พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย

                  จัดทาโดย
       นางสาว กิตยา เชิงหอม เลขที่ 6
                    ิ
     นางสาว จิตราพร อาษาจิตร เลขที่ 7
      นางสาว นภลดา กล้ าหาญ เลขที่ 20
     นางสาว สุ พรรณี งามเกลียง เลขที่ 22
                             ้
        นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5/1


                  เสนอ
        คุณครู สฤษดิ์ศักดิ์ ชิ้นเขมจารี


โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์
                  ร้ อยเอ็ด
คานา
      รายงานเรื่ องนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์ พระราช ประวัติ พระราชกรณียกิจ ความสัมพันธ์
กับต่างประเทศ การได้รับยกย่องจางองค์การ UNESCO ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเพื่อ
ประโยชน์สูงสุดในการศึกษาเกี่ยวกับประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้
จัดทารายงานเล่มนี้ข้ ึนและกลุ่มของข้าพเจ้าหวังเป็ นอย่างยิงว่ารายงานเล่มนี้จะมี ประโยชน์แก่ผอ่าน และผูที่
                                                          ่                                 ู้        ้
ศึกษา ถ้ารายงานเล่มนี้มีขอผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ดวย
                            ้                                           ้



                                                                                   คณะผู้จดทา
                                                                                          ั
สารบัญ
       เรื่อง                                              หน้ า
พระราชประวัติ                                               1-2
พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย           3-8
ความสัมพันธ์กบต่างประเทศ
             ั                                                9
มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   10-11
บทสรุป                                                       11
บรรณานุกรม                                                   11
1
                             พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย




                                           พระราชประวัติ
         พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็ นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ า
จุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอมริ นทราบรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม พระราชสมภพเมื่อวันที่ 24
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2311 ณ ตาบลอัมพวา เมืองสมุทรสาคร ในขณะนั้นพระราชบิดายังทรงดารงพระยศเป็ น
หลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี ต่อมาพระราชบิดาได้เข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระ
เจ้าตากสิน แห่งกรุ งธนบุรี จึงได้ยายครอบครัวเข้ามาอยู่ ณ บริ เวณด้านใต้ของวัดระฆังโฆษิตาราม บ้านเดิมที่
                                    ้
อัมพวาจึงว่างลง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วนั้น ทรงพระ
กรุ ณาโปรดเกล้าฯ อุทิศที่ดินบริ เวณบ้านเดิมนั้น สร้างเป็ นวัด ชื่อ วัดอัมพวันเจดิยาร
         ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ด้วยสานึกในพระมหากรุ ณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม พระคุณเจ้าพระราชสมุทรเมธี ได้อุทิศที่ดินบริ เวณวัดจานวน 10 ไร่
ให้กบมูลนิธิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ดาเนินการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์
     ั
รัชกาลที่ 2 ขึ้น เพื่อเป็ นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยมีพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็ นองค์
ประธานมูลนิธิฯ เมื่อพระราชบิดาย้ายเข้ามารับราชการ ทรงได้เข้ารับการศึกษาจากวัดระฆังโฆษิตาราม โดย
ฝากตัวเป็ นศิษย์กบพระวันรัต (ทองอยู) เมื่อครั้งพระชนมายุได้ 8 พรรษา ได้โดยเสด็จพระราชบิดา ไป
                   ั                    ่
ราชการสงครามด้วย เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระราชบิดาได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็ นพระมหากษัตริ ย ์
พระนาว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก” จึงได้รับการสถาปนาพระยศขึ้นเป็ น สมเด็จพระเจ้า
ลูกเธอ เจ้าฟ้ ากรมหลวงอิสรสุนทร เมื่อประชนมายุครบ 22 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม
2
ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จไปจาพรรษาที่วดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ทรงจาพรรษาอยูนาน 3 เดือน (1
                                           ั                                        ่
พรรษา) จึงทรงลาผนวช
        ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเลื่อนยศขึ้นเป็ น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อปี พ.ศ. 2349
หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต กรมพระราชวัง
บวรสถานมงคลซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 42 พรรษา จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็ น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวรัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จกร ทรงมีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระบรม
                          ่ ั                     ั
ราชาธิราช รามาธิบดีศรี สุนทรบรมมหาจักรพรรดิ ราชาธิบดินทร์ ธรณิณทราธิราช วัฒนากาศวราชวงศ์
สมุทยโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ธาดาธิบดีศรี สุวิบูลย์คุณอกนิฐฤทธิราเมศวรหันต์
    ั
บรมธรามิกราชาธิเบศร์ โลกเชษฐวิสุทธิรัตนมกุฎ ประเทศคตามหาพุทยางกูรบรมบพิตร” หรื อ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ 7 กันยาน พ.ศ. 2352

           พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระอัครมเหสีพระนามว่า “สมเด็จพระศรี สุริเยนท
รา บรมราชินี” ทรงพระนามเดิมว่า บุญรอด พระธิดาในพระเจ้าพี่นางเธอสมเด็จเจ้าฟ้ ากรมพระศรี สุดารักษ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชโอรสและพระธิดารวม 73 พระองค์ โดยประสูติใน
พระมเหสี 3 พระองค์ ได้แก่
           1. เจ้าฟ้ าชายราชกุมาร สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ
           2. สมเด็จเจ้าฟ้ าชายมงกุฎ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว
                                                                                                 ่ ั
รัชกาลที่4
           3. สมเด็จเจ้าฟ้ าชายจุฑามณี ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระปิ่ นเกล้า
เจ้าอยูหว พระมหาอุปราชาใน รัชกาลที่ 4 และได้ประสูติในเจ้าจอมมารดาเรี ยม พระสนมเอก 3 พระองค์
       ่ ั
ได้แก่
           - พระองค์เจ้าชายทับ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาล
                                                                                 ่          ่ ั
     ที่ 3
           - พระองค์เจ้าชายป้ อม สิ้นพระชนม์ต้งแต่ทรงพระเยาว์
                                                ั
           - พระองค์เจ้าชายหนูดา สิ้นพระชนม์ต้งแต่ทรงพระเยาว์
                                                  ั
           พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเสด็จครองราชสมบัติอยูจน พ.ศ. 2367 รวมครองอยู่
                                                                           ่
ในสิริราชสมบัตินาน 15 ปี ก็ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้ มิได้รู้สึกพระองค์จึงไม่ได้ทรงพระราชทานราช
สมบัติให้แก่ผใด ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้อยู่ 3 วัน ก็เสด็จสวรรคต
                  ู้
3
                  พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย

การทานุบารุงประเทศ
           ด้วยในระยะแรกของการก่อตั้งกรุ งรัตนโกสินทร์ พม่ายังคงรุ กรานประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองและป้ อมปราการต่าง ๆ ขึ้น เพื่อให้
เป็ นเมืองหน้าด่านคอยป้ องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทางทะเล ที่เมืองสมุทรปราการ และที่เมืองปากลัดโดยทรง
มีพระราชบัญชาให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็ นแม่กองสร้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์ข้ ึนที่ปากลัด
(ปัจจุบน คือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ) พร้อมป้ อมปี ศาจผีสิง ป้ อมราหู และป้ อมศัตรู พินาศ แล้ว
         ั
โปรดเกล้าฯ ให้อพยพครอบครัวชาวมอญจากปทุมธานีมาอยูที่นครเขื่อนขันธ์ นอกจากนี้ยงทรงให้กรมหมืน
                                                            ่                          ั            ่
มหาเจษฏาบดินทร์เป็ นแม่กองจัดสร้าง ป้ อมผีเสื้อสมุทร ป้ อมประโคนชัย ป้ อมนารายณ์ปราศึก ป้ อมปราการ
ป้ อมกายสิทธิ์ ขึ้นที่เมืองสมุทรปราการ และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ไปคุม
งานก่อสร้างป้ อมเพชรหึงส์เพิ่มเติม ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ การสร้างเมืองหน้าด่านและป้ อมปราการต่าง ๆ
ขึ้นมามากมาย ด้วยการที่จะป้ องกันมิให้ขาศึกเข้ามาถึงพระนครได้โดยง่าย ถือว่าทรงมีสายพระเนตรที่ยาว
                                          ้
ไกล

ด้ านการปองกันประเทศ
            ้
           ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีไทยหลายครั้งเริ่ ม
ตั้งแต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จเสวยราชย์ได้เพียง 2 เดือน ในขณะนั้นกาตริ ยพม่า
                                                                                                ์
พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทพพม่า 2 นาย คือ แม่ทพเรื ออะเติ้งหงุ่นยกทัพเรื อเข้ามาตีประเทศไทยทางหัวเมือง
                             ั                      ั
ชายทะเลทางด้านตะวันตก และสามารถตีได้เมืองตะกัวทุ่งและตะกัวป่ า และได้ลอมเมืองถลางไว้ก่อนที่
                                                        ่         ่             ้
กองทัพไทยจะยกลงไปช่วย แต่เมื่อกองทัพไทยได้ยกลงไปช่วยก็สามารถพม่าแตกพ่ายไป ส่วนทางด้านทัพ
บก พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทพสุเรี ยงสาระยอ ยกกาลังมาทางบก เพื่อเข้าตีหวเมืองทางด้านทิศใต้ของไทย
                                 ั                                          ั
และสามารถตีได้เมืองมะลิวน ระนองและกระบี่ พระบาทสมเด้จพระพุทะเลิศหล้านภาลัยได้ส่งกองทัพและ
                               ั
เกิดปะทะกับกองทัพที่ยกลงไปช่วย ทหารพม่าสูกาลังฝ่ ายไทยไม่ได้ก็แตกถอยหนีกลับไป
                                                  ้
           ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2363 พระเจ้าปดุงกษัตริ ยได้เสด็จสวรรคต พระเจ้าจักกายแมงได้สืบราชสมบัติต่อ
                                                      ์
จากพระเจ้าปดุง ก็คิดจะยกทัพมาตีไทยอีกโดยสมคบกับพระยาไทรบุรี ซึ่งเปลี่ยนใจไปเข้ากับฝ่ ายพม่า แต่
เมี่อทราบว่าฝ่ ายไทยจัดกาลังทัพไปเตรี ยมรับศึกอย่างแข็งขันตามช่องทางที่พม่ายกเข้ามาพม่าเกิดกลัวว่าจะ
รบแพ้ไทย จึงยุติไม่ยกทัพเข้ามา พอดีกบพม่าติดการสงครามกับอังกฤษจึงหมดโอกาสที่จะมาตีไทยอีก
                                        ั
4
ด้ านการปกครอง
            พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงบริ หารบ้านเมือง โดยการให้เจ้านายรับหน้าที่ในการ
บริ หารงานราชการในกรมกองต่าง ๆ เท่ากับเป็ นการให้เสนาบดีได้มการปรึ กษาข้อราชการก่อนที่จะนาความ
                                                                  ี
ขึ้นกราบบังคมทูล ทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผอนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชาย เหลือเพียงปี ละ 3
                                                ่
เดือน (เข้ารับราชการ 1 เดือน แล้วไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก 3 เดือน สลับกันไป) นอกจากนี้ยงทรง
                                                                                            ั
รวบรวมพลเมืองให้เป็ นปึ กแผ่นมีหน่วยราชการสังกัดแน่นอก โดยพระราชทานโอกาสให้ประชาชน
สามารถเลือกหน่วยราชการที่สงกัดได้ พระองค์ยงได้ทรงทานุบารุ งส่งเสริ มข้าราชการที่มความรู้
                                  ั               ั                                ี
ความสามารถได้มีโอกาสปฏิบติหน้าที่ราชการที่ตนถนัด ในรัชกาลนี้จึงปรากฎพระนามและนามข้าราชการ
                                ั
ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพิทกษ์มนตรี กกรมหมืน
                                                                                ั                ่
เจษฎาบดินทร์ เจ้าพระยาศรี ธรรมาโศกราช (น้อย ณ นคร) ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็ นต้น
            และด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้พลเรื อนของพระองค์เป็ นคนดี มีคุณภาพ จึงได้ทรงออก
พระราชบัญญัติ เรื่ อง ห้างเลี้ยงไก่ นก ปลากัด ไว้ชนและกัดเพื่อการพนัน กับออกพระราชกาหนดห้าสูบฝิ่ น
ขายฝิ่ น ซื้อฝิ่ น พร้อมทรงกาหนดบทลงโทษผูฝ่าฝื น ทาให้ประเทศไทยไม่เกิดสงครามฝิ่ นแบบต่างชาติ
                                              ้
ในช่วงที่ทรงขึ้นครองราชสมบัติใหม่ ๆ นั้น สมเด็จเจ้าฟ้ าชายสุพนธุวงศ์ กรมขุนกษัตรานุชิต ราชโอรสใน
                                                               ั
พระเจ้าตากสินมหาราชกับพวก ซึ่งได้แก่ เจ้าพระยาพนเทพ บุนนาค) โอรสทั้ง 6 พระองค์ของกรมขุน
กษัตรานุชิต รวมทั้งพระราชโอรส กับพระราชธิดาอีกหลายพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คิด
กบฎชิงราชสมบัติ ทรงโปรดให้ทาการสอบสวนเมื่อปรากฎว่ามีความผิดจริ ง จึงรับสังให้ประหารชีวิตเสีย
                                                                              ่
ทั้งหมด
5
ด้ านการบารุงพระศาสนา




           พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาอย่างมากมายหลายด้าน
โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนาสถาน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่หลายวัด ได้แก่ วัด
สุทศน์เทพวราราม วัดชัยพฤกษ์มาลา วัดโมฬีโลก วัดหงสาราม และวัดพระพุทธบาทที่สระบุรี ที่สร้างค้างไว้
     ั
ตั้งแต่เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ทาการบูรณะปฏิสงขรณ์ ั
วัดอรุ ณราชวราราม โดยสร้างพระอุโบสถ พระปรางค์ พร้อมทั้งพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็ นพระอารามประจา
รัชกาล
           ในปี พ.ศ. 2353 ได้ทรงจัดสมณทูตจานวน 8 รู ป ออกไปยังประเทศลังกาเพื่อค้นหาพระไตรปิ ฏกซึ่ง
ชารุ ดเสียหายเมื่อครั้งเสียกรุ งศรี อยุธยามาเพิ่มเติมและตรวจสอบกับพระไตรปิ ฎกฉบับที่มการสังคายนาใหม่
                                                                                      ี
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้ าจุฬาดลก พร้อมกับดูความเป็ นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศ
ศรี ลงกา เมื่อคณะสมณฑูตกลับมาได้นาหน่อพระศรี มหาโพธิ์ซ่ึงถือกันว่าเป็ นเชื้อสายของต้นศรี มหาโพธิ์ที่
       ั
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่พระพุทธคยาในอินเดียและได้มีพระมหากรุ ณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้นาไปปลูกที่
เมืองนครศรี ธรรมราช 2 ต้น ที่วดสุทศน์เทพวราราม 1 ต้น ที่วดสระเกศ 1 ต้น และที่เมืองกลันตันอีก 1 ต้น
                                    ั ั                       ั
           การศึกษาพระปริ ยติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในรัชกาลนี้ทรงรุ่ งเรื องเป็ นอันมาก โดยทรงโปรดให้
                              ั
แก้ไขหลักสูตรจากปริ ญญาตรี โท เอก มาเป็ นเปรี ยญธรรม 3 ประโยค ถึง 9 ประโยค ทาให้พระภิกษุสามเณร
6
ตลอดจนนักศึกษาที่มีความรู้ภาษาบาลีแตกฉานยิงขึ้น กับได้ทรงออกพระราชกาหนดให้พลเมืองทาวิสาขบู
                                                 ่
ชา ห้ามล่าสัตว์ 3 วัน และตั้งโคมแขวนตั้งเครื่ องสักการะบูชา รักษาอุโบสถศีล ถวายอาหารบิณฑบาต ทา
ทาน ปล่อยสัตว์ สดับพระธรรมเทศนาเป็ นเวลา 3 วัน 3 คืน

ด้ านศิลปวัฒนธรรม
           ในด้านการทานุบารุ ง ศิลปวัฒนธรรมของชาติ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริ ยภาพในงานศิลปะหลาย
สาขา ทั้งทางด้านประติมากรรม ได้ทรงร่ วมกับช่างประติมากรรมฝี มือเยียมในสมัยนั้นแกะสลักบานประตู
                                                                    ่
ไม้พระวิหารวัดสุทศน์เทพวราราม เป็ นลายเครื อเถารู ปป่ าหิมพานต์ นับเป็ นงานฝี มือชั้นเยียมเนื่องด้วยภาพที่
                       ั                                                                ่
ทรงแกะสลักนั้น ทั้งสัตว์ต่ างๆเช่น เสือ หมี ช้าง นกและพืชพรรณไม้ ดูเหมือนจะสามารถเคลื่อนไหวได้จริ ง
ๆ ได้ทรงแกะสลักศรี ษะหุ่นด้วยไม้สก 1 คู่ เรี ยกว่า พระยารักน้อยและพระยารักใหญ่ ในปัจจุบนงานศิลปะ
                                      ั                                                     ั
ทั้ง 2 ชิ้นนี้ เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ได้ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระ
ประธานวัดอรุ ณราชวรารามด้วยพระองค์เองอีกด้วย

ด้ านดนตรี

        ทรงเป็ นองค์อุปถัมภ์การดนตรี ท้งในการสร้างเครื่ องดนตรี และการเล่นพระองค์ทรงเชี่ยวชาญใน
                                         ั
การสีซอสามสาย ได้พระราชทานซอคู่พระหัตถ์ว่า ซอสายฟ้ าฟาด และได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง บุหลัน
ลอยเลื่อน หรื อ เรี ยกว่าเพลงพระสุบินนิมิต ซึ่งเป็ นที่ไพเราะและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบน
                                                                                           ั
7
ด้ านวรรณคดี




          อาจกล่าวได้ว่า รัชสมัยของพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็ นยุคทองของวรรณคดีไทยสมัยกรุ ง
รัตนโกสินทร์ ละครรารุ่ งเรื องถึงขีดสุด ด้วยพระองค์ทรงกวีเอก ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเล่ม
เป็ นต้นว่า รามเกียรติ์ ตอนลักสีดา จนถึงวานรถวายพล ตอนพิเภกสวามิภกดิ์ ตอนนางลีดาลุยไฟ ได้ทรง
                                                                            ั
ปรับปรุ งจากบทความเดิมให้มีความไดเราะเหมาะสาหรับการแสดงดขน และได้ทรงพระราชนิพนบทพากย์
โขน เรื่ องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย ตอนศึกอินทรชิตหักคอช้างเอราวัณ เป็ นบทเสภาเรื่ อง ขุนช้างขุนแผน
ตอนพลายแก้วพบนางพิมพ์ ตอนขุนแผนขึ้นเรื อนขุนช้าง
ส่วนพระราชนิพนธ์ เรื่ อง อิเหนา นั้นทรงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีใสโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหวว่าเป็ นยอกของกลอนบทละครรา ด้วยเป็ นเนื้อเรื่ องที่ดีท้งเนื้อความและทานอง
                         ่ ั                                                  ั
กลอน
          ส่วนบทละครนอก ทรงพระราชนิพนธ์ข้ ึนมาด้วยกัน 1 เรื่ อง ได้แก่
          1.ไชยเชษฐ์ เป็ นเรื่ องราวเสียดสีในราชสานัก
          2. สังข์ทอง เค้าเรื่ องเกี่ยวกับการเสียดสี่เรื่ องราวในพระราชสานัก
          3. มณี พิชยั
          4. ไกรทอง เดิมเป็ นนิทานพื้น
          5. คาวี มีเนื้อเรื่ องเหมือนกับเสือโคคาฉันท์
8
          นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเห่เรื อ เรื่ อง กาพย์เห่
เรื อขมเครื่ องคาวหวาน ซึ่งมีความไพเราะและแปลงใหม่ไม่ซ้ าแบบกวีท่านใด เนื้อเรื่ องแบ่งออกเป็ น 58 ตอน
คือเห่ชมเครื่ องคาว เห่ชมผลไม้ เห่ชมเครื่ องหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และบทเจ้าเซ็นบทเห่น้ ีเข้าใน
กันว่าเป็ นการชมฝี พระหัตถ์ของสมเด็จพระศรี สุริเยนทรา บรมราชินี ในเรื่ องการทาอาหาร
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ยกย่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยว่าทรงเป็ นบุคคลสาคัญของโลก เนื่องด้วยทรงสร้างสรรค์วรรณคดีที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้เป็ น
มรดกของชาติจานวนมาก และรวมถึงทรงปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรได้อยูเ่ ย็นเป็ นสุขอยูภายใต้พระบรม
                                                                                      ่
โพธิสมภาร
          และเนื่องด้วยในรัชกาลนี้ มีชางเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3 เชือก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
                                      ้
นภาลัย จึงทรงมีพระราชดาริ ให้แก้ไขธงชาติไทยจากที่เคยใช้ธงแดงมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช ให้ทาเป็ นรู ปช้างเผือกอยูในวงจักรติดในธงพื้นแดง ซึ่งใช้เป็ นธงชาติสืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ 6
                                  ่
9
                                     ความสั มพันธ์ กับต่างประเทศ
         พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงดาเนินนโยบายการบริ หารประเทศแบบผ่อนสั้นผ่อน
ยาว เป็ นมิตรไมตรี กบประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ทาให้ในรัชสมัยของพรองค์ปราศจากสงครามประชาชน
                     ั
สามารถประกอบอาชีพได้อย่างสุขสงบ และในรัชสมัยนี้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศส่งผลให้
สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นมีความมันคงและเจริ ญขึ้นเป็ นอย่างดี
                                                   ่
         ในปี พ.ศ. 2352 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาดลกมหาราช ทรงเสด็จสวรรคตพระเจ้าเยีย
ลอง พระเจ้าแผ่นดินญวน ได้ส่งทูตเข้ามาถวายบังคมพระบรมศพ พร้อมกับมีพระราชสาสน์มาขอเมืองพุท
ไธมาศคืน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเห็นว่าไทยมิได้ส่งทหารไปดูแลเลยจึงทรงตกลงคืน
ให้ ทาให้สมพันธภาพกับญวนเป็ นไปได้ดวยดี
             ั                            ้
         สมเด็จพระอุทยราชาเจ้าเขมร ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราชทรงให้การ
                          ั
อุปถัมภ์น้ น เกิดผูกใจเจ็บกับไทยตั้งแต่ถกติเตียนเรื่ อง ที่อุกอาจเข้าเฝ้ าโดยพลการ จึงมีความคิดที่จะกระด้าง
           ั                            ู
กระเดื่องต่อประเทศไทย โดยเริ่ มจากการไม่เข้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาดลกมหา
ราชด้วยตนเอง และเมื่อคราวกรุ งเทพฯ มีศึกกับพม่าก็ไม่ยอมยกทัพมาช่วยเหลือ แลละสมเด็จพระอุทยราชาก็      ั
หันไปพึ่งอานาจจากญวนแทน โดยแม้จะส่งเครื่ องราชบรรณาการมายังไทย แต่อานาจของไทยในเขมรก็เสื่อ
ถอยลงตามลาดับเป็ นต้นมา
         เจ้าอนุวงศ์ผครองเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งเป็ นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ
                       ู้
ยอดฟ้ าจุฬาโลกมาหาราช ได้แสดงความจงรักภักดีตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ด้วยดี โดยช่วยเป็ นหูเป็ นตาดูแลหัวเมืองของไทยในแถบนั้นจนสิ้นรัชกาลที่ 2 เพื่อให้การติดต่อค้าขายกับ
ประเทศจีนเป็ นไปได้โดยสะดวก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงแต่งตั้งทูตอัญเชิญพระ

ราชสาสน์และเครื่ องราชบรรณาการ ไปเจริ ญพระราชไมตรี กบพระเจ้าเจี่ยเข่ง พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5
                                                             ั
แห่งราชวงศ์เซ็ง ณ กรุ งปักกิ่ง ต่อมาพระเจ้าเจี่ยเข่งสิ้นพระชนม์ ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งราชทูตไทยไป
เคารพพระบรมศพ และเจริ ญพระราชไมตรี ต่อพระเจ้าตากวางได้สืบราชสมบัติแทน โปรตุเกสกับไทยได้
เคยมีการติดต่อค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยกรุ งศรี อยุธยา และเมื่อบ้านเมืองเกิดสงครามกับพม่า โปรตุเกสก็พากัน
ออกไปค้าขายที่เมืองอื่น ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2363 พระเจ้าแผ่นดินโปรตุเกสก็ได้ส่งทูตเข้ามาขอทาสัญญาทาง
พระราชไมตรี เพื่อความสะดวกในการติดต่อค้าขาย
10
              มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย




         เนื่องในมหามงคลสมัยครบรอบ 200 ปี แห่งการเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2310 มูลนิธิ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ข้ ึนที่ อ.อัมพวา จ.
สมุทรสงคราม เพื่อเป็ นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจุดเด่นของ
อุทยานแห่งนี้ คือ เรื อนไทยภาคกลางขนาดกลาง 5 หลัง เป็ นแบบเรื อนไทยสมัยต้นกรุ งรัตนโกสินทร์ ใช้เป็ น
พิพิธภัณฑ์และหอสมุด เรื อนไทยที่เป็ นพิพิธภัณฑ์แบบชาติพนธุวิทยา แสดงความเป็ นอยูของคนไทยในสมัย
                                                           ั ์                      ่
ต้นกรุ งรัตนโกสินทร์ เรื อนไทยแฝดหลังกลางเป็ นเรื อนประธานจัดแสดงศิลปวัตถุที่นิยมกันในสมัยนั้น
โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 2 เช่น เครื่ องเบญจรงค์ หัวโขน ตัวหุ่นกระบอกนางผีเสื้อสมุทร เป็ นต้น เครื่ องใช้
ประจาวัน เช่น โม่หินใช้สาหรับโม่แป้ ง หินบดยา ขันสาคร เป็ นต้น
         เรื อนต่อมาได้จดแสดงตูหุ่นวรรณคดีตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
                         ั     ้
นภาลัย แต่ละตูมีความสวยงามและประณีต บทละครที่นามาจัดแสดง ได้แก่ สังข์ทอง ตอนพระสังข์เที่ยวชม
                 ้
ปราสาทนางพันธุรัตน์ ในขณะที่นางยักษ์ไม่อยูได้พบบ่อเงินบ่อทองจึงลองเอกนิ้วจุ่มดู ตูบทละครนอก เรื่ อง
                                             ่                                    ้
11
มณี พิชย จัดทาตอน พระอินทร์แปลงนางยอพระกลิ่นให้เป็ นพราหมณ์ พระมณี พิชยต้องตามนางยอพระกลิ่น
        ั                                                                           ั
เข้าไปอยูในป่ า เพื่อลองในพระสวามี พราหมณ์จึงแปลงร่ างเป็ นผูหญิงสาวออกมาเดินให้พระมณี พิชยเห็น
          ่                                                      ้                                   ั
ส่วนเรื อนไทย 2 หลัง ทางปี กขวาจัดเป็ นห้องผูชายไทย มีเตียงนอน อุปกรณ์เขียนอ่าน พระพุทธรู ปบูชา ฉาก
                                                 ้
ลายจีน อาวุธ เช่น โล่ เขน เป็ นต้น ปี กซ้ายจัดเป็ นห้องผูหญิงไทย มีเตียงนอนเครื่ องเย็บปักถักร้ อย เครื่ องอัด
                                                         ้
กลีบผ้า คันฉ่อง เป็ นต้น ที่ชานเรื อนจัดไม้กระถางไม้ดอก อ่างบัว แบบเรื อนไทยในเรื่ องขุนช้างขุนแผน
เรื อนไทยอีกหลังหนึ่งจัดเป็ นหอสมุด สร้างในน้ าตามแบบหอไตรสมัยโบราณตามวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็ นการ
ป้ องกันปลวก แมลงและอัศคีภย และเพื่อให้ความเย็นรักษาหนังสือหอสมุดแห่งนี้ได้รวบรวมหนังสือพระ
                                ั
ราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและผลงานของกวีร่วมสมัย เช่น สมเด็จพระมหาสมณ
เจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร นายริ นทร์ธิเบศร์ สุนทรภู่
เป็ นต้น อุทยานแห่งนี้จึงนับว่าเป็ นสถานที่ที่มคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยอย่างยิง
                                               ี                                  ่

บทสรุป
        ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือว่าเป็ นแผ่นดินทองแห่งวรรณกรรมด้วยทรง
มีพระปรี ชาสามารถอย่างยิงในด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็ นทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรรม รวมถึง
                          ่
นาฎกรรม ดังจะเห็นได้จากมรดกทางวัฒนธรรมที่พระองค์เป็ นผูสร้างไว้ให้กบอนุชนรุ่ นหลัง อุทยานพระ
                                                              ้         ั
บรมราชานุสาวรี ยเื ป็ นสถานที่ที่แสดงให้เห็นพระปรี ชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ได้อย่างชัดเจนที่สุด และในอุทยานพระบรมราชานุสาวรี ย ์ เป็ นที่ต้งของ พระบรมราชานุสาวรี ยของ
                                                                ั                       ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานอยู่ ณ ที่น้ นด้วย
                                                           ั
12
                                         บรรณานุกรม
       ศิวรรณ คุมโห.// “ พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย,”/พระราชประวัติ พระ
                ้
มหากษัตย์ 9 รัชกาล.// 13 กรกฏาคม 2546.//<http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย> //20 มิถุนายน 2554.

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

  • 2.
    พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย จัดทาโดย นางสาว กิตยา เชิงหอม เลขที่ 6 ิ นางสาว จิตราพร อาษาจิตร เลขที่ 7 นางสาว นภลดา กล้ าหาญ เลขที่ 20 นางสาว สุ พรรณี งามเกลียง เลขที่ 22 ้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5/1 เสนอ คุณครู สฤษดิ์ศักดิ์ ชิ้นเขมจารี โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ร้ อยเอ็ด
  • 3.
    คานา รายงานเรื่ องนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์ พระราช ประวัติ พระราชกรณียกิจ ความสัมพันธ์ กับต่างประเทศ การได้รับยกย่องจางองค์การ UNESCO ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเพื่อ ประโยชน์สูงสุดในการศึกษาเกี่ยวกับประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กลุ่มของข้าพเจ้าจึงได้ จัดทารายงานเล่มนี้ข้ ึนและกลุ่มของข้าพเจ้าหวังเป็ นอย่างยิงว่ารายงานเล่มนี้จะมี ประโยชน์แก่ผอ่าน และผูที่ ่ ู้ ้ ศึกษา ถ้ารายงานเล่มนี้มีขอผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ดวย ้ ้ คณะผู้จดทา ั
  • 4.
    สารบัญ เรื่อง หน้ า พระราชประวัติ 1-2 พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 3-8 ความสัมพันธ์กบต่างประเทศ ั 9 มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 10-11 บทสรุป 11 บรรณานุกรม 11
  • 5.
    1 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็ นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ า จุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอมริ นทราบรมราชินี ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม พระราชสมภพเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2311 ณ ตาบลอัมพวา เมืองสมุทรสาคร ในขณะนั้นพระราชบิดายังทรงดารงพระยศเป็ น หลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี ต่อมาพระราชบิดาได้เข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระ เจ้าตากสิน แห่งกรุ งธนบุรี จึงได้ยายครอบครัวเข้ามาอยู่ ณ บริ เวณด้านใต้ของวัดระฆังโฆษิตาราม บ้านเดิมที่ ้ อัมพวาจึงว่างลง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้วนั้น ทรงพระ กรุ ณาโปรดเกล้าฯ อุทิศที่ดินบริ เวณบ้านเดิมนั้น สร้างเป็ นวัด ชื่อ วัดอัมพวันเจดิยาร ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ด้วยสานึกในพระมหากรุ ณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม พระคุณเจ้าพระราชสมุทรเมธี ได้อุทิศที่ดินบริ เวณวัดจานวน 10 ไร่ ให้กบมูลนิธิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ดาเนินการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ ั รัชกาลที่ 2 ขึ้น เพื่อเป็ นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยมีพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็ นองค์ ประธานมูลนิธิฯ เมื่อพระราชบิดาย้ายเข้ามารับราชการ ทรงได้เข้ารับการศึกษาจากวัดระฆังโฆษิตาราม โดย ฝากตัวเป็ นศิษย์กบพระวันรัต (ทองอยู) เมื่อครั้งพระชนมายุได้ 8 พรรษา ได้โดยเสด็จพระราชบิดา ไป ั ่ ราชการสงครามด้วย เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระราชบิดาได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็ นพระมหากษัตริ ย ์ พระนาว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก” จึงได้รับการสถาปนาพระยศขึ้นเป็ น สมเด็จพระเจ้า ลูกเธอ เจ้าฟ้ ากรมหลวงอิสรสุนทร เมื่อประชนมายุครบ 22 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม
  • 6.
    2 ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จไปจาพรรษาที่วดสมอราย (วัดราชาธิวาส)ทรงจาพรรษาอยูนาน 3 เดือน (1 ั ่ พรรษา) จึงทรงลาผนวช ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเลื่อนยศขึ้นเป็ น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อปี พ.ศ. 2349 หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคต กรมพระราชวัง บวรสถานมงคลซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 42 พรรษา จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็ น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวรัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จกร ทรงมีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระบรม ่ ั ั ราชาธิราช รามาธิบดีศรี สุนทรบรมมหาจักรพรรดิ ราชาธิบดินทร์ ธรณิณทราธิราช วัฒนากาศวราชวงศ์ สมุทยโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ธาดาธิบดีศรี สุวิบูลย์คุณอกนิฐฤทธิราเมศวรหันต์ ั บรมธรามิกราชาธิเบศร์ โลกเชษฐวิสุทธิรัตนมกุฎ ประเทศคตามหาพุทยางกูรบรมบพิตร” หรื อ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ 7 กันยาน พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระอัครมเหสีพระนามว่า “สมเด็จพระศรี สุริเยนท รา บรมราชินี” ทรงพระนามเดิมว่า บุญรอด พระธิดาในพระเจ้าพี่นางเธอสมเด็จเจ้าฟ้ ากรมพระศรี สุดารักษ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชโอรสและพระธิดารวม 73 พระองค์ โดยประสูติใน พระมเหสี 3 พระองค์ ได้แก่ 1. เจ้าฟ้ าชายราชกุมาร สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ 2. สมเด็จเจ้าฟ้ าชายมงกุฎ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว ่ ั รัชกาลที่4 3. สมเด็จเจ้าฟ้ าชายจุฑามณี ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระปิ่ นเกล้า เจ้าอยูหว พระมหาอุปราชาใน รัชกาลที่ 4 และได้ประสูติในเจ้าจอมมารดาเรี ยม พระสนมเอก 3 พระองค์ ่ ั ได้แก่ - พระองค์เจ้าชายทับ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็ น พระบาทสมเด็จพระนังเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาล ่ ่ ั ที่ 3 - พระองค์เจ้าชายป้ อม สิ้นพระชนม์ต้งแต่ทรงพระเยาว์ ั - พระองค์เจ้าชายหนูดา สิ้นพระชนม์ต้งแต่ทรงพระเยาว์ ั พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเสด็จครองราชสมบัติอยูจน พ.ศ. 2367 รวมครองอยู่ ่ ในสิริราชสมบัตินาน 15 ปี ก็ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้ มิได้รู้สึกพระองค์จึงไม่ได้ทรงพระราชทานราช สมบัติให้แก่ผใด ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้อยู่ 3 วัน ก็เสด็จสวรรคต ู้
  • 7.
    3 พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย การทานุบารุงประเทศ ด้วยในระยะแรกของการก่อตั้งกรุ งรัตนโกสินทร์ พม่ายังคงรุ กรานประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองและป้ อมปราการต่าง ๆ ขึ้น เพื่อให้ เป็ นเมืองหน้าด่านคอยป้ องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทางทะเล ที่เมืองสมุทรปราการ และที่เมืองปากลัดโดยทรง มีพระราชบัญชาให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็ นแม่กองสร้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์ข้ ึนที่ปากลัด (ปัจจุบน คือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ) พร้อมป้ อมปี ศาจผีสิง ป้ อมราหู และป้ อมศัตรู พินาศ แล้ว ั โปรดเกล้าฯ ให้อพยพครอบครัวชาวมอญจากปทุมธานีมาอยูที่นครเขื่อนขันธ์ นอกจากนี้ยงทรงให้กรมหมืน ่ ั ่ มหาเจษฏาบดินทร์เป็ นแม่กองจัดสร้าง ป้ อมผีเสื้อสมุทร ป้ อมประโคนชัย ป้ อมนารายณ์ปราศึก ป้ อมปราการ ป้ อมกายสิทธิ์ ขึ้นที่เมืองสมุทรปราการ และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ไปคุม งานก่อสร้างป้ อมเพชรหึงส์เพิ่มเติม ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ การสร้างเมืองหน้าด่านและป้ อมปราการต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย ด้วยการที่จะป้ องกันมิให้ขาศึกเข้ามาถึงพระนครได้โดยง่าย ถือว่าทรงมีสายพระเนตรที่ยาว ้ ไกล ด้ านการปองกันประเทศ ้ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีไทยหลายครั้งเริ่ ม ตั้งแต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จเสวยราชย์ได้เพียง 2 เดือน ในขณะนั้นกาตริ ยพม่า ์ พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทพพม่า 2 นาย คือ แม่ทพเรื ออะเติ้งหงุ่นยกทัพเรื อเข้ามาตีประเทศไทยทางหัวเมือง ั ั ชายทะเลทางด้านตะวันตก และสามารถตีได้เมืองตะกัวทุ่งและตะกัวป่ า และได้ลอมเมืองถลางไว้ก่อนที่ ่ ่ ้ กองทัพไทยจะยกลงไปช่วย แต่เมื่อกองทัพไทยได้ยกลงไปช่วยก็สามารถพม่าแตกพ่ายไป ส่วนทางด้านทัพ บก พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทพสุเรี ยงสาระยอ ยกกาลังมาทางบก เพื่อเข้าตีหวเมืองทางด้านทิศใต้ของไทย ั ั และสามารถตีได้เมืองมะลิวน ระนองและกระบี่ พระบาทสมเด้จพระพุทะเลิศหล้านภาลัยได้ส่งกองทัพและ ั เกิดปะทะกับกองทัพที่ยกลงไปช่วย ทหารพม่าสูกาลังฝ่ ายไทยไม่ได้ก็แตกถอยหนีกลับไป ้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2363 พระเจ้าปดุงกษัตริ ยได้เสด็จสวรรคต พระเจ้าจักกายแมงได้สืบราชสมบัติต่อ ์ จากพระเจ้าปดุง ก็คิดจะยกทัพมาตีไทยอีกโดยสมคบกับพระยาไทรบุรี ซึ่งเปลี่ยนใจไปเข้ากับฝ่ ายพม่า แต่ เมี่อทราบว่าฝ่ ายไทยจัดกาลังทัพไปเตรี ยมรับศึกอย่างแข็งขันตามช่องทางที่พม่ายกเข้ามาพม่าเกิดกลัวว่าจะ รบแพ้ไทย จึงยุติไม่ยกทัพเข้ามา พอดีกบพม่าติดการสงครามกับอังกฤษจึงหมดโอกาสที่จะมาตีไทยอีก ั
  • 8.
    4 ด้ านการปกครอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงบริ หารบ้านเมือง โดยการให้เจ้านายรับหน้าที่ในการ บริ หารงานราชการในกรมกองต่าง ๆ เท่ากับเป็ นการให้เสนาบดีได้มการปรึ กษาข้อราชการก่อนที่จะนาความ ี ขึ้นกราบบังคมทูล ทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผอนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชาย เหลือเพียงปี ละ 3 ่ เดือน (เข้ารับราชการ 1 เดือน แล้วไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก 3 เดือน สลับกันไป) นอกจากนี้ยงทรง ั รวบรวมพลเมืองให้เป็ นปึ กแผ่นมีหน่วยราชการสังกัดแน่นอก โดยพระราชทานโอกาสให้ประชาชน สามารถเลือกหน่วยราชการที่สงกัดได้ พระองค์ยงได้ทรงทานุบารุ งส่งเสริ มข้าราชการที่มความรู้ ั ั ี ความสามารถได้มีโอกาสปฏิบติหน้าที่ราชการที่ตนถนัด ในรัชกาลนี้จึงปรากฎพระนามและนามข้าราชการ ั ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เจ้าฟ้ ากรมหลวงพิทกษ์มนตรี กกรมหมืน ั ่ เจษฎาบดินทร์ เจ้าพระยาศรี ธรรมาโศกราช (น้อย ณ นคร) ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็ นต้น และด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้พลเรื อนของพระองค์เป็ นคนดี มีคุณภาพ จึงได้ทรงออก พระราชบัญญัติ เรื่ อง ห้างเลี้ยงไก่ นก ปลากัด ไว้ชนและกัดเพื่อการพนัน กับออกพระราชกาหนดห้าสูบฝิ่ น ขายฝิ่ น ซื้อฝิ่ น พร้อมทรงกาหนดบทลงโทษผูฝ่าฝื น ทาให้ประเทศไทยไม่เกิดสงครามฝิ่ นแบบต่างชาติ ้ ในช่วงที่ทรงขึ้นครองราชสมบัติใหม่ ๆ นั้น สมเด็จเจ้าฟ้ าชายสุพนธุวงศ์ กรมขุนกษัตรานุชิต ราชโอรสใน ั พระเจ้าตากสินมหาราชกับพวก ซึ่งได้แก่ เจ้าพระยาพนเทพ บุนนาค) โอรสทั้ง 6 พระองค์ของกรมขุน กษัตรานุชิต รวมทั้งพระราชโอรส กับพระราชธิดาอีกหลายพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คิด กบฎชิงราชสมบัติ ทรงโปรดให้ทาการสอบสวนเมื่อปรากฎว่ามีความผิดจริ ง จึงรับสังให้ประหารชีวิตเสีย ่ ทั้งหมด
  • 9.
    5 ด้ านการบารุงพระศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาอย่างมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนาสถาน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่หลายวัด ได้แก่ วัด สุทศน์เทพวราราม วัดชัยพฤกษ์มาลา วัดโมฬีโลก วัดหงสาราม และวัดพระพุทธบาทที่สระบุรี ที่สร้างค้างไว้ ั ตั้งแต่เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ทาการบูรณะปฏิสงขรณ์ ั วัดอรุ ณราชวราราม โดยสร้างพระอุโบสถ พระปรางค์ พร้อมทั้งพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็ นพระอารามประจา รัชกาล ในปี พ.ศ. 2353 ได้ทรงจัดสมณทูตจานวน 8 รู ป ออกไปยังประเทศลังกาเพื่อค้นหาพระไตรปิ ฏกซึ่ง ชารุ ดเสียหายเมื่อครั้งเสียกรุ งศรี อยุธยามาเพิ่มเติมและตรวจสอบกับพระไตรปิ ฎกฉบับที่มการสังคายนาใหม่ ี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้ าจุฬาดลก พร้อมกับดูความเป็ นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศ ศรี ลงกา เมื่อคณะสมณฑูตกลับมาได้นาหน่อพระศรี มหาโพธิ์ซ่ึงถือกันว่าเป็ นเชื้อสายของต้นศรี มหาโพธิ์ที่ ั พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่พระพุทธคยาในอินเดียและได้มีพระมหากรุ ณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้นาไปปลูกที่ เมืองนครศรี ธรรมราช 2 ต้น ที่วดสุทศน์เทพวราราม 1 ต้น ที่วดสระเกศ 1 ต้น และที่เมืองกลันตันอีก 1 ต้น ั ั ั การศึกษาพระปริ ยติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในรัชกาลนี้ทรงรุ่ งเรื องเป็ นอันมาก โดยทรงโปรดให้ ั แก้ไขหลักสูตรจากปริ ญญาตรี โท เอก มาเป็ นเปรี ยญธรรม 3 ประโยค ถึง 9 ประโยค ทาให้พระภิกษุสามเณร
  • 10.
    6 ตลอดจนนักศึกษาที่มีความรู้ภาษาบาลีแตกฉานยิงขึ้น กับได้ทรงออกพระราชกาหนดให้พลเมืองทาวิสาขบู ่ ชา ห้ามล่าสัตว์ 3 วัน และตั้งโคมแขวนตั้งเครื่ องสักการะบูชา รักษาอุโบสถศีล ถวายอาหารบิณฑบาต ทา ทาน ปล่อยสัตว์ สดับพระธรรมเทศนาเป็ นเวลา 3 วัน 3 คืน ด้ านศิลปวัฒนธรรม ในด้านการทานุบารุ ง ศิลปวัฒนธรรมของชาติ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริ ยภาพในงานศิลปะหลาย สาขา ทั้งทางด้านประติมากรรม ได้ทรงร่ วมกับช่างประติมากรรมฝี มือเยียมในสมัยนั้นแกะสลักบานประตู ่ ไม้พระวิหารวัดสุทศน์เทพวราราม เป็ นลายเครื อเถารู ปป่ าหิมพานต์ นับเป็ นงานฝี มือชั้นเยียมเนื่องด้วยภาพที่ ั ่ ทรงแกะสลักนั้น ทั้งสัตว์ต่ างๆเช่น เสือ หมี ช้าง นกและพืชพรรณไม้ ดูเหมือนจะสามารถเคลื่อนไหวได้จริ ง ๆ ได้ทรงแกะสลักศรี ษะหุ่นด้วยไม้สก 1 คู่ เรี ยกว่า พระยารักน้อยและพระยารักใหญ่ ในปัจจุบนงานศิลปะ ั ั ทั้ง 2 ชิ้นนี้ เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ได้ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระ ประธานวัดอรุ ณราชวรารามด้วยพระองค์เองอีกด้วย ด้ านดนตรี ทรงเป็ นองค์อุปถัมภ์การดนตรี ท้งในการสร้างเครื่ องดนตรี และการเล่นพระองค์ทรงเชี่ยวชาญใน ั การสีซอสามสาย ได้พระราชทานซอคู่พระหัตถ์ว่า ซอสายฟ้ าฟาด และได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง บุหลัน ลอยเลื่อน หรื อ เรี ยกว่าเพลงพระสุบินนิมิต ซึ่งเป็ นที่ไพเราะและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบน ั
  • 11.
    7 ด้ านวรรณคดี อาจกล่าวได้ว่า รัชสมัยของพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็ นยุคทองของวรรณคดีไทยสมัยกรุ ง รัตนโกสินทร์ ละครรารุ่ งเรื องถึงขีดสุด ด้วยพระองค์ทรงกวีเอก ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเล่ม เป็ นต้นว่า รามเกียรติ์ ตอนลักสีดา จนถึงวานรถวายพล ตอนพิเภกสวามิภกดิ์ ตอนนางลีดาลุยไฟ ได้ทรง ั ปรับปรุ งจากบทความเดิมให้มีความไดเราะเหมาะสาหรับการแสดงดขน และได้ทรงพระราชนิพนบทพากย์ โขน เรื่ องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย ตอนศึกอินทรชิตหักคอช้างเอราวัณ เป็ นบทเสภาเรื่ อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วพบนางพิมพ์ ตอนขุนแผนขึ้นเรื อนขุนช้าง ส่วนพระราชนิพนธ์ เรื่ อง อิเหนา นั้นทรงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีใสโมสรในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหวว่าเป็ นยอกของกลอนบทละครรา ด้วยเป็ นเนื้อเรื่ องที่ดีท้งเนื้อความและทานอง ่ ั ั กลอน ส่วนบทละครนอก ทรงพระราชนิพนธ์ข้ ึนมาด้วยกัน 1 เรื่ อง ได้แก่ 1.ไชยเชษฐ์ เป็ นเรื่ องราวเสียดสีในราชสานัก 2. สังข์ทอง เค้าเรื่ องเกี่ยวกับการเสียดสี่เรื่ องราวในพระราชสานัก 3. มณี พิชยั 4. ไกรทอง เดิมเป็ นนิทานพื้น 5. คาวี มีเนื้อเรื่ องเหมือนกับเสือโคคาฉันท์
  • 12.
    8 นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเห่เรื อ เรื่ อง กาพย์เห่ เรื อขมเครื่ องคาวหวาน ซึ่งมีความไพเราะและแปลงใหม่ไม่ซ้ าแบบกวีท่านใด เนื้อเรื่ องแบ่งออกเป็ น 58 ตอน คือเห่ชมเครื่ องคาว เห่ชมผลไม้ เห่ชมเครื่ องหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และบทเจ้าเซ็นบทเห่น้ ีเข้าใน กันว่าเป็ นการชมฝี พระหัตถ์ของสมเด็จพระศรี สุริเยนทรา บรมราชินี ในเรื่ องการทาอาหาร องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ยกย่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัยว่าทรงเป็ นบุคคลสาคัญของโลก เนื่องด้วยทรงสร้างสรรค์วรรณคดีที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้เป็ น มรดกของชาติจานวนมาก และรวมถึงทรงปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรได้อยูเ่ ย็นเป็ นสุขอยูภายใต้พระบรม ่ โพธิสมภาร และเนื่องด้วยในรัชกาลนี้ มีชางเผือกมาสู่พระบารมีถึง 3 เชือก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ้ นภาลัย จึงทรงมีพระราชดาริ ให้แก้ไขธงชาติไทยจากที่เคยใช้ธงแดงมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช ให้ทาเป็ นรู ปช้างเผือกอยูในวงจักรติดในธงพื้นแดง ซึ่งใช้เป็ นธงชาติสืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ 6 ่
  • 13.
    9 ความสั มพันธ์ กับต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงดาเนินนโยบายการบริ หารประเทศแบบผ่อนสั้นผ่อน ยาว เป็ นมิตรไมตรี กบประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ทาให้ในรัชสมัยของพรองค์ปราศจากสงครามประชาชน ั สามารถประกอบอาชีพได้อย่างสุขสงบ และในรัชสมัยนี้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศส่งผลให้ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นมีความมันคงและเจริ ญขึ้นเป็ นอย่างดี ่ ในปี พ.ศ. 2352 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาดลกมหาราช ทรงเสด็จสวรรคตพระเจ้าเยีย ลอง พระเจ้าแผ่นดินญวน ได้ส่งทูตเข้ามาถวายบังคมพระบรมศพ พร้อมกับมีพระราชสาสน์มาขอเมืองพุท ไธมาศคืน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเห็นว่าไทยมิได้ส่งทหารไปดูแลเลยจึงทรงตกลงคืน ให้ ทาให้สมพันธภาพกับญวนเป็ นไปได้ดวยดี ั ้ สมเด็จพระอุทยราชาเจ้าเขมร ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราชทรงให้การ ั อุปถัมภ์น้ น เกิดผูกใจเจ็บกับไทยตั้งแต่ถกติเตียนเรื่ อง ที่อุกอาจเข้าเฝ้ าโดยพลการ จึงมีความคิดที่จะกระด้าง ั ู กระเดื่องต่อประเทศไทย โดยเริ่ มจากการไม่เข้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาดลกมหา ราชด้วยตนเอง และเมื่อคราวกรุ งเทพฯ มีศึกกับพม่าก็ไม่ยอมยกทัพมาช่วยเหลือ แลละสมเด็จพระอุทยราชาก็ ั หันไปพึ่งอานาจจากญวนแทน โดยแม้จะส่งเครื่ องราชบรรณาการมายังไทย แต่อานาจของไทยในเขมรก็เสื่อ ถอยลงตามลาดับเป็ นต้นมา เจ้าอนุวงศ์ผครองเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งเป็ นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ ู้ ยอดฟ้ าจุฬาโลกมาหาราช ได้แสดงความจงรักภักดีตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ด้วยดี โดยช่วยเป็ นหูเป็ นตาดูแลหัวเมืองของไทยในแถบนั้นจนสิ้นรัชกาลที่ 2 เพื่อให้การติดต่อค้าขายกับ ประเทศจีนเป็ นไปได้โดยสะดวก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงแต่งตั้งทูตอัญเชิญพระ ราชสาสน์และเครื่ องราชบรรณาการ ไปเจริ ญพระราชไมตรี กบพระเจ้าเจี่ยเข่ง พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ั แห่งราชวงศ์เซ็ง ณ กรุ งปักกิ่ง ต่อมาพระเจ้าเจี่ยเข่งสิ้นพระชนม์ ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งราชทูตไทยไป เคารพพระบรมศพ และเจริ ญพระราชไมตรี ต่อพระเจ้าตากวางได้สืบราชสมบัติแทน โปรตุเกสกับไทยได้ เคยมีการติดต่อค้าขายกันมาตั้งแต่สมัยกรุ งศรี อยุธยา และเมื่อบ้านเมืองเกิดสงครามกับพม่า โปรตุเกสก็พากัน ออกไปค้าขายที่เมืองอื่น ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2363 พระเจ้าแผ่นดินโปรตุเกสก็ได้ส่งทูตเข้ามาขอทาสัญญาทาง พระราชไมตรี เพื่อความสะดวกในการติดต่อค้าขาย
  • 14.
    10 มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้ านภาลัย เนื่องในมหามงคลสมัยครบรอบ 200 ปี แห่งการเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2310 มูลนิธิ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ข้ ึนที่ อ.อัมพวา จ. สมุทรสงคราม เพื่อเป็ นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจุดเด่นของ อุทยานแห่งนี้ คือ เรื อนไทยภาคกลางขนาดกลาง 5 หลัง เป็ นแบบเรื อนไทยสมัยต้นกรุ งรัตนโกสินทร์ ใช้เป็ น พิพิธภัณฑ์และหอสมุด เรื อนไทยที่เป็ นพิพิธภัณฑ์แบบชาติพนธุวิทยา แสดงความเป็ นอยูของคนไทยในสมัย ั ์ ่ ต้นกรุ งรัตนโกสินทร์ เรื อนไทยแฝดหลังกลางเป็ นเรื อนประธานจัดแสดงศิลปวัตถุที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 2 เช่น เครื่ องเบญจรงค์ หัวโขน ตัวหุ่นกระบอกนางผีเสื้อสมุทร เป็ นต้น เครื่ องใช้ ประจาวัน เช่น โม่หินใช้สาหรับโม่แป้ ง หินบดยา ขันสาคร เป็ นต้น เรื อนต่อมาได้จดแสดงตูหุ่นวรรณคดีตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ั ้ นภาลัย แต่ละตูมีความสวยงามและประณีต บทละครที่นามาจัดแสดง ได้แก่ สังข์ทอง ตอนพระสังข์เที่ยวชม ้ ปราสาทนางพันธุรัตน์ ในขณะที่นางยักษ์ไม่อยูได้พบบ่อเงินบ่อทองจึงลองเอกนิ้วจุ่มดู ตูบทละครนอก เรื่ อง ่ ้
  • 15.
    11 มณี พิชย จัดทาตอนพระอินทร์แปลงนางยอพระกลิ่นให้เป็ นพราหมณ์ พระมณี พิชยต้องตามนางยอพระกลิ่น ั ั เข้าไปอยูในป่ า เพื่อลองในพระสวามี พราหมณ์จึงแปลงร่ างเป็ นผูหญิงสาวออกมาเดินให้พระมณี พิชยเห็น ่ ้ ั ส่วนเรื อนไทย 2 หลัง ทางปี กขวาจัดเป็ นห้องผูชายไทย มีเตียงนอน อุปกรณ์เขียนอ่าน พระพุทธรู ปบูชา ฉาก ้ ลายจีน อาวุธ เช่น โล่ เขน เป็ นต้น ปี กซ้ายจัดเป็ นห้องผูหญิงไทย มีเตียงนอนเครื่ องเย็บปักถักร้ อย เครื่ องอัด ้ กลีบผ้า คันฉ่อง เป็ นต้น ที่ชานเรื อนจัดไม้กระถางไม้ดอก อ่างบัว แบบเรื อนไทยในเรื่ องขุนช้างขุนแผน เรื อนไทยอีกหลังหนึ่งจัดเป็ นหอสมุด สร้างในน้ าตามแบบหอไตรสมัยโบราณตามวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็ นการ ป้ องกันปลวก แมลงและอัศคีภย และเพื่อให้ความเย็นรักษาหนังสือหอสมุดแห่งนี้ได้รวบรวมหนังสือพระ ั ราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและผลงานของกวีร่วมสมัย เช่น สมเด็จพระมหาสมณ เจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร นายริ นทร์ธิเบศร์ สุนทรภู่ เป็ นต้น อุทยานแห่งนี้จึงนับว่าเป็ นสถานที่ที่มคุณค่าทางวัฒนธรรมของไทยอย่างยิง ี ่ บทสรุป ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือว่าเป็ นแผ่นดินทองแห่งวรรณกรรมด้วยทรง มีพระปรี ชาสามารถอย่างยิงในด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็ นทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรรม รวมถึง ่ นาฎกรรม ดังจะเห็นได้จากมรดกทางวัฒนธรรมที่พระองค์เป็ นผูสร้างไว้ให้กบอนุชนรุ่ นหลัง อุทยานพระ ้ ั บรมราชานุสาวรี ยเื ป็ นสถานที่ที่แสดงให้เห็นพระปรี ชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้อย่างชัดเจนที่สุด และในอุทยานพระบรมราชานุสาวรี ย ์ เป็ นที่ต้งของ พระบรมราชานุสาวรี ยของ ั ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประดิษฐานอยู่ ณ ที่น้ นด้วย ั
  • 16.
    12 บรรณานุกรม ศิวรรณ คุมโห.// “ พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย,”/พระราชประวัติ พระ ้ มหากษัตย์ 9 รัชกาล.// 13 กรกฏาคม 2546.//<http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย> //20 มิถุนายน 2554.