1
ภรุราชชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. ภรุราชชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๒๑๓)
ว่าด้วยพระราชาแคว้นภรุ
(พระศาสดาทรงนาเรื่องอดีตมาแล้ว ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
[๑๒๕] ตถาคตได้สดับมาว่า พระราชาแห่งแคว้นภรุ
ทรงกระทาช่องว่างระหว่างฤๅษีทั้งหลายเพราะความชอบ
พระองค์ทรงประสบความวิบัติ พร้อมทั้งถูกตัดขาดจากแคว้น
[๑๒๖] เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญ
การลุอานาจความพอใจ บุคคลผู้มีจิตอันกิเลสไม่ประทุษร้าย
จะกล่าวแต่ถ้อยคาที่ประกอบด้วยสัจจะเท่านั้น
ภรุราชชาดกที่ ๓ จบ
----------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
ภรุราชชาดก
ว่าด้วย ประทุษร้ายผู้มีศีลย่อมวิบัติ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า
ลาภและสักการะได้เกิดขึ้นเป็ นอันมากแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
ดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชและบริขารทั้งหลาย
แม้ภิกษุสงฆ์ก็เหมือนอย่างนั้น แต่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลาย
ไม่มีใครสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยเภสัชและบริขารทั้งหลาย.
พวกปริพาชกเหล่านั้นเสื่อมจากลาภและสักการะอย่างนี้
จึงประชุมลับปรึกษากันทั้งกลางวันและกลางคืนว่า ตั้งแต่พระสมณโคดมอุบัติมา
พวกเราเสื่อมจากลาภและสักการะ
พระสมณโคดมกลับได้ลาภและยศอย่างเลิศลอย
สมบัตินี้เกิดแก่พระสมณโคดมด้วยเหตุไรหนอ. ในหมู่ปริพาชกเหล่านั้น
พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมอยู่ทาเลดี
เป็นที่อุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีปทั้งสิ้น เหตุนั้น ลาภสักการะจึงเกิดแก่สมณโคดม.
พวกที่เหลือกล่าวว่า นั่นก็มีเหตุผลอยู่ แม้พวกเรา
2
หากจะสร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังเชตวันมหาวิหาร ก็คงจักมีลาภอย่างนั้นบ้าง.
พวกปริพาชกทั้งหมดลงความเห็นกันว่า เอาเป็ นอย่างนั้น
จึงตกลงกันต่อไปว่า ก็ถ้าพวกเราจักไม่กราบทูลพระราชาเสียก่อนสร้างอาราม
พวกภิกษุก็จะขัดขวางได้ ธรรมดา ผู้ได้สินบนแล้วจะไม่เขวไม่มี เพราะฉะนั้น
เราจักถวายของกานัลแด่พระราชา แล้วจักขอรับเอาที่สร้างอาราม
จึงขอร้องพวกอุปฐากทั้งหลายรวบรวมทรัพย์ได้แสนหนึ่งถวายแด่พระราชา
แล้วกราบทูลว่า มหาบพิตร
อาตมภาพทั้งหลายจักสร้างอารามเดียรถีย์ที่หลังเชตวันมหาวิหาร
หากพวกภิกษุจักมาถวายพระพรแด่พระองค์ว่า จักไม่ยอมให้ทา
ขอมหาบพิตรอย่าเพิ่งให้คาตอบแก่ภิกษุเหล่านั้น.
พระราชาทรงรับคาเพราะความละโมบของกานัล. พวกเดียรถีย์
ครั้นเกลี้ยกล่อมพระราชาแล้ว จึงเรียกช่างมาเริ่มการก่อสร้าง.
ได้มีเสียงเอ็ดอึงขึ้น. พระศาสดาจึงตรัสถามว่า อานนท์ นั่นอะไรกัน
เสียงเอ็ดอึงอื้อฉาว. พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
พวกเดียรถีย์ให้สร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังพระวิหารเชตวัน จึงมีเสียงขึ้น ณ
ที่นั้น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ที่นั่นไม่สมควรแก่อารามเดียรถีย์
พวกเดียรถีย์ชอบเสียงเอ็ดอึง ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้
จึงให้ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจงไปทูลพระราชาให้ทรงยับยั้งการสร้างอารามเดียรถีย์.
ภิกษุสงฆ์ไปยืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง พระราชาทรงสดับว่าสงฆ์มา
ทรงดาริว่า พวกภิกษุคงจะมาเรื่องอารามเดียรถีย์ เพราะพระองค์รับสินบนไว้
จึงให้ไปบอกว่า พระราชาไม่ประทับอยู่ในวัง.
ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า
พระราชาทรงทาอย่างนี้เพราะทรงรับสินบน จึงส่งพระอัครสาวกทั้งสองรูปไป.
พระราชาทรงสดับว่า พระอัครสาวกทั้งสองรูปมา
จึงรับสั่งให้บอกไปเหมือนอย่างนั้น.
พระอัครสาวกทั้งสองมากราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนสารีบุตร คราวนี้พระราชาจักไม่ได้ประทับนั่งในพระราชมณเฑียร
จักเสด็จออกข้างนอก รุ่งขึ้นในเวลาเช้า พระองค์ทรงนุ่งถือบาตรจีวร
เสด็จไปยังประตูพระราชวังกับภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระราชาพอได้ทรงสดับเท่านั้น
ก็เสด็จลงจากปราสาท รับบาตรนิมนต์พระศาสดาให้เสด็จเข้าไป
แล้วทรงถวายข้าวยาคูและภัตร ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ
ส่วนข้างหนึ่ง
พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนาโดยปริยายข้อหนึ่งมาแสดงแก่พระ
ราชา แล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระราชาแต่ครั้งก่อนก็รับสินบนแล้ว
3
ทาให้ผู้มีศีลทั้งหลายทะเลาะวิวาทกัน ไม่เป็นเจ้าของแห่งแคว้นของตน
ได้ถึงความพินาศใหญ่หลวง.
พระราชากราบทูลอาราธนา จึงทรงนาเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล
มีพระราชาพระนามว่าภรุราช เสวยราชสมบัติอยู่ในแคว้นภรุ. ในครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์เป็นดาบส เป็นครูประจาคณะ ได้อภิญญาห้าและสมาบัติแปด
อยู่ในหิมวันตประเทศมาช้านาน จึงแวดล้อมไปด้วยดาบส ๕๐๐
ลงจากหิมวันตประเทศ เพื่อต้องการอาหารรสเค็มและเปรี้ยว
ได้ไปถึงภรุนครโดยลาดับ ออกบิณฑบาต ณ เมืองนั้น
แล้วออกจากนครนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรย้อย ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยสาขา
และค่าคบทางประตูด้านเหนือ กระทาภัตกิจเสร็จแล้ว อาศัยอยู่ ณ
โคนต้นไม้นั่นเอง.
เมื่อคณะฤๅษีนั้นอยู่ ณ ที่นั้นล่วงไปครึ่งเดือน
ครูประจาคณะอื่นมีบริวาร ๕๐๐ มาเที่ยวขอภิกษาในนครนั้น ครั้นออกจากนคร
แล้วนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรย้อยเช่นเดียวกันทางประตูทิศใต้
กระทาภัตรกิจแล้วอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นเอง.
คณะฤๅษีทั้งสองเหล่านั้นพักอยู่ตามพอใจ ณ ที่นั้นแล้ว
ก็กลับสู่หิมวันตประเทศตามเดิม. เมื่อคณะฤๅษีเหล่านั้นไปแล้ว
ต้นไทรทางประตูทิศใต้ก็แห้งโกร๋น เมื่อคณะฤาษีเหล่านั้นมาอีกครั้งหนึ่ง
คณะที่อยู่ต้นไทรทางทิศใต้มาถึงก่อนรู้ว่าต้นไม้ของตนแห้งโกร๋น
เที่ยวขอภิกษาออกจากนครไปโคนต้นไม้ทางทิศอุดร กระทาภัตรกิจเสร็จแล้ว
ก็พักอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ส่วนฤๅษีอีกพวกหนึ่งมาถึงทีหลัง
เที่ยวภิกขาจารในนครแล้วไปยังโคนต้นไม้เดิมของตน
กระทาภัตกิจแล้วก็พักผ่อน.
พวกฤๅษีทั้งสองคณะก็ทะเลาะกันเพราะต้นไม้ว่า ต้นไม้ของเรา
ต้นไม้ของเรา เลยเกิดทะเลาะกันใหญ่. ฤๅษีพวกหนึ่งกล่าวว่า
พวกท่านจะเอาที่ที่เราอยู่มาก่อนไม่ได้. พวกหนึ่งกล่าวว่า พวกเรามาถึงที่นี่ก่อน
พวกท่านจะเอาไม่ได้. พวกฤๅษีเหล่านั้นต่างทุ่มเถียงกันว่า เราเป็นเจ้าของ
เราเป็นเจ้าของ ดังนี้แล้วพากันไปราชตระกูล เพื่อต้องการโคนต้นไม้.
พระราชาทรงตัดสินให้คณะฤๅษีที่มาอยู่ก่อนเป็นเจ้าของ.
ส่วนฤๅษีอีกพวกหนึ่งคิดว่า พวกเราจะไม่ยอมให้ใครว่าตนว่า
ถูกพวกฤๅษีพวกนี้ให้แพ้ได้ จึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ
เห็นเรือนรกหลังหนึ่งสาหรับพระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงใช้สอย
จึงนามาถวายเป็นสินบนแด่พระราชา พากันถวายพระพรว่า มหาบพิตร
ขอพระองค์จงตัดสินให้พวกอาตมาเป็นเจ้าของ พระราชาทรงรับสินบนแล้ว
4
ทรงตัดสินให้ฤๅษีทั้งสองคณะเป็นเจ้าของว่า จงอยู่กันทั้งสองคณะเถิด.
ฤๅษีอีกฝ่ายหนึ่งนาล้อแก้วของเรือนรกนั้นมาถวายเป็ นสินบน
แล้วทูลว่า มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงตัดสินให้พวกอาตมาเป็นเจ้าของเถิด.
พระราชาได้ทรงทาตามนั้น คณะฤๅษีมีความร้อนใจว่า
พวกเราละวัตถุกามและกิเลสกามออกบวช จะทะเลาะติดสินบน
เพราะโคนต้นไม้เป็ นเหตุ เป็นการทาที่ไม่สมควร
จึงรีบหนีออกไปสู่หิมวันตประเทศตามเดิม.
เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ แคว้นภรุรัฐทั้งสิ้น
ต่างร่วมกันพิโรธพระเจ้าภรุราชว่า พระราชาทาให้ผู้มีศีลทะเลาะกัน
เป็นการทาที่ไม่สมควร จึงบันดาลให้แคว้นภรุรัฐอันกว้างใหญ่ ๓๐๐ โยชน์
กลายเป็นสมุทรไป ก่อให้เกิดความพินาศ. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นถึงความพินาศ
เพราะอาศัยพระเจ้าภรุราชพระองค์เดียว ด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดาทรงนาเรื่องอดีตนี้มา พระองค์ตรัสรู้แล้ว
ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :-
เราได้ฟังมาว่า
พระราชาในภรุรัฐได้ทรงประทุษร้ายต่อฤๅษีทั้งหลายแล้ว
ทรงประสบความวิบัติพร้อมทั้งแว่นแคว้น.
เพราะฉะนั้นแล
ปัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญการลุอานาจแก่ฉันทาคติ บุคคลไม่ควรมีจิตคิดร้าย
ควรกล่าวแต่คาที่อิงความจริง.
ในชนเหล่านั้น พวกใดกล่าวคาจริง คัดค้านว่า
ที่พระเจ้าภรุราชทรงรับสินบนนี้เป็ นการทาที่ไม่สมควร
ที่สาหรับชนเหล่านั้นดารงอยู่ ได้ปรากฏขึ้นเป็ นเกาะพันหนึ่ง ในนาลิเกรทวีป
จนทุกวันนี้.
พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า
มหาบพิตรไม่ควรเป็ นผู้ลาเอียงด้วยฉันทาคติ
ไม่ควรทาให้บรรพชิตทั้งสองคณะทะเลาะกัน
แล้วทรงประชุมชาดก.
เราตถาคตได้เป็นหัวหน้าคณะฤๅษีสมัยนั้น.
พระราชา ในเวลาที่พระตถาคตเสวยภัตตาหารเสร็จแล้วเสด็จกลับไป
ได้ส่งพวกราชบุรุษให้ไปรื้ออารามเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ก็ตั้งไม่ติดฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาภรุราชชาดกที่ ๓
-----------------------------------------------------

213 ภรุราชชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 ภรุราชชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๓. ภรุราชชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๒๑๓) ว่าด้วยพระราชาแคว้นภรุ (พระศาสดาทรงนาเรื่องอดีตมาแล้ว ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า) [๑๒๕] ตถาคตได้สดับมาว่า พระราชาแห่งแคว้นภรุ ทรงกระทาช่องว่างระหว่างฤๅษีทั้งหลายเพราะความชอบ พระองค์ทรงประสบความวิบัติ พร้อมทั้งถูกตัดขาดจากแคว้น [๑๒๖] เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญ การลุอานาจความพอใจ บุคคลผู้มีจิตอันกิเลสไม่ประทุษร้าย จะกล่าวแต่ถ้อยคาที่ประกอบด้วยสัจจะเท่านั้น ภรุราชชาดกที่ ๓ จบ ---------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา ภรุราชชาดก ว่าด้วย ประทุษร้ายผู้มีศีลย่อมวิบัติ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. ความพิสดารมีอยู่ว่า ลาภและสักการะได้เกิดขึ้นเป็ นอันมากแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. ดังที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชและบริขารทั้งหลาย แม้ภิกษุสงฆ์ก็เหมือนอย่างนั้น แต่พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลาย ไม่มีใครสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชและบริขารทั้งหลาย. พวกปริพาชกเหล่านั้นเสื่อมจากลาภและสักการะอย่างนี้ จึงประชุมลับปรึกษากันทั้งกลางวันและกลางคืนว่า ตั้งแต่พระสมณโคดมอุบัติมา พวกเราเสื่อมจากลาภและสักการะ พระสมณโคดมกลับได้ลาภและยศอย่างเลิศลอย สมบัตินี้เกิดแก่พระสมณโคดมด้วยเหตุไรหนอ. ในหมู่ปริพาชกเหล่านั้น พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมอยู่ทาเลดี เป็นที่อุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีปทั้งสิ้น เหตุนั้น ลาภสักการะจึงเกิดแก่สมณโคดม. พวกที่เหลือกล่าวว่า นั่นก็มีเหตุผลอยู่ แม้พวกเรา
  • 2.
    2 หากจะสร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังเชตวันมหาวิหาร ก็คงจักมีลาภอย่างนั้นบ้าง. พวกปริพาชกทั้งหมดลงความเห็นกันว่า เอาเป็นอย่างนั้น จึงตกลงกันต่อไปว่า ก็ถ้าพวกเราจักไม่กราบทูลพระราชาเสียก่อนสร้างอาราม พวกภิกษุก็จะขัดขวางได้ ธรรมดา ผู้ได้สินบนแล้วจะไม่เขวไม่มี เพราะฉะนั้น เราจักถวายของกานัลแด่พระราชา แล้วจักขอรับเอาที่สร้างอาราม จึงขอร้องพวกอุปฐากทั้งหลายรวบรวมทรัพย์ได้แสนหนึ่งถวายแด่พระราชา แล้วกราบทูลว่า มหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายจักสร้างอารามเดียรถีย์ที่หลังเชตวันมหาวิหาร หากพวกภิกษุจักมาถวายพระพรแด่พระองค์ว่า จักไม่ยอมให้ทา ขอมหาบพิตรอย่าเพิ่งให้คาตอบแก่ภิกษุเหล่านั้น. พระราชาทรงรับคาเพราะความละโมบของกานัล. พวกเดียรถีย์ ครั้นเกลี้ยกล่อมพระราชาแล้ว จึงเรียกช่างมาเริ่มการก่อสร้าง. ได้มีเสียงเอ็ดอึงขึ้น. พระศาสดาจึงตรัสถามว่า อานนท์ นั่นอะไรกัน เสียงเอ็ดอึงอื้อฉาว. พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พวกเดียรถีย์ให้สร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังพระวิหารเชตวัน จึงมีเสียงขึ้น ณ ที่นั้น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ที่นั่นไม่สมควรแก่อารามเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ชอบเสียงเอ็ดอึง ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้ จึงให้ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปทูลพระราชาให้ทรงยับยั้งการสร้างอารามเดียรถีย์. ภิกษุสงฆ์ไปยืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง พระราชาทรงสดับว่าสงฆ์มา ทรงดาริว่า พวกภิกษุคงจะมาเรื่องอารามเดียรถีย์ เพราะพระองค์รับสินบนไว้ จึงให้ไปบอกว่า พระราชาไม่ประทับอยู่ในวัง. ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า พระราชาทรงทาอย่างนี้เพราะทรงรับสินบน จึงส่งพระอัครสาวกทั้งสองรูปไป. พระราชาทรงสดับว่า พระอัครสาวกทั้งสองรูปมา จึงรับสั่งให้บอกไปเหมือนอย่างนั้น. พระอัครสาวกทั้งสองมากราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร คราวนี้พระราชาจักไม่ได้ประทับนั่งในพระราชมณเฑียร จักเสด็จออกข้างนอก รุ่งขึ้นในเวลาเช้า พระองค์ทรงนุ่งถือบาตรจีวร เสด็จไปยังประตูพระราชวังกับภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระราชาพอได้ทรงสดับเท่านั้น ก็เสด็จลงจากปราสาท รับบาตรนิมนต์พระศาสดาให้เสด็จเข้าไป แล้วทรงถวายข้าวยาคูและภัตร ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนาโดยปริยายข้อหนึ่งมาแสดงแก่พระ ราชา แล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระราชาแต่ครั้งก่อนก็รับสินบนแล้ว
  • 3.
    3 ทาให้ผู้มีศีลทั้งหลายทะเลาะวิวาทกัน ไม่เป็นเจ้าของแห่งแคว้นของตน ได้ถึงความพินาศใหญ่หลวง. พระราชากราบทูลอาราธนา จึงทรงนาเรื่องอดีตมาตรัสเล่า. ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่าภรุราชเสวยราชสมบัติอยู่ในแคว้นภรุ. ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นดาบส เป็นครูประจาคณะ ได้อภิญญาห้าและสมาบัติแปด อยู่ในหิมวันตประเทศมาช้านาน จึงแวดล้อมไปด้วยดาบส ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศ เพื่อต้องการอาหารรสเค็มและเปรี้ยว ได้ไปถึงภรุนครโดยลาดับ ออกบิณฑบาต ณ เมืองนั้น แล้วออกจากนครนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรย้อย ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยสาขา และค่าคบทางประตูด้านเหนือ กระทาภัตกิจเสร็จแล้ว อาศัยอยู่ ณ โคนต้นไม้นั่นเอง. เมื่อคณะฤๅษีนั้นอยู่ ณ ที่นั้นล่วงไปครึ่งเดือน ครูประจาคณะอื่นมีบริวาร ๕๐๐ มาเที่ยวขอภิกษาในนครนั้น ครั้นออกจากนคร แล้วนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรย้อยเช่นเดียวกันทางประตูทิศใต้ กระทาภัตรกิจแล้วอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นเอง. คณะฤๅษีทั้งสองเหล่านั้นพักอยู่ตามพอใจ ณ ที่นั้นแล้ว ก็กลับสู่หิมวันตประเทศตามเดิม. เมื่อคณะฤๅษีเหล่านั้นไปแล้ว ต้นไทรทางประตูทิศใต้ก็แห้งโกร๋น เมื่อคณะฤาษีเหล่านั้นมาอีกครั้งหนึ่ง คณะที่อยู่ต้นไทรทางทิศใต้มาถึงก่อนรู้ว่าต้นไม้ของตนแห้งโกร๋น เที่ยวขอภิกษาออกจากนครไปโคนต้นไม้ทางทิศอุดร กระทาภัตรกิจเสร็จแล้ว ก็พักอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ส่วนฤๅษีอีกพวกหนึ่งมาถึงทีหลัง เที่ยวภิกขาจารในนครแล้วไปยังโคนต้นไม้เดิมของตน กระทาภัตกิจแล้วก็พักผ่อน. พวกฤๅษีทั้งสองคณะก็ทะเลาะกันเพราะต้นไม้ว่า ต้นไม้ของเรา ต้นไม้ของเรา เลยเกิดทะเลาะกันใหญ่. ฤๅษีพวกหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านจะเอาที่ที่เราอยู่มาก่อนไม่ได้. พวกหนึ่งกล่าวว่า พวกเรามาถึงที่นี่ก่อน พวกท่านจะเอาไม่ได้. พวกฤๅษีเหล่านั้นต่างทุ่มเถียงกันว่า เราเป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าของ ดังนี้แล้วพากันไปราชตระกูล เพื่อต้องการโคนต้นไม้. พระราชาทรงตัดสินให้คณะฤๅษีที่มาอยู่ก่อนเป็นเจ้าของ. ส่วนฤๅษีอีกพวกหนึ่งคิดว่า พวกเราจะไม่ยอมให้ใครว่าตนว่า ถูกพวกฤๅษีพวกนี้ให้แพ้ได้ จึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ เห็นเรือนรกหลังหนึ่งสาหรับพระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงใช้สอย จึงนามาถวายเป็นสินบนแด่พระราชา พากันถวายพระพรว่า มหาบพิตร ขอพระองค์จงตัดสินให้พวกอาตมาเป็นเจ้าของ พระราชาทรงรับสินบนแล้ว
  • 4.
    4 ทรงตัดสินให้ฤๅษีทั้งสองคณะเป็นเจ้าของว่า จงอยู่กันทั้งสองคณะเถิด. ฤๅษีอีกฝ่ายหนึ่งนาล้อแก้วของเรือนรกนั้นมาถวายเป็ นสินบน แล้วทูลว่ามหาบพิตร ขอพระองค์ทรงตัดสินให้พวกอาตมาเป็นเจ้าของเถิด. พระราชาได้ทรงทาตามนั้น คณะฤๅษีมีความร้อนใจว่า พวกเราละวัตถุกามและกิเลสกามออกบวช จะทะเลาะติดสินบน เพราะโคนต้นไม้เป็ นเหตุ เป็นการทาที่ไม่สมควร จึงรีบหนีออกไปสู่หิมวันตประเทศตามเดิม. เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ แคว้นภรุรัฐทั้งสิ้น ต่างร่วมกันพิโรธพระเจ้าภรุราชว่า พระราชาทาให้ผู้มีศีลทะเลาะกัน เป็นการทาที่ไม่สมควร จึงบันดาลให้แคว้นภรุรัฐอันกว้างใหญ่ ๓๐๐ โยชน์ กลายเป็นสมุทรไป ก่อให้เกิดความพินาศ. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นถึงความพินาศ เพราะอาศัยพระเจ้าภรุราชพระองค์เดียว ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงนาเรื่องอดีตนี้มา พระองค์ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :- เราได้ฟังมาว่า พระราชาในภรุรัฐได้ทรงประทุษร้ายต่อฤๅษีทั้งหลายแล้ว ทรงประสบความวิบัติพร้อมทั้งแว่นแคว้น. เพราะฉะนั้นแล ปัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญการลุอานาจแก่ฉันทาคติ บุคคลไม่ควรมีจิตคิดร้าย ควรกล่าวแต่คาที่อิงความจริง. ในชนเหล่านั้น พวกใดกล่าวคาจริง คัดค้านว่า ที่พระเจ้าภรุราชทรงรับสินบนนี้เป็ นการทาที่ไม่สมควร ที่สาหรับชนเหล่านั้นดารงอยู่ ได้ปรากฏขึ้นเป็ นเกาะพันหนึ่ง ในนาลิเกรทวีป จนทุกวันนี้. พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า มหาบพิตรไม่ควรเป็ นผู้ลาเอียงด้วยฉันทาคติ ไม่ควรทาให้บรรพชิตทั้งสองคณะทะเลาะกัน แล้วทรงประชุมชาดก. เราตถาคตได้เป็นหัวหน้าคณะฤๅษีสมัยนั้น. พระราชา ในเวลาที่พระตถาคตเสวยภัตตาหารเสร็จแล้วเสด็จกลับไป ได้ส่งพวกราชบุรุษให้ไปรื้ออารามเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์ก็ตั้งไม่ติดฉะนี้แล. จบ อรรถกถาภรุราชชาดกที่ ๓ -----------------------------------------------------