หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน
สาหรับครู และบุคคลากรทางการศึกษา
โดย
นายพิทยา จินาวัฒนน
ที่ปรึกษาประจาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
อดีตที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และรองเลขาธิการปปส.
การเรียนรู้ของผู้เข้าอบรม
ผู้เข้าอบรม
วิทยากร
เพื่อนผู้เข้า
อบรม
ฝ่ายจัดการ
อบรม
สภาพแวดล้อมในการฝึกอบรม (สนับสนุน และข้อจากัด)
สถานที่อบรม ทรัพยกรฯ
ภัยคุกคาม (โควิดฯ)
นโยบาย ก.ม.
ความพร้อมทาง
ร่างกาย จิตใจ
๓
๓.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ของคนไทย และคนที่อยู่ในประเทศไทย ดูจากอะไร แตกต่างกันหรือไม่
๔.สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ทาไมจึงแตกต่างกัน ทั้งที่ใช้หลักสากลจากUN ด้วยกัน
๒. สิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิมนุษยชนของไทย สัมพันธกันอย่างไร ข้อใดมีขอบเขตกว้างกว่า
๑. สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน คืออะไร สัมพันธกันอย่างไร คงที่ตลอดไปหรือไม่
หัวข้อในการอบรมสัมนา
การละเมิดสิทธิเด็กนักเรียน
กิจกรรม ทบทวนความเข้าใจในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน
๒.สิทธิคืออะไร ๓.เสรีภาพคืออะไร
๑.หน้าที่คืออะไร
๖.สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย เหมือนและแตกต่างกับ สิทธิมนุษยชนในหลักสากลอย่างไร
๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร
๕.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เหล่านี้ เรารู้อย่างไรว่า เป็นของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน ดูจากไหน
๑.๑ ทบทวนความเข้าใจในเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน
๑.สิทธิคืออะไร ๒.เสรีภาพคืออะไร ๓.หน้าที่คืออะไร
๔.สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย เหมือนและแตกต่างกับ สิทธิมนุษยชนในหลักสากลอย่างไร
๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร
๓.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เหล่านี้ เรารู้อย่างไรว่า เป็นของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน ดูจากไหน
๒.ความสัมพันธระหว่าง สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน, สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ จาเป็นต้องคงที่หรือไม่
๑.ความหมาย ของสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน
๕. หากมีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ตามมาคืออะไร รัฐต้องทาอย่างไร
๓.ครูขับรถสองแถวรับส่ง
นร.เพื่อหารายได้พิเศษ
๑๓.เกณฑทหาร
๒.การชุมนุมโดยสงบ ๑๑.การตั้งพรรคการเมือง.
๑๐.การแสดงความคิดเห็น ๒๕.การชุมนุมโดยสงบ
๒๒.การประกอบอาชีพ
๒๘.ในกระบวนการ
ยุติธรรมทางอาญา
๒๓.การนับถือศาสนา
๓๑.การได้รับการเยียวยา
๔.การสื่อสารของบุคคล
๒๗.การเดินทาง เลือกที่อยู่
๑๖.ในทรัพยสิน
มรดก การเวนคืน
๙.การรักษาพยาบาล ๓๐ บาทรักษาทุกโรค
๑๕.น.รได้อาหารกลางวันฟรี
๒๙.เข้าศึกษาภาค
บังคับ ๙ ปี
๑๘.น.ร.เรียนฟรี ๑๒ ปี
๑,ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
๖.เสียภาษีอากร
๕.ป้องกันประเทศ ๑๔.มีสิทธิและเสรีภาพ อย่างเท่า
เทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
๑๒.ห้ามการจับกุม คุมขัง
หรือเนรเทศโดยพลการ
๑๗.ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามก.ม.
๗.มีศักดิ์ศรี สิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกัน
๑๙.ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม
๓๐.การไว้ผมรองทรงของนร.ชาย
๒๔.ได้รับมาตรฐานการ
ครองชีพอย่างเพียงพอ
๘.การลี้ภัยไปประเทศอื่นเพื่อให้
พ้นจากการถูกประหัตประหาร
๒๑.การมีชีวิตอยู่ และมีความมั่นคง
๒๖.การพักผ่อนและมี
เวลาพักจากการทางาน
๒๐.นร.มารร.โดยเดินมา ขี่
จักรยานมา นั่งรถยนตมา
๓๒. ห้ามนร.ชายไว้
หนวดไว้เครามารร.
๓๓.ห้ามการทรมาน หรือการลงโทษทารุณ
๓๔.ห้ามบังคับคนให้เป็นทาส และห้ามค้าทาสทุกรูปแบบ
๑.สิทธิคืออะไร ๒.เสรีภาพคืออะไร ๓.หน้าที่คืออะไร ๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร
๑๑.การตั้งพรรคการเมือง.
๑๐.การแสดงความคิดเห็น
๑๔.มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่า
เทียมกัน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
๑๒.ห้ามการจับกุม คุมขัง
หรือเนรเทศโดยพลการ
๒๔.ได้รับมาตรฐานการ
ครองชีพอย่างเพียงพอ
๓๓.ห้ามการทรมาน หรือ
การลงโทษทารุณ
๒๑.การมีชีวิตอยู่ และมั่นคง
๑๗.ได้รับการยอมรับว่าเป็น
บุคคลตามก.ม.
๓.ครูขับรถฯรับส่งนร.หารายได้พิเศษ
๑๓.เกณฑทหาร
๒๕.การชุมนุมโดยสงบ
๕.ป้องกันประเทศ
๖.เสียภาษีอากร
๑,ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
๑๘.น.ร.เรียนฟรี ๑๒ ปี
๒๐.นร.มารร.โดยเดินมา ขี่
จักรยานมา นั่งรถยนตมา
๓๐.ไว้ผมรองทรงของนร.ชาย
๗.มีศักดิ์ศรี สิทธิ และ
เสรีภาพเท่าเทียมกัน
๒๒.การประกอบอาชีพ
๒๓.การนับถือศาสนา
๒๙.เข้าศึกษาภาค
บังคับ ๙ ปี
๑๖.ทรัพยสิน มรดก เวนคืน
รวมเป็นสมาคม สหภาพ
สิทธิของเด็ก สตรี
คนชรา ผู้พิการ แรงงาน
สิทธิในส่วนตัว ชื่อเสียง
๙. ๓๐ บาทรักษาทุกโรค
สิทธิเสรีภาพของบุคคล
(รัฐธรรมนูญฯปี๖๐
ม.๒๕-ม.๔๙)
สิทธิของมารดาก่อน/หลังคลอด,
ผู้ชรา,ผู้ยากไร้
ใช้สิทธิล้มการปกครองไม่ได้
สิทธิสาธารณสุข
สิทธิของผู้บริโภค
สิทธิในการตั้งพรรคการเมือง.
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ
สิทธิบุคคลและชุมชน ศิลป สวล.เสนอ
หน่วยงาน สวัสดิการชุมชน
เสรีภาพรวมเป็นสมาคม สหภาพฯ
สิทธิบุคคล ชุมชนเข้าถึงข้อมูล
ร้องเรียน ฟ้องหน่วยงานรัฐฯ
เสรีภาพประกอบอาชีพ
เนรเทศ ห้ามเข้าประเทศ ถอนสัญชาติไทย
(ที่ได้มาโดยการเกิด)ไม่ได้
เสรีภาพเดินทาง เลือกที่อยู่
สิทธิในทรัพยสิน มรดก การเวนคืน
เสรีภาพบุคคลในการสื่อสาร
เสรีภาพสื่อฯ
เสรีภาพในการแสดง
ความคิดเห็น
เสรีภาพในเคหสถาน
สิทธิส่วนตัว ชื่อเสียง
เสรีภาพในการนับถือศาสนา
เกณฑแรงงานทาไม่ได้
สิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย
สิทธิกระบวนการยธ.อาญา
ความเสมอภาค
สิทธิได้รับการเยียวยา
สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพของประชาชน สิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญฯ ปี ๒๕๖๐
สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน
-ประโยชนหรืออานาจ
ของบุคคลที่รัฐรับรอง/
คุ้มครองให้
-อิสระที่จะทาอะไร หรือ
ไม่ทาก็ได้
-ถ้าไม่มีก.ม.ห้าม /ไม่ผิดก.ม.
-ไม่ขัดศีลธรรม
-ไม่ละเมิดสิทธิฯ ผู้อื่น
-ไม่ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อน
-กิจที่ต้องปฏิบัติ (ตาม
ก.ม.,ตามหลักศีลธรรม)
ตัวอย่าง :
-สิทธิในการมีทรัพยสิน
-สิทธิที่ไม่ถูกขายเป็นทาส
-สิทธิในกระบวนการ
ยุติธรรมทางอาญา
(ประกันตัว,มีทนายฯ
ได้รับการเยียวยา)
-สิทธิในการตั้งพรรค
การเมือง
ตัวอย่าง :
-เสรีภาพในการแสดงออก
-เสรีภาพในการนับถือศาสนา
-เสรีภาพในการประกอบอาชีพ
-เสรีภาพของสื่อ
-เสรีภาพในการเดินทาง
-เสรีภาพในเคหสถาน จะแต่ง
ตัวอย่างไรก็ได้ถ้าไม่อนาจาร
ตัวอย่าง :
-หน้าที่ในการเสียภาษี
-หน้าที่ในการเกณฑทหาร -
หน้าที่ป้องกันประเทศ
-หน้าที่ในการรักษาชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย
-หน้าที่ไม่ทุจริต
-หน้าที่ในการดูแลบุตรธิดา
ความหมาย/ขอบเขตของไทย :
-ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
-สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของ
บุคคลที่ได้ที่ได้รับการรับรอง หรือ
คุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญฯ ตามก.ม.
ไทย ตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี
พันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติ
-สิทธิธรรมชาติ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
-ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย
-ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ
-ไม่อาจพรากไปได้ แบ่งแยกไม่ได้ -
สากลข้ามพรมแดน ไม่ขึ้นกับรัฐใดๆ
-ไม่ผูกกับก.ม.บ้านเมือง เพราะไปผูก
กับความเป็นมนุษยแล้ว*
-ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่
ละเมิดก.ม. ไม่ผิดศีลธรรมฯ
๑.สิทธิคืออะไร ๒.เสรีภาพคืออะไร ๓.หน้าที่คืออะไร
-ประโยชน อานาจ
ความสามารถของ
บุคคล ที่รัฐรับรอง
คุ้มครองให้ มีก.ม.
นโยบายฯ รองรับ
-อิสรภาพ ที่จะทา/
ไม่ทาอะไรก็ได้ ถ้า
ไม่ละเมิดก.ม.
ละเมิดสิทธิฯผู้อื่น
-กิจที่ต้องทา หรือไม่
ทา ถ้าไม่ปฏิบัติ มี
ความผิด มีโทษ
-หน้าที่ตามก.ม./ตาม
ศีลธรรม
-สิ่งที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด
เป็นศักดิศรีของความเป็นมนุษย
ความเสมอภาค ไม่ถูกเลือก
ปฏิบัติ เป็นสากล ไม่ขึ้นกับรัฐใด
พรากไม่ได้ แบ่งแยก/โอนไม่ได้ มี
ส่วนร่วมได้รับประโยชน
ตรวจสอบได้โดยหลักนิติธรรมฯ
๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร
๑.สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน คืออะไร เหมือนกัน ต่างกันอย่างไร
นักปรัชญา เช่น รุสโซ
ในสัญญาประชาคม
บอกคนเราเกิดมา
พร้อมอิสรภาพ
นักสังคมวิทยา ว่าคนเรา
เกิดมามีหน้าที่ใน
ครอบครัว กลุ่ม ชุมชน
เกิดมาทีหลัง เมื่อผู้มี
อานาจรับรอง มีก.ม.
มารับรอง
เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนต้องมี
เป็นสากล มาได้รับความสนใจหลัง
WW2 เมื่อตั้งUN มีอนุสัญญาขึ้น
ความสัมพันธของ สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพของประชาชน และสิทธิมนุษยชน
สิทธิ เสรีภาพ
หน้าที่ สิทธิมนุษยชน(สากล)
รัฐต้องให้ปชช.เข้าถึงและใช้สิทธิ เสรีภาพโดยสดวก
สิทธิ คู่กับหน้าที่ เสมอเหมือนสองหน้าของเหรียญ
คนหนึ่งมีสิทธิ ผู้อื่นมีหน้าที่เคารพสิทธิผู้ทรงสิทธิ
หน้าที่ที่เสี่ยง เกืด
ประโยชนมาก ทาให้มี
สิทธิประโยชนตามมา
-รู้จักกันหลังWW2 เมื่อตั้งUN
มีกฎบัตร (charter) แล้วจัดทา
ข้อตกลงคือ ปฏิญญาสากลฯ ขึ้น
ต่อมาทาอนุสัญญาฯ ๙ ฉบับ
รวมทั้งมีสนธิสัญญาอื่นที่
เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น ผู้
ลี้ภัย แรงงานฯ
“แม้มุ่งเน้นความเป็นสากลแต่
สภาพที่เป็นจริง ยังมีช่องว่างอยู่”
สิทธิกับเสรีภาพ มักใช้คู่กัน และมี “สิทธิในเสรีภาพ”
เมื่อกาหนดสิทธิฯให้ปชช.รัฐมีหน้าที่เฉพาะเจาะจง เตรียมทรัพยากร การ
จัดการให้คนเข้าถึง/ใช้สิทธินั้น รัฐมีหน้าที่ไม่ขัดขวางการใช้เสรีภาพของปชช
สิทธิ เสรีภาพของบุคคลในรัฐใด สัมพันธกับ สิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิมนุษยชน
ของรัฐนั้น ตามที่มีพันธกรณี และบริบทของรัฐนั้น (ปัจจัยด้านการเมือง ปกครอง ก.ม.
เศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมฯ ) เช่นปท.ประชาธิไตย สังคมนิยม อิสลามฯ
กิจกรรมบางอย่างอาจเปลี่ยนจาก เสรีภาพ เป็นสิทธิ หน้าที่ได้ เช่น การเรียน
กิจที่ต้องทา/งดเว้นการ
กระทา ถ้าไม่ปฏิบัติตาม
มีความผิด ถูกลงโทษ
สิทธิ
• ประโยชน หรือ อานาจของบุคคล ที่รัฐรับรอง คุ้มครองให้ (มีก.ม.รับรอง)
รัฐ อาจยกระดับ “เสรีภาพ” ขึ้นมาเป็น “สิทธิ” เมื่อเห็นความจาเป็น เช่น การรักษาพยาบาลฯ
รัฐ มีหน้าที่จาเพาะเจาะจง ต้องเตรียมการ มีก.ม.ระเบียบ คน สถานที่ อุปกรณ งบฯรองรับ
เช่น สิทธิในชีวิตร่างกาย การพบ/มีทนายฯ สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิของเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุฯ
• การใช้สิทธิของบุคคล ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม. ไม่ขัดศีลธรรมอันดี
สิทธิ คู่กับหน้าที่ เมื่อบุคคลมีสิทธิ บุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้ทรงสิทธินั้น
สิทธิ สัมพันธใกล้ชิดกับ เสรีภาพ มักกล่าวรวมๆกันไปว่าสิทธิเสรีภาพ
เสรีภาพ
• อิสระที่จะทาอะไร หรือ ไม่ทาอะไรก็ได้ โดยไม่มีใครมาบงการ
เช่น เปลือยกายเดินคนเดียวในห้องนอน เปิดเพลงเสียงดังในห้องที่เก็บเสียง
เวลาเจ็บป่วย ไม่ไปหาหมอ หรือ ไปหมอแผนโบราณ หมอจีน หรือ หมอแผนปัจจุบัน
• ถ้าไม่ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
• ไม่ขัดหลักศีลธรรม/ศาสนา
• ไม่ผิดก.ม.
เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา การแสดงออก การประกอบอาชีพฯ
สิทธิเสรีภาพของบุคคล
(รัฐธรรมนูญฯปี๖๐
ม.๒๕-ม.๔๙)
สิทธิของมารดาก่อน/หลังคลอด,
ผู้ชรา,ผู้ยากไร้
ใช้สิทธิล้มการปกครองไม่ได้
สิทธิสาธารณสุข
สิทธิของผู้บริโภค
สิทธิในการตั้งพรรคการเมือง.
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ
สิทธิบุคคลและชุมชน ศิลป สวล.เสนอ
หน่วยงาน สวัสดิการชุมชน
เสรีภาพรวมเป็นสมาคม สหภาพฯ
สิทธิบุคคล ชุมชนเข้าถึงข้อมูล
ร้องเรียน ฟ้องหน่วยงานรัฐฯ
เสรีภาพประกอบอาชีพ
เนรเทศ ห้ามเข้าประเทศ ถอนสัญชาติไทย
(ที่ได้มาโดยการเกิด)ไม่ได้
เสรีภาพเดินทาง เลือกที่อยู่
สิทธิในทรัพยสิน มรดก การเวนคืน
เสรีภาพบุคคลในการสื่อสาร
เสรีภาพสื่อฯ
เสรีภาพในการแสดง
ความคิดเห็น
เสรีภาพในเคหสถาน
สิทธิส่วนตัว ชื่อเสียง
เสรีภาพในการนับถือศาสนา
เกณฑแรงงานทาไม่ได้
สิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย
สิทธิกระบวนการยธ.อาญา
ความเสมอภาค
สิทธิได้รับการเยียวยา
หน้าที่
• กิจ หรือ สิ่งที่ต้องทา หรือไม่กระทา ตาม ก.ม.หรือ หลักศีลธรรม
• ถ้าไม่ปฏิบัติ มีความผิด และมีโทษ
เช่น การเลี้ยงดูลูก, เสียภาษี เกณฑทหาร เคารพก.ม., ศึกษาภาคบังคับฯ
• หน้าที่ กับ สิทธิ เป็นของคู่กัน เหมือนหน้าสองหน้า ของเหรียญเดียวกัน
เมื่อบุคคลหนึ่งมีสิทธิ บุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้มีสิทธิ
• หน้าที่ ก่อให้เกิดสิทธิ(ประโยชน) เช่น หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา
ประธานศาลฎีกา หน้าที่ของทหารที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ ได้รับสิทธิประโยชนมากกว่า
รัฐอาจเปลี่ยน “สิทธิ” เป็น “หน้าที่” เนื่องจากจาเป็น เช่น เรียนภาคบังคับ ไปเลือกตั้งฯ
รักษา ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย
ประชาธิปไตย
ป้องกันประเทศ
ปฏิบัติตามกฎหมาย
เข้าศึกษาภาคบังคับ
รับราชการทหาร/
เกณฑทหาร ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคลอื่น
ใช้สิทธิเลือกตั้ง
คานึงประโยชนส่วนรวม
อนุรักษสิ่งแวดล้อม
และวัฒนนธรรม
เสียภาษีอากร
ไม่ทุจริต
หน้าที่ของ
คนไทย
(รธน.ฯม.๕๐)
หน้าที่ของคนไทย
ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ
อาจเน้นแตกต่างกัน
• สิทธิธรรมชาติ ติดตัวคนมาแต่เกิด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีเชื้อชาติ ผิวสีใด เพศใด นับ
ถือศาสนาใด ยากดีมีจน เรียนสูง เรียนน้อย มีอาชีพใด เพราะมนุษยทุกคนล้วนแต่
มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย มีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค (ไม่เลือกปฎิบัติ)
- เป็นสิทธิสากลข้ามพรมแดน ไม่ขึ้นกับ ก.ม.ของประเทศใด*
- ไม่สามารถพรากสิทธิฯนี้ไปได้
- โอนสิทธิฯให้กันไม่ได้ แบ่งแยกไม่ได้
- มนุษยเรามีส่วนร่วมใช้ประโยชนในสิทธินั้น ตรวจสอบได้โดยหลักนิติธรรม
๒๕
• ยึดหลัก“เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ถ้าเราไม่อยากถูกทาอะไรที่ไม่ดี เราก็อย่าไปทากับ
ผู้อื่นแบบนั้น เพราะทุกคนในโลกล้วนเป็นเพื่อนมนุษย เป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น
สิทธิมนุษยชน
ความหมายของสิทธิ และสิทธิมนุษยชน
(ศ. ดร.วิษณุ เครืองาม)
สิทธิ (Rights) หมายถึง
• สิ่งที่กฎหมายรับรอง และให้ความคุ้มครอง ไม่ให้ผู้ใดกระทาการละเมิด
• ดังนั้นสิทธิผูกไว้กับก.ม. หากมีก.ม.รับรอง คุ้มครอง สิ่งนั้นเรียกว่าสิทธิ ซึ่ง
หากไม่มีการกาหนดสิทธิดังกล่าวในก.ม.อาจทาให้มีการลิดรอน หรือไม่ได้รับ
ความคุ้มครองทางก.ม.ได้
สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
• เหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือว่าคนเราเกิดมา มีสภาพเป็นมนุษยไม่ว่าจะมี
เชื้อชาติใด เพศใด นับถือศาสนาใด มีคติความเชื่อ ทางการเมืองอย่างไร
มีสถานภาพใด ไม่ว่าจะสูงต่ํา ดาขาวมั่งมีหรืออยากจน ในฐานะที่เป็น
มนุษยก็ย่อมมีความเสมอภาคกัน
• โดยไม่ผูกกับกฎหมายบ้านเมือง เพราะมันไปผูกกับความเป็นมนุษยเสีย
แล้ว เช่น มนุษยมีร่างกายก็มีสิทธิที่จะเดิน มนุษยเกิดมามีสมอง ก็มีสิทธิที่
จะคิด เมื่อมีสิทธิที่จะคิดจึงมีความเชื่อ เมื่อมนุษยมีร่างกายก็มีสิทธิที่จะ
ทางาน เมื่อทางานก็มีสิทธิ ที่จะพักผ่อน
สิทธิมนุษยชน : ความหมาย องค์ประกอบ
ศักดิศรีของ
ความเป็นมนุษย
สิทธิ เสรีภาพ
การมี เข้าถึง และใช้สิทธิฯ
และไม่ถูกละเมิดสิทธิฯ
ความเสมอภาค
และความเท่าเทียม
การไม่เลือกปฎิบัติ
สิทธิตาม
ธรรมชาติ ที่ติดตัวมนุษยทุกคน มาแต่
เกิดไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ผิวพรรณ มีความ
เชื่อใด เป็นสากลไม่มีพรมแดน พราก
ไม่ได้ โอนให้กันไม่ได้ฯ
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)
• เกิดมาเป็นคน
- ยากดีมีจน
- สูงต่า ดาขาว เชื้อชาติใด วรรณะใด
- เรียนมาก หรือเรียนน้อย
- อยู่ในประเทศใด ในยุโรป อเมริกา
- ทาอะไร เป็นชาวเมือง ชาวไร่ ชาวนา นักการเมือง ขรก.เจ้าของธุรกิจ...
- นับถือศาสนาพุทธ คริสต อิสลาม ถือผี ไม่มีศาสนา
- เป็นเด็กน้อย ผู้หญิง LGBT ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ต้องขัง คนเร่ร่อน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ
• ล้วนแต่เป็นคนเหมือนกัน ทุกคนต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย
ความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคอย่างเป็นธรรม (Equality & Equity)
• คนเราเกิดมา อาจมีความแตกต่างกัน มีความหลากหลายจากปัจจัยทางชีวภาพ เศรษฐกิจ
สังคมฯ
• แต่คนเราต้องมีเสมอภาคและความเท่าเทียม (ในจิตสานึกของเรา และการดูแลของรัฐ)
- ในเรื่องโอกาสทางการศึกษา การสาธารณสุข การบริการอื่นๆของรัฐ (และภาคเอกชน)
- ในเรื่องการเข้าถึงทรัพยากรฯ
- ในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมฯ
• กรณีที่เป็นผู้ด้อยโอกาส รัฐอาจมีมาตรการพิเศษช่วยเหลือ ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฎิบัติ
ความเป็นธรรม
ความเท่าเทียม
ความเสมอภาค ไม่ได้หมายความว่า ให้ทรัพยากรเท่าๆกัน แต่คานึงถึงความจาเป็นของแต่ละคบ
ว่าใครมีความจาเป็นมาก ควรได้รับทรัพยากรมากกว่าเพื่อให้มีสิทธิพื้นฐานเท่ากัน ใกล้เคียงกัน
การมีสิทธิประเภทต่างๆ เช่น สิทธิพลเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม
วัฒนธรรม และการเข้าถึงสิทธิฯ (Access to rights)
•สิทธิพลเมือง เช่น สิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพยสินของบุคคล การสื่อสารฯ
•สิทธิการเมือง เช่น สิทธิในการชุมนุม การตั้งพรรคการเมืองฯ
•สิทธิทางเศรษฐกิจ เช่น สิทธิในการมีงานทา ได้ค่าตอบแทน มีวันพักฯ
•สิทธิทางสังคม เช่น สิทธิด้านการศึกษา สาธารณสุขฯ
•สิทธิทางวัฒนนธรรม เช่น สิทธิในศิลปะ วัฒนนธรรม การละเล่นพื้นเมือง
มุมมองเรื่องสิทธิมนุษยชน (+)
เกิดมาเป็นคน ยากดีมีจน จะขาวจะดา
จะเรียนมามากหรือเรียนมาน้อย
ก็มีศักดิ์ศรี เป็นคนเหมือนกัน
เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราไม่ชอบให้ใครทาอะไรกับเรา
เราก็อย่าไปทากับเขาอย่างนั้น
จะรวยจะจน ถ้าทาผิด
ก็ต้องติดคุกเหมือนกัน
คุกไม่ใช่มีไว้ขังแต่คนจนเท่านั้น
สิทธิที่ติดตัวคนมาตั้งแต่
เกิด
เป็นสากล
ไม่มีพรหมแดน
สัมพันธเชื่อมโยงกัน
แบ่งแยกไม่ได้
โอนให้กันไม่ได้
พรากเอกไปจากเราไม่ได้
จะเขียนก.ม.มาห้ามก็
ไม่ได้
ทาไมต้องลัดคิวให้บริการคน
รวย หรือญาติมิตรก่อน
ถ้าเขาป่วยจะตายก็ไม่ว่า
สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ
หลักการทางศาสนา
สิทธิ เสรีภาพ
ศักดิ์ศรี
ของมนุษย
ที่ทาให้คน
แตกต่างไป
จากสัตว
ไม่ใช่เป็นเรื่อง
การจับผิด หรือ
การต่อต้านการ
ทางานของ
เจ้าหน้าที่รัฐ แต่
เป็นเรื่องที่
เกี่ยวข้องกับเรา
ตั้งแต่อยู่ในท้อง
แม่ โตขึ้น เรียน
ทางาน มีคู่ มีลูก
ป่วย แก่ พิการ
จนกระทั่งตาย
มุมมองในเรื่องสิทธิมนุษยชน (-)
เวลาชาวบ้านถูกยิง
ถูกระเบิด
พวกสิทธิมนุษยชน
หายหัวไปไหนหมด
เอาไอ้พวกข่มขืนฆ่าไป
ประหารให้หมด
อย่ามาอ้างสิทธิมนุษยชนเลย ทีชีวิต
คนอื่นมันไม่เห็นความสาคัญ พวก
มองโลกสวย
พวกตามก้น
ฝรั่ง
พวกที่คอยจับผิดการ
ทางานของ
ต.ร.,ทหาร, ขรก.ฯ
พวกที่คิดว่ามี
สิทธิเสรีภาพ
จนไร้ขอบเขต
พวกเห็นคนต่างชาติ
คนต่างด้าว ดีกว่าคนไทย
ทาไมเราต้องใช้เงินภาษีฯของ
คนไทยไปเลี้ยงดูคนต่างชาติ
พวกชอบการปกครอง
แบบสาธารณรัฐ ชอบ
อ้างความเสมอภาค พวก
ล้มสถาบันฯ NGO
พวกขัดขวาง
การพัฒนนา
ประเทศ
• สิทธิมนุษยชน หมายความว่า
- ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
- สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลที่ได้ที่ได้รับการรับรอง หรือคุ้มครอง
- ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- ตามกฎหมายไทย
- ตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
(พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 3)
ความหมายของสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย
ขอบเขตของหลักสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย จะแคบกว่า หลักสิทธิมนุษยชนสากล ในประเด็น สิทธิ
เสรีภาพ ความเสมอภาค และความคุ้มครองของบุคคลฯ เป็นไปตามก.ม.ไทย และพันธกรณีของประเทศไทย)
สิทธิมนุษยชน มิได้มีแต่เพียงมิติด้าน ก.ม. เท่านั้น แต่เป็นสหวิทยาการ มีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม
วัฒนนธรรมฯ
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑*
ขจัดการเลือกปฏิบัติ
ทางเชื้อชาติ*
ค.ศ.๑๙๖๕/พ.ศ.๒๕๐๘
เด็ก*
ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ.๒๕๓๒
ต่อต้านการทรมาน
ค.ศ.๑๙๘๔/พ.ศ.๒๕๒๗*
ต่อต้านอุ้มหาย
ค.ศ. ๒๐๐๖/พ.ศ.๒๕๔๙
แรงงานอพยพฯ
ค.ศ.๑๙๙๐/พ.ศ.๒๕๓๓
สตรี*
ค.ศ..๑๙๗๙/พ.ศ.๒๕๒๒
คนพิการ*
ค.ศ.๒๐๐๖/พ.ศ.๒๕๔๙
ปัญหาการละเมิดสิทธิฯในรูปแบบต่างๆเช่น ฆ่าล้างเผ่าพันธฯในWW2
การจัดตั้งองคกรสหประชาชาติ ค.ศ.๑๙๔๕/พ.ศ.๒๔๘๘
กติกาฯว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙*
กติกาฯว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรม
ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙*
การจัดกลุ่มของ
อนุสัญญาด้านสิทธิ
มนุษยชน
เจตนารมณร่วมกัน
ไม่มีสภาพบังคับ
เป็นก.ม.ระหว่าง
ประเทศ
อนุสัญญาสิทธิ
มนุษยชน ๙ ฉบับ
มีสถานะเป็นก.ม.
ระหว่างประเทศ
ทุกฉบับเป็นสิทธิ
มนุษยชนสากล
ไร้พรมแดนฯ
หลักสิทธิมนุษยชนสากล ดูจากอะไร ที่ไหน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/๒๔๙๑ (UDHR)
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ๙ ฉบับ (ICCPR,ICESC,CERD,CED,CRD,
สนธิสัญญาอื่นๆ เช่น ILO 87,ILO 98,อนุสัญญาผู้ลี้ภัยฯ
หลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
รัฐที่เป็นสมาชิก
อนุสัญญาฯ
มีพันธะกรณีต้องปฏิบัติ
ตามอนุสัญญาต่อต้าน
การทรมานฯ
๑) ประกันให้เกิดสิทธิ
(ก.ม.,บริหาร,ศาล)
๒) เผยแพร่
หลักการของ
อนุสัญญา
๓) ปฏิบัติให้เกิดสิทธิ
แก่ปชช.ในรัฐ
๔) รายงาน
สถานการณ
ต่อ UN
รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๔๐ (รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน)
เจตนารมณของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็คือการปฏิรูปการเมืองโดยมี
เป้าหมาย ๓ ประการ[2]
๑. ขยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง สิทธิใน
กระบวนการการยุติธรรม เยียวยาฯ
๒. การเพิ่มการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐโดยประชาชน เพื่อให้เกิด
ความสุจริตและโปร่งใสในระบอบการเมือง
๓.การทาให้ระบบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ มีผลกระทบที่สาคัญต่อพัฒนนาการสิทธิมนุยชน
ในประเทศไทย หลายประการ
- บทบัญญัติเรื่องสิทธิฯต่างๆ
- นาไปสู่ก.ม.ภายในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเยียวยา
- การจัดตั้งองคกรคุ้มครองสิทธิฯและการตรวจสอบรัฐบาลฯ
สิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย
หมวด ๓ มาตรา ๒๕-๔๙
หน้าที่ของปวงชนชาวไทย
หมวด ๔ มาตรา ๕๐ (๑๐ ประการ)
สิทธิมนุษยชน ของประชาชนไทย
หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๔
พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
มาตรา ๓
สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
คลิป
ทบทวนความรู้ ความเข้าใจ
• หน้าที่ เป็นกิจ หรือสิ่งที่บุคคลต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ มีความผิดและมีโทษ อาจแบ่งเป็นหน้าที่
ทางศีลธรรม และหน้าที่ตามก.ม. ปกติหน้าที่ตามก.ม.จะสอดคล้องกับหน้าที่ทางศีลธรรม
• รัฐเองก็มีหน้าที่ด้วย ได้แก่ ด้านความมั่นคง การรักษาความปลอดภัย การบริการสาธารณะ /
การพัฒนนา รวมทั้งหน้าที่ในด้านสิทธิมนุษยชน คือ การเคารพสิทธิของปชช.(respect) การ
ปกป้อง(protect) และการเติมเต็ม(fulfil)
• ในขณะที่ “สิทธิ” เป็นประโยชน อานาจ หรือความสามารถของบุคคลที่รัฐรับรองให้ และทาให้
ผู้อื่นรวมทั้งรัฐมีหน้าที่ ต้องเคารพสิทธิของผู้ทรงสิทธิ และเมื่อรัฐให้สิทธิแก่ประชาชน ยังมี
หน้าที่เฉพาะเจาะจงที่ทาให้บุคคลเข้าถึงสิทธินั้นโดยสะดวก (เช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค การ
เรียนฟรี) ในขณะที่รัฐมีมีหน้าที่เจาะจงในเรื่องเสรีภาพ แต่ต้องไม่ขัดขวาง
สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน คืออะไร มีความเกี่ยวข้องสัมพันธกันอย่างไร
ทบทวนความรู้ ความเข้าใจ
• เสรีภาพ เป็นความอิสระที่จะทาอะไรหรือไม่ทา ไม่อยู่ใต้การบงการของใคร แต่ต้องไม่
ละเมิดสิทธิฯผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม.
• สิทธิมนุษยชนไทย กับ สิทธิมนุษยชนสากล สัมพันธกันอย่างไร มีข้อแตกต่างกันอย่างไร
อะไรเป็นสาเหตุที่สาคัญ สิทธิมนุษยชนไทย จะรู้ได้อย่างไร ดูจากที่ไหน และสิทธิมนุษยชน
สากล มีอะไรบ้าง ดูที่ไหน
• สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่ติดตัวมนุษยมาตั้งแต่เกิด พรากไม่ได้ ถ่ายโอนไม่ได้ เป็นสากล ไม่
ขึ้นกับก.ม.ของรัฐใด ส่วนสิทธิมนุษยชนของรัฐใด ปกติต้องสอดคล้องกับหลักสากล
เนื่องจากเป็นสมาชิกUN แต่ในทางปฎิบัติปัจจัยสภาพแวดล้อมทางด้านการเมือง การ
ปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมฯส่งผลต่อสถานการณสิทธิมนุษยชนของรัฐนั้นๆ เช่น
ประเทศเสรีประชาธิปไตย ประเทศสังคมนิยม ประเทศที่ยังมีการปกครองไม่เป็น
ประชาธิปไตยมากนัก ประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม(ที่ใช้ก.ม.ชีอะห)
บันไดของการป้องกัน เฝ้าระวัง คุ้มครองสิทธิฯ
+ ให้ประชาชน จนท.รัฐ รู้/ตระหนักเรื่องสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน
เคารพสิทธิฯ ผู้อื่น เคารพ ก.ม.
+ เมื่อพบการละเมิดสิทธิฯ แจ้งหน่วยงานฯทราบเพื่อคุ้มครองสิทธิฯ
+ เข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน ในการป้องกัน คุ้มครองสิทธิฯ
ประเทศไทย เป็นสังคมที่เคารพสิทธิ สมานฉันท น่าอยู่
+
- ชอบอ้างสิทธิ เอาประโยชนส่วนตน ไม่เคารพสิทธิผู้อื่น และประโยชนส่วนรวม
ชอบเลี่ยง/ละเมิดก.ม.เมื่อมีโอกาส
สังคมไทยยัง
มีลักษณะนี้
อยู่มาก
ช่วยเปลี่ยนสังคมไทย
เป็นสังคมตระหนักรู้
เรื่องสิทธิฯ ไม่ละเมิด
สิทธิฯไม่ละเมิดก.ม.
สรุปสาระสาคัญของหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ศักดิ์ศรี
ความเป็นมนุษย
ความเสมอภาค
เท่าเทียม ไม่เลือกปฎิบัติ ความมีสิทธิ เข้าถึงสิทธิประเภทต่างๆ
เกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นคน
เชื้อชาติใด มีสัญชาติหรือไม่
นับถือศาสนาใด มีความเชื่อการเมืองใด
ยากดีมีจน สูงต่าดาขาว
เรียนมาก เรียนน้อย
ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
แม้คนเราจะแตกต่างทางร่างกาย สติปัญญา
ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯ
แต่ต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
เว้นแต่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส อาจได้รับการสนับสนุน
มากกว่า จนกว่ามีความใกล้เคียงกัน
ตั้งแต่อยู่ในครรภมารดา จนเสียชีวิต
ต้องเข้าถึง ได้รับ และปกป้อง
คุ้มครองสิทธิ ทั้งสิทธิพลเมือง
(ร่างกาย ชีวิต ทรัพยสินฯ) สิทธิ
การเมือง สิทธิทางสังคม (การศึกษา
สาธารณสุข) เศรษฐกิจ วัฒนนธรรมฯ
เสรีภาพ
สิทธิ
หน้าที่
สิทธิมนุษยชน
ยกระดับขึ้น
เป็นสิทธิ
ปฎิบัติตามก.มฯ
อิสระที่จะทา หรือ ไม่ทาอะไร แต่
ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น/ก.ม.
ประโยชน อานาจของ
บุคคล ที่รัฐรับรองให้
ความหมาย และความสัมพันธระหว่าง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน
สิทธิธรรมชาติติดตัวคนมาตั้งแต่เกิด ข้ามพรหมแดนฯ
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย เสมอภาค เข้าถึงสิทธิต่างๆ
ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
รัฐดูแลให้ปชช.เข้าถึงสิทธิ
ไม่ละเมิดสิทธิ และเยียวยา
เมื่อถูกละเมิดฯ
รัฐดูแลปชช.ใช้เสรีภาพ
โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
ไม่ละเมิดก.ม.
ปชช.ทาหน้าที่ด้วยความเต็มใจ
๒. สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน สัมพันธ์กันอย่างไร มีสภาพคงที่หรือไม่
สิทธิกับหน้าที่ เป็นของคู่กัน เมื่อบุคคลมีสิทธิ บุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิของผู้ทรงสิทธิ
สิทธิ กับเสรีภาพ เป็น “สิ่ง” ที่ประชาชนในประเทศเสรีประชาธิปไตย ต้องมี
และมีความสัมพันธกัน โดยรัฐอาจยกเสรีภาพให้เป็นสิทธิฯ หรือ สิทธิในเสรีภาพ
รัฐมีหน้าที่จาเพาะเจาะจงเมื่อกาหนดสิทธิของประชาชนขึ้น ต้องเตรียม ก.ม.องคกร ทรัพยากร
การจัดการฯ ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ ขณะที่รัฐมีหน้าที่ให้ประชาชนใช้เสรีภาพโดยไม่แทรกแซง
สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ปัจจัยการเมือง การปกครอง
ก.ม. เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี่ ความสัมพันธระหว่างประเทศฯ ของรัฐ
๓.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ของประชาชนคนไทย และคนที่อยู่ในประเทศไทย ดูจากอะไร ที่ไหน
ดูจาก ก.ม.ภายใน (รัฐธรรมนูญ ก.ม.ลาดับรอง นโยบายรัฐบาล) และจารีตประเพณี (กรณีที่ดิน
ชาวเล)
สิทธิ เสรีภาพของผู้สัญชาติไทย มีขอบเขตกว้างกว่า ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย เช่น แรงงานต่างด้าว
ผู้ไร้สัญชาติฯ
ดูจากข้อตกลง สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนฯ ที่ไทยมีพันธกรณี ( เช่น สิทธิเด็ก
เป็นสากล)
สิทธิมนุษยชน มีขอบเขตกว้างกว่าสิทธิพลเมือง(คนที่เป็นพลเมือง ถือสัญชาติรัฐนั้น)
สิทธิพลเมือง
สิทธิเศรษฐกิจ สิทธิทางสังคม
สิทธิทางวัฒนนธรรม
สิทธิทางการเมือง
สิทธิมนุษยชน
เสรีภาพ
สิทธิ
หน้าที่
สิทธิมนุษยชน
ยกระดับขึ้น
เป็นสิทธิ
ปฎิบัติตามก.มฯ
อิสระที่จะทา หรือ ไม่ทาอะไร
แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น/ก.ม.
ประโยชน อานาจของ
บุคคล ที่รัฐรับรองให้
ความหมาย และความสัมพันธระหว่าง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน
สิทธิธรรมชาติติดตัวคนมาตั้งแต่เกิด ข้ามพรหมแดนฯ
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย เสมอภาค เข้าถึงสิทธิต่างๆ
ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
รัฐดูแลให้ปชช.เข้าถึงสิทธิ
ไม่ละเมิดสิทธิ และเยียวยา
เมื่อถูกละเมิดฯ
รัฐดูแลปชช.ใช้เสรีภาพ
โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
ไม่ละเมิดก.ม.
ปชช.ทาหน้าที่ด้วยความเต็มใจ
หลักสิทธิมนุษยชนสากล ดูจากอะไร ที่ไหน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ๙ ฉบับ
สนธิสัญญาอื่นๆ เช่น ILO 87,ILO 98
หลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
ข้อตกลงฯและอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
คาปรารถของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ...ที่รับรองและประกาศโดยข้อมติสมัชชา
สหประชาชาติ ที่ ๒๒๗ เอ /// เมื่อ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ กล่าวถึง หลักนิติธรรม (Rule
of Law) ไว้ด้วยว่า
…….เป็นความจาเป็นที่ หลักสิทธิมนุษยชน ควรได้รับความคุ้มครองโดย
หลักนิติธรรม ถ้าไม่ประสงค์ให้มนุษย์ต้องถูกบีบบังคับให้หาทางออกเป็นที่
พึ่งสุดท้าย ด้วยการก่อความไม่สงบ เพื่อต่อต้านทรราชย์และการกดขี่…...
“....กฎหมายทั้งปวงนั้น เราบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นปัจจัยสาหรับรักษาความยุติธรรม
กล่าวโดยสรุปก็คือ ใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่ง
กับใช้เป็นแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤติปฏิบัตินั้นๆ ให้เป็นไปอย่าง
ถูกต้องเที่ยงตรงอีกสถานหนึ่ง
โดยที่กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรที่จะ
ถือว่ามีความสาคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อน
กฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคานึงถึงแต่
ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จาต้องคานึงถึงความ
ยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงคด้วยเสมอ
พระบรมราโชวาทรัชกาลที่ ๙ ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสานัก
อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ เนติบัณฑิตสภา เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕
ความหมาย ความสัมพันธ์ของ สิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม
สิทธิมนุษยชน (สากล กับไทย) นิติธรรม ความยุติธรรม
-ความถูกต้องตามศีลธรรม
บนพื้นฐานของจริยธรรม
ความสมเหตุสมผล ก.ม.,
ก.ม.ธรรมชาติ, ศาสนา,
ความเที่ยงธรรม
(equity) และความเป็น
ธรรม (fairness)
ตลอดจนการบังคับใช้ก.ม.
-การปกครองที่ดีนั้นควรต้องให้ก.ม.อยู่สูงสุด
(supremacy of law) และทุกๆ คนต้องมี
สถานะที่เสมอภาค และเท่าเทียมกันภายใต้ก.ม.
-สิทธิธรรมชาติ ติดตัวมาแต่เกิด
-ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย
-ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ
-การเข้าถึงมี/สิทธิ ไม่อาจพรากไปได้
-แบ่งแยกไม่ได้ สัมพันธกัน
-สากลข้ามพรมแดน ไม่ขึ้นกับรัฐ
ใดๆ
-ไม่ผูกกับก.ม.บ้านเมือง เพราะไปผูก
กับความเป็นมนุษยแล้ว*
(สิทธิพื้นฐานขั้นต่าของมนุษยทุกคน)
-การปกครอง/บริหาร” ยึดก.ม.เป็นหลัก” ทั้ง
การออกก.ม.- เนื้อหาก.ม.- และการใช้ก.ม.
ต้องถูกต้อง เป็นธรรม เพื่อประโยชนของคน
ส่วนใหญ่ และมีการควบคุมการใช้ก.ม.อย่าง
เหมาะสม(นักวิชาการ NGOs นักกิจกรรม โต้มาก)
๑
-หลักนิติธรรม เกิด พัฒนนาในอังกฤษ (ใช้ระบบก.ม.
จารีตประเพณี) ส่วนหลักนิติรัฐ เกิด พัฒนนาในยุโรป
แผ่นดินใหญ่ (ใช้ระบบก.ม.ลายลักษณอักษร) ทั้งสอง
หลัก ต่างเน้น”การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน”
หลักสิทธิมนุษยชนของไทย
มีขอบเขตแค่ไหน
ความหมาย ความสัมพันธ์ของ สิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม
สิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม
ความถูกต้องตามศีลธรรมบน
พื้นฐานของจริยธรรม ความ
สมเหตุสมผล ก.ม. ก.ม.
ธรรมชาติ ศาสนา ความเที่ยง
ธรรม (equity) และความเป็น
ธรรม (fairness) ตลอดจน
การบังคับใช้ก.ม.
- ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
- สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของ
บุคคลที่ได้ที่ได้รับการรับรอง หรือ
คุ้มครอง
- ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย
- ตามกฎหมายไทย
- ตามสนธิสัญญาที่ประเทศ
ไทยมีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี
พันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
(พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 3)
ข้อเรียกร้องทางศีลธรรมบาง
อย่าง ใช้เป็นเกณฑวัดการ
กระทาอันใดอันหนึ่งว่าถูก
หรือไม่ถูก มันเป็นข้อกาหนด
ในทางศีลธรรม
องคประกอบของหลักนิติธรรม :
มีกระบวนการออกก.ม. มีเนื้อหาของก.ม.ที่
ถูกต้อง เป็นธรรมเพื่อประโยชนของคนส่วนใหญ่
, ก.ม.ใช้บังคับทั่วไป, ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบ
อย่างเปิดเผย,ไม่มีผลย้อนหลังที่เป็นโทษ,ห้าม
ยกเว้นความรับผิดของการกระทาในอนาคต, มีผู้
พิพากษาที่เป็นอิสระ เป็นกลาง
หลักนิติธรรม หรือหลักการบริหารโดยยึดก.ม.
เป็นหลัก ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลผู้ปกครอง เป็น
หลัก เป็นหลักที่ควบคู่กับหลักนิติรัฐ (รัฐที่ยึดก.ม.
เป็นหลัก รัฐยอมลดอานาจมาปฏิบัติตามก.ม. ไม่
ทาอะไรที่ก.ม.ไม่ให้อานาจ) และ หลักดาเนินการ
ตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้องตามก.ม.
(Due process of law ของอเมริกา)
ความหมาย ความสัมพันธ์ของสิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม
สิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม
ความถูกต้องตามศีลธรรม
บนพื้นฐานของจริยธรรม
ความสมเหตุสมผล ก.ม.
ก.ม.ธรรมชาติ* ศาสนา
ความเที่ยงธรรม (equity)
และความเป็นธรรม
(fairness) ตลอดจนการ
บังคับใช้ก.ม.
การปกครองที่ดีนั้นควรต้องให้ก.ม.
อยู่สูงสุด (supremacy of law) และ
ทุกๆ คนต้องมีสถานะที่เสมอ
ภาค และเท่าเทียมกันภายใต้ก.ม.
-ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย เป็นสิทธิธรรมชาติ
ติดตัวมาแต่เกิด เป็นสากลข้ามพรหมแดน
“ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ”*
-การเข้าถึง/มีสิทธิ ไม่อาจพรากไปได้ แบ่งแยก
ไม่ได้ สัมพันธเชื่อมโยงกัน มีส่วนร่วม เป็นส่วน
หนึ่งของสิทธิ ตรวจสอบได้ ใช้หลักนิติธรรม
- (สิทธิพื้นฐานขั้นต่าของมนุษยทุกคน)
การปกครอง/บริหาร ยึดก.ม.เป็นหลัก
๑).การออกก.ม.๒).เนื้อหาก.ม. ๓).การ
ใช้ก.ม.ต้องถูกต้อง เป็นธรรม เพื่อ
ประโยชนของคนส่วนใหญ่ และมีการ
ควบคุมการใช้ก.ม.อย่างเหมาะสม*
๑
- ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
- สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับ
การรับรอง หรือคุ้มครอง
- ตามรัฐธรรมนูญฯไทย
- ตามกฎหมายไทย
- ตามสนธิสัญญาที่ไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติ
(พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พศ.๒๕๔๒ ม.๓)
หลักนิติธรรม บรรจุในรัฐธรรมนูญฯ
พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นครั้งแรก ( ใน ม.๓ ว.๒ ,
ม.๗๘)
ความสัมพันธของทั้งสาม
หลัก คือ เสมอภาค
ไม่เลือกปฏิบัติ
ใช้หลักนิติธรรม
มิสซิส อิลลินอร์ รูสเวลล์ ภรรยาของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี รูสเวลล์ แห่งสหรัฐอเมริกา
ผู้มีบทบาทสาคัญในการยกร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ (๓๐ ข้อ)
สรุปสาระสาคัญของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ(สากล ไร้พรมแดนฯ)
๑. ทุกคนมีศักดิ์ศรี สิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกัน และต้องปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง
๒. ทุกคนมีสิทธิ และเสรีภาพ อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
๓. ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตอยู่ และมีความมั่นคง
๔. ห้ามบังคับคนให้เป็นทาส และห้ามค้าทาสทุกรูปแบบ (ค้ามนุษย)
.๕. ห้ามการทรมาน หรือการลงโทษทารุณโหดร้ายผิดมนุษย
๖. สิทธิในการได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย
๗. สิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามก.ม.อย่างเท่าเทียมกัน
๘. สิทธิในการได้รับการเยียวยาจากศาล
๙. ห้ามการจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ
๑๐. สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย
๔๙
๑๑. สิทธิในการได้รับการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ก่อนศาลตัดสิน และต้องมีก.ม.กาหนดว่าการ
กระทานั้นเป็นความผิด
๑๒. ห้ามรบกวนความเป็นอยู่ส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน การติดต่อสื่อสาร รวมทั้งห้าม
ทาลายชื่อเสียง และเกียรติยศ
๑๓. เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ในประเทศ รวมทั้งการออกนอกประเทศหรือ
กลับเข้าประเทศโดยเสรี
๑๔. สิทธิในการลี้ภัยไปประเทศอื่นเพื่อให้พ้นจากการถูกประหัตประหาร
๑๕. สิทธิในการได้รับสัญชาติ และการเปลี่ยนสัญชาติ
๑๖. สิทธิในการเลือกคู่ครอง และสร้างครอบครัว
๑๗. สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพยสิน
๑๘. เสรีภาพในความคิด มโนธรรม ความเชื่อ หรือการถือศาสนา
๑๙. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก รวมทั้งการได้รับข้อมูลข่าวสาร
๒๐.สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและรวมกลุ่ม และห้ามบังคับเป็นสมาชิกสมาคม
๕๐
๒๑. สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในรัฐบาลทั้งทางตรง และโดยผ่านผู้แทน อย่างอิสระ และมีสิทธิเข้าถึง
บริการสาธารณะโดยเท่าเทียมกัน
๒๒.สิทธิในการได้รับความมั่นคงทางสังคม และได้รับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนนธรรม
โดยการกาหนดระเบียบและทรัพยากรของประเทศตนเอง
๒๓. สิทธิในการมีงานทาตามที่ต้องการ และได้รับการประกันการว่างงาน รวมทั้งได้รับ
ค่าตอบแทนเท่ากัน สาหรับงานอย่างเดียวกัน และรายได้ต้องพอแก่การดารงชีพสาหรับตนเอง
และครอบครัว ตลอดจนมีสิทธิก่อตั้ง และเข้าร่วมสหภาพแรงงาน
๒๔. สิทธิในการพักผ่อนและมีเวลาพักจากการทางาน
๒๕. สิทธิในการได้รับมาตรฐานการครองชีพอย่างเพียงพอ ได้รับปัจจัยสี่ สวัสดิการสังคม
ประกันการว่างงาน เจ็บป่วย เป็นหม้าย ผู้สูงอายุ ตลอดจนต้องคุ้มครองแม่และเด็กเป็นพิเศษ
๒๖. สิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
๒๗. สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในวัฒนนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน และได้รับการคุ้มครองทรัพยสิน
ทางปัญญา
๕๑
สาระสาคัญของ
ปฏิญญาสากลฯ
สรุปสาระสาคัญของหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ศักดิ์ศรี
ความเป็นมนุษย
ความเสมอภาค
เท่าเทียม ไม่เลือกปฎิบัติ ความมีสิทธิ เข้าถึง
สิทธิประเภทต่างๆ
เกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นคน
เชื้อชาติใด มีสัญชาติหรือไม่
นับถือศาสนาใด มีความเชื่อการเมืองใด
ยากดีมีจน สูงต่าดาขาว
เรียนมาก เรียนน้อย
ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
แม้คนเราจะแตกต่างทางร่างกาย สติปัญญา
ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯ
แต่ต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
เว้นแต่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส อาจได้รับการสนับสนุน
มากกว่า จนกว่ามีความใกล้เคียงกัน
ตั้งแต่อยู่ในครรภมารดา จนเสียชีวิต
ต้องเข้าถึง ได้รับ และปกป้อง
คุ้มครองสิทธิ ทั้งสิทธิพลเมือง
(ร่างกาย ชีวิต ทรัพยสินฯ) สิทธิ
การเมือง สิทธิทางสังคม (การศึกษา
สาธารณสุข) เศรษฐกิจ วัฒนนธรรมฯ
๔. สิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของไทย (คนไทย และคนที่อยู่ในประเทศไทย)
เหมือนและแตกต่างกับ สิทธิมนุษยชนสากล อย่างไร
ในส่วน สิทธิ เสรีภาพของผู้สัญชาติไทย มีขอบเขตกว้างกว่า ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย
เช่น แรงงานต่างด้าว ผู้ไร้สัญชาติฯ
ไทยนาเอาหลักสิทธิมนุษชนสากล มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และก.ม.ภายในหลายฉบับ
สิทธิมนุษยชนไทย มีขอบเขตแคบกว่า เพราะไทยยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนบางฉบับ
สิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของประชาชนที่รัฐกาหนดไว้ เหมือนกัน และต่างกันกับ
สิทธิมนุษยชนตามหลักสากลอย่างไร
กฎบัตร UN มีวัตถุประสงค
๑ ใน ๔ ข้อเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนฯ ๙ ฉบับ
สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนอื่น
เช่น ผู้ลี้ภัย แรงงานฯ
จารีตประเพณีระหว่างประเทศ
สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน
ของประชาชน
ในประเทศไทย เป็นไปตามที่
รัฐธรรมนูญฯ, ก.ม.ภายใน และ
วัฒนนธรรมฯ
สิทธิมนุษยชนสากล (UN)
สิทธิมนุษยชนของไทย กับ สิทธิมนุษยชนสากล
สิทธิมนุษยชนสากล
ครอบคลุมมนุษยทุกคน
ไม่ว่าสัญชาติใด
ไม่ขึ้นกับก.ม.ของรัฐใด
สิทธิมนุษยชนของไทย
แคบกว่าฯ
เป็นไปตามที่รับรอง
คุ้มครองโดย รัฐ
ธรรมนูญฯ ก.ม.ภายใน
และพันธกรณีของไทยที่
มีต่อสนธิสัญญาฯ
• ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย
• สิทธิเสรีภาพ
• ความเสมอภาค
11
หลักสิทธิเสรีภาพของปชช.ในประเทศไทยและเวทีโลก เหมือนกันและต่างกันอย่างไร
-หลักสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ที่มีในโลกนี้ อาจแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม โดยใช้ระบบการเมือง ศาสนาวัฒนนธรรมฯ
กลุ่มแรก ประเทศในโลกตะวันตกที่มีระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย
กลุ่มที่สอง ไทยและประเทศที่กาลังพัฒนนาการเมืองไปสู่เสรีประชาธิปไตยมากขึ้น
กลุ่มที่สาม กลุ่มประเทศสังคมนิยม คอมมิวนิสต
กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่ใช้ก.ม.ศาสนาหรือ ก.ม.ชีอะห (และกลุ่มย่อยอื่นๆอีก ๒ กลุ่ม)
กลุ่มประเทศรัฐ
อิสลามที่ใช้ก.ม.
ชีอะห (อิหร่าน
อิรัค จ.อาเจะห)
กลุ่มประเทศสังคมนิยม
คอมมิวนิสต (รัสเซีย จีน
คิวบา เกาหลีเหนือ
เวียตนามเหนือ
กลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย
ในเอเชียฯ ที่กาลังมีการพัฒนนา
ทางการเมืองฯ(ไทย พม่าฯ )
กลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตยในโลก
ตะวันตก สหรัฐฯแคนาดา
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด (บางประเทศ
ในเอเชีย*)
กลุ่มประเทศที่ปชช.ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
สังคมนิยม หรือปชต.แบบเผด็จการ
กลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือมีข้อจากัดเรื่องสิทธิ (สิงคโปร ญี่ปุ่น)
หรือปท.เสรีปชต. แต่ปชช.ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม(มาเลยเซีย ตุรกีฯ)
มีข้อจากัดตามหลัก
ศาสนาของสตรี.การ
นับถือ/เปลี่ยนศาสนา
มีข้อจากัดในสิทธิทางการเมือง
สิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจ
สิทธิวัฒนนธรรม(ชกน.)
มีข้อจากัดในสิทธิทางการเมือง
สิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจฯ
เนื่องจากอิทธิพลของฝ่ายทหารฯ
มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในปท.อื่น
โดยภาคธุรกิจที่ไปลงทุน, การละเมิดฯ
โดยอ้างการคุ้มครองผลประโยชนของรัฐ
อยู่ในครรภ
มารดา
คลอดออกมา
เป็นทารก
วัยเด็ก เยาวชน ทางาน เสียชีวิต
วัยชรา
มีคู่ครอง มีบุตรธิดา
วัยเรียน
สาเร็จการศึกษา เจ็บป่วย
พิการ
ฝากครรภ
ได้เงินอุดหนุน
แม่/ทารก
เรียน หนังสือฟรี นม
อาหารกลางวันฟรี ๓๐ บ.รักษาทุกโรค
เบี้ยผู้พิการ,สิ่งอานวย
ความสะดวกฯ
เบี้ยชรา
สวัสดิการ
แจ้งเกิดเด็ก
สัญชาติใดก็ได้ ปรึกษาทนายฯ, ได้ประกันตัว
หลักสิทธิมนุษยชนสากล
(ปฏิญญาสากล และสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน)
รัฐธรรมนูญฯไทย และก.ม.ภายใน
นโยบาย มติครม.
