1
คุณชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. คุณชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๑๕๗)
ว่าด้วยมิตรธรรม
(สุนัขจิ้งจอกฟังคาของนางสุนัขจิ้งจอกแล้วจึงเข้าไปหาราชสีห์โพธิสัตว์
บอกเหตุที่ภรรยาและบุตรของราชสีห์รบกวนแล้วว่า)
[๑๓] ผู้มีอานาจย่อมขับไล่ผู้น้อยตามความพอใจของตน
นี้เป็นธรรมดาของผู้มีกาลัง นางมฤคีผู้มีเขี้ยวแหลมคมบันลือสีหนาท
คุกคามบุตรและภรรยาของข้าพเจ้า ขอท่านจงทราบอย่างนี้
ที่พึ่งของพวกเรามีภัยเกิดขึ้นแล้ว
(ราชสีห์โพธิสัตว์กล่าวเตือนนางราชสีห์ว่า)
[๑๔] ถึงแม้ว่ามิตรจะมีกาลังด้อยกว่า แต่ดารงอยู่ในมิตรธรรม
เขาชื่อว่าเป็นญาติ เป็ นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตร และเป็นเพื่อนของเรา
นี่นางผู้มีเขี้ยวแหลมคม เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสุนัขจิ้งจอกผู้ให้ชีวิตแก่เราอีกเลย
คุณชาดกที่ ๗ จบ
----------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
คุณชาดก
ว่าด้วย มิตรธรรม
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
ทรงปรารภพระอานนทเถระได้ผ้าสาฎกพันผืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องพระเถระบอกธรรมภายในพระราชวังของพระเจ้ากรุงโกศลมาแล้
วใน มหาสารชาดก ในตอนหลัง
พระเถระ เมื่อบอกธรรมอยู่ภายในพระราชวังของพระราชา
ได้มีผู้นาผ้าสาฎกพันผืนราคาผืนละพัน มาถวายแด่พระราชา
พระราชาได้พระราชทานผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนแก่พระเทวี ๕๐๐ นางทุกๆ
นางเก็บผ้าสาฎกเหล่านั้นไว้ ในวันรุ่งขึ้น ได้นาไปถวายแด่พระอานนทเถระ
ตนเองห่มผ้าสาฎกเก่าๆ ไปเฝ้ าปฏิบัติพระราชาในตอนเช้า. พระราชาตรัสถามว่า
เราให้ผ้าสาฎกราคาตั้งพันแก่พวกเจ้า เพราะเหตุไร
พวกเจ้าจึงไม่ห่มผ้าเหล่านั้นมา. ขอเดชะฝ่าละอองทุลีพระบาท
พวกหม่อมฉันได้ถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระเถระเสียแล้วเพคะ.
พระอานนทเถระรับไว้ทั้งหมดหรือ. รับไว้ทั้งหมดเพคะ.
พระราชาทรงกริ้วพระเถระว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตจีวรเพียง ๓ ผืน
พระอานนทเถระเห็นจักทาการค้าผ้า ท่านจึงรับผ้าไว้มากมายนัก
2
เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปพระวิหาร
เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทรงนมัสการพระเถระ แล้วประทับนั่ง ตรัสถามว่า
พระคุณเจ้า พวกหญิงในเรือนของข้าพเจ้ายังฟังธรรม
หรือเรียนธรรมในสานักของท่านอยู่หรือ. ยังฟังธรรมหรือเรียนธรรมอยู่
พวกหญิงเหล่านั้นเรียนสิ่งที่ควรเรียน ฟังสิ่งที่ควรฟัง ถวายพระพร.
พวกเธอฟังเท่านั้น หรือถวายผ้านุ่งผ้าห่มแก่พระคุณเจ้าด้วย. ขอถวายพระพร
วันนี้ พวกหญิงเหล่านั้นได้ถวายผ้าสาฎกราคาหนึ่งพันประมาณ ๕๐๐ ผืน.
พระคุณเจ้ารับไว้หรือ. ขอถวายพระพร อาตมารับไว้.
พระคุณเจ้า พระศาสดาทรงอนุญาตผ้าไว้เพียง ๓ ผืน เท่านั้นมิใช่หรือ.
ขอถวายพระพร ถูกแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร ๓
ผืนเท่านั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยหลักการสาหรับใช้ แต่มิได้ทรงห้ามการรับ
เพราะฉะนั้น อาตมารับผ้านั้นไว้ก็เพื่อถวายแก่ภิกษุซึ่งมีจีวรเก่ารูปอื่น.
ก็ภิกษุเหล่านั้นได้ผ้าไปจากพระคุณเจ้าแล้ว จักทาอะไรกับจีวรผืนเก่า.
ขอถวายพระพร จักทาจีวรผืนเก่าเป็ นผ้าห่ม. พระคุณเจ้า
ผ้าห่มผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้านุ่ง. พระคุณเจ้า
ผ้านุ่งผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้าปูนอน. พระคุณเจ้า
ผ้าปูนอนผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้าปูพื้น.
พระคุณเจ้า ผ้าปูพื้นผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร
จักทาเป็นผ้าเช็ดเท้า. พระคุณเจ้า ผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเล่าจักทาเป็ นอะไร.
ขอถวายพระพร ธรรมดาของที่ถวายด้วยศรัทธาจะทาให้เสียไปไม่ควร
เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจักสับผ้าเช็ดเท้าผืนเก่า
ผสมกับดินเหนียวฉาบทาที่เสนาสนะ.
พระคุณเจ้า ของที่ถวายท่านแล้วย่อมไม่ได้ความเสียหาย
โดยที่สุดแม้กระทั่งผ้าเช็ดเท้าหรือ. ขอถวายพระพร ถูกแล้ว
แม้ผ้าที่ถวายอาตมาก็มิได้เสียหาย ย่อมเป็นของใช้สอยทั้งนั้น.
พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก รับสั่งให้จ่ายผ้าอีก ๕๐๐
ผืนที่เก็บไว้ในพระตาหนัก มาถวายพระเถระ ครั้นทรงฟังอนุโมทนาแล้ว
จึงทรงนมัสการพระเถระกระ ทาประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ.
พระเถระก็ได้ถวายผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืน
ที่ได้มาครั้งแรกแก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่า อนึ่ง
พระเถระมีสัทธิงวิหาริกอยู่ประมาณ ๕๐๐. บรรดาท่านเหล่านั้น
ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีอุปการะแก่พระเถระมาก เช่นกวาดบริเวณสถานที่
เข้าไปตั้งน้าใช้น้าฉัน ถวายไม้สีฟัน น้าล้างหน้าและน้าสรง ชาระล้างวัจจกุฏี
จัดเรือนไฟและเสนาสนะ นวดมือ นวดเท้า นวดหลังเป็นต้น.
พระเถระได้ถวายผ้า ๕๐๐ ผืน
3
ที่ได้ครั้งหลังทั้งหมดแก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นด้วยเห็นเหมาะสมว่า
ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นผู้มีอุปการะมาก. แม้ภิกษุรูปนั้น ก็ได้แบ่งผ้าเหล่านั้นทั้งหมด
ถวายแก่ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของตน.
ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ผ้าสาฎกเหล่านั้นทั้งสิ้น ก็ตัดย้อม
แล้วนุ่งและห่มผ้ากาสายะอันมีสีดุจดอกกรรณิกา พากันเข้าไปเฝ้ าพระศาสดา นั่ง
ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน
ยังมีการให้เห็นแก่หน้าอยู่หรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พระอริยสาวกให้เพราะเห็นแก่หน้านั้นไม่มี.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังธรรม) อุปัชฌายะของข้าพระองค์ทั้งหลาย
ให้ผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนราคาหนึ่งพันแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น
แต่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้แบ่งผ้าที่ตนได้ให้แก่พวกข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อานนท์มิได้ให้แก่ภิกษุเพราะเห็นแก่หน้า
แต่ว่าภิกษุหนุ่มรูปนั้นมีอุปการะแก่เธอมาก
เพราะฉะนั้นเธอคิดเห็นด้วยอานาจอุปการะของผู้อุปการะแก่ตนว่า
ขึ้นชื่อว่าผู้มีอุปการะ
เราควรทาอุปการะตอบด้วยอานาจคุณและด้วยอานาจการกระทาอันเหมาะสม
จึงได้ให้ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยประการฉะนี้.
อันที่จริง บัณฑิตแต่ก่อน
ก็ยังทาอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะแก่ตนเหมือนกัน.
เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนาเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็ นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้าเขา. วันหนึ่ง
ราชสีห์นั้นออกจากถ้ายืนอยู่บนยอดเขามองดูเชิงเขา
ได้มีสระใหญ่ล้อมรอบเชิงเขานั้น ในที่ดอนแห่งหนึ่งของสระนั้น
มีหญ้าเขียวอ่อนเกิดขึ้นบนหลังเปือกตมอันแห้ง จาพวกเนื้อเล็กๆ
เป็นต้นว่ากระต่าย แมว และสุนัขจิ้งจอก
เที่ยวและเล็มหญ้าเหล่านั้นบนหลังเปือกตมแห้ง. แม้ในวันนั้น
เนื้อตัวหนึ่งก็เที่ยวและเล็มหญ้านั้น ราชสีห์คิดว่า จักจับเนื้อนั้นกินเสีย
จึงกระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยกาลังของราชสีห์
เนื้อกลัวตายส่งเสียงร้องหนีไป. ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้
จึงตกจมลงไปเหนือเปือกตมแห้ง ไม่สามารถจะขึ้นได้
ได้ยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสา อดอาหารอยู่เจ็ดวัน.
4
ลาดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหาร ครั้นเห็นราชสีห์นั้นเข้า
จึงหนีไปด้วยความกลัว. ราชสีห์เห็นสุนัขจิ้งจอก จึงร้องเรียกแล้วพูดว่า
พ่อมหาจาเริญ สุนัขจิ้งจอกอย่าหนีเลย ข้าพเจ้าติดหล่ม ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด.
สุนัขจิ้งจอกจึงวิ่งเข้าไปหาราชสีห์แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยยกท่านขึ้น
แต่เมื่อข้าพเจ้ายกท่านขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่า ท่านจะกินข้าพเจ้าเสียน่ะซิ.
ราชสีห์พูดว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะไม่กินท่านดอก แต่ข้าพเจ้าจักสนองคุณท่าน
ท่านจงหาทางยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด. สุนัขจิ้งจอกรับคาปฏิญญาของราชสีห์แล้ว
จึงตะกุยเลนรอบเท้าทั้งสี่ ขุดเป็นลารางสี่ตอนของเท้าทั้งสี่แล้วทาให้น้าไหลเข้าไป
น้าไหลเข้าไปทาให้เลนอ่อน ขณะนั้น
สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไประหว่างท้องของราชสีห์ ร้องบอกว่า พยายามเถิดนาย
เอาศีรษะดุนท้อง. ราชสีห์ออกกาลังโดดขึ้นจากหล่มวิ่งไปยืนอยู่บนบก.
ราชสีห์พักอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปสู่สระอาบน้าชาระโคลนตม
หายเหนื่อยแล้วจึงฆ่าควายได้ตัวหนึ่ง
จึงเอาเขี้ยวฉีกเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอกพร้อมกับพูดว่า กินเสียเถิดสหาย
เมื่อสุนัขจิ้งจอกกินแล้ว ตัวจึงกินภายหลัง. สุนัขจิ้งจอกกัดชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งคาบไว้.
ราชสีห์ถามว่า ทาดังนี้เพื่อประสงค์อะไร สหาย. สุนัขจิ้งจอกตอบว่า
ทาสีของข้าพเจ้ายังมีอยู่ ชิ้นนี้จักเป็นส่วนของเธอ. ราชสีห์กล่าวว่า เอาไปเถิด
แม้ตนเองก็คาบเนื้อไปเพื่อนางราชสีห์ แล้วกล่าวว่า มาเถิดสหาย
เราจักไปบนยอดเขา ไปยังที่อยู่ของนางสหายของเรา แล้วพากันไป ณ ที่นั้น
ให้นางราชสีห์กินเนื้อ แล้วปลอบสุนัขจิ้งจอกและนางสุนัขจิ้งจอกว่า ตั้งแต่นี้ไป
เราจักปฏิบัติท่าน แล้วนาไปยังที่อยู่ของตน
ให้สุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอยู่ในถ้าอีกถ้าหนึ่งใกล้ประตูถ้า. ตั้งแต่นั้นมา
เมื่อราชสีห์ไปหาอาหาร ก็ให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกอยู่เฝ้ าถ้า
ตนเองไปกับสุนัขจิ้งจอกฆ่าเนื้อต่างชนิด ทั้งสองตัวกินเนื้อด้วยกัน ณ ที่นั้น
แล้วนามาให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอก.
เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์คลอดลูกออกสองตัว
แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกสองตัวเหมือนกัน
สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดอยู่กลมเกลียวกันเป็ นอย่างดี. อยู่มาวันหนึ่ง
นางราชสีห์ได้เฉลียวใจว่า
ราชสีห์นี้ดูรักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกสุนัขจิ้งจอกเสียเหลือเกิน
ชะรอยราชสีห์นี้จะมีการเชยชมกับนางสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ จึงรักกันถึงอย่างนี้
ถ้ากระไร เราจะเบียดเบียนคุกคามให้สุนัขจิ้งจอกหนีไปจากที่นี้ให้ได้.
ครั้นถึงเวลาที่ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกไปหาอาหาร
นางราชสีห์จึงเบียดเบียนคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกว่า
ทาไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย. แม้ลูกๆ ของนางราชสีห์ก็คุกคามลูกๆ
5
ของนางสุนัขจิ้งจอกเหมือนกัน.
นางสุนัขจิ้งจอกจึงบอกเรื่องนั้นแก่สุนัขจิ้งจอกแล้วกล่าวว่า เรารู้ไม่ได้ว่า
นางราชสีห์นี้ได้ทาตามคาของราชสีห์ เราอยู่มานานแล้ว
เรากลับไปที่อยู่ของเราเถิด.
สุนัขจิ้งจอกฟังคาของนางสุนัขจิ้งจอก จึงเข้าไปหาราชสีห์กล่าวว่า นาย
เราอยู่ในสานักของท่านมานานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นานๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจ
ในเวลาที่เราออกไปหาอาหารกัน นางราชสีห์เบียดเบียนขู่นางสุนัขจิ้งจอกว่า
ทาไมเจ้าจึงอยู่ใน ที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูกราชสีห์ก็คุกคามลูกสุนัขจิ้งจอก
ผู้ใดไม่ชอบให้ผู้ใดอยู่ในสานักตน ผู้นั้นพึงขับไล่เขาว่าจงไปเสียดีกว่า
รบกวนกันมีประโยชน์อะไร
แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ ตามความต้องการของตน
นี่เป็นธรรมดาของผู้มีกาลัง นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน
ได้คุกคามบุตรภรรยาของเรา ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว.
ราชสีห์ได้ฟังคาของนางสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงกล่าวกะนางราชสีห์ว่า
นี่แน่ะน้อง เมื่อครั้งกระโน้น เจ้ายังระลึกได้ไหมว่า เราไปหาอาหาร
พอถึงวันที่เจ็ดได้มากับสุนัขจิ้งจอก และนางสุนัขจิ้งจอกนี้. จาได้จ้ะ.
เจ้ารู้ถึงเหตุที่เรามิได้มาตลอด ๗ วันหรือ. ไม่รู้จ้ะ. นี่แน่น้อง
เราไปด้วยตั้งใจว่าจักจับเนื้อสักตัวหนึ่ง แล้วพลาดลงไปติดหล่ม
ไม่อาจจะขึ้นมาได้ จากนั้นได้ยืนอดอาหารอยู่ ๗ วัน
เรารอดชีวิตมาได้เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี้ สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นสหายช่วยชีวิตเรา
จริงอยู่ ผู้สามารถจะตั้งอยู่ในธรรมของมิตร ชื่อว่ามีกาลังน้อยไม่มีเลย ตั้งแต่นี้ไป
เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสหายของเรา นางสุนัขจิ้งจอกและลูกน้อย
แล้วราชสีห์จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
ถ้าผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกาลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม
ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็ นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นสหายของเรา แน่ะนางมฤคี
ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิตเรา.
นางราชสีห์ฟังคาของราชสีห์แล้ว จึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก ตั้งแต่นั้นมา
ก็อยู่กลมเกลียวกันกับนางสุนัขจิ้งจอกนั้นพร้อมทั้งลูก
แม้ลูกราชสีห์ก็เล่นหัวกับลูกสุนัขจิ้งจอก
แม้เมื่อพ่อแม่ซึ่งชื่นชอบกันได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทาลายความเป็ นมิตรต่อกัน
อยู่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ. นัยว่า
ไมตรีของสัตว์เหล่านั้นมิได้แตกทาลายได้เป็นไปชั่วเจ็ดตระกูล.
พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มา
แล้วทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก.
6
ในเมื่อจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นโสดาบัน
บางพวกได้เป็ นสกทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหัต.
สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์.
ส่วนราชสีห์ได้เป็น เราตถาคต นี้แล.
------------------------------

157 คุณชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 คุณชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๗. คุณชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๑๕๗) ว่าด้วยมิตรธรรม (สุนัขจิ้งจอกฟังคาของนางสุนัขจิ้งจอกแล้วจึงเข้าไปหาราชสีห์โพธิสัตว์ บอกเหตุที่ภรรยาและบุตรของราชสีห์รบกวนแล้วว่า) [๑๓] ผู้มีอานาจย่อมขับไล่ผู้น้อยตามความพอใจของตน นี้เป็นธรรมดาของผู้มีกาลัง นางมฤคีผู้มีเขี้ยวแหลมคมบันลือสีหนาท คุกคามบุตรและภรรยาของข้าพเจ้า ขอท่านจงทราบอย่างนี้ ที่พึ่งของพวกเรามีภัยเกิดขึ้นแล้ว (ราชสีห์โพธิสัตว์กล่าวเตือนนางราชสีห์ว่า) [๑๔] ถึงแม้ว่ามิตรจะมีกาลังด้อยกว่า แต่ดารงอยู่ในมิตรธรรม เขาชื่อว่าเป็นญาติ เป็ นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตร และเป็นเพื่อนของเรา นี่นางผู้มีเขี้ยวแหลมคม เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสุนัขจิ้งจอกผู้ให้ชีวิตแก่เราอีกเลย คุณชาดกที่ ๗ จบ ---------------------- คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา คุณชาดก ว่าด้วย มิตรธรรม พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระอานนทเถระได้ผ้าสาฎกพันผืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. เรื่องพระเถระบอกธรรมภายในพระราชวังของพระเจ้ากรุงโกศลมาแล้ วใน มหาสารชาดก ในตอนหลัง พระเถระ เมื่อบอกธรรมอยู่ภายในพระราชวังของพระราชา ได้มีผู้นาผ้าสาฎกพันผืนราคาผืนละพัน มาถวายแด่พระราชา พระราชาได้พระราชทานผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนแก่พระเทวี ๕๐๐ นางทุกๆ นางเก็บผ้าสาฎกเหล่านั้นไว้ ในวันรุ่งขึ้น ได้นาไปถวายแด่พระอานนทเถระ ตนเองห่มผ้าสาฎกเก่าๆ ไปเฝ้ าปฏิบัติพระราชาในตอนเช้า. พระราชาตรัสถามว่า เราให้ผ้าสาฎกราคาตั้งพันแก่พวกเจ้า เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงไม่ห่มผ้าเหล่านั้นมา. ขอเดชะฝ่าละอองทุลีพระบาท พวกหม่อมฉันได้ถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระเถระเสียแล้วเพคะ. พระอานนทเถระรับไว้ทั้งหมดหรือ. รับไว้ทั้งหมดเพคะ. พระราชาทรงกริ้วพระเถระว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตจีวรเพียง ๓ ผืน พระอานนทเถระเห็นจักทาการค้าผ้า ท่านจึงรับผ้าไว้มากมายนัก
  • 2.
    2 เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปพระวิหาร เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทรงนมัสการพระเถระแล้วประทับนั่ง ตรัสถามว่า พระคุณเจ้า พวกหญิงในเรือนของข้าพเจ้ายังฟังธรรม หรือเรียนธรรมในสานักของท่านอยู่หรือ. ยังฟังธรรมหรือเรียนธรรมอยู่ พวกหญิงเหล่านั้นเรียนสิ่งที่ควรเรียน ฟังสิ่งที่ควรฟัง ถวายพระพร. พวกเธอฟังเท่านั้น หรือถวายผ้านุ่งผ้าห่มแก่พระคุณเจ้าด้วย. ขอถวายพระพร วันนี้ พวกหญิงเหล่านั้นได้ถวายผ้าสาฎกราคาหนึ่งพันประมาณ ๕๐๐ ผืน. พระคุณเจ้ารับไว้หรือ. ขอถวายพระพร อาตมารับไว้. พระคุณเจ้า พระศาสดาทรงอนุญาตผ้าไว้เพียง ๓ ผืน เท่านั้นมิใช่หรือ. ขอถวายพระพร ถูกแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร ๓ ผืนเท่านั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยหลักการสาหรับใช้ แต่มิได้ทรงห้ามการรับ เพราะฉะนั้น อาตมารับผ้านั้นไว้ก็เพื่อถวายแก่ภิกษุซึ่งมีจีวรเก่ารูปอื่น. ก็ภิกษุเหล่านั้นได้ผ้าไปจากพระคุณเจ้าแล้ว จักทาอะไรกับจีวรผืนเก่า. ขอถวายพระพร จักทาจีวรผืนเก่าเป็ นผ้าห่ม. พระคุณเจ้า ผ้าห่มผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้านุ่ง. พระคุณเจ้า ผ้านุ่งผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้าปูนอน. พระคุณเจ้า ผ้าปูนอนผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้าปูพื้น. พระคุณเจ้า ผ้าปูพื้นผืนเก่าเล่าจักทาเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทาเป็นผ้าเช็ดเท้า. พระคุณเจ้า ผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเล่าจักทาเป็ นอะไร. ขอถวายพระพร ธรรมดาของที่ถวายด้วยศรัทธาจะทาให้เสียไปไม่ควร เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายจักสับผ้าเช็ดเท้าผืนเก่า ผสมกับดินเหนียวฉาบทาที่เสนาสนะ. พระคุณเจ้า ของที่ถวายท่านแล้วย่อมไม่ได้ความเสียหาย โดยที่สุดแม้กระทั่งผ้าเช็ดเท้าหรือ. ขอถวายพระพร ถูกแล้ว แม้ผ้าที่ถวายอาตมาก็มิได้เสียหาย ย่อมเป็นของใช้สอยทั้งนั้น. พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก รับสั่งให้จ่ายผ้าอีก ๕๐๐ ผืนที่เก็บไว้ในพระตาหนัก มาถวายพระเถระ ครั้นทรงฟังอนุโมทนาแล้ว จึงทรงนมัสการพระเถระกระ ทาประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ. พระเถระก็ได้ถวายผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืน ที่ได้มาครั้งแรกแก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่า อนึ่ง พระเถระมีสัทธิงวิหาริกอยู่ประมาณ ๕๐๐. บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีอุปการะแก่พระเถระมาก เช่นกวาดบริเวณสถานที่ เข้าไปตั้งน้าใช้น้าฉัน ถวายไม้สีฟัน น้าล้างหน้าและน้าสรง ชาระล้างวัจจกุฏี จัดเรือนไฟและเสนาสนะ นวดมือ นวดเท้า นวดหลังเป็นต้น. พระเถระได้ถวายผ้า ๕๐๐ ผืน
  • 3.
    3 ที่ได้ครั้งหลังทั้งหมดแก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นด้วยเห็นเหมาะสมว่า ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นผู้มีอุปการะมาก. แม้ภิกษุรูปนั้น ก็ได้แบ่งผ้าเหล่านั้นทั้งหมด ถวายแก่ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของตน. ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ผ้าสาฎกเหล่านั้นทั้งสิ้นก็ตัดย้อม แล้วนุ่งและห่มผ้ากาสายะอันมีสีดุจดอกกรรณิกา พากันเข้าไปเฝ้ าพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน ยังมีการให้เห็นแก่หน้าอยู่หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกให้เพราะเห็นแก่หน้านั้นไม่มี. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังธรรม) อุปัชฌายะของข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้ผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนราคาหนึ่งพันแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แต่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้แบ่งผ้าที่ตนได้ให้แก่พวกข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์มิได้ให้แก่ภิกษุเพราะเห็นแก่หน้า แต่ว่าภิกษุหนุ่มรูปนั้นมีอุปการะแก่เธอมาก เพราะฉะนั้นเธอคิดเห็นด้วยอานาจอุปการะของผู้อุปการะแก่ตนว่า ขึ้นชื่อว่าผู้มีอุปการะ เราควรทาอุปการะตอบด้วยอานาจคุณและด้วยอานาจการกระทาอันเหมาะสม จึงได้ให้ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยประการฉะนี้. อันที่จริง บัณฑิตแต่ก่อน ก็ยังทาอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะแก่ตนเหมือนกัน. เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนาเรื่องในอดีตมาตรัสว่า ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็ นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้าเขา. วันหนึ่ง ราชสีห์นั้นออกจากถ้ายืนอยู่บนยอดเขามองดูเชิงเขา ได้มีสระใหญ่ล้อมรอบเชิงเขานั้น ในที่ดอนแห่งหนึ่งของสระนั้น มีหญ้าเขียวอ่อนเกิดขึ้นบนหลังเปือกตมอันแห้ง จาพวกเนื้อเล็กๆ เป็นต้นว่ากระต่าย แมว และสุนัขจิ้งจอก เที่ยวและเล็มหญ้าเหล่านั้นบนหลังเปือกตมแห้ง. แม้ในวันนั้น เนื้อตัวหนึ่งก็เที่ยวและเล็มหญ้านั้น ราชสีห์คิดว่า จักจับเนื้อนั้นกินเสีย จึงกระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยกาลังของราชสีห์ เนื้อกลัวตายส่งเสียงร้องหนีไป. ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้ จึงตกจมลงไปเหนือเปือกตมแห้ง ไม่สามารถจะขึ้นได้ ได้ยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสา อดอาหารอยู่เจ็ดวัน.
  • 4.
    4 ลาดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหาร ครั้นเห็นราชสีห์นั้นเข้า จึงหนีไปด้วยความกลัว.ราชสีห์เห็นสุนัขจิ้งจอก จึงร้องเรียกแล้วพูดว่า พ่อมหาจาเริญ สุนัขจิ้งจอกอย่าหนีเลย ข้าพเจ้าติดหล่ม ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด. สุนัขจิ้งจอกจึงวิ่งเข้าไปหาราชสีห์แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยยกท่านขึ้น แต่เมื่อข้าพเจ้ายกท่านขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่า ท่านจะกินข้าพเจ้าเสียน่ะซิ. ราชสีห์พูดว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะไม่กินท่านดอก แต่ข้าพเจ้าจักสนองคุณท่าน ท่านจงหาทางยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด. สุนัขจิ้งจอกรับคาปฏิญญาของราชสีห์แล้ว จึงตะกุยเลนรอบเท้าทั้งสี่ ขุดเป็นลารางสี่ตอนของเท้าทั้งสี่แล้วทาให้น้าไหลเข้าไป น้าไหลเข้าไปทาให้เลนอ่อน ขณะนั้น สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไประหว่างท้องของราชสีห์ ร้องบอกว่า พยายามเถิดนาย เอาศีรษะดุนท้อง. ราชสีห์ออกกาลังโดดขึ้นจากหล่มวิ่งไปยืนอยู่บนบก. ราชสีห์พักอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปสู่สระอาบน้าชาระโคลนตม หายเหนื่อยแล้วจึงฆ่าควายได้ตัวหนึ่ง จึงเอาเขี้ยวฉีกเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอกพร้อมกับพูดว่า กินเสียเถิดสหาย เมื่อสุนัขจิ้งจอกกินแล้ว ตัวจึงกินภายหลัง. สุนัขจิ้งจอกกัดชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งคาบไว้. ราชสีห์ถามว่า ทาดังนี้เพื่อประสงค์อะไร สหาย. สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ทาสีของข้าพเจ้ายังมีอยู่ ชิ้นนี้จักเป็นส่วนของเธอ. ราชสีห์กล่าวว่า เอาไปเถิด แม้ตนเองก็คาบเนื้อไปเพื่อนางราชสีห์ แล้วกล่าวว่า มาเถิดสหาย เราจักไปบนยอดเขา ไปยังที่อยู่ของนางสหายของเรา แล้วพากันไป ณ ที่นั้น ให้นางราชสีห์กินเนื้อ แล้วปลอบสุนัขจิ้งจอกและนางสุนัขจิ้งจอกว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักปฏิบัติท่าน แล้วนาไปยังที่อยู่ของตน ให้สุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอยู่ในถ้าอีกถ้าหนึ่งใกล้ประตูถ้า. ตั้งแต่นั้นมา เมื่อราชสีห์ไปหาอาหาร ก็ให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกอยู่เฝ้ าถ้า ตนเองไปกับสุนัขจิ้งจอกฆ่าเนื้อต่างชนิด ทั้งสองตัวกินเนื้อด้วยกัน ณ ที่นั้น แล้วนามาให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอก. เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์คลอดลูกออกสองตัว แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกสองตัวเหมือนกัน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดอยู่กลมเกลียวกันเป็ นอย่างดี. อยู่มาวันหนึ่ง นางราชสีห์ได้เฉลียวใจว่า ราชสีห์นี้ดูรักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกสุนัขจิ้งจอกเสียเหลือเกิน ชะรอยราชสีห์นี้จะมีการเชยชมกับนางสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ จึงรักกันถึงอย่างนี้ ถ้ากระไร เราจะเบียดเบียนคุกคามให้สุนัขจิ้งจอกหนีไปจากที่นี้ให้ได้. ครั้นถึงเวลาที่ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกไปหาอาหาร นางราชสีห์จึงเบียดเบียนคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกว่า ทาไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย. แม้ลูกๆ ของนางราชสีห์ก็คุกคามลูกๆ
  • 5.
    5 ของนางสุนัขจิ้งจอกเหมือนกัน. นางสุนัขจิ้งจอกจึงบอกเรื่องนั้นแก่สุนัขจิ้งจอกแล้วกล่าวว่า เรารู้ไม่ได้ว่า นางราชสีห์นี้ได้ทาตามคาของราชสีห์ เราอยู่มานานแล้ว เรากลับไปที่อยู่ของเราเถิด. สุนัขจิ้งจอกฟังคาของนางสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไปหาราชสีห์กล่าวว่า นาย เราอยู่ในสานักของท่านมานานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นานๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจ ในเวลาที่เราออกไปหาอาหารกัน นางราชสีห์เบียดเบียนขู่นางสุนัขจิ้งจอกว่า ทาไมเจ้าจึงอยู่ใน ที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูกราชสีห์ก็คุกคามลูกสุนัขจิ้งจอก ผู้ใดไม่ชอบให้ผู้ใดอยู่ในสานักตน ผู้นั้นพึงขับไล่เขาว่าจงไปเสียดีกว่า รบกวนกันมีประโยชน์อะไร แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :- ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ ตามความต้องการของตน นี่เป็นธรรมดาของผู้มีกาลัง นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน ได้คุกคามบุตรภรรยาของเรา ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว. ราชสีห์ได้ฟังคาของนางสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงกล่าวกะนางราชสีห์ว่า นี่แน่ะน้อง เมื่อครั้งกระโน้น เจ้ายังระลึกได้ไหมว่า เราไปหาอาหาร พอถึงวันที่เจ็ดได้มากับสุนัขจิ้งจอก และนางสุนัขจิ้งจอกนี้. จาได้จ้ะ. เจ้ารู้ถึงเหตุที่เรามิได้มาตลอด ๗ วันหรือ. ไม่รู้จ้ะ. นี่แน่น้อง เราไปด้วยตั้งใจว่าจักจับเนื้อสักตัวหนึ่ง แล้วพลาดลงไปติดหล่ม ไม่อาจจะขึ้นมาได้ จากนั้นได้ยืนอดอาหารอยู่ ๗ วัน เรารอดชีวิตมาได้เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี้ สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นสหายช่วยชีวิตเรา จริงอยู่ ผู้สามารถจะตั้งอยู่ในธรรมของมิตร ชื่อว่ามีกาลังน้อยไม่มีเลย ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสหายของเรา นางสุนัขจิ้งจอกและลูกน้อย แล้วราชสีห์จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :- ถ้าผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกาลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็ นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นสหายของเรา แน่ะนางมฤคี ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิตเรา. นางราชสีห์ฟังคาของราชสีห์แล้ว จึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก ตั้งแต่นั้นมา ก็อยู่กลมเกลียวกันกับนางสุนัขจิ้งจอกนั้นพร้อมทั้งลูก แม้ลูกราชสีห์ก็เล่นหัวกับลูกสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อพ่อแม่ซึ่งชื่นชอบกันได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทาลายความเป็ นมิตรต่อกัน อยู่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ. นัยว่า ไมตรีของสัตว์เหล่านั้นมิได้แตกทาลายได้เป็นไปชั่วเจ็ดตระกูล. พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก.
  • 6.
    6 ในเมื่อจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นโสดาบัน บางพวกได้เป็ นสกทาคามีบางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหัต. สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์. ส่วนราชสีห์ได้เป็น เราตถาคต นี้แล. ------------------------------