1
พาเวรุชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. พาเวรุชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๓๓๙)
ว่าด้วยความเสื่อมลาภของกาในแคว้นพาเวรุ
(พระศาสดาทรงประมวลอดีตนิทานมาแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
[๑๕๓] เพราะยังไม่เห็นนกยูงที่มีหงอน มีเสียงอันไพเราะ
ประชาชนในแคว้นพาเวรุนั้นได้พากันบูชากาด้วยเนื้อและผลไม้
[๑๕๔] แต่เมื่อใดนกยูงที่มีเสียงไพเราะมายังแคว้นพาเวรุ
เมื่อนั้นลาภและสักการะของกาก็เสื่อมถอยไป
[๑๕๕] ตราบใดพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา
ผู้ทาโลกให้สว่างไสวยังมิได้อุบัติขึ้น ตราบนั้น
ประชาชนก็พากันบูชาสมณะและพราหมณ์เหล่าอื่นจานวนมาก
[๑๕๖] แต่เมื่อใดพระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงไพเราะทรงแสดงธรรม
เมื่อนั้นลาภสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป
พาเวรุชาดกที่ ๙ จบ
----------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
พาเวรุชาดก
ว่าด้วย พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
ทรงปรารภเดียรถีย์ทั้งหลายผู้เสื่อมลาภสักการะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ
ได้เป็ นผู้มีลาภ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เป็ นผู้เสื่อมลาภสักการะ
เป็ นเสมือนหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น.
ภิกษุทั้งหลายปรารถเรื่องราวนั้นของเดียรถีย์เหล่านั้น
จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องนี้พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า
มิใช่บัดนี้เท่านั้นน่ะภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน
พวกผู้ที่ไร้คุณได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศ
ตราบเท่าที่ผู้มีคุณยังไม่อุบัติขึ้น เมื่อผู้มีคุณทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว
พวกผู้ที่ไร้คุณก็เป็ นผู้เสื่อมลาภสักการะไป แล้วทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธก
ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
2
พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกาเนิดนกยูง อาศัยความเจริญเติบโต
ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงดงาม ท่องเที่ยวไปในป่า.
ในกาลนั้น
พ่อค้าพวกหนึ่งพากาสาหรับบอกทิศไปยังพาเวรุรัฐโดยทางเรือ.
ได้ยินว่าในกาลนั้นเท่านั้น ขึ้นชื่อว่านกทั้งหลายย่อมไม่มีในพาเวรุรัฐ
พวกชาวแว่นแคว้นที่ผ่านไปๆ
เห็นกานั้นซึ่งจับอยู่ในกรงจึงสรรเสริญกานั้นนั่นแหละว่า จงดูผิวพรรณนกตัวนี้
จะงอยปากอยู่สุดปลายคอ นัยน์ตาเหมือนก้อนแก้วมณี
แล้วกล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า ข้าแต่เจ้านายทั้งหลาย
ท่านจงให้นกตัวนี้แก่พวกเรา แม้พวกเราก็มีความต้องการนกตัวนี้
ท่านทั้งหลายจักได้นกตัวอื่นในแว่นแคว้นของตน. พวกพ่อค้ากล่าวว่า
ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายจงถือเอาด้วยราคา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า
โปรดให้แก่พวกเราด้วยราคาห้ากหาปณะ. พวกพ่อค้าตอบว่า ให้ไม่ได้.
เมื่อชาวพาเวรุรัฐประมูลราคาขึ้นโดยลาดับ กล่าวว่า โปรดให้ด้วยราคาหนึ่งร้อย.
พวกพ่อค้าจึงพูดว่า นกนี้มีอุปการะแก่พวกเราเป็นอันมาก
แต่จะขอเป็นไมตรีกับพวกท่าน จึงได้ถือเอาร้อยกหาปณะแล้วให้นกไป.
ชาวพาเวรุรัฐเหล่านั้นนานกนั้นไปใส่ไว้ในกรงทอง ปรนนิบัติด้วยปลา
เนื้อ และผลไม้น้อยใหญ่มีประการต่างๆ. ในที่ที่นกอื่นๆ ไม่มี
กาผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ ได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภสักการะ.
อีกครั้งหนึ่ง พ่อค้าเหล่านั้นจับพระยานกยูงได้ตัวหนึ่ง
ให้สาเหนียกโดยร้องด้วยเสียงดีดนิ้วมือ และฟ้ อนด้วยเสียงปรบมือ
แล้วได้ไปยังพาเวรุรัฐ. พระยานกยูงนั้น เมื่อมหาชนประชุมกัน
จึงยืนที่แอกเรือกางปีกออกแล้วเปล่งเสียงอันไพเราะฟ้ อนอยู่
คนทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความโสมนัสพากันกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย
ท่านทั้งหลายจงให้พระยานกนี้ ที่ถึงความเลิศด้วยความงาม
ซึ่งฝึกมาดีแล้วแก่พวกข้าพเจ้าเถิด. พวกพ่อค้าตอบว่า ครั้งแรก พวกเรานากามา
ท่านทั้งหลายก็เอากานั้นเสียคราวนี้ เรานาพระยานกยูงตัวหนึ่งมา
ก็ขอนกยูงตัวนี้อีก ชื่อว่านกในแว่นแคว้นของท่านทั้งหลาย
พวกเราไม่อาจจับเอามา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า เอาเถิดเจ้านาย
ท่านทั้งหลายจักได้นกแม้ตัวอื่นในแคว้นของตน จงให้นกยูงตัวนี้แก่พวกเราเถิด
แล้วประมูลราคาซื้อเอาไว้ด้วยทรัพย์หนึ่งพัน.
ทีนั้น ก็จัดให้นกยูงนั้นอยู่ในกรงอันวิจิตรตระการ ด้วยรัตนะ ๗
ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ
ผลไม้น้อยใหญ่และข้าวตอกเคล้าน้าผึ้งกับน้าดื่มเจือด้วยน้าตาลกรวดเป็ นต้น
พระยานกยูงถึงความเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ.
3
จาเดิมแต่กาลที่พระยานกยูงนั้นมาแล้ว
ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมถอยไป. ใครๆ ไม่ปรารถนาแม้จะดูมัน.
กาเมื่อไม่ได้ขาทนียโภชนียาหารจึงร้อง กา กา บินไปลงที่พื้นกองหยากเยื่อ.
พระศาสดา ครั้นทรงสืบต่อเรื่องทั้งสองเรื่องแล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
เพราะยังไม่เห็นนกยูงซึ่งเป็ นนกมีหงอน มีเสียงไพเราะ
ชนทั้งหลายในพาเวรุรัฐนั้นจึงพากันบูชากา ด้วยเนื้อและผลไม้.
แต่เมื่อใด นกยูงผู้สมบูรณ์ไปด้วยเสียงมายังพาเวรุรัฐ เมื่อนั้น
ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมไป.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ส่องแสงสว่างไสว
ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงใด ชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์
เหล่าอื่นอยู่เป็นอันมาก เพียงนั้น.
แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ
ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้น ลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป.
พระศาสดา ครั้นตรัสพระคาถา ๔ คาถานี้ด้วยประการดังนี้แล้ว
จึงทรงประชุมชาดกว่า
กาในครั้งนั้น ได้เป็ น นิครนถ์นาฏบุตร ในบัดนี้
ส่วนพระยานกยูงในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาพาเวรุรัฐชาดกที่ ๙
-----------------------------------------------------

339 พาเวรุชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 พาเวรุชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. พาเวรุชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๓๓๙) ว่าด้วยความเสื่อมลาภของกาในแคว้นพาเวรุ (พระศาสดาทรงประมวลอดีตนิทานมาแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า) [๑๕๓] เพราะยังไม่เห็นนกยูงที่มีหงอน มีเสียงอันไพเราะ ประชาชนในแคว้นพาเวรุนั้นได้พากันบูชากาด้วยเนื้อและผลไม้ [๑๕๔] แต่เมื่อใดนกยูงที่มีเสียงไพเราะมายังแคว้นพาเวรุ เมื่อนั้นลาภและสักการะของกาก็เสื่อมถอยไป [๑๕๕] ตราบใดพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ทาโลกให้สว่างไสวยังมิได้อุบัติขึ้น ตราบนั้น ประชาชนก็พากันบูชาสมณะและพราหมณ์เหล่าอื่นจานวนมาก [๑๕๖] แต่เมื่อใดพระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงไพเราะทรงแสดงธรรม เมื่อนั้นลาภสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป พาเวรุชาดกที่ ๙ จบ ---------------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา พาเวรุชาดก ว่าด้วย พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเดียรถีย์ทั้งหลายผู้เสื่อมลาภสักการะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. ได้ยินว่า พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้เป็ นผู้มีลาภ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เป็ นผู้เสื่อมลาภสักการะ เป็ นเสมือนหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. ภิกษุทั้งหลายปรารถเรื่องราวนั้นของเดียรถีย์เหล่านั้น จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องนี้พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า มิใช่บัดนี้เท่านั้นน่ะภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน พวกผู้ที่ไร้คุณได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศ ตราบเท่าที่ผู้มีคุณยังไม่อุบัติขึ้น เมื่อผู้มีคุณทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว พวกผู้ที่ไร้คุณก็เป็ นผู้เสื่อมลาภสักการะไป แล้วทรงนาเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
  • 2.
    2 พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกาเนิดนกยูง อาศัยความเจริญเติบโต ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงดงาม ท่องเที่ยวไปในป่า. ในกาลนั้น พ่อค้าพวกหนึ่งพากาสาหรับบอกทิศไปยังพาเวรุรัฐโดยทางเรือ. ได้ยินว่าในกาลนั้นเท่านั้นขึ้นชื่อว่านกทั้งหลายย่อมไม่มีในพาเวรุรัฐ พวกชาวแว่นแคว้นที่ผ่านไปๆ เห็นกานั้นซึ่งจับอยู่ในกรงจึงสรรเสริญกานั้นนั่นแหละว่า จงดูผิวพรรณนกตัวนี้ จะงอยปากอยู่สุดปลายคอ นัยน์ตาเหมือนก้อนแก้วมณี แล้วกล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า ข้าแต่เจ้านายทั้งหลาย ท่านจงให้นกตัวนี้แก่พวกเรา แม้พวกเราก็มีความต้องการนกตัวนี้ ท่านทั้งหลายจักได้นกตัวอื่นในแว่นแคว้นของตน. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายจงถือเอาด้วยราคา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า โปรดให้แก่พวกเราด้วยราคาห้ากหาปณะ. พวกพ่อค้าตอบว่า ให้ไม่ได้. เมื่อชาวพาเวรุรัฐประมูลราคาขึ้นโดยลาดับ กล่าวว่า โปรดให้ด้วยราคาหนึ่งร้อย. พวกพ่อค้าจึงพูดว่า นกนี้มีอุปการะแก่พวกเราเป็นอันมาก แต่จะขอเป็นไมตรีกับพวกท่าน จึงได้ถือเอาร้อยกหาปณะแล้วให้นกไป. ชาวพาเวรุรัฐเหล่านั้นนานกนั้นไปใส่ไว้ในกรงทอง ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ และผลไม้น้อยใหญ่มีประการต่างๆ. ในที่ที่นกอื่นๆ ไม่มี กาผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ ได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภสักการะ. อีกครั้งหนึ่ง พ่อค้าเหล่านั้นจับพระยานกยูงได้ตัวหนึ่ง ให้สาเหนียกโดยร้องด้วยเสียงดีดนิ้วมือ และฟ้ อนด้วยเสียงปรบมือ แล้วได้ไปยังพาเวรุรัฐ. พระยานกยูงนั้น เมื่อมหาชนประชุมกัน จึงยืนที่แอกเรือกางปีกออกแล้วเปล่งเสียงอันไพเราะฟ้ อนอยู่ คนทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความโสมนัสพากันกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านทั้งหลายจงให้พระยานกนี้ ที่ถึงความเลิศด้วยความงาม ซึ่งฝึกมาดีแล้วแก่พวกข้าพเจ้าเถิด. พวกพ่อค้าตอบว่า ครั้งแรก พวกเรานากามา ท่านทั้งหลายก็เอากานั้นเสียคราวนี้ เรานาพระยานกยูงตัวหนึ่งมา ก็ขอนกยูงตัวนี้อีก ชื่อว่านกในแว่นแคว้นของท่านทั้งหลาย พวกเราไม่อาจจับเอามา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า เอาเถิดเจ้านาย ท่านทั้งหลายจักได้นกแม้ตัวอื่นในแคว้นของตน จงให้นกยูงตัวนี้แก่พวกเราเถิด แล้วประมูลราคาซื้อเอาไว้ด้วยทรัพย์หนึ่งพัน. ทีนั้น ก็จัดให้นกยูงนั้นอยู่ในกรงอันวิจิตรตระการ ด้วยรัตนะ ๗ ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ ผลไม้น้อยใหญ่และข้าวตอกเคล้าน้าผึ้งกับน้าดื่มเจือด้วยน้าตาลกรวดเป็ นต้น พระยานกยูงถึงความเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ.
  • 3.
    3 จาเดิมแต่กาลที่พระยานกยูงนั้นมาแล้ว ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมถอยไป. ใครๆ ไม่ปรารถนาแม้จะดูมัน. กาเมื่อไม่ได้ขาทนียโภชนียาหารจึงร้องกา กา บินไปลงที่พื้นกองหยากเยื่อ. พระศาสดา ครั้นทรงสืบต่อเรื่องทั้งสองเรื่องแล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :- เพราะยังไม่เห็นนกยูงซึ่งเป็ นนกมีหงอน มีเสียงไพเราะ ชนทั้งหลายในพาเวรุรัฐนั้นจึงพากันบูชากา ด้วยเนื้อและผลไม้. แต่เมื่อใด นกยูงผู้สมบูรณ์ไปด้วยเสียงมายังพาเวรุรัฐ เมื่อนั้น ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมไป. พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ส่องแสงสว่างไสว ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงใด ชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์ เหล่าอื่นอยู่เป็นอันมาก เพียงนั้น. แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้น ลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป. พระศาสดา ครั้นตรัสพระคาถา ๔ คาถานี้ด้วยประการดังนี้แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้เป็ น นิครนถ์นาฏบุตร ในบัดนี้ ส่วนพระยานกยูงในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาพาเวรุรัฐชาดกที่ ๙ -----------------------------------------------------