ทฤษฎีจิตวิทยาของกลุ่มเกสตัลท์เสนอรศ.อารี  ตัณฑ์เจริญรัตน์
ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์กลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt Psychology) เป็นแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์    เกิดขึ้นในระยะใกล้เคียงกับกลุ่มพฤติกรรมนิยม ผู้นำกลุ่มได้แก่ แมกซ์เวอร์ไธเมอร์ (Max Wertheimer) และผู้ร่วมกลุ่มอีก 2 คน คือ เคอร์ทคอฟพ์กา (Kurt Koffka) และวอล์ฟแกง โคเลอร์ (Wolfgang Kohler) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน
ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์            กลุ่มนี้มีแนวคิดว่า  “การเรียนรู้เกิดได้จากการจัด  สิ่งเร้าต่าง ๆ มารวมกัน เริ่มต้นด้วยการรับรู้โดยส่วนรวมก่อน  แล้วจึงจะสามารถวิเคราะห์เรื่องการเรียนรู้ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไป”
หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์         กลุ่มเกสตัลท์กล่าวว่า   การเรียนรู้ที่เห็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อยนั้นจะต้องเกิด จากประสบการณ์เดิม และการเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้น 2 ลักษณะคือ    1. การรับรู้    2. การหยั่งเห็น
หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์1. การรับรู้ (Perception)  หมายถึงการแปลความหมายหรือการตีความต่อสิ่งเร้าของอวัยวะรับสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั่งห้าส่วน  ได้แก่หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง และการตีความนี้ มักอาศัย ประสบการณ์เดิม ดังนั้นแต่ละคนอาจรับรู้ในสิ่งเร้าเดียวกันแตกต่างกันได้  แล้วแต่ประสบการณ์
หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์2. การหยั่งเห็น(Insight) หมายถึง การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจะเกิดแนวความคิดในการ   เรียนรู้หรือการแก้ปัญหา ขึ้นอย่างฉับพลันทันทีทันใด   (เกิดความคิดแวบขึ้นมา                    ในสมองทันที)     มองเห็นแนวทางการแก้ปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเป็นขั้นตอนจนถึงจุดสุดท้ายที่สามารถจะแก้ปัญหาได้
             Wertheimer และKoffkaศึกษาธรรมชาติของ มนุษย์ว่ามีแนวโน้มเอียงจะนำสิ่งต่างๆมาผสมผสาน กันในรูปแบบใดบ้าง จึงสรุปเป็นกฎ 4 ประการ ดังนี้       1.  กฎแห่งความคล้ายคลึง       2.  กฎแห่งความใกล้ชิด       3.  กฎแห่งความสมบูรณ์       4.  กฎแห่งความต่อเนื่อง
กฎแห่งความคล้ายคลึง (The Law of Similarity)“ สิ่งเร้าใด ๆ ก็ตาม ที่มีรูปร่าง ขนาด หรือสี ที่คล้ายกัน คนเราจะรับรู้ว่า เป็นสิ่งเดียวกัน หรือพวกเดียวกัน ”
กฎแห่งความใกล้ชิด (The Law of Proximity)“ สิ่งเร้าใดๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกัน มนุษย์มีแนวโน้มที่จะรับรู้ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกันเป็นพวกเดียวกัน หมวดหมู่เดียวกัน ”
กฎแห่งความสมบูรณ์ (The Law of Closure)“ สิ่งเร้าที่ขาดหายไปผู้เรียนสามารถรับรู้ให้เป็นภาพสมบูรณ์ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิม”
กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Continuity)“สิ่งเร้าที่มีทิศทางในแนวเดียวกัน ซึ่งผู้เรียนจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน”
การทดลองที่แสดงการหยั่งเห็นในการเรียนรู้             โคลเลอร์ได้ทดลองโดยการขังลิงชิมแพนซี ตัวหนึ่งไว้ในกรงที่ใหญ่พอที่ลิงจะอยู่ได้ภายในกรงมีไม้หลายท่อน มีลักษณะสั้นยาวต่างกันวางอยู่     นอกกรงเขาได้แขวนกล้วยไว้หวีหนึ่ง   เกินกว่าที่ลิงจะเอื้อมหยิบได้  การใช้ท่อนไม้เหล่านั้น บางท่อน                ก็สั้นเกินไปสอยกล้วยไม่ถึงเหมือนกัน มีบางท่อนยาวพอที่จะสอยกินกล้วยได้
การทดลองที่แสดงการหยั่งเห็นในการเรียนรู้           ในขั้นแรก   ลิงซิมแพนซีพยายามใช้มือเอื้อมหยิบกล้วย                     แต่ไม่สำเร็จ    แม้ว่าจะได้ลองทำหลายครั้งเป็นเวลานาน                            มันก็หันไปมองรอบๆกรง  เขย่ากรง  ส่งเสียงร้อง และปีนป่าย               แต่เมื่อไม่ได้ผล   มันจึงหันมาลองจับไม้เล่น ใช้ไม้นั้นสอย                  กล้วยแต่ก็ไม่ได้ผล  มันจึงหันมาลองจับไม้อันอื่นเล่นและใช้ไม้นั้นสอยกล้วย   การกระทำเกิดขึ้นเร็วและสมบูรณ์ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ  ในที่สุดมันก็สามารถใช้ไม้สอยกล้วยมากินได้
            วิธีการที่ลิงใช้แก้ปัญหานี้    โคล์เลอร์เรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็น การหยั่งเห็น เป็นการมองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหาโดยลิงชิมแพนซีได้มีการรับรู้ในความสัมพันธ์ระหว่างไม้สอย กล้วยที่แขวนอยู่ข้างนอกกรงและสามารถใช้ไม้นั้นสอยกล้วยได้เป็นการนำไปสู่เป้าหมาย
กระบวนการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี         1. วิธีการแก้ปัญหาโดยการหยั่งเห็นจะเกิดขึ้นทันทีทันใด                    เหมือนความกระจ่างแจ้งในใจ          2. การเรียนรู้การหยั่งเห็นเป็นการที่ผู้เรียนมองเห็นรับรู้ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ ไม่ใช่เป็นการตอบสนองของ                       สิ่งเร้าเพียงอย่างเดียว
กระบวนการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี3. ความรู้เดิมของผู้เรียน ประสบการณ์ของผู้เรียนมีส่วน        ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการหยั่งเห็นในเหตุการณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นปัญหาและช่วยให้ การหยั่งเห็นเกิดขึ้นเร็ว
การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน    ในการสอนครูควรจะให้ผู้เรียนมองเห็นโครงสร้าง                   ทั้งหมดของเรื่องที่จะสอนก่อน เพื่อให้เด็กเกิดการรับรู้                           เป็นส่วนรวม  แล้วจึงแยกส่วนออกมาสอนเป็นตอนๆ
การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน เน้นให้ผู้เรียนเรียนด้วยความเข้าใจมากกว่าเน้นการเรียน     แบบท่องจำ   การเรียนด้วยความเข้าใจต้องอาศัยสื่อที่ชัดเจนประกอบการเรียนและต้องเรียนด้วยการปฏิบัติจริง หรือผู้เรียนลงมือกระทำเอง ( Learning by Doing )
การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน ฝึกให้ผู้เรียนสามารถโยงความสัมพันธ์ระหว่างความรู้                   ที่เรียนไปแล้วกับความรู้ใหม่ว่ามีความแตกต่าง และคล้ายคลึงกันอย่างไรเพื่อช่วยให้จำได้นาน
การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน         นอกจากนี้อาจนำแนวคิดของทฤษฏีนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ว่าควรทำความเข้าใจโดยมองปัญหาทุกแง่ทุกมุม ไม่ควรมองปัญหาโดยมีอคติ และใช้ความคิดอย่างมีเหตุมีผลในการแก้ปัญหา
การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน           นำไปใช้ในการทำความเข้าใจบุคคลว่า ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกับความมีเหตุผล ไม่ตัดสินความดีความชั่ว    ของบุคคล โดยมองด้านใดด้านหนึ่งของเขาเท่านั้น
การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน           นำไปใช้ในการทำความเข้าใจบุคคลว่า ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกับความมีเหตุผล ไม่ตัดสินความดีความชั่ว    ของบุคคล โดยมองด้านใดด้านหนึ่งของเขาเท่านั้น

ทฤษฎีจิตวิทยาของกลุ่มเกสตัลท์

  • 1.
  • 2.
    ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์กลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt Psychology)เป็นแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ เกิดขึ้นในระยะใกล้เคียงกับกลุ่มพฤติกรรมนิยม ผู้นำกลุ่มได้แก่ แมกซ์เวอร์ไธเมอร์ (Max Wertheimer) และผู้ร่วมกลุ่มอีก 2 คน คือ เคอร์ทคอฟพ์กา (Kurt Koffka) และวอล์ฟแกง โคเลอร์ (Wolfgang Kohler) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน
  • 3.
    ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ กลุ่มนี้มีแนวคิดว่า “การเรียนรู้เกิดได้จากการจัด สิ่งเร้าต่าง ๆ มารวมกัน เริ่มต้นด้วยการรับรู้โดยส่วนรวมก่อน แล้วจึงจะสามารถวิเคราะห์เรื่องการเรียนรู้ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไป”
  • 4.
    หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ กลุ่มเกสตัลท์กล่าวว่า การเรียนรู้ที่เห็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อยนั้นจะต้องเกิด จากประสบการณ์เดิม และการเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้น 2 ลักษณะคือ 1. การรับรู้ 2. การหยั่งเห็น
  • 5.
    หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์1. การรับรู้ (Perception) หมายถึงการแปลความหมายหรือการตีความต่อสิ่งเร้าของอวัยวะรับสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั่งห้าส่วน ได้แก่หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง และการตีความนี้ มักอาศัย ประสบการณ์เดิม ดังนั้นแต่ละคนอาจรับรู้ในสิ่งเร้าเดียวกันแตกต่างกันได้ แล้วแต่ประสบการณ์
  • 6.
    หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์2. การหยั่งเห็น(Insight) หมายถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจะเกิดแนวความคิดในการ เรียนรู้หรือการแก้ปัญหา ขึ้นอย่างฉับพลันทันทีทันใด (เกิดความคิดแวบขึ้นมา ในสมองทันที) มองเห็นแนวทางการแก้ปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเป็นขั้นตอนจนถึงจุดสุดท้ายที่สามารถจะแก้ปัญหาได้
  • 10.
    Wertheimer และKoffkaศึกษาธรรมชาติของ มนุษย์ว่ามีแนวโน้มเอียงจะนำสิ่งต่างๆมาผสมผสาน กันในรูปแบบใดบ้าง จึงสรุปเป็นกฎ 4 ประการ ดังนี้ 1. กฎแห่งความคล้ายคลึง 2. กฎแห่งความใกล้ชิด 3. กฎแห่งความสมบูรณ์ 4. กฎแห่งความต่อเนื่อง
  • 11.
    กฎแห่งความคล้ายคลึง (The Lawof Similarity)“ สิ่งเร้าใด ๆ ก็ตาม ที่มีรูปร่าง ขนาด หรือสี ที่คล้ายกัน คนเราจะรับรู้ว่า เป็นสิ่งเดียวกัน หรือพวกเดียวกัน ”
  • 12.
    กฎแห่งความใกล้ชิด (The Lawof Proximity)“ สิ่งเร้าใดๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกัน มนุษย์มีแนวโน้มที่จะรับรู้ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกันเป็นพวกเดียวกัน หมวดหมู่เดียวกัน ”
  • 13.
    กฎแห่งความสมบูรณ์ (The Lawof Closure)“ สิ่งเร้าที่ขาดหายไปผู้เรียนสามารถรับรู้ให้เป็นภาพสมบูรณ์ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิม”
  • 14.
    กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law ofContinuity)“สิ่งเร้าที่มีทิศทางในแนวเดียวกัน ซึ่งผู้เรียนจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน”
  • 15.
    การทดลองที่แสดงการหยั่งเห็นในการเรียนรู้ โคลเลอร์ได้ทดลองโดยการขังลิงชิมแพนซี ตัวหนึ่งไว้ในกรงที่ใหญ่พอที่ลิงจะอยู่ได้ภายในกรงมีไม้หลายท่อน มีลักษณะสั้นยาวต่างกันวางอยู่ นอกกรงเขาได้แขวนกล้วยไว้หวีหนึ่ง เกินกว่าที่ลิงจะเอื้อมหยิบได้ การใช้ท่อนไม้เหล่านั้น บางท่อน ก็สั้นเกินไปสอยกล้วยไม่ถึงเหมือนกัน มีบางท่อนยาวพอที่จะสอยกินกล้วยได้
  • 16.
    การทดลองที่แสดงการหยั่งเห็นในการเรียนรู้ ในขั้นแรก ลิงซิมแพนซีพยายามใช้มือเอื้อมหยิบกล้วย แต่ไม่สำเร็จ แม้ว่าจะได้ลองทำหลายครั้งเป็นเวลานาน มันก็หันไปมองรอบๆกรง เขย่ากรง ส่งเสียงร้อง และปีนป่าย แต่เมื่อไม่ได้ผล มันจึงหันมาลองจับไม้เล่น ใช้ไม้นั้นสอย กล้วยแต่ก็ไม่ได้ผล มันจึงหันมาลองจับไม้อันอื่นเล่นและใช้ไม้นั้นสอยกล้วย การกระทำเกิดขึ้นเร็วและสมบูรณ์ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ในที่สุดมันก็สามารถใช้ไม้สอยกล้วยมากินได้
  • 17.
    วิธีการที่ลิงใช้แก้ปัญหานี้ โคล์เลอร์เรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็น การหยั่งเห็น เป็นการมองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหาโดยลิงชิมแพนซีได้มีการรับรู้ในความสัมพันธ์ระหว่างไม้สอย กล้วยที่แขวนอยู่ข้างนอกกรงและสามารถใช้ไม้นั้นสอยกล้วยได้เป็นการนำไปสู่เป้าหมาย
  • 18.
    กระบวนการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี 1. วิธีการแก้ปัญหาโดยการหยั่งเห็นจะเกิดขึ้นทันทีทันใด เหมือนความกระจ่างแจ้งในใจ 2. การเรียนรู้การหยั่งเห็นเป็นการที่ผู้เรียนมองเห็นรับรู้ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ ไม่ใช่เป็นการตอบสนองของ สิ่งเร้าเพียงอย่างเดียว
  • 19.
    กระบวนการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซี3. ความรู้เดิมของผู้เรียน ประสบการณ์ของผู้เรียนมีส่วน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการหยั่งเห็นในเหตุการณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นปัญหาและช่วยให้ การหยั่งเห็นเกิดขึ้นเร็ว
  • 20.
    การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน  ในการสอนครูควรจะให้ผู้เรียนมองเห็นโครงสร้าง ทั้งหมดของเรื่องที่จะสอนก่อน เพื่อให้เด็กเกิดการรับรู้ เป็นส่วนรวม แล้วจึงแยกส่วนออกมาสอนเป็นตอนๆ
  • 21.
    การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน เน้นให้ผู้เรียนเรียนด้วยความเข้าใจมากกว่าเน้นการเรียน แบบท่องจำ การเรียนด้วยความเข้าใจต้องอาศัยสื่อที่ชัดเจนประกอบการเรียนและต้องเรียนด้วยการปฏิบัติจริง หรือผู้เรียนลงมือกระทำเอง ( Learning by Doing )
  • 22.
    การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน ฝึกให้ผู้เรียนสามารถโยงความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ที่เรียนไปแล้วกับความรู้ใหม่ว่ามีความแตกต่าง และคล้ายคลึงกันอย่างไรเพื่อช่วยให้จำได้นาน
  • 23.
    การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน นอกจากนี้อาจนำแนวคิดของทฤษฏีนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ว่าควรทำความเข้าใจโดยมองปัญหาทุกแง่ทุกมุม ไม่ควรมองปัญหาโดยมีอคติ และใช้ความคิดอย่างมีเหตุมีผลในการแก้ปัญหา
  • 24.
    การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน นำไปใช้ในการทำความเข้าใจบุคคลว่า ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกับความมีเหตุผล ไม่ตัดสินความดีความชั่ว ของบุคคล โดยมองด้านใดด้านหนึ่งของเขาเท่านั้น
  • 25.
    การนำทฤษฎีมาใช้ในการเรียนการสอน นำไปใช้ในการทำความเข้าใจบุคคลว่า ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศึกษาคุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกับความมีเหตุผล ไม่ตัดสินความดีความชั่ว ของบุคคล โดยมองด้านใดด้านหนึ่งของเขาเท่านั้น