การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้


   การวัดผลการหมายถึงกระบวนการหาปริมาณ หรือ
จานวนของสิ่งต่างๆโดยการใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลข หรือสัญลักษณ์
เช่น นายแดงสูง 180 ซม.
การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่าง
หนึ่งที่กระทาอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ
ความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือคาถามไป
กระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งประ
สารทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย(วัดด้านการปฎิบัต)  ิ
จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา

  1.วัดผลเพื่อพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อดู
ว่าการประเมินผล หมายถึง การตัดสิน หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆที่ได้จากการ
วัดผลเช่นผลจากการวัดส่วนสูงของนายแดง 180ซม. ก็อาจประมานว่า
เป็นคนที่สูงกว่ามาก
    วัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด
(วัดด้านสมอง)
    วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิด
(วัดด้านจิตใจ)
    วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ
และประสาทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย (วัดด้านการปฏิบัติ)
บลูม(Bloom)และคณะได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัด
ออกเป็น3ลักษณะ
นักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร แล้วครู
พยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความ
เจริญงอกงามตามศักยภาพของนักเรียน
     1.วัดผลเพื่อและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน
หมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจใน
เรื่องใดอย่างไร แล้วครูพยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิด
การเรียนรู้และมีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของ
นักเรียน
2.วัดผลเพื่อวินิจฉัย หมายถึง การวัดผลเพื่อค้นหา
จุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่า ยัง ไม่เกิดการเรียนรู้
ตรงจุดใด เพื่อหาทางช่วยเหลือ
3.วัดผลเพื่อจัดอันดับหรือจัดตาแหน่ง หมายถึง การวัดผล
เพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียนในกลุ่มเดียวกันว่า
ใครเก่งกว่าใครเก่งกว่า ใครควรได้อันดับ 1 2 3
4.วัดผลเพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อทราบพัฒนาการของของ
นักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถ
ของนักเรียนเอง เช่น การทดสอบก่อนสอบ และหลังเรียน
แล้วนาผลมาเปรียบเทียบกัน
5.วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดเพื่อนาผลที่ได้
ไปคาดคะเนหรือทานายเหตุการณ์ในอนาคต
  6.วัดผลเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดเพื่อนาผลที่
ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการศึกษาว่ามี
ประสิทธิภาพสูงหรือต่า ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
หลักการวัดผลการศึกษา

   1.ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน
คือ การวัดผลจะเป็นสิ่งตรวจสอบผลจากการสอนของครูว่า
นักเรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมายการสอน
มากน้อยเพียงใด
   2.เลือกใช้เครื่องมือวัดที่ดีและเหมาะสม การวัดผลครู
ต้องพยายามเลือกใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ ใช้เครื่องมือ
วัดหลายๆอย่าง เพื่อช่วยให้การวัดถูกต้องสมบูรณ์
3.ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด
เมื่อใช้เครื่องมือชนิดใด ต้องระวังความพกพร่องของ
เครื่องมือหรือวิธีการวัดของครู
    4.ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง เช่น คะแนนที่เกิดจากการ
สอนครูต้องแปลผลให้ถูกต้องสมเหตุสมผลและมีความ
ยุติธรรม
  5.ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า จุดประสงค์สาคัญของการวัดก็คือ
เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน ต้องพยายาม
ค้นหาผู้เรียนแต่ละคนว่า เด่น-ด้อย ในเรื่องใด และหา
แนวทางปรับปรุงแก้ไขแต่ละคนให้ดีขึ้น
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล

1.การสังเกต
         การสังเกต คือการพิจารณาปรากฎการณ์ต่างๆ ที่
เกิดขึ้น เพื่อค้นหาความจริงบางประการโดยอาศัยประสาท
สัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง
รูปแบบของการสังเกต
    1.การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรม
หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วม หรือคลุกคลีในหมู่ผู้ถูก
สังเกต และอาจร่วมทากิจกรรมด้วยกัน
    2.การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การังเกต
ที่ผู้ถูกสังเกตอยู่ภายนอกวงของผู้ถูกสังเกต คือสังเกตในฐานะเป็น
บุคคลภายนอก การสังเกตแบบนี้ แบ่งได้2ชนิด
    2.1การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกต
ไม่ได้กาหนดหัวเรื่องเฉพาะเอาไว้
    2.2การสังเกตแบบมีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตกาหนด
เรื่องเฉพาะเอาไว้
2.การสัมภาษณ์
   การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาหรือพูดคุยโต้ตอบกันอย่างมี
จุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาความรู้ ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่
กาหนดเอาไว้ล่วงหน้า
รูปแบบของการสัมภาษณ์
        1.การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การ
สัมภาษณ์ที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ คือ ไม่จาเป็นต้องใช้ คาถามที่
เหมือนกันหมดกับผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ทุกคน
        2.การสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง หมายถึงการสัมภาษณ์ที่
ผู้สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว
3.แบบสอบถาม


    แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก
โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็น
วิธีการที่สะดวก และสามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง
รูปแบบของการสอบถาม
        1.สอบถามแบบชนิดปลายเปิด
   แบบสอบถามชนิดนี้ไม่ได้กาหนดคาตอบไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบ
เขียนคาตอบอย่างอิสระด้วยความคิดของตัวเอง แบบสอบถามชนิดนี้ตอบ
ยากและเสียเวลาในการตอบมากเพราะผู้ตอบจะต้องคิดวิเคราะห์อย่าง
กว้างขวาง
        2.สอบถามแบบชนิดปลายปิด
  แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบด้วย ข้อคาถามและตัวเลือก (คาตอบ)ซึ่ง
ตัวเลือกนี้สร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบ สามารถเลือกตอบ ได้ตามความ
ต้องการ แบบสอบถามชนิดปลายทางปิด แบ่งเป็น4แบบ
2.1 แบบสอบถามรายการ เป็นการสร้างรายการของข้อคาถาม
ที่เกี่ยวหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม แต่ละรายการจะถูก
ประเมิน หรือชี้คาตอบในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น มี- ไม่มี จริง- ไม่จริง
           2.2มาตราส่วนประมาณค่า เป็นเครื่องมือที่ใช้ในประเมินการ
ปฎิบัตกิจกรรม ทักษะต่างๆ มีระดับความเข้มให้พิจารณาตั้งแต่ 3 ระดับ
         ิ
ขึ้นไป เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นใจ ไม่เห็นด้วยอย่าง
ยิ่ง
           2.3แบบจัดอันดับ มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสาคัญหรือ
คุณภาพโดยให้ผู้ตอบเรียงลาดับตามความเข้มจากมากไปน้อย
           2.4แบบเติมเต็มคาสั้นๆในช่องว่าง แบบสอบถามลักษณะนี้
จะต้องกาหนดขอบเขตจาเพราะเจาะจงลงไป
4.การจัดอันดับ


   เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ได้รับสอบถาม
เป็นผู้ตอบ โดยการจัดการอันดับความสาคัญ หรือจัดอันดับ
คุณภาพและใช้จัดอันดับของข้อมูลหรือผลงานต่างๆของ
นักเรียนแล้วจึงได้คะแนน ภายหลังเพื่อการประเมิน
5.การประเมินผลจากสภาพจริง

    การประเมินผลจากสภาพจริงหมายถึง กระบวนการ
 สังเกต การบันทึก และรวบรวมข้อมูลจากงานและวิธีการที่
 นักเรียนทาการประเมินผลจากสภาพจริงจะเน้นให้นักเรียน
 แก้ปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผู้ผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึก
 ปฏิบัติจริง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน
 ความสาคัญของการประเมินผลจากสภาพจริง
1.การเรียนการสอนและการวัดประเมินผลจาก
สภาพจริง จะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่าง
ศักยภาพของแต่ละบุคคล
    2.เป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียน
เป็นศูนย์กลาง
    3.เป็นการเน้นให้นักเรียนได้สร้างงาน
    4.เป็นการผสมผสานให้กิจกรรมการเรียนรู้และ
ประเมินผล
    5.เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู
6.การวัดผลภาคปฎิบัติ
   การวัดผลภาคปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียนลง
มือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ใน
สถานการณ์จริง หรือในสถานการณ์จาลอง สิ่งที่ควรคานึง
ในการสอบวัดภาคปฎิบัตคือ  ิ
1.ขั้นเตรียมงาน
2.ขั้นปฏิบัติงาน
3.เวลาที่ใช้ในการทางาน
4.ผลงาน
7.การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
         เป็นแนวทางการประเมินผลโดยรวมข้อมูลที่ครู
และผู้เรียนทากิจรรมต่างๆร่วมกันโดยกระทาอย่าง
ต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ดังนั้นการวัดผลและประเมินผล
โดยใช้แฟ้มสะสมตนส่วนหนึ่ง จะเป็นกิจกรรมที่
สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจาวัน โดยกิจกรรมที่
สอดแทรกเหล่านี้จะวัด เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพ
ชีวิตประจาวัน
8.แบบทดสอบ
แบบทดสอบ
      แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคาถามหรือกลุ่ม
งานใดๆที่สร้างขึ้นเพื่อชักนาให้ผู้ถูกทดสอบ แสดง
พฤติกรรม หรือปฎิกิริยาโต้ตอบย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
ให้สามารถสังเกตได้
      ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภท
ออกได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ ดังนี้
8.1แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่วัดได้
แบ่งเป็น 3ประเภท
        1.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ หมายถึง
แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆที่นักเรียน
ได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด แบบทดสอบ
แบ่งออกเป็น2ชนิด
              1.1)แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง
แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครู
สอน แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นมีหลายแบบ ที่นิยมใช้คือ
1)แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง
2)แบบทดสอบแบบถูกผิด
3)แบบทดสอบแบบเติมคา
4)แบบทดสอบแบบจับคู่
5)แบบทดสอบแบบเลือกตอบ
9.การสังเกต

การสังเกต
         การสังเกตเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้
ประสาทสัมผัสต่างๆของผู้สังเกตเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ตา (เพื่อดู)และหู(เพื่อฟัง)เก็บข้อมูลตามที่ปรากฏ
โดยไม่แปลความหมายของข้อมูลนั้นตามความคิดของผู้
เกตของการสังเกต
ชนิดของการสังเกต

ชนิดของการสังเกต
การสังเกตแบ่งออกเป็น2ชนิด คือ
       1.การสังเกตแบบมีส่วนร่วม เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้
สังเกตเข้าไปร่วมอยู่ในหมู่หรือกลุ่มบุคคลที่จะสังเกต เป็น
สมาชิกคนหนึ่งของหมู่และทากิจกรรมรวมกัน
       2.การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้
สังเกตอยู่นอกกลุ่มผู้ถูกสังเกต กระทาตนเป็นบุคคลภายนอก
โดยไม่เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มที่กาลังทาอยู่
ลักษณะของการสังเกตที่ดี

 ลักษณะของการสังเกตที่ดี
 การสังเกตที่ดี ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
    1.กาหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้แน่นอนว่า จะ
 สังเกตอะไร สังเกตใคร ที่ไหน เวลาใด เพื่ออะไร
    2.วางแผนการสังเกต ไว้ล่วงหน้า และวิเคราะห์สิ่งที่จะ
 สังเกตออกมาเป็นพฤติกรรมหรือองค์ประกอบย่อยๆที่
 สามารถสังเกตใจต่อได้ง่าย
3.ควรสังเกตโดยทั่วไปที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ทั้งนี้
เพราะถ้าผู้ถูกสังเกตรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกสังเกตใน
เรื่องใด ก็จะระมัดระวังตัว
     4.ควรระวังอย่าให้เกิดการลาเอียงในขณะที่สังเกต
เช่นความประทับใจต่อบุคคลที่สังเกต
    5.ควรสังเกตซ้าหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบ
ความแน่ใจ
    6.ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง เพื่อป้องกัน
การลืม
10.การสัมภาษณ์

      การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย
 เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกระบวนการ
 สื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับ
 กลุ่มคนจานวนจากัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน การ
 สัมภาษณ์จะช่วยให้ทราบช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ
 ผู้ถูก สัมภาษณ์ ในด้านบุคลิกภาพท่วงทาวาจา
 ปฏิภาณ ไหวพริบ หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ประเภทของการสัมภาษณ์

    1)การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอน
เป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมคาถาม หรือแบบ
สัมภาษณ์ล่วงหน้า ให้ครอบคลุมเนื้อหาหรือเรื่องราวที่
ต้องการทราบจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ดังนั้น ฟอร์มแบบสัมภาษณ์
ต้องสะดวกต่อการกาเครื่องหมายหรือกรอกข้อมูล
2)การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างแน่นอน
        เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์เตรียม
จุดมุ่งหมายไว้แล้ว ใช้วิธีการสนทนาซักถาม
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยผู้สัมภาษณ์ต้อง
พยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์แสดงความรู้สึกนึกคิดของ
ตนเองออกมา
11.แบบทดสอบถามและแบบตรวจสอบ

      แบบสอบถามเป็นชุดของคาถามที่สร้างขึ้นเพื่อ
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลในด้านต่างๆ เช่น
ความคิดเห็น ความรู้สึก ท่าทีฯ
        แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหา
ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลอย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็น
เครื่องมือที่ช่วยให้ได้ข้อมูลในเวลารวดเร็ว และยัง
สามารถส่งแบบสอบถามไปให้บุคคลที่ต้องการข้อมูล
จากเขาได้
ประเภทของแบบสอบถาม
ประเภทของแบบสอบถาม
แบบสอบถามแบ่งออกเป็น2ประเภทคือ
1.แบบสอบถามปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่ไม่กาหนด
คาตอบตายตัว เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นและใช้
คาพูดของตนเอง ลักษณะของคาถามมักจะตั้งไว้กว้างๆ
เช่น -ทาไมท่านจึงต้องการเป็นครู
2.แบบสอบถามแบบปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่
ประกอบด้วยข้อความหรือคาถามที่กาหนดตัวเลือกหรือคาตอบ
ที่คาดว่าเป็นไปได้ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเลือกข้อที่ตรงกับข้อเท็จจริง
12.แบบสารวจ

  แบบสารวจ
          แบบสารวจหรือแบบตรวจสอบรายการ เป็น
  เครื่องมือที่ใช้กันมากอีกชนิดหนึ่ง โดยปกติจะ
  ประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ
  ที่จะให้คาตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใด
  อย่างหนึ่งในสองอย่างที่กาหนดให้
การวิเคราะห์ข้อมูล

  การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนาข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมได้ มา
จัดกระทาโดยมีการจัดระเบียบแยกประเภท หรือใช้วิธีการทางสถิติ
เพื่อตอบคาถามตามจุดมุ่งหมายของการประเมิน
ลักษณะของข้อมูล
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่สนใจจะ
ศึกษา ข้อมูลอาจแบ่งเป็น 2ประเภท คือ
    1.ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ข้อมูลที่อยู่ในรูปของจานวน ปริมาณ
หรือตัวเลข
  2.ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ข้อมูลที่ไม่อยู่ในรูปของจานวนหรือเลข
หลักการของการประเมินผลทางการศึกษา
1.กาหนดสิ่งที่ประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ เป็นการกาหนด
ว่าจะตัดสินใจให้คุณค่าในเรื่องอะไร
2.วางแผนการประเมินให้รัดกุม ผู้ประเมินมีการวางแผนเก็บ
ข้อมูล ที่เที่ยงตรงและเชื่อมั่นได้
3.เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัด
และจุดมุ่งหมายของการประเมิน
4.เลือกใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะสม
กับสิ่งที่จะประเมิน
5.ปราศจากความลาเอียง
การกาหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน

  1.การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน
           การประเมินเพื่อตรวจสอบดูว่าองค์ประกอบก่อนที่จะจัดให้
  มีการเรียนการสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ระดับสติปัญญา
  คามพร้อม ความสนใจ ค่านิยม เป็นต้น
  2.การประเมินขณะทาการเรียนการสอน
           การประเมินระยะนี้เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มี
  ประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ พฤติกรรมด้านต่างๆของการเรียนการ
  สอน ในแต่ละเนื้อหาย่อยๆอัตราการมาเรียน ความสนใจ ความตั้งใจ
  การร่วมกิจกรรม
3.การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน


       เป็นการประเมินตรวจสอบโดยสรุปของการเรียน
 การสอนว่า เมื่อครบระยะเวลาที่กาหนดนักเรียนมี
 ความสาเร็จในการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ตามปกติการวัด
 จะมี 3ด้าน ดังนี้
3.1พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย
เป็นพฤติกรรมทางด้านสมองและสติปัญญา แบ่งย่อยได้
1)ความรู้ความจา หมายถึง ความสามารถในการที่จะ
จดจากับความรู้ที่ได้รับไปแล้ว
2)ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการตีความ
แปลความ และการขยายความ
3)การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการที่นา
ความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ได้
4)การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการหา
ข้อเท็จจริง หาความสาคัญ และหลักการต่างๆของสิ่งนั้น
    5)การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการ
รวบรวมเข้ามารวมกัน หรือทาให้เกิด เรื่องใหม่ สิ่งใหม่
    6)การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการ
ตัดสินสิ่งต่างๆโดยมีเกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นเครื่อง
ตัดสินใจ
3.2พฤติกรรมด้านจิตพิสัย
เป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจที่แสดงออกมาในรูปของ
ค่านิยม เจตติ ความสนใจ
  3.3พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว การใช้
อวัยวะวัยต่างๆของร่างกาย ตลอดจนการประสานงานของ
ประสาทและกล้ามเนื้อ
จากการเรียนรู้โดยทั่วไปอาจแยกลักษณะการประเมินผลจาก
ข้อมูลออกเป็น 2วิธี ที่สาคัญ คือ
1.การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์
       เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นๆ มี
ความสามารถถึงเกณฑ์ที่กาหนดไว้ หรือไม่ การ
ประเมินผลต้องนาคะแนนที่ได้จาก ผลงานไปเทียบ
กับเกณฑ์ที่กาหนดไว้ การวัดผลใช้ในการวัด
สมรรถภาพเป็นราย บุคคล ถ้านักเรียนทาข้อสอบได้
ถูกต้องถึงเกณฑ์ที่กาหนดไว้ถือว่าได้เรียนรู้ ตาม
จุดประสงค์แล้ว
2.การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม
        เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลหนึ่งกับ
บุคคลอื่น คือ จาแนกคะแนนสูงสุดจนต่าสุดแล้วจึงนาคะแนน
เหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมินต่อไป เช่น การสอบ
คัดเลือกนักศึกษาสอบเข้ามหาลัย
        ข้อควรคานึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม
1.ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อมั่น และเที่ยงตรง
2.ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมิน
จะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริง ของผลการ
เรียน
การวัดผลประเมินผล

การวัดผลประเมินผล

  • 2.
    การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดผลการหมายถึงกระบวนการหาปริมาณ หรือ จานวนของสิ่งต่างๆโดยการใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลข หรือสัญลักษณ์ เช่น นายแดงสูง 180 ซม.
  • 3.
    การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่าง หนึ่งที่กระทาอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ ความสามารถของบุคคลโดยใช้ข้อสอบหรือคาถามไป กระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งประ สารทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย(วัดด้านการปฎิบัต) ิ
  • 4.
    จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา 1.วัดผลเพื่อพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียนหมายถึง การวัดผลเพื่อดู ว่าการประเมินผล หมายถึง การตัดสิน หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆที่ได้จากการ วัดผลเช่นผลจากการวัดส่วนสูงของนายแดง 180ซม. ก็อาจประมานว่า เป็นคนที่สูงกว่ามาก วัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับ ความรู้ ความคิด (วัดด้านสมอง) วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับ ความรู้สึกนึกคิด (วัดด้านจิตใจ) วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ และประสาทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย (วัดด้านการปฏิบัติ)
  • 5.
    บลูม(Bloom)และคณะได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัด ออกเป็น3ลักษณะ นักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร แล้วครู พยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความ เจริญงอกงามตามศักยภาพของนักเรียน 1.วัดผลเพื่อและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจใน เรื่องใดอย่างไร แล้วครูพยายามอบรมสั่งสอนให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้และมีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของ นักเรียน
  • 6.
    2.วัดผลเพื่อวินิจฉัย หมายถึง การวัดผลเพื่อค้นหา จุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่ายัง ไม่เกิดการเรียนรู้ ตรงจุดใด เพื่อหาทางช่วยเหลือ 3.วัดผลเพื่อจัดอันดับหรือจัดตาแหน่ง หมายถึง การวัดผล เพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียนในกลุ่มเดียวกันว่า ใครเก่งกว่าใครเก่งกว่า ใครควรได้อันดับ 1 2 3 4.วัดผลเพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อทราบพัฒนาการของของ นักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถ ของนักเรียนเอง เช่น การทดสอบก่อนสอบ และหลังเรียน แล้วนาผลมาเปรียบเทียบกัน
  • 7.
    5.วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดเพื่อนาผลที่ได้ ไปคาดคะเนหรือทานายเหตุการณ์ในอนาคต 6.วัดผลเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดเพื่อนาผลที่ ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการศึกษาว่ามี ประสิทธิภาพสูงหรือต่า ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร
  • 8.
    หลักการวัดผลการศึกษา 1.ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน คือ การวัดผลจะเป็นสิ่งตรวจสอบผลจากการสอนของครูว่า นักเรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมายการสอน มากน้อยเพียงใด 2.เลือกใช้เครื่องมือวัดที่ดีและเหมาะสม การวัดผลครู ต้องพยายามเลือกใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ ใช้เครื่องมือ วัดหลายๆอย่าง เพื่อช่วยให้การวัดถูกต้องสมบูรณ์
  • 9.
    3.ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด เมื่อใช้เครื่องมือชนิดใด ต้องระวังความพกพร่องของ เครื่องมือหรือวิธีการวัดของครู 4.ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง เช่น คะแนนที่เกิดจากการ สอนครูต้องแปลผลให้ถูกต้องสมเหตุสมผลและมีความ ยุติธรรม 5.ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า จุดประสงค์สาคัญของการวัดก็คือ เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน ต้องพยายาม ค้นหาผู้เรียนแต่ละคนว่า เด่น-ด้อย ในเรื่องใด และหา แนวทางปรับปรุงแก้ไขแต่ละคนให้ดีขึ้น
  • 10.
    เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล 1.การสังเกต การสังเกต คือการพิจารณาปรากฎการณ์ต่างๆ ที่ เกิดขึ้น เพื่อค้นหาความจริงบางประการโดยอาศัยประสาท สัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง
  • 11.
    รูปแบบของการสังเกต 1.การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรม หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วม หรือคลุกคลีในหมู่ผู้ถูก สังเกต และอาจร่วมทากิจกรรมด้วยกัน 2.การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การังเกต ที่ผู้ถูกสังเกตอยู่ภายนอกวงของผู้ถูกสังเกต คือสังเกตในฐานะเป็น บุคคลภายนอก การสังเกตแบบนี้ แบ่งได้2ชนิด 2.1การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกต ไม่ได้กาหนดหัวเรื่องเฉพาะเอาไว้ 2.2การสังเกตแบบมีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตกาหนด เรื่องเฉพาะเอาไว้
  • 12.
    2.การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาหรือพูดคุยโต้ตอบกันอย่างมี จุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาความรู้ ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่ กาหนดเอาไว้ล่วงหน้า รูปแบบของการสัมภาษณ์ 1.การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การ สัมภาษณ์ที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ คือ ไม่จาเป็นต้องใช้ คาถามที่ เหมือนกันหมดกับผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ทุกคน 2.การสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง หมายถึงการสัมภาษณ์ที่ ผู้สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว
  • 13.
    3.แบบสอบถาม แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็น วิธีการที่สะดวก และสามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง
  • 14.
    รูปแบบของการสอบถาม 1.สอบถามแบบชนิดปลายเปิด แบบสอบถามชนิดนี้ไม่ได้กาหนดคาตอบไว้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบ เขียนคาตอบอย่างอิสระด้วยความคิดของตัวเอง แบบสอบถามชนิดนี้ตอบ ยากและเสียเวลาในการตอบมากเพราะผู้ตอบจะต้องคิดวิเคราะห์อย่าง กว้างขวาง 2.สอบถามแบบชนิดปลายปิด แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบด้วย ข้อคาถามและตัวเลือก (คาตอบ)ซึ่ง ตัวเลือกนี้สร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบ สามารถเลือกตอบ ได้ตามความ ต้องการ แบบสอบถามชนิดปลายทางปิด แบ่งเป็น4แบบ
  • 15.
    2.1 แบบสอบถามรายการ เป็นการสร้างรายการของข้อคาถาม ที่เกี่ยวหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรมแต่ละรายการจะถูก ประเมิน หรือชี้คาตอบในแง่ใดแง่หนึ่ง เช่น มี- ไม่มี จริง- ไม่จริง 2.2มาตราส่วนประมาณค่า เป็นเครื่องมือที่ใช้ในประเมินการ ปฎิบัตกิจกรรม ทักษะต่างๆ มีระดับความเข้มให้พิจารณาตั้งแต่ 3 ระดับ ิ ขึ้นไป เช่น เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นใจ ไม่เห็นด้วยอย่าง ยิ่ง 2.3แบบจัดอันดับ มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสาคัญหรือ คุณภาพโดยให้ผู้ตอบเรียงลาดับตามความเข้มจากมากไปน้อย 2.4แบบเติมเต็มคาสั้นๆในช่องว่าง แบบสอบถามลักษณะนี้ จะต้องกาหนดขอบเขตจาเพราะเจาะจงลงไป
  • 16.
    4.การจัดอันดับ เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ได้รับสอบถาม เป็นผู้ตอบ โดยการจัดการอันดับความสาคัญ หรือจัดอันดับ คุณภาพและใช้จัดอันดับของข้อมูลหรือผลงานต่างๆของ นักเรียนแล้วจึงได้คะแนน ภายหลังเพื่อการประเมิน
  • 17.
    5.การประเมินผลจากสภาพจริง การประเมินผลจากสภาพจริงหมายถึง กระบวนการ สังเกต การบันทึก และรวบรวมข้อมูลจากงานและวิธีการที่ นักเรียนทาการประเมินผลจากสภาพจริงจะเน้นให้นักเรียน แก้ปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผู้ผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึก ปฏิบัติจริง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ความสาคัญของการประเมินผลจากสภาพจริง
  • 18.
    1.การเรียนการสอนและการวัดประเมินผลจาก สภาพจริง จะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่าง ศักยภาพของแต่ละบุคคล 2.เป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียน เป็นศูนย์กลาง 3.เป็นการเน้นให้นักเรียนได้สร้างงาน 4.เป็นการผสมผสานให้กิจกรรมการเรียนรู้และ ประเมินผล 5.เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู
  • 19.
    6.การวัดผลภาคปฎิบัติ การวัดผลภาคปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียนลง มือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ใน สถานการณ์จริง หรือในสถานการณ์จาลอง สิ่งที่ควรคานึง ในการสอบวัดภาคปฎิบัตคือ ิ 1.ขั้นเตรียมงาน 2.ขั้นปฏิบัติงาน 3.เวลาที่ใช้ในการทางาน 4.ผลงาน
  • 20.
    7.การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน เป็นแนวทางการประเมินผลโดยรวมข้อมูลที่ครู และผู้เรียนทากิจรรมต่างๆร่วมกันโดยกระทาอย่าง ต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ดังนั้นการวัดผลและประเมินผล โดยใช้แฟ้มสะสมตนส่วนหนึ่ง จะเป็นกิจกรรมที่ สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจาวัน โดยกิจกรรมที่ สอดแทรกเหล่านี้จะวัด เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพ ชีวิตประจาวัน
  • 21.
    8.แบบทดสอบ แบบทดสอบ แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคาถามหรือกลุ่ม งานใดๆที่สร้างขึ้นเพื่อชักนาให้ผู้ถูกทดสอบ แสดง พฤติกรรม หรือปฎิกิริยาโต้ตอบย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ให้สามารถสังเกตได้ ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภท ออกได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ ดังนี้
  • 22.
    8.1แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่วัดได้ แบ่งเป็น 3ประเภท 1.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆที่นักเรียน ได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด แบบทดสอบ แบ่งออกเป็น2ชนิด 1.1)แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครู สอน แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นมีหลายแบบ ที่นิยมใช้คือ
  • 23.
  • 24.
    9.การสังเกต การสังเกต การสังเกตเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ ประสาทสัมผัสต่างๆของผู้สังเกตเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ตา (เพื่อดู)และหู(เพื่อฟัง)เก็บข้อมูลตามที่ปรากฏ โดยไม่แปลความหมายของข้อมูลนั้นตามความคิดของผู้ เกตของการสังเกต
  • 25.
    ชนิดของการสังเกต ชนิดของการสังเกต การสังเกตแบ่งออกเป็น2ชนิด คือ 1.การสังเกตแบบมีส่วนร่วม เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้ สังเกตเข้าไปร่วมอยู่ในหมู่หรือกลุ่มบุคคลที่จะสังเกต เป็น สมาชิกคนหนึ่งของหมู่และทากิจกรรมรวมกัน 2.การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เป็นวิธีการสังเกตที่ผู้ สังเกตอยู่นอกกลุ่มผู้ถูกสังเกต กระทาตนเป็นบุคคลภายนอก โดยไม่เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มที่กาลังทาอยู่
  • 26.
    ลักษณะของการสังเกตที่ดี ลักษณะของการสังเกตที่ดี การสังเกตที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.กาหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้แน่นอนว่า จะ สังเกตอะไร สังเกตใคร ที่ไหน เวลาใด เพื่ออะไร 2.วางแผนการสังเกต ไว้ล่วงหน้า และวิเคราะห์สิ่งที่จะ สังเกตออกมาเป็นพฤติกรรมหรือองค์ประกอบย่อยๆที่ สามารถสังเกตใจต่อได้ง่าย
  • 27.
    3.ควรสังเกตโดยทั่วไปที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ทั้งนี้ เพราะถ้าผู้ถูกสังเกตรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะถูกสังเกตใน เรื่องใด ก็จะระมัดระวังตัว 4.ควรระวังอย่าให้เกิดการลาเอียงในขณะที่สังเกต เช่นความประทับใจต่อบุคคลที่สังเกต 5.ควรสังเกตซ้าหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบ ความแน่ใจ 6.ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง เพื่อป้องกัน การลืม
  • 28.
    10.การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกระบวนการ สื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับ กลุ่มคนจานวนจากัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน การ สัมภาษณ์จะช่วยให้ทราบช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้ถูก สัมภาษณ์ ในด้านบุคลิกภาพท่วงทาวาจา ปฏิภาณ ไหวพริบ หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  • 29.
    ประเภทของการสัมภาษณ์ 1)การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอน เป็นการสัมภาษณ์ที่มีผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมคาถาม หรือแบบ สัมภาษณ์ล่วงหน้า ให้ครอบคลุมเนื้อหาหรือเรื่องราวที่ ต้องการทราบจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ดังนั้น ฟอร์มแบบสัมภาษณ์ ต้องสะดวกต่อการกาเครื่องหมายหรือกรอกข้อมูล
  • 30.
    2)การสัมภาษณ์แบบไม่มีมีโครงสร้างแน่นอน เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์เตรียม จุดมุ่งหมายไว้แล้ว ใช้วิธีการสนทนาซักถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยผู้สัมภาษณ์ต้อง พยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์แสดงความรู้สึกนึกคิดของ ตนเองออกมา
  • 31.
    11.แบบทดสอบถามและแบบตรวจสอบ แบบสอบถามเป็นชุดของคาถามที่สร้างขึ้นเพื่อ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลในด้านต่างๆ เช่น ความคิดเห็น ความรู้สึก ท่าทีฯ แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหา ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลอย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็น เครื่องมือที่ช่วยให้ได้ข้อมูลในเวลารวดเร็ว และยัง สามารถส่งแบบสอบถามไปให้บุคคลที่ต้องการข้อมูล จากเขาได้
  • 32.
    ประเภทของแบบสอบถาม ประเภทของแบบสอบถาม แบบสอบถามแบ่งออกเป็น2ประเภทคือ 1.แบบสอบถามปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่ไม่กาหนด คาตอบตายตัว เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นและใช้ คาพูดของตนเองลักษณะของคาถามมักจะตั้งไว้กว้างๆ เช่น -ทาไมท่านจึงต้องการเป็นครู 2.แบบสอบถามแบบปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่ ประกอบด้วยข้อความหรือคาถามที่กาหนดตัวเลือกหรือคาตอบ ที่คาดว่าเป็นไปได้ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเลือกข้อที่ตรงกับข้อเท็จจริง
  • 33.
    12.แบบสารวจ แบบสารวจ แบบสารวจหรือแบบตรวจสอบรายการ เป็น เครื่องมือที่ใช้กันมากอีกชนิดหนึ่ง โดยปกติจะ ประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะให้คาตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใด อย่างหนึ่งในสองอย่างที่กาหนดให้
  • 34.
    การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนาข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมได้มา จัดกระทาโดยมีการจัดระเบียบแยกประเภท หรือใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อตอบคาถามตามจุดมุ่งหมายของการประเมิน ลักษณะของข้อมูล ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่สนใจจะ ศึกษา ข้อมูลอาจแบ่งเป็น 2ประเภท คือ 1.ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ข้อมูลที่อยู่ในรูปของจานวน ปริมาณ หรือตัวเลข 2.ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ ข้อมูลที่ไม่อยู่ในรูปของจานวนหรือเลข
  • 35.
    หลักการของการประเมินผลทางการศึกษา 1.กาหนดสิ่งที่ประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ เป็นการกาหนด ว่าจะตัดสินใจให้คุณค่าในเรื่องอะไร 2.วางแผนการประเมินให้รัดกุม ผู้ประเมินมีการวางแผนเก็บ ข้อมูลที่เที่ยงตรงและเชื่อมั่นได้ 3.เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัด และจุดมุ่งหมายของการประเมิน 4.เลือกใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะสม กับสิ่งที่จะประเมิน 5.ปราศจากความลาเอียง
  • 36.
    การกาหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน 1.การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน การประเมินเพื่อตรวจสอบดูว่าองค์ประกอบก่อนที่จะจัดให้ มีการเรียนการสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ระดับสติปัญญา คามพร้อม ความสนใจ ค่านิยม เป็นต้น 2.การประเมินขณะทาการเรียนการสอน การประเมินระยะนี้เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ พฤติกรรมด้านต่างๆของการเรียนการ สอน ในแต่ละเนื้อหาย่อยๆอัตราการมาเรียน ความสนใจ ความตั้งใจ การร่วมกิจกรรม
  • 37.
    3.การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน เป็นการประเมินตรวจสอบโดยสรุปของการเรียน การสอนว่า เมื่อครบระยะเวลาที่กาหนดนักเรียนมี ความสาเร็จในการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ตามปกติการวัด จะมี 3ด้าน ดังนี้
  • 38.
    3.1พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมทางด้านสมองและสติปัญญา แบ่งย่อยได้ 1)ความรู้ความจา หมายถึงความสามารถในการที่จะ จดจากับความรู้ที่ได้รับไปแล้ว 2)ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการตีความ แปลความ และการขยายความ 3)การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการที่นา ความรู้ความสามารถที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ได้
  • 39.
    4)การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการหา ข้อเท็จจริงหาความสาคัญ และหลักการต่างๆของสิ่งนั้น 5)การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการ รวบรวมเข้ามารวมกัน หรือทาให้เกิด เรื่องใหม่ สิ่งใหม่ 6)การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการ ตัดสินสิ่งต่างๆโดยมีเกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นเครื่อง ตัดสินใจ
  • 40.
    3.2พฤติกรรมด้านจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจที่แสดงออกมาในรูปของ ค่านิยม เจตติ ความสนใจ 3.3พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว การใช้ อวัยวะวัยต่างๆของร่างกาย ตลอดจนการประสานงานของ ประสาทและกล้ามเนื้อ จากการเรียนรู้โดยทั่วไปอาจแยกลักษณะการประเมินผลจาก ข้อมูลออกเป็น 2วิธี ที่สาคัญ คือ
  • 41.
    1.การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นๆ มี ความสามารถถึงเกณฑ์ที่กาหนดไว้ หรือไม่ การ ประเมินผลต้องนาคะแนนที่ได้จาก ผลงานไปเทียบ กับเกณฑ์ที่กาหนดไว้ การวัดผลใช้ในการวัด สมรรถภาพเป็นราย บุคคล ถ้านักเรียนทาข้อสอบได้ ถูกต้องถึงเกณฑ์ที่กาหนดไว้ถือว่าได้เรียนรู้ ตาม จุดประสงค์แล้ว
  • 42.
    2.การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลหนึ่งกับ บุคคลอื่น คือ จาแนกคะแนนสูงสุดจนต่าสุดแล้วจึงนาคะแนน เหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมินต่อไป เช่น การสอบ คัดเลือกนักศึกษาสอบเข้ามหาลัย ข้อควรคานึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม 1.ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อมั่น และเที่ยงตรง 2.ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมิน จะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริง ของผลการ เรียน