บทที่ 8 การวัดและการประเมินผล ความหมายของการวัดผล  การทดสอบ และประเมินผล การวัดผล หมายถึง กระบวนการหาปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งของต่างๆโดยใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลขหรือสัญลักษณ์ การประเมินผล หมายถึง การตัดสินใจ หรือ วินิฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการวัดผลเช่น ผลจากการวัดความสูงของนายแดง  180  ซม . บลูม  และคณะ ได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัดออกเป็น  3  ลักษณะ 1. วัดพฤติกรรมด้านพุทธวิสัย  ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับความรู้ ความคิด  ( วัดด้านสมอง ) 2. วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย  ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ( วัดด้านจิตใจ ) 3. วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย  ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ และประสาทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย  ( วัดด้านปฎิบัติ )
จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา 1. วัดผลเพื่อและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร  2. งัดผลเพื่อวินิฉัย หมายถึง การวัดผลเพื่อค้นหาจุกบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่า ยังไม่เกิดการเรียนรู้ในจุดใด 3. วัดผลเพื่อจัดอันดับหรือจัดตำแหน่ง หมายถึง การวัลผลเพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียน 4. วัดผลเพื่อเปรียบเทียบ หมายถึง การวัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเอง 5. วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดที่ได้ไปคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต 6. วัดผลเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการศึกษาว่าประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ
หลักการวัดทางการศึกษา 1. ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน คือ การวัดผลจะเป้นสิ่งตรวจสอบผลจากการสอนของครูว่า นักเรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมายการสอนมากน้อยเพียงใด 2. เลือกใช้เครื่องวัดที่ดีและเหมาะสม การวัดผลครูต้องพยายามเลือกเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ  3. ระวังความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดของการวัด  4. ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง 5. ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า จุดประสงค์สำคัญของการวัดคือ เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวัด 1. การสังเกต คือการพิจารณาปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อค้นหาความจริงบางประการโดยอาศัยประสาทสัมผัลของผู้สังเกตโดยตรง รูปแบบของการสังเกต 1. การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การสังที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วม หรือคลุกคลีในหมู่ผู้ถูกสังเกต 2. การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การสังเกตที่ผู้ถูกสังเกตอยู่ภายนอกวงของผู้ถูกสังเกต คือสังเกตในฐานะเป็นบุคคลภายนอก
2. การสัมภาษณ์ คือการสนทนาหรือพูดคุยโต้ตอบอย่างมีจุดหมาย เพื่อค้นหาความรู้ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า รูปแบบการสัมภาษณ์ 1. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสัมภาษณ์แบบที่ไม่ใช่การสัมภาษณ์ คือ ไม่จำเป็นต้องใช้ คำถามที่เหมือนกันหมดกับผู้ถูกสัมภาษณ์ทุกคน 2. การสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง หมายถึง การสัมภาษษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว
3. แบบสอบถาม แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสัใคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่สะดวก และสามารถวัดได้อย่างกว้างขวาง รูปแบบการสอบถาม 1. แบบสอบถามชนิดปลายเปิด แบบสอบถามชนิดนี้ไม่ได้กำหนดคำตอบไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบเขียนตอบอย่างมีอิสระด้วยความคิดของตนเอง 2. แบบสอบถามแบบปลายปิด แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบด้วย ข้อคำถามและตัวเลือก ( คำตอบ ) ซึ้งตัวเลือกนี้สร่งขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้ตามความต้องการ
4. การจัดอันดับ เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ได้รับแบบสอบถามเป็นผู้ตอบ โดยการจัดอันดับความสำคัญ และใช้จัดอันดับของข้อมูลหรือผลงานต่างๆของนักเรียนแล้วจึงให้คะแนน ภายหลังเพื่อการประเมิน
5. การประเมินผลจากสภาพจริง หมายถึง กระบวนการสังเกต การบันทึก แลรวบรวมข้อมูลจากงานและวิธีการที่นักเรียนทำการประเมินจากสภาพจริงจะเน้นให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผู้ผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึกปฎิบัติจริง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ความสำคัญของการประเมินผลจากการสภาพจริง 1. การเรียนการสอนและการวัดผลจากสภาพจริง จะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล 2. เป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง 3. เป้นการเน้นมให้นักเรียนได้สร้างงาน 4. เป้นการผสมผลานให้กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล 5. เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู
6. การวัดผลภาคปฎิบัติ การวัดผลภาคปฎิบัติ เป็นการวัดผลที่ให้นักเรียนลงมือปฎิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง สิ่งที่ควรคำนึงในการสอบวัดภาคปฎิบัติคือ 1. ขั้นเตรียมงาน 2. ขั้นปฎิบัติงาน 3. เวลาที่ใช้ในการทำงาน 4. ผลงาน
7. การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสสมผลงาน เป็นแนวทางในการประเมินผล โดยการรวมข้อมูลที่ครูและนักเรียนทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันโดยกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ดังนั้นการวัดผลและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานส่วนหนึ่ง จะเป้นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนในประจำวัน 8. แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามหรืองานใดๆที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้ถูกทดสอบ แสดงพฤติกรรม โต้ตอบอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สังเกตได้
ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภทได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ดังนี้ 8.1 แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่วัด แบ่งเป็น  3 ประเภท 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์  หมายถึง แบบที่วัดสมรรถภาพด้านสมองต่างๆที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด  แบบทดสอบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด 1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มครูสอน 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรีบยเทียบคุณภาพต่างๆของนักเรียนที่ต่างกลุ่มกัน
2. แบบทดสอบวัดความถนัด  หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดสมรรถภาพของสมองของผู้เรียน แบ่งเป็น  2  แบบ คือ 1. แบบทดสอบวัดความถนัดทางด้านการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่างๆเช่นด้านภาษา 2. แบบทดสอบวัดความถนัดเฉพาะ หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีพต่างๆหรือความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถด้านดนตรี 3. แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพทางสังคม  หมายถึง แบบทดสอบที่วัดบุคลิกภาพและการปรับตัวให้เข้ากับ สังคม ซึ่งเป้นเรื่องที่วัด ได้ยาก ผลที่ได้ไม่คงที่แน่นอน ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดเจตคติที่มีต่อบุคคล สิ่งของ เรื่องราว 2. แบบทดสอบวัดความสนใจที่มีต่ออาชีพ การศึกษา 3. แบบทดสอบวัดการปรับตัว เช่นการปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ
8.2 แบ่งตามลักษณะการตอบ 1. แบบทดสอบภาคปฎิบัติ หมายถึง แบบทดสอบที่ให้นักเรียนลงมือปฎิบัติจริง 2. แบบทดสอบข้อเขียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การเขียนตอบ 3. แบบทดสอบปากเปล่า หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การตอบโต้แทนการเขียน 8.3 แบ่งตามที่กำหนดให้ตอบ 1. แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการสอบ 2. แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการสอบ
8.4 แบ่งตามจำนวนผู้เข้าสอบ 1. แบบทดสอบเป้นรายบุคคล 2. แบบทดสอบเป็นชั้นหรือเป็นหมู่ 8.5 แบ่งตามสิ่งเร้าของการถาม 1. แบบทดสอบทางภาษา 2. แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา
8.6 แบ่งตามลักษณะที่ใช้ประโยชน์ 1.แบบทดสอบย่อย 2.แบบทดสอบรวม 8.7 แบ่งตามเนื้อหาของข้อสอบในฉบับ 1.แบบทดสอบอัตนัย 2.แบบทดสอบปรนัย
9. การสังเกต การสังเกตเป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้ประสาทสัมผัสต่างๆของผู้สังเกตเป้นเครื่องมือ โดยเฉพาะ หู ตา ธรรมชาติของข้อมูลจากการสังเกต ข้อมูลที่ได้การสังเกต แบ่งออกได้เป็น  2  ระดับ คือ 1. รูปธรรม 2. นามธรรม ชนิดของการสังเกต การสังเกตแบ่งออกเป็น  2  ชนิดใหญ่ๆคือ 1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม  2. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม
ลักษณะของการสังเกตที่ดี การสังเกตที่ดีควรมี ลักษณะดังนี้ 1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้แน่นอน 2. วางแผนการสังเกตไว้ล่วงหน้า 3. ควรสังเกตโดยที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว 4. ควรระวังอย่าให้เกิดความลำเอียงขณะที่สังเกต 5. ควรสังเกตซ้ำหลายๆครั้ง 6. ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง
10. การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่มคนจำนวนจำกัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ประเภทการสัมภาษณ์ 1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอน 2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างแน่นอน
11. แบบสอบถามและแบบสำรวจ แบบสอบถามเป้นชุดของคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลในด้านต่างๆเช่น ความคิดเห็น ความรู้สึก ท่าที เจตคติ ประเภทของแบบสอบถาม แบบสอบถามแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. แบบสอบถามปลายเปิด 2. แบบสอบถามปลายปิด
12. แบบสำรวจ แบบสำรวจหรือแบบตรวจสอบรายการ เป็นเครื่องที่ใช้กันมากอีกชนิดหนึ่ง โดยปกติจะประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆที่จะให้ผู้ตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างที่กำหนดให้ เช่น มี - ไม่มี
การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมได้ มาจัดกระทำดดยการจัดระเบียบ แยกประเภท หรือใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อตอบคำถามตามจุดมุ่งหมายของการประเมิน ลักษณะของข้อมูล ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่สนใจจะศึกษา ข้อมูลอาจแบ่งเป็น  2  ประเภท คือ 1. ข้อมูลเชิงปริมาณ 2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล   แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การวิเคราะห์โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ 2. การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ
การประเมินผลทางการศึกษา การประเมินผลทางการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการตัดสินใจลงสรุปคุฯลักษณะหรือพฤติกรรมของนักเรียนว่ามี คุณภาพระดับใดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการเปรียบเทียบ มีองศ์ประกอบ  3  ประการคือ 1. ผลการวัด 2. เกณฑ์การพิจารณา 3. การตัดสินใจ
ขอบข่ายของการประเมินผลทางการศึกษา การประเมินทางการศึกษาจะขอบข่ายกว้าง - แคบเพียงใดครอบคลุมสิ่งใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการมองภาพของคำว่า การศึกษา ว่าประกอบด้วยสิ่งใด บ้าง กล่าวคือ ถ้ามองภาพการศึกษาว่าเป็นการเรียนการสอนในห้องเรียนเพียงประกาศเดียว การประเมินทางการศึกษามีความหมายทางการประเมินทางการประเมินพอสรุปได้  3  ประการ ดังนี้ 1. การประเมินเพื่อวินิจฉัย 2. การประเมินเพื่อปรับปรุง 3. การประเมินเพื่อตัดสินใจเพื่อลงสรุป
ความสำคัญของการประเมินผลทางการศึกษา 1. ช่วยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานเหมาะสมเพียงใด 2. ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่ 3. ช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งรัด ปรับปรุง และการดำเนินงาน 4. ช่วยให้เห็นข้อบกพร่องในการดำเนินงาน 5. ช่วยควบคุมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ 6. เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการในการดำเนินครั้งต่อไป
หลักการของการประเมินผลทางการศึกษา 1. กำหนดสิ่งที่จะประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ 2. วางแผนการประเมินได้รัดกลุม 3. เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและจุดมุ่งหมายของการประเมิน 4. เลือกใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะกับสิ่งที่จะประเมิน 5. ปราศจากความลำเอียง
การกำหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน 1. การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน 2. การประเมินขณะมีการเรียนการสอน 3. การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน 3.1 ด้านพุทธิพิสัย  เป็นพฤติกรรมทางด้านสมองและสติปัญญา 3.2 ด้านจิตพิสัย  เป็นพฤติกรรมด้านจิตใจที่แสดงออก 3.3 ด้านทักษะพิสัย  เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว
การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นๆมีความสามารถถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลต้องนำคะแนนที่ได้จาก ผลงานไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การวัดผลใช้ในการวัดสมรรถภาพเป็นราย บุคคล ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงเกณฑ์ 1. วัตถุประสงค์การสอนต้องชัดเจน 2. ข้อสอบมีความเที่ยงตรงสูงและครอบคลุมวัตถุประสงค์การสอน 3. เกณฑ์ที่วัดต้องเด่นชัด มีหลักเกณฑ์ที่อ้างอย่างยุติธรรม
การประเมินแบบอิงกลุ่ม   เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่น คือจำแนกคะแนนสูงสุดจนต่ำสุดแล้วจึงนำคะแนนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมินต่อไป เช่น การสอบคัดเลือกนักศึกษาสอบเข้ามหาลัย ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม 1. ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความเชื่อมั่นและเที่ยงตรง 2. ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมินจะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริงของผลการเรียน

บทที่8การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้

  • 1.
    บทที่ 8 การวัดและการประเมินผลความหมายของการวัดผล การทดสอบ และประเมินผล การวัดผล หมายถึง กระบวนการหาปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งของต่างๆโดยใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็นตัวเลขหรือสัญลักษณ์ การประเมินผล หมายถึง การตัดสินใจ หรือ วินิฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการวัดผลเช่น ผลจากการวัดความสูงของนายแดง 180 ซม . บลูม และคณะ ได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัดออกเป็น 3 ลักษณะ 1. วัดพฤติกรรมด้านพุทธวิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับความรู้ ความคิด ( วัดด้านสมอง ) 2. วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ( วัดด้านจิตใจ ) 3. วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ได้แก่ การวัดเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อ และประสาทสัมผัสส่วนต่างๆของร่างกาย ( วัดด้านปฎิบัติ )
  • 2.
    จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา 1. วัดผลเพื่อและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียนหมายถึง การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร 2. งัดผลเพื่อวินิฉัย หมายถึง การวัดผลเพื่อค้นหาจุกบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่า ยังไม่เกิดการเรียนรู้ในจุดใด 3. วัดผลเพื่อจัดอันดับหรือจัดตำแหน่ง หมายถึง การวัลผลเพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียน 4. วัดผลเพื่อเปรียบเทียบ หมายถึง การวัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเอง 5. วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดที่ได้ไปคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต 6. วัดผลเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการศึกษาว่าประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ
  • 3.
    หลักการวัดทางการศึกษา 1. ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนคือ การวัดผลจะเป้นสิ่งตรวจสอบผลจากการสอนของครูว่า นักเรียนเกิดพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมายการสอนมากน้อยเพียงใด 2. เลือกใช้เครื่องวัดที่ดีและเหมาะสม การวัดผลครูต้องพยายามเลือกเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ 3. ระวังความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดของการวัด 4. ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง 5. ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า จุดประสงค์สำคัญของการวัดคือ เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน
  • 4.
    เครื่องมือที่ใช้ในการวัด 1. การสังเกตคือการพิจารณาปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อค้นหาความจริงบางประการโดยอาศัยประสาทสัมผัลของผู้สังเกตโดยตรง รูปแบบของการสังเกต 1. การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การสังที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วม หรือคลุกคลีในหมู่ผู้ถูกสังเกต 2. การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปร่วมในเหตุการณ์ หมายถึง การสังเกตที่ผู้ถูกสังเกตอยู่ภายนอกวงของผู้ถูกสังเกต คือสังเกตในฐานะเป็นบุคคลภายนอก
  • 5.
    2. การสัมภาษณ์ คือการสนทนาหรือพูดคุยโต้ตอบอย่างมีจุดหมายเพื่อค้นหาความรู้ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า รูปแบบการสัมภาษณ์ 1. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสัมภาษณ์แบบที่ไม่ใช่การสัมภาษณ์ คือ ไม่จำเป็นต้องใช้ คำถามที่เหมือนกันหมดกับผู้ถูกสัมภาษณ์ทุกคน 2. การสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง หมายถึง การสัมภาษษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไว้แล้ว
  • 6.
    3. แบบสอบถาม แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมากโดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสัใคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่สะดวก และสามารถวัดได้อย่างกว้างขวาง รูปแบบการสอบถาม 1. แบบสอบถามชนิดปลายเปิด แบบสอบถามชนิดนี้ไม่ได้กำหนดคำตอบไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ตอบเขียนตอบอย่างมีอิสระด้วยความคิดของตนเอง 2. แบบสอบถามแบบปลายปิด แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบด้วย ข้อคำถามและตัวเลือก ( คำตอบ ) ซึ้งตัวเลือกนี้สร่งขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้ตามความต้องการ
  • 7.
    4. การจัดอันดับ เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียนหรือผู้ได้รับแบบสอบถามเป็นผู้ตอบ โดยการจัดอันดับความสำคัญ และใช้จัดอันดับของข้อมูลหรือผลงานต่างๆของนักเรียนแล้วจึงให้คะแนน ภายหลังเพื่อการประเมิน
  • 8.
    5. การประเมินผลจากสภาพจริง หมายถึงกระบวนการสังเกต การบันทึก แลรวบรวมข้อมูลจากงานและวิธีการที่นักเรียนทำการประเมินจากสภาพจริงจะเน้นให้นักเรียนสามารถแก้ปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผู้ผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึกปฎิบัติจริง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ความสำคัญของการประเมินผลจากการสภาพจริง 1. การเรียนการสอนและการวัดผลจากสภาพจริง จะเอื้อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล 2. เป็นการเอื้อต่อการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง 3. เป้นการเน้นมให้นักเรียนได้สร้างงาน 4. เป้นการผสมผลานให้กิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล 5. เป็นการลดภาระงานซ่อมเสริมของครู
  • 9.
    6. การวัดผลภาคปฎิบัติ การวัดผลภาคปฎิบัติเป็นการวัดผลที่ให้นักเรียนลงมือปฎิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง สิ่งที่ควรคำนึงในการสอบวัดภาคปฎิบัติคือ 1. ขั้นเตรียมงาน 2. ขั้นปฎิบัติงาน 3. เวลาที่ใช้ในการทำงาน 4. ผลงาน
  • 10.
    7. การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสสมผลงาน เป็นแนวทางในการประเมินผลโดยการรวมข้อมูลที่ครูและนักเรียนทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันโดยกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ดังนั้นการวัดผลและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานส่วนหนึ่ง จะเป้นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนในประจำวัน 8. แบบทดสอบ หมายถึง ชุดของคำถามหรืองานใดๆที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้ถูกทดสอบ แสดงพฤติกรรม โต้ตอบอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สังเกตได้
  • 11.
    ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภทได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ดังนี้8.1 แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่วัด แบ่งเป็น 3 ประเภท 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบที่วัดสมรรถภาพด้านสมองต่างๆที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด แบบทดสอบแบ่งออกเป็น 2 ชนิด 1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มครูสอน 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรีบยเทียบคุณภาพต่างๆของนักเรียนที่ต่างกลุ่มกัน
  • 12.
    2. แบบทดสอบวัดความถนัด หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดสมรรถภาพของสมองของผู้เรียน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1. แบบทดสอบวัดความถนัดทางด้านการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่างๆเช่นด้านภาษา 2. แบบทดสอบวัดความถนัดเฉพาะ หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีพต่างๆหรือความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถด้านดนตรี 3. แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพทางสังคม หมายถึง แบบทดสอบที่วัดบุคลิกภาพและการปรับตัวให้เข้ากับ สังคม ซึ่งเป้นเรื่องที่วัด ได้ยาก ผลที่ได้ไม่คงที่แน่นอน ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดเจตคติที่มีต่อบุคคล สิ่งของ เรื่องราว 2. แบบทดสอบวัดความสนใจที่มีต่ออาชีพ การศึกษา 3. แบบทดสอบวัดการปรับตัว เช่นการปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ
  • 13.
    8.2 แบ่งตามลักษณะการตอบ 1.แบบทดสอบภาคปฎิบัติ หมายถึง แบบทดสอบที่ให้นักเรียนลงมือปฎิบัติจริง 2. แบบทดสอบข้อเขียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การเขียนตอบ 3. แบบทดสอบปากเปล่า หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การตอบโต้แทนการเขียน 8.3 แบ่งตามที่กำหนดให้ตอบ 1. แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการสอบ 2. แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการสอบ
  • 14.
    8.4 แบ่งตามจำนวนผู้เข้าสอบ 1.แบบทดสอบเป้นรายบุคคล 2. แบบทดสอบเป็นชั้นหรือเป็นหมู่ 8.5 แบ่งตามสิ่งเร้าของการถาม 1. แบบทดสอบทางภาษา 2. แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา
  • 15.
    8.6 แบ่งตามลักษณะที่ใช้ประโยชน์ 1.แบบทดสอบย่อย2.แบบทดสอบรวม 8.7 แบ่งตามเนื้อหาของข้อสอบในฉบับ 1.แบบทดสอบอัตนัย 2.แบบทดสอบปรนัย
  • 16.
    9. การสังเกต การสังเกตเป็นการเก็บข้อมูลโดยใช้ประสาทสัมผัสต่างๆของผู้สังเกตเป้นเครื่องมือโดยเฉพาะ หู ตา ธรรมชาติของข้อมูลจากการสังเกต ข้อมูลที่ได้การสังเกต แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ 1. รูปธรรม 2. นามธรรม ชนิดของการสังเกต การสังเกตแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆคือ 1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม 2. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม
  • 17.
    ลักษณะของการสังเกตที่ดี การสังเกตที่ดีควรมี ลักษณะดังนี้1. กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตให้แน่นอน 2. วางแผนการสังเกตไว้ล่วงหน้า 3. ควรสังเกตโดยที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว 4. ควรระวังอย่าให้เกิดความลำเอียงขณะที่สังเกต 5. ควรสังเกตซ้ำหลายๆครั้ง 6. ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง
  • 18.
    10. การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่มคนจำนวนจำกัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ประเภทการสัมภาษณ์ 1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอน 2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างแน่นอน
  • 19.
    11. แบบสอบถามและแบบสำรวจ แบบสอบถามเป้นชุดของคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลในด้านต่างๆเช่นความคิดเห็น ความรู้สึก ท่าที เจตคติ ประเภทของแบบสอบถาม แบบสอบถามแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. แบบสอบถามปลายเปิด 2. แบบสอบถามปลายปิด
  • 20.
    12. แบบสำรวจ แบบสำรวจหรือแบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องที่ใช้กันมากอีกชนิดหนึ่ง โดยปกติจะประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆที่จะให้ผู้ตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างที่กำหนดให้ เช่น มี - ไม่มี
  • 21.
    การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมได้ มาจัดกระทำดดยการจัดระเบียบแยกประเภท หรือใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อตอบคำถามตามจุดมุ่งหมายของการประเมิน ลักษณะของข้อมูล ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่สนใจจะศึกษา ข้อมูลอาจแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. ข้อมูลเชิงปริมาณ 2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. การวิเคราะห์โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ 2. การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ
  • 22.
    การประเมินผลทางการศึกษา การประเมินผลทางการศึกษา หมายถึงกระบวนการในการตัดสินใจลงสรุปคุฯลักษณะหรือพฤติกรรมของนักเรียนว่ามี คุณภาพระดับใดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการเปรียบเทียบ มีองศ์ประกอบ 3 ประการคือ 1. ผลการวัด 2. เกณฑ์การพิจารณา 3. การตัดสินใจ
  • 23.
    ขอบข่ายของการประเมินผลทางการศึกษา การประเมินทางการศึกษาจะขอบข่ายกว้าง -แคบเพียงใดครอบคลุมสิ่งใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการมองภาพของคำว่า การศึกษา ว่าประกอบด้วยสิ่งใด บ้าง กล่าวคือ ถ้ามองภาพการศึกษาว่าเป็นการเรียนการสอนในห้องเรียนเพียงประกาศเดียว การประเมินทางการศึกษามีความหมายทางการประเมินทางการประเมินพอสรุปได้ 3 ประการ ดังนี้ 1. การประเมินเพื่อวินิจฉัย 2. การประเมินเพื่อปรับปรุง 3. การประเมินเพื่อตัดสินใจเพื่อลงสรุป
  • 24.
    ความสำคัญของการประเมินผลทางการศึกษา 1. ช่วยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานเหมาะสมเพียงใด2. ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่ 3. ช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งรัด ปรับปรุง และการดำเนินงาน 4. ช่วยให้เห็นข้อบกพร่องในการดำเนินงาน 5. ช่วยควบคุมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ 6. เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการในการดำเนินครั้งต่อไป
  • 25.
    หลักการของการประเมินผลทางการศึกษา 1. กำหนดสิ่งที่จะประเมินให้ชัดเจนและวัดได้2. วางแผนการประเมินได้รัดกลุม 3. เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและจุดมุ่งหมายของการประเมิน 4. เลือกใช้เครื่องมือในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะกับสิ่งที่จะประเมิน 5. ปราศจากความลำเอียง
  • 26.
    การกำหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน 1. การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน2. การประเมินขณะมีการเรียนการสอน 3. การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน 3.1 ด้านพุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมทางด้านสมองและสติปัญญา 3.2 ด้านจิตพิสัย เป็นพฤติกรรมด้านจิตใจที่แสดงออก 3.3 ด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว
  • 27.
    การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นๆมีความสามารถถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลต้องนำคะแนนที่ได้จากผลงานไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การวัดผลใช้ในการวัดสมรรถภาพเป็นราย บุคคล ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงเกณฑ์ 1. วัตถุประสงค์การสอนต้องชัดเจน 2. ข้อสอบมีความเที่ยงตรงสูงและครอบคลุมวัตถุประสงค์การสอน 3. เกณฑ์ที่วัดต้องเด่นชัด มีหลักเกณฑ์ที่อ้างอย่างยุติธรรม
  • 28.
    การประเมินแบบอิงกลุ่ม เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่น คือจำแนกคะแนนสูงสุดจนต่ำสุดแล้วจึงนำคะแนนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมินต่อไป เช่น การสอบคัดเลือกนักศึกษาสอบเข้ามหาลัย ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม 1. ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความเชื่อมั่นและเที่ยงตรง 2. ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมินจะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริงของผลการเรียน