาส อันนี้ หนัก
มาก ดุจทรงชี้รอยเท้าบนอากาศ แล้วจึงกล่าวว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง เมื่อจะแสดงเหตุแม้
อื่นอีก
-----------------
โพธิสตฺตธมฺมตาวณฺณนา
จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ทรงบาเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ ทรงบรรลุ
ที่สุดแห่งญาตัตถจริยา โลกัตถจริยา พุทธจริยา ทรงดารงอยู่ในอัตภาพที่ ๓
เช่น พระเวสสันดรทรงให้มหาทาน ๗ ครั้ง ทรงยังแผ่นดินให้หวั่นไหว ๗ ครั้ง ทรงกระทากาละ
แล้วทรงอุบัติในภพดุสิต ในวาระแห่งจิตที่ ๒.
แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสีก็ทรงกระทากาละเหมือนอย่างนั้น ทรงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต
ทรงประดิษฐานอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นตลอด ๕๗ โกฏิปี ยิ่งด้วย ๖ ล้านปี.
ก็ในกาลอื่น พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงอุบัติในเทวโลกที่สัตว์มีอายุยืน ย่อมไม่ดารงอยู่ตราบเท่า
อายุนั้น.
เพราะเหตุไร. เพราะทาบารมีให้เต็มได้ยากในที่นั้น.
พระโพธิสัตว์เหล่านั้นกระทาอธิมุตตกาลกิริยา จึงบังเกิดในถิ่นของมนุษย์นั้นแล. ก็บารมี
ทั้งหลายของพระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น สามารถจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้เกิดโดยอัตภาพเดียวในบัดนี้ ได้ฉัน
ใด ในครั้งนั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้ดารงอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น ตราบเท่าอายุเพราะบารมีเต็มแล้วด้วย
ประการทั้งปวงฉันนั้น. ก็พวกเทวดาจักจุติโดย ๗ วัน ด้วยการคานวณของพวกมนุษย์ ดังนั้น บุพนิมิต
๕ ย่อมเกิดขึ้น คือ ดอกไม้เหี่ยว ผ้าเศร้าหมอง เหงื่อไหลจากรักแร้ทั้งสอง ผิวพรรณหมอง เทวดาไม่ตั้งอยู่ใน
เทวอาสน์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มาลา ได้แก่ ดอกไม้ที่ประดับในวันถือปฏิสนธิ.
นัยว่า ดอกไม้เหล่านั้นไม่เหี่ยวมาตลอด ๕๗ โกฏิปี ยิ่งด้วย ๖ ล้านปี แต่ในตอนนั้นเหี่ยว. แม้ใน
ผ้าทั้งหลายก็มีนัยนี้ แหละ. ก็ตลอดกาลประมาณเท่านี้ พวกเทวดาไม่รู้สึกหนาว ไม่รู้สึกร้อน. ในกาลนั้น
เหงื่อไหลจากสรีระเป็นหยดๆ ตลอดกาลประมาณเท่านี้ ในสรีระของเทวดาเหล่านั้นย่อมไม่ปรากฏวรรณ
ต่างกันด้วยสามารถฟันหักและผมหงอก เป็นต้น. เทพธิดาปรากฏเหมือนมีอายุ ๑๖ เทพบุตรปรากฎเหมือน
มีอายุ ๒๐. แต่ในเวลาตาย อัตภาพของเทพบุตรเหล่านั้นทรุดโทรม.
อนึ่ง ตลอดกาลประมาณเท่านี้ เทพบุตรเหล่านั้นไม่มีความกระสันในเทวโลก. แต่ในเวลาจะตาย
หายใจไม่ออก กระสับกระส่าย ไม่ยินดีในอาสนะของตน.
ก็บุพนิมิต ๕ เหล่านี้ ย่อมปรากฏแก่เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่เทวดาทั้งปวง
เหมือนนิมิตมีอุกกาบาตแผ่นดินไหวและจันทคราสเป็นต้น ย่อมปรากฏแก่พระราชาและอามาตย์ของ
พระราชาเป็นต้นผู้มีบุญมากเท่านั้น ไม่ปรากฏแก่คนทั้งปวงฉะนั้น. เหมือนอย่างมีนักโหราศาสตร์ย่อมรู้
บุพนิมิตในมนุษย์ทั้งหลาย คนทั้งปวงไม่รู้ฉันใด ทวยเทพทั้งปวงย่อมไม่รู้ แม้นิมิตเหล่านั้น แต่บัณฑิตเท่านั้น
49
รู้ได้ฉันนั้น. เทพบุตรเหล่าใดเกิดในเทวโลกนั้นด้วยกุศลกรรมน้อย เมื่อเทพบุตรเหล่านั้นเกิด เขากลัวว่า
บัดนี้ ใครจะรู้พวกเราเกิดที่ไหน เทพบุตรที่มีบุญมากย่อมไม่กลัวว่า พวกเราอาศัยทานที่เราให้ ศีลที่เรา
รักษา ภาวนาที่เราเจริญ จักเสวยสมบัติในเทวโลกเบื้องบน.
แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี ทรงเห็นบุพนิมิตเหล่านั้นแล้ว ไม่ทรงกลัวว่า บัดนี้ เราจักเป็น
พระพุทธเจ้าในอัตภาพถัดไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อนิมิตเหล่านั้นปรากฏแก่พระองค์ ทวยเทพในหมื่น
จักรวาฬพากันมาประชุม ทูลวิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงบาเพ็ญบารมี ๑๐ มิได้ทรง
ปรารถนาสักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ แต่พระองค์ทรงปรารถนาความเป็น
พุทธะ ทรงบาเพ็ญเพื่อถอนสัตว์ออกจากโลก บัดนี้ กาลนั้นมาถึงพระองค์แล้ว เป็นสมัยเพื่อความเป็นพุทธะ
แล้ว.
ลาดับนั้น พระมหาสัตว์มิได้ทรงรับปฏิญญาของเทวดาเหล่านั้น ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕
ประการ ด้วยสามารถทรงกาหนด กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล และอายุของพระมารดา.
ในมหาวิโลกนะ ๕ นั้น พระมหาสัตว์ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า ถึงเวลาหรือยัง.
กาลเมื่ออายุของสัตว์เจริญมากกว่าแสนปี ก็ยังไม่ใช่กาล.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะในกาลนั้น ชาติชราและมรณะจะไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่าพระธรรม
เทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันจะทาให้พ้นจากพระไตรลักษณ์ ก็จะไม่มี. เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัส
ว่า ทุกฺข อนิจฺจ อนตฺตา ดังนี้ สัตว์ทั้งหลายก็จะพูดว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไร แล้วไม่สาคัญเพื่อจะฟัง เพื่อจะ
เชื่อ. แต่นั้นก็จะไม่มีการตรัสรู้ เมื่อไม่มีการตรัสรู้. คาสอนก็จะไม่นาสัตว์ให้ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น จึง
ไม่ใช่กาล.
แม้กาลเมื่อสัตว์มีอายุถอยลงไปกว่า ๑๐๐ ปี ก็ไม่ใช่กาล.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา. โอวาทที่ให้แก่สัตว์ที่มีกิเลสหนา ย่อมไม่
ดารงอยู่ในฐานะเป็นโอวาท เหมือนไม้เท้าขีดลงไปในน้าย่อมหายไปทันที เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาล.
กาลเมื่ออายุสัตว์ตั้งแต่แสนปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี ชื่อว่ากาล. ก็ในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุ
๘๐,๐๐๐ ปี. ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงเห็นว่าถึงกาลที่ควรจะเกิดแล้ว. จากนั้น พระมหาสัตว์ทรงตรวจดูทวีป
ทรงเห็นทวีป ๔ พร้อมด้วยบริวาร ทรงเห็นว่าใน ๓ ทวีป พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บังเกิด บังเกิดในชมพูทวีป
แห่งเดียว. ชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ทรงตรวจดูประเทศต่อไปว่า พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายย่อมบังเกิดในประเทศไหนหนอ ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ.
ท่านกล่าวถึงมัชฌิมประเทศไว้ในวินัย โดยนัยเป็นต้นว่า ด้านทิศตะวันออกมีนิคมชื่อกชังคละ
ประเทศนั้นโดยส่วนยาวประมาณ ๓๐๐ โยชน์ โดยส่วนกว้างประมาณ ๑๕๐ โยชน์ โดยรอบประมาณ ๙๐๐
โยชน์.
จริงอยู่ ในประเทศนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย พระอัครสาวก พระ
มหาสาวก ๘๐ พระเจ้าจักรพรรดิและกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี เศรษฐี ผู้มีศักดิ์ใหญ่เหล่าอื่นย่อมเกิด. อนึ่ง
50
ในประเทศนี้ มีนครชื่อพันธุมดี พระมหาสัตว์ทรงตัดสินพระทัยว่า เราควรไปเกิดในนครนั้น. จากนั้น ทรง
ตรวจดูตระกูล ทรงเห็นตระกูลแล้วว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดในตระกูลที่ชาวโลกยกย่อง
ก็บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์อันชาวโลกยกย่องแล้ว เราจักเกิดในตระกูลนั้น พระราชาพระนามว่าพันธุมจักเป็น
พระบิดาของเรา ดังนี้ จากนั้น ทรงตรวจดูมารดา ทรงเห็นแล้วว่า ธรรมดาพระพุทธมารดาไม่เป็นหญิง
เหลาะแหละ ไม่เป็นนักเลงสุรา บาเพ็ญบารมีมาแล้วถึงแสนกัป ตั้งแต่เกิดมาศีล ๕ ไม่ขาด ก็หญิงเช่นพระ
นางพันธุมดีเทวีนี้ จักเป็นมารดาของเรา ดังนี้ . ทรงราพึงว่า พระนางพันธุมดีเทวีจะมีพระชนมายุเท่าไร ทรง
เห็นแล้วจักมีพระชนมายุ ๗ วัน ต่อจาก ๑๐ เดือน.
พระโพธิสัตว์ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ นี้ ตรัสว่า ดูกรผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เป็นกาลอันสมควรของ
เราเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อจะทรงทาการสงเคราะห์แก่ทวยเทพ ประทานปฏิญญาว่า พวกท่าน
จงพากันกลับไปเถิด ทรงส่งเทวดาเหล่านั้นแล้ว แวดล้อมด้วยเทวดาชั้นดุสิตเสด็จเข้าไปยังสวนนันทวันใน
ดุสิตเทวโลก. แม้ในเทวโลกทั้งหมดก็มีสวนนันทวันเหมือนกัน.
เหล่าเทวดาพากันทูลเตือนว่า ขอพระองค์จงจุติจากเทวโลกนี้ ไปสู่มนุษยสุคติเถิด แล้วทูลให้
ระลึกถึงโอกาสที่ทรงบาเพ็ญกุศลกรรมมาในกาลก่อน.
พระโพธิสัตว์นั้นแวดล้อมไปด้วยเหล่าเทวดาผู้ให้ระลึกถึงกุศลอย่างนี้ เสด็จไปอยู่ในสวนนันทวัน
นั้นทรงจุติแล้ว. ก็ครั้นจุติอย่างนี้ แล้วย่อมรู้ว่าเราจุติ ไม่รู้จุติจิต แม้ถือปฏิสนธิแล้วจึงรู้ แต่ไม่รู้ปฏิสนธิจิตอีก
นั้นแหละ แต่รู้อย่างนี้ ว่าเราถือปฏิสนธิในที่นี้ นั่นเอง. แต่พระเถระบางพวกกล่าวว่า ควรได้การนึกคิดโดย
ปริยาย พระโพธิสัตว์จักรู้วารจิตที่สองที่สาม.
แต่พระมหาสิวเถระผู้ทรงพระไตรปิฏกกล่าวว่า ปฏิสนธิของพระมหาสัตว์ไม่เหมือนปฏิสนธิของ
สัตว์อื่น ด้วยว่าสติสัมปชัญญะของพระมหาสัตว์เหล่านั้นถึงที่สุดแล้ว แต่เพราะไม่สามารถกระทาจิตดวงนั้น
ด้วยจิตดวงนั้นได้ ฉะนั้น จึงไม่รู้จุติจิต แต่ในขณะจุตินั่นเองย่อมรู้ว่าเราจุติไม่รู้ปฏิสนธิจิต รู้เพียงว่าเราได้ถือ
ปฏิสนธิ ณ ที่โน้นดังนี้ .
ในกาลนั้นหมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว. พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะอย่างนี้ เสด็จลงสู่ครรภ์
มารดาทรงถือปฏิสนธิด้วยมหาวิบากจิต เช่นกับกุศลจิตอันเป็นอสังขาริกะ สหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วย
ญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตาในปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวง.
อนึ่ง พระมหาสิวเถระยังกล่าวว่า จิตสหรคตด้วยอุเบกขา.
พระโพธิสัตว์แม้พระองค์นั้นก็ได้ถือปฏิสนธิด้วยฤกษ์อุตตราสาฬหะในวันเพ็ญเดือน ๘ เหมือน
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายฉะนั้น.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นจาเติมแต่วันที่ ๗ แห่งอาสาฬหะบูรณมี พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ทรง
เล่นนักขัตตกีฬา ทรงประดับด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไม่มีการดื่มสุรา เสด็จลุกแต่เช้าในวันที่ ๗ ทรง
สรงสนานด้วยน้าหอม ทรงตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกชนิด เสวยพระกระยาหารเลิศ ทรงอธิษฐานองค์
อุโบสถ เสด็จเข้าสู่ห้องสิริบรรทมเหนือพระสิริไสยาศน์ ทรงเข้าสู่นิทราได้ทอดพระเนตรเห็นพระสุบินนี้ .
ในพระสุบินนั้นว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ยกพระพุทธมารดาพร้อมด้วยพระแท่นที่บรรทม นาไป
ยังสระอโนดาด ให้สรงสนาน ให้ทรงนุ่งห่มด้วยผ้าทิพย์ ให้ทรงลูบไล้ด้วยของหอมทิพย์ ประดับดอกไม้ทิพย์
51
ไม่ไกลจากนั้นมีภูเขาเงิน ภายในภูเขาเงินนั้นมีวิมานทอง ให้พระพุทธมารดาหันพระเศียรไปทางทิศปาจีน
บรรทม ณ วิมานทองนั้น.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นช้างเผือกผ่อง ไม่ไกลจากนั้นมีภูเขาทองลูกหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จไปที่
ภูเขาทองนั้นแล้ว เสด็จลงจากภูเขาทอง เสด็จขึ้นภูเขาเงิน แล้วเสด็จเข้าไปยังวิมานทอง กระทาประทักษิณ
พระมารดาแล้ว ได้เป็นคล้ายแหวกพระปรัศเบื้องขวาเสด็จเข้าไปสู่พระครรภ์. ทันทีนั้น พระเทวีทรงตื่น
กราบทูลพระสุบินนั้นแด่พระราชา.
ครั้นสว่างแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียกหัวหน้าพราหมณ์ประมาณ ๖๔ คน ให้ลาดอาสนะอันมีค่า
มากบนพื้นฉาบด้วยของเขียว กระทามงคลสักการะด้วยข้าวตอกเป็นต้น เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายนั่ง ณ ที่นั้น
แล้ว ทรงนาถาดทองถาดเงินอันเต็มไปด้วยข้าวปายาสอย่างดี ปรุงด้วยเนยใสน้าผึ้งและน้าตาลกรวด ครอบ
ด้วยถาดทองถาดเงินอีกทีถวาย. ทรงให้พราหมณ์เหล่านั้นอิ่มเอิบด้วยวัตถุอย่างอื่นมีผ้าใหม่แม่โคแดงและ
ทานเป็นต้น.
พระราชาตรัสบอกพระสุบินนั่นแก่พราหมณ์เหล่านั้นผู้เอิบอิ่มด้วยสิ่งปรารถนาทั้งปวง แล้วรับสั่ง
ถามว่า พระสุบินนั้นจักเป็นอย่างไร.
พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย พระเทวีทรง
พระครรภ์แล้ว พระเจ้าข้า อนึ่ง พระครรภ์นั้นเป็นบุรุษไม่ใช่สตรี พระองค์จักมีพระโอรส พระโอรสนั้น หาก
ครองเรือนจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ประกอบด้วยธรรม เป็นธรรมราชา หากออกบวช จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้
เปิดโลก.
พึงทราบลาดับการพรรณนาเนื้ อความในบทนี้ ว่า พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา
ดังนี้ ก่อน.
บทว่า จตฺตาโร ในบทนี้ ว่า เทวบุตร ๔ องค์ เข้าไปรักษาทิศทั้ง ๔ ท่านกล่าวหมายถึงท้าว
มหาราช ๔ องค์. ก็ในหมื่นจักรวาฬแบ่งเป็นอย่างละ ๔ ก็เป็นสี่หมื่นจักรวาฬ. ในสี่หมื่นจักรวาฬนั้นใน
จักรวาฬนี้ ท้าวมหาราชถือพระขรรค์เข้าไปคอยอารักขาพระโพธิสัตว์เข้าไปสู่ห้องสิริ ยังหมู่ยักษ์เป็นต้นว่า
พวกปีศาจเล่นฝุ่นที่กีดขวาง ตั้งแต่ประตูห้องให้หลีกออกไปแล้ว ถือการอารักขาตลอดจักรวาฬ.
ก็การรักษานี้ เพื่อประโยชน์อะไร แม้หากว่า จาเดิมแต่กาลแห่งกลละในขณะปฏิสนธิ พวกมาร
แสนโกฏิ ยกเขาสิเนรุแม้แสนโกฏิ พึงมาเพื่อทาอันตรายพระโพธิสัตว์ หรือพระมารดาของพระโพธิสัตว์
อันตรายทั้งหมดพึงหายไปมิใช่หรือ.
แม้เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้แล้วในทาพระโลหิตให้ห้อว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลจะพึงปลงพระชนม์ตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น ไม่ใช่ฐานะ
ไม่ใช่โอกาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ภิกษุ
ทั้งหลาย พวกเธอจงไปตามที่อยู่เถิด ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทั้งหลายไม่ควรที่จะอารักขา.
เพราะฉะนั้น อันตรายถึงชีวิตของพระตถาคตเหล่านั้นย่อมไม่มีด้วยความเพียรของผู้อื่นอย่างนี้
แหละ. พวกเทพบุตรได้ถืออารักขาเพื่อป้องกันภัยก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี อันพึงเกิดแก่พระมารดาของพระ
โพธิสัตว์ เพราะเห็นรูปหรือฟังเสียงของอมนุษย์ที่มีรูปพิการ น่าเกลียดน่ากลัวเป็นมฤคปักษี.
52
อีกประการหนึ่ง พวกเทพบุตรเกิดความเคารพด้วยเดชแห่งบุญของพระโพธิสัตว์ แม้ได้ประกาศ
ความเคารพของตนๆ ก็ได้กระทาอย่างนี้ .
ก็ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เหล่านี้ เข้าไปยืนภายในห้องแสดงตนหรือไม่แสดงตนแก่พระมารดาของ
พระโพธิสัตว์. ไม่แสดงในเวลาทรงอาบน้า ทรงตกแต่งพระวรกาย ทรงบริโภคพระกระยาหารเป็นต้นและ
เวลาถ่าย แต่จะแสดงในเวลาพระมารดาเสด็จเข้าห้องสิริแล้วบรรทมบนพระที่สิริไสยาศน์.
ณ ที่นั่น ชื่อว่าการเห็นอมนุษย์ย่อมเป็นภัยเฉพาะหน้าของมนุษย์ ก็จริง แต่ถึงดังนั้น พระมารดา
ของพระโพธิสัตว์เห็นอมนุษย์เหล่านั้นด้วยบุญญานุภาพของตน และของพระโอรสจึงไม่ทรงกลัว. พระทัยของ
พระมารดานั้นย่อมเกิดในอมนุษย์เหล่านั้น เหมือนผู้ดูแลภายในพระนครตามปกติ.
ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ พวกมนุษย์นั่งกระหย่งไหว้รับศีลในสานักของพวก
ดาบสและปริพาชก. แม้พระมารดาของพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายก็ทรงรับศีลในสานักของฤษีกาลเทวิล.
แต่เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จสู่พระครรภ์ ใครๆ อื่นไม่สามารถจะนั่ง ณ บาทมูลได้. แม้นั่งรับศีลบนอาสนะเสมอ
กันก็เป็นอาการดูหมิ่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระมารดาพระโพธิสัตว์ทรงรับศีลด้วยพระองค์เอง.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชาทั้งหลายโดยรอบสดับว่า พระโอรสเห็นปานนี้ ทรงอุบัติในพระ
ครรภ์ของพระเทวี ทรงส่งบรรณาการอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีในทวารห้า ด้วยสามารถอาภรณ์มีค่ามาก
และดนตรีเป็นต้น. ชื่อว่าการกาหนดปริมาณแห่งลาภและสักการะไม่มีแก่พระโพธิสัตว์ และแก่มารดาของ
พระโพธิสัตว์ เพราะสั่งสมกรรมที่ทาไว้.
พระมารดาพระโพธิสัตว์ ครั้นล่วงกาลมีกลละเป็นต้น ทรงเห็นพระโพธิสัตว์เข้าถึงความเป็นผู้มี
อวัยวะน้อยใหญ่ และพระอินทรีย์สมบูรณ์เกิดแล้ว.
ถามว่า ทรงเห็นเพื่ออะไร.
ตอบว่า เพื่ออยู่อย่างสบาย.
เหมือนอย่างว่า มารดานั่งหรือนอนกับบุตร ยกมือหรือเท้าของบุตรนั้นห้อยลงคิดว่า เราจักให้
บุตรแข็งแรง มองดูบุตรเพื่ออยู่อย่างสบายฉันใด แม้พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น คิดว่า ทุกข์ใดเกิด
แก่ครรภ์ในขณะที่มารดายืนเดินเคลื่อนไปมาและนั่งเป็นต้น และในการกลืนอาหารร้อนเย็นเค็มขมเผ็ดเป็น
ต้นของมารดา ทุกข์นั้นจะมีแก่บุตรของเราหรือไม่หนอดังนี้ แล้วมองดูพระโพธิสัตว์เพื่ออยู่อย่างสบาย ทรง
เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิ.
เหมือนอย่างว่า สัตว์เหล่าอื่นอยู่ภายในท้องบีบพุงแขวนกะเพาะทาแผ่นท้องไว้ข้างหลัง อาศัย
กระดูกสันหลังวางคางก้มไว้บนกามือทั้งสอง นั่งเจ่าเหมืองลิงที่โพรงไม้เมื่อฝนตกฉันใด
พระโพธิสัตว์มิได้เป็นอย่างนั้น.
พระโพธิสัตว์กระทากระดูกสันหลังไว้ข้างหลังนั่งขัดสมาธิ ก็บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก
ดุจพระธรรมกถึกนั่งธรรมาศน์. ก็กรรมที่พระองค์ทรงกระทามาในกาลก่อน จึงทาให้วัตถุของพระโพธิสัตว์
บริสุทธิ์. เมื่อวัตถุบริสุทธิ์ พระลักษณะ คือพระฉวีละเอียดย่อมบังเกิดขึ้น. พระตโจในพระอุทรไม่สามารถจะ
ปกปิดพระฉวีนั้นได้. เมื่อพระมารดาทรงแลดูย่อมปรากฏเหมือนตั้งอยู่ภายนอก.
ก็พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ภายในพระครรภ์ย่อมไม่ทรงเห็นพระมารดา เพราะจักขุวิญญาณย่อม
53
ไม่เกิดขึ้นภายในท้อง.
ความว่า มิใช่โดยสิ้นอายุเพราะการคลอดเป็นปัจจัย ด้วยว่าที่ที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เป็นเช่น
กับเจดีย์และกุฏี ไม่ควรที่ผู้อื่นจะร่วมใช้สอย. อนึ่ง ใครๆ ไม่สามารถจะนาพระมารดาพระโพธิสัตว์ไปดารงใน
ฐานะเป็นอัครมเหสีผู้อื่นได้ ดังนั้น พระชนมายุของพระมารดาพระโพธิสัตว์จึงมีประมาณเท่านั้น
เพราะฉะนั้น พระนางจึงเสด็จทิวงคตในกาลนั้น.
ถามว่า ก็พระมารดาพระโพธิสัตว์เสด็จทิวงคตในวัยไหน.
ตอบว่า ในมัชฌิมวัย. เพราะว่า ในอัตตภาพของสัตว์ทั้งหลายในปฐมวัย ฉันทราคะย่อมมีกาลัง
เพราะเหตุนั้น หญิงที่ตั้งครรภ์ในตอนนั้น จึงไม่สามารถจะรักษาครรภ์ไว้ได้ ครรภ์ย่อมเจ็บมาก. แต่ครั้นเลย
ส่วนสองของมัชฌิมวัย ในส่วนที่สาม วัตถุย่อมเป็นของบริสุทธิ์. ทารกที่เกิดในวัตถุบริสุทธิ์ย่อมไม่มีโรค.
เพราะฉะนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เสวยสมบัติในปฐมวัย ประสูติในส่วนที่สามของมัชฌิมวัยแล้ว
เสด็จทิวงคต ดังนั้น ข้อนี้ เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ .
ความว่า พรหมชั้นสุทธาวาสผู้เป็นพระขีณาสพย่อมรับ.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า อาจารย์บางพวกกล่าวว่า รับเครื่องแต่งตัวในตอนประสูติ. แต่ข้อนั้นถูกคัดค้านแล้ว จึง
กล่าวข้อนี้ ว่า ในกาลนั้น พระมารดาพระโพธิสัตว์ทรงนุ่งผ้าประด้วยทองคา เช่นกับตาปลามีสองชั้นคลุม
ตลอดพระบาทได้ประทับยืน ขณะนั้น พระมารดาพระโพธิสัตว์ได้ประสูติพระโอรสคลอดเช่นกับน้าไหลออก
จากธมกรก ลาดับนั้น เหล่าเทวดามีเพศเป็นพรหมตามปกติเข้าไปรับด้วยข่ายทองคาก่อน ท้าวมหาราชทั้ง
๔ ได้เอาเครื่องลาดทาด้วยหนังเสือเหลืองรับจากหัตถ์ของพรหมเหล่านั้น จากนั้น พวกมนุษย์จึงรับด้วยผ้า
รองสองชั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายรับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง ดังนี้ .
จริงอยู่ ลมเบ่งไม่สามารถทาพระโพธิสัตว์ให้มีเท้าขึ้น มีหัวลงได้ พระโพธิสัตว์นั้นเหมือนพระ
ธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์ และเหมือนบุรุษลงจากบันได ทรงเหยียดพระหัตถ์ทั้งสองและพระบาททั้งสอง
ประทับยืน ไม่เปรอะเปื้ อนด้วยอสุจิอย่างใดอย่างหนึ่ง อันมีอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาเสด็จออก.
ในสายน้านั้น น้าเย็นไหลจากหม้อทอง น้าร้อนไหลจากหม้อเงิน. อนึ่ง ท่านกล่าวบทนี้ เพื่อแสดง
น้าดื่มและน้าบริโภค และสายน้าเป็นที่เล่นไม่ทั่วไปด้วยน้าเหล่าอื่นของสายน้าเหล่านั้น อันไม่เปรอะเปื้ อน
ด้วยอสุจิอย่างใดอย่างหนึ่งบนพื้นดิน. ไม่มีการกาหนดน้าที่นามาด้วยหม้อทองและเงินอื่นและน้าที่ไหลไปสู่
สระโบกขรณีมีหังสวฏกะ เป็นต้น.
ในบาลี ท่านแสดงดูเหมือนพอเสด็จออกจากพระครรภ์ของพระมารดา แต่ก็ไม่ควรเห็นเป็น
อย่างนั้น. เพราะพรหมทั้งหลายรับพระโพธิสัตว์นั้นพอเสด็จออกด้วยข่ายทองคาก่อน. ท้าวมหาราชทั้ง ๔ รับ
ด้วยเครื่องลาดทาด้วยหนังเสือเหลืองจากหัตถ์ของพรหมเหล่านั้น มนุษย์ทั้งหลายรับด้วยผ้ารองสองชั้นจาก
หัตถ์ของท้าวมหาราชทั้ง ๔.
พระโพธิสัตว์พ้นจากมือมนุษย์ทั้งหลายแล้วประดิษฐานบนแผ่นดิน.
ความว่า เมื่อเทวดากั้นเศวตฉัตรทิพย์ตามเสด็จอยู่. ในบทนี้ แม้เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ มีพระ
ขรรค์ เป็นต้นอันเป็นบริวารของฉัตรนั้นก็ปรากฏขึ้นทันที. แต่ในบาลี ท่านกล่าวถึงฉัตรดุจพระราชาในขณะ
54
เสด็จพระราชดาเนิน. ในเบญจราชกุกกุฏภัณฑ์นั้น ฉัตรเท่านั้นปรากฏ คนถือฉัตรไม่ปรากฏ. เช่นเดียวกัน
พระขรรค์ พัดใบตาล แซ่หางนกยูง พัดวาลวิชนี และกรอบพระพักตร์ย่อมปรากฏ คนถือไม่ปรากฏ.
นัยว่า เทวดาทั้งหลายไม่ปรากฏรูปถือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด.
แม้ข้อนี้ ท่านก็กล่าวไว้ว่า
พวกเทวดากั้นฉัตรมีก้านไม่น้อย มีมณฑลพันหนึ่งบนอากาศ ไม้เท้าทองคา พัดจามรโบกสะบัด
ไปมา แต่ไม่เห็นคนถือพัดจามรและฉัตร ดังนี้ .
ความจริง พระโพธิสัตว์ทรงพ้นจากมือของพวกมนุษย์แล้วประดิษฐานบนแผ่นดิน ทรงแลดูทิศ
ตะวันออก. หลายพันจักรวาฬได้เป็นเนินเดียวกัน.
ณ ที่นั้น พวกเทวดาและมนุษย์ต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น พากันกล่าวว่า ข้าแต่
พระมหาบุรุษ ในโลกนี้ แม้คนเช่นพระองค์ก็ไม่มี จะหาคนยิ่งกว่าพระองค์ได้แต่ไหน.
พระโพธิสัตว์ทรงเหลียวแลดูทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องล่างเบื้องบน ไม่ทรงเห็นแม้คนเช่น
พระองค์ทรงดาริว่า นี้ ทิศเหนือ แล้วทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางเหนือได้เสด็จโดยอย่างพระบาท ๗ ก้าว.
พระโพธิสัตว์ทรงพยากรณ์พระอรหัตอันพระองค์พึงบรรลุในอัตตภาพนี้ ด้วยบททั้งสองว่า นี้ เป็น
ชาติสุดท้ายของเรา บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มีอีกแล้ว ดังนี้ .
ก็ในบทนี้ พึงทราบว่า การประดิษฐานบนแผ่นดินด้วยพระบาทเสมอกันเป็นบุพนิมิตแห่งการได้
อิทธิบาท ๔ การบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศเหนือเป็นบุพนิมิตแห่งการเสด็จไปครอบงาปราบปรามมหาชน
การเสด็จย่างพระบาท ๗ ก้าวเป็นบุพนิมิตแห่งการได้รตนะคือโพชฌงค์ ๗ การกั้นเศวตฉัตรทิพย์เป็น
บุพนิมิตแห่งการได้ฉัตรประเสริฐคือวิมุติ การได้ราชกุกกุฏภัณฑ์ ๕ เป็นบุพนิมิตแห่งการพ้นด้วยวิมุติ ๕ การ
เหลียวแลดูทิศเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อนาวรณญาณ การเปล่งอาสภิวาจาเป็นบุพนิมิตแห่งการเป็นไปแห่ง
ธรรมจักรที่ยังไม่ได้เป็นไป การเปล่งสีหนาทว่า นี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา เป็นบุพนิมิตแห่งการปรินิพพาน
โดยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดังนี้ . วาระเหล่านี้ มาแล้วในบาลี. แต่หลายวาระยังไม่มา ควรนามาแสดง.
จริงอยู่ ในวันพระมหาบุรุษประสูติ หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เทวดาในหมื่นโลกธาตุ พากันมา
ประชุมในจักรวาฬเดียวกัน. เทวดารับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง. พิณที่ขึงสาย กลองที่ขึงหนัง ไม่มีใคร
ประโคมก็ประโคมขึ้นเอง. ป้อมและที่กักขังเป็นต้นของพวกมนุษย์พังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย. โรคทั้งปวงสงบ
หมดไปเหมือนสนิมทองแดงที่ล้างด้วยของเปรี้ยว. คนตาบอดโดยกาเนิด เห็นรูป. คนหนวกโดยกาเนิด ได้
ยินเสียง. คนพิการได้มีกาลังสมบูรณ์. สติของคนแม้เลวโดยชาติ คนบ้าน้าลาย ก็ตั้งมั่นได้. เรือที่แล่นไป
ต่างประเทศถึงท่าสะดวก. รตนะที่ตั้งอยู่บนอากาศและตั้งอยู่บนพื้น ได้ส่องแสงด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเอง.
พวกมีเวรก็ได้เมตตาจิตต่อกัน. ไฟในอเวจีดับ. แสงสว่างในโลกันตรนรกก็เกิดขึ้น. น้าในแม่น้าไม่ไหล. ใน
มหาสมุทรได้มีน้าหวาน. ลมไม่พัด. นกที่บินไปบนอากาศที่อยู่บนภูเขาและต้นไม้ได้ตกลงไปบนพื้นดิน.
พระจันทร์สว่างยิ่งนัก. พระอาทิตย์ไม่ร้อนไม่เย็นปราศจากมลทินได้สมบูรณ์ตามฤดู. พวกเทวดาประดิษฐาน
อยู่ ณ ประตูวิมานของตนๆ เล่นกีฬาอย่างสนุกสนาน ด้วยการปรบมือ ผิวปาก โบกผ้า เป็นต้น. แม้ฝนจาก
ทิศทั้ง ๔ ก็ได้ตกลงมา. ความหิว ความกระหาย มิได้บีบคั้นมหาชน. ประตูและหน้าต่างทั้งหลายเปิดเอง. ไม้
ดอกไม้ผล ก็ออกดอกออกผล หมื่นโลกธาตุได้มีธงดอกไม้เป็นอันเดียวกัน.
55
แม้ในข้อนี้ พึงทราบดังนี้
หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เป็นบุพนิมิตของการได้สัพพัญญุตญาณของพระมหาบุรุษนั้น. การ
ประชุมในจักรวาฬเดียวกันของเทวดาทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการประชุมโดยทานองเดียวนี้ แล ในกาลยัง
ธรรมจักรให้เป็นไป แล้วรับพระธรรม. การรับของพวกเทวดาครั้งแรกเป็นบุพนิมิตแห่งการได้รูปาวจรฌาน
๔. การรับของพวกมนุษย์ภายหลังเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อรูปฌาน ๔. พิณที่ขึงสายดีดเองเป็นบุพนิมิตแห่ง
การได้อนุปุพพวิหารธรรม. กลองที่ขึงหนังดังเองเป็นบุพนิมิตแห่งการได้ยินธรรมเภรีอันใหญ่หลวง. ป้อม
และที่กักขังเป็นต้นพังเป็นบุพนิมิต แห่งการตัดขาดอัสมิมานะ. มหาชนหายจากโรคเป็นบุพนิมิต แห่งการได้
อริยสัจ ๔. คนตาบอดโดยกาเนิดเห็นรูปเป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพจักษุ. คนหูหนวกได้ยินเสียงเป็นบุพนิมิต
แห่งการได้ทิพโสต. คนพิการมีกาลังเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔. คนใบ้แต่กาเนิดพูดได้เป็นบุพนิมิต
แห่งการได้สติปัฏฐาน ๔. เรือแล่นไปต่างประเทศถึงท่าโดยสะดวกเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา ๔.
ความที่รตนะส่องแสงด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเอง เป็นบุพนิมิตแห่งแสงธรรมที่พระโพธิสัตว์จักประกาศแก่
โลก.
ผู้มีเวรกันได้เมตตจิตต่อกันเป็นบุพนิมิตของการได้พรหมวิหาร ๔. ไฟในอเวจีดับ เป็นบุพนิมิต
ของการดับไฟ ๑๑ ดวง. โลกันตรนรกสว่างเป็นบุพนิมิตแห่งการกาจัดความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นความ
สว่างแห่งญาณ. น้าในแม่น้าไม่ไหลเป็นบุพนิมิตแห่งการได้เวสารัชชธรรม ๔. มหาสมุทรมีรสหวานเป็น
บุพนิมิตแห่งความมีรสเป็นอันหนึ่งด้วยรส คือนิพพาน. การที่ลมไม่พัดเป็นบุพนิมิตแห่งการทาลายทิฐิ ๖๒.
นกทั้งหลายไปบนดินเป็นบุพนิมิตแห่งมหาชนผู้ฟังโอวาทแล้วถึงสรณะด้วยชีวิต. การที่พระจันทร์สว่างไสวยิ่ง
เป็นบุพนิมิตแห่งความงามของคนเป็นอันมาก. การที่พระอาทิตย์เว้นความร้อนและความเย็น เป็นบุพนิมิต
แห่งการเกิดสุขทางกายและทางใจ เพราะฤดูสบาย. การที่พวกเทวดาประดิษฐานอยู่ ณ ประตูวิมานรื่นเริง
ด้วยการปรบมือเป็นต้น. เป็นบุพนิมิตแห่งการถึงความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงเปล่งอุทาน. การที่ฝนตกทั้ง
๔ ทิศเป็นบุพนิมิตแห่งการตกของฝน คือพระธรรมอันใหญ่หลวง. การไม่มีความหิวบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่ง
การได้น้าอมฤต คือกายคตาสติ. การไม่มีความกระหายบีบคั้นเป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นผู้ถึงความสุขด้วย
วิมุตติสุข. การที่ประตูและหน้าต่างเปิดเองเป็นบุพนิมิตแห่งการเปิดประตูคือมรรคมีองค์ ๘. การที่ต้นไม้
ออกดอกและผลเป็นบุพนิมิตของดอกไม้คือวิมุติบาน และความเป็นผู้เต็มด้วยภาระคือสามัญญผล. การที่
หมื่นโลกธาตุมีธงดอกไม้เป็นอันเดียวเป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นผู้มีธงดอกไม้คืออริยะ.
ในเรื่องนี้ ชนทั้งหลายถามปัญหาว่า ตอนที่พระมหาบุรุษประทับยืนบนแผ่นดินแล้ว ทรงบ่าย
พระพักตร์ไปทางทิศเหนือ เสด็จไปได้ทรงเปล่งอาสภิวาจา เสด็จไปบนแผ่นดินหรือ หรือว่าเสด็จไปทาง
อากาศ ทรงปรากฏพระองค์เสด็จไปหรือไม่ปรากฏ เสด็จเปลือยพระองค์ไปหรือตกแต่งพระองค์ เสด็จไปเป็น
หนุ่มหรือเป็นคนแก่ แม้ภายหลังก็ได้เป็นเช่นนั้นหรือ หรือว่าเป็นทารกอ่อนอีก.
ก็ปัญหานี้ ตั้งขึ้นภายใต้โลหปราสาท พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฏกได้แก้ไว้แล้ว.
มีเรื่องเล่ามาว่า ในเรื่องนี้ พระเถระกล่าวถึงข้อนั้นไว้มาก ด้วยสามารถการกล่าวถึงโชคดีโชค
ร้าย กรรมเก่าและการไม่ถือตัวเพราะความเป็นใหญ่แล้ว ในที่สุด ได้พยากรณ์อย่างนี้ ว่า พระมหาบุรุษเสด็จ
ไปบนแผ่นดิน แต่ได้ปรากฏแก่มหาชนเหมือนเสด็จไปทางอากาศ พระองค์เสด็จไปแต่เหมือนไม่ปรากฏแก่
56
มหาชน เสด็จเปลือยพระองค์ไปแต่ปรากฏแก่มหาชนเหมือนตกแต่งพระองค์ เสด็จไปเป็นคนหนุ่มแต่
ปรากฏแก่มหาชนเหมือนมีพระชนม์ ๑๖ พระพรรษา แต่ภายหลังได้เป็นทารกอ่อนตามเดิม ไม่เป็นหนุ่มอยู่
อย่างนั้นดังนี้ . อนึ่ง บริษัทของพระเถระนั้นได้พากันชอบใจว่า พระเถระแก้ปัญหาดีเหมือนพระพุทธเจ้า.
โลกันตริกวาระมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วแล.
ก็แลธรรมดานี้ ท่านกล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้น. พึงทราบว่า ธรรมดาทั้งหมดย่อมมีแด่พระโพธิสัตว์
ทุกพระองค์.
-------------------
ทวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณวณฺณนา
ความว่า พระกุมารไม่เป็นเหมือนคนอื่น เมื่อคนอื่นวางเท้าลงบนแผ่นดิน ปลายฝ่าเท้า ส้นเท้า
หรือข้างเท้าย่อมจดก่อน ก็แต่ว่ายังปรากฏช่องในตอนกลาง แม้เมื่อยกขึ้นส่วนหนึ่งในปลายฝ่าเท้าเป็นต้น
นั่นแหละก็ยกขึ้นก่อน.
ฝ่าพระบาททั้งสิ้นของพระกุมารนั้น ย่อมจดพื้นโดยทรงเหยียบพระบาทครั้งหนึ่ง ดุจพื้นรองเท้า
ทองคาฉะนั้น ทรงยกพระบาทขึ้นจากพื้นก็โดยทานองเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระกุมารนี้ จึงเป็นผู้มี
พระบาทเรียบเสมอกัน.
ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า ณ พื้นพระบาททั้ง ๒ มีจักร ๒ เกิดขึ้น จักรเหล่านั้นมีซี่มีกงและดุม.
ก็พึงทราบความวิเศษนี้ ด้วยบทนี้ ว่า บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง.
ได้ยินว่า ดุมของจักรเหล่านั้นปรากฎ ณ ท่ามกลางพื้นพระบาท. ลวดลายวงกลมกาหนดด้วยดุม
ย่อมปรากฏ วงกลมล้อมหน้าดุมปรากฏ ท่อน้าปรากฏ ซี่ปรากฏ ลวดลายวงกลมในซี่ทั้งหลายปรากฏ กง
ปรากฏ กงแก้วมณีปรากฏ.
สัมพหุลวาระนั้น พึงทราบอย่างนี้ .
รูปหอก รูปแว่นส่องพระฉาย รูปดอกพุดซ้อน รูปสายสร้อย รูปสังวาล รูปถาดทอง รูปมัจฉาคู่
รูปตั่ง รูปขอ รูปปราสาท รูปเสาระเนียด รูปเศวตฉัตร รูปพระขรรค์ รูปพัดใบตาล รูปหางนกยูง รูปพัดวาล
วิชนี รูปมงกุฎ รูปแก้วมณี รูปบาตร รูปพวงดอกมะลิ รูปดอกบัวขาบ รูปดอกบัวแดง รูปดอกบัวขาว รูปดอก
ปทุม รูปดอกบุณฑริก รูปหม้อเต็มด้วยน้า รูปถาดเต็มด้วยน้า รูปมหาสมุทร รูปเขาจักรวาฬ รูปป่าหิมพานต์
รูปเขาสิเนรุ รูปพระจันทร์พระอาทิตย์ รูปดาวนักษัตร รูปทวีปใหญ่ทั้ง ๔ รูปทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทั้งหมด โดย
ที่สุดหมายถึงบริวารของพระเจ้าจักรพรรดิด้วย เป็นบริวารของจักรลักษณะนั่นเอง.
ความว่า มีส้นพระบาทยาว คือมีส้นพระบาทบริบูรณ์. อธิบายว่า ส้นพระบาทของพระมหาบุรุษ
ไม่เป็นเหมือนปลายเท้าของคนอื่นที่ยาว ลาแข้งตั้งอยู่สุดส้นเท้าเป็นเหมือนตัดส้นเท้าตั้งอยู่ฉะนั้น. แต่ของ
พระมหาบุรุษ พระบาทมี ๔ ส่วน ปลายพระบาทมี ๒ ส่วน ลาพระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓ ส้นพระบาทในส่วน
ที่ ๔ เป็นเช่นกับลูกคลีหนัง ทาด้วยผ้ากัมพลสีแดง ดุจม้วนด้วยปลายเข็มแล้วตั้งไว้.
ความว่า นิ้ วพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษไม่เป็นเหมือนนิ้ วของคนอื่นที่บางนิ้ วยาว บางนิ้ วสั้น. แต่
ของพระมหาบุรุษนิ้ วพระหัตถ์และพระบาทยาวเหมือนของวานร ข้างโคนใหญ่แล้วเรียวไปโดยลาดับถึงปลาย
57
นิ้ ว เช่นเดียวกับแท่งหรดาลที่ขยาด้วยน้ามันยางแล้วปั้นไว้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีนิ้ วพระหัตถ์
ยาว ดังนี้ .
ความว่า มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนดุจปุยฝ้ายที่ยีได้ ๑๐๐ ครั้ง เอารวมตั้งไว้ในเนยใส. แม้ใน
เวลาพระชนม์เจริญ พระหัตถ์และพระบาทก็จักอ่อนนุ่มเหมือนเมื่อพอประสูติ. พระหัตถ์และพระบาทของ
พระโพธิสัตว์นั้นอ่อนนุ่ม เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงมีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม.
ความว่า ระหว่างพระองคุลี หนังไม่ติดกัน. เพราะผู้มีมือติดกันเป็นพืดเช่นนี้ ถูกกาจัดโดยบุรุษ
โทษ แม้บวชก็ไม่ได้.
ก็พระมหาบุรุษมีนิ้ วพระหัตถ์ ๔ นิ้ ว พระบาท ๕ ชิดสนิทเป็นอันเดียวกัน. ก็เพราะพระองคุลี
ทั้งหลายชิดสนิทเป็นอันเดียวกัน พระองคุลีทั้งหลายจึงติดกันและกัน มีลักษณะเป็นข้าวเหนียวตั้งอยู่. พระ
หัตถ์และพระบาทของพระโพธิสัตว์นั้นเป็นเช่นกับหน้าต่างตาข่ายอันช่างผู้ฉลาดดีประกอบแล้ว.
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย.
เพราะข้อพระบาทตั้งอยู่เบื้องบน พระบาทของพระโพธิสัตว์นั้นจึงเหมือนสังข์คว่า เพราะฉะนั้น
พระโพธิสัตว์จึงมีพระบาทเหมือนสังข์คว่า.
จริงอยู่ ข้อเท้าของคนอื่นอยู่ที่หลังเท้า เพราะฉะนั้น เท้าของคนเหล่านั้นจึงติดกัน เหมือนติด
ด้วยสลัก กลับกลอกไม่ได้ตามสะดวก เมื่อเดินไปฝ่าเท้าไม่ปรากฏ.
แต่ข้อพระบาทของพระมหาบุรุษขึ้นไปตั้งอยู่เบื้องบน. เพราะฉะนั้น พระวรกายท่อนบนของพระ
มหาบุรุษ ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปจึงมิได้หวั่นไหวเลย ดุจพระสุวรรณปฏิมาประดิษฐานอยู่ในเรือ. พระวรกาย
ท่อนเบื้องล่างย่อมไหว พระบาทกลอกกลับได้สะดวก. เมื่อชนทั้งหลายยืนอยู่ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แม้
ในข้างทั้งสองก็เห็นฝ่าพระบาทย่อมปรากฏ. แต่ไม่ปรากฏเหมือนยืนอยู่ข้างหลังช้าง.
มีพระชงฆ์เรียวดุจเนื้ อทราย. อธิบายว่า มีพระชงฆ์บริบูรณ์ด้วยหุ้มพระมังสะเต็ม ไม่ใช่เนื้ อ
ตะโพกติดโดยความเป็นอันเดียว ประกอบด้วยพระชงฆ์เช่นกับท้องข้าวสาลีท้องข้าวเหนียว อันมังสะที่ตั้งอยู่
เสมอกันโดยรอบล้อมอยู่แล้ว กลมกล่อมดีแล้ว.
ท่านแสดงความที่พระมหาบุรุษนั้นไม่ค่อมไม่แคระด้วยบทนี้ . ก็คนที่เหลือเป็นคนค่อมหรือเป็น
คนแคระ. คนค่อมกายส่วนบนไม่บริบูรณ์ คนแคระกายส่วนล่างไม่บริบูรณ์. คนเหล่านั้นเพราะกายไม่
บริบูรณ์ เมื่อก้มลงจึงไม่สามารถลูบคลาเข่าได้. แต่พระมหาบุรุษ เพราะพระวรกายทั้งส่วนบนส่วนล่าง
บริบูรณ์ จึงสามารถลูบคลาได้
ความว่า พระมหาบุรุษมีพระคุยหะซ่อนอยู่ในฝัก ดุจฝักบัวทอง ดุจคุยหะแห่งโคและช้างเป็นต้น
เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก. บทว่า วตฺถคุยฺห ท่านกล่าวองคชาตควรปกปิดด้วย
ผ้า.
ความว่า พระมหาบุรุษเช่นกับรูปทองแท่งที่คลุกเคล้าด้วยสีแดงชาดแล้วขัดด้วยเขี้ยวเสือ แล้ว
ระบายด้วยดินสอแดงตั้งไว้. ด้วยบทนี้ เพื่อแสดงความที่พระวรกายของพระมหาบุรุษนั้นแน่นสนิทละเอียด
แล้ว จึงแสดงพระฉวีวรรณ ท่านจึงกล่าวว่า พระมหาบุรุษมีพระฉวีคล้ายกับทองคา ดังนี้ . อีกอย่างหนึ่งบทนี้
เป็นไวพจน์ของบทก่อน.
58
คือ ธุลีหรือมลทิน. ไม่ติด คือกลิ้งเหมือนหยาดน้ากลิ้งจากใบบัว.
ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวงทรงกระทาการชาระพระหัตถ์เป็นต้น เพื่อกาหนดฤดูและเพื่อผลบุญของ
พวกทายก. อนึ่ง ทรงกระทาแม้โดยหลักปฏิบัตินั้นเอง. ข้อนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ภิกษุผู้จะเข้าไปสู่เสนาสนะ
ควรชาระเท้าแล้วจึงเข้าไป.
ความว่า พระมหาบุรุษมีพระโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นเบื้องบน ตอนปลายเวียนเป็นทักษิณาวัฏ
ตั้งอยู่มองดูพระพักตร์งาม เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษมีพระโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นเบื้องบน.
ความว่า พระมหาบุรุษมีพระวรกายตรงเหมือนกายพรหม คือจักมีพระวรกายสูงตรงขึ้นไป
ทีเดียว. ความจริงโดยมากสัตว์ทั้งหลายย่อมน้อมไปในที่ทั้งสาม คือที่คอที่สะเอวที่เข่าทั้งสอง. สัตว์เหล่านั้น
เมื่อน้อมไปที่สะเอวย่อมไปข้างหลัง. ในที่ทั้งสองพวกนั้นย่อมน้อมไปข้างหน้า. ก็สัตว์บางพวกมีร่างกายสูงมี
ข้างคด บางพวกแหงนหน้าเที่ยวไปเหมือนจะนับดวงดาว. บางพวกมีเนื้ อและเลือดน้อยเป็นเช่นคนเป็นโรค
เสียดท้อง. บางพวกง้อมไปข้างหน้าเดินตัวสั่น.
อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ก็พระมหาบุรุษนี้ ทรงดาเนินพระวรกายตรงทีเดียว มีประมาณเท่า
ส่วนสูง จักเป็นดุจเสาทองที่ยกขึ้นในเทพนคร. อนึ่ง พึงทราบว่า ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายถึง ข้อที่มหาปุริ
สลักษณะของพระมหาบุรุษซึ่งพอประสูติยังไม่บริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง จะเจริญในโอกาสต่อไป.
ความว่า พระมหาบุรุษมีพระมังสะฟูบริบูรณ์ด้วยดีในที่ ๗ สถาน คือ หลังพระหัตถ์ทั้งสอง หลัง
พระบาททั้งสอง จะงอยพระอังสาทั้งสองและพระศอ เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษจึงชื่อว่ามีพระมังสะเต็มในที่
๗ สถาน. แต่ของคนเหล่าอื่นที่หลังมือและหลังเท้าเป็นต้นปรากฏเส้นเลือด เป็นตาข่ายที่จะงอยบ่าและคอ
ปรากฏปลายกระดูก. มนุษย์เหล่านั้นย่อมปรากฏเหมือนเปรต. พระมหาบุรุษไม่ปรากฏเหมือนอย่างนั้น. ก็
พระมหาบุรุษมีพระศอเช่นกับกลองทองคาที่เขากลึง ด้วยหลังพระหัตถ์เป็นต้น มีเส้นเลือดเป็นตาข่ายซ่อนไว้
เพราะมีพระมังสาฟูบริบูรณ์ในที่ ๗ สถาน ย่อมปรากฏเหมือนรูปศิลาและรูปปั้น.
ความว่า พระมหาบุรุษมีกึ่งกายท่อนบน เหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของราชสีห์ เพราะฉะนั้น พระ
มหาบุรุษจึงชื่อว่ามีส่วนพระวรกายเบื้องหน้าเหมือนกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งราชสีห์ เพราะว่า กายเบื้องหน้า
ของราชสีห์บริบูรณ์ กายเบื้องหลังไม่บริบูรณ์. ก็พระวรกายทั้งหมดของพระมหาบุรุษบริบูรณ์ดุจกายเบื้อง
หน้าของราชสีห์. แม้พระวรกายของมหาบุรุษก็เหมือนกายของราชสีห์ ย่อมไม่ตั้งอยู่สูงๆ ต่าๆ ด้วยสามารถ
แห่งความฟูและแฟบเป็นต้น แต่ยาวในที่ควรยาวย่อมเป็นอย่างนั้น ในที่ควรสั้น ควรล่า ควรเรียว ควรกว้าง
ควรกลมเป็นต้น.
ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษทรงปลื้มพระทัยนักแล เมื่อผลกรรม
ปรากฏ ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดยาว อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ยาว ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดสั้น
อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่สั้น ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดล่า อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ล่า ทรงงดงาม
เพราะอวัยวะส่วนใดเรียว อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่เรียว ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดกว้าง อวัยวะส่วนนั้น
ย่อมตั้งอยู่กว้าง ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดกลม อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่กลมดังนี้ .
อัตภาพของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยทานจิต บุญจิต ตระเตรียมไว้ด้วยบารมี ๑๐ ด้วยประการ
ฉะนี้ . ศิลปินทั้งปวงหรือผู้มีฤทธิ์ทั้งปวงในโลก ไม่สามารถสร้างรูปเปรียบได้.
59
พระมหาบุรุษมีพระอังสาเต็มคือบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงมีระหว่างพระอังสาเต็ม.
อันที่จริงฐานะนั้นของคนพวกอื่นบุ๋ม หลังและท้องทั้งสองปรากฏเฉพาะตัว. แต่ของพระมหาบุรุษพื้นพระมัง
สาตั้งแต่บั้นพระองค์จนถึงพระศอขึ้นไปปิดพระปฤษฏางศ์ ตั้งอยู่เหมือนแผ่นกระดานทองที่ยกขึ้นตั้งไว้.
พระมหาบุรุษมีปริมณฑลดุจต้นนิโครธ.
อธิบายว่า พระมหาบุรุษแม้โดยพระวรกาย แม้โดยพยามประมาณเท่ากัน ดุจต้นนิโครธมีลาต้น
และกิ่งเสมอกัน เพราะจะเป็น ๕๐ ศอกก็ตาม ๑๐๐ ศอกก็ตาม ย่อมมีประมาณเท่ากันทั้งส่วนยาวทั้ง
ส่วนกว้าง. กายหรือวาของคนอื่นยาวไม่เท่ากัน ความว่า พระวรกายของพระมหาบุรุษเท่ากับวาของพระมหา
บุรุษ วาของพระมหาบุรุษเท่ากับกายของพระมหาบุรุษ.
คือพระมหาบุรุษมีลาพระศอเท่ากัน. คนบางคนมีลาคอยาว คด หนา เหมือนนกกระเรียน
เหมือนนกยาง เหมือนหมู เวลาพูด เอ็นเป็นตาข่ายย่อมปรากฏเสียงออกมาแหบฉันใด ของพระมหาบุรุษไม่
เหมือนอย่างนั้น. ก็ลาพระศอของพระมหาบุรุษเป็นเช่นกับกลองทองที่เขากลึงดีแล้ว. ในเวลาตรัส เอ็นเป็น
ตาข่ายไม่ปรากฏ พระสุรเสียงดังก้องดุจเสียงเมฆกระหึ่ม.
มีวิเคราะห์ว่า เส้นประสาทนาไปซึ่งรส ชื่อว่ารสัคคสา.
บทนี้ เป็นชื่อของเส้นประสาทนารสอาหารไป. เส้นประสาทนารสอาหารของพระมหาบุรุษนั้น
เลิศ เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงเป็นผู้มีปลายเส้นประสาทสาหรับนารสอาหารอันเลิศ.
ได้ยินว่า พระมหาบุรุษมีเส้นประสาทสาหรับนารสอาหารประมาณ ๗,๐๐๐ เส้น มีปลายขึ้น
เบื้องบนแล้วรวมเข้าที่ลาพระศอนั่นเอง. พระกระยาหารแม้เพียงเมล็ดงาตั้งอยู่ ณ ปลายพระชิวหาย่อมแผ่ไป
ทั่วพระวรกายทุกส่วน. ด้วยเหตุนั้นแล เมื่อพระมหาบุรุษทรงเริ่มตั้งความเพียรอันยิ่งใหญ่ ได้ยังพระวรกาย
ให้เป็นไปอยู่ได้ ด้วยข้าวสารเมล็ดเดียวเป็นต้นบ้าง ด้วยเพียงผักดองฟายมือหนึ่งบ้าง. แต่ของคนอื่นเพราะ
ไม่มีอย่างนั้น รสโอชาจึงไม่แผ่ไปทั่วกาย เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงมีโรคมาก.
มีวิเคราะห์ว่า พระหนุของพระมหาบุรุษดุจคางของราชสีห์ เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงมีพระ
หนุดุจคางราชสีห์.
ในบทนั้น อธิบายว่า ราชสีห์มีคางท่อนล่างบริบูรณ์ท่อนบนไม่บริบูรณ์. แต่พระมหาบุรุษบริบูรณ์
แม้ทั้งสองดุจคางเบื้องล่างของราชสีห์ เป็นเช่นกับพระจันทร์ในวันขึ้น ๑๒ ค่า. ลาดับนั้น พราหมณ์ผู้
พยากรณ์ทั้งหลายมองดูปลายพระหนุสังเกตว่า ที่พระหนุเหล่านี้ พระทนต์ ๔๐ องค์ คือข้างล่าง ๒๐ ข้างบน
๒๐ จักตั้งอยู่เสมอกันไม่ห่าง จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระกุมารนี้ มีพระทนต์ ๔๐ องค์ พระ
เจ้าข้า ดังนี้ เป็นต้น.
ในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ .
คนเหล่าอื่นแม้มีฟันครบบริบูรณ์ก็มี ๓๒ ซี่. แต่พระกุมารนี้ จักมี ๔๐ องค์ อนึ่ง ของคนเหล่าอื่น
ฟันบางซี่สูง บางซี่ต่า บางซี่ไม่เสมอกัน. แต่ของพระกุมารนี้ จักเสมอกันดุจเครื่องหุ้มสังข์ที่ช่างเหล็กตัด
ฉะนั้น. ฟันของพวกคนอื่นห่างเหมือนฟันจระเข้ เมื่อเคี้ยวปลาและเนื้ อย่อมเต็มระหว่างฟันหมด. แต่พระ
ทนต์ของพระกุมารนี้ จักไม่ห่างดุจแถวแก้ววิเชียรที่เขาตั้งไว้บนแผ่นกระดานทอง จักเป็นดุจตอนที่เขาแสดง
ด้วยดินสอสี. อนึ่ง ฟันของคนพวกอื่น เป็นฟันเสียขึ้น เพราะเหตุนั้น เขี้ยวบางซี่ดาบ้าง ไม่มีสีบ้าง. แต่พระ
60
กุมารนี้ มีพระทาฒะขาวสะอาด จักเป็นพระทาฒะประกอบด้วยรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่าแม้ดาวประกายพฤกษ์.
คือ พระกุมารมีพระชิวหาใหญ่. อธิบายว่า ลิ้นของคนเหล่าอื่น หนาบ้าง เล็กบ้าง สั้นบ้าง
กระด้างบ้าง ไม่เสมอบ้าง. แต่พระชิวหาของพระมหาบุรุษ อ่อน ยาว ใหญ่ สมบูรณ์ด้วยสี. พระกุมารนั้นเพื่อ
ปลดเปลื้องความสงสัยของผู้ที่มาเพื่อแสวงหาลักษณะนั้น เพราะพระชิวหาอ่อนจึงทรงแลบพระชิวหานั้น ดุจ
ของแข็งที่สะอาดแล้วลูบช่องพระนาสิกทั้งสองได้ เพราะพระชิวหายาวจึงทรงลูบช่องพระกรรณทั้งสองได้
เพราะพระชิวหาใหญ่จึงทรงปิดพระนลาฏแม้ทั้งสิ้นถึงสุดปลายพระเกษา ทรงประกาศความที่พระชิวหานั้น
อ่อน ยาว และใหญ่อย่างนี้ จึงทรงปลดเปลื้องความสงสัยของพราหมณ์ผู้พยากรณ์เหล่านั้นได้. บทว่า ปหุตชิ
โวฺห ท่านกล่าวหมายถึงพระชิวหาที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ .
ความว่า แม้คนพวกอื่นย่อมมีเสียงขาดบ้าง แตกบ้าง เสียงเหมือนกาบ้าง. แต่พระกุมารนี้ จักทรง
ประกอบด้วยเสียงเช่นกับเสียงของท้าวมหาพรหม. ด้วยว่า ท้าวมหาพรหมมีเสียงแจ่มใส เพราะไม่กลั้วด้วย
น้าดีและเสมหะ. กรรมแม้อันพระมหาบุรุษทรงกระทาแล้วย่อมชาระวัตถุของเสียงนั้น. เพราะวัตถุบริสุทธิ์
เสียงปรากฏขึ้นตั้งแต่พระนาภีเป็นเสียงบริสุทธิ์ ประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมปรากฏชัด. พระกุมารตรัสดุจเสียง
นกการเวก เพราะเหตุนั้น พระกุมารจึงตรัสมีสาเนียงดุจเสียงนกการเวก. อธิบายว่า พระกุมารมีพระสุรเสียง
ก้องไพเราะดุจเสียงนกการเวกอันน่าชื่นชม.
ความว่า พระกุมารมีพระเนตรไม่ดาทั้งหมด. พระเนตรของพระกุมารนั้นประกอบด้วยสีเขียว
บริสุทธิ์ยิ่งนัก เช่นกับดอกสามหาวในที่ที่ควรเขียว. ในที่ที่ควรเหลืองก็มีสีเหลือง เช่นกับดอกกรรณิกา. ในที่
ที่ควรแดงก็มีสีแดงเช่นกับดอกชบา. ในที่ที่ควรขาวก็มีสีเช่นกับดาวประกายพฤกษ์ ในที่ควรดาก็มีสีดาเช่น
กับลูกประคาดีควาย พระเนตรย่อมปรากฏเช่นกับสีหบัญชรแก้วอันเผยออกแล้วในวิมานทอง.
ดวงตานั้นของลูกโคดาเป็นธาตุหนา ของลูกโคแดงผ่องใส. อธิบายว่า พระกุมารมีดวงพระเนตร
เช่นกับโคแดงอ่อนซึ่งเกิดได้ครู่เดียว.
จริงอยู่ ดวงตาของคนอื่นไม่บริบูรณ์ ประกอบด้วยตาถลนออกมาบ้าง ลึกลงไปบ้าง เช่นกับตา
สัตว์มีช้างและหนู เป็นต้น. แต่พระเนตรของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยความอ่อนสนิทดาละเอียดดุจแก้วมณี
กลมที่เขาล้างแล้วขัดตั้งไว้.
ความว่า พระอุณณาโลมเกิดในที่สุดพระนาสิกท่ามกลางพระขนงทั้งสอง และก็ขึ้นไปเกิดใน
ท่ามกลางพระนลาฏ.
ความว่า บริสุทธิ์ คือมีสีเสมอด้วยดาวประกายพฤกษ์.
ความว่า พระอุณณาโลมเช่นกับไยฝ้ายที่ชี ได้ ๑๐๐ ครั้ง ซึ่งเขาใส่ลงไปในเนยใสตั้งไว้. เสมอด้วย
นุ่นไม้งิ้วและนุ่นเคลือ. นี้ เป็นข้อเปรียบเพราะความขาวของนุ่น. ก็เมื่อจับปลายเส้นพระโลมาแล้วดึงออกจะ
ได้ประมาณครึ่งพระพาหา ครั้นปล่อยเส้นพระโลมาก็จะม้วนเป็นทักษิณาวัฏมีปลายในเบื้องบนตั้งอยู่ พระ
อุณณาโลมนั้นย่อมรุ่งเรืองไปด้วยสิริ เป็นที่จับใจยิ่งนักดุจฟองน้าเงินตั้งอยู่ ณ ท่ามกลางแผ่นกระดานทอง
ดุจสายน้านมไหลออกจากหม้อทองและดุจดาวประกายพฤกษ์บนท้องฟ้าย้อมด้วยแสงอรุณ.
ท่านกล่าวอาศัยอานาจประโยชน์ ๒ อย่าง คือ ความที่พระนลาฏบริบูรณ์และความที่พระเศียร
บริบูรณ์. อธิบายว่า เพราะว่าพื้นพระมังสะของพระมหาบุรุษนูนขึ้นตั้งแต่หมวกพระกรรณเบื้องขวาปกพระ
61
นลาฏทั้งสิ้นเต็มบริบูรณ์ไปจดหมวกพระกรรณเบื้องซ้าย. งดงามเหมือนแผ่นอุณหิสเครื่องประดับของ
พระราชา.
ได้ยินว่า ชนทั้งหลายเห็นลักษณะนี้ ของพระมหาบุรุษได้กระทาทาแผ่นพระอุณหิสสาหรับ
พระราชาทั้งหลาย. นี้ เป็นใจความข้อหนึ่งก่อน.
ก็ชนเหล่าอื่นมีศีรษะไม่บริบูรณ์. บางคนมีศีรษะเหมือนลิง บางคนมีศีรษะเหมือนผลไม้ บางคน
มีศีรษะเหมือนช้าง บางคนมีศีรษะเหมือนหม้อ บางคนมีศีรษะเหมือนเงื้อมภูเขา.
แต่พระมหาบุรุษมีพระเศียรเช่นกับฟองน้าบริบูรณ์ดีดุจม้วนด้วยปลายเข็มตั้งไว้.
ในสองนัยนั้น ในนัยแรก พระกุมารมีพระเศียรดุจพระเศียรประดับด้วยกรอบพระพักตร์ เพราะ
เหตุนั้น พระกุมารจึงชื่อว่ามีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์.
ในนัยที่สอง พระกุมารมีพระเศียรเป็นปริมณฑลในที่ทั้งปวงดุจอุณหีส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามี
พระเศียรเป็นปริมณฑลดุจอุณหีส.
-----------------------
วิปสฺสีสมญฺญาวณฺณนา
พระกุมารมีพระสุรเสียงทาให้เกิดความรัก. ข้อนี้ เป็นอธิบายในบทนั้น เพราะนกการเวกมีเสียง
เพราะ
ได้ยินมาว่า เมื่อนกการเวกจิกมะม่วงสุกมีรสอร่อยด้วยจะงอยปาก แล้วดื่มรสที่ไหลออกมาแล้ว
กระพือปีกร้อง บรรดาสัตว์ ๔ เท้า เริ่มเยื้องย่างเหมือนเมา. บรรดาสัตว์ ๔ เท้า แม้กาลังหาอาหารก็ทิ้งหญ้า
ที่เข้าไปในปากฟังเสียงนั้น. บรรดาเนื้ อร้ายที่กาลังติดตามพวกเนื้ อน้อยๆ ก็ไม่วางเท้าที่ยกขึ้นยืนนิ่งอยู่. และ
บรรดาเนื้ อที่ถูกติดตามก็ละความกลัวตายยืนนิ่ง. แม้บรรดานกกาลังบินไปบนอากาศก็เหยียดปีกหยุดฟัง
เสียง. แม้บรรดาปลาในน้ากระดิกแผ่นหูหยุดฟังเสียงนั้น. นกการเวกมีเสียงเพราะถึงอย่างนี้ .
แม้พระนางอสันธิมิตตาพระเทวีของพระเจ้าธรรมาโศกราช ก็ยังตรัสถามพระสงฆ์ว่า พระคุณเจ้า
เสียงของใครๆ เช่นกับเสียงของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่หรือหนอ.
พระสงฆ์ถวายพระพรว่า ถวายพระพร มีเสียงของนกการเวก.
พระคุณเจ้า นกเหล่านั้นอยู่ที่ไหนเจ้าคะ.
ถวายพระพรว่า อยู่ในป่าหิมพานต์.
พระเทวีทูลพระราชาว่า ข้าแต่เทวะ หม่อมฉันประสงค์จะเห็นนกการเวก เพคะ. พระราชาทรง
อธิษฐานว่า นกการเวกจงมาเกาะในกรงนี้ แล้วปล่อยกรงทองไป. กรงทองได้ไปตั้งอยู่ข้างหน้านกการเวกตัว
หนึ่ง. นกการเวกนั้นคิดว่า กรงทองมาตามพระดารัสสั่งของพระราชา ไม่อาจขัดขืนได้แล้วจับเฉยอยู่ ณ ที่
นั้น. กรงทองได้มาตั้งอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระราชา อามาตย์ทั้งหลายไม่สามารถให้นกการเวกทาเสียงได้.
ลาดับนั้น พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนายทั้งหลาย นกการเวกเหล่านี้ ทาเสียงอย่างไร. พวก
อมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นกการเวกเหล่านี้ เห็นพวกญาติจึงจะทาเสียง.
ลาดับนั้น พระราชารับสั่งให้เอากระจกล้อมนกการเวกนั้น. นกการเวกนั้น ครั้นเห็นเงาของตน
62
สาคัญว่า ญาติของเรามาแล้ว จึงกระพือปีกร้องดุจเป่าแก้วมณีวงศ์ด้วยเสียงอันอ่อน. พวกมนุษย์ในสกลนคร
เยื้องกรายดุจคนเมา พระนางอสันธิมิตตาดาริว่า เสียงของสัตว์เดียรัจฉานนี้ ยังเพราะถึงอย่างนี้ พระสุรเสียง
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบรรลุสิริ คือพระสัพพัญญุตญาณจะเป็นเช่นไรหนอ ยังพระปีติให้เกิดไม่ทรงละ
พระปีตินั้น ทรงดารงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยบริวาร ๗๐๐
พึงทราบว่า เสียงนกการเวกยังเพราะถึงอย่างนี้ . แต่พระสุรเสียงของพระวิปัสสีราชกุมารได้
ไพเราะกว่านั้นร้อยส่วนพันส่วน.
ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นชัดเจนโดยเว้นจากการหลับตา ความจาและความมืดและเห็นด้วยตาที่
ลืม. ในวาระที่สอง. ชื่อวิปัสสี เพราะเลือกดู. อธิบายว่า สอดส่องดู.
ความว่า รู้เห็นแนะนาหรือพิจารณาอรรถคดี.
ได้ยินว่า วันหนึ่ง เมื่อพระราชาประทับนั่งบนศาลสาหรับวินิจฉัย ทรงสอดส่องพิจารณาคดี แม่
นมนาพระมหาบุรุษซึ่งประดับตกแต่งพระองค์แล้วมาวางไว้บนพระหัตถ์ เมื่อพระราชานั้นทรงรับพระกุมาร
วางบนพระเพลาแล้วทรงกอดจูบ
พวกผู้พิจารณาได้ตัดสินคนที่เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียง
แสดงความไม่พอพระทัย.
พระราชาตรัสว่า พวกเจ้าพิจารณาคดีนี้ อย่างไร. พวกอามาตย์มองดูไม่เห็นคนอื่นเพราะตน
วินิจฉัยคดีผิด คิดว่า เราจักตัดสินอย่างนี้ . พวกผู้พิพากษาตัดสินผู้เป็นเจ้าของโดยแท้ให้เป็นเจ้าของใหม่แล้ว
พิจารณาดูว่า พระกุมารทรงทราบหรือไม่หนอ จึงทรงกระทาอย่างนี้ ได้ตัดสินผู้เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ
อีก.
พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนั้นอีก. ทีนั้น พระราชาทรงดาริว่า พระกุมารผู้เป็นมหา
บุรุษย่อมรู้ ตั้งแต่นั้นมา มิได้ทรงประมาทเลย.
ท่านกล่าวว่า พระกุมารทรงสอดส่องพิจารณาคดี หมายถึงข้อนี้ .
ในปราสาท ๓ หลังนั้น ปราสาทที่ประทับในฤดูฝน ไม่สูงนัก ไม่ต่านัก. แม้ประตูและหน้าต่าง
ของปราสาทนั้น ก็ไม่มากนัก ไม่น้อยนัก. อนึ่ง เครื่องปูพื้น เครื่องลาดของเคี้ยวและของบริโภคในปราสาทนี้
ควรรวมกัน.
ในปราสาทสาหรับประทับในฤดูหนาว แม้เสา แม้ฝาก็ต่า. แม้ประตูและหน้าต่างน้อยก็มีช่อง
สะดวก เพื่อเข้าไปหาความอบอุ่น ควรนาฝาและหิ้งออก ก็ในปราสาทหลังนี้ เครื่องปูพื้น เครื่องลาดพื้น
ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ควรเป็นผ้ากัมพลเป็นต้น ช่วยให้เกิดความอบอุ่น. ของเคี้ยวและของบริโภคอร่อยและเจือเผ็ด.
ในปราสาทสาหรับประทับในฤดูร้อน แม้เสาแม้ฝาก็สูง. ก็ในปราสาทหลังนี้ ประตูและหน้าต่างมี
ตาข่ายมากมาย. เครื่องลาดพื้นเป็นต้นควรสาเร็จด้วยผ้าสองชั้น. ของเคี้ยวและของบริโภคควรเป็นของเย็นมี
รสอร่อย.
อนึ่ง ในปราสาทหลังนี้ ชนทั้งหลายตั้งตุ่มใหม่ไว้ในที่ใกล้หน้าต่าง ใส่น้าจนเต็มแล้วปลูกบัวเขียว
เป็นต้น. สายน้าไหลเหมือนฝนตกโดยท้องที่ที่ชนทั้งหลายทาท่อน้าไว้.
อธิบายว่า ก็ที่ปราสาทนี้ มิใช่ดนตรีอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่มีผู้ชาย. แม้สถานที่ทั้งหมดก็ไม่มีผู้ชาย
63
เหมือนกัน. แม้คนเฝ้าประตูก็เป็นผู้หญิง. แม้คนทาบริการมีอาบน้าเป็นต้น ก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น.
ได้ยินว่า พระราชาทรงดาริว่า ความรังเกียจบุรุษ เพราะเห็นบุรุษย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้เสวยอิสริย
สมบัติและสุขสมบัติเห็นปานนั้น ความรังเกียจบุรุษนั้นอย่าได้มีแก่บุตรของเราเลยดังนี้ จึงทรงตั้งสตรีเท่านั้น
ในกิจการทั้งหมด.
จบอรรถกถาภาณวารที่หนึ่ง
------------------
ชิณฺณปุริสวณฺณนา
นัยว่า มหาพรหมชั้นสุทธาวาสดาริว่า พระมหาบุรุษทรงติดในกามคุณทั้ง ๕ ดุจช้างติดหล่ม เรา
จักยังสติให้เกิดแก่พระมหาบุรุษนั้นดังนี้ จึงได้แสดงบุรุษนั้น.
อนึ่ง ทั้งพระโพธิสัตว์และสารถีก็ทอดพระเนตรเห็นและเห็นบุรุษที่ท้าวมหาพรหมแสดงไว้แล้ว
อย่างนี้ นั้น.
จริงอยู่ แม้พรหมทั้งหลายได้แสดงบุรุษนั้นก็เพื่อความไม่ประมาทของพระโพธิสัตว์ และเพื่อการ
สนทนาของสารถี.
พระกุมารตรัสถามว่า ก็คนนี้ เป็นอะไร.
สารถีทูลว่า คนนี้ เป็นคนแก่ พระเจ้าข้า.
ท่านกล่าวไว้อย่างไร.
พระกุมารตรัสถามว่า นี้ แน่เราไม่เคยเห็นบุรุษเห็นปานนี้ มาก่อนเลย.
หลายบทว่า ถ้าเช่นนั้น สหายสารถี วันนี้ พอแล้วสาหรับภาคพื้นสวน ความว่า พระกุมารตรัสว่า
วันนี้ เราพอแล้วสาหรับภาคพื้นสวนที่เราเห็น เรากลับกันเถิดดังนี้ ทรงสลดพระทัยตรัสอนุรูปแก่ความ
สังเวช.
ความว่า เมื่อมีชาติ ชราย่อมปรากฏ จงตาหนิเกลียดชังชาติ ชาติชื่อว่าเป็นสิ่งน่าเกลียด เพราะ
เหตุนั้น พระกุมารประทับนั่งขุดรากของชาติ ดุจถูกศรลูกแรกแทงพระทัยฉะนั้น.
นัยว่า พระราชาตั้งแต่พวกพราหมณ์นักพยากรณ์กราบทูล ทรงเงี่ยพระโสตสดับอยู่ตลอดเวลา.
พระราชาทรงสดับว่า พระกุมารนั้นเสด็จประพาสพระอุทยาน เสด็จกลับในระหว่างทาง จึงรับสั่งให้เรียก
สารถีมา.
ความว่า พระราชาทรงดาริอย่างนี้ ว่า กุมารโอรสของเราจงครองราชสมบัติ จงอย่าบวช ถ้อยคา
ของพวกพราหมณ์จงอย่าเป็นจริงดังนี้ .
--------------------
โพธิสตฺตปพฺพชฺชาวณฺณนา
ความว่า พระกุมารทรงสดับคาเป็นต้นว่า การประพฤติธรรมเป็นความดีของบรรพชิต และคา
อื่นอีกมากอันเป็นธรรมกถาประกอบด้วยโทษของผู้อยู่ครองเรือน อันคับแคบด้วยบุตรและภรรยาที่หมู่
64
มหาชนรักษาอยู่และประกอบด้วยอานิสงส์แห่งวิเวกของบรรพชิตผู้อยู่ในป่าตามสบาย มีใจเป็นเช่นมฤค แล้ว
มีพระประสงค์จะบรรพชา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล วิปัสสีกุมารจึงได้เรียกสารถีมา.
ชื่อว่าการเห็นเทวทูตทั้ง ๒ เหล่านี้ แล้วบวชเป็นวงศ์ เป็นแบบแผน เป็นประเพณีของพระ
โพธิสัตว์ทุกพระองค์.
อนึ่ง พระโพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็ย่อมเห็นสิ้นกาลนาน เหมือนพระวิปัสสีกุมารพระองค์นี้ ทรงเห็น
แล้วตลอดกาลนาน. แต่พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายทรงเห็นเทวทูตทั้ง ๔ วันเดียวเท่านั้น ก็เสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์ทรงบรรพชาที่ฝั่งแม่น้าอโนมา จากนั้น เสด็จถึงกรุงราชคฤห์
ณ ที่นั้น พระราชาพิมพิสารทูลถามว่า ท่านบัณฑิต ท่านบวชเพื่ออะไร
ตรัสว่า
มหาบพิตร อาตมาเห็นคนแก่ คนเจ็บได้รับทุกข์ และคนตายถึงอายุขัย กับได้เห็นบรรพชิตนุ่ง
ห่มผ้ากาสายะ เพราะฉะนั้น จึงบวช ถวายพระพร.
----------------------
มหาชนกายอนุปพฺพชฺชาวณฺณนา
ได้ยินว่า มหาชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้ เป็นบุรุษอุปฐากของพระวิปัสสีกุมาร. มหาชนเหล่านั้นมา
อุปฐากแต่เช้าตรู่ ครั้นไม่เห็นพระกุมาร จึงพากันกินอาหารเช้า ครั้นกินอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงมา ถามว่า
พระกุมารไปไหน
ครั้นสดับว่า พระกุมารเสด็จไปพระอุทยานจึงพากันออกไปด้วยคิดว่า พวกเราจักเฝ้าพระกุมาร
ในพระอุทยานนั้น
ครั้นเห็นสารถีกลับ ได้สดับคาของสารถีนั้นว่า พระกุมารทรงบรรพชาแล้วจึงเปลื้องอาภรณ์ทุก
อย่างไว้ในที่ที่ได้สดับแล้วนั่นเอง ให้คนนาผ้ากาสายะสีเหลืองจากตลาดมา แล้วปลงผมและหนวดบวชแล้ว.
ด้วยเหตุดังนี้ ในที่นี้ จึงไม่กล่าวว่า ออกจากราชธานีพันธุมดี เพราะออกจากนครแล้วจึงได้สดับนอกนคร.
ความว่า พระวิปัสสีโพธิสัตว์สร้างมณฑปใหญ่ในที่ที่ไปแล้ว ตระเตรียมทานมารับนิมนต์ใน
วันรุ่งขึ้นรับภิกษาที่มหาชนขอร้องไว้ เที่ยวจาริกไปตลอด ๔ เดือน.
ก็ความวิตกนี้ เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์เมื่อไร.
ในวันขึ้น ๑๔ ค่า เพราะวันพรุ่งนี้ จักเป็นวันเพ็ญเดือน ๖.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงดาริว่า พวกนี้ เมื่อก่อนแวดล้อมเราผู้เป็นคฤหัสถ์เที่ยวไป
อย่างใด แม้เดี๋ยวนี้ ก็เป็นอย่างนั้นอยู่อีก ประโยชน์อะไรด้วยคณะนี้ ทรงรังเกียจด้วยการปะปนอยู่กับคณะ
ทรงดาริว่า เราจะไปวันนี้ แหละ แล้วทรงดาริต่อไปว่า วันนี้ ยังไม่ถึงเวลา หากเราจักไปเดี๋ยวนี้ พวกนี้ ทั้งหมด
ก็จะรู้ เราจักไปวันพรุ่งนี้ .
อนึ่ง ในวันนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านเช่นกับหมู่บ้านอุรุเวลาได้นิมนต์พระโพธิสัตว์เพื่อฉันใน
วันรุ่งขึ้น.
65
ชาวบ้านเหล่านั้นตระเตรียมข้าวปายาสสาหรับบรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูปและสาหรับพระมหาบุรุษ.
ขณะนั้น พระมหาบุรุษได้ฉันอาหารกับบรรพชิตเหล่านั้นในบ้านนั้น ในวันรุ่งขึ้นแล้วได้ไปที่อยู่. ณ ที่นั้น พวก
บรรพชิตได้ปรนนิบัติพระมหาบุรุษเสร็จแล้วเข้าไปที่พักกลางคืนและกลางวันของตนๆ.
แม้พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปประทับนั่ง ณ บรรณศาลา ทรงราพึงว่า
เมื่อถึงเวลาเที่ยง นกทั้งหลายมารวมกัน ป่าใหญ่จะมีเสียงอึกกะทึก ภัยนั้นจะส่องถึงเรา
ในคราวมีภัยแก่ผู้ยินดีในความสงัด ในคราวมีความวุ่นวายแก่สัตว์ทั้งปวงเห็นปานนี้ พระ
โพธิสัตว์ทรงดาริว่านี้ ถึงเวลาแล้ว จึงเสด็จออกปิดประตูบรรณศาลา บ่ายพระพักตร์สู่โพธิมัณฑะ. แม้ในกาล
อื่น พระโพธิสัตว์เที่ยวไปในที่นั้น ทรงเห็นโพธิมัณฑ์ แต่พระทัยพระโพธิสัตว์นั้นไม่เคยน้อมไปเพื่อประทับนั่ง
เลย. แต่วันนั้น พระญาณของพระโพธิสัตว์ถึงความแก่กล้า เพราะฉะนั้น เกิดจิตเพื่อทอดพระเนตร
โพธิมัณฑะที่ตกแต่งแล้วเสด็จขึ้นไป.
พระโพธิสัตว์นั้นเสด็จเข้าไปโดยส่วนทิศใต้ทรงกระทาประทักษิณปูบัลลังก์กว้าง ๑๔ ศอกในส่วน
ทิศตะวันออก ทรงอธิษฐานความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ประทับนั่งทรงตั้งปฏิญญาว่า เราจะไม่ลุกจาก
ที่นี้ ตลอดเวลาที่เรายังมิได้เป็นพุทธะ.
ท่านกล่าวบทนี้ ว่า พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวหลีกออกจากคณะอยู่ หมายถึงการหลีกออกจาก
พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ .
ความว่า นัยว่า บรรพชิตเหล่านั้นมาอุปฐากพระโพธิสัตว์ ตอนเย็นแล้วนั่งล้อมบรรณศาลากล่าว
ว่า เกินเวลาไปมากแล้ว พวกท่านจงเข้าไปสังเกตการณ์ ครั้นเปิดบรรณศาลา แม้เมื่อไม่เห็นพระโพธิสัตว์นั้น
ก็มิได้ติดตามให้รู้ว่า พระโพธิสัตว์เสด็จไปไหน.
พวกบรรพชิตคิดว่า พระมหาบุรุษทรงเบื่อในการอยู่ร่วมคณะ เห็นจะมีพระประสงค์จะประทับอยู่
พระองค์เดียว พวกเราจักเห็นพระโพธิสัตว์ตอนได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั่นแหละ แล้วพากันมุ่งหน้าไป
ภายในชมพูทวีป หลีกออกจาริกไป.
----------------
อภินิเวสวณฺณนา
ความว่า กระทาไว้ในใจโดยอุบาย คือทาทางไว้ในใจ. อธิบายว่า จริงอยู่ เมื่อกระทาไว้ในใจซึ่ง
ลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น โดยลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่าผู้กระทาไว้ในใจโดยอุบายแยบ
คาย.
อนึ่ง โยนิโสมนสิการนี้ ย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งของบรรดาอภิสมัยเหล่านั้น เพราะความ
เป็นไปด้วยสามารถแห่งปรีชาคานึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติเป็นต้นย่อมมี
เมื่ออะไรไม่มี ชาติเป็นต้นย่อมไม่มีดังนี้ เพราะฉะนั้น การตรัสรู้ด้วยปัญญาได้มีแก่พระโพธิสัตว์นั้น เพราะ
กระทาไว้ในใจโดยแยบคายจากนี้ คือด้วยการกระทาไว้ในใจโดยอุบายนี้ ดังนั้น เมื่อสิ่งใดมี ชรามรณะย่อมมี
การรวมกันเข้ากับเหตุ คือชราและมรณะนั้นได้มีด้วยพระปัญญาของพระโพธิสัตว์. ก็ชราและมรณะนั้นมี
เพราะอะไร. เพราะชาติ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อชาติมี ชรามรณะจึงมี การรวมกัน
66
เข้ากับปัญญากาหนดเหตุแห่งชราและมรณะได้มีแก่พระโพธิสัตว์ นี้ เป็นอธิบายในข้อนี้ . พึงทราบบททั้งหมด
โดยทานองนี้ .
ก็ในบทว่า เมื่อนามรูปมี วิญญาณจึงมี นี้ ความว่า ควรจะกล่าวว่า เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี
และเมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี แม้ทั้งสองนั้นเชื่อถือไม่ได้. เพราะอะไร. เพราะอวิชชากับสังขารเป็นอดีตภพ.
วิปัสสนานี้ ไม่ต่อกับอวิชชาและสังขารเหล่านั้น.
จริงอยู่ พระมหาบุรุษทรงตั้งมั่นอยู่แล้วด้วยสามารถแห่งปัจจุบัน. อันผู้ไม่เห็นอวิชชาและสังขาร
ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้มิใช่หรือ. จริง ไม่อาจเป็นได้. แต่ธรรมเหล่านั้นอันพระมหาบุรุษนี้ เห็นแล้วด้วย
สามารถแห่งภพ อุปาทานและตัณหา. ก็ในที่นี้ ควรกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร. ปฏิจจสมุปบาทนั้น
ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
ในบททั้งหลายเหล่านั้น ความว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลมีประเภทเป็นต้นว่า ชาติชรา
มรณะโสกะปริเทวะทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมมีได้. พระมหาบุรุษได้เห็นความเกิดแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งมวล
ด้วยประการฉะนี้ .
ในบททั้งหลายว่า จักษุเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น ความว่า ก็ปัญญาเห็นความเกิดนี้ ท่านกล่าวว่าเป็น
จักษุ ด้วยอรรถว่าเห็น เป็นญาณด้วยอรรถว่าทาให้รู้ เป็นปัญญาด้วยอรรถว่ารู้ทั่ว เป็นวิชชาด้วยอรรถว่ารู้
แจ้งแทงตลอดเกิดขึ้นแล้ว เป็นอาโลกะ ด้วยอรรถว่าเป็นแสงสว่างดังนี้ .
เหมือนอย่างท่านกล่าวแล้วว่า จักษุเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่าเห็น ญาณเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่ารู้
แล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่ารู้ทั่ว วิชชาเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่าแทงตลอด อาโลกะเกิดขึ้นแล้วโดย
อรรถว่าแสงสว่าง จักษุเป็นเหตุ อรรถว่าเห็นเป็นผล ญาณเป็นเหตุ อรรถว่ารู้แล้วเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุ
อรรถว่ารู้ชัดเป็นผล วิชชาเป็นเหตุ อรรถว่าแทงตลอดเป็นผล อาโลกะเป็นเหตุ อรรถว่าแสงสว่างเป็นผล
ดังนี้ .
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทรงบาเพ็ญบารมีในปัจฉิมภพ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในวัน
พระโอรสประสูติ ทรงผนวช ทรงประกอบความเพียรเสด็จขึ้นโพธิบัลลังก์ ทรงกาจัดมารและเสนามารในยาม
ต้น ทรงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ในยามที่สองทรงชาระทิพพจักขุ ในยามที่สามทรงพิจารณา
ปัจจยาการ ทรงออกจากจตุตถฌานกาหนดลมหายใจเข้าออก ทรงเพ่งพินิจในขันธ์ ๕ ทรงเห็นลักษณะ ๕๐
ถ้วนด้วยสามารถความเกิดและความเสื่อมทรงเจริญวิปัสสนา จนกระทั่งถึงโคตรภูญาณแล้วทรงแทงตลอด
พุทธคุณทั้งสิ้นด้วยอริยมรรค.
อนึ่ง พระมหาบุรุษแม้พระองค์นี้ ก็ได้บาเพ็ญบารมีแล้ว พระองค์ทรงกระทาตามลาดับทั้งหมด
ดังที่กล่าวแล้วในปัจฉิมยาม ทรงออกจากจตุตถฌาน กาหนดลมหายใจเข้าออก ทรงเพ่งพินิจในขันธ์ ๕ ทรง
ปรารภการเห็นแจ้งความเกิดและความเสื่อมมีประการดังที่กล่าวแล้ว. ท่านกล่าวถึงความเห็นแจ้งอันจะให้ถึง
ความพ้นนี้ เพื่อแสดงถึงความเห็นแจ้งความเกิดและความเสื่อมนั้น.
พึงทราบความพิสดารของบท สมุทโย นั้นอย่างนี้ ว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด เพราะตัณหา
เกิด รูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิด รูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด เพราะเหตุนั้น แม้เห็นลักษณะแห่ง
การเกิดอยู่ก็ย่อมเห็นเหตุเกิดของรูปขันธ์. แม้ในความดับก็พึงทราบความพิสดารอย่างนี้ ว่า เพราะอวิชชาดับ
67
รูปจึงดับ ฯลฯ แม้เห็นลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลงอยู่ก็ย่อมเห็นความดับแห่งรูปขันธ์.
บทว่า เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นทรงพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่
ความว่า เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมด้วยสามารถลักษณะ ๕๐ ถ้วน ใน
อุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นเหล่านี้ อยู่ เมื่อวิปัสสนาญาณเจริญแล้วตามลาดับ จิตไม่ยึดมั่นเพราะไม่เกิด
ย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลาย กล่าวคืออาสวะดับสนิทด้วยอนฺปาทนิโรธ. จิตนั้นชื่อว่าย่อมพ้นในขณะมรรค ชื่อ
ว่าพ้นแล้วในขณะผล หรือว่าพ้นแล้วและจะพ้นในขณะมรรค เป็นอันพ้นแล้วในขณะผลนั่นเอง. ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ แล พระมหาบุรุษทรงพ้นแล้วจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง มีพระสันดานเบิกบานดุจประทุมต้องแสงอาทิตย์
ฉะนั้น มีพระดาริบริบูรณ์ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ทรงกระทามรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔
ญาณกาหนดกาเนิด ๔ ญาณกาหนดคติ ๕ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธคุณทั้งมวลให้อยู่ในเงื้อมพระ
หัตถ์.
ทรงกระทาไว้ในพระทัยอย่างนี้ ว่า
เราแล่นไปสิ้นสงสารหลายชาติ แสวงหาช่างทาเรือนไม่พบ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนช่าง
ทาเรือน เราพบท่านแล้ว ท่านจะไม่ทาเรือนอีก เราหักซี่โครงของท่านหมดแล้ว เรารื้อเรือนยอดเสียแล้ว จิต
ของเราไม่ได้ปรุงแต่งแล้ว เราได้บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว.
ไม่มีคติเพื่อประกาศแก่ผู้ที่พ้นโดยชอบ ผู้ข้ามโอฆะอันผูกมัดด้วยกาม ผู้บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหว
เหมือนอันใครๆ ไม่รู้คติของผู้ทาลายท่อนเหล็กอันรุ่งเรืองด้วยพระเวท เป็นผู้สงบโดยลาดับฉะนั้น.
ทรงรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ในสารทกาลและดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ.
จบภาณวารกถาที่ ๒
------------------
ธมฺมเทสนาธิฏฺฐานวณฺณนา
ความว่า ไฉนหนอ เราจะพึงแสดงธรรม.
ก็วิตกนี้ เกิดขึ้นแล้วเมื่อไร. เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๘ ของผู้เป็นพระพุทธเจ้า.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ
โพธิบัลลังก์ตลอดสัปดาห์ ประทับยืนเพ่งดูโพธิบัลลังก์ตลอดสัปดาห์ เสด็จจงกรม ณ เรือนแก้วตลอดสัปดาห์
ประทับนั่งเฟ้นพระธรรม ณ เรือนแก้วตลอดสัปดาห์ ประทับนั่ง ณ อชปาลนิโครธตลอดสัปดาห์ ประทับนั่ง
ณ โคนมุจลินท์ตลอดสัปดาห์ ประทับนั่ง ณ ราชายตนะตลอดสัปดาห์ เสด็จลุกจากราชายตนะนั้น พอ
พระองค์เสด็จมาในสัปดาห์ที่ ๘ ประทับนั่ง ณ อชปาลนิโครธอีก ความวิตกนี้ และความวิตกนอกเหนือจากนี้
ที่พระพุทธเจ้าประพฤติและประพฤติมาอย่างสม่าเสมอเกิดขึ้นแล้วแก่พระพุทธเจ้าทั้งปวง.
สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีด้วยอาลัยในกามและอาลัยในตัณหาแม้เหล่านี้ เป็นผู้เบิกบานกระสันใน
สังสารวัฏอยู่ เหมือนพระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยาน อันสมบูรณ์ด้วยรุกขชาติที่เต็มไปด้วยดอกและ
ผลเป็นต้น ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี ทรงรื่นรมย์เบิกบานชื่นชมเพลิดเพลินด้วยสมบัตินั้นๆ ไม่ทรงเบื่อหน่าย
68
ไม่ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับ แม้เย็นแล้วฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความอาลัยแม้ ๒ อย่าง ดุจภาคพื้นอุทยานแก่
สัตว์เหล่านั้น จึงตรัสว่า อาลยรามา คือมีอาลัยเป็นที่ยินดีดังนี้ เป็นต้น.
เพราะไม่ประสงค์จะทรงแสดง โดยความเป็นผู้ไม่มีความขวนขวาย. ก็เพราะเหตุไร พระทัยของ
พระองค์จึงน้อมไปอย่างนี้ เล่า พระองค์ทรงกระทาความปรารถนาไว้ว่า เรานั่นพ้นแล้วจักปลดเปลื้องสัตว์
เราข้ามได้แล้วจักให้สัตว์ข้ามบ้าง
จะได้ประโยชน์อะไรด้วยเราผู้รู้แจ้งธรรมในโลกนี้ แล้ว จะไม่ให้ผู้อื่นรู้บ้าง เราบรรลุสัพพัญญุต
ญาณแล้ว จักยังสัตว์พร้อมด้วยเทวดาให้ข้ามพ้นไป
ดังนี้ มิใช่หรือ แล้วทรงบาเพ็ญบารมีจนได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.
ข้อนั้นเป็นความจริง แต่จิตของพระองค์ทรงน้อมไปอย่างนั้นด้วยอานุภาพแห่งการพิจารณา.
จริงอยู่ เมื่อพระองค์บรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงพิจารณาถึงความที่สัตว์ทั้งหลายยังยึดกิเลส
อยู่ และความที่พระธรรมเป็นธรรมลึกซึ้ง ความที่สัตว์ทั้งหลายยังยึดถือกิเลสอยู่ และความที่พระธรรมเป็น
ธรรมลึกซึ้ง ปรากฏโดยอาการทั้งปวง.
เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อพระองค์ทรงดาริว่า สัตว์เหล่านี้ แลเต็มไปด้วยกิเลสเศร้าหมองยิ่งหนัก ถูก
ราคะย้อม ถูกโทสะครอบงา ลุ่มหลงไปด้วยโมหะ ดุจน้าเต้าเต็มไปด้วยน้าส้ม ดุจถาดเต็มไปด้วยเปรียง ดุจ
ผืนผ้าขี้ริ้วชุ่มไปด้วยมันเหลวและน้ามัน ดุจมือเปื้ อนไปด้วยยาหยอดตา เขาเหล่านั้นจักรู้แจ้งแทงตลอดไปได้
อย่างไร ดังนี้
จิตจึงน้อมไปอย่างนั้น ด้วยอานุภาพแห่งการยึดถือกิเลสและการพิจารณา.
อนึ่ง พระธรรมนี้ ลึกซึ้งดุจลาน้าหนุนแผ่นดินไว้ เห็นได้ยากดุจเมล็ดผักกาดที่ถูกภูเขากาบังไว้
ตั้งอยู่ และรู้ตามได้ยากดุจการแยกปลายด้วยปลายของขนสัตว์ที่ผ่าออก ๑๐๐ ส่วน.
จริงอยู่ เราพยายามเพื่อรู้แจ้งแทงตลอด ธรรมนี้ ไม่มีทานที่ไม่ได้ให้ ไม่มีศีลที่ไม่ได้รักษา ไม่มี
บารมีที่ไม่ได้บาเพ็ญมิใช่หรือ แม้เมื่อเรากาจัดมารและเสนามารดุจไร้ความอุตสาหะ แผ่นดินก็ไม่หวั่นไหว
แม้เมื่อเราระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในชาติก่อนในปฐมยามได้ก็ไม่หวั่นไหว แม้เมื่อเราชาระทิพพจักษุใน
มัชฌิมยามก็ไม่หวั่นไหว แต่เมื่อเรารู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม แผ่นดินหมื่นโลกธาตุได้
หวั่นไหวแล้ว ด้วยประการดังนี้
แม้ชนเช่นเรายังรู้แจ้งแทงตลอดธรรมนี้ ด้วยญาณอันกล้าได้โดยยากถึงเพียงนี้ แล้ว มหาชน
ชาวโลกจักรู้แจ้งแทงตลอดธรรมนั้นได้อย่างไร เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า จิตของพระองค์น้อมไปแล้วอย่าง
นั้น แม้ด้วยอานุภาพแห่งความที่พระธรรมเป็นธรรมลึกซึ้งและด้วยการพิจารณาดังนี้ .
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระพรหมทูลวิงวอน จิตของพระองค์ก็น้อมไปอย่างนี้ เพราะมีพระประสงค์จะ
แสดง.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า เมื่อจิตของเราน้อมไปเพราะความที่เราเป็นผู้มีความ
ปรารถนาน้อย มหาพรหมวิงวอนเราเพื่อขอให้แสดงธรรม ก็สัตว์เหล่านี้ เป็นผู้เคารพพรหม เมื่อรู้ว่ามีข่าวว่า
พระศาสดาไม่มีพระประสงค์จะแสดงธรรมแก่พวกเรา ทีนั้น มหาพรหมทูลวิงวอนพระองค์ให้แสดงแล้ว ผู้
69
เจริญทั้งหลาย พระธรรมสงบหนอ ประณีตหนอดังนี้ จักตั้งใจฟัง ดังนี้ .
พึงทราบว่า อาศัยเหตุนี้ จิตของพระองค์จึงน้อมไป เพื่อความที่พระองค์เป็นผู้มีความขวนขวาย
น้อย ไม่น้อมไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม.
บุคคลที่มีศรัทธา มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุ
มาก บุคคลผู้ปรารภความเพียร มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้เกียจคร้านมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุ
มาก บุคคลผู้มีสติตั้งมั่นมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้มีสติลุ่มหลง มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก
บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก
บุคคลผู้มีปัญญามีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้มีปัญญาทรามมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก
เช่นเดียวกันบุคคลผู้มีศรัทธามีอินทรีย์แก่กล้า ฯลฯ บุคคลผู้มีปัญญามักเห็นโลกอื่นและโทษด้วยความเป็น
ภัย บุคคลผู้มีปัญญาทรามมักไม่เห็นโลกอื่นและโทษโดยความเป็นภัย.
อธิบายว่า บัวบางเหล่าที่ตั้งขึ้นพ้นน้าคอยรอสัมผัสแสงอาทิตย์แล้วบานในวันนี้ . บางเหล่าตั้งอยู่
เสมอน้าจักบานในวันพรุ่งนี้ . บางเหล่ายังจมอยู่ภายในน้าอันน้าเลี้ยงไว้จักบานในวันที่ ๓. แต่ว่ายังมีดอกบัว
เป็นต้นที่มีโรคแม้เหล่าอื่นไม่ขึ้นพ้นจากน้าแล้ว ดอกบัวเหล่าใดจักไม่บาน จักเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า
อย่างเดียว ดอกบัวเหล่านั้น ท่านไม่ควรนาขึ้นสู่บาลีได้แสดงไว้ชัดแล้ว.
บุคคล ๔ จาพวก คือ อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยย ปทปรมะ ก็เปรียบเหมือนดอกบัว ๔
เหล่านั้นแล.
ในบุคคล ๔ จาพวกนั้น บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่ท่านยกขึ้นแสดง ชื่ออุคฆฏิตัญญู.
บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อท่านแจกความแห่งคาย่อโดยพิสดาร ชื่อว่าวิปจิตัญญู. บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมโดยลาดับ
ด้วยความพากเพียรท่องจา ด้วยการไต่ถาม ด้วยทาไว้ในใจโดยแบบคาย ด้วยคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร
ชื่อว่าเนยย. บุคคลที่ไม่ตรัสรู้ธรรมได้ในชาตินั้น แม้เรียนมาก ทรงไว้มาก สอนเขามาก ชื่อว่าปทปรมะ.
ในบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุ เช่นกับดอกบัว เป็นต้น ได้ทรงเห็นแล้ว
ว่า บุคคลจาพวกอุคฆฏิตัญญู ดุจดอกบัวจะบานในวันนี้ บุคคลจาพวกวิปจิตัญญู ดุจดอกบัวจักบานในวัน
พรุ่งนี้ บุคคลจาพวกเนยยะ ดุจดอกบัวจักบานในวันที่ ๓ บุคคลจาพวกปทปรมะ ดุจดอกบัวอันเป็นภักษา
แห่งปลาและเต่า.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงตรวจดูได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้ ว่า สัตว์มีกิเลส
เพียงดังธุลีในจักษุน้อยมีประมาณเท่านี้ สัตว์มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมากมีประมาณเท่านี้ แม้ในสัตว์
เหล่านั้นจาพวกที่เป็นอุคฆฏิตัญญู มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ .
ในสัตว์ ๔ จาพวกนั้น การแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมสาเร็จประโยชน์แก่บุคคล ๓
จาพวกในอัตภาพนี้ แล.
ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมเทศนาอันนามาซึ่งประโยชน์แก่บุคคล ๔
จาพวกเหล่านี้ แล้ว ยังความเป็นผู้มีพระประสงค์จะทรงแสดงให้เกิดขึ้น ได้ทรงจัดสัตว์แม้ทั้งปวงในภพ ๓
ใหม่ ให้เป็นสองส่วนด้วยสามารถแห่งภัพสัตว์และอภัพสัตว์
สัตว์ที่ท่านกล่าวหมายถึงนั้น คือ
70
สัตว์เหล่าใดประกอบด้วยกัมมาวรณะ วิปากาวรณะ กิเลสาวรณะ ไม่มีศรัทธา ไม่มีความ
พยายาม มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่ควรก้าวลงสู่ความชอบในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลอย่างแน่นอน สัตว์
ทั้งหลายเหล่านี้ นั้นเป็นอภัพสัตว์
ภัพสัตว์เป็นไฉน สัตว์เหล่าใดไม่ประกอบด้วย กัมมาวรณะ ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ นั้นเป็นภัพ
สัตว์ ดังนี้ .
ในบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละอภัพบุคคลแม้ทั้งหมด ทรงกาหนดภัพบุคคลอย่างเดียว
ด้วยพระญาณ ได้ทรงจัดให้เป็น ๖ ส่วน คือสัตว์จาพวกราคจริตประมาณเท่านี้ สัตว์จาพวกโทสจริต โมหจริต
วิตักกจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต มีประมาณเท่านี้ .
ครั้นทรงจัดอย่างนี้ แล้ว จึงทรงพระดาริว่า เราจักแสดงธรรม ดังนี้
บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดเขาหินล้วนพึงเห็นหมู่ชนโดยรอบฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์เป็นผู้มีปัญญาดี มีจักษุโดยรอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณก็ฉันนั้น เสด็จขึ้นสู่ปราสาทสาเร็จด้วย
ธรรมสาเร็จด้วยปัญญา เป็นผู้ปราศจากความโศกด้วยพระองค์เอง ทรงพิจารณา ทรงใคร่ครวญ ทรงตรวจ
ตราหมู่ชนผู้เกลือกกลั้วไปด้วยความโศก ถูกชาติชราครอบงาแล้ว.
ในบทนี้ มีอธิบายดังนี้ เหมือนอย่างว่า มนุษย์ทั้งหลายกระทาที่ดินผืนใหญ่โดยรอบเชิงภูเขา แล้ว
ปลูกกะท่อมในแนวพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ณ ที่ดินผืนนั้น จุดไฟในเวลากลางคืน อนึ่ง ที่ดินนั้นพึงมี
ความมืดประกอบด้วยองค์ ๔.
ขณะนั้น เมื่อบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขานั้น มองดูพื้นที่ที่ดินไม่ปรากฏ แนวพื้นที่เพาะปลูก
ไม่ปรากฏ กระท่อมไม่ปรากฏ พวกมนุษย์ที่นอนในกระท่อมนั้นไม่ปรากฏ แต่ปรากฏเพียงเปลวไฟใน
กระท่อมทั้งหลาย เท่านั้น ฉันใด
เมื่อพระตถาคตเสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาททรงตรวจดูหมู่สัตว์ สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้ทาความดี แม้
นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวา ในในที่อยู่แห่งเดียวกัน ก็ฉันนั้น ก็ไม่มาถึงคลองแห่งพุทธจักษุ ย่อมเป็นเหมือน
ลูกศรที่ซัดไปในเวลากลางคืน แต่สัตว์ทั้งหลายที่ทาความดี เป็นเวไนยบุคคล แม้ยืนอยู่ไกลพระตถาคตนั้น
ย่อมมาสู่คลองได้. สัตว์เหล่านั้นย่อมเป็นดุจไฟและดุจภูเขาหิมพานต์.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏ ณ ที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ
ณ ที่นี้ เหมือนลูกศรที่เขาซัดไปในเวลากลางคืน ฉะนั้น.
----------------
พุทฺธกิจฺจวณฺณนา
แม้พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ก็เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี เสด็จไปเพื่อทรง
แสดงธรรมเป็นครั้งแรก ได้เสด็จไปทางอากาศแล้ว เสด็จลง ณ ที่นั้นเหมือนกัน. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของ
เราทั้งหลายทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยของอุปกาชีวก ทรงทราบว่า อุปกะเดินมาทางนี้ เห็นเราจักสนทนา
71
กับเราแล้วไป แต่แล้วอุปกะเบื่อหน่ายจักมาหาเราอีก แล้วจักทาให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ดังนี้ ได้เสด็จด้วยพระ
บาทเปล่าสิ้นทาง ๑๘ โยชน์.
บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกคนเฝ้ามฤคทายวัน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทอดพระเนตรดูคนเฝ้าสวนมฤคทายวันหลายครั้งแล้ว ตรัสเรียกให้เข้าไปหา ตรัสสั่งให้ไปบอกขัณฑราชบุตร
และติสสบุตรปุโรหิตว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จมาแล้ว.
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกถาตามลาดับอย่างนี้ คือทานกถา ศีลในลาดับทาน สวรรค์ใน
ลาดับศีล มรรคในลาดับสวรรค์.
ความว่า ชื่อว่า ทานนี้ เป็นเหตุของความสุขทั้งหลาย เป็นบ่อเกิดแห่งสมบัติทั้งหลาย เป็นที่ตั้ง
แห่งโภคะทั้งหลาย เป็นความต้านทานเป็นที่อาศัย เป็นคติ เป็นเครื่องค้าจุนของผู้ที่ถึงความสงบวิเศษ ที่พึ่ง
ที่ตั้งอารมณ์ ความต้านทาน ที่อาศัยคติการค้าจุน เช่นกับทานย่อมไม่มีในโลกนี้ และในโลกหน้า.
จริงอยู่ ทานนี้ ชื่อว่าเช่นกับสีหาศน์ สาเร็จด้วยแก้วเพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่ง ชื่อว่าเช่นกับ
แผ่นดินใหญ่ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง ชื่อว่าเช่นกับเชือกรัด เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ชื่อว่าเช่นกับ
เรือ เพราะอรรถว่าข้ามไปจากทุกข์ ชื่อว่าเช่นกับความกล้าในสงคราม เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องปลอบใจ ชื่อ
ว่าเช่นกับนครที่ปรับปรุงดีแล้ว เพราะอรรถว่าป้องกันภัย ชื่อว่าเช่นกับประทุม เพราะอรรถว่าไม่ติดด้วย
มลทิน คือความตระหนี่เป็นต้น ชื่อว่าเช่นกับไฟ เพราะอรรถว่าเผากิเลสเหล่านั้น ชื่อว่าเช่นกันอสรพิษ
เพราะอรรถว่าเข้าไปใกล้ได้ยาก ชื่อว่าเช่นกับสีหะ เพราะอรรถว่าไม่สะดุ้ง ชื่อว่าเช่นกับช้าง เพราะอรรถว่ามี
กาลัง ชื่อว่าเช่นกับพญาม้าวลาหก เพราะอรรถว่าให้ถึงพากพื้นแห่งความปลอดภัย
จริงอยู่ ทานย่อมให้สักกสมบัติในโลก ย่อมให้มารสมบัติ พรหมสมบัติ จักรพรรดิสมบัติ สาวก
ปารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ อภิสัมโพธิญาณ.
ก็เพราะเมื่อให้ทานจึงสามารถสมาทานศีลได้ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสสีลกถาในลาดับทานนั้น.
ความว่า กถาปฏิสังยุตด้วยคุณของศีล มีอาทิอย่างนี้ ว่า ชื่อว่าศีลนี้ เป็นที่พึง เป็นที่ตั้ง เป็น
อารมณ์ เป็นเครื่องป้องกัน เป็นที่อาศัย เป็นคติ เป็นเครื่องค้าจุน
จริงอยู่ ที่พึ่ง ที่ตั้ง อารมณ์ เครื่องป้องกัน ที่อาศัย คติ เครื่องค้าจุน เช่นกับศีล ย่อมไม่มี แก่
สมบัติในโลก นี้ และโลกหน้า เครื่องประดับเช่นกับศีล ย่อมไม่มี ดอกไม้เช่นกับดอกไม้คือศีล ย่อมไม่มี กลิ่น
เช่นกับกลิ่นศีล ย่อมไม่มี.
จริงอยู่ โลกพร้อมด้วยเทวโลก แลดูการประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล การตกแต่งด้วยดอกไม้
คือศีล การลูบไล้ด้วยกลิ่นคือศีล ย่อมไม่ถึงความอิ่ม.
เพื่อจะแสดงว่า คนได้สวรรค์ เพราะอาศัยศีลนี้ พระองค์จึงตรัสสัคคกถาในลาดับศีล.
ความว่า กถาปฏิสังยุตด้วยสวรรค์ มีอาทิอย่างนี้ ว่า ชื่อว่าสวรรค์นี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่า
พอใจ กีฬาอันเป็นทิพย์สมบัติ ย่อมได้ในสวรรค์นี้ เป็นนิจ เหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาย่อมได้ทิพยสุข
และทิพยสมบัติตลอดเก้าล้านปี เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมได้ทิพยสุขและทิพยสมบัติตลอดสามโกฏิปีและ
หกล้านปี.
จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสถึงสมบัติสวรรค์ยังไม่พอปาก. ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
72
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพึงกล่าวสัคคกถาโดยปริยายไม่น้อยแล ดังนี้ เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงล่อ
ด้วยตรัสถึงสวรรค์อย่างนี้ แล้ว เพื่อทรงแสดงว่า แม้สวรรค์นี้ ก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทาความกาหนัดด้วย
ความพอใจในสวรรค์นี้ เหมือนประดับช้างแล้วตัดงวงช้างนั้น จึงตรัสถึงโทษ ความเลวทราม ความเศร้า
หมองของกามทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า กามทั้งหลายมีความชื่นชมน้อย มีทุกข์มาก มีความคับใจมาก โทษ
ในกามนี้ ยอดยิ่งนัก ดังนี้ .
เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ในโลกนี้ ทรงแสดงว่า อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตา ดังนี้ ทรงแสดงขันธ์
ทั้งหลาย ธาตุทั้งหลาย อายตนะทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท เมื่อทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ทรงแสดง
ถึงลักษณะ ๕ เมื่อทรงแสดงความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์เป็นต้น ก็อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงทรงแสดงลักษณะ ๕๐ ด้วยสามารถความเกิดขึ้นและความเสื่อม. เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ในโลก
หน้า ทรงแสดงถึงนรกกาเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัย อสุรกาย ทรงแสดงอันเป็นวิบากแห่งกุศล ๓ อย่าง
สมบัติแห่งเทวโลก ๖ ชั้น พรหมโลก ๙ ชั้น.
ความว่า ตรัสถึงโทษของกามทั้งหลายเพื่อบรรลุปฐมมรรคขั้นต่า. แต่ในบทนี้ เพื่อบรรลุมรรค
เบื้องสูง พระองค์จึงทรงประกาศโทษของสังขารทั้งหลาย และความที่สังขารทั้งหลายลามก และความลาบาก
อันมีสังขารเป็นปัจจัยโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ปลอดโปร่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อันนี้ เพียงพอเพื่อความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย เพียงพอเพื่อคลายกาหนัด
เพียงพอเพื่อความหลุดพ้น ดังนี้ .
ทรงประกาศอานิสงส์ในนิพพานโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่านิพพานนี้ มีอยู่ใน
เนกขัมมะเหมือนกัน เป็นสิ่งประณีต เป็นเครื่องป้องกัน เป็นที่อาศัย ดังนี้ .
-------------------
มหาชนกายปพฺพชฺชาวณฺณนา
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทาการสงเคราะห์พระชนกอยู่แล้ว. แม้พระราชาก็ทรงดาริ
ว่า โอรสคนโตของเราออกบวชเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว โอรสคนที่สองของเราออกบวชเป็นอัครสาวก บุตร
ปุโรหิตเป็นสาวกรูปที่สอง. อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายที่เหลือเหล่านี้ แม้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ก็ได้แวดล้อมโอรสของ
เราเที่ยวไป ภิกษุเหล่านี้ เมื่อก่อนเป็นภาระของเราแม้เดี๋ยวนี้ ก็ยังเป็นภาระของเราอยู่นั่นเอง เราจักบารุง
ภิกษุเหล่านั้นด้วยปัจจัย ๔ เราจักไม่ให้โอกาสแก่ผู้อื่นดังนี้ .
พระราชารับสั่งให้สร้างกาแพงทาด้วยไม้ตะเคียนทั้งสองข้างตั้งแต่ซุ้มประตูพระวิหารจนถึงพระ
ทวารเมืองราชคฤห์ คลุมด้วยเสื่อลาแพนมุงด้วยผ้า และปกปิดในเบื้องบน ทรงให้ทาเพดานมีพวงดอกไม้
หลายชนิดประมาณเท่าลาตาล ห้อยย้อยลงมาวิจิตรด้วยดวงทอง ข้างล่างพื้นลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม
รับสั่งให้จัดดอกไม้ในลาดับกลิ่น และกลิ่นในลาดับดอกจนเต็มหม้อน้า ในสวนดอกไม้ ในข้างทั้งสองภายใน
เพื่อให้อยู่ในทางเดียวกันทั้งสิ้น แล้วรับสั่งให้กราบทูลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุเสด็จไปเมืองราชคฤห์ ภายในม่านนั่นเองเสวยพระ
อาหารเสร็จแล้วเสด็จกลับพระวิหาร. ใครๆ อื่น ย่อมไม่ได้แม้แต่เห็น ก็การถวายภิกษาก็ดี การทาการบูชาก็
73
ดี การฟังธรรมก็ดีจะมีแต่ไหนเล่า.
ชาวเมืองคิดกันว่า วันนี้ เมื่อพระศาสดาทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พวกเราไม่ได้แม้เพื่อเห็นตลอด
๗ ปี ๗ เดือน จะกล่าวไปไยถึงการถวายภิกษา การทาการบูชา หรือการฟังธรรม พระราชาทรงรักใคร่หวง
แหนว่า พระพุทธเจ้าของเราผู้เดียว พระธรรมของเราผู้เดียว พระสงฆ์ของเราผู้เดียวแล้ว ทรงบารุงเพียงองค์
เดียว ก็พระศาสดา เมื่อทรงอุบัติ ได้อุบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก. จริงอยู่ นรก
ของพระราชาไม่พึงร้อน ของคนเหล่าอื่นเช่นกับกอบัวขาบ เพราะฉะนั้น พวกเราจะกราบทูลพระราชา หาก
พระราชาไม่ทรงให้พระศาสดาแก่พวกเรา ก็ดีละ หากไม่ทรงให้พวกเราแม้ต้องรบกับพระราชา ก็จะพาสงฆ์
ไปแล้วทาบุญมีทาน เป็นต้น แต่ชาวเมืองผู้บริสุทธิ์คงไม่อาจทาอย่างนั้น พวกเราจะยึดถือบุรุษผู้เจริญคน
หนึ่งดังนี้ .
ชาวเมืองเหล่านั้น เขาไปหาเสนาบดีบอกความนั้นแก่เสนาบดีแล้ว กล่าวว่า นาย ฝ่ายของพวก
เรายังมีอยู่หรือ หรือจะมีแด่พระราชา. เสนาบดีนั้นกล่าวว่า เราเป็นฝ่ายของพวกท่าน ก็แต่ว่า วันแรกควรให้
เราก่อน ภายหลังจึงถึงวาระของพวกท่าน. พวกชาวเมืองเหล่านั้นรับคา.
เสนาบดีนั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ชาวเมืองเขาพากันโกรธพระองค์ พระเจ้า
ข้า. พระราชาตรัสถามว่า โกรธเรื่องอะไรเล่าพ่อ. กราบทูลว่า นัยว่า พระองค์เท่านั้นทรงบารุงพระศาสดา
พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย หากว่า ชาวเมืองได้ในบัดนี้ บ้าง พวกเขาก็จะไม่โกรธ เมื่อไม่ได้พวกเขา
ประสงค์จะรบกับพระองค์ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า นี่แน่เจ้า เราจะรบ เราจะไม่ให้หมู่สงฆ์. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ชาวเมืองเป็นทาสของพระองค์ พวกข้าพระองค์จะรบกับพระองค์. ตรัสว่า พวกเจ้าจักจับใครรบ. เจ้าเป็น
เสนาบดีมิใช่หรือ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์เว้นชาวเมืองเสียแล้วไม่สามารถจะรบได้ พระเจ้า
ข้า.
แต่นั้น พระราชาทรงทราบว่า ชาวเมืองมีกาลังมากแม้เสนาบดี ก็เป็นฝ่ายพวกชาวเมืองเสียแล้ว
แล้วตรัสว่า พวกชาวเมืองจงให้หมู่ภิกษุแก่เราตลอด ๗ ปี ๗ เดือนต่อไป พวกชาวเมืองไม่ยอมรับ พระราชา
ทรงลดมา ๖ ปี ๕ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี. แม้ให้ลดอย่างนี้ ชาวเมืองก็ไม่ยอมรับ. พระราชาทรงขอ ๗ วันอื่น.
พวกชาวเมืองคิดกันว่า บัดนี้ พวกเราไม่ควรทาความรุนแรงกับพระราชา จึงอนุญาต.
พระราชาทรงตระเตรียมทานมุขที่พระองค์ตระเตรียมไว้แล้วถึง ๗ ปี ๗ เดือน เหลือเพียง ๗ วัน
เท่านั้น ตลอด ๖ วัน ทรงให้ทานแก่คนบางพวกผู้ยังไม่เห็นเท่านั้น ในวันที่ ๗ ตรัสเรียกชาวเมืองมาตรัสว่า
พวกท่านจักสามารถให้ทานเห็นปานนี้ ได้หรือ. แม้พวกชาวเมืองก็พากันกราบทูลว่า ทานนั้นอาศัยพวกข้า
พระองค์นั่นแหละจึงเกิดขึ้นแด่พระองค์แล้วมิใช่หรือ กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์จักสามารถพระเจ้าข้า.
พระราชาทรงเช็ดพระอัสสุชลด้วยหลังพระหัตถ์ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์คิดแล้วว่า ข้าพระองค์จักไม่ทาภิกษุหกล้านแปดแสนรูปให้เป็นภาระของผู้อื่น
จักบารุงด้วยปัจจัย ๔ จนตลอดชีวิต บัดนี้ ข้าพระองค์อนุญาตแก่ชาวเมืองแล้ว เพราะชาวเมืองพากันโกรธว่า
พวกเราไม่ได้เพื่อถวายทาน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พวกพระคุณเจ้าทั้งหลายจงกระทาอนุเคราะห์แก่ชาวเมือง
เหล่านั้นเกิด.
ครั้นถึงวันที่สอง เสนาบดีตระเตรียมมหาทาน แล้วกล่าวว่า วันนี้ พวกท่านจงรักษาโดยที่คนอื่น
74
บางคนจะไม่ถวายแม้ภิกษาอย่างเดียวได้ ได้ตั้งบุรุษไว้โดยรอบ.
ในวันนั้น ภรรยาเศรษฐีร้องไห้พูดกะลูกสาวว่า ลูกเอ๋ย หากบิดาของลูกยังมีชีวิตอยู่ วันนี้ แม่คง
จะยังพระทศพลให้เสวยก่อน. ลูกสาวพูดกะแม่ว่า แม่จ๋าอย่าคิดไปเลย ลูกจักกระทาโดยที่หมู่ภิกษุมี
พระพุทธเจ้าเป็นประมุขจักเสวยภิกษาของพวกเราก่อน. แต่นั้น ในถาดทองคามีค่าประมาณหนึ่งแสน เต็ม
ไปด้วยข้าวปายาสไม่มีน้า นางได้ปรุงเนยใส่น้าผึ้ง น้าตาลกรวดเป็นต้น เอาถาดใบอื่นครอบถาดทองคาล้อม
ถาดนั้นด้วยสายพวงดอกมะลิกระทาคล้ายเชือกร้อยดอกไม้ ในเวลาพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าสู่บ้าน นาง
ยกขึ้นเอง แวดล้อมด้วยหมู่พี่เลี้ยงออกจากเรือน.
ในระหว่างทาง พวกคนใช้ของเสนาบดีกล่าวว่า ดูก่อนแม่นาง เจ้าอย่ามาทางนี้ . ธรรมดาหญิงผู้
มีบุญมาก ย่อมมีคาพูดน่าพอใจ. เมื่อคนใช้ของเสนาบดีเหล่านั้นพูดบ่อยๆ ก็ไม่อาจห้ามถ้อยคาของนางได้.
นางกล่าวว่า อาจ๋า ลุงจ๋า น้าจ๋า เพราะเหตุไร พวกท่านจึงไม่ให้ฉันไปเล่า. คนรับใช้เหล่านั้นกล่าวว่า
เสนาบดีตั้งเราไว้ว่า พวกท่านจงอย่าให้ใครๆ อื่นถวายของเคี้ยวของบริโภคได้. นางกล่าวว่า ก็พวกท่านเห็น
ของเคี้ยวของบริโภคในมือของฉันหรือ. คนใช้ตอบว่า พวกเราเห็นพวงดอกไม้. นางถามว่า เสนาบดีของพวก
ท่านไม่ให้เพื่อทาแม้การบูชาด้วยพวงดอกไม้ดอกหรือ. คนใช้ตอบว่า ให้ซิแม่นาง.
นางกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงหลีกไปเถิด แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงให้รับพวงดอกไม้นี้ เถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดู
คนใช้ของเสนาบดีคนหนึ่งให้รับพวงดอกไม้. นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า
เมื่อข้าพเจ้ามีอันต้องเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ขอจงอย่ามีชีวิตหวาดสะดุ้งเลย ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นที่รัก เป็นที่
ชอบใจ และขอให้ชื่อว่าสุมนา ในที่ที่เกิด ดุจพวงดอกมะลิเถิด แล้วพระศาสดาตรัสว่า ขอนางจงมีความสุข
เถิด แล้วนางถวายบังคมกระทาประทักษิณหลีกไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเรือนเสนาบดีประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาปูไว้ เสนาบดีถือข้าวยาคู
เข้าไปถวาย. พระศาสดาทรงปิดบาตร. เสนาบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หมู่ภิกษุนั่งแล้ว พระเจ้า
ข้า. พระศาสดาตรัสว่า พวกเรามีบิณฑบาตอย่างหนึ่งซึ่งได้ในระหว่าง. เสนาบดีนาพวงดอกไม้ออก ได้เห็น
บิณฑบาตแล้ว จุฬุปฐากกล่าวว่า มาตุคามกล่าวกะข้าพเจ้าว่า นาย ดอกไม้ได้หลอกลวงเสียแล้ว. ข้าวปายาส
เพียงพอแก่ภิกษุทั้งหมด ตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นต้น. แม้เสนาบดีก็ได้ถวายไทยธรรมของตน.
พระศาสดาเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว ตรัสมงคล เสด็จกลับ.
เสนาบดีถามว่า หญิงถวายบิณฑบาตนั้นชื่ออะไร. เป็นลูกสาวเศรษฐีจ๊ะนาย. เสนาบดีคิดว่า
หญิงนั้นมีปัญญา เมื่อหญิงเห็นปานนี้ อยู่ในเรือน ชื่อว่าสมบัติ คือสวรรค์ของบุรุษจะหาได้ไม่ยาก จึงนาหญิง
นั้นมาตั้งไว้ในตาแหน่งพี่ใหญ่.
วันรุ่งขึ้น ชาวเมืองพากันถวายทาน ได้ปรารภเพื่อถวายโดยสลับกันไปอย่างนี้ ว่า แม้พระราชาก็
จะทรงถวายในวันรุ่งขึ้น. พระราชาทรงตั้งจารบุรุษไว้แล้ว ทรงถวายให้ยิ่งกว่าทานที่ชาวเมืองถวาย. แม้
ชาวเมืองก็กระทาอย่างนั้นเหมือนกัน ถวายยิ่งกว่าทานที่พระราชาทรงถวาย.
ครั้นเมื่อล่วงไป ๗ ปี ๗ เดือนและ ๗ วัน อย่างนี้ แล้ว ทีนั้น ความวิตกนี้ ได้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระ
75
ภาคเจ้า. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ล่วงไป ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จากวันตรัสรู้ ความวิตกได้เกิดขึ้นแล้วดังนี้ .
ความว่า พรหมทูลวิงวอนให้ทรงแสดงธรรม.
อธิบายว่า ก็ผู้ใดเป็นสมณะเบียดเบียนสัตว์อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเข้าไปทาร้ายผู้อื่น คือทา
ศีลของตนให้พินาศ ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปทาร้ายผู้อื่น เพราะไม่มีอธิวาสนขันติ ฆ่าสัตว์อื่นโดยที่สุดแม้เหลือบและ
ยุง ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต. เพราะเหตุไร. เพราะยังเว้นมลทินไม่ได้. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะเว้น
มลทินของตนได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าบรรพชิต ดังนี้ นี้ คือลักษณะของบรรพชิต.
แม้ผู้ใด ไม่ทาร้าย ไม่ฆ่า แต่เบียดเบียนด้วยอาชญาเป็นต้น ผู้นั้นยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่า
เป็นสมณะ. เพราะเหตุไร. เพราะไม่สงบจากการเบียดเบียน. ดังที่ท่านกล่าวว่า ผู้ที่เรียกว่าสมณะ เพราะบาป
สงบ ดังนี้ นี้ คือลักษณะของสมณะ.
ด้วยประการดังนี้ บรรพชิตควรละบาปทั้งปวงด้วยศีลสังวร ยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยสมถะและ
วิปัสสนาทั้งหลาย ยังจิตให้ผ่องแผ้วด้วยอรหัตผล นี้ เป็นคาสอน คือเป็นโอวาท คือเป็นคาตักเตือนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ความว่า การไม่เข้าไปว่าร้าย ไม่เข้าไปทาร้ายผู้อื่น การสารวมในปาฏิโมกข์ ความเป็นผู้รู้จัก
ประมาณในการรับและการบริโภค การเสพเสนาสนะอันสงัด เพราะความเป็นผู้ชานาญในสมบัติ ๘ นี้ เป็น
คาสอน เป็นโอวาท เป็นคาตักเตือนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ก็พึงทราบคาถาเหล่านี้ เป็นคาถาแสดงหัวข้อ
ธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง.
------------------
เทวตาโรจนวณฺณนา
ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ เพื่อทรงประกาศถึงความที่พระองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดธรรมธาตุที่
พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรู้แจ้งแทงตลอดธรรมธาตุนี้ แล้วดังนี้ แล้ว จึงทรง
ประกาศการวิงวอนของเทวดาที่ท่านกล่าวไว้ว่า บัดนี้ แม้เทวดาทั้งหลายก็ได้กราบทูลความนี้ แด่พระตถาคต
ดังนี้ โดยกล่าวพิสดารตามความเป็นไปของเรื่องราวของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนี้ .
คาว่า คลายความพอใจในกาม ความว่า คลายด้วยสามารถถอนรากออกด้วยอนาคามิมรรค ก็
พวกเทวดาผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐอยู่แล้วในพระศาสนาได้พากันกราบทูล แม้แก่พระพุทธเจ้าที่เหลือ
เหมือนกราบทูลแด่พระวิปัสสี. แต่บาลีมาด้วยสามารถแห่งพระวิปัสสี และแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลาย.
ในเทวดาเหล่านั้น เทวดาชื่อว่าอวิหา เพราะไม่ละ คือไม่เสื่อมจากสมบัติของตน. เทวดาชื่ออตัป
ปา เพราะไม่เผาสัตว์ไรๆ. ชื่อสุทัสสา เพราะดูงามสวยน่าเลื่อมใส. ชื่อสุทัสสี เพราะน่าดูของผู้พบเห็น. ชื่ออก
นิฏฐา เพราะเป็นใหญ่ด้วยคุณทั้งปวงและด้วยสมบัติในภพ ไม่มีความน้อยในภพนี้ .
ควรประชุมภาณวารทั้งหลายไว้ในที่นี้ .
ก็ในสูตรนี้ ท่านกล่าว ๓ ภาณวารด้วยสามารถเรื่องราวของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
76
ท่านกล่าวด้วยสามารถเรื่องราวแม้ของพระสิขีเป็นต้น ก็เหมือนของพระวิปัสสี.
จบอรรถกถามหาปทานสูตร
ในทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินีด้วยประการฉะนี้ .
จบสูตรที่ ๑
-----------------------------------------------------

๑๗ มหาปทานสูตร มจร.pdf

  • 1.
    1 มหาปทานสูตร พลตรี มารวย ส่งทานินทร์ ๙เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เกริ่นนา มหาปทานสูตร เป็นเรื่องที่ว่าด้วยประวัติของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในพุทธกาลปัจจุบันนี้ เกี่ยวกับปุพเพนิวาส (ปุพเพนิวาส หมายถึงชีวิตในชาติก่อน) มหาปทานสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ทีฆนิกาย มหาวรรค พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. มหาปทานสูตร ว่าด้วยพระประวัติของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ เรื่องเกี่ยวกับปุพเพนิวาส [๑] ข้าพเจ้า (คาว่า ข้าพเจ้า ในตอนเริ่มต้นของพระสูตรนี้ และพระสูตรอื่นๆ ในเล่มนี้ หมายถึงพระ อานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กเรริกุฎี (กเรริกุฎี เป็นชื่อของกุฎีใหญ่หลังหนึ่งในพระเช ตะวัน ในบรรดากุฎีใหญ่ ๔ หลัง คือ (๑) กเรริกุฎี (๒) โกสัมพกุฎี (๓) คันธกุฎี (๔) สฬลฆรกุฎี ที่ชื่อว่ากเร ริกุฎี เพราะตั้งอยู่ใกล้กเรริมณฑป) ณ พระเชตะวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้วนั่งประชุมกันที่หอนั่ง ใกล้กเรริมณฑป (กเรริมณฑป หมายถึงเรือนยอดสี่เหลี่ยมที่สร้างด้วยไม้กุ่มน้า ตั้งอยู่ระหว่างพระคันธกุฎี กับหอนั่ง หอนั่ง แปลจากคาว่า กเรริมณฺฑลมาเฬ ในที่นี้ หมายถึงศาลาสาหรับนั่ง (นิสีทนสาลา) เป็นศาลา ทรงกลมที่สร้างย่อส่วนจากเรือนยอด ไม่มีฝา บางทีคาว่า มณฺฑลมาฬ ท่านใช้รวมถึงบริเวณพระคันธกุฎี กเรริกุฎีและหอนั่ง) สนทนาธรรมอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาส (ปุพเพนิวาส หมายถึงชีวิตในชาติก่อน คือการสืบ ต่อของขันธ์ที่เคยเป็นอยู่ในชาติก่อนอาจ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง) ว่า “ปุพเพนิวาสมีได้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ”
  • 2.
    2 [๒] พระผู้มีพระภาคทรงสดับคาสนทนาของภิกษุเหล่านั้นด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์เหนือ มนุษย์ เสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปที่หอนั่งใกล้กเรริมณฑปประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว รับสั่ง เรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่เธอทั้งหลาย สนทนากันค้างไว้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้น จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ ว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้ว นั่งประชุมกันที่หอนั่ง ใกล้กเรริมณฑป สนทนาธรรมอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาสว่า ‘ปุพเพนิวาสมีได้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ’ เรื่องนี้ แลที่ ข้าพระองค์ทั้งหลายสนทนากันค้างไว้ ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระพุทธเจ้าข้า” [๓] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายต้องการจะฟังธรรมีกถาอันเกี่ยวกับ ปุพเพนิวาสหรือไม่” พวกภิกษุทูลตอบว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ถึงกาลอันสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะทรง แสดงธรรมีกถาอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาส ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้วจะได้ทรงจาไว้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนองพระดารัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ ว่า [๔] “ภิกษุทั้งหลาย นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๓๑ กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในกัปที่ ๓๑ นั้นเอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้าพระนามว่า เวสสภู ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในภัทรกัป (ภัทรกัป คือ กัปที่เจริญหรือดีงาม เนื่องจากเป็น กัปเดียวที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติถึง ๕ พระองค์ ในที่นี้ หมายถึงกัปปัจจุบันนี้ ) นี้ เอง พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก บัดนี้ เราผู้เป็นอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้อุบัติขึ้นมาในโลกในภัทรกัปนี้ เช่นกัน [๕] พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติ ขึ้นในตระกูลกษัตริย์ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า (ตั้งแต่นี้ เป็นต้นไปใน พระสูตรนี้ จะใช้คาว่า “พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโก นาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า“ แทนวลีว่า “พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัส สี เป็นต้น) มีพระชาติเป็นพราหมณ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลพราหมณ์ บัดนี้ เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้า มีชาติเป็นกษัตริย์ ได้อุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ [๖] พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ พระสิขีพุทธเจ้า มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ พระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ พระกกุสันธพุทธเจ้า มีพระโคตรว่ากัสสปะ พระโกนาคมน
  • 3.
    3 พุทธเจ้า มีพระโคตรว่ากัสสปะ พระกัสสปพุทธเจ้ามีพระโคตรว่ากัสสปะ บัดนี้ เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้า มีโคตรว่าโคตรมะ [๗] พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี พระสิขีพุทธเจ้ามีพระชนมายุประมาณ ๗๐,๐๐๐ ปี พระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระชนมายุประมาณ ๖๐,๐๐๐ ปี พระกกุสันธพุทธเจ้า มีพระชนมายุ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ปี พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีพระชนมายุประมาณ ๓๐,๐๐๐ ปี พระกัสสปพุทธเจ้า มี พระชนมายุประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี บัดนี้ เรามีอายุเพียงเล็กน้อย ผู้ที่มีอายุยืนก็เพียง ๑๐๐ ปีหรือเกินไปอีก เล็กน้อย [๘] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย (ควงต้นแคฝอย หมายถึงภายใต้บริเวณร่มแคฝอย) พระสิขีพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นมะม่วง พระเวสสภูพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นสาละ พระกกุสันธพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ ควงต้นซึก พระโกนาคมนพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นมะเดื่อ พระกัสสปพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นไทร บัดนี้ เราผู้ เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ควงต้นอัสสัตถะ (ต้นอัสสัตถะ ในที่นี้ หมายถึงต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัส รู้ กล่าวคือพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสรู้ ณ ควงต้นไม้ใดๆ ต้นนั้นๆ เรียกว่า โพธิ์) [๙] พระวิปัสสีพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก (พระอัครสาวก คือ พระสาวกชั้นยอด เพราะมี คุณสมบัติพิเศษกว่าพระสาวกอื่นทั้งหมด พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีพระอัครสาวก ๒ องค์ พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้าของเรา คือ (๑) พระสารีบุตรเถระเลิศทางปัญญา (๒) พระมหาโมคคัลลานเถระ เลิศทางมี ฤทธิ์มาก) เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระขัณฑะและพระติสสะ พระสิขีพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่ เจริญ ได้แก่ พระอภิภูและพระสัมภวะ พระเวสสภูพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระโสณะและพระอุตตระ พระกกุสันธพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญได้แก่ พระวิธูระและ พระสัญชีวะ พระโกนาคมนพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวกเป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระภิยโยสะและพระอุตตระ พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระติสสะและพระภารทวาชะ บัดนี้ เรามีคู่ พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ [๑๐] พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวก (การประชุมพระสาวก ในที่นี้ หมายถึงการ ประชุมสงฆ์ ที่ต้องประกอบด้วยองค์ ๔ คือ (๑) ภิกษุผู้เข้าประชุมทั้งหมดมีพระพุทธเจ้าเป็นอุปัชฌาย์ (๒) ภิกษุผู้เข้าประชุมทั้งหมดมีบาตรและมีจีวรเกิดจากฤทธิ์ (๓) ภิกษุผู้เข้าประชุมทั้งหมดเข้าประชุมกันโดยมิได้ นัดหมาย (๔) วันประชุมตรงกับวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่า พระศาสดาทรงแสดงอุโบสถ (โอวาทปาติโมกข์) ด้วย พระองค์เอง) ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ (พระขีณาสพ หมายถึงผู้สิ้นอาสวะ ๔ คือ (๑) กามาสวะ (อาสวะคือกาม) (๒) ภวาสวะ (อาสวะคือภพ) (๓) ทิฏฐาสวะ (อาสวะคือทิฏฐิ) (๔) อวิชชาสวะ (อาสวะคืออวิชชา)) พระสิขีพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๗๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้า ประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ
  • 4.
    4 พระเวสสภูพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวก ๓ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๗๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๖๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ พระกกุสันธพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๔๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุม ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๓๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้า ประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ พระกัสสปพุทธเจ้า มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุม ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ บัดนี้ เรามีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนแต่เป็น พระขีณาสพ [๑๑] พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระสิขีพุทธเจ้ามีภิกษุเข มังกรเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระเวสสภูพุทธเจ้ามีภิกษุอุปสันตะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระกกุสันธพุทธเจ้ามีภิกษุวุฑฒิชะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก พระโกนาคมนพุทธเจ้ามีภิกษุโสตถิชะ เป็นอุปัฏฐากเป็นอัครอุปัฏฐาก พระกัสสปพุทธเจ้ามีภิกษุสัพพมิตตะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก บัดนี้ เรามีภิกษุอานนท์เป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก [๑๒] พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้ กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา พระสิขีพุทธเจ้ามีพระเจ้าอรุณะเป็นพระบิดา พระนางปภาวดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุง อรุณวดีเป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณะ พระเวสสภูพุทธเจ้ามีพระเจ้าสุปปติตะเป็นพระบิดา พระนางยสวดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุงอโนมะเป็นราชธานีของพระเจ้าสุปปติตะ พระกกุสันธพุทธเจ้ามีพราหมณ์อัคคิทัตเป็นพระบิดา นางพราหมณีวิสาขาเป็นพระมารดาผู้ให้ กาเนิด สมัยนั้น ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าเขมะ กรุงเขมวดี เป็นราชธานีของพระเจ้าเขมะ พระโกนาคมนพุทธเจ้ามีพราหมณ์ยัญญทัตเป็นพระบิดา นางพราหมณีอุตตราเป็นพระมารดา ผู้ให้กาเนิด สมัยนั้น ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าโสภะ กรุงโสภวดี เป็นราชธานีของพระเจ้าโสภะ พระกัสสปพุทธเจ้ามีพราหมณ์พรหมทัตเป็นพระบิดา นางพราหมณีธนวดีเป็นพระมารดาผู้ให้ กาเนิด สมัยนั้น ได้มีพระราชาทรงพระนามว่ากิงกี กรุงพาราณสี เป็นราชธานีของพระเจ้ากิงกี บัดนี้ เรามีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุง กบิลพัสดุ์เป็นราชธานี” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตได้ตรัสเรื่องนี้ แล้วจึงเสด็จลุกจากพุทธอาสน์เข้าไปยังพระ วิหาร [๑๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นได้สนทนาเรื่องที่ค้างไว้ต่อไปดังนี้ ว่า “ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมาก ทรงระลึกถึง พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาลผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้า (ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ได้แก่ กิเลส
  • 5.
    5 ๓ คือ (๑)ตัณหา (๒) มานะ (๓) ทิฏฐิ หรือกิเลสวัฏฏะ (วงจรกิเลส)) ได้แล้ว ผู้ตัดทาง (ทาง คือ ทางแห่ง กุศลกรรม (กรรมดี) และ อกุศลกรรม (กรรมชั่ว) หรือ กรรมวัฏฏะ (วงจรกรรม)) ได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะ (วัฏฏะ หมายถึงสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด)ได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ (ทุกข์ ในที่นี้ หมายถึงวิปากวัฏฏะ (วงจรวิบาก)) ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการ ประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มี พระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี ธรรม (ธรรม ในที่นี้ หมายถึงสมาธิ ทั้งมรรคสมาธิ ผลสมาธิ โลกิยสมาธิ และโลกุตตรสมาธิ) อย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึง ทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ในที่นี้ หมายถึงนิโรธสมาบัติ) อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้ มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น (ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ในที่นี้ หมายถึงวิมุตติ ๕ ประการ คือ (๑) วิกขัมภนวิมุตติ (๒) ตทังควิมุตติ (๓) สมุจเฉทวิมุตติ (๔) ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ (๕) นิสสรณ วิมุตติ) อย่างนี้ ’ ท่านผู้มีอายุ เป็นอย่างไรหนอ เพราะพระตถาคตทรงมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุนี้ จึงเป็นเหตุ ให้ทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทาง ได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระ อัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมี พระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค เหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ หรือ’ หรือเพราะเหล่าเทวดาได้กราบทูลความข้อนี้ แด่พระตถาคต จึงเป็นเหตุให้ทรงระลึกถึง พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น เครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ ภิกษุเหล่านั้นสนทนาเรื่องค้างไว้เท่านี้ [๑๔] ครั้นในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากการหลีกเร้น (การหลีกเร้น ในที่นี้ หมายถึง ผลสมาบัติ) เข้าไปยังหอนั่งใกล้กเรริมณฑป ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลาย
  • 6.
    6 ดังนี้ ว่า “ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เรื่องอะไรที่เธอทั้งหลาย สนทนากันค้างไว้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ ว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากไปไม่นาน ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สนทนาเรื่องที่ค้างไว้ต่อไป ดังนี้ ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมาก ทรง ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรง มีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุ นี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ ท่านผู้มีอายุ เป็นอย่างไรหนอ เพราะพระตถาคตทรงมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุนี้ จึงเป็นเหตุ ให้ทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทาง ได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระ อัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมี พระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค เหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ หรือ’ หรือเพราะเหล่าเทวดาได้กราบทูลความข้อนี้ แด่พระตถาคต จึงเป็นเหตุให้ทรงระลึกถึง พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น เครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ เรื่องนี้ แลที่พวกข้าพระองค์สนทนาค้างไว้ก็พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระพุทธเจ้าข้า’ [๑๕] พระผู้มีพระภาคตรัส “เพราะตถาคตมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุนี้ จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึง พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด
  • 7.
    7 วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติพระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น เครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ แม้เหล่าเทวดาก็ได้บอกความข้อนี้ แก่ตถาคต จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต กาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวง ได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระ นามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค เหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็น เครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายต้องการจะฟังธรรมีกถาอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาสนอกเหนือจากนี้ อีก หรือไม่” พวกภิกษุทูลตอบว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ถึงกาลอันสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะทรง แสดงธรรมีกถาอันเกี่ยวกับปุพเพนิวาสนอกจากนี้ อีก ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้วจะได้ทรง จาไว้ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับสนองพระดารัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ ว่า พระประวัติของพระวิปัสสีพุทธเจ้า [๑๖] “ภิกษุทั้งหลาย นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี ตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระขัณฑะและพระติสสะ มี การประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัคร อุปัฏฐาก มีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็น ราชธานีของพระเจ้าพันธุมา กฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ
  • 8.
    8 [๑๗] ๑. ภิกษุทั้งหลายพระวิปัสสีโพธิสัตว์ (โพธิสัตว์ หมายถึงผู้บาเพ็ญมรรค ๔ เพื่อบรรลุโพธิ) ทรงมีสติสัมปชัญญะตลอด ตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงเสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา ข้อนี้ เป็น กฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๑๘] ๒. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระ มารดา แสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ แม้ในช่องว่างระหว่างโลกซึ่งไม่มี อะไรคั่น มีสภาพมืดมิดหรือที่ที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากส่องแสงไปไม่ถึง ก็มี แสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้น ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ เพราะแสงสว่างนั้น เหล่าสัตว์ที่ เกิดในที่นั้นๆ จึงรู้จักกันและกันว่า ‘ยังมีสัตว์อื่นเกิดในที่นี้ เหมือนกัน’ และ ๑๐ สหัสสีโลกธาตุ (คาว่า “๑๐ สหัสสีโลกธาตุ” บางทีใช้ว่า โลกธาตุ ดังที่ปรากฏในมหาสมยสูตร (บาลี) ข้อ ๓๓๑/๒๑๖ ตอนหนึ่งว่า “ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา” หมายถึงเหล่าเทวดาจาก ๑๐ โลกธาตุ อนึ่ง ๑๐ โลกธาตุ ในที่นี้ เท่ากับหมื่น จักรวาล ซึ่งตรงกับ ๑๐ สหัสสีโลกธาตุ ในพระสูตรนี้ ) นี้ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งแสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณ มิได้ก็ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๑๙] ๓. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา เทพบุตร ๔ องค์ (เทพบุตร ๔ องค์ ในที่นี้ หมายถึงท้าวมหาราช ๔ องค์ คือ (๑) ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ครองทิศ ตะวันออก (๒) ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ครองทิศใต้ (๓) ท้าววิรูปักษ์ จอมนาคครองทิศตะวันตก (๔) ท้าว เวสวัณจอมยักษ์ครองทิศเหนือ) เข้าไปอารักขาประจาทั้ง ๔ ทิศด้วยตั้งใจว่า ‘มนุษย์หรืออมนุษย์ใดๆ อย่าได้ เบียดเบียนพระโพธิสัตว์หรือพระมารดาของพระโพธิสัตว์เลย’ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๐] ๔. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดามี ปกติทรงศีล คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นจากการประพฤติผิด ในกาม เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๑] ๕. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดา ของพระองค์ไม่ทรงมีความรู้สึกทางกามารมณ์ เป็นผู้ที่บุรุษผู้มีจิตกาหนัดใดๆ ไม่สามารถล่วงเกินได้ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๒] ๖. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดา ของพระองค์ทรงได้กามคุณ ๕ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดา ในเรื่องนี้ [๒๓] ๗. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระมารดา ของพระองค์ไม่ทรงมีความเจ็บป่วยใดๆ ทรงมีความสุข ไม่ลาบากพระวรกาย มองเห็นพระโพธิสัตว์อยู่ ภายในพระครรภ์ มีพระอวัยวะสมบูรณ์ มีพระอินทรีย์ไม่บกพร่อง ภิกษุทั้งหลาย เหมือนแก้วไพฑูรย์อัน งดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกใสเป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง ขาว หรือสีนวล ร้อยอยู่ข้างใน คนตาถึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณารู้ว่า ‘นี้ คือ แก้วไพฑูรย์
  • 9.
    9 อันงดงามตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้วสุกใสเป็นประกายได้สัดส่วน มีด้ายสีเขียว เหลือง แดง ขาว หรือสีนวล ร้อยอยู่ข้างใน’ ฉันใด เวลาที่พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา พระ มารดาของพระองค์ไม่ทรงมีความเจ็บป่วยใดๆ ทรงมีความสุข ไม่ลาบากพระวรกาย มองเห็นพระโพธิสัตว์ อยู่ภายในพระครรภ์ มีพระอวัยวะสมบูรณ์ มีพระอินทรีย์ไม่บกพร่อง ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดา ในเรื่องนี้ [๒๔] ๘. มีกฎธรรมดาดังนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาของพระองค์สวรรคตไป เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๕] ๙. มีกฎธรรมดาดังนี้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ไม่ประสูติพระโอรสเหมือนสตรีทั่วไปที่จะ คลอดลูกหลังจากตั้งครรภ์ได้ ๙ เดือนหรือ ๑๐ เดือน ส่วนพระมารดาของพระโพธิสัตว์ประสูติพระโอรสเมื่อ ทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือนเท่านั้น ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๖] ๑๐. มีกฎธรรมดาดังนี้ พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ไม่ประสูติพระโอรสเหมือนสตรีทั่วไปซึ่ง จะนั่งคลอดหรือนอนคลอดก็ได้ ส่วนพระมารดาของพระโพธิสัตว์ประทับยืนประสูติเท่านั้น ข้อนี้ เป็นกฎ ธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๗] ๑๑. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ในตอน แรกเหล่าเทพจะทาพิธีต้อนรับ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๘] ๑๒. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ยังไม่ทัน สัมผัสแผ่นดิน เทพบุตร ๔ องค์ช่วยกันประคองพระโพธิสัตว์ไปไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดาแล้วกราบ ทูลว่า ‘โปรดพอพระทัยเถิด พระเทวี พระราชโอรสของพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้นเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่’ ข้อนี้ เป็นกฎ ธรรมดาในเรื่องนี้ [๒๙] ๑๓. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา เสด็จออก โดยง่าย ไม่แปดเปื้ อนด้วยน้า เมือก เลือด หรือสิ่งไม่สะอาดใดๆ เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ภิกษุทั้งหลาย เหมือน แก้วมณีที่บุคคลวางไว้ในผ้ากาสิกพัสตร์ ย่อมไม่ทาให้ผ้ากาสิกพัสตร์แปดเปื้ อน ถึงผ้ากาสิกพัสตร์ก็ไม่ทาให้ แก้วมณีแปดเปื้ อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสิ่งทั้งสองเป็นของสะอาดบริสุทธิ์ ฉันใด เวลาที่พระโพธิสัตว์ ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา เสด็จออกโดยง่าย ไม่แปดเปื้ อนด้วยน้า เมือก เลือด หรือสิ่งไม่สะอาด ใดๆ เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๓๐] ๑๔. มีกฎธรรมดาดังนี้ เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา มีธารน้า ปรากฏในอากาศ ๒ สาย คือ ธารน้าเย็นและธารน้าอุ่น เพื่อชาระล้างพระโพธิสัตว์และพระมารดา ข้อนี้ เป็น กฎธรรมดาในเรื่องนี้ [๓๑] ๑๕. มีกฎธรรมดาดังนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ครู่หนึ่ง ทรงยืนได้อย่างมั่นคงด้วยพระ บาททั้งสองที่เสมอกัน ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ทรงดาเนินไป ๗ ก้าว ขณะที่หมู่เทวดากั้น เศวตฉัตรตามเสด็จ ทอดพระเนตรไปยังทิศต่างๆ แล้ว ทรงเปล่งพระอาสภิวาจา (วาจาอย่างองอาจ)ว่า ‘เรา คือผู้เลิศของโลก เราคือผู้เจริญที่สุดของโลก เราคือผู้ประเสริฐที่สุดของโลก ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพ ใหม่ไม่มีอีก’ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้
  • 10.
    10 [๓๒] ๑๖. มีกฎธรรมดาดังนี้เวลาที่พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา แสงสว่าง เจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ แม้ในช่องว่างระหว่างโลกซึ่งไม่มีอะไรคั่น มีสภาพ มืดมิด หรือที่ที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ส่องแสงไปไม่ถึง ก็มีแสงสว่างเจิดจ้า หาประมาณมิได้ปรากฏขึ้น ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ เพราะแสงสว่างนั้น เหล่าสัตว์ที่เกิดในที่นั้นๆ จึง รู้จักกันและกันว่า ‘ยังมีสัตว์อื่นเกิดในที่นี้ เหมือนกัน’ และ ๑๐ สหัสสีโลกธาตุนี้ สั่นสะเทือน เลื่อนลั่น ทั้งแสง สว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ ก็ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ ข้อนี้ เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้ ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ [๓๓] ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระวิปัสสีราชกุมารประสูติแล้ว พวกอามาตย์ได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมา ว่า ‘ขอเดชะ พระราชโอรสของพระองค์ประสูติแล้ว โปรดทอดพระเนตรเถิด’ พระเจ้าพันธุมาได้อดพระเนตร วิปัสสีราชกุมาร แล้วรับสั่งให้เชิญพราหมณ์โหราจารย์มาตรัสว่า ‘พราหมณ์โหราจารย์ จงทานายวิปัสสีราช กุมาร’ พวกพราหมณ์โหราจารย์เห็นพระวิปัสสีราชกุมารแล้วได้กราบทูลพระเจ้าพันธุมาว่า ‘ขอเดชะ โปรดพอพระทัยเถิด พระราชโอรสของพระองค์ที่เสด็จอุบัติขึ้นเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ นับว่าเป็นลาภอันประเสริฐ ของพระองค์ผู้ได้พระราชโอรสเช่นนี้ อยู่ในราชตระกูล เพราะพระราชกุมารนี้ สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ที่เป็นเหตุให้มหาบุรุษมีคติ (คติ มีความหมายหลายนัย คือ (๑) ที่ที่สัตว์จะไปเกิด (๒) อัธยาศัย (๓) ที่พึ่ง (๔) ความสาเร็จ ในที่นี้ หมายถึงความสาเร็จ คือบรรลุผลตามจุดหมาย) ๒ อย่าง ไม่ เป็นอย่างอื่น คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ใน แผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗) ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถ ย่ายีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรมไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้ มีสาคร เป็นขอบเขต ๒. ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี กิเลส (กิเลสในที่นี้ หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ตัณหาที่ปิดกั้นกุศลธรรม) ในโลก [๓๔] ขอเดชะ พระราชกุมารนี้ ทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ อะไรบ้าง ที่เป็น เหตุให้มหาบุรุษมีคติ ๒ อย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ใน แผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗) ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถ
  • 11.
    11 ย่ายีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้ มีสาคร เป็นขอบเขต ๒. ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี กิเลสในโลก [๓๕] คือ พระราชกุมารนี้ ๑. มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน ข้อที่พระราชกุมารมีฝ่าพระบาทราบเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหา บุรุษของมหาบุรุษนั้น ๒. พื้นฝ่าพระบาททั้งสองของพระราชกุมารนี้ มีจักรซึ่งมีกาข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมี ส่วนประกอบครบทุกอย่าง ข้อที่พื้นฝ่าพระบาททั้งสองของพระราชกุมารนี้ มีจักรซึ่งมีกาข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มี กง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่างนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๓. มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป ข้อที่พระราชกุมารมีส้นพระบาทยื่นยาวออกไปนี้ เป็นลักษณะ มหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๔. มีพระองคุลียาว ข้อที่พระราชกุมารมีพระองคุลียาวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๕. มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม ข้อที่พระราชกุมารมีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่มนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย ข้อที่พระราชกุมารมีฝ่า พระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่ายนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๗. มีข้อพระบาทสูง ข้อที่พระราชกุมารมีข้อพระบาทสูงนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๘. มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้ อทราย ข้อที่พระราชกุมารมีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้ อทรายนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๙. เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลาถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้ ข้อที่ พระราชกุมารเมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลาถึงพระชานุด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๐. มีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝักเร้นอยู่ในฝัก ข้อที่พระราชกุมารมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝักนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๑. มีพระฉวีสีทอง มีพระฉวีเปล่งปลั่งดุจทองคา ข้อที่พระราชกุมารมีพระฉวีสีทอง มีพระฉวีเปล่ง ปลั่งดุจทองคานี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๒. มีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้ ข้อที่พระราชกุมารมีพระฉวีละเอียด จนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๓. มีพระโลมชาติเดี่ยว คือ ในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว ข้อที่พระราชกุมารมีพระโลมชาติเดี่ยว คือ ในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น
  • 12.
    12 ๑๔. มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือพระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวา ดังกุณฑลสีครามเข้มดัง ดอกอัญชัน ข้อที่พระราชกุมารมีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือ พระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวาดังกุณฑล สี ครามเข้มดังดอกอัญชันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๕. มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม ข้อที่พระราชกุมารมีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหมนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๖. มีพระมังสะในที่ ๗ แห่ง (ที่ ๗ แห่ง ในที่นี้ คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้าง หลังพระบาททั้ง ๒ ข้าง พระอังสะทั้ง ๒ ข้าง และลาพระศอ) เต็มบริบูรณ์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระมังสะในที่ ๗ แห่งเต็ม บริบูรณ์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๗. มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลาตัวท่อนหน้าของราชสีห์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระวรกาย ทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลาตัวท่อนหน้าของราชสีห์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๘. มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน ข้อที่พระราชกุมารมีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกันนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๑๙. มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลของต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วาของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระวรกาย ข้อที่พระราชกุมารมีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลของ ต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วาของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระวรกายนี้ เป็นลักษณะ มหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๒๐. มีลาพระศอกลมเท่ากันตลอด ข้อที่พระราชกุมารมีลาพระศอกลมเท่ากันตลอดนี้ เป็น ลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๒๑. มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี ข้อที่พระราชกุมารมีเส้นประสาทรับรสพระกระยา หารได้ดีนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระหนุดุจคางราชสีห์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษ ของมหาบุรุษนั้น ๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ข้อที่พระราชกุมารมีพระทนต์ ๔๐ ซี่นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษ นั้น ๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ข้อที่พระราชกุมารมีพระทนต์เรียบเสมอกันนี้ เป็นลักษณะมหา บุรุษของมหาบุรุษนั้น ๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่างกัน ข้อที่พระราชกุมารมีพระทนต์ไม่ห่างกันนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของ มหาบุรุษนั้น ๒๖. มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม ข้อที่พระราชกุมารมีพระเขี้ยวแก้วขาวงามนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษ ของมหาบุรุษนั้น ๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ยาว ข้อที่พระราชกุมารมีพระชิวหาใหญ่ยาวนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของ มหาบุรุษนั้น
  • 13.
    13 ๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวกข้อที่พระราชกุมารมีพระสุ รเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวกนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๒๙. มีพระเนตรดาสนิท ข้อที่พระราชกุมารมีพระเนตรดาสนิทนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหา บุรุษนั้น ๓๐. มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด ข้อที่พระราชกุมารมีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตา ลูกโคเพิ่งคลอดนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๓๑. มีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่น ข้อที่พระราชกุมารมีพระอุณาโลม ระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่นนี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น ๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ข้อที่พระราชกุมารมีพระเศียรดุจประดับด้วย กรอบพระพักตร์นี้ เป็นลักษณะมหาบุรุษของมหาบุรุษนั้น [๓๖] ขอเดชะ พระราชกุมารนี้ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ ที่เป็นเหตุให้ มหาบุรุษมีคติ ๒ อย่าง ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ๑. ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ใน แผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ (๑) จักรแก้ว (๒) ช้างแก้ว (๓) ม้าแก้ว (๔) มณีแก้ว (๕) นางแก้ว (๖) คหบดีแก้ว (๗) ปริณายกแก้ว มีพระราชโอรสมากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่กล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถ ย่ายีราชศัตรูได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้ มีสาคร เป็นขอบเขต ๒. ถ้าเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มี กิเลสในโลก’ เหตุที่ทรงได้พระสมญาว่าวิปัสสี [๓๗] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาโปรดให้พวกพราหมณ์โหราจารย์นุ่งห่มผ้าใหม่ ทรงเลี้ยงดูให้อิ่มหนา ด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง แล้วรับสั่งให้ตั้งพี่เลี้ยงนางนมแก่พระวิปัสสีราชกุมาร คือ หญิงพวกหนึ่งให้พระ ราชกุมารเสวยน้านม พวกหนึ่งให้ทรงสนาน พวกหนึ่งคอยอภิบาล พวกหนึ่งคอยอุ้ม ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร พวกราชบุรุษก็คอยกั้นเศวตฉัตรถวายทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยตั้งใจว่า ‘ความหนาว ความร้อน หญ้า ละออง หรือน้าค้างอย่าได้เบียดเบียนพระราชกุมาร’ ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ก็ทรงกลายเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก เปรียบ เหมือนดอกอุบล ดอกปทุม หรือดอกบุณฑริก เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก ฉันใด พระวิปัสสี ราชกุมารทรงเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของชนเป็นอันมาก ฉันนั้นเหมือนกัน นัยว่า พระวิปัสสีราชกุมารนั้น ได้รับการผลัดเปลี่ยนกันอุ้มใส่สะเอวอยู่เสมอๆ [๓๘] ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ทรงเป็นผู้มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ไพเราะอ่อนหวาน กลมกล่อมจับใจ หมู่นกการเวกที่ภูเขาหิมพานต์ เป็นสัตว์มีสาเนียงไพเราะอ่อนหวานกลมกล่อมจับใจ ฉันใด
  • 14.
    14 พระวิปัสสีราชกุมาร ก็เป็นผู้มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมไพเราะอ่อนหวานกลมกล่อมจับใจ ฉันนั้น เหมือนกัน [๓๙]ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ทรงมีทิพยจักษุอันเกิดจากวิบากกรรมที่เป็นเหตุให้ มองเห็นไกลได้ตลอด ๑ โยชน์โดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน [๔๐] ตั้งแต่ประสูติพระวิปัสสีราชกุมาร ทรงเพ่งดูไม่กะพริบพระเนตร พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แลดู ไม่กะพริบตา ฉันใด พระวิปัสสีราชกุมาร ทรงเพ่งดูไม่กะพริบพระเนตร ฉันนั้นเหมือนกัน จึงเกิดมีพระ สมญาว่า ‘วิปัสสี วิปัสสี‘’ [๔๑] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาประทับในศาลตัดสินคดี ทรงให้พระวิปัสสีราชกุมารประทับบนพระ เพลา ขณะทรงพิจารณาคดี นัยว่า พระวิปัสสีราชกุมารประทับนั่งบนพระเพลาของพระชนกในศาลตัดสินคดี นั้น ทรงวินิจฉัยให้คดีดาเนินไปด้วยพระญาณ เพราะคาเล่าลือว่า ‘พระราชกุมารวินิจฉัยให้คดีดาเนินไปด้วย พระญาณ’ มีปริมาณมากขึ้น จึงเกิดมีพระสมญาว่า ‘วิปัสสี วิปัสสี’ [๔๒] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาโปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง สาหรับพระวิปัสสีราชกุมาร หลังหนึ่ง สาหรับประทับในฤดูฝน หลังหนึ่งสาหรับประทับในฤดูหนาว หลังหนึ่งสาหรับประทับในฤดูร้อน โปรดให้ บารุงพระราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ พระวิปัสสีราชกุมารทรงได้รับการบารุงบาเรอด้วยดนตรีที่ไม่ปะปนด้วย บุรุษในปราสาทสาหรับประทับในฤดูฝน ไม่ได้เสด็จลงมาชั้นล่างปราสาทตลอด ๔ เดือน ภาณวารที่ ๑ จบ -------------------------- เทวทูต ๔ คนชรา [๔๓] ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเวลาล่วงไปหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่ง เรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหายสารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่ สวยงาม’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์ เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระวิปัสสีราช กุมารทรงยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน [๔๔] ขณะที่เสด็จประพาสอุทยาน พระวิปัสสีราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นชายชราผู้มีซี่โครงคด เหมือนกลอนประตู หลังงองุ้ม เดินถือไม้เท้างกๆ เงิ่นๆ กระสับกระส่าย หมดความหนุ่มแน่น จึงตรัสถาม นายสารถีว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ เส้นผมและร่างกายของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา’ ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนชรา’ ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา เพราะเวลานี้ เขาจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน พระเจ้าข้า’ ‘ถึงเราเองก็จะต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’
  • 15.
    15 ‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’ ‘สหายสารถีถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ นายสารถีทูลรับ พระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐานชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้น ชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความเกิดก็มีความแก่’ [๔๕] ต่อมา พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้เรียกนายสารถีมาแล้วตรัสถามว่า ‘พ่อสารถีคนดี ราชกุมาร ยินดีในอุทยานหรือไม่ พอใจในอุทยานหรือไม่’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ พระราชกุมารไม่ทรงยินดีในพระอุทยาน ไม่ทรงพอพระทัยในพระ อุทยาน’ ท้าวเธอตรัสถามว่า ‘ขณะเที่ยวชมอุทยาน ราชกุมารพบเห็นอะไรหรือ’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขณะที่เสด็จประพาสพระอุทยาน พระราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นชาย ชรา ผู้มีซี่โครงคดเหมือนกลอนประตู หลังงองุ้ม เดินถือไม้เท้างกๆ เงิ่นๆ กระสับกระส่าย หมดความหนุ่ม แน่น จึงตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ เส้นผมและร่างกายของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’ ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา’ ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนชรา’ ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนชรา เพราะเวลานี้ เขาจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน พระเจ้าข้า’ ‘ถึงเราเองก็จะต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’ ‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’ ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐาน ชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความ เกิดก็มีความแก่’ พระเจ้าข้า คนเจ็บ [๔๖] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาทรงพระดาริว่า ‘ขออย่าให้วิปัสสีกุมารไม่ยอมครองราชย์เลย อย่าได้ ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิตเลย คาทานายของพราหมณ์โหราจารย์อย่าได้เป็นจริงเลย’ จึงรับสั่งให้บารุง บาเรอพระวิปัสสีราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าพระวิปัสสีราชกุมารจะอยู่ครองราชย์ จะไม่ เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต และคาทานายของพราหมณ์โหราจารย์จะผิดพลาด พระวิปัสสีราชกุมารทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ในพระราชฐานนั้น เมื่อเวลาล่วงไปอีกหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหาย สารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่สวยงาม’
  • 16.
    16 นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า‘ขอเดชะ ข้าพระองค์ เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระวิปัสสีราช กุมารทรงยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน [๔๗] เมื่อเสด็จประพาสอุทยานอีก พระวิปัสสีราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บทนทุกข์ ป่วย หนัก นอนทุรนทุรายจมกองอุจจาระปัสสาวะของตน คนอื่นต้องช่วยกันพยุงให้กินอาหาร จึงตรัสถามนาย สารถีว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ นัยน์ตาทั้งคู่และศีรษะของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ’ ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนเจ็บ’ ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ เพราะเขาหายจากความเจ็บป่วยนั้นได้อย่างยากเย็น พระเจ้าข้า’ ‘ถึงเราเองก็จะต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’ ‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’ ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ นายสารถีทูลรับ พระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐานชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้น ชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความเกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ’ [๔๘] ต่อมา พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้เรียกนายสารถีมาแล้ว ตรัสถามว่า ‘พ่อสารถีคนดี ราชกุมาร ยินดีในอุทยานหรือไม่ พอใจในอุทยานหรือไม่’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ พระราชกุมารไม่ทรงยินดีในพระอุทยาน ไม่ทรงพอพระทัยในพระ อุทยาน’ ท้าวเธอตรัสถามว่า ‘ขณะเที่ยวชมอุทยาน ราชกุมารพบเห็นอะไรหรือ’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขณะที่เสด็จประพาสพระอุทยาน พระราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นคน เจ็บทนทุกข์ ป่วยหนัก นอนทุรนทุรายจมกองอุจจาระปัสสาวะของตนคนอื่นต้องช่วยกันพยุงให้กินอาหาร จึง ตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ นัยน์ตาทั้งคู่และศีรษะของเขาจึงไม่เหมือน ของคนอื่นๆ’ ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ’ ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนเจ็บ’ ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนเจ็บ เพราะเขาหายจากความเจ็บป่วยนั้นได้อย่างยากเย็น พระเจ้าข้า’ ‘ถึงเราเองก็จะต้องป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้นกระนั้นหรือ’ ‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า’ ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐาน ชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความ เกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ’ พระเจ้าข้า’
  • 17.
    17 คนตาย [๔๙] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาทรงพระดาริว่า‘ขออย่าให้วิปัสสีกุมารไม่ยอมครองราชย์เลย อย่าได้ ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิตเลย คาทานายของพราหมณ์โหราจารย์อย่าได้เป็นจริงเลย’ จึงรับสั่งให้บารุง บาเรอพระวิปัสสีราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าพระวิปัสสีราชกุมารจะอยู่ครองราชย์ จะไม่ เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต และคาทานายของพราหมณ์โหราจารย์จะผิดพลาด พระราชกุมารทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ในพระราชฐานนั้น เมื่อ เวลาล่วงไปหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหายสารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่สวยงาม’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์ เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระราชกุมารทรง ยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยาน พร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน [๕๐] เมื่อพระวิปัสสีราชกุมารเสด็จประพาสอุทยานอีก ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ชนประชุมกันและ กาลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสี จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘สหายสารถี หมู่ชนประชุมกันและประดับ คานหามด้วยผ้าหลากสีไว้ทาไม’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย’ พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งว่า ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางคนตายนั้น’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางคนตายนั้น พระราชกุมารทอดพระเนตรคนตาย จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนตาย’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย เพราะเวลานี้ มารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ จะไม่ได้ พบเห็นเขาอีก ตัวเขาก็จะไม่ได้พบเห็นมารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ อีก พระเจ้าข้า’ ‘ถึงเราเองก็จะต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ได้พบเห็นเรา แม้เราก็จะไม่ได้พบเห็นพระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ กระนั้นหรือ’ ‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า พระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ทรงพบเห็นพระองค์ แม้พระองค์ก็จะไม่ทรงพบเห็นพระเจ้า แผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ’ ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จถึง พระราชฐานชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะ เมื่อมีความเกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย’ [๕๑] ต่อมา พระเจ้าพันธุมารับสั่งให้เรียกนายสารถีมาแล้วตรัสถามว่า ‘พ่อสารถีคนดี ราชกุมาร ยินดีในอุทยานหรือไม่ พอใจในอุทยานหรือไม่’
  • 18.
    18 นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ พระราชกุมารไม่ทรงยินดีในพระอุทยานไม่ทรงพอพระทัยในพระ อุทยานครั้งนี้ เลย’ ท้าวเธอตรัสถามว่า ‘ขณะที่เที่ยวชมอุทยาน ราชกุมารพบเห็นอะไรหรือ’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขณะที่เสด็จประพาสพระอุทยาน พระราชกุมาร ได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่ ชนประชุมกันและกาลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสี จึงตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘สหายสารถี หมู่ชนประชุม กันและกาลังประดับคานหามด้วยผ้าหลากสีไว้ทาไม’ ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย’ พระราชกุมารรับสั่งว่า ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางคนตายนั้น’ ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางคนตายนั้น พระราชกุมารทอดพระเนตรคนตาย จึงตรัสถามข้าพระองค์ว่า ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าคนตาย’ ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘ผู้นี้ ชื่อว่าคนตาย เพราะเวลานี้ มารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ จะไม่ได้ พบเห็นเขาอีก ตัวเขาก็จะไม่ได้พบเห็นมารดาบิดาหรือญาติสาโลหิตอื่นๆ อีก พระเจ้าข้า’ ‘ถึงเราเองก็จะต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ได้พบเห็นเรา แม้เราก็จะไม่ได้พบเห็นพระมารดา พระบิดา หรือพระประยูรญาติอื่นๆ กระนั้นหรือ’ ‘ทั้งพระองค์และข้าพระองค์ล้วนแต่ต้องตายเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น พระเจ้าข้า พระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ จะไม่ทรงพบเห็นพระองค์ แม้พระองค์ก็จะไม่ทรงพบเห็นพระเจ้า แผ่นดิน พระราชินี หรือพระประยูรญาติอื่นๆ’ ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น วันนี้ ชมอุทยานพอแล้ว เธอจงขับรถกลับเข้าเมืองเถิด’ ข้าพระองค์ทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที พระราชกุมารเสด็จถึงพระราชฐาน ชั้นใน ทรงมีทุกข์ มีพระทัยไม่ยินดี ทรงพระดาริว่า ‘ขึ้นชื่อว่าความเกิดช่างน่ารังเกียจนัก เพราะเมื่อมีความ เกิดก็มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย’ พระเจ้าข้า’ บรรพชิต [๕๒] ต่อมา พระเจ้าพันธุมาทรงพระดาริว่า ‘ขออย่าให้วิปัสสีกุมารไม่ยอมครองราชย์เลย อย่าได้ ออกจากวังบวชเป็นบรรพชิตเลย คาทานายของพราหมณ์โหราจารย์อย่าได้เป็นจริงเลย’ จึงรับสั่งให้บารุง บาเรอพระวิปัสสีราชกุมารด้วยกามคุณ ๕ มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อว่าพระวิปัสสีราชกุมารจะอยู่ครองราชย์ จะไม่ เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต และคาทานายของพราหมณ์โหราจารย์จะผิดพลาด พระวิปัสสีราชกุมารทรงเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบาเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ในพระราชฐานนั้น เมื่อเวลาล่วงไปอีกหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหาย สารถี เธอจงเทียมยานพาหนะคันงามๆ เราจะไปอุทยานชมภูมิประเทศที่สวยงาม’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้ว เทียมยานพาหนะคันงามๆ กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์ เทียมยานพาหนะคันงามๆ ไว้แล้ว ขอพระองค์จงทรงกาหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด’ พระวิปัสสีราช กุมารทรงยานพาหนะคันงามเสด็จประพาสอุทยานพร้อมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จอีกหลายคัน
  • 19.
    19 [๕๓] พระวิปัสสีราชกุมารเสด็จประพาสอุทยานอีก ได้ทอดพระเนตรเห็นบุรุษศีรษะโล้นนุ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์จึงตรัสถามนายสารถีว่า ‘สหายสารถี ชายคนนี้ ถูกใครทาอะไรให้ ทั้งศีรษะและเครื่องนุ่งห่ม ของเขาจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’ นายสารถีทูลตอบว่า ‘ขอเดชะ ผู้นี้ ชื่อว่าบรรพชิต’ ‘ทาไม เขาจึงชื่อว่าบรรพชิต’ ‘ผู้นั้นชื่อว่าบรรพชิต เพราะการประพฤติธรรมเป็นความดี การประพฤติสม่าเสมอเป็นความดี การทากุศลเป็นความดี การทาบุญเป็นความดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี และการอนุเคราะห์หมู่สัตว์ เป็นความดี พระเจ้าข้า’ ‘บรรพชิตนี้ ดีแท้ เพราะการประพฤติธรรมเป็นความดี การประพฤติสม่าเสมอ เป็นความดี การ ทากุศลเป็นความดี การทาบุญเป็นความดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี และการอนุเคราะห์หมู่สัตว์เป็น ความดี ถ้าเช่นนั้น เธอจงขับรถไปทางบรรพชิตนั้น’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถไปทางบรรพชิตนั้น ครั้นแล้ว พระราชกุมารได้ตรัสถาม บรรพชิตว่า ‘สหาย ท่านทาอะไร ศีรษะและเครื่องนุ่งห่มของท่านจึงไม่เหมือนของคนอื่นๆ’ บรรพชิตนั้นทูลตอบว่า ‘ขอถวายพระพร อาตมภาพชื่อว่าบรรพชิต’ ‘ท่านชื่อว่าบรรพชิตหรือ’ ‘ขอถวายพระพร อาตมภาพชื่อว่าบรรพชิต เพราะการประพฤติธรรมเป็นความดี การประพฤติ สม่าเสมอเป็นความดี การทากุศลเป็นความดี การทาบุญเป็นความดี การไม่เบียดเบียนเป็นความดี และ การอนุเคราะห์หมู่สัตว์เป็นความดี’ พระโพธิสัตว์เสด็จออกผนวช [๕๔] ภิกษุทั้งหลาย ลาดับนั้น พระวิปัสสีราชกุมารรับสั่งเรียกนายสารถีมาตรัสว่า ‘สหายสารถี ถ้าเช่นนั้น เธอจงนารถกลับเข้าเมือง เราจักโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากวังบวชเป็น บรรพชิตในอุทยานนี้ ’ นายสารถีทูลรับพระบัญชาแล้วขับราชรถกลับเข้าเมืองทันที ส่วนพระวิปัสสีราชกุมารทรงปลงพระ เกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตที่อุทยานนั้นนั่นเอง มหาชนออกบวชตามเสด็จ [๕๕] มหาชนในกรุงพันธุมดีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้ทราบข่าวว่าพระวิปัสสีราชกุมารทรงปลง พระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จึงคิดว่า ‘พระ ธรรมวินัยและการบรรพชาที่พระวิปัสสีราชกุมารได้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตนั้น คงจะไม่ต่าทราม คนระดับพระวิปัสสีราชกุมาร ยังทรงปลง พระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตได้ ทาไมพวก เราจักบวชบ้างไม่ได้เล่า’
  • 20.
    20 มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คนได้พากันโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตตามเสด็จพระวิปัสสีโพธิสัตว์ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ทรงมีบริษัทนั้นแวดล้อม เสด็จจาริกไปใน หมู่บ้าน นิคม ชนบท(แคว้น) และราชธานีทั้งหลาย [๕๖] ต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์ประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด (ที่สงัด หมายถึงกายวิเวก หลีกเร้น หมายถึงจิตตวิเวก) ทรงมีพระราพึงอย่างนี้ ว่า ‘การที่เราอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะอย่างนี้ หาเป็นการสมควรไม่ ทางที่ดี เราควรหลีกออกจากหมู่อยู่เพียงลาพัง’ ต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์เสด็จหลีกออกจากหมู่ประทับอยู่ผู้ เดียว บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูป ได้แยกไปทางหนึ่ง พระวิปัสสีโพธิสัตว์ก็เสด็จไปอีกทางหนึ่ง พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ [๕๗] ต่อมา พระวิปัสสีโพธิสัตว์ประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงมีพระราพึงอย่างนี้ ว่า ‘สัตว์โลกนี้ ถึงความคับแค้น จึงเกิด แก่ ตาย จุติและอุบัติ ก็บุคคลผู้ไม่รู้อุบายสลัดออกจากทุกข์ คือ ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย)นี้ เมื่อไร จึงจะพ้นจากทุกข์คือชรามรณะนี้ ได้’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ชรามรณะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี’ เพราะ ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อชาติ(ความเกิด)มี ชรามรณะจึงมี เพราะ ชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ชาติจึงมี’ เพราะทรงมนสิการ โดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อภพ(ความมีความเป็น)มี ชาติจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ภพจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ภพจึงมี’ เพราะทรงมนสิการ โดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)มี ภพจึงมี เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี อุปาทานจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ เพราะ ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อตัณหา(ความอยาก)มี อุปาทานจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ตัณหาจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อเวทนา(ความรู้สึก)มี ตัณหาจึงมี เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี เวทนาจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อผัสสะ(สัมผัส)มี เวทนาจึงมี เพราะผัสสะเป็น ปัจจัย เวทนาจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี ผัสสะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อสฬายตนะ (อายตนะ ๖)มี ผัสสะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี’
  • 21.
    21 จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมีสฬายตนะจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี’ เพราะ ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูป(นามธรรมและรูปธรรม)มี สฬายต นะจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี นามรูปจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อวิญญาณ(ความรู้แจ้งอารมณ์)มี นามรูปจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรมี วิญญาณจึงมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูปมี วิญญาณจึงมี เพราะนามรูปเป็น ปัจจัย วิญญาณจึงมี’ [๕๘] จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘วิญญาณนี้ ย่อมหมุนกลับมาจากนามรูปเท่านั้น ไม่เลยไปกว่านั้น เพราะความหมุนกลับเพียงแค่นี้ สัตว์โลกจึงเกิดบ้าง แก่บ้าง ตายบ้าง จุติบ้าง อุบัติบ้าง ความเป็นไปนั้น คือ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ(ความโศก) ปริเทวะ(ความคร่าครวญ) ทุกข์(ความทุกข์ กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) จึงมี ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ ด้วยประการฉะนี้ ’ [๕๙] ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสง สว่างเกิดขึ้นแล้วแก่พระโพธิสัตว์ ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘สมุทัย สมุทัย (ความเกิด ความ เกิด)’ [๖๐] จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรามรณะจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะ ชาติดับ ชรามรณะจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ’ เพราะทรงมนสิการ โดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ’
  • 22.
    22 จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มีอุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ’ เพราะ ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหา ดับ อุปาทานจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะ ดับ ผัสสะจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ’ เพราะ ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนาม รูปดับ สฬายตนะจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ’ เพราะทรง มนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณ ดับ นามรูปจึงดับ’ จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘เมื่ออะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ’ เพราะ ทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า ‘เมื่อนามรูปไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะนามรูป ดับ วิญญาณจึงดับ’ [๖๑] จากนั้น ทรงพระดาริว่า ‘ทางเพื่อความตรัสรู้ เราได้บรรลุแล้ว คือ เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ ด้วยประการฉะนี้ ’
  • 23.
    23 [๖๒] ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้วญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสง สว่างเกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยสดับมาก่อนว่า ‘นิโรธ นิโรธ (ความดับ ความดับ)’ [๖๓] จากนั้น ทรงพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า “รูปเป็น อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง เวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้ สัญญาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสังขาร เป็นอย่างนี้ วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ” เมื่อทรงพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ไม่นานนัก จิตก็หลุด พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น’ ภาณวารที่ ๒ จบ ------------------- ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม [๖๔] ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้ามีพระราพึงดังนี้ ว่า ‘ทางที่ดีเราควรแสดงธรรม’ แต่ทรงพระดาริว่า ‘ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่ใช่วิสัยตรรกะ ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ก็แลหมู่ประชานี้ เป็นผู้รื่นรมย์ในอาลัย (อาลัย คือกามคุณ ๕ ที่สัตว์พัวพันยินดี เพลิดเพลิน เป็นชื่อเรียกกิเลส ๒ อย่างคือกามคุณ ๕ และตัณหาวิจริต ๑๐๘) ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินใน อาลัย สาหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ในอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะอันนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลักอิทัปปัจจยตา (อิทัปปัจจยตา แปลว่า ความที่สิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้ เกิดขึ้น หมายถึงสภาวธรรมอัน เป็นปัจจัยแห่งชราและมรณะเป็นต้น เป็นชื่อหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท) หลักปฏิจจสมุปบาท (ปฏิจจสมุปบาท หมายถึงสภาวธรรมที่เป็นปัจจัย และสภาวธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นอันเป็นกระบวนการทางปัจยภาพ (causality) ซึ่งเป็นสภาวะที่ดารงอยู่อย่างนั้น แม้ว่าพระตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม เช่น ชรามรณะ มี เพราะชาติเป็นปัจจัย) ถึงแม้ฐานะอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก กล่าวคือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจ ซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลาบากเปล่าแก่เรา’ [๖๕] อนึ่งเล่า อนัจฉริยคาถา(คาถาอันน่าอัศจรรย์)เหล่านี้ ที่ไม่ทรงสดับมาก่อนได้ปรากฏแจ่ม แจ้งแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า อนัจฉริยคาถา บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรม ที่เราได้บรรลุด้วยความลาบาก เพราะธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมที่ผู้ถูกราคะและโทสะครอบงาจะรู้ได้ง่าย
  • 24.
    24 แต่เป็นธรรมพาทวนกระแส (พาทวนกระแส ในที่นี้หมายถึงพาเข้าถึงพระนิพพาน) ละเอียด ลึกซึ้ง รู้เห็นได้ยาก ประณีต ผู้กาหนัดด้วยราคะ ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้ เมื่อทรงพิจารณาดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อจะประทับอยู่เฉย มิได้น้อมไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม [๖๖] ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่งกาหนดรู้พระราพึงของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยใจจึงคิดว่า “ท่านผู้เจริญ โลกจะฉิบหายหนอ โลกจะพินาศหนอ เพราะพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจะ ประทับอยู่เฉย มิได้น้อมพระทัยไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม จึงได้หายตัวไปจากพรหมโลกมาปรากฏเฉพาะ พระพักตร์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้า เหมือนบุรุษมีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้น แล้วจึงห่มผ้า เฉวียงบ่า คุกเข่าเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประนมมือไปทางพระวิปัสสีพุทธเจ้าแล้วได้กราบทูลว่า ‘ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเถิด ในโลกนี้ ยังมีเหล่า สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง (ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง หมายถึงผู้มีธุลี คือ ราคะ โทสะ โมหะ เพียงเล็กน้อย ในดวงตาคือปัญญา) สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า’ [๖๗] เมื่อท้าวมหาพรหมกราบทูลอาราธนาอย่างนี้ พระวิปัสสีพุทธเจ้าจึงได้ตรัสกับท้าว มหาพรหมดังนี้ ว่า ‘พรหม แม้เราเองก็มีความดาริว่า ‘ทางที่ดีเราควรแสดงธรรม’ แต่ก็มาคิดว่า ‘ธรรมที่เรา บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่ใช่วิสัยตรรกะ ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ก็แล หมู่ประชานี้ เป็นผู้รื่นรมย์ในอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย สาหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ในอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะอันนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลักอิทัปปัจจยตา หลักปฏิจจสมุปบาท ถึงแม้ฐานะอันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก กล่าวคือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความ สลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา ข้อนั้น ก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลาบากเปล่าแก่เรา’ อนึ่งเล่า อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ ที่ไม่เคยสดับมาก่อนได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรม ที่เราได้บรรลุด้วยความลาบาก เพราะธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมที่ผู้ถูกราคะและโทสะครอบงาจะรู้ได้ง่าย แต่เป็นธรรมพาทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง รู้เห็นได้ยาก ประณีต ผู้กาหนัดด้วยราคะ ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้’ เมื่อเราพิจารณาดังนี้ ใจก็น้อมไปเพื่อจะอยู่เฉย มิได้น้อมไปเพื่อจะแสดงธรรม’ [๖๘] แม้ครั้งที่ ๒ ท้าวมหาพรหมได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเถิด ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตา
  • 25.
    25 เบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่พระพุทธเจ้า ข้า’ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวมหาพรหมได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้ มีพระภาคโปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเถิด ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า’ พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพิจารณาสัตว์โลก [๖๙] ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงทราบคาอาราธนาของท้าวมหาพรหม และทรงอาศัยพระ กรุณาในหมู่สัตว์ ได้ทรงตรวจดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ (พระพุทธจักษุ หมายถึงอินทริยปโรปริยัติญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่า สัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อยมีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ และอาสยานุสยญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัย ความมุ่งหมาย สภาพจิตที่นอนอยู่) เมื่อทรงตรวจโลกด้วยพระพุทธจักษุได้ทรงเห็นสัตว์ ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง ผู้มีธุลีในดวงตามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า (มีอินทรีย์แก่กล้า หมายถึงมี อินทรีย์ ๕ บริบูรณ์ คือ (๑) สัทธา (ความเชื่อ) (๒) วิริยะ (ความเพียร) (๓) สติ (ความระลึกได้) (๔) สมาธิ (ความตั้งจิตมั่น) (๕) ปัญญา (ความรู้ทั่ว)) ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี (มีอาการดี หมายถึงมี ความโน้มเอียงไปในทางดี เช่น มีศรัทธา เป็นต้น ส่วนอาการทรามมีลักษณะตรงข้าม) ผู้มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก ควรสั่งสอน ไม่ควรสั่งสอน บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษ (โทษ ในที่นี้ ได้แก่ กิเลส ทุจริต อภิสังขาร และกรรมนาไปเกิดในภพ) ว่าน่ากลัว บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่า กลัว ในกออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้า เจริญ ในน้า ยังไม่พ้นน้า จมอยู่ใต้น้าและน้าหล่อเลี้ยงไว้ ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้า เจริญในน้า อยู่เสมอน้า ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้า เจริญในน้า อยู่พ้นน้า ไม่ แตะน้า ฉันใด พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ทรงตรวจดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ ครั้นทรงตรวจโลกด้วยพระพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง ผู้มีธุลีในดวงตามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มี อาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก ควรสั่งสอน ไม่ควรสั่งสอน บางพวกเห็นปรโลกและ โทษว่าน่ากลัว บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัว (นอกจากบัวจมอยู่ใต้น้า บัวอยู่เสมอน้า บัวพ้นน้า ๓ เหล่านี้ อรรถกถาได้กล่าวถึงบัวเหล่าที่ ๔ คือบัวที่มีโรคยังไม่พ้นน้า เป็นอาหารของปลาและเต่า ซึ่งมิได้ ยกขึ้นสู่บาลี แล้วแบ่งบุคคลเป็น ๔ เหล่า คือ (๑) อุคฆฏิตัญญู (๒) วิปจิตัญญู (๓) เนยยะ (๔) ปทปรมะ แล้ว เปรียบอุคฆฏิตัญญู เป็นเหมือนบัวพ้นน้า ที่พอต้องแสงอาทิตย์แล้วก็บานในวันนี้ เปรียบวิปจิตัญญู เป็น เหมือนบัวอยู่เสมอน้าที่จะบานในวันรุ่งขึ้น เปรียบเนยยะเป็นเหมือนบัวจมอยู่ในน้าที่จะขึ้นมาบานในวันที่ ๓ ส่วนปทปรมะ เปรียบเหมือนบัวที่มีโรค ยังไม่พ้นน้าไม่มีโอกาสขึ้นมาบาน เป็นอาหารของปลาและเต่า พระผู้ มีพระภาคทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุอันเป็นเหมือนกออุบลเป็นต้น ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงว่าหมู่ประชา ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง มีประมาณเท่านี้ หมู่ประชาผู้มีธุลีในดวงตามากมีประมาณเท่านี้ และในหมู่ประชา ทั้ง ๒ นั้น อุคฆฏิตัญญูบุคคลมีประมาณเท่านี้ ) ฉันนั้น
  • 26.
    26 [๗๐] ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมทราบพระราพึงของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยใจจึงได้กราบทูลด้วย คาถาทั้งหลายว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาดี มีพระสมันตจักขุ (พระสมันตจักขุ หมายถึงพระ สัพพัญญุตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต)) บุรุษผู้ยืนบนยอดภูเขาศิลาล้วน พึงเห็นหมู่ชนได้โดยรอบ แม้ฉันใด พระองค์ผู้หมดความโศกแล้ว โปรดเสด็จขึ้นสู่ปราสาทคือธรรม (ปราสาทคือธรรม ในที่นี้ หมายถึงปัญญา หรือโลกุตตรธรรม) จักได้เห็นหมู่ชนผู้ตกอยู่ในความเศร้าโศก และถูกชาติชราครอบงา ได้ชัดเจน ฉันนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ผู้ชนะสงคราม (ชนะสงคราม หมายถึงชนะเทวปุตตมาร (มารคือเทพบุตร) มัจจุมาร (มารคือความตาย) และกิเลสมาร (มารคือกิเลส) ได้แล้ว) ผู้นาหมู่ (ผู้นาหมู่ หมายถึงสามารถนาเวไนยสัตว์ข้ามทางกันดารคือชาติเป็นต้นได้) ผู้ไม่มีหนี้ (หนี้ ในที่นี้ หมายถึงกามฉันทะ (ความพอใจในกาม)) ขอพระองค์โปรดลุกขึ้น เสด็จจาริกไปในโลก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมเถิด เพราะผู้รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่’ [๗๑] เมื่อท้าวมหาพรหมกราบทูลอย่างนี้ พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ตรัสกับท้าวมหาพรหมนั้นด้วย พระคาถาว่า “สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธามาเถิด เราได้เปิดประตูแห่งอมตะ (ประตูแห่งอมตะ หมายถึงอริยมรรคที่เป็นทางแห่งอมตะคือพระ นิพพาน) แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว ท่านพรหม เพราะเราสาคัญว่าจะลาบาก จึงมิได้แสดงธรรมที่ประณีตคล่องแคล่วในหมู่มนุษย์ ขณะนั้น ท้าวมหาพรหมได้ทราบว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้ทรงประทานโอกาสเพื่อจะทรงแสดง ธรรมแล้ว’ จึงถวายอภิวาทกระทาประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง คู่พระอัครสาวก [๗๒] ภิกษุทั้งหลาย ต่อมา พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพระดาริว่า ‘เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อน ใครจักรู้ธรรมนี้ ได้ฉับพลัน’ แล้วทรงพระดาริต่อไปว่า ‘พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติส สะ อาศัยอยู่ในกรุงพันธุมดีราชธานี เป็นคนเฉลียวฉลาด หลักแหลม มีธุลีในดวงตาเบาบางมานาน ทางที่ดี เราพึงแสดงธรรมแก่เธอทั้งสองก่อน เธอทั้งสองจักรู้ธรรมนี้ ได้ฉับพลัน’
  • 27.
    27 [๗๓] พระวิปัสสีพุทธเจ้า ทรงหายไปจากควงต้นโพธิ์มาปรากฏที่เขมมฤคทายวันในกรุงพันธุมดี ราชธานีเหมือนบุรุษมีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ได้รับสั่งเรียกคนเฝ้าสวนมาตรัสว่า ‘มานี่ เถิด นายทายบาล เธอจงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี บอกราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อ ติสสะว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงพันธุมดีราชธานี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน มีพระประสงค์จะพบ ท่านทั้งสอง’ นายทายบาลทูลรับสนองพระดารัสแล้ว เข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี กราบทูลแก่พระราชโอรส พระนามว่าขัณฑะและบอกบุตรปุโรหิตชื่อติสสะดังนี้ ว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงพันธุมดีราชธานี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน มีพระประสงค์จะพบท่านทั้งสอง’ [๗๔] พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ สั่งให้บุรุษเทียมยานพาหนะคัน งามๆ แล้วขึ้นยานพาหนะคันงามออกจากกรุงพันธุมดีราชธานีพร้อมกับยานพาหนะคันงามๆ ติดตามอีก หลายคัน ขับตรงไปยังเขมมฤคทายวัน จนสุดทางที่ยานพาหนะจะเข้าไปได้ แล้วลงจากยานเดินตรงเข้าไป เฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร [๗๕] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสอนุปุพพิกถา (อนุปุพพิกถา หมายถึงธรรมเทศนาที่แสดงเนื้ อความ ลุ่มลึกลงไปโดยลาดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนพร้อมที่จะทาความเข้าใจ ในธรรมส่วนปรมัตถ์) แก่พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ ๑. ทานกถา (เรื่องทาน) ๒. สีลกถา (เรื่องศีล) ๓. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์) ๔. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษ ความต่าทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม) ๕. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งการออกจากกาม) เมื่อทรงทราบว่า พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะมีจิตควรบรรลุธรรม อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบาน ผ่องใส จึงทรงประกาศสามุกกังสิกธรรมเทศนา (สามุกกังสิกธรรมเทศนา หมายถึงธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นด้วยสยัมภูญาณ ไม่ทั่วไปแก่ ผู้อื่น คือมิได้รับแนะนาจากผู้อื่น ตรัสรู้ลาพังพระองค์เองก่อนใครในโลก) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะ และบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ ณ อาสนะนั้นแลว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความ ดับไปเป็นธรรมดา‘เหมือนผ้าขาวสะอาด ปราศจากมลทินควรรับน้าย้อมได้เป็นอย่างดี [๗๖] พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ ธรรมแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว หมดความสงสัยแล้วปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้อง เชื่อผู้อื่น (ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น หมายถึงไม่ต้องอาศัยผู้อื่นคอยแนะนาพร่าสอนในคาสอนของพระศาสนา ไม่ได้ หมายถึงว่า ไม่ต้องเชื่อใคร) ในคาสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระ ภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคล
  • 28.
    28 หงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทางหรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็น รูปได้’ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมเป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้ การอุปสมบทในสานักของพระผู้มีพระภาค’ [๗๗] พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ ได้การบรรพชา ได้การอุปสมบท ในสานักของพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงประกาศโทษ ความต่า ทราม ความเศร้าหมองของสังขารและอานิสงส์ในนิพพาน จิตของพระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตร ปุโรหิตชื่อติสสะอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ แกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ไม่นานนัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ ถือมั่น มหาชนออกบวช [๗๘] ภิกษุทั้งหลาย มหาชนในกรุงพันธุมดีราชธานีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้ทราบข่าวว่า ‘พระ วิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงพันธุมดี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตร ปุโรหิตชื่อติสสะ โกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากพระราชวังและเรือนบวชเป็นบรรพชิตใน สานักพระวิปัสสีพุทธเจ้า’ จึงคิดกันว่า ‘พระธรรมวินัยและการบรรพชาที่พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและ บุตรปุโรหิตชื่อติสสะ โกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากพระราชวังและเรือนบวชเป็นบรรพชิต นั้น คงจะไม่ต่าทราม คนระดับพระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะ โกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากพระราชวังและเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้ ทาไม พวกเราจักบวชบ้างไม่ได้เล่า’ มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน จึงชักชวนกันออกจากกรุงพันธุมดีราชธานี ไปยังเขมมฤคทายวันเข้าไปเฝ้า พระวิปัสสีพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร [๗๙] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาแก่ชนเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ ๑. ทานกถา ๒. สีลกถา ๓. สัคคกถา ๔. กามาทีนวกถา ๕. เนกขัมมานิสังสกถา เมื่อทรงทราบว่าชนเหล่านั้น มีจิตควรบรรลุ อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบาน ผ่องใส จึงทรง ประกาศสามุกกังสิกธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุอัน ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ชน ๘๔,๐๐๐ เหล่านั้น ณ ที่นั่งนั้นแลว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา’ เหมือนผ้าขาวสะอาดปราศจากมลทิน ควรรับ น้าย้อมได้เป็นอย่างดี [๘๐] ชนเหล่านั้นเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว หมดความสงสัย แล้ว ปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคาสอนของพระศาสดา ได้กราบทูล พระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่
  • 29.
    29 พระองค์ผู้เจริญพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่ม แจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่าเปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตาม ประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ พวกข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระ ธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสานักของพระผู้มีพระภาค’ [๘๑] มหาชนประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้การบรรพชาได้การอุปสมบทในสานักของพระวิปัสสีพุทธ เจ้า พระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงประกาศโทษ ความต่าทราม ความเศร้าหมองของ สังขารและอานิสงส์ในนิพพาน จิตของภิกษุเหล่านั้นอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้ อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ไม่นานนัก ก็ หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรพชิตรุ่นแรกที่บวชตามเสด็จบรรลุธรรม [๘๒] ภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตประมาณ ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้นได้ทราบข่าวว่า ‘พระวิปัสสีพุทธเจ้า เสด็จถึงกรุงพันธุมดีราชธานี ประทับอยู่ที่เขมมฤคทายวัน กาลังทรงแสดงธรรม’ จึงพากันไปยังเขมมฤคทาย วัน กรุงพันธุมดีเข้าไปเฝ้าพระวิปัสสีพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร [๘๓] พระวิปัสสีพุทธเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาแก่บรรพชิตเหล่านั้น คือ ทรงประกาศ ๑. ทานกถา ๒. สีลกถา ๓. สัคคกถา ๔. กามาทีนวกถา ๕. เนกขัมมานิสังสกถา เมื่อทรงทราบว่า บรรพชิตเหล่านั้นมีจิตควรบรรลุธรรม อ่อน ปราศจากนิวรณ์ เบิกบาน ผ่องใส จึงทรงประกาศสามุกกังสิกธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่บรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้น ณ อาสนะนั้นแล ว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา’ เหมือนผ้าขาวสะอาด ปราศจากมลทิน ควรรับน้าย้อมได้เป็นอย่างดี [๘๔] บรรพชิตเหล่านั้นเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว หมดความ สงสัยแล้ว ไม่มีความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคาสอนของพระศาสดา ได้กราบทูล พระวิปัสสีพุทธเจ้าดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมแจ่ม แจ้ง โดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตาม ประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ พวกข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระ ธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสานักของพระผู้มีพระภาค’ [๘๕] บรรพชิตประมาณ ๘๔,๐๐๐ รูปเหล่านั้น ได้การบรรพชาได้การอุปสมบทในสานักพระวิปัส สีพุทธเจ้า พระองค์ทรงชี้แจงให้ภิกษุเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ
  • 30.
    30 แกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่น ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วทรงประกาศโทษ ความต่าทราม ความเศร้า หมองของสังขารและอานิสงส์ในนิพพาน จิตของภิกษุเหล่านั้นอันพระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวน ใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ไม่นาน นัก ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ทรงส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา [๘๖] ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้น มีภิกษุอยู่ประมาณ ๑๖๘,๐๐๐ รูปในกรุงพันธุมดีราชธานี ครั้งนั้น แล พระวิปัสสีพุทธเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้มีพระราพึงอย่างนี้ ว่า ‘เวลานี้ ในกรุงพันธุมดีมีภิกษุ สงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป ทางที่ดีเราควรประกาศให้ภิกษุทั้งหลายรู้ทั่วกันว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เธอ ทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมี ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง อรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะ เสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ แต่เมื่อเวลาล่วงไป ทุกๆ ๖ ปี เธอ ทั้งหลายควรกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ [๘๗] ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ทราบพระราพึงของพระวิปัสสีพุทธเจ้าด้วยใจได้หายตัวไป จากพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้าเหมือนบุรุษผู้มีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้ แขนเข้าฉะนั้น ท้าวมหาพรหมนั้น ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือน้อมไปทางพระวิปัสสีพุทธเจ้าได้กราบทูลดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น เวลานี้ ในกรุงพันธุมดี ราชธานีมีภิกษุสงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป พระองค์โปรดทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ‘ภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมี ความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง อรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะ เสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่’ ข้าพระองค์จักหาวิธีให้ภิกษุทั้งหลาย กลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์ เมื่อล่วงไปทุกๆ ๖ ปี พระพุทธเจ้าข้า’ เมื่อท้าว มหาพรหมกราบทูลอย่างนี้ แล้ว จึงถวายอภิวาทพระวิปัสสีพุทธเจ้า กระทาประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่ นั้นเอง [๘๘] ครั้นในเวลาเย็น พระวิปัสสีพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เราหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ณ ที่นี้ ได้มีความราพึงอย่างนี้ ว่า ‘เวลานี้ ในกรุงพันธุมดีราช ธานีมีภิกษุสงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป ทางที่ดีเราควรประกาศให้ภิกษุทั้งหลายรู้ทั่วกันว่า ‘ภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรม
  • 31.
    31 มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง อรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะ เสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ แต่เมื่อเวลาล่วงไปทุกๆ ๖ ปี เธอ ทั้งหลายควรกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ ต่อมา ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ทราบความราพึงของเราด้วยใจแล้วได้หายตัวจากพรหมโลกมา ปรากฏเฉพาะหน้าเรา เหมือนบุรุษผู้มีกาลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นห่มผ้า เฉวียงบ่า ประนมมือน้อมมาทางที่เราอยู่ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคตเรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น เวลานี้ ในกรุงพันธุมดีราชธานีมีภิกษุสงฆ์อยู่จานวนมากถึง ๑๖๘,๐๐๐ รูป พระองค์โปรดทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่ มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมี ความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมี เหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึง ธรรมได้ยังมีอยู่’ ข้าพระองค์จักหาวิธีให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์ เมื่อเวลาล่วงไปทุกๆ ๖ ปี พระพุทธเจ้าข้า’ เมื่อท้าวมหาพรหมนั้นได้กล่าวอย่างนี้ แล้ว จึงถวายอภิวาทเรากระทาประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่ นั้นเอง ภิกษุทั้งหลาย เราประกาศให้รู้ทั่วกันว่า ‘เธอทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุข แก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่ อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามใน ที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ในโลกนี้ ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มี ธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่อาจจะรู้ทั่วถึงธรรมได้ยังมีอยู่ แต่เมื่อเวลาล่วงไปทุกๆ ๖ ปี เธอทั้งหลายควรกลับมายังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ ภิกษุ ส่วนมากได้จาริกไปตามชนบท โดยวันเดียวเท่านั้น [๘๙] สมัยนั้น ในชมพูทวีปมีอาวาสอยู่ ๘๔,๐๐๐ แห่ง เมื่อเวลาล่วงไป ๑ ปี เหล่าเทวดาได้ ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๑ ปีแล้ว บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๕ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๕ ปี พวก ท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานีเพื่อแสดงปาติโมกข์’ เมื่อเวลาล่วงไป ๒ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๒ ปีแล้ว บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๔ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๔ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ เมื่อเวลาล่วงไป ๓ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๓ ปีแล้ว บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๓ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๓ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ เมื่อเวลาล่วงไป ๔ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๔ ปีแล้ว บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๒ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๒ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’
  • 32.
    32 เมื่อเวลาล่วงไป ๕ ปีเหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๕ ปีแล้ว บัดนี้ ยังเหลือเวลา ๑ ปี เมื่อเวลาล่วงไป ๑ ปี พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดงปาติโมกข์’ เมื่อเวลาล่วงไป ๖ ปี เหล่าเทวดาได้ประกาศว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาล่วงไป ๖ ปีแล้ว บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว พวกท่านพึงเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานีเพื่อแสดงปาติโมกข์’ ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น บางพวกเดินทางไปด้วยฤทธิ์ ด้วยอานุภาพของตน บางพวกเดินทางไป ด้วยฤทธิ์ ด้วยอานุภาพของเทวดา เพียงวันเดียวเท่านั้น พากันเข้าไปยังกรุงพันธุมดีราชธานี เพื่อแสดง ปาติโมกข์ ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ [๙๐] ภิกษุทั้งหลาย พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงแสดงปาติโมกข์ (ปาติโมกข์ ในที่นี้ มิได้หมายถึงอาณา ปาติโมกข์ (ประมวลพุทธบัญญัติที่ทรงตั้งขึ้นเป็นพุทธอาณา ได้แก่อาทิพรหมจริยกสิกขา ที่มีพระพุทธา นุญาตให้สวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน) แต่หมายถึงโอวาทปาติโมกข์ซึ่งประกอบด้วยคาถา ๓ คาถามี ขนฺ ตี ปรม ตโป ตีติกฺขา เป็นต้น ที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงแสดงเอง) ในที่ประชุมสงฆ์ ที่กรุงพันธุมดีราช ธานีนั้นดังนี้ ‘ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นบรมธรรม ผู้ทาร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ การไม่ทาบาป (บาป หมายถึงกรรมที่มีโทษซึ่งสหรคตด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง) ทั้งปวง การทากุศล (กุศล หมายถึงกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๔) ให้ถึงพร้อม การทาจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้ คือคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ความสารวมในปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การอยู่ในเสนาสนะที่สงัด การประกอบความเพียรในอธิจิต นี้ คือคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย’ คากราบทูลของเทวดา [๙๑] ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราอยู่ที่ควงต้นราชสาละ ป่าสุภควัน กรุงอุกกัฏฐะ ขณะที่เรานั้น หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้มีความราพึงอย่างนี้ ว่า ‘เทวโลกชั้นสุทธาวาสที่เราไม่เคยอยู่มาเลยตลอดกาลนานนี้
  • 33.
    33 ไม่ใช่ใครๆ จะเข้าถึงได้โดยง่าย ยกเว้นเหล่าเทพชั้นสุทธาวาสทางที่ดี เราควรไปหาเหล่าเทพชั้นสุทธาวาส’ จึงได้หายไปจากควงต้นราชสาละนั้นไปปรากฏในเหล่าเทพชั้นอวิหาอย่างรวดเร็ว เหมือนบุรุษผู้มีกาลัง เหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้น ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเรา อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระวิปัสสีพุทธ เจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ มีพระโคตรว่าโกณ ฑัญญะ มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี ตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย ทรงมีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่พระขัณฑะและพระติสสะ มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มี ภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก มีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระ มารดาผู้ให้กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์ เป็นอย่างนี้ การบรรพชาของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของพระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของ พระองค์เป็นอย่างนี้ การแสดงธรรมจักรของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ใน พระวิปัสสีพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๓๑ กัป พระสิขี พุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสิขีพุทธเจ้า คลายความ กาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ในกัปที่ ๓๑ นั้นเอง พระเวสสภูพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระเวสสภูพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดใน ที่นี้ ในภัทรกัปนี้ เอง พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธ เจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในภัทรกัปนี้ เอง บัดนี้ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ มี พระโคตรว่าโคตมะ มีพระชนมายุเพียงเล็กน้อย ผู้ที่มีอายุยืนก็เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปอีกเล็กน้อย (เกินไป อีกเล็กน้อย ในที่นี้ หมายถึงคนมีอายุยืนเกิน ๑๐๐ ปี สมัยพุทธกาล ได้แก่ พระมหากัสสปะ พระอานนท์ พระ นางมหาปชาบดีโคตมี นางวิสาขา พราหมณ์โปกขรสาติ พราหมณ์พรหมายุ พราหมณ์เสละ พราหมณ์พาวรี ทุกท่านมีอายุ ๑๒๐ ปี พระอนุรุทธะมีอายุ ๑๕๐ ปี พระพากุละมีอายุ ๑๖๐ ปี) ตรัสรู้ที่ควงต้นอัสสัตถะ ทรง มีคู่พระอัครสาวก เป็นคู่เจริญ ได้แก่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มี ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอานนท์เป็นอุปัฏฐาก เป็นอัคร อุปัฏฐาก (ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคไม่มีพระอุปัฏฐากประจา บางคราวพระนาคสมาละ บางคราว พระนาคิตะ บางคราวพระอุปวาณะ บางคราวพระสุนักขัตตะ บางคราวจุนทะ สมณุทเทส บางคราวพระสาค
  • 34.
    34 ตะ บางคราว พระเมฆิยะ)มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด มี กรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบรรพชาของพระองค์ เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของพระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การแสดงธรรมจักร ของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค คลายความกาหนัดยินดีใน กาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’ [๙๒] ครั้งนั้น เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหา ได้เข้าไปหาเหล่าเทพชั้นอตัปปา ถึงที่อยู่ ... เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหาและชั้นอตัปปา ได้เข้าไปหาเหล่าเทพชั้นสุทัสสา ถึงที่อยู่ ... เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา และชั้นสุทัสสา ได้เข้าไปหาเหล่าเทพชั้นสุทัสสีถึงที่อยู่ ... ครั้งนั้น เราพร้อมกับเหล่าเทพชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา ชั้นสุทัสสา และชั้นสุทัสสี ได้เข้าไปหาเหล่า เทพชั้นอกนิฏฐาถึงที่อยู่ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เทวดาเหล่านั้นได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๙๑ กัป พระวิปัสสีพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นใน ตระกูลกษัตริย์ มีพระโคตรว่าโกณฑัญญะ มีพระชนมายุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ปี ตรัสรู้ที่ควงต้นแคฝอย ทรงมีคู่ พระอัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่พระขัณฑะและพระติสสะ มีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุ ๑๖๘,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๒ มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุอโสกะเป็นอุปัฏฐากเป็นอัครอุปัฏฐาก มีพระเจ้าพันธุมาเป็นพระบิดา พระนางพันธุมดีเทวีเป็นพระมารดาผู้ให้กาเนิด กรุงพันธุมดีเป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา การเสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบรรพชาของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของ พระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การแสดงธรรมจักรของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้า พระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระวิปัสสีพุทธเจ้า คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ นับจากกัปนี้ ถอยหลังไป ๓๑ กัป พระสิขี พุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสิขีพุทธเจ้า คลายความ กาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในกัปที่ ๓๑ นั้นเอง พระเวสสภูพุทธเจ้า ได้ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระเวสสภูพุทธเจ้า คลายความกาหนัด ยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’ ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืน อยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในภัทรกัปนี้ เอง พระกกุสันธพุทธเจ้า พระ โกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ ใน
  • 35.
    35 พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้าคลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มา เกิดในที่นี้ ’ [๙๓] ในหมู่เทพนั้น มีเทวดามากมาย จานวนหลายร้อย หลายพัน เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ในภัทรกัปนี้ เอง บัดนี้ พระผู้มีพระ ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก มีพระชาติเป็นกษัตริย์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในตระกูล กษัตริย์ มีพระโคตรว่าโคตมะ มีพระชนมายุเพียงเล็กน้อย ผู้ที่มีอายุยืนก็เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปอีก เล็กน้อย ตรัสรู้ที่ควงต้นอัสสัตถะ ทรงมีคู่อัครสาวก เป็นคู่ที่เจริญ ได้แก่ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ มีการประชุมพระสาวกครั้งเดียว มีภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป พระสาวกที่เข้าประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ มีภิกษุ อานนท์เป็นอุปัฏฐาก เป็นอัครอุปัฏฐาก มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดา พระนางมายาเทวีเป็นพระมารดา ผู้ให้กาเนิด มีกรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระองค์เป็นอย่างนี้ การ บรรพชาของพระองค์เป็นอย่างนี้ การบาเพ็ญเพียรของพระองค์เป็นอย่างนี้ การตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่าง นี้ การแสดงธรรมจักรของพระองค์เป็นอย่างนี้ พวกข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค คลายความกาหนัดยินดีในกาม จึงได้มาเกิดในที่นี้ ’ ทรงสรุปพระธรรมเทศนา [๙๔] ภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตมีปัญญาแทงตลอดธรรมธาตุดังกล่าวมานี้ จึงเป็นเหตุให้ระลึก ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัด วัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และ การประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระ ผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนามอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้ เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมี ธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ ภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรม เป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ’ แม้เหล่าเทวดาก็บอกเรื่องนั้นให้ทราบ จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ผู้ ปรินิพพานแล้ว ผู้ตัดธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ตัดวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ทั้งโดยพระชาติ พระนาม พระโคตร พระชนมายุ คู่พระอัครสาวก และการประชุมพระสาวกว่า ‘แม้เพราะ เหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระชาติอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระนาม อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีพระโคตรอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค เหล่านั้นจึงทรงมีศีลอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีปัญญาอย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงมีธรรมเป็น เครื่องอยู่อย่างนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นจึงทรงมีธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างนี้ ”
  • 36.
    36 เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ตรัสอย่างนี้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มี พระภาคแล้วแล มหาปทานสูตรที่๑ จบ ------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนี้ นามาจากบางส่วนของอรรถกถามหาปทานสูตร อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร สุมังคลวิลาสีนี ทีฆนิกาย มหาวรรควรรณนา มหาปทานสูตรมีบทเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ กเรริกุฎี ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี. ต่อไปนี้ เป็นการพรรณนาบทตามลาดับในมหาปทานสูตรนั้น. นัยว่าภายในพระวิหารเชตวัน มีเรือนใหญ่อยู่ ๔ หลัง คือกเรริกุฎี โกสัมพกุฎี คันธกุฎี สฬลฆระ (เรือนไม้สน) หลังหนึ่งๆ สาเร็จด้วยการบริจาคทรัพย์หลังละหนึ่งแสน. ใน ๔ หลังนั้นพระเจ้าปเสนทิทรง สร้างสฬลฆระ ที่เหลืออนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้าง. เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับอยู่ ณ กเรริกุฎี โดยที่อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สร้างทิพยพฤกษ์ ดุจเทววิมานไว้เบื้องบนเสาทั้งหลาย. ถามว่า ชื่อว่าบุพเพนิวาส ใครระลึกได้ ใครระลึกไม่ได้ ตอบ เดียรถีย์ระลึกได้ พระสาวก พระปัจเจกพุทธะระลึกได้. เดียรถีย์พวกไหนระลึกได้. เดียรถีย์ เหล่าใดถึงความเป็นผู้เลิศเป็นกรรมวาที เดียรถีย์แม้เหล่านั้นก็ระลึกได้ตลอด ๔๐ กัปเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ไม่ได้. พระสาวกระลึกได้แสนกัป. พระอัครสาวกทั้งสองระลึกได้อสงไขยและแสนกัป. พระปัจเจกพุทธะระลึก ได้สองอสงไขยและแสนกัป. แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีกาหนดเท่านั้นเท่านี้ . พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง ระลึกเท่าที่ทรงหวัง เดียรถีย์ทั้งหลายระลึกได้ตามลาดับขันธ์ พ้นลาดับแล้วไม่สามารถระลึกได้. เดียรถีย์ทั้งหลาย แม้ระลึกได้ตามลาดับก็ถึงความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก ย่อมไม่เห็นความเป็นไป ของขันธ์ เหมือนนกตกลงไปในตาข่าย และคนพิการตกลงไปในหลุม. เขาเหล่านั้นตกแล้วในที่นั้น ย่อมเห็น ว่าเท่านี้ เอง ยิ่งกว่านี้ ไม่มี. ด้วยเหตุนี้ การระลึกถึงบุพเพสันนิวาสของพวกเดียรถีย์ย่อมเป็นเหมือนคนตา บอดเดินไปด้วยปลายไม้เท้า. ธรรมดาคนตาบอด เมื่อยังมีคนถือปลายไม้เท้าอยู่ย่อมเดินไปได้ เมื่อไม่มีก็นั่ง อยู่ที่นั้นเองฉันใด พวกเดียรถีย์ก็ฉันนั้นนั่นแล ย่อมสามารถระลึกถึงได้ตามลาดับขันธ์ เว้นลาดับเสียแล้ว ย่อมไม่สามารถระลึกได้. แม้พระสาวกทั้งหลาย ก็ระลึกถึงตามลาดับขันธ์ได้ ครั้นถึงความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก ย่อมไม่ เห็นความเป็นไปของขันธ์. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ชื่อว่ากาลอันไม่มีแห่งขันธ์ทั้งหลายของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปสู่
  • 37.
    37 วัฏฏะเหล่านั้นย่อมไม่มี แต่ในอสัญญภพย่อมเป็นไป ๕๐๐กัป เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงกาล ประมาณเท่านี้ ตั้งอยู่ในคาแนะนาอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประทานแล้ว ย่อมระลึกถึงข้างหน้าได้เหมือน ท่านโสภิตะฉะนั้น. อนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสองและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตรวจดูจุติและปฏิสนธิแล้ว ย่อม ระลึกถึงได้. กิจคือจุติและปฏิสนธิของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี. พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระประสงค์จะ ทรงเห็นฐานะใดๆ ย่อมทรงเห็นฐานะนั้นๆ ทีเดียว. อนึ่ง เดียรถีย์ทั้งหลายเมื่อระลึกถึงบุพเพสันนิวาสย่อม ระลึกถึงสิ่งที่ตนเห็นแล้ว กระทาแล้ว ฟังแล้วเท่านั้น. พระสาวกทั้งหลายและพระปัจเจกพุทธะทั้งหลายก็ เหมือนอย่างนั้น. แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงระลึกถึงสิ่งทั้งหมดที่เดียวที่พระองค์หรือผู้อื่นเห็นแล้ว กระทาแล้วฟังแล้ว. บุพเพนิวาสญาณของพวกเดียรถีย์เป็นเช่นกับแสงหิ่งห้อย ของพระสาวกทั้งหลายเป็นเช่น กับแสงประทีป ของพระอัครสาวกเป็นเช่นกับแสงดาวประกายพฤกษ์ ของพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย เป็นเช่นกับแสงพระจันทร์ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นกับแสงสุริยมณฑลพันดวง. พระพุทธเจ้านั้นไม่กาหนดประมาณเท่านี้ ว่า ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติ หรือร้อยกัป พันกัป แสนกัป เมื่อพระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมไม่พลาด ย่อมไม่ขัดข้องโดยแท้ ความนึกคิด ต่อเนื่องกันย่อมเป็นความต่อเนื่องกันด้วยความหวัง ความไตร่ตรองและจิตตุปบาทนั่นเอง บุพเพนิวาสญาณ ย่อมแล่นไป ไม่ติดขัดดุจลูกศรเหล็กแล่นไปฉับพลันในกองใบไม้ที่ผุ และดุจอินทวัชระที่ซัดไปบนยอดเขา สิเนรุ. อนึ่ง ในสูตรนั้นสนทนาถึงคุณและโทษยังค้างอยู่. ในสูตรนี้ สนทนาถึงบุพเพนิวาสญาณ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดาริว่า ภิกษุเหล่านี้ สรรเสริญคุณปรารภบุพเพนิวาสญาณของเรา แต่ ไม่รู้ความสาเร็จแห่งบุพเพนิวาสญาณของเรา ช่างเถิด เราจักกล่าวถึงความสาเร็จแห่งบุพเพนิวาสญาณนั้น แล้วแสดงแก่พวกเธอ จึงเสด็จมาประทับนั่ง ณ พุทธอาสน์อันประเสริฐซึ่งตามปกติตั้งไว้เพื่อพระพุทธเจ้า ประทับนั่งแสดงธรรม ซึ่งขณะนั้นภิกษุทั้งหลายปูลาดถวายไว้ มีพระพุทธประสงค์จะทรงแสดงธรรมกถา เกี่ยวกับบุพเพนิวาสญาณแก่ภิกษุเหล่านั้น ในที่สุดแห่งคาถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนาเรื่องอะไร กัน และแห่งคาตอบตั้งแต่ต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากลับจากบิณฑบาตแล้วในเวลาปัจฉา ภัต ได้นั่งประชุมกัน ณ โรงกเรริมณฑล แล้วเกิดสนทนาธรรมกันขึ้นเกี่ยวกับบุพเพนิวาสญาณว่า บุพเพ นิวาส บุพเพนิวาส ดังนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสคาเป็นต้นว่า พวกเธอปรารถนาจะฟังหรือไม่. ลาดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมีใจรื่นเริง เมื่อจะทูลวิงวอนกะพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกราบทูลว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงกระทาธรรมกถานี้ . ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคาทูลวิงวอนของภิกษุเหล่านั้น มีพระพุทธประสงค์จะทรง แสดง จึงทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้นในการเงี่ยหูฟังและตั้งใจฟังด้วยดีด้วยพระดารัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้า กระนั้น พวกเธอทั้งหลายจงฟังแล้ว มีพระพุทธประสงค์จะประกาศการระลึกถึงทางอันตัดขาดแล้ว ไม่ทั่วไป แก่ชนเหล่าอื่น จึงตรัสคาเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ ไปดังนี้ .
  • 38.
    38 ดังได้ทราบมาว่า ตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงบาเพ็ญอภินิหาร ย่อมไม่มีแม้ใน กัปเดียวในระหว่างนั้นที่พระพุทธเจ้า๕ พระองค์ทรงอุบัติแล้ว. ก็แต่ก่อนอภินิหารของพระผู้มีพระภาค เจ้าของเราทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร ทรง อุบัติแล้วในกัปเดียว. ในส่วนที่เหนือขึ้นไปของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปถึงหนึ่ง อสงไขยทีเดียว. ในที่สุดอสงไขยกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะ พระองค์เดียวเท่านั้นทรงอุบัติขึ้นในกัป หนึ่ง. แม้จากนั้นก็ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย. ในที่สุดอสงไขยกัป พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระสุมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิ ตะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. แม้จากนั้นก็ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย. ในที่สุดอสงไขยกัป ต่อไปอีกอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือ พระอโนมทัส สี พระปทุมะ พระนารทะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. แม้จากนั้นก็ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย. ในที่สุดอสงไขยกัป ต่อไปอีกแสนกัป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าพระปทุมุตตระ พระองค์เดียว เท่านั้นทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ต่อจากนี้ ไปอีกสามหมื่นกัป พระพุทธเจ้าสองพระองค์ คือ พระสุเมธะ พระสุ ชาตะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ในส่วนที่เหนือออกไป จากนั้น ต่อไปอีก ๑๘,๐๐๐ กัป พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ คือ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ต่อจากนั้นไป ๙๔ กัป พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง ต่อจากนั้นไป ๙๒ กัป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระติสสะ พระปุสสะ ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. ต่อจากนั้นไป ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัส สี ทรงอุบัติขึ้น. ต่อจากนั้น ๓๑ กัป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระสิขี พระเวสสภู ทรงอุบัติขึ้น. ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัติขึ้น พระเมตเตยยะจักทรงอุบัติขึ้นภายหลัง. กัปนี้ เป็นสุนทรกัป เป็นสารกัป เพราะมีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ด้วยประการฉะนี้ ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ ทรงยกย่องกัปนี้ จึงตรัสอย่างนี้ . ถามว่า ข้อที่ว่าพระพุทธเจ้าประมาณเท่านั้น ทรงอุบัติขึ้นแล้วก็ดี จักทรงอุบัติขึ้นก็ดีในกัปนี้ ย่อม เป็นการปรากฏแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นหรือ หรือว่าย่อมเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่นด้วย. ตอบว่า ย่อมเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่นด้วย. ถามว่า แก่ใคร. ตอบว่า แก่พรหมชั้นสุทธาวาส. จริงอยู่ ในกาลดารงอยู่แห่งกัป เมื่อโลกสันนิวาสดารงอยู่ตลอดอสงไขยหนึ่ง ฝนเริ่มตกเพื่อให้ โลกดารงอยู่. ย่อมเป็นเหมือนหิมะตกในสุดแคว้นแต่ต้นเทียว. จากนั้นก็มีราข้าวประมาณหนึ่ง งาประมาณ หนึ่ง ข้าวสารประมาณหนึ่ง ถั่วเขียวประมาณหนึ่ง ถั่วทองประมาณหนึ่ง พุทรา มะขามป้อม ฟักเหลือง ฟัก เขียว น้าเต้า ประมาณหนึ่ง เป็นสายน้างอกงามขึ้นโดยลาดับ หนึ่งอุสภะ สองอุสภะ กึ่งคาวุต หนึ่งคาวุต กึ่ง โยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ สิบโยชน์ ฯลฯ แสนโยชน์เป็นประมาณ ตั้งอยู่บริบูรณ์ในระหว่างแสน โกฏิจักรวาฬจนถึงอกนิฏฐพรหมโลก. ลาดับนั้น น้านั้นตกโดยลาดับ เมื่อน้าตก เทวโลกทั้งหลายย่อมดารง อยู่ในที่ของเทวโลกเป็นปกติ. วิธีสร้างเทวโลกเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในบุพเพนิวาสกถา ในวิสุทธิมรรค.
  • 39.
    39 ก็ฐานะของมนุสสโลก เหมือนเมื่อน้าเข้าไปแล้วปิดปากธมกรกเสีย น้านั้นก็อยู่ได้ด้วยอานาจของ ลม.แผ่นดินย่อมตั้งอยู่ได้เหมือนใบบัวอยู่หลังน้า. มหาโพธิบัลลังก์ เมื่อโลกพินาศ จะพินาศในภายหลัง เมื่อ โลกดารงอยู่ก็ดารงอยู่ก่อน. ณ โพธิบัลลังก์นั้น กอบัวกอหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นเป็นบุพพนิมิต หากว่าในกัปนั้น ของโพธิบัลลังก์นั้น พระพุทธเจ้าจักทรงอุบัติ ดอกบัวย่อมเกิดขึ้น หากไม่ทรงอุบัติ ดอกบัวจะไม่เกิด. อนึ่ง เมื่อดอกบัวเกิดหากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งจักทรงอุบัติก็เกิดดอกเดียว. หากพระพุทธเจ้าจัก ทรงอุบัติ ๒ องค์ ๓ องค์ ๔ องค์ ๕ องค์ ดอกบัวก็เกิด ๕ ดอก. อนึ่ง ดอกบัวเหล่านั้นเป็นดอกมีช่อติดกันใน ก้านเดียวนั่นเอง. ท้าวสุทธาวาสพรหมทั้งหลายชวนกันว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พวกเรามากันเถิด จักเห็น บุพนิมิต แล้วพากันมายังมหาโพธิบัลลังก์สถาน ในกัปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ทรงอุบัติดอกบัวก็ไม่มี. ทวยเทพทั้งหลายเห็นกอบัวไม่มีดอก ก็มีความเสียใจว่า พ่อคุณเอ๋ย โลกจักมืดมนหนอ สัตว์ทั้งหลายถูก ความมืดครอบงาจักเต็มในอบาย เทวโลก ๖ พรหมโลก ๙ จักว่างเปล่า ครั้นเห็นดอกบัวในเวลาบานต่างดีใจ ว่า เมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทรงก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา ประสูติ ตรัสรู้ ยังธรรมจักรให้เป็นไป ทรงกระทา ยมกปาฏิหาริย์หยั่งลงจากเทวโลก ทรงปลงอายุสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพาน พวกเราจักเห็นปาฏิหาริย์ อันทาให้หมื่นจักรวาฬหวั่นไหว และอบายทั้ง ๔ จักเสื่อมโทรม เทวโลก ๖ พรหมโลก ๙ จักบริบูรณ์พากัน เปล่งอุทานไปสู่พรหมโลกของตนของตน. อนึ่ง ดอกบัว ๕ ดอกเกิดขึ้นแล้วในกัปนี้ . แม้ท้าวสุทธาวาสพรหมทั้งหลาย ครั้นเห็นดอกบัว เหล่านั้นก็รู้ความนี้ ว่า พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติแล้ว องค์ที่ ๕ จักทรงอุบัติต่อไปดังนี้ ด้วยอานุภาพ แห่งนิมิตเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ข้อนั้นเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่น ดังนี้ . อายุปริจฺเฉทวณฺณนา แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุพเพนิวาส ด้วยสามารถกาหนดกัป โดยนัยเป็น ต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ ไป ดังนี้ แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงด้วยสามารถกาหนดชาติเป็นต้นของ พระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงตรัสคาเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าพระวิปัส สี ดังนี้ . บรรดาคนมีอายุยืนนั้น นางวิสาขาอุบาสิกาอยู่ได้ ๑๒๐ ปี พราหมณ์โปกขรสาติ พราหมณ์ พรหมายุ พราหมณ์เสละ พราหมณ์พาวริยะ พระอานนทเถระ พระมหากัสสปเถระก็เหมือนกัน แต่พระอนุ รุทธเถระอยู่ถึง ๑๕๐ ปี พระพากุลเถระอยู่ ๑๖๐ ปี ท่านผู้นี้ มีอายุยืนกว่าทั้งหมด. แม้ท่านก็อยู่ไม่ถึง ๒๐๐ ปี. ก็พระโพธิสัตว์แม้ทั้งปวงมีพระวิปัสสีเป็นต้น ถือปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา ด้วยอสังขาริกจิต สหรคตด้วยโสมนัสและสัมปยุตด้วยญาณ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา. เมื่อถือปฏิสนธิด้วยจิตดวงนั้นจะ มีอายุอสงไขยหนึ่ง. ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทั้งปวงจึงมีอายุอสงไขยหนึ่ง. ถามว่า เพราะเหตุไร ท่านเหล่านั้นจึงไม่ตั้งอยู่ถึงอสงไขย. ตอบว่า เพราะความวิบัติแห่งฤดูและโภชนะ. จริงอยู่ อายุย่อมเสื่อมบ้าง ย่อมเจริญบ้างด้วย อานาจแห่งฤดูและโภชนะ. ในข้อนั้น เมื่อใดพระราชาทั้งหลายไม่เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้นอุปราช เสนาบดี เศรษฐี
  • 40.
    40 สกลนคร สกลรัฐ ก็ย่อมไม่ประกอบด้วยธรรมเหมือนกัน.เมื่อเป็นดังนั้น อารักขเทวดาของชนเหล่านั้น ภุมม เทวดาผู้เป็นมิตรของเทวดาเหล่านั้น อากาสัฎฐกเทวดาผู้เป็นมิตรของภุมมเทวดา อุณหวลาหกเทวดาผู้เป็น มิตรของอากาสัฎฐกเทวดา อัพภวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของอุณหวลาหกเทวดาเหล่านั้น สีตวลาหกเทวดาผู้ เป็นมิตรของอัพภวลาหกเทวดาเหล่านั้น วัสสวลาหกเทวดาผู้เป็นมิตรของสีตวลาหกเทวดาเหล่านั้น จาตุมม หาราชิกาเทวดาผู้เป็นมิตรของวัสสวลาหกเทวดาเหล่านั้น ดาวดึงสเทวดาผู้เป็นมิตรของจาตุมมหาราชิกา เทวดาเหล่านั้น ยามาเทวดาผู้เป็นมิตรของดาวดึงสเทวดาเหล่านั้นเป็นต้น ตราบเท่าถึงภวัคคพรหม เว้น พระอริยสาวกเทวดาทั้งหมด แม้พรหมบริษัทก็เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม. พระจันทร์พระอาทิตย์ย่อมดาเนินไปลุ่มๆ ดอนๆ เพราะเทวดาเหล่านั้นไม่ประกอบด้วยธรรม. ลมย่อมไม่พัดไปตามทางลม. เมื่อลมไม่พัดไปตามทางลม ย่อมทาให้วิมานซึ่งตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน. เมื่อ วิมานสะเทือน พวกเทวดาก็ไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา เมื่อเทวดาไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา ฤดูหนาว ฤดูร้อน ย่อมไม่เป็นไปตามฤดูกาล. เมื่อฤดูไม่เป็นไปตามฤดูกาล ฝนย่อมไม่ตกโดยชอบ บางครั้งตก บางครั้งไม่ตก ตกในบางท้องที่ ไม่ตกในบางท้องที่ ก็เมื่อตกย่อมตก ขณะหว่าน ขณะแตกหน่อ ขณะแตกก้าน ขณะออกรวง ขณะออกน้านมเป็นต้น ย่อมตกโดยประการที่ไม่เป็นอุปการะแก่ข้าวกล้าเลย และแล้งไปนาน ด้วยเหตุนั้น ข้าวกล้าจึงสุกไม่พร้อมกัน ปราศจากสมบัติมีกลิ่นสีและรสเป็นต้น. แม้ในข้าวสารที่ใส่ในภาชนะเดียวกัน ข้าว ในส่วนหนึ่งดิบ ส่วนหนึ่งเปียกแฉะ ส่วนหนึ่งไหม้. บริโภคข้าวนั้นเข้าไปย่อมถึงโดยอาการ ๓ อย่างในท้อง. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีโรคมากและมีอายุน้อยด้วยเหตุนั้น. อายุย่อมเสื่อมด้วยอานาจของฤดูและโภชนะด้วย ประการฉะนี้ โดยแท้. แม้ทวยเทพทั้งปวงตลอดถึงพรหมโลกย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม โดยนัยอันมีในเบื้องต้นว่า ก็ เมื่อใดพระราชาเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้นแม้เสนาบดีและอุปราชก็เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมดังนี้ . เพราะทวยเทพเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมดาเนินไปโดยสม่าเสมอ. ลมย่อมพัด ไปตามทางของลม ย่อมไม่ทาให้วิมานที่ตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน. เมื่อวิมานไม่สะเทือนพวกเทวดาก็มีแก่ใจ เล่นกีฬา. ฤดูย่อมเป็นไปตามกาลอย่างนี้ . ฝนย่อมตกโดยชอบเกื้อกูลข้าวกล้าตั้งแต่ขณะหว่าน ตกตามเวลา แล้งไปตามเวลา. ด้วยเหตุนั้น ข้าวกล้าสุกพร้อมกัน มีกลิ่นหอม มีสีงาม มีรสอร่อย มีโอชะ. โภชนะที่ปรุงด้วย ข้าวกล้านั้นแม้บริโภคแล้วก็ถึงความย่อยง่าย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีโรคมีอายุยืนด้วยเหตุนั้น. อายุย่อม เจริญด้วยอานาจฤดูและโภชนะด้วยประการฉะนี้ . ในบรรดาพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ทรงอุบัติในขณะที่ สัตว์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระสิขีทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ ๗๐,๐๐๐ ปี ดังนั้น ท่านกาหนดอายุนี้ ไว้ คล้าย กับเสื่อมไปโดยลาดับ แต่ไม่ใช่เสื่อมอย่างนั้น. พึงทราบว่าอายุเจริญ เจริญแล้วเสื่อม. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า ในภัทรกัปนี้ ก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี กาหนดอายุไว้ ๕ ส่วน ดารงอยู่ ๔ ส่วน เมื่อถึงส่วนที่ ๕ ก็ปรินิพพาน. อายุนั้นเสื่อมถึงกาลกิริยา เมื่ออายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย จากนั้นก็เสื่อมดารงอยู่ในขณะที่สัตว์มีอายุ ๓๐,๐๐๐ ปี. กาลนั้น
  • 41.
    41 พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะทรงอุบัติ. แม้เมื่อพระโกนาคมนะนิพพานแล้วอย่างนั้น อายุนั้น เสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่ออายุ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย เสื่อมอีกดารงอยู่ในขณะที่สัตว์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี. กาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะทรงอุบัติ. แม้เมื่อพระกัสสปะนั้นปรินิพพานอย่างนั้นแล้ว อายุนั้นก็เสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขยเสื่อมอีก ถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ ๑๐๐ ปี. ทีนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทรงอุบัติ. อายุมิได้เสื่อมลงโดยลาดับอย่างนั้น พึงทราบว่าเจริญ เจริญแล้วจึงเสื่อม. ในข้อนั้นพึงทราบว่า ข้อที่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเจริญ พระพุทธเจ้าย่อมทรงอุบัติ นั้นแลเป็นกาหนดอายุของพระพุทธเจ้า เหล่านั้น. การกาหนดอายุจบ ------------------ สาวกยุคปริจฺเฉทวณฺณนา พึงทราบวินิจฉัยในการกาหนดสาวก. ขณฺฑติสฺส คือ สาวกชื่อว่า ขัณฑะและติสสะ. ท่านทั้งสองนั้น ท่านขัณฑะร่วมบิดาเดียวกันเป็น น้อง ท่านติสสะเป็นปุโรหิต. ท่านขัณฑะบรรลุที่สุดแห่งปัญญาบารมี ท่านติสสะบรรลุที่สุดแห่งสมาธิบารมี. อภิภูสมฺภว คือ สาวกชื่อว่าอภิภู และสัมภวะ ท่านทั้งสองนั้น ท่านอภิภูบรรลุที่สุดแห่งปัญญา บารมีไปสู่พรหมโลกจากอรุณวดี กับพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี แล้วแสดงปาฎิหาริย์หลายอย่างแก่ พรหมบริษัท แสดงธรรมแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุให้มืดมิด แล้วส่องแสงสว่างแก่ผู้ที่เกิดสังเวชว่านี้ อะไรกัน แล้วอธิษฐานว่า ขอให้ชนทั้งปวงจงเห็นรูปของเราและจงได้ยินเสียงของเราดังนี้ ได้กล่าวสองคาถาว่า ท่าน ทั้งหลายจงเริ่มได้ดังนี้ เป็นต้น ให้ได้ยินเสียง. ท่านสัมภวะได้บรรลุที่สุดแห่งสมาธิบารมี. โสณุตฺตร คือ พระสาวกชื่อว่าโสณะและพระอุตตระ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านโสณะบรรลุปัญญา บารมี ท่านอุตตระบรรลุสมาธิบารมี. วิธูรสญฺชีว คือ พระสาวกชื่อว่าวิธูระและสัญชีวะ ในท่านทั้งสองนั้น ท่านวิธุระบรรลุปัญญา บารมี. ท่านสัญชีวะบรรลุสมาธิบารมี เป็นผู้มักเข้าสมาบัติพยายามด้วยกาลังสมาบัติ ในที่พักกลางคืนที่พัก กลางวัน กุฏี ถ้าและมณฑปเป็นต้น เข้านิโรธในป่าตลอดวัน. พวกทางานในป่าเป็นต้น เข้าใจว่า ท่าน มรณภาพจึงพากันเผาท่าน. ท่านสัญชีวะนั้น ครั้นออกจากสมาบัติตามกาหนด ห่มคลุมเข้าไปยังบ้านเพื่อ บิณฑบาต. อาศัยเหตุนั้นแล ชนทั้งหลายจึงรู้จักท่านว่า ท่านสัญชีวะ ดังนี้ . ภิยฺโยสุตฺตร คือ พระสาวกชื่อว่า ภิยโยสะและอุตตระ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านภิยโยสะเป็นผู้เลิศ ด้วยปัญญา ท่านอุตตระเป็นผู้เลิศด้วยสมาธิ. ติสฺสภารทฺวาช คือ พระสาวกชื่อว่าติสสะและภารทวาชะ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านติสสะได้บรรลุ ปัญญาบารมี ท่านภารทวาชะได้บรรลุสมาธิบารมี. สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาน คือ พระสาวกชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ. ในท่านทั้งสองนั้น ท่านสารี
  • 42.
    42 บุตรได้เป็นผู้เลิศในทางปัญญา ท่านโมคคัลลานะได้เป็นผู้เลิศในทางสมาธิ. นี้ ชื่อว่ากาหนดคู่อัครสาวก. -------------- สาวกสนฺนิปาตปริจฺเฉทวณฺณนา พึงทราบวินิจฉัยในการกาหนดการประชุมสาวก. การประชุมครั้งแรกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีได้ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ภิกษุ ทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ. ภิกษุทั้งหมดมีบาตรและจีวรบังเกิดฤทธิ์. ภิกษุทั้งหมดไม่ได้นัดหมายกันมา. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกันในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่า. ลาดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งจับพัดยังภิกษุให้ลงอุโบสถ. ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ก็นัยนี้ แล. ในการ ประชุมทั้งหมดของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เหลือก็เป็นอย่างนั้น. ก็แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้มีการประชุมในปฐมโพธิกาลเท่านั้น เพราะเหตุใด. พระสูตรนี้ ท่านกล่าวไว้แล้วในภาคอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย การประชุมสาวกของเราในบัดนี้ ให้มีหนเดียว ดังนั้นการประชุมจึงจบ. ความว่า ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป คือ บุราณชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ปริวารพระอัครสาวก ๒๕๐ รูป. ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ควรกล่าวถึงเรื่องตั้งแต่ อภินิหารของพระอัครสาวกทั้งสองแล้ว แสดงถึงการบรรพชา. อนึ่ง บรรดาบรรพชิตเหล่านั้น พระมหาโมค คัลลานะบรรลุพระอรหัต ในวันที่เจ็ด. พระธรรมเสนาบดี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวทนาปริคคห สูตร อันเป็นธรรมยาคะที่เตรียมไว้แก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน ณ ถ้าสูกรขาตา ท่ามกลางภูเขาคิชฌกูฎ ในวันที่ ๑๕ ส่งญาณไปเพื่อรู้ตามโดยระลึกไปตามเทศนา ได้บรรลุสาวกบารมีญาณ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระแล้ว เสด็จขึ้นไปยังเวหาสไป ปรากฏ ณ พระวิหารเวฬุวัน. พระเถระราพึงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปไหนหนอ ครั้นทราบความที่ พระองค์ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน แม้ท่านเองก็เหาะสู่เวหาสไปปรากฏ ณ พระวิหารเวฬุวัน เหมือนกัน. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศปาติโมกข์ (หลักคาสอน) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง หมายถึงการประชุมนั้น จึงตรัสว่า ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปเป็นต้น. นี้ คือกาหนดการประชุมของพระสาวก --------------------- อุปฏฺฐากปริจฺเฉทวณฺณนา พึงทราบวินิจฉัย ในการกาหนดอุปฐากต่อไป. บทว่า พระอานนท์ ท่านกล่าวหมายถึงความที่พระอานนทเถระ เป็นอุปฐากประจา. เพราะว่า ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระอุปฐากไม่ประจา. บางคราวพระนาคสมาละถือบาตรและจีวร ตามเสด็จ. บางคราวพระนาคิตะ. บางคราวพระอุปวาณะ. บางคราวพระสุนักขัตตะ. บางคราวจุนทสมณุเทส. บางคราวพระสาคตะ บางคราวพระเมฆิยะ.
  • 43.
    43 ในบรรดาท่านเหล่านั้น บางคราวพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางไกลกับพระนาคสมาลเถระ เสด็จถึงทางสองแพร่ง. พระเถระหลีกออกจากทางกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จะไป ตามทางนี้ . ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเถระนั้นว่า มานี่ภิกษุ เราจะไปทางนี้ . พระเถระนั้นกราบ ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์รับบาตรและจีวรของพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะไปตามทางนี้ แล้วก็เตรียมจะวางบาตรและจีวรลงบนพื้น. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเถระนั้นว่า นามาเถิดภิกษุ แล้วทรงรับบาตรและจีวร เสด็จไป. เมื่อภิกษุนั้นไปอีกทางหนึ่ง พวกโจรชิงบาตรและจีวรไป และตีศีรษะ. ภิกษุนั้นคิดว่า บัดนี้ พระผู้มี พระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา ไม่มีผู้อื่นแล้ว ได้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งที่เลือดไหล. เมื่อพระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสว่า นี่อะไร ภิกษุ. จึงกราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุนั้นว่า อย่า คิดไปเลย ภิกษุ เราห้ามเธอถึงเหตุนั้น แล้วทรงปลอบภิกษุนั้น. ก็บางคราวพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังชันตุคามในวังสมฤคทายวันด้านปาจีน กับพระ เมฆิยเถระ. แม้ ณ ที่นั้นพระเมฆิยะไปบิณฑบาตในชันตุคาม เห็นสวนมะม่วงน่าประทับใจ ณ ฝั่งแม่น้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงรับบาตรและจีวรของพระองค์ไปเถิด ข้าพระองค์จะ บาเพ็ญสมณธรรมที่สวนมะม่วงนั้น แม้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง ก็ไปจนได้ ครั้นถูกอกุศล วิตกครอบงา จึงกลับมากราบทูลเหตุที่เกิดขึ้นนั้นให้ทรงทราบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเมฆิยะว่า เรา กาหนดรู้เหตุนี้ แก่เธอแล้วยังได้ห้ามเธอไว้ แล้วได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี โดยลาดับ. ณ พระนครสาวัตถีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อัน บวรที่ปูไว้ ณ บริเวณคันธกุฎี ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราเป็นผู้แก่ ภิกษุบางรูป เมื่อเราบอกว่าเราไปตามทางนี้ กันเถิด ได้ไปเสียทางอื่น บางรูปวางบาตรและจีวรของเราไว้บนพื้น พวกเธอ จงเลือกภิกษุรูปหนึ่ง เป็นอุปฐากประจาของเรา. ภิกษุทั้งหลายเกิดธรรมสังเวช. ลาดับนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ตั้งความปรารถนาไว้กะพระองค์ บาเพ็ญบารมีตลอดอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ธรรมดาอุปฐากมีปัญญามากเช่นข้าพระองค์สมควรมิใช่หรือ ข้าพระองค์จักอุปฐากพระองค์ดังนี้ . พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามพระสารีบุตรว่า อย่าเลย สารีบุตร เธออยู่ในทิศใด ทิศนั้นไม่ว่าง เปล่าทีเดียว โอวาทของเธอเช่นเดียวกับโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เธอไม่ต้องทาหน้าที่อุปฐากเรา. พระมหาสาวก ๘๐ รูป เริ่มแต่พระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นได้ลุกขึ้นโดยทานองเดียวกัน. พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงห้ามพระสาวกเหล่านั้นทั้งหมด. แต่พระอานนทเถระนั่งนิ่งทีเดียว. ลาดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะพระอานนทเถระนั้นอย่างนี้ ว่า ท่านอานนท์ หมู่ภิกษุกราบทูล ขอตาแหน่งอุปฐาก แม้ท่านก็จงกราบทูลขอบ้างดังนี้ . พระอานนทเถระนั้นกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ชื่อ ว่าการอุปฐากที่กราบทูลขอแล้วได้มาจะเป็นเช่นไร พระศาสดาไม่ทรงเห็นเราดอกหรือ หากพระองค์จักพอ พระทัย จักทรงบอกว่า อานนท์ จงอุปฐากเราดังนี้ . ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์ไม่ควรให้ผู้อื่นส่งเสริม จักรู้ด้วย
  • 44.
    44 ตนเองแล้วอุปฐากเรา. แต่นั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่าท่านพระอานนท์ลุกขึ้นเถิด จงกราบทูลขอตาแหน่ง อุปฐากกะพระทศพล. พระเถระลุกขึ้นกราบทูลขอพร ๘ ประการ คือ ข้อห้าม ๔ ข้อ ข้อขอร้อง ๔ ข้อ พึงทราบข้อห้าม ๔ ข้อ. พระอานนทเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่ประทานจีวร อันประณีต ที่พระองค์ได้มาแก่ข้าพระองค์ จักไม่ประทานบิณฑบาต จักไม่ให้อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน รับ นิมนต์แล้วจักไม่ไปร่วมกัน ด้วยประการฉะนี้ ข้าพระองค์จักอุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็เธอเห็นโทษอะไรในข้อนี้ . กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากข้าพระองค์จักได้สิ่งเหล่านี้ จักมีผู้กล่าวหาแก่ข้าพระองค์ ว่า พระอานนท์ใช้จีวรอันประณีตที่พระทศพลได้แล้ว ฉันบิณฑบาต อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน ไปสู่ที่นิมนต์ ร่วมกัน เมื่อได้ลาภนี้ จึงอุปฐากพระตถาคต เมื่ออุปฐากอย่างนี้ จะหนักหนาอะไร. พระอานนทเถระกราบทูลขอข้อห้าม ๔ ข้อเหล่านี้ . พึงทราบข้อขอร้อง ๔ ข้อ. พระอานนทเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปสู่ที่ นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้ หากข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในขณะที่บริษัทมาจากภายนอกแคว้น ภายนอกชนบท เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ามาถึงแล้ว ขณะใดความสงสัยเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ขณะนั้นข้า พระองค์จักได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมข้อใดลับหลังข้าพระองค์ ครั้น เสด็จกลับมาแล้ว จักทรงแสดงธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ ด้วยประการฉะนี้ ข้าพระองค์จักอุปฐากพระผู้มี พระภาคเจ้าดังนี้ . เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ เธอเห็นอานิสงส์อะไรในข้อนี้ . กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรทั้งหลายผู้มีศรัทธาในพระศาสนานี้ เมื่อไม่ได้โอกาส ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมกล่าวกะข้าพระองค์อย่างนี้ ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ วันพรุ่งนี้ โปรดรับภิกษา ในเรือนของพวกกระผมพร้อมด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่า พระผู้มีพระภาค เจ้าจักไม่เสด็จไป ณ ที่นั้น ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่ได้โอกาสเพื่อชี้แจงกะบริษัท ในขณะที่เขาปรารถนาและเพื่อ บรรเทาความสงสัย จักมีผู้กล่าวว่า อะไรกันพระอานนท์ อุปฐากพระทศพล แม้เพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาค เจ้าก็ไม่ทรงทาการอนุเคราะห์แก่พระอานนท์ ดังนี้ . อนึ่ง ชนทั้งหลายจักถามข้าพระพุทธเจ้าลับหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงคาถานี้ สูตรนี้ ชาดกนี้ ในที่ไหน ดังนี้ หากข้าพระองค์จักชี้แจงข้อนั้นไม่ได้ จักมี ผู้กล่าวว่าแม้เพียงเท่านี้ ท่านก็ยังไม่รู้ ท่านไม่ละพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจเงาเที่ยวไปตลอดกาลนาน เพราะ เหตุไรดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์ปรารถนาจะกล่าวธรรมแม้ที่พระองค์ทรงแสดงลับหลังอีกครั้ง. พระอานนท์กราบทูลขอข้อขอร้อง ๔ ข้อนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงประทานแก่พระอานนท์นั้น. พระอานนท์ ครั้นรับพร ๘ ประการ เหล่านี้ แล้วก็ได้เป็นอุปฐากประจาด้วยประการฉะนี้ . พระอานนท์บรรลุผลแห่งบารมีที่บาเพ็ญมาตลอดแสน
  • 45.
    45 กัปเพื่อตาแหน่งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ภิกษุอานนท์ผู้เป็นอุปฐากของเราได้เป็น อุปฐากผู้เลิศ ดังนี้ หมายถึงความที่พระอานนท์นี้ เป็นอุปฐากประจานั้น. นี้ เป็นการกาหนดอุปฐาก. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่วิหาร เพราะเหตุอะไร นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสดังนั้นแล้วทรงดาริว่า เราบรรลุถึงที่สุดอันหาระหว่างมิได้ แล้ว ยังไม่ได้กล่าวถึงวงศ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๗ พระองค์เลย ก็เมื่อเราเข้าไปยังวิหาร ภิกษุเหล่านี้ ได้ ปรารภถึงบุพเพนิวาสญาณโดยประมาณอันยิ่งแล้วจักกล่าวถึงคุณ เมื่อเป็นเช่นนั้น เรามากล่าวถึงพุทธวงศ์ อันหาระหว่างมิได้ให้ภิกษุทั้งหลาย บรรลุถึงที่สุดแล้วจักแสดง ดังนี้ ทรงให้โอกาสภิกษุทั้งหลายสนทนากัน จึงเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่พระวิหาร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแบบอันใดไว้ วาระ ๙ เหล่านี้ มาแล้วในแบบแผนนั้น คือ กาหนดกัป กาหนดชาติ กาหนดโคตร กาหนดอายุ กาหนดการตรัสรู้ กาหนดคู่สาวก กาหนดการประชุมสาวก กาหนด อุปฐาก กาหนดบิดา. วาระหลายอย่างยังไม่มาถึงแต่จะนามาแสดง. ------------------ สมฺพหุลปริจฺเฉทวณฺณนา ในสัมพหุลวาระ พึงทราบบุตรทั้ง ๗ ตามลาดับของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์เหล่านี้ ก่อน คือ สมวัตตักขันธะ อตุละ สุปปพุทธะ อุตตระ สัตถวาหะ วิชิตเสนะ ราหุลเป็นที่ ๗. ในบรรดาบุตรเหล่านั้น เมื่อเจ้าชายราหุลประสูติ พวกราชบุรุษนาหนังสือบอกข่าว มาวางไว้บน พระหัตถ์ของพระมหาบุรุษ. ลาดับนั้น ความสิเนหาในพระโอรสทาให้พระวรกายทุกส่วนของพระมหาบุรุษซาบซ่าน. พระ มหาบุรุษดาริว่า เมื่อบุตรเกิดเพียงคนเดียว ความสิเนหาในบุตรยังเป็นถึงเพียงนี้ ถ้าเราจักมีบุตรกว่า ๑,๐๐๐ คน ในบุตรเหล่านั้น เมื่อคนหนึ่งเกิดความผูกพันด้วยสิเนหาเพิ่มมากขึ้นอย่างนี้ หัวใจจักแตกสลาย เป็นแท้ เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ห่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกพันเกิดแล้ว. ในวันนั้นเอง พระมหาบุรุษทรง สละราชสมบัติออกทรงผนวช. ในการเกิดบุตรของพระโพธิสัตว์ทุกองค์มีนัยนี้ แล นี้ การกาหนดบุตร บุตรแม้ทั้ง ๗ เหล่านั้นได้มีมารดาเหล่านี้ คือ พระนางสุตตนา พระนางสัพพกามา พระนางสุจิตตา พระนางโรจนี พระนางรุจจตินี พระนาง สุนันทา และพระนางพิมพาเป็นองค์ที่ ๗. ก็พระนางพิมพาเทวี เมื่อราหุลกุมารประสูติ ได้ปรากฏชื่อว่าราหุลมารดา. นี้ การกาหนดภรรยา. ก็พระโพธิสัตว์ ๒ องค์นี้ คือ พระวิปัสสี พระกกุสันธะ เสด็จขึ้นรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย เสด็จ
  • 46.
    46 ออกมหาภิเนษกรมณ์. พระโพธิสัตว์ ๒องค์ คือ พระสิขี พระโกนาคมนะ ประทับบนคอช้างประเสริฐออก ทรงผนวช. พระเวสสภูโพธิสัตว์ประทับนั่งบนวอทองออกทรงผนวช. พระกัสสปะประทับนั่งบนพื้นมหาปราสาท ยังอานาปานจตุตถฌานให้เกิด ออกจากฌานแล้ว กระทาฌานนั้นให้เป็นบาท ทรงอธิษฐานว่า ปราสาทจงไปหยั่งลง ณ โพธิมณฑล ปราสาทไปทางอากาศแล้ว หยั่งลง ณ โพธิมณฑล. แม้พระมหาบุรุษลงจากปราสาทนั้น ประทับบนพื้นทรงอธิษฐานว่า ปราสาทจงไป ตั้งอยู่ ณ ที่เดิม. ปราสาทนั้นก็ต้องอยู่ในที่เดิม. แม้พระมหาบุรุษก็ทรงประกอบความเพียรตลอด ๗ วัน ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ. ก็พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเสด็จประทับม้ากัณฐกะ ออกทรงผนวช. นี้ การกาหนดยาน. วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ตั้งอยู่ในเนื้ อที่ประมาณโยชน์หนึ่ง. ของพระสิขี ๓ คาวุต. ของพระเวสสภู กึ่งโยชน์. ของพระกกุสันธะ คาวุตหนึ่ง. ของพระโกนาคมนะ กึ่งคาวุต. ของพระกัสส ปะ ๒๐ อุสภะ. วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราตั้งอยู่ในเนื้ อที่ ๑๖ กรีสโดยวัดตามปกติ ๘ กรีสโดยวัดของ หลวง. นี้ การกาหนดพระวิหาร. เศรษฐีทั้งหลายให้ช่างทาอิฐทองคา ยาว ๑ ศอก กว้าง ๑ คืบ สูง ๘ นิ้ ว ปูโดยส่วนขวางแล้ว ซื้อ สร้างที่อยู่ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี. ปูด้วยผาลไม้เส้าทองคาซื้อถวายแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระนามว่าสิขี. ให้ช่างทาเท้าช้างทองคาปูโดยขวาง ซื้อถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู. ปูด้วยอิฐทองคา ตามนัยที่กล่าวแล้ว ซื้อถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธ. ปูด้วยเต่าทองคา ตาม นัยที่กล่าวแล้ว ซื้อถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ. ปูด้วยทองแท่ง ซื้อถวายแด่พระผู้มี พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ. และปูโดยขวางแห่งกหาปณะอันมีเครื่องหมาย ซื้อถวายแด่พระผู้มีพระภาค เจ้าของเราทั้งหลาย. นี้ กาหนดในการถือพื้นที่สร้างวิหาร. อุปฐากผู้ที่ซื้อพื้นที่ทาให้เป็นวิหารถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้น ชื่อปุนัพพสุ มิตตะ. ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี ชื่อสิริวัฑฒ์. ถวายพระเวสสภู ชื่อโสตถิยะ. ถวายพระกกุ สันธะ ชื่ออัจจุตะ. ถวายพระโกนาคมนะ ชื่ออุคคะ. ถวายพระกัสสปะ ชื่อสุมนะ. ถวายพระผู้มีพระภาค เจ้าของเราทั้งหลาย ชื่อสุทัตตะ. ก็อุปฐากเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็นเศรษฐีคหบดีมหาศาล. นี้ กาหนดอุปัฏฐาก. ยังมีสถานที่อื่นอีก ๔ แห่ง อันเป็นสถานที่ที่จะเว้นเสียมิได้ คือ โพธิบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า ทั้งหมด เว้นไม่ได้ย่อมมีในที่เดียวเท่านั้น. การแสดงพระธรรมจักรในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เว้นไม่ได้เลย.
  • 47.
    47 การเหยียบพระบาทครั้งแรก ณ ประตูสังกัสสนครตอนเสด็จลงจากเทวโลก เว้นไม่ได้เลย. ที่ตั้งเท้าเตียง ๔ ที่ในพระคันธกุฎี ในเชตวันมหาวิหาร เว้นไม่ได้ทีเดียว. ก็แต่ว่า วิหารมีเล็กบ้างใหญ่บ้าง. แม้วิหารก็เว้น ไม่ได้. แต่นครเว้นได้ กาลใดนครอยู่ด้านปาจีน กาลนั้นวิหารอยู่ด้านปัจฉิม. กาลใดนครอยู่ด้านทักษิณ กาล นั้นวิหารอยู่ด้านอุดร. กาลใดนครอยู่ด้านปัจฉิม กาลนั้นวิหารอยู่ด้านปาจีน. กาลใดนครอยู่ด้านอุดร กาล นั้นวิหารอยู่ด้านทักษิณ. ก็บัดนี้ นครอยู่ด้านอุดรวิหารอยู่ด้านทักษิณ. อนึ่ง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีความต่างกันอยู่ ๕ อย่าง คือ ต่างกันโดยอายุ ต่างกัน โดยประมาณ ต่างกันโดยตระกูล ต่างกันโดยความเพียร ต่างกันโดยรัศมี. พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระชนมายุยืน บางพระองค์มีพระชนมายุน้อย ชื่อว่าต่างกันโดยอายุ. เป็นความจริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ได้มีพระชนมายุประมาณแสนปี. พระผู้มีพระภาค เจ้าของพวกเราได้มีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี. พระพุทธเจ้าบางพระองค์สูง บางพระองค์เตี้ย ชื่อว่า ต่างกันโดยประมาณ. เป็นความจริงอย่างนั้น พระทีปังกรสูง ๘๐ ศอก พระสุมนะ สูง ๙๐ ศอก แต่พระผู้มี พระภาคเจ้าของเราทั้งหลายสูง ๑๘ ศอก. บางพระองค์ทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์ บางพระองค์ทรงอุบัติใน ตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่าต่างกันโดยตระกูล. ความเพียรของบางพระองค์มีเวลาสั้น เช่น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ของบาง พระองค์ยาวนานดังเช่นพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ชื่อว่าต่างกันโดยความเพียร. พระรัศมีจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุมังคละ ประมาณหมื่นโลกธาตุ. ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราประมาณวาหนึ่งโดยรอบ ชื่อว่าต่างกันโดยรัศมี. ในความต่างกันนั้น ต่างกัน โดยรัศมีเกี่ยวกับพระพุทธประสงค์. พระพุทธเจ้าพระองค์ใดทรงมีพระประสงค์เท่าใด รัศมีจากพระวรกาย ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นย่อมแผ่ไปเท่านั้น. รัศมีจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุ มังคละ ย่อมแผ่ไปหมื่นโลกธาตุเป็นนิจ ดังนี้ ได้เป็นพระพุทธประสงค์. แต่ชื่อว่าความต่างกันในคุณ คือ การตรัสรู้ไม่มี. โบราณกบัณฑิตแสดงเรื่องอื่นอีก เช่น กาหนดสหชาต และกาหนดนักษัตรของพระผู้มีพระภาค เจ้าของเราทั้งหลาย. บุคคลและสิ่งที่เกิดร่วมกับพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ ๗ เหล่านี้ คือ ราหุลมารดา พระอานนท เถร พระฉันนะ ม้ากัณฐกะ หม้อขุมทรัพย์ ต้นมหาโพธิ พระกาฬุทายี. อนึ่ง พระมหาบุรุษทรงปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรง แสดงพระธรรมจักร ทรงกระทายมกปาฏิหาริย์ในฤกษ์อุตตราสาฬหะ ประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานโดยฤกษ์ วิสาขะ. ประชุมพระสาวกและทรงปลงอายุสังขารโดยฤกษ์มาฆะ. เสด็จลงจากเทวโลกโดยฤกษ์อัสสยุชะ พึง นามาแสดงเพียงเท่านี้ . นี้ กาหนดหลายวาระ. ภิกษุเหล่านั้นเกิดความประหลาดใจยิ่งนักว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวถึงการ
  • 48.
    48 เข้าสู่ปฏิสนธิตั้งแต่จุติ การส่งญาณย้อนหลังตั้งแต่ปฏิสนธิไปถึงจุติ อันเป็นทางของบุพเพนิวาสอันนี้ หนัก มาก ดุจทรงชี้รอยเท้าบนอากาศ แล้วจึงกล่าวว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง เมื่อจะแสดงเหตุแม้ อื่นอีก ----------------- โพธิสตฺตธมฺมตาวณฺณนา จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ทรงบาเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ ทรงบรรลุ ที่สุดแห่งญาตัตถจริยา โลกัตถจริยา พุทธจริยา ทรงดารงอยู่ในอัตภาพที่ ๓ เช่น พระเวสสันดรทรงให้มหาทาน ๗ ครั้ง ทรงยังแผ่นดินให้หวั่นไหว ๗ ครั้ง ทรงกระทากาละ แล้วทรงอุบัติในภพดุสิต ในวาระแห่งจิตที่ ๒. แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสีก็ทรงกระทากาละเหมือนอย่างนั้น ทรงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงประดิษฐานอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นตลอด ๕๗ โกฏิปี ยิ่งด้วย ๖ ล้านปี. ก็ในกาลอื่น พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงอุบัติในเทวโลกที่สัตว์มีอายุยืน ย่อมไม่ดารงอยู่ตราบเท่า อายุนั้น. เพราะเหตุไร. เพราะทาบารมีให้เต็มได้ยากในที่นั้น. พระโพธิสัตว์เหล่านั้นกระทาอธิมุตตกาลกิริยา จึงบังเกิดในถิ่นของมนุษย์นั้นแล. ก็บารมี ทั้งหลายของพระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น สามารถจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้เกิดโดยอัตภาพเดียวในบัดนี้ ได้ฉัน ใด ในครั้งนั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้ดารงอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น ตราบเท่าอายุเพราะบารมีเต็มแล้วด้วย ประการทั้งปวงฉันนั้น. ก็พวกเทวดาจักจุติโดย ๗ วัน ด้วยการคานวณของพวกมนุษย์ ดังนั้น บุพนิมิต ๕ ย่อมเกิดขึ้น คือ ดอกไม้เหี่ยว ผ้าเศร้าหมอง เหงื่อไหลจากรักแร้ทั้งสอง ผิวพรรณหมอง เทวดาไม่ตั้งอยู่ใน เทวอาสน์. ในบทเหล่านั้น บทว่า มาลา ได้แก่ ดอกไม้ที่ประดับในวันถือปฏิสนธิ. นัยว่า ดอกไม้เหล่านั้นไม่เหี่ยวมาตลอด ๕๗ โกฏิปี ยิ่งด้วย ๖ ล้านปี แต่ในตอนนั้นเหี่ยว. แม้ใน ผ้าทั้งหลายก็มีนัยนี้ แหละ. ก็ตลอดกาลประมาณเท่านี้ พวกเทวดาไม่รู้สึกหนาว ไม่รู้สึกร้อน. ในกาลนั้น เหงื่อไหลจากสรีระเป็นหยดๆ ตลอดกาลประมาณเท่านี้ ในสรีระของเทวดาเหล่านั้นย่อมไม่ปรากฏวรรณ ต่างกันด้วยสามารถฟันหักและผมหงอก เป็นต้น. เทพธิดาปรากฏเหมือนมีอายุ ๑๖ เทพบุตรปรากฎเหมือน มีอายุ ๒๐. แต่ในเวลาตาย อัตภาพของเทพบุตรเหล่านั้นทรุดโทรม. อนึ่ง ตลอดกาลประมาณเท่านี้ เทพบุตรเหล่านั้นไม่มีความกระสันในเทวโลก. แต่ในเวลาจะตาย หายใจไม่ออก กระสับกระส่าย ไม่ยินดีในอาสนะของตน. ก็บุพนิมิต ๕ เหล่านี้ ย่อมปรากฏแก่เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่เท่านั้น ไม่ปรากฏแก่เทวดาทั้งปวง เหมือนนิมิตมีอุกกาบาตแผ่นดินไหวและจันทคราสเป็นต้น ย่อมปรากฏแก่พระราชาและอามาตย์ของ พระราชาเป็นต้นผู้มีบุญมากเท่านั้น ไม่ปรากฏแก่คนทั้งปวงฉะนั้น. เหมือนอย่างมีนักโหราศาสตร์ย่อมรู้ บุพนิมิตในมนุษย์ทั้งหลาย คนทั้งปวงไม่รู้ฉันใด ทวยเทพทั้งปวงย่อมไม่รู้ แม้นิมิตเหล่านั้น แต่บัณฑิตเท่านั้น
  • 49.
    49 รู้ได้ฉันนั้น. เทพบุตรเหล่าใดเกิดในเทวโลกนั้นด้วยกุศลกรรมน้อย เมื่อเทพบุตรเหล่านั้นเกิดเขากลัวว่า บัดนี้ ใครจะรู้พวกเราเกิดที่ไหน เทพบุตรที่มีบุญมากย่อมไม่กลัวว่า พวกเราอาศัยทานที่เราให้ ศีลที่เรา รักษา ภาวนาที่เราเจริญ จักเสวยสมบัติในเทวโลกเบื้องบน. แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี ทรงเห็นบุพนิมิตเหล่านั้นแล้ว ไม่ทรงกลัวว่า บัดนี้ เราจักเป็น พระพุทธเจ้าในอัตภาพถัดไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อนิมิตเหล่านั้นปรากฏแก่พระองค์ ทวยเทพในหมื่น จักรวาฬพากันมาประชุม ทูลวิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงบาเพ็ญบารมี ๑๐ มิได้ทรง ปรารถนาสักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ แต่พระองค์ทรงปรารถนาความเป็น พุทธะ ทรงบาเพ็ญเพื่อถอนสัตว์ออกจากโลก บัดนี้ กาลนั้นมาถึงพระองค์แล้ว เป็นสมัยเพื่อความเป็นพุทธะ แล้ว. ลาดับนั้น พระมหาสัตว์มิได้ทรงรับปฏิญญาของเทวดาเหล่านั้น ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการ ด้วยสามารถทรงกาหนด กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล และอายุของพระมารดา. ในมหาวิโลกนะ ๕ นั้น พระมหาสัตว์ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า ถึงเวลาหรือยัง. กาลเมื่ออายุของสัตว์เจริญมากกว่าแสนปี ก็ยังไม่ใช่กาล. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะในกาลนั้น ชาติชราและมรณะจะไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่าพระธรรม เทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันจะทาให้พ้นจากพระไตรลักษณ์ ก็จะไม่มี. เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัส ว่า ทุกฺข อนิจฺจ อนตฺตา ดังนี้ สัตว์ทั้งหลายก็จะพูดว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไร แล้วไม่สาคัญเพื่อจะฟัง เพื่อจะ เชื่อ. แต่นั้นก็จะไม่มีการตรัสรู้ เมื่อไม่มีการตรัสรู้. คาสอนก็จะไม่นาสัตว์ให้ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น จึง ไม่ใช่กาล. แม้กาลเมื่อสัตว์มีอายุถอยลงไปกว่า ๑๐๐ ปี ก็ไม่ใช่กาล. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา. โอวาทที่ให้แก่สัตว์ที่มีกิเลสหนา ย่อมไม่ ดารงอยู่ในฐานะเป็นโอวาท เหมือนไม้เท้าขีดลงไปในน้าย่อมหายไปทันที เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาล. กาลเมื่ออายุสัตว์ตั้งแต่แสนปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี ชื่อว่ากาล. ก็ในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี. ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงเห็นว่าถึงกาลที่ควรจะเกิดแล้ว. จากนั้น พระมหาสัตว์ทรงตรวจดูทวีป ทรงเห็นทวีป ๔ พร้อมด้วยบริวาร ทรงเห็นว่าใน ๓ ทวีป พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บังเกิด บังเกิดในชมพูทวีป แห่งเดียว. ชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ทรงตรวจดูประเทศต่อไปว่า พระพุทธเจ้า ทั้งหลายย่อมบังเกิดในประเทศไหนหนอ ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ. ท่านกล่าวถึงมัชฌิมประเทศไว้ในวินัย โดยนัยเป็นต้นว่า ด้านทิศตะวันออกมีนิคมชื่อกชังคละ ประเทศนั้นโดยส่วนยาวประมาณ ๓๐๐ โยชน์ โดยส่วนกว้างประมาณ ๑๕๐ โยชน์ โดยรอบประมาณ ๙๐๐ โยชน์. จริงอยู่ ในประเทศนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย พระอัครสาวก พระ มหาสาวก ๘๐ พระเจ้าจักรพรรดิและกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี เศรษฐี ผู้มีศักดิ์ใหญ่เหล่าอื่นย่อมเกิด. อนึ่ง
  • 50.
    50 ในประเทศนี้ มีนครชื่อพันธุมดี พระมหาสัตว์ทรงตัดสินพระทัยว่าเราควรไปเกิดในนครนั้น. จากนั้น ทรง ตรวจดูตระกูล ทรงเห็นตระกูลแล้วว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดในตระกูลที่ชาวโลกยกย่อง ก็บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์อันชาวโลกยกย่องแล้ว เราจักเกิดในตระกูลนั้น พระราชาพระนามว่าพันธุมจักเป็น พระบิดาของเรา ดังนี้ จากนั้น ทรงตรวจดูมารดา ทรงเห็นแล้วว่า ธรรมดาพระพุทธมารดาไม่เป็นหญิง เหลาะแหละ ไม่เป็นนักเลงสุรา บาเพ็ญบารมีมาแล้วถึงแสนกัป ตั้งแต่เกิดมาศีล ๕ ไม่ขาด ก็หญิงเช่นพระ นางพันธุมดีเทวีนี้ จักเป็นมารดาของเรา ดังนี้ . ทรงราพึงว่า พระนางพันธุมดีเทวีจะมีพระชนมายุเท่าไร ทรง เห็นแล้วจักมีพระชนมายุ ๗ วัน ต่อจาก ๑๐ เดือน. พระโพธิสัตว์ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ นี้ ตรัสว่า ดูกรผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เป็นกาลอันสมควรของ เราเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อจะทรงทาการสงเคราะห์แก่ทวยเทพ ประทานปฏิญญาว่า พวกท่าน จงพากันกลับไปเถิด ทรงส่งเทวดาเหล่านั้นแล้ว แวดล้อมด้วยเทวดาชั้นดุสิตเสด็จเข้าไปยังสวนนันทวันใน ดุสิตเทวโลก. แม้ในเทวโลกทั้งหมดก็มีสวนนันทวันเหมือนกัน. เหล่าเทวดาพากันทูลเตือนว่า ขอพระองค์จงจุติจากเทวโลกนี้ ไปสู่มนุษยสุคติเถิด แล้วทูลให้ ระลึกถึงโอกาสที่ทรงบาเพ็ญกุศลกรรมมาในกาลก่อน. พระโพธิสัตว์นั้นแวดล้อมไปด้วยเหล่าเทวดาผู้ให้ระลึกถึงกุศลอย่างนี้ เสด็จไปอยู่ในสวนนันทวัน นั้นทรงจุติแล้ว. ก็ครั้นจุติอย่างนี้ แล้วย่อมรู้ว่าเราจุติ ไม่รู้จุติจิต แม้ถือปฏิสนธิแล้วจึงรู้ แต่ไม่รู้ปฏิสนธิจิตอีก นั้นแหละ แต่รู้อย่างนี้ ว่าเราถือปฏิสนธิในที่นี้ นั่นเอง. แต่พระเถระบางพวกกล่าวว่า ควรได้การนึกคิดโดย ปริยาย พระโพธิสัตว์จักรู้วารจิตที่สองที่สาม. แต่พระมหาสิวเถระผู้ทรงพระไตรปิฏกกล่าวว่า ปฏิสนธิของพระมหาสัตว์ไม่เหมือนปฏิสนธิของ สัตว์อื่น ด้วยว่าสติสัมปชัญญะของพระมหาสัตว์เหล่านั้นถึงที่สุดแล้ว แต่เพราะไม่สามารถกระทาจิตดวงนั้น ด้วยจิตดวงนั้นได้ ฉะนั้น จึงไม่รู้จุติจิต แต่ในขณะจุตินั่นเองย่อมรู้ว่าเราจุติไม่รู้ปฏิสนธิจิต รู้เพียงว่าเราได้ถือ ปฏิสนธิ ณ ที่โน้นดังนี้ . ในกาลนั้นหมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว. พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะอย่างนี้ เสด็จลงสู่ครรภ์ มารดาทรงถือปฏิสนธิด้วยมหาวิบากจิต เช่นกับกุศลจิตอันเป็นอสังขาริกะ สหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วย ญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตาในปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวง. อนึ่ง พระมหาสิวเถระยังกล่าวว่า จิตสหรคตด้วยอุเบกขา. พระโพธิสัตว์แม้พระองค์นั้นก็ได้ถือปฏิสนธิด้วยฤกษ์อุตตราสาฬหะในวันเพ็ญเดือน ๘ เหมือน พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายฉะนั้น. ได้ยินว่า ในครั้งนั้นจาเติมแต่วันที่ ๗ แห่งอาสาฬหะบูรณมี พระมารดาของพระโพธิสัตว์ ทรง เล่นนักขัตตกีฬา ทรงประดับด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไม่มีการดื่มสุรา เสด็จลุกแต่เช้าในวันที่ ๗ ทรง สรงสนานด้วยน้าหอม ทรงตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกชนิด เสวยพระกระยาหารเลิศ ทรงอธิษฐานองค์ อุโบสถ เสด็จเข้าสู่ห้องสิริบรรทมเหนือพระสิริไสยาศน์ ทรงเข้าสู่นิทราได้ทอดพระเนตรเห็นพระสุบินนี้ . ในพระสุบินนั้นว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ยกพระพุทธมารดาพร้อมด้วยพระแท่นที่บรรทม นาไป ยังสระอโนดาด ให้สรงสนาน ให้ทรงนุ่งห่มด้วยผ้าทิพย์ ให้ทรงลูบไล้ด้วยของหอมทิพย์ ประดับดอกไม้ทิพย์
  • 51.
    51 ไม่ไกลจากนั้นมีภูเขาเงิน ภายในภูเขาเงินนั้นมีวิมานทอง ให้พระพุทธมารดาหันพระเศียรไปทางทิศปาจีน บรรทมณ วิมานทองนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นช้างเผือกผ่อง ไม่ไกลจากนั้นมีภูเขาทองลูกหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จไปที่ ภูเขาทองนั้นแล้ว เสด็จลงจากภูเขาทอง เสด็จขึ้นภูเขาเงิน แล้วเสด็จเข้าไปยังวิมานทอง กระทาประทักษิณ พระมารดาแล้ว ได้เป็นคล้ายแหวกพระปรัศเบื้องขวาเสด็จเข้าไปสู่พระครรภ์. ทันทีนั้น พระเทวีทรงตื่น กราบทูลพระสุบินนั้นแด่พระราชา. ครั้นสว่างแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียกหัวหน้าพราหมณ์ประมาณ ๖๔ คน ให้ลาดอาสนะอันมีค่า มากบนพื้นฉาบด้วยของเขียว กระทามงคลสักการะด้วยข้าวตอกเป็นต้น เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายนั่ง ณ ที่นั้น แล้ว ทรงนาถาดทองถาดเงินอันเต็มไปด้วยข้าวปายาสอย่างดี ปรุงด้วยเนยใสน้าผึ้งและน้าตาลกรวด ครอบ ด้วยถาดทองถาดเงินอีกทีถวาย. ทรงให้พราหมณ์เหล่านั้นอิ่มเอิบด้วยวัตถุอย่างอื่นมีผ้าใหม่แม่โคแดงและ ทานเป็นต้น. พระราชาตรัสบอกพระสุบินนั่นแก่พราหมณ์เหล่านั้นผู้เอิบอิ่มด้วยสิ่งปรารถนาทั้งปวง แล้วรับสั่ง ถามว่า พระสุบินนั้นจักเป็นอย่างไร. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย พระเทวีทรง พระครรภ์แล้ว พระเจ้าข้า อนึ่ง พระครรภ์นั้นเป็นบุรุษไม่ใช่สตรี พระองค์จักมีพระโอรส พระโอรสนั้น หาก ครองเรือนจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ประกอบด้วยธรรม เป็นธรรมราชา หากออกบวช จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ เปิดโลก. พึงทราบลาดับการพรรณนาเนื้ อความในบทนี้ ว่า พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา ดังนี้ ก่อน. บทว่า จตฺตาโร ในบทนี้ ว่า เทวบุตร ๔ องค์ เข้าไปรักษาทิศทั้ง ๔ ท่านกล่าวหมายถึงท้าว มหาราช ๔ องค์. ก็ในหมื่นจักรวาฬแบ่งเป็นอย่างละ ๔ ก็เป็นสี่หมื่นจักรวาฬ. ในสี่หมื่นจักรวาฬนั้นใน จักรวาฬนี้ ท้าวมหาราชถือพระขรรค์เข้าไปคอยอารักขาพระโพธิสัตว์เข้าไปสู่ห้องสิริ ยังหมู่ยักษ์เป็นต้นว่า พวกปีศาจเล่นฝุ่นที่กีดขวาง ตั้งแต่ประตูห้องให้หลีกออกไปแล้ว ถือการอารักขาตลอดจักรวาฬ. ก็การรักษานี้ เพื่อประโยชน์อะไร แม้หากว่า จาเดิมแต่กาลแห่งกลละในขณะปฏิสนธิ พวกมาร แสนโกฏิ ยกเขาสิเนรุแม้แสนโกฏิ พึงมาเพื่อทาอันตรายพระโพธิสัตว์ หรือพระมารดาของพระโพธิสัตว์ อันตรายทั้งหมดพึงหายไปมิใช่หรือ. แม้เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้แล้วในทาพระโลหิตให้ห้อว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลจะพึงปลงพระชนม์ตถาคตด้วยความพยายามของผู้อื่น ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอจงไปตามที่อยู่เถิด ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทั้งหลายไม่ควรที่จะอารักขา. เพราะฉะนั้น อันตรายถึงชีวิตของพระตถาคตเหล่านั้นย่อมไม่มีด้วยความเพียรของผู้อื่นอย่างนี้ แหละ. พวกเทพบุตรได้ถืออารักขาเพื่อป้องกันภัยก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี อันพึงเกิดแก่พระมารดาของพระ โพธิสัตว์ เพราะเห็นรูปหรือฟังเสียงของอมนุษย์ที่มีรูปพิการ น่าเกลียดน่ากลัวเป็นมฤคปักษี.
  • 52.
    52 อีกประการหนึ่ง พวกเทพบุตรเกิดความเคารพด้วยเดชแห่งบุญของพระโพธิสัตว์ แม้ได้ประกาศ ความเคารพของตนๆก็ได้กระทาอย่างนี้ . ก็ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เหล่านี้ เข้าไปยืนภายในห้องแสดงตนหรือไม่แสดงตนแก่พระมารดาของ พระโพธิสัตว์. ไม่แสดงในเวลาทรงอาบน้า ทรงตกแต่งพระวรกาย ทรงบริโภคพระกระยาหารเป็นต้นและ เวลาถ่าย แต่จะแสดงในเวลาพระมารดาเสด็จเข้าห้องสิริแล้วบรรทมบนพระที่สิริไสยาศน์. ณ ที่นั่น ชื่อว่าการเห็นอมนุษย์ย่อมเป็นภัยเฉพาะหน้าของมนุษย์ ก็จริง แต่ถึงดังนั้น พระมารดา ของพระโพธิสัตว์เห็นอมนุษย์เหล่านั้นด้วยบุญญานุภาพของตน และของพระโอรสจึงไม่ทรงกลัว. พระทัยของ พระมารดานั้นย่อมเกิดในอมนุษย์เหล่านั้น เหมือนผู้ดูแลภายในพระนครตามปกติ. ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ พวกมนุษย์นั่งกระหย่งไหว้รับศีลในสานักของพวก ดาบสและปริพาชก. แม้พระมารดาของพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายก็ทรงรับศีลในสานักของฤษีกาลเทวิล. แต่เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จสู่พระครรภ์ ใครๆ อื่นไม่สามารถจะนั่ง ณ บาทมูลได้. แม้นั่งรับศีลบนอาสนะเสมอ กันก็เป็นอาการดูหมิ่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระมารดาพระโพธิสัตว์ทรงรับศีลด้วยพระองค์เอง. ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระราชาทั้งหลายโดยรอบสดับว่า พระโอรสเห็นปานนี้ ทรงอุบัติในพระ ครรภ์ของพระเทวี ทรงส่งบรรณาการอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีในทวารห้า ด้วยสามารถอาภรณ์มีค่ามาก และดนตรีเป็นต้น. ชื่อว่าการกาหนดปริมาณแห่งลาภและสักการะไม่มีแก่พระโพธิสัตว์ และแก่มารดาของ พระโพธิสัตว์ เพราะสั่งสมกรรมที่ทาไว้. พระมารดาพระโพธิสัตว์ ครั้นล่วงกาลมีกลละเป็นต้น ทรงเห็นพระโพธิสัตว์เข้าถึงความเป็นผู้มี อวัยวะน้อยใหญ่ และพระอินทรีย์สมบูรณ์เกิดแล้ว. ถามว่า ทรงเห็นเพื่ออะไร. ตอบว่า เพื่ออยู่อย่างสบาย. เหมือนอย่างว่า มารดานั่งหรือนอนกับบุตร ยกมือหรือเท้าของบุตรนั้นห้อยลงคิดว่า เราจักให้ บุตรแข็งแรง มองดูบุตรเพื่ออยู่อย่างสบายฉันใด แม้พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น คิดว่า ทุกข์ใดเกิด แก่ครรภ์ในขณะที่มารดายืนเดินเคลื่อนไปมาและนั่งเป็นต้น และในการกลืนอาหารร้อนเย็นเค็มขมเผ็ดเป็น ต้นของมารดา ทุกข์นั้นจะมีแก่บุตรของเราหรือไม่หนอดังนี้ แล้วมองดูพระโพธิสัตว์เพื่ออยู่อย่างสบาย ทรง เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิ. เหมือนอย่างว่า สัตว์เหล่าอื่นอยู่ภายในท้องบีบพุงแขวนกะเพาะทาแผ่นท้องไว้ข้างหลัง อาศัย กระดูกสันหลังวางคางก้มไว้บนกามือทั้งสอง นั่งเจ่าเหมืองลิงที่โพรงไม้เมื่อฝนตกฉันใด พระโพธิสัตว์มิได้เป็นอย่างนั้น. พระโพธิสัตว์กระทากระดูกสันหลังไว้ข้างหลังนั่งขัดสมาธิ ก็บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ดุจพระธรรมกถึกนั่งธรรมาศน์. ก็กรรมที่พระองค์ทรงกระทามาในกาลก่อน จึงทาให้วัตถุของพระโพธิสัตว์ บริสุทธิ์. เมื่อวัตถุบริสุทธิ์ พระลักษณะ คือพระฉวีละเอียดย่อมบังเกิดขึ้น. พระตโจในพระอุทรไม่สามารถจะ ปกปิดพระฉวีนั้นได้. เมื่อพระมารดาทรงแลดูย่อมปรากฏเหมือนตั้งอยู่ภายนอก. ก็พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ภายในพระครรภ์ย่อมไม่ทรงเห็นพระมารดา เพราะจักขุวิญญาณย่อม
  • 53.
    53 ไม่เกิดขึ้นภายในท้อง. ความว่า มิใช่โดยสิ้นอายุเพราะการคลอดเป็นปัจจัย ด้วยว่าที่ที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เป็นเช่น กับเจดีย์และกุฏีไม่ควรที่ผู้อื่นจะร่วมใช้สอย. อนึ่ง ใครๆ ไม่สามารถจะนาพระมารดาพระโพธิสัตว์ไปดารงใน ฐานะเป็นอัครมเหสีผู้อื่นได้ ดังนั้น พระชนมายุของพระมารดาพระโพธิสัตว์จึงมีประมาณเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระนางจึงเสด็จทิวงคตในกาลนั้น. ถามว่า ก็พระมารดาพระโพธิสัตว์เสด็จทิวงคตในวัยไหน. ตอบว่า ในมัชฌิมวัย. เพราะว่า ในอัตตภาพของสัตว์ทั้งหลายในปฐมวัย ฉันทราคะย่อมมีกาลัง เพราะเหตุนั้น หญิงที่ตั้งครรภ์ในตอนนั้น จึงไม่สามารถจะรักษาครรภ์ไว้ได้ ครรภ์ย่อมเจ็บมาก. แต่ครั้นเลย ส่วนสองของมัชฌิมวัย ในส่วนที่สาม วัตถุย่อมเป็นของบริสุทธิ์. ทารกที่เกิดในวัตถุบริสุทธิ์ย่อมไม่มีโรค. เพราะฉะนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เสวยสมบัติในปฐมวัย ประสูติในส่วนที่สามของมัชฌิมวัยแล้ว เสด็จทิวงคต ดังนั้น ข้อนี้ เป็นธรรมดาในเรื่องนี้ . ความว่า พรหมชั้นสุทธาวาสผู้เป็นพระขีณาสพย่อมรับ. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า อาจารย์บางพวกกล่าวว่า รับเครื่องแต่งตัวในตอนประสูติ. แต่ข้อนั้นถูกคัดค้านแล้ว จึง กล่าวข้อนี้ ว่า ในกาลนั้น พระมารดาพระโพธิสัตว์ทรงนุ่งผ้าประด้วยทองคา เช่นกับตาปลามีสองชั้นคลุม ตลอดพระบาทได้ประทับยืน ขณะนั้น พระมารดาพระโพธิสัตว์ได้ประสูติพระโอรสคลอดเช่นกับน้าไหลออก จากธมกรก ลาดับนั้น เหล่าเทวดามีเพศเป็นพรหมตามปกติเข้าไปรับด้วยข่ายทองคาก่อน ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้เอาเครื่องลาดทาด้วยหนังเสือเหลืองรับจากหัตถ์ของพรหมเหล่านั้น จากนั้น พวกมนุษย์จึงรับด้วยผ้า รองสองชั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายรับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง ดังนี้ . จริงอยู่ ลมเบ่งไม่สามารถทาพระโพธิสัตว์ให้มีเท้าขึ้น มีหัวลงได้ พระโพธิสัตว์นั้นเหมือนพระ ธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์ และเหมือนบุรุษลงจากบันได ทรงเหยียดพระหัตถ์ทั้งสองและพระบาททั้งสอง ประทับยืน ไม่เปรอะเปื้ อนด้วยอสุจิอย่างใดอย่างหนึ่ง อันมีอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาเสด็จออก. ในสายน้านั้น น้าเย็นไหลจากหม้อทอง น้าร้อนไหลจากหม้อเงิน. อนึ่ง ท่านกล่าวบทนี้ เพื่อแสดง น้าดื่มและน้าบริโภค และสายน้าเป็นที่เล่นไม่ทั่วไปด้วยน้าเหล่าอื่นของสายน้าเหล่านั้น อันไม่เปรอะเปื้ อน ด้วยอสุจิอย่างใดอย่างหนึ่งบนพื้นดิน. ไม่มีการกาหนดน้าที่นามาด้วยหม้อทองและเงินอื่นและน้าที่ไหลไปสู่ สระโบกขรณีมีหังสวฏกะ เป็นต้น. ในบาลี ท่านแสดงดูเหมือนพอเสด็จออกจากพระครรภ์ของพระมารดา แต่ก็ไม่ควรเห็นเป็น อย่างนั้น. เพราะพรหมทั้งหลายรับพระโพธิสัตว์นั้นพอเสด็จออกด้วยข่ายทองคาก่อน. ท้าวมหาราชทั้ง ๔ รับ ด้วยเครื่องลาดทาด้วยหนังเสือเหลืองจากหัตถ์ของพรหมเหล่านั้น มนุษย์ทั้งหลายรับด้วยผ้ารองสองชั้นจาก หัตถ์ของท้าวมหาราชทั้ง ๔. พระโพธิสัตว์พ้นจากมือมนุษย์ทั้งหลายแล้วประดิษฐานบนแผ่นดิน. ความว่า เมื่อเทวดากั้นเศวตฉัตรทิพย์ตามเสด็จอยู่. ในบทนี้ แม้เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ มีพระ ขรรค์ เป็นต้นอันเป็นบริวารของฉัตรนั้นก็ปรากฏขึ้นทันที. แต่ในบาลี ท่านกล่าวถึงฉัตรดุจพระราชาในขณะ
  • 54.
    54 เสด็จพระราชดาเนิน. ในเบญจราชกุกกุฏภัณฑ์นั้น ฉัตรเท่านั้นปรากฏคนถือฉัตรไม่ปรากฏ. เช่นเดียวกัน พระขรรค์ พัดใบตาล แซ่หางนกยูง พัดวาลวิชนี และกรอบพระพักตร์ย่อมปรากฏ คนถือไม่ปรากฏ. นัยว่า เทวดาทั้งหลายไม่ปรากฏรูปถือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด. แม้ข้อนี้ ท่านก็กล่าวไว้ว่า พวกเทวดากั้นฉัตรมีก้านไม่น้อย มีมณฑลพันหนึ่งบนอากาศ ไม้เท้าทองคา พัดจามรโบกสะบัด ไปมา แต่ไม่เห็นคนถือพัดจามรและฉัตร ดังนี้ . ความจริง พระโพธิสัตว์ทรงพ้นจากมือของพวกมนุษย์แล้วประดิษฐานบนแผ่นดิน ทรงแลดูทิศ ตะวันออก. หลายพันจักรวาฬได้เป็นเนินเดียวกัน. ณ ที่นั้น พวกเทวดาและมนุษย์ต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น พากันกล่าวว่า ข้าแต่ พระมหาบุรุษ ในโลกนี้ แม้คนเช่นพระองค์ก็ไม่มี จะหาคนยิ่งกว่าพระองค์ได้แต่ไหน. พระโพธิสัตว์ทรงเหลียวแลดูทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้องล่างเบื้องบน ไม่ทรงเห็นแม้คนเช่น พระองค์ทรงดาริว่า นี้ ทิศเหนือ แล้วทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางเหนือได้เสด็จโดยอย่างพระบาท ๗ ก้าว. พระโพธิสัตว์ทรงพยากรณ์พระอรหัตอันพระองค์พึงบรรลุในอัตตภาพนี้ ด้วยบททั้งสองว่า นี้ เป็น ชาติสุดท้ายของเรา บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มีอีกแล้ว ดังนี้ . ก็ในบทนี้ พึงทราบว่า การประดิษฐานบนแผ่นดินด้วยพระบาทเสมอกันเป็นบุพนิมิตแห่งการได้ อิทธิบาท ๔ การบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศเหนือเป็นบุพนิมิตแห่งการเสด็จไปครอบงาปราบปรามมหาชน การเสด็จย่างพระบาท ๗ ก้าวเป็นบุพนิมิตแห่งการได้รตนะคือโพชฌงค์ ๗ การกั้นเศวตฉัตรทิพย์เป็น บุพนิมิตแห่งการได้ฉัตรประเสริฐคือวิมุติ การได้ราชกุกกุฏภัณฑ์ ๕ เป็นบุพนิมิตแห่งการพ้นด้วยวิมุติ ๕ การ เหลียวแลดูทิศเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อนาวรณญาณ การเปล่งอาสภิวาจาเป็นบุพนิมิตแห่งการเป็นไปแห่ง ธรรมจักรที่ยังไม่ได้เป็นไป การเปล่งสีหนาทว่า นี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา เป็นบุพนิมิตแห่งการปรินิพพาน โดยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดังนี้ . วาระเหล่านี้ มาแล้วในบาลี. แต่หลายวาระยังไม่มา ควรนามาแสดง. จริงอยู่ ในวันพระมหาบุรุษประสูติ หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เทวดาในหมื่นโลกธาตุ พากันมา ประชุมในจักรวาฬเดียวกัน. เทวดารับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง. พิณที่ขึงสาย กลองที่ขึงหนัง ไม่มีใคร ประโคมก็ประโคมขึ้นเอง. ป้อมและที่กักขังเป็นต้นของพวกมนุษย์พังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย. โรคทั้งปวงสงบ หมดไปเหมือนสนิมทองแดงที่ล้างด้วยของเปรี้ยว. คนตาบอดโดยกาเนิด เห็นรูป. คนหนวกโดยกาเนิด ได้ ยินเสียง. คนพิการได้มีกาลังสมบูรณ์. สติของคนแม้เลวโดยชาติ คนบ้าน้าลาย ก็ตั้งมั่นได้. เรือที่แล่นไป ต่างประเทศถึงท่าสะดวก. รตนะที่ตั้งอยู่บนอากาศและตั้งอยู่บนพื้น ได้ส่องแสงด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเอง. พวกมีเวรก็ได้เมตตาจิตต่อกัน. ไฟในอเวจีดับ. แสงสว่างในโลกันตรนรกก็เกิดขึ้น. น้าในแม่น้าไม่ไหล. ใน มหาสมุทรได้มีน้าหวาน. ลมไม่พัด. นกที่บินไปบนอากาศที่อยู่บนภูเขาและต้นไม้ได้ตกลงไปบนพื้นดิน. พระจันทร์สว่างยิ่งนัก. พระอาทิตย์ไม่ร้อนไม่เย็นปราศจากมลทินได้สมบูรณ์ตามฤดู. พวกเทวดาประดิษฐาน อยู่ ณ ประตูวิมานของตนๆ เล่นกีฬาอย่างสนุกสนาน ด้วยการปรบมือ ผิวปาก โบกผ้า เป็นต้น. แม้ฝนจาก ทิศทั้ง ๔ ก็ได้ตกลงมา. ความหิว ความกระหาย มิได้บีบคั้นมหาชน. ประตูและหน้าต่างทั้งหลายเปิดเอง. ไม้ ดอกไม้ผล ก็ออกดอกออกผล หมื่นโลกธาตุได้มีธงดอกไม้เป็นอันเดียวกัน.
  • 55.
    55 แม้ในข้อนี้ พึงทราบดังนี้ หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เป็นบุพนิมิตของการได้สัพพัญญุตญาณของพระมหาบุรุษนั้น.การ ประชุมในจักรวาฬเดียวกันของเทวดาทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการประชุมโดยทานองเดียวนี้ แล ในกาลยัง ธรรมจักรให้เป็นไป แล้วรับพระธรรม. การรับของพวกเทวดาครั้งแรกเป็นบุพนิมิตแห่งการได้รูปาวจรฌาน ๔. การรับของพวกมนุษย์ภายหลังเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อรูปฌาน ๔. พิณที่ขึงสายดีดเองเป็นบุพนิมิตแห่ง การได้อนุปุพพวิหารธรรม. กลองที่ขึงหนังดังเองเป็นบุพนิมิตแห่งการได้ยินธรรมเภรีอันใหญ่หลวง. ป้อม และที่กักขังเป็นต้นพังเป็นบุพนิมิต แห่งการตัดขาดอัสมิมานะ. มหาชนหายจากโรคเป็นบุพนิมิต แห่งการได้ อริยสัจ ๔. คนตาบอดโดยกาเนิดเห็นรูปเป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพจักษุ. คนหูหนวกได้ยินเสียงเป็นบุพนิมิต แห่งการได้ทิพโสต. คนพิการมีกาลังเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔. คนใบ้แต่กาเนิดพูดได้เป็นบุพนิมิต แห่งการได้สติปัฏฐาน ๔. เรือแล่นไปต่างประเทศถึงท่าโดยสะดวกเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา ๔. ความที่รตนะส่องแสงด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเอง เป็นบุพนิมิตแห่งแสงธรรมที่พระโพธิสัตว์จักประกาศแก่ โลก. ผู้มีเวรกันได้เมตตจิตต่อกันเป็นบุพนิมิตของการได้พรหมวิหาร ๔. ไฟในอเวจีดับ เป็นบุพนิมิต ของการดับไฟ ๑๑ ดวง. โลกันตรนรกสว่างเป็นบุพนิมิตแห่งการกาจัดความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นความ สว่างแห่งญาณ. น้าในแม่น้าไม่ไหลเป็นบุพนิมิตแห่งการได้เวสารัชชธรรม ๔. มหาสมุทรมีรสหวานเป็น บุพนิมิตแห่งความมีรสเป็นอันหนึ่งด้วยรส คือนิพพาน. การที่ลมไม่พัดเป็นบุพนิมิตแห่งการทาลายทิฐิ ๖๒. นกทั้งหลายไปบนดินเป็นบุพนิมิตแห่งมหาชนผู้ฟังโอวาทแล้วถึงสรณะด้วยชีวิต. การที่พระจันทร์สว่างไสวยิ่ง เป็นบุพนิมิตแห่งความงามของคนเป็นอันมาก. การที่พระอาทิตย์เว้นความร้อนและความเย็น เป็นบุพนิมิต แห่งการเกิดสุขทางกายและทางใจ เพราะฤดูสบาย. การที่พวกเทวดาประดิษฐานอยู่ ณ ประตูวิมานรื่นเริง ด้วยการปรบมือเป็นต้น. เป็นบุพนิมิตแห่งการถึงความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงเปล่งอุทาน. การที่ฝนตกทั้ง ๔ ทิศเป็นบุพนิมิตแห่งการตกของฝน คือพระธรรมอันใหญ่หลวง. การไม่มีความหิวบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่ง การได้น้าอมฤต คือกายคตาสติ. การไม่มีความกระหายบีบคั้นเป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นผู้ถึงความสุขด้วย วิมุตติสุข. การที่ประตูและหน้าต่างเปิดเองเป็นบุพนิมิตแห่งการเปิดประตูคือมรรคมีองค์ ๘. การที่ต้นไม้ ออกดอกและผลเป็นบุพนิมิตของดอกไม้คือวิมุติบาน และความเป็นผู้เต็มด้วยภาระคือสามัญญผล. การที่ หมื่นโลกธาตุมีธงดอกไม้เป็นอันเดียวเป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นผู้มีธงดอกไม้คืออริยะ. ในเรื่องนี้ ชนทั้งหลายถามปัญหาว่า ตอนที่พระมหาบุรุษประทับยืนบนแผ่นดินแล้ว ทรงบ่าย พระพักตร์ไปทางทิศเหนือ เสด็จไปได้ทรงเปล่งอาสภิวาจา เสด็จไปบนแผ่นดินหรือ หรือว่าเสด็จไปทาง อากาศ ทรงปรากฏพระองค์เสด็จไปหรือไม่ปรากฏ เสด็จเปลือยพระองค์ไปหรือตกแต่งพระองค์ เสด็จไปเป็น หนุ่มหรือเป็นคนแก่ แม้ภายหลังก็ได้เป็นเช่นนั้นหรือ หรือว่าเป็นทารกอ่อนอีก. ก็ปัญหานี้ ตั้งขึ้นภายใต้โลหปราสาท พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฏกได้แก้ไว้แล้ว. มีเรื่องเล่ามาว่า ในเรื่องนี้ พระเถระกล่าวถึงข้อนั้นไว้มาก ด้วยสามารถการกล่าวถึงโชคดีโชค ร้าย กรรมเก่าและการไม่ถือตัวเพราะความเป็นใหญ่แล้ว ในที่สุด ได้พยากรณ์อย่างนี้ ว่า พระมหาบุรุษเสด็จ ไปบนแผ่นดิน แต่ได้ปรากฏแก่มหาชนเหมือนเสด็จไปทางอากาศ พระองค์เสด็จไปแต่เหมือนไม่ปรากฏแก่
  • 56.
    56 มหาชน เสด็จเปลือยพระองค์ไปแต่ปรากฏแก่มหาชนเหมือนตกแต่งพระองค์ เสด็จไปเป็นคนหนุ่มแต่ ปรากฏแก่มหาชนเหมือนมีพระชนม์๑๖ พระพรรษา แต่ภายหลังได้เป็นทารกอ่อนตามเดิม ไม่เป็นหนุ่มอยู่ อย่างนั้นดังนี้ . อนึ่ง บริษัทของพระเถระนั้นได้พากันชอบใจว่า พระเถระแก้ปัญหาดีเหมือนพระพุทธเจ้า. โลกันตริกวาระมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วแล. ก็แลธรรมดานี้ ท่านกล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้น. พึงทราบว่า ธรรมดาทั้งหมดย่อมมีแด่พระโพธิสัตว์ ทุกพระองค์. ------------------- ทวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณวณฺณนา ความว่า พระกุมารไม่เป็นเหมือนคนอื่น เมื่อคนอื่นวางเท้าลงบนแผ่นดิน ปลายฝ่าเท้า ส้นเท้า หรือข้างเท้าย่อมจดก่อน ก็แต่ว่ายังปรากฏช่องในตอนกลาง แม้เมื่อยกขึ้นส่วนหนึ่งในปลายฝ่าเท้าเป็นต้น นั่นแหละก็ยกขึ้นก่อน. ฝ่าพระบาททั้งสิ้นของพระกุมารนั้น ย่อมจดพื้นโดยทรงเหยียบพระบาทครั้งหนึ่ง ดุจพื้นรองเท้า ทองคาฉะนั้น ทรงยกพระบาทขึ้นจากพื้นก็โดยทานองเดียวกันนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระกุมารนี้ จึงเป็นผู้มี พระบาทเรียบเสมอกัน. ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า ณ พื้นพระบาททั้ง ๒ มีจักร ๒ เกิดขึ้น จักรเหล่านั้นมีซี่มีกงและดุม. ก็พึงทราบความวิเศษนี้ ด้วยบทนี้ ว่า บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง. ได้ยินว่า ดุมของจักรเหล่านั้นปรากฎ ณ ท่ามกลางพื้นพระบาท. ลวดลายวงกลมกาหนดด้วยดุม ย่อมปรากฏ วงกลมล้อมหน้าดุมปรากฏ ท่อน้าปรากฏ ซี่ปรากฏ ลวดลายวงกลมในซี่ทั้งหลายปรากฏ กง ปรากฏ กงแก้วมณีปรากฏ. สัมพหุลวาระนั้น พึงทราบอย่างนี้ . รูปหอก รูปแว่นส่องพระฉาย รูปดอกพุดซ้อน รูปสายสร้อย รูปสังวาล รูปถาดทอง รูปมัจฉาคู่ รูปตั่ง รูปขอ รูปปราสาท รูปเสาระเนียด รูปเศวตฉัตร รูปพระขรรค์ รูปพัดใบตาล รูปหางนกยูง รูปพัดวาล วิชนี รูปมงกุฎ รูปแก้วมณี รูปบาตร รูปพวงดอกมะลิ รูปดอกบัวขาบ รูปดอกบัวแดง รูปดอกบัวขาว รูปดอก ปทุม รูปดอกบุณฑริก รูปหม้อเต็มด้วยน้า รูปถาดเต็มด้วยน้า รูปมหาสมุทร รูปเขาจักรวาฬ รูปป่าหิมพานต์ รูปเขาสิเนรุ รูปพระจันทร์พระอาทิตย์ รูปดาวนักษัตร รูปทวีปใหญ่ทั้ง ๔ รูปทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทั้งหมด โดย ที่สุดหมายถึงบริวารของพระเจ้าจักรพรรดิด้วย เป็นบริวารของจักรลักษณะนั่นเอง. ความว่า มีส้นพระบาทยาว คือมีส้นพระบาทบริบูรณ์. อธิบายว่า ส้นพระบาทของพระมหาบุรุษ ไม่เป็นเหมือนปลายเท้าของคนอื่นที่ยาว ลาแข้งตั้งอยู่สุดส้นเท้าเป็นเหมือนตัดส้นเท้าตั้งอยู่ฉะนั้น. แต่ของ พระมหาบุรุษ พระบาทมี ๔ ส่วน ปลายพระบาทมี ๒ ส่วน ลาพระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ ๓ ส้นพระบาทในส่วน ที่ ๔ เป็นเช่นกับลูกคลีหนัง ทาด้วยผ้ากัมพลสีแดง ดุจม้วนด้วยปลายเข็มแล้วตั้งไว้. ความว่า นิ้ วพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษไม่เป็นเหมือนนิ้ วของคนอื่นที่บางนิ้ วยาว บางนิ้ วสั้น. แต่ ของพระมหาบุรุษนิ้ วพระหัตถ์และพระบาทยาวเหมือนของวานร ข้างโคนใหญ่แล้วเรียวไปโดยลาดับถึงปลาย
  • 57.
    57 นิ้ ว เช่นเดียวกับแท่งหรดาลที่ขยาด้วยน้ามันยางแล้วปั้นไว้.เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีนิ้ วพระหัตถ์ ยาว ดังนี้ . ความว่า มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนดุจปุยฝ้ายที่ยีได้ ๑๐๐ ครั้ง เอารวมตั้งไว้ในเนยใส. แม้ใน เวลาพระชนม์เจริญ พระหัตถ์และพระบาทก็จักอ่อนนุ่มเหมือนเมื่อพอประสูติ. พระหัตถ์และพระบาทของ พระโพธิสัตว์นั้นอ่อนนุ่ม เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงมีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม. ความว่า ระหว่างพระองคุลี หนังไม่ติดกัน. เพราะผู้มีมือติดกันเป็นพืดเช่นนี้ ถูกกาจัดโดยบุรุษ โทษ แม้บวชก็ไม่ได้. ก็พระมหาบุรุษมีนิ้ วพระหัตถ์ ๔ นิ้ ว พระบาท ๕ ชิดสนิทเป็นอันเดียวกัน. ก็เพราะพระองคุลี ทั้งหลายชิดสนิทเป็นอันเดียวกัน พระองคุลีทั้งหลายจึงติดกันและกัน มีลักษณะเป็นข้าวเหนียวตั้งอยู่. พระ หัตถ์และพระบาทของพระโพธิสัตว์นั้นเป็นเช่นกับหน้าต่างตาข่ายอันช่างผู้ฉลาดดีประกอบแล้ว. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย. เพราะข้อพระบาทตั้งอยู่เบื้องบน พระบาทของพระโพธิสัตว์นั้นจึงเหมือนสังข์คว่า เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงมีพระบาทเหมือนสังข์คว่า. จริงอยู่ ข้อเท้าของคนอื่นอยู่ที่หลังเท้า เพราะฉะนั้น เท้าของคนเหล่านั้นจึงติดกัน เหมือนติด ด้วยสลัก กลับกลอกไม่ได้ตามสะดวก เมื่อเดินไปฝ่าเท้าไม่ปรากฏ. แต่ข้อพระบาทของพระมหาบุรุษขึ้นไปตั้งอยู่เบื้องบน. เพราะฉะนั้น พระวรกายท่อนบนของพระ มหาบุรุษ ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปจึงมิได้หวั่นไหวเลย ดุจพระสุวรรณปฏิมาประดิษฐานอยู่ในเรือ. พระวรกาย ท่อนเบื้องล่างย่อมไหว พระบาทกลอกกลับได้สะดวก. เมื่อชนทั้งหลายยืนอยู่ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แม้ ในข้างทั้งสองก็เห็นฝ่าพระบาทย่อมปรากฏ. แต่ไม่ปรากฏเหมือนยืนอยู่ข้างหลังช้าง. มีพระชงฆ์เรียวดุจเนื้ อทราย. อธิบายว่า มีพระชงฆ์บริบูรณ์ด้วยหุ้มพระมังสะเต็ม ไม่ใช่เนื้ อ ตะโพกติดโดยความเป็นอันเดียว ประกอบด้วยพระชงฆ์เช่นกับท้องข้าวสาลีท้องข้าวเหนียว อันมังสะที่ตั้งอยู่ เสมอกันโดยรอบล้อมอยู่แล้ว กลมกล่อมดีแล้ว. ท่านแสดงความที่พระมหาบุรุษนั้นไม่ค่อมไม่แคระด้วยบทนี้ . ก็คนที่เหลือเป็นคนค่อมหรือเป็น คนแคระ. คนค่อมกายส่วนบนไม่บริบูรณ์ คนแคระกายส่วนล่างไม่บริบูรณ์. คนเหล่านั้นเพราะกายไม่ บริบูรณ์ เมื่อก้มลงจึงไม่สามารถลูบคลาเข่าได้. แต่พระมหาบุรุษ เพราะพระวรกายทั้งส่วนบนส่วนล่าง บริบูรณ์ จึงสามารถลูบคลาได้ ความว่า พระมหาบุรุษมีพระคุยหะซ่อนอยู่ในฝัก ดุจฝักบัวทอง ดุจคุยหะแห่งโคและช้างเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก. บทว่า วตฺถคุยฺห ท่านกล่าวองคชาตควรปกปิดด้วย ผ้า. ความว่า พระมหาบุรุษเช่นกับรูปทองแท่งที่คลุกเคล้าด้วยสีแดงชาดแล้วขัดด้วยเขี้ยวเสือ แล้ว ระบายด้วยดินสอแดงตั้งไว้. ด้วยบทนี้ เพื่อแสดงความที่พระวรกายของพระมหาบุรุษนั้นแน่นสนิทละเอียด แล้ว จึงแสดงพระฉวีวรรณ ท่านจึงกล่าวว่า พระมหาบุรุษมีพระฉวีคล้ายกับทองคา ดังนี้ . อีกอย่างหนึ่งบทนี้ เป็นไวพจน์ของบทก่อน.
  • 58.
    58 คือ ธุลีหรือมลทิน. ไม่ติดคือกลิ้งเหมือนหยาดน้ากลิ้งจากใบบัว. ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวงทรงกระทาการชาระพระหัตถ์เป็นต้น เพื่อกาหนดฤดูและเพื่อผลบุญของ พวกทายก. อนึ่ง ทรงกระทาแม้โดยหลักปฏิบัตินั้นเอง. ข้อนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ภิกษุผู้จะเข้าไปสู่เสนาสนะ ควรชาระเท้าแล้วจึงเข้าไป. ความว่า พระมหาบุรุษมีพระโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นเบื้องบน ตอนปลายเวียนเป็นทักษิณาวัฏ ตั้งอยู่มองดูพระพักตร์งาม เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษมีพระโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นเบื้องบน. ความว่า พระมหาบุรุษมีพระวรกายตรงเหมือนกายพรหม คือจักมีพระวรกายสูงตรงขึ้นไป ทีเดียว. ความจริงโดยมากสัตว์ทั้งหลายย่อมน้อมไปในที่ทั้งสาม คือที่คอที่สะเอวที่เข่าทั้งสอง. สัตว์เหล่านั้น เมื่อน้อมไปที่สะเอวย่อมไปข้างหลัง. ในที่ทั้งสองพวกนั้นย่อมน้อมไปข้างหน้า. ก็สัตว์บางพวกมีร่างกายสูงมี ข้างคด บางพวกแหงนหน้าเที่ยวไปเหมือนจะนับดวงดาว. บางพวกมีเนื้ อและเลือดน้อยเป็นเช่นคนเป็นโรค เสียดท้อง. บางพวกง้อมไปข้างหน้าเดินตัวสั่น. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ก็พระมหาบุรุษนี้ ทรงดาเนินพระวรกายตรงทีเดียว มีประมาณเท่า ส่วนสูง จักเป็นดุจเสาทองที่ยกขึ้นในเทพนคร. อนึ่ง พึงทราบว่า ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายถึง ข้อที่มหาปุริ สลักษณะของพระมหาบุรุษซึ่งพอประสูติยังไม่บริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง จะเจริญในโอกาสต่อไป. ความว่า พระมหาบุรุษมีพระมังสะฟูบริบูรณ์ด้วยดีในที่ ๗ สถาน คือ หลังพระหัตถ์ทั้งสอง หลัง พระบาททั้งสอง จะงอยพระอังสาทั้งสองและพระศอ เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษจึงชื่อว่ามีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน. แต่ของคนเหล่าอื่นที่หลังมือและหลังเท้าเป็นต้นปรากฏเส้นเลือด เป็นตาข่ายที่จะงอยบ่าและคอ ปรากฏปลายกระดูก. มนุษย์เหล่านั้นย่อมปรากฏเหมือนเปรต. พระมหาบุรุษไม่ปรากฏเหมือนอย่างนั้น. ก็ พระมหาบุรุษมีพระศอเช่นกับกลองทองคาที่เขากลึง ด้วยหลังพระหัตถ์เป็นต้น มีเส้นเลือดเป็นตาข่ายซ่อนไว้ เพราะมีพระมังสาฟูบริบูรณ์ในที่ ๗ สถาน ย่อมปรากฏเหมือนรูปศิลาและรูปปั้น. ความว่า พระมหาบุรุษมีกึ่งกายท่อนบน เหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของราชสีห์ เพราะฉะนั้น พระ มหาบุรุษจึงชื่อว่ามีส่วนพระวรกายเบื้องหน้าเหมือนกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งราชสีห์ เพราะว่า กายเบื้องหน้า ของราชสีห์บริบูรณ์ กายเบื้องหลังไม่บริบูรณ์. ก็พระวรกายทั้งหมดของพระมหาบุรุษบริบูรณ์ดุจกายเบื้อง หน้าของราชสีห์. แม้พระวรกายของมหาบุรุษก็เหมือนกายของราชสีห์ ย่อมไม่ตั้งอยู่สูงๆ ต่าๆ ด้วยสามารถ แห่งความฟูและแฟบเป็นต้น แต่ยาวในที่ควรยาวย่อมเป็นอย่างนั้น ในที่ควรสั้น ควรล่า ควรเรียว ควรกว้าง ควรกลมเป็นต้น. ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษทรงปลื้มพระทัยนักแล เมื่อผลกรรม ปรากฏ ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดยาว อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ยาว ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดสั้น อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่สั้น ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดล่า อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ล่า ทรงงดงาม เพราะอวัยวะส่วนใดเรียว อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่เรียว ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดกว้าง อวัยวะส่วนนั้น ย่อมตั้งอยู่กว้าง ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดกลม อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่กลมดังนี้ . อัตภาพของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยทานจิต บุญจิต ตระเตรียมไว้ด้วยบารมี ๑๐ ด้วยประการ ฉะนี้ . ศิลปินทั้งปวงหรือผู้มีฤทธิ์ทั้งปวงในโลก ไม่สามารถสร้างรูปเปรียบได้.
  • 59.
    59 พระมหาบุรุษมีพระอังสาเต็มคือบริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงมีระหว่างพระอังสาเต็ม. อันที่จริงฐานะนั้นของคนพวกอื่นบุ๋มหลังและท้องทั้งสองปรากฏเฉพาะตัว. แต่ของพระมหาบุรุษพื้นพระมัง สาตั้งแต่บั้นพระองค์จนถึงพระศอขึ้นไปปิดพระปฤษฏางศ์ ตั้งอยู่เหมือนแผ่นกระดานทองที่ยกขึ้นตั้งไว้. พระมหาบุรุษมีปริมณฑลดุจต้นนิโครธ. อธิบายว่า พระมหาบุรุษแม้โดยพระวรกาย แม้โดยพยามประมาณเท่ากัน ดุจต้นนิโครธมีลาต้น และกิ่งเสมอกัน เพราะจะเป็น ๕๐ ศอกก็ตาม ๑๐๐ ศอกก็ตาม ย่อมมีประมาณเท่ากันทั้งส่วนยาวทั้ง ส่วนกว้าง. กายหรือวาของคนอื่นยาวไม่เท่ากัน ความว่า พระวรกายของพระมหาบุรุษเท่ากับวาของพระมหา บุรุษ วาของพระมหาบุรุษเท่ากับกายของพระมหาบุรุษ. คือพระมหาบุรุษมีลาพระศอเท่ากัน. คนบางคนมีลาคอยาว คด หนา เหมือนนกกระเรียน เหมือนนกยาง เหมือนหมู เวลาพูด เอ็นเป็นตาข่ายย่อมปรากฏเสียงออกมาแหบฉันใด ของพระมหาบุรุษไม่ เหมือนอย่างนั้น. ก็ลาพระศอของพระมหาบุรุษเป็นเช่นกับกลองทองที่เขากลึงดีแล้ว. ในเวลาตรัส เอ็นเป็น ตาข่ายไม่ปรากฏ พระสุรเสียงดังก้องดุจเสียงเมฆกระหึ่ม. มีวิเคราะห์ว่า เส้นประสาทนาไปซึ่งรส ชื่อว่ารสัคคสา. บทนี้ เป็นชื่อของเส้นประสาทนารสอาหารไป. เส้นประสาทนารสอาหารของพระมหาบุรุษนั้น เลิศ เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงเป็นผู้มีปลายเส้นประสาทสาหรับนารสอาหารอันเลิศ. ได้ยินว่า พระมหาบุรุษมีเส้นประสาทสาหรับนารสอาหารประมาณ ๗,๐๐๐ เส้น มีปลายขึ้น เบื้องบนแล้วรวมเข้าที่ลาพระศอนั่นเอง. พระกระยาหารแม้เพียงเมล็ดงาตั้งอยู่ ณ ปลายพระชิวหาย่อมแผ่ไป ทั่วพระวรกายทุกส่วน. ด้วยเหตุนั้นแล เมื่อพระมหาบุรุษทรงเริ่มตั้งความเพียรอันยิ่งใหญ่ ได้ยังพระวรกาย ให้เป็นไปอยู่ได้ ด้วยข้าวสารเมล็ดเดียวเป็นต้นบ้าง ด้วยเพียงผักดองฟายมือหนึ่งบ้าง. แต่ของคนอื่นเพราะ ไม่มีอย่างนั้น รสโอชาจึงไม่แผ่ไปทั่วกาย เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงมีโรคมาก. มีวิเคราะห์ว่า พระหนุของพระมหาบุรุษดุจคางของราชสีห์ เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษจึงมีพระ หนุดุจคางราชสีห์. ในบทนั้น อธิบายว่า ราชสีห์มีคางท่อนล่างบริบูรณ์ท่อนบนไม่บริบูรณ์. แต่พระมหาบุรุษบริบูรณ์ แม้ทั้งสองดุจคางเบื้องล่างของราชสีห์ เป็นเช่นกับพระจันทร์ในวันขึ้น ๑๒ ค่า. ลาดับนั้น พราหมณ์ผู้ พยากรณ์ทั้งหลายมองดูปลายพระหนุสังเกตว่า ที่พระหนุเหล่านี้ พระทนต์ ๔๐ องค์ คือข้างล่าง ๒๐ ข้างบน ๒๐ จักตั้งอยู่เสมอกันไม่ห่าง จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระกุมารนี้ มีพระทนต์ ๔๐ องค์ พระ เจ้าข้า ดังนี้ เป็นต้น. ในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ . คนเหล่าอื่นแม้มีฟันครบบริบูรณ์ก็มี ๓๒ ซี่. แต่พระกุมารนี้ จักมี ๔๐ องค์ อนึ่ง ของคนเหล่าอื่น ฟันบางซี่สูง บางซี่ต่า บางซี่ไม่เสมอกัน. แต่ของพระกุมารนี้ จักเสมอกันดุจเครื่องหุ้มสังข์ที่ช่างเหล็กตัด ฉะนั้น. ฟันของพวกคนอื่นห่างเหมือนฟันจระเข้ เมื่อเคี้ยวปลาและเนื้ อย่อมเต็มระหว่างฟันหมด. แต่พระ ทนต์ของพระกุมารนี้ จักไม่ห่างดุจแถวแก้ววิเชียรที่เขาตั้งไว้บนแผ่นกระดานทอง จักเป็นดุจตอนที่เขาแสดง ด้วยดินสอสี. อนึ่ง ฟันของคนพวกอื่น เป็นฟันเสียขึ้น เพราะเหตุนั้น เขี้ยวบางซี่ดาบ้าง ไม่มีสีบ้าง. แต่พระ
  • 60.
    60 กุมารนี้ มีพระทาฒะขาวสะอาด จักเป็นพระทาฒะประกอบด้วยรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่าแม้ดาวประกายพฤกษ์. คือพระกุมารมีพระชิวหาใหญ่. อธิบายว่า ลิ้นของคนเหล่าอื่น หนาบ้าง เล็กบ้าง สั้นบ้าง กระด้างบ้าง ไม่เสมอบ้าง. แต่พระชิวหาของพระมหาบุรุษ อ่อน ยาว ใหญ่ สมบูรณ์ด้วยสี. พระกุมารนั้นเพื่อ ปลดเปลื้องความสงสัยของผู้ที่มาเพื่อแสวงหาลักษณะนั้น เพราะพระชิวหาอ่อนจึงทรงแลบพระชิวหานั้น ดุจ ของแข็งที่สะอาดแล้วลูบช่องพระนาสิกทั้งสองได้ เพราะพระชิวหายาวจึงทรงลูบช่องพระกรรณทั้งสองได้ เพราะพระชิวหาใหญ่จึงทรงปิดพระนลาฏแม้ทั้งสิ้นถึงสุดปลายพระเกษา ทรงประกาศความที่พระชิวหานั้น อ่อน ยาว และใหญ่อย่างนี้ จึงทรงปลดเปลื้องความสงสัยของพราหมณ์ผู้พยากรณ์เหล่านั้นได้. บทว่า ปหุตชิ โวฺห ท่านกล่าวหมายถึงพระชิวหาที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ . ความว่า แม้คนพวกอื่นย่อมมีเสียงขาดบ้าง แตกบ้าง เสียงเหมือนกาบ้าง. แต่พระกุมารนี้ จักทรง ประกอบด้วยเสียงเช่นกับเสียงของท้าวมหาพรหม. ด้วยว่า ท้าวมหาพรหมมีเสียงแจ่มใส เพราะไม่กลั้วด้วย น้าดีและเสมหะ. กรรมแม้อันพระมหาบุรุษทรงกระทาแล้วย่อมชาระวัตถุของเสียงนั้น. เพราะวัตถุบริสุทธิ์ เสียงปรากฏขึ้นตั้งแต่พระนาภีเป็นเสียงบริสุทธิ์ ประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมปรากฏชัด. พระกุมารตรัสดุจเสียง นกการเวก เพราะเหตุนั้น พระกุมารจึงตรัสมีสาเนียงดุจเสียงนกการเวก. อธิบายว่า พระกุมารมีพระสุรเสียง ก้องไพเราะดุจเสียงนกการเวกอันน่าชื่นชม. ความว่า พระกุมารมีพระเนตรไม่ดาทั้งหมด. พระเนตรของพระกุมารนั้นประกอบด้วยสีเขียว บริสุทธิ์ยิ่งนัก เช่นกับดอกสามหาวในที่ที่ควรเขียว. ในที่ที่ควรเหลืองก็มีสีเหลือง เช่นกับดอกกรรณิกา. ในที่ ที่ควรแดงก็มีสีแดงเช่นกับดอกชบา. ในที่ที่ควรขาวก็มีสีเช่นกับดาวประกายพฤกษ์ ในที่ควรดาก็มีสีดาเช่น กับลูกประคาดีควาย พระเนตรย่อมปรากฏเช่นกับสีหบัญชรแก้วอันเผยออกแล้วในวิมานทอง. ดวงตานั้นของลูกโคดาเป็นธาตุหนา ของลูกโคแดงผ่องใส. อธิบายว่า พระกุมารมีดวงพระเนตร เช่นกับโคแดงอ่อนซึ่งเกิดได้ครู่เดียว. จริงอยู่ ดวงตาของคนอื่นไม่บริบูรณ์ ประกอบด้วยตาถลนออกมาบ้าง ลึกลงไปบ้าง เช่นกับตา สัตว์มีช้างและหนู เป็นต้น. แต่พระเนตรของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยความอ่อนสนิทดาละเอียดดุจแก้วมณี กลมที่เขาล้างแล้วขัดตั้งไว้. ความว่า พระอุณณาโลมเกิดในที่สุดพระนาสิกท่ามกลางพระขนงทั้งสอง และก็ขึ้นไปเกิดใน ท่ามกลางพระนลาฏ. ความว่า บริสุทธิ์ คือมีสีเสมอด้วยดาวประกายพฤกษ์. ความว่า พระอุณณาโลมเช่นกับไยฝ้ายที่ชี ได้ ๑๐๐ ครั้ง ซึ่งเขาใส่ลงไปในเนยใสตั้งไว้. เสมอด้วย นุ่นไม้งิ้วและนุ่นเคลือ. นี้ เป็นข้อเปรียบเพราะความขาวของนุ่น. ก็เมื่อจับปลายเส้นพระโลมาแล้วดึงออกจะ ได้ประมาณครึ่งพระพาหา ครั้นปล่อยเส้นพระโลมาก็จะม้วนเป็นทักษิณาวัฏมีปลายในเบื้องบนตั้งอยู่ พระ อุณณาโลมนั้นย่อมรุ่งเรืองไปด้วยสิริ เป็นที่จับใจยิ่งนักดุจฟองน้าเงินตั้งอยู่ ณ ท่ามกลางแผ่นกระดานทอง ดุจสายน้านมไหลออกจากหม้อทองและดุจดาวประกายพฤกษ์บนท้องฟ้าย้อมด้วยแสงอรุณ. ท่านกล่าวอาศัยอานาจประโยชน์ ๒ อย่าง คือ ความที่พระนลาฏบริบูรณ์และความที่พระเศียร บริบูรณ์. อธิบายว่า เพราะว่าพื้นพระมังสะของพระมหาบุรุษนูนขึ้นตั้งแต่หมวกพระกรรณเบื้องขวาปกพระ
  • 61.
    61 นลาฏทั้งสิ้นเต็มบริบูรณ์ไปจดหมวกพระกรรณเบื้องซ้าย. งดงามเหมือนแผ่นอุณหิสเครื่องประดับของ พระราชา. ได้ยินว่า ชนทั้งหลายเห็นลักษณะนี้ของพระมหาบุรุษได้กระทาทาแผ่นพระอุณหิสสาหรับ พระราชาทั้งหลาย. นี้ เป็นใจความข้อหนึ่งก่อน. ก็ชนเหล่าอื่นมีศีรษะไม่บริบูรณ์. บางคนมีศีรษะเหมือนลิง บางคนมีศีรษะเหมือนผลไม้ บางคน มีศีรษะเหมือนช้าง บางคนมีศีรษะเหมือนหม้อ บางคนมีศีรษะเหมือนเงื้อมภูเขา. แต่พระมหาบุรุษมีพระเศียรเช่นกับฟองน้าบริบูรณ์ดีดุจม้วนด้วยปลายเข็มตั้งไว้. ในสองนัยนั้น ในนัยแรก พระกุมารมีพระเศียรดุจพระเศียรประดับด้วยกรอบพระพักตร์ เพราะ เหตุนั้น พระกุมารจึงชื่อว่ามีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์. ในนัยที่สอง พระกุมารมีพระเศียรเป็นปริมณฑลในที่ทั้งปวงดุจอุณหีส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามี พระเศียรเป็นปริมณฑลดุจอุณหีส. ----------------------- วิปสฺสีสมญฺญาวณฺณนา พระกุมารมีพระสุรเสียงทาให้เกิดความรัก. ข้อนี้ เป็นอธิบายในบทนั้น เพราะนกการเวกมีเสียง เพราะ ได้ยินมาว่า เมื่อนกการเวกจิกมะม่วงสุกมีรสอร่อยด้วยจะงอยปาก แล้วดื่มรสที่ไหลออกมาแล้ว กระพือปีกร้อง บรรดาสัตว์ ๔ เท้า เริ่มเยื้องย่างเหมือนเมา. บรรดาสัตว์ ๔ เท้า แม้กาลังหาอาหารก็ทิ้งหญ้า ที่เข้าไปในปากฟังเสียงนั้น. บรรดาเนื้ อร้ายที่กาลังติดตามพวกเนื้ อน้อยๆ ก็ไม่วางเท้าที่ยกขึ้นยืนนิ่งอยู่. และ บรรดาเนื้ อที่ถูกติดตามก็ละความกลัวตายยืนนิ่ง. แม้บรรดานกกาลังบินไปบนอากาศก็เหยียดปีกหยุดฟัง เสียง. แม้บรรดาปลาในน้ากระดิกแผ่นหูหยุดฟังเสียงนั้น. นกการเวกมีเสียงเพราะถึงอย่างนี้ . แม้พระนางอสันธิมิตตาพระเทวีของพระเจ้าธรรมาโศกราช ก็ยังตรัสถามพระสงฆ์ว่า พระคุณเจ้า เสียงของใครๆ เช่นกับเสียงของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่หรือหนอ. พระสงฆ์ถวายพระพรว่า ถวายพระพร มีเสียงของนกการเวก. พระคุณเจ้า นกเหล่านั้นอยู่ที่ไหนเจ้าคะ. ถวายพระพรว่า อยู่ในป่าหิมพานต์. พระเทวีทูลพระราชาว่า ข้าแต่เทวะ หม่อมฉันประสงค์จะเห็นนกการเวก เพคะ. พระราชาทรง อธิษฐานว่า นกการเวกจงมาเกาะในกรงนี้ แล้วปล่อยกรงทองไป. กรงทองได้ไปตั้งอยู่ข้างหน้านกการเวกตัว หนึ่ง. นกการเวกนั้นคิดว่า กรงทองมาตามพระดารัสสั่งของพระราชา ไม่อาจขัดขืนได้แล้วจับเฉยอยู่ ณ ที่ นั้น. กรงทองได้มาตั้งอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระราชา อามาตย์ทั้งหลายไม่สามารถให้นกการเวกทาเสียงได้. ลาดับนั้น พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนายทั้งหลาย นกการเวกเหล่านี้ ทาเสียงอย่างไร. พวก อมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นกการเวกเหล่านี้ เห็นพวกญาติจึงจะทาเสียง. ลาดับนั้น พระราชารับสั่งให้เอากระจกล้อมนกการเวกนั้น. นกการเวกนั้น ครั้นเห็นเงาของตน
  • 62.
    62 สาคัญว่า ญาติของเรามาแล้ว จึงกระพือปีกร้องดุจเป่าแก้วมณีวงศ์ด้วยเสียงอันอ่อน.พวกมนุษย์ในสกลนคร เยื้องกรายดุจคนเมา พระนางอสันธิมิตตาดาริว่า เสียงของสัตว์เดียรัจฉานนี้ ยังเพราะถึงอย่างนี้ พระสุรเสียง ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบรรลุสิริ คือพระสัพพัญญุตญาณจะเป็นเช่นไรหนอ ยังพระปีติให้เกิดไม่ทรงละ พระปีตินั้น ทรงดารงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยบริวาร ๗๐๐ พึงทราบว่า เสียงนกการเวกยังเพราะถึงอย่างนี้ . แต่พระสุรเสียงของพระวิปัสสีราชกุมารได้ ไพเราะกว่านั้นร้อยส่วนพันส่วน. ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นชัดเจนโดยเว้นจากการหลับตา ความจาและความมืดและเห็นด้วยตาที่ ลืม. ในวาระที่สอง. ชื่อวิปัสสี เพราะเลือกดู. อธิบายว่า สอดส่องดู. ความว่า รู้เห็นแนะนาหรือพิจารณาอรรถคดี. ได้ยินว่า วันหนึ่ง เมื่อพระราชาประทับนั่งบนศาลสาหรับวินิจฉัย ทรงสอดส่องพิจารณาคดี แม่ นมนาพระมหาบุรุษซึ่งประดับตกแต่งพระองค์แล้วมาวางไว้บนพระหัตถ์ เมื่อพระราชานั้นทรงรับพระกุมาร วางบนพระเพลาแล้วทรงกอดจูบ พวกผู้พิจารณาได้ตัดสินคนที่เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียง แสดงความไม่พอพระทัย. พระราชาตรัสว่า พวกเจ้าพิจารณาคดีนี้ อย่างไร. พวกอามาตย์มองดูไม่เห็นคนอื่นเพราะตน วินิจฉัยคดีผิด คิดว่า เราจักตัดสินอย่างนี้ . พวกผู้พิพากษาตัดสินผู้เป็นเจ้าของโดยแท้ให้เป็นเจ้าของใหม่แล้ว พิจารณาดูว่า พระกุมารทรงทราบหรือไม่หนอ จึงทรงกระทาอย่างนี้ ได้ตัดสินผู้เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ อีก. พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนั้นอีก. ทีนั้น พระราชาทรงดาริว่า พระกุมารผู้เป็นมหา บุรุษย่อมรู้ ตั้งแต่นั้นมา มิได้ทรงประมาทเลย. ท่านกล่าวว่า พระกุมารทรงสอดส่องพิจารณาคดี หมายถึงข้อนี้ . ในปราสาท ๓ หลังนั้น ปราสาทที่ประทับในฤดูฝน ไม่สูงนัก ไม่ต่านัก. แม้ประตูและหน้าต่าง ของปราสาทนั้น ก็ไม่มากนัก ไม่น้อยนัก. อนึ่ง เครื่องปูพื้น เครื่องลาดของเคี้ยวและของบริโภคในปราสาทนี้ ควรรวมกัน. ในปราสาทสาหรับประทับในฤดูหนาว แม้เสา แม้ฝาก็ต่า. แม้ประตูและหน้าต่างน้อยก็มีช่อง สะดวก เพื่อเข้าไปหาความอบอุ่น ควรนาฝาและหิ้งออก ก็ในปราสาทหลังนี้ เครื่องปูพื้น เครื่องลาดพื้น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ควรเป็นผ้ากัมพลเป็นต้น ช่วยให้เกิดความอบอุ่น. ของเคี้ยวและของบริโภคอร่อยและเจือเผ็ด. ในปราสาทสาหรับประทับในฤดูร้อน แม้เสาแม้ฝาก็สูง. ก็ในปราสาทหลังนี้ ประตูและหน้าต่างมี ตาข่ายมากมาย. เครื่องลาดพื้นเป็นต้นควรสาเร็จด้วยผ้าสองชั้น. ของเคี้ยวและของบริโภคควรเป็นของเย็นมี รสอร่อย. อนึ่ง ในปราสาทหลังนี้ ชนทั้งหลายตั้งตุ่มใหม่ไว้ในที่ใกล้หน้าต่าง ใส่น้าจนเต็มแล้วปลูกบัวเขียว เป็นต้น. สายน้าไหลเหมือนฝนตกโดยท้องที่ที่ชนทั้งหลายทาท่อน้าไว้. อธิบายว่า ก็ที่ปราสาทนี้ มิใช่ดนตรีอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่มีผู้ชาย. แม้สถานที่ทั้งหมดก็ไม่มีผู้ชาย
  • 63.
    63 เหมือนกัน. แม้คนเฝ้าประตูก็เป็นผู้หญิง. แม้คนทาบริการมีอาบน้าเป็นต้นก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น. ได้ยินว่า พระราชาทรงดาริว่า ความรังเกียจบุรุษ เพราะเห็นบุรุษย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้เสวยอิสริย สมบัติและสุขสมบัติเห็นปานนั้น ความรังเกียจบุรุษนั้นอย่าได้มีแก่บุตรของเราเลยดังนี้ จึงทรงตั้งสตรีเท่านั้น ในกิจการทั้งหมด. จบอรรถกถาภาณวารที่หนึ่ง ------------------ ชิณฺณปุริสวณฺณนา นัยว่า มหาพรหมชั้นสุทธาวาสดาริว่า พระมหาบุรุษทรงติดในกามคุณทั้ง ๕ ดุจช้างติดหล่ม เรา จักยังสติให้เกิดแก่พระมหาบุรุษนั้นดังนี้ จึงได้แสดงบุรุษนั้น. อนึ่ง ทั้งพระโพธิสัตว์และสารถีก็ทอดพระเนตรเห็นและเห็นบุรุษที่ท้าวมหาพรหมแสดงไว้แล้ว อย่างนี้ นั้น. จริงอยู่ แม้พรหมทั้งหลายได้แสดงบุรุษนั้นก็เพื่อความไม่ประมาทของพระโพธิสัตว์ และเพื่อการ สนทนาของสารถี. พระกุมารตรัสถามว่า ก็คนนี้ เป็นอะไร. สารถีทูลว่า คนนี้ เป็นคนแก่ พระเจ้าข้า. ท่านกล่าวไว้อย่างไร. พระกุมารตรัสถามว่า นี้ แน่เราไม่เคยเห็นบุรุษเห็นปานนี้ มาก่อนเลย. หลายบทว่า ถ้าเช่นนั้น สหายสารถี วันนี้ พอแล้วสาหรับภาคพื้นสวน ความว่า พระกุมารตรัสว่า วันนี้ เราพอแล้วสาหรับภาคพื้นสวนที่เราเห็น เรากลับกันเถิดดังนี้ ทรงสลดพระทัยตรัสอนุรูปแก่ความ สังเวช. ความว่า เมื่อมีชาติ ชราย่อมปรากฏ จงตาหนิเกลียดชังชาติ ชาติชื่อว่าเป็นสิ่งน่าเกลียด เพราะ เหตุนั้น พระกุมารประทับนั่งขุดรากของชาติ ดุจถูกศรลูกแรกแทงพระทัยฉะนั้น. นัยว่า พระราชาตั้งแต่พวกพราหมณ์นักพยากรณ์กราบทูล ทรงเงี่ยพระโสตสดับอยู่ตลอดเวลา. พระราชาทรงสดับว่า พระกุมารนั้นเสด็จประพาสพระอุทยาน เสด็จกลับในระหว่างทาง จึงรับสั่งให้เรียก สารถีมา. ความว่า พระราชาทรงดาริอย่างนี้ ว่า กุมารโอรสของเราจงครองราชสมบัติ จงอย่าบวช ถ้อยคา ของพวกพราหมณ์จงอย่าเป็นจริงดังนี้ . -------------------- โพธิสตฺตปพฺพชฺชาวณฺณนา ความว่า พระกุมารทรงสดับคาเป็นต้นว่า การประพฤติธรรมเป็นความดีของบรรพชิต และคา อื่นอีกมากอันเป็นธรรมกถาประกอบด้วยโทษของผู้อยู่ครองเรือน อันคับแคบด้วยบุตรและภรรยาที่หมู่
  • 64.
    64 มหาชนรักษาอยู่และประกอบด้วยอานิสงส์แห่งวิเวกของบรรพชิตผู้อยู่ในป่าตามสบาย มีใจเป็นเช่นมฤค แล้ว มีพระประสงค์จะบรรพชา ดูกรภิกษุทั้งหลายครั้งนั้นแล วิปัสสีกุมารจึงได้เรียกสารถีมา. ชื่อว่าการเห็นเทวทูตทั้ง ๒ เหล่านี้ แล้วบวชเป็นวงศ์ เป็นแบบแผน เป็นประเพณีของพระ โพธิสัตว์ทุกพระองค์. อนึ่ง พระโพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็ย่อมเห็นสิ้นกาลนาน เหมือนพระวิปัสสีกุมารพระองค์นี้ ทรงเห็น แล้วตลอดกาลนาน. แต่พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายทรงเห็นเทวทูตทั้ง ๔ วันเดียวเท่านั้น ก็เสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ทรงบรรพชาที่ฝั่งแม่น้าอโนมา จากนั้น เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้น พระราชาพิมพิสารทูลถามว่า ท่านบัณฑิต ท่านบวชเพื่ออะไร ตรัสว่า มหาบพิตร อาตมาเห็นคนแก่ คนเจ็บได้รับทุกข์ และคนตายถึงอายุขัย กับได้เห็นบรรพชิตนุ่ง ห่มผ้ากาสายะ เพราะฉะนั้น จึงบวช ถวายพระพร. ---------------------- มหาชนกายอนุปพฺพชฺชาวณฺณนา ได้ยินว่า มหาชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้ เป็นบุรุษอุปฐากของพระวิปัสสีกุมาร. มหาชนเหล่านั้นมา อุปฐากแต่เช้าตรู่ ครั้นไม่เห็นพระกุมาร จึงพากันกินอาหารเช้า ครั้นกินอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงมา ถามว่า พระกุมารไปไหน ครั้นสดับว่า พระกุมารเสด็จไปพระอุทยานจึงพากันออกไปด้วยคิดว่า พวกเราจักเฝ้าพระกุมาร ในพระอุทยานนั้น ครั้นเห็นสารถีกลับ ได้สดับคาของสารถีนั้นว่า พระกุมารทรงบรรพชาแล้วจึงเปลื้องอาภรณ์ทุก อย่างไว้ในที่ที่ได้สดับแล้วนั่นเอง ให้คนนาผ้ากาสายะสีเหลืองจากตลาดมา แล้วปลงผมและหนวดบวชแล้ว. ด้วยเหตุดังนี้ ในที่นี้ จึงไม่กล่าวว่า ออกจากราชธานีพันธุมดี เพราะออกจากนครแล้วจึงได้สดับนอกนคร. ความว่า พระวิปัสสีโพธิสัตว์สร้างมณฑปใหญ่ในที่ที่ไปแล้ว ตระเตรียมทานมารับนิมนต์ใน วันรุ่งขึ้นรับภิกษาที่มหาชนขอร้องไว้ เที่ยวจาริกไปตลอด ๔ เดือน. ก็ความวิตกนี้ เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์เมื่อไร. ในวันขึ้น ๑๔ ค่า เพราะวันพรุ่งนี้ จักเป็นวันเพ็ญเดือน ๖. ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงดาริว่า พวกนี้ เมื่อก่อนแวดล้อมเราผู้เป็นคฤหัสถ์เที่ยวไป อย่างใด แม้เดี๋ยวนี้ ก็เป็นอย่างนั้นอยู่อีก ประโยชน์อะไรด้วยคณะนี้ ทรงรังเกียจด้วยการปะปนอยู่กับคณะ ทรงดาริว่า เราจะไปวันนี้ แหละ แล้วทรงดาริต่อไปว่า วันนี้ ยังไม่ถึงเวลา หากเราจักไปเดี๋ยวนี้ พวกนี้ ทั้งหมด ก็จะรู้ เราจักไปวันพรุ่งนี้ . อนึ่ง ในวันนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านเช่นกับหมู่บ้านอุรุเวลาได้นิมนต์พระโพธิสัตว์เพื่อฉันใน วันรุ่งขึ้น.
  • 65.
    65 ชาวบ้านเหล่านั้นตระเตรียมข้าวปายาสสาหรับบรรพชิต ๘๔,๐๐๐ รูปและสาหรับพระมหาบุรุษ. ขณะนั้นพระมหาบุรุษได้ฉันอาหารกับบรรพชิตเหล่านั้นในบ้านนั้น ในวันรุ่งขึ้นแล้วได้ไปที่อยู่. ณ ที่นั้น พวก บรรพชิตได้ปรนนิบัติพระมหาบุรุษเสร็จแล้วเข้าไปที่พักกลางคืนและกลางวันของตนๆ. แม้พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปประทับนั่ง ณ บรรณศาลา ทรงราพึงว่า เมื่อถึงเวลาเที่ยง นกทั้งหลายมารวมกัน ป่าใหญ่จะมีเสียงอึกกะทึก ภัยนั้นจะส่องถึงเรา ในคราวมีภัยแก่ผู้ยินดีในความสงัด ในคราวมีความวุ่นวายแก่สัตว์ทั้งปวงเห็นปานนี้ พระ โพธิสัตว์ทรงดาริว่านี้ ถึงเวลาแล้ว จึงเสด็จออกปิดประตูบรรณศาลา บ่ายพระพักตร์สู่โพธิมัณฑะ. แม้ในกาล อื่น พระโพธิสัตว์เที่ยวไปในที่นั้น ทรงเห็นโพธิมัณฑ์ แต่พระทัยพระโพธิสัตว์นั้นไม่เคยน้อมไปเพื่อประทับนั่ง เลย. แต่วันนั้น พระญาณของพระโพธิสัตว์ถึงความแก่กล้า เพราะฉะนั้น เกิดจิตเพื่อทอดพระเนตร โพธิมัณฑะที่ตกแต่งแล้วเสด็จขึ้นไป. พระโพธิสัตว์นั้นเสด็จเข้าไปโดยส่วนทิศใต้ทรงกระทาประทักษิณปูบัลลังก์กว้าง ๑๔ ศอกในส่วน ทิศตะวันออก ทรงอธิษฐานความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ประทับนั่งทรงตั้งปฏิญญาว่า เราจะไม่ลุกจาก ที่นี้ ตลอดเวลาที่เรายังมิได้เป็นพุทธะ. ท่านกล่าวบทนี้ ว่า พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวหลีกออกจากคณะอยู่ หมายถึงการหลีกออกจาก พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ . ความว่า นัยว่า บรรพชิตเหล่านั้นมาอุปฐากพระโพธิสัตว์ ตอนเย็นแล้วนั่งล้อมบรรณศาลากล่าว ว่า เกินเวลาไปมากแล้ว พวกท่านจงเข้าไปสังเกตการณ์ ครั้นเปิดบรรณศาลา แม้เมื่อไม่เห็นพระโพธิสัตว์นั้น ก็มิได้ติดตามให้รู้ว่า พระโพธิสัตว์เสด็จไปไหน. พวกบรรพชิตคิดว่า พระมหาบุรุษทรงเบื่อในการอยู่ร่วมคณะ เห็นจะมีพระประสงค์จะประทับอยู่ พระองค์เดียว พวกเราจักเห็นพระโพธิสัตว์ตอนได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั่นแหละ แล้วพากันมุ่งหน้าไป ภายในชมพูทวีป หลีกออกจาริกไป. ---------------- อภินิเวสวณฺณนา ความว่า กระทาไว้ในใจโดยอุบาย คือทาทางไว้ในใจ. อธิบายว่า จริงอยู่ เมื่อกระทาไว้ในใจซึ่ง ลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น โดยลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่าผู้กระทาไว้ในใจโดยอุบายแยบ คาย. อนึ่ง โยนิโสมนสิการนี้ ย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งของบรรดาอภิสมัยเหล่านั้น เพราะความ เป็นไปด้วยสามารถแห่งปรีชาคานึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติเป็นต้นย่อมมี เมื่ออะไรไม่มี ชาติเป็นต้นย่อมไม่มีดังนี้ เพราะฉะนั้น การตรัสรู้ด้วยปัญญาได้มีแก่พระโพธิสัตว์นั้น เพราะ กระทาไว้ในใจโดยแยบคายจากนี้ คือด้วยการกระทาไว้ในใจโดยอุบายนี้ ดังนั้น เมื่อสิ่งใดมี ชรามรณะย่อมมี การรวมกันเข้ากับเหตุ คือชราและมรณะนั้นได้มีด้วยพระปัญญาของพระโพธิสัตว์. ก็ชราและมรณะนั้นมี เพราะอะไร. เพราะชาติ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อชาติมี ชรามรณะจึงมี การรวมกัน
  • 66.
    66 เข้ากับปัญญากาหนดเหตุแห่งชราและมรณะได้มีแก่พระโพธิสัตว์ นี้ เป็นอธิบายในข้อนี้. พึงทราบบททั้งหมด โดยทานองนี้ . ก็ในบทว่า เมื่อนามรูปมี วิญญาณจึงมี นี้ ความว่า ควรจะกล่าวว่า เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี และเมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี แม้ทั้งสองนั้นเชื่อถือไม่ได้. เพราะอะไร. เพราะอวิชชากับสังขารเป็นอดีตภพ. วิปัสสนานี้ ไม่ต่อกับอวิชชาและสังขารเหล่านั้น. จริงอยู่ พระมหาบุรุษทรงตั้งมั่นอยู่แล้วด้วยสามารถแห่งปัจจุบัน. อันผู้ไม่เห็นอวิชชาและสังขาร ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้มิใช่หรือ. จริง ไม่อาจเป็นได้. แต่ธรรมเหล่านั้นอันพระมหาบุรุษนี้ เห็นแล้วด้วย สามารถแห่งภพ อุปาทานและตัณหา. ก็ในที่นี้ ควรกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร. ปฏิจจสมุปบาทนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. ในบททั้งหลายเหล่านั้น ความว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลมีประเภทเป็นต้นว่า ชาติชรา มรณะโสกะปริเทวะทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมมีได้. พระมหาบุรุษได้เห็นความเกิดแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งมวล ด้วยประการฉะนี้ . ในบททั้งหลายว่า จักษุเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น ความว่า ก็ปัญญาเห็นความเกิดนี้ ท่านกล่าวว่าเป็น จักษุ ด้วยอรรถว่าเห็น เป็นญาณด้วยอรรถว่าทาให้รู้ เป็นปัญญาด้วยอรรถว่ารู้ทั่ว เป็นวิชชาด้วยอรรถว่ารู้ แจ้งแทงตลอดเกิดขึ้นแล้ว เป็นอาโลกะ ด้วยอรรถว่าเป็นแสงสว่างดังนี้ . เหมือนอย่างท่านกล่าวแล้วว่า จักษุเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่าเห็น ญาณเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่ารู้ แล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่ารู้ทั่ว วิชชาเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่าแทงตลอด อาโลกะเกิดขึ้นแล้วโดย อรรถว่าแสงสว่าง จักษุเป็นเหตุ อรรถว่าเห็นเป็นผล ญาณเป็นเหตุ อรรถว่ารู้แล้วเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุ อรรถว่ารู้ชัดเป็นผล วิชชาเป็นเหตุ อรรถว่าแทงตลอดเป็นผล อาโลกะเป็นเหตุ อรรถว่าแสงสว่างเป็นผล ดังนี้ . พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทรงบาเพ็ญบารมีในปัจฉิมภพ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในวัน พระโอรสประสูติ ทรงผนวช ทรงประกอบความเพียรเสด็จขึ้นโพธิบัลลังก์ ทรงกาจัดมารและเสนามารในยาม ต้น ทรงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ในยามที่สองทรงชาระทิพพจักขุ ในยามที่สามทรงพิจารณา ปัจจยาการ ทรงออกจากจตุตถฌานกาหนดลมหายใจเข้าออก ทรงเพ่งพินิจในขันธ์ ๕ ทรงเห็นลักษณะ ๕๐ ถ้วนด้วยสามารถความเกิดและความเสื่อมทรงเจริญวิปัสสนา จนกระทั่งถึงโคตรภูญาณแล้วทรงแทงตลอด พุทธคุณทั้งสิ้นด้วยอริยมรรค. อนึ่ง พระมหาบุรุษแม้พระองค์นี้ ก็ได้บาเพ็ญบารมีแล้ว พระองค์ทรงกระทาตามลาดับทั้งหมด ดังที่กล่าวแล้วในปัจฉิมยาม ทรงออกจากจตุตถฌาน กาหนดลมหายใจเข้าออก ทรงเพ่งพินิจในขันธ์ ๕ ทรง ปรารภการเห็นแจ้งความเกิดและความเสื่อมมีประการดังที่กล่าวแล้ว. ท่านกล่าวถึงความเห็นแจ้งอันจะให้ถึง ความพ้นนี้ เพื่อแสดงถึงความเห็นแจ้งความเกิดและความเสื่อมนั้น. พึงทราบความพิสดารของบท สมุทโย นั้นอย่างนี้ ว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด เพราะตัณหา เกิด รูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิด รูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด เพราะเหตุนั้น แม้เห็นลักษณะแห่ง การเกิดอยู่ก็ย่อมเห็นเหตุเกิดของรูปขันธ์. แม้ในความดับก็พึงทราบความพิสดารอย่างนี้ ว่า เพราะอวิชชาดับ
  • 67.
    67 รูปจึงดับ ฯลฯ แม้เห็นลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลงอยู่ก็ย่อมเห็นความดับแห่งรูปขันธ์. บทว่าเมื่อพระโพธิสัตว์นั้นทรงพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ ความว่า เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมด้วยสามารถลักษณะ ๕๐ ถ้วน ใน อุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นเหล่านี้ อยู่ เมื่อวิปัสสนาญาณเจริญแล้วตามลาดับ จิตไม่ยึดมั่นเพราะไม่เกิด ย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลาย กล่าวคืออาสวะดับสนิทด้วยอนฺปาทนิโรธ. จิตนั้นชื่อว่าย่อมพ้นในขณะมรรค ชื่อ ว่าพ้นแล้วในขณะผล หรือว่าพ้นแล้วและจะพ้นในขณะมรรค เป็นอันพ้นแล้วในขณะผลนั่นเอง. ด้วยเหตุเพียง เท่านี้ แล พระมหาบุรุษทรงพ้นแล้วจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง มีพระสันดานเบิกบานดุจประทุมต้องแสงอาทิตย์ ฉะนั้น มีพระดาริบริบูรณ์ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ทรงกระทามรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณกาหนดกาเนิด ๔ ญาณกาหนดคติ ๕ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธคุณทั้งมวลให้อยู่ในเงื้อมพระ หัตถ์. ทรงกระทาไว้ในพระทัยอย่างนี้ ว่า เราแล่นไปสิ้นสงสารหลายชาติ แสวงหาช่างทาเรือนไม่พบ การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนช่าง ทาเรือน เราพบท่านแล้ว ท่านจะไม่ทาเรือนอีก เราหักซี่โครงของท่านหมดแล้ว เรารื้อเรือนยอดเสียแล้ว จิต ของเราไม่ได้ปรุงแต่งแล้ว เราได้บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว. ไม่มีคติเพื่อประกาศแก่ผู้ที่พ้นโดยชอบ ผู้ข้ามโอฆะอันผูกมัดด้วยกาม ผู้บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหว เหมือนอันใครๆ ไม่รู้คติของผู้ทาลายท่อนเหล็กอันรุ่งเรืองด้วยพระเวท เป็นผู้สงบโดยลาดับฉะนั้น. ทรงรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ในสารทกาลและดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ. จบภาณวารกถาที่ ๒ ------------------ ธมฺมเทสนาธิฏฺฐานวณฺณนา ความว่า ไฉนหนอ เราจะพึงแสดงธรรม. ก็วิตกนี้ เกิดขึ้นแล้วเมื่อไร. เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๘ ของผู้เป็นพระพุทธเจ้า. ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ตลอดสัปดาห์ ประทับยืนเพ่งดูโพธิบัลลังก์ตลอดสัปดาห์ เสด็จจงกรม ณ เรือนแก้วตลอดสัปดาห์ ประทับนั่งเฟ้นพระธรรม ณ เรือนแก้วตลอดสัปดาห์ ประทับนั่ง ณ อชปาลนิโครธตลอดสัปดาห์ ประทับนั่ง ณ โคนมุจลินท์ตลอดสัปดาห์ ประทับนั่ง ณ ราชายตนะตลอดสัปดาห์ เสด็จลุกจากราชายตนะนั้น พอ พระองค์เสด็จมาในสัปดาห์ที่ ๘ ประทับนั่ง ณ อชปาลนิโครธอีก ความวิตกนี้ และความวิตกนอกเหนือจากนี้ ที่พระพุทธเจ้าประพฤติและประพฤติมาอย่างสม่าเสมอเกิดขึ้นแล้วแก่พระพุทธเจ้าทั้งปวง. สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีด้วยอาลัยในกามและอาลัยในตัณหาแม้เหล่านี้ เป็นผู้เบิกบานกระสันใน สังสารวัฏอยู่ เหมือนพระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยาน อันสมบูรณ์ด้วยรุกขชาติที่เต็มไปด้วยดอกและ ผลเป็นต้น ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี ทรงรื่นรมย์เบิกบานชื่นชมเพลิดเพลินด้วยสมบัตินั้นๆ ไม่ทรงเบื่อหน่าย
  • 68.
    68 ไม่ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับ แม้เย็นแล้วฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความอาลัยแม้ ๒ อย่าง ดุจภาคพื้นอุทยานแก่ สัตว์เหล่านั้น จึงตรัสว่า อาลยรามา คือมีอาลัยเป็นที่ยินดีดังนี้ เป็นต้น. เพราะไม่ประสงค์จะทรงแสดง โดยความเป็นผู้ไม่มีความขวนขวาย. ก็เพราะเหตุไร พระทัยของ พระองค์จึงน้อมไปอย่างนี้ เล่า พระองค์ทรงกระทาความปรารถนาไว้ว่า เรานั่นพ้นแล้วจักปลดเปลื้องสัตว์ เราข้ามได้แล้วจักให้สัตว์ข้ามบ้าง จะได้ประโยชน์อะไรด้วยเราผู้รู้แจ้งธรรมในโลกนี้ แล้ว จะไม่ให้ผู้อื่นรู้บ้าง เราบรรลุสัพพัญญุต ญาณแล้ว จักยังสัตว์พร้อมด้วยเทวดาให้ข้ามพ้นไป ดังนี้ มิใช่หรือ แล้วทรงบาเพ็ญบารมีจนได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. ข้อนั้นเป็นความจริง แต่จิตของพระองค์ทรงน้อมไปอย่างนั้นด้วยอานุภาพแห่งการพิจารณา. จริงอยู่ เมื่อพระองค์บรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงพิจารณาถึงความที่สัตว์ทั้งหลายยังยึดกิเลส อยู่ และความที่พระธรรมเป็นธรรมลึกซึ้ง ความที่สัตว์ทั้งหลายยังยึดถือกิเลสอยู่ และความที่พระธรรมเป็น ธรรมลึกซึ้ง ปรากฏโดยอาการทั้งปวง. เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อพระองค์ทรงดาริว่า สัตว์เหล่านี้ แลเต็มไปด้วยกิเลสเศร้าหมองยิ่งหนัก ถูก ราคะย้อม ถูกโทสะครอบงา ลุ่มหลงไปด้วยโมหะ ดุจน้าเต้าเต็มไปด้วยน้าส้ม ดุจถาดเต็มไปด้วยเปรียง ดุจ ผืนผ้าขี้ริ้วชุ่มไปด้วยมันเหลวและน้ามัน ดุจมือเปื้ อนไปด้วยยาหยอดตา เขาเหล่านั้นจักรู้แจ้งแทงตลอดไปได้ อย่างไร ดังนี้ จิตจึงน้อมไปอย่างนั้น ด้วยอานุภาพแห่งการยึดถือกิเลสและการพิจารณา. อนึ่ง พระธรรมนี้ ลึกซึ้งดุจลาน้าหนุนแผ่นดินไว้ เห็นได้ยากดุจเมล็ดผักกาดที่ถูกภูเขากาบังไว้ ตั้งอยู่ และรู้ตามได้ยากดุจการแยกปลายด้วยปลายของขนสัตว์ที่ผ่าออก ๑๐๐ ส่วน. จริงอยู่ เราพยายามเพื่อรู้แจ้งแทงตลอด ธรรมนี้ ไม่มีทานที่ไม่ได้ให้ ไม่มีศีลที่ไม่ได้รักษา ไม่มี บารมีที่ไม่ได้บาเพ็ญมิใช่หรือ แม้เมื่อเรากาจัดมารและเสนามารดุจไร้ความอุตสาหะ แผ่นดินก็ไม่หวั่นไหว แม้เมื่อเราระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในชาติก่อนในปฐมยามได้ก็ไม่หวั่นไหว แม้เมื่อเราชาระทิพพจักษุใน มัชฌิมยามก็ไม่หวั่นไหว แต่เมื่อเรารู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม แผ่นดินหมื่นโลกธาตุได้ หวั่นไหวแล้ว ด้วยประการดังนี้ แม้ชนเช่นเรายังรู้แจ้งแทงตลอดธรรมนี้ ด้วยญาณอันกล้าได้โดยยากถึงเพียงนี้ แล้ว มหาชน ชาวโลกจักรู้แจ้งแทงตลอดธรรมนั้นได้อย่างไร เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า จิตของพระองค์น้อมไปแล้วอย่าง นั้น แม้ด้วยอานุภาพแห่งความที่พระธรรมเป็นธรรมลึกซึ้งและด้วยการพิจารณาดังนี้ . อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระพรหมทูลวิงวอน จิตของพระองค์ก็น้อมไปอย่างนี้ เพราะมีพระประสงค์จะ แสดง. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า เมื่อจิตของเราน้อมไปเพราะความที่เราเป็นผู้มีความ ปรารถนาน้อย มหาพรหมวิงวอนเราเพื่อขอให้แสดงธรรม ก็สัตว์เหล่านี้ เป็นผู้เคารพพรหม เมื่อรู้ว่ามีข่าวว่า พระศาสดาไม่มีพระประสงค์จะแสดงธรรมแก่พวกเรา ทีนั้น มหาพรหมทูลวิงวอนพระองค์ให้แสดงแล้ว ผู้
  • 69.
    69 เจริญทั้งหลาย พระธรรมสงบหนอ ประณีตหนอดังนี้จักตั้งใจฟัง ดังนี้ . พึงทราบว่า อาศัยเหตุนี้ จิตของพระองค์จึงน้อมไป เพื่อความที่พระองค์เป็นผู้มีความขวนขวาย น้อย ไม่น้อมไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม. บุคคลที่มีศรัทธา มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุ มาก บุคคลผู้ปรารภความเพียร มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้เกียจคร้านมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุ มาก บุคคลผู้มีสติตั้งมั่นมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้มีสติลุ่มหลง มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก บุคคลผู้มีปัญญามีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคลผู้มีปัญญาทรามมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก เช่นเดียวกันบุคคลผู้มีศรัทธามีอินทรีย์แก่กล้า ฯลฯ บุคคลผู้มีปัญญามักเห็นโลกอื่นและโทษด้วยความเป็น ภัย บุคคลผู้มีปัญญาทรามมักไม่เห็นโลกอื่นและโทษโดยความเป็นภัย. อธิบายว่า บัวบางเหล่าที่ตั้งขึ้นพ้นน้าคอยรอสัมผัสแสงอาทิตย์แล้วบานในวันนี้ . บางเหล่าตั้งอยู่ เสมอน้าจักบานในวันพรุ่งนี้ . บางเหล่ายังจมอยู่ภายในน้าอันน้าเลี้ยงไว้จักบานในวันที่ ๓. แต่ว่ายังมีดอกบัว เป็นต้นที่มีโรคแม้เหล่าอื่นไม่ขึ้นพ้นจากน้าแล้ว ดอกบัวเหล่าใดจักไม่บาน จักเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า อย่างเดียว ดอกบัวเหล่านั้น ท่านไม่ควรนาขึ้นสู่บาลีได้แสดงไว้ชัดแล้ว. บุคคล ๔ จาพวก คือ อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยย ปทปรมะ ก็เปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่านั้นแล. ในบุคคล ๔ จาพวกนั้น บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่ท่านยกขึ้นแสดง ชื่ออุคฆฏิตัญญู. บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อท่านแจกความแห่งคาย่อโดยพิสดาร ชื่อว่าวิปจิตัญญู. บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมโดยลาดับ ด้วยความพากเพียรท่องจา ด้วยการไต่ถาม ด้วยทาไว้ในใจโดยแบบคาย ด้วยคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร ชื่อว่าเนยย. บุคคลที่ไม่ตรัสรู้ธรรมได้ในชาตินั้น แม้เรียนมาก ทรงไว้มาก สอนเขามาก ชื่อว่าปทปรมะ. ในบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุ เช่นกับดอกบัว เป็นต้น ได้ทรงเห็นแล้ว ว่า บุคคลจาพวกอุคฆฏิตัญญู ดุจดอกบัวจะบานในวันนี้ บุคคลจาพวกวิปจิตัญญู ดุจดอกบัวจักบานในวัน พรุ่งนี้ บุคคลจาพวกเนยยะ ดุจดอกบัวจักบานในวันที่ ๓ บุคคลจาพวกปทปรมะ ดุจดอกบัวอันเป็นภักษา แห่งปลาและเต่า. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงตรวจดูได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้ ว่า สัตว์มีกิเลส เพียงดังธุลีในจักษุน้อยมีประมาณเท่านี้ สัตว์มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมากมีประมาณเท่านี้ แม้ในสัตว์ เหล่านั้นจาพวกที่เป็นอุคฆฏิตัญญู มีประมาณเท่านี้ ดังนี้ . ในสัตว์ ๔ จาพวกนั้น การแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมสาเร็จประโยชน์แก่บุคคล ๓ จาพวกในอัตภาพนี้ แล. ลาดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมเทศนาอันนามาซึ่งประโยชน์แก่บุคคล ๔ จาพวกเหล่านี้ แล้ว ยังความเป็นผู้มีพระประสงค์จะทรงแสดงให้เกิดขึ้น ได้ทรงจัดสัตว์แม้ทั้งปวงในภพ ๓ ใหม่ ให้เป็นสองส่วนด้วยสามารถแห่งภัพสัตว์และอภัพสัตว์ สัตว์ที่ท่านกล่าวหมายถึงนั้น คือ
  • 70.
    70 สัตว์เหล่าใดประกอบด้วยกัมมาวรณะ วิปากาวรณะ กิเลสาวรณะไม่มีศรัทธา ไม่มีความ พยายาม มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่ควรก้าวลงสู่ความชอบในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลอย่างแน่นอน สัตว์ ทั้งหลายเหล่านี้ นั้นเป็นอภัพสัตว์ ภัพสัตว์เป็นไฉน สัตว์เหล่าใดไม่ประกอบด้วย กัมมาวรณะ ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ นั้นเป็นภัพ สัตว์ ดังนี้ . ในบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละอภัพบุคคลแม้ทั้งหมด ทรงกาหนดภัพบุคคลอย่างเดียว ด้วยพระญาณ ได้ทรงจัดให้เป็น ๖ ส่วน คือสัตว์จาพวกราคจริตประมาณเท่านี้ สัตว์จาพวกโทสจริต โมหจริต วิตักกจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต มีประมาณเท่านี้ . ครั้นทรงจัดอย่างนี้ แล้ว จึงทรงพระดาริว่า เราจักแสดงธรรม ดังนี้ บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดเขาหินล้วนพึงเห็นหมู่ชนโดยรอบฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นผู้มีปัญญาดี มีจักษุโดยรอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณก็ฉันนั้น เสด็จขึ้นสู่ปราสาทสาเร็จด้วย ธรรมสาเร็จด้วยปัญญา เป็นผู้ปราศจากความโศกด้วยพระองค์เอง ทรงพิจารณา ทรงใคร่ครวญ ทรงตรวจ ตราหมู่ชนผู้เกลือกกลั้วไปด้วยความโศก ถูกชาติชราครอบงาแล้ว. ในบทนี้ มีอธิบายดังนี้ เหมือนอย่างว่า มนุษย์ทั้งหลายกระทาที่ดินผืนใหญ่โดยรอบเชิงภูเขา แล้ว ปลูกกะท่อมในแนวพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ณ ที่ดินผืนนั้น จุดไฟในเวลากลางคืน อนึ่ง ที่ดินนั้นพึงมี ความมืดประกอบด้วยองค์ ๔. ขณะนั้น เมื่อบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขานั้น มองดูพื้นที่ที่ดินไม่ปรากฏ แนวพื้นที่เพาะปลูก ไม่ปรากฏ กระท่อมไม่ปรากฏ พวกมนุษย์ที่นอนในกระท่อมนั้นไม่ปรากฏ แต่ปรากฏเพียงเปลวไฟใน กระท่อมทั้งหลาย เท่านั้น ฉันใด เมื่อพระตถาคตเสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาททรงตรวจดูหมู่สัตว์ สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้ทาความดี แม้ นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวา ในในที่อยู่แห่งเดียวกัน ก็ฉันนั้น ก็ไม่มาถึงคลองแห่งพุทธจักษุ ย่อมเป็นเหมือน ลูกศรที่ซัดไปในเวลากลางคืน แต่สัตว์ทั้งหลายที่ทาความดี เป็นเวไนยบุคคล แม้ยืนอยู่ไกลพระตถาคตนั้น ย่อมมาสู่คลองได้. สัตว์เหล่านั้นย่อมเป็นดุจไฟและดุจภูเขาหิมพานต์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏ ณ ที่ไกล เหมือนภูเขาหิมพานต์ อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ ณ ที่นี้ เหมือนลูกศรที่เขาซัดไปในเวลากลางคืน ฉะนั้น. ---------------- พุทฺธกิจฺจวณฺณนา แม้พระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ก็เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี เสด็จไปเพื่อทรง แสดงธรรมเป็นครั้งแรก ได้เสด็จไปทางอากาศแล้ว เสด็จลง ณ ที่นั้นเหมือนกัน. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของ เราทั้งหลายทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยของอุปกาชีวก ทรงทราบว่า อุปกะเดินมาทางนี้ เห็นเราจักสนทนา
  • 71.
    71 กับเราแล้วไป แต่แล้วอุปกะเบื่อหน่ายจักมาหาเราอีก แล้วจักทาให้แจ้งซึ่งพระอรหัตดังนี้ ได้เสด็จด้วยพระ บาทเปล่าสิ้นทาง ๑๘ โยชน์. บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกคนเฝ้ามฤคทายวัน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทอดพระเนตรดูคนเฝ้าสวนมฤคทายวันหลายครั้งแล้ว ตรัสเรียกให้เข้าไปหา ตรัสสั่งให้ไปบอกขัณฑราชบุตร และติสสบุตรปุโรหิตว่า ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จมาแล้ว. ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกถาตามลาดับอย่างนี้ คือทานกถา ศีลในลาดับทาน สวรรค์ใน ลาดับศีล มรรคในลาดับสวรรค์. ความว่า ชื่อว่า ทานนี้ เป็นเหตุของความสุขทั้งหลาย เป็นบ่อเกิดแห่งสมบัติทั้งหลาย เป็นที่ตั้ง แห่งโภคะทั้งหลาย เป็นความต้านทานเป็นที่อาศัย เป็นคติ เป็นเครื่องค้าจุนของผู้ที่ถึงความสงบวิเศษ ที่พึ่ง ที่ตั้งอารมณ์ ความต้านทาน ที่อาศัยคติการค้าจุน เช่นกับทานย่อมไม่มีในโลกนี้ และในโลกหน้า. จริงอยู่ ทานนี้ ชื่อว่าเช่นกับสีหาศน์ สาเร็จด้วยแก้วเพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่ง ชื่อว่าเช่นกับ แผ่นดินใหญ่ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง ชื่อว่าเช่นกับเชือกรัด เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ชื่อว่าเช่นกับ เรือ เพราะอรรถว่าข้ามไปจากทุกข์ ชื่อว่าเช่นกับความกล้าในสงคราม เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องปลอบใจ ชื่อ ว่าเช่นกับนครที่ปรับปรุงดีแล้ว เพราะอรรถว่าป้องกันภัย ชื่อว่าเช่นกับประทุม เพราะอรรถว่าไม่ติดด้วย มลทิน คือความตระหนี่เป็นต้น ชื่อว่าเช่นกับไฟ เพราะอรรถว่าเผากิเลสเหล่านั้น ชื่อว่าเช่นกันอสรพิษ เพราะอรรถว่าเข้าไปใกล้ได้ยาก ชื่อว่าเช่นกับสีหะ เพราะอรรถว่าไม่สะดุ้ง ชื่อว่าเช่นกับช้าง เพราะอรรถว่ามี กาลัง ชื่อว่าเช่นกับพญาม้าวลาหก เพราะอรรถว่าให้ถึงพากพื้นแห่งความปลอดภัย จริงอยู่ ทานย่อมให้สักกสมบัติในโลก ย่อมให้มารสมบัติ พรหมสมบัติ จักรพรรดิสมบัติ สาวก ปารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ อภิสัมโพธิญาณ. ก็เพราะเมื่อให้ทานจึงสามารถสมาทานศีลได้ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสสีลกถาในลาดับทานนั้น. ความว่า กถาปฏิสังยุตด้วยคุณของศีล มีอาทิอย่างนี้ ว่า ชื่อว่าศีลนี้ เป็นที่พึง เป็นที่ตั้ง เป็น อารมณ์ เป็นเครื่องป้องกัน เป็นที่อาศัย เป็นคติ เป็นเครื่องค้าจุน จริงอยู่ ที่พึ่ง ที่ตั้ง อารมณ์ เครื่องป้องกัน ที่อาศัย คติ เครื่องค้าจุน เช่นกับศีล ย่อมไม่มี แก่ สมบัติในโลก นี้ และโลกหน้า เครื่องประดับเช่นกับศีล ย่อมไม่มี ดอกไม้เช่นกับดอกไม้คือศีล ย่อมไม่มี กลิ่น เช่นกับกลิ่นศีล ย่อมไม่มี. จริงอยู่ โลกพร้อมด้วยเทวโลก แลดูการประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล การตกแต่งด้วยดอกไม้ คือศีล การลูบไล้ด้วยกลิ่นคือศีล ย่อมไม่ถึงความอิ่ม. เพื่อจะแสดงว่า คนได้สวรรค์ เพราะอาศัยศีลนี้ พระองค์จึงตรัสสัคคกถาในลาดับศีล. ความว่า กถาปฏิสังยุตด้วยสวรรค์ มีอาทิอย่างนี้ ว่า ชื่อว่าสวรรค์นี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่า พอใจ กีฬาอันเป็นทิพย์สมบัติ ย่อมได้ในสวรรค์นี้ เป็นนิจ เหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาย่อมได้ทิพยสุข และทิพยสมบัติตลอดเก้าล้านปี เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมได้ทิพยสุขและทิพยสมบัติตลอดสามโกฏิปีและ หกล้านปี. จริงอยู่ เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสถึงสมบัติสวรรค์ยังไม่พอปาก. ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
  • 72.
    72 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพึงกล่าวสัคคกถาโดยปริยายไม่น้อยแล ดังนี้เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงล่อ ด้วยตรัสถึงสวรรค์อย่างนี้ แล้ว เพื่อทรงแสดงว่า แม้สวรรค์นี้ ก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทาความกาหนัดด้วย ความพอใจในสวรรค์นี้ เหมือนประดับช้างแล้วตัดงวงช้างนั้น จึงตรัสถึงโทษ ความเลวทราม ความเศร้า หมองของกามทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า กามทั้งหลายมีความชื่นชมน้อย มีทุกข์มาก มีความคับใจมาก โทษ ในกามนี้ ยอดยิ่งนัก ดังนี้ . เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ในโลกนี้ ทรงแสดงว่า อนิจฺจ ทุกฺข อนตฺตา ดังนี้ ทรงแสดงขันธ์ ทั้งหลาย ธาตุทั้งหลาย อายตนะทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท เมื่อทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ทรงแสดง ถึงลักษณะ ๕ เมื่อทรงแสดงความเสื่อมแห่งเวทนาขันธ์เป็นต้น ก็อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค เจ้าจึงทรงแสดงลักษณะ ๕๐ ด้วยสามารถความเกิดขึ้นและความเสื่อม. เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ในโลก หน้า ทรงแสดงถึงนรกกาเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัย อสุรกาย ทรงแสดงอันเป็นวิบากแห่งกุศล ๓ อย่าง สมบัติแห่งเทวโลก ๖ ชั้น พรหมโลก ๙ ชั้น. ความว่า ตรัสถึงโทษของกามทั้งหลายเพื่อบรรลุปฐมมรรคขั้นต่า. แต่ในบทนี้ เพื่อบรรลุมรรค เบื้องสูง พระองค์จึงทรงประกาศโทษของสังขารทั้งหลาย และความที่สังขารทั้งหลายลามก และความลาบาก อันมีสังขารเป็นปัจจัยโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ปลอดโปร่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อันนี้ เพียงพอเพื่อความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย เพียงพอเพื่อคลายกาหนัด เพียงพอเพื่อความหลุดพ้น ดังนี้ . ทรงประกาศอานิสงส์ในนิพพานโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่านิพพานนี้ มีอยู่ใน เนกขัมมะเหมือนกัน เป็นสิ่งประณีต เป็นเครื่องป้องกัน เป็นที่อาศัย ดังนี้ . ------------------- มหาชนกายปพฺพชฺชาวณฺณนา ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทาการสงเคราะห์พระชนกอยู่แล้ว. แม้พระราชาก็ทรงดาริ ว่า โอรสคนโตของเราออกบวชเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว โอรสคนที่สองของเราออกบวชเป็นอัครสาวก บุตร ปุโรหิตเป็นสาวกรูปที่สอง. อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายที่เหลือเหล่านี้ แม้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ก็ได้แวดล้อมโอรสของ เราเที่ยวไป ภิกษุเหล่านี้ เมื่อก่อนเป็นภาระของเราแม้เดี๋ยวนี้ ก็ยังเป็นภาระของเราอยู่นั่นเอง เราจักบารุง ภิกษุเหล่านั้นด้วยปัจจัย ๔ เราจักไม่ให้โอกาสแก่ผู้อื่นดังนี้ . พระราชารับสั่งให้สร้างกาแพงทาด้วยไม้ตะเคียนทั้งสองข้างตั้งแต่ซุ้มประตูพระวิหารจนถึงพระ ทวารเมืองราชคฤห์ คลุมด้วยเสื่อลาแพนมุงด้วยผ้า และปกปิดในเบื้องบน ทรงให้ทาเพดานมีพวงดอกไม้ หลายชนิดประมาณเท่าลาตาล ห้อยย้อยลงมาวิจิตรด้วยดวงทอง ข้างล่างพื้นลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม รับสั่งให้จัดดอกไม้ในลาดับกลิ่น และกลิ่นในลาดับดอกจนเต็มหม้อน้า ในสวนดอกไม้ ในข้างทั้งสองภายใน เพื่อให้อยู่ในทางเดียวกันทั้งสิ้น แล้วรับสั่งให้กราบทูลเวลาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุเสด็จไปเมืองราชคฤห์ ภายในม่านนั่นเองเสวยพระ อาหารเสร็จแล้วเสด็จกลับพระวิหาร. ใครๆ อื่น ย่อมไม่ได้แม้แต่เห็น ก็การถวายภิกษาก็ดี การทาการบูชาก็
  • 73.
    73 ดี การฟังธรรมก็ดีจะมีแต่ไหนเล่า. ชาวเมืองคิดกันว่า วันนี้เมื่อพระศาสดาทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พวกเราไม่ได้แม้เพื่อเห็นตลอด ๗ ปี ๗ เดือน จะกล่าวไปไยถึงการถวายภิกษา การทาการบูชา หรือการฟังธรรม พระราชาทรงรักใคร่หวง แหนว่า พระพุทธเจ้าของเราผู้เดียว พระธรรมของเราผู้เดียว พระสงฆ์ของเราผู้เดียวแล้ว ทรงบารุงเพียงองค์ เดียว ก็พระศาสดา เมื่อทรงอุบัติ ได้อุบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก. จริงอยู่ นรก ของพระราชาไม่พึงร้อน ของคนเหล่าอื่นเช่นกับกอบัวขาบ เพราะฉะนั้น พวกเราจะกราบทูลพระราชา หาก พระราชาไม่ทรงให้พระศาสดาแก่พวกเรา ก็ดีละ หากไม่ทรงให้พวกเราแม้ต้องรบกับพระราชา ก็จะพาสงฆ์ ไปแล้วทาบุญมีทาน เป็นต้น แต่ชาวเมืองผู้บริสุทธิ์คงไม่อาจทาอย่างนั้น พวกเราจะยึดถือบุรุษผู้เจริญคน หนึ่งดังนี้ . ชาวเมืองเหล่านั้น เขาไปหาเสนาบดีบอกความนั้นแก่เสนาบดีแล้ว กล่าวว่า นาย ฝ่ายของพวก เรายังมีอยู่หรือ หรือจะมีแด่พระราชา. เสนาบดีนั้นกล่าวว่า เราเป็นฝ่ายของพวกท่าน ก็แต่ว่า วันแรกควรให้ เราก่อน ภายหลังจึงถึงวาระของพวกท่าน. พวกชาวเมืองเหล่านั้นรับคา. เสนาบดีนั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ชาวเมืองเขาพากันโกรธพระองค์ พระเจ้า ข้า. พระราชาตรัสถามว่า โกรธเรื่องอะไรเล่าพ่อ. กราบทูลว่า นัยว่า พระองค์เท่านั้นทรงบารุงพระศาสดา พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย หากว่า ชาวเมืองได้ในบัดนี้ บ้าง พวกเขาก็จะไม่โกรธ เมื่อไม่ได้พวกเขา ประสงค์จะรบกับพระองค์ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า นี่แน่เจ้า เราจะรบ เราจะไม่ให้หมู่สงฆ์. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ชาวเมืองเป็นทาสของพระองค์ พวกข้าพระองค์จะรบกับพระองค์. ตรัสว่า พวกเจ้าจักจับใครรบ. เจ้าเป็น เสนาบดีมิใช่หรือ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์เว้นชาวเมืองเสียแล้วไม่สามารถจะรบได้ พระเจ้า ข้า. แต่นั้น พระราชาทรงทราบว่า ชาวเมืองมีกาลังมากแม้เสนาบดี ก็เป็นฝ่ายพวกชาวเมืองเสียแล้ว แล้วตรัสว่า พวกชาวเมืองจงให้หมู่ภิกษุแก่เราตลอด ๗ ปี ๗ เดือนต่อไป พวกชาวเมืองไม่ยอมรับ พระราชา ทรงลดมา ๖ ปี ๕ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี. แม้ให้ลดอย่างนี้ ชาวเมืองก็ไม่ยอมรับ. พระราชาทรงขอ ๗ วันอื่น. พวกชาวเมืองคิดกันว่า บัดนี้ พวกเราไม่ควรทาความรุนแรงกับพระราชา จึงอนุญาต. พระราชาทรงตระเตรียมทานมุขที่พระองค์ตระเตรียมไว้แล้วถึง ๗ ปี ๗ เดือน เหลือเพียง ๗ วัน เท่านั้น ตลอด ๖ วัน ทรงให้ทานแก่คนบางพวกผู้ยังไม่เห็นเท่านั้น ในวันที่ ๗ ตรัสเรียกชาวเมืองมาตรัสว่า พวกท่านจักสามารถให้ทานเห็นปานนี้ ได้หรือ. แม้พวกชาวเมืองก็พากันกราบทูลว่า ทานนั้นอาศัยพวกข้า พระองค์นั่นแหละจึงเกิดขึ้นแด่พระองค์แล้วมิใช่หรือ กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์จักสามารถพระเจ้าข้า. พระราชาทรงเช็ดพระอัสสุชลด้วยหลังพระหัตถ์ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์คิดแล้วว่า ข้าพระองค์จักไม่ทาภิกษุหกล้านแปดแสนรูปให้เป็นภาระของผู้อื่น จักบารุงด้วยปัจจัย ๔ จนตลอดชีวิต บัดนี้ ข้าพระองค์อนุญาตแก่ชาวเมืองแล้ว เพราะชาวเมืองพากันโกรธว่า พวกเราไม่ได้เพื่อถวายทาน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พวกพระคุณเจ้าทั้งหลายจงกระทาอนุเคราะห์แก่ชาวเมือง เหล่านั้นเกิด. ครั้นถึงวันที่สอง เสนาบดีตระเตรียมมหาทาน แล้วกล่าวว่า วันนี้ พวกท่านจงรักษาโดยที่คนอื่น
  • 74.
    74 บางคนจะไม่ถวายแม้ภิกษาอย่างเดียวได้ ได้ตั้งบุรุษไว้โดยรอบ. ในวันนั้น ภรรยาเศรษฐีร้องไห้พูดกะลูกสาวว่าลูกเอ๋ย หากบิดาของลูกยังมีชีวิตอยู่ วันนี้ แม่คง จะยังพระทศพลให้เสวยก่อน. ลูกสาวพูดกะแม่ว่า แม่จ๋าอย่าคิดไปเลย ลูกจักกระทาโดยที่หมู่ภิกษุมี พระพุทธเจ้าเป็นประมุขจักเสวยภิกษาของพวกเราก่อน. แต่นั้น ในถาดทองคามีค่าประมาณหนึ่งแสน เต็ม ไปด้วยข้าวปายาสไม่มีน้า นางได้ปรุงเนยใส่น้าผึ้ง น้าตาลกรวดเป็นต้น เอาถาดใบอื่นครอบถาดทองคาล้อม ถาดนั้นด้วยสายพวงดอกมะลิกระทาคล้ายเชือกร้อยดอกไม้ ในเวลาพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าสู่บ้าน นาง ยกขึ้นเอง แวดล้อมด้วยหมู่พี่เลี้ยงออกจากเรือน. ในระหว่างทาง พวกคนใช้ของเสนาบดีกล่าวว่า ดูก่อนแม่นาง เจ้าอย่ามาทางนี้ . ธรรมดาหญิงผู้ มีบุญมาก ย่อมมีคาพูดน่าพอใจ. เมื่อคนใช้ของเสนาบดีเหล่านั้นพูดบ่อยๆ ก็ไม่อาจห้ามถ้อยคาของนางได้. นางกล่าวว่า อาจ๋า ลุงจ๋า น้าจ๋า เพราะเหตุไร พวกท่านจึงไม่ให้ฉันไปเล่า. คนรับใช้เหล่านั้นกล่าวว่า เสนาบดีตั้งเราไว้ว่า พวกท่านจงอย่าให้ใครๆ อื่นถวายของเคี้ยวของบริโภคได้. นางกล่าวว่า ก็พวกท่านเห็น ของเคี้ยวของบริโภคในมือของฉันหรือ. คนใช้ตอบว่า พวกเราเห็นพวงดอกไม้. นางถามว่า เสนาบดีของพวก ท่านไม่ให้เพื่อทาแม้การบูชาด้วยพวงดอกไม้ดอกหรือ. คนใช้ตอบว่า ให้ซิแม่นาง. นางกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงหลีกไปเถิด แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงให้รับพวงดอกไม้นี้ เถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดู คนใช้ของเสนาบดีคนหนึ่งให้รับพวงดอกไม้. นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า เมื่อข้าพเจ้ามีอันต้องเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ขอจงอย่ามีชีวิตหวาดสะดุ้งเลย ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นที่รัก เป็นที่ ชอบใจ และขอให้ชื่อว่าสุมนา ในที่ที่เกิด ดุจพวงดอกมะลิเถิด แล้วพระศาสดาตรัสว่า ขอนางจงมีความสุข เถิด แล้วนางถวายบังคมกระทาประทักษิณหลีกไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเรือนเสนาบดีประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาปูไว้ เสนาบดีถือข้าวยาคู เข้าไปถวาย. พระศาสดาทรงปิดบาตร. เสนาบดีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หมู่ภิกษุนั่งแล้ว พระเจ้า ข้า. พระศาสดาตรัสว่า พวกเรามีบิณฑบาตอย่างหนึ่งซึ่งได้ในระหว่าง. เสนาบดีนาพวงดอกไม้ออก ได้เห็น บิณฑบาตแล้ว จุฬุปฐากกล่าวว่า มาตุคามกล่าวกะข้าพเจ้าว่า นาย ดอกไม้ได้หลอกลวงเสียแล้ว. ข้าวปายาส เพียงพอแก่ภิกษุทั้งหมด ตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นต้น. แม้เสนาบดีก็ได้ถวายไทยธรรมของตน. พระศาสดาเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว ตรัสมงคล เสด็จกลับ. เสนาบดีถามว่า หญิงถวายบิณฑบาตนั้นชื่ออะไร. เป็นลูกสาวเศรษฐีจ๊ะนาย. เสนาบดีคิดว่า หญิงนั้นมีปัญญา เมื่อหญิงเห็นปานนี้ อยู่ในเรือน ชื่อว่าสมบัติ คือสวรรค์ของบุรุษจะหาได้ไม่ยาก จึงนาหญิง นั้นมาตั้งไว้ในตาแหน่งพี่ใหญ่. วันรุ่งขึ้น ชาวเมืองพากันถวายทาน ได้ปรารภเพื่อถวายโดยสลับกันไปอย่างนี้ ว่า แม้พระราชาก็ จะทรงถวายในวันรุ่งขึ้น. พระราชาทรงตั้งจารบุรุษไว้แล้ว ทรงถวายให้ยิ่งกว่าทานที่ชาวเมืองถวาย. แม้ ชาวเมืองก็กระทาอย่างนั้นเหมือนกัน ถวายยิ่งกว่าทานที่พระราชาทรงถวาย. ครั้นเมื่อล่วงไป ๗ ปี ๗ เดือนและ ๗ วัน อย่างนี้ แล้ว ทีนั้น ความวิตกนี้ ได้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระ
  • 75.
    75 ภาคเจ้า. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ล่วงไป๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จากวันตรัสรู้ ความวิตกได้เกิดขึ้นแล้วดังนี้ . ความว่า พรหมทูลวิงวอนให้ทรงแสดงธรรม. อธิบายว่า ก็ผู้ใดเป็นสมณะเบียดเบียนสัตว์อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเข้าไปทาร้ายผู้อื่น คือทา ศีลของตนให้พินาศ ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปทาร้ายผู้อื่น เพราะไม่มีอธิวาสนขันติ ฆ่าสัตว์อื่นโดยที่สุดแม้เหลือบและ ยุง ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต. เพราะเหตุไร. เพราะยังเว้นมลทินไม่ได้. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะเว้น มลทินของตนได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าบรรพชิต ดังนี้ นี้ คือลักษณะของบรรพชิต. แม้ผู้ใด ไม่ทาร้าย ไม่ฆ่า แต่เบียดเบียนด้วยอาชญาเป็นต้น ผู้นั้นยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่า เป็นสมณะ. เพราะเหตุไร. เพราะไม่สงบจากการเบียดเบียน. ดังที่ท่านกล่าวว่า ผู้ที่เรียกว่าสมณะ เพราะบาป สงบ ดังนี้ นี้ คือลักษณะของสมณะ. ด้วยประการดังนี้ บรรพชิตควรละบาปทั้งปวงด้วยศีลสังวร ยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยสมถะและ วิปัสสนาทั้งหลาย ยังจิตให้ผ่องแผ้วด้วยอรหัตผล นี้ เป็นคาสอน คือเป็นโอวาท คือเป็นคาตักเตือนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ความว่า การไม่เข้าไปว่าร้าย ไม่เข้าไปทาร้ายผู้อื่น การสารวมในปาฏิโมกข์ ความเป็นผู้รู้จัก ประมาณในการรับและการบริโภค การเสพเสนาสนะอันสงัด เพราะความเป็นผู้ชานาญในสมบัติ ๘ นี้ เป็น คาสอน เป็นโอวาท เป็นคาตักเตือนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ก็พึงทราบคาถาเหล่านี้ เป็นคาถาแสดงหัวข้อ ธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง. ------------------ เทวตาโรจนวณฺณนา ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ เพื่อทรงประกาศถึงความที่พระองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดธรรมธาตุที่ พระองค์ตรัสไว้อย่างนี้ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรู้แจ้งแทงตลอดธรรมธาตุนี้ แล้วดังนี้ แล้ว จึงทรง ประกาศการวิงวอนของเทวดาที่ท่านกล่าวไว้ว่า บัดนี้ แม้เทวดาทั้งหลายก็ได้กราบทูลความนี้ แด่พระตถาคต ดังนี้ โดยกล่าวพิสดารตามความเป็นไปของเรื่องราวของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนี้ . คาว่า คลายความพอใจในกาม ความว่า คลายด้วยสามารถถอนรากออกด้วยอนาคามิมรรค ก็ พวกเทวดาผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐอยู่แล้วในพระศาสนาได้พากันกราบทูล แม้แก่พระพุทธเจ้าที่เหลือ เหมือนกราบทูลแด่พระวิปัสสี. แต่บาลีมาด้วยสามารถแห่งพระวิปัสสี และแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทั้งหลาย. ในเทวดาเหล่านั้น เทวดาชื่อว่าอวิหา เพราะไม่ละ คือไม่เสื่อมจากสมบัติของตน. เทวดาชื่ออตัป ปา เพราะไม่เผาสัตว์ไรๆ. ชื่อสุทัสสา เพราะดูงามสวยน่าเลื่อมใส. ชื่อสุทัสสี เพราะน่าดูของผู้พบเห็น. ชื่ออก นิฏฐา เพราะเป็นใหญ่ด้วยคุณทั้งปวงและด้วยสมบัติในภพ ไม่มีความน้อยในภพนี้ . ควรประชุมภาณวารทั้งหลายไว้ในที่นี้ . ก็ในสูตรนี้ ท่านกล่าว ๓ ภาณวารด้วยสามารถเรื่องราวของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
  • 76.