มาตรฐานที่ 5 การวัดประเมินผลการศึกษา 
ชุดบทเรียนที่ 14 การประเมินผลทางการศึกษา 
-------------------------------------------------------- 
14.2 ประเมินผลแบบย่อย และ แบบรวม 
มาตรฐานที่ 5 การวัดประเมินผลการศึกษา 
ชุดบทเรียนที่ 14 การประเมินผลทางการศึกษา 
-------------------------------------------------------- 
14.2 ประเมินผลแบบย่อย และ แบบรวม 
2
3 
มาตรฐานที่ 5 การวัดประเมินผลการศึกษา 
ชุดบทเรียนที่ 14 การประเมินผลทางการศึกษา 
-------------------------------------------------------- 
14.2 ประเมินผลแบบย่อย และ แบบรวม 
การจำแนกประเภทของการประเมินผล 
การประเมินผลสามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่ว่าจะยึดอะไรเป็นหลักในการแบ่งประเภท 
โดยทั่วไป เราสามารถจำแนกการประเมินผล ได้ดังนี้ 
1) จำแนกตามระบบการวัด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 
1. การประเมินแบบอิงตน (self referenced evaluation) เป็นการประเมินเพื่อที่จะดูว่า 
ตนเองมีความก้าวหน้าหรือไม่ อย่างไร เช่น การสอบก่อนเรียน-สอบหลังเรียน 
2. การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ (criterion referenced evaluation) เป็นการ 
ประเมินผลโดยเอาคะแนนที่ได้จากการสอบไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แล้ว 
พิจารณาตัดสินไปตามนั้น 
3. การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (norm referenced evaluation) เป็นการประเมินผลโดย 
เอาคะแนนที่ได้จากการสอบไปเปรียบเทียบกับความสามารถของกลุ่ม 
2) จำแนกตามจุดประสงค์ของการประเมิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 
1. การประเมินผลก่อนเรียน (Pre-assessment or pre-evaluation) เป็นการประเมินผล 
เพื่อค้นหาข้อบกพร่องของความรู้พื้นฐานของผู้เรียน ทั้งนี้เพราะว่าทุกคนมีความแตกต่าง 
ระหว่างบุคคล การประเมินผลก่อนเรียนนี้มีประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน หรือจัด 
สถานการณ์การเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละบุคคล 
2. การประเมินผลระหว่างเรียน ( Formative evaluation) การประเมินผลวิธีนี้ มี 
จุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุง หรือ แก้ไขการเรียนการสอนระหว่างเรียนเพื่อให้นักเรียนบรรลุ 
หน่วยการเรียนใด ๆ หรือจุดประสงค์ของเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้อาจจะทำโดยการสอนซ่อมเสริม 
4 
3. การประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียน หรือ การประเมินผลรวม ( Summative 
Evaluation) เป็นการประเมินผลภายหลังจากที่ครูได้สอนจบกระบวนการเรียนการสอนทั้ง 
วิชาแล้วหรือที่เรียกว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสิน 
ผลการเรียน 
เนื่องจากการประเมินผลเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกเวลา ดังนั้น จึงมีผู้แบ่งประเภท เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้มี 
ความเข้าใจตรงกันว่าการประเมินผลที่ทำขึ้นนั้นอยู่ในช่วงเวลาใด 
การประเมินผลที่อาศัยช่วงเวลาเป็นหลักในการจำแนก จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 
1. การประเมินผลย่อย หรือ การประเมินผลระหว่างดำเนินการ (Formative 
Evaluation) การประเมินผลประเภทนี้กระทำในระหว่างที่โครงการยังไม่สิ้นสุด หรือระหว่างที่ทำ 
หลักสูตรยังไม่เสร็จหรือยังทำการสอนไม่จบหน่วยการเรียน การประเมินผลอาจทำเป็นระยะในเรื่อง 
เดียวกันหรือทำในเรื่องที่ต่างกันก็ได้ 
จุดมุ่งหมายของการประเมินผลประเภทนี้ คือ การปรับปรุงสิ่งที่กระทำอยู่ให้ดีขึ้น โดยไม่ 
ปล่อยไว้จนกระทั่งเสร็จงาน ซึ่งอาจจะสายเกินแก้ก็ได้ ในกรณีของหลักสูตรการประเมินผลจะดำเนิน 
ไปทุกขั้นตอนของการจัดทำหลักสูตร ตั้งแต่การกำหนดจุดหมายไปจนถึงการกำหนดเนื้อหาสาระ 
ของหลักสูตร และเมื่อได้หลักสูตรต้นแบบแล้วก็จะมีการประเมินผลต่อไปอีกซึ่งเราเรียกว่าการ 
ทดลองนำร่องและการทดลองในสนาม 
ความหมายของการประเมินผลย่อย ยังครอบคลุมถึงการประเมินผลการเรียนการสอนใน 
ชั้นเรียนด้วย เป็นการควบคุมการปฏิบัติงาน และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ทั้งผู้สอนผู้เรียนได้ทราบ 
จุดอ่อนและจุดเด่นของตน สามารถนำเอาข้อมูลที่ได้รับมาปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้หมดไป 
การประเมินผล มักทำเมื่อการสอนจบไปตอนหนึ่ง หรือ บทเรียนหนึ่ง และจะมุ่งวัดการเรียนรู้ทุก 
อย่างที่อยู่ในจุดประสงค์ ส่วนใหญ่จะใช้แบบทดสอบที่ผู้สอนทำขึ้นเอง จากการที่การประเมินผล 
ย่อยมุ่งปรับปรุงแก้ไขเฉพาะเรื่องในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน บางทีเราจึงเรียกการประเมินผลประเภทนี้ 
ว่า การประเมินผลเชิงจุลภาค (Micro Evaluation) 
2. การประเมินผลรวมหรือประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการ(Summative 
Evaluation) เมื่อพูดถึงหลักสูตร จะหมายถึงการประเมินผลหลังจากที่ได้นำเอาหลักสูตรแม่บทมา 
ใช้เป็นเวลาพอสมควรแล้ว จุดมุ่งหมายของการประเมินผลประเภทนี้คือ การพิจารณาตัดสินว่า 
หลักสูตรที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิผลหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือใช้ได้ดีหรือไม่ มีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข
การประเมินผลรวมมักจะทำกันเมื่อนักพัฒนาหลักสูตร และ ผู้บริหารมีความรู้สึกว่าน่าจะมีการ 
ปรับปรุงหลักสูตร เป็นการใหญ่เสียที เนื่องจากได้ใช้มานานแล้ว สภาพเศรษฐกิจและสังคมของ 
บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป และ หลักสูตรที่ใช้อยู่ได้ส่อเค้าให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิผลเหมือนเดิม 
การประเมินผลจะเป็นการประเมินหลักสูตรทั้งระบบ ซึ่งเรียกว่า การวิเคราะห์หลักสูตร สำหรับใน 
ด้านการเรียนการสอน การประเมินผลรวมจะกระทำเมื่อผู้เรียนได้จบวิชาหนึ่งในแต่ละภาคเรียน 
และ ในภาคปลายของแต่ละปีการศึกษา เป็นการประเมินผลเพื่อตรวจสอบดูว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ตาม 
จุดประสงค์ของวิชาหรือไม่ ควรได้คะแนนเท่าใดและควรถือว่าสอบได้หรือตกเนื่องจาก การ 
ประเมินผลรวมเป็นการประเมินผลที่มุ่งปรับปรุงแก้ไขเป็นส่วนรวมและมีขอบเขตของการ 
ประเมินผลที่คลุมทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น วิเคราะห์หลักสูตรทั้งระบบและประเมินผลการเรียนการสอน 
ทุกวิชาในหลักสูตรเป็นส่วนรวม ดังนั้นบางทีเราจึงเรียกการประเมินผลประเภทนี้ว่า การประเมินผล 
เชิงมหภาค (Macro Evaluation) 
ในบางกรณี เราไม่อาจแยกการประเมินผลสองประเภทนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน ตัวอยา่งเช่น 
ในระหว่างการเรียนการสอนแต่ละวัน ผู้สอนย่อมทำการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนและปรับ 
ปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา การประเมินผลในลักษณะนี้เป็นการประเมินผลเชิงจุลภาค แต่ครั้นเมื่อจบ 
การเรียนการสอนในเวลาเย็นแล้ว ผู้สอนนำเอาผลงานของผู้เรียนมาตรวจ และทบทวนดูว่ามีเหตุ 
การณ์อะไรที่สำคัญเกิดขึ้นในระหว่างการเรียนการสอนของวันนั้น ซึ่งสมควรมีการปรับปรุงแก้ไข 
การกระทำของผู้สอนในตอนนี้เรียกว่าการประเมินผลเชิงมหภาค จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาของการ 
ประเมินผลสองประเภทนี้ใกล้ชิดกันมาก จนบางครั้งทำให้เกิดการสับสน 
การประเมินผลแบบย่อย (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผลในขณะดำเนินการ 
จัดการเรียนการสอน หรือจัดหลักสูตรโปรแกรมการสอน เพื่อนำข้อมูลทุกขั้นตอนและตลอดเวลา 
ต่อเนื่องกันไปปรับปรุงการศึกษา ส่วนการประเมินแบบรวม Summative เป็นการประเมินผลสรุป 
รวบยอดของการจัดการศึกษาเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นโครงการแล้ว การประเมินผลแบบย่อยเกิดขึ้น 
ทุกเวลาในขณะดำเนินการจัดการศึกษา ส่วนการประเมินแบบรวม (Summative Evaluation) 
นั้น จัดกระทำเมื่อโปรแกรมการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว (Bloom,1971) อาจกล่าวได้ว่าการประเมินผล 
การศึกษาเป็นกระบวนการที่จะตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนว่านักเรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ 
วางไว้หรือไม่ ถ้าหากพบว่านักเรียนมีข้อบกพร่องก็จะพิจารณาว่าบกพร่องในเรื่องใด เพื่อที่จะ 
ปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง 
ประเด็นสำคัญที่ควรยึดเป็นหลัก ในการจำแนกความแตกต่าง ระหว่างการประเมินผลสอง 
5 
6 
ประเภทนี้ คือ ให้จำไว้ว่า การประเมินผลเชิงจุลภาค มุ่งปรับปรุงเพื่อผลในปัจจุบัน เป็นสำคัญ 
ส่วนการประเมินผลเชิงมหภาค มุ่งเพื่อประโยชน์ในอนาคต 
การวัดและประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน 
ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน 3 คำนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกันแต่ต่างกันที่ระยะเวลาและ 
จุดประสงค์ของการวัดและประเมิน 3 คำนี้ มีความหมายทั้งในมิติที่กว้างและแคบ ดังนี้ 
ก่อนเรียน การวัดและประเมินก่อนเรียนมีจุดประสงค์ เพื่อทราบสภาพของผู้เรียน ณ เวลาก่อนที่ 
จะเรียน เช่น ความรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ก่อนเรียนอาจจะหมายถึง 
ก่อนเข้าเรียน ซึ่งอาจจะตั้งแต่ก่อนเรียนระดับปฐมวัย หรือก่อนจะเริ่มเรียนหลักสูตร 
สถานศึกษานั้น เช่น สถานศึกษาที่เปิดสอนในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ก่อนเรียนในที่นี้อาจจะ 
หมายถึง ก่อนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้น 
ก่อนเรียนช่วงชั้น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความสำคัญกับช่วงชั้น ให้มีการ 
ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเมื่อจบแต่ละช่วงชั้น ก่อนเรียนในที่นี้จึงหมายถึงก่อนจะ 
เริ่มเรียนช่วงชั้นใดช่วงชั้นหนึ่ง เช่น ก่อนเรียนช่วงชั้นที่ 2 คือ ก่อนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 
4 เป็นต้น 
ก่อนเรียนแต่ละชั้น ถึงแม้จะมีการกำหนดเป็นช่วงชั้น แต่ชั้นเรียนหรือการเรียนแต่ละปีก็ 
ยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา การเรียนแต่ละชั้น/ปี อาจจะหมายถึง 
การเรียนกับครูคนใดคนหนึ่ง (กรณีที่ครูคนเดียวสอนนักเรียนทั้งชั้นทุกวิชาหรือเกือบทุกวิชา 
โดยทั่วไปจะเป็นครูประจำชั้น) หรือเรียนครูกลุ่มหนึ่ง (สอนแยกรายวิชา) การวัดและ 
ประเมินก่อนเรียนแต่ละชั้นจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้ 
เหมาะสมกับผู้เรียนตลอดทั้งปี 
ก่อนเรียนแต่ละรายวิชา มีลักษณะเช่นเดียวกับก่อนเรียนแต่ละชั้น การวัดและประเมิน 
ก่อนเรียนแต่ละชั้นอาจจะวัดและประเมินในภาพรวมหลายๆวิชาแต่การวัดและประเมินนี้ 
แยกวัดและประเมินแต่ละรายวิชา โดยทั่วไปจะสอนโดยครูแต่ละคน สำหรับระดับ 
มัธยมศึกษา รายวิชาส่วนใหญ่จัดการเรียนรู้เป็นรายภาคเรียน 
ก่อนเรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เป็นการจัดหมวดหมู่เนื้อหาในสาระ 
การเรียนรู้เดียวกัน โดยจัดเนื้อหาเรื่องเดียวกันหรือสัมพันธ์กันไว้ในหน่วยเดียวกัน การ 
วัดและประเมินก่อนเรียนแต่ละหน่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลความรู้พื้นฐานของผู้เรียนในเรื่อง 
หรือหน่วยนั้น ซงึ่ทงั้ผู้เรียนและครูผสู้อนสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการเรียนรู้และ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยนั้นได้อย่างเหมาะสม 
ก่อนเรียนแต่ละแผนจัดการเรียนรู้ คือ การวัดและประเมินก่อนเรียนแต่ละครั้ง ในหนึ่ง 
หน่วยการเรียนรู้มักจะมีสาระที่จะเรียนรู้แยกย่อยสำหรับการสอนมากกว่า 1 ครั้งแต่ละ 
ครั้งจะมีแผนการจัดการเรียนรู้ 
ระหว่างเรียน จุดประสงค์ของการวัดและประเมินระหว่างเรียนเพื่อตรวจสอบความ 
ก้าวหน้าหรือพัฒนาการของผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการและคุณลักษณะที่พึง 
ประสงคจ์ากการเรียนรู้และ การรว่มกิจกรรมของผู้เรียนโดยเทียบกับผลการวัด และ 
ประเมินก่อนเรียน การวัดและประเมินระหว่างเรียนจะทำให้ได้ข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนา 
การการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการ 
เรียนการสอนของครูด้วยข้อมูลจากการวัดและประเมินระหว่างเรียนจะเป็นประโยชน์ 
แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้เรียน ครูผู้สอน สถานศึกษา และผู้ปกครอง สามารถนำข้อมูล 
ดังกล่าวไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่แตกย่อยมาจากมาตรฐานการ 
เรียนรู้และเป็นข้อมูลที่ใช้ในการปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียน 
หลังเรียน จุดประสงค์ของการวัดและประเมินหลังเรียน เพื่อตรวจสอบผลการเรียนของ 
ผู้เรียน ด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จากการเรียนรู้และ 
การร่วมกิจกรรมของผู้เรียน โดยเทียบกับผลการวัดและประเมินก่อนเรียนและระหว่างเรียน 
การวัด และประเมินหลังเรียนจะทำให้ได้ข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน 
ในขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูด้วย ข้อมูล 
จากการวัดและประเมินหลังเรียนมีจุดประสงค์หลัก คือ ใช้ในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการ 
เรียนของผู้เรียน นอกจากนี้ การวัดและประเมินผลหลังเรียน อาจจะเป็นข้อมูลก่อนการ 
เรียนในระดับต่อไป จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้เรียนและครูผู้สอน ซึ่งสามารถนำข้อมูลดังกล่าว 
ไปพัฒนาและปรับปรุงการเรียนรู้และ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมการ 
เรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและสถานการณ์ 
7 
กระบวนการประเมินผล 
กระบวนการประเมินผล ประกอบด้วยขั้นตอนที่ต่อเนื่องกัน 3 ประการ คือ 
1. การวัดผล (measurement) ซึ่งทำให้ทราบสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่จะประเมินผลว่ามี 
ปริมาณเท่าใด มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (criteria) 
2. เกณฑ์ (criteria) หรือมาตรฐาน ในการพิจารณาตัดสินว่าสิ่งใดดี-เลว ใช้ได้หรือไม่ได้นั้นจะต้องมี 
หลักหรือบรรทัดฐาน เพื่อนำผลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบ 
3.การตัดสิน (decision) เป็นการชี้ขาดระหว่างผลการปฏิบัติที่ได้จากการวัดกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ว่า 
ควรสรุปผลออกมาอย่างไร เช่น ถ้าผลที่ได้จากการวัดถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็ ผ่าน หรือถ้าต่ำกว่า 
เกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ ไม่ผ่าน เป็นต้น 
ทั้งนี้การตัดสินใจที่ดี ควรจะอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ความยุติธรรม และสิ่งที่สำคัญคือคุณ 
ธรรมประจำใจ (value judgment) 
จะเห็นว่าการวัดผลและการประเมินผลมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การวัดผลจะทำให้ได้ตัวเลข 
ปริมาณ หรือรายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคล จากนั้นจะนำเอาผลการวัดนี้ 
ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อตัดสิน หรือลงข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่า 
การประเมินผล กระบวนการนี้สามารถเขียนเป็นสูตรได้ ดังนี้ 
8 
E = M + J 
ขั้นตอนของการวัดและประเมินผล 
1. กำหนดสิ่งที่ตอ้งการจะประเมิน เป็นการพิจารณาว่าคุณลักษณะ หรือ พฤติกรรมที่ 
ต้องการประเมินมีอะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องมีการวิเคราะห์หลักสูตรหรือวิเคราะห์เนื้อหาและ 
พฤติกรรมของรายวิชาที่ต้องการประเมินออกมาให้ได้ว่ามีเนื้อหาอะไร มีพฤติกรรมอะไรบ้าง 
อย่างละเท่าไร 
2. กำหนดวิธีการวัดและเครื่องมือที่ใช้วัดผล เป็นการเลือกวิธีการและเครื่องมือวัดให้ 
เหมาะสมกับพฤติกรรมที่ต้องการวัดแต่ละประเภทให้เหมาะสม และต้องสามารถวัด 
พฤติกรรมเหล่านั้นได้จริง 
3. สร้างหรือเลือกเครื่องมือ เป็นการกำหนดสิ่งเร้าหรือหาสถานการณ์เพื่อนำไปใช้ทดสอบ 
ผู้เรียน ให้แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาในรูปข้อมูลเชิงปริมาณโดยที่เคริ่องมือต้องมี 
คุณสมบัติที่ดี เช่น ต้องวัดในสิ่งที่ต้องการได้ตรงกับจุดมุ่งหมาย ให้ผลการวัดที่แน่นอน คง 
เส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง มีความชัดเจน เข้าใจได้ตรงกัน ฯลฯ 
4. ดำเนินการทดสอบ เป็นการนำเครื่องมือไปทดสอบเพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรม 
ออกมาแล้วตีความหมายเป็นคะแนน ผลการวัดหรือคะแนนที่ได้จะนำไปใช้ในการตัด 
สินผลการเรียน หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอย่างยิ่งก็ คือต้องให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ 
สูงสุดของตนออกมาและต้องให้เกิดความยุติธรรมในการดำเนินการสอบ
9 
5. ตรวจให้คะแนน เป็นการกำหนดตัวเลขแทนปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดตามกฎเกณฑ์ 
ที่กำหนดไว้ โดยพิจารณาผลการตอบสนองหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมา 
6. ประเมินผล เป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการประเมินผล เป็นการลงสรุปจากข้อมูลที่ 
วัดมาได้จากข้อ 5 โดยนำผลการวัดมาเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด แล้วลงข้อสรุปว่าผู้เรียนได้ 
หรือตก หรือ ได้ระดับคะแนน (เกรด) อะไร 
จากกระบวนการประเมินผลดังกล่าวจะเห็นไดว้่าขั้นที่1-5 คือ ขั้นตอนของการวัดผล ส่วนขนั้ที่6 
เป็นเรื่องของการประเมินผล กระบวนการในขั้นตอนแรกของการประเมินผล จึงเป็นกระบวนการ 
ในการวัดผล ความถูกต้องของผลการประเมิน จะขึ้นอยู่กับความถูกต้องของผลการวัดเป็นสำคัญ 
นอกจากนี้คุณธรรมในการตัดสินผล หรืออคติของผู้ประเมิน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความถูกต้อง 
ของผลการประเมินด้วย 
แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ 
แนวคิดปัจจุบัน เกี่ยวกับการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (AFL: assessment FOR learning) ได้เข้า 
มาเปลี่ยนแปลงกระบวนการประเมินผลในชั้นเรียนและมีส่วนในการออกแบบการจัดการเรียนการ 
สอนมากขึ้น เพิ่มเติมจากบทบาทเดิม ที่เพียงกำกับดูแลการเรียนรู้ของผู้เรียน สืบเนื่องมาจาก 
ผลการวิจัยจำนวนมากที่ได้ทำการศึกษากันอย่างจริงจังทั่วโลกในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ 
แสดงให้เห็นว่า การนำ การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน สามารถ 
ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก้าวหน้าขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ 
มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาโดยตลอดด้วยนัยสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้น 
การประเมินผลการเรียนรู้ คือ การแสวงหาและการแปลความหมายของหลักฐานข้อมูลที่ได้จากการ 
ประเมินเพื่อทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียง 
ใด เพื่อให้ครูและนักเรียนนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจว่าจะเรียนรู้สิ่งใด และทำอย่างไรให้ดี 
ที่สุด รวมทั้งนำข้อมูลการประเมินผลไปใช้พิจารณาวางแผนพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีความ 
รู้และความสามารถตามมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นความคาดหวังของสังคมที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน 
การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ จะแตกต่างจากการประเมินผลแบบรวม (Summative) อย่างเห็นได้ 
ชัด เพราะเป็นการแสดงความรับผิดของครูผู้สอนในอันที่จะนำนักเรียนไปให้ถึงมาตรฐานการ 
เรียนรตู้ามทตี่้องการ ซึ่งต่างจากการตัดสินผล/ประสิทธิภาพการเรียนรู้ ดว้ยคะแนนภายในเวลาที่ 
กำหนดไว้เท่านั้นอย่างเช่นการประเมินผลระดับเขตพื้นที่หรือระดับประเทศที่ประเมินนักเรียนเป็น 
กลุ่มใหญ่จำนวนมาก และเช่นเดียวกับการประเมินผลในชั้นเรียน(Classroom assessment) เพื่อ 
รายงานลงในแบบบันทึกเป็นคะแนนหรือระดับคะแนน/ผลการเรียน (เกรด - grade) สิ่งที่ควรมอง 
หาในระบบการประเมินผลที่สมบูรณ์แบบ คือ ความสมดุลหรือดุลยภาพทางเป้าหมายของการประ 
เมินผล หลักการพื้นฐานควรได้รับการจัดเรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการประเมินผลเพื่อ 
การเรียนร(ู้AFL) เพี่อช่วยเหลือนักเรียนใหพั้ฒนาการเรียนรสูู้งขนึ้และนำพวกเขาไปใหถึ้งแกนหลัก 
การประเมินผลแบบย่อย ควรจะช่วยให้ครูผู้สอนมองเห็นความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของนักเรียน 
ที่เกิดขึ้นตามมาตรฐานการเรียนรู้ ต่างๆ (in terms of standards mastered) และต้องเปิดเผย 
แสดงความจริงแกผ่เู้รียน ด้วยความถี่ที่มากพอจะทำให้รวู้่า มีใครบ้างทยีั่งต้องการความช่วยเหลือ 
การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (AFL) แตกต่างจากการประเมินผลแบบย่อย (formative) ตรงการ 
เกิดขึ้นบ่อยอย่างต่อเนื่อง การเน้นบอกกล่าวให้นักเรียนได้รับรู้ถึงการเตรียมหลักฐาน พยานการ 
เรียนรู้ด้วยการประเมินแบบย่อยของครู ขณะที่การประเมินผลแบบย่อยบอกผู้ถูกประเมินว่าใครบ้าง 
ที่ถึงมาตรฐานการเรียนรู้และใครบ้างที่ยังไม่ถึง การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้จะบอกถึง 
ความก้าวหน้าของแต่ละคนที่กำลังไปสู่แต่ละมาตรฐาน ในขณะที่ยังมีเวลาพอให้ความช่วยเหลือกับ 
พวกผู้เรียนเหล่านั้น 
การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (Assessment FOR learning) สามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติที่จะ 
ทำให้ครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน รู้ว่า 
10 
1. การประเมินผลที่มีประสิทธิภาพคืออะไรและทำอย่างไร 
2) อะไรจะเกิดขึ้นในการเรียนรู้ของผู้เรียน ถ้าพวกเขาได้ลงมือปฏิบัติจริง 
3) การพัฒนาและทำให้เกิดครูผู้สอนมืออาชีพที่มีศักยภาพในการประเมินผลชั้นเรียน 
อย่างถูกต้องเหมาะสมจะทำได้อย่างไร 
Rick Stiggins ได้จำแนกรูปแบบวิธีการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ ออกเป็น 4 วิธีการ ดังนี้ 
1) การเลือกคำตอบ (selected response) 
2) การเขียนความเรียง (essay) 
3) การประเมินความสามารถ (performance assessment) 
4) การสื่อสารกับบุคคล (personal communication) 
ขณะที่ Bob Marzano ได้จำแนกรูปแบบการประเมินผลไว 7 รูปแบบ ดังนี้ 
1) การเลือกคำตอบที่กำหนดให้ (forced choice) 
2) การเขียนเป็นความเรียง (essay) 
3) การเขียนตอบสั้น ๆ (Short written response)
11 
4) การรายงานปากเปล่า (Oral reports) 
5) ภาระงาน / ชิ้นทงี่านแสดงถึงความสามารถ (Performance Tasks ) 
6) การสังเกตโดยครู (Teacher Observation) 
7) การประเมินตนเอง (Student Self - Assessment) 
ซึ่งนำมาจัดประเภทการประเมินผลให้ง่ายต่อการปฏิบัติของครูผู้สอนทั่ว ๆ ไป โดยจำแนกเป็น 
เทคนิคการประเมินผล 4 ประการ ที่ได้แก่ 
1) การเลือกคำตอบที่กำหนดให้ (Selected pesponse) 
2) การสร้างคำตอบด้วยตนเอง (Constructed Response) 
3) การประเมินความสามารถ (Performance Assessment) 
4) การประเมินผลแบบไม่เป็นทางการและประเมินตนเอง (Informal and Self 
Assessment) 
รูปแบบการประเมินผลที่ควรใช้ 
เมื่อตกลงที่จะนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ เราจะต้องปรับใช้ให้ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการทางการ 
ประเมินผลในชั้นเรียนของเรา การประเมิน 4 ประเภท นี้คือ เลือกคำตอบ สร้างคำตอบ 
ประเมินความสามารถ และ ประเมินแบบไม่เป็นทางการ /ประเมินตนเอง 
1. การเลือกคำตอบ (Selected Response) 
- หาตัวเลือกที่ดีที่สุด / ถูกต้องที่สุด 
- ข้อสอบถูก – ผิด 
- ข้อสอบจับคู่ (Matching) 
2. การสร้างคำตอบ (Constructed Response) 
- เขียนคำหรือข้อความลงในช่องว่าง 
- เขียนความเรียง 
- เขียนคำตอบสั้น ๆ (ประโยค บทความ) 
- เขียนแผนภูมิ 
- เขียนขอบข่ายงาน (Web) 
- เขียนแผนผังความคิดรวบยอด (Concept Map) 
- เขียนแผนภูมิสายงาน / ผังงาน (Flowchart) 
- เขียนกราฟ 
12 
- เขียนตาราง 
- เขียนตารางแสดงความสัมพันธ์ 2 ทาง (Matrix) 
- เขียนภาพประกอบการอธิบาย (Illustration) 
3. การประเมินผลความสามารถปฏิบัติ (Performance Assessment) 
- การนำเสนอ (Presentation) 
- การเคลื่อนไหว (Movement) 
- ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ 
- ทักษะทางการศึกษา 
- การแสดงละคร 
- การประกาศข้อบังคับ 
- การทำโครงงาน 
- การโต้วาที 
- การจัดนิทรรศการ 
- การเล่นดนตรีเดี่ยว การบรรยาย 
- การอ่านออกเสียง 
4. การประเมินแบบไม่เป็นทางการ /ประเมินตนเอง (Informal/Self – Assessment) 
- ตอบคำถามปากเปล่า 
- การสังเกต 
- การสัมภาษณ์ 
- การประชุม 
- รายละเอียดกระบวนการ 
- แบบสำรวจรายการ (Checklist) 
- มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 
- กระบวนการคิดดัง ๆ 
- การเขียนวารสารในส่วนที่รับผิดชอบ 
- การประเมินตนเองของนักเรียน 
- การทบทวนด้วยกันกับเพื่อน ๆ 
จาก 4 ประเภทของการประเมินผลที่จะนำไปใช้ในชั้นเรียนนี้ ครูผู้สอนควรต้องพิจารณาเลือก 
เทคนิค วิธีการประเมินผล ให้สอดคล้องตรงกับเป้าหมายการเรียนรู้แต่ละเป้าหมายอย่างชัดเจน
13 
ควรใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลาย ไม่ไปกระจุกลงที่วิธีการใดวิธีการหนึ่ง จนขาดความสมดุลทาง 
การประเมินผล (Balanced Assessment) 
ประเภทของเป้าหมายสัมฤทธิผลทางการเรียน (Achievement Target Types) 
เพื่อการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เราจำเป็นจะต้องเลือกรูปแบบการประเมินผลที่เหมาะสม 
สอดคล้องกับประเภทของเป้าหมายสัมฤทธิผลทางการเรียน ที่ได้แก่ 
1) องค์ความรู้ / สารสนเทศ (Knowledge / Information) 
2) ทักษะ / กระบวนการ (Skills / Processes) 
3) การคิด และการให้เหตุผล (Thinking and Reasoning) 
4) การสื่อสาร (Communication) 
ตัวอย่างเป้าหมายสัมฤทธิผลด้านการคิดและการให้เหตุผล ได้แก่ 
การเปรียบเทียบและความแตกต่าง (Comparison and contrast) 
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of relationship) 
การจัดจำพวก (Classification) 
การอ้างเหตุผลพิสูจน์ ข้อสรุป (Azqumentation) 
การใช้เหตุผลจากส่วนย่อย ๆ ไปหาส่วนรวม (Induction) 
การลงสรุปความเห็นจากหลักทั่วไปสู่เรื่องเฉพาะ (duduction) 
การแก้ปัญหา (Problem solving) 
การตัดสินใจ (Decision making) 
การสืบสวนสอบสวน (Investigation) 
การตรวจสอบโดยการทดลอง (Experimental inquiry) 
ตัวอย่างเป้าหมายสัมฤทธิ์ผลด้านการสื่อสาร 
การสื่อสารที่ได้ผลจริง มีประสิทธิภาพโดยการเขียนตามแบบฟอร์ม 
การสื่อสารที่ได้ผลจริงมีประสิทธิภาพในการพูดปากเปล่าตามแบบประเมิน 
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสื่อประเภทอื่นมิใช่การเขียนหรือการพูด 
การสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ อย่างหลากหลาย 
การสื่อสารสำหรับเป้าหมายที่มีลักษณะหลากหลาย 
การอธิบายแนวความคิดได้อย่างชัดเจน (Clearly) 
สรุปลักษณะสำคัญของการประเมินแต่ละระดับ (Formative –Summative Evaluation) 
การประเมินผลแบบย่อย (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผลระหว่างเรียนตลอดเวลา 
และเป็นฐานการประเมินที่นำไปสู่การประเมินผลแบบรวม (Summative Assessment) ซึ่งเป็น 
ขั้นการประเมินสรุปการเรียนการสอน เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนในห้องเรียน ช่วย 
กำหนดมาตรฐานเนื้อหา และมีเกณฑ์เป็นตัวกำหนด ทำให้การประเมินแบบนี้เป็นสว่นหนงึ่ของ 
ระบบการวิจัย สามารถประเมินเป็นระยะ ๆ ได้ตลอดเวลา Formative Evaluation ได้กำหนด 
สิ่งจำเป็นไว้ 4 ข้อ คือ 1) กำหนดสิ่งที่นักเรียนต้องเรียนรู้ 2) แปลผลย้อนกลับสู่นักเรียน 
3) นักเรียนมีส่วนร่วม 4) ประเมินกระบวนการเรียนรู้ 
การประเมินผลแบบรวม (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนที่ 
ครูประเมินจากข้อมูลของนักเรียน ตามความแตกต่างของแต่ละคน ทำให้มีการออกแบบเฉพาะ 
สิ่งที่ต้องการประเมินเพื่อให้ครูสามารถวินิจฉัยการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนได้ การเรียนรู้ ควร 
เริ่มด้วยการประเมินแบบย่อยก่อน และไปสิ้นสุดที่การประเมินแบบรวม เป็นการกำหนดรูปแบบการ 
เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทักษะและความรู้ที่จำเป็น มุ่งเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม 
ให้เกิดกับผู้เรียน 
การประเมินผลแบบย่อยในส่วนของบทบาทผู้เรียน 
ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ รับข้อมูลมาใช้ในการปรับความคิดเชิงบวกและสนับสนุนพัฒนาการ 
เรียนรู้ของตนเองได้ตามเกณฑ์ ครูจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ (rubrics) และข้อมูลในการพัฒนา 
นักเรียน เมื่อนักเรียนได้รับรู้ จะเกิดความเชื่อมั่นและสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์นนั้ได้ การประเมนิ 
ตนเองช่วยให้นักเรียนมีมาตรฐานการทำงานสำหรับตนเอง เพื่อตัดสิน ชิ้นงานและการปฏิบัติงาน สิ่ง 
สำคัญของการประเมิน เพื่อปรับปรุงการทำงานของนักเรียน แต่ไม่ใช่เพื่อจัดอันดับ หรือการลงโทษ 
การประเมินผลแบบย่อยในส่วนของบทบาทครู 
ครูต้องมีความชัดเจนและใช้ให้เหมาะสมกับวิธีการสอนและเทคนิคของตน ครู ผู้บริหาร และ 
นักการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับการประเมินผลเพราะการประเมินผลอย่างถูกต้องและยุติ 
ธรรมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ในความเป็นจริงทางการศึกษาปัจจุบันครูยัง 
ขาดทักษะการใช้ข้อมูลและดึงข้อสรุปหลังการประเมินผลแล้วในกระบวนการเรียนรู้ที่มีการประ 
เมินที่มีคุณภาพสูง ครูต้องรู้ว่าการประเมินผลนั้นมีเป้าหมายอะไร ทำอย่างไรจะไปถึงเป้าหมาย 
และมีวิธีใดที่ช่วยให้ประสบผลสำเร็จ ครูต้องมีเทคนิคการสอนที่ใช้คำถาม เพื่อเน้นให้นักเรียนมี 
ทักษะในการคิดที่ซับซ้อน และมีเหตุผล 
14
การประเมินผลแบบย่อยในส่วนของบทบาทของของโรงเรียนและเขตพื้นที่ 
โรงเรียนควรต้องวางแผนพัฒนาครู เน้นการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในการประเมินและ 
ได้รับการสนับสนุนจากนักการศึกษาที่เห็นความสำคัญของการประเมินที่มีคุณภาพ ช่วยให้ครูเห็น 
ความสำคัญของการประเมินที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้ 
15 
ข้อเสนอแนะด้านการจัดการเรียนการสอนและใช้การประเมินผล 
1. มีความต่อเนื่องและทำเป็นประจำ 
2. ใช้เพื่อกำหนดแนวทางการสอน 
3. เพื่อให้ข้อมูลป้อนกลับที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 
4. ใช้เครื่องมือวัดแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 
5. มีการประเมินตนเอง 
6. มีข้อมูลที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อนักการศึกษา 
7. มีวิธีการจัดเรียนการสอน เพื่อใช้ในการประเมินแบบย่อย ประกอบด้วย 
- การตั้งเกณฑ์และจุดมุ่งหมาย 
- การสังเกต 
- การตั้งคำถาม 
- การประเมินผลด้วยตนเองหรือคู่ 
- การรวบรวมข้อมูลของนักเรียน 
8. นำมาตรฐานการเรียนรู้มาเป็นตัวกำหนดและวางแผนในการประเมิน ทั้งแบบย่อย และแบบรวม 
ที่เรียกว่าการประเมินผลตามมาตรฐาน (Standards–Based Assessment)หรือ อิงมาตรฐานการ 
เรียนรู้ 
9. การตัดเกรด เกรดแต่ละระดับ จะต้องมีเกณฑ์การประเมินแบบ Rubric ไว้ชี้แจงเพื่อเทียบให้เห็น 
ถึงการประเมินที่อิงมาตรฐาน 
10. รูปแบบการรายงานผล บัตรรายงานผลการเรียน ใช้การรายงานผลการเรียน 
11. ลักษณะของข้อสอบที่เป็นมาตรฐาน สอดคล้องกับกิจกรรมที่อิงมาตรฐาน และให้ความสำคัญ 
กับเป้าหมายของกิจกรรมที่เอื้อต่อการปรับปรุงการสอน จัดเตรียมเครื่องมือในการประเมินให้แก่ 
ครูผู้สอน เพื่อนำไปพัฒนาให้สามารถประเมินแล้วนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีขึ้น 
12. มีคุณภาพและสร้างความมั่นใจในการประเมินผล คือ มีเหตุผลในการประเมิน และตัดสิน มี 
ความน่าเชื่อถือ 
16 
13. เครื่องมือการวัดและประเมินผล 
เครื่องมือวัดดา้นความรู้- ใช้แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 
เครื่องมือวัดด้านการปฏิบัติงาน - ใช้การประเมินการทำงานกลุ่ม การประเมินจากผลงาน 
เครื่องมือวัดด้านเจตคติ - ใช้แบบประเมินตนเอง (Self-assessment) แบบมาตรวัดประ 
มาณค่า (Rating scale) แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) แบบบันทึกพฤติกรรมการ 
ปฏิบัติ (Anecdotal record) 
14. หลักปฏิบัติสำคัญของการประเมินผลการเรียนรู้ 
- ให้การวัดประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ 
- การประเมินผลเน้นทวีิ่ธีการเรียนรขู้องผู้เรียน 
- การประเมินผล เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติ ในชั้นเรียน 
- การประเมินผล เป็นทักษะวิชาชีพที่สำคัญ 
- การประเมินผล มีความสำคัญและช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาขึ้น 
- การประเมินผล เป็นการกระตุ้นการดูแลผู้เรียน 
- การประเมินผล เสริมความเข้าใจจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้และเกณฑ์ 
- การประเมินผล ช่วยผู้เรียนในการปรับปรุงการเรียนรู้ 
- การประเมินผล พัฒนาความสามารถในการประเมินตนเอง 
- การประเมินผลเป็นการประเมินที่ตระหนักถึงความสำเร็จของการเรียนรู้ 
15. กรอบของการประเมินผล 
- เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหลักสูตรและเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียน 
- เป็นการสร้างเกณฑ์สำหรับการเรียนของนักเรียนที่ชัดเจน 
- สนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกในสิ่งที่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ทำได้ 
- ความสมดุลของผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนกับกระบวนการหรือขั้นตอนที่ชัดเจน 
- เป็นการให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียนในสิ่งที่พวกเขาปรับปรุงเพื่อพัฒนาผลการเรียนและ 
เป็นข้อเสนอแนะให้กับครูผู้สอนและการพัฒนาหลักสูตร 
16. องค์กรกับการนำหลักการประเมินผลไปใช้ ได้แก่ ครูผู้สอนโดยตรง และ สำนักงานทดสอบใน 
ระดับโรงเรียนเขตการศึกษาระดับท้องถิ่นรวมถึงระดับชาติ 
17. การประเมินในชั้นเรียน (Classroom Assessments) หลักการประเมินในชั้นเรียน 
เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องพัฒนาและเลือกวิธีการประเมินนักเรียนมาใช้ สำหรับการประเมิน
17 
ตามมาตรฐานการเรียน โดยมีหลักการดังนี้ 
1. มีการพัฒนาและเลือกใช้วิธีการประเมินนักเรียน 
2. มีการเก็บรวมรวมและเลือกข้อมูลที่ใช้ในการประเมินนักเรียน 
3. การตัดสินและให้คะแนนการปฏิบัติงานตามความสามารถของนักเรียน 
4. การสรุปผลและแปลผลการประเมิน 
5. การรายงานผลการประเมินนักเรียน 
18. การประเมินด้วยรูปแบบที่สร้างจากภายนอกแล้วนำเข้าไปใช้ในชั้นเรียน (Assessments 
Produced External to the Classroom)เป็นการพัฒนาและใช้วิธีการประเมินมาตรฐานที่ใช้ใน 
การเรียน สำหรับใช้ในการสอบเข้าสู่การรับรอง และการวินิจฉัยจัดการศึกษา การประเมินหลัก 
สูตรและโปรแกรมการเรียนมีหลักการและแนวทาง ในการจัดการ 4 ข้อ คือ 
1. การพัฒนาและการเลือกวิธีการประเมินผล 
2. รวบรวมข้อมูลและแปรผลการประเมิน 
3. แจ้งการประเมินให้นักเรียนทราบ 
4. ทำให้โปรแกรมการประเมินนั้นบรรลุผลตามที่ต้องการ

การประเมินผลแบบย่อยและแบบรวม

  • 1.
    มาตรฐานที่ 5 การวัดประเมินผลการศึกษา ชุดบทเรียนที่ 14 การประเมินผลทางการศึกษา -------------------------------------------------------- 14.2 ประเมินผลแบบย่อย และ แบบรวม มาตรฐานที่ 5 การวัดประเมินผลการศึกษา ชุดบทเรียนที่ 14 การประเมินผลทางการศึกษา -------------------------------------------------------- 14.2 ประเมินผลแบบย่อย และ แบบรวม 2
  • 2.
    3 มาตรฐานที่ 5การวัดประเมินผลการศึกษา ชุดบทเรียนที่ 14 การประเมินผลทางการศึกษา -------------------------------------------------------- 14.2 ประเมินผลแบบย่อย และ แบบรวม การจำแนกประเภทของการประเมินผล การประเมินผลสามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่ว่าจะยึดอะไรเป็นหลักในการแบ่งประเภท โดยทั่วไป เราสามารถจำแนกการประเมินผล ได้ดังนี้ 1) จำแนกตามระบบการวัด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. การประเมินแบบอิงตน (self referenced evaluation) เป็นการประเมินเพื่อที่จะดูว่า ตนเองมีความก้าวหน้าหรือไม่ อย่างไร เช่น การสอบก่อนเรียน-สอบหลังเรียน 2. การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ (criterion referenced evaluation) เป็นการ ประเมินผลโดยเอาคะแนนที่ได้จากการสอบไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แล้ว พิจารณาตัดสินไปตามนั้น 3. การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (norm referenced evaluation) เป็นการประเมินผลโดย เอาคะแนนที่ได้จากการสอบไปเปรียบเทียบกับความสามารถของกลุ่ม 2) จำแนกตามจุดประสงค์ของการประเมิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. การประเมินผลก่อนเรียน (Pre-assessment or pre-evaluation) เป็นการประเมินผล เพื่อค้นหาข้อบกพร่องของความรู้พื้นฐานของผู้เรียน ทั้งนี้เพราะว่าทุกคนมีความแตกต่าง ระหว่างบุคคล การประเมินผลก่อนเรียนนี้มีประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน หรือจัด สถานการณ์การเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละบุคคล 2. การประเมินผลระหว่างเรียน ( Formative evaluation) การประเมินผลวิธีนี้ มี จุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุง หรือ แก้ไขการเรียนการสอนระหว่างเรียนเพื่อให้นักเรียนบรรลุ หน่วยการเรียนใด ๆ หรือจุดประสงค์ของเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้อาจจะทำโดยการสอนซ่อมเสริม 4 3. การประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียน หรือ การประเมินผลรวม ( Summative Evaluation) เป็นการประเมินผลภายหลังจากที่ครูได้สอนจบกระบวนการเรียนการสอนทั้ง วิชาแล้วหรือที่เรียกว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสิน ผลการเรียน เนื่องจากการประเมินผลเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกเวลา ดังนั้น จึงมีผู้แบ่งประเภท เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้มี ความเข้าใจตรงกันว่าการประเมินผลที่ทำขึ้นนั้นอยู่ในช่วงเวลาใด การประเมินผลที่อาศัยช่วงเวลาเป็นหลักในการจำแนก จึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การประเมินผลย่อย หรือ การประเมินผลระหว่างดำเนินการ (Formative Evaluation) การประเมินผลประเภทนี้กระทำในระหว่างที่โครงการยังไม่สิ้นสุด หรือระหว่างที่ทำ หลักสูตรยังไม่เสร็จหรือยังทำการสอนไม่จบหน่วยการเรียน การประเมินผลอาจทำเป็นระยะในเรื่อง เดียวกันหรือทำในเรื่องที่ต่างกันก็ได้ จุดมุ่งหมายของการประเมินผลประเภทนี้ คือ การปรับปรุงสิ่งที่กระทำอยู่ให้ดีขึ้น โดยไม่ ปล่อยไว้จนกระทั่งเสร็จงาน ซึ่งอาจจะสายเกินแก้ก็ได้ ในกรณีของหลักสูตรการประเมินผลจะดำเนิน ไปทุกขั้นตอนของการจัดทำหลักสูตร ตั้งแต่การกำหนดจุดหมายไปจนถึงการกำหนดเนื้อหาสาระ ของหลักสูตร และเมื่อได้หลักสูตรต้นแบบแล้วก็จะมีการประเมินผลต่อไปอีกซึ่งเราเรียกว่าการ ทดลองนำร่องและการทดลองในสนาม ความหมายของการประเมินผลย่อย ยังครอบคลุมถึงการประเมินผลการเรียนการสอนใน ชั้นเรียนด้วย เป็นการควบคุมการปฏิบัติงาน และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ทั้งผู้สอนผู้เรียนได้ทราบ จุดอ่อนและจุดเด่นของตน สามารถนำเอาข้อมูลที่ได้รับมาปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้หมดไป การประเมินผล มักทำเมื่อการสอนจบไปตอนหนึ่ง หรือ บทเรียนหนึ่ง และจะมุ่งวัดการเรียนรู้ทุก อย่างที่อยู่ในจุดประสงค์ ส่วนใหญ่จะใช้แบบทดสอบที่ผู้สอนทำขึ้นเอง จากการที่การประเมินผล ย่อยมุ่งปรับปรุงแก้ไขเฉพาะเรื่องในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน บางทีเราจึงเรียกการประเมินผลประเภทนี้ ว่า การประเมินผลเชิงจุลภาค (Micro Evaluation) 2. การประเมินผลรวมหรือประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการ(Summative Evaluation) เมื่อพูดถึงหลักสูตร จะหมายถึงการประเมินผลหลังจากที่ได้นำเอาหลักสูตรแม่บทมา ใช้เป็นเวลาพอสมควรแล้ว จุดมุ่งหมายของการประเมินผลประเภทนี้คือ การพิจารณาตัดสินว่า หลักสูตรที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิผลหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือใช้ได้ดีหรือไม่ มีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข
  • 3.
    การประเมินผลรวมมักจะทำกันเมื่อนักพัฒนาหลักสูตร และ ผู้บริหารมีความรู้สึกว่าน่าจะมีการ ปรับปรุงหลักสูตร เป็นการใหญ่เสียที เนื่องจากได้ใช้มานานแล้ว สภาพเศรษฐกิจและสังคมของ บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป และ หลักสูตรที่ใช้อยู่ได้ส่อเค้าให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิผลเหมือนเดิม การประเมินผลจะเป็นการประเมินหลักสูตรทั้งระบบ ซึ่งเรียกว่า การวิเคราะห์หลักสูตร สำหรับใน ด้านการเรียนการสอน การประเมินผลรวมจะกระทำเมื่อผู้เรียนได้จบวิชาหนึ่งในแต่ละภาคเรียน และ ในภาคปลายของแต่ละปีการศึกษา เป็นการประเมินผลเพื่อตรวจสอบดูว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ตาม จุดประสงค์ของวิชาหรือไม่ ควรได้คะแนนเท่าใดและควรถือว่าสอบได้หรือตกเนื่องจาก การ ประเมินผลรวมเป็นการประเมินผลที่มุ่งปรับปรุงแก้ไขเป็นส่วนรวมและมีขอบเขตของการ ประเมินผลที่คลุมทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น วิเคราะห์หลักสูตรทั้งระบบและประเมินผลการเรียนการสอน ทุกวิชาในหลักสูตรเป็นส่วนรวม ดังนั้นบางทีเราจึงเรียกการประเมินผลประเภทนี้ว่า การประเมินผล เชิงมหภาค (Macro Evaluation) ในบางกรณี เราไม่อาจแยกการประเมินผลสองประเภทนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน ตัวอยา่งเช่น ในระหว่างการเรียนการสอนแต่ละวัน ผู้สอนย่อมทำการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนและปรับ ปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา การประเมินผลในลักษณะนี้เป็นการประเมินผลเชิงจุลภาค แต่ครั้นเมื่อจบ การเรียนการสอนในเวลาเย็นแล้ว ผู้สอนนำเอาผลงานของผู้เรียนมาตรวจ และทบทวนดูว่ามีเหตุ การณ์อะไรที่สำคัญเกิดขึ้นในระหว่างการเรียนการสอนของวันนั้น ซึ่งสมควรมีการปรับปรุงแก้ไข การกระทำของผู้สอนในตอนนี้เรียกว่าการประเมินผลเชิงมหภาค จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาของการ ประเมินผลสองประเภทนี้ใกล้ชิดกันมาก จนบางครั้งทำให้เกิดการสับสน การประเมินผลแบบย่อย (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผลในขณะดำเนินการ จัดการเรียนการสอน หรือจัดหลักสูตรโปรแกรมการสอน เพื่อนำข้อมูลทุกขั้นตอนและตลอดเวลา ต่อเนื่องกันไปปรับปรุงการศึกษา ส่วนการประเมินแบบรวม Summative เป็นการประเมินผลสรุป รวบยอดของการจัดการศึกษาเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นโครงการแล้ว การประเมินผลแบบย่อยเกิดขึ้น ทุกเวลาในขณะดำเนินการจัดการศึกษา ส่วนการประเมินแบบรวม (Summative Evaluation) นั้น จัดกระทำเมื่อโปรแกรมการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว (Bloom,1971) อาจกล่าวได้ว่าการประเมินผล การศึกษาเป็นกระบวนการที่จะตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนว่านักเรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ วางไว้หรือไม่ ถ้าหากพบว่านักเรียนมีข้อบกพร่องก็จะพิจารณาว่าบกพร่องในเรื่องใด เพื่อที่จะ ปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ประเด็นสำคัญที่ควรยึดเป็นหลัก ในการจำแนกความแตกต่าง ระหว่างการประเมินผลสอง 5 6 ประเภทนี้ คือ ให้จำไว้ว่า การประเมินผลเชิงจุลภาค มุ่งปรับปรุงเพื่อผลในปัจจุบัน เป็นสำคัญ ส่วนการประเมินผลเชิงมหภาค มุ่งเพื่อประโยชน์ในอนาคต การวัดและประเมินก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน 3 คำนี้ มีความเกี่ยวเนื่องกันแต่ต่างกันที่ระยะเวลาและ จุดประสงค์ของการวัดและประเมิน 3 คำนี้ มีความหมายทั้งในมิติที่กว้างและแคบ ดังนี้ ก่อนเรียน การวัดและประเมินก่อนเรียนมีจุดประสงค์ เพื่อทราบสภาพของผู้เรียน ณ เวลาก่อนที่ จะเรียน เช่น ความรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ก่อนเรียนอาจจะหมายถึง ก่อนเข้าเรียน ซึ่งอาจจะตั้งแต่ก่อนเรียนระดับปฐมวัย หรือก่อนจะเริ่มเรียนหลักสูตร สถานศึกษานั้น เช่น สถานศึกษาที่เปิดสอนในช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ก่อนเรียนในที่นี้อาจจะ หมายถึง ก่อนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้น ก่อนเรียนช่วงชั้น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความสำคัญกับช่วงชั้น ให้มีการ ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเมื่อจบแต่ละช่วงชั้น ก่อนเรียนในที่นี้จึงหมายถึงก่อนจะ เริ่มเรียนช่วงชั้นใดช่วงชั้นหนึ่ง เช่น ก่อนเรียนช่วงชั้นที่ 2 คือ ก่อนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นต้น ก่อนเรียนแต่ละชั้น ถึงแม้จะมีการกำหนดเป็นช่วงชั้น แต่ชั้นเรียนหรือการเรียนแต่ละปีก็ ยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา การเรียนแต่ละชั้น/ปี อาจจะหมายถึง การเรียนกับครูคนใดคนหนึ่ง (กรณีที่ครูคนเดียวสอนนักเรียนทั้งชั้นทุกวิชาหรือเกือบทุกวิชา โดยทั่วไปจะเป็นครูประจำชั้น) หรือเรียนครูกลุ่มหนึ่ง (สอนแยกรายวิชา) การวัดและ ประเมินก่อนเรียนแต่ละชั้นจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ให้ เหมาะสมกับผู้เรียนตลอดทั้งปี ก่อนเรียนแต่ละรายวิชา มีลักษณะเช่นเดียวกับก่อนเรียนแต่ละชั้น การวัดและประเมิน ก่อนเรียนแต่ละชั้นอาจจะวัดและประเมินในภาพรวมหลายๆวิชาแต่การวัดและประเมินนี้ แยกวัดและประเมินแต่ละรายวิชา โดยทั่วไปจะสอนโดยครูแต่ละคน สำหรับระดับ มัธยมศึกษา รายวิชาส่วนใหญ่จัดการเรียนรู้เป็นรายภาคเรียน ก่อนเรียนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เป็นการจัดหมวดหมู่เนื้อหาในสาระ การเรียนรู้เดียวกัน โดยจัดเนื้อหาเรื่องเดียวกันหรือสัมพันธ์กันไว้ในหน่วยเดียวกัน การ วัดและประเมินก่อนเรียนแต่ละหน่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลความรู้พื้นฐานของผู้เรียนในเรื่อง หรือหน่วยนั้น ซงึ่ทงั้ผู้เรียนและครูผสู้อนสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการเรียนรู้และ
  • 4.
    จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยนั้นได้อย่างเหมาะสม ก่อนเรียนแต่ละแผนจัดการเรียนรู้ คือการวัดและประเมินก่อนเรียนแต่ละครั้ง ในหนึ่ง หน่วยการเรียนรู้มักจะมีสาระที่จะเรียนรู้แยกย่อยสำหรับการสอนมากกว่า 1 ครั้งแต่ละ ครั้งจะมีแผนการจัดการเรียนรู้ ระหว่างเรียน จุดประสงค์ของการวัดและประเมินระหว่างเรียนเพื่อตรวจสอบความ ก้าวหน้าหรือพัฒนาการของผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการและคุณลักษณะที่พึง ประสงคจ์ากการเรียนรู้และ การรว่มกิจกรรมของผู้เรียนโดยเทียบกับผลการวัด และ ประเมินก่อนเรียน การวัดและประเมินระหว่างเรียนจะทำให้ได้ข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนา การการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการ เรียนการสอนของครูด้วยข้อมูลจากการวัดและประเมินระหว่างเรียนจะเป็นประโยชน์ แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้เรียน ครูผู้สอน สถานศึกษา และผู้ปกครอง สามารถนำข้อมูล ดังกล่าวไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่แตกย่อยมาจากมาตรฐานการ เรียนรู้และเป็นข้อมูลที่ใช้ในการปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียน หลังเรียน จุดประสงค์ของการวัดและประเมินหลังเรียน เพื่อตรวจสอบผลการเรียนของ ผู้เรียน ด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จากการเรียนรู้และ การร่วมกิจกรรมของผู้เรียน โดยเทียบกับผลการวัดและประเมินก่อนเรียนและระหว่างเรียน การวัด และประเมินหลังเรียนจะทำให้ได้ข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูด้วย ข้อมูล จากการวัดและประเมินหลังเรียนมีจุดประสงค์หลัก คือ ใช้ในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผู้เรียน นอกจากนี้ การวัดและประเมินผลหลังเรียน อาจจะเป็นข้อมูลก่อนการ เรียนในระดับต่อไป จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้เรียนและครูผู้สอน ซึ่งสามารถนำข้อมูลดังกล่าว ไปพัฒนาและปรับปรุงการเรียนรู้และ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมการ เรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและสถานการณ์ 7 กระบวนการประเมินผล กระบวนการประเมินผล ประกอบด้วยขั้นตอนที่ต่อเนื่องกัน 3 ประการ คือ 1. การวัดผล (measurement) ซึ่งทำให้ทราบสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่จะประเมินผลว่ามี ปริมาณเท่าใด มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (criteria) 2. เกณฑ์ (criteria) หรือมาตรฐาน ในการพิจารณาตัดสินว่าสิ่งใดดี-เลว ใช้ได้หรือไม่ได้นั้นจะต้องมี หลักหรือบรรทัดฐาน เพื่อนำผลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบ 3.การตัดสิน (decision) เป็นการชี้ขาดระหว่างผลการปฏิบัติที่ได้จากการวัดกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ว่า ควรสรุปผลออกมาอย่างไร เช่น ถ้าผลที่ได้จากการวัดถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็ ผ่าน หรือถ้าต่ำกว่า เกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ ไม่ผ่าน เป็นต้น ทั้งนี้การตัดสินใจที่ดี ควรจะอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ความยุติธรรม และสิ่งที่สำคัญคือคุณ ธรรมประจำใจ (value judgment) จะเห็นว่าการวัดผลและการประเมินผลมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การวัดผลจะทำให้ได้ตัวเลข ปริมาณ หรือรายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคล จากนั้นจะนำเอาผลการวัดนี้ ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อตัดสิน หรือลงข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่า การประเมินผล กระบวนการนี้สามารถเขียนเป็นสูตรได้ ดังนี้ 8 E = M + J ขั้นตอนของการวัดและประเมินผล 1. กำหนดสิ่งที่ตอ้งการจะประเมิน เป็นการพิจารณาว่าคุณลักษณะ หรือ พฤติกรรมที่ ต้องการประเมินมีอะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องมีการวิเคราะห์หลักสูตรหรือวิเคราะห์เนื้อหาและ พฤติกรรมของรายวิชาที่ต้องการประเมินออกมาให้ได้ว่ามีเนื้อหาอะไร มีพฤติกรรมอะไรบ้าง อย่างละเท่าไร 2. กำหนดวิธีการวัดและเครื่องมือที่ใช้วัดผล เป็นการเลือกวิธีการและเครื่องมือวัดให้ เหมาะสมกับพฤติกรรมที่ต้องการวัดแต่ละประเภทให้เหมาะสม และต้องสามารถวัด พฤติกรรมเหล่านั้นได้จริง 3. สร้างหรือเลือกเครื่องมือ เป็นการกำหนดสิ่งเร้าหรือหาสถานการณ์เพื่อนำไปใช้ทดสอบ ผู้เรียน ให้แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาในรูปข้อมูลเชิงปริมาณโดยที่เคริ่องมือต้องมี คุณสมบัติที่ดี เช่น ต้องวัดในสิ่งที่ต้องการได้ตรงกับจุดมุ่งหมาย ให้ผลการวัดที่แน่นอน คง เส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง มีความชัดเจน เข้าใจได้ตรงกัน ฯลฯ 4. ดำเนินการทดสอบ เป็นการนำเครื่องมือไปทดสอบเพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรม ออกมาแล้วตีความหมายเป็นคะแนน ผลการวัดหรือคะแนนที่ได้จะนำไปใช้ในการตัด สินผลการเรียน หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอย่างยิ่งก็ คือต้องให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ สูงสุดของตนออกมาและต้องให้เกิดความยุติธรรมในการดำเนินการสอบ
  • 5.
    9 5. ตรวจให้คะแนนเป็นการกำหนดตัวเลขแทนปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดตามกฎเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ โดยพิจารณาผลการตอบสนองหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมา 6. ประเมินผล เป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการประเมินผล เป็นการลงสรุปจากข้อมูลที่ วัดมาได้จากข้อ 5 โดยนำผลการวัดมาเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด แล้วลงข้อสรุปว่าผู้เรียนได้ หรือตก หรือ ได้ระดับคะแนน (เกรด) อะไร จากกระบวนการประเมินผลดังกล่าวจะเห็นไดว้่าขั้นที่1-5 คือ ขั้นตอนของการวัดผล ส่วนขนั้ที่6 เป็นเรื่องของการประเมินผล กระบวนการในขั้นตอนแรกของการประเมินผล จึงเป็นกระบวนการ ในการวัดผล ความถูกต้องของผลการประเมิน จะขึ้นอยู่กับความถูกต้องของผลการวัดเป็นสำคัญ นอกจากนี้คุณธรรมในการตัดสินผล หรืออคติของผู้ประเมิน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความถูกต้อง ของผลการประเมินด้วย แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ แนวคิดปัจจุบัน เกี่ยวกับการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (AFL: assessment FOR learning) ได้เข้า มาเปลี่ยนแปลงกระบวนการประเมินผลในชั้นเรียนและมีส่วนในการออกแบบการจัดการเรียนการ สอนมากขึ้น เพิ่มเติมจากบทบาทเดิม ที่เพียงกำกับดูแลการเรียนรู้ของผู้เรียน สืบเนื่องมาจาก ผลการวิจัยจำนวนมากที่ได้ทำการศึกษากันอย่างจริงจังทั่วโลกในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ แสดงให้เห็นว่า การนำ การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน สามารถ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก้าวหน้าขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาโดยตลอดด้วยนัยสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้น การประเมินผลการเรียนรู้ คือ การแสวงหาและการแปลความหมายของหลักฐานข้อมูลที่ได้จากการ ประเมินเพื่อทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียง ใด เพื่อให้ครูและนักเรียนนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจว่าจะเรียนรู้สิ่งใด และทำอย่างไรให้ดี ที่สุด รวมทั้งนำข้อมูลการประเมินผลไปใช้พิจารณาวางแผนพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีความ รู้และความสามารถตามมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นความคาดหวังของสังคมที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ จะแตกต่างจากการประเมินผลแบบรวม (Summative) อย่างเห็นได้ ชัด เพราะเป็นการแสดงความรับผิดของครูผู้สอนในอันที่จะนำนักเรียนไปให้ถึงมาตรฐานการ เรียนรตู้ามทตี่้องการ ซึ่งต่างจากการตัดสินผล/ประสิทธิภาพการเรียนรู้ ดว้ยคะแนนภายในเวลาที่ กำหนดไว้เท่านั้นอย่างเช่นการประเมินผลระดับเขตพื้นที่หรือระดับประเทศที่ประเมินนักเรียนเป็น กลุ่มใหญ่จำนวนมาก และเช่นเดียวกับการประเมินผลในชั้นเรียน(Classroom assessment) เพื่อ รายงานลงในแบบบันทึกเป็นคะแนนหรือระดับคะแนน/ผลการเรียน (เกรด - grade) สิ่งที่ควรมอง หาในระบบการประเมินผลที่สมบูรณ์แบบ คือ ความสมดุลหรือดุลยภาพทางเป้าหมายของการประ เมินผล หลักการพื้นฐานควรได้รับการจัดเรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการประเมินผลเพื่อ การเรียนร(ู้AFL) เพี่อช่วยเหลือนักเรียนใหพั้ฒนาการเรียนรสูู้งขนึ้และนำพวกเขาไปใหถึ้งแกนหลัก การประเมินผลแบบย่อย ควรจะช่วยให้ครูผู้สอนมองเห็นความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เกิดขึ้นตามมาตรฐานการเรียนรู้ ต่างๆ (in terms of standards mastered) และต้องเปิดเผย แสดงความจริงแกผ่เู้รียน ด้วยความถี่ที่มากพอจะทำให้รวู้่า มีใครบ้างทยีั่งต้องการความช่วยเหลือ การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (AFL) แตกต่างจากการประเมินผลแบบย่อย (formative) ตรงการ เกิดขึ้นบ่อยอย่างต่อเนื่อง การเน้นบอกกล่าวให้นักเรียนได้รับรู้ถึงการเตรียมหลักฐาน พยานการ เรียนรู้ด้วยการประเมินแบบย่อยของครู ขณะที่การประเมินผลแบบย่อยบอกผู้ถูกประเมินว่าใครบ้าง ที่ถึงมาตรฐานการเรียนรู้และใครบ้างที่ยังไม่ถึง การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้จะบอกถึง ความก้าวหน้าของแต่ละคนที่กำลังไปสู่แต่ละมาตรฐาน ในขณะที่ยังมีเวลาพอให้ความช่วยเหลือกับ พวกผู้เรียนเหล่านั้น การประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (Assessment FOR learning) สามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติที่จะ ทำให้ครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน รู้ว่า 10 1. การประเมินผลที่มีประสิทธิภาพคืออะไรและทำอย่างไร 2) อะไรจะเกิดขึ้นในการเรียนรู้ของผู้เรียน ถ้าพวกเขาได้ลงมือปฏิบัติจริง 3) การพัฒนาและทำให้เกิดครูผู้สอนมืออาชีพที่มีศักยภาพในการประเมินผลชั้นเรียน อย่างถูกต้องเหมาะสมจะทำได้อย่างไร Rick Stiggins ได้จำแนกรูปแบบวิธีการประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ ออกเป็น 4 วิธีการ ดังนี้ 1) การเลือกคำตอบ (selected response) 2) การเขียนความเรียง (essay) 3) การประเมินความสามารถ (performance assessment) 4) การสื่อสารกับบุคคล (personal communication) ขณะที่ Bob Marzano ได้จำแนกรูปแบบการประเมินผลไว 7 รูปแบบ ดังนี้ 1) การเลือกคำตอบที่กำหนดให้ (forced choice) 2) การเขียนเป็นความเรียง (essay) 3) การเขียนตอบสั้น ๆ (Short written response)
  • 6.
    11 4) การรายงานปากเปล่า(Oral reports) 5) ภาระงาน / ชิ้นทงี่านแสดงถึงความสามารถ (Performance Tasks ) 6) การสังเกตโดยครู (Teacher Observation) 7) การประเมินตนเอง (Student Self - Assessment) ซึ่งนำมาจัดประเภทการประเมินผลให้ง่ายต่อการปฏิบัติของครูผู้สอนทั่ว ๆ ไป โดยจำแนกเป็น เทคนิคการประเมินผล 4 ประการ ที่ได้แก่ 1) การเลือกคำตอบที่กำหนดให้ (Selected pesponse) 2) การสร้างคำตอบด้วยตนเอง (Constructed Response) 3) การประเมินความสามารถ (Performance Assessment) 4) การประเมินผลแบบไม่เป็นทางการและประเมินตนเอง (Informal and Self Assessment) รูปแบบการประเมินผลที่ควรใช้ เมื่อตกลงที่จะนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ เราจะต้องปรับใช้ให้ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการทางการ ประเมินผลในชั้นเรียนของเรา การประเมิน 4 ประเภท นี้คือ เลือกคำตอบ สร้างคำตอบ ประเมินความสามารถ และ ประเมินแบบไม่เป็นทางการ /ประเมินตนเอง 1. การเลือกคำตอบ (Selected Response) - หาตัวเลือกที่ดีที่สุด / ถูกต้องที่สุด - ข้อสอบถูก – ผิด - ข้อสอบจับคู่ (Matching) 2. การสร้างคำตอบ (Constructed Response) - เขียนคำหรือข้อความลงในช่องว่าง - เขียนความเรียง - เขียนคำตอบสั้น ๆ (ประโยค บทความ) - เขียนแผนภูมิ - เขียนขอบข่ายงาน (Web) - เขียนแผนผังความคิดรวบยอด (Concept Map) - เขียนแผนภูมิสายงาน / ผังงาน (Flowchart) - เขียนกราฟ 12 - เขียนตาราง - เขียนตารางแสดงความสัมพันธ์ 2 ทาง (Matrix) - เขียนภาพประกอบการอธิบาย (Illustration) 3. การประเมินผลความสามารถปฏิบัติ (Performance Assessment) - การนำเสนอ (Presentation) - การเคลื่อนไหว (Movement) - ปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ - ทักษะทางการศึกษา - การแสดงละคร - การประกาศข้อบังคับ - การทำโครงงาน - การโต้วาที - การจัดนิทรรศการ - การเล่นดนตรีเดี่ยว การบรรยาย - การอ่านออกเสียง 4. การประเมินแบบไม่เป็นทางการ /ประเมินตนเอง (Informal/Self – Assessment) - ตอบคำถามปากเปล่า - การสังเกต - การสัมภาษณ์ - การประชุม - รายละเอียดกระบวนการ - แบบสำรวจรายการ (Checklist) - มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) - กระบวนการคิดดัง ๆ - การเขียนวารสารในส่วนที่รับผิดชอบ - การประเมินตนเองของนักเรียน - การทบทวนด้วยกันกับเพื่อน ๆ จาก 4 ประเภทของการประเมินผลที่จะนำไปใช้ในชั้นเรียนนี้ ครูผู้สอนควรต้องพิจารณาเลือก เทคนิค วิธีการประเมินผล ให้สอดคล้องตรงกับเป้าหมายการเรียนรู้แต่ละเป้าหมายอย่างชัดเจน
  • 7.
    13 ควรใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลาย ไม่ไปกระจุกลงที่วิธีการใดวิธีการหนึ่งจนขาดความสมดุลทาง การประเมินผล (Balanced Assessment) ประเภทของเป้าหมายสัมฤทธิผลทางการเรียน (Achievement Target Types) เพื่อการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เราจำเป็นจะต้องเลือกรูปแบบการประเมินผลที่เหมาะสม สอดคล้องกับประเภทของเป้าหมายสัมฤทธิผลทางการเรียน ที่ได้แก่ 1) องค์ความรู้ / สารสนเทศ (Knowledge / Information) 2) ทักษะ / กระบวนการ (Skills / Processes) 3) การคิด และการให้เหตุผล (Thinking and Reasoning) 4) การสื่อสาร (Communication) ตัวอย่างเป้าหมายสัมฤทธิผลด้านการคิดและการให้เหตุผล ได้แก่ การเปรียบเทียบและความแตกต่าง (Comparison and contrast) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of relationship) การจัดจำพวก (Classification) การอ้างเหตุผลพิสูจน์ ข้อสรุป (Azqumentation) การใช้เหตุผลจากส่วนย่อย ๆ ไปหาส่วนรวม (Induction) การลงสรุปความเห็นจากหลักทั่วไปสู่เรื่องเฉพาะ (duduction) การแก้ปัญหา (Problem solving) การตัดสินใจ (Decision making) การสืบสวนสอบสวน (Investigation) การตรวจสอบโดยการทดลอง (Experimental inquiry) ตัวอย่างเป้าหมายสัมฤทธิ์ผลด้านการสื่อสาร การสื่อสารที่ได้ผลจริง มีประสิทธิภาพโดยการเขียนตามแบบฟอร์ม การสื่อสารที่ได้ผลจริงมีประสิทธิภาพในการพูดปากเปล่าตามแบบประเมิน การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสื่อประเภทอื่นมิใช่การเขียนหรือการพูด การสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ อย่างหลากหลาย การสื่อสารสำหรับเป้าหมายที่มีลักษณะหลากหลาย การอธิบายแนวความคิดได้อย่างชัดเจน (Clearly) สรุปลักษณะสำคัญของการประเมินแต่ละระดับ (Formative –Summative Evaluation) การประเมินผลแบบย่อย (Formative Evaluation) เป็นการประเมินผลระหว่างเรียนตลอดเวลา และเป็นฐานการประเมินที่นำไปสู่การประเมินผลแบบรวม (Summative Assessment) ซึ่งเป็น ขั้นการประเมินสรุปการเรียนการสอน เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนในห้องเรียน ช่วย กำหนดมาตรฐานเนื้อหา และมีเกณฑ์เป็นตัวกำหนด ทำให้การประเมินแบบนี้เป็นสว่นหนงึ่ของ ระบบการวิจัย สามารถประเมินเป็นระยะ ๆ ได้ตลอดเวลา Formative Evaluation ได้กำหนด สิ่งจำเป็นไว้ 4 ข้อ คือ 1) กำหนดสิ่งที่นักเรียนต้องเรียนรู้ 2) แปลผลย้อนกลับสู่นักเรียน 3) นักเรียนมีส่วนร่วม 4) ประเมินกระบวนการเรียนรู้ การประเมินผลแบบรวม (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนที่ ครูประเมินจากข้อมูลของนักเรียน ตามความแตกต่างของแต่ละคน ทำให้มีการออกแบบเฉพาะ สิ่งที่ต้องการประเมินเพื่อให้ครูสามารถวินิจฉัยการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนได้ การเรียนรู้ ควร เริ่มด้วยการประเมินแบบย่อยก่อน และไปสิ้นสุดที่การประเมินแบบรวม เป็นการกำหนดรูปแบบการ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทักษะและความรู้ที่จำเป็น มุ่งเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ให้เกิดกับผู้เรียน การประเมินผลแบบย่อยในส่วนของบทบาทผู้เรียน ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้ รับข้อมูลมาใช้ในการปรับความคิดเชิงบวกและสนับสนุนพัฒนาการ เรียนรู้ของตนเองได้ตามเกณฑ์ ครูจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ (rubrics) และข้อมูลในการพัฒนา นักเรียน เมื่อนักเรียนได้รับรู้ จะเกิดความเชื่อมั่นและสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์นนั้ได้ การประเมนิ ตนเองช่วยให้นักเรียนมีมาตรฐานการทำงานสำหรับตนเอง เพื่อตัดสิน ชิ้นงานและการปฏิบัติงาน สิ่ง สำคัญของการประเมิน เพื่อปรับปรุงการทำงานของนักเรียน แต่ไม่ใช่เพื่อจัดอันดับ หรือการลงโทษ การประเมินผลแบบย่อยในส่วนของบทบาทครู ครูต้องมีความชัดเจนและใช้ให้เหมาะสมกับวิธีการสอนและเทคนิคของตน ครู ผู้บริหาร และ นักการศึกษา ควรให้ความสำคัญกับการประเมินผลเพราะการประเมินผลอย่างถูกต้องและยุติ ธรรมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ในความเป็นจริงทางการศึกษาปัจจุบันครูยัง ขาดทักษะการใช้ข้อมูลและดึงข้อสรุปหลังการประเมินผลแล้วในกระบวนการเรียนรู้ที่มีการประ เมินที่มีคุณภาพสูง ครูต้องรู้ว่าการประเมินผลนั้นมีเป้าหมายอะไร ทำอย่างไรจะไปถึงเป้าหมาย และมีวิธีใดที่ช่วยให้ประสบผลสำเร็จ ครูต้องมีเทคนิคการสอนที่ใช้คำถาม เพื่อเน้นให้นักเรียนมี ทักษะในการคิดที่ซับซ้อน และมีเหตุผล 14
  • 8.
    การประเมินผลแบบย่อยในส่วนของบทบาทของของโรงเรียนและเขตพื้นที่ โรงเรียนควรต้องวางแผนพัฒนาครู เน้นการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในการประเมินและ ได้รับการสนับสนุนจากนักการศึกษาที่เห็นความสำคัญของการประเมินที่มีคุณภาพ ช่วยให้ครูเห็น ความสำคัญของการประเมินที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้ 15 ข้อเสนอแนะด้านการจัดการเรียนการสอนและใช้การประเมินผล 1. มีความต่อเนื่องและทำเป็นประจำ 2. ใช้เพื่อกำหนดแนวทางการสอน 3. เพื่อให้ข้อมูลป้อนกลับที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 4. ใช้เครื่องมือวัดแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 5. มีการประเมินตนเอง 6. มีข้อมูลที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อนักการศึกษา 7. มีวิธีการจัดเรียนการสอน เพื่อใช้ในการประเมินแบบย่อย ประกอบด้วย - การตั้งเกณฑ์และจุดมุ่งหมาย - การสังเกต - การตั้งคำถาม - การประเมินผลด้วยตนเองหรือคู่ - การรวบรวมข้อมูลของนักเรียน 8. นำมาตรฐานการเรียนรู้มาเป็นตัวกำหนดและวางแผนในการประเมิน ทั้งแบบย่อย และแบบรวม ที่เรียกว่าการประเมินผลตามมาตรฐาน (Standards–Based Assessment)หรือ อิงมาตรฐานการ เรียนรู้ 9. การตัดเกรด เกรดแต่ละระดับ จะต้องมีเกณฑ์การประเมินแบบ Rubric ไว้ชี้แจงเพื่อเทียบให้เห็น ถึงการประเมินที่อิงมาตรฐาน 10. รูปแบบการรายงานผล บัตรรายงานผลการเรียน ใช้การรายงานผลการเรียน 11. ลักษณะของข้อสอบที่เป็นมาตรฐาน สอดคล้องกับกิจกรรมที่อิงมาตรฐาน และให้ความสำคัญ กับเป้าหมายของกิจกรรมที่เอื้อต่อการปรับปรุงการสอน จัดเตรียมเครื่องมือในการประเมินให้แก่ ครูผู้สอน เพื่อนำไปพัฒนาให้สามารถประเมินแล้วนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีขึ้น 12. มีคุณภาพและสร้างความมั่นใจในการประเมินผล คือ มีเหตุผลในการประเมิน และตัดสิน มี ความน่าเชื่อถือ 16 13. เครื่องมือการวัดและประเมินผล เครื่องมือวัดดา้นความรู้- ใช้แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ เครื่องมือวัดด้านการปฏิบัติงาน - ใช้การประเมินการทำงานกลุ่ม การประเมินจากผลงาน เครื่องมือวัดด้านเจตคติ - ใช้แบบประเมินตนเอง (Self-assessment) แบบมาตรวัดประ มาณค่า (Rating scale) แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) แบบบันทึกพฤติกรรมการ ปฏิบัติ (Anecdotal record) 14. หลักปฏิบัติสำคัญของการประเมินผลการเรียนรู้ - ให้การวัดประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ - การประเมินผลเน้นทวีิ่ธีการเรียนรขู้องผู้เรียน - การประเมินผล เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติ ในชั้นเรียน - การประเมินผล เป็นทักษะวิชาชีพที่สำคัญ - การประเมินผล มีความสำคัญและช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาขึ้น - การประเมินผล เป็นการกระตุ้นการดูแลผู้เรียน - การประเมินผล เสริมความเข้าใจจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้และเกณฑ์ - การประเมินผล ช่วยผู้เรียนในการปรับปรุงการเรียนรู้ - การประเมินผล พัฒนาความสามารถในการประเมินตนเอง - การประเมินผลเป็นการประเมินที่ตระหนักถึงความสำเร็จของการเรียนรู้ 15. กรอบของการประเมินผล - เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหลักสูตรและเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียน - เป็นการสร้างเกณฑ์สำหรับการเรียนของนักเรียนที่ชัดเจน - สนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงออกในสิ่งที่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ทำได้ - ความสมดุลของผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนกับกระบวนการหรือขั้นตอนที่ชัดเจน - เป็นการให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียนในสิ่งที่พวกเขาปรับปรุงเพื่อพัฒนาผลการเรียนและ เป็นข้อเสนอแนะให้กับครูผู้สอนและการพัฒนาหลักสูตร 16. องค์กรกับการนำหลักการประเมินผลไปใช้ ได้แก่ ครูผู้สอนโดยตรง และ สำนักงานทดสอบใน ระดับโรงเรียนเขตการศึกษาระดับท้องถิ่นรวมถึงระดับชาติ 17. การประเมินในชั้นเรียน (Classroom Assessments) หลักการประเมินในชั้นเรียน เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องพัฒนาและเลือกวิธีการประเมินนักเรียนมาใช้ สำหรับการประเมิน
  • 9.
    17 ตามมาตรฐานการเรียน โดยมีหลักการดังนี้ 1. มีการพัฒนาและเลือกใช้วิธีการประเมินนักเรียน 2. มีการเก็บรวมรวมและเลือกข้อมูลที่ใช้ในการประเมินนักเรียน 3. การตัดสินและให้คะแนนการปฏิบัติงานตามความสามารถของนักเรียน 4. การสรุปผลและแปลผลการประเมิน 5. การรายงานผลการประเมินนักเรียน 18. การประเมินด้วยรูปแบบที่สร้างจากภายนอกแล้วนำเข้าไปใช้ในชั้นเรียน (Assessments Produced External to the Classroom)เป็นการพัฒนาและใช้วิธีการประเมินมาตรฐานที่ใช้ใน การเรียน สำหรับใช้ในการสอบเข้าสู่การรับรอง และการวินิจฉัยจัดการศึกษา การประเมินหลัก สูตรและโปรแกรมการเรียนมีหลักการและแนวทาง ในการจัดการ 4 ข้อ คือ 1. การพัฒนาและการเลือกวิธีการประเมินผล 2. รวบรวมข้อมูลและแปรผลการประเมิน 3. แจ้งการประเมินให้นักเรียนทราบ 4. ทำให้โปรแกรมการประเมินนั้นบรรลุผลตามที่ต้องการ