Your SlideShare is downloading. ×
0
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

งานนำเสนอแรงจูงใจ กลุ่ม 2

1,987

Published on

งานนำเสนอแรงจูงใจ

งานนำเสนอแรงจูงใจ

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,987
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
98
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. แรงจูงใจ (motive) เป็นคาที่ได้ความหมายมาจากคาภาษา ละตินที่ว่า movere ซึ่งหมายถึง "เคลื่อนไหว (move) " ดังนั้น คาว่าแรงจูงใจจึงมีการให้ความหมายไว้ต่างๆ กันดังนี้ 1. แรงจูงใจ หมายถึง "บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในตัวของ บุคคลที่มีผลทาให้บุคคลต้องกระทา หรือเคลื่อนไหว หรือมี พฤติกรรม ในลักษณะที่มีเป้าหมาย" (Walters.1978 :218) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แรงจูงใจเป็นเหตุผล ของการกระทา นั่นเอง
  • 2. 2.แรงจูงใจ หมายถึง "สภาวะที่อยู่ภายในตัวที่เป็นพลัง ทาให้ร่างกายมี การเคลื่อนไหว ไปในทิศทางที่มีเป้าหมาย ที่ได้เลือกไว้แล้ว ซึ่งมักจะเป็น เป้าหมายที่มีอยู่นภาวะสิ่งแวดล้อม" (Loundon and Bitta.1988:368) จากความหมายนี้จะเห็นได้ว่า แรงจูงใจจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่ สาคัญ 2 ประการ คือ (1) เป็นกลไกที่ไปกระตุ้นพลังของร่างกายให้เกิดการกระทา และ (2) เป็นแรงบังคับให้กับพลังของร่างกายที่จะกระทาอย่างมีทิศทาง
  • 3. แรงจูงใจคือ พลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรม และยังกาหนด ทิศทางและเป้าหมาย ของพฤติกรรมนั้นด้วย คนที่มีแรงจูงใจสูง จะใช้ ความพยายามในการกระทาไปสู่เป้าหมายโดยไม่ลดละ แต่คนที่มีแรงจูงใจต่า จะไม่แสดงพฤติกรรม หรือไม่ก็ล้มเลิก การกระทา ก่อนบรรลุเป้าหมาย
  • 4. ความสาคัญ สามารถสรุปความสาคัญของการจูงใจในการ ทางานได้ดังนี้ 1. พลัง (Energy) 2. ความพยายาม (Persistence) 3.การเปลี่ยนแปลง (variability) 4.บุคคลที่มีแรงจูงใจในการทางาน
  • 5. 1. พลัง (Energy) ทาให้ขยันขันแข็ง กระตือรือร้น กระทาให้สาเร็จ ซึ่ง ตรงกันข้ามกับ บุคคลที่ทางานประเภท "เช้าชาม เย็น ชาม" ที่ทางานเพียงเพื่อให้ผ่านไปวันๆ
  • 6. 2. ความพยายาม (Persistence) ทาให้บุคคลมีความมานะ อดทน บากบั่น คิดหา วิธีการนาความรู้ความสามารถ และ ประสบการณ์ ของตน มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่องานให้มากที่สุด
  • 7. 3.การเปลี่ยนแปลง (variability) เกิดการค้นพบช่องทาง ดาเนินงาน ที่ดีกว่า หรือประสบ ผลสาเร็จมากกว่า เป็นเครื่องหมายของ ความเจริญ ก้าวหน้า ของบุคคล
  • 8. 4.บุคคลที่มีแรงจูงใจในการทางาน จรรยาบรรณในการทางาน (work ethics) ผู้มี จรรยาบรรณในการทางาน จะเป็นบุคคล ที่มีความ รับผิดชอบ มั่นคงในหน้าที่ มีวินัยในการทางาน
  • 9. การทางานหากขาดพลัง หรือแรงจูงใจในการทางานแล้ว อาจมีผล ทาให้การทางานขาดชีวิตชีวาและน่าเบื่อ ดังนั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการทางานสามารถสรุปได้ง่าย ๆ เพียง 6 ขั้นตอนเพื่อสร้าง แรงจูงใจในการทางานและความผูกพันในองค์กร 1.) สื่อสารอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างผลการ ปฏิบัติงานและผลตอบแทนของพนักงาน 2.) สร้างความมั่นใจในการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ สามารถแยกแยะผู้มีผลการปฏิบัติงานดีได้
  • 10. 3.) ขจัดอุปสรรคในการทางานที่สามารถส่งผลกระทบในเชิงลบต่อ การสนับสนุนพนักงาน เช่น งานที่ไม่จาเป็นหรือซ้าซ้อน 4.) เลือกคนให้เหมาะสมกับงานโดยคานึงถึงคุณสมบัติของ ตาแหน่งงานและความสามารถของผู้ที่จะดารงตาแหน่งงานนั้น 5.) ติดตามและพัฒนาบรรยากาศในการทางานโดยผู้นาต้องมี ความสามารถและมีรูปแบบการบริหารงานที่เหมาะสมเพื่อจูงใจ พนักงาน 6.) มุ่งเน้นถึงผลตอบแทนที่ไม่ได้อยู่แค่ในรูปของเงินเท่านั้น เช่น โอกาสการเติบโตในหน้าที่การงาน การพัฒนาในด้านต่างๆ และ การยกย่องชมเชยพนักงาน
  • 11. 1. ทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการ ของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs theory) เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความ ต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดย แบ่งกลุ่มความต้องการออกเป็น 5 กลุ่ม
  • 12. ทฤษฎีความต้องการของ Maslow • สมมติฐาน : 4 ประการ –เฉพาะความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่สามารถ กระตุ้นการทางานได้ ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่สามารถจูงใจได้ –ความต้องการของคนเรียงลาดับตามความสาคัญ –คนเราจะต้องได้รับตอบสนองในลาดับล่างก่อน จึงจะมีความต้องการในขั้นสูงต่อไป –ถ้าความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วหมดไปความ ต้องการนั้นจะกลับมาอีกครั้ง
  • 13. 1. ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่ายกาย (Physiological) • เป็นความต้องการพื้นฐานเพื่อการอยู่รอด เช่น –ปัจจัยสี่ (อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค) –การขับถ่าย, การพักผ่อน –เรื่องเพศ เป็นต้น • เงินเป็นตัวกลางในการได้มาซึ่งสิ่งจาเป็นต่างๆ
  • 14. 2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Safety) • มนุษย์ต้องการอยู่ห่างจากอันตรายทั้งปวง เช่น อุบัติเหตุ, โรคภัยไข้เจ็บ, โจรขโมย เป็นต้น • ความมั่นคงในอาชีพ • มีการสนใจในหลักประกันมากขึ้น ดูจาก... – ประกันภัยในรูปแบบต่างๆ (ด้านสุขภาพ, อุบัติเหตุ และ ชีวิต) – เงินสะสม หรือ บาเหน็จบานาญ เมื่อเกษียณอายุ
  • 15. 3. ความต้องการมีส่วนร่วมทางสังคม (Social) • ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงความต้องการในความรักใคร่ด้วย เช่น จากบิดา มารดา สามีหรือภรรยา เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
  • 16. 4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs) • ความต้องการของบุคคลที่จะมีคุณค่าในสายตาคนอื่น เช่น การได้รับชื่อเสียง, การได้รับอานาจ,ได้รับความสนใจ, ถูก ให้ความสาคัญ, การรู้สึกว่ามีคุณค่าสาหรับโลกนี้
  • 17. 5. ความต้องการที่จะประสบความสาเร็จสูงสุด (Self-Actualization) • ความต้องการความเจริญเติบโต และความต้องการใช้ความสามารถ อย่างเต็มที่ หรือ แนวโน้มที่บุคคลมีความปรารถนาที่จะเป็นอย่างที่ ตนเป็นมากขึ้น สูงขึ้น โดยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสามารถจะเป็นได้ • ความแตกต่างของบุคคลมีมากที่สุดที่ระดับนี้
  • 18. 2. ทฤษฎี ERG ของ Alderfer • ได้ปรับปรุงทฤษฎีความต้องการของ Maslow โดยมองว่า –มีความต้องการที่เกิดขึ้นได้มากกว่า 1 อย่างในเวลาเดียวกัน –ถึงแม้ว่าความต้องการในขั้นที่สูงกว่าเกิดขึ้นแล้วแต่ในขั้นที่ต่ากว่าก็ ยังต้องการอยู่ –แบ่งความต้องการใหม่ จาก 5 เหลือ 3 ข้อ
  • 19. • ความต้องการดารงอยู่ (Existence Needs) ต้องการมีชีวิตอยู่รอด รวมถึง ความเป็นอยู่ที่ดี • ความต้องการความสัมพันธ์ (Relation Needs) เป็นความ ต้องการที่เน้นความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ทางสังคม • ความต้องการการเจริญเติบโต (Growth Needs) เป็นความ ต้องการที่จะพัฒนาตัวเอง
  • 20. ทฤษฎีความต้องการ ของ McClelland • ความต้องการของมนุษย์จะเกิดจากแรงขับภายใน และแบ่ง ความต้องการเป็น 3 กลุ่มคือ –ความต้องการความสาเร็จในการทางาน (The need for Achievement: nAch) ต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด –ความต้องการอานาจ (The need for Power: nPow) อยาก ควบคุมผู้อื่น –ความต้องการความสัมพันธ์ (The need for Affiliation: nAff) เน้นความสัมพันธ์อันดี
  • 21. ทฤษฎีสองปัจจัย ของ Herzberg แบ่งปัจจัยในการทางานออกเป็น • ปัจจัยบารุงรักษา (Hygiene Factors) – ปัจจัยที่สามารถขจัดความไม่พอใจของพนักงานได้แต่ไม่สามารถจูงใจ พนักงานได้ เช่น นโยบายและการบริหาร การบังคับบัญชา สภาพการ ทางาน ค่าตอบแทน เป็นต้น • ปัจจัยจูงใจ (Motivation Factors) – คือ ปัจจัยที่สามารถจูงใจให้พนักงานทางานได้ เช่น ความสาเร็จในงาน ที่ทา การยอมรับ ความท้าทายของงาน การเพิ่มงาน ฯลฯ
  • 22. เป็นหลักฐานการอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมตามมาตรา 43 ของ พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 เป็นผู้มีสิทธิ ในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในตาแหน่ง ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ทั้งนี้ เป็นไปตาม มาตรา 53 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กาหนดให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและ บุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ยกเว้นบุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย ชมวิดีโอ ประกอบ
  • 23. 1. ผลดีต่อวิชาชีพ ผู้ที่อยู่ในวงวิชาชีพครูจะต้องยึดถือจรรยาบรรณ ใน การดารงวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับ จึงทาให้เกิดผลดีต่อวิชาชีพ ดังนี้ 1.1. เกิดความศรัทธาต่อวิชาชีพ 1.2. เกิดการธารงและปกป้องวิชาชีพ 1.3. เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในวิชาชีพ 1.4. เกิดการสร้างองค์กรวิชาชีพให้แข็งแกร่ง 1.5. เกิดความร่วมมือในกิจกรรมขององค์กรวิชาชีพ
  • 24. 2. ผลดีต่อผู้เรียน 2.1. ครูตั้งใจถ่ายทอดวิชาการแก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่ ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ได้เต็มตามศักยภาพ 2.2. ครูมีความรักและเข้าใจผู้เรียน สามารถช่วยให้ผู้เรียนประสบความสาเร็จ ในการเรียน และดารงชีวิตได้อย่างถูกต้อง 2.3. ผู้เรียนสามารถหาวิธีการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น จากการที่ครู ส่งเสริมการเรียนรู้และชี้แนะให้แก่ผู้เรียน 2.4. ผู้เรียนได้รับความยุติธรรมจากผู้ที่เป็นครู 2.5. ผู้เรียนได้ซึมซับแบบอย่างที่ดีจากครูที่ประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณ วิชาชีพครู
  • 25. 3. ผลดีต่อตนเองและสังคม 3.1. ครูมีการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ตลอดเวลา เช่น ด้านความรู้ ด้าน ความประพฤติ ด้านจิตใจ 3.2. เกิดความชานาญในการปฏิบัติงาน สามารถทาผลงานได้อย่างมีคุณภาพ 3.3. เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นครู 3.4. ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากผลงานเชิงประจักษ์ 3.5. เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมพัฒนาในกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ 3.6. มีการพัฒนางานจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการทางานแบบสั่งสมความรู้
  • 26. การที่จะได้ซึ่งใบประกอบวิชาชีพครูนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมีขั้นตอนที่เป็น มาตรฐานกว่าจะได้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนต้องผ่านกระบวนการที่ ละเอียด จึงส่งผลกระทบต่อองค์การดังนี้ 1. องค์การเสียโอกาสที่จะได้ผู้ร่วมงานที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่มี ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพ ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์แก่องค์การ เช่น 1.1. ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง แต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไม่ สามารถทาการสอนในสถานศึกษาได้ 1.2. ผู้บริหารทางการศึกษาที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพไม่สามารถทาการบริหาร สถานศึกษาให้มี คุณภาพและมีมาตรฐานที่สูงขึ้นได้
  • 27. 2. องค์การได้รับบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามมาตรฐานที่กาหนด เข้ามาในองค์การ เนื่องจาก วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง มีความมั่นคง และมีค่าตอบแทนค่อนข้างสูง จึงเป็นแรงจูงใจให้คนหาวิธีที่จะเข้ามา อยู่ร่วมในวงการครู ซึ่งบางคนขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถมีใบประกอบวิชาชีพครูได้ ก็ใช้วิธีการต่างๆ ที่จะ ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพครูโดยไม่คานึงถึงความถูกต้อง
  • 28. ทฤษฎีแรงจูงใจที่นามาใช้ให้เกี่ยวข้องกับการมีใบประกอบ วิชาชีพครูที่รัฐบาลนามาใช้เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อน ให้การศึกษาบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีทฤษฎีสาคัญ หลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่มีเนื้อหาอธิบายองค์ประกอบ ที่เกี่ยวข้องกับการให้แรงจูงใจได้ดี คือ ทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ 5 ขั้น
  • 29. 1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) การมีใบประกอบวิชาชีพ ครูเป็นเสมือนใบเบิกทางที่ ทาให้มีอาชีพ มีเงินที่จะนามาใช้จ่าย เพื่อให้มีชีวิตอยู่ 2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) เมื่อมีงานทา มีเงินใช้ ก็ต้องการ ความมั่นคงและปลอดภัย ในการทางาน ดังนั้นจะต้องปฏิบัติตนตามมาตรฐานจรรยาบรรณของครูในการรักษาใบ ประกอบวิชาชีพให้ คงอยู่กับตนเพื่อที่จะได้ประกอบอาชีพครูต่อไป
  • 30. 3. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพ ชั้นสูง ผู้ที่ได้อยู่ในวงวิชาชีพนี้ถือว่ามี เกียรติ สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถ้าประพฤติตัว ไม่เหมาะสมขัดต่อจรรยาบรรณครูก็จะถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ เป็นเหตุให้ได้หลุดจากวงวิชาชีพครู ดังนั้นใบประกอบวิชาชีพครูจึงเป็น ตัวกาหนดให้ครูมีพฤติกรรมตามมาตรฐานที่วางไว้
  • 31. 4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs) บุคคลที่ได้เข้ามาอยู่ใน วงวิชาชีพครูแล้วนั้นเมื่อความต้องการบรรลุถึงขั้นที่ 3 แล้วยังมีความต้องการ เกียรติยศชื่อเสียงอีกเพราะมีความรู้ความสามารถสูงจึง พยายามสร้างผลงานให้เป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป แต่ถ้าทา ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครูแม้เพียงบางประการ ถึงจะมีความสามารถสูง แค่ไหน ก็อาจถูกเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพได้ นั่นเป็นเหตุให้ ต้องออกจากวงวิชาชีพครูไป ดังนั้นใบประกอบวิชาชีพยังมีอิทธิพลต่อความ ต้องการในขั้นนี้
  • 32. 5. ความต้องการความสมหวังของชีวิต (Self-Actualization Needs) ความต้องการในขั้นนี้แต่ละคนจะมี ความต้องการไม่เท่ากัน บางคนมีความต้องการสมหวังในชีวิตคือได้รับราชการครู บางคนเป็นครูแล้วยัง ต้องการมีตาแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าจะมีความต้องการขั้นใดในวง วิชาชีพครูสิ่งที่ต้องคานึงถึง และต้องยึดถือประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู
  • 33. สรุป แรงจูงใจมีความสัมพันธ์กับความต้องการอย่างแยกไม่ออก และต่างก็เป็นตัวเร่งที่ สาคัญให้คนทางานอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมาย มีทฤษฎีแรงจูงใจและความต้องการ เป็นจานวนมากที่พยายามอธิบายเพื่อค้นหาคาตอบว่าแรงจูงใจมีกาเนิดมาอย่างไร อะไร เป็นตัวผลักดันให้เกิดแรงจูงใจในมนุษย์หรือผลักดันให้มนุษย์ทางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพเพียงใด แรงจูงใจจึงนับว่ามีความสาคัญต่อการบริหารงานและผู้บริหาร เป็นอย่างยิ่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็นหนทางหนึ่งในการยกระดับมาตรฐาน วิชาชีพครูให้มีมาตรฐานเฉกเช่นวิชาชีพชั้นสูงอื่น อีกทั้งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนเก่ง คนดี มีจิตใจใฝ่พัฒนาเยาวชน สามารถเข้าสู่วงการวิชาชีพครูด้วยความ มั่นใจซึ่งจะนา ไปสู่การกระตุ้นให้ครูพัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ความสามารถ คุณภาพ การปฏิบัติงาน และความ

×