เยียวยาผู้เสียหาย จาเลยคดีอาญาผู้บริสุทธิ์
ชมคลิป
กติการะหว่างประเทศด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
(International Covenant on Civil Right and Political Rights 1966 : ICCPR)
• ที่มาของกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ :
• - มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆมาก จาเป็นต้องหารือจัดทากติกาฯนี้ขึ้นมา
เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างกว้างๆให้ครอบคลุมในเนื้อหาของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การ
จัดโครงสร้างองคกร กลไกการคุ้มครองสิทธิฯ พันธกรณีของรัฐภาคีฯ
• วันที่มีผลบังคับใช้ :
• - กติกาฯนี้ จัดทาขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ โดยสมัชชาใหญ่ได้รับรองฯเมื่อ ๑๖ ธันวาคม
ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ และ มีผลบังคับใช้เมื่อ ๒๓ มีนาคม ค.ศ.๑๙๗๖/พ.ศ.๒๕๑๙
• สาระสาคัญ และองคประกอบที่สาคัญ :
• อารัมภบท : พันธกรณีของรัฐด้านสิทธิมนุษยชน หน้าที่ของบุคคลที่จะส่งเสริม คุ้มครองสิทธิ
มนุษยชน สิทธิของบุคคลในด้านพลเมือง การเมือง สังคม วัฒนนธรรมอย่างเท่าเทียม
• ส่วนที่ ๑ (ข้อ๑) : สิทธิในการกาหนดเจตจานงของตนเอง
• ส่วนที่ ๒ (ข้อ ๒-๕) : พันธกรณีของรัฐในการเคารพ ประกันสิทธิบุคคล ห้ามเลือก ประติบัติ การ
ประกันการเยียวยา การห้ามการตีความไปจากัดสิทธิและเสรีภาพ
• ส่วนที่ ๓ (ข้อ ๖-๒๗) : สาระของสิทธิพลเมืองกับสิทธิทางการเมือง สิทธิการมีชีวิตอยู่ ห้ามทรมาน
ทาเยี่ยงทาส ห้ามจับตามอาเภอใจ ห้ามจาคุกเพราะไม่สามารถชาระหนี้ได้ ห้ามใช้ก.ม.อาญาให้มีผล
ย้อนหลัง ห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงคราม สร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติ เสรีภาพทางความคิด
โยกย้ายถิ่นฐาน สิทธิของชายหญิงในการมีครอบครัว สิทธิในการชุมนุม การรวมเป็นสมาคม สิทธิใน
การมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ การคุ้มครองบุคคลอย่างเสมอภาคตามก.ม. การคุ้มครองเด็ก การ
รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อยฯ
• ส่วนที่ ๔ (ข้อ ๒๘-๔๕) : การจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (HR Committee)หน้าที่ของ
คณะกรรมการฯ ในการตรวจสอบการประติบัติตามพันธะกรณี พันธกรณีของรัฐต่อคณะกรรมการ
สิทธิฯ
• ส่วนที่ ๕ (ข้อ ๔๖-๔๗) : ห้ามตีความไปในทางขัดกม.ระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งมิให้ ตีความไปใน
การที่จะริดรอนสิทธิที่จะใช้ประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ
• ส่วนที่ ๖ (ข้อ๔๘-๕๓) : กล่าวถึงการเข้าเป็นภาคี และการแก้ไขเพิ่มเติมกติกา
• โครงสร้างองคกร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ : มีผู้เชี่ยวชาญ ๑๘ คน มีวาระ๔ ปี หน้าที่หลัก ๔
ประการคือ ตรวจรายงาน, ให้ข้อวินิจฉัย, รับเรื่องร้องเรียนจากรัฐ และรับเรื่องร้องเรียนจากบุคคล
• กลไกการเสนอรายงาน : เสนอในปีแรกหลังวันที่กติกาฯมีผลบังคับใช้ และ ต่อมาทุก ๕ ปีหลังส่ง
รายงานฉบับแรก
• การเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย : โดยการภาคยานุวัติ เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๙๖ /พ.ศ.๒๕๓๙ มี
ผลบังคับใช้ ๓๐ มกราคม ค.ศ.๑๙๙๗/พ.ศ. ๒๕๔๐(เพราะไทยไม่ได้ร่วมเจรจาทา, มิได้ลงนามใน
สนธิสัญญานี้มาก่อน) ซึ่งไม่มีผลย้อนหลัง โดยมีการทาข้อแถลงตีความ(interpretative
declaration) ไว้ ๔ ข้อ ในเรื่องการสนับสนุนการแบ่งแยก ทาลายบูรณภาพแห่งดินแดนหรือ
เอกภาพทางการเมืองของรัฐฯทั้งหมดหรือบางส่วน เรื่องการห้ามประหารชีวิต ซึ่งศาลมีดุลยพินิจฯ
การนาตัวเข้าสู่การพิจารณาคดีโดยพลัน การห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทาสงครามฯ
• ในกติกา ฯ มีกลไกรับคาร้องเรียนกล่าวหาทั้งจากรัฐภาคีด้วยกันว่า มีรัฐภาคีอื่นละเมิดสิทธิมนุษยชน
และจากประชาชนที่เป็นพลเมืองในรัฐภาคี โดยร้องเรียนไปยังคณะกก.ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกติกา โดย
กาหนดไว้ในพิธีสารเลือกรับซึ่งไทยยังไม่ลงนาม
สรุปเนื้อหาของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
• ๑. สิทธิในชีวิต (การคุ้มครองชีวิตประชาชนไม่ให้ถูกทาให้เสียชีวิตโดยอาเภอใจ การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ การประหาร
ชีวิตอาจทาได้สาหรับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดเท่านั้น ควรให้ขออภัยโทษ หรืออาจยกเลิกไปฯ)
• ๒. ห้ามการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่าช้า (ต้องคุ้มครอง ป้องกัน ไม่
มีการซ้อม ทรมานฯ ให้มีการร้องเรียน สอบสวน ลงโทษผู้กระทาผิด ไม่ให้มีการนาข้อมูลจากการซ้อม ทรมานฯไปใช้
ดาเนินคดีฯ)
• ๓. ห้ามการเอาตัวบุคคลลงเป็นทาส และการบังคับใช้แรงงาน (ไม่รวมถึงการรับราชการทหารตามก.ม.บังคับ
การปฏิบัติหน้าที่ต่อประเทศ การทางานที่จาเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติที่คุกคามต่อความอยู่รอดของ
ชุมชนฯ)
• ๔. สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล (ต้องไม่ถูกคุมขังโดยพลการ ต้องได้รับแจ้งข้อหา นาไปยังศาล
หรือจนท.อื่นที่ใช้อานาจตุลาการ ต้องพิจารณาคดีโดยเร็ว การได้ค่าสินไหมทดแทนหากไม่ผิด)
• ๕.สิทธิของบุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ (บุคคลทั้งปวงที่ถูกลิดรอนเสรีภาพต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความมี
มนุษยธรรม และความเคารพในศักดิศรีแต่กาเนิดแห่งความเป็นมนุษย์)
• ๖.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (การพิจารณาจากศาลอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม,สันนิษฐานว่า
เป็นผู้บริสุทธิ์,มีหลักประกันขั้นต่าในการดาเนินคดีอาญา เช่น ทราบข้อหา,ให้การหรือไม่ก็ได้,ต่อสู้คดี ดาเนินคดีเปิดเผย
รวดเร็ว,ได้ความช่วยเหลือเรื่องทนาย,ล่าม,ไม่ถูกดาเนินคดีซ้า,ได้รับการเยียวยาเมื่อตัดสินพลาด,สิทธิอุทธรณ์,พิจารณา
คดีเด็กฯ)
• ๗. เสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ (พลเมืองของรัฐย่อมอยู่ในดินแดนของรัฐนั้นโดยชอบ
ด้วยกฎหมายเสมอ มีเสรีภาพเดินทาง ตั้งถิ่นฐาน การจากัดสิทธิจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และจะต้องไม่มีการใช้ดุลย
พินิจโดยไม่มีขอบเขตฯ)
• ๘. สิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย (เป็นหลักการขั้นพื้นฐานสาหรับบุคคลที่จะได้รับสิทธิ
หรือได้ใช้ สิทธิอื่นๆ และเป็นการยืนยันถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคนฯ)
• ๙. สิทธิในความเป็นส่วนตัว (ได้รับความคุ้มครองจากการ แทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการ
ติดต่อสื่อสารฯ)
• ๑๐. สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา (เสรีภาพทางความคิดและมโนธรรมหรือเสรีภาพที่จะ
ยึดถือศาสนาหรือความเชื่อตามที่ตน เลือก ได้รับการคุ้มครองเต็มที่โดยไม่มีเงื่อนไข แต่การปฏิบัติอาจมีข้อจากัดได้
• ๑๑. สิทธิในเสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออก (สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก ต้องควบคู่ไปกับ
หน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษ )
• ๑๒. การห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการสงคราม และการสนับสนุนให้เกิดความ เกลียดชัง (ข้อห้ามดังกล่าว
สอดคล้องเต็มที่กับ สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกตามข้อ ๑๙ ซึ่งการใช้สิทธิดังกล่าวต้องควบคู่ไปกับหน้าที่และ
ความรับผิดชอบพิเศษ)
• ๑๓. สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ (รัฐต้องไม่แทรกแซงเพื่อควบคุมการใช้สิทธินั้น แต่สามารถจากัดการใช้สิทธิ
ดังกล่าว โดยต้องบัญญัติเป็นก.ม.และต้องอยู่บนพื้นฐานของความจาเป็น)
• ๑๔. สิทธิในเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม (รวมกันเป็นสมาคม ก่อตั้ง เข้าร่วมสหภาพแรงงานฯ)
• ๑๕. สิทธิทางการเมือง (ร่วมในการบริหารรัฐกิจ ออกเสียง ลงประชามติ สมัครรับเลือกตั้งการสื่อสารสาธารณะฯ)
• ๑๖ การคุ้มครองครอบครัว (สมรส อยู่ร่วมกัน ตัดสินใจต่างๆฯ)
• ๑๗ สิทธิของเด็ก (เด็กได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษ การเน้นผลประโยชนของเด็กเป็นสาคัญฯ)
• ๑๘.สิทธิชนกลุ่มน้อย (บุคคลที่เป็นสมาชิกคนกลุ่มน้อย จะต้องไม่ถูกปฏิเสธสิทธิในการร่วมกับสมาชิกอื่นของกลุ่ม
ในการใช้สิทธิวัฒนธรรมของตน ในการ ปฏิบัติศาสนา และในการพูดภาษาของตนฯ)
• ๑๙. การคุ้มครองคนต่างด้าวภายใต้กติกา (คนต่างด้าวและพลเมืองของ ประเทศ ย่อมมีสิทธิทุกอย่างที่ระบุใน
กติกา โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ยกเว้นก็แต่สิทธิ บางอย่างในกติกาที่สงวนไว้เฉพาะพลเมืองของประเทศ)
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights :ICESCR)
• ที่มา :
• - กติกาฯเป็นส่วนหนึ่งของตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ร่วมกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธมนุษยชน
(UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และรวมถึงพิธีสาร
เลือกรับที่หนึ่งและที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองด้วย
• - ผ่านมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1966 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3
มกราคม ค.ศ. 1976 เป็นต้นมา
• คณะกรรมการฯที่กากับดูแล :
- คณะกรรมาธิการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนนธรรมแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน
สิทธิมนุษยชนอิสระ 18 คน เลือกตั้งมาดารงตาแหน่งสมัยละสี่ปี โดยมีสมาชิกครึ่งหนึ่งเลือกตั้งทุกสองปี ไม่
เหมือนกับหน่วยงานเฝ้าตรวจสิทธิมนุษยชนอื่น คณะกรรมาธิการฯ มิได้จัดตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาที่ตนดูแล แต่
ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสภาเศรษฐกิจและสังคมฯ
- คณะกรรมาธิการฯ ประชุมกันทุกเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายนในกรุงเจนีวา
•สาระสาคัญ : กติกาฯ ผูกมัดภาคีให้ทางานเพื่อมุ่งสู่การให้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง (ESCR)
แก่ปัจเจกบุคคล รวมถึงสิทธิแรงงานและสิทธิในสุขภาพอนามัย สิทธิในการศึกษา ตลอดจนสิทธิใน
มาตรฐานการครองชีพที่พอเพียง
•ส่วนที่ 1 (ข้อ 1)
กล่าวถึงสิทธิในการกาหนดเจตจานงตนเอง
•ส่วนที่ 2 (ข้อ 2-5)
กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่จะดาเนินมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ
•ส่วนที่ 3 (ข้อ 6-15)
กล่าวถึงสาระของสิทธิ ได้แก่ สิทธิในการทางาน สิทธิในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สิทธิในด้านการศึกษา สิทธิ
ด้านสุขภาพ สิทธิในวัฒนนธรรม
•ส่วนที่ 4 (ข้อ 16-25)
กล่าวถึง พันธกรณีของรัฐในการจัดทารายงานประเทศ และบทบาทของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมใน
การตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณี ร่วมกับกลไกอื่นๆ ของสหประชาชาติ
•ส่วนที่ 5 (ข้อ 26-31)
กล่าวถึงการเข้าเป็นภาคีและการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกติกา
• การเข้าเป็นภาคี :
- ประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2542 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2542
• ถ้อย/คาแถลงตีความ (Declaration) และข้อสงวน (Reservation) :
-ไทยมีถ้อยแถลงตีความในการใช้สิทธิการกาหนดเจตจานงตนเอง ซึ่งไทยมิให้ตีความว่าอนุญาตหรือสนับสนุน
การกระทาใดที่จะเป็นการแบ่งแยกดินแดน(ตามความหมายในVienna Declaration and Programme of Action)
• พิธีสารเลือกรับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนนธรม :
- เป็นความตกลงเสริมต่อกติกาฯ ซึ่งเปิดให้ภาคีรับรองอานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยสิทธิทาง
เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนนธรรมเพื่อพิจารณาคาร้องทุกขจากปัจเจกบุคคล
- พิธีสารเลือกรับฯ ได้รับการลงมติรับโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. พ.ศ. 2551 เปิดให้ลง
นามเมื่อวันที่ 24 ก.ย. พ.ศ. 2552 พิธีสารฯ จะมีผลใช้บังคับเมื่อภาคีให้สัตยาบันครบ 10 ประเทศ
การรายงาน :
- รัฐภาคีถูกกาหนดให้ส่งรายงานเป็นประจาต่อคณะกรรมาธิการฯ เป็นสรุปย่อมาตรการก.ม. ตุลาการ นโยบาย
หรือมาตรการอื่นซึ่งรัฐได้ดาเนินเพื่อนาสิทธิที่ยืนยันในกติกาฯ ไปปฏิบัติ รายงานฉบับแรกมีกาหนดภายในสองปี
ของการให้สัตยาบันกติกาฯ ส่วนรายงานหลังจากนั้นมีกาหนดทุกห้าปี ] คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบรายงานแต่
ละฉบับและหยิบยกความกังวลและการแนะนาของตนแก่รัฐภาคีในรูปของ "ข้อสังเกตเชิงสรุป"
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ
(International Convention on Elimination of All Forms of Racial
Discrimination 1965: ICERD)
• ที่มาของอนุสัญญาฉบับนี้ :
• มีฐานคิด ความเชื่อที่ผิดๆว่าเชื้อชาติหนึ่งเหนือกว่าเชื้อชาติอื่น มีปัญหาการล่าอาณานิคม การ
เหยียดผิว การเลือกปฏิบัติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ ต่อคนบางเชื้อชาติ เกิดขึ้นมานาน ในหลายประเทศ
ทาให้กระทบต่อคุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ สันติภาพ
ระหว่างประเทศ จาเป็นต้องขจัดการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติฯ
• วันที่มีผลบังคับใช้ :
• สมัชชาใหญ่ฯได้รับรองอนุสัญญาฯนี้เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๖๕ /พ.ศ.๒๕๐๘ และมีผลบังคับใช้
เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ ค.ศ.๒๐๐๓/พ.ศ.๒๕๔๖
• สาระสาคัญ : อารัมภบทและเนื้อหา ๓ ส่วนๆที่๑(ข้อ๑-๗),ที่๒(ข้อ๘-๑๔๖,ที่๓(๑๗-๒๕)
• อารัมภบท : เจตนารมณและกฎบัตรของUN และอนุสัญญานี้ที่จะแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติฯ
• ภาคที่ ๑ : ความหมาย แนวคิดการขจัดการเลือกปฏิบัติ บทบาทของรัฐภาคี ในการขจัดการ
เลือกปฏิบัติฯ
• ข้อ ๑ ความหมาย การใช้/ตีความฯ การใช้มาตรการพิเศษสาหรับบางเชื้อชาติ
• ๑.๑ มีคาจากัดความของการเลือกประติบัติ (การจาแนก การกีดกัน การจากัดหรือการ
เอื้ออานวยพิเศษเพราะเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสายหรือชาติกาเนิด หรือเผ่าพันธุ
• ๑.๒ การใช้อนุสัญญานี้จะไม่ใช้กับการจาแนก กีดกัน จากัด หรือเลือก โดยรัฐภาคีในการ
ปฏิบัติระหว่างบุคคลที่เป็นพลเมืองและไม่ใช่พลเมืองของรัฐ
• ๑.๓ การตีความอนุสัญญาฯจะไม่กระทบต่อกม.ภายในในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ สัญชาติ
และการให้สัญชาติ หากเนื้อหาของกม.ภายในนั้นไม่ได้เลือกปฏิบัติระหว่างชนเชื้อชาติหนึ่ง
ชาติใดโดยเฉพาะ
• ๑.๔ มาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองกลุ่มคนบางกลุ่ม/เผ่าพันธุ ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติทาง
เชื้อชาติ( เช่น ชาวอินเดียแดงในUS)
• ข้อ ๒ : บทบาทหน้าที่ของรัฐภาคีในการขจัดการเลือกปฏิบัติ
• ๒.๑ รัฐภาคีประฌามการเลือกปฏิบัติฯ มีนโยบายขจัดการเลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความเข้าใจ
ของชนทุกเชื้อชาติฯ
• ก.รัฐภาคีไม่กระทาการเลือกปฏิบัติฯ รัฐประกันว่าจนท.,หน่วยงานรัฐ ต้องไม่ทาการ
เลือกปฏิบัติฯด้วย
• ข. รัฐภาคีไม่อุปถัมภช่วยเหลือ สนับสนุนการเลือกปฏิบัติฯ
• ค. รัฐภาคีทบทวนนโยบายฯในระดับต่างๆ และแก้ไข ยกเลิก ก.ม.ระเบียบที่เอื้อต่อการเลือก
ปฏิบัติฯ
• ง. รัฐภาคีจะห้าม ยกเลิกการเลือกปฏิบัติฯ รวมทั้งออกก.ม.ที่ใช้ตามความจาเป็น
• ฉ. รัฐภาคีจะสนับสนุนการดาเนินงานขององคกรที่ประสานหลายเชื้อชาติฯ ไม่สนับสนุนการ
แบ่งแยกเชื้อชาติ
• ๒.๒ เมื่อสถานการณเหมาะสม รัฐภาคีมีมาตรการพิเศษเพื่อประกันให้มีการพัฒนนา และ
คุ้มครองกลุ่มคนบางเชื้อชาติ ให้มีสิทธิฯ เสรีภาพขั้นพื้นฐานสมบูรณ แต่ต้องไม่ให้เกิดการ
แบ่งแยกอย่างต่อเนื่องเมื่อบรรลุผลแล้ว
• ข้อ ๓ รัฐภาคีประณามการแบ่งแยกเชื้อชาติและลัทธิแบ่งแยกผิว และจะป้องกัน ห้าม และ
ขจัดการปฏิบัติฯในพื้นที่รัฐของตน
• ข้อ ๔ รัฐภาคีประณามการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ว่าชนชาติ กลุ่มบุคคลตามสีผิว เผ่าพันธุกาเนิด
ใดเหนือกว่ากลุ่มอื่น หรือส่งเสริมความเกลียดชังฯ และต้องมีมาตรการดาเนินงานขจัดการ
เลือกปฏิบัติฯเหล่านี้
- จะประกาศให้การเผยแพร่ /กระตุ้น การกระทาที่รุนแรงต่อกลุ่มเชื้อชาติ/สีผิวอื่น การ
สนับสนุนการเงินต่อกิจกรรมชาตินิยมฯเป็นความผิด และมีโทษ
- จะประกาศให้องคกร ,กิจกรรม,การโฆษณาที่ส่งเสริม/กระตุ้นการเลือกปฏิบัติ เป็นสิ่งผิด
ก.ม. และต้องห้าม การเข้าร่วมฯจะมีความผิด และมีโทษฯ
- จะไม่อนุญาตให้จนท.รัฐ /องคกรรัฐ ระดับต่างๆไปส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เลือกปฏิบัติ
• ข้อ ๕ เป็นเรื่องการประกันสิทธิฯของรัฐภาคี
• ก. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ของคนเชื้อชาติต่างๆในรัฐนั้น
• ข. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐในเรื่องสวัสดิภาพ จากการกระทาความรุนแรงของ
บุคคล องคกรใด และจนท.รัฐ
• ค. สิทธิทางการเมือง เช่น การลงสมัครรับเลือกตั้ง ,การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การร่วมใน
รัฐบาล การร่วมในกิจกรรมสาธารณะต่างๆ
• ง. สิทธิพลเมืองอื่น เช่น การโยกย้าย พานักอาศัยในรัฐ การเดินทางไป ต่างประเทศและ
กลับประเทศตน การมีสัญชาติ การสมรสและเลือกคู่ การครอบครองทรัพยสิน การรับมรดก
เสรีภาพทางความคิด การนับถือศาสนา การแสดงออก การรวมกลุ่ม การชุมนุมโดยสงบ
• ฉ. สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรม เช่น สิทธิในการทางาน การจัดตั้ง/ร่วมในสหภาพ
การมีที่อยู่อาศัย การรับบริการสาธารณสุข การศึกษา การเข้าร่วมในกิจกรรมทางวัฒนนธรรม
• ช. สิทธิในการเข้าถึงสถานที่และบริการใดๆสาหรับสาธารณะชน เช่น การเดินทางขนส่ง
โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟโรงละคร สวนสาธารณะ
• ข้อ ๖ รัฐภาคีจะรับประกันต่อทุกคนในเขตรัฐว่าจะได้รับความคุ้มครองและเยียวยาต่อการ
เลือกปฏิบัติฯที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยผ่านกลไกหน่วยงานรัฐและ
ศาลยุติธรรม
• ข้อ ๗ รัฐภาคีจะให้มี สารสนเทศ การศึกษา สอนฯเพื่อที่จะต่อสู้กับอคติที่นาไปสู่การเลือก
ปฏิบัติฯ เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจ ฯระหว่างชาติ กลุ่มเชื้อชาติ/เผ่าพันธุต่างๆ เพื่อเผยแพร่
เจตนารมณและหลักการของกม.ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอนุสัญญาฯนี้
• ภาค ๒ การตั้งและหน้าที่ของกก. แนวทางการปฏิบัติของรัฐภาคีและกก.
• ข้อ ๘ การจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติฯ มีสมาชิก ๘ คน เลือกตั้งมา
จากตัวแทนที่รัฐภาคีเลือกมา คณะกก.ที่ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ให้ตั้งขึ้น ๖ เดือนหลังมีอนุสัญญา
ฯและต่อไป อย่างน้อย ๓ เดือนก่อนวันเลือกตั้งแต่ละครั้ง มีวาระ ๔ ปี รัฐสภาคีออกค่าใช้จ่าย
เอง
• ข้อ ๙ การจัดทารายงานของรัฐภาคี ทาภายใน ๑ ปีหลังอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้กับรัฐภาคี
ต่อไปทุก ๒ ปี และเมื่อคณะกรรมการร้องขอฯ
• ข้อ ๑๐ การจัดทาระเบียบ ข้อบังคับการประชุมคณะกก., การคัดเลือกเจ้าหน้าที่ของคณะกก.ฯ
มีวาระ ๒ ปี,มีสานักงานเลขานุการ, สถานที่จัดประชุมคณะกรรมการ (ปกติจัดที่สานักงานใหญ่
UN)
• ข้อ ๑๑ แนวทางขั้นตอนในการปฏิบัติของรัฐภาคี เมือเห็นว่า รัฐภาคีอื่นไม่ปฏิบัติตาม
อนุสัญญาฯนี้คือ ส่งเรื่องให้คณะกก.ฯ พิจารณา โดยคณะกก.จะส่งเรื่องให้รัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง
ใน ๓ เดือน เพื่อให้ชี้แจงคาอธิบาย และวิธีแก้ไขฯเป็นลายลักษณอักษรมา หากไม่มีการ
ปรับแก้เป็นที่พอใจใน ๖ เดือน ก็นาเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกก.อีกครั้งฯ
• ข้อ ๑๒ แนวทางปฏิบัติ หากการแก้ไขปัญหาตามข้อ ๒.๑๑ ไม่ประสบผลสาเร็จ ให้ใช้การไกล่
เกลี่ยโดยคณะกรรมาธิการฯ มีรายละเอียดเรื่องการแต่งตั้งกรรมาธิการ(กมธ.) สถานที่ประชุม
ค่าใช้จ่าย การส่งข้อมูลของรัฐคู่กรณีมายังกมธ.
• ข้อ ๑๓ การจัดทารายงานและข้อแนะนาฯของกมธ. การส่งรายงานให้ประธานกมธ. และ
คู่กรณี ระยะเวลาส่งรายงานให้รัฐภาคีคู่กรณี(๓ เดือน) การตอบกลับของรบคู่กรณีมายัง
ประธานกมธ.
• ข้อ ๑๔ การประกาศรับข้อร้องเรียนและการดาเนินงานของคณะกก.ฯมีเงื่อนไข ขั้นตอนฯคือ
• - รัฐภาคี ที่ถูกกลุ่มคนฯในรัฐร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิฯ ต้องยอมรับอานาจของคณะกก.ด้วย
• - รัฐภาคีที่ถูกร้องเรียน ต้องดาเนินการตามกระบวนการ/ขั้นตอนตามก.ม.ของรัฐฯนั้นแล้ว
เช่น มีหน่วยงานรับพิจารณาข้อร้องเรียน มีมาตรการแก้ไขปัญหาฯแล้ว แต่ไม่บังเกิดผล โดยรัฐ
ภาคีนั้นต้องส่งเอกสารข้อมูลให้เลขาธิการฯUNทราบ
• - หากหน่วยงานของรัฐฯไม่สามารถดาเนินการแก้ไขปัญหาได้ใน ๖ เดือน ผู้ร้องเรียนมีสิทธิ
ร้องเรียนไปยังคณะกก.ฯของUNได้
• - คณะกก.จะแจ้งเรื่องร้องเรียนฯให้รัฐภาคีทราบโดยปกปิดชื่อบุคคล/กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง
•- รัฐที่ถูกร้องเรียนต้องส่งคาอธิบายฯให้คณะกก.ฯทราบหลังจากได้รับเรื่องจากคณะ
กก.ฯ
• - คณะกก.ฯจะไม่รับเรื่องร้องเรียนหากผู้ร้องเรียนไม่ได้ดาเนินการตามกระบวนการ
ภายใน และเวลาที่กาหนด
• - คกก.ฯจะพิจารณาข้อมูลจากผู้ร้องเรียนและรัฐภาคี และจะส่งข้อเสนอ/ข้อแนะนา
ไปยังรัฐภาคีและผู้ร้องฯ
• - คณะกก.ฯจะสรุปข้อร้องเรียน คาอธิบาย ข้อแถลงของรัฐภาคี ข้อเสนอแนะฯไว้ใน
รายงานประจาปี
• - คณะกก.จะมีอานาจปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้ ต้องมีรัฐภาคีอนุสัญญาฯอย่างน้อย
๑๐ รัฐ ประกาศยอมรับอานาจของคณะกก.ฯ
• ข้อ ๑๕ เป็นเรื่องประเทศและกลุ่มชนที่ตกเป็นอาณานิคมว่า ไม่ตัดสิทธิกลุ่มชนเหล่านี้ที่จะร้องเรียน
ระหว่างที่รอปฏิญญาว่าด้วยการคืนเอกราชแก่ประเทศ กลุ่มชนที่ตกเป็นอาณานิคมฯ โดยมีคณะกก.
ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติฯที่จัดตั้งขึ้น เป็นผู้รับข้อร้องเรียนและดาเนินการฯ
• ข้อ ๑๖ การนาอนุสัญญาฯนี้ไปใช้ดาเนินการกับการยุติข้อพิพาทหรือข้อร้องเรียน ต้องไม่มีอคติ
และรัฐภาคีอาจแสวงหากระบวนการอื่นๆเพื่อยุติข้อพิพาทหรือข้อร้องเรียนในเรื่องการเลือกปฏิบัติ
ฯตามที่กาหนดไว้ในความตกลงระหว่างประเทศฯ
• ภาค ๓ การเป็นภาคีอนุสัญญาฯของรัฐต่างๆ การเพิกถอน การแก้ไขอนุสัญญาฯ
• ข้อ ๑๗ อนุสัญญาฯนี้ เปิดให้รัฐที่เป็นสมาชิก UN สมาชิกทบวงชานัญพิเศษ สมาชิกภาคีศาล
ยุติธรรมระหว่างประเทศ และรัฐอื่นที่UN เชิญฯ เข้าเป็นภาคี และต้องมีการให้สัตยาบัน
(ratification) แล้วเก็บไว้ที่เลขาธิการUN
• ข้อ ๑๘ รัฐอาจเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฯนี้ โดยใช้วิธีภาคยานุวัติ(accession) ซึ่งรัฐนั้นมิได้ร่วม
เจรจา หรือลงนามมาก่อนได้ โดยจะมีผลเมื่อมอบภาคยานุวัติสารให้เลขาธิการUNเก็บรักษาไว้
• ข้อ ๑๙ อนุสัญญาฯนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อครบกาหนด ๓๐ วันหลังจากมีการมอบสัตยาบันสาร
และภาคยานุวัติสาร ฉบับที่ ๒๗ ต่อเลขาธิการUN แล้ว สาหรับรัฐที่ให้สัตยาบันหรือเข้า
ภาคยานุวัติฯแล้ว จะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น ๓๐ วัน
• ข้อ ๒๐ รัฐอาจตั้งข้อสงวน(reservation) ได้ ถ้าข้อสงวนนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค
และเจตนารมณของอนุสัญญาฯ ในขณะที่รัฐให้สัตยาบัน(ratification)หรือภาคยานุวัติ
(accession)อนุสัญญาฯ นี้ แล้วส่งให้เลขาธิการUN โดยข้อสงวนนี้จะถูกส่งต่อไปยังรัฐ
ภาคีหรือรัฐที่จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ รัฐภาคีที่ต้องการคัดค้านข้อสงวนนี้ต้องแจ้งคัดค้าน
ต่อเลขาธิการUN ภายใน ๙๐ วัน นับแต่ได้รับแจ้งฯ และรัฐอาจถอนข้อสงวน
(reservation)ได้ทุกโอกาสโดยแจ้งต่อเลขาธิการUN และจะมีผลในวันที่เลขาธิการUN
ได้รับเอกสารเอกสารแจ้งมา
• ข้อ ๒๑ การเพิกถอนอนุสัญญาฯของรัฐภาคี ทาได้โดยแจ้งเป็นลายลักษณอักษรไปยัง
เลขาธิการUN และจะมีผลใช้บังคับ ๑ ปีหลังจากเลขาธิการUN ได้รับแจ้ง
• ข้อ ๒๒ รัฐภาคีสองรัฐหรือมากกว่าที่มีข้อพิพาทกัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตีความหรือการ
นาอนุสัญญาฯไปใช้ ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้โดยการเจรจา หรือโดยกระบวนการที่ระบุไว้ใน
อนุสัญญาฯ รัฐคู่กรณีอาจร้องขอให้เสนอต่อไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อพิจารณา
ยกเว้นแต่รัฐคู่กรณีตกลงกันได้ที่จะใช้วิธีอื่น
• ข้อ ๒๓ การแก้ไขอนุสัญญาฯของรัฐภาคี อาจขอให้มีการแก้ไขได้ทุกเมื่อโดยแจ้งเป็นลาย
ลักษณอักษรไปยังเลขาธิการUN และสมัชชาUNจะเป็นผู้ตัดสินใจดาเนินการต่อไป
• ข้อ ๒๔ การแจ้งให้รัฐภาคีทราบเรื่องการลงนามให้สัตยาบัน การภาคยานุวัติอนุสัญญา วันที่
อนุสัญญาฯมีผลบังคับใช้ การติดต่อและการประกาศเรื่องการรับและดาเนินการเรื่องข้อ
ร้องเรียน การรับข้อสงวนของรัฐ การแก้ไขอนุสัญญาฯนั้น เลขาธิการUN จะเป็นผู้ดาเนินการ
• ข้อ ๒๕ อนุสัญญาฯที่จัดทาขึ้นเป็นต้นฉบับ ใช้ ๕ ภาษาคือ ภาษาจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย
เก็บรักษาไว้ที่สานักบรรณสารของUN และเลขาธิการUN จะส่งสาเนาอนุสัญญาฯที่รับรอง
แล้วไปยังรัฐภาคี
• คณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ :
• ประกอบด้วยกรรมการ ๑๘ คน มาจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐภาคี กก.แต่ละคนปฏิบัติ
หน้าที่อย่างอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในนามรัฐของตน โดยมีวาระ ๔ ปี
หน้าที่ที่สาคัญมี ๔ ประการคือ การตรวจรายงานและให้ข้อคิดเห็นแก่รัฐภาคีในการตีความ
พันธกรณี ให้ข้อวินิจฉัยและข้อแนะนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี ในกรณีที่เป็ นไปตาม
ข้อกาหนด คณะกก.อาจรับข้อร้องเรียนจากรัฐภาคี เมื่ออ้างว่าถูกละเมิดจากรัฐอื่น การรับข้อ
เรียนจากบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่ถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติโดยรัฐภาคี ในกรณีที่เป็นไปตาม
ข้อกาหนด
• การเสนอรายงาน : ภายในปีแรกนับแต่วันที่อนุสัญญามีผลใช้บังคับ และทุกๆ ๔ ปี หลังส่ง
รายงานฉบับแรก หรือเมื่อได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการฯ
อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม
หรือย่ายีศักดิ์ศรี
(Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading
Treatment or Punishment 1984: CAT)
• ที่มาของอนุสัญญาฯ :
• มีการปฏิบัติหรือการลงโทษ การทรมานต่อประชาชน ผู้ต้องหาฯที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ายีศักดิ์ศรี
โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในหลายประเทศ จึงจาเป็นต้องจัดทาอนุสัญญานี้ขึ้นเพื่อขจัดการปฏิบัติดังกล่าว
• วันที่มีผลบังคับใช้ :
• สมัชชาใหญ่ฯรับรองอนุสัญญานี้เมื่อ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๘๔/พ.ศ.๒๕๒๗ มีผลบังคับ ใช้ ๒๖
มิถุนายน ค.ศ.๑๙๘๔/พ.ศ.๒๕๓๐ (ไทยเป็นภาคี ตุลาคม ๒๕๕๐ มีผลบังคับใช้ พฤศจิกายน ๒๕๕๐)
• สาระสาคัญ :
• อารัมภบท :
• ส่วนที่ ๑ (ข้อที่ ๑-๑๖) : คานิยามของการทรมาน การกาหนดให้การทรมานเป็นความผิดที่ลงโทษได้ตาม
กม.อาญา เขตอานาจที่เป็นสากล หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
• ส่วนที่ ๑ (ข้อที่ ๑-๑๖) : คานิยามของการทรมาน การกาหนดให้การทรมานเป็นความผิดที่ลงโทษได้
ตามกม.อาญา เขตอานาจที่เป็นสากล หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
• ส่วนที่ ๒ (ข้อที่ ๑๗-๒๔) : การจัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน ซึ่งเป็นองคกรกากับดูแล
ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระจานวน ๑๐ คน ที่แต่งตั้งโดยภาคีสมาชิก อานาจหน้าที่และการ
ปฏิบัติงานของคณะ กรรมการฯ การร้องเรียนของรัฐและการร้องเรียนจากบุคคลแต่ละคน
• ส่วนที่ ๓ (ข้อที่ ๒๕-๓๓) : กระบวนการเข้าเป็นภาคี ผลการบังคับใช้อนุสัญญา การแก้ไขอนุสัญญา
โดยเฉพาะข้อสงวน การระงับข้อพิพาท
• คณะกรรมการอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ :
• ประกอบด้วยกรรมการจานวน ๑๐ คน เสนอชื่อโดยรัฐภาคี กก.แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระใน
ฐานะผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวาระ ๔ ปี หน้าที่ของคณะกก.คือ ตรวจรายงานและให้ความเห็น,ให้ข้อ
วินิจฉัยและข้อแนะนาแก่รัฐภาคีในการปฏิบัติตามพันธกรณี, รับข้อร้องเรียนจากปัจเจกบุคคลที่อ้าง
ว่าถูกละเมิดโดยรัฐภาคี ในกรณีที่เป็นไปตามข้อกาหนด
• การรายงาน :
• ภายในปีแรกนับแต่สนธิสัญญามีผลใช้บังคับ และเสนอรายงานเพิ่มเติมทุก ๔ ปีหลังการส่งรายงาน
ฉบับแรก
• การเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย :
• โดยการภคยานุวัตรเมื่อ ๒ ต.ค.พ.ศ.๒๕๕๐ และมีผลบังคับใช้เมื่อ ๑ พ.ย. พ.ศ.๒๕๕๐
• ประเทศไทยดาเนินการ
• ก. จัดทา คา/ข้อแถลงตีความไว้ใน
• ข้อที่ ๑ เรื่องนิยามของการทรมาน เนื่องจากปอ.ของไทย ไม่มีบทบัญญัติจากัดความของคาว่า
ทรมานไว้ ไทยจึงตีความหมายตามกม.อาญาของไทยที่ใช้อยู่
• ข้อที่ ๔ เรื่องการกาหนดให้การทรมานทั้งปวงเป็นความผิดที่ลงโทษได้ตามปอ.และนาหลักการนี้
ไปใช้กับการพยายาม การสมรู้ร่วมคิด และการมีส่วนร่วมในการทรมาน ไทยตีความในกรณี
ดังกล่าวตามปอ.ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
• ข้อที่ ๕ เรื่องให้รัฐภาคีดาเนินมาตรการต่างๆที่อาจจาเป็น เพื่อให้ตนมีอานาจเหนือความผิดที่
อ้างถึงตามข้อ ๔ โดยไทยตีความเข้าใจว่าเขตอานาจเหนือความผิดดังกล่าวเป็นไปตามปอ.ที่ใช้
บังคับอยู่ในปัจจุบัน
• ข. จัดทาข้อสงวน (ที่ไทยยังไม่สามารถปฏิบัติได้)ไว้ในข้อที่ ๓๐ ของอนุสัญญา โดยไทยไม่รับอานาจ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการนาอนุสัญญาไป
ใช้ ที่คู่พิพาทไปร้องขอต่อศาลฯ
อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย
(International Covenant for the Protection of All Persons from Forced Disappearance 2006 :
ICPD)
• ที่มาของอนุสัญญา :
• มีบุคคลถูกใช้กาลังบังคับนาตัวและสูญหายไป(โดยเจ้าหน้าที่รัฐ)ในหลายประเทศ และผู้สั่งการ
หรือผู้ปฏิบัติฯยังไม่ถูกนาตัวมาดาเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม
• วันที่มีผลบังคับใช้ :
• สมัชชาใหญ่ฯได้รับรองอนุสัญญานี้เมื่อ ๑๘ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๐๖/พ.ศ.๒๕๔๙ (ไทยลงนามเมื่อ
มกราคม ๒๕๕๕ อยู่ในระหว่างการเตรียมการ)
• สาระสาคัญ :
• อารัมภบท :
คดีอุ้มหาย กรณีทนายสมชาย อุ้มแขวนคอที่กาฬสินธ์ เอกยุทธ และบิลลี่
คดีจับผู้ต้องหาแขวนคอที่กาฬสินธพ.ศ.๒๕๔๗ คดีอุ้มบิลลี่ หายตัวไป ปีพ.ศ.๒๕๕๗
คดีอุ้มทนายสมชาย ปีพ.ศ.๒๕๔๖
• ส่วนที่ ๑ (ข้อ ๑-๒๕ ) : คานิยามของการหายสาบสูญโดยถูกกาลังบังคับ พันธกรณีและ มาตรการของรัฐ
ในการกาหนดความผิดและบทลงโทษของการใช้กาลังบังคับ และการดาเนินการต่อผู้ใช้กาลังบังคับฯและ
ผู้บังคับบัญชาที่รู้เห็น สั่งการ อายุความดาเนินคดี การคุ้มครองผู้ร้องเรียน การส่งผู้ร้ายข้ามแดน
• ส่วนที่ ๒ (ข้อ ๒๖-๓๖) : การจัดตั้งคณะก.ก.ว่าด้วยการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ การเลือกตั้งคณะ
ก.ก. บทบาทหน้าที่ของคณะก.ก. การจัดทารายงานของรัฐภาคี การร้องเรียนของญาติผู้สูญหาย
• ส่วนที่ ๓ (ข้อ ๓๗- ๔๕) : กระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ผลการบังคับใช้ การจัดการข้อพิพาท การ
แก้ไขอนุสัญญา
• คณะก.ก.ว่าด้วยการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ : ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ๑๐ คน ได้รับเลือกตั้งมา
จากรัฐภาคี โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง มีวาระ ๔ ปี
• การเสนอรายงาน : ภายใน ๒ ปีหลังจากอนุสัญญามีผลบังคับใช้ คณะก.ก.ฯจะพิจารณารายงานและให้
ความเห็น ข้อเสนอแนะ
• การเข้าเป็นภาคีของไทย : ไทยลงนามเมื่อ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ แต่ยังไม่ให้สัตยาบัน
ทาไมจึงต้องมีมาตรฐานสากลในการคุ้มครองเด็ก
• เด็กถูกละเมิดสิทธิ ในประเทศต่างๆทั่วโลก อาจมีความรุนแรงมากน้อย หรือลักษณะของการ
ละเมิดฯที่คล้ายกันหรือแตกต่างกัน
• ประเทศต่างๆต่างมีอานาจอธิปไตย มีก.ม.ของตนเองในการคุ้มครองเด็ก และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งมี
ความครอบคลุมและความละเอียดของก.ม.แตกต่างกันไปขึ้นไปปัจจัยต่างๆ
• องคกรสหประชาชาติ จึงได้จัดทาก.ม.ระหว่างประเทศที่ใช้คุ้มครองสิทธิเด็ก คือ อนุสัญญาสิทธิ
เด็กฯ เพื่อให้เป็นมาตรฐานกลาง
• หากประเทศใดมีความพร้อม ก็สามารถเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก (และก.ม.ย่อยที่ออกมา
ภายหลังฯ) ตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ หรือแม้บางประเทศอาจมีปัญหาอุปสรรค แต่ก็มี
เจตจานงทางการเมืองที่จะยกระดับการคุ้มครองเด็ก ก็สามารถเข้าเป็นภาคีได้ตามความ
เหมาะสม
• การเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็กฯ ทาให้เป็นหลักประกันว่าเด็กในประเทศนั้น จะได้รับการดูแล
คุ้มครอง พัฒนนาฯ ตามมาตรฐานสากล
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
(Convention on the Rights of the Child/CRC)
• ที่มาของอนุสัญญา :
• เด็กจานวนมากในประเทศต่างๆที่ดารงชีวิตอยู่ด้วยความลาบากยิ่ง จาเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง จึงมี
การพัฒนนานาหลักการต่างๆมารวมไว้เป็นอนุสัญญาฯ ปัจจุบันมีพิธีสารอีก ๒ ฉบับคือ ในเรื่องความ
เกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งด้วยกาลังอาวุธ และเรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณีเด็กและสื่อลามกที่
เกี่ยวกับเด็ก)
• วันมีผลบังคับใช้ :
• สมัชชาใหญ่ฯให้การรับรองเมื่อ ๒๐ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ. ๒๕๓๒ และมีผลบังคับใช้ เมื่อ ๒
กันยายน ค.ศ.๑๙๙๐/พ.ศ.๒๕๓๓ (ไทยเป็นภาคี มีนาคม ๒๕๓๕ มีผลบังคับใช้ เมษายน ๒๕๓๕)
• สาระสาคัญ: หลักการสาคัญของอนุสัญญานี้มี ๔ ประการคือ หลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก หลัก
ประโยชนสูงสุดของเด็ก หลักเด็กเป็นศูนยกลางแห่งสิทธิ และหลักการมีส่วนร่วมของเด็ก
• อารัมภบท :
การละเมิดสิทธิเด็ก
• ส่วนที่ ๑ : นิยามเด็ก (อายุต่ากว่า ๑๘ ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะตามกม.ของแต่ละประเทศ
ก่อนหน้านี้)
• หลักการสาคัญในการคุ้มครองเด็ก ที่เป็นสิทธิติดตัวมาไม่ใช่เรื่องที่รัฐหรือใครให้กับเด็ก การ
ดาเนินการต่างๆเกี่ยวกับเด็ก ต้องคานึงถึงสิทธิเด็ก และต้องยึดถือหลักประโยชนสูงสุดของ
เด็ก
• ส่วนที่ ๒ : สิทธิที่สาคัญที่รัฐภาคีต้องรับประกันเด็กคือ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับ
การพัฒนนาอย่างเหมาะสม สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการมีส่วนร่วม
• ส่วนที่ ๓ : การดาเนินงานตามอนุสัญญา การจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ภารกิจของ
คณะกรรมการฯ การจัดทารายงานฯของรัฐภาคี
• ส่วนที่ ๔ : การเข้าเป็นภาคี ผลของอนุสัญญา การแก้ไขอนุสัญญา การยกเลิกอนุสัญญา
• คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเด็ก :
• ประกอบด้วยกรรมการ ๑๐ คน ได้รับเลือกจากรัฐภาคี ทางานโดยอิสระ มีวาระ ๔ ปี
• การเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย :
• ไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติฯ เมื่อ ๒๗ มีนาคม ค.ศ.๑๙๙๒/พ.ศ.๒๕๓๕ และมีผลบังคับ
ใช้เมื่อ ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๙๙๒/พ.ศ. ๒๕๓๕ ในขณะที่เข้าเป็นภาคี ไทยตั้งข้อสงวนไว้คือ
• ข้อ ๗ เรื่องการจดทะเบียนการเกิดและการให้สัญชาติเด็กที่เกิดจากผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพใน
ประเทศไทย
• ข้อ ๒๒ สถานะของผู้ลี้ภัยเด็ก ข้อ ๒๙ (C) เรื่องสิทธิในการศึกษาของชนกลุ่มต่างๆที่สามารถ
ดารงเอกลักษณทางวัฒนนธรรม ภาษาและค่านิยมของเด็กได้ ต่อมาประเทศไทยได้ถอนข้อ
สงวนข้อนี้เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ค.ศ.๑๙๙๗/พ.ศ.๒๕๔๐
• การเสนอรายงาน :
• ภายในสองปีหลังจากอนุสัญญามีผลบังคับใช้ จากนั้นทุก ๕ ปีต้องส่งรายงานเป็นประจา
สรุปสาระสาคัญของอนุสัญญาสิทธิเด็ก
(Convention on Rights of the Child/CRC)
ความหมายของเด็กตามอนุสัญญานี้ : บุคคลที่อายุต่ากว่า 18 ปี
เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามก.ม.ที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น
๑.หลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก
๒.หลักประโยชนสูงสุดของเด็ก
๓.หลักเด็กเป็นศูนยกลางของสิทธิ /สิทธิในการมีชีวิต อยู่รอด และการพัฒนนา
๔. หลักการมีส่วนร่วมของเด็ก
หลักการสาคัญของอนุสัญญาเด็กฯ มี ๔ หลัก คือ
สิทธิเด็ก
สิทธิที่จะมีชีวิตรอด
สิทธิในการ
มีส่วนร่วม
สิทธิที่จะได้รับการ
พัฒนนา
สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง
ข้อ ๖ สิทธิที่จะมีชีวิต
ข้อ ๗ จดทะเบียนเกิด
ข้อ ๘ รักษาอัตลักษณ
ข้อ ๒๔ มาตรฐาน
สุขภาพ
ข้อ ๓๗ ไม่มีการลงโทษ
ที่โหดร้ายทารุณ
ข้อ๑๙, ๓๖, ๓๙ จากการละเมิด ทอดทิ้ง
และแสวงประโยชน
ข้อ ๒๒ เด็กลี้ภัย ,ข้อ ๒๓ เด็กพิการ
ข้อ ๓๐ เด็กชนกลุ่มน้อย
ข้อ ๓๒ เด็กถูกแสวงประโยชนทาง
เศรษฐกิจ
ข้อ ๓๔ เด็กถูกละเมิดและแสวง
ประโยชน ทางเพศ
ข้อ ๓๕ การขาย การค้า การลักพาเด็ก
ข้อ ๓๘ เด็กในสถานการณความขัดแย้ง
ทางอาวุธ
ข้อ ๔๐ เด็กในกระบวนการยุติธรรม
ข้อ ๑๒ - ข้อ ๑๓
เสรีภาพทาง
ความคิด
ข้อ ๑๕ เสรีภาพใน
การชุมนุม
ข้อ ๒๖ หลักประกัน
ทางสังคม
ข้อ ๒๗ มาตรฐาน
ความเป็นอยู่
ข้อ ๒๘ การศึกษา
และการพัฒนนาตาม
อัธยาศัย
ข้อ ๓๑ การพักผ่อน
และเวลาว่าง
พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาเด็ก (Optional Protocols of CRC)
การขายเด็ก การค้าประเวณีเด็ก
และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก
ความเกี่ยวพันของเด็กใน
ความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ
กระบวนการติดต่อร้องเรียน
ไทยเป็นภาคี ๑๑ ม.ค. ๒๕๔๙
มีผลบังคับใช้ ๑๑ ก.พ.๒๕๔๙
ไทยเป็นภาคี ๒๗ ก.พ.๒๕๔๙
มีผลบังคับใช้ ๒๗ มี.ค.๒๕๔๙
ไทยเป็นภาคี ๒๕ ก.ย.๒๕๕๕
มีผลบังคับใช้ ๑๔ เม.ย.๒๕๕๗
ขยาย CRC : ข้อ 1, 11, 21, 32,
33, 34, 35, 36 การคุ้มครองเด็ก
จากการโยก ย้าย การรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรม การแสวงประโยชน
ทางเศรษฐกิจ ทางเพศ การใช้เด็ก
เพื่อการผลิต การค้าโดยผิดก.ม.
การขาย การลักพา การค้า
ขยาย CRC - ข้อ 1, 38
•ห้ามเกณฑเด็กอายุต่่ากว่า
15 ปี เป็น 18 ปี
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the
Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW)
- เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับหนึ่ง ที่ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงไม่
เฉพาะด้านพลเมืองและการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และชีวิตครอบครัวด้วย
- สหประชาชาติ มีมติเห็นชอบ ในการประชุมสมัชชาใหญ่ สมัยที่ ๓๔ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๒๒
- ประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ และมีผลเมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๒๘ โดยได้ตั้งข้อสงวนไว้รวม ๗
ข้อ ปัจจุบันเหลือข้อสงวนเพียง ๑ ข้อ คือ ข้อ ๒๙ เรื่อง การให้อานาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท
ทาไมต้องมีอนุสัญญาขจัดการเลือกปฎิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
เพราะก.ม.สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ไม่อาจประกันการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ของผู้หญิงได้เท่าที่ควร มี“การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เป็นการละเมิดหลักการ ความเสมอภาคและ
การเคารพในศักดศรีความเป็นมนุษย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงใน
กระบวนการพัฒนนาและสันติภาพอย่างเสมอภาคกับชาย”
อนุสัญญานี้ให้บทอธิบายศัพท "การเลือกปฏิบัติต่อสตรี" ว่าหมายถึงอะไร (ข้อ ๑)
"...การแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจากัดใด ๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือความมุ่ง
ประสงคที่จะทาลายหรือทาให้เสื่อมเสียการยอมรับ การได้อุปโภคหรือใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่
คานึงถึงสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรี ของสิทธิ
มนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมของพลเมือง
หรือด้านอื่น ๆ..."
นอกจากนี้ยังมีการกาหนดวาระเพื่อดาเนินกิจกรรมยุติการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ
อนุสัญญา CEDAW เป็นประโยชนอย่างไร?
- ใช้เป็นเครื่องเตือนความจาถึงพันธะสัญญาที่รัฐต้องดาเนินการ
- ใช้เป็นประเด็นโต้แย้งในกระบวนการพิจารณาคดีต่างๆ
- ใช้ทวงสิทธิที่ผู้หญิงพึงมี กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามที่ได้กาหนดไว้เป็นเป้าหมาย
และตัวชี้วัดในนโยบายและโครงการต่างๆ
อนุสัญญา CEDAW จะขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงได้อย่างไร?
การเป็นภาคีอนุสัญญา หมายถึงการยอมรับที่จะปฏิบัติตามหลักการของอนุสัญญา คือ
- การไม่เลือกปฏิบัติทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา)
- การคานึงถึงความเสมอภาคในผลลัพธ (มีโอกาสและเข้าถึงทรัพยากรไม่เพียงพอ ต้องได้รับผลลัพธ/
ประโยชนอย่างเป็นธรรมด้วย)
- รัฐมีพันธะสัญญาที่รัฐต้องดาเนินการ
ด้วยหลักการทั้ง ๓ ประการ อนุสัญญา CEDAW จึง
- ห้ามมีก.ม.หรือระเบียบที่เลือกปฏิบัติรวมทั้งนโยบายหรือ การกระทาใดๆที่ทาให้ผู้หญิงได้รับความเสียหายหรือมีผลเสีย
ต่อผู้หญิง ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม
- มุ่งเน้นให้รัฐมีพันธกิจที่จะต้องทาให้ผู้หญิงได้รับความเสมอภาค ในผลลัพธ์ด้วย โดยส่งเสริมให้ใช้มาตรการพิเศษ
ชั่วคราวเพื่อเร่งรัดให้มีความเสมอภาคและเป็นธรรมเร็วขึ้น
- กาหนดให้รัฐต้องรับผิดชอบต่อผู้หญิงโดยไม่อาจยกเลิก หรือหลีกเลี่ยงได้โดยต้องประกันว่าจะปกป้องการละเมิดสิทธิ
ผู้หญิงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งจากรัฐ จนท.ของรัฐ และปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มใดๆ และการปกป้องต้องไม่กลายเป็นการ
จากัดสิทธิผู้หญิง
- ตระหนักถึงอิทธิพลของวัฒนนธรรมและประเพณีที่จากัดไม่ให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้สิทธิและเรียกร้องให้รัฐปรับ
เปลี่ยนค่านิยมที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เล็งเห็นความจาเป็นต้องปรับแก้สัมพันธภาพเชิงอานาจระหว่าง หญิง
ชายในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สาธารณะ และรัฐ
- ตระหนักว่าการกระทารุนแรงต่อผู้หญิงในพื้นทื่ส่วนตัว เช่น บ้าน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง
อนุสัญญา CEDAW คุ้มครองสิทธิด้านใดบ้าง?
- สิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ (# 10 และ #14)
- สิทธิที่จะได้รับบริการสุขภาพและการวางแผนครอบครัว (# 11 #12 และ #14)
- สิทธิในการเข้าถึงสินเชื่อ (# 13 และ #14)
- สิทธิในการใช้เวลาว่าง การเล่นกีฬา และกิจกรรมทางวัฒนธรรม (( # 10 # 13 และ #14)
- สิทธิในการตัดสินใจกาหนดจานวนบุตรและระยะห่างของการมีบุตร (# 16)
- สิทธิที่จะมีผู้ร่วมความรับผิดชอบการเป็นผู้ปกครอง (# 15 และ#16)
- สิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงงาน สิทธิประโยชน์ และหลักประกันทางสังคม (# 11 และ#14)
- สิทธิที่จะได้รับค่าจ้างที่เท่าเทียมกัน จากงานคุณลักษณะเดียวกัน (# 11)
- สิทธิที่จะปราศจากความรุนแรงในทุกรูปแบบทั้งทางร่างกาย ทางเพศ อารมณ ปัญญา (ข้อเสนอแนะทั่วไป
# 12 และ #19)
- สิทธิที่จะปราศจากการค้าทาส และการค้าประเวณี (# 6)
- สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งและดารงตาแหน่งทางการเมือง (# 7)
- สิทธิในการเป็นผู้แทนประเทศในระดับนานาชาติ (# 8)
- สิทธิในการได้มา เปลี่ยนสัญชาติหรือคงไว้ซึ่งสัญชาติและความเป็นพลเมือง (# 9)
• การเป็นรัฐภาคีสาคัญอย่างไร
การเป็นรัฐภาคีมีนัยว่ารัฐบาลประเทศนั้นตระหนักว่า
- มีการเลือกปฏิบัติต่อสตรีเกิดขึ้นในประเทศ
- รัฐภาคีมีพันธะสัญญาที่จะต้องเคารพ คุ้มครอง และให้สิทธิที่พีงมีแก่ผู้หญิง
- รัฐจึงมีข้อผูกพันที่จะต้องแก้ไขโดยยกเลิกก.ม.และนโยบายที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง
- จึงออกนโยบายและกาหนดกลไกและมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ที่ทาให้ผู้หญิงที่ถูก
ละเมิดสามารถร้องขอความเป็นธรรมได้
- ส่งเสริมความเสมอภาคด้วยมาตรการที่เหมาะสมและมาตรการพิเศษชั่วคราว และรายงานผล
• ใครทาหน้าที่ตรวจสอบการทางานของรัฐภาคี มีคณะกรรมการ CEDAW ทาหน้าที่
- ติดตามความก้าวหน้าของผู้หญิงในรัฐภาคี
- พิจารณารายงานของรัฐภาคเกี่ยวกับการดาเนินงานตามพันธะสัญญซึ่งกระบวนรายงานทาให้เกิดกลไก
ระดับนานาชาติที่สามารถตรวจสอบได้
- จัดทาข้อเสนอแนะทั่วไปเพื่ออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ ความเห็นของคณะกรรมการ CEDAW ใน
เรืองต่างๆ ให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการดาเนินงาน
- คณะกรรมการ CEDAW ประกอบด้วยกรรมการ 13 คน ที่รัฐภาคีต่างๆเลือกมาทาหน้าที่ดังกล่าว
• พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Optional
Protocol to the Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination
against Women)
- เป็นความตกลงฝ่ายเดียวของอนุสัญญานี้ที่อนุญาตให้ภาคีของอนุญาตเลือกยอมรับในอานาจหน้าที่ของ
คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
- พิธีสารเลือกรับนี้ได้รับมติเห็นชอบจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๓) และมี
ผลใช้บังคับในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓
การใช้สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนของประชาชน
ในสถานการณปกติ ประชาชนใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามที่ก.ม.รองรับไว้ โดยรัฐคุ้มครองฯ
แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม.และศีลธรรมอันดี
มีความจาเป็นต้องมีก.ม.บางฉบับที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของปชช.เพื่อให้จนท.ฯ
สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อความมั่นคงของรัฐฯ ความปลอดภัยในชีวิตฯของประชาชนได้
(เช่น ก.ม.ยาเสพติด,ก.ม.ฟอกเงินฯ) แต่ต้องยึดหลักความชอบด้วยก.ม.
ในสถานะการณพิเศษที่มีภัยต่อความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตฯของประชาชนฯ
ประชาชนอาจมีข้อจากัดในการใช้สิทธิ และเสรีภาพ โดยรัฐออกก.ม.พิเศษออกมา
แต่เจ้าหน้าที่ฯต้องปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดหลักความชอบด้วย ก.ม.
๑.๓ ข้อจากัดในการใช้สิทธิ เสรีภาพฯ ของประชาชน
หลักทั่วไป : การใช้สิทธิฯ ต้องไม่กระทบกระเทือน หรือ เป็นอันตรายต่อ
๑.ความมั่นคงของรัฐ
๒.ความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน
๓. ไม่ละเมิดสิทธิ หรือ เสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่ละเมิดก.ม.
๔. มีกฎหมายออกมาจากัดการใช้สิทธิ เสรีภาพของประชาชน
แต่ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
17
การคุ้มครองสิทธิฯของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ (ม. ๔ และ ม. ๒๕)
• รัฐธรรมนูญฯคุ้มครอง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล
• บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทาอะไรก็ได้ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
• ๑. ถ้ารัฐธรรมนูญ หรือ ก.ม.อื่น ไม่ได้ห้าม จากัดไว้ และ
• ๒. ไม่กระทบกระเทือน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
• ผู้ถูกละเมิดฯสามารถ ยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาล หรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
• สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่ ก.ม.บัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ
และวิธีการที่ ก.ม.บัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรา ก.ม.นั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อม
สามารถ ใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๕
• บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิฯจากการทาผิดอาญาของบุคคลอื่น ได้รับ
การเยียวยาตามที่ ก.ม.บัญญัติ
19
แนวคิด และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขององค์กรต่างๆในประเทศไทย
สิทธิฯตามปฏิญญาสากลฯ
และอนุสัญญาด้านสิทธิ
มนุษยชนของUN
NGO,องคกรศาสนา องคกรระหว่างประเทศ
รัฐบาล
หน่วยราชการ
นักวิชาการ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ
แนวคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน
แนวปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิฯขององคกรต่างๆ
ความมั่นคงของมนุษย
สิทธิเสรีภาพปัจเจกชน
ความมั่นคงของรัฐ
ประโยชนสาธารณะ
ความสมดุลของการใช้อานาจ /การบริการของรัฐ ตามหลักความมั่นคงของรัฐกับสิทธิมนุษยชน
ความสมดุลอยู่ตรงไหน
ในสถานการณต่างๆ
สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ,ก.ม.ภายใน และพันธะกรณีตาม
อนุสัญญาสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นสมาชิก
-การรัฐประหาร
การใช้ก.ม.พิเศษในจชต.
-การปราบปรามยาเสพติดโดยวิธีรุนแรง
-การลงทุนในเขตเศรษฐกิจโดยมีมติครม.
ไม่ต้องทาEIA
-การคืนพื้นที่ป่าฯ
-การรักษาพยาบาลคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดย
ผิดก.ม.รวมทั้งการฉีดวัคซีนฯ
-การให้การศึกษาแก่เด็กต่างด้าวฯ
-การเยียวยาเหยื่อฯที่เป็นคนต่างด้าวที่เข้า
เมืองโดยผิดก.ม.
หลักสิทธิมนุษยชนสากล
ความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัย ศีลธรรมอันดี
ประโยชนสาธารณะ
สิทธิ เสรีภาพของประชาชน
ความมั่นคงของมนุษย
การเผาไล่ที่ชาวกระเหรียงแก่ง
กระจาน การสกัดฯจ่านิวและคณะ
ไม่ให้ไปอุทยานราชภักดิ์
-การชุมนุมฯและการสลายการชุมนุม
แนวคิดและแนวปฏิบัติขององค์กรต่างๆที่กระทบกับสิทธิมนุษยชน
ความมั่นคงของประเทศ
ความปลอดภัยในชีวิต ทรัพยสิน
ประโยชนสาธารณะ
หลักสิทธิมนุษยชนสากล,SDG….
(หลักใจเขาใส่ใจเรา)
สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามก.ม.ของรัฐ
ความสมดุลยอยู่่ที่
ไหน
• การให้การศึกษา บริการสาธารณสุขแก่
ประชาชนตามแนวชายแดน คนต่างด้าว
• การเยียวยาคนต่างด้าวที่เป็นเหยื่อใน
คดีอาญา
• (การทางานขององคกรระหว่างประเทศ
ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ
• การปราบปรามยาเสพติด
• การปราบปรามผู้ก่อการร้าย
• (การปฏิบัติงานของจนท.รัฐ
ฝ่ายความมั่นคง)
ความมั่นคงของมนุษย
การพัฒนนามนุษย
บุคคล องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาชน
๔.ประชาชน
๓.ผู้มีอิทธิพล
ผู้ก่อความไม่สงบ
๑.รัฐ/ประโยชนสาธารณะ
เจ้าหน้าที่รัฐ
๒.องคกรธุรกิจ
ชีวิต ร่างกาย ทรัพยสินฯ ปชช.
(-) ที่ดิน ป่าไม้ โกงรัฐฯ
(-),เอาเปรียบ ค่าจ้างไม่เป็นธรรม
ไม่ปลอดภัย มลพิษจากโรงงาน,
ชีวิต ร่างกาย ทรัพยสินจนท.
ความสงบ ความมั่นคงของรัฐฯ
ซ้อม,อุ้มหาย,จับผิดตัว
,เรียกเงิน
เลือกปฏิบัติ/สอง
มาตราฐาน
ออกก.ม.,นโยบายไม่
เหมาะสม
นักการเมือง
เรียกรับประโยชน
บุกรุกที่ฯ ทาลาย เผาป่า
ทาลายทรัพยสิน ชีวิตจนท.
โกง เบียดบังทรัพยากร
ชุมนุมประท้วงที่ไม่ถูกต้อง
เรียกเงิน,ใช้เป็นเครื่องมือฯ
ต้องตัดวงจร
ละเมิดสิทธิฯ
เครือข่ายองค์กรที่มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน
ปชช.
กลุ่มเสี่ยง
ผู้ถูกละเมิด
สิทธิฯ
กรมคุ้มครอง
สิทธิฯ,สนง.
ยธจ.
กรรมการ
สิทธิ
มนุษยชนฯ
ผู้ตรวจการ
แผ่นดิน
กก.รับเรื่องราวร้องทุกข
ของกระทรวงต่างๆ
และ พม,มท.,สธ,
สร.,สตช.,สคบ.ฯ
อัยการ
สคช.
ศาล
รัฐธรรมนูญ
ศาลปกครอง
สภา
ทนายความ
ศาลยุติธรรม
(มีหน่วยงาน
ไกล่เกลี่ย)
ภาคประชาสังคม
(สื่อ,NGO,นัก
วิชาการฯ)
องคกรหลักตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐
องคกรฯตามก.ม.อื่น
ปัจจุบันมีผลงาน
เป็นคาพิพากษา คา
วินิจฉัยฯออก มา
มากแล้ว เป็นกรอบ
ในการทางานฯ
ปชช.สามารถไปขอ
รับบริการจาก
องคกรคุ้มครอง
สิทธิฯเหล่านี้ซึ่งมี
จุดแข็ง จุดอ่อน
ต่างกันไป

หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

  • 1.
    หน้าที่ สิทธิ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สาหรับครู และบุคคลากรทางการศึกษา โดย นายพิทยา จินาวัฒนน ที่ปรึกษาประจาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อดีตที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และรองเลขาธิการปปส.
  • 2.
  • 3.
    ๓.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพของคนไทย และคนที่อยู่ในประเทศไทย ดูจากอะไร แตกต่างกันหรือไม่ ๔.สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ทาไมจึงแตกต่างกัน ทั้งที่ใช้หลักสากลจากUN ด้วยกัน ๒. สิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิมนุษยชนของไทย สัมพันธกันอย่างไร ข้อใดมีขอบเขตกว้างกว่า ๑. สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน คืออะไร สัมพันธกันอย่างไร คงที่ตลอดไปหรือไม่ หัวข้อในการอบรมสัมนา
  • 9.
  • 12.
    กิจกรรม ทบทวนความเข้าใจในเรื่องสิทธิ เสรีภาพหน้าที่ และสิทธิมนุษยชน ๒.สิทธิคืออะไร ๓.เสรีภาพคืออะไร ๑.หน้าที่คืออะไร ๖.สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย เหมือนและแตกต่างกับ สิทธิมนุษยชนในหลักสากลอย่างไร ๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร ๕.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เหล่านี้ เรารู้อย่างไรว่า เป็นของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน ดูจากไหน
  • 13.
    ๑.๑ ทบทวนความเข้าใจในเรื่อง สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน ๑.สิทธิคืออะไร ๒.เสรีภาพคืออะไร ๓.หน้าที่คืออะไร ๔.สิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศไทย เหมือนและแตกต่างกับ สิทธิมนุษยชนในหลักสากลอย่างไร ๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร ๓.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เหล่านี้ เรารู้อย่างไรว่า เป็นของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน ดูจากไหน ๒.ความสัมพันธระหว่าง สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน, สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ จาเป็นต้องคงที่หรือไม่ ๑.ความหมาย ของสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน ๕. หากมีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ตามมาคืออะไร รัฐต้องทาอย่างไร
  • 14.
    ๓.ครูขับรถสองแถวรับส่ง นร.เพื่อหารายได้พิเศษ ๑๓.เกณฑทหาร ๒.การชุมนุมโดยสงบ ๑๑.การตั้งพรรคการเมือง. ๑๐.การแสดงความคิดเห็น ๒๕.การชุมนุมโดยสงบ ๒๒.การประกอบอาชีพ ๒๘.ในกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา ๒๓.การนับถือศาสนา ๓๑.การได้รับการเยียวยา ๔.การสื่อสารของบุคคล ๒๗.การเดินทางเลือกที่อยู่ ๑๖.ในทรัพยสิน มรดก การเวนคืน ๙.การรักษาพยาบาล ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ๑๕.น.รได้อาหารกลางวันฟรี ๒๙.เข้าศึกษาภาค บังคับ ๙ ปี ๑๘.น.ร.เรียนฟรี ๑๒ ปี ๑,ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๖.เสียภาษีอากร ๕.ป้องกันประเทศ ๑๔.มีสิทธิและเสรีภาพ อย่างเท่า เทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ๑๒.ห้ามการจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ ๑๗.ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามก.ม. ๗.มีศักดิ์ศรี สิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกัน ๑๙.ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ๓๐.การไว้ผมรองทรงของนร.ชาย ๒๔.ได้รับมาตรฐานการ ครองชีพอย่างเพียงพอ ๘.การลี้ภัยไปประเทศอื่นเพื่อให้ พ้นจากการถูกประหัตประหาร ๒๑.การมีชีวิตอยู่ และมีความมั่นคง ๒๖.การพักผ่อนและมี เวลาพักจากการทางาน ๒๐.นร.มารร.โดยเดินมา ขี่ จักรยานมา นั่งรถยนตมา ๓๒. ห้ามนร.ชายไว้ หนวดไว้เครามารร. ๓๓.ห้ามการทรมาน หรือการลงโทษทารุณ ๓๔.ห้ามบังคับคนให้เป็นทาส และห้ามค้าทาสทุกรูปแบบ
  • 15.
    ๑.สิทธิคืออะไร ๒.เสรีภาพคืออะไร ๓.หน้าที่คืออะไร๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร ๑๑.การตั้งพรรคการเมือง. ๑๐.การแสดงความคิดเห็น ๑๔.มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเท่า เทียมกัน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ๑๒.ห้ามการจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ ๒๔.ได้รับมาตรฐานการ ครองชีพอย่างเพียงพอ ๓๓.ห้ามการทรมาน หรือ การลงโทษทารุณ ๒๑.การมีชีวิตอยู่ และมั่นคง ๑๗.ได้รับการยอมรับว่าเป็น บุคคลตามก.ม. ๓.ครูขับรถฯรับส่งนร.หารายได้พิเศษ ๑๓.เกณฑทหาร ๒๕.การชุมนุมโดยสงบ ๕.ป้องกันประเทศ ๖.เสียภาษีอากร ๑,ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๘.น.ร.เรียนฟรี ๑๒ ปี ๒๐.นร.มารร.โดยเดินมา ขี่ จักรยานมา นั่งรถยนตมา ๓๐.ไว้ผมรองทรงของนร.ชาย ๗.มีศักดิ์ศรี สิทธิ และ เสรีภาพเท่าเทียมกัน ๒๒.การประกอบอาชีพ ๒๓.การนับถือศาสนา ๒๙.เข้าศึกษาภาค บังคับ ๙ ปี ๑๖.ทรัพยสิน มรดก เวนคืน รวมเป็นสมาคม สหภาพ สิทธิของเด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ แรงงาน สิทธิในส่วนตัว ชื่อเสียง ๙. ๓๐ บาทรักษาทุกโรค
  • 16.
    สิทธิเสรีภาพของบุคคล (รัฐธรรมนูญฯปี๖๐ ม.๒๕-ม.๔๙) สิทธิของมารดาก่อน/หลังคลอด, ผู้ชรา,ผู้ยากไร้ ใช้สิทธิล้มการปกครองไม่ได้ สิทธิสาธารณสุข สิทธิของผู้บริโภค สิทธิในการตั้งพรรคการเมือง. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ สิทธิบุคคลและชุมชน ศิลป สวล.เสนอ หน่วยงานสวัสดิการชุมชน เสรีภาพรวมเป็นสมาคม สหภาพฯ สิทธิบุคคล ชุมชนเข้าถึงข้อมูล ร้องเรียน ฟ้องหน่วยงานรัฐฯ เสรีภาพประกอบอาชีพ เนรเทศ ห้ามเข้าประเทศ ถอนสัญชาติไทย (ที่ได้มาโดยการเกิด)ไม่ได้ เสรีภาพเดินทาง เลือกที่อยู่ สิทธิในทรัพยสิน มรดก การเวนคืน เสรีภาพบุคคลในการสื่อสาร เสรีภาพสื่อฯ เสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น เสรีภาพในเคหสถาน สิทธิส่วนตัว ชื่อเสียง เสรีภาพในการนับถือศาสนา เกณฑแรงงานทาไม่ได้ สิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย สิทธิกระบวนการยธ.อาญา ความเสมอภาค สิทธิได้รับการเยียวยา
  • 17.
    สิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพของประชาชนสิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญฯ ปี ๒๕๖๐ สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน -ประโยชนหรืออานาจ ของบุคคลที่รัฐรับรอง/ คุ้มครองให้ -อิสระที่จะทาอะไร หรือ ไม่ทาก็ได้ -ถ้าไม่มีก.ม.ห้าม /ไม่ผิดก.ม. -ไม่ขัดศีลธรรม -ไม่ละเมิดสิทธิฯ ผู้อื่น -ไม่ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อน -กิจที่ต้องปฏิบัติ (ตาม ก.ม.,ตามหลักศีลธรรม) ตัวอย่าง : -สิทธิในการมีทรัพยสิน -สิทธิที่ไม่ถูกขายเป็นทาส -สิทธิในกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา (ประกันตัว,มีทนายฯ ได้รับการเยียวยา) -สิทธิในการตั้งพรรค การเมือง ตัวอย่าง : -เสรีภาพในการแสดงออก -เสรีภาพในการนับถือศาสนา -เสรีภาพในการประกอบอาชีพ -เสรีภาพของสื่อ -เสรีภาพในการเดินทาง -เสรีภาพในเคหสถาน จะแต่ง ตัวอย่างไรก็ได้ถ้าไม่อนาจาร ตัวอย่าง : -หน้าที่ในการเสียภาษี -หน้าที่ในการเกณฑทหาร - หน้าที่ป้องกันประเทศ -หน้าที่ในการรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย -หน้าที่ไม่ทุจริต -หน้าที่ในการดูแลบุตรธิดา ความหมาย/ขอบเขตของไทย : -ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ -สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของ บุคคลที่ได้ที่ได้รับการรับรอง หรือ คุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญฯ ตามก.ม. ไทย ตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี พันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติ -สิทธิธรรมชาติ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด -ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย -ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ -ไม่อาจพรากไปได้ แบ่งแยกไม่ได้ - สากลข้ามพรมแดน ไม่ขึ้นกับรัฐใดๆ -ไม่ผูกกับก.ม.บ้านเมือง เพราะไปผูก กับความเป็นมนุษยแล้ว* -ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ ละเมิดก.ม. ไม่ผิดศีลธรรมฯ
  • 18.
    ๑.สิทธิคืออะไร ๒.เสรีภาพคืออะไร ๓.หน้าที่คืออะไร -ประโยชนอานาจ ความสามารถของ บุคคล ที่รัฐรับรอง คุ้มครองให้ มีก.ม. นโยบายฯ รองรับ -อิสรภาพ ที่จะทา/ ไม่ทาอะไรก็ได้ ถ้า ไม่ละเมิดก.ม. ละเมิดสิทธิฯผู้อื่น -กิจที่ต้องทา หรือไม่ ทา ถ้าไม่ปฏิบัติ มี ความผิด มีโทษ -หน้าที่ตามก.ม./ตาม ศีลธรรม -สิ่งที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด เป็นศักดิศรีของความเป็นมนุษย ความเสมอภาค ไม่ถูกเลือก ปฏิบัติ เป็นสากล ไม่ขึ้นกับรัฐใด พรากไม่ได้ แบ่งแยก/โอนไม่ได้ มี ส่วนร่วมได้รับประโยชน ตรวจสอบได้โดยหลักนิติธรรมฯ ๔.สิทธิมนุษยชนคืออะไร ๑.สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ และสิทธิมนุษยชน คืออะไร เหมือนกัน ต่างกันอย่างไร นักปรัชญา เช่น รุสโซ ในสัญญาประชาคม บอกคนเราเกิดมา พร้อมอิสรภาพ นักสังคมวิทยา ว่าคนเรา เกิดมามีหน้าที่ใน ครอบครัว กลุ่ม ชุมชน เกิดมาทีหลัง เมื่อผู้มี อานาจรับรอง มีก.ม. มารับรอง เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนต้องมี เป็นสากล มาได้รับความสนใจหลัง WW2 เมื่อตั้งUN มีอนุสัญญาขึ้น
  • 19.
    ความสัมพันธของ สิทธิ หน้าที่เสรีภาพของประชาชน และสิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน(สากล) รัฐต้องให้ปชช.เข้าถึงและใช้สิทธิ เสรีภาพโดยสดวก สิทธิ คู่กับหน้าที่ เสมอเหมือนสองหน้าของเหรียญ คนหนึ่งมีสิทธิ ผู้อื่นมีหน้าที่เคารพสิทธิผู้ทรงสิทธิ หน้าที่ที่เสี่ยง เกืด ประโยชนมาก ทาให้มี สิทธิประโยชนตามมา -รู้จักกันหลังWW2 เมื่อตั้งUN มีกฎบัตร (charter) แล้วจัดทา ข้อตกลงคือ ปฏิญญาสากลฯ ขึ้น ต่อมาทาอนุสัญญาฯ ๙ ฉบับ รวมทั้งมีสนธิสัญญาอื่นที่ เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่น ผู้ ลี้ภัย แรงงานฯ “แม้มุ่งเน้นความเป็นสากลแต่ สภาพที่เป็นจริง ยังมีช่องว่างอยู่” สิทธิกับเสรีภาพ มักใช้คู่กัน และมี “สิทธิในเสรีภาพ” เมื่อกาหนดสิทธิฯให้ปชช.รัฐมีหน้าที่เฉพาะเจาะจง เตรียมทรัพยากร การ จัดการให้คนเข้าถึง/ใช้สิทธินั้น รัฐมีหน้าที่ไม่ขัดขวางการใช้เสรีภาพของปชช สิทธิ เสรีภาพของบุคคลในรัฐใด สัมพันธกับ สิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิมนุษยชน ของรัฐนั้น ตามที่มีพันธกรณี และบริบทของรัฐนั้น (ปัจจัยด้านการเมือง ปกครอง ก.ม. เศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมฯ ) เช่นปท.ประชาธิไตย สังคมนิยม อิสลามฯ กิจกรรมบางอย่างอาจเปลี่ยนจาก เสรีภาพ เป็นสิทธิ หน้าที่ได้ เช่น การเรียน กิจที่ต้องทา/งดเว้นการ กระทา ถ้าไม่ปฏิบัติตาม มีความผิด ถูกลงโทษ
  • 20.
    สิทธิ • ประโยชน หรืออานาจของบุคคล ที่รัฐรับรอง คุ้มครองให้ (มีก.ม.รับรอง) รัฐ อาจยกระดับ “เสรีภาพ” ขึ้นมาเป็น “สิทธิ” เมื่อเห็นความจาเป็น เช่น การรักษาพยาบาลฯ รัฐ มีหน้าที่จาเพาะเจาะจง ต้องเตรียมการ มีก.ม.ระเบียบ คน สถานที่ อุปกรณ งบฯรองรับ เช่น สิทธิในชีวิตร่างกาย การพบ/มีทนายฯ สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิของเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุฯ • การใช้สิทธิของบุคคล ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม. ไม่ขัดศีลธรรมอันดี สิทธิ คู่กับหน้าที่ เมื่อบุคคลมีสิทธิ บุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้ทรงสิทธินั้น สิทธิ สัมพันธใกล้ชิดกับ เสรีภาพ มักกล่าวรวมๆกันไปว่าสิทธิเสรีภาพ
  • 21.
    เสรีภาพ • อิสระที่จะทาอะไร หรือไม่ทาอะไรก็ได้ โดยไม่มีใครมาบงการ เช่น เปลือยกายเดินคนเดียวในห้องนอน เปิดเพลงเสียงดังในห้องที่เก็บเสียง เวลาเจ็บป่วย ไม่ไปหาหมอ หรือ ไปหมอแผนโบราณ หมอจีน หรือ หมอแผนปัจจุบัน • ถ้าไม่ทาให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น • ไม่ขัดหลักศีลธรรม/ศาสนา • ไม่ผิดก.ม. เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา การแสดงออก การประกอบอาชีพฯ
  • 22.
    สิทธิเสรีภาพของบุคคล (รัฐธรรมนูญฯปี๖๐ ม.๒๕-ม.๔๙) สิทธิของมารดาก่อน/หลังคลอด, ผู้ชรา,ผู้ยากไร้ ใช้สิทธิล้มการปกครองไม่ได้ สิทธิสาธารณสุข สิทธิของผู้บริโภค สิทธิในการตั้งพรรคการเมือง. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ สิทธิบุคคลและชุมชน ศิลป สวล.เสนอ หน่วยงานสวัสดิการชุมชน เสรีภาพรวมเป็นสมาคม สหภาพฯ สิทธิบุคคล ชุมชนเข้าถึงข้อมูล ร้องเรียน ฟ้องหน่วยงานรัฐฯ เสรีภาพประกอบอาชีพ เนรเทศ ห้ามเข้าประเทศ ถอนสัญชาติไทย (ที่ได้มาโดยการเกิด)ไม่ได้ เสรีภาพเดินทาง เลือกที่อยู่ สิทธิในทรัพยสิน มรดก การเวนคืน เสรีภาพบุคคลในการสื่อสาร เสรีภาพสื่อฯ เสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น เสรีภาพในเคหสถาน สิทธิส่วนตัว ชื่อเสียง เสรีภาพในการนับถือศาสนา เกณฑแรงงานทาไม่ได้ สิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย สิทธิกระบวนการยธ.อาญา ความเสมอภาค สิทธิได้รับการเยียวยา
  • 23.
    หน้าที่ • กิจ หรือสิ่งที่ต้องทา หรือไม่กระทา ตาม ก.ม.หรือ หลักศีลธรรม • ถ้าไม่ปฏิบัติ มีความผิด และมีโทษ เช่น การเลี้ยงดูลูก, เสียภาษี เกณฑทหาร เคารพก.ม., ศึกษาภาคบังคับฯ • หน้าที่ กับ สิทธิ เป็นของคู่กัน เหมือนหน้าสองหน้า ของเหรียญเดียวกัน เมื่อบุคคลหนึ่งมีสิทธิ บุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้มีสิทธิ • หน้าที่ ก่อให้เกิดสิทธิ(ประโยชน) เช่น หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา หน้าที่ของทหารที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ ได้รับสิทธิประโยชนมากกว่า รัฐอาจเปลี่ยน “สิทธิ” เป็น “หน้าที่” เนื่องจากจาเป็น เช่น เรียนภาคบังคับ ไปเลือกตั้งฯ
  • 24.
    รักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย ประชาธิปไตย ป้องกันประเทศ ปฏิบัติตามกฎหมาย เข้าศึกษาภาคบังคับ รับราชการทหาร/ เกณฑทหารไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น ใช้สิทธิเลือกตั้ง คานึงประโยชนส่วนรวม อนุรักษสิ่งแวดล้อม และวัฒนนธรรม เสียภาษีอากร ไม่ทุจริต หน้าที่ของ คนไทย (รธน.ฯม.๕๐) หน้าที่ของคนไทย ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ อาจเน้นแตกต่างกัน
  • 25.
    • สิทธิธรรมชาติ ติดตัวคนมาแต่เกิดไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีเชื้อชาติ ผิวสีใด เพศใด นับ ถือศาสนาใด ยากดีมีจน เรียนสูง เรียนน้อย มีอาชีพใด เพราะมนุษยทุกคนล้วนแต่ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย มีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค (ไม่เลือกปฎิบัติ) - เป็นสิทธิสากลข้ามพรมแดน ไม่ขึ้นกับ ก.ม.ของประเทศใด* - ไม่สามารถพรากสิทธิฯนี้ไปได้ - โอนสิทธิฯให้กันไม่ได้ แบ่งแยกไม่ได้ - มนุษยเรามีส่วนร่วมใช้ประโยชนในสิทธินั้น ตรวจสอบได้โดยหลักนิติธรรม ๒๕ • ยึดหลัก“เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ถ้าเราไม่อยากถูกทาอะไรที่ไม่ดี เราก็อย่าไปทากับ ผู้อื่นแบบนั้น เพราะทุกคนในโลกล้วนเป็นเพื่อนมนุษย เป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น สิทธิมนุษยชน
  • 26.
    ความหมายของสิทธิ และสิทธิมนุษยชน (ศ. ดร.วิษณุเครืองาม) สิทธิ (Rights) หมายถึง • สิ่งที่กฎหมายรับรอง และให้ความคุ้มครอง ไม่ให้ผู้ใดกระทาการละเมิด • ดังนั้นสิทธิผูกไว้กับก.ม. หากมีก.ม.รับรอง คุ้มครอง สิ่งนั้นเรียกว่าสิทธิ ซึ่ง หากไม่มีการกาหนดสิทธิดังกล่าวในก.ม.อาจทาให้มีการลิดรอน หรือไม่ได้รับ ความคุ้มครองทางก.ม.ได้
  • 27.
    สิทธิมนุษยชน (Human Rights) •เหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือว่าคนเราเกิดมา มีสภาพเป็นมนุษยไม่ว่าจะมี เชื้อชาติใด เพศใด นับถือศาสนาใด มีคติความเชื่อ ทางการเมืองอย่างไร มีสถานภาพใด ไม่ว่าจะสูงต่ํา ดาขาวมั่งมีหรืออยากจน ในฐานะที่เป็น มนุษยก็ย่อมมีความเสมอภาคกัน • โดยไม่ผูกกับกฎหมายบ้านเมือง เพราะมันไปผูกกับความเป็นมนุษยเสีย แล้ว เช่น มนุษยมีร่างกายก็มีสิทธิที่จะเดิน มนุษยเกิดมามีสมอง ก็มีสิทธิที่ จะคิด เมื่อมีสิทธิที่จะคิดจึงมีความเชื่อ เมื่อมนุษยมีร่างกายก็มีสิทธิที่จะ ทางาน เมื่อทางานก็มีสิทธิ ที่จะพักผ่อน
  • 28.
    สิทธิมนุษยชน : ความหมายองค์ประกอบ ศักดิศรีของ ความเป็นมนุษย สิทธิ เสรีภาพ การมี เข้าถึง และใช้สิทธิฯ และไม่ถูกละเมิดสิทธิฯ ความเสมอภาค และความเท่าเทียม การไม่เลือกปฎิบัติ สิทธิตาม ธรรมชาติ ที่ติดตัวมนุษยทุกคน มาแต่ เกิดไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ผิวพรรณ มีความ เชื่อใด เป็นสากลไม่มีพรมแดน พราก ไม่ได้ โอนให้กันไม่ได้ฯ
  • 29.
    ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) •เกิดมาเป็นคน - ยากดีมีจน - สูงต่า ดาขาว เชื้อชาติใด วรรณะใด - เรียนมาก หรือเรียนน้อย - อยู่ในประเทศใด ในยุโรป อเมริกา - ทาอะไร เป็นชาวเมือง ชาวไร่ ชาวนา นักการเมือง ขรก.เจ้าของธุรกิจ... - นับถือศาสนาพุทธ คริสต อิสลาม ถือผี ไม่มีศาสนา - เป็นเด็กน้อย ผู้หญิง LGBT ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ต้องขัง คนเร่ร่อน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ • ล้วนแต่เป็นคนเหมือนกัน ทุกคนต้องมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย
  • 34.
    ความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคอย่างเป็นธรรม (Equality& Equity) • คนเราเกิดมา อาจมีความแตกต่างกัน มีความหลากหลายจากปัจจัยทางชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคมฯ • แต่คนเราต้องมีเสมอภาคและความเท่าเทียม (ในจิตสานึกของเรา และการดูแลของรัฐ) - ในเรื่องโอกาสทางการศึกษา การสาธารณสุข การบริการอื่นๆของรัฐ (และภาคเอกชน) - ในเรื่องการเข้าถึงทรัพยากรฯ - ในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมฯ • กรณีที่เป็นผู้ด้อยโอกาส รัฐอาจมีมาตรการพิเศษช่วยเหลือ ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฎิบัติ
  • 35.
    ความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ไม่ได้หมายความว่า ให้ทรัพยากรเท่าๆกันแต่คานึงถึงความจาเป็นของแต่ละคบ ว่าใครมีความจาเป็นมาก ควรได้รับทรัพยากรมากกว่าเพื่อให้มีสิทธิพื้นฐานเท่ากัน ใกล้เคียงกัน
  • 36.
    การมีสิทธิประเภทต่างๆ เช่น สิทธิพลเมืองการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเข้าถึงสิทธิฯ (Access to rights) •สิทธิพลเมือง เช่น สิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพยสินของบุคคล การสื่อสารฯ •สิทธิการเมือง เช่น สิทธิในการชุมนุม การตั้งพรรคการเมืองฯ •สิทธิทางเศรษฐกิจ เช่น สิทธิในการมีงานทา ได้ค่าตอบแทน มีวันพักฯ •สิทธิทางสังคม เช่น สิทธิด้านการศึกษา สาธารณสุขฯ •สิทธิทางวัฒนนธรรม เช่น สิทธิในศิลปะ วัฒนนธรรม การละเล่นพื้นเมือง
  • 40.
    มุมมองเรื่องสิทธิมนุษยชน (+) เกิดมาเป็นคน ยากดีมีจนจะขาวจะดา จะเรียนมามากหรือเรียนมาน้อย ก็มีศักดิ์ศรี เป็นคนเหมือนกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราไม่ชอบให้ใครทาอะไรกับเรา เราก็อย่าไปทากับเขาอย่างนั้น จะรวยจะจน ถ้าทาผิด ก็ต้องติดคุกเหมือนกัน คุกไม่ใช่มีไว้ขังแต่คนจนเท่านั้น สิทธิที่ติดตัวคนมาตั้งแต่ เกิด เป็นสากล ไม่มีพรหมแดน สัมพันธเชื่อมโยงกัน แบ่งแยกไม่ได้ โอนให้กันไม่ได้ พรากเอกไปจากเราไม่ได้ จะเขียนก.ม.มาห้ามก็ ไม่ได้ ทาไมต้องลัดคิวให้บริการคน รวย หรือญาติมิตรก่อน ถ้าเขาป่วยจะตายก็ไม่ว่า สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ หลักการทางศาสนา สิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี ของมนุษย ที่ทาให้คน แตกต่างไป จากสัตว ไม่ใช่เป็นเรื่อง การจับผิด หรือ การต่อต้านการ ทางานของ เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ เป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับเรา ตั้งแต่อยู่ในท้อง แม่ โตขึ้น เรียน ทางาน มีคู่ มีลูก ป่วย แก่ พิการ จนกระทั่งตาย
  • 41.
    มุมมองในเรื่องสิทธิมนุษยชน (-) เวลาชาวบ้านถูกยิง ถูกระเบิด พวกสิทธิมนุษยชน หายหัวไปไหนหมด เอาไอ้พวกข่มขืนฆ่าไป ประหารให้หมด อย่ามาอ้างสิทธิมนุษยชนเลย ทีชีวิต คนอื่นมันไม่เห็นความสาคัญพวก มองโลกสวย พวกตามก้น ฝรั่ง พวกที่คอยจับผิดการ ทางานของ ต.ร.,ทหาร, ขรก.ฯ พวกที่คิดว่ามี สิทธิเสรีภาพ จนไร้ขอบเขต พวกเห็นคนต่างชาติ คนต่างด้าว ดีกว่าคนไทย ทาไมเราต้องใช้เงินภาษีฯของ คนไทยไปเลี้ยงดูคนต่างชาติ พวกชอบการปกครอง แบบสาธารณรัฐ ชอบ อ้างความเสมอภาค พวก ล้มสถาบันฯ NGO พวกขัดขวาง การพัฒนนา ประเทศ
  • 42.
    • สิทธิมนุษยชน หมายความว่า -ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย - สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลที่ได้ที่ได้รับการรับรอง หรือคุ้มครอง - ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย - ตามกฎหมายไทย - ตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม (พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 3) ความหมายของสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย ขอบเขตของหลักสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย จะแคบกว่า หลักสิทธิมนุษยชนสากล ในประเด็น สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความคุ้มครองของบุคคลฯ เป็นไปตามก.ม.ไทย และพันธกรณีของประเทศไทย) สิทธิมนุษยชน มิได้มีแต่เพียงมิติด้าน ก.ม. เท่านั้น แต่เป็นสหวิทยาการ มีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมฯ
  • 43.
    ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑* ขจัดการเลือกปฏิบัติ ทางเชื้อชาติ* ค.ศ.๑๙๖๕/พ.ศ.๒๕๐๘ เด็ก* ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ.๒๕๓๒ ต่อต้านการทรมาน ค.ศ.๑๙๘๔/พ.ศ.๒๕๒๗* ต่อต้านอุ้มหาย ค.ศ. ๒๐๐๖/พ.ศ.๒๕๔๙ แรงงานอพยพฯ ค.ศ.๑๙๙๐/พ.ศ.๒๕๓๓ สตรี* ค.ศ..๑๙๗๙/พ.ศ.๒๕๒๒ คนพิการ* ค.ศ.๒๐๐๖/พ.ศ.๒๕๔๙ ปัญหาการละเมิดสิทธิฯในรูปแบบต่างๆเช่นฆ่าล้างเผ่าพันธฯในWW2 การจัดตั้งองคกรสหประชาชาติ ค.ศ.๑๙๔๕/พ.ศ.๒๔๘๘ กติกาฯว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙* กติกาฯว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรม ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙* การจัดกลุ่มของ อนุสัญญาด้านสิทธิ มนุษยชน เจตนารมณร่วมกัน ไม่มีสภาพบังคับ เป็นก.ม.ระหว่าง ประเทศ อนุสัญญาสิทธิ มนุษยชน ๙ ฉบับ มีสถานะเป็นก.ม. ระหว่างประเทศ ทุกฉบับเป็นสิทธิ มนุษยชนสากล ไร้พรมแดนฯ
  • 44.
    หลักสิทธิมนุษยชนสากล ดูจากอะไร ที่ไหน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนค.ศ.๑๙๔๘/๒๔๙๑ (UDHR) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ๙ ฉบับ (ICCPR,ICESC,CERD,CED,CRD, สนธิสัญญาอื่นๆ เช่น ILO 87,ILO 98,อนุสัญญาผู้ลี้ภัยฯ หลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
  • 45.
  • 46.
    รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๔๐ (รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน) เจตนารมณของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็คือการปฏิรูปการเมืองโดยมี เป้าหมาย ๓ ประการ[2] ๑. ขยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง สิทธิใน กระบวนการการยุติธรรม เยียวยาฯ ๒. การเพิ่มการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐโดยประชาชน เพื่อให้เกิด ความสุจริตและโปร่งใสในระบอบการเมือง ๓.การทาให้ระบบการเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ มีผลกระทบที่สาคัญต่อพัฒนนาการสิทธิมนุยชน ในประเทศไทย หลายประการ - บทบัญญัติเรื่องสิทธิฯต่างๆ - นาไปสู่ก.ม.ภายในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเยียวยา - การจัดตั้งองคกรคุ้มครองสิทธิฯและการตรวจสอบรัฐบาลฯ
  • 47.
    สิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวด ๓มาตรา ๒๕-๔๙ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย หมวด ๔ มาตรา ๕๐ (๑๐ ประการ) สิทธิมนุษยชน ของประชาชนไทย หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๔ พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา ๓
  • 48.
    สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพสิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
  • 49.
  • 50.
    ทบทวนความรู้ ความเข้าใจ • หน้าที่เป็นกิจ หรือสิ่งที่บุคคลต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ มีความผิดและมีโทษ อาจแบ่งเป็นหน้าที่ ทางศีลธรรม และหน้าที่ตามก.ม. ปกติหน้าที่ตามก.ม.จะสอดคล้องกับหน้าที่ทางศีลธรรม • รัฐเองก็มีหน้าที่ด้วย ได้แก่ ด้านความมั่นคง การรักษาความปลอดภัย การบริการสาธารณะ / การพัฒนนา รวมทั้งหน้าที่ในด้านสิทธิมนุษยชน คือ การเคารพสิทธิของปชช.(respect) การ ปกป้อง(protect) และการเติมเต็ม(fulfil) • ในขณะที่ “สิทธิ” เป็นประโยชน อานาจ หรือความสามารถของบุคคลที่รัฐรับรองให้ และทาให้ ผู้อื่นรวมทั้งรัฐมีหน้าที่ ต้องเคารพสิทธิของผู้ทรงสิทธิ และเมื่อรัฐให้สิทธิแก่ประชาชน ยังมี หน้าที่เฉพาะเจาะจงที่ทาให้บุคคลเข้าถึงสิทธินั้นโดยสะดวก (เช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค การ เรียนฟรี) ในขณะที่รัฐมีมีหน้าที่เจาะจงในเรื่องเสรีภาพ แต่ต้องไม่ขัดขวาง สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน คืออะไร มีความเกี่ยวข้องสัมพันธกันอย่างไร
  • 51.
    ทบทวนความรู้ ความเข้าใจ • เสรีภาพเป็นความอิสระที่จะทาอะไรหรือไม่ทา ไม่อยู่ใต้การบงการของใคร แต่ต้องไม่ ละเมิดสิทธิฯผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม. • สิทธิมนุษยชนไทย กับ สิทธิมนุษยชนสากล สัมพันธกันอย่างไร มีข้อแตกต่างกันอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุที่สาคัญ สิทธิมนุษยชนไทย จะรู้ได้อย่างไร ดูจากที่ไหน และสิทธิมนุษยชน สากล มีอะไรบ้าง ดูที่ไหน • สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่ติดตัวมนุษยมาตั้งแต่เกิด พรากไม่ได้ ถ่ายโอนไม่ได้ เป็นสากล ไม่ ขึ้นกับก.ม.ของรัฐใด ส่วนสิทธิมนุษยชนของรัฐใด ปกติต้องสอดคล้องกับหลักสากล เนื่องจากเป็นสมาชิกUN แต่ในทางปฎิบัติปัจจัยสภาพแวดล้อมทางด้านการเมือง การ ปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมฯส่งผลต่อสถานการณสิทธิมนุษยชนของรัฐนั้นๆ เช่น ประเทศเสรีประชาธิปไตย ประเทศสังคมนิยม ประเทศที่ยังมีการปกครองไม่เป็น ประชาธิปไตยมากนัก ประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม(ที่ใช้ก.ม.ชีอะห)
  • 52.
    บันไดของการป้องกัน เฝ้าระวัง คุ้มครองสิทธิฯ +ให้ประชาชน จนท.รัฐ รู้/ตระหนักเรื่องสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน เคารพสิทธิฯ ผู้อื่น เคารพ ก.ม. + เมื่อพบการละเมิดสิทธิฯ แจ้งหน่วยงานฯทราบเพื่อคุ้มครองสิทธิฯ + เข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน ในการป้องกัน คุ้มครองสิทธิฯ ประเทศไทย เป็นสังคมที่เคารพสิทธิ สมานฉันท น่าอยู่ + - ชอบอ้างสิทธิ เอาประโยชนส่วนตน ไม่เคารพสิทธิผู้อื่น และประโยชนส่วนรวม ชอบเลี่ยง/ละเมิดก.ม.เมื่อมีโอกาส สังคมไทยยัง มีลักษณะนี้ อยู่มาก ช่วยเปลี่ยนสังคมไทย เป็นสังคมตระหนักรู้ เรื่องสิทธิฯ ไม่ละเมิด สิทธิฯไม่ละเมิดก.ม.
  • 53.
    สรุปสาระสาคัญของหลักสิทธิมนุษยชนสากล ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย ความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฎิบัติ ความมีสิทธิเข้าถึงสิทธิประเภทต่างๆ เกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นคน เชื้อชาติใด มีสัญชาติหรือไม่ นับถือศาสนาใด มีความเชื่อการเมืองใด ยากดีมีจน สูงต่าดาขาว เรียนมาก เรียนน้อย ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย แม้คนเราจะแตกต่างทางร่างกาย สติปัญญา ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯ แต่ต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เว้นแต่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส อาจได้รับการสนับสนุน มากกว่า จนกว่ามีความใกล้เคียงกัน ตั้งแต่อยู่ในครรภมารดา จนเสียชีวิต ต้องเข้าถึง ได้รับ และปกป้อง คุ้มครองสิทธิ ทั้งสิทธิพลเมือง (ร่างกาย ชีวิต ทรัพยสินฯ) สิทธิ การเมือง สิทธิทางสังคม (การศึกษา สาธารณสุข) เศรษฐกิจ วัฒนนธรรมฯ
  • 54.
    เสรีภาพ สิทธิ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน ยกระดับขึ้น เป็นสิทธิ ปฎิบัติตามก.มฯ อิสระที่จะทา หรือ ไม่ทาอะไรแต่ ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น/ก.ม. ประโยชน อานาจของ บุคคล ที่รัฐรับรองให้ ความหมาย และความสัมพันธระหว่าง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน สิทธิธรรมชาติติดตัวคนมาตั้งแต่เกิด ข้ามพรหมแดนฯ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย เสมอภาค เข้าถึงสิทธิต่างๆ ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น รัฐดูแลให้ปชช.เข้าถึงสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิ และเยียวยา เมื่อถูกละเมิดฯ รัฐดูแลปชช.ใช้เสรีภาพ โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม. ปชช.ทาหน้าที่ด้วยความเต็มใจ
  • 55.
    ๒. สิทธิ เสรีภาพหน้าที่ และสิทธิมนุษยชน สัมพันธ์กันอย่างไร มีสภาพคงที่หรือไม่ สิทธิกับหน้าที่ เป็นของคู่กัน เมื่อบุคคลมีสิทธิ บุคคลอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิของผู้ทรงสิทธิ สิทธิ กับเสรีภาพ เป็น “สิ่ง” ที่ประชาชนในประเทศเสรีประชาธิปไตย ต้องมี และมีความสัมพันธกัน โดยรัฐอาจยกเสรีภาพให้เป็นสิทธิฯ หรือ สิทธิในเสรีภาพ รัฐมีหน้าที่จาเพาะเจาะจงเมื่อกาหนดสิทธิของประชาชนขึ้น ต้องเตรียม ก.ม.องคกร ทรัพยากร การจัดการฯ ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ ขณะที่รัฐมีหน้าที่ให้ประชาชนใช้เสรีภาพโดยไม่แทรกแซง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ปัจจัยการเมือง การปกครอง ก.ม. เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี่ ความสัมพันธระหว่างประเทศฯ ของรัฐ
  • 56.
    ๓.สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพของประชาชนคนไทย และคนที่อยู่ในประเทศไทย ดูจากอะไร ที่ไหน ดูจาก ก.ม.ภายใน (รัฐธรรมนูญ ก.ม.ลาดับรอง นโยบายรัฐบาล) และจารีตประเพณี (กรณีที่ดิน ชาวเล) สิทธิ เสรีภาพของผู้สัญชาติไทย มีขอบเขตกว้างกว่า ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย เช่น แรงงานต่างด้าว ผู้ไร้สัญชาติฯ ดูจากข้อตกลง สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนฯ ที่ไทยมีพันธกรณี ( เช่น สิทธิเด็ก เป็นสากล)
  • 57.
  • 58.
    เสรีภาพ สิทธิ หน้าที่ สิทธิมนุษยชน ยกระดับขึ้น เป็นสิทธิ ปฎิบัติตามก.มฯ อิสระที่จะทา หรือ ไม่ทาอะไร แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น/ก.ม. ประโยชนอานาจของ บุคคล ที่รัฐรับรองให้ ความหมาย และความสัมพันธระหว่าง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน สิทธิธรรมชาติติดตัวคนมาตั้งแต่เกิด ข้ามพรหมแดนฯ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย เสมอภาค เข้าถึงสิทธิต่างๆ ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น รัฐดูแลให้ปชช.เข้าถึงสิทธิ ไม่ละเมิดสิทธิ และเยียวยา เมื่อถูกละเมิดฯ รัฐดูแลปชช.ใช้เสรีภาพ โดยไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม. ปชช.ทาหน้าที่ด้วยความเต็มใจ
  • 59.
  • 60.
  • 61.
    คาปรารถของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ...ที่รับรองและประกาศโดยข้อมติสมัชชา สหประชาชาติ ที่๒๒๗ เอ /// เมื่อ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ กล่าวถึง หลักนิติธรรม (Rule of Law) ไว้ด้วยว่า …….เป็นความจาเป็นที่ หลักสิทธิมนุษยชน ควรได้รับความคุ้มครองโดย หลักนิติธรรม ถ้าไม่ประสงค์ให้มนุษย์ต้องถูกบีบบังคับให้หาทางออกเป็นที่ พึ่งสุดท้าย ด้วยการก่อความไม่สงบ เพื่อต่อต้านทรราชย์และการกดขี่…...
  • 62.
    “....กฎหมายทั้งปวงนั้น เราบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นปัจจัยสาหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปก็คือ ใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่ง กับใช้เป็นแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤติปฏิบัตินั้นๆให้เป็นไปอย่าง ถูกต้องเที่ยงตรงอีกสถานหนึ่ง โดยที่กฎหมายเป็นแค่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรที่จะ ถือว่ามีความสาคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อน กฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคานึงถึงแต่ ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอ จาต้องคานึงถึงความ ยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงคด้วยเสมอ พระบรมราโชวาทรัชกาลที่ ๙ ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสานัก อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ เนติบัณฑิตสภา เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕
  • 63.
    ความหมาย ความสัมพันธ์ของ สิทธิมนุษยชนนิติธรรม ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน (สากล กับไทย) นิติธรรม ความยุติธรรม -ความถูกต้องตามศีลธรรม บนพื้นฐานของจริยธรรม ความสมเหตุสมผล ก.ม., ก.ม.ธรรมชาติ, ศาสนา, ความเที่ยงธรรม (equity) และความเป็น ธรรม (fairness) ตลอดจนการบังคับใช้ก.ม. -การปกครองที่ดีนั้นควรต้องให้ก.ม.อยู่สูงสุด (supremacy of law) และทุกๆ คนต้องมี สถานะที่เสมอภาค และเท่าเทียมกันภายใต้ก.ม. -สิทธิธรรมชาติ ติดตัวมาแต่เกิด -ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย -ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ -การเข้าถึงมี/สิทธิ ไม่อาจพรากไปได้ -แบ่งแยกไม่ได้ สัมพันธกัน -สากลข้ามพรมแดน ไม่ขึ้นกับรัฐ ใดๆ -ไม่ผูกกับก.ม.บ้านเมือง เพราะไปผูก กับความเป็นมนุษยแล้ว* (สิทธิพื้นฐานขั้นต่าของมนุษยทุกคน) -การปกครอง/บริหาร” ยึดก.ม.เป็นหลัก” ทั้ง การออกก.ม.- เนื้อหาก.ม.- และการใช้ก.ม. ต้องถูกต้อง เป็นธรรม เพื่อประโยชนของคน ส่วนใหญ่ และมีการควบคุมการใช้ก.ม.อย่าง เหมาะสม(นักวิชาการ NGOs นักกิจกรรม โต้มาก) ๑ -หลักนิติธรรม เกิด พัฒนนาในอังกฤษ (ใช้ระบบก.ม. จารีตประเพณี) ส่วนหลักนิติรัฐ เกิด พัฒนนาในยุโรป แผ่นดินใหญ่ (ใช้ระบบก.ม.ลายลักษณอักษร) ทั้งสอง หลัก ต่างเน้น”การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน” หลักสิทธิมนุษยชนของไทย มีขอบเขตแค่ไหน
  • 64.
    ความหมาย ความสัมพันธ์ของ สิทธิมนุษยชนนิติธรรม ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม ความถูกต้องตามศีลธรรมบน พื้นฐานของจริยธรรม ความ สมเหตุสมผล ก.ม. ก.ม. ธรรมชาติ ศาสนา ความเที่ยง ธรรม (equity) และความเป็น ธรรม (fairness) ตลอดจน การบังคับใช้ก.ม. - ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย - สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของ บุคคลที่ได้ที่ได้รับการรับรอง หรือ คุ้มครอง - ตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย - ตามกฎหมายไทย - ตามสนธิสัญญาที่ประเทศ ไทยมีสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมี พันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม (พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 3) ข้อเรียกร้องทางศีลธรรมบาง อย่าง ใช้เป็นเกณฑวัดการ กระทาอันใดอันหนึ่งว่าถูก หรือไม่ถูก มันเป็นข้อกาหนด ในทางศีลธรรม องคประกอบของหลักนิติธรรม : มีกระบวนการออกก.ม. มีเนื้อหาของก.ม.ที่ ถูกต้อง เป็นธรรมเพื่อประโยชนของคนส่วนใหญ่ , ก.ม.ใช้บังคับทั่วไป, ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบ อย่างเปิดเผย,ไม่มีผลย้อนหลังที่เป็นโทษ,ห้าม ยกเว้นความรับผิดของการกระทาในอนาคต, มีผู้ พิพากษาที่เป็นอิสระ เป็นกลาง หลักนิติธรรม หรือหลักการบริหารโดยยึดก.ม. เป็นหลัก ไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลผู้ปกครอง เป็น หลัก เป็นหลักที่ควบคู่กับหลักนิติรัฐ (รัฐที่ยึดก.ม. เป็นหลัก รัฐยอมลดอานาจมาปฏิบัติตามก.ม. ไม่ ทาอะไรที่ก.ม.ไม่ให้อานาจ) และ หลักดาเนินการ ตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้องตามก.ม. (Due process of law ของอเมริกา)
  • 65.
    ความหมาย ความสัมพันธ์ของสิทธิมนุษยชน นิติธรรมความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน นิติธรรม ความยุติธรรม ความถูกต้องตามศีลธรรม บนพื้นฐานของจริยธรรม ความสมเหตุสมผล ก.ม. ก.ม.ธรรมชาติ* ศาสนา ความเที่ยงธรรม (equity) และความเป็นธรรม (fairness) ตลอดจนการ บังคับใช้ก.ม. การปกครองที่ดีนั้นควรต้องให้ก.ม. อยู่สูงสุด (supremacy of law) และ ทุกๆ คนต้องมีสถานะที่เสมอ ภาค และเท่าเทียมกันภายใต้ก.ม. -ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย เป็นสิทธิธรรมชาติ ติดตัวมาแต่เกิด เป็นสากลข้ามพรหมแดน “ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ”* -การเข้าถึง/มีสิทธิ ไม่อาจพรากไปได้ แบ่งแยก ไม่ได้ สัมพันธเชื่อมโยงกัน มีส่วนร่วม เป็นส่วน หนึ่งของสิทธิ ตรวจสอบได้ ใช้หลักนิติธรรม - (สิทธิพื้นฐานขั้นต่าของมนุษยทุกคน) การปกครอง/บริหาร ยึดก.ม.เป็นหลัก ๑).การออกก.ม.๒).เนื้อหาก.ม. ๓).การ ใช้ก.ม.ต้องถูกต้อง เป็นธรรม เพื่อ ประโยชนของคนส่วนใหญ่ และมีการ ควบคุมการใช้ก.ม.อย่างเหมาะสม* ๑ - ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย - สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับ การรับรอง หรือคุ้มครอง - ตามรัฐธรรมนูญฯไทย - ตามกฎหมายไทย - ตามสนธิสัญญาที่ไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติ (พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พศ.๒๕๔๒ ม.๓) หลักนิติธรรม บรรจุในรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นครั้งแรก ( ใน ม.๓ ว.๒ , ม.๗๘) ความสัมพันธของทั้งสาม หลัก คือ เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ ใช้หลักนิติธรรม
  • 66.
    มิสซิส อิลลินอร์ รูสเวลล์ภรรยาของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี รูสเวลล์ แห่งสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสาคัญในการยกร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ (๓๐ ข้อ)
  • 67.
    สรุปสาระสาคัญของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฯ(สากล ไร้พรมแดนฯ) ๑. ทุกคนมีศักดิ์ศรีสิทธิ และเสรีภาพเท่าเทียมกัน และต้องปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง ๒. ทุกคนมีสิทธิ และเสรีภาพ อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ๓. ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตอยู่ และมีความมั่นคง ๔. ห้ามบังคับคนให้เป็นทาส และห้ามค้าทาสทุกรูปแบบ (ค้ามนุษย) .๕. ห้ามการทรมาน หรือการลงโทษทารุณโหดร้ายผิดมนุษย ๖. สิทธิในการได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย ๗. สิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามก.ม.อย่างเท่าเทียมกัน ๘. สิทธิในการได้รับการเยียวยาจากศาล ๙. ห้ามการจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ ๑๐. สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย ๔๙
  • 68.
    ๑๑. สิทธิในการได้รับการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ก่อนศาลตัดสิน และต้องมีก.ม.กาหนดว่าการ กระทานั้นเป็นความผิด ๑๒.ห้ามรบกวนความเป็นอยู่ส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน การติดต่อสื่อสาร รวมทั้งห้าม ทาลายชื่อเสียง และเกียรติยศ ๑๓. เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ในประเทศ รวมทั้งการออกนอกประเทศหรือ กลับเข้าประเทศโดยเสรี ๑๔. สิทธิในการลี้ภัยไปประเทศอื่นเพื่อให้พ้นจากการถูกประหัตประหาร ๑๕. สิทธิในการได้รับสัญชาติ และการเปลี่ยนสัญชาติ ๑๖. สิทธิในการเลือกคู่ครอง และสร้างครอบครัว ๑๗. สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพยสิน ๑๘. เสรีภาพในความคิด มโนธรรม ความเชื่อ หรือการถือศาสนา ๑๙. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก รวมทั้งการได้รับข้อมูลข่าวสาร ๒๐.สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและรวมกลุ่ม และห้ามบังคับเป็นสมาชิกสมาคม ๕๐
  • 69.
    ๒๑. สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในรัฐบาลทั้งทางตรง และโดยผ่านผู้แทนอย่างอิสระ และมีสิทธิเข้าถึง บริการสาธารณะโดยเท่าเทียมกัน ๒๒.สิทธิในการได้รับความมั่นคงทางสังคม และได้รับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนนธรรม โดยการกาหนดระเบียบและทรัพยากรของประเทศตนเอง ๒๓. สิทธิในการมีงานทาตามที่ต้องการ และได้รับการประกันการว่างงาน รวมทั้งได้รับ ค่าตอบแทนเท่ากัน สาหรับงานอย่างเดียวกัน และรายได้ต้องพอแก่การดารงชีพสาหรับตนเอง และครอบครัว ตลอดจนมีสิทธิก่อตั้ง และเข้าร่วมสหภาพแรงงาน ๒๔. สิทธิในการพักผ่อนและมีเวลาพักจากการทางาน ๒๕. สิทธิในการได้รับมาตรฐานการครองชีพอย่างเพียงพอ ได้รับปัจจัยสี่ สวัสดิการสังคม ประกันการว่างงาน เจ็บป่วย เป็นหม้าย ผู้สูงอายุ ตลอดจนต้องคุ้มครองแม่และเด็กเป็นพิเศษ ๒๖. สิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ๒๗. สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในวัฒนนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน และได้รับการคุ้มครองทรัพยสิน ทางปัญญา ๕๑
  • 70.
  • 71.
    สรุปสาระสาคัญของหลักสิทธิมนุษยชนสากล ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย ความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฎิบัติ ความมีสิทธิเข้าถึง สิทธิประเภทต่างๆ เกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นคน เชื้อชาติใด มีสัญชาติหรือไม่ นับถือศาสนาใด มีความเชื่อการเมืองใด ยากดีมีจน สูงต่าดาขาว เรียนมาก เรียนน้อย ล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย แม้คนเราจะแตกต่างทางร่างกาย สติปัญญา ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯ แต่ต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เว้นแต่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส อาจได้รับการสนับสนุน มากกว่า จนกว่ามีความใกล้เคียงกัน ตั้งแต่อยู่ในครรภมารดา จนเสียชีวิต ต้องเข้าถึง ได้รับ และปกป้อง คุ้มครองสิทธิ ทั้งสิทธิพลเมือง (ร่างกาย ชีวิต ทรัพยสินฯ) สิทธิ การเมือง สิทธิทางสังคม (การศึกษา สาธารณสุข) เศรษฐกิจ วัฒนนธรรมฯ
  • 72.
    ๔. สิทธิ เสรีภาพสิทธิมนุษยชนของไทย (คนไทย และคนที่อยู่ในประเทศไทย) เหมือนและแตกต่างกับ สิทธิมนุษยชนสากล อย่างไร ในส่วน สิทธิ เสรีภาพของผู้สัญชาติไทย มีขอบเขตกว้างกว่า ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย เช่น แรงงานต่างด้าว ผู้ไร้สัญชาติฯ ไทยนาเอาหลักสิทธิมนุษชนสากล มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และก.ม.ภายในหลายฉบับ สิทธิมนุษยชนไทย มีขอบเขตแคบกว่า เพราะไทยยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนบางฉบับ
  • 73.
    สิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชนของประชาชนที่รัฐกาหนดไว้เหมือนกัน และต่างกันกับ สิทธิมนุษยชนตามหลักสากลอย่างไร กฎบัตร UN มีวัตถุประสงค ๑ ใน ๔ ข้อเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนฯ ๙ ฉบับ สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนอื่น เช่น ผู้ลี้ภัย แรงงานฯ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ของประชาชน ในประเทศไทย เป็นไปตามที่ รัฐธรรมนูญฯ, ก.ม.ภายใน และ วัฒนนธรรมฯ สิทธิมนุษยชนสากล (UN)
  • 74.
    สิทธิมนุษยชนของไทย กับ สิทธิมนุษยชนสากล สิทธิมนุษยชนสากล ครอบคลุมมนุษยทุกคน ไม่ว่าสัญชาติใด ไม่ขึ้นกับก.ม.ของรัฐใด สิทธิมนุษยชนของไทย แคบกว่าฯ เป็นไปตามที่รับรอง คุ้มครองโดยรัฐ ธรรมนูญฯ ก.ม.ภายใน และพันธกรณีของไทยที่ มีต่อสนธิสัญญาฯ • ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย • สิทธิเสรีภาพ • ความเสมอภาค 11
  • 75.
    หลักสิทธิเสรีภาพของปชช.ในประเทศไทยและเวทีโลก เหมือนกันและต่างกันอย่างไร -หลักสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่มีในโลกนี้ อาจแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม โดยใช้ระบบการเมือง ศาสนาวัฒนนธรรมฯ กลุ่มแรก ประเทศในโลกตะวันตกที่มีระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย กลุ่มที่สอง ไทยและประเทศที่กาลังพัฒนนาการเมืองไปสู่เสรีประชาธิปไตยมากขึ้น กลุ่มที่สาม กลุ่มประเทศสังคมนิยม คอมมิวนิสต กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่ใช้ก.ม.ศาสนาหรือ ก.ม.ชีอะห (และกลุ่มย่อยอื่นๆอีก ๒ กลุ่ม) กลุ่มประเทศรัฐ อิสลามที่ใช้ก.ม. ชีอะห (อิหร่าน อิรัค จ.อาเจะห) กลุ่มประเทศสังคมนิยม คอมมิวนิสต (รัสเซีย จีน คิวบา เกาหลีเหนือ เวียตนามเหนือ กลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย ในเอเชียฯ ที่กาลังมีการพัฒนนา ทางการเมืองฯ(ไทย พม่าฯ ) กลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตยในโลก ตะวันตก สหรัฐฯแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด (บางประเทศ ในเอเชีย*) กลุ่มประเทศที่ปชช.ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม สังคมนิยม หรือปชต.แบบเผด็จการ กลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือมีข้อจากัดเรื่องสิทธิ (สิงคโปร ญี่ปุ่น) หรือปท.เสรีปชต. แต่ปชช.ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม(มาเลยเซีย ตุรกีฯ) มีข้อจากัดตามหลัก ศาสนาของสตรี.การ นับถือ/เปลี่ยนศาสนา มีข้อจากัดในสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจ สิทธิวัฒนนธรรม(ชกน.) มีข้อจากัดในสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิเศรษฐกิจฯ เนื่องจากอิทธิพลของฝ่ายทหารฯ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในปท.อื่น โดยภาคธุรกิจที่ไปลงทุน, การละเมิดฯ โดยอ้างการคุ้มครองผลประโยชนของรัฐ
  • 76.
    อยู่ในครรภ มารดา คลอดออกมา เป็นทารก วัยเด็ก เยาวชน ทางานเสียชีวิต วัยชรา มีคู่ครอง มีบุตรธิดา วัยเรียน สาเร็จการศึกษา เจ็บป่วย พิการ ฝากครรภ ได้เงินอุดหนุน แม่/ทารก เรียน หนังสือฟรี นม อาหารกลางวันฟรี ๓๐ บ.รักษาทุกโรค เบี้ยผู้พิการ,สิ่งอานวย ความสะดวกฯ เบี้ยชรา สวัสดิการ แจ้งเกิดเด็ก สัญชาติใดก็ได้ ปรึกษาทนายฯ, ได้ประกันตัว หลักสิทธิมนุษยชนสากล (ปฏิญญาสากล และสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน) รัฐธรรมนูญฯไทย และก.ม.ภายใน นโยบาย มติครม. เยียวยาผู้เสียหาย จาเลยคดีอาญาผู้บริสุทธิ์
  • 77.
  • 78.
    กติการะหว่างประเทศด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant onCivil Right and Political Rights 1966 : ICCPR) • ที่มาของกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ : • - มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆมาก จาเป็นต้องหารือจัดทากติกาฯนี้ขึ้นมา เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างกว้างๆให้ครอบคลุมในเนื้อหาของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การ จัดโครงสร้างองคกร กลไกการคุ้มครองสิทธิฯ พันธกรณีของรัฐภาคีฯ • วันที่มีผลบังคับใช้ : • - กติกาฯนี้ จัดทาขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ โดยสมัชชาใหญ่ได้รับรองฯเมื่อ ๑๖ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙ และ มีผลบังคับใช้เมื่อ ๒๓ มีนาคม ค.ศ.๑๙๗๖/พ.ศ.๒๕๑๙ • สาระสาคัญ และองคประกอบที่สาคัญ : • อารัมภบท : พันธกรณีของรัฐด้านสิทธิมนุษยชน หน้าที่ของบุคคลที่จะส่งเสริม คุ้มครองสิทธิ มนุษยชน สิทธิของบุคคลในด้านพลเมือง การเมือง สังคม วัฒนนธรรมอย่างเท่าเทียม • ส่วนที่ ๑ (ข้อ๑) : สิทธิในการกาหนดเจตจานงของตนเอง
  • 79.
    • ส่วนที่ ๒(ข้อ ๒-๕) : พันธกรณีของรัฐในการเคารพ ประกันสิทธิบุคคล ห้ามเลือก ประติบัติ การ ประกันการเยียวยา การห้ามการตีความไปจากัดสิทธิและเสรีภาพ • ส่วนที่ ๓ (ข้อ ๖-๒๗) : สาระของสิทธิพลเมืองกับสิทธิทางการเมือง สิทธิการมีชีวิตอยู่ ห้ามทรมาน ทาเยี่ยงทาส ห้ามจับตามอาเภอใจ ห้ามจาคุกเพราะไม่สามารถชาระหนี้ได้ ห้ามใช้ก.ม.อาญาให้มีผล ย้อนหลัง ห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสงคราม สร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติ เสรีภาพทางความคิด โยกย้ายถิ่นฐาน สิทธิของชายหญิงในการมีครอบครัว สิทธิในการชุมนุม การรวมเป็นสมาคม สิทธิใน การมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ การคุ้มครองบุคคลอย่างเสมอภาคตามก.ม. การคุ้มครองเด็ก การ รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อยฯ • ส่วนที่ ๔ (ข้อ ๒๘-๔๕) : การจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (HR Committee)หน้าที่ของ คณะกรรมการฯ ในการตรวจสอบการประติบัติตามพันธะกรณี พันธกรณีของรัฐต่อคณะกรรมการ สิทธิฯ • ส่วนที่ ๕ (ข้อ ๔๖-๔๗) : ห้ามตีความไปในทางขัดกม.ระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งมิให้ ตีความไปใน การที่จะริดรอนสิทธิที่จะใช้ประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติ • ส่วนที่ ๖ (ข้อ๔๘-๕๓) : กล่าวถึงการเข้าเป็นภาคี และการแก้ไขเพิ่มเติมกติกา
  • 80.
    • โครงสร้างองคกร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ: มีผู้เชี่ยวชาญ ๑๘ คน มีวาระ๔ ปี หน้าที่หลัก ๔ ประการคือ ตรวจรายงาน, ให้ข้อวินิจฉัย, รับเรื่องร้องเรียนจากรัฐ และรับเรื่องร้องเรียนจากบุคคล • กลไกการเสนอรายงาน : เสนอในปีแรกหลังวันที่กติกาฯมีผลบังคับใช้ และ ต่อมาทุก ๕ ปีหลังส่ง รายงานฉบับแรก • การเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย : โดยการภาคยานุวัติ เมื่อ ๒๗ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๙๖ /พ.ศ.๒๕๓๙ มี ผลบังคับใช้ ๓๐ มกราคม ค.ศ.๑๙๙๗/พ.ศ. ๒๕๔๐(เพราะไทยไม่ได้ร่วมเจรจาทา, มิได้ลงนามใน สนธิสัญญานี้มาก่อน) ซึ่งไม่มีผลย้อนหลัง โดยมีการทาข้อแถลงตีความ(interpretative declaration) ไว้ ๔ ข้อ ในเรื่องการสนับสนุนการแบ่งแยก ทาลายบูรณภาพแห่งดินแดนหรือ เอกภาพทางการเมืองของรัฐฯทั้งหมดหรือบางส่วน เรื่องการห้ามประหารชีวิต ซึ่งศาลมีดุลยพินิจฯ การนาตัวเข้าสู่การพิจารณาคดีโดยพลัน การห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทาสงครามฯ • ในกติกา ฯ มีกลไกรับคาร้องเรียนกล่าวหาทั้งจากรัฐภาคีด้วยกันว่า มีรัฐภาคีอื่นละเมิดสิทธิมนุษยชน และจากประชาชนที่เป็นพลเมืองในรัฐภาคี โดยร้องเรียนไปยังคณะกก.ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกติกา โดย กาหนดไว้ในพิธีสารเลือกรับซึ่งไทยยังไม่ลงนาม
  • 81.
    สรุปเนื้อหาของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง • ๑. สิทธิในชีวิต(การคุ้มครองชีวิตประชาชนไม่ให้ถูกทาให้เสียชีวิตโดยอาเภอใจ การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ การประหาร ชีวิตอาจทาได้สาหรับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดเท่านั้น ควรให้ขออภัยโทษ หรืออาจยกเลิกไปฯ) • ๒. ห้ามการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่าช้า (ต้องคุ้มครอง ป้องกัน ไม่ มีการซ้อม ทรมานฯ ให้มีการร้องเรียน สอบสวน ลงโทษผู้กระทาผิด ไม่ให้มีการนาข้อมูลจากการซ้อม ทรมานฯไปใช้ ดาเนินคดีฯ) • ๓. ห้ามการเอาตัวบุคคลลงเป็นทาส และการบังคับใช้แรงงาน (ไม่รวมถึงการรับราชการทหารตามก.ม.บังคับ การปฏิบัติหน้าที่ต่อประเทศ การทางานที่จาเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติที่คุกคามต่อความอยู่รอดของ ชุมชนฯ) • ๔. สิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล (ต้องไม่ถูกคุมขังโดยพลการ ต้องได้รับแจ้งข้อหา นาไปยังศาล หรือจนท.อื่นที่ใช้อานาจตุลาการ ต้องพิจารณาคดีโดยเร็ว การได้ค่าสินไหมทดแทนหากไม่ผิด) • ๕.สิทธิของบุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ (บุคคลทั้งปวงที่ถูกลิดรอนเสรีภาพต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความมี มนุษยธรรม และความเคารพในศักดิศรีแต่กาเนิดแห่งความเป็นมนุษย์)
  • 82.
    • ๖.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (การพิจารณาจากศาลอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม,สันนิษฐานว่า เป็นผู้บริสุทธิ์,มีหลักประกันขั้นต่าในการดาเนินคดีอาญาเช่น ทราบข้อหา,ให้การหรือไม่ก็ได้,ต่อสู้คดี ดาเนินคดีเปิดเผย รวดเร็ว,ได้ความช่วยเหลือเรื่องทนาย,ล่าม,ไม่ถูกดาเนินคดีซ้า,ได้รับการเยียวยาเมื่อตัดสินพลาด,สิทธิอุทธรณ์,พิจารณา คดีเด็กฯ) • ๗. เสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ (พลเมืองของรัฐย่อมอยู่ในดินแดนของรัฐนั้นโดยชอบ ด้วยกฎหมายเสมอ มีเสรีภาพเดินทาง ตั้งถิ่นฐาน การจากัดสิทธิจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และจะต้องไม่มีการใช้ดุลย พินิจโดยไม่มีขอบเขตฯ) • ๘. สิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย (เป็นหลักการขั้นพื้นฐานสาหรับบุคคลที่จะได้รับสิทธิ หรือได้ใช้ สิทธิอื่นๆ และเป็นการยืนยันถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคนฯ) • ๙. สิทธิในความเป็นส่วนตัว (ได้รับความคุ้มครองจากการ แทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการ ติดต่อสื่อสารฯ) • ๑๐. สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา (เสรีภาพทางความคิดและมโนธรรมหรือเสรีภาพที่จะ ยึดถือศาสนาหรือความเชื่อตามที่ตน เลือก ได้รับการคุ้มครองเต็มที่โดยไม่มีเงื่อนไข แต่การปฏิบัติอาจมีข้อจากัดได้
  • 83.
    • ๑๑. สิทธิในเสรีภาพในความคิดเห็นและการแสดงออก(สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก ต้องควบคู่ไปกับ หน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษ ) • ๑๒. การห้ามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการสงคราม และการสนับสนุนให้เกิดความ เกลียดชัง (ข้อห้ามดังกล่าว สอดคล้องเต็มที่กับ สิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกตามข้อ ๑๙ ซึ่งการใช้สิทธิดังกล่าวต้องควบคู่ไปกับหน้าที่และ ความรับผิดชอบพิเศษ) • ๑๓. สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ (รัฐต้องไม่แทรกแซงเพื่อควบคุมการใช้สิทธินั้น แต่สามารถจากัดการใช้สิทธิ ดังกล่าว โดยต้องบัญญัติเป็นก.ม.และต้องอยู่บนพื้นฐานของความจาเป็น) • ๑๔. สิทธิในเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม (รวมกันเป็นสมาคม ก่อตั้ง เข้าร่วมสหภาพแรงงานฯ) • ๑๕. สิทธิทางการเมือง (ร่วมในการบริหารรัฐกิจ ออกเสียง ลงประชามติ สมัครรับเลือกตั้งการสื่อสารสาธารณะฯ) • ๑๖ การคุ้มครองครอบครัว (สมรส อยู่ร่วมกัน ตัดสินใจต่างๆฯ) • ๑๗ สิทธิของเด็ก (เด็กได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษ การเน้นผลประโยชนของเด็กเป็นสาคัญฯ) • ๑๘.สิทธิชนกลุ่มน้อย (บุคคลที่เป็นสมาชิกคนกลุ่มน้อย จะต้องไม่ถูกปฏิเสธสิทธิในการร่วมกับสมาชิกอื่นของกลุ่ม ในการใช้สิทธิวัฒนธรรมของตน ในการ ปฏิบัติศาสนา และในการพูดภาษาของตนฯ) • ๑๙. การคุ้มครองคนต่างด้าวภายใต้กติกา (คนต่างด้าวและพลเมืองของ ประเทศ ย่อมมีสิทธิทุกอย่างที่ระบุใน กติกา โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ยกเว้นก็แต่สิทธิ บางอย่างในกติกาที่สงวนไว้เฉพาะพลเมืองของประเทศ)
  • 84.
    กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (InternationalCovenant on Economic, Social and Cultural Rights :ICESCR) • ที่มา : • - กติกาฯเป็นส่วนหนึ่งของตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ร่วมกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธมนุษยชน (UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และรวมถึงพิธีสาร เลือกรับที่หนึ่งและที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองด้วย • - ผ่านมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1966 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1976 เป็นต้นมา • คณะกรรมการฯที่กากับดูแล : - คณะกรรมาธิการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนนธรรมแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน สิทธิมนุษยชนอิสระ 18 คน เลือกตั้งมาดารงตาแหน่งสมัยละสี่ปี โดยมีสมาชิกครึ่งหนึ่งเลือกตั้งทุกสองปี ไม่ เหมือนกับหน่วยงานเฝ้าตรวจสิทธิมนุษยชนอื่น คณะกรรมาธิการฯ มิได้จัดตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาที่ตนดูแล แต่ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสภาเศรษฐกิจและสังคมฯ - คณะกรรมาธิการฯ ประชุมกันทุกเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายนในกรุงเจนีวา
  • 85.
    •สาระสาคัญ : กติกาฯผูกมัดภาคีให้ทางานเพื่อมุ่งสู่การให้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง (ESCR) แก่ปัจเจกบุคคล รวมถึงสิทธิแรงงานและสิทธิในสุขภาพอนามัย สิทธิในการศึกษา ตลอดจนสิทธิใน มาตรฐานการครองชีพที่พอเพียง •ส่วนที่ 1 (ข้อ 1) กล่าวถึงสิทธิในการกาหนดเจตจานงตนเอง •ส่วนที่ 2 (ข้อ 2-5) กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่จะดาเนินมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ •ส่วนที่ 3 (ข้อ 6-15) กล่าวถึงสาระของสิทธิ ได้แก่ สิทธิในการทางาน สิทธิในชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สิทธิในด้านการศึกษา สิทธิ ด้านสุขภาพ สิทธิในวัฒนนธรรม •ส่วนที่ 4 (ข้อ 16-25) กล่าวถึง พันธกรณีของรัฐในการจัดทารายงานประเทศ และบทบาทของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมใน การตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณี ร่วมกับกลไกอื่นๆ ของสหประชาชาติ •ส่วนที่ 5 (ข้อ 26-31) กล่าวถึงการเข้าเป็นภาคีและการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกติกา
  • 86.
    • การเข้าเป็นภาคี : -ประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2542 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2542 • ถ้อย/คาแถลงตีความ (Declaration) และข้อสงวน (Reservation) : -ไทยมีถ้อยแถลงตีความในการใช้สิทธิการกาหนดเจตจานงตนเอง ซึ่งไทยมิให้ตีความว่าอนุญาตหรือสนับสนุน การกระทาใดที่จะเป็นการแบ่งแยกดินแดน(ตามความหมายในVienna Declaration and Programme of Action) • พิธีสารเลือกรับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนนธรม : - เป็นความตกลงเสริมต่อกติกาฯ ซึ่งเปิดให้ภาคีรับรองอานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการว่าด้วยสิทธิทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนนธรรมเพื่อพิจารณาคาร้องทุกขจากปัจเจกบุคคล - พิธีสารเลือกรับฯ ได้รับการลงมติรับโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. พ.ศ. 2551 เปิดให้ลง นามเมื่อวันที่ 24 ก.ย. พ.ศ. 2552 พิธีสารฯ จะมีผลใช้บังคับเมื่อภาคีให้สัตยาบันครบ 10 ประเทศ การรายงาน : - รัฐภาคีถูกกาหนดให้ส่งรายงานเป็นประจาต่อคณะกรรมาธิการฯ เป็นสรุปย่อมาตรการก.ม. ตุลาการ นโยบาย หรือมาตรการอื่นซึ่งรัฐได้ดาเนินเพื่อนาสิทธิที่ยืนยันในกติกาฯ ไปปฏิบัติ รายงานฉบับแรกมีกาหนดภายในสองปี ของการให้สัตยาบันกติกาฯ ส่วนรายงานหลังจากนั้นมีกาหนดทุกห้าปี ] คณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบรายงานแต่ ละฉบับและหยิบยกความกังวลและการแนะนาของตนแก่รัฐภาคีในรูปของ "ข้อสังเกตเชิงสรุป"
  • 87.
    อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention onElimination of All Forms of Racial Discrimination 1965: ICERD) • ที่มาของอนุสัญญาฉบับนี้ : • มีฐานคิด ความเชื่อที่ผิดๆว่าเชื้อชาติหนึ่งเหนือกว่าเชื้อชาติอื่น มีปัญหาการล่าอาณานิคม การ เหยียดผิว การเลือกปฏิบัติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ ต่อคนบางเชื้อชาติ เกิดขึ้นมานาน ในหลายประเทศ ทาให้กระทบต่อคุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ สันติภาพ ระหว่างประเทศ จาเป็นต้องขจัดการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติฯ • วันที่มีผลบังคับใช้ : • สมัชชาใหญ่ฯได้รับรองอนุสัญญาฯนี้เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๖๕ /พ.ศ.๒๕๐๘ และมีผลบังคับใช้ เมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ ค.ศ.๒๐๐๓/พ.ศ.๒๕๔๖ • สาระสาคัญ : อารัมภบทและเนื้อหา ๓ ส่วนๆที่๑(ข้อ๑-๗),ที่๒(ข้อ๘-๑๔๖,ที่๓(๑๗-๒๕) • อารัมภบท : เจตนารมณและกฎบัตรของUN และอนุสัญญานี้ที่จะแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติฯ
  • 88.
    • ภาคที่ ๑: ความหมาย แนวคิดการขจัดการเลือกปฏิบัติ บทบาทของรัฐภาคี ในการขจัดการ เลือกปฏิบัติฯ • ข้อ ๑ ความหมาย การใช้/ตีความฯ การใช้มาตรการพิเศษสาหรับบางเชื้อชาติ • ๑.๑ มีคาจากัดความของการเลือกประติบัติ (การจาแนก การกีดกัน การจากัดหรือการ เอื้ออานวยพิเศษเพราะเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสายหรือชาติกาเนิด หรือเผ่าพันธุ • ๑.๒ การใช้อนุสัญญานี้จะไม่ใช้กับการจาแนก กีดกัน จากัด หรือเลือก โดยรัฐภาคีในการ ปฏิบัติระหว่างบุคคลที่เป็นพลเมืองและไม่ใช่พลเมืองของรัฐ • ๑.๓ การตีความอนุสัญญาฯจะไม่กระทบต่อกม.ภายในในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ สัญชาติ และการให้สัญชาติ หากเนื้อหาของกม.ภายในนั้นไม่ได้เลือกปฏิบัติระหว่างชนเชื้อชาติหนึ่ง ชาติใดโดยเฉพาะ • ๑.๔ มาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองกลุ่มคนบางกลุ่ม/เผ่าพันธุ ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติทาง เชื้อชาติ( เช่น ชาวอินเดียแดงในUS)
  • 89.
    • ข้อ ๒: บทบาทหน้าที่ของรัฐภาคีในการขจัดการเลือกปฏิบัติ • ๒.๑ รัฐภาคีประฌามการเลือกปฏิบัติฯ มีนโยบายขจัดการเลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความเข้าใจ ของชนทุกเชื้อชาติฯ • ก.รัฐภาคีไม่กระทาการเลือกปฏิบัติฯ รัฐประกันว่าจนท.,หน่วยงานรัฐ ต้องไม่ทาการ เลือกปฏิบัติฯด้วย • ข. รัฐภาคีไม่อุปถัมภช่วยเหลือ สนับสนุนการเลือกปฏิบัติฯ • ค. รัฐภาคีทบทวนนโยบายฯในระดับต่างๆ และแก้ไข ยกเลิก ก.ม.ระเบียบที่เอื้อต่อการเลือก ปฏิบัติฯ • ง. รัฐภาคีจะห้าม ยกเลิกการเลือกปฏิบัติฯ รวมทั้งออกก.ม.ที่ใช้ตามความจาเป็น • ฉ. รัฐภาคีจะสนับสนุนการดาเนินงานขององคกรที่ประสานหลายเชื้อชาติฯ ไม่สนับสนุนการ แบ่งแยกเชื้อชาติ
  • 90.
    • ๒.๒ เมื่อสถานการณเหมาะสมรัฐภาคีมีมาตรการพิเศษเพื่อประกันให้มีการพัฒนนา และ คุ้มครองกลุ่มคนบางเชื้อชาติ ให้มีสิทธิฯ เสรีภาพขั้นพื้นฐานสมบูรณ แต่ต้องไม่ให้เกิดการ แบ่งแยกอย่างต่อเนื่องเมื่อบรรลุผลแล้ว • ข้อ ๓ รัฐภาคีประณามการแบ่งแยกเชื้อชาติและลัทธิแบ่งแยกผิว และจะป้องกัน ห้าม และ ขจัดการปฏิบัติฯในพื้นที่รัฐของตน • ข้อ ๔ รัฐภาคีประณามการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ว่าชนชาติ กลุ่มบุคคลตามสีผิว เผ่าพันธุกาเนิด ใดเหนือกว่ากลุ่มอื่น หรือส่งเสริมความเกลียดชังฯ และต้องมีมาตรการดาเนินงานขจัดการ เลือกปฏิบัติฯเหล่านี้ - จะประกาศให้การเผยแพร่ /กระตุ้น การกระทาที่รุนแรงต่อกลุ่มเชื้อชาติ/สีผิวอื่น การ สนับสนุนการเงินต่อกิจกรรมชาตินิยมฯเป็นความผิด และมีโทษ - จะประกาศให้องคกร ,กิจกรรม,การโฆษณาที่ส่งเสริม/กระตุ้นการเลือกปฏิบัติ เป็นสิ่งผิด ก.ม. และต้องห้าม การเข้าร่วมฯจะมีความผิด และมีโทษฯ - จะไม่อนุญาตให้จนท.รัฐ /องคกรรัฐ ระดับต่างๆไปส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เลือกปฏิบัติ
  • 91.
    • ข้อ ๕เป็นเรื่องการประกันสิทธิฯของรัฐภาคี • ก. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ของคนเชื้อชาติต่างๆในรัฐนั้น • ข. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากรัฐในเรื่องสวัสดิภาพ จากการกระทาความรุนแรงของ บุคคล องคกรใด และจนท.รัฐ • ค. สิทธิทางการเมือง เช่น การลงสมัครรับเลือกตั้ง ,การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การร่วมใน รัฐบาล การร่วมในกิจกรรมสาธารณะต่างๆ • ง. สิทธิพลเมืองอื่น เช่น การโยกย้าย พานักอาศัยในรัฐ การเดินทางไป ต่างประเทศและ กลับประเทศตน การมีสัญชาติ การสมรสและเลือกคู่ การครอบครองทรัพยสิน การรับมรดก เสรีภาพทางความคิด การนับถือศาสนา การแสดงออก การรวมกลุ่ม การชุมนุมโดยสงบ • ฉ. สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรม เช่น สิทธิในการทางาน การจัดตั้ง/ร่วมในสหภาพ การมีที่อยู่อาศัย การรับบริการสาธารณสุข การศึกษา การเข้าร่วมในกิจกรรมทางวัฒนนธรรม • ช. สิทธิในการเข้าถึงสถานที่และบริการใดๆสาหรับสาธารณะชน เช่น การเดินทางขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟโรงละคร สวนสาธารณะ
  • 92.
    • ข้อ ๖รัฐภาคีจะรับประกันต่อทุกคนในเขตรัฐว่าจะได้รับความคุ้มครองและเยียวยาต่อการ เลือกปฏิบัติฯที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยผ่านกลไกหน่วยงานรัฐและ ศาลยุติธรรม • ข้อ ๗ รัฐภาคีจะให้มี สารสนเทศ การศึกษา สอนฯเพื่อที่จะต่อสู้กับอคติที่นาไปสู่การเลือก ปฏิบัติฯ เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจ ฯระหว่างชาติ กลุ่มเชื้อชาติ/เผ่าพันธุต่างๆ เพื่อเผยแพร่ เจตนารมณและหลักการของกม.ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอนุสัญญาฯนี้ • ภาค ๒ การตั้งและหน้าที่ของกก. แนวทางการปฏิบัติของรัฐภาคีและกก. • ข้อ ๘ การจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติฯ มีสมาชิก ๘ คน เลือกตั้งมา จากตัวแทนที่รัฐภาคีเลือกมา คณะกก.ที่ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ให้ตั้งขึ้น ๖ เดือนหลังมีอนุสัญญา ฯและต่อไป อย่างน้อย ๓ เดือนก่อนวันเลือกตั้งแต่ละครั้ง มีวาระ ๔ ปี รัฐสภาคีออกค่าใช้จ่าย เอง
  • 93.
    • ข้อ ๙การจัดทารายงานของรัฐภาคี ทาภายใน ๑ ปีหลังอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้กับรัฐภาคี ต่อไปทุก ๒ ปี และเมื่อคณะกรรมการร้องขอฯ • ข้อ ๑๐ การจัดทาระเบียบ ข้อบังคับการประชุมคณะกก., การคัดเลือกเจ้าหน้าที่ของคณะกก.ฯ มีวาระ ๒ ปี,มีสานักงานเลขานุการ, สถานที่จัดประชุมคณะกรรมการ (ปกติจัดที่สานักงานใหญ่ UN) • ข้อ ๑๑ แนวทางขั้นตอนในการปฏิบัติของรัฐภาคี เมือเห็นว่า รัฐภาคีอื่นไม่ปฏิบัติตาม อนุสัญญาฯนี้คือ ส่งเรื่องให้คณะกก.ฯ พิจารณา โดยคณะกก.จะส่งเรื่องให้รัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ใน ๓ เดือน เพื่อให้ชี้แจงคาอธิบาย และวิธีแก้ไขฯเป็นลายลักษณอักษรมา หากไม่มีการ ปรับแก้เป็นที่พอใจใน ๖ เดือน ก็นาเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกก.อีกครั้งฯ • ข้อ ๑๒ แนวทางปฏิบัติ หากการแก้ไขปัญหาตามข้อ ๒.๑๑ ไม่ประสบผลสาเร็จ ให้ใช้การไกล่ เกลี่ยโดยคณะกรรมาธิการฯ มีรายละเอียดเรื่องการแต่งตั้งกรรมาธิการ(กมธ.) สถานที่ประชุม ค่าใช้จ่าย การส่งข้อมูลของรัฐคู่กรณีมายังกมธ.
  • 94.
    • ข้อ ๑๓การจัดทารายงานและข้อแนะนาฯของกมธ. การส่งรายงานให้ประธานกมธ. และ คู่กรณี ระยะเวลาส่งรายงานให้รัฐภาคีคู่กรณี(๓ เดือน) การตอบกลับของรบคู่กรณีมายัง ประธานกมธ. • ข้อ ๑๔ การประกาศรับข้อร้องเรียนและการดาเนินงานของคณะกก.ฯมีเงื่อนไข ขั้นตอนฯคือ • - รัฐภาคี ที่ถูกกลุ่มคนฯในรัฐร้องเรียนว่าถูกละเมิดสิทธิฯ ต้องยอมรับอานาจของคณะกก.ด้วย • - รัฐภาคีที่ถูกร้องเรียน ต้องดาเนินการตามกระบวนการ/ขั้นตอนตามก.ม.ของรัฐฯนั้นแล้ว เช่น มีหน่วยงานรับพิจารณาข้อร้องเรียน มีมาตรการแก้ไขปัญหาฯแล้ว แต่ไม่บังเกิดผล โดยรัฐ ภาคีนั้นต้องส่งเอกสารข้อมูลให้เลขาธิการฯUNทราบ • - หากหน่วยงานของรัฐฯไม่สามารถดาเนินการแก้ไขปัญหาได้ใน ๖ เดือน ผู้ร้องเรียนมีสิทธิ ร้องเรียนไปยังคณะกก.ฯของUNได้ • - คณะกก.จะแจ้งเรื่องร้องเรียนฯให้รัฐภาคีทราบโดยปกปิดชื่อบุคคล/กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • 95.
    •- รัฐที่ถูกร้องเรียนต้องส่งคาอธิบายฯให้คณะกก.ฯทราบหลังจากได้รับเรื่องจากคณะ กก.ฯ • -คณะกก.ฯจะไม่รับเรื่องร้องเรียนหากผู้ร้องเรียนไม่ได้ดาเนินการตามกระบวนการ ภายใน และเวลาที่กาหนด • - คกก.ฯจะพิจารณาข้อมูลจากผู้ร้องเรียนและรัฐภาคี และจะส่งข้อเสนอ/ข้อแนะนา ไปยังรัฐภาคีและผู้ร้องฯ • - คณะกก.ฯจะสรุปข้อร้องเรียน คาอธิบาย ข้อแถลงของรัฐภาคี ข้อเสนอแนะฯไว้ใน รายงานประจาปี • - คณะกก.จะมีอานาจปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้ ต้องมีรัฐภาคีอนุสัญญาฯอย่างน้อย ๑๐ รัฐ ประกาศยอมรับอานาจของคณะกก.ฯ
  • 96.
    • ข้อ ๑๕เป็นเรื่องประเทศและกลุ่มชนที่ตกเป็นอาณานิคมว่า ไม่ตัดสิทธิกลุ่มชนเหล่านี้ที่จะร้องเรียน ระหว่างที่รอปฏิญญาว่าด้วยการคืนเอกราชแก่ประเทศ กลุ่มชนที่ตกเป็นอาณานิคมฯ โดยมีคณะกก. ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติฯที่จัดตั้งขึ้น เป็นผู้รับข้อร้องเรียนและดาเนินการฯ • ข้อ ๑๖ การนาอนุสัญญาฯนี้ไปใช้ดาเนินการกับการยุติข้อพิพาทหรือข้อร้องเรียน ต้องไม่มีอคติ และรัฐภาคีอาจแสวงหากระบวนการอื่นๆเพื่อยุติข้อพิพาทหรือข้อร้องเรียนในเรื่องการเลือกปฏิบัติ ฯตามที่กาหนดไว้ในความตกลงระหว่างประเทศฯ • ภาค ๓ การเป็นภาคีอนุสัญญาฯของรัฐต่างๆ การเพิกถอน การแก้ไขอนุสัญญาฯ • ข้อ ๑๗ อนุสัญญาฯนี้ เปิดให้รัฐที่เป็นสมาชิก UN สมาชิกทบวงชานัญพิเศษ สมาชิกภาคีศาล ยุติธรรมระหว่างประเทศ และรัฐอื่นที่UN เชิญฯ เข้าเป็นภาคี และต้องมีการให้สัตยาบัน (ratification) แล้วเก็บไว้ที่เลขาธิการUN • ข้อ ๑๘ รัฐอาจเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฯนี้ โดยใช้วิธีภาคยานุวัติ(accession) ซึ่งรัฐนั้นมิได้ร่วม เจรจา หรือลงนามมาก่อนได้ โดยจะมีผลเมื่อมอบภาคยานุวัติสารให้เลขาธิการUNเก็บรักษาไว้
  • 97.
    • ข้อ ๑๙อนุสัญญาฯนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อครบกาหนด ๓๐ วันหลังจากมีการมอบสัตยาบันสาร และภาคยานุวัติสาร ฉบับที่ ๒๗ ต่อเลขาธิการUN แล้ว สาหรับรัฐที่ให้สัตยาบันหรือเข้า ภาคยานุวัติฯแล้ว จะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น ๓๐ วัน • ข้อ ๒๐ รัฐอาจตั้งข้อสงวน(reservation) ได้ ถ้าข้อสงวนนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค และเจตนารมณของอนุสัญญาฯ ในขณะที่รัฐให้สัตยาบัน(ratification)หรือภาคยานุวัติ (accession)อนุสัญญาฯ นี้ แล้วส่งให้เลขาธิการUN โดยข้อสงวนนี้จะถูกส่งต่อไปยังรัฐ ภาคีหรือรัฐที่จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ รัฐภาคีที่ต้องการคัดค้านข้อสงวนนี้ต้องแจ้งคัดค้าน ต่อเลขาธิการUN ภายใน ๙๐ วัน นับแต่ได้รับแจ้งฯ และรัฐอาจถอนข้อสงวน (reservation)ได้ทุกโอกาสโดยแจ้งต่อเลขาธิการUN และจะมีผลในวันที่เลขาธิการUN ได้รับเอกสารเอกสารแจ้งมา
  • 98.
    • ข้อ ๒๑การเพิกถอนอนุสัญญาฯของรัฐภาคี ทาได้โดยแจ้งเป็นลายลักษณอักษรไปยัง เลขาธิการUN และจะมีผลใช้บังคับ ๑ ปีหลังจากเลขาธิการUN ได้รับแจ้ง • ข้อ ๒๒ รัฐภาคีสองรัฐหรือมากกว่าที่มีข้อพิพาทกัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตีความหรือการ นาอนุสัญญาฯไปใช้ ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้โดยการเจรจา หรือโดยกระบวนการที่ระบุไว้ใน อนุสัญญาฯ รัฐคู่กรณีอาจร้องขอให้เสนอต่อไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อพิจารณา ยกเว้นแต่รัฐคู่กรณีตกลงกันได้ที่จะใช้วิธีอื่น • ข้อ ๒๓ การแก้ไขอนุสัญญาฯของรัฐภาคี อาจขอให้มีการแก้ไขได้ทุกเมื่อโดยแจ้งเป็นลาย ลักษณอักษรไปยังเลขาธิการUN และสมัชชาUNจะเป็นผู้ตัดสินใจดาเนินการต่อไป • ข้อ ๒๔ การแจ้งให้รัฐภาคีทราบเรื่องการลงนามให้สัตยาบัน การภาคยานุวัติอนุสัญญา วันที่ อนุสัญญาฯมีผลบังคับใช้ การติดต่อและการประกาศเรื่องการรับและดาเนินการเรื่องข้อ ร้องเรียน การรับข้อสงวนของรัฐ การแก้ไขอนุสัญญาฯนั้น เลขาธิการUN จะเป็นผู้ดาเนินการ
  • 99.
    • ข้อ ๒๕อนุสัญญาฯที่จัดทาขึ้นเป็นต้นฉบับ ใช้ ๕ ภาษาคือ ภาษาจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เก็บรักษาไว้ที่สานักบรรณสารของUN และเลขาธิการUN จะส่งสาเนาอนุสัญญาฯที่รับรอง แล้วไปยังรัฐภาคี • คณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ : • ประกอบด้วยกรรมการ ๑๘ คน มาจากผู้ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐภาคี กก.แต่ละคนปฏิบัติ หน้าที่อย่างอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในนามรัฐของตน โดยมีวาระ ๔ ปี หน้าที่ที่สาคัญมี ๔ ประการคือ การตรวจรายงานและให้ข้อคิดเห็นแก่รัฐภาคีในการตีความ พันธกรณี ให้ข้อวินิจฉัยและข้อแนะนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี ในกรณีที่เป็ นไปตาม ข้อกาหนด คณะกก.อาจรับข้อร้องเรียนจากรัฐภาคี เมื่ออ้างว่าถูกละเมิดจากรัฐอื่น การรับข้อ เรียนจากบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่ถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติโดยรัฐภาคี ในกรณีที่เป็นไปตาม ข้อกาหนด • การเสนอรายงาน : ภายในปีแรกนับแต่วันที่อนุสัญญามีผลใช้บังคับ และทุกๆ ๔ ปี หลังส่ง รายงานฉบับแรก หรือเมื่อได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการฯ
  • 100.
    อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ายีศักดิ์ศรี (Convention againstTorture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment 1984: CAT) • ที่มาของอนุสัญญาฯ : • มีการปฏิบัติหรือการลงโทษ การทรมานต่อประชาชน ผู้ต้องหาฯที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ายีศักดิ์ศรี โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในหลายประเทศ จึงจาเป็นต้องจัดทาอนุสัญญานี้ขึ้นเพื่อขจัดการปฏิบัติดังกล่าว • วันที่มีผลบังคับใช้ : • สมัชชาใหญ่ฯรับรองอนุสัญญานี้เมื่อ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๘๔/พ.ศ.๒๕๒๗ มีผลบังคับ ใช้ ๒๖ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๘๔/พ.ศ.๒๕๓๐ (ไทยเป็นภาคี ตุลาคม ๒๕๕๐ มีผลบังคับใช้ พฤศจิกายน ๒๕๕๐) • สาระสาคัญ : • อารัมภบท : • ส่วนที่ ๑ (ข้อที่ ๑-๑๖) : คานิยามของการทรมาน การกาหนดให้การทรมานเป็นความผิดที่ลงโทษได้ตาม กม.อาญา เขตอานาจที่เป็นสากล หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  • 102.
    • ส่วนที่ ๑(ข้อที่ ๑-๑๖) : คานิยามของการทรมาน การกาหนดให้การทรมานเป็นความผิดที่ลงโทษได้ ตามกม.อาญา เขตอานาจที่เป็นสากล หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน • ส่วนที่ ๒ (ข้อที่ ๑๗-๒๔) : การจัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน ซึ่งเป็นองคกรกากับดูแล ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระจานวน ๑๐ คน ที่แต่งตั้งโดยภาคีสมาชิก อานาจหน้าที่และการ ปฏิบัติงานของคณะ กรรมการฯ การร้องเรียนของรัฐและการร้องเรียนจากบุคคลแต่ละคน • ส่วนที่ ๓ (ข้อที่ ๒๕-๓๓) : กระบวนการเข้าเป็นภาคี ผลการบังคับใช้อนุสัญญา การแก้ไขอนุสัญญา โดยเฉพาะข้อสงวน การระงับข้อพิพาท • คณะกรรมการอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ : • ประกอบด้วยกรรมการจานวน ๑๐ คน เสนอชื่อโดยรัฐภาคี กก.แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระใน ฐานะผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวาระ ๔ ปี หน้าที่ของคณะกก.คือ ตรวจรายงานและให้ความเห็น,ให้ข้อ วินิจฉัยและข้อแนะนาแก่รัฐภาคีในการปฏิบัติตามพันธกรณี, รับข้อร้องเรียนจากปัจเจกบุคคลที่อ้าง ว่าถูกละเมิดโดยรัฐภาคี ในกรณีที่เป็นไปตามข้อกาหนด • การรายงาน : • ภายในปีแรกนับแต่สนธิสัญญามีผลใช้บังคับ และเสนอรายงานเพิ่มเติมทุก ๔ ปีหลังการส่งรายงาน ฉบับแรก
  • 103.
    • การเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย : •โดยการภคยานุวัตรเมื่อ ๒ ต.ค.พ.ศ.๒๕๕๐ และมีผลบังคับใช้เมื่อ ๑ พ.ย. พ.ศ.๒๕๕๐ • ประเทศไทยดาเนินการ • ก. จัดทา คา/ข้อแถลงตีความไว้ใน • ข้อที่ ๑ เรื่องนิยามของการทรมาน เนื่องจากปอ.ของไทย ไม่มีบทบัญญัติจากัดความของคาว่า ทรมานไว้ ไทยจึงตีความหมายตามกม.อาญาของไทยที่ใช้อยู่ • ข้อที่ ๔ เรื่องการกาหนดให้การทรมานทั้งปวงเป็นความผิดที่ลงโทษได้ตามปอ.และนาหลักการนี้ ไปใช้กับการพยายาม การสมรู้ร่วมคิด และการมีส่วนร่วมในการทรมาน ไทยตีความในกรณี ดังกล่าวตามปอ.ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน • ข้อที่ ๕ เรื่องให้รัฐภาคีดาเนินมาตรการต่างๆที่อาจจาเป็น เพื่อให้ตนมีอานาจเหนือความผิดที่ อ้างถึงตามข้อ ๔ โดยไทยตีความเข้าใจว่าเขตอานาจเหนือความผิดดังกล่าวเป็นไปตามปอ.ที่ใช้ บังคับอยู่ในปัจจุบัน • ข. จัดทาข้อสงวน (ที่ไทยยังไม่สามารถปฏิบัติได้)ไว้ในข้อที่ ๓๐ ของอนุสัญญา โดยไทยไม่รับอานาจ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการนาอนุสัญญาไป ใช้ ที่คู่พิพาทไปร้องขอต่อศาลฯ
  • 104.
    อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Covenant forthe Protection of All Persons from Forced Disappearance 2006 : ICPD) • ที่มาของอนุสัญญา : • มีบุคคลถูกใช้กาลังบังคับนาตัวและสูญหายไป(โดยเจ้าหน้าที่รัฐ)ในหลายประเทศ และผู้สั่งการ หรือผู้ปฏิบัติฯยังไม่ถูกนาตัวมาดาเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม • วันที่มีผลบังคับใช้ : • สมัชชาใหญ่ฯได้รับรองอนุสัญญานี้เมื่อ ๑๘ ธันวาคม ค.ศ.๒๐๐๖/พ.ศ.๒๕๔๙ (ไทยลงนามเมื่อ มกราคม ๒๕๕๕ อยู่ในระหว่างการเตรียมการ) • สาระสาคัญ : • อารัมภบท :
  • 105.
    คดีอุ้มหาย กรณีทนายสมชาย อุ้มแขวนคอที่กาฬสินธ์เอกยุทธ และบิลลี่ คดีจับผู้ต้องหาแขวนคอที่กาฬสินธพ.ศ.๒๕๔๗ คดีอุ้มบิลลี่ หายตัวไป ปีพ.ศ.๒๕๕๗ คดีอุ้มทนายสมชาย ปีพ.ศ.๒๕๔๖
  • 106.
    • ส่วนที่ ๑(ข้อ ๑-๒๕ ) : คานิยามของการหายสาบสูญโดยถูกกาลังบังคับ พันธกรณีและ มาตรการของรัฐ ในการกาหนดความผิดและบทลงโทษของการใช้กาลังบังคับ และการดาเนินการต่อผู้ใช้กาลังบังคับฯและ ผู้บังคับบัญชาที่รู้เห็น สั่งการ อายุความดาเนินคดี การคุ้มครองผู้ร้องเรียน การส่งผู้ร้ายข้ามแดน • ส่วนที่ ๒ (ข้อ ๒๖-๓๖) : การจัดตั้งคณะก.ก.ว่าด้วยการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ การเลือกตั้งคณะ ก.ก. บทบาทหน้าที่ของคณะก.ก. การจัดทารายงานของรัฐภาคี การร้องเรียนของญาติผู้สูญหาย • ส่วนที่ ๓ (ข้อ ๓๗- ๔๕) : กระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ผลการบังคับใช้ การจัดการข้อพิพาท การ แก้ไขอนุสัญญา • คณะก.ก.ว่าด้วยการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ : ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ๑๐ คน ได้รับเลือกตั้งมา จากรัฐภาคี โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง มีวาระ ๔ ปี • การเสนอรายงาน : ภายใน ๒ ปีหลังจากอนุสัญญามีผลบังคับใช้ คณะก.ก.ฯจะพิจารณารายงานและให้ ความเห็น ข้อเสนอแนะ • การเข้าเป็นภาคีของไทย : ไทยลงนามเมื่อ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ แต่ยังไม่ให้สัตยาบัน
  • 107.
    ทาไมจึงต้องมีมาตรฐานสากลในการคุ้มครองเด็ก • เด็กถูกละเมิดสิทธิ ในประเทศต่างๆทั่วโลกอาจมีความรุนแรงมากน้อย หรือลักษณะของการ ละเมิดฯที่คล้ายกันหรือแตกต่างกัน • ประเทศต่างๆต่างมีอานาจอธิปไตย มีก.ม.ของตนเองในการคุ้มครองเด็ก และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งมี ความครอบคลุมและความละเอียดของก.ม.แตกต่างกันไปขึ้นไปปัจจัยต่างๆ • องคกรสหประชาชาติ จึงได้จัดทาก.ม.ระหว่างประเทศที่ใช้คุ้มครองสิทธิเด็ก คือ อนุสัญญาสิทธิ เด็กฯ เพื่อให้เป็นมาตรฐานกลาง • หากประเทศใดมีความพร้อม ก็สามารถเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็ก (และก.ม.ย่อยที่ออกมา ภายหลังฯ) ตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ หรือแม้บางประเทศอาจมีปัญหาอุปสรรค แต่ก็มี เจตจานงทางการเมืองที่จะยกระดับการคุ้มครองเด็ก ก็สามารถเข้าเป็นภาคีได้ตามความ เหมาะสม • การเป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิเด็กฯ ทาให้เป็นหลักประกันว่าเด็กในประเทศนั้น จะได้รับการดูแล คุ้มครอง พัฒนนาฯ ตามมาตรฐานสากล
  • 108.
    อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on theRights of the Child/CRC) • ที่มาของอนุสัญญา : • เด็กจานวนมากในประเทศต่างๆที่ดารงชีวิตอยู่ด้วยความลาบากยิ่ง จาเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง จึงมี การพัฒนนานาหลักการต่างๆมารวมไว้เป็นอนุสัญญาฯ ปัจจุบันมีพิธีสารอีก ๒ ฉบับคือ ในเรื่องความ เกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งด้วยกาลังอาวุธ และเรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณีเด็กและสื่อลามกที่ เกี่ยวกับเด็ก) • วันมีผลบังคับใช้ : • สมัชชาใหญ่ฯให้การรับรองเมื่อ ๒๐ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ. ๒๕๓๒ และมีผลบังคับใช้ เมื่อ ๒ กันยายน ค.ศ.๑๙๙๐/พ.ศ.๒๕๓๓ (ไทยเป็นภาคี มีนาคม ๒๕๓๕ มีผลบังคับใช้ เมษายน ๒๕๓๕) • สาระสาคัญ: หลักการสาคัญของอนุสัญญานี้มี ๔ ประการคือ หลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก หลัก ประโยชนสูงสุดของเด็ก หลักเด็กเป็นศูนยกลางแห่งสิทธิ และหลักการมีส่วนร่วมของเด็ก • อารัมภบท :
  • 110.
  • 112.
    • ส่วนที่ ๑: นิยามเด็ก (อายุต่ากว่า ๑๘ ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะตามกม.ของแต่ละประเทศ ก่อนหน้านี้) • หลักการสาคัญในการคุ้มครองเด็ก ที่เป็นสิทธิติดตัวมาไม่ใช่เรื่องที่รัฐหรือใครให้กับเด็ก การ ดาเนินการต่างๆเกี่ยวกับเด็ก ต้องคานึงถึงสิทธิเด็ก และต้องยึดถือหลักประโยชนสูงสุดของ เด็ก • ส่วนที่ ๒ : สิทธิที่สาคัญที่รัฐภาคีต้องรับประกันเด็กคือ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับ การพัฒนนาอย่างเหมาะสม สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการมีส่วนร่วม • ส่วนที่ ๓ : การดาเนินงานตามอนุสัญญา การจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ภารกิจของ คณะกรรมการฯ การจัดทารายงานฯของรัฐภาคี • ส่วนที่ ๔ : การเข้าเป็นภาคี ผลของอนุสัญญา การแก้ไขอนุสัญญา การยกเลิกอนุสัญญา • คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเด็ก : • ประกอบด้วยกรรมการ ๑๐ คน ได้รับเลือกจากรัฐภาคี ทางานโดยอิสระ มีวาระ ๔ ปี
  • 113.
    • การเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย : •ไทยเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติฯ เมื่อ ๒๗ มีนาคม ค.ศ.๑๙๙๒/พ.ศ.๒๕๓๕ และมีผลบังคับ ใช้เมื่อ ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๙๙๒/พ.ศ. ๒๕๓๕ ในขณะที่เข้าเป็นภาคี ไทยตั้งข้อสงวนไว้คือ • ข้อ ๗ เรื่องการจดทะเบียนการเกิดและการให้สัญชาติเด็กที่เกิดจากผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพใน ประเทศไทย • ข้อ ๒๒ สถานะของผู้ลี้ภัยเด็ก ข้อ ๒๙ (C) เรื่องสิทธิในการศึกษาของชนกลุ่มต่างๆที่สามารถ ดารงเอกลักษณทางวัฒนนธรรม ภาษาและค่านิยมของเด็กได้ ต่อมาประเทศไทยได้ถอนข้อ สงวนข้อนี้เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ค.ศ.๑๙๙๗/พ.ศ.๒๕๔๐ • การเสนอรายงาน : • ภายในสองปีหลังจากอนุสัญญามีผลบังคับใช้ จากนั้นทุก ๕ ปีต้องส่งรายงานเป็นประจา
  • 114.
    สรุปสาระสาคัญของอนุสัญญาสิทธิเด็ก (Convention on Rightsof the Child/CRC) ความหมายของเด็กตามอนุสัญญานี้ : บุคคลที่อายุต่ากว่า 18 ปี เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามก.ม.ที่ใช้บังคับแก่เด็กนั้น ๑.หลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก ๒.หลักประโยชนสูงสุดของเด็ก ๓.หลักเด็กเป็นศูนยกลางของสิทธิ /สิทธิในการมีชีวิต อยู่รอด และการพัฒนนา ๔. หลักการมีส่วนร่วมของเด็ก หลักการสาคัญของอนุสัญญาเด็กฯ มี ๔ หลัก คือ
  • 115.
    สิทธิเด็ก สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิในการ มีส่วนร่วม สิทธิที่จะได้รับการ พัฒนนา สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ข้อ ๖ สิทธิที่จะมีชีวิต ข้อ๗ จดทะเบียนเกิด ข้อ ๘ รักษาอัตลักษณ ข้อ ๒๔ มาตรฐาน สุขภาพ ข้อ ๓๗ ไม่มีการลงโทษ ที่โหดร้ายทารุณ ข้อ๑๙, ๓๖, ๓๙ จากการละเมิด ทอดทิ้ง และแสวงประโยชน ข้อ ๒๒ เด็กลี้ภัย ,ข้อ ๒๓ เด็กพิการ ข้อ ๓๐ เด็กชนกลุ่มน้อย ข้อ ๓๒ เด็กถูกแสวงประโยชนทาง เศรษฐกิจ ข้อ ๓๔ เด็กถูกละเมิดและแสวง ประโยชน ทางเพศ ข้อ ๓๕ การขาย การค้า การลักพาเด็ก ข้อ ๓๘ เด็กในสถานการณความขัดแย้ง ทางอาวุธ ข้อ ๔๐ เด็กในกระบวนการยุติธรรม ข้อ ๑๒ - ข้อ ๑๓ เสรีภาพทาง ความคิด ข้อ ๑๕ เสรีภาพใน การชุมนุม ข้อ ๒๖ หลักประกัน ทางสังคม ข้อ ๒๗ มาตรฐาน ความเป็นอยู่ ข้อ ๒๘ การศึกษา และการพัฒนนาตาม อัธยาศัย ข้อ ๓๑ การพักผ่อน และเวลาว่าง
  • 116.
    พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาเด็ก (Optional Protocolsof CRC) การขายเด็ก การค้าประเวณีเด็ก และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก ความเกี่ยวพันของเด็กใน ความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ กระบวนการติดต่อร้องเรียน ไทยเป็นภาคี ๑๑ ม.ค. ๒๕๔๙ มีผลบังคับใช้ ๑๑ ก.พ.๒๕๔๙ ไทยเป็นภาคี ๒๗ ก.พ.๒๕๔๙ มีผลบังคับใช้ ๒๗ มี.ค.๒๕๔๙ ไทยเป็นภาคี ๒๕ ก.ย.๒๕๕๕ มีผลบังคับใช้ ๑๔ เม.ย.๒๕๕๗ ขยาย CRC : ข้อ 1, 11, 21, 32, 33, 34, 35, 36 การคุ้มครองเด็ก จากการโยก ย้าย การรับเด็กเป็น บุตรบุญธรรม การแสวงประโยชน ทางเศรษฐกิจ ทางเพศ การใช้เด็ก เพื่อการผลิต การค้าโดยผิดก.ม. การขาย การลักพา การค้า ขยาย CRC - ข้อ 1, 38 •ห้ามเกณฑเด็กอายุต่่ากว่า 15 ปี เป็น 18 ปี
  • 117.
    อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention onthe Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW) - เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับหนึ่ง ที่ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงไม่ เฉพาะด้านพลเมืองและการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และชีวิตครอบครัวด้วย - สหประชาชาติ มีมติเห็นชอบ ในการประชุมสมัชชาใหญ่ สมัยที่ ๓๔ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๒๒ - ประเทศไทยเป็นภาคีโดยการภคยานุวัติ และมีผลเมื่อ ๘ กันยายน ๒๕๒๘ โดยได้ตั้งข้อสงวนไว้รวม ๗ ข้อ ปัจจุบันเหลือข้อสงวนเพียง ๑ ข้อ คือ ข้อ ๒๙ เรื่อง การให้อานาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท ทาไมต้องมีอนุสัญญาขจัดการเลือกปฎิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ เพราะก.ม.สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น ไม่อาจประกันการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ของผู้หญิงได้เท่าที่ควร มี“การเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เป็นการละเมิดหลักการ ความเสมอภาคและ การเคารพในศักดศรีความเป็นมนุษย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของผู้หญิงใน กระบวนการพัฒนนาและสันติภาพอย่างเสมอภาคกับชาย”
  • 118.
    อนุสัญญานี้ให้บทอธิบายศัพท "การเลือกปฏิบัติต่อสตรี" ว่าหมายถึงอะไร(ข้อ ๑) "...การแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจากัดใด ๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือความมุ่ง ประสงคที่จะทาลายหรือทาให้เสื่อมเสียการยอมรับ การได้อุปโภคหรือใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่ คานึงถึงสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรี ของสิทธิ มนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนนธรรมของพลเมือง หรือด้านอื่น ๆ..." นอกจากนี้ยังมีการกาหนดวาระเพื่อดาเนินกิจกรรมยุติการเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ อนุสัญญา CEDAW เป็นประโยชนอย่างไร? - ใช้เป็นเครื่องเตือนความจาถึงพันธะสัญญาที่รัฐต้องดาเนินการ - ใช้เป็นประเด็นโต้แย้งในกระบวนการพิจารณาคดีต่างๆ - ใช้ทวงสิทธิที่ผู้หญิงพึงมี กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามที่ได้กาหนดไว้เป็นเป้าหมาย และตัวชี้วัดในนโยบายและโครงการต่างๆ
  • 119.
    อนุสัญญา CEDAW จะขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงได้อย่างไร? การเป็นภาคีอนุสัญญาหมายถึงการยอมรับที่จะปฏิบัติตามหลักการของอนุสัญญา คือ - การไม่เลือกปฏิบัติทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา) - การคานึงถึงความเสมอภาคในผลลัพธ (มีโอกาสและเข้าถึงทรัพยากรไม่เพียงพอ ต้องได้รับผลลัพธ/ ประโยชนอย่างเป็นธรรมด้วย) - รัฐมีพันธะสัญญาที่รัฐต้องดาเนินการ ด้วยหลักการทั้ง ๓ ประการ อนุสัญญา CEDAW จึง - ห้ามมีก.ม.หรือระเบียบที่เลือกปฏิบัติรวมทั้งนโยบายหรือ การกระทาใดๆที่ทาให้ผู้หญิงได้รับความเสียหายหรือมีผลเสีย ต่อผู้หญิง ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม - มุ่งเน้นให้รัฐมีพันธกิจที่จะต้องทาให้ผู้หญิงได้รับความเสมอภาค ในผลลัพธ์ด้วย โดยส่งเสริมให้ใช้มาตรการพิเศษ ชั่วคราวเพื่อเร่งรัดให้มีความเสมอภาคและเป็นธรรมเร็วขึ้น - กาหนดให้รัฐต้องรับผิดชอบต่อผู้หญิงโดยไม่อาจยกเลิก หรือหลีกเลี่ยงได้โดยต้องประกันว่าจะปกป้องการละเมิดสิทธิ ผู้หญิงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งจากรัฐ จนท.ของรัฐ และปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มใดๆ และการปกป้องต้องไม่กลายเป็นการ จากัดสิทธิผู้หญิง
  • 120.
    - ตระหนักถึงอิทธิพลของวัฒนนธรรมและประเพณีที่จากัดไม่ให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้สิทธิและเรียกร้องให้รัฐปรับ เปลี่ยนค่านิยมที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เล็งเห็นความจาเป็นต้องปรับแก้สัมพันธภาพเชิงอานาจระหว่างหญิง ชายในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สาธารณะ และรัฐ - ตระหนักว่าการกระทารุนแรงต่อผู้หญิงในพื้นทื่ส่วนตัว เช่น บ้าน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง อนุสัญญา CEDAW คุ้มครองสิทธิด้านใดบ้าง? - สิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ (# 10 และ #14) - สิทธิที่จะได้รับบริการสุขภาพและการวางแผนครอบครัว (# 11 #12 และ #14) - สิทธิในการเข้าถึงสินเชื่อ (# 13 และ #14) - สิทธิในการใช้เวลาว่าง การเล่นกีฬา และกิจกรรมทางวัฒนธรรม (( # 10 # 13 และ #14) - สิทธิในการตัดสินใจกาหนดจานวนบุตรและระยะห่างของการมีบุตร (# 16) - สิทธิที่จะมีผู้ร่วมความรับผิดชอบการเป็นผู้ปกครอง (# 15 และ#16) - สิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงงาน สิทธิประโยชน์ และหลักประกันทางสังคม (# 11 และ#14) - สิทธิที่จะได้รับค่าจ้างที่เท่าเทียมกัน จากงานคุณลักษณะเดียวกัน (# 11) - สิทธิที่จะปราศจากความรุนแรงในทุกรูปแบบทั้งทางร่างกาย ทางเพศ อารมณ ปัญญา (ข้อเสนอแนะทั่วไป # 12 และ #19)
  • 121.
    - สิทธิที่จะปราศจากการค้าทาส และการค้าประเวณี(# 6) - สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งและดารงตาแหน่งทางการเมือง (# 7) - สิทธิในการเป็นผู้แทนประเทศในระดับนานาชาติ (# 8) - สิทธิในการได้มา เปลี่ยนสัญชาติหรือคงไว้ซึ่งสัญชาติและความเป็นพลเมือง (# 9) • การเป็นรัฐภาคีสาคัญอย่างไร การเป็นรัฐภาคีมีนัยว่ารัฐบาลประเทศนั้นตระหนักว่า - มีการเลือกปฏิบัติต่อสตรีเกิดขึ้นในประเทศ - รัฐภาคีมีพันธะสัญญาที่จะต้องเคารพ คุ้มครอง และให้สิทธิที่พีงมีแก่ผู้หญิง - รัฐจึงมีข้อผูกพันที่จะต้องแก้ไขโดยยกเลิกก.ม.และนโยบายที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง - จึงออกนโยบายและกาหนดกลไกและมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ที่ทาให้ผู้หญิงที่ถูก ละเมิดสามารถร้องขอความเป็นธรรมได้ - ส่งเสริมความเสมอภาคด้วยมาตรการที่เหมาะสมและมาตรการพิเศษชั่วคราว และรายงานผล
  • 122.
    • ใครทาหน้าที่ตรวจสอบการทางานของรัฐภาคี มีคณะกรรมการCEDAW ทาหน้าที่ - ติดตามความก้าวหน้าของผู้หญิงในรัฐภาคี - พิจารณารายงานของรัฐภาคเกี่ยวกับการดาเนินงานตามพันธะสัญญซึ่งกระบวนรายงานทาให้เกิดกลไก ระดับนานาชาติที่สามารถตรวจสอบได้ - จัดทาข้อเสนอแนะทั่วไปเพื่ออธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ ความเห็นของคณะกรรมการ CEDAW ใน เรืองต่างๆ ให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการดาเนินงาน - คณะกรรมการ CEDAW ประกอบด้วยกรรมการ 13 คน ที่รัฐภาคีต่างๆเลือกมาทาหน้าที่ดังกล่าว • พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Optional Protocol to the Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women) - เป็นความตกลงฝ่ายเดียวของอนุสัญญานี้ที่อนุญาตให้ภาคีของอนุญาตเลือกยอมรับในอานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ - พิธีสารเลือกรับนี้ได้รับมติเห็นชอบจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๓) และมี ผลใช้บังคับในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๓
  • 124.
    การใช้สิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนของประชาชน ในสถานการณปกติประชาชนใช้สิทธิ เสรีภาพ ตามที่ก.ม.รองรับไว้ โดยรัฐคุ้มครองฯ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น ไม่ละเมิดก.ม.และศีลธรรมอันดี มีความจาเป็นต้องมีก.ม.บางฉบับที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของปชช.เพื่อให้จนท.ฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อความมั่นคงของรัฐฯ ความปลอดภัยในชีวิตฯของประชาชนได้ (เช่น ก.ม.ยาเสพติด,ก.ม.ฟอกเงินฯ) แต่ต้องยึดหลักความชอบด้วยก.ม. ในสถานะการณพิเศษที่มีภัยต่อความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตฯของประชาชนฯ ประชาชนอาจมีข้อจากัดในการใช้สิทธิ และเสรีภาพ โดยรัฐออกก.ม.พิเศษออกมา แต่เจ้าหน้าที่ฯต้องปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดหลักความชอบด้วย ก.ม.
  • 125.
    ๑.๓ ข้อจากัดในการใช้สิทธิ เสรีภาพฯของประชาชน หลักทั่วไป : การใช้สิทธิฯ ต้องไม่กระทบกระเทือน หรือ เป็นอันตรายต่อ ๑.ความมั่นคงของรัฐ ๒.ความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ๓. ไม่ละเมิดสิทธิ หรือ เสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่ละเมิดก.ม. ๔. มีกฎหมายออกมาจากัดการใช้สิทธิ เสรีภาพของประชาชน แต่ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 17
  • 126.
    การคุ้มครองสิทธิฯของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ ปี๒๕๖๐ (ม. ๔ และ ม. ๒๕) • รัฐธรรมนูญฯคุ้มครอง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล • บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะทาอะไรก็ได้ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ • ๑. ถ้ารัฐธรรมนูญ หรือ ก.ม.อื่น ไม่ได้ห้าม จากัดไว้ และ • ๒. ไม่กระทบกระเทือน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น • ผู้ถูกละเมิดฯสามารถ ยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาล หรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ • สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่ ก.ม.บัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ และวิธีการที่ ก.ม.บัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรา ก.ม.นั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อม สามารถ ใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๕ • บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิฯจากการทาผิดอาญาของบุคคลอื่น ได้รับ การเยียวยาตามที่ ก.ม.บัญญัติ 19
  • 127.
    แนวคิด และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขององค์กรต่างๆในประเทศไทย สิทธิฯตามปฏิญญาสากลฯ และอนุสัญญาด้านสิทธิ มนุษยชนของUN NGO,องคกรศาสนา องคกรระหว่างประเทศ รัฐบาล หน่วยราชการ นักวิชาการนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ แนวคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน แนวปฏิบัติในการคุ้มครองสิทธิฯขององคกรต่างๆ ความมั่นคงของมนุษย สิทธิเสรีภาพปัจเจกชน ความมั่นคงของรัฐ ประโยชนสาธารณะ
  • 128.
    ความสมดุลของการใช้อานาจ /การบริการของรัฐ ตามหลักความมั่นคงของรัฐกับสิทธิมนุษยชน ความสมดุลอยู่ตรงไหน ในสถานการณต่างๆ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ,ก.ม.ภายในและพันธะกรณีตาม อนุสัญญาสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นสมาชิก -การรัฐประหาร การใช้ก.ม.พิเศษในจชต. -การปราบปรามยาเสพติดโดยวิธีรุนแรง -การลงทุนในเขตเศรษฐกิจโดยมีมติครม. ไม่ต้องทาEIA -การคืนพื้นที่ป่าฯ -การรักษาพยาบาลคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดย ผิดก.ม.รวมทั้งการฉีดวัคซีนฯ -การให้การศึกษาแก่เด็กต่างด้าวฯ -การเยียวยาเหยื่อฯที่เป็นคนต่างด้าวที่เข้า เมืองโดยผิดก.ม. หลักสิทธิมนุษยชนสากล ความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัย ศีลธรรมอันดี ประโยชนสาธารณะ สิทธิ เสรีภาพของประชาชน ความมั่นคงของมนุษย การเผาไล่ที่ชาวกระเหรียงแก่ง กระจาน การสกัดฯจ่านิวและคณะ ไม่ให้ไปอุทยานราชภักดิ์ -การชุมนุมฯและการสลายการชุมนุม
  • 129.
    แนวคิดและแนวปฏิบัติขององค์กรต่างๆที่กระทบกับสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยในชีวิต ทรัพยสิน ประโยชนสาธารณะ หลักสิทธิมนุษยชนสากล,SDG…. (หลักใจเขาใส่ใจเรา) สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามก.ม.ของรัฐ ความสมดุลยอยู่่ที่ ไหน • การให้การศึกษาบริการสาธารณสุขแก่ ประชาชนตามแนวชายแดน คนต่างด้าว • การเยียวยาคนต่างด้าวที่เป็นเหยื่อใน คดีอาญา • (การทางานขององคกรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ • การปราบปรามยาเสพติด • การปราบปรามผู้ก่อการร้าย • (การปฏิบัติงานของจนท.รัฐ ฝ่ายความมั่นคง) ความมั่นคงของมนุษย การพัฒนนามนุษย
  • 130.
    บุคคล องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ เสรีภาพสิทธิมนุษยชน ประชาชน ๔.ประชาชน ๓.ผู้มีอิทธิพล ผู้ก่อความไม่สงบ ๑.รัฐ/ประโยชนสาธารณะ เจ้าหน้าที่รัฐ ๒.องคกรธุรกิจ ชีวิต ร่างกาย ทรัพยสินฯ ปชช. (-) ที่ดิน ป่าไม้ โกงรัฐฯ (-),เอาเปรียบ ค่าจ้างไม่เป็นธรรม ไม่ปลอดภัย มลพิษจากโรงงาน, ชีวิต ร่างกาย ทรัพยสินจนท. ความสงบ ความมั่นคงของรัฐฯ ซ้อม,อุ้มหาย,จับผิดตัว ,เรียกเงิน เลือกปฏิบัติ/สอง มาตราฐาน ออกก.ม.,นโยบายไม่ เหมาะสม นักการเมือง เรียกรับประโยชน บุกรุกที่ฯ ทาลาย เผาป่า ทาลายทรัพยสิน ชีวิตจนท. โกง เบียดบังทรัพยากร ชุมนุมประท้วงที่ไม่ถูกต้อง เรียกเงิน,ใช้เป็นเครื่องมือฯ ต้องตัดวงจร ละเมิดสิทธิฯ
  • 131.
    เครือข่ายองค์กรที่มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน ปชช. กลุ่มเสี่ยง ผู้ถูกละเมิด สิทธิฯ กรมคุ้มครอง สิทธิฯ,สนง. ยธจ. กรรมการ สิทธิ มนุษยชนฯ ผู้ตรวจการ แผ่นดิน กก.รับเรื่องราวร้องทุกข ของกระทรวงต่างๆ และ พม,มท.,สธ, สร.,สตช.,สคบ.ฯ อัยการ สคช. ศาล รัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง สภา ทนายความ ศาลยุติธรรม (มีหน่วยงาน ไกล่เกลี่ย) ภาคประชาสังคม (สื่อ,NGO,นัก วิชาการฯ) องคกรหลักตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ องคกรฯตามก.ม.อื่น ปัจจุบันมีผลงาน เป็นคาพิพากษาคา วินิจฉัยฯออก มา มากแล้ว เป็นกรอบ ในการทางานฯ ปชช.สามารถไปขอ รับบริการจาก องคกรคุ้มครอง สิทธิฯเหล่านี้ซึ่งมี จุดแข็ง จุดอ่อน ต่างกันไป