Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
SS
Uploaded by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX, PDF
868 views
ประวัติพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ประวัติพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
Education
◦
Read more
1
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 45
2
/ 45
Most read
3
/ 45
4
/ 45
5
/ 45
6
/ 45
7
/ 45
8
/ 45
9
/ 45
10
/ 45
Most read
11
/ 45
12
/ 45
13
/ 45
14
/ 45
15
/ 45
Most read
16
/ 45
17
/ 45
18
/ 45
19
/ 45
20
/ 45
21
/ 45
22
/ 45
23
/ 45
24
/ 45
25
/ 45
26
/ 45
27
/ 45
28
/ 45
29
/ 45
30
/ 45
31
/ 45
32
/ 45
33
/ 45
34
/ 45
35
/ 45
36
/ 45
37
/ 45
38
/ 45
39
/ 45
40
/ 45
41
/ 45
42
/ 45
43
/ 45
44
/ 45
45
/ 45
More Related Content
PDF
ศิลาจารึก
by
KruBowbaro
PPTX
เพาเวอพอย ภาษาบาลี 1
by
Gawewat Dechaapinun
PDF
5 การฟังและการดูอย่างมีประสิทธิภาพ(154-183)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
PPTX
หลักพุทธธรรมในทางเศรษฐกิจ
by
Padvee Academy
PDF
อนุสสติ 10 สมถกัมมัฏฐาน ppt
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
DOCX
กระทู้ ธรรมศึกษาชั้นโท
by
Theeraphisith Candasaro
PDF
พุทธสาวก
by
พัน พัน
PDF
สื่อการสอนอาจารย์มารินทร์ ม5มหาเวสสันดร
by
Computer ITSWKJ
ศิลาจารึก
by
KruBowbaro
เพาเวอพอย ภาษาบาลี 1
by
Gawewat Dechaapinun
5 การฟังและการดูอย่างมีประสิทธิภาพ(154-183)
by
อัมพร ศรีพิทักษ์
หลักพุทธธรรมในทางเศรษฐกิจ
by
Padvee Academy
อนุสสติ 10 สมถกัมมัฏฐาน ppt
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
กระทู้ ธรรมศึกษาชั้นโท
by
Theeraphisith Candasaro
พุทธสาวก
by
พัน พัน
สื่อการสอนอาจารย์มารินทร์ ม5มหาเวสสันดร
by
Computer ITSWKJ
What's hot
PDF
เฉลยข้อสอบ O net ปี 2552 ข้อ 3434
by
krupornpana55
PDF
แผ่นพับเสนอผลงานนวัตกรรม หน้า 1
by
krupornpana55
PDF
ศิลปะพื้นฐาน รูปร่าง เส้น แสง
by
Heeroyuy Heero
PPTX
องค์ประกอบของหลักสูตร
by
Sunisa199444
PDF
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
เพ็ญลักษณ์ สุวรรณาโชติ
PDF
นาฏยศัพท์ และภาษาท่า ม.3 ปี 2557
by
Panomporn Chinchana
PDF
สมถกัมมัฏฐานกสิณ 10 ppt
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
PDF
ธรรมชาติของภาษา
by
พัน พัน
PDF
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
PPTX
หน่วยที่ 3 การฟังและการดู
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
PDF
สื่อ Powerpoint รสวรรณคดีใหม่.ppt1
by
krubuatoom
PPTX
บทพากย์เอราวัณ
by
Kornnicha Wonglai
PPSX
พระไตรปิฎก
by
พัน พัน
PDF
แบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องการแต่งคำประพันธ์
by
bambookruble
PDF
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
by
Thongsawan Seeha
PDF
สไลด์ หลักคำสอนอขงศาสนาต่างๆ ป.4+464+dltvsocp4+55t2soc p04 f25-1page
by
Prachoom Rangkasikorn
DOCX
หลักการอ่านจับใจความสำคัญ
by
Rung Kru
PPTX
ความรู้พื้นฐานและบ่อเกิดพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
PDF
แบบฝึกหัด
by
Hansa Srikrachang
DOC
พัฒนาการความเป็นมาของพระไตรปิฎก
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
เฉลยข้อสอบ O net ปี 2552 ข้อ 3434
by
krupornpana55
แผ่นพับเสนอผลงานนวัตกรรม หน้า 1
by
krupornpana55
ศิลปะพื้นฐาน รูปร่าง เส้น แสง
by
Heeroyuy Heero
องค์ประกอบของหลักสูตร
by
Sunisa199444
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
เพ็ญลักษณ์ สุวรรณาโชติ
นาฏยศัพท์ และภาษาท่า ม.3 ปี 2557
by
Panomporn Chinchana
สมถกัมมัฏฐานกสิณ 10 ppt
by
เตชะชิน เก้าเดือนยี่
ธรรมชาติของภาษา
by
พัน พัน
ม.2 ภาคเรียนที่ 1
by
นายสมหมาย ฉิมมาลี
หน่วยที่ 3 การฟังและการดู
by
ณรงค์ศักดิ์ กาหลง
สื่อ Powerpoint รสวรรณคดีใหม่.ppt1
by
krubuatoom
บทพากย์เอราวัณ
by
Kornnicha Wonglai
พระไตรปิฎก
by
พัน พัน
แบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องการแต่งคำประพันธ์
by
bambookruble
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
by
Thongsawan Seeha
สไลด์ หลักคำสอนอขงศาสนาต่างๆ ป.4+464+dltvsocp4+55t2soc p04 f25-1page
by
Prachoom Rangkasikorn
หลักการอ่านจับใจความสำคัญ
by
Rung Kru
ความรู้พื้นฐานและบ่อเกิดพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
แบบฝึกหัด
by
Hansa Srikrachang
พัฒนาการความเป็นมาของพระไตรปิฎก
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
Similar to ประวัติพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
PPTX
พุทธศาสนานิกายมหายาน
by
Chainarong Maharak
PDF
พุทธานุพุทธประวัติ
by
Onpa Akaradech
PDF
ตัวละครในกัณฑ์ชูชก
by
nnbtt
PDF
Satu
by
nnbtt
PPT
พุทธสาวก และพุทธสาวิกา
by
hackinteach
PDF
(๕) มหากัสสปเถราปทาน มจร.pdf
by
maruay songtanin
PPTX
ประวัติพระพุทธเจ้า
by
นิภาพร มูลตรีภักดี
PPT
ประวัติพระอนุรุทธเถระ
by
Krusupharat
PPT
ประวัติพุทธสาวก
by
chaichaichaiyoyoyo
PDF
(๙) พระอัญญาโกณฑัญญเถราปทาน มจร.pdf
by
maruay songtanin
DOCX
ประวัติพระพุทธเจ้า.docx
by
PingladaPingladaz
PPT
test
by
suksan
PPT
พุทธประวัติ
by
gueste13f2b
PDF
เกณฑ์การรับกุลบุตรเพื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
PDF
(๑๔) กุมารกัสสปเถระ มจร.pdf
by
maruay songtanin
PDF
Lesson1
by
manit akkhachat
PPT
เปรียบเทียบพุทธ เชน
by
Yota Bhikkhu
PDF
(๒๓) พระปฏาจาราเถรี มจร.pdf
by
maruay songtanin
DOC
45 พรรษา
by
Tongsamut vorasan
DOCX
012 นิโครธมิคชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ...
by
maruay songtanin
พุทธศาสนานิกายมหายาน
by
Chainarong Maharak
พุทธานุพุทธประวัติ
by
Onpa Akaradech
ตัวละครในกัณฑ์ชูชก
by
nnbtt
Satu
by
nnbtt
พุทธสาวก และพุทธสาวิกา
by
hackinteach
(๕) มหากัสสปเถราปทาน มจร.pdf
by
maruay songtanin
ประวัติพระพุทธเจ้า
by
นิภาพร มูลตรีภักดี
ประวัติพระอนุรุทธเถระ
by
Krusupharat
ประวัติพุทธสาวก
by
chaichaichaiyoyoyo
(๙) พระอัญญาโกณฑัญญเถราปทาน มจร.pdf
by
maruay songtanin
ประวัติพระพุทธเจ้า.docx
by
PingladaPingladaz
test
by
suksan
พุทธประวัติ
by
gueste13f2b
เกณฑ์การรับกุลบุตรเพื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา
by
Tongsamut vorasan
(๑๔) กุมารกัสสปเถระ มจร.pdf
by
maruay songtanin
Lesson1
by
manit akkhachat
เปรียบเทียบพุทธ เชน
by
Yota Bhikkhu
(๒๓) พระปฏาจาราเถรี มจร.pdf
by
maruay songtanin
45 พรรษา
by
Tongsamut vorasan
012 นิโครธมิคชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ...
by
maruay songtanin
More from sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music7
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
พระพุทธศาสนา
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music10
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music11
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
โขน
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music3
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
พระไตรปิฏก
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music6
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music8
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music4
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music5
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ประวัติพระพุทธเจ้า
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music9
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music12
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music2
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
บรรณานุกรม ดนตรี นาฎศิลป์
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Dance
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
รำไทย รำวง มาตรฐานไทย
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ชาดก
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ละครรำ
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music7
by
sangkeetwittaya stourajini
พระพุทธศาสนา
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music10
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music11
by
sangkeetwittaya stourajini
โขน
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music3
by
sangkeetwittaya stourajini
พระไตรปิฏก
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music6
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music8
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music4
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music5
by
sangkeetwittaya stourajini
ประวัติพระพุทธเจ้า
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music9
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music12
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music2
by
sangkeetwittaya stourajini
บรรณานุกรม ดนตรี นาฎศิลป์
by
sangkeetwittaya stourajini
Dance
by
sangkeetwittaya stourajini
รำไทย รำวง มาตรฐานไทย
by
sangkeetwittaya stourajini
ชาดก
by
sangkeetwittaya stourajini
ละครรำ
by
sangkeetwittaya stourajini
ประวัติพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
1.
๑ พุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา พระอัญญาโกณฑัญญะ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระเจ้าปเสนทิโกศล นางอุตตรา พระอานนท์ พระเขมาเถรี ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย พระโมคคัลลานะ พระปฏาจาราเถรี พระเจ้าสุทโธทนะ นางวิสาขา พระสารีบุตร พระอุบลวรรณาเถรี พระเจ้าพิมพิสาร นางสิริมา พระมหากัสสปะ พระรูปนันทาเถรี พระเจ้าอชาตศัตรู นางขุชชุตตรา พระมหานามะ พระกีสาโคตมีเถรี อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางสามาวดี พระอุบาลี พระกุณฑลเกสีเถรี หมอชีวกโกมารภัจจ์ พระเทวทัต พระธรรมทินนาเถรี กุมภโฆสกเศรษฐี พระปุณณมันตานีบุตร พระมหากัจจายน พระองคุลิมาล ภิกษุ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนาเป็นคนแรกที่รับรู้ ยอมรับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเดิม ชื่อ โกณฑัญญะคาว่าอัญญาได้เพิ่มขึ้นมาในภายหลังที่ได้ฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าซึ่งประวัติกล่าวว่า โกณฑัญญะเป็นบุตรของท่านโทณวัตถุซึ่งเป็นพราหมณ์ ฐานะเศรษฐีอยู่ไม่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ วัยเรียนบิดาได้ส่งให้เรียนจบการศึกษาขั้นสูงคือไตรเพทได้แก่ ฤคเวทยชุรเวทสามเวท และยังมีความเชี่ยวชาญพิเศษในการทายลักษณะบุคคลดังนั้นเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕วัน โกณฑัญญะเป็นพราหมณ์ที่ทานายเจ้าชายสิทธัตถะเพียงแนวเดียวว่าพระราชกุมารจะเสด็จออกผนวช และสาเร็จเป็นศาสดาเอกของโลกอย่างแน่นอนซึ่งทานายแตกต่างจากพราหมณ์คนอื่นๆ เมื่อสิทธัตถะเสด็จออกผนวชโกณฑัญญะได้ทราบข่าวจึงชวนวัปปะภัททิยะมหานามะ อัสสชิ จึงเรียกว่าปัญจวัคคีย์โดยหวังว่าถ้าเจ้าชายสิทธัตธะได้บรรลุธรรมใดจะสอนให้พวกตนบ้าง เจ้าชายสิทธัตถะกระทาทุกกรกิริยาอยู่นานทรงพิจารณาว่าไม่ถูกต้อง จึงหันมาบาเพ็ญเพียรทางจิตโดยยึดหลักมัชฌิมาเดินสายกลางปัญจวัคคีย์ก็คิดว่าสิทธัตถะหมดความเพียรแล้ว จึงชวนกันปลีกตัวออกห่างไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้วปัญจวัคคีย์พอเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกลจึงตกลงกันว่า พระสมณโคดมคลายความเพียรเสียแล้วคราวนี้จะไม่ไหว้ จะจัดที่นั่งไว้ให้ ถ้าประสงค์นั่งก็จงนั่ง แต่ถ้าไม่ประสงค์นั่งก็แล้วแต่พระองค์เมื่อเสด็จมาถึงพฤติกรรมที่เคยแสดงก็แสดงความเคารพต่อพระองค์ แต่มีกริยากระด้างกระเดื่องอยู่พระพุทธเจ้านั่งแล้วตรัสว่า“เราตรัสรู้อมตธรรม”ปัญจวัคคีย์ไม่เชื่อและค้านถึง๓ครั้ง เมื่อมาทบทวนทีหลังก็ยอมรับฟังธรรมที่พระองค์จะแสดงพระองค์ได้แสดงพระธรรมเทศนา
2.
๒ คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและทรงแนะนาให้ดาเนินทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา)และแสดงธรรมอริยสัจ ๔ท่านโกณฑัญญะพิจารณาธรรมอย่างลึกซึ้งแล้วได้บรรลุแจ่มแจ้งมีความเชื่อมั่นในพระศาสดาอย่างมั่นคง จึงขอบวชเป็นพระภิกษุ และเป็นรูปแรกในพระพุทธศาสนาหรือเรียกว่าเป็นวันเกิดขึ้นของสังฆรัตนะ(พระรัตนตรัย) บวชโดยวิธี“เอหิภิกขุปสัมปทา”ปัญจวัคคีย์๔ท่านที่เหลือก็ได้บรรลุตามมา และอุปสมบทให้โดยวิธีเดียวกันเหมือนกับท่านโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมต่อโดยตรัสถึงเบญจขันธ์ซึ่งมีชื่อในพระสูตรว่า“อนัตตลักขณสูตร”เมื่อทรงแสดงเสร็จปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าภิกษุทั้งหลายว่าเป็นผู้มีประสบการณ์มากสามารถให้คาแนะนาแก่ภิกษุทั้งหลายในกิจการต่างๆ ท่านได้เป็นรุ่นแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา พระอัญญาโกณฑัญญะได้ปรินิพพานณป่าฉัททันต์ก่อนพระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระอานนท์มีฐานะเป็นพระอนุชาของพระบรมศาสดานับเรียงลาดับพระญาติพระอานนท์ออกผนวชพร้อมกับเจ้าศากยวงศ์อีก 4
องค์ คือภัททิยะ อนุรุทธะ ภัคคุ กิมพิละและเจ้าชายโกลิยวงศ์อีก 1องค์ คือ เทวทัตและราษฎรสามัญชนมีอาชีพเป็นกัลบก(ช่างตัดผม)อีก 1 คน อุบาลี รวมทั้งสิ้น7 คน ทั้ง 7 คนได้เข้าไปขออุปสมบทกับพระพุทธเจ้าพระศาสดาก็ทรงอุปสมบทให้ หลังจากอุปสมบทแล้ว พระอานนท์ได้รับฟังคาสั่งสอนจาก พระปุณณมันตานีบุตรได้บรรลุเป็นพระโสดาบันและต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป้นผู้รับใช้ใกล้ ชิดพระบรมศาสดาซึ่งเรียกว่า พุทธอุปัฏฐากการเข้าไปเป็นพุทธอุปัฏฐากก็มิใช่ว่าเกิดจากการแสวงหาของท่านเอง แต่เป็นเพราะมติสงฆ์ที่เห็นพ้องต้องกันและมติคณะสงฆ์ถือเป็นอาณัติที่สาคัญใครจะปฏิเสธหรือละเมิดมิได้ พระอานนท์จึงจาต้องรับแต่ก่อนจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่อันสาคัญนี้ท่านได้ทูลขอพร 8ประการจากพระบรมศาสดา ดังนี้ 1. โปรดอย่าประทานจีวรอันประณีต(ทาจากผ้าเนื้อดี)แก่ข้าพระองค์ 2. โปรดอย่าปรัทานบิณฑบาตอันประณีต(อาหารอย่างดี)แก่ข้าพระองค์ 3. โปรดอย่าให้ข้าพระองค์อยุ่ในที่ประทับของพระองค์ 4. โปรดอย่าพาข้าพระองค์ไปที่นิมมต์ 5. ขอพระองค์จงเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์ได้รับไว้ 6. ขอได้ดปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์พาพุทธบริษัทซึ่งเดินทางมาเข้าเฝ้าจากที่ห่างไกลในขระที่เดินทางมาถึง 7. ถ้าข้าพระองค์มีความสงสัยเกิดขึ้นเมื่อใดขอได้ดปรดให้ข้าพระองคืทูลถามได้เมื่อนั้น
3.
๓ 8. ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องใดแก่ใครในที่ลับหลังของข้าพระองค์ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย พระบรมศาสดาตรัสถามว่า“อานนท์เธอมีเหตุผลอะไรหรือจึงขอพรเช่นนั้น”พระอานนท์กราบทูลว่า “ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพร4ข้อแรกก็อาจถูกครหานินทาได้ว่าพระออนนท์ยอมรับเป้นอุปัฏฐากก็เพื่อหวังได้รับของอันประณีต มิใช่ต้องการจะเสียสละประโยชน์ตนแต่ประการใดส่วนอีก 3ข้อ ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับคนก็อาจพูดกันอีกว่ารับใช้พระพุทธเจ้าอย่างไรเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ก็อนุเคราะห์ไม่ได้
และ โดยเฉพาะข้อที่8ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพอข้าพระองค์ถูกถามว่าธรรมข้อนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ใครที่ไหน มีสารสาคัญอย่างไรหากข้าพระองค์ตอบไม่ได้ ก็จะถูกครหาอีกว่าอยู่ใกล้ชิดพระบรมศาสดาเสียเปล่า พระพุทธองค์แสดงธรรมว่าอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง” เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเหตุผลแล้วก็ทรงประทานพรให้ตามที่ขอพระอานนท์ก็ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ด้วยความเอื้อเฟื้อ จงรักภักดียอมเสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อป้องกันพระพุทธเจ้า เห็นได้จากเหตุการณ์ที่พระเทวทัตยุยงเสี้ยมสอนให้พระเจ้าอชาตศัตรู ปล่อย ช้างนาฬาคีรี หวังปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า นาทีวิกฤตเช่นนั้นพระอานนท์ออกมายืนขวางหน้าช้างนาฬาคีรีเพื่อมิให้ทาร้ายพระพุทธองค์ พระอานนท์มีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือเป็นผู้มีความขยันอดทนมีความจาเป็นเลิศ สามารถจดจาพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าแสดงในสถานที่ต่างๆได้ทั้งหมดจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย 5 สถานคือ 1. เป็นพหุสูต คือเป็นผู้ได้ฟังได้ศึกษามาก 2. มีสติ คือเป้นอยู่ดดยไม่ประมาท 3. มีธิติ คือ มีปัญญาเฉียบแหลม 4. เป้นผู้มีความเพียรอย่างสม่าเสมอ 5.เป็นพุทธอุปัฏฐากการได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศทางพหุสูตนี้ ในการทาสังคายนาครั้งแรกคณะสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน พระมหากัสปะเตือนให้พระอานนท์เร่งทาความเพียรให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อจะได้สาเร็จพระอรหันตืทันวันทาสังคายนา พระอานนท์ก็ได้กะทาตามคาแนะนาแต่ก็ไม่สาเร้จสักทีจนกระทั่งก่อนวันทาสังคายนาพระอานนท์ก็เอนตัวลง เพื่อจะพักผ่อนในช่วงนี้เองท่านเองก็ได้สาเร็จพระอรหันต์อิริยาบทที่ท่านสาเร็จนั้นเรียกว่าอยู่ในระหว่างอิริยาบททั้ง 4 วันรุ่งขึ้นท่านพระอานนท์ฏ้เข้าปฏิบัติหน้าที่วิสัชนาพระสูตรในการทาสังคายนาในฐานะขีณาสพ(พระอรหันต์)องค์หนึ่ง งานครั้งนั้นใช้เวลาทาอยู่7เดือนจึงสาเร็จถือเป็นงานชิ้นสาคัญ และมีคุณค่าต่อพระศาสนา พอเวลาผ่านไปสังขารของท่านก็ร่วงโรยท่านพิจารณาว่าควรจะปรินิพพานได้แล้ว ท่านจึงไปยังแม่น้าโรหิณี ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างศากยวงศ์กับโกลิยวงศ์แล้วตั้งจิตอธิฐานว่า เมื่ออาตมาปรินิพพานขอให้ร่างนี้จงลอยขึ้นไปในอากาศแล้วแตกออกเป็น2ภาค ภาคหนึ่งให้ปลิวไปตกทางฝั่งโกลิยะ อีกภาคให้ปลิงไปทางฝั่งศากยะเพื่อมิให้พระญาติทั้ง2ฝ่ายต้องทะเลาะวิวาทกันเกี่ยวกับอัฐิของอาตมา ครั้นอธิฐานเสร็จแล้วร่างกายของท่านก็ลอยขึ้นไปในอากาศนิพพานกลางอากาศสรีระร่างกายของท่านก็แตกออกเป็น2ภาค ตามที่อธิฐานไว้ทุกประการ พระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะเป็นบุตรพราหมณ์ผู้เป็นนายบ้าน ชื่อว่า โมคคัลลานะมารดาชื่อว่านางโมคคัลลีเดิมท่านชื่อว่าโกลิตะท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นสหายของพระสารีบุตรจนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาท่านได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยได้ 7วัน
4.
๔ ไปทาความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคามแขวงมคธอ่อนใจนั่งโงกง่วงอยู่พระบรมศาสดาเสด็จไปที่นั้น ทรงสั่งสอนและแสดงอุบายสาหรับระงับความง่วงมีประการต่างๆดังต่อไปนี้ 1. โมคคัลลานะเมื่อท่านมีสัญญาอย่างไรความง่วงนั้นย่อมครอบงาได้ ท่านควรทาในใจถึงสัญญานั้นให้มากฯ 2.
ท่านควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้ฟังแล้วและได้เรียนแล้วด้วยใจของท่านเอง 3. ท่านควรสาธยายธรรมตามที่ตัวได้ฟังแล้วและได้เรียนแล้วโดยพิสดารฯ 4. ท่านควรยอนหูทั้งสองข้างและลูบด้วยฝ่ามือฯ 5. ท่านควรลุกขึ้นยืนลูบนัยน์ตาด้วยน้าเหลียวดูทิศทั้งหลายแหงนดูดาวนักขัตรฤกษ์ฯ 6. ท่านควรทาในใจถึงอาโลกสัญญาคือความสาคัญในแสงสว่างตั้งความสาคัญว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืนมีใจเปิดเผยฉะนี้ไม่มีอะไรหุ้มห่อทาจิตอันมีแสงสว่างให้เกิดฯ 7. ท่านควรอธิษฐานจงกรมกาหนดหมายว่าจักเดินกลับไปกลับมาสารวมอินทรีย์มีจิตไม่คิดไปภายนอกฯ 8. ท่านควรสาเร็จสีหไสยาสน์คือนอนตะแคงข้างเบื้องขวาซ้อนเท้าเหลื่อมกันมีสติสัมปชัญญะ ทาความหมายในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในใจพอท่านตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้น พระโมคคัลลานะปฏิบัติตามโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอนก็ได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้นฯ ครั้นพระโมคคัลลานะได้สาเร็จพระอรหันต์แล้วท่านเป็นผู้มีฤทธานุภาพมากได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์ และทรงยกย่องว่าเป็นคู่กับพระสารีบุตรจึงมีคายกย่องพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวาพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่า ยซ้ายนอกจากนั้นท่านพระโมคคัลลานะนั้นยังเข้าใจในการนวกรรมด้วย(นวกรรม–การก่อสร้าง)เพราะเมื่อนางวิสาขา มหาอุบาสิกาสร้างบุพพารามในกรุงสาวัตถีพระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านเป็นนวกัมมาธิฏฐายีคือผู้ควบคุมการก่อสร้างฯ นิพพานตานานกล่าวว่าเมื่อโจรมาพระโมคคัลลานะก็ทราบเหตุนั้นจึงหนีไปเสียสองครั้งครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่า กรรมตามทันจึงไม่หนีพวกโจรผู้ร้ายทุบตีจนร่างกายท่านแหลกก็สาคัญว่าตายแล้ว จึงนาร่างกายของท่านไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไปท่านพระโมคคัลลานะยังไม่มรณะ เยียวยาอัตภาพให้หายด้วยกาลังญาณแล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาทูลลากลับมาปรินิพพานณที่เดิมในวันดับเดือน 12 ภายหลังพระสารีบุตรปักษ์หนึ่ง(15วัน)พระศาสดาได้เสด็จไปทาฌาปนกิจแล้วรับสั่งให้นาอัฐิธาตุมาก่อพระเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูแห่งเวฬุวนารามฯ พระสารีบุตร พระสารีบุตรถือกาเนิดในครรภ์ของนางสารีพราหมณีในบ้านอุปติสสคามณหมู่บ้านนาลกะ(นาลันทะ)ไม่ไกลกรุงราชคฤห์ เดิมชื่อ อุปติสสะบิดาคือวังคันตพราหมณ์ มารดาคือสารีพรามหณี มีน้องชาย3คนชื่อ อุปเสนะ (เอตทัคคมหาสาวกผู้นาความเลื่อมใสมาโดยรอบ), จุนทะ (พระมหาสาวกจุนทะแต่พระส่วนใหญ่ชอบเรียกท่านว่าสามเณรจุนทะจนติดปาก), เรวตะ(เอตทัคคมหาสาวกเลิศทางผู้อยู่ป่าเป็นวัตร), มีน้องสาว3 คน นามว่าจาลา,อุปจาลา และสีสุปจาลาซึ่งต่อมาได้บวชเป็นภิกษุณีและสามารถบรรลุธรรมขั้นสูง เป็นพระอรหันต์ทั้งหมดแม้สหายของท่านคือพระโมคคัลลานะก็ถือกาเนิดในครรภ์ของโมคคัลลีพราหมณีในวันเดียวกัน บ้านโกลิตคามอันไม่ไกลกรุงราชคฤห์ วัยหนุ่มตอนเป็นคฤหัสถ์ ในกรุงราชคฤห์มีงานมหรสพประจาปี บนยอดเขาซึ่งมาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพเป็นประจา
5.
๕ จนกระทั่งถึงวันหนึ่งท่านทั้งสองเริ่มมีความเบื่อหน่ายในงานมหรสพด้วยต่างคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่ควรดูในมหรสพเหล่านี้ เพราะคนทั้งหมดต่างก็จะล้มหายตายจากกันไป เราควรแสวงธรรมซึ่งเป็นเครื่องหลุดพ้น ขณะนั้นโกลิตะเห็นเพื่ออุปติสสะใจลอยจึงกล่าวถามอุปติสสะจึงบอกความในใจ ที่เบื่อหน่ายต่อมหรสพและความต้องการแสวงหาธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นแล้วจึงถามกลับบ้างซึ่งโกลิตะ ก็ตอบโดยมีเนื้อความเช่นเดียวกันเมื่อต่างคนต่างทราบความในใจแล้ว จึงชวนกันไปบวชในสานักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพอีก500คน เมื่อบวชแล้วท่านทั้งสองได้เรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมดโดยใช้เวลาเพียง 2-3วันเท่านั้น เมื่อหมดความรู้ที่จะศึกษาแล้วและยังไม่เห็นถึงธรรมท่านจึงอาลาและแสวงหาอาจารย์ท่านอื่นๆต่อไป ซึ่งท่านทั้งสองได้ตกลงกันว่าหากใครบรรลุอมตะก่อนผู้นั้นจงบอกแก่กัน สมัยนั้น
พระอัสสชิเถระหนึ่งในภิกษุปัญจวัคคีย์ได้ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์แต่เช้าตรู่ อุปติสสปริพาชกทาภัตกิจแต่เช้ามืดแล้วเดินไปอารามปริพาชกได้เห็นพระเถระจึงตั้งใจเข้าไปสอบถามคาถามต่างๆ แต่เนื่องจากพระเถระกาลังบิณฑบาตอยู่จึงติดตามไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่งจึงเข้าไปอุปัฏฐากพระเถระ เมื่อเสร็จจากภัตกิจแล้วจึงได้สนทนาธรรมกันโดยการสนทนาธรรมในครั้งนี้ทาให้ท่านได้บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน เมื่อสอบถามถึงสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าแล้วท่านจึงกลับไปตามโกลิตปริพาชก เมื่อท่านได้กล่าวคาถาที่พระเถระได้มอบให้ไว้ โกลิตปริพาชกก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันเช่นเดียวกันท่านทั้งสองจึงนับถือ พระอัสสชิเป็นอาจารย์และไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเวฬุวันแต่ก่อนไปท่านทั้งสองได้ไปชักชวนอาจารย์เก่า คือสัญชัยปริพาชกแต่อาจารย์ท่านปฏิเสธแต่มีอันเตวาสิก 250คนได้ติดตามไปด้วย เมื่อพระศาสดากาลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท๔เห็นชนเหล่านั้นแต่ไกลจึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ๒คนนั้น คือโกลิตะและอุปติสสะกาลังเดินมาทั้งสองนี้แหละจักเป็นคู่สาวกที่เลิศที่เจริญ ครั้นแล้วทรงขยายพระธรรมเทศนา เนื่องด้วยจริยาแห่งบริษัทของ2สหายนั้นในครั้งนั้นบรรดาผู้ติดตามทั้งหมดต่างได้บรรลุอรหันต์ผล ยกเว้นพระอัครสาวกทั้งสองเมื่อนั้นพระศาสดาจึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ การบรรลุธรรม หลังจากพระสารีบุตรเถระบวชได้ครึ่งเดือนก็เข้าไปอาศัยอยู่ในถ้าสุกรขาตากับพระศาสดากรุงราชคฤห์ ขณะที่พระสารีบุตรถวายงานพัดอยู่นั้นเมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตรท่านได้ส่งญาณไปตามกระแสพระสูตรก็ได้บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณสาเร็จเป็นพระอรหันต์ ในวันขึ้น 15 เดือน 3 เวลาบ่ายในเวลาต่อมาพระศาสดาจึงทรงสถาปนาพระมหาสาวกทั้งสองไว้ในตาแหน่งเอตทัคคะว่า สารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามากมหาโมคคัลลานะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์มากแม้ว่าพระ สารีบุตรและพระโมคคัลลานะจะเกิดพร้อมกันแต่ด้วยพระสารีบุตรสาเร็จเป็นพระโสดาบันก่อน พระผู้มีพระภาคจึงถือให้พระสารีบุตรเป็นผู้พี่ของพระโมคคัลลานะ นิพพาน เมื่อพระสารีบุตรอาพาธท่านจึงทูลลาพระพุทธเจ้ากลับไปนิพพานยังบ้านเกิด ก่อนนิพพานท่านได้ทาให้โยมมารดาเปลี่ยนใจหันมายอมรับนับถือพระพุทธศาสนา โดยแสดงธรรมแก่มารดาจนบรรลุธรรมขั้นโสดาบัน หลังจากท่านนิพพานแล้วพระจุนทะจึงนาพระธาตุของพระสารีบุตรไปถวายพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรนิพพานก่อนพระพุทธเจ้าประมาณ 6เดือนคือ วันเพ็ญเดือน 12 เวลาใกล้รุ่งที่บ้านตนเองพระพุทธเจ้ายกย่อง พระสารีบุตรเอตทัคคอัครมหาสาวกผู้เลิศทางปัญญา.
6.
๖ พระมหากัสสปะ หมู่บ้านมหาติฏฐะ แคว้นมคธมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ“กปิละ”แห่งตระกูล “กัสสปะ”เป็นผู้มั่งคั่งร่ารวยในขั้นเศรษฐี มีลูกชายเป็นลูกโทนชื่อว่า“ปิปผลิ”เมื่อปิปผลิอายุได้
20ปี บิดามารดาปรึกษากันที่จะหาหญิงสาวที่เหมาะสมมาแต่งงาน กับปิปผลิลูกชายของตนครั้นความเห็นตรงกันแล้วจึงได้เรียกคนรับใช้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจมาพบและให้คนใช้นั้นทาตามจุดประสงค์ ให้เดินทางไปยังเมืองต่างๆแสวงหากุลสตรีที่มีความงามเหมาะสมกับลูกชายของตน บุรุษที่ได้รับมอบหมายได้เดินทางไปถึงเมือง“สาคลนคร”ก็ได้พบพราหมณ์คนหนึ่งวัย16ปี นางมีนามว่า“ภัททกาปิลานี”เป็นกุลสตรีที่พร้อมด้วยรูปสมบัติคือหน้าตาสวยงามและเรียบร้อยอีกทั้งสกุลสูง เหมะสมที่จะเป็นคู่ครองของปิปผลิจึงเข้าไปเจรจาสู่ขอกับบิดามารดาของเธอแล้วส่งข่าวไปบอกให้กปิลพราหมณ์ทราบ ฝ่ายปิปผลิเมื่อรู้ว่าบิดามารดาจะให้แต่งงานกลับกลุ้มใจเพราะไม่ประสงค์ที่จะแต่งงาน จึงเขียนจดหมายให้คนรับใช้ไปส่งให้ว่าที่เจ้าสาวว่า “น้องสาวพี่ขอให้น้องจงแต่งงานกับชายอื่นเถิด อยู่ครองคู่ให้มีความสุขตัวพี่จะออกบวช”ฝ่ายภัททกาปิลานเมื่อรู้ว่าบิดามารดาจะให้แต่งงานก็รู้สึกเสียใจ เพราะยังไม่ประสงค์จะแต่งงานเช่นกัน จึงเขียนจดหมายให้คนใช้นาไปให้ปิปผลิกุมารมีใจความว่า “ขอให้พี่เลือกหญิงอื่นเป็นคู่ครองเถิดน้องจะขอออกบวชบาเพ็ญพรต” พอคนใช้ทั้งสองเดินฝ่ายทางมาเจอกันกลางป่าก็ได้แอบเปิดจดหมายอ่านและฉีกทิ้ง ในที่สุด นางภัททกาปิลานีได้เข้ามาอยู่ร่วมชายคากับปิปผลิทั้งคู่สักแต่ว่าอยู่ด้วยกันเท่านั้นแต่มิได้รักใคร่กัน จึงเป็นเหตุให้ไม่มีบุตร ต่อมาบิดาปิปพลิถึงแก่กรรมทรัพย์สมบัติพร้อมทั้งข้าทาสบริวารทั้งหมดตกเป็นของเขาสามีภรรยาคู่นี้หาได้ชื่นชมสมบัตินั้นไม่ กลับเห็นว่าผู้อยู่ครองเรือนนั้นเป็นบาปเกิดความเบื่อหน่ายจึงพร้อมใจกันออกบวชปิปผลิเดินหน้า ภัททกาปิลานีเดินตามหลัง พอถึง 2 ทางแพร่งแห่งหนึ่งจึงแยกกันปิปผลิไปทางขวาภัททกาปิลานีไปทางซ้าย ได้พบกับสานักของนางภิกษุณีแล้วเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ขออุปสมบทเป็นภิกษุณี และสาเร็จอรหันต์ในโอกาสต่อมา ปิปผลิเดินทางถึงป่าใหญ่ก็ได้พบกับพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ใต้ต้นไทรต้นหนึ่งเกิดความศรัทธาเลื่อมใส จึงเข้าไปหาและประกาศตัวเป็นสาวกขออุปสมบทพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ เมื่อบวชแล้วเพื่อนภิกษุไม่เรียกท่านว่า ปิปผลิแต่เรียกท่านแทนว่า“กัสสปะ” ประกอบกับท่านเป็นผู้ใหญ่มีอายุมากจึงมีคานาหน้าว่า “มหา”เป็น“มหากัสสปะ” ท่านได้บาเพ็ญเพียรด้วยการปฏิบัติตามพุทธโอวาทที่ทรงสั่งสอนนับจากวันที่ท่านอุปสมบทได้ 8วันก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระบรมศาสดาจึงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุใดในด้านถือธุดงค์ พระมหากัสสปะถึงจะมาจากตระกูลที่ร่ารวยมหาศาลแต่พอเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วท่านก็ปฏิบัติตนเป็นคนมักน้อย ไม่ใช้ของฟุ่มเฟือย เพราะท่านเป็นผู้มักน้อยและชอบอยู่ป่าเป็นนิตย์ก่อนนิพพานพระองค์เคยตรัสสอนไว้ว่า “พระธรรมวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วจะเป็นศาสดาของพวกเธอในอนาคต”ดังนั้นจาเป็นต้องรักษาคาสอนไว้ให้ดี อย่าให้ใครมาดัดแปลงหรือลบล้างคาสอนเหล่านั้น จึงจัดให้มีการสังคายนาขึ้นเป็นครั้งแรกเรียกว่าปฐมสังคายนามหากัสสปะเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มี พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภ์มีพระภิกษุสงฆ์อรหันต์มาร่วมงานสังคายนาครั้งนี้จานวน 500องค์ กระทาอยู่7 เดือนจึงสาเร็จพระมหากัสสปะมีอายุยืนถึง120ปี จึงนิพพานณ กุกกุฏสัมปาตบรรพตและอยู่ระหว่างภูเขา3ลูก พระมหานามะ ในพุทธานุพุทธประวัติมีพุทธบริษัทชื่อมหานามะอยู่2 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าชายแห่งศากยวงศ์ได้หญิงรับใช้เป็นภรรยา มีบุตรีคนหนึ่งซึ่งนางได้แต่งงานกับพระเจ้าปเสนทิโกศลและมีพระโอรสด้วยกันชื่อว่า วิฑูฑภะต่อมาถูกพวกศากยวงศ์ดูถูกว่า
7.
๗ มีเชื้อสายของคนใช้ ด้วยอารมณ์โกรธจึงฆ่าพวกศากยวงศ์ล้างเผ่าพันธุ์และทารัฐประหารพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้วขึ้นครองราช บันลังก์สืบต่อมามหานามะอีกคนมีบิดาซึ่งเป็นหนึ่งในพราหมณ์ทั้ง 8คนที่เป็นผู้ทานายว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีลักษณะ ถูกต้องตามโหราศาสตร์ทาให้ตนเกิดความนับถือ
เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวชและบาเพ็ญทุกกรกริยา มหานามะพร้อมด้วยพรา หมณ์อีก 4 คน โดยมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าได้ออกติดตามรับใช้พระพุทธเจ้าเพราะหวังว่าเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้คงจะสอนธรรมแก่พวกต นบ้าง ภายหลังพระพุทธเจ้าทรงเลิกบาเพ็ญทุกกรกริยาและหันมาบาเพ็ญเพียรทางจิตแทน พราหมณ์ทั้ง๕คน คิดว่าพระพุทธเจ้าล้มเลิกความตั้งใจแล้วจึงเกิดความเหนื่อยหน่ายที่จะรับใช้พระพุทธเจ้าต่อจึงพากันแยกย้ายไปอยู่ที่ป่าอิสิปต นมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณาสี การที่พราหมณ์ทั้งหมดหนีไปนั้นกลับเป็นประโยชน์แก่พระพุทธเจ้าทาให้จิตเกิดสมาธิได้ง่ าย เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์ทั้งห้าเริ่มจากโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ ท่านอัสสชิ และมหานามะตามลาดับ จนทั้งห้าได้ดวงตาเห็นธรรมและได้อุปสมบทเป็นภิกษุ ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมพระเทศนา เพื่อให้พระสาวกทั้งห้าหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะทั้งปวง ทรงแสดงขันธ์5 ที่มีใจความดังนี้ รูป คือ ร่างกายที่สามารถมองเห็นสัมผัสได้ เวทนา คือ ความรู้สึกรู้ทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญา คือ ความจาได้หมายรู้ สังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดความรู้สึกดีบ้างชั่วบ้าง วิญญาณ คือ จิตที่รับรู้สิ่งต่างๆ ขันธ์ทั้ง 5 นี้เป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ทรงสอนให้ปัญจวัคคีย์พิจารณาแยกกายใจออกเป็นขันธ์5 ตามแนวทางวิปัสสนา แล้วทรงถามถึงขันธ์5ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยงและทุกข์หรือสุข ภิกษุทั้งห้าต่างพร้อมใจกันตอบว่าไม่เที่ยงและทุกข์ จึงทรงแสดงธรรมต่อว่าในเมื่อขันธ์5 เป็นสิ่งไม่เที่ยงแล้วไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นของเรา ระหว่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมนั้นภิกษุทั้งห้าก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหั นต์ พระมหานามะนั้นได้ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันพรรษาหนึ่งจนมีพระสงฆ์เพิ่มขึ้นอีก 60องค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงส่งพระสงฆ์ทั้งหมดไปเผยแผ่ศาสนารวมถึงตัวพระมหานามะเองด้วย ท่านดารงชีวิตอยู่พอสมควรก่อน จะนิพพาน พระอุบาลี พระอุบาลีเป็นบุตรของช่างกัลบกในกรุงกบิลพัสดุ์มีการศึกษาไม่สูงเด่นนักเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มบิดาดานาเขาไปถวาย ให้เป็นนายภูษามาลาในพระราชสานักของศากยราชจึงมีโอกาสได้สนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าชายแห่งราชวงศ์ศากยะ แทบทุกพระองค์ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ซึ่งอยู่ในแคว้นมัลละเจ้าชายแห่งศากยวงศ์5พระองค์คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ และกิมพิละกับเจ้าชายแห่งโลกิยวงศ์อีกพระองค์หนึ่งคือพระเทวทัตตัดสินใจออกผนวช อุบาลี ก็เลยขอติดตามออกบวชด้วยโดยเดินทางออกจากแคว้นสักกะด้วยขบวนจตุรงคเสนา ประหนึ่งเสด็จไปประพาสพระราชอุทยานพอถึงชายแดนระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นมัลละได้ส่งให้กองดุริยางค์เหล่านั้นกลับ แล้วค่อยเดินทางสู่ดินแดนของแคว้นอื่นอย่างสงบให้เกียรติแก่ กษัตริย์แห่งแคว้นนั้นเจ้าชายทั้ง 5พระองค์ ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตนออกห่อให้เรียบร้อยแล้วมอบแก่ อุบาลี พร้อมทั้งกล่าวว่า “นี่นะอุบาลีขอให้เธอกลับบ้านไปเถอะ ทรัพย์สินเหล่านี้คงจะพอเลี้ยงชีวิตของเธอได้อย่างสบาย”ฝ่ายอุบาลีพอได้ยินเช่นนั้นก็เสียใจ
8.
๘ ร้องไห้กราบพระบาทของเจ้าชายทั้ง5ขอออกบวชด้วยตอนแรกเจ้าชายทั้ง5ไม่ยอม นายอุบาลีไม่อาจจะขัดขืนคาสั่งได้ จึงลุกขึ้นเอาห่อของนั้นเดินทางกลับพอคนทั้ง7 เกิดแยกเป็น2
กลุ่ม ปรากฏการณ์อันประหลาดก็เกิดขึ้นพายุพัดต้นไม้โอนไปเอนมาเสียงดังเหมือนป่ากาลังคาครวญร้องไห้เหมือนแผ่นดินสะเทือน บ่งบอกว่าแม้ธรรมชาติก็เสียใจเมื่ออุบาลี เดินทางกลับไปได้หน่อยหนึ่งก็ฉุกคิดว่า “ถ้าประชาชนชาวแคว้นสักกะเห็นเรานาสิ่งของอันมีค่าของเจ้าชายทั้ง5องค์นี้กลับมาอาจคิดและสงสัยว่าเจ้าชายทั้ง5คงถูก อุบาลี ปลงพระชนม์เสียแล้วจึงปลดเปลื้องเอาแต่ของมีค่ามาเป็นของคนดังนี้แล้วเราจะตอบเขาว่าอย่างไร ก็ในเมื่อเจ้าชายเหล่านี้ทรงสละสมบัติอันล้าค่าเหล่านี้เหมือนเสลดน้าลายแล้วเรายังจะรับเอาไว้ อยู่หรือ”ครั้งคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงแก้ห่อของนั้นออก เอาเครื่องทรงเหล่านั้นแขวนไว้บนต้นไม้ พร้อมทั้งเขียนบอกไว้ว่า “เมื่อใครมาพบอยากได้ก็จงเอาไปเถิด” แล้วเดินทางย้อนกลับไปหาเจ้าชายเหล่านั้นอีกเมื่อถูกถามว่าทาไมเจ้าจึงกลับมา ก็กราบทูลความคิดที่ทาให้ตัดสินใจกลับพร้อมทั้งพฤติกรรมที่ได้กระทานั้นให้ทรงทราบอย่างละเอียด ครั้นแล้วทั้ง7คน ก็เดินทางร่วมกันต่อไปพอถึงสานักของพระบรมศาสดาพากันถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะอุปสมบท แต่ชื่อว่าเป็นเชื้อพระวงศ์แห่งศากยราชมีความถือตัวของข้าพระองค์จักลดลงไปด้วยอาการอย่างนี้” อุบาลีจึงได้บวขเป็นคนแรกเมื่อพระอุบาลีบวชแล้วพระบรมศาสดาทรงสั่งสอนพระกัมมัฏฐาน ให้เห็นแนวในการปฏิบัติสมณธรรมท่านตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทตั้งใจบาเพ็ญเพียรไม่นานนักก็สาเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้ศึกษาทรงจาพระวินัยปิฎกได้อย่างแม่นยาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระวินัยจนหาใครเทียบได้ ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่พระองค์ทรงมอบหมายให้ท่านวินิจฉัยอธิกรณ์ 3เรื่องคือ 1. ภารตัจฉกวัตถุ 2. อัชชุกวัตถุ 3. กุมารกัสสปวัตถุ พระอุบาลีก็วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องเป็นที่ยอมรับของพระภิกษุสงฆ์ทั้งมวล พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในการทรงจาพระวินัยภายหลังเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วพระม หากัสสปเถระกระทาปฐมสังคายนาจึงมอบหมายให้พระอุบาลีเถระเป็นผู้วิสัชนาในพระวินัยปิฎกทั้งหมด คือพระมหากัสสปเถระในฐานะประธานในการทาสังคายนาจะเป็นผู้ถามไปทีละข้อๆเริ่มแต่บทบัญญัติที่มีโทษหนักที่สุก คือ ปาราชิกเป็นต้นพระอุบาลีเถระตอบได้อย่างถูกต้องและเพื่อป้องกันความผิดพลาดจึงให้พระสงฆ์นามาสวดให้กันฟังทุก 15 วันซึ่งเราเรียกว่า“สวดปาฏิโมกข์”ตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านอุบาลีเถระถือได้ว่าเป็นพระเถระที่ทาคุณประโยชน์ให้แก่พระศาสนาอย่างมากองค์หนึ่ง ท่านดารงสังขารอยู่ตามสมควรแก่กาลแล้วก็ดับขันธ์นิพพาน พระเทวทัต พระเทวทัตเป็นเจ้าชายแห่งโกลิยวงศ์ได้ออกบวชพร้อมกับเจ้าชายศากวงศ์อีก 5พระองค์คือภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภัคคุ กิมพิละและสามัญชนอีกคนหนึ่งคืออุบาลี ในจานวนที่บวชพร้อมกันนี้ท่านภัททิยะได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ในพรรษานั้นเองและตามด้วยคนอื่นๆ ส่วนพระเทวทัตได้สาเร็จแค่โลกิยญาณ (คือฤทธิ์ระดับปุถุชนย่อมเสื่อมได้) ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่กรุงโกสัมพีชาวเมืองก็พากันนาวัตถุสิ่งของไปถวายเป็นจานวนมาก เวลาเหล่าประชาชนเหล่านั้นนาสิ่งของไปถวายที่วัดมักจะถามหาพระสารีบุตรพระโมคคัลลานะพระมหากัสสปะ หรือไม่ก็พวกที่ออกบวชพร้อมพระเทวทัตแต่ไม่มีใครถามถึงพระเทวทัตเลยจึงทาให้พระเทวทัตเกิดความน้อยเนื้อต่าใจ
9.
๙ จึงคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกโดยจะไปขออาศัยอานาจทางการเมืองเข้ามาเสริมจึงเห็นพระเจ้าอชาตศัตรู นี่แหละน่าจะเกลี้ยกล่อมได้ และพระเทวทัตก็ทาสาเร็จทาให้พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระบิดาแล้วขึ้นครองเป็นกษัตริย์แทน ส่วนพระเทวทัตก็จะฆ่าพระพุทธเจ้าแล้วปกครองคณะสงฆ์เสียเอง วันหนึ่งขณะที่พระบรมศาสดาทรงกาลังแสดงธรรมแก่พระพุทธบริษัทพร้อมด้วยพระราชาในเวฬุวันมหาวิหาร พระเทวทัตก็ขึ้นประนมกราบทูลว่า “ข้าแต่พระภูมิภาคบัดนี้พระองค์ทรงชรามากแล้วขอพระองค์ทรงมักน้อยพักผ่อนให้สบาย หม่อมฉันจักบริหารภิกษุสงฆ์แทนพระบรมศาสดาจึงตรัสตาหนิด้วยถ้อยคาที่รุนแรง พร้อมทั้งทรงห้ามว่าอย่าคิดอย่างนี้อีกต่อไปเป็นเหตุให้พระเทวทัตไม่พอใจผูกอาฆาตแล้วหนีไป พระภูมิภาครับสั่งให้ประกาศถึงพฤติกรรมและแนวคิดของพระเทวทัตจึงทาให้พระเทวทัตยิ่งโกรธมากขึ้น เมื่อแผนการของพระเทวทัตในการปลงพระชนม์ของพระพุทธเจ้าขั้นแรก
คือ จ้างนายขมัง ธนูลอบสังหารได้ล้มเหลวลง พระเทวทัตจึงลงมือทาเอง คือ แอบขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏ เพราะพระเทวทัตทราบได้แน่นอน ว่า ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่เชิงเขาเบื้องล่าง พระเทวทัตจึงกลิ้งก้อนหินใหญ่ลงมา หมายให้ทับพระพุทธเจ้า ก้อนหินเกิดกระทบกันแล้วแตกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย สะเก็ดหินก้อนหนึ่งกระเด็นปลิวมากระทบพระบาทพระพุทธเจ้า จนทาใ ห้พระโลหิตห้อขึ้น แผนการที่สองล้มเหลวลงอีกต่อมาพระเทวทัตได้แนะนาให้พระเจ้าอชาตศัตรูสั่งเจ้าพนักงาน เลี้ยงช้างปล่อยช้างดุร้ายออกไล่เหยียบพระพุทธเจ้า ในขณะที่เสด็จบิณฑบาต แต่ก็ล้มเหลวลงอีก เพราะฝูงช้างไม่กล้าทาร้า ยพระพุทธเจ้า ตอนนี้เอง ความชั่วของพระเทวทัตเป็นข่าวแดงโร่ออกมา ประชาชนชาวเมืองต่างโจษจันกัน เซ็งแซ่ว่า ผู้จ้างนายขมังธนูก็ดี ผู้กลิ้งก้อนหินกระทบพระบาทพระพุทธเจ้าก็ดี ผู้ปล่อยกระบวนช้างก็ดี แม้ที่สุดพระเจ้าพิมพิส ารที่เสด็จสวรรคตก็ดี เป็นแผนการของพระเทวทัตทั้งสิ้น หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสชาดกให้แก่พระสงฆ์สาวกฟังซึ่งล้วนแต่เป็นอักกตัญญู พวกศิษย์จึงนาพระเทวทัตขึ้นนอนบนเตียงเล็กๆแล้วนาไปเฝ้าพระภูมิภาค เมื่อหามพระเทวทัตมาถึงริมฝั่งน้าแล้ววางลงเพื่อจะสรงน้าที่สระพระเทวทัตก็ลุกจากเตียงแล้วนั่งวางเท้าทั้งสองบนแผ่นดิน ก็ถูกแผ่นดินสูบเท้าทั้งสองนั้นก็จมลงดินแล้วค่อยๆจมลงไปทีละน้อย ครั้นเมื่อพระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบแล้ว ประชาชนต่างพากันรื่นเริงยินดีมีการเฉลิมฉลองกันเป็นงานใหญ่ภิกษุจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า“พระเทวทัตไปเกิดที่ไหน” พระพุทธจึงตรัสว่า“ในอเวจีมหานรก"ภิกษุจึงทูลถามต่อไปว่า“พระเทวทัตประพฤติตนได้รับความเดือดร้อนในโลกนี้ แล้วยังไปเกิดในสถานที่เดือดร้อนอีกหรือ”จึงตรัสว่าอย่างนั้นแหละภิกษุทั้งหลายบรรพชิตก็ตามคฤหัสถ์ก็ตาม อยู่ด้วยความประมาทย่อมเดือดร้อนทั้งสองโลกทีเดียว พระปุณณมันตานีบุตรเถระ พระปุณณมันตานีบุตรเป็นชาวแคว้นสักกะโดยกาเนิดเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีคนหนึ่ง ในตระกูลโทณวัตถุบ้านของท่านอยู่ไม่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์เป็นญาติกับภิกษุบริษัทองค์แรกคือพระอัญญาโกณฑัญญะ โดยพระปุณณมันตานีบุตรมีฐานะเป็นหลานลุงพระปุณณมันตานีบุตรชื่อเดิมว่า “ปุณณะ”มารดาชื่อมันตานีพราหมณี เป็นน้องสาวของพระอัญญาโกณฑัญญะแต่เนื่องจากคนที่ชื่อ“ปุณณะ”มีมากกลัวเกิดความสับสนเวลาเอ่ยชื่อ ดังนั้นพอท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วภิกษุทั้งหลายจึงเรียนท่านว่า“พระปุณณมันตานีบุตร”แปลว่า
10.
๑๐ ปุณณะผู้เป็นบุตรของนางมันตานีการที่พระปุณณมันตานีบุตรได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็ด้วยการชักนาของพระอัญญาโกณฑัญญะโดยขณะที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ พระอัญญาโกณฑัญญะได้กราบทูลลาขอเดินทางกลับไปโปรดญาติโยมที่บ้านเดิมของท่านที่แคว้นสักกะ เมืองกบิลพัสดุ์ได้ชี้แจงเหตุและผลให้หนุ่มปุณณะหลานชายฟังจนเกิดศรัทธาตัดสินใจบวชหลังจากบวชแล้วก็จาริกไปยัง สถานที่ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติสมณธรรมไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์และตั้งอยู่ในคุณธรรม 10ประการ ท่านได้อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ของท่านให้ตั้งอยู่ในคุณธรรม10ประการอีกด้วย ชื่อเสียงของท่านได้กระจายไปสู่หมู่ภิกษุพุทธบริษัทในเมืองต่างๆ ครั้นต่อมาศิษย์ของท่านได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้พรรณนาถึงการประพฤติปฎิบัติตนของ พระปุณณมันตานีบุตรให้พระพุทธเจ้าฟังขณะนั้นพระสารีบุตรเถระนั่งอยู่ในที่นั้นด้วยพอได้ยินเช่นนั้น ก็มีความประสงค์อยากพบปะสนทนากับพระปุณณมันตานีบุตรยิ่งนักเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากกรุงราชคฤห์ไปประทับ ที่เมืองสาวัตถี ท่านปุณณมันตานีบุตรมาเฝ้าแล้วพักอยู่ที่เมืองสาวัตถี
พระสารีบุตรทราบข่าวจึงหาโอกาสเข้าไป สนทนาด้วยไต่ถามถึงหลักธรรมที่ชื่อว่า “วิสุทธิ7”คือความหมดจดหรือความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นชั้นๆมี7 ชั้นด้วยกัน เมื่อพระสารีบุตรถามท่านปุณณมันตานีบุตรว่า “ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่อศีลบริสุทธิ์หรือ” พระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า “ไม่ใช่” พระสารีบุตรก็ถามไปจนครบทั้ง7ข้อแต่พระปุณณมันตานีบุตรก็ตอบว่าไม่ใช่เหมือนกันทุกข้อ และพระสารีบุตรก็กล่าวว่า “ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าท่านหมายความว่าอย่างไร”พระปุณณมันตานีบุตรจึงได้อธิบายเปรียบเทียบกับการเสด็จโดย ราชรถจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งเช่นจากเมืองสาวัตถี ไปยังเมืองสาเกตจะต้องมีการเปลี่ยนราชรถถึง7ครั้ง ตามสถานีจอดรถต่างๆเราจะพูดว่าพระราชาเสด็จโดยราชรถนี้จากเมืองสาวัตถีถึงเมืองสาเกตโดยตรงย่อมไม่ถูกต้อง เราจะต้องพูดให้ละเอียดว่าทรงเปลี่ยนราชรถจุดใดบ้างเพราะรถคันแรกกับรถคันสุดท้าย เป็นรถคนละคันกันพระสารีบุตรเข้าใจและอนุโมทนาในธรรมกถาและชมเชยว่าพระปุณณมันตานีบุตร เป็นผู้เชี่ยวชาญในการอธิบายธรรมได้อย่างลึกซึ้งฝ่ายปุณณมันตานีบุตรก็ชมเชยว่าพระสารีบุตรมีปัญญาเป็นเลิศ ฟังธรรมอันลึกซึ้งเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้นอาศัยความที่ตนตั้งอยู่ ในคุณธรรมเช่นไรแล้วก็สอนให้ผู้อื่นตั้งอยู่ในคุณธรรมเช่นนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลา ย ในการเป็นนักเทศน์นักแสดงธรรม ท่านดารงชีวิตอยู่ตามสมควรแล้วก็ดับขันธนิพพาน พระมหากัจจายนเถระ พระมหากัจจายนะ เป็นบุตรของพราหมณ์ ตระกูลกัจจายนะ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชตในกรุงอุชเชนี เดิมท่านชื่อ ว่า “กัญจนะ” เพราะมีรูปร่างลักษณะงามสง่า มีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้เรียนจบไตรเพท เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแ ล้วได้ดารงตาแหน่งปุโรหิตแทนบิดาเมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้แล้วเสด็จเที่ยวจาริก ประกาศหลักธรรมคาสอน พระเจ้าจัณฑปัชโชตมีพระราชประสงค์จะกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จสู่กรุงอุชเชนี จึงรับ สั่งให้ปุโรหิตกัจจายนะไปกราบทูลอาราธนากัจจายนะถือโอกาสกราบทูลลาเพื่ออุปสมบทด้วย เมื่อทรงอนุญาตแล้วจึงพร้อมด้วยบริวารติดตามอีก 7คน เดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อเดินทางไปถึงก็รับเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสพระธรรมเทศนาให้ฟังทั้ง8 คนนั้น ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปนา เมื่อได้อุปสมบท ได้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาเสด็จสู่กรุงอุชเชนี แต่พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านไปเอง
11.
๑๑ พระเจ้าจัณฑปัชโชตและชาวเมืองก็จะเกิดศรัทธาเหมือนกัน พระมหากัจจายนะ จึงกราบทูลลาพระบรมศาสดาพาภิกษุบริวารอีก 7
องค์นั้น เดินทางกลับสู่กรุงอุชเชนี ประกาศหลักธรรมคาสอนในพุทธศาสนาให้พระเจ้าจัณฑปัชโชต และชาวเมืองได้สดับรับฟัง เกิดศรัทธาเลื่อมใสทาให้พระพุทธ ศาสนาแพร่กระจายทั่วกรุงอุชเชนีแล้ว ท่านก็ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคอีก ท่านพระมหากัจจายนะพักอาศัยอยู่ที่ภูเขาปวัตตะแขวงเมืองกุรุรฆระในอวันตีทักขิณาปถชนบทขณะนั้น มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อว่าโสณกุฎิกัณณะมีศรัทธาจะอุปสมบท แต่เนื่องจากในอวันตีชนบทนั้นมีพระภิกษุจานวนน้อย ไม่ครบเป็นคณปูรกะจานวน 10 รูป ( ทสวรรค) ตามพระบรมพุทธานุ ญาต ท่านจึงให้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่นานถึง 3 ปีกว่าจะได้อุปสมบทและเมื่อท่านโสณกุฏิกัณณะได้อุปสมบทแล้ว ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ได้กราบลาพระมหากั จจายนะ พระมหากัจจายนเถระเป็นพระพุทธสาวกที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถอธิบายธรรมที่ย่อให้พิสดาร ให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาเลื่อ มใสได้โดยไม่ยาก ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทา 4 ดังที่กล่าวมาในตอนต้นแล้วว่าพระมหากัจจายนเถระเป็นผู้มีรูปร่างสง่างามผิวเหลือง เป็นที่ต้องตาถูกใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไ ป บุตรเศรษฐีคนหนึ่งได้เห็นพระเถระกาลังยืนห่มจีวรเพื่อเข้าไปบิณฑบาตในเมืองแล้วเกิดความพอใจ ในดวงจิตคิดอกุศล ด้วยอกุศลจิตคิดเพียงเท่านี้ทาให้เพศชายของเขาหายไปกลายเป็นเพศหญิงไปทั้งร่าง แล้วพากันไปกราบขอขมาโทษต่อพระเถระเมื่อท่านทราบเรื่องโดยตลอดแล้วก็ยกโทษให้ และเพศหญิงก็หายไปเพศชายปรากฏขึ้นมาเหมือนเดิม ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตรแต่โดยย่อแล้วเสด็จเข้าสู่พระวิหารที่ประทับ พระภิกษุทั้งหลายไม่มีโอกาสเพื่อจะกราบทูลถามเนื้อความที่ตรัสไว้โดยย่อให้เข้าใจได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหากัจจายนะ กราบอาราธนาให้ท่านได้เมตตาอธิบายขยายความให้ฟัง พระเถระได้อธิบายขยายความย่อให้ฟังอย่างพิสดาร ถ้าท่านทั้งหลายมีความต้องการจะทราบให้แน่ชัดก็จงไปกราบทูลถามพร ะผู้มีพระภาค พระภิกษุเหล่านั้นพากันลาแล้วเข้าไปกราบทูลเนื้อความที่พระมหากัจจายนะอธิบายไว้ให้พระพุทธองค์ทรงสดับ พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญพระเถระว่า“ภิกษุทั้งหลายพระมหากัจจายนะเป็นผู้มีปัญญา เนื้อความนั้นถ้าพวกเธอถามตถาคตแม้ตถาคตก็จะอธิบายอย่างนั้นเช่นกัน ขอพวกเธอจงจาเนื้อความนั้นไว้เถิด” เมื่อครั้งพระพุทธองค์ประทับอยู่ณ พระเชตะวันมหาวิหารทรงตั้งพระมหากัจจายนะ ไว้ในตาแหน่งเอตทัคคะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในฝ่ายผู้อธิบายเนื้อความย่อให้พิสดารท่านพระมหากัจจายนเถระดารงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเว ลาแล้วก็ดับขันธนิพพาน"พระมหากัจจายนเถระเอตทัคคะในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร" พระองคุลีมาลเถระ องคุลิมาลเป็นบุตรพราหมณ์ในนครสาวัตถี บิดามีอาชีพรับราชการเป็นปุโรหิตในราชสานักพระเจ้าปเสนทิโกศล มารดาชื่อนางมันตานีพรหมณี ท่านเกิดเวลากลางคืนเกิดประกฎการณ์มหัศจรรย์ขึ้นคือศาสตราวุธยุปโธปกรณ์ในบ้าน และพระคลังแสงเกิดเปลวแสงสว่างแผ่รังสีบริเวณกว้างผู้เป็นพ่อได้ดูฤกษ์ยามและดูดาวบนท้องฟ้าปรากฏว่าถึงเวลาตกฟาก ของบุตรนั้นเป็นโจรฤกษ์ผู้เกิดในฤกษ์นี้ย่อมเป็นโจรจึงรีบเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลถึงฤกษ์และปรากฎการณ์ ให้พระราชาฟังและทูลให้ท่านฆ่าบุตรของตนเพื่อไม่ให้ทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในอนาคต แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่เชื่อและบอกให้ดูแลบุตรของของตนดี ท่านปุโรหิตจึงแก้เคล็ดให้ชื่ออะหิงสกหมายถึง เด็กชายผู้ไม่เบียดเบียนใครโดยเลี้ยงไม่ให้เห็นเหตุจูงใจที่จะเป็นโจรอะหิงสกโตเป็นหนุ่มและไม่มีแววที่จะเป็นโจร
12.
๑๒ และได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยตักสิลานครตักศิลาได้เรียนกับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ อะหิงสกตั้งใจเรียนและเข้าใจเนื้อหาที่เรียน เร็วกว่าศิษย์รุ่นเดียวกันดังนั้นเวลาศิษย์คนอื่นถูกว่ากล่างตักเตือนอาจารย์มักจะยกย่องอะหิงสกเป็นตัวอย่าง ทาให้ศิษย์คนอื่นอิจฉาทาอุบายแกล้งอะหิงสก อะหิงสกเวลาเรียนจากทฤษฎีแล้วชอบนามาปฎิบัติทดลอง ศิษย์คนอื่นจึงฟ้องอาจารย์ว่าอะหิงสกคิดว่าตนฉลาดและคิดจะกาจัดอาจารย์ออกไปครั้งแรกอาจารย์ไม่เชื่อ พอศิษย์คนอื่นฟ้องมากๆเข้าก็เชื่ออย่างสนิทใจอาจารย์เรียกอะหิงสกมาพบบอกให้อหิงสกไปฆ่าคน
1000 คนเพื่อนามาประกอบการสอนวิชาวิษณุศาสตร์ และบอกว่าถ้าม่มีนิ้วมืออาจารย์ก็ไม่อาจสอนได้ อะหิงสกไม่พอใจเหราะตนมาจากตระกูลหราหมณ์ไม่เคยฆ่าคนแต่เพราะอยากเรียนวิชานี้มากจึงออกไปฆ่าคน อาจารย์ก็คิดว่ากว่าอะหิงสกจะฆ่าคนครบก็คงถูกฆ่าไปเสียก่อน วิชาวิษณุศาสตร์เป็นวิชาที่พูดถึงองค์ประกอบของสรรพสิ่ง ว่าประกอบด้วยอณูทั้งหลาย แยกแยะออกมาแล้วก็จะของสภาพสรรพสิ่งนั้นเป็นนสิ่งหนึ่งทาให้อะหิงสกอยากพิสูจน์ เขาเตรียมอาวุธที่จะฆ่าคน ไปยังป่ารกและดักปลล้นฆ่าคนที่ผ่านมาฆ่าไปเรื่อยและไม่ได้จดบันทึกไว้และก็ลืมไม่รู้ว่าตนฆ่าคนได้เท่าใด จึงตัดนิ้วคนที่ถูกฆ่ามาคล้องคอทาให้เป็นนที่หวาดกลัวของชาวบ้านและพวกพ่อค้าไม่มีใครกล้าเดินทางไปค้าขายชาวบ้านเรียก อะหิงสกว่า องคุลิมาลแปลว่าผู้ที่มีนิ้วเป็นสร้อยคอองคุริมาลได้ฆ่าคนจนนับนิ้วมือที่คอได้ 999นิ้ว เหลืออีกนิ้วเดียวก็จะครบ 1000 คนพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ระดมพลปราบองคุลิมาลปุโรหิตก็เกรงกลัวภัยแก่บุตรตนเอง จึงปรึกษากับนางมันตาณีตกลงให้นางมันตาณีออกไปพบบุตร บอกให้บุตรรู้ตัวและจะได้หนีเอาตัวรอด ความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตรนั้นช่างบริสุทธิ์นัก ถึงลูกจะชั่วช้าสปานใดบิดามารดาก็ยังรักและห่วงไม่เสื่อมคลาย ก่อนที่มารดาจะออกไปพบกับองคุลิมาลพระพุทธเจ้าได้ตรวจ ดูสัตว์โลกผู้ใดมีนิสัยแห่งการรู้ธรรมะบ้างก็ทรงพบองคุลิมาลมีอุปนิสัยแห่งอรหัน ถ้าพระองค์ไม่ทรงเป็นพระธุระ องคุลิมาลก็จะมาตุฆาต(ฆ่าแม่ตนเอง)จึงเสด็จไปพบองคุลิมาลเมื่อพบองคุลิมาล ก็ปรี่หวังจะพระองค์ไล่เท่าไรก็ไล่ไม่ทันจนเกิดความเหนื่อยล้าร้องตะโกน ให้พระศาสดาหยุด พระองค็ตรัสว่า เราหยุดแล้ว แต่ท่านที่ยังไม่หยุด องคุลิมาลก็กล่าวว่า ท่านพูดเท็จ ท่านยังไม่หยุดก็บอกว่าหยุด พระองค์ตรัสตอบว่า เราหยูดทาความชั่วอันเป็นผลให้เป็นทุกข์แต่ท่านที่ยังไม่หยุด พระสุรเสียงพระศาสดาทาให้องคุลิมาลได้สตินึกโทษที่ตนทามา และเปลื้องศาสตราวุธพวงองคุรี ไว้ที่ซอกเขา และเข้าเฝ้าพระศาสดา ฟังพระธรรมเทศนาพอจบพระธรรมเทศนาก็ได้ดวงตาเห็นธรรมขออุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปนาวัดเชตะวันวิหาร ท่านองคุลิมาลได้บิณฑบาตในนครสาวัตถี ประชาชนพบเห็นก็เกิดความหวาดกลัว วิ่งหนีกันอลหม่านไม่มีใครถวายอาหารให้ท่านเลยแม้เต่ทัพพีเดียวพระองคุลิมาลเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ตั้งใจบาเพ็ญสมณธรรมเคร่งครัดแต่จิตของท่านไม่มีสมาธิเพราะเหตุการณ์ที่ท่านฆ่าคนมาปรากฏเฉพาะหน้าตลอดเวลา พระบรมศาสดาได้สั่งสอนว่าไม่ควรระลึกถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้วและสิ่งที่ยังมาไม่ถึงให้พิจารณากรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ปัจจุบันพระองคุริมาลได้ปฎิบิติตามที่ทรงแนะนาไม่นานท่านก็เป็นพระอรหันต์ ภิกษุสนทนากันว่า ท่านองคุลิมาลท่านฆ่าคนมามากมายเห็นปานนั้นยังบรรลุพระอรหันต์ได้อยู่หรือพระพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุเหล่านั้น ภิกษุทั้ง หลายผ่านมาองคุลิมาลไม่ได้กัลยาณมิตรสักคนเดียวจึงได้ทาบาปขนาดนั้นภายหลังเธอได้กัลยาณมิตรเป็นปัจจัย เป็นผู้ไม่ประมาทบาปกรรมเหล่านั้นบุตรของเราละแล้วด้วยกุศลกรรมแล้วตรัสคาถาบุคคลใดละบาปกรรมที่ตนทาไว้แล้ว กุศลบุคคลนั้นย่อมทาให้โลกนี้สว่างเหมือนดวงจันทร์พ้นแล้วจากเมฆหมอก ท่านองคุลิมาลมีความเชี่นวชาญเรื่องน้ามนต์ ให้หญิงมีครรภ์คลอดบุตรง่าย
13.
๑๓ ภิกษุณี พระนางมหาปชาบดีโคตรมี พระนางประชาบดีโคตมีเป็นพระน้าของพระพุทธเจ้าเมื่อพระนางสิริมหามายาสวรรคต พระเจ้าสุทโธทนะได้อภิเษกสมรสกับพระนางประชาบดีโคตมี พระนางได้เป็นแม่เลี้ยงนางนมของเจ้าชายสิทธัตถะครั้นยังทรงวัยเยาว์ หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคตและถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตามีได้ทรงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่นิโครธาราม เพื่อทูลขอให้สตรีบวชใในพระพุทธศาสนาแต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต พระนางอ้อนวอนหลายครั้งแต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต จึงทาให้พระนางเสียพระทัยจนกระทั่งกันแสงแล้วเสด็จกลับไป แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองเวสาลีและไปประทับที่ป่ามหา วัน ฝ่ายพระนางประชาบดีโคตามีพอเสด็จกลับถึงพระตาหนักก็ทรงตัดสินพระทัยปลงพระเกศาของพระองค์ แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อธิฐานเพศเป็นนักบวชจาเพราะพระศาสดาพร้อมด้วยเจ้าหญิงจากศากยวงศ์(สากิยานี) เป็นจานวนมากจากนั้นก็พากันเดินไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึง
เมืองเวสาลีแล้วพากันประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูป่ามหาวัน พระอานนท์พบเข้าก็ได้สอบถามข้อเท็จจริงแล้วบอกให้พระนางเจ้าพร้อมทั้งสากิยานีรออยู่ที่ซุ้มประตูนั้นก่อน จากนั้นพระอานนท์ก็เข้าไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบพระอานนท์กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางมหาปชาบดีโคตามีพร้อมด้วยสากินีจานวนมากพากันตัดเกศานุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มพระทวาร มีจิตใจแน่วแน่จะขออุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ขอพระองค์จงโปรดให้พระนางบวชเถิด แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต พระอานนท์สงสารและเห็นใจหญิงเหล่านั้น จึงคิดหาเหตุผลที่จะให้พระองค์ทรงอนุเคราะห์สตรีเหล่านั้นจึงทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สตรีถ้าบวชได้แล้วจะทามรรคผลได้สาเร็จหรือไม่?”พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า"ได้ " พระอานนท์จึงอ้างเหตุผลที่พระนางมหาปชาปดีโคตามีซึ่งเป็นน้าของพระพุทธเจ้าได้ทรงเลี้ยงพระองค์ในวัยเยาว์จึงมีคุณ ฉะนั้นจึงทูลขอให้สตรีบวชได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่าถ้าพระนางปชาบดีโคตามียอมรับครุธรรม๘ประการได้ก็จะให้บวช ซึ่งได้แก่ 1. นางภิกษุณีแม้บวชนานพรรษา100ก็ต้องกราบไหว้พระภิกษุที่บวชแม้ในวันนั้น 2. นางภิกษุณีอย่าพึงอยู่จาพรรษาในอาวาสที่ไม่มีพระภิกษุ 3. นางภิกษุณีต้องหวังธรรม2ประการคือถามวันอุโบสถ1เข้าไปฟังคาสั่งสอนแต่พระสงฆืทุกกึ่ง1เดือน 4. นางภิกษุณีอยู่จาพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์2ฝ่ายคือทั้งในฝ่ายภิกษุณีด้วยกันเองและในฝ่ายภิกษุ 5. นางภิกษุณีต้องอาบัติ(โทษทางวินัย)หนักแล้วต้องประพฤติมานัด(กล่าวประจานตน)ในสงฆ์ 2ฝ่ายเป็นเวลาฝ่ายละ15วัน 6. นางภิกษุณีต้องอุปสมบทในสงฆ์2 ฝ่ายคือบวชกับภิกษุณีด้วยกันแล้วต้องบวชกับภิกษุอีก 7. นางภิกษุณีห้ามด่าหรือแสดงอาการรังเกียจอย่างใดอย่างหนึ่ง 8. ห้ามภิกษุณีว่ากล่าวภิกษุแต่ภิกษุว่ากล่าวนางภิกษุณีได้ ครุธรรมทั้ง๘ประการนี้ภิกษุณีพึงสักการะเคารพตลอดชีวิตพระนางมหาปชาบดีโคตามีทรงยอมรับด้วยความยินดี โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือข้อแม้ใดๆ ผู้ที่บวชเป็นภิกษุณีนั้นต้องปฏิบัติตนเป็นนางขมานาอย่างเคร่ง๒ปี คือ รักษาศีลข้อที่หนึ่ง(งดเว้นจากการฆ่าสัตว์)ถึงข้อที่หก(ไม่รับประทานอาหารตั้งแต่เที่ยงถึงเช้าวันใหม่)
14.
๑๔ ถ้าขาดตกบกพร่องข้อหนึ่งข้อใดก็ให้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งพระนางก็ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติสมณธรรมจนสาเร็จเป็นพระอรหันต์ พระเขมาเถรี พระเขมาเถรีเอตทัคคะในฝ่ายผู้มีปัญญาพระเขมาเถรีเกิดในราชสกุล กรุงสาคละ แคว้นมัททะ
พระประยูรญาติ ได้ให้พระนามว่า “เขมา”เพราะพระนางมีผิวพรรณเลื่อมเรื่อดังสีน้าทอง เมื่อเจริญพระชันษาแล้วได้อภิเษกสมรส เป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งนครราชคฤห์ เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันใกล้กรุงราชคฤห์นั้น พระนางได้สดับ ข่าวว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงโทษในรูปสมบัติและเพราะความที่ พระนางเป็นผู้หลงมัวเมาในรูปโฉม ของตนเองจึงไม่กล้าไปเข้าเฝ้าพระทศพลด้วยเกรงว่าพระพุทธองค์จะแสดงโทษในรูปโฉมของพระนาง หลงอุบาย ถูกหลอก ให้ไปวัดฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารก็ทรงดาริว่า “เราเป็นอัครอุปัฏฐากของพระศาสดาแต่อัครมเหสีของอริยสาวกเช่นเรานี้กลับไม่ไปเฝ้าพระทศพล ข้อนี้เราไม่ชอบใจเลย” ดังนั้น พระองค์จึงคิดหาอุบายด้วยการให้พวกนักกวีผู้ฉลาด แต่บทกวีประพันธ์ถึงคุณสมบัติ ความงดงามของพระวิหารเวฬุวันราชอุทยานแล้ว รับสั่งให้นาไปขับร้องใกล้ ๆ ที่พระนางเขมาเทวีประทับ เพื่อให้ทราบสดับบทประพันธ์นั้น พระนางได้สดับคาพรรณนาความงดงามของพระราชอุทยานแล้ว ก็มีพระประสงค์จะเสด็จไปชม จึงเข้าไปกราบทูลพระราชาผู้สามี ซึ่งท้าวเธอก็ทรงยินดีให้เสด็จไปตามพระประสงค์ เมื่อพระนางได้เสด็จชมพระราชอุทยานจนสิ้นวันแล้วใคร่จะเสด็จกลับ พวกราชบุรุษทั้งหลายได้นาพระนางไปยังสานัก ของพระบรมศาสดาทั้ง ๆ ที่พระนางไม่พอพระทัยเลยพระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระนางกาลังเสด็จมา จึงทรงเนรมิตนางเทพอัปสรนางหนึ่งซึ่งกาลังถือพัดก้านใบตาลถวายงานพัดให้พระองค์อยู่เบื้องหลัง พระนางเขมาเทวีเห็น นางเทพอัปสรนั้นแล้วถึงกับตกพระทัยดาริว่า “แย่แล้วสิเรา สตรีที่งามปานเทพอัปสรเห็นปานนี้ ยืนอยู่ใกล้ๆ พระทศพล แม้เราจะเป็นปริจาริกาหญิงรับใช้ของนาง ก็ยังไม่คู่ควรเลยเพราะเหตุไรเราจึงเป็นผู้ตกอยู่ในอานาจจิต คิดชั่วหลงมัวเมาอยู่ในรูปเช่นนี้หนอ” พระนางยืนทอดพระเนตรเพ่งดูสตรีนั้นอยู่ในขณะนั้นเองพระบรมศาสดาได้ทรงอธิษฐานให้สตรีนั้นมีสรีระเปลี่ยนแปลง ล่วงเลยปฐมวัยแล้วย่างเข้าสู่มัชฌิมวัย ล่วงจากมัชฌิมวัยแล้วย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัย เป็นผู้มีหนังเหี่ยวย่นผมหงอกฟันหักแก่หง่อม แล้วล้มลงกลิ้งพร้อมกับพัดใบตาลนั้น พระนางเขมาเทวีได้ทอดพระเนตรเห็นรูปสตรีนั้นโดยตลอดแล้ว จึงดาริว่า “สรีระที่สวยงามเห็นปานนี้ยังถึงงามวิบัติอย่างนี้ได แม้สรีระของเราก็จักมีคติเป็นไปอย่างนี้เหมือนกัน” ขณะที่พระนางกาลังมีพระดาริอย่างนี้อยู่นั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสพระคาถาภาษิตว่า : “ชนเหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมตกไปในกระแสราคาเหมือนแมลงมุมตกไปในข่ายใยที่ตนทาเอง เมื่อชนเหล่านั้นตัดกระแสนั้นได้โดยไม่มีเยื่อใยแล้วละกามสุขเสียได้ย่อมออกบวช” เมื่อจบพระพุทธดารัสคาถาภาษิตแล้ว พระนางเขมาเทวีได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในอิริยาบถที่ประทับยืนอยู่นั่นเอง พระอรหันต์ฆราวาสเป็นได้ไม่นานธรรมดาผู้อยู่ครองเรือน เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วจาต้องนิพพานหรือไม่ก็บวชเสียใน วันนั้นเพราะเพศฆราวาสไม่สามารถจะรองรับความเป็นพระอรหันต์ได้ แต่พระนางรู้ว่าอายุสังขารของตนยังเป็นไปได้ จึงเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ให้พระเจ้าพิมพิสารพระสวามีทรงอนุญาตการบวชก่อน แม้พระราชาก็ทรงทราบโดยสัญญาณคืออาการที่พระนางแสดงว่าบรรลุ อริยธรรมแล้ว ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ให้พระนางประทับบนวอทองแล้วนาไปอุปสมบทในสานักของภิกษุณีสงฆ์เมื่อพระนางบวชแล้วได้นามว่า “พระเขมาเถรี” เพราะอาศัยเหตุที่พระนางมีปัญญามากบรรลุพระอรหัตผลทั้ง ๆ ที่อยู่ในเพศฆราวาส
15.
๑๕ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องเธอไว้ในตาแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่าย ผู้มีปัญญา และทรงแต่งตั้งให้เป็น
อัครสาวิกาฝ่ายขวา พระปฏาจาราเถรี นางปฏาจาราเถรีเป็นธิดาของเศรษฐีอยู่ในกรุงสาวัตถีนางเป็นผู้มีโฉมงามสวยจึงทาให้บิดาและมารดาเป็นห่วงยิ่งนัก จึงให้นางอยู่แต่บนปราสาทชั้นที่ 7 ไม่ให้คบหากับบุคคลภายนอกมีคนคอยรับใช้ทั้งชายหญิงมากหมาย ฝ่ายลูกสาวก็รู้สึกเหมือนว่าตนเองเหมือนติดคุกเพราะไม่มีโอกาสได้ออกเห็นนอกปราสาทเลย ครั้นแล้วนางก็ได้คบรักกับคนใช้จนกระทั่งมีอะไรกันอย่างลับๆ พอบิดามารดาได้รับหมั้นกับชายหนุ่มที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เมื่อนางรู้จึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้เป็นคนรักแล้วนางจึงพูดว่า ถ้าคุณรักฉันคุณต้องพาฉันหนี ชายหนุ่มผู้เป็นคนรักจึงตอบตกลง จึงวางแผนร่วมกัน โดยให้นางปลอมตัวเป็นคนทาสีเอาราข้าวทาตามตัว แล้วทาผมยุ่งและนุ่งห่มผ้าปอนๆ พอคนใช้เผลอ นางจึงออกมาแล้วรีบเดินตรงไปที่ประตูเมืองเป็นที่ๆ นางนัดกับคนรักไว้ พอเศรษฐีได้รู้ว่าลูกตนเองหนีไปกับคนรักก็ได้แต่เศร้าโศกเสียใจ ชายหนุ่มได้พานางไปอาศัยอยู่ชายแดนแคว้นโกศลประกอบอาชีพทาไร่ไถ่นา นางปฏาจาราเถรีทางานทุกอย่างที่แม่บ้านที่ต้องทาอย่างไม่ย่อท้อ ต่อมานางปฏาจาราเถรีได้ตั้งท้องจึงบอกกับสามีว่าตนจะไปคลอดที่บ้านบิดามารดาเพราะเป็นสิริมงคลแก่ตน และเด็กที่เกิดใหม่แต่สามีคัดคานเพราะกลัวว่าบิดามารดาของนางจะโกรธและสั่งให้คนโบยจนตายก็ได้ เมื่อนางรู้ว่าสามีไม่ให้ไป เมื่อสบโอกาสพอสามีออกไปทางานในป่า จึงบอกกับเพื่อนบ้านว่า ถ้าสามีกลับมาให้บอกว่าตนไปคลอดลูกที่บ้านบิดามารดา ฝ่ายสามีพอทราบข่าวก็ออกไปตามนาง ในที่สุดก็ตามไปพบและอ้อนว้อนให้นางกลับมา ให้ขณะนั้นนางก็ปวดท้องคลอดลูก ในที่สุดนางก็คลอดบุตรแล้วนางก็คิดว่าไม่จาเป็นที่ต้องกลับบ้านแล้ว จึงกลับมาบ้านป่า ผ่านไปอีก 1 ปี นางก็ตั้งครรภ์เป็นครั้งที่ 2 และได้อ้อนวอนสามีให้พากลับไปบ้านบิดามารดา แต่สามีนางไม่ยอม นางจึงเอาลูกย้อยหนีกลับไปบ้านบิดามารดา เมื่อสามีกลับมาไม่เห็นลูกและภรรยาจึงออกตามหา เมื่อได้พบนางจึงอ้อนวอนให้กับบ้าน ขณะนั้นเองนางก็เกิดเจ็บท้องคลอดลูกออกมาขณะเดีนวกันก็เกิดฝนตกลงมาอย่างแรงสามีจึงบอกกับภรรยาว่า เดี๋ยวพี่จะไปตัดไม้ที่จอมปลวกเพราะมีใบดกหนาสามารถกันฝนได้ดีให้นางรออยู่ตรงนี้กับลูก พอสามีของนางกาลังตัดจอมปลวกอยู่นั้นก็มีงูเรื่อยออกมางูจึงกัดสามีของนางตาย นางทนไม่ไหวก็ได้คลอดลูกออกมาอย่างทุลักทุเล พอฝนหยุดตกนางกับลูกๆ จึงออกไปตามสามีพบว่าสามีนอนตายตัวเขียว นางร้องไห้แล้วราพันว่า เพราะความดื้อรั้นของเราแท้ นางตัดสินเดินทางไปบ้านบิดามารดาต่อพอไปถึงแม่น้าขวางกั้นระหว่างทาง นางไม่มีกาลังเพียงพอที่จะเอาลูกสองคนไปพร้อมกันได้เพราะนางเพิ่งคลอดลูกและกระแสน้าอันเชี่ยวจึงบอกให้ลูกคนโต รอก่อนแล้วนางก็พอลูกคนเล็กข้ามไปก่อนพอถึงฝั่งนางเอาลูกวางไว้ที่ริมตลิ่ง พอถึงกลางแม่น้ามีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินผ่านมาพอเห็นลูกของนางนึกว่าเป็นเนื้อจึงโฉบเอาลูกของนางไป นางเห็นดังนั้นจึงตบมือตะโกนไล่เหยี่ยวลูกคนโตเห็นแม่ตบมือนึกว่าเรียกจึงเดินลงน้าแล้วถูกกระแสน้าพัดไป นางร้องไห้เสียใจหมดแรงกายแรงใจนางเดินโซเซแบบหมดอาลัยตายอยากมุ่งหน้าไป เมืองสาวัตถี จุดมุ่งหมายคือบ้านบิดามารดาพอใกล้ถึงบ้าบิดมารดานางจึงถามคนที่เดินสวนมาว่า คุณลุงค่ะรู้จักบ้านเศรษฐีไหมค่ะ ลุงคนนั้นจึงตอบว่า รู้สิรู้จักเป็นอย่างดี เมื่อคืนมีฝนตกหนักมากและพายุก็แรงมันช่างหน้าเศร้าจริงๆ พายุเมื่อคืนนี้แหละ ทาให้ปราสาทของเศรษฐีถล่มลงมาทับเศรษฐีภรรยาและลูกชายตายพร้อมกันทั้งครอบครัวเลย พอนางได้ทราบข่าวร้ายที่สุด แสนสะเทือนใจนางไม่รูสึกตัวแม้เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายอยู่นั้น หลุดออกจากร่างกาย นางกลายเป็นคนวิกลจริตไปแล้ว ร้องไห้ราพันเดินเปลือยกายโซซวนไปมาจนกระทั่งมาถึงพระเชตะวันมหาวิหาร ขณะนั้นพระบรมศาสดากาลังเทศนา
16.
๑๖ โปรดพุทธบริษัทอยู่พวกพระพุทธบริษัทก็กีดกันไม่ให้เข้ามา พระผู้มีพระภาคทรงทรงทราบด้วยญาณว่านางทาความดีมาแล้ว จึงตรัสว่าพวกท่านจึงหลีกทางปล่อยให้นางเข้ามา พระองค์ตัดกับนางว่า
จงกลับมาได้สติเถิดนางหญิง เมื่อนางได้สติก็รู้ละอายที่ตนอยู่ในสภาพเปลือย นางจึงรีบนั่งลงและขณะนั้นเองมีพุทธบริษัทคนหนึ่งโยนผ้าห่มให้ นางจึงรีบคลุมตัว แล้วนางทูลว่าขอพระองค์เป็นที่พึ่งแก่หม่อมฉันด้วยเถิด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอย่างคิดว่าเลย ปฏาจาราเถรี เธอมาสู่สานักของผู้ที่สามารถเป็นที่พึ่งพาอาศัยให้เธอได้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่ควรประมาท มัวแต่นั่งโศกเศร้าเสียใจซึ่งไม่ก่อผลดีให้แก่ตัวเราเองและผู้ตัวไปแล้ว หลังจากนั้นนางก็อุปสมบทเป็นภิกษุณีก็ได้ตั้งหน้าตั้งตา บาเพ็ญเพียรจนบรรลุเป็นพระอรหันต์วันหนึ่งนางเอาหม้อน้าตักล้างเท้าเทน้าลงไปน้าไหลไปได้หน่อยหนึ่งแล้วขาดเทลงครั้งที่ 2 น้าได้ไหลไปไกลกว่าเดิม เทน้าครั้งที่ 3 น้าไหลไปไกลกว่าครั้งที่ 2 นางถือเอาน้านั้นเป็นอารมณ์ กาหนดวัยทั้ง 3 คือ วัยเด็กวัยหนุ่มสาว วัยชรา เหมือนเราเทน้าลงไปครั้งแรกตายตอนเด็กก็มี ตายตอนหนุ่มสาวก็มี ตายตอนแก่ก็มี นางจึงเข้าใจในหลักธรรมและเป็นกาลังสาคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระปฏาจาราเถรี ได้รับการยกย่องจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า เป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัยอย่างยิ่ง ประสบการณ์ชีวิตแต่เบื้องหลังของนาง กลายเป็นประโยชน์ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคือ นางเป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับ ความทุกข์โศกของชีวิต เมื่อผ่านพ้นไปแล้วก็ได้นาเอาประสบการณ์นั้นมาสอนภิกษุณี และสตรีทั้งหลายได้เป็นอย่างดียิ่ง คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง เป็นผู้มีความตั้งใจจริง ทาตามที่ตั้งใจเอาไว้ให้สาเร็จ ตั้งแต่เป็นเด็กสาวแต่เนื่องจากไม่มีประสบการณ์และขาดวิจารณญาณ จึงทาให้เกิดการผิดพลาในชีวิต เมื่อครั้งแต่งงานกับคนที่ตนรัก ไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่บิดามารดาหามาให้ แม้จะต้องหนีออกจากบ้านไปอยู่กับคนที่ตนรัก ต่อเมื่อนางได้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว นางได้สานต่อความตั้งใจจริงในทางที่ถูกต้อง คือตั้งใจศึกษาพระวินัยให้เชี่ยวชาญ ก็ไม่ลดละความพยายาม นางได้ใช้วิริยะอุตสาหะเป็นอย่างมากจนสาเรจสมความปรารถนา ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีอื่นในด้านนี้ เป็นผู้แนะแนวทางชีวิตที่ดี ชีวิตของพระปฏาจาราเถรี เป็นชีวิตที่มากด้วยประสบการณ์ ได้ผ่านมาทั้งความสุขสมหวังและความทุกข์ ความผิดหวังอย่างสาหัส จนเกือบจะกลายเป็นคนบ้าเมื่อนางได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตแห่งชีวิต เข้าสู่ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว ประสบการณ์เหล่านนั้นกลับเป็นประโยชน์แก่นางและผู้อื่นอย่างมาก จนนางได้รับการยกย่องว่าเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขา พระอุบลวรรณาเถรี พระเถรีเป็นบุตรีของเศรษฐีในเมืองสาวัตถี บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า “อุบลวรรณา” เพราะนางมีผิวพรรณเหมือนกลีบบัว เมื่อเติบโตเป็นสาวพระราชาและเศรษฐีทั่วชมพูทวีป พากันส่งบรรณาการไปยังบ้านเศรษฐี พร้อมทั้งแจ้งเจตจานงให้เศรษฐีทราบว่าอยากจะสู่ขอลูกสาวไปเป็นมเหสีบ้าง เป็นภรรยาบ้างตามฐานะของตน ช่วงนั้นเศรษฐีต้องคิดหนัก จะให้คนทุกคนพอใจย่อมเป็นไปไม่ได้เศรษฐีจึงเรียกลูกสาวมาปรึกษา ถามลูกสาวว่า “ลูกรักของพ่อ ลูกอยากบวชเป็นนางภิกษุณีไหม?” คาถามของพ่อสร้างความปีติให้แก่นาง นางคิดจะบวชมานานแล้ว เห็นบิดาพดูเช่นนั้นจึงเท่ากับว่าประตูที่ปิดสนิทได้เปิดออกแล้ว จึงตอบว่า “คุณพ่อค่ะ หนูอยากบวชเป็นนางภิกษุณี” เศรษฐีก็ดีใจที่ลูกสาวตอบเช่นนั้น จึงพาลูกสาวไปยังสานักพระภิกษุณี ขออุปสมบทเป็นภิกษุณี ตามตานานว่า เธอคิดจะบวชนั้นเพราะบุญเก่าที่เธอเคยบาเพ็ญติดต่อกันมาหลายชาติในอดีต ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเธอ กระตุ้นให้เธอใฝ่การบาเพ็ญสมณธรรม นางบวชเป็นภิกษุณีไม่นานวันหนึ่งขณะที่นางถือเทียนและกวาดพระอุโบสถนั้นได้สังเกตที่เปลวเทียนเพ่งดูเปลวไฟอยู่นาน เห็นเปลวไฟเกิด-ดับอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งว่าไฟนั้นไม่มีการดับลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา นามาเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์ ในที่สุดนางก็ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมทั้งแตกฉานและมีอภินิหารเป็นพระเถรีขีณาสพ หลังจากนั้นพระเถรีก็เที่ยวจาริกเผยแผ่ พระศาสนาไปตามชนบทน้อยใหญ่
17.
๑๗ ไปจาพรรษาอยู่ที่ป่าอันธวัน ช่วงนั้นพระบรมศาสดายังไม่ได้บัญญัติห้ามนางภิกษุอยู่ป่าตามลาพังอุบาสกอุบาสิกาที่ศรัทธาพากัน สร้างกุฏิเล็กๆถวายพระเถรี ขณะนั้นมีหนุ่มโมฆบุรุษคนหนึ่งชื่อ“นันทมาณพ”มีศักดิ์เป็นพี่ชายของพระเถรีเองแต่นันทมาณพไม่ได้เห็นพระเถรีเป็นน้อง แต่หลงรักมานานแล้ว จึงวางแผนชั่วข่มขืนพระเถรี ตามตานานว่า
พอหนุ่มคนนั้นออกจากกุฏีก็ถูกแผ่นดินสูบตาย พระเถรีได้นาเรื่องนี้ไปเล่าให้เหล่าภิกษุและภิกษุณีฟัง ภิกษุก็นาเรื่องไปกราบทูลพระศาสดา เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกพระองค์จึงทรงห้ามนางภิกษุณีอยู่จาวัดหรือจาพรรษาตามลาพังในป่าอีกต่อไป พระองค์ก็ตรัสให้พระเจ้าปเสนทิโกศลให้สร้างที่อยู่ถวายนางภิกษุณีในท้องที่เขตเมืองด้วย พระราชารับพระดารินั้น จัดสร้างที่อยู่อาศัยถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์ ณ ที่อันควรแก่สมณะในพระนครนั้นเอง ภิกษุณีไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในป่าตามลาพังโดยไม่มีภิกษุสงฆ์อยู่ด้วยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระรูปนันทาเถรี พระนันทาเถรี เป็นธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีเป็นกนิษฐภคินีของเจ้าชายนันทะพระนามเดิมว่า “นันทา”แต่เพราะนางมีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนักน่าทัศนาน่ารักน่าเลื่อมใส พระประยูรญาติจึงพากันเรียกว่า“รูปนันทา”เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะผู้นับเนื่องเป็นพระเชษฐาของนางเสด็จออกบรรพชา ได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าแล้วเสด็จมาโปรดพระประยุรญาติณพระนครกบิลพัสดุ์ เทศนาสั่งสอนให้ได้บรรลุมรรคผลตามวาสนาบารมีทรงนาพาศากยกุมารทั้งหลายมีพระนันทะพระราหุลและพระภัททิยะ เป็นต้นออกบรรพชา ครั้นกาลต่อมาพระเจ้าสุทโธทนะมหาราชพุทธบิดาเสด็จเข้าสู่พระนิพพานแล้ว พระนางมหาปชาบดีพระมารดาและพระนางยโสธราพิมพาพระมารดาของพระราหุล ต่างก็พาสากิยกุมารีออกบวชในพระพุทธศาสนาด้วยกันทั้งสิ้นนางจึงมีพระดารัสว่า “เหลือแต่เราเพียงผู้เดียว ประหนึ่งไร้ญาติขาดมิตรจะมีประโยชน์อะไรกับการดารงชีวิตในฆราวาสวิสัย สมควรที่เราจะไปบวชตามพระประยูรญาติผู้ใหญ่ของเราจะประเสริฐกว่า”เพราะรักญาติจึงออกบวช เมื่อพระนางมีพระดาริดังนี้แล้วจึงจัดเตรียมผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จไปสู่สานักพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี กราบแทบเท้ากล่าวขอบรรพชาอุปสมบทพระเถรี ก็โปรดให้บรรพชาตามปรารถนา แต่การบวชของพระนางนันทานั้นมิใช่บวชด้วยความศรัทธาแต่อาศัยความรักในหมู่ญาติจึงออกบวชครั้นบวชแล้ว พระรูปนันทาเถรีได้กราบว่าพระพุทธองค์ทรงตาหนิติเตียนเรื่องรูปกายจึงไม่กล้าไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อรับพระโอวาท เมื่อถึงวาระที่ตนจะต้องไปรับโอวาทก็สั่งให้ภิกษุณีรูปอื่นไปรับแทน พระบรมศาสดาทรงทราบว่าพระนางหลงมัวเมาในพร ะสิริโฉมของตนเองจึงตรัสรับสั่งว่า “ต่อแต่นี้ภิกษุณีทั้งหลายต้องมารับโอวาทด้วยตนเองจะส่งภิกษุณีรูปอื่นมารับแทนไม่ได้” ตั้งแต่นั้นพระรูปนันทาเถรี ไม่มีทางอื่นที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ จึงจาเป็นและจาใจไปรับประโอวาททั้งๆ ที่ไม่ปรารถนา ไปเฝ้าพระบรมศาสดาพร้อมกับภิกษุณีทั้งหลายแต่มิกล้าแม้กระทั่งจะนั่งอยู่แถวหน้าจึงนั่งหลบอยู่ด้านหลัง พระพุทธองค์ทรงเนรมิตรูปหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งให้มีรูปสิริโฉมสวยงามสุดที่จะหาหญิงใดในปฐพีมาเปรียบได้ ให้หญิงนั้นดูประหนึ่งว่าถือพัดวีชนีถวายงานพัดอยู่เบื้องหลังของพระพุทธองค์ และให้สามารถมองเห็นเฉพาะพระพุทธองค์กับพระรูปนันทาเถรีเท่านั้นพระรูปนันทาเถรี ได้เห็นหญิงรูปเนรมิตนั้นแล้วก็คิดว่า เราหลงผิดคิดมัวเมาอยู่ในรูปโฉมของตนเองโดยใช่เหตุจึงมิกล้ามาเฝ้าพระพุทธองค์ หญิงคนนี้มีความสนิมสนมอยู่ในสานักพระบรมศาสดารูปโฉมของเรานั้นเทียบไม่ได้ส่วนเสี้ยวที่16ของหญิงนี้เลย ดูนางช่างงามยิ่งนักผมก็สวยหน้าผากก็สวยหน้าตาก็สวยทุกสิ่งทุกอย่างช่างสวยงามพร้อมทั้งหมด
18.
๑๘ เมื่อพระรูปนันทาเถรี กาลังเพลิดเพลินชื่นชมโฉมของรูปหญิงเนรมิตอยู่นั้น พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานให้รูปหญิงนั้นปรากฏอยู่ในวัยต่างๆตั้งแต่เป็นหญิงวัยรุ่นเป็นหญิงสาววัยมีลูกหนึ่งคน มีลูก 2
คนจนถึงวัยกลางคนวัยชราและวัยแก่หง่อมผมหงอกฟันหักหลังค่อมและล้มตายลงในขณะนั้น ร่างกายมีหมู่หนอนมาชอนไชเจาะกินเหลือแต่โครงกระดูกพระพุทธองค์ทรงทราบว่า พระรูปนันทาเถรี เกิดความสังเวชสลดจิตเบื่อหน่ายในรูปกายที่ตนยึดถือแล้วจึงตรัสว่า“ดูก่อนนันทา เธอจงดูอัตภาพร่างกายอันเป็นเมืองแห่งกระดูกนี้(อฏฺฐีนนคร)อันกระสับกระส่ายไม่สะอาดอันบูดเน่านี้เถิด เธอจงอบรมจิตให้แน่วแน่มั่นคง มีอารมณ์เดียวในอสุภกรรมฐานจงถอนมานะละทิฏฐิให้ได้แล้วจิตใจของเธอก็จะสงบ จงดูว่ารูปนี้เป็นฉันใดรูปของเธอก็เป็นฉันนั้นรูปของเธอเป็นฉันใดรูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปอันมีกลิ่นเหม็นบูดเน่านี้ ย่อมเป็นที่เพลิดเพลินอย่างยิ่งของผู้โง่เขลาทั้งหลาย”พระรูปนันทาเถรี ส่งกระแสจิตไปตามพระพุทธดารัสเมื่อจบลงก็สิ้นกิเลส ก็บรรลุโสดาปัตติผลต่อจากนั้นพระบรมศาสดาต้องการจะอบรมวิปัสสนาจนทาให้พระนางรูปนันทาสาเร็จเป็นพระอรหันต์ พระกีสาโคตรมีเถรี กีสาโคตมีเถรี เป็นธิดาพราหมณ์ตระกูลเก่าแก่ เป็นหญิงรูปร่างบอบบางสง่างาม แต่งงานกับเศรษฐีตามประวัติกล่าวว่า เศรษฐีคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี มีทรัพย์สินประมาณ400ล้าน (40 โกฏิ) อยู่มาวันหนึ่งทรัพย์สินของเขากลายเป็นถ่านไปหมดทาให้เศรษฐีหมดตัวตรอมใจอยู่ตามลาพัง ครั้นแล้วก็มีเพื่อนคนหนึ่งมาเยี่ยมจึงถามว่า “เพื่อนเกิดอะไรขึ้นจึงมานอนเศร้าโสกอยู่อย่างนี้”เศรษฐีเล่าให้ฟัง เพื่อนคนนั้นก็พูดว่า“ฉันทราบเคล็ดลับวิธีที่จะทาให้ถ่านเหล่านี้กลับเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาอีกได้”เศรษฐีถามว่า “ทาอย่างไรเพื่อนฉันพร้อมจะทาตามคาแนะนาของเพื่อนโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น” เพื่อนคนนั้นก็บอกเคล็ดให้ว่า“ให้นาเอาถ่านเหล่านี้ไปกองขายเมื่อคนเดินผ่านไปมาพูดว่าพ่อค้าทั่วไปเขาขายผ้าขายน้ามัน น้าผึ้งน้าอ้อย แต่ชายคนนี้กลับมานั่งขายถ่านเพื่อนก็ตอบเขาว่าเราไม่ขายของของเราแล้วจะห้เราขายอะไร ถ้าผู้ใดพูดว่าพ่อค้าทั่วไปขายเสื้อผ้าและสินค้าต่างๆแต่ชานคนนี้มานั่งขายเงินขายทองเพื่อนจงถามว่าเงินทองอยู่ที่ไหน เมื่อเขาพูดว่าก็นี่ยังไงโดยชี้มาที่กองถ่านเพื่อนจงพูดต่อไปว่าจงเอาเงินเอาทองนั้นมาให้ข้าพเจ้าด้วย ของที่เขาให้นั้นจะกลายเป็นเงินและทองถ่านเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเงินและทองดังเดิมหากคนที่พูดเป็นหญิงสาว ท่าจงนานางนั้นมาแต่งงานกับบุตรชายของมอบทรัพย์สิน400ล้านนี้ให้อยู่ในการดูแลรักษาของนาง ถ้าเป็นผู้ชายก็ให้นามาแต่งงานกับบุตรสาวของท่านและมอบทรัพย์สินเหล่านี้ให้เขาเช่นกัน เศรษฐีทาตามาแนะนาของเพื่อนพอดีวันนั้นนางกีสาโคตมีไปจ่ายตลาดเห็นเศรษฐีนั่งขายถ่านแต่นางกลับพูดว่า “คนทั่วไปเขาขายผ้าขายน้ามันน้าผึ้งและน้าอ้อยทาไมท่านจึงมานั่งขายเงินขายทองอยู่คนเดียว”เศรษฐีก็ถามว่า “เงินทองอยู่ที่ไหนล่ะแม่คุณ” นางกีสาโคตมี“ท่านนั่งจับเงินจับทองอยู่มิใช่หรือ”เศรษฐี“จงนาเงินทองนั้นมาให้เราดูหน่อยสิแม่คุณ” นางเอาถ่านนั้นไปวางในมือของเศรษฐีถ่านเหล่านนั้นทั้งหมดก็กลายเป็นเงินทองดังเดิมเศรษฐีถามต่อว่า “นี่แม่คุณ หนูเป็นลูกใครบ้านอยู่ที่ไหน” พอทราบว่าเธออยู่ที่ไหนและทราบว่าเธอยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอมาเป็นภรรยาของบุตรพร้อมทั้งมอบทรัพย์ทั้งหมดให้เธอครอบครอง ต่อมาไม่นานเธฮตั้งครรภ์และคลอดบุตรพอบุตรเจริญวัยได้ประมาณ ๒ขวบก็ถึงแก่ความตาย นางไม่ยอมให้ใครนาศพของลูกไปเผาเพราะเธอรักลูกมากและไม่เคยเห็นคนตายนางอุ้มลูกเดินไปตามตลาด โดยหวังว่าจะหาหมอเก่งๆจัดยาให้ลูกเธอกิน ขณะนั้นมีบัณฑิตคนหนึ่งพบเธอก็เกิดความสงสารและแนะนาให้เธอไปขอความช่วยเหลือจากพระบรมศาสดาณ พระเชตวันมหาวิหารพอได้ยินดังนั้นนางก็รีบไปที่พระเชตวันมหาวิหารไปเฝ้าพระบรมศาสดาถวายบังคมแล้วทูลถามว่า
19.
๑๙ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญทราบว่าพระองค์ทรงทราบยาเพื่อบุตรของหม่อมฉันจริงหรือพระเจ้าข้า”พระศาสดาตัสว่า“เออข้ารู้” นางกีสาโคตมี“หม่อมฉันจะหาอะไรมาแลกจึงจะได้ พระเจ้าข้า”พระศาสดาให้นางไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด จากบ้านใดที่ยังไม่เคยมีคนตายมานางถวายบังคมแล้วรีบอุ้มศพลูกเดินไปตามบ้านต่างๆเพื่อหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด หลังแล้สหลังเล่านางก็ได้คาตอบมาเหมือนกันว่าแต่ละบ้านนั้นมีคนตายมากกว่าคนเป็นเสียอีก “กรรมหนอกรรมเราสาคัญว่าลูกเราเท่านั้นตายแต่ในบ้านต่างๆที่เราถามมา ไม่มีบ้าไหนเลยที่ไม่มีคนตาย”พอนางคิดได้เช่นนั้นจึงนาเอาศพลูกไปฝังไว้ในป่าแล้วกลับไปยังสานักของพระบรมศาสดา ลาดับนั้นมาพระศาสดาตรัสกับเธอว่าได้นาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาหรือไม่นางตอบว่าไม่ได้ เพราะทุกบ้านที่ถามมาไม่มีหลังใดเลยที่ไม่เคยมีคนตาย พระบรมศาสดาจึงตรัสว่าที่จริงความตายนั่นแหละเป็นสิ่งที่แน่นอนสาหรับสัตว์ทั้งหลาย และเมื่อจะทรงแสดงพระธรรมจึงตรัวพระคาถาที่แปลได้ว่า “มฤตยูย่อมพาคนที่มัวเมาในบุตรและสัตว์ของเลี้ยง ผู้มีใจซ่านไปในอารมณ์ต่างๆดุจห้วงน้าใหญ่พัดชาวบ้านผู้นอนหลับไหลไปฉะนั้น”พระคาถานี้จบลง นางกีสาโคตมีบรรลุโสดาปัตติผลและประชาชนที่ฟังธรรมอยู่ในที่นั้นด้วย ก็บรรลุอริยผลเป็นจานวนมากต่อมานางกีสาโคตมีได้ทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดาก็ทรงส่งนางไปยังสานักภิกษุณีเพื่อบรรพชาอุปสมบทตามที่เธอประสงค์ วันหนึ่งนางเข้าไปทาความสะอาดอุโบสถนางนั่งสังเกตเปลวไฟและพิจารณาว่า
“สัตว์โลกทั้งหลาย ก็เป็นอย่างเปลวไฟนี้เหมือนกันคือเกิดขึ้นและดับไปดังเปลวไฟ ผู้ถึงนิพพานแล้ว ย่อมไม่ปรากฎเช่นนี้” พระบรมศาสดาทรงแผ่พระรัศมีไปดังนั่งตรัสตรงหน้าเธอว่า“อย่างนั้นแหละโคตมีสัตว์เหล่านั้นย่อมเกิดและดับเหมือนเปลวไฟ ความเป็นอยู่ของผู้เห็นนิพพานแม้เพียงชั่วขณะเดียวประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ตั้ง 100ปี ของผู้ไม่เห็นนิพพาน ผู้ใดไม่เห็นบทอันตายพึงเป็นอยู่300ปี ก็หาสู้ความเป็นอยู่ของผู้เห็นบทอันไม่ตายแม้วันเดียวได้ไม่” พอจบพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้นางกีสาโคตมีที่ฟังอยู่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยความแตกฉานในปฏิสัมมาภิทา(ปัญญา รู้แจ้ง 4ประการ) พระกุลฑลเกสีเถรี นางเป็นธิดาของเศรษฐีตระกูลหนึ่งในกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ เป็นหญิงที่หน้าตาสวยงาม เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มที่ทัดเทียมกันเป็นจานวนมากบิดาและมารดาก็หวงลูกสาวมากจึงได้ตามใจทุกอย่าง จนนางนั้นได้ติดนิสัยเอาแต่ใจตนเองมาโดยตลอด ครั้นเมื่อนางอายุได้ 16 ปี บิดามารดากลัวนางเสียเด็กจึงได้จับให้นางอยู่บนปราสาทชั้น7 และจัดหญิงรับใช้ไว้อีกมากมายเพื่อเป็นเพื่อนและคอยรับใช้นาง วันหนึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้จับโจรตนหนึ่งโบยตีด้วยหวายเ พื่อนาไปสู่ประหาร นางได้ยินเสียงของผู้คนโห่ร้องกันเพื่อที่จะไปดูการประหารชีวิตของโจรผู้นั้น นางจึงไปดูพอเห็นหน้าโจรนาง ก็เกิดจิตปฏิพัทธ์อยากได้โจรเป็นสามี ให้มารดานาเงินไปประกันตัวโจรมาให้ ถ้าไม่ทาจะประท้วงด้วยการอดข้าวจนตาย และ ด้วยความรักของผู้เป็นแม่ในที่สุดก็ต้องยอมทาตามคาขอของลูกสาว และเมื่อได้ตัวโจรมาก็นาไปให้ลูกสาว เมื่อเวลาล่วงเลยไ ปไม่มากนักโจรยังไงก็ต้องเป็นโจรวันยังค่า เขาคิดวางแผนในใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องหลอกให้หญิงคนนี้ออกไปนอกเมืองแล ะฆ่านางเสียปลดเอาเครื่องประดับ แล้วหนีไปอยู่ที่อื่นซะเขาเริ่มแผนชั่วด้วยการตีหน้าเศร้าแล้วพูดขึ้นว่า “น้องสาว พี่ถูกจับตัวมาเพื่อจะประหารชีวิตในวันนั้นพี่ได้บนบานไว้กับเทวดาผู้สิงสถิตอยู่บนภูเขาทิ้งโจรว่าขอให้พี่นั้นจงรอดตายด้วยเถิด แต่จนบัดนี้พี่ก็ยังมิได้มีโอกาสไปแก้บนเลยแล้วจะให้พี่นั้นมีความสุขได้ย่างไรเล่า” ธิดาของเศรษฐีจึงได้จัดเตรียมเครื่องเซ่นจะไปแก้บนเมื่อไปถึงนางก็ถามสาม“พี่ไม่รีบมาแก้บนล่ะ”โจรเงียบ แล้วพูดว่าฉันจะฆ่าเธอเสียแล้วปลดเอาของมีค่าเหล่านี้มาเป็นสมบัติของฉันระหว่างนั้น
20.
๒๐ นางก็ฉุดคิดขึ้นว่าเราต้องทาอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้านางจึงพูดขึ้น“วันนี้น้องต้องตาย น้องขอความกรุณาขอโอกาสกราบไหว้ทาประทักษิณพี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจะฆ่าน้องก็ฆ่าเถอะ”โจรตอบว่าได้สิ นางขอให้โจรไปยืนบนหน้าผานางกราบไหว้เขาเดินวนรอบตัวโจรแล้วประพันว่า“นี่คงเป็นการกอดครั้งสุดท้าย”เพื่อให้เขาตายใจ รอบที่สามนางทาทีเป็นกอดฝ่ายโจรก็ยืนลาพองใจด้วยความประมาท พอได้จังหวะก็ผลักโจรนั้นอย่างแรงเทวดาผู้สถิตอยู่บนยอดเขาที่ทิ้งโจรเห็นกิริยาแม้ของชนทั้งสองนั้น จึงกล่าวคาสรรเสริญว่า“ผู้ชายนั้นเป็นบัณฑิตในที่ทุกสถานก็หาไม่แม้สตรี ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ก็เป็นบัณฑิตได้เหมือนกัน” ธิดาเศรษฐี ครั้นผลักโจรลงไปในเหวแล้วก็ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเดินทางเข้าไปในป่าเพียงลาพังจนถึงสานักบวชของพวกปริพาชกแห่ งหนึ่งก็ขอบวชปริพาชกทั้งหลายก็บวชให้นางครั้นบวชแล้วนางถามอาจารย์ว่า“ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นสูงสุดแห่งบรรพชาของท่าน”ปริพาชกตอบ“แม่นางบุคลผู้บริกรรมในกสิณ๑Oแล้วยังฌานให้บังเกิดก็ดี รู้วาทะสาหรับโต้วาทีก็ดีถือเป็นความรู้สูงสดของสานักเรา”นางแจ้งว่ายังไม่ฌานจะขอเรียนวาทะพันหนึ่งสาหรับโต้วาทีก่อน ปริพาชกจึงประสาทความรู้ให้นางจนสาเร็จแล้วบอกนางว่า“เธอได้เรียนวิชาจนหมดสิ้นแล้วจงเที่ยวไปบนพื้นชมพูทวีปหาคนที่มี ความรู้สามารถปะทะคารมกับเธอได้ ถ้าเขาเป็นนักบวชขอให้เธอบวชในสานักนั้นเถิด”แล้วให้กิ่งหว้าอันเป็นสัญลักษณ์ของเธอเธอจึงได้นามตามกิ่งหว้านั้นว่า“ชัมพุป ริพาชิกา”ปรากฏว่าเธอชนะมาตลอดวิธีของเธอคือก่อกองทรายไว้แล้วเอากิ่งหว้าปักเป็นสัญญาณ ถ้าใครจะโต้ตอบถกปัญหากับเธอก็ขอให้เหยียบกิ่งหว้านั้นไว้ แม้วันเวลาล่วงเลยไปจนเธอมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ ไม่มีใครกล้าโต้วาทีกับเธอแล้วเธอก็เดินทางมาถึงกรุงสาวัตถี แคว้นโกศลเธอกระทาเช่นเคยพวกเด็กเห็นกองทรายจึงพากันมองดูแต่ไม่กล้าเล่นเพราะรู้ว่าต้องเป็นของ
นางชัมพุปริพาชิก าแน่ เวลานั้นพระเถระไปบิณฑบาตพอดีเห็นเข้าจึงสั่งเด็กให้เหยียบกิ่งไม้นั้นมีอะไรเกิดขึ้นจะรับผิดชอบเอง นางกลับมาพบพระเถระนางจึงบอกว่าฉันจะถามปัญหาท่าน พระเถระตอบได้สิน้องหญิง ขอเชิญที่สานักฉันตอนบ่ายวันนี้นะถึงเวลานัดนางเริ่มถามก่อนไปเรื่อยๆจนครบหนึ่งพันคาถามที่ไ ด้เรียนมาพระเถระถามว่าคาถามมีเท่านี้เท่านี้หรือ?อาตมาถามบ้างนะว่าอะไรชื่อหนึ่ง? นางตอบไม่ได้ท่านบอกว่า“สิ่งที่ชื่อว่าหนึ่งก็คือพุทธมนต์”นางขอร้องให้พระเถระบวชให้เธอพออุปสมบทแล้วภิกษุและภิกษุณีเรีย กเธอว่า“กุณฑลเกสี”เธอบาเพ็ญธรรมไม่กี่วันก็บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทา (ปัญญาอันแตกฉาน) ช่วยเหลือพระพุทธเจ้าและพระเถระเผยแพร่พระพุทธศาสนา วันหนึ่งพวกภิกษุได้สนทนากันว่าทราบว่าเธอเคยต่อสู้กับโจรจนเอาชนะโจรนั้นได้ด้วยการฆ่าเธอถึงได้มาบวช ผู้ที่ฆ่าคนแล้วยังสาเร็จพระอรหันต์อีกหรือ?พระบรมศาสดาทราบการสนทนานั้นจึงตรัสว่า“พวกเธออย่านับว่าธรรมที่เราแสดงแ ล้วมากหรือน้อยผู้ใดกล่าวคาถามากมายแต่ไร้ประโยชน์บทแห่งธรรมบทเดียวที่ฟังแล้วสงบได้ ประเสริฐกว่าคาถานับร้อยพัน อนึ่งผู้ใดชนะจานวนมากมายในสงครามหาได้ว่าเป็นยอดแห่งชัยชนะไม่ ส่วนผู้ใดเอาชนะตนเองได้เพียงคนเดียวจึงจะได้ชื่อว่าเป็นยอดแห่งชัยชนะทั้งปวง”(และทั้งกรรมที่ทาก็ไม่ใช่อนันตริยกรรม) พระกุณฑลเกสีเถรีได้เป็นกาลังสาคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนาอยู่นานจนชราภาพแล้วปรินิพพานไปตามอายุขัย พระธรรมทินนาเถรี เอตทัคคมหาเถรีผู้เป็นธรรมกถึก พระธรรมทินนาเถรีผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดาให้เป็นยอดของภิกษุณีทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึกก็โดยเหตุ ๒ประการ คือโดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณเพราะท่านแสดงให้ผู้อื่นเห็นเป็นอย่างชัดเจนในคุณข้อนี้ของท่านและไม่เพียงเนื่องจากเหตุข้อนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการแต่งตั้งโดยเหตุที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัปตามเรื่องที่จะกล่าวตามลาดับดังต่อไปดังนี้
21.
๒๑ ตั้งความปรารถนาไว้ในอดีต ได้ยินว่าพระธรรมทินนาเถรีนี้ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระถือปฏิสนธิในสกุลหนึ่งในเมืองหงสวดี เมื่อโตขึ้นเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทาการงานของคนอื่นเป็นผู้มีปัญญาสารวมอยู่ในศีลต่อมาวันหนึ่งในเวลาเช้า ขณะที่นางเอาหม้อน้ากาลังจะไปตักน้า นางก็ได้พบพระสุชาตมหาเถระผู้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าออกจากอารามเพื่อไปบิณฑบาต เมื่อได้เห็นท่านแล้วก็เกิดความเลื่อมใสจึงได้ถวายขนมด้วยมือของตนท่านรับแล้วนั่งฉันณที่นั้นแหละ นางนิมนต์ท่านไปสู่เรือนได้ถวายโภชนะแก่ท่านต่อมานายของนางทราบเข้าแล้วชื่นชมในความเป็นผู้มีกุศลจิต เกิดความยินดีจึงได้แต่งนางให้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน วันหนึ่งนางไปกับแม่สามีและได้เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าครั้งนั้นพระบรมศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ในตาแหน่งเอตทัคคะผู้เป็นธรรมกถึกท่านได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดีปรารถนาที่จะได้ตาแหน่งนั้นบ้างในอนาคต จึงได้นิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ถวายมหาทานแล้วกระทาอธิษฐานเพื่อปรารถนาตาแหน่งนั้น ในทันใดนั้น พระสุคตเจ้าได้ตรัสพยากรณ์นางว่าด้วยผลบุญที่นางได้ยินดีบารุงพระศาสดาอังคาสพระศาสดากับสาวกสงฆ์ ขวนขวายในการฟังสัทธรรมมีใจเจริญด้วยคุณนางจะได้ตาแหน่งนั้นตามที่ได้ตั้งความความปรารถนาไว้ โดยในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก นางจักได้ เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นสาวิกาของพระศาสดามีชื่อว่าธรรมทินนา เมื่อนางได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้วก็มีความยินดีมีจิตประกอบด้วยเมตตาบารุงพระมหามุนี ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิตด้วยกุศลกรรมที่ทาไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จานงไว้เมื่อนางสิ้นชีวิตลงแล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นสิ้นชีวิตลงก็เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในสมัยพระปุสสพุทธเจ้า ในกัปที่
๙๒ แต่ภัททกัปนี้ได้มีนครหนึ่ง ชื่อว่า กาสีพระราชาทรงประนามว่าชัยเสนทรงครองราชสมบัติในพระนครนั้น พระองค์ได้มีพระราชเทวีทรงพระนามว่าสิริมาพระโพธิสัตว์นามว่าผุสสะบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางแล้วตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณโดยลาดับพระเจ้าชัยเสนนั้นทรงเห็นว่าพระราชโอรสของพระองค์ออกมหาภิเนกษกรมเป็นพระพุทธเจ้า ดังนั้นท่านจึงถือเสมือนว่าพระพุทธเจ้าเป็นของส่วนพระองค์ท่านแม้พระธรรมและพระสงฆ์ก็เช่นกัน เมื่อเป็นดังนี้แล้วจึงทรงอุปัฏฐากด้วยพระองค์เองทุกๆในทุกเมื่อไม่ทรงให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่นได้ทาบ้าง พระราชานั้นยังมีโอรสผู้เป็นพระอนุชาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแต่ต่างพระมารดากันอีก ๓พระองค์ทั้ง ๓ พระองค์นั้นต่างก็พากันคิดว่าธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งมวล มิใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลผู้เดียวและพระบิดาของพวกเราก็ไม่ยอมให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่นเลยทาอย่างไรหนอ พวกเราจะพึงได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์จึงได้ออกอุบายสร้างสถานการณ์ชายแดนว่าเกิดการปั่นป่วนเพื่อให้พระราชาส่งพวกตนออกไปปราบ และจะได้มีความดีความชอบครั้นเมื่อทาตามอุบายนั้นแล้ว พระราชาทรงพอพระทัยได้ประทานพรว่าถ้าพระโอรสทั้งสามพระองค์ปรารถนาสิ่งใดก็จะพระราชทาน พระโอรสทั้งสามจึงขอที่จะอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระราชาทรงปฏิเสธแต่พระโอรสทั้งสามทรงยืนยันความประสงค์ พระราชาจึงทรงยินยอมแต่ให้เวลาเพียง๓เดือน พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓เดือน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงรับการอยู่จาพรรษาตลอด๓เดือนนี้แก่ข้าพระองค์เถิด
22.
๒๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษฎีภาพพี่น้อง๓พระองค์นั้น จึงส่งลิขิตไปถึงนายส่วยผู้จัดเก็บผลประโยชน์ในชนบทของตนว่าพระองค์จะทาการอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือนนี้ขอท่านจงจัดแจงสัมภาระสาหรับอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่างเริ่มตั้งแต่วิหารไป ทรงแต่งตั้งบุตรคฤหบดีคนหนึ่งผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ของพี่น้อง ๓พระองค์นั้น
ให้ดูแลเรื่องการเงิน และมอบหมายให้ผู้ใกล้ชิดอีกคนหนึ่งเป็นผู้ดูแลเรื่องการถวายทาน นายส่วยนั้นได้จัดการทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระโอรสทั้งสามแล้วจึงทูลตอบกลับไปเมื่อพี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้นทราบว่าการจัดแจงต่างๆได้เรียบร้อยแล้วจึงพร้อมด้วยบริวารอีก ๑,๐๐๐คน พากันอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์โดยเคารพนาไปยังชนบทมอบถวายวิหารให้อยู่จาพรรษา ในครั้งนั้นบุตรคฤหบดีผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ของพี่น้อง ๓พระองค์นั้น พร้อมด้วยภริยาเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใสก็ได้ถวายทานวัตรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานโดยเคารพ นายส่วยผู้จัดเก็บผลประโยชน์ในชนบทได้พาเขาไปพร้อมกับชาวชนบทประมาณ๑๑,๐๐๐คน ได้ให้ทานเป็นไปโดยเคารพทีเดียวบรรดาท่านเหล่านั้นราชบุตรนายส่วยในชนบท และบุตรคฤหบดีผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์และเจ้าหน้าที่ผู้จัดแจงเรื่องถวายทาน เมื่อสิ้นชีวิตลงแล้วก็ไปบังเกิดในสวรรค์ตามลาดับ ในสมัยพระพุทธเจ้าของพวกเรานี้พระโอรส๓พี่น้องก็มาเกิดเป็นชฎิล๓พี่น้องคือ พระอุรุเวลกัสสปเถระพระนทีกัสสปเถระ และ พระคยากัสสปเถระนายส่วยผู้จัดเก็บผลประโยชน์ในชนบทก็มาเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร เจ้าหน้าที่ผู้จัดแจงเรื่องถวายทานเกิดมาเป็นพระรัฐปาลเถระบุตรคฤหบดีผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์เกิดมาเป็น วิสาขเศรษฐีและภรรยาของบุตรคฤหบดีเกิดมาเป็นนางธัมมทินนาเถรี ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ในภัทรกัปนี้ในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปท่านได้มาเกิดเป็นพี่น้องกับพระสาวิกาอีก ๖ท่านคือ พระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี พระกิสาโคตมีเถรี และนางวิสาขามหาอุบาสิกา โดยเป็นพระธิดาแห่งพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกีผู้ครองพระนครพาราณสีอันอุดม พระองค์ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระกัสสปพุทธเจ้าโดยตัวท่านเองมาบังเกิดเป็นเป็นพระธิดาคนที่หกของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสุธรรมามีพระพี่นางคือพระนางสมณี พระนางสมณคุตตาพระนางภิกขุนีพระนางภิกขุทาสิกา และพระนางธรรมาและมีพระขนิษฐาคือนางสังฆทาสี พระนางทั้ง๗นั้นเมื่อได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดาแล้วก็เลื่อมใสใคร่ที่จะออกบรรพชา แต่พระเจ้ากิกีผู้เป็นพระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตพระนางทั้งหมดจึงได้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี ได้สร้างบริเวณที่อยู่ถวายพระภิกษุสงฆ์ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทาไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จานงไว้ เมื่อละร่างกายมนุษย์แล้วได้ เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์พุทธันดรหนึ่ง ในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า ในพุทธุปบาทกาลนี้พระราชธิดาทั้ง๗นั้นก็ได้มาเกิดเป็นพุทธสาวิกาคือคือพระนางสมณี ได้มาเกิดเป็นพระเขมาเถรี พระนางสมณคุตตาได้มาเกิดเป็นพระอุบลวรรณาเถรี นางภิกขุนีได้มาเกิดเป็นพระปฏาจาราเถรีนางภิกขุทาสิกา ได้มาเกิดเป็นพระกุณฑลเกสีเถรี นางธรรมาได้มาเกิดเป็นพระกิสาโคตมีเถรี และนางสังฆทาสี ได้มาเกิดเป็นนางวิสาขามหาอุบาสิกา ส่วนตัวท่านเองมาถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐีที่มั่งคั่งเจริญมีทรัพย์มากในพระนครราชคฤห์ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็ได้แต่งงานมีครอบครัวกับวิสาขเศรษฐีในกรุงราชคฤห์นั้นเอง ต่อมาเมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเทศนาโปรดเหล่าชฏิลทั้งสามพร้อมทั้งบริวารที่อุรุเวลาเสนานิคมแล้ว ก็ทรงระลึกถึงปฏิญญาที่ได้ทรงให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสารเมื่อก่อนที่จะทรงตรัสรู้ว่า
23.
๒๓ ถ้าตรัสรู้แล้วก็จะทรงมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารจึงได้เสด็จดาเนินไปยังกรุงราชคฤห์กับหมู่ภิกษุขีณาสพชฏิลเก่า แล้วทรงแสดงธรรมถวายพระเจ้าพิมพิสารมหาราชซึ่งเสด็จดาเนินมาพร้อมกับบริษัทแสนสองหมื่นคนเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า ในชนแสนสองหมื่นคนที่มาพร้อมกับพระราชาในครั้งนั้นหนึ่งหมื่นคนประกาศตนเป็นอุบาสก อีกหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคนพร้อมกับพระเจ้าพิมพิสารดารงอยู่ในโสดาปัตติผล วิสาขอุบาสกนี้เป็นคนหนึ่งในจานวนนั้นซึ่งเป็นผู้ดารงอยู่ในโสดาปัตติผลในการเฝ้าครั้งแรกนั่นเอง ในอีกวันหนึ่ง วิสาขอุบาสกก็ได้ฟังธรรมอีกในครั้งนี้อุบาสกสาเร็จสกทาคามิผลแต่นั้นมาในภายหลังวันหนึ่งเมื่อได้ฟังธรรมอีก จึงได้ดารงอยู่ในอนาคามิผลในวันที่วิสาขอุบาสกสาเร็จเป็นเป็นพระอนาคามีแล้วเดินทางกลับบ้าน ก็ไม่ได้กลับมาเหมือนอย่างวันอื่นที่เมื่อกลับมาก็มองนั่นดูนี่หัวเราะยิ้มแย้มพลางเดินเข้ามา หากแต่กลายเป็นคนสงบกายสงบใจเดินเข้าบ้านไป นางธรรมทินนาออกบวช นางธรรมทินนาแง้มหน้าต่างพลางมองไปที่ถนนเห็นเหตุการณ์ในการมาของเขาแล้วก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านอุบาสก เมื่อนางออกมายืนที่หัวบันไดทาการต้อนรับเขาพลางก็เหยียดมือยื่นออกไปให้อุบาสกจับอุบาสกกลับหดมือของตนเสีย นางคิดว่าจะไปถามในเวลารับประทานอาหารแต่ก่อนมาอุบาสกรับประทานพร้อมกันกับนางแต่วันนั้นกลับไม่ยอมมองนาง ทาราวกะว่าเป็นโยคาวจรภิกษุ รับประทานคนเดียวเท่านั้นนางคิดว่าจะไปถามเวลานอน ในวันนั้นอุบาสกไม่ยอมเข้าห้องนอนนั้นกลับสั่งให้จัดห้องอื่นให้ตั้งเตียงน้อยที่สมควรแล้วนอน อุบาสิกาคิดว่าตนคงกระทาความผิดอันใดไว้
อุบาสกจึงไม่ยอมพูดด้วยไม่นอนร่วมห้องด้วยก็เกิดความเสียใจอย่างแรง จึงเข้าไปหาท่านอุบาสกแล้วถามว่าตัวนางเองมีความผิดอะไรหรือท่านอุบาสกจึงไม่ยอมถูกเนื้อต้องตัวไม่ยอมพูดด้วยและ ไม่ยอมนอนร่วมห้องด้วย วิสาขอุบาสกได้ยินนางถามดังนั้นก็คิดว่า"ชื่อว่าโลกุตตรธรรมนี้เป็นภาระหนักไม่พึงเปิดเผยแต่ถ้าเราไม่บอก ธรรมทินนานี้จะพึงหัวใจแตกตายในที่นี้เอง" เพื่อที่จะอนุเคราะห์นางท่านเศรษฐีจึงบอกว่า"ธรรมทินนาฉันได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วได้บรรลุโลกุตตรธรรม ผู้ได้บรรลุโลกุตตรธรรมนั้นแล้วย่อมไม่กระทาแบบโลกๆอย่างที่เคยทามาแต่ก่อนถ้าเธอต้องการทรัพย์ทั้งหมดของฉัน ก็จงรับไปแล้วจงอยู่ดารงตาแหน่งแม่หรือตาแหน่งน้องสาวของฉันก็ได้ ฉันจะขอเลี้ยงชีพด้วยเพียงก้อนข้าวที่เธอให้ หรือเธอเอาทรัพย์เหล่านี้ไปแล้วกลับไปอยู่กับตระกูลของก็ได้ หรือถ้าเธอต้องการมีสามีใหม่ ฉันก็จะตั้งเธอไว้ในตาแหน่งน้องสาวหรือตาแหน่งลูกสาวแล้วยกเธอให้กับชายนั้นแล้วเลี้ยงดู" นางคิดว่า"ผู้ชายปกติจะไม่มีใครพูดอย่างนี้เขาคงแทงทะลุโลกุตตรธรรมเป็นแน่ก็ผู้ชายเท่านั้นหรือที่พึงแทงทะลุธรรมนั้นได้ หรือแม้เป็นผู้หญิงก็สามารถแทงทะลุได้" จึงพูดกับวิสาขะว่า"ธรรมนั้นผู้ชายเท่านั้นหรือหนอที่พึงได้ หรือแม้เป็นผู้หญิงก็สามารถบรรลุได้ด้วย" ท่านอุบาสกตอบว่า"พูดอะไรธรรมทินนาผู้ที่เป็นนักปฏิบัตินั้น ย่อมเป็นทายาทของธรรมนั้นผู้ที่มีอุปนิสัยก็ย่อมได้รับธรรมนั้น" นางธรรมทินนา"เมื่อเป็นอย่างนั้นขอให้ท่านยินยอมให้ดิฉันบวชเถิด" วิสาขอุบาสก"ดีแล้วที่รักฉันเองก็อยากจะแนะนาในทางนี้เหมือนกันแต่ยังไม่รู้ใจเธอจึงไม่พูด" แล้ววิสาขอุบาสกจึงให้นางธรรมทินนาอาบน้าหอมให้ประดับประดาด้วยเครื่องสาอางทุกอย่างให้นั่งบนวอทอง แวดล้อมด้วยหมู่ญาติบูชาด้วยดอกไม้หอมเป็นต้นพาไปสู่สานักภิกษุณีแล้วเรียนว่า"ขอให้นางธรรมทินนาบวชเถิดแม่เจ้า" พวกภิกษุณีคิดว่าท่านเศรษฐีจะลงโทษภรรยาที่กระทาความผิดโดยการให้ออกบวชจึงพูดว่า"คฤหบดี กับความผิดอย่างหนึ่งหรือสองอย่างท่านก็ควรจะอดทนได้" วิสาขะจึงเรียนว่า"ไม่มีความผิดอะไรหรอกแม่เจ้าเธอบวชด้วยศรัทธา" ลาดับนั้นภิกษุณีผู้สามารถรูปหนึ่งจึงบอกกัมมัฏฐานหมวดห้าแห่งหนังให้โกนผมแล้วให้บวช
24.
๒๔ วิสาขะพูดว่า"แม่เจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระธรรมไว้ดีแล้วท่านจงยินดีเถิด"ไหว้แล้วหลีกไป นางธรรมทินนาบรรลุพระอรหัต ตั้งแต่วันที่นางบวชแล้วลาภสักการะก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนั้นนางจึงยุ่งจนหาโอกาสทาสมณธรรมไม่ได้ ทีนั้น พวกพระเถรีที่เป็นอาจารย์และอุปัชฌาย์จึงพานางไปบ้านนอก แล้วก็ให้เรียนกัมมัฏฐานตามชอบใจในอารมณ์สามสิบแปดอย่างเริ่มทาสมณธรรมสาหรับนางลาบากไม่นาน เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอานุภาพแห่งความปรารถนาที่กระทาไว้เมื่อครั้งพระศาสดาทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงอุบัติในโลกด้วยอานาจแห่งความปรารถนานั้นนางจึงไม่เหนื่อยมากสองสามวันเท่านั้นเองก็ได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วพระธัมมทินนาเถรีคิดว่าใจของเราหมดกิเลสแล้วบัดนี้เราจักอยู่ทาอะไรในที่นี้ เราจักไปกรุงราชคฤห์ถวายบังคมพระศาสดาและพวกญาติของเราเป็นจานวนมากจักกระทาบุญ พระเถรีจึงกลับมากรุงราชคฤห์กับภิกษุณีทั้งหลาย วิสาขอุบาสกทดสอบพระเถรี วิสาขะได้ฟังว่านางธรรมทินนากลับมาจึงคิดว่านางบวชแล้วไปบ้านนอกยังไม่นานเลยก็กลับมา นางคงจะยังยินดีอยู่ในโลกีย์วิสัยละมังแล้วก็ได้ไปสานักนางภิกษุณี ไหว้แล้วนั่งณที่ควรส่วนหนึ่งแล้วจึงคิดว่าจะ ถามถึงเรื่องที่ตนสงสัยก็เห็นจะไม่สมควรจึงถามปัญหาด้วยอานาจปัญจขันธ์เป็นต้น. พระธรรมทินนาเถรีก็วิสัชนาปัญหาที่วิสาขอุบาสกถามแล้วเหมือนเอาพระขรรค์ตัดก้านบัวฉะนั้น. อุบาสกรู้ว่าพระธรรมทินนาเถรี
มีญาณกล้าจึงถามปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยพระเถรีก็เฉลยปัญหาเหล่านั้นโดยลาดับ จนในที่สุด อุบาสกถามโดยอาการทุกอย่างในอนาคามีมรรคตามลาดับในฐานะที่ตนบรรลุแล้วทั้งยังถามปัญหาในอรหัตมรรค ซึ่งเป็นการถามตามที่ได้เล่าเรียนมาเพราะตนยังไม่บรรลุถึงขั้นนั้น พระธรรมทินนาเถรีก็รู้ว่าอุบาสกมีวิสัยเพียงอนาคามิผลเท่านั้นคิดว่าบัดนี้อุบาสกถามเกินวิสัยของตนไป จึงทาให้อุบาสกนั้นกลับโดยกล่าวว่าท่านวิสาขะท่านยังไม่อาจกาหนดที่สุดแห่งปัญหาทั้งหลายได้ ท่านวิสาขะ ถ้าท่านยังจานงหวังพรหมจรรย์ที่หยั่งลงสู่พระนิพพานมีพระนิพพานเป็นเบื้องหน้ามีพระนิพพานเป็นที่สุดท่านวิสาขะ ท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามความข้อนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์อย่างไรก็พึงทรงจาไว้อย่างนั้น ทรงแต่งตั้งเป็นเอตทัคคะผู้เป็นธรรมกถึก วิสาขอุบาสกกราบทูลนัยแห่งคาถามและคาตอบทั้งหมดแด่พระศาสดา พระศาสดาทรงสรรเสริญพระเถรีนั้นด้วยพระพุทธพจน์ว่าวิสาขะภิกษุณีธัมมทินนาเป็นบัณฑิตเป็นต้น ทรงประกาศการพยากรณ์ปัญหาเทียบกับพระสัพพัญญุตญาณทรงทาจูฬเวทัลลสูตรนั้นแลให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงตั้งพระธัมมทินนาเถรีนั้นไว้ในตาแหน่งเลิศของภิกษุณีผู้เป็นธรรมกถึก อุบาสก พระเจ้าปเสนทิโกศล แคว้นโกศล เป็นแคว้นใหญ่มีแสนยานุภาพมากมีเมืองหลวงชื่อ “สาวัตถี” พระมหากษัตริย์ผู้ครองแคว้นทรงพระนามว่า “ปเสนทิ” เป็นพระโอรสของพระเจ้ามหาโกศลเวลาเรียกจึงเอาชื่อแคว้นติดไปด้วยเป็นปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิเมื่อครั้งยังเป็นราชกุมารได้เดินทางไปศึกษาในสถาบันอันมีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้นคือ“ตักกสิลา” เมื่อสาเร็จการศึกษาแล้ว ได้แสดงศิลปะที่ได้ศึกษามาให้พระเจ้ามหาโกศลซึ่งเป็นพระชนกชม พระเจ้ามหาโกศลทรงพอพระทัยเป็นอย่างมากจึงทรงอภิเษกให้พระเจ้าปเสนทิครองราชย์สืบต่อจากพระองค์ แคว้นโกศลกับแคว้นมคธมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน เพราะพระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แคว้นมคธ ได้ทรงอภิเษกพระกนิษฐาของพระเจ้าปเสนทิคือพระนางโกศลเทวีหรือเวเทหิ เป็นพระมเหสี และพระเจ้าปเสนทิก็ได้ทรงอภิเษกพระกนิษฐาของพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระมเหสีเช่นกัน
25.
๒๕ แต่พระเจ้าปเสนทิมีพระมเหสีหลายองค์องค์หนึ่งเป็นเชื้อสายจากศากยวงศ์ ชื่อว่าวาสภขัตติยาพระธิดาของพระเจ้ามหานามะ และทรงมีพระโอรสด้วยกันชื่อวิฑูฑภะ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสศรัทธาในลัทธิศาสนาอื่นมาก่อน เจ้าลัทธิในสมัยนั้นได้แก่ครูทั้งหก มีสัญชัยเวลัฏฐบุตรเป็นต้น วันหนึ่งได้เชิญครูทั้งหกเข้าไปฉันอาหารในพระบรมมหาราชวัง
และได้ทรงถามครูทั้งหกว่า ผู้ใดสามารถบอกได้ว่าท่านเป็น “ผู้รู้” (พุทธะ)เจ้าลัทธิไม่มีใครกล้ายืนยันว่าตนเป็น “ผู้รู้” เพราะว่าถ้าตอบว่า “รู้” ก็เกรงอาญาแผ่นดิน หากถูกจาได้ว่ารู้ไม่จริง ครั้นจะตอบว่า “ไม่รู้” ก็เกรงจะขาดศรัทธา จึงพากันนั่งนิ่งเสีย ต่อมาเมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลได้พบพระพุทธเจ้าได้ทรงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ครูทั้งหกเป็นผู้มีอายุมากแล้ว มีประสบการณ์ก่อน ทาไมจึงไม่กล้ายืนยันว่าเป็นผู้รู้แต่พระพุทธเจ้าทรงมีอายุน้อยกว่า กลับกล้ายืนยันว่าเป็นผู้รู้และก็รู้แล้วจริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามหาบพิตรไม่ควรดูถูกของ ๔อย่างคือ ๑. ไฟว่ามีประมาณเล็กน้อย ๒.งูอสรพิษว่าตัวเล็ก ๓.ยาพิษ ๔. พระภิกษุผู้สาเร็จอรหันต์แล้วแม้มีอายุน้อย ในที่สุดพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาหันมานับถือพระพุทธศาสนา ทรงมีความรักความเคารพในพระพุทธเจ้ามาก และทรงนาเอา พระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่เคารพ วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระประสงค์จะบารุงภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เองจึงเสด็จไปยังวิหาร ทรงนิมนต์พระบรมศาสดาพร้อมภิกษุอีกพันรูปมารับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์และพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายทานด้วยพร ะหัตถ์ของพระองค์เองเป็นเวลา๗วันติดต่อกัน ในวันที่๗พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทูลพระบรมศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐รูป เสด็จมารับภัตตาหารในพระราชนิเวศน์เป็นประจาด้วยเถิด” พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า “มหาบพิตร พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่อาจจะรับภิกษาประจาในที่แห่งเดียว เพราะประชาชนจานวนมากต้องการพบปะและถวายทานกับพระพุทธเจ้า” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงกราบทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงส่งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไปแทน พระพุทธองค์จึงมอบหมายให้พระอานนท์รับหน้าที่ไปแทน พระอานนท์พร้อมภิกษุสงฆ์จานวน ๕๐๐รูปไปรับบิณฑบาตในราชสานัก พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายติดต่อกันอยู่ ๗วัน พอวันที่ ๘-๑๐ได้ทรงลืมถวายจึงทาให้พระภิกษุรูปอื่นๆปลีกไปที่อื่นเพิ่มมากขึ้น เหลือเพียงพระอานนท์รูปเดียว พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพิโรธ คิดว่าพระภิกษุสงฆ์รังเกียจ จึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า มีแต่พระอานนท์เพียงรูปเดียวไปรับบิณฑบาตทาให้ของเหลือเสียหายมาก พระพุทธเจ้าไม่ทรงตาหนิพระภิกษุตรัสถึงมูลเหตุให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบ และทรงยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของพระองค์เองพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรักเคารพพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก พระพุทธเจ้าตรัสแนะนาอย่างไรก็ทรงพร้อมที่จะปฏิบัติตามนั้นด้วยความเคารพศรัทธา เช่น พระพุทธเจ้าทรงขอให้สร้างวัดสาหรับพระภิกษุณี ในที่ที่เหมาะสมและปลอดภัย พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงสนองเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดีและยังได้ทรงสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าอีกด้วย ชื่อวัด “ราชการาม” อยู่ในเมืองสาวัตถีนั้นเอง ในบั้นปลายชีวิต พระเจ้าปเสนทิโกศลถูกพระโอรสพระนามว่า “วิฑูฑภะ”ยึดอานาจ สถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์แทน พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสร็จไปขอกาลังจากพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นหลานให้ยกกาลังมาช่วย แต่เสด็จไปถึงกรุงราชคฤห์เป็นเวลาที่ประตูเมืองปิด ไม่สามารถเข้าเมืองได้ต้องประทับค้างคืนที่ประตูเมือง ประกอบกับเสด็จมาไกลทั้งมีพระชนมายุมาก (๘๐ พรรษา) แล้ว จึงสิ้นพระชนม์อยู่ที่หน้าประตูเมืองนั่นเอง รุ่งเช้าพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบและเสด็จมาพบเข้าจึงทรงรับสั่งให้นาพระศพเข้า ไปบาเพ็ญพระราชกุศลในเมืองอย่างสมพระเกียรติ
26.
๒๖ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่5เมษายนพ.ศ.2450
ที่จังหวัดธนบุรี บิดาชื่อมหาอามาตย์ตรี พระยาธรรมสารเวทย์วิเศษภักดีศรีสัตยวัตตา พิริยพาหะ(ทองดีธรรมศักดิ์)มารดาชื่อคุณหญิงชื้นธรรมสารเวทย์ฯสมรสกับท่านผู้หญิงพงาธรรมศักดิ์(เพ็ญชาติ) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2477มีบุตรด้วยกัน2คน คือนายชาติศักดิ์ธรรมศักดิ์และนายแพทย์จักรธรรมธรรมศักดิ์ การศึกษา ท่านอาจารย์เข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อพ.ศ. 2457และสาเร็จชั้น6 อังกฤษ(มัธยมบริบูรณ์) พ.ศ. 2468ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรมเป็นเวลา 3ปี และสาเร็จเป็นเนติบัณฑิตเมื่อพ.ศ. 2471 พ.ศ. 2472สอบแข่งขันได้คะแนนสูงสุดและได้รับทุนเล่าเรียน“รพีบุญนิธิ” ไปศึกษาวิชากฎหมายต่อในประเทศอังกฤษที่สานักมิดเดิ้ลเทมเปิ้ล(THEMIDDLE TEMPLE) ศึกษาอยู่เป็นเวลา3ปี ก็สอบไล่ได้สาเร็จตามหลักสูตรเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ(BARRISTER-AT-LAW) เมื่อ พ.ศ. 2475 พ.ศ. 2470ขณะอุปสมบทที่วัดเบญจมบพิตร ได้ศึกษาพระธรรมวินัยที่สานักเรียนวัดเบญจมบพิตรและสามารถสอบไล่นักธรรมชั้นตรี ได้ที่ 1 พ.ศ. 2498เข้ารับการศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเป็นรุ่นที่1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยรามคาแหงได้มอบปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีกิตติมศักดิ์ให้ในปี พ.ศ.2506 พ.ศ.2517 และพ.ศ.2524 ตามลาดับนอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์สาขาต่างๆจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกหลายแห่ง การทางาน 1 ส.ค. 2468ได้เข้ารับราชการครั้งแรกในขณะที่มีอายุ18ปี 3 เดือน 27 วัน ในตาแหน่งนักเรียนล่ามกรมบัญชาการ (กองล่าม)กระทรวงยุติธรรมเงินเดือน30 บาท 1 ธ.ค. 2470 ได้รับราชการในตาแหน่งล่ามเงินเดือน50บาท ท่านอาจารย์มีความตั้งใจที่จะเป็นตุลาการตั้งแต่ครั้งที่ยังเยาว์ เพราะได้เห็นแบบอย่างการเป็นตุลาการที่ดีของบิดา 1 ส.ค. 2476ดังนั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นหลังจากที่ได้เข้ารับราชการแล้วได้มีโอกาสที่จะเจริญรอยตามบิดา 10 ก.ค.2477 เป็นผู้พิพากษาฝึกหัดเงินเดือน200บาท 7 ก.พ. 2478ได้เข้ารับราชการในตาแหน่งผู้พิพากษาในกระทรวงยุติธรรมเงินเดือน200บาท 5 ก.ค. 2478ไปช่วยราชการที่ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาเงินเดือน260บาท 1 พ.ค. 2491เป็นผู้พิพากษาอุทธรณ์ เงินเดือน500บาท 30 ส.ค. 2493เป็นผู้พิพากษาหัวหน้ากองในศาลอุทธรณ์ 2 เม.ย. 2494เป็นข้าหลวงยุติธรรมภาค4(อธิบดีผู้พิพากษาภาค5ในปัจจุบัน) เงินเดือน 700 บาท และได้ทาหน้าที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ด้วย 23 มี.ค. 2496 เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมเงินเดือน800 บาท
27.
๒๗ 1 ต.ค. 2501
เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา 1 เม.ย. 2502เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเงินเดือน1,400บาท 15 ต.ค. 2505เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เงินเดือน8,600บาท 1 ต.ค. 2506 เป็นประธานศาลฎีกาเงินเดือน9,000บาท 1 ต.ค. 2510 ครบเกษียณอายุราชการ 18 มิ.ย. 2511ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรี 14 ต.ค. 2516พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศชาติในยามคับขัน(เมื่อเกิดเหตุการณ์มหาวิปโยค) ท่านอาจารย์ได้ดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกัน2สมัย 26 มี.ค. 2518 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรี 5 ธ.ค. 2518 ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้เป็นประธานองคมนตรี เป็นกรรมการตุลาการหลายครั้งเริ่มแรกเมื่อวันที่4กันยายน2489ได้ทาหน้าที่เป็นเลขานุการก.ต. และเมื่อมีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการพ.ศ.2497 เป็นผู้ริเริ่มวางรูปงานและควบคุมดูแลการเลือกตั้งกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิครั้งแรกเมื่อ 17 มกราคม2501 สาเร็จเป็นผลเรียบร้อยดียิ่ง จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสมัยนั้นได้บันทึกความดีความชอบไว้ในสมุดประวัติ เมื่ออาจารย์ได้ย้ายมารับราชการในตาแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ท่านอาจารย์ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิรวม3ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ29 มิถุนายน2502 ครั้งที่สองเมื่อ 22 มกราคม2503 ครั้งที่สามเมื่อ1 กุมภาพันธ์2505 หลังจากที่ครบเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิประเภทข้าราชการบานาญอีก 3ครั้ง เมื่อ 5 กุมภาพันธ์2511,14 มกราคม2513 และ19 มกราคม2515 ตามลาดับ และพ้นจากตาแหน่งกรรมการตุลาการครั้งหลังสุดเมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์ยังเป็นผู้มีความรอบรู้ในเรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้เขียนบทความและบรรยายปาฐกถา เกี่ยวกับธรรมะไว้หลายเรื่องและหลายแห่งจนถึงปัจจุบันตลอดมา ด้วยความสนใจในพระพุทธศาสนาหลังจากกลับจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ จึงได้ริเริ่มก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย(เดิมชื่อว่า “พุทธธรรมสมาคม”)ขึ้นในปี พ.ศ. 2477 และเป็นเลขานุการของสมาคมฯนานหลายปี ต่อมาได้สับเปลี่ยนทาหน้าที่อื่นอีกหลายตาแหน่งในสมาคมฯ จนในที่สุดก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมฯซึ่งได้ทาหน้าที่ตาแหน่งนี้เป็นเวลาถึง 10ปี กระทั่งท่านอาจารย์มีอายุได้ 48ปี จึงได้สละตาแหน่งนี้ ต่อมา ท่านอาจารย์ได้รับเลือกจากนานาชาติให้เป็นรองประธานฯ ทาหน้าที่แทนประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
28.
๒๘ พ.ศ. 2527ได้รับเลือกให้เป็นประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่6มกราคม2545ขณะดารงตาแหน่งองคมนตรี นับว่าท่านเป็นปูชนียบุคคลที่ได้ประกอบคุณงามความดีแก่สังคมไทยไว้เป็นอเนกประการเป็นผู้ทรงคุณธรรมในเรื่อง เมตตาและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเป็นอาจารย์ผู้ทรงความรู้ในทางวิชาการ และผู้ที่นาวิชาความรู้ไปประยุกต์ใช้จนเป็นที่ยอมรับจากสถาบันการศึกษาชั้นสูง ดังจะเห็นได้จากที่ท่านได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีมติเมื่อวันที่13มิถุนายน2537ยกย่องให้ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ ดารงตาแหน่ง"ธรรมศาสตราจารย์" นอกจากเป็นนักกฎหมายที่ทางานทั้งทางปฏิบัติจนเป็นถึงประธานศาลฎีกาและได้บริหารงานในสถาบันการศึกษา ด้วยการดารงตาแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ยังได้ทางานการเมืองที่สาคัญยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ โดยเข้ารับตาแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทานในยุคที่สังคมกาลังตื่นตัวกับ การเรียกร้องให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซึ่งท่านก็ได้ใช้ความรู้ความสามารถแก้ไขปัญหา ของสังคมไทยในขณะนั้นได้เป็นอย่างดีจนเมื่อท่านพ้นจากตาแหน่งดังกล่าวแล้ว ก็ยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดารงตาแหน่งประธานองคมนตร ีีเป็นระยะเวลากว่า20ปี
คือตั้งแต่ พ.ศ.2518 จนถึงพ.ศ.2541 ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ยังเป็นผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือจากบุคคลทั่วไปในวัตรปฏิบัติของท่าน เพราะการที่ท่านได้นาหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติราชการและการดารงชีวิตได้อย่างดียิ่ง เป็นผู้ฝักใฝ่และมีศรัทธาในพุทธศาสนาโดยตลอดเป็นผู้เริ่มก่อตั้งพุทธสมาคม และภายหลังได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกให้ดารงตาแหน่งประธานองค์การฯ เป็นเวลานานถึง14ปี จากคุณูปการที่ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ได้กระทาไว้แก่สังคมไทย ย่อมเป็นตัวอย่างที่ดีสาหรับอนุชนรุ่นหลังที่จะศึกษาและถือเอาเป็นแบบอย่างในการดาเนินรอยตาม จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะยกย่องเชิดชูเกียรติคุณของศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ให้เป็นที่ปรากฏสืบไป พระเจ้าสุทโธทนะ
29.
๒๙ พระเจ้าสุทโธทนะเป็นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจากศากยวงศ์ของแคว้นสักกะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสีหนุกับพระนางกัญจนามีพระอนุชาและพระกนิษฐาร่วมพระชนกชนนีอีก 6พระองค์ได้แก่ สุกโกทนะอมิโตทนะโธโตทนะฆนิโตทนะปมิตา และอมิตา สุทโธทนะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงศากยวงศ์จากนครเทวทหะพระนามว่า
“สิริมหามายา” และมีพระราชโอรสองค์หนึ่งคือ“สิทธัตถะ”ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อสิทธัตถะกุมารประสูติได้ 7วัน พระนางสิริมหามายาก็สวรรคตพระสุทโธทนะจึงอภิเษกสมรสใหม่อีกครั้งหนึ่งกับพระนางปชาบดีหรือโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาร่วมชนนีกับพระนางสิริมหามายา และมีพระโอรสองค์หนึ่งนามว่า “นันทะ”และพระธิดาอีกองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “รูปนันทา” พระเจ้าสุทโธทนะเป็นผู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและยึดมั่นในราชประเพณีอย่างเคร่งครัดในการปกครองบ้านเมือง ทาให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขตลอดรัชสมัยของพระองค์ และทรงมุ่งหวังที่จะให้พระโอรสโดยเฉพาะสิทธัตถะได้รับเลือกจากสภาศากยะให้เป็นราชาสืบต่อจากตน แต่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวกก็ทรงคิดหวังเฝ้าคิดถึงพระราชโอรสองค์นี่อยู่ตลอดเวลา และพอได้ทราบว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็ใคร่อยากจะให้กลับมาที่กรุงกบิลพัสดุ์บ้าง จึงตรัสสั่งกาฬุทายีอามาตย์ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยกับพระศาสดาแต่ครั้งยังเยาว์วัยกันไปเชิญ เมื่อกาฬุทายีไปถึงกรุงราชคฤห์เข้าเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังธรรมเทศนาบรรลุเป็นพระอรหันต์ขออุปสมบทเป็นภิกษุแล้วทูลเชิญพระศาสดาพร้อมภิกษุสงฆ์ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์และปร ะทับที่นิโครธารามพระศาสดาทรงเทศนาโปรดพระบิดาและพระนางปชาบดีให้เกิดศรัทธาแล้ว วันหนึ่งพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางปชาบดีได้ประกอบพิธีมงคลสมรสให้แก่นันทกุมาร และได้นิมนต์พระศาสดาเสด็จไปเสวยภัตตาหารณตาหนักของนันทกุมารเวลาเสด็จกลับ ทรงส่งบาตรให้นันทกุมารถือแล้วเสด็จออกจากตาหนัก นันทกุมารก็เดินตามโดยคิดว่าพอถึงที่ใดที่หนึ่งพระพุทธเจ้ารับบาตรคืนแล้วคืนแล้วก็จะรีบกลับมาฝ่ายเจ้าสาวก้ตะโกนบอกว่า “รีบกลับมาเร็วๆนะพี่”ครั้งพอถึงวิหารพระบรมศาสดาก็ตรัสถามนันทกุมารว่า“นันทะเธอจะบวชไหม?” นันทกุมารแม้ไม่อยากบวชแต่ด้วยความเคารพทั้งในฐานะพี่และในฐานะพระศาสดาจึงไม่กล้าปฏิเสธจึงทูลว่าจะรับบวช พระศาสดาจึงอุปสมบทให้ ต่อมาอีกไม่กี่วันพระศาสดาเสด็จไปที่พระราชนิเวศน์ของพระบิดา พระมเหสีเก่าของพระองค์คือนางยโสธรา(พิมพา)ได้ส่งพระราหุลผู้เป็นโอรสออกมาขอราชสมบัติ เพราะศาสดาเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าสุทโธทนะควรจะได้รับราชสมบัติสืบต่อราชวงศ์ เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทรงรับก็ควรที่จะประทานให้แก่พระราหุลพอพระราหุลไปพบพระศาสดาแล้วทูลขอพระราชสมบัติ พระศาสดาทรงปรารถว่าทรีพย์สมบัติที่ราหุลขอนั้นเป็นทรัพย์ภายนอก ควรจะรับเอาทรัพย์ที่ประเสริฐกว่าคืออริยทรัพย์จึงทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรรบวชให้พระราหุลแต่พระราหุลยังอายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ จึงทรงอนุญาติให้บรรพชาเป็นสามเณรพระราหุลจึงเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา ทั้งพระนันทะและสามเญรราหุลบวชโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาเสียก่อน ทาให้บิดามารดาตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องเกิดความเสียดายและเสียใจพระเจ้าสุทโธทนะจึงทูลขอกับพระบรมศาสดาว่า ต่อไปในภายภาคหน้าถ้าจะบวชให้ใครขอให้ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาของผู้บวชเสียก่อนพระพุทธเจ้าทรงเห็นชอบด้วย นับตั้งแต่นั้นมาผู้ที่จะบวชในพระพุทธศาสนาจะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาเสียก่อนโดยพระคู่สวดจะสวดถามว่า “บิดามารดาของท่านอนุญาตหรือยัง”ผู้บวชก็จะตอบว่า“อามะภันเต”แปลว่า “อนุญาตแล้วครับ”พระเจ้าสุทโธทนะได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาที่เสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์คราวนี้
30.
๓๐ ทรงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา บรรลุพระโสดาบันเป็นอุบาสกพุทธบริษัทและเสด็จสวรรคตเมื่อพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาได้ 5ปีพอดี พระเจ้าพิมพิสาร แคว้นมคธมีเมืองหลวงชื่อว่าราชคฤห์ ในสมัยพุทธกาลมีกษัตริย์ที่มีอานาจสิทธิขาดทรงพระนามว่าพิมพิสาร เป็นผู้ปกครอง
พระเจ้าพิมพิสารได้แผ่อิทธิพลไปเหนือแคว้นอื่นๆและที่สาคัญคือเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชใหม่ๆ ได้เสด็จผ่านมาทางเมื่องราชคฤห์เพื่อจะเสด็จต่อไป พระเจ้าพิมพิสารก็ได้ท่งพบปะสนทนากับพระองค์พอสมควร พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุโมทนาพร้อมทั้งกราบทูลพระมหาสมณะว่า เมื่อได้ตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จมาโปรด ก่อนพระเจ้าพิมพิสารได้รับการอภิเษกเป็นมหากษัตริย์ได้ตั้งความปรารถนาไว้ 5 ข้อคือ 1. ขอให้ได้เป็นกษัตริย์ 2. ขอให้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบพึงมาแคร้นของข้าพเจ้าเมื่อได้รับการอภิเษกแล้ว 3. ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์ 4. ขอให้พระอรหันต์นั้นแสดงธรรม 5. ขอให้ข้าพเจ้าพึงรู้ทั่วถึงธรรม หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วและส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนายังแคว้นต่างๆ นักบวชกลุ่มหนึ่งที่ถือการบูชาไฟเป็นเป้นหลักเรียกลัทธิของตนว่า “ชฎิล”สามพี่น้องตระกูลกัสสปะคืออุรุเวละคยา และนที พร้อมด้วยบริจาคจนนักบวชเหล่านั้นเลื่อมใสศรัทธาละทิ้งลัทธิเดิม ขณะนั้นกิตติศัพท์กาลังแพร่กระจายไปทั่ว และรวดเร็วว่าเจ้าชายจากศากยตระกูลเสด็จออกผนวช และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาทรงเห็นปฏิกิริยาของพวกข้าราชบริพารเหล่านั้นจึงตรัสแก้พระอุรุเวละที่บุคคลเหล่านั้นเครพนับถือมาก่อน ให้ชี้แจงแก่ชนเหล่านั้นถึงความไม่สีแก่นสารในลัทธิเดิมของตนและพระองค์จะทรงคอยซักถามไปทีละข้อๆแบบปุจฉา- วิสัชนา(ถาม-ตอบ) พอพระบรมศาสดาเทศนาจบข้าราชบริพารเหล่านั้นแบ่งเป็น12ส่วน 11 ส่วนได้ดวงตาเห็นธรรมอีกส่วน1 ตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย พระเจ้าพิมพิสารทรงปีติยิ่งนักวัยหนุ่มพระองค์ได้ตั้งความปรารถนาไว้ 5ข้อ บัดนี้ความปรารถนานั้นสาเร็จแก่พระองค์หมดแล้ว พระเจ้าพิมพิสารพอถวายภัตตาหารแก่พระบรมศาสดาและพระสงค์แล้วก็ทรงดาริถึงสถานที่ที่ควรประทับของพระบรมศาสดา ทรงพิจารณาเห็นว่าพระราชอุทยานเวฬุวันซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักกลางวันก็ไม่ค่อยพรุกพล่านกลางคืนก็สงบ เหมาะที่จะใช้เป็นที่อาศัยของสมณะผู้รักความสงบยิ่งนักพระเจ้าพิมพิสารจึงเป็นอุบาสกคนแรกที่ถวายอารามแก่พระสงฆ์ พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นอุบาสกบริษัทที่มีความสาคัญในการเผยแผ่พระศาสนาของพระบรมศาสดาอย่างยิ่ง ทรงยึดมั่นในคาสอนประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีของไพร่ฟ้าประชาชนและทรงปกครองด้วยทศพีราชธรรม แต่บั้นปลายชีวิตพระองค์ได้รับเคราะห์กรรมอย่างหนัก อันเนื่องจากการเห็นกงจักรเป็นเป็นดอกบัวของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชโอรสของพระองค์เอง ในช่วงนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงดารงอยู่ในตาแหน่งมกุฎราชกุมารผู้ที่จะได้ครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพส าร แต่ไปคบกับพระเทวทัตหลงคารมพระเทวทัตที่ยุแหย่ว่าท่านเป็นเพียงมกุฎราชกุมารอาจตายก่อนพระเจ้าพิมพิสารก็ได้
31.
๓๑ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจะได้เป็นกษัตริย์หรือท่านจงปลงพระชนม์พระบิดาแล้งขึ้นครองราช อาตมาก็จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแล้วเป็นประมุขฝ่ายศาสนจักรปกครองพระสงค์แทนพระพุทธเจ้า พระเจ้าอชาตศัตรูทร งเห็นดีเห็นชอบด้วยจึงจับพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพิสารมาขังไว้ โดยไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม ยกเว้นพระราชมารดาโกศลเทวีหรือเวเทหิคือพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร ไม่อนุญาตให้ใครนาอาหารไปให้พระเจ้าพิมพิสารอย่างเด็ดขาดปล่อยให้อดตายไปเอง พระมเหสีขอร้องพระเจ้าอชาตศัตรูอย่าได้ทรมานพระบิดาเลยถ้าต้องการราชสมบัติพระบิดาก็จะยกให้ แต่พระเจ้าอชาตศัตรูหาได้รับฟังคาอ้อนวอนนั้นไม่พระนางเสด็จเข้าไปเยี่ยมพระสวามีในคุกทุกวันวันละ
3ครั้ง และแอบซ่อนอาหารเข้าไปเจ้าหน้าก็ไม่กล้าห้าม หลายวันผ่านไปพระเจ้าอชาตศตรูสอบถามว่าพระราชปิดาสวรรคตหรือยัง พอทรงทราบว่ายังและทรงทราบด้วยว่าพระมารดาทรงลักลอบนาอาหารเข้าไปให้ จึงห้ามมิให้พระมารดาทรงแต่งสาหรี่เข้าไป เพื่อให้สามารถตรวจสอบการลักลอบนาอาหารเข้าไปได้ง่ายขึ้น พระมเหสีก็ทรงนาเอาข้าวมาทุบให้เหนียวและทรงนามาติดไว้ที่ฝ่าพระบาท แล้วทรงสวมฉลองพระบาทเสด็จเข้าไปเยี่ยมพระสามีเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้เข้า จึงห้ามพระมเหสีเสด็จเข้าไปเยี่ยมโดยเด็ดขาด พระเจ้าพิมพิสารดารงพระชนม์อยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมโดยการทรงเดินจงกรม ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบว่าพระบิดามีพระชนม์อยู่ได้ด้วยการทรงเดินจงกรมจึงทรงรับสั่งให้ช่างกัลบก(ช่างตัดผม) เอามีดโกนไปกรีดฝ่าพระบาทของพระเข้าพิมพิสารไม่ให้ทรงสามารถเดินจงกรมได้อีกเมื่อเดินจงกรมไม่ได้ ในที่สุดพระเจ้าพิมพิสารก็สวรรคตซึ่งเป็นวันเดียวกับพระเจ้าอชาตศัตรูมีพระโอรสองค์แรก ทรงมีความปีติยินดียิ่งนักทรงรักพระโอรสอย่างสุดซึ่ง ทาให้ทรงหวนระลึกได้ว่าพระบิดาก็คงรักตนมากเหมือนกับตนรักพระโอรสจึงทรงรับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปปล่อยพระบิดา แต่ก็สายไปเสียแล้ว พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตก่อนพุทธปรินิพพานคุกที่พระเจ้าอชาตศัตรูใช้คุมขังพระเจ้าพิมพิสารนี้ ปัจจุบันยังมีเหลืออยู่เพียงซากอิฐจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของอินเดีย “ไฟ”คือโมหะนี้ช่างรุนแรงเหลือเกินเมื่อเกิดขึ้นในจิตของผู้ใดจะทาให้ผู้นั้นเห็นผิดเป็นถูกทาความชั่วได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการฆ่าพ่อตัวเองอย่างพระเจ้าอชาตศัตรูนี้ พระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นอุบาสกบริษัทเอกอัครศาสนูปถัมภ์ในการกระทาสังคายนาครั้งที่ 1 ประวัติกล่าวว่า เมื่อมเหสีโกศลเทวีของพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองแคว้นมคธทรงตั้งครรภ์พระนางทรงแพ้ท้อง อยากเสวยพระโลหิตของพระสวามี ด้วยความรักพระมเหสีและบุตรในครรภ์ พระเจ้าพิมพิสารจึงรองพระโลหิตของพระองค์ไปให้พระมเหสีเสวยบรรดาโหราจารย์ทั้งหลายลงความเห็นว่า ราชกุมารในครรภ์จะเป็นปิตุฆาต(ฆ่าพ่อ)พระนางโกศลเทวีก็พยายามจะทาแท้งแต่ก็ไม่สาเร็จ พอพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบก็ห้ามปรามมิให้พระนางทาเช่นนั้นพอประสูติออกมาเป็นพระโอรส พระบิดาจึงขนานนามให้ว่า“อชาตศัตรู” ในวัยเยาว์พระชนกชนนีดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูเป็นอย่างดีและทรงสถาปนาไว้ในตาแหน่งมกุฎราชกุมาร เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติต่อจากพระบิดาจะได้ไม่คิดปลงพระชนม์พระชนกตามคาทานายของโหร เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นทรงเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีสติปัญญาเฉียบแหลมแต่ด้วยอานาจกรรมเก่า
32.
๓๒ ทาให้ได้รู้จักกับพระเทวทัตผู้ที่กาลังจะแสวงหาผู้ที่จะมาช่วยตนปลงพระชนม์พระบรมศาสดา จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอานาจทางบ้านเมืองซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานและขาดประสบการณ์ สามารถชักจูงได้ง่ายดังนั้นพระเทวทัตจึงทาให้พระเจ้าอชาตศัตรูเกิดความศรัทธา แล้วกล่าวเสี้ยมสอนว่าชีวิตคนเรานั้นไม่เที่ยงไม่แน่ว่าจะได้ครองราชย์สมบัติจึงควรปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเสีย แล้วขึ้นครองราชย์แทนส่วนอาตมาก็จะปลงพระชนม์พระศาสดาและทาหน้าที่ปกครองสงฆ์ขอให้มาร่วมมือกัน พระเจ้าอชาตศัตรูก็หลงเชื่อและจับพระบิดามาขังและทรมานโดยวิธีการต่างๆจนสิ้นพระชนม์ พอพระบิดาของตนสิ้นพระชนม์พระเจ้าอชาตศัตรู จึงสานึกว่าได้ทากรรมอันหนักยิ่ง จึงทรงคิดหาวิธีบาเพ็ญกุศลต่างๆเพื่อลบล้างความผิดให้เจือจางลงไปบ้าง พระเจ้าอชาตศัตรูได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกบริษัท ตั้งมั่นในคาสอนของพระพุทธองค์
ในด้านการปกครองบ้านเมืองก็ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมและราชสังควัตถุ ทาให้ทวยราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุขเวลามีศึกสงครามก็มีแสนยานุภาพปราบปรามอริราชศัตรูจนเป็นที่เกรงขามของแคว้นอื่นๆ แต่เนื่องจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้กระทากรรมหนักคือปิตุฆาตจึงไม่สามารถอุปสมบทหรือบรรลุธรรมขั้นสูงได้ จึงเป็นเพียงอุบาสกบริษัทเท่านั้นและพระองค์ได้ทานุบารุงพระพุทธศาสนาด้วยดีจนสิ้นพระชนม์ อนาถบิณฑิกเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นชาวเมืองสาวัตถีโดยกาเนิดเกิดในตระกูลที่ร่ารวยระดับมหาเศรษฐีประกาศตนเป็นพุทธมามกะ อ้างเอาพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่เคารพ ประพฤติตามคาสอนอย่างเคร่งครัด เป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ทานุบารุงพระศาสนาอย่างดียิ่ง ได้สร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นที่จาพรรษาของพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ ชื่อ“วัดพระเชตวัน”เฉพาะวัดนี้พระพุทธเจ้าทรงจาพรรษานานถึง๑๙พรรษา ท่านเศรษฐีจะไปวัดเชตวันแทบทุกวันฟังธรรมและสนทนากับพระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์รูปอื่นๆ และทุกๆวันท่านเศรษฐีก็จะนิมนต์พระสงฆ์มารับบิณฑบาตที่บ้านเป็นประจาวันละ2,000รูป ถึงคราวที่เศรษฐกิจตกต่ารายได้ของเศราฐีลดน้อยลงตามสถาณการณ์ เศรษฐีก็ไม่เคยละเว้นการบารุงพระสงฆ์ ทามาอย่างไรก็ทาเช่นนั้นอย่างสม่าเสมอ นอกจากสนับสนุนส่งเสริมพระศาสนาแล้ว ด้านสังคมท่านเศรษฐีก็เอาใจใส่ช่วยเหลื อคนยากไร้อย่างสม่าเสมอตลอดมา เดิมท่านเศรษฐีชื่อว่า“สุทัตตะ”เพราะการที่ท่านมีความเมตตาช่วยเหลือคนยากไร้นี้เอง จึงเรียกว่า “อนาถบิณฑิกะ”แปลว่าผู้มีก้อนข้าวสาหรับคนยากจนเศรษฐีได้สร้างโรงทาน เพื่อสงเคราะห์คนอนาถาที่เข้ามารับแจกอาหารเป็นประจา เศรษฐีเองก็เหมือน“พ่อ” ทั่วๆไปอยากให้ลูกๆเป็นคนดี เอาใจใส่เกี่ยวกับความประพฤติของลูกๆทุกคน มีอยู่คนหนึ่งชื่อนายกาลหรือกาละมีนิสัยผิดแปลกไปจากบิดา ไม่ศรัทธาในพระศาสนา พอเห็นพระศาสดาหรือพระสงฆ์มาที่บ้านก็มักจะหลบหนีไปเสียที่อื่น ไม่ยอมกราบไหว้ แม้เศรษฐีจะกล่าวตักเตือนอย่างไร นายกาลก็จะทาหูทวนลมอยู่เช่นเคย วันหนึ่งเศรษฐีจึงสั่งให้นายกาลไปวัดรักษาศีลพอกลับมาแล้วเศรษฐีจะให้รางวัล 100 กหาปณะลูกชายจึงตอบตกลงแล้วเข้าไปแอบนอนอยู่ที่มุมตลอดทั้งคืนพอรุ่งขึ้นก็กลับบ้านโดยที่ไม่ได้ กราบพระหรือทาอะไรเลย แล้วมาทวงเงินกับบิดา เมื่อบิดาไม่ให้เงินลูกชายจึงอดข้าวประท้วง จนในที่สุด เศรษฐีจึงยอมให้เงินแต่โดยดี ความจริงเศรษฐีให้บุตรชายเข้าวัดนั้นเพื่อให้รับฟังศีลธรรม มิใช่เพียงเดินผ่านวัด ต่อมาเศรษฐีก็ใช้กุศโลบายเรียกบุตรชายมาพบอีกแล้วบอกว่าพ่อจะให้เจ้าไปวัดรักษาศีลอุโบสถอีก แต่ขอให้จาบทธรรมะเพียงแค่บทเดียวแล้วพ่อจะให้รางวัล 1,000กหาปนะ นายกาลตกลง คิดว่าจาธรรมะเพียงบทเดียว ฟังครั้งเดียวคงจาได้ พอถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคเขาก็ตั้งใจฟัง บทที่หนึ่งผ่านไปเขาก็ยังจาไม่ได้ ก็คิดจะฟังบทต่อไป บทที่2
33.
๓๓ -3 ผ่านไปเขาก็จาไม่ได้ ตั้งใจว่าบทต่อไปคงจาได้
ก็ตั้งใจฟัง เมื่อตั้งใจฟังก็เกิดเป็นสมาธิ พอพระผู้มีพระภาคเทศน์จบ เขาก็เข้าใจในพระธรรมที่พระองค์ทรงเทศนานั้นได้อย่างแจ่มแจ้งได้ดวงตาพระธรรม เป็นพระโสดาบัน(ผู้บรรลุธรรม) วันรุ่งขึ้นนายกาลกลับบ้านมาพร้อมกับพระผู้มีพระภาคและหมู่พระสงฆ์สาวก เพื่อไปรับบิณฑบาตและฉันภัตตาหารตามปกติ เศรษฐีรู้สึกเอิบอิ่มใจที่เห็นลูกใกล้พระผู้มีพระภาค ส่วนตัวลูกชายนั้นไม่สบาย ใจกลัวว่าพ่อจะให้รางวัลต่อหน้าพระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์สาวก รู้สึกละอายใจที่ตนไปรักษาศีลอุโบสถเพราะถูกจ้างไป พอพระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์สาวกฉันเสร็จ ท่านเศรษฐีสั่งให้คนรับใช้นาเงินไปให้ลูกชาย แต่ลูกชายไม่รับ ถึงแต่ก่อนเขาเห็ นเงินสาคัญกว่าการถือศีลแต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าศีลสาคัญกว่าเงินมาก เศรษฐีเล่าเรื่องลูกชายให้กับพระผู้มีพระภาคฟัง ว่าลูกชายไม่รับเงิน ซึ่งมากกว่าแต่ก่อน พระบรมศาสดาตรัสกับเศรษฐีว่า บัดนี้ลูกชายของท่านเศรษฐีเป็นอริยบุคคลระดับโสดาบัน ซึ่งประเสริฐกว่าสิ่งใดในโลกแล้วเขาจึงไม่รับรางวัลที่เศรษฐีมอบให้เขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นอุบาสกที่บาเพ็ญหิตประโยชน์ (ประโยชน์เกื้อกูล) ทั้งแก่ตนเองคนในครอบครัว และเพื่อนร่วมชาติจัดได้ว่าเป็นอุบาสกที่เป็นแบบอย่างที่ดียิ่งของพุทธศาสนิกชนทั่วไป หมอชีวก โกมารภัจจ์ ชื่อของหมอชีวก โกมารภัจจ์เป็นที่รู้จักกันดีของคนไทยที่ศึกษาทางด้านแพทย์โบราณ ชีวกโกมารภัจจ์เป็นพระโอรสบุตรบุญธรรมของเจ้าชาย อภั ยราชกุมารแห่งกรุงคฤห์แคว้นมคธเจ้าชายอภัยราชกุมาเป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารที่เกิดจากพระสนม วันหนึ่งเจ้าชายอภัยราชกุมารเมื่อมีอายุอยู่ในวัยรุ่นได้ไปเที่ยวชมมหรสพ แต่พอไปถึงขยะนอกเมืองได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกอยู่ที่กองขยะจึงเดินเข้าไปดูพบเด็กทารกเพศชาย สันนิษฐานว่าคงถูกหญิงขายบริการทางเพศมาทิ้งไว้ จึงนามาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมโดยมั่นใจว่าจะเลี้ยงบุตรคนนี้ให้ดีที่สุด เพราะทรงยึดมั่นในคาสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า”คนไม่ใช่จะดีหรือชั่วเพราะโคตรหรือตระกูล แต่จะดีหรือชั่วก็ด้วยการกระทาของตนเอง”และทรงตั้งชื่อให้ว่าชีวกโกมารภัจจ์ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่มชีวกโกมารภัจจ์ตัดสินใจเลือกเรียนวิชาแพทย์ศาสตร์ เขาได้เลือกเรียนที่ ”สานักตักกสิลา”ซึ่งเป็นแหล่งวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้นอยู่ในเมืองหลงของแคว้นคันธาระ ชีวกใช้เวลาเรียนประมาณ 6–7 ปี สาเร็จเป็นนายแพทย์ที่โด่งดัง หลังจากนั้นนายแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์ก็เดินทางกลับกรุงราชคฤห์สร้างความปิติให้แก่พระบิดาอภัยราชกุมารยิ่งนัก เขาได้บาเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมช่วยเหลือผู้คนโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ชื่อเสียงของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วชมพูทวีปใครๆก็พูดว่าเขาเป็นหมอเทวดา หมอชีวกได้ปวารณาตัวรับเป็นหมอประจาของพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ทุกรูป วันหนึ่งพระเทวทัตได้สมคบกับพระเจ้าอชาตศัตรู วางแผนปลงพนะชนม์พระบรมศาสดาพระเทวทัตขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ พอเห็นพระบรมศาสดาเสด็จมาจึงผลักก้อนหินแต่ก้อนหินนั้นไปค้างที่ต้นไม้ใหญ่ แต่สะเก็ดหินกระเด็นไปถูกพระบาทของพระบรมศาสดาทาให้พระโลหิตห้อเลือดหมอชีวกจึงถวายพระโอสถขนานพิเศษ ใช้ผ้าพันแผลเอาไว้ แล้วกราบทูลพระบรมศาสดาว่าเขาต้องรีบไปเยี่ยมไข้คนอื่นตามที่ได้นัดหมายเอาไว้ จะกลับมาเปิดแผลตามเวลาที่กาหนดพอกลับมาปรากฏว่าประตูเมืองปิดเสียก่อนทาให้เขากังวลใจอย่างมาก เพราะพระโอสถที่เขาถวายนั้นถ้าเปิดไว้นานอาจเป็นอันตรายได้ แต่พระบรมศาสดาทรงทราบด้วยญาณว่าขณะนี้อยากแก้ผ้าพันแผลออก
34.
๓๔ พระองค์จึงรับสั่งพะอานนท์พุทธอุปัฏฐานมาแก้ผ้าพันแผลปรากฏว่าแผลหายสนิท หมอชีวกรีบมาเฝ้าพระบรมศาสดาเมื่อประตูเมืองเปิดและทูลถามพระอาการว่าพระองค์มีอาการเร่าร้อนพระวรกายบ้างหรือไม่ พระบรมศาสดาตรัสว่า“ชีวกความเร่าร้อนทั้งปวงของตถาคตสงบราบคาบแล้วที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ความเร่าร้อนย่อมไมมีแก่ท่านผู้มีทางไกลอันถึงแล้วหาความเศร้าโศกมิได้ หลุดพ้นจากอาสาวะ ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง”อยู่มาวันหนึ่งเขาได้มีโอกาสรักษาหญิงชราคนหนึ่งได้ทราบภายหลังว่าเมื่อเธอยังสาวๆ มีอาชีพเป็นหญิงบริการทางเพศเมื่อรักษาเธอนานวันเข้าทาให้เขาได้รู้ว่าหญิงชราคนไข้ของเขาก็คือมารดาแท้ๆ ของเขาเอง หมอชีวก
โกมารภัจจ์ดารงชีพอยู่จนมีอายุเข้าสู่วัยชราแล้วก็ถึงแก่กรรมไปในที่สุด กุมภโฆสกเศรษฐี ครั้งหนึ่งในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ได้เกิดอหิวาตกโรคอย่างรุนแรง ทั้งสัตว์และมนุษย์ล้มตายเป็นจานวนมาก มีครอบครัวขอ งเศรษฐีครอบครัวหนึ่งได้ถูกโรคดังกล่าวคุกคามด้วย เศรษฐีทราบดีว่าโรคนี้เป็นโรคร้ายแรงและแพร่กระจายติดต่อกันง่าย วัน หนึ่งเขาและครอบครัวอาจติดต่อโรคนี้ได้ เขาจึงนาทรัพย์จานวน๔0โกฏิ( ประมาณ๔00 ล้าน ) ก่อนตายบิดาของกุมภโฆสกได้บอกที่ซ่อนขุมทรัพย์แก่เขาและเเนะให้หนีไปก่อนภายหลังจึงค่อยมาขุดขุมทรัพย์เอาไปใช้สอย กุมภโฆสกได้หนีออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นและก็กลับมาที่เมืองนี้อีกครั้งก็ไม่มีใครที่จาความได้ครั้นว่าจะไปขุดขุมทรัพย์ขึ้นมา ก็เกรงจะเป็นอันตรายแก่ตัวเอง จึงปลอมตัวแต่งกายแบบกรรมกร แล้วเที่ยวออกหางานทาตามบ้าน วันหนึ่งพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการฟังและเข้าใจเสียงสรรพสัตว์นานาชนิด ก็ได้ยินเสียงของกุมภโฆสกเข้าก็ รับสั่งว่า นั่นเป็นเสียงของคนรวยสนมคนหนึ่งได้ยินก็อยากรู้ต้องการทดสอบว่าจริงหรือไม่ก็กลับมารายงานว่า นั่นมิใชคนร่ารวย โดยรับปากว่าถ้าเป็นความจริงก็จะนาทรัพย์มาให้จนได้ พระสนมไค้ใช้อุบายไปขออาศัยอยู่กับกุมภโฆสก และวางแผนยัดเยีย ดให้ลูกสาวใช้มายาต่างๆยั่วยวนจนกุมภโฆสกได้เสียกันกับลูกสาวของหญิงคนนั้น หลังจากนั้นพระสนมก็ให้ออกพระราชโองการว่าให้จัดมหรสพโดยให้ทุกครัวเรือนบริจาคเงินตามที่ต้องการมาให้ได้ ดั้งนั้นจึงต้องจาใจขุดสมบัติของบิดาพระสนมจึงส่งเงินจานวนดังกว่าวเขาไปในวัง ต่อมาไม่นานมีราชบุรุษมาตามกุมภโฆสกเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารตรัสถามว่า “ เพราะเหตุใดเจ้าจึงปกปิดทรัพย์เป็นจานวนมากไว้ เอาออกมใช้สอยทีละน้อยเท่านั้น”กุมภโฆสกกราบทูลว่า“ ข้าพเจ้าเป็นคนกาพร้า ไม่มีที่พึ่ง พระเจ้าข้า ” พระเจ้าพิมพิสารจึงขอรับเป็นที่พึ่งของกุมภโฆสกและให้ดารงอยู่ในตาแหน่งเศรษฐี และยังทรงเป็นเจ้าภาพจัดการสมรสให้แ ก่กุมภโฆสกกับบุตรีของหญิงนั้นอีกด้วย อุบาสิกา นางอุตตรา นางอุตตรา นันทมารดาเอคทัคคะผู้เพ่งด้วยด้วยฌานนางอุตตราเกิดเป็นลูกสาวของนายปุณณะ ซึ่งเป็นคนรับใช้อยู่ในเรือนของสมุนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์เขาเป็นคนขยันทางาน แม้ในวันนักขัตฤกษ์นายปุณณะก็ยังไปทาการไถนาตามหน้าที่ของตนปกติ ขณะที่เขากาลังไถนาอยู่นั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้วได้ถือบาตรผ่านมายังทุ่งนาที่นาปุณณะกาลังไถอยู่นั้นนายปุณณะพอเห็นพระเถ ระ ก็หยุดไถแล้วเข้าไปกราบแล้วถวายน้าบ้วนปากและไม้สีฟัน พระเถระทากิจสีฟันและบ้วนปากเสร็จแล้วจึงเดิน ภิกขาจารต่อไปนายปุณณะคิดว่า “เหตุที่พระเถระมาทางนี้ในวันนี้ก็คงจะมาสงเคราะห์เราถ้าภริยาของเราได้พบพระเถระแล้ว
35.
๓๕ ขอให้นางได้ใสอาหารที่นามาให้เราลงในบาตรของพระเถระด้วยเถิด”ส่วนภริยาของเขาเมื่อนาอาหารไปส่งระหว่างทางได้พบ พระเถระจึงคิดว่า“วันอื่นๆเราพบพระเถระแต่ไทยธรรมเราไม่มีแต่วันนี้ทั้งสองอย่างของเรามีพร้อมแล้ว เราควรถวายอาหารแก่พระเถระก่อนแล้วจึงกลับไปทามาใหม่” เมื่อนางถวายอาหารแก่พระเถระแล้ว ก็รีบกลับบ้านเพื่อจัดอาหารมาให้สามีของตนนายปุณณะไถนาเรื่อยไปจนเวลาสาย ภริยาก็ยังไม่นาอาหารมาส่ง เมื่อภริยามาถึงก็เกรงว่าสามีจะโกรธจึงพูดกับสามีว่า
“ท่านพี่อย่าเพิ่งโกรธ ฟังดิฉันก่อน” แล้วนางก็เล่าเหตุที่มาช้าให้สามีฟัง “เธอทาดีแล้ว”นายปุณณะกล่าวและทั้งสองสามีภรรยานั้นก็อิ่มเอิบใจ ในการกระทาของตน นายปุณณะกินอาหารเสร็จแล้วก็นอนหลับไปสักสักพักพอตื่นขึ้นมา ก็เห็นก้อนดินที่ตนไถมีสีเหมือนทองคาทั่วท้องนาจึงบอกให้ภรรยาดูด้วย เมื่อภรรยาเห็นเข้าจึงพูดว่า“ท่านคงเหน็ดเหนื่อย และหิวจนตาลาย”แต่เมื่อเขาลุกไปหยิบมาให้ภรรยาดูทั้งสองต่างก็เห็นเป็นทอง คาเหมือนกัน สองสามีภรรยาเก็บทองใส่ถาดแล้วนาไปถวายพระราชา พร้อมทั้งกราบทูลให้ส่งคนไปขนทองคาที่ทุ่งนาของตน ในขณะที่กาลังขนทองคาใส่เกวียนนั้นราชบุตรพากันพูดว่า “บุญของพระราชา”ทันใดนั้นทองคาก็กลายเป็นดินขี้ไถเหมือนเดิมพระราชาจึงรับสั่งว่า “พวกท่านจงไปขนมาใหม่พร้อมกับจงพูดว่าบุญของนายปุณณะ”พวกราชบุรุษทาตามรับสั่ง ก็ปรากฏว่าได้ทองคามาหลายเล่มเกวียนนามาที่หน้าพระลานหลวงพระราชารับสั่งถามว่า ใครมีทรัพย์มากเท่านี้บ้าง เมื่อได้สดับว่าไม่มีจึงพระราชทานตาแหน่งเแก่นายปุณณะนามว่า “ธนเศรษฐี”นายปุณณะ เมื่อทาการมงคลฉลองตาเเหน่งเศรษฐี ได้กราบอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์มาเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านเป็นเวลา๗วัน พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนาอนุโมทนาทาน นายปุณณะเศรษฐีพร้อมด้วยภริยาและธิดาได้บรรลุโสดาปัตติผล ในกาลต่อมาราชคหเศรษฐี ได้ส่งคนไปสู่ขอนางอุตตราธิดา ของนายปุณณะเพื่อทาอาวาหมงคลกับบุตรของตนนายปุณณะไม่ขัดข้องจึงได้จัดพิธีอาวาหมงคลเป็นที่เรียบร้อยนางได้มาอยู่ใ นตระกูลของสามีเมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษานางกล่าวกับสามีว่าปกตินางจะอธิษฐานองค์อุโบสถเดือนละ ๘วัน ขอให้สามีอนุญาต แต่สามีไม่อนุญาตนางจึงส่งข่าวไปถึงบิดามารดาว่านางถูกส่งตัวไปอยู่ในที่คุมขัง จึงขอให้บิดามารดาช่วยส่งทรัพย์ไปให้นางจานวน๑๕,๐๐๐กหาปณะด้วยเถิด เมื่อนางได้ทรัพย์ตามจานวนที่ต้องการแล้ว ก็ได้ไปหานางสิริมาซึ่ง เป็นหญิงโสเภณี จึงได้ได้เจรจาติดต่อขอให้ช่วยในการบารุงบาเรอสามีของนางเองเป็นเวลา ๑๕วันแล้วมอบทรัพย์ให้นาง ๑๕,๐๐๐กหาปณะ นางสิริมาตอบ ตกลงและสามีของนางก็พอใจจึงอนุญาตให้นางอธิษฐานองค์อุโบสถได้ในวันสุดท้ายของการรักษาอุโบสถขณะ ที่กาลังขวนขวายจัดภัตตาหารอยู่สามีของนางกับนางสิริมายืนดูอยู่พลางคิดว่า “นางอุตตราหญิงโง่คนนี้คงเกิด มาจากสัตว์นรก ชอบทาการงานสกปรก ทรัพย์สมบัติก็มีอยู่มากมายแต่กลับไม่ยินดี”แล้ว ก็แสดงอาการเยาะเย้ย นางอุตตรามองเห็นนางสิริมาตั้งแต่เดินลงมาจากเรือนจนมุ่งมาที่นางจึงแผ่เมตตาจิตไปสู่นางสิริมา ว่า “หญิงผู้นี้มีคุณต่อเราอย่างมาก เราได้อาศัยนางจึงมีโอกาสทาบุญถวายทานและฟังธรรมโดยทุกวันตลอดมาหากประมาณคุณอันยิ่งใหญ่ที่นางมีต่อเรา โดยหาที่เปรียบมิได้หากนางคิดโกรธเรา และเราไม่โกรธตอบต่อนางถึงนางจะราดรดเราด้วยของร้อน ขอให้เราอย่าร้อนเลยแต่หากเราโกรธนางตอบ ก็จงให้ต้องร้อนตามที่นางมุ่งประทุษร้ายเราเถิด” แล้วนางสิริมาได้จับกระบวยตักน้ามันที่กาลังเดือดเทราดลงบนศีรษะของนางอุตตราที่กาลังเข้าฌาณและแผ่เมตตาจิตอยู่ด้วย อานาจแห่งเมตตาฌาณ
36.
๓๖ บันดาลให้น้ามันที่กาลังร้อนปราศจากความร้อน เหล่านางทาสีต่างมีความโกรธเคืองที่นางสิริมาทาร้ายนายหญิงจึงเข้าจับ นางแล้วทุบตีจนนางมาบอบซ้าทั้งตัวนางอุตตราจึงเข้าห้าม และสั่งให้พวกทาสีพานางไปอาบน้าทายา เพื่อรักษาบาดแผล
นางสิริมาเกิดความรู้สึกซาบซึ้งประทับใจนัก จึงกราบลงแทบเท้านางแล้วขอขมาโทษที่ตนล่วงเกินต่อนางเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาพร้อมภิกษุสงฆ์ ประทับบนพุทธอาสน์เพื่อเสวภัตตาหารณที่บ้านของนางอุตตราในเช้าวันนั้น นางสิริมาได้กราบทูลกิริยาที่ตนกระทาต่อนางอุตตราให้ทรงทราบโดยตลอดแล้วกราบทูลขอให้ทรงยกโทษให้ จึงตรัสถามนางอุตตราด้วยมีพระพุทธประสงค์จักให้คนทั้งหลายได้ทราบโดยทั่วกันนางอุตตราจึงได้กราบทูลตอบดังที่ตนคิดว่าไ ด้เห็นนางสิริมาตั้งแต่เดินลงมาจากเรือนลาดับจนมุ่งหน้ามาที่นางจึงแผ่เมตตาจิตไปสู่นางสิริมาด้วยคิดว่า “หญิงผู้นี้มีคุณต่อเราอย่างมากเราได้อาศัยนางจึงมีโอกาสทาบุญถวายทานและฟังธรรมโดยสดวกทุกวันตลอดมา หากประมาณคุณอันยิ่งใหญ่ที่นางมีต่อเราหาอะไรเปรียบเทียบมิได้ฉะนั้นหากนางคิดโกรธเคืองเราด้วยเรื่องใดก็ตาม และเราไม่โกรธตอบต่อนางถึงนางจะราดรดเราด้วยของร้อนขอให้เราอย่าต้องร้อนเลยแต่หากเราโกรธนางตอบ ก็จงให้ต้องร้อนเพราะถูกนางราดรดด้วยของร้อนตามที่นางมุ่งประทุษร้ายเราเถิด ”พระบรมศาสดาจึงตรัสแก่นางอุตราว่า ดีแล้วอุตตราดีแล้วที่เธอสามารถชนะตนเองได้”จึงตรัสพระคาถานี้ว่าพึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดีพึงชนะคนตระหนีด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคาจริง หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ณ อยุธยา หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยดิศกุลณอยุธยาเป็นธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพกับหม่อมเฉื่อย ดิศกุลท.จ. ประสูติเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์พ.ศ.2438 ได้ทรงศึกษาภาษาไทยชั้นต้นกับคุณหญิงวิทยาปรีชามาตย์(อ่อง) และข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่านทรงศึกษาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสกับครูสตรีชาวต่างประเทศเจ้าของภาษานั้นๆ นอกจากทรงศึกษาความรู้รอบตัวจากพระบิดาและจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์แล้ว ยังทรงศึกษาวิชาสาหรับกุลสตรีจากสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดลอีกด้วย หม่อมเจ้าพูนพิศมัยดิศกุลทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ไทยและพระพุทธศาสนาจนทรงรอบรู้แตกฉาน พระนิพนธ์ชิ้นแรกซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายคือหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กเรื่องศาสนคุณ ที่ทรงแต่งประกวดในงานพระราชพิธีวิสาขบูชาในปี พ.ศ. 2472 และได้รับพระราชทานรางวัลชั้นที่1พระนิพนธ์เรื่องอื่นๆ ยังมีอีกหลายเรื่องเช่นชีวิตและงานของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ประเพณีไทยสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นฯลฯ และสารคดีอีกหลายเรื่อง นอกจากนี้ยังมีพระนิพนธ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอีกด้วยหม่อมเจ้าพูนพิศมัยดิศกุล ทรงบาเพ็ญกรณียกิจในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอดมาเป็นระยะเวลานานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลงานสาคัญยิ่งอย่างหนึ่งของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยดิศกุลคือ ได้ทรงร่วมก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.)TheWorld FellowshipofBuddhists โดยมีสานักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ประเทศไทยบริเวณถนนสุขุมวิทด้านหลังของสวนเบญจสิริ หม่อมเจ้าพูนพิสมัยดิศกุล ได้ดารงตาแหน่งประธานขององค์การนี้ตั้งแต่พ.ศ.2507จนถึง พ.ศ. 2527จากผลงานของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยดิศกุล มหาวิทยาลัยค็องกุ๊ดกรุงโซลประเทศเกาหลีได้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางปรัชญาเมื่อพ.ศ. 2510 ในฐานะที่ทรงบาเพ็ญประโยชน์เพื่อศาลติของมวลมนุษยชาติ และได้รับพระราชทานปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ24 พฤษภาคมพ.ศ. 2522 หม่อมเจ้าพูนพิศมัยดิศกุลถึงชีพิตักษัยเมื่อวันที่11 สิงหาคมพ.ศ. 2533
37.
๓๗ นางวิสาขา นางวิสาขาเกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองภัททิยะแคว้นอังคะบิดาชื่อว่า ธนญชัย มารดาชื่อว่าสุมนาเทวี และปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐีขณะที่เธอมีอายุอยู่ในวัย
๗ขวบ เป็นที่รักดุจแก้วตาดวงใจของเมณฑกะผู้เป็นปู่ยิ่งนักเมื่อเมณฑกเศรษฐีได้ทราบข่าวว่า พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จานวนมากกาลังเสด็จมาสู่เมืองภัททิยะท่านเมณฑกเศรษฐี จึงได้มอบหมายให้เด็กหญิงวิสาขาพร้อมด้วยบริวารออกไปทาการรับเสด็จที่นอกเมือง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถอยู่นั้นเด็ก หญิงวิสาขาพร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้ากราบถวายบังคมแล้วนั่งณที่อันสมควรแก่ตน พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้พวกเธอฟังเมื่อจบลงก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยกันทั้งหมด ส่วนเมณฑกเศรษฐี เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาถึงแล้วจึงรีบเข้าไปเฝ้าได้ฟังพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน แล้วกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์ที่ติดตามเสด็จทั้งหมดเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตณที่บ้านของตนตลอดระยะเวลา ๑๕ วันที่ประทับอยู่ที่ภัททิยนครนั้น สมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งเมืองสาวัตถี และพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์ มีความเกี่ยวข้องกันโดยต่างก็ได้ภคินี(น้องสาว)ของกันและกันมาเป็นมเหสี แต่เนื่องจากในเมืองสาวัตถีของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นไม่มีเศรษฐีตระกูลใหญ่ ๆผู้มีทรัพย์สมบัติมากเลย และได้ทราบว่าในเมืองราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสารนั้นมีเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติขนานนับไม่ถ้วนอยู่ถึง ๕คนดังนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเสด็จมายังเมืองราชคฤห์เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารแล้วแจ้งความประสงค์ที่มาในครั้งนี้ ก็เพื่อขอพระราชทานตระกูลเศรษฐีในเมืองราชคฤห์นี้ไปอยู่ในเมืองสาวัตถีสักหนึ่งตระกูล พระเจ้าพิมพิสารได้สดับแล้วตรัสตอบว่า “การโยกย้ายตระกูลใหญ่ ๆเพียงหนึ่งตระกูลก็เหมือนกับแผ่นดินทรุด” แต่เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีต่อกันไว้หลังจากที่ได้ปรึกษากับอามาตย์ทั้งหลายแล้ว เห็นพ้องต้องกันว่าสมควรยกตระกูลธนญชัยเศรษฐีให้ไปอยู่เมืองสาวัตถีกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ธนญชัยเศรษฐีได้ขนย้ายทรัพย์สมบัติพร้อมทั้งบริวารและสัตว์เลี้ยงทั้งหลายเดินทางสู่พระนครสาวัตถีพร้อมกับพระเจ้าปเสนทิโ กศลและเมื่อเดินทางเข้าเขตแคว้นของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว ขณะที่พักค้างแรมระหว่างทางก่อนเข้าเมืองธนญชัยเศรษฐีเห็นว่าภูมิประเทศบริเวณที่พักนั้นเป็นชัยภูมิเหมาะสมดี อีกทั้งตนเองก็มีบริวารติดตามมาเป็นจานวนมากถ้าไปตั้งบ้านเรือนภายในเมืองก็จะคับแคบ จึงขออนุญาตพระเจ้าปเสนทิโกศลก่อตั้งบ้านเมืองลงณที่นั้นและได้ชื่อเมืองใหม่นี้ว่า “สาเกต”ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถี ๗ โยชน์ ในเมืองสาวัตถีนั้นมีเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่ามิคารเศรษฐีมีบุตรชายชื่อปุณณวัฒนกุมาร เมื่อเจริญวัยสมควรที่จะมีภรรยาได้แล้วบิดามารดาขอให้เขาแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่เขาเองไม่มีความประสงค์จะแต่งเมื่อบิดามารดารบเร้ามากขึ้นเขาจึงหาอุบายเลี่ยงโดยบอกแก่บิดามารดาว่า ถ้าได้หญิงที่มีความงามครบทั้ง๕อย่างซึ่งเรียกว่าเบญจกัลยาณี แล้วจึงจะยอมแต่งงาน เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี ๕อย่างคือ ๑.เกสกลฺยาณผมงามคือหญิงที่มีผมยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขึ้น ๒. มงฺสกลฺยาณเนื้องามคือหญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตาลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี ๓. อฏฺฐิกลฺยาณกระดูกงามคือหญิงที่มีฟันสีขาวประดุจสังข์และเรียบเสมอกัน ๔. ฉวิกลฺยาณผิวงามคือหญิงที่มีผิวงามละเอียดถ้าดาก็ดาดังดอกบัวเขียวถ้าขาวก็ขาวดังดอกกรรณิกา
38.
๓๘ ๕. วยกลฺยาณวัยงามคือหญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง๑๐ครั้งก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว บิดามารดาเมื่อได้ฟังแล้วจึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านอิตถีลักษณะมาถามว่าหญิงผู้มีความงามดังกล่าวนี้มีหรือไม่ เมื่อพวกพราหมณ์ตอบว่ามีจึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นออกเที่ยวแสวงหาตามเมืองต่างๆ พร้อมทั้งมอบพวงมาลัยและเครื่องทองหมั้นไปด้วย พวกพราหมณ์เที่ยวแสวงหาไปตามเมืองต่างๆทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่ จนมาถึงเมืองสาเกตได้พบนางวิสาขามีลักษณะภายนอกถูกต้องตามตาราอิตถี
ลักษณะครบทุกประการ ขณะที่นางพร้อมทั้งหญิงบริวารออกมาเที่ยวเล่นน้ากันที่ท่าน้าขณะนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบหนีฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขายังคงเดินด้วยอาการปกติทาให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้สึกแปลกใจประกอบกับต้องการจะเห็นลักษณะฟันของน างด้วยจึงถามนางว่า“ทาไมเธอจึงไม่วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงอื่นๆ”นางวิสาขาตอบว่าชน๔พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม ได้แก่ ๑.พระราชาผู้ทรงประดับด้วยเครื่องอาภรณ์พร้อมสรรพเมื่อวิ่งย่อมไม่งาม ๒. บรรพชิตผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เมื่อวิ่งย่อมไม่งาม ๓. สตรี ผู้ชื่อว่าเป็นหญิงทั้งหลายนอกจากจะดูไม่งามแล้วยังถูกติเตียน ๔. ช้างมงคลตัวประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สาหรับช้างเมื่อวิ่งย่อมไม่งาม พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันชาญฉลาดและคุณสมบัติเบญจกัลยาณี ครบทุกประการแล้ว จึงขอให้นางพาไปที่บ้านเพื่อทาการสู่ขอต่อพ่อแม่ตามประเพณีเมื่อสอบถามถึงชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติก็ทราบว่า มีเสมอกันจึงสวมพวงมาลัยทองให้นางวิสาขาเป็นการหมั้นหมายและกาหนดวันวิวาหมงคล ธนญชัยเศรษฐีได้สั่งให้ช่างทองทาเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์เพื่อมอบให้แก่ลูกสาวซึ่งเป็นเครื่อประดับชนิดพิเศษ เป็นชุดยาวติดต่อกันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเป็นเครื่องประดับที่หญิงอื่นๆไม่สามารถจะประดับได้เพราะมีน้าหนักมาก นอกจากนี้ธนญชัยเศรษฐียังได้มอบทรัพย์สินเงินทองของใช้ต่างๆรวมทั้งข้าทาสบริวารและฝูงโคอีกจานวนมากมายมหศาล อีกทั้งส่งกุฏุมพีผู้มีความชานาญพิเศษด้านต่างๆไปเป็นที่ปรึกษาดูแลประจาตัวอีก ๘นายด้วย ก่อนที่นางวิสาขาจะไปสู่ตระกูลของสามีธนญชัยเศรษฐีได้อบรมมารยาทสมบัติของกุลสตรีผู้จะไปสู่ตระกูลของสามี โดยให้โอวาท๑๐ประการเป็นแนวปฏิบัติ คือ โอวาทข้อที่ ๑ ไฟในอย่านาออกหมายความว่าอย่านาความไม่ดีของพ่อผัวแม่ผัวและสามี ออกไปพูดให้คนภายนอกฟัง โอวาทข้อที่ ๒ไฟนอกอย่านาเข้าหมายความว่าเมื่อคนภายนอกตาหนิพ่อผัวแม่ผัวและสามี อย่างไรอย่านามาพูดให้คนในบ้านฟัง โอวาทข้อที่ ๓ควรให้แก่คนที่ให้เท่านั้นหมายความว่าควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วแล้วนามาส่งคืน โอวาทข้อที่ ๔ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ หมายความว่าไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของไปแล้วแล้วไม่นามาส่งคืน โอวาทข้อที่ ๕ควรให้ทั้งแก่คนที่ให้และไม่ให้ หมายความว่าเมื่อมีญาติมิตรผู้ยากจนมาขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัย เมื่อให้ไปแล้วจะให้คืนหรือไม่ให้คืนก็ควรให้ โอวาทข้อที่ ๖ พึงนั่งให้เป็นสุขหมายความว่าไม่นั่งในที่กีดขวางพ่อผัวแม่ผัวและสามี โอวาทข้อที่ ๗พึงนอนให้เป็นสุขหมายความว่าไม่ควรนอนก่อนพ่อผัวแม่ผัวและสามี โอวาทข้อที่ ๘พึงบริโภคให้เป็นสุขหมายความว่าควรจัดให้พ่อผัวแม่ผัวและสามีบริโภค แล้วตนจึงบริโภคภายหลัง โอวาทข้อที่ ๙พึงบาเรอไฟหมายความว่าให้มีความสานึกอยู่เสมอว่าพ่อผัวแม่ผัวและสามีเป็นเหมืองกองไฟ และพญานาคที่จะต้องบารุงดูแล
39.
๓๙ โอวาทข้อที่ ๑๐พึงนอบน้อมเทวดาภายในหมายความว่าให้มีความสานึกอยู่เสอมว่าพ่อผัวแม่ผัว และสามีเป็นเหมือนเทวดาที่จะต้องให้ความนอบน้อม ธนญชัยเศรษฐีให้เวลาถึง๔ เดือนในการเตรียมทรัพย์สมบัติเพื่อมอบให้แก่นางวิสาขาสาหรับใช้สอยเมื่อไปอยู่ในตระกูลของสามี เฉพาะเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์เพียงอย่างเดียวก็ใช้เวลาทาถึง ๔เดือน
เช่นกัน เมื่อถึงกาหนดนางวิสาขาได้ออกเดินทางไปยังตระกูลของสามีพร้อมด้วยข้าทาสบริวารทรัพย์สินเงินทองของใช้อเนกอนันต์ และโคกระบืออีกมากมายมหาศาลที่บิดาจัดการมอบให้จานวนมาก ทั้งนี้ด้วยอานิสงส์แห่งการทาบุญถวายทานที่นางทาไว้ในอดีตชาติคือในครั้งที่นางวิสาขาเดิมเป็นธิดาของพระเจ้ากิกิ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะนางได้ถวายอาหารแก่พระภิกษุสามเณรเป็นประจาและทั้งๆที่พระภิกษุสามเณรกล่าวว่า “พอแล้วๆ” ก็ยังตรัสว่า“พระคุณเจ้าสิ่งนี้อร่อยสิ่งนี้น่าฉัน”แล้วก็ถวายเพิ่มขึ้นอีกด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเพิ่มนี้ บันดาลให้โคเหล่านั้นแม้จะมีคนห้ามมีคอกกั้นอยู่ก็ยังโดดออกจากคอกวิ่งตามขบวนของนางวิสาขาไปอีกจานวนมาก เมื่อนางวิสาขาเข้ามาสู่ตระกุลของสามีแล้วเพราะความที่เป็นผู้ได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดมีน้าใจเจรจาไพเราะให้ความเคารพผู้ที่มีวัยสูงกว่าตน จึงเป็นที่รักใคร่และชอบใจของคนทั่วไปยกเว้นมิคารเศรษฐีของสามีซึ่งมีจิตฝักใฝ่ในนักบวชอเจลกชีเปลือย โดยให้ความเคารพนับถือว่าเป็นพระอรหันต์และนิมนต์ให้มาบริโภคโภชนาหารที่บ้านของตนแล้ว สั่งให้คนไปตามนางวิสาขามาไหว้พระอรหันต์และให้มาช่วยจัดเลี้ยงอาหารแก่อเจลกชีเปลือยเหล่านั้นด้วยนางวิสาขา ผู้เป็นพระอริยสาวิกาชั้นโสดาบันพอได้ยินคาว่าอรหันต์ก็รู้สึกปีติยินดีรีบมายังเรือนของมิคารเศรษฐี แต่พอได้เห็นอเจลกชีเปลือยก็ตกใจจึงกล่าวว่า “ผู้ไม่มีความละอายเหล่านี้จะเป็นพระอรหันต์ไม่ได้” พร้อมทั้งกล่าวติเตียนมิคารเศรษฐีแล้วกลับที่อยู่ของตน ต่อมาอีกวันหนึ่งขณะที่มิคารเศรษฐีกาลังบริโภคอาหารอยู่โดยมีนางวิสาขาคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ ๆได้มีพระเถระเที่ยวบิณฑบาตผ่านมาหยุดยืนที่หน้าบ้านของมิคารเศรษฐี นางวิสาขาทราบดีว่าเศรษฐีแม้จะเห็นพระเถระแล้วก็ ทาเป็นไม่เห็นนางจึงกล่าวกับพระเถระว่า “นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างหน้าก่อนเถิดท่านเศรษฐีกาลังบริโภคของเก่าอยู่” เศรษฐี ได้ฟังดังนั้นแล้วจึงโกรธเป็นที่สุดหยุดบริโภคอาหารทันทีแล้วสั่งให้บริวารมาจับและขับไล่นางวิสาขาให้ออกจากบ้านไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาจับนางวิสาขาขอชี้แจงแก่กุฎุมพี๘นายที่คุณพ่อได้ส่งมาช่วยดูแลนางก่อน และเมื่อมิคารเศรษฐีให้คนไปเชิญกุฎุมพีมาแล้วแจ้งโทษของนางวิสาขาให้ฟังซึ่งนางก็แก้ด้วยคาว่า “ที่ดิฉันกล่าวอย่างนั้น หมายถึงมิคารเศรษฐีบิดาของสามีกาลังบริโภคบุญเก่าอยู่มิใช่บริโภคของบูดเน่าอย่างที่เข้าใจ”กุฎุมพีทั้ง๘ จึงกล่าวกับเศรษฐีว่า“เรื่องนี้นางวิสาขาไม่มีความผิด” เมื่อมิคารเศรษฐีฟังคาชี้แจงของลูกสะใภ้แล้วก็หายโกรธขัดเคือง และกล่าวขอโทษนางพร้อมทั้งอนุญาตให้นางนิมนต์พระบรมศาสดาพร้อมภิกษุสงฆ์มารับอาหารบิณฑบาตในเรือนของตน ขณะที่นางวิสาขาจัดถวายภัตตาหารแด่พระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์อยู่นั้น ก็ได้ให้คนไปเชิญมิคารเศรษฐีมาร่วมถวายภัตตาหารด้วยแต่เศรษฐีเมื่อมาแล้วไม่กล้าที่ออกไปสู่ที่เฉพาะพระพักตร์พระศาสดา เพราะไม่มีศรัทธาเลื่อมใสจึงแอบนั่งอยู่หลังม่านเมื่อเสร็จภัตกิจแล้วพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนมิคารเศรษฐีแม้จะหลบอยู่หลังม่านก็มีโอกาสได้ฟังธรรมด้วยจนจบ และได้สาเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลในพุทธศาสนาเป็นสัมมาทิฎฐิบุคคลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทันใดนั้นมิคารเศรษฐีได้ออกมาจากหลังม่านแล้วตรงเข้าไปหานางวิสาขาใช้ปากดูดถันของลูกสะใภ้ และประกาศให้ได้ยินทั่วกันณที่นั้นว่า “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอเธอจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า” และตั้งแต่นั้นมานางวิสาขาก็ได้นามว่า “มิคารมารดา”คนทั่วไปนิยมเรียกนางว่า“วิสาขามิคารมารดา”
40.
๔๐ และพอนางมีลูกชายจึงได้ตั้งชื่อว่า มิคารเช่นกัน บ้านของมิคารเศรษฐีปิดตายสาหรับนักบวชเปลือ แต่เปิดต้อนรับเฉพาะพระสงฆ์พุทธสาวกตลอดเวลาด้วยความชื่นชมลูกสะใภ้คนนี้จึงอยากจะทาอะไรให้นางบ้าง คิดว่าเครื่อประดับมหาดาลประสาธน์ของนางหนักเกินไปอาจจะประดับได้ไม่ประจาจึงตัดสินใจทาใหม่ให้มีขนาดและน้าหนักน้ อยกว่าเดิมเพื่อสวมใส่ได้ตลอดเวลาชื่อว่าฆนมัฏฐกะในวันทีมอบเครื่อประดับ มิคารเศรษฐีได้นิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารในบ้านอีกด้วยนับตั้งแต่นั้นมานางวิสาขาก็อยู่ในบ้านของสามีอย่างมีความสุข ได้ทาบุญทาทานอย่างสม่าเสมอจนกระทั่งนางมีบุตร๒๐คนเป็นชาย๑๐
หญิง ๑๐และลูกของนางเหล่านั้นมีลูก๑๐คน หลานๆแต่ละคนก็มีลูกอีก๑๐คนและขยายอกไปเรื่อยๆรวมกันได้ ๘๔๒๐คน นางวิสาขามีอายุยืนได้ ๑๒๐ปี แต่รูปร่างหน้าตามิได้แก่ไปตามวัยเลยเวลานางเดินไปกับหลานๆหรือเหลนๆคนมองไม่ออกว่าคนไหนคือนางวิสาขา โดยปกตินางวิสาขาจะไปวัดวันละ๒ครั้งคือ เช้า-เย็นและเมื่อไปก็จะไม่ไปมือเปล่า ถ้าไปเวลาเช้าก็จะมีของเคี้ยวของฉันเป็นอาหารไปถวายพระ ถ้าไปเวลาเย็นก็จะถือน้าปานะไปถวายเพราะนางมีปกติทาอย่างนี้เป็นประจาจนเป็นที่ทราบกันดีทั้งพระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายและก่อนที่นางจะออกจากวัดกลับบ้านนางจะเดินเยี่ยมเยือนถามไถ่ความสุขความทุกข์ และความประสงค์ของพระภิกษุสามเณรและเยี่ยมภิกษุไข้จนทั่วถึงทุกๆองค์ก่อนแล้วจึงกลับบ้าน วันหนึ่งเมื่อนางมาถึงวัด นางได้ถอดเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์มอบให้หญิงสาวผู้ติตามถือไว้ เมื่อเสร็จกิจการฟังธรรมและเยี่ยมเยือนพระภิกษุสามเณรแล้วขณะเดินกลับบ้านนางได้บอกให้หญิงรับใช้ส่งเครื่องประดับให้ แต่หญิงรับใช้ลืมไว้ที่ศาลาฟังธรรมนางจึงให้กลับไปนามา แต่สั่งว่าถ้าพระอานนท์เก็บรักษาไว้ก็ไม่ต้องเอาคืนมาให้มอบถวายท่านไปเลย เพราะนางคิดว่าจะไม่ประดับเครื่องประดับที่พระคุณเจ้าถูกต้องสัมผัสแล้ว ซึ่งพระอานนท์ท่านก็มักจะเก็บรักษาของที่อุบาสกอุบาสิกาลืมไว้เสมอและก็เป็นไปตามที่นางคิดไว้จริงๆ แต่นางก็กลับคิดได้อีกว่า“เครื่องประดับนี้มีประโยชน์แก่พระเถระ”ดังนั้นนางจึงขอรับคืนมาแล้วนาออกขายในราคา๙โกฏิกับ ๑ แสนกหาปณะตามราคาทุนที่ทาไว้แต่ก็ไม่มีผู้ใดมีทรัพย์พอที่จะซื้อไว้ได้ นางจึงซื้อเอาไว้เอง ด้วยการนาทรัพย์เท่าจานวนนั้นมาซื้อที่ดินและวัสดุก่อสร้างดาเนินการสร้างวัดถวายเป็นพระอารามประทับของพระบรมศาสดา และเป็นที่อยู่อาศัยจาพรรษาของพระภิกษุสงฆ์สามเณรพระบรมศาสดารับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะ เป็นผู้อานวยการดูแลการก่อสร้างซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาท๒ชั้น มีห้องสาหรับพระภิกษุพักอาศัยชั้นละ๕๐๐ห้อง โดยใช้เวลาในก่อสร้างถึง๙เดือน และเมื่อสาเร็จเรียบร้อยแล้วได้นามว่า พระวิหารบุพพาราม นางสิริมา นางสิริมาหญิงโสเภณีผู้บรรลุโสดาบัน เนื่องจากนางมีรูปร่างงดงามและมีความรู้ความเชี่ยวชาญในศิลปะอันเป็นวิชาชีพ จึงมีพวกบุรุษทั้งหลายรับนางไปบาเรอและสมสู่ด้วยโดยจ่ายทรัพย์ให้นางเป็นค่าตอบแทนตามราคาที่นางกาหนดไว้ นางสิริมาจึงร่ารวยด้วยอาชีพเช่นนั้นทั้งต่อมานางสิริมาผู้นี้ยังบรรลุคุณธรรมพิเศษคือโสดาปัตติผลอีกด้วย นางสิริมาผู้ตั้งอยู่ในพระโสดาปัตติผลแล้วพร้อมด้วยหญิงบริวารจานวน 500คน ต่างประกาศตนเป็นเป็นอุบาสิกาผู้มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะนางสิริมาหลังจากได้สาเร็จโสดาปัตติผลเป็นโสดาบันแล้ว ได้ทูลอาราธนาพระทศพลเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เพื่อเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งขึ้น ได้ถวายมหาทานอันโอฬารและประณีตตั้งแต่นั้นมาและได้ถวายอาหารแก่ภิกษุวันละ 8รูปเป็นประจา
41.
๔๑ นางได้เอาใจใส่สั่งคนรับใช้ให้ทาของประณีตถวายสงฆ์ใส่ให้จนเต็มบาตรทุกรูปอาหารที่พระรูปเดียวรับมาจากบ้านของนาง พอเลี้ยงพระถึง3หรือ4 รูป ต่อมาวันหนึ่งภิกษุรูปหนึ่งไปรับอาหารที่บ้านของนางสิริมาแล้วกลับมา ตกตอนเย็นนั่งสนทนากับเพื่อนภิกษุด้วยกันรูปหนึ่งถามขึ้นว่า
“อาวุโสวันนี้ท่านไปรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านใด” “ที่บ้านของนางสิริมา”ท่านตอบ“อาหารดีไหม”“ดีมากดีจนพูดไม่ถูกปริมาณก็มากด้วย อาหารที่นางถวายแก่ข้าพเจ้านั้นแจกจ่ายแก่เพื่อนๆได้ถึง3หรือ 4 รูปแต่ที่สาคัญกว่านั้นก็คือว่านางสวยเหลือเกิน การได้มองดูนางดีกว่าไทยธรรมของนางซะอีกท่านลองคิดดูเถอะว่าจะเลิศสักปานใดปากจมูกคอ มือ เท้าของนางดูงามละเมียดละไมไปหมด”ภิกษุรูปนั้นได้ฟังเพื่อนเล่าดังนี้ก็กระหายใคร่จะได้เห็นนางสิริมาบ้าง จึงถามถึงลาดับของตนว่าจะได้ไปเมื่อใดก็ทราบว่าวันรุ่งขึ้นจะเป็นลาดับของตนดีใจมากวันรุ่งขึ้นเมื่ออรุณยังไม่ทันเบิกฟ้า ท่านก็รีบเข้าไปที่โรงสลากได้เป็นหัวหน้าพระอีก 7รูปไปสู่บ้านของนางสิริมาเพื่อรับอาหาร แต่ว่าบังเอิญนางสิริมาได้ล้มป่วยลงโดยกระทันหันตั้งแต่เมื่อวันวานจึงได้เปลื้องเครื่องอาภรณ์ที่สวยงามออกแล้วนอนซมอยู่ เมื่อเวลาพระมาถึงนางได้สั่งสาวใช้ให้จัดแจงให้เรียบร้อยเหมือนอย่างที่นางเคยทาเอง คือนิมนต์ให้พระคุณเจ้านั่งแล้วเอาบาตรไปบรรจุโภชนะให้เต็มแล้วถวายข้าวยาคูหรือข้าวสวยแก่พระคุณเจ้า หญิงรับใช้ได้ทาตามที่นางสั่งไว้ทุกประการเสร็จแล้วบอกให้นางทราบ นางจึงขอร้องให้หญิงรับใช้ช่วยกันประคองนางออกไปเพื่อไหว้พระคุณเจ้าทั้งๆที่กาลังจับไข้อยู่ตัวของนางจึงสั่นน้อยๆ ภิกษุรูปนั้นเมื่อเห็นนางสิริมาแล้วตะลึงในความงามพลางคิดว่า“โอ้ กาลังจับไข้อยู่ยังงามถึงปานนี้ในเวลาไม่เจ็บป่วย ประดับประดาด้วยสรีราภรณ์อันอลังการสวยงามนางนี้จะมีรูปสมบัติที่เลิศสักปานใดหนอ” ขณะนั้นเองกิเลสที่ท่านเคยสั่งสมไว้หลายโกฏิปีก็ฟูขึ้นประหนึ่งถูกแรงลม ท่านนั้นมีจิตใจจดจ่อแต่สิริมาไม่สามารถฉันอาหารใดๆได้เลยกลับสู่วิหารแล้วปิดบาตรไว้โดยมิได้แตะต้อง เอาจีวรคลุมศีรษะนอนราพึงถึงแต่สิริมาด้วยความหลงใหลภิกษุผู้เป็นสหายกันทราบความนั้น พยายามชี้แจงและอ้อนวอนให้ท่านฉันอาหารแต่ก็ไร้ผลจึงอดอาหารไปทั้งวันและเย็นวันนั้นเองนางสิริมาก็ตาย พระเจ้าพิมพิสารให้ราชบุรุษไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าบัดนี้นางสิริมาน้องสาวของหมออาชีวกตายเสียแล้ว พระศาสดาทรงทราบเรื่องการตายของนางสิริมาและทรงทราบเรื่องภิกษุผู้หลงใหลในรูปของนางสิริมานั้นด้วย ทรงเห็นเป็นโอกาสที่จักแสดงสัจธรรมบางประการและทรงเห็นอุบายที่จะสอนภิกษุรูปนั้น และประชาชนทั้งหลายให้ได้ทราบความเป็นไปแห่งชีวิตจึงทรงรับสั่งถึงพระราชาพิมพิสารว่า ขอให้รักษาศพของนางสิริมาไว้ในป่าช้าผีดิบอย่าให้กาและสุนัขเป็นต้นกัดกิน พระราชาทรงทราบแล้วทรงทาตามพุทธบัญชาเพราะทรงแน่พระทัยว่า พระศาสดาจะต้องทรงมีพระอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน3วันล่วงไปตามลาดับในวันที่4 สรีระนั้นก็ขึ้นพอง น้าเน่าได้ไหลเหยิ้มไปทั่วร่างกายสรีระทั้งสิ้นได้แตกปริออกเน่าและเหม็นผุพัง พระราชาได้ให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศทั่วพระนครว่าเว้นแต่เด็กกับคนชราเฝ้าเรือนเท่านั้น นอกนั้นถ้าใครไม่ไปดูนางสิริมาจะถูกปรับ8กหาปณะแล้วทรงส่งข่าวไปถึงพระผู้มีพระภาค หากพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์จะดูนางสิริมาด้วยก็จะเป็นการดีพระศาสดาตรัสบอกพระภิกษุทั้งหลายว่า จะเสด็จไปดูศพนางสิริมาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกภิกษุรูปนั้นพอทราบว่าพระศาสดาและภิกษุสงฆ์จะไปดูนางสิริมาเท่านั้น แม้จะอดอาหารมาตั้ง๔วันแล้วก็รีบลุกขึ้นทันทีเอาอาหารที่บูดเน่าในบาตรนั้นทิ้ง เช็ดบาตรเรียบร้อยแล้วเอาใส่ถุงบาตรไปกับภิกษุทั้งหลายพระศาสดาผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับยืนอยู่ข้างหนึ่ง แม้ภิกษุณีสงฆ์ราชบริษัทอุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัทก็ยืนอยู่ข้างหนึ่งๆ พระศาสดาตรัสถามพระราชาว่า “มหาบพิตรร่างนั้นคือใคร”“นางสิริมาพระเจ้าข้า”พระราชาตรัสตอบ“นางสิริมาหรือนั่น”พระพุทธองค์ทรงถามซ้า“พระเจ้าข้า” พระราชาทูลตอบ“มหาบพิตรถ้าอย่างนั้นขอให้พระองค์ยังราชบุรุษเที่ยวประกาศไปในพระนครว่าถ้าใครให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้ว
42.
๔๒ ก็จงมารับนางสิริมาไป”พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษทาอย่างนั้นราชบุรุษเที่ยวประกาศทั่วพระนคร ไม่มีใครเลยที่จะรับนางสิริมาเป็นของตนราชบุรุษประกาศลดราคาลงตามลาดับในที่สุดประกาศให้เปล่าก็ไม่มีใครรับ พระราชาทูลความทั้งปวงให้พระศาสดาทรงทราบแล้ว พระผู้เจนจบรู้แจ้งแล้วซึ่งโลกและธรรมทั้งปวงทอดพระเนตรภิกษุทั้งมวลแล้วตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดูสตรีอันเป็นที่รักที่พอใจของคนเป็นอันมากเมื่อก่อนนี้ให้ทรัพย์1,000 กหาปณะแล้ว ให้อยู่ร่วมด้วยนางสิริมาเพียงวันเดียวคนทั้งหลายก็แย่งกันแต่บัดนี้เวลาล่วงไปเพียง
5-6วันเท่านั้นร่างเดียวกันนี้ แม้ให้เปล่าก็ไม่มีใครต้องการภิกษุทั้งหลายรูปที่มีความงามถึงปานนี้ ถึงแล้วซึ่งความสิ้นและความเสื่อมไปตามธรรมดาของโลกทั้งหลายรูปนี้เป็นอย่างไรรูปอื่นก็เป็นอย่างนั้นรูปอื่นเป็นอย่างไร รูปนี้ก็เป็นอย่างนั้นภิกษุทั้งหลายดูเถิดดูร่างกายที่เน่าเปื่อยมีกลิ่นเหม็น มีกระดูกเป็นโครงอันเนื้อและเลือดซึ่งเกิดแต่กรรมทาให้วิจิตรแล้วร่างกายนี้อาดูรไม่มีความเที่ยงหรือยั่งยืน แต่คนส่วนมากก็ยังดาริถึงด้วยความกาหนัดพอใจ”เมื่อจบพระธรรมเทศนาลงธรรมาภิสมัยคือการรู้ธรรม ได้เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลเป็นอันมากแม้ภิกษุที่ติดใจร่างกายของนางสิริมายิ่งนักก็ได้สาเร็จโสดาปัตติผล นางขุชชุตตรา อุบาสิกา นางขุชชุตตราเป็นหญิงสาวพิการหลังค่อมและเป็นทาสี(หญิงรับใช้) ของนางสามาวดี เมื่อนางสามาวดีได้รับการอภิเษกเป็นพระมเหสีของพระพุทธเจ้าอุเทนแล้ว พระเจ้าอุเทนได้พระราชทานเงินวั นละ 8 กหาปณะให้แก่นางเพื่อจัดซื้อดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก นางสามาวดีได้มอบหน้าที่ในการไปรับเงินและซื้อดอกไม้ให้แก่นางขุชชุตตราเป็นผู้รับผิดชอบ นางขุชชุตตราเป็นหญิงที่อาภัพแต่เพียงร่างกายแต่สติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าคนอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อนางได้รับมอบหมายจากนางสามาวดีให้เป็นผู้ไปรับเงินจากพระคลังวันละ ๘กหาปณะ แทนที่นางจะเอาเงินไปซื้อดอกไม้ทั้งหมด แต่เอาไปซื้อเพียงครึ่งเดียว ส่วนครึ่งหนึ่งนางเบียดบังเอาไปเป็นของตน ถ้าใช้ภาษาในปัจจุบันก็คือทุจริตประพฤติมิชอบต่อห น้าที่นั่นเอง วันหนึ่งนายสุมนมาลาการ(ช่างทาพวงมาลัยชื่อสุมน) มีความประสงค์จะถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และปกติพระสงฆ์สาวกจะไปรับบิณฑบาตที่บ้านโฆสกเศรษฐีกุกกุฏเศรษฐีและปาวาริกเศรษฐีแห่งละ 500รูป จนกระทั่งไม่มีพระภิกษุเหลือพอที่จะไปรับบิณฑบาตที่อื่น ดังนั้นผู้ประสงค์จะบาเพ็ญกุศลนิมนต์พระสงฆ์ไปรับภัตตาหารที่บ้า นจะต้องพูดตกลงของแบ่งพระสงฆ์จากเศรษฐีทั้ง3 เสียก่อน นายสุมนมาลาการก็ต้องไปขอโอกาสจากเศรษฐีก่อนโดยกล่าวว่า“ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ทาพวงมาลัยให้ท่านบูชาพระต ลอดมา บัดนี้ข้าพเจ้าประสงค์จะนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์มารับบิณฑบาตที่บ้านบ้าง ขอท่านจงให้พระศา สดาแก่ข้าพเจ้าสักวันเถอะ” เศรษฐีทั้ง3 ให้โอกาสแก่นายมาลาการด้วยความเต็มใจ นายสุมนมาลาการจึงไปเฝ้าพระศาสดา และทูลขอนิมนต์ให้เสร็จไปเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น นางขุชชุตตราได้ไปรับพวงมาลัยที่ร้านดอกไม้ของนายสุมนมาลาการเหมือนทุกๆวัน แต่วันนี้นายสุมนมาลาการได้ขอร้องให้เธอ อยู่ช่วยจัดแจงเตรียมของถวายพระเสียก่อนค่อยกลับ นางรับคาเชิญพอเจ้าภาพถวายภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าแสดงธรรม นางขุชชุตตราตั้งใจฟัง มองเห็นโทษแห่งการทุจริตต่อหน้าที่ด้วยปัญญาอันแจ่มชัด วันนั้นเธอจึงซื้อดอกไม้(พวงมาลัย)ครบทั้ง8 กหาปณะ ทาให้ได้ดอกไม้มากกว่าทุกวันถึงเท่าตัว
43.
๔๓ พอนางสามาวดีเห็นดอกไม้ก็แปลกใจ จึงถามนางขุชชุตตราว่า “แม่คุณ พระราชาพระราชทานเงินค่าดอกไม้ให้แก่เราเพิ่มขึ้นเป็น๒เท่าหรือ”นางขุชชุตตราตอบว่า “มิใช่หรอก
พระแม่เจ้า”นางสามาวดี“ถ้าไม่ใช่ ทาไมวันนี้จึงมีดอกไม้มากกว่าทุกวัน” นางขุชชุตรา“ในวันอื่นๆที่ผ่านมาหม่อมฉันทุจริตต่อหน้าที่เบียดบังเอาเงิน4กหาปณะเท่านั้น นางสามาวดี“เพราะเหตุใด วันนี้เธอจึงไม่ทาทุจริตต่อไปเล่า?” นางขุชชุตตรา “เพราะหม่อมฉันฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้บรรลุธรรม จึงมองเห็นโทษที่ไม่ซื่อสัตย์ การกระทานั้นถึงคนอื่นไม่รูไม่เห็นแต่ตัวเราