Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Open Access Article by CMU Students

ภารกิจในการเข้าถึงเอกสารแบบเปิด : ระดับมหาวิทยาลัยและแหล่งทุน โดย วัลยา ภู่สว่าง นศ. ภาควิชาบรรณารักษ์ฯ มช. ... ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่โดย รศ.อังสนา ธงไชย อาจารย์ที่ปรึกษา

  • Login to see the comments

Open Access Article by CMU Students

  1. 1. ภารกิจในการเข้าถึงเอกสารแบบเปิด : ระดับมหาวิทยาลัยและแหล่งทุนวัลยา ภู่สว่างการจัดทาเอกสาร OA นับว่าเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีการจัดทาเอกสาร OA เพื่อให้นักวิชาการหรือผู้ที่ทาวิจัยได้นาผลงานหรือบทความทางวิชาการมาเผยแพร่ โดยขั้นตอนการนาบทความวิจัยหรือบทความทางวิชาการมาเผยแพร่จะขึ้นอยู่กับภารกิจที่หน่วยงานต่างๆ ได้มีการกาหนดไว้ซึ่งภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA นั้นหมายถึง ภารกิจที่สนับสนุนการจัดทาเอกสาร OA โดยองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชนหลายแห่งได้จัดทาภารกิจสาหรับการจัดทาเอกสาร OA ขึ้น เพื่อต้องการให้ผู้ที่ทาการวิจัยสามารถนาบทความทางวิชาการ และงานวิจัยมาเผยแพร่ในการเข้าถึงบทความที่เป็นเอกสาร OA ผู้อ่านสามารถเข้าถึงบทความได้ในรูปแบบดิจิทัลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งภารกิจในการทาคลังเอกสารนี้เกิดจากการลงมติของสถาบันการวิจัย และฝ่ายงานวิชาการของมหาวิทยาลัยที่เห็นความสาคัญและประโยชน์ของการจัดทาคลังเอกสาร จะเห็นได้ว่าเอกสาร OA มีความสาคัญและเป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาและวงการการวิจัยมาก เพราะมีองค์กรผู้ให้ทุนมากมายทั้งภาครัฐและเอกชน เสนอให้ทุนแก่ผู้ที่ต้องการจะทาวิจัยเนื่องจากองค์กรผู้ให้ทุนนั้นต้องการที่จะให้นักวิจัยเผยแพร่บทความทางวิชาการที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว เช่น วารสารและเอกสารการประชุมให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสรี การเผยแพร่บทความและงานวิจัยดังกล่าวนั้นจะช่วยให้วงการการศึกษามีการพัฒนามากขึ้นเนื่องจากความรู้ต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั้งนี้หน่วยงานที่มีความสาคัญในการออกภารกิจการจัดทาเอกสาร OA ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรม หน่วยงานของรัฐบาล และองค์กรต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกได้มีการออกภารกิจการจัดทาเอกสาร OA ขึ้นรวม 116 แห่ง กรม หน่วยงานของรัฐบาล จานวน 30 หน่วยงาน องค์กรผู้ให้ทุนอื่นๆ 46 แห่ง และองค์กรการวิจัย 75 แห่ง รวมทั้งสิ้น 267 แห่ง ซึ่งมหาวิทยาลัยที่มีการจัดทาคลังเอกสารOA และออกภารกิจการจัดทาเอกสาร OA แห่งแรกคือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แล้วยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆอีกทั่วโลก เช่น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยเซาว์แทมตันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ เป็นต้น บทความนี้จะแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน ซึ่งก็คือ ภารกิจของมหาวิทยาลัยและ ภารกิจขององค์กรผู้ให้ทุนในการทาคลังจัดเก็บเอกสาร (ROARMAP, 2010)
  2. 2. 2-D2ภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของมหาวิทยาลัยการกาหนดภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA นับว่ามีความสาคัญเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยหลายแห่งต่างให้ความสนใจกับการจัดทาเอกสาร OA เนื่องจากการจัดทาเอกสาร OA เป็นการเปิดความคิด เปิดทัศนะคติ และยังช่วยให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มหาวิทยาลัยหลายๆแห่งจึงมีการกาหนดนโยบายในการจัดทาเอกสาร OA ขึ้น เพื่อให้การจัดทาเอกสาร OA มีมาตรฐานและมีคุณภาพ โดยองค์กรที่มีการกาหนดภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA โดยมีทั้งสิ้น 264 องค์กร (Roarmap, 2010)แบ่งเป็นมหาวิทยาลัย 208 แห่ง ซึ่งในบทความนี้จะยกตัวอย่างภารกิจของมหาวิทยาลัย 4 สถาบันด้วยกันคือ Harvard University, Oxford University, Queensland University of Technology and Hong KongUniversity1. Harvard Universityมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยก่อตั้งเมื่อปี 8กันยายน ค.ศ. 1636 มีอายุครบ 370 ปีใน ค.ศ. 2006 (Wiki, 2009)Suber (2008) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของการเข้าถึงเอกสารเปิ ดสาธารณะในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้มีภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ขึ้นตั้งแต่วันที่12 กุมภาพันธ์ 2008 ซึ่งนับว่าเป็นสถาบันแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาที่ได้นาเอกสาร OA มาใช้ ซึ่งคณะที่ริเริ่มทาเอกสาร OA คือ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เนื่องจากมีความเห็นว่าบทความที่ค้นหาได้จากทางอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันอาจจะไม่มีความถูกต้อง และไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด ต่อมาเมื่อคณะต่างๆ เริ่มใช้เอกสาร OA ในระยะแรกคณบดีของคณะต่างๆ ได้มีการจัดตั้งคณะผู้ดาเนินงานและวางแผนโครงการว่าจะใช้อินเทอร์เน็ตในการเผยแพร่เอกสาร OA ซึ่งการนางานของผู้เขียนมาจัดทาเป็นเอกสารเปิดสาธารณะที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น โดยผู้เขียนที่จะต้องนาผลงานของตนมาทาเป็นวารสารแบบเสรี ซึ่งผู้เขียนเองก็มีความคาดหวังว่าบทความของตนจะถูกนาไปดัดแปลงหรือต่อยอดความรู้ให้กับผู้อื่นได้อีกทั้งบทความที่ผู้เขียนมอบให้นามาทาเป็นเอกสาร OA จะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ในการจัดทาเอกสาร OA นั้นทางมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดคาดหวังว่าจะทาให้การค้นคว้าวิจัยมีขอบเขตที่กว้างมากยิ่งขึ้น
  3. 3. 2-D3ภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีทั้งหมด 9 ข้อดังนี้1. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้กาหนดให้คณะต่างๆในมหาวิทยาลัยจัดทาเอกสาร OAขึ้นโดยใช้สัญญาอนุญาตโดยใช้ครีเอทีฟคอมมอนที่เป็นสัญลักษณ์ผู้สร้างสรรค์ผลงาน2. เอกสารหรือบทความที่นามาจัดทาเป็นเอกสาร OA จะไม่สามารถนาไปจาหน่ายเพื่อหวังผลกาไรได้เนื่องจากบทความทุกบทความมีสัญญาอนุญาตของผู้แต่งหรือเจ้าของผลงานนั้น3. มีการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสารที่บุคคลทั่วไปสามารถสืบค้น และเข้าใช้ได้4. เจ้าของผลงานหรือนักวิจัยสามารถส่งสาเนาให้กับทางคณะได้โดยตรง จากนั้นทางคณะจะนาเอกสารหรือผลงานไปจัดทาให้เอกสารฉบับนั้นเป็นเอกสาร OA5. เอกสารที่เป็นเอกสาร OA จะผ่านการรับรองโดย Faculty of Art and Science-FAS6. เอกสารหรือผลงานทางวิชาการต่างๆ ทางคณะจะทาการพิจารณาถึงความเหมาะสมในการเผยแพร่ โดยเอกสารบางอย่างอาจถูกคัดออกเนื่องจากความไม่เหมาะสมบางประการ7. เมื่อเจ้าของผลงานมีความต้องการที่จะเผยแพร่เอกสาร ทางคณะสามารถนาบทความหรือผลงานทางวิชาการไปเผยแพร่ยังวารสารที่เจ้าของผลงานต้องการนาผลงานของตนไปเผยแพร่ได้นอกจากนั้นยังให้การรับรองในการรักษาสิทธิของเจ้าของผลงาน8. เมื่อนาผลงานทางวิชาการมาเผยแพร่เป็นเอกสาร OA แล้ว ทางคณะจะทาการรักษาสัญญาอนุญาตหรือสิทธิให้เจ้าของผลงานโดยไม่มีการกาหนดระยะเวลา9. เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับผลงานต่างๆ ในด้านสิทธิ เจ้าของผลงานสามารถมาทาคาร้องที่มหาวิทยาลัยได้ และทางคณบดีของคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์จะจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ (Eastman, G., 2008)2. Oxford Universityมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ตั้งอยู่ที่เมืองอ๊อกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักรเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดได้เริ่มเปิดตั้งแต่ พ.ศ. 1639และในปี พ.ศ. 1710 มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์และการสนับสนุนการเงินจากคหบดีต่างๆ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดได้มีภารกิจในการจัดทาเอกสารOA ขึ้นในปี 2008 เพื่อเผยแพร่ความรู้ผ่านทางบทความ และวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสู่สาธารณะชน ซึ่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจะเป็นการทา OAJ ซึ่งเป็นวารสารออนไลน์ ชื่อว่า “OxfordJournals” โดยการทาวารสารออนไลน์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจะเป็นการนาเอาบทความที่อยู่บน
  4. 4. 2-D4เว็บไซต์ส่วนบุคคล บล็อก เป็นต้น มาทาเป็นวารสารออนไลน์ ซึ่งวารสารออนไลน์จะมี 2 ส่วน คือส่วนที่เปิดให้เข้าถึงได้และส่วนที่ต้องเป็นสมาชิกจึงจะสามารถเข้าถึงวารสารได้ภารกิจในการวารสารออนไลน์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีรายละเอียดดังนี้1. เจ้าของผลงานสามารถอัพโหลดไฟล์เอกสารลงในคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันได้2. ทางมหาวิทยาลัยจะทาการประเมินคุณภาพของบทความ (peer-reviewed)3. เมื่อผลงานได้รับการยอมรับจากนักวิชาการแล้ว เจ้าของผลงานต้องเขียนสัญญาอนุญาตเพื่อแสดงสิทธิให้ผู้ที่นาไปใช้มีการอ้างอิงถึง4. บทความฉบับสมบูรณ์จะถูกจัดเก็บในรูปแบบ pdf ไฟล์5. มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจะนาบทความลงวารสารออกซ์ฟอร์ด หลังจากผลงานได้รับการยอมรับให้ลงในวารสารออกซ์ฟอร์ด เจ้าของผลงานจะไม่มีสิทธิ์นาบทความ หรือผลงานต่างๆไปเผยแพร่ยังที่ใดได้อีก6. สาหรับการทาบทความหรือผลงานทางวิชาการเป็นวารสารออนไลน์ บทความอาจจะไม่ได้เผยแพร่ในทันที แต่จะได้รับการเผยแพร่บทความภายในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน7. ผลงานต้นฉบับที่เจ้าของผลงานทาการเผยแพร่ก่อนหน้าที่จะมีการตีพิมพ์ลงในวารสารจะไม่สามารถทาการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆได้อีก3. University of Southampton : School of Electronics and Computer Scienceมหาวิทยาลัยเซาท์แทมตันเป็นมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ แห่งประเทศอังกฤษ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีนโยบายในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยระดับโลก และเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนาทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้ าและวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เนื่องจากมหาวิทยาลัยเซาท์แทมตัน มีนโยบายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยระดับโลก ทางมหาวิทยาลัยจึงสนับสนุนการวิจัยแก่นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ส่งผลให้มีการสนับสนุนการทาเอกสาร OA ขึ้น (University of Southampton, n.d.)ภารกิจในการทาเอกสาร OA ของมหาวิทยาลัยเซาท์แทมตันมีรายละเอียดดังนี้1. มหาวิทยาลัยมีภารกิจในการส่งเสริมการทาวิจัยให้เป็นรูปแบบเอกสาร OA และเพื่อให้ผู้ใช้ทั่วโลกสามารถเข้าใช้งานได้
  5. 5. 2-D52. ทางมหาวิทยาลัยได้จัดทาคลังจัดเก็บเอกสารหรือคลังความรู้ (Eprint) โดยก่อนนาเอกสารเข้ามาเผยแพร่ในคลังจัดเก็บเอกสารทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ3. ภารกิจของมหาวิทยาลัยจะสอดคล้องกับข้อตกลงทางด้านลิขสิทธิ์กับสานักพิมพ์หรือผู้จัดพิมพ์ดังต่อไป3.1 ผู้เขียนมีสิทธิที่จะนาเอกสารต้นฉบับ (Preprint) ของตนไปเผยแพร่ หรือนาไปใช้งานด้านต่างๆ แต่หลังจากได้รับการตรวจสอบ (peer-reviewed) จากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ผู้เขียนหรือเจ้าของผลงานจะไม่สามารถกระทาการใดๆกับผลงานของตน3.2 หากเจ้าของผลงานต้องการนาผลงานไปตีพิมพ์ ลิขสิทธิ์ของเอกสารฉบับสมบูรณ์ที่ได้รับการประเมินคุณภาพแล้วจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงของเจ้าของผลงานกับสานักพิมพ์3.3 สานักพิมพ์บางแห่งจะอนุญาตให้เอกสารฉบับสมบูรณ์ (Postprint)สามารถนาไปจัดเก็บเป็น Self-archiving ได้3.4 ในกรณีที่สานักพิมพ์ไม่อนุญาตให้นาผลงานฉบับสมบูรณ์ไปทาเป็นself-archiving เจ้าของผลงานก็สามารถนาเอกสารต้นฉบับ (Preprint) มาทาแทนได้3.5 ในสัญญาอนุญาต บางกรณีก็จะอนุญาตให้นาเอกสารต้นฉบับและผลงานฉบับสมบูรณ์ มาเผยแพร่ลงเว็บเพจของตนเองได้4. Queensland University of Technologyมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์เป็นมหาวิทยาลัยของประเทศออสเตรเลีย ที่มีการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสาร เริ่มจัดทาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ค.ศ. 2003 โดยได้มีการกาหนดภารกิจในการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสาร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2004 คณะแรกที่ยอมรับและปฏิบัติตามภารกิจการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ คือคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเริ่มทาคลังจัดเก็บเอกสาร ในปี ค.ศ. 2006 หลังจากนั้นไม่นานคณะอื่นๆ ในสถาบันก็ได้มีการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสารในเวลาต่อมาจากการศึกษาของ Suber (2008) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการทาคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ได้มีการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบัน สาหรับเก็บและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัย โดยใช้ชื่อ “ePrint” การจัดทาคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันดังกล่าวเพื่อสนับสนุน
  6. 6. 2-D6ให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชาเพิ่มมากยิ่งขึ้นในระดับสากล ซึ่งนโยบายในการทาคลังเอกสาร OA มีรายละเอียดดังนี้1. มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์จะมีผู้เชี่ยวชาญและผู้สนับสนุนทางด้านการวิจัย ทาหน้าที่ในการประเมินบทความ1.1 ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนับสนุนทางด้านการวิจัย จะตรวจสอบบทความฉบับสมบูรณ์ (Postprint) เพื่อให้บทความดังกล่าวเป็นบทความที่ถูกต้องและสามารถนาไปเผยแพร่ในคลังเอกสารได้ทันที1.2 ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนับสนุนทางด้านการวิจัย จะตรวจสอบบทความต้นฉบับ (Preprint) เช่น ตรวจสอบความถูกต้องในการพิมพ์ และตรวจสอบสานวนภาษา เพื่อให้บทความมีความถูกต้องก่อนจะนาไปเขียนบทความฉบับสมบูรณ์2. การนาเอกสารทางวิชาการเข้าไปยังคลังจัดเก็บเอกสาร เอกสารเหล่านี้สามารถนาเข้าคลังจัดเก็บเอกสารของสถาบันได้โดยไม่จาเป็นต้องผ่านการตรวจสอบ ซึ่งประกอบด้วยเอกสารดังนี้2.1 รายงานการประชุม2.2 ตาราเรียน2.3 เอกสารที่เป็นบท3. เอกสารที่เป็นผลงานการวิจัยระดับสูง ที่จัดทาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์หรือนักศึกษาระดับปริญญาโท จะต้องนาไปเก็บไว้ในคลังจัดเก็บเอกสารของประเทศออสเตรเลีย (AustraliaDigital Theses- ADT)4. บทความหรือเอกสารทางวิชาการที่จะนาเข้าคลังจัดเก็บเอกสาร ePrint จะต้องเป็นผลงานการวิจัยที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่5. จะต้องระบุรายละเอียดของผลงานก่อนนาผลงานมาตรวจสอบความถูกต้อง โดยนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญในสถาบัน6. สาหรับเจ้าของผลงานที่ได้นาผลงานไปเผยแพร่ยังหน้าเว็บไซต์ของตนจะต้องทาการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังคลังข้อมูล ePrint ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์5. การจัดทาเอกสาร OA ในฮ่องกงแนวคิดในการจัดทาเอกสาร OA ของฮ่องกงเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1957 โดยมีการจัดการประชุมขึ้นในหัวข้อ "Promoting 21st Century Scholarly Communication: The Role of Institutional Repositories
  7. 7. 2-D7in the Open Access Movement" มีหลายประเทศเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมโดยส่วนมากจะเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านต่างๆ ต่างลงความเห็นว่า ฮ่องกงควรจะมีการจัดทาคลังเอกสาร OA เพื่อที่จะช่วยให้การศึกษาพัฒนายิ่งขึ้นไป ซึ่งการให้ทุนในการทาวิจัยของฮ่องกงนั้นจะมีองค์กร 2 องค์กรที่ให้ทุนในการทาวิจัยซึ่งก็คือ5.1 University Grant Committee-UGCUniversity Grant Committee ฮ่องกง คือ องค์กรที่ทาหน้าที่ให้คาปรึกษา และให้เงินทุนแก่ประชาชนในเขตการปกครองพิเศษ (SAR) หรือฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในระดับอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาและต่อยอดทางการศึกษาในประเทศจีน (UGC, 2007)University Grant Committee ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1965 มีหน้าที่ให้คาปรึกษาแก่คณะรัฐบาลในส่วนของการพัฒนาประเทศและให้เงินทุนแก่ มหาวิทยาลัยฮ่องกง และมหาวิทยาลัยจีนในฮ่องกง ซึ่งองค์กรนี้เกิดขึ้นจากการให้คาแนะนาในการจัดตั้งของสภานิติบัญญัติ ในปี ค.ศ.1964 โดยคณะกรรมการสภานิติบัญญัติของประเทศอังกฤษได้มีการแนะนาให้ฮ่องกงจัดตั้งองค์กรที่มีหน้าที่ให้คาปรึกษา ในเรื่องการพัฒนาประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสาธารณูปโภค และมีหน้าที่ให้เงินทุนแก่มหาวิทยาลัย ดังนั้นองค์กรดังกล่าวจึงทาการก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1422 โดยมีการวางโครงสร้างตามรูปแบบของประเทศอังกฤษ ในปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาอยู่แปดแห่งที่ได้รับเงินทุนจาก UGC คือCity University of Hong Kong (CityU), Hong Kong Baptist University (HKBU), Lingnan University(LU), The Chinese University of Hong Kong (CUHK), The Hong Kong Institute of Education(HKIEd), The Hong Kong Polytechnic University (PolyU), The Hong Kong University of Scienceand Technology (HKUST) และ The University of Hong Kong (HKU) (UGC, 2007)5.2 The Research Grants Council-RGCThe Research Grants Council เป็นองค์กรที่ให้คาปรึกษาทางด้านการวิจัยแก่ประชาชนในฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทาวิจัยในระบบมหาวิทยาลัย รวมไปถึงให้เงินทุนในการทาวิจัยสาหรับนักวิจัย และนักศึกษาปริญญาโท เพื่อที่จะนาบทความวิชาการ หรือบทความวิจัยมาจัดทาเป็นเอกสาร OA โดย RGC ทางานภายใต้University Grant Committee (RGC, 2007)The Research Grants Council มีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่สองประการได้แก่ ให้คาแนะนาแก่ รัฐบาล ผู้บริหาร SAR (The Special Administrative Region) หรือเขตการปกครองพิเศษในการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสารทางด้านงานวิจัยในระดับอุดมศึกษา เพื่อให้งานวิจัยและผลงานทางวิชาการ ได้ให้ความรู้และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ประการต่อมา คือเป็นแหล่งเงินทุนและ
  8. 8. 2-D8ให้เงินทุนสาหรับการวิจัยแก่ นักวิชาการ นักศึกษาปริญญาโท และนักศึกษาปริญญาเอก หรืออาจจะให้เงินทุนเพื่อเป็นรางวัลแก่นักศึกษาหรือนักวิชาการในการสร้างผลงาน รางวัลดังกล่าวจะเป็นรางวัลที่ทางUGC เป็นผู้ตัดสิน สาหรับการขอทุนไปสร้างผลงานนั้น ผู้ขอรับทุนจะต้องเขียนรายงาน รายงานความคืบหน้าในงานวิจัยของตนเพื่อแสดงความก้าวหน้าของงานวิจัยให้แก่ UGC (RGC, 2007)6. Hong Kong University Multi-Institutionมหาวิทยาลัยฮ่องกง เป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ บนเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตบริหารพิเศษของสาธารณรัฐประชาชนจีน คณะแรกที่เปิดสอน คือแพทยศาสตร์ ซึ่งศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือ ซุนยัดเซน ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน คาขวัญของมหาวิทยาลัยคือ "Sapientia etVirtus" อันเป็นภาษาละติน แปลว่า "ปัญญาและคุณธรรม" ดาเนินการสอนด้วยภาษาอังกฤษ(ผู้จัดการออนไลน์, 2010)Harnard, S. (2008) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจในการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสาร ของมหาวิทยาลัยฮ่องกงว่า แหล่งเงินทุนที่ให้ทุนในการวิจัยในฮ่องกงได้แก่ UGC และ RGC ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ที่ให้ทุนแก่นักวิชาการ นักศึกษาปริญญาโทและผู้ที่สนใจทาวิจัย ซึ่ง UGC และ RGCนี้จะเป็นผู้ที่ให้ทุนในการทาวิจัยโดยผ่านทางมหาวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ได้ออกภารกิจในการจัดทาคลังจัดเก็บเอกสาร ขึ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานและเพื่อให้ผลงานของบุคคลในประเทศได้ใช้ประโยชน์สูงสุดภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของ Hong Kong University Multi-Institution มีรายละเอียดดังนี้1. สนับสนุนให้นักวิจัยนาผลงานของตนไปเผยแพร่เป็น OA อาจจะนาไปตีพิมพ์กับสานักพิมพ์ที่รับทาผลงานให้เป็น OA หรือเผยแพร่ในคลังจัดเก็บเอกสารของตนหรือสถาบัน เพื่อให้มีจานวนการอ้างถึงสูงขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงและนาไปใช้ได้สะดวกและรวดเร็ว ทาให้ ค่า H-indexหรือ G-index สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นหน่วยวัดที่สามารถแสดงถึงคุณภาพของผู้เขียนบทความได้2. หากผลงานวิจัยหรือเอกสารทางการวิจัยดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์หรือยังไม่สามารถนามาทาเป็นเอกสาร OA ได้ เนื่องจากต้องการเงินทุนเพิ่มเติมให้เจ้าของผลงานนารายละเอียดเพิ่มเติมของผลงานมาส่งให้มหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยจะยอมรับทั้งเอกสารฉบับต้น (Preprint) หรือเอกสารฉบับสมบูรณ์ (Postprint) สาหรับการขอเงินทุน นักวิจัยหรือผู้ที่ต้องการทาวิจัยสามารถขอเงินทุนได้จาก RGC ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนผู้ทาวิจัย โดยมีวงเงินจากัด 3,000 US$ ตามที่ WellcomeTrust ได้กาหนดวงเงินสูงสุดในการให้ทุนไว้
  9. 9. 2-D93. สาหรับหนังสือ หรือตาราที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ให้เจ้าของผลงานนารายละเอียดส่วนเพิ่มเติมของเนื้อหาภายใน และรายละเอียดของเจ้าของผลงานนาไปให้ทางมหาวิทยาลัย เพื่อให้ทางมหาวิทยาลัยนาผลงานไปเผยแพร่ในคลังเอกสาร OA ของมหาวิทยาลัย ซึ่งผลงานดังกล่าวจะถูกจัดประเภท และหมวดหมู่ที่เหมาะสม เพื่อความสะดวกในการค้นหาหรือเข้าใช้ของผู้ใช้4. งานวิจัยหรือผลงานทางวิชาการที่เจ้าของผลงานจะนามาเผยแพร่ในคลังจัดเก็บเอกสาร จะต้องเป็นผลงานที่เป็นดิจิทัลแล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสารฉบับต้นหรือเอกสารฉบับสมบูรณ์ เพราะทางผู้จัดทาคลังจัดเก็บเอกสาร จะไม่รับเอกสารที่เป็นฉบับปรับปรุง และระหว่างที่เจ้าของผลงานทางานวิจัย จะต้องมีการรายงานความคืบหน้าของผลงานเป็นระยะต่อ RGC องค์กรผู้ให้ทุนตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย(University)คลังจัดเก็บเอกสาร(InstitutionalRepositories)การประเมินคุณภาพ(peer-reviewed)การเผยแพร่ วิธีการส่งเอกสาร OAสิทธิในการเผยแพร่เอกสารOAHarvardUniversityDigital Accessto Scholarshipat Harvard-DASHมหาวิทยาลัยเป็นผู้ประเมินคุณภาพบุคคลทั่วไปสามารถสืบค้น และเข้าใช้ได้สามารถส่งสาเนาให้กับทางคณะได้โดยตรงสามารถนาบทความหรือผลงานทางวิชาการไปเผยแพร่ได้OxfordUniversityOxford Journal มหาวิทยาลัยเป็นผู้ประเมินคุณภาพสามารถเข้าใช้ได้ส่วนหนึ่งอัพโหลดไฟล์เอกสารลงในคลังจัดเก็บเอกสารด้วยตนเองเจ้าของผลงานจะไม่มีสิทธิ์นาบทความ หรือผลงานต่างๆไปเผยแพร่
  10. 10. 2-D10มหาวิทยาลัย(University)คลังจัดเก็บเอกสาร(InstitutionalRepositories)การประเมินคุณภาพ(peer-reviewed)การเผยแพร่ วิธีการส่งเอกสาร OAสิทธิในการเผยแพร่เอกสารOAUniversity ofSouthampton :School ofElectronics andComputerScienceECS EprintsRepositoryนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญบุคคลทั่วไปสามารถสืบค้น และเข้าใช้ได้ส่งให้กับทางมหาวิทยาลัยได้โดยตรงในบางกรณีสานักพิมพ์จะอนุญาตให้นางานฉบับสมบูรณ์และต้นฉบับ มาจัดเก็บเป็น Self-Archiving ได้QueenslandUniversity ofTechnologyQUT ePrints ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนับสนุนทางด้านการวิจัยบุคคลทั่วไปสามารถสืบค้น และเข้าใช้ได้ส่งให้กับทางมหาวิทยาลัยได้โดยตรงสามารถนาไปเผยแพร่เป็น Self-Archiving ได้แต่ต้องเชื่อมโยงมาที่คลัง QUT ePrintsHong KongUniversityMulti-InstitutionHong KongInstitutionalRepositoriesมหาวิทยาลัยเป็นผู้ประเมินคุณภาพเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกส่งให้กับทางมหาวิทยาลัยได้โดยตรงไม่สามารถนาไปเผยแพร่ได้
  11. 11. 2-D11ภารกิจในการจัดทาเอกสารเปิดสาธารณะขององค์กรผู้ให้ทุนในการทาคลังเอกสารองค์กรผู้ให้ทุนเป็นองค์กรที่มีความสาคัญต่อการจัดทาเอกสาร OA เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุน และให้ทุนแก่ผู้ที่ทาวิจัยหรือต้องการมีผลงานทางวิชาการ โดยในการให้ทุนนั้นในปัจจุบันผู้ให้ทุนจะมีการจัดทานโยบายในการจัดทาเอกสาร OA เช่นกัน เพื่อกาหนดเงื่อนไขและข้อกาหนดในการให้ทุน โดยในบทความนี้จะยกตัวอย่างองค์กรผู้ให้ทุน 2 แห่ง ได้แก่ National Institutes of Healthและ Wellcome Trust ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้1. National Institutes of Health-NIHภาพที่ 1 หน้าโฮมเพจของ NIHNIH เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ให้ทุนในการทาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ในการให้ทุนนั้น เป็นการให้ทุนเพื่อให้งานวิจัยดังกล่าวมาเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในรูปแบบดิจิทัล ฐานข้อมูลของสถาบันสุขภาพแห่งชาติที่ทาการจัดเก็บข้อมูลหรืองานวิจัย คือ PubMed ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางด้านการแพทย์ให้บริการวารสาร และเอกสารฉบับเต็มทางการแพทย์ออนไลน์โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม นอกจากนั้นPubMed ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ได้เช่น GenBank ซึ่งเป็นฐานขอมูลที่เก็บรวบรวมขอมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตางๆ ทั้งพืช สัตว และจุลินทรีย ในการนาผลงานทางการวิจัยเข้าสู่ฐานข้อมูล PubMed มีวัตถุประสงค์ คือทาให้งานวิจัยนั้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย เนื่องจากฐานข้อมูลดังกล่าวไม่มีการจากัดกลุ่มผู้ใช้ และไม่คิดค่าค่าธรรมเนียม โดย NIH ได้ประกาศนโยบายในการสนับสนุนการทาบทความที่เกิดจากการวิจัยในวันที่
  12. 12. 2-D122 พฤษภาคม 2005 ซึ่งนโยบายจะนาไปใช้กับสื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว(peer-reviewed) (NIH, 2009)ภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของ NIH มีรายละเอียดดังนี้1. บทความที่ทาง NIH จะนามาทาเป็นเอกสาร OA ได้มีข้อกาหนดดังนี้1.1 เป็นบทความที่ได้รับการประเมินคุณภาพจากนักวิชาการ (peer-reviewed)1.2 เป็นบทความที่ได้รับการเผยแพร่ลงในวารสาร1.3 บทความจะต้องเป็นบทความที่ใช้ภาษาสากล ไม่รวมถึงภาษาละติน เช่นภาษารัสเซียและภาษาญี่ปุ่น2. นโยบายนี้ไม่รองรับเอกสารประเภทวิทยานิพนธ์ หนังสือเรียน และรายงานการประชุม3. บทความที่จะสามารถนามาฝากไว้ที่ฐานข้อมูลของ NIH ได้นั้นจะต้องเป็นบทความที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ซึ่งบทความที่จะนามาลงฐานข้อมูลมีอยู่ 2 ประเภทคือ3.1 บทความต้นฉบับที่ได้รับการประเมินคุณภาพแล้ว (Final peer-reviewedmanuscript) บทความประเภทนี้จะได้รับการตรวจสอบ และเป็นบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสาร3.2 บทความฉบับสมบูรณ์ (Final published article) เป็นบทความที่ได้รับการประเมินคุณภาพ หรือได้รับการแก้ไข ปรับเปลี่ยนสานวนภาษาให้มีความสมบูรณ์ ถูกต้องตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมเผยแพร่ได้ทันที สาหรับ NIH จะรับเฉพาะบทความประเภทนี้เท่านั้น4. สาหรับผู้ที่ขอทุนของ NIH ไปเพื่อทาการวิจัยหรือเพื่อสร้างผลงานทางวิชาการจะต้องนาผลงานมาลงในฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่เป็นเอกสาร OA5. บทความหรือผลงานทางวิชาการจะถูกเผยแพร่ยังฐานข้อมูล Pub Med Central(PMC) ออนไลน์ ซึ่งได้รับการดูแลโดย NIH สาหรับการให้บริการของฐานข้อมูล PMC ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลหรือทาสาเนาบทความทางวิชาการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย6. หลังจากนาบทความหรือผลงานวิชาการมาฝากไว้ที่ NIH ผลงานจะถูกเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในทันทีหรือถูกนาออกเผยแพร่ไม่เกิน 12 เดือนหลังจากผลงานถูกนามาลงในฐานข้อมูล(NIH, 2009)2. Wellcome Trust
  13. 13. 2-D13ภาพที่ 2 หน้าโฮมเพจของ Wellcome TrustWellcome Trust เป็นองค์กรเอกชนที่ให้การสนับสนุนและให้เงินทุนในทาเอกสาร OA ซึ่งWellcome Trust นับว่าเป็นองค์กรผู้ให้ทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษที่ให้ทุนสาหรับงานวิจัยทางด้านการแพทย์โดยการจัดทาเอกสาร OA นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิจัย ตามพันธกิจขององค์กรที่จะช่วยให้เกิดผู้เชี่ยวชาญการวิจัยทางด้านการแพทย์และชีววิทยา ผลงานวิจัยนี้เป็นความคิดและความรู้ใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการตรวจสอบจากนักวิชาการแล้ว ซึ่ง Wellcome Trust เชื่อว่าการนาบทความมาเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้อ่านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายบนอินเทอร์เน็ต จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทาให้ผู้ใช้สามารถข้าถึงบทความได้อย่างสะดวก อีกทั้งองค์กรยังมีนโยบายในการให้เงินทุนสนับสนุนผู้ทาการวิจัยทุกประเภท ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทุนในการทางานวิจัย แต่การรับเอกสารเพื่อนาเข้าในฐานข้อมูลของ Wellcome Trust จะเปิดรับเฉพาะเอกสารทางด้านการวิจัยหรืองานวิจัยเท่านั้น โดยจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการวิจัยได้จากฐานข้อมูล PMC ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางด้านการแพทย์ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในสากล (Wellcome trust, n.d.)พันธกิจสนับสนุนการทาวิจัยทางการแพทย์เพื่อนามาซึ่งแนวคิดใหม่และก่อให้เกิดวัฒนธรรมการวิจัยภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของ Wellcome Trust มีรายละเอียดดังนี้
  14. 14. 2-D141. ผู้ที่ได้รับทุนในการทาวิจัยจะต้องนาผลงานวิจัยกลับมาให้ทาง Wellcome Trustเผยแพร่เป็นเอกสาร OA2. บทความของผู้ได้รับทุนจะถูกเผยแพร่ในฐานข้อมูล PMC และ UK PubMedCentral (UK PMC) การนาเอกสารต้นฉบับต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและให้ Wellcome Trust ตรวจสอบก่อน และจะนาไปเผยแพร่ยังฐานข้อมูลที่กล่าวมาภายในเวลา 6 เดือน หลังจากเจ้าของผลงานส่งผลงานฉบับสมบูรณ์ (Postprint) กลับมา3. ผู้ขอรับทุนสามารถขอรับทุนเพิ่มเติมได้ โดยทาง Wellcome Trust จะให้เงินทุนเพิ่มเติมผ่านสถาบันของผู้รับทุน เพื่อประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้อันจะนามาซึ่งความรู้ที่มีคุณภาพและ ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของสถาบัน4. การเผยแพร่ข้อมูลจะเป็นการเผยแพร่เอกสารฉบับเต็มที่ผู้ใช้สามารถคัดลอกได้อย่างอิสระภายใต้สัญญาอนุญาต ซึ่งจะต้องมีการอ้างถึงเมื่อนาบทความหรือข้อมูลทางวิชาการไปใช้5. หากผลงานที่ผู้รับทุนนามาฝากเป็นผลงานที่มีคุณภาพ และมีผู้อ้างถึงมาก ทางองค์กรจะมีการพิจารณาให้ทุนแก่เจ้าของผลงานคนดังกล่าวในคราวต่อไปซึ่งนักวิจัยจะได้รับผลประโยชน์สองประการ ประการแรก คือ ผลงานของผู้เขียนจะได้รับการเผยแพร่ลงในฐานข้อมูลเอกสาร OA ออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้ง่ายและไม่เสียค่าใช้จ่าย ประการที่สอง เมื่อผลงานของผู้เขียนได้รับการอ้างถึงบ่อยครั้งจะทาให้บทความของผู้เขียนมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และได้รับทุนต่อเนื่อง (Wellcome trust, n.d.)ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบข้อแตกต่างของภารกิจในการจัดทาเอกสาร OA ของ NIH และWellcome TrustNIH Wellcome Trust1. ให้ทุนแก่ผู้วิจัย $ 500,000 เพียงครั้งเดียว 1. สามารถขอทุนเพิ่มได้และหากผลงานของผู้วิจัยมีคุณภาพและมีผู้อ้างถึงมาก จะได้รับการพิจารณาให้รับทุนอย่างต่อเนื่อง2. ผู้ที่ได้รับทุนจะต้องรายงานความคืบหน้าของผลงานเป็นระยะต่อ NIH2. บทความวิชาการ หรือบทความงานวิจัย ทางองค์กรเป็นผู้ประเมินและตรวจสอบบทความเอง
  15. 15. 2-D15NIH Wellcome Trust3. บทความจะต้องได้รับการประเมินและตรวจสอบก่อนที่นามาส่งให้กับ NIH3. บทความจะได้รับการเผยแพร่ภายใน 6 เดือนหลังจากผลงานหลังจากส่งผลงานให้กับWellcome Trust แล้ว4. หลังจากนาบทความหรือผลงานวิชาการมาฝากไว้ที่ NIH ผลงานจะถูกเผยแพร่เป็นเอกสาร OA ในทันทีหรือถูกนาออกเผยแพร่ไม่เกิน 12 เดือนหลังจากผลงานถูกนามาลงในฐานข้อมูล5. บทความจะต้องเป็นบทความที่ใช้ภาษาสากลไม่รวมถึงภาษาละติน เช่น ภาษารัสเซียและภาษาญี่ปุ่นประเทศไทยยังไม่มีองค์กรผู้จัดทาเอกสาร OA จะมีก็แต่การจัดทาคลังความรู้หรือคลังเอกสารยกตัวอย่างเช่น คลังปัญญาจุฬาฯเพื่อประเทศไทย และฐานข้อมูลวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งการจัดทาคลังความรู้ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้น บทความหรือเอกสารทางวิชาการไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ เหมือนการจัดทาเอกสาร OA ของต่างประเทศ ซึ่งในการทาเอกสาร OA นั้นจะมีผลต่อลาดับของมหาวิทยาลัย จากการจัดลาดับของ Webometrics ซึ่งเป็นเว็บไซต์สารวจข้อมูลด้านวิชาการที่มีบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย (รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุลุ, 2552)โดยมหาวิทยาลัยที่มีข้อมูลทางวิชาการมากที่สุดของเอเชีย คือ ไต้หวัน พบว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ลาดับที่ 75 ซึ่งถ้ามีการสนับสนุนให้ทาเอกสาร OA ก็จะทาให้เอกสารทางวิชาการได้ถูกนาไปไว้ในเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยก็ควรจะมีระบบ Interoperability ซึ่งเป็นวิธี หรือแนวทางที่จะทาให้ข้อมูลในระบบ หรือคอมโพเนนท์ต่าง ๆ สามารถพูดคุยกันได้ เพราะในโลกปัจจุบัน ระบบขององค์กรหนึ่ง ๆ อาจซื้อมาจากหลายบริษัทแล้วมาต่อเชื่อมเข้าด้วยกัน แนวทางของ Interoperabilityคือระบบไม่จาเป็นต้องมาจากที่เดียวกัน แต่ต้องสามารถคุยกันได้ติดต่อสื่อสารกันได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ (ผู้จัดการออนไลน์, 2549) ซึ่ง Interoperability ในทางของการใช้เอกสาร OA เครื่องมือนี้มีส่วนสาคัญ เพราะจะช่วยให้คลังเอกสารของมหาวิทยาลัยเป็นคลังจัดเก็บเอกสาร OA อย่างแท้จริง เนื่องจากInteroperability ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลทางบรรณานุกรม จากบทความไปได้ อาจเป็นส่วนที่ช่วย
  16. 16. 2-D16ให้การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาความรู้ของคนในประเทศ จึงควรมีการจัดทาเอกสาร OA ซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานที่ควรมีการจัดทาเอกสาร OA คือ มหาวิทยาลัย เพราะนอกจากเป็นการส่งเสริมการศึกษาแล้ว การจัดทาเอกสาร OAยังจะช่วยให้ค่า Impact Factors ของอาจารย์หรือนักวิชาการสูงขึ้นอีกด้วย (Ranking Web of WorldUniversities, 2011)
  17. 17. 2-D17บรรณานุกรมผู้จัดการออนไลน์. (2549). เจาะใจยักษ์ใหญ่เมื่อต้องการ “ทางานร่วมกัน” ไมโครซอฟท์กับแนวคิด Interoperability. ค้นจาก http://www.ee-part.com/news/4340ผู้จัดการออนไลน์. (2010). ม.ฮ่องกง สุดยอดมหาวิทยาลัยในเอเชีย จีน เจ๋ง ติดมากสุด 4 ใน 10. ค้นจากhttp://community.momypedia.com/webboard_topic.aspx?tid=549883มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด. (ม.ป.ป.) ค้นจาก http://th.wikipedia.org/มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด. (ม.ป.ป.). ค้นจาก http://th.wikipedia.org/รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุลุ. (2552). การจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้วย Webometrics : ข้อเท็จจริงที่ควรทราบ.ค้นจาก http://www.iqraforum.com/forum/index.php?topic=2509.0Eastman, G. (2008). Open access and the Harvard FAS deposit mandate. Retrieved fromhttp://www.rowland.harvard.edu/resources/library/images/annual_08.pdfHarnard, S. (2008). Chinas first OA mandate proposal: Hong Kong, Multi-Institutional.Retrieved from http://openaccess.eprints.org/index.php?/archives/477-Chinas-First-OA-Mandate-Proposal-Hong-Kong,-Multi-Institutional.htmlNational Institutes of Health Public Access. (n.d.). Determine applicability. Retrieved fromhttp://publicaccess.nih.gov/determine_applicability.htmNational Institutes of Health Public Access. (2009). Frequently asked questions about the NIHPublic Access Policy. Retrieved from http://publicaccess.nih.gov/FAQ.htm#c6Open access for Hong Kong: The HK Open access committee. (n.d.). Retrieved fromhttp://openaccess.hk/index.htmlOxford University Press. (2010). Author self-archiving policy. Retrieved fromhttp://www.oxfordjournals.org/access_purchase/self-archiving_policya.htmlSuber, P. (2008). What is open access. Retrieved from www.ip.qut.edu.au/files/ROARMAP. (2010). ROARMAP (Registry of Open access repository material archiving policies).Retrieved from http://www.eprints.org/openaccess/policysignup/The Regents of the University of California. (2010). NIH mandate. Retrieved fromhttp://www.lib.berkeley.edu/scholarlycommunication/nih_mandate.html
  18. 18. 2-D18The Research Grants Council. (2007). About the RGC. Retrieved fromhttp://www.ugc.edu.hk/eng/rgc/about/about.htmQueensland University of Technology. (2010). QUT ePrints repository for research output.Retrieved from http://www.mopp.qut.edu.au/F/F_01_03.jspUniversity Grant Committee. (2007). About the UGC. Retrieved fromhttp://www.ugc.edu.hk/eng/ugc/about/about.htmWellcome Trust. (n.d.) Open access policy. Retrieved from http://www.wellcome.ac.uk

×