Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Chapter : 2 Organization Theory (บทที่ 2 ทฤษฎีองค์การ)

11,313 views

Published on

Subjects Organization and Management
Course Code 221210
Chapter : 2 Organization Theory
Lecture Mallika Phongphaew
Chalermkarnchana Rayong College

วิชาองค์การและการจัดการ
รหัสวิชา 221210
บทที่ 2 ทฤษฎีองค์การ
จัดทำโดย อาจารย์มัลลิกา ผ่องแผ้ว
วิทยาลัยเฉลิมกาญจนาระยอง

Published in: Education
  • Be the first to comment

Chapter : 2 Organization Theory (บทที่ 2 ทฤษฎีองค์การ)

  1. 1. บทที่ 2 ทฤษฎีองค์การ อาจารย์มัลลิกา ผ่องแผ้ว
  2. 2. บทนา ทฤษฎีองค์การ (Organization Theories) เป็นการสร้างองค์ความรู้ ขึ้นเพื่อการวิจัยทาง สังคม โดยที่ทฤษฎีองค์การจะมีลักษณะเป็นเรื่อง ทั่วไปและมีระดับความเป็นนามธรรมสูงเพราะ ผู้สร้างทฤษฎีองค์การจะ ใช้องค์ความรู้ในแง่ของแนวคิดที่เป็นการวิเคราะห์และประสงค์จะใช้กับ ระบบกายภาพและสังคมด้วย ส่วนใหญ่อยู่ในวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ทฤษฎีการตัดสินใจกล่าวได้ว่าทฤษฎีองค์การมององค์การในฐานะเป็นสิ่ง ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยใช้หลักเหตุผล ดังเช่น
  3. 3. บทนา (ต่อ) การมององค์การจากทรรศนะของไซมอนและฮอบ (Simon&Hobbes) นอกจากทฤษฎีองค์การแล้ว ในวงการวิชาการยังมีการกล่าวถึงคาว่า ทฤษฎีขององค์การ (Theories of Organization) ซึ่งอยู่ใน หลักวิชา ด้านสังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบางส่วนของจิตวิทยา
  4. 4. ขอบเขตของทฤษฎีองค์การ  หากมีการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง กระบวนการ พฤติกรรมหรือ ปรากฏการณ์ของ องค์การและมนุษย์ทั้งที่อยู่ภายนอกและภายใน ตามระดับของความเป็นนามธรรมของแนวคิดแล้ว จะเห็นว่านัก ทฤษฎีองค์การและทฤษฎีขององค์การสามารถที่จะเลือกศึกษา โครงสร้าง กระบวนการ พฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ขององค์การ และมนุษย์ได้หลายระดับ คือ (พูนฤดี สุวรรณพันธุ์และ คณะ, 2552)
  5. 5. ขอบเขตของทฤษฎีองค์การ (ต่อ) ระดับบุคคล ให้ความสาคัญกับคนในฐานะที่เป็นระบบทางด้าน จิตวิทยาและชีววิทยา โดย เน้นทางความต้องการและการจูงใจ บุคลิกภาพ จิตภาพและพฤติกรรม ระดับระหว่างบุคคล ให้ความสาคัญด้านจิตวิทยาสังคมของปฏิกิริยา โต้ตอบระหว่าง คนสองคนหรือมากกว่านั้น โดยเน้นด้านประสิทธิผล ระหว่างบุคคล จิตภาพความขัดแย้ง การหาข้อมูลเหตุจูงใจ
  6. 6. ขอบเขตของทฤษฎีองค์การ (ต่อ) ระดับระหว่างภายในกลุ่ม ให้ความสาคัญทางพลวัตรทางสังคมและ จิตวิทยาของกลุ่มที่ เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเน้นด้าน ความเป็นผู้นา การสื่อข้อความ ความขัดแย้ง การตัดสินใจ บทบาท  ระดับระหว่างกลุ่ม ให้ความสาคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มที่ เป็นทางการและไม่เป็น ทางการภายในองค์การ โดยเน้นการสื่อ ข้อความ การประสานงาน การควบคุม อานาจความ ขัดแย้ง การตัดสินใจ
  7. 7. ขอบเขตของทฤษฎีองค์การ (ต่อ) ระดับองค์การ ให้ความสาคัญด้านโครงสร้างทางสังคมและเทคโนโลยี และกระบวนการ ภายในขององค์การ โดยเน้นระบบการผลิตและ การจัดการและการออกแบบและพัฒนาองค์การ ระดับระหว่างองค์การ ให้ความสาคัญด้านองค์การทั้งชุด โดยเน้น ความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างองค์การกล ยุทธ์ที่จะติดต่อกับองค์การอื่นๆ
  8. 8. ขอบเขตของทฤษฎีองค์การ (ต่อ) ระดับสังคม ให้ความสาคัญกับสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของชาติ โดยเน้น การวิเคราะห์ การประเมินผลและการออกแบบสถาบันและ นโยบาย ระดับโลก ให้ความสาคัญกับระบบสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ประเทศ โดยเน้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ องค์การหลายๆ ชาติ
  9. 9. ขอบเขตของทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การได้มีพัฒนาการมาเป็นลาดับ มีการมองพฤติกรรมหรือ ปรากฏการณ์ของ องค์การทั้งในระดับแคบหรือมองปัจจัยภายในองค์การ เป็นการมองพฤติกรรมทั้งในแง่โครงสร้าง กระบวนการ เทคโนโลยี วัตถุประสงค์ขององค์การ และสภาพแวดล้อมขององค์การด้วยและแม้แต่ การมองพฤติกรรมในองค์การของคน กลุ่มคน องค์การและระบบจะกว้าง ขึ้นก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ความรู้ในด้านพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ยัง ต้องมีการสร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับ สภาวการณ์ต่อไป
  10. 10. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา ได้มีแนวความคิดทางทฤษฎีองค์การ เกิดขึ้นมากมาย นักวิชาการด้านการบริหารได้แบ่งแนวความคิดออกเป็นหลาย แบบ หลายสานัก และหลายระดับ แล้วแต่จะมองในแง่ใด ขึ้นอยู่กับผู้มองละ วัตถุประสงค์ที่นาไปใช้ แนวความคิดที่สาคัญๆ สรุปได้ดังนี้
  11. 11. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ) 1. แนวความคิดที่ใช้หลักวิทยาศาสตร์ เป็นแนวความคิดในระยะ ค.ศ. 1800- 1940 เน้นเป้าหมายขององค์การเป็นสาคัญ การจัดการเป็นไปเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทางาน มององค์การเป็นความสาคัญของ หน่วยงานย่อย ดังนั้นจึงเน้นไปที่โครงสร้างระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ โดยนาหลัก วิทยาศาสตร์มาประยุกต์
  12. 12. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ) 2. แนวความคิดที่ใช้หลักมนุษยสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคล เป็น แนวความคิดในช่วง ค.ศ. 1940-1960 เกิดความคิดที่พยายามใช้จิตวิทยามา ประยุกต์ใช้ในการจัดการองค์การ คานึงถึงความรู้สึก ความต้องการ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทางาน รวมทั้งบรรยากาศในการทางาน แสวงหาวิธี จูงใจให้คนทางาน มององค์การเป็นกลุ่มบุคคล
  13. 13. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ) 3. แนวความคิดที่เน้นเรื่องระบบ นับจากปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา แนวความคิดใน เรื่ององค์ได้พัฒนาไปในเชิงระบบ มององค์การในภาพรวม มิได้มองส่วนหนึ่งส่วนใด โดยเฉพาะ เรียกว่าการมองอย่างเป็นระบบ ถือว่าองค์การเป็นระบบที่ซับซ้อน ประกอบด้วยระบบย่อยๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว ทฤษฎีองค์การนิยมแบ่งออกเป็น 3 สมัยดังนี้ 1. ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) 2. ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) 3. ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization)
  14. 14. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) การจัดองค์การมีตั้งแต่สมัยอียิปต์ กรีก และโรมัน ต่อมาราวปี ค.ศ. 1800 แนวความคิดในการจัดองค์การได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวาง ทฤษฎีองค์การสมัย ดั้งเดิมนี้ให้ความสาคัญแก่รูปแบบโครงสร้าง เป้าหมาย อานาจ บทบาท และ ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานย่อยในองค์การ เป็นการนาเอาความคิดและหลัก วิทยาศาสตร์ประยุกต์กับการจัดการองค์การ ทฤษฎีองค์การสมัยนี้ให้ความหมาย ขององค์การว่า องค์การคือโครงสร้างความสัมพันธ์ของตาแหน่ง เป้าหมาย และ บทบาท รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงคือทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) และ ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์
  15. 15. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) ฟาโยลได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการ ซึ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่นัก บริหารชั้นสูง ตรงข้ามกับเฟรเดอริก เทย์เลอร์ (Frederick Taylor) ที่สนใจการ ทางานของคนงานในราว ค.ศ. 1925 ฟาโยล ได้เสนอหลักการจัดองค์การซึ่งมีแนว ปฏิบัติ 5 ประการ นิยมเรียกย่อๆ ว่า OSCAR ซึ่งเป็นการนาเอาอักษรตัวแรกใน ภาษาอังกฤษของแนวปฏิบัติทั้งห้าประการมารวมกันทาให้ง่ายต่อ การกล่าวถึง และจดจา ดังนี้
  16. 16. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) (ต่อ) 1. วัตถุประสงค์ (Objective) องค์การจะต้องกาหนดวัตถุประสงค์ไว้ให้ ชัดเจน ตลอดจนกาหนดตาแหน่งต่างๆ แต่ละตาแหน่งก็จะต้องกาหนดเป้าหมาย ไว้ให้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ขององค์การ เมื่อผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนบรรลุ เป้าหมายที่ตั้งไว้วัตถุประสงค์ขององค์การก็จะสาเร็จไปด้วย
  17. 17. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) (ต่อ) 2. ความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่าง (Specialization) งานของแต่ละ ตาแหน่งแต่ละคนควรจากัดขอบเขตให้ทาคนละหน้าที่ อันเป็นการส่งเสริมให้ เกิดความชานาญเฉพาะอย่าง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกันก็ต้องจัดไว้ในกลุ่มเดียวกัน ถือว่าเป็นหลักการแบ่งงานกันทาตามความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่าง การแบ่งงาน ออกเป็นแผนกจึงเป็นสิ่งจาเป็น
  18. 18. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) (ต่อ) 3. การประสานงาน (Coordination) เมื่อมีการแบ่งงานกันทาเป็น แผนกๆ และมีคนทางานจานวนมาก การประสานงานย่อมมีความจาเป็นเพื่อให้ ทุกคนปฏิบัติงานของตนได้อย่างราบรื่นโดยไม่ขัดกับแผนกอื่นๆ ทาให้กิจกรรม ขององค์การดาเนินไปสู่วัตถุประสงค์ขององค์การ หากไม่มีการประสานงานที่ดี แล้วการดาเนินงานอาจล้มเหลวและไม่ราบรื่น องค์การที่มีขนาดใหญ่ มีการ ดาเนินงานสลับซับซ้อนมีบุคคลทางานเป็นจานวนมาก การประสานงานจึงมี ความจาเป็นมาก
  19. 19. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) (ต่อ) 4. อานาจหน้าที่ (Authority) องค์การต้องมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่ม บุคคลที่อยู่ในตาแหน่งสูงสุด มีอานาจสูงสุดในการกาหนดนโยบาย สามารถ ตัดสินใจสั่งการได้โดยไม่มีใครมีสิทธิ์โต้แย้ง การจัดสายการบังคับบัญชาใน องค์การต้องชัดเจน เริ่มตั้งแต่ผู้มีอานาจสูงสุดขององค์การผ่านสายการบังคับ บัญชาลงมาตามลาดับชั้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้
  20. 20. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) (ต่อ) President Vice President Middle Manager Foremen Operative Worker ประธาน รองประธานฝ่ายผลิต ผู้จัดการโรงงาน หัวหน้าคนงาน คนงาน ภาพสายการบังคับบัญชา
  21. 21. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของอองรี ฟาโยล (Henri Fayol) (ต่อ) การจัดอานาจหน้าที่ดังกล่าวเรียกว่า หลักการจัดอานาจหน้าที่จากเบื้องสูงไปสู่ เบื้องล่าง และผลของการใช้อานาจหน้าที่ตามลาดับชั้นเรียกว่า สายการบังคับ บัญชา นั่นเอง 5. ความรับผิดชอบ (Responsibility) อานาจหน้าที่ที่มอบให้แก่ตาแหน่งต่างๆ จะต้องสัมพันธ์กับความรับผิดชอบ บุคคลใดที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบต่อ ผลสาเร็จขององค์การในระดับใดก็ควรจะได้รับมอบอานาจหน้าที่ให้เพียงพอที่จะ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายในระดับที่จะทาให้งานนั้นสาเร็จได้
  22. 22. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ ประมาณ ค.ศ. 1937 แมกซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ได้เสนอ ทฤษฎีระบบราชการ (bureaucratic model) ซึ่งเวเบอร์เห็นว่าเป็นองค์การที่มี ประสิทธิภาพสูงสุด การจัดองค์การตามแนวความคิดของเวเบอร์มีอิทธิพล กว้างขวางเป็นที่ยอมรับของวงการทั่วไปและนาไปกล่าวอ้างอิงอยู่เสมอ หลักการ จัดการองค์การของเวเบอร์มีดังนี้
  23. 23. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ 1. การแบ่งแยกงานถือหลักความชานาญเฉพาะด้าน วัตถุประสงค์ของการ จัดการองค์การแบบนี้ มุ่งให้ได้ผลงานสูงสุดจากการทางานเฉพาะอย่างด้วยฝีมือ และความชานาญ ดังนั้นคนงานจะต้องได้รับการฝึกอบรมซ้าแล้วซ้าอีกเพื่อให้เกิด ความเชี่ยวชาญจริงๆ
  24. 24. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) 2. การจัดลาดับชั้นการบังคับบัญชาลดหลั่นกันลงไป มีหัวหน้าขององค์การเป็น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์การ กาหนดอานาจหน้าที่ของแต่ละระดับชั้นไว้อย่าง ชัดเจน 3. การปฏิบัติงานต้องอยู่ภายใต้ระบบ ระเบียบ และกฎหมาย การทางานไม่ สามารถยืดหยุ่นได้เฉพาะตามลักษณะของงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์การของรัฐ จะต้องยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอย่าเคร่งครัด
  25. 25. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) 4. การให้มีการบันทึกเกี่ยวการดาเนินงาน ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ การวินิจฉัย การสั่งการ จะต้องมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเก็บไว้เป็น หลักฐานสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาที่ต้องการ
  26. 26. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) เมื่อพิจารณาระบบราชการตามแนวความคิดของเวเบอร์ให้ละเอียดลงไปแล้ว จะ เห็นว่ามีลักษณะต่างๆ ที่สาคัญดังต่อไปนี้ 1. การบริหารราชการมีลักษณะเป็นภารกิจที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องกันตลอดไป เพราะ เป็นองค์การของรัฐที่จัดขึ้นเพื่อบริการประชาชน จะทาๆ หยุดๆ ไม่ได้ ทาให้ขนาด ขององค์การเติบโตขึ้นทุกที 2. ต้องมีการแบ่งหน้าที่การงานออกเป็นสัดส่วนอย่างมีเหตุผลและสัมพันธ์กันทั้ง หน้าที่การงานและความรับผิดชอบ
  27. 27. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) 3. ต้องมีการจัดลาดับชั้นการบังคับบัญชา (hierarchy) ลดหลั่นกันลงมา ถือหลักผู้ ฐานะสูงกว่ามีอานาจหน้าที่ความรับผิดชอบสูงกว่า การดาเนินการใดๆ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนตามอานาจหน้าที่ ระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่วางไว้ จะกระทานอกเหนือที่กาหนดไว้ไม่ได้ ได้แก่ (1) การมอบอานาจหน้าที่ให้หน่วยราชการต่างๆ (2) อานาจในการสั่งการ (3) การใช้บุคคลที่มีคุณสมบัติตามกฎเกณฑ์ที่กาหนดไว้
  28. 28. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) 4. อานาจหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับบัญชา การออก คาสั่งและการปฏิบัติตามคาสั่ง ต้องถือเอาหน้าที่เป็นหลัก ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัว และการปฏิบัติต้องเป็นไปตามลาดับชั้น 5. ตาแหน่งหน้าที่ราชการเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจซื้อขายหรือโอนสิทธิให้แก่กันได้เพราะ มิใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคล 6. การคัดเลือกบุคคลเข้าดารงตาแหน่งต้องมีการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้า ทางานโดยยึดหลักความรู้และความสามารถ และต้องมีการฝึกอบรมก่อน
  29. 29. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) 7. การดาเนินงานต้องมีแบบพิธีเป็นทางการ ต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร มีระเบียบปฏิบัติที่แน่นอน เชื่อถือได้
  30. 30. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) ข้อดีของระบบราชการ ข้อดีขององค์การแบบราชการมีอยู่หลายประการด้วยกัน คือ มีการแบ่งงานกัน ทาเฉพาะอย่าง มีโครงสร้างที่แน่นอนทาให้สามารถที่จะคาดการณ์ได้ มีความมั่นคง มีเหตุผล และเป็นประชาธิปไตย การบางงานกันทาตามความสามารถจะทาให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น ในองค์การขนาด ใหญ่ที่มีคนงานนับพันคน การแบ่งงานกันทาตามความถนัดมีความจะเป็นมาก ส่งผลให้ทาการผลิตและบริการได้ปริมาณมากและรวดเร็ว เช่น อุตสาหกรรมการ ผลิตรถยนต์ เป็นต้น
  31. 31. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) ข้อดีของระบบราชการ (ต่อ) การกาหนดโครงสร้างที่แน่นอน มีสายการบังคับบัญชา ทาให้จากัดขอบเขต ของการทางานไม่ให้ก้าวก่ายกัน โครงสร้างขององค์การอาจแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ต่างๆ ที่เป็นไปตามหลักของเหตุผล
  32. 32. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) ข้อดีของระบบราชการ (ต่อ) ความสามารถในการคาดการณ์และความมั่นคง ระบบราชการจะก่อให้เกิด ความแน่นอน นาความเป็นระเบียบมาใช้ ทุกคนมีความสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล คนส่วนมากมีความพึงพอใจในความแน่นอนมากกว่าความไม่แน่นอน คนที่อยู่ใน องค์การหรือคนที่เกี่ยวข้องย่อมเกิดความมั่นใจและคาดการณ์ได้แน่นอน เช่น นักศึกษามั่นใจว่ามหาวิทยาลัยที่ตนศึกษาจะอยู่ต่อไปอีกนาน และคาดว่าตนจะ ได้รับปริญญาในอีก 4 ปีข้างหน้า ฯลฯ
  33. 33. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิม (Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ (ต่อ) ข้อวิจารณ์สาหรับระบบราชการ ระบบราชการถูกวิจารณ์ว่ามองเห็นมนุษย์เป็นเครื่องจักร ต้องปฏิบัติตามความ ต้องการของสังคมหรือองค์การ ในทัศนะของคนสมัยปัจจุบันมองเห็นองค์การแบบ ราชการว่าเป็นองค์การขนาดใหญ่ที่มีแต่ผลเสีย เช่น ความล่าช้า (red tape) การ เล่นพวกเล่นพ้องหรือระบบอุปถัมภ์ (patronage system) เป็นต้น ทั้งๆ ที่หลักการ สาคัญขององค์การแบบราชการได้พยายามขจัดเรื่องส่วนตัวออกไปให้มากที่สุด
  34. 34. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) ในการบริหารงานนั้น หลังจากที่ได้มีการนาเอากลุ่มทฤษฎีองค์การในยุค คลาสสิคและกลุ่มทฤษฎีองค์การยุคพฤติกรรมศาสตร์ ได้มีการนามาใช้ในการ บริหารงาน ซึ่งทฤษฎีทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวต่างก็มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในตัว ของทฤษฎีเอง เช่น ทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิค จะเน้นไปในเรื่องของการ กาหนดวิธีการทางาน เพื่อให้ได้วิธีที่ดีที่สุด (One Best Ways) ในการทางาน
  35. 35. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) ดังจะเห็นได้จากการทาการวิจัยทดลองของเมโย (Mayo) ที่ เมืองฮอว์ธอร์น (Hawthorne) และในทางตรงกันข้ามกันก็จะเห็นได้ว่าทฤษฎี องค์การในยุคพฤติกรรมศาสตร์ที่เน้นและให้ความสาคัญไปที่คน โดยการมุ่ง ค้นหาคาตอบโดยการวิเคราะห์ให้ทราบถึงความต้องการของคน และพยายาม แสวงหาสิ่งจูงใจที่ตอบสนองความต้องการของคน และพยายามแสวงหา สิ่งจูงใจที่จะตอบสนองความต้องการของคน เพื่อที่จะทาให้คนปฏิบัติงานให้กับ องค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  36. 36. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) นักทฤษฎีสมัยใหม่ให้ความสาคัญในเรื่องบุคคล กลุ่มงาน การมีส่วนร่วมใน การบริหาร และขวัญหรือกาลังใจ ทฤษฎีองค์การที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้คือทฤษฎี ของเรนซิส ไลเคิร์ต (Rensis Likert)
  37. 37. แนวความคิดเกี่ยวกับ ทฤษฎีองค์การ (ต่อ) 2. การปฎิบัติงานขึ้นอยู่กับหมุดเชื่อมโยง หมายถึงผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไป 3. หลักการสาคัญของการวางแผนและ แก้ปัญหาเป็นเรื่องของกลุ่มให้กลุ่มตัดสินใจ สมาชิกมีส่วนร่วมด้วย  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo- Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีหมุดเชื่อมโยงของเรนซิส ไลเคิร์ต (Rensis Likert) 1. การทางานเป็นกลุ่ม หมุดเชื่อมโยง หมุดเชื่อมโยง
  38. 38. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีหมุดเชื่อมโยงของเรนซิส ไลเคิร์ต (Rensis Likert) องค์การจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีที่สุดนั้นก็ต่อเมื่อการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของ สมาชิกจะต้องไม่อยู่ในลักษณะส่วนบุคคล แต่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในลักษณะ ของกลุ่มงานที่มีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายการปฏิบัติงานที่สูง ฝ่ายบริหารจะต้อง รับผิดชอบต่อการสร้างกลุ่มงานที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้ กลุ่มงานเหง่านี้จะต้อง เชื่อมโยงระหว่างกันทั่วทั้งองค์การ ผู้บังคับบัญชาในกลุ่มหนึ่งย่อมจะเป็นผู้อยู่ใต้ บังคับบัญชาในอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไป และจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดทั้งองค์การ
  39. 39. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) องค์ประกอบสาคัญของทฤษฏีองค์การสมัยใหม่ บุคคล (individual) ทฤษฎีสมัยดั้งเดิมมีความเชื่อว่าคนงานจะถูกจูงใจด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ (เงิน) แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จากผลการวิจัยค้นคว้าในระยะนี้พบว่าคนงานมีความ แตกต่างกันออกไป บางคนอาจเบื่อหน่ายกับการทางานซ้าซาก บางคนอาจจูงใจด้วย สิ่งอื่นที่ไม่ใช่เงิน บางคนสนุกสนานกับการทางาน ดังนั้นการจูงใจย่อมต้องพิจารณา ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสาคัญ
  40. 40. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) องค์ประกอบสาคัญของทฤษฏีองค์การสมัยใหม่ (ต่อ) กลุ่มงาน (work group) ในองค์การที่เป็นทางการจะต้องมีองค์การนอกแบบหรือกลุ่มคนงานแอบแฝงอยู่ เสมอ สถานภาพทางด้านสังคมในกลุ่มคนงานจะมีความสาคัญลาดับแรก และถือ งานเป็นสิ่งปกติธรรมดา คนงานไม่ต้องการจะอยู่ตามลาพังแต่ต้องการจะมี ความสัมพันธ์หรือรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เสมอ ความเข้าใจหรือการรับรู้ของบุคคลใดที่ เกี่ยวกับตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะขึ้นอยู่กับกลุ่มของตน เพราะบุคคลจะใช้ เวลาส่วนใหญ่ไปกับกลุ่ม ค่านิยม ความคิดเห็น ความต้องการ และแรงดลใจ
  41. 41. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) องค์ประกอบสาคัญของทฤษฏีองค์การสมัยใหม่ (ต่อ) กลุ่มงาน (work group) (ต่อ) เพราะบุคคลจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกลุ่ม ค่านิยม ความคิดเห็น ความต้องการ และแรงดลใจย่อมจะถูกกาหนดโดยกลุ่มงาน การติดต่อสื่อสารที่ไม่เป็นทางการของ กลุ่มคนงานก็มีอิทธิพลต่อองค์การ กลุ่มงานจึงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการจูงใจและ ผลผลิต
  42. 42. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) องค์ประกอบสาคัญของทฤษฏีองค์การสมัยใหม่ (ต่อ) การบริหารโดยการให้เข้ามามีส่วนร่วม (participation management) การเปิดโอกาสให้คนงานเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือการบริหารด้วย การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทฤษฎีนี้เชื่อว่าจะเป็นสิ่งจูงใจให้ทุกคนปรับปรุงงานของ ตนให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการให้ความสาคัญต่อบุคคลและกลุ่มคนงาน การบริหารมีแบบมี ส่วนร่วมจึงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปของผู้บริหารในปัจจุบัน
  43. 43. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) องค์ประกอบสาคัญของทฤษฏีองค์การสมัยใหม่ (ต่อ) ขวัญหรือกาลังใจ (morale) จากการวิจัยที่โรงงานฮอว์ทอร์นชี้ให้เห็นว่าคนงานมีความพอใจมากเท่าใดก็จะ ยิ่งเพิ่มผลผลิตมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นกลยุทธ์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการ ทางานจึงอยู่ที่การสร้างขวัญหรือกาลังใจให้เกิดขึ้นแกคนงานทุกๆ คน ขวัญจึงเป็น สิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความสาเร็จขององค์การ
  44. 44. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization) (ต่อ) อย่างไรก็ตาม หลักการที่สาคัญของทฤษฎีดั้งเดิม นั้นคือ โครงสร้าง ความเป็น ระเบียบ และความมีเหตุมีผลก็ยังเป็นสิ่งที่ยังคงอยู่ในทฤษฎีสมัยใหม่ ทฤษฎี สมัยใหม่สร้างองค์การขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลในองค์การควบคู่ กันไปกับวัตถุประสงค์ขององค์การ
  45. 45. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันได้รับการพัฒนามาในช่วง ค.ศ. 1950 หรือก่อนหน้า นั้นเล็กน้อย แนวการพัฒนาทฤษฎีองค์การสมัยใหม่ยังคงใช้ฐานแนวความคิด และ หลักการของทฤษฎีองค์การสมัยดั้งเดิมและสมัยใหม่มาปรับปรุงพัฒนา โดยพยายาม รวมหลักการทางวิทยาการหลายสาขาเข้ามาผสมผสาน ที่เรียกกันว่า สหวิทยาการ (Multidisciplinary Approach) เป็นการรวมกันของหลักการทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์เข้าด้วยกันที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สังคม (Socioeconomic)
  46. 46. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของบาร์นาร์ด บาร์นาร์ด มีวัตถุประสงค์สาคัญที่จะอธิบายทฤษฎีของพฤติกรรมความร่วมมือ ในองค์การที่เป็นทางการ โดยความร่วมมือเป็นจุดเริ่มต้นของความต้องการของ ปัจเจกบุคคล เพราะคนเราไม่สามารถทาอะไรได้ทั้งหมด ดังนั้นต้องอาศัยความ ร่วมมือกัน โดยระบบความร่วมมือจะต้องให้ความสาคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ของปัจจัยด้านชีววิทยา จิตวิทยา และสังคม เน้นให้ความสาคัญกับเรื่องประสิทธิผล (effective) ที่ทาให้องค์การบรรลุเป้าหมายและประสิทธิภาพ(efficient) ที่ตอบสนองความพึงพอใจให้กับปัจเจกบุคคล
  47. 47. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของบาร์นาร์ด (ต่อ) ทั้งนี้ทุกคนจะต้องมีความเต็มใจในการร่วมมือกันทางาน (willingness to cooperate) และมีความสามารถในการสื่อสารที่ดี (ability to communicate) โดยทางานให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การ นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารจะต้องมี ภาวะผู้นาที่จะสามารถสร้างความร่วมมือในการทางานให้บรรลุเป้าหมายของ องค์การอย่างมีคุณภาพและศีลธรรมอันดี
  48. 48. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ วีเนอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องคอมพิวเตอร์ ราว ค.ศ. 1948 ให้แนวคิดในเรื่ององค์การว่า องค์การเป็นระบบหนึ่งที่ประกอบไปด้วยปัจจัย 5 ประการ ดังนี้
  49. 49. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) สินค้า และ บริการ ผลผลิต (Output) กระบวนการ (Process) ปัจจัยนาเข้า (Input) ขอบเขตขององค์การ ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ข้อมูลจากลูกค้า/ผู้บริโภค ที่อยู่ภายในองค์การ แสดงองค์การใน ฐานะเป็นระบบ
  50. 50. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) องค์การ ในฐานะที่ เป็นระบบตาม แนวคิดของวีเนอร์ ปัจจัยนาเข้า (input) วัตถุดิบ ทรัพยากร เงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร สภาพแวดล้อม กระบวนการ (Process) กระบวนการผลิตเปลี่ยนวัตถุดิบ เป็นสินค้าและบริการ ผลผลิต (output) ผลิตภัณฑ์และบริการ ฐานะทางการเงิน ข้อมูลข่าวสารสนเทศ ผลงานของบุคลากร สภาพแวดล้อม(environment) สภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ประเพณี ระบบ (system) สินค้า และ บริการ ข้อมูลป้อนกลับ Feedback ข้อมูลจากลูกค้า
  51. 51. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) 1. ปัจจัยนาเข้า เช่น วัตถุดิบ แรงงาน ทุน เป็นต้น 2. กระบวนการ เป็นกระบวนการผลิตซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสินค้าและบริการ 3. ผลผลิต ได้แก่ สินค้าและบริการขององค์การ
  52. 52. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) 4. ข้อมูลย้อนหลัง จากภายในองค์การ เช่น ข้อมูลพนักงานเกี่ยวกับผู้บริหาร เครื่องจักรล้าสมัย สภาพภายในโรงงานไม่ดี เป็นต้น รวมทั้งข้อมูลภายนอก องค์การที่วิจารณ์ผลผลิตขององค์การว่าดีหรือไม่ดีด้วย 5. สิ่งแวดล้อม ภายนอกองค์การ ได้แก่ ผู้บริโภค สภาพเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย สังคม ประเพณี และค่านิยมต่างๆ
  53. 53. ความสัมพันธ์ของระบบใน องค์การ แสดงการเปลี่ยนแปลง บางส่วนของระบบย่อยในขั้น กระบวนการ ในภาพนี้ใช้ระบบ ทรัพยากรมนุษย์เป็นตัวอย่าง แสดงระบบย่อย กระบวนการ ผลผลิตของระบบย่อย - ทักษะ ความรู้ ความสามารถ - ข้อมูลข่าวสารจากภายในและภายนอกองค์การ - เป้าหมายและค่านิยมขอองค์การ - พฤติกรรมของแต่ละบุคคล - พฤติกรรมของกลุ่มทางการและ กลุ่มไม่เป็นทางการ - สินค้าและบริการต่างๆ - ข้อมูลข่าวสารต่างๆ - ค่านิยมทางเศรษฐกิจ - ความพึงพอใจ ปัจจัยนาเข้าระบบย่อย ระบบทรัพยากรมนุษย์ (ระบบย่อย) ปัจจัยนาเข้าจากสิ่งแวดล้อม - ข้อมูลการตลาด - กฎหมายและสังคม - สภาพเศรษฐกิจ - แรงงาน การเงิน ฯลฯ ระบบ เทคโนโลยี ระบบ ข้อมูล ข่าวสาร ระบบ ทรัพยากร มนุษย์ ระบบ การเงิน ผลผลิต
  54. 54. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยเป็นองค์การ เมื่อมองมหาวิทยาลัยในรูปของระบบ จะเห็นว่า ปัจจัยนาเข้าของมหาวิทยาลัย ได้แก่ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ คนงาน นักศึกษา เงิน วัสดุ อุปกรณ์ อาคาร สถานที่ ระบบ (system)
  55. 55. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) กระบวนการของมหาวิทยาลัย ได้แก่ กระบวนการเรียนการสอน ซึ่งต้องใช้วิธีต่างๆ มากมายให้เรียนหลายวิชา ใช้เวลายาวนาน ให้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ หลายประการ ผลผลิตของมหาวิทยาลัย ได้แก่ บัณฑิตที่สาเร็จการศึกษาออกไปและบริการต่างๆ ที่ให้แก่สังคม ระบบ (system)
  56. 56. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของวีเนอร์ (ต่อ) ข้อมูลย้อนกลับของมหาวิทยาลัย ได้แก่ ข้อมูลจากอาจารย์ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือให้ ความคิดเห็นว่าหลักสูตรไม่ดี พื้นฐานของนักศึกษาอ่อน อุปกรณ์การสอนไม่ดี ล้าสมัย สถานที่สกปรก ข้อมูลวิพากษ์วิจารณ์ภายนอกว่าบัณฑิตของมหาวิทยาลัยดี หรือไม่ดีอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้ย่อมจะนามาปรับปรุงวิธีการรับนักศึกษาหรืออาจารย์เสียใหม่ ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น เข้มงวดการเรียนให้เน้นคุณภาพมากขึ้น เป็นต้น
  57. 57. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) (ต่อ) ทฤษฎีองค์การของเบอร์ทัลแลนฟ์ไฟ ได้รับยกย่องว่าเป็นพื้นฐานด้านปรัชญาทางทฤษฎีสมัยปัจจุบัน องค์การเป็น ระบบของสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ มีความเกี่ยวพันกันหลายด้านและมีหลายระดับ โดยส่วนต่างๆขององค์การมีความสาคัญเท่าเทียมกัน ระบบเป็นกลุ่มของส่วน ต่างๆที่มีความเกี่ยวพันกัน นั่นคือ องค์การ คือ ระบบหนึ่งที่รวมระบบย่อยหลาย ระบบไว้ด้วยกัน และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงในระบบ ย่อยใดจะกระทบถึงระบบย่อยอื่นๆ ด้วย
  58. 58. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน นักทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันมีความเห็นตรงกันว่าลักษณะสาคัญของทฤษฎี องค์การสมัยปัจจุบันมีความเชื่อดังต่อไปนี้ 1. องค์การเป็นระบบหนึ่งที่ประกอบด้วยปัจจัยที่เป็นพื้นฐาน 5 ส่วน คือ ปัจจัย นาเข้า กระบวนการ ผลผลิต ข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อม สาหรับ องค์การธุรกิจนั้นจัดเป็นองค์การระบบเปิด 2. องค์การเปลี่ยนแปลงได้ โครงสร้างขององค์การหรือกระบวนการ ความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นภายในองค์การสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพื่อประสิทธิภาพขององค์การ
  59. 59. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (ต่อ) 3. องค์การมีหลายระดับและหลายด้าน นั่นคือ พิจารณาองค์การทุกๆ ระดับ ธุรกิจหนึ่งๆ ถูกพิจารณาทั้งด้านในจุลภาคและมหาภาค ในด้านมหาภาค องค์การเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในระบบอุตสาหกรรมของประเทศ ส่วนในแง่ จุลภาคจะพิจารณาส่วนย่อยๆ ในองค์การนั้นๆ 4. องค์การต้องใช้แรงจูงใจหลายๆ ด้าน เพื่อให้คนงานทางานให้บรรลุเป้าหมาย ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันเชื่อว่าสมาชิกขององค์การคาดหมายที่จะตอบสนอง วัตถุประสงค์บางอย่างโดยใช้องค์การเป็นทางผ่าน
  60. 60. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (ต่อ) 5. การบริหารองค์การไม่มีความแน่นอนว่าจะต้องสาเร็จเสมอไป เพราะมีปัจจัย ต่างๆ จานวนมากและสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวแปรสาคัญ 6. ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันเป็นทฤษฎีผสม คือนาแนวคิดของทฤษฎีใน สาขาวิชาต่างๆ หลายสาขาผสมผสานกัน ได้แก่ จิตวิทยา สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
  61. 61. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (ต่อ) 7. ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันมีลักษณะเป็นพรรณนา คือ เป็นการอธิบาย คุณลักษณะขององค์การและการบริหาร ไม่ได้กาหนดสิ่งต่างๆ ไว้แน่นอน แต่จะ เปิดโอกาสให้เลือกวัตถุประสงค์และวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม 8. เหตุการณ์หนึ่งๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่างๆ หลายปัจจัย ปัจจัยเหล่านี้โดยตัวของมันเองจะมีความสัมพันธ์กัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะย้อนกลับไปกระทบปัจจัยที่เป็นสาเหตุ และอาจทาให้เปลี่ยนแปลงปัจจัย ที่เป็นสาเหตุนั้นได้ด้วย
  62. 62. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (ต่อ) 9. องค์การเป็นระบบที่ปรับตัวได้ ลักษณะข้อนี้นับว่าสาคัญที่สุด หากองค์การ ต้องการจะคงอยู่ตลอดไปในสภาพแวดล้อมใดๆ องค์การจะต้องปับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  63. 63. แนวความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ (ต่อ)  ลักษณะของทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบัน (ต่อ) ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันมุ่งถึงระบบและผลผลิตที่มีคุณค่าขององค์การเป็น สาคัญ เพราะระบบและผลผลิตจะเป็นสิ่งที่ทาให้องค์การคงอยู่ตลอดไป ส่วนทฤษฎี องค์การสมัยดั้งเดิมนั้นมักเน้นที่โครงสร้างเป็นสาคัญ สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง แนวความคิดที่ต่างออกไปจากสมัยเดิม คือ ทฤษฎีองค์การสมัยปัจจุบันจะเน้นถึง การบริหารตามวัตถุประสงค์ ในขณะที่การบริหารสมัยเก่าเน้นถึงการบริหารใน รายละเอียดของงาน
  64. 64. จบการบรรยายบทที่ 2 ทฤษฎีองค์การ

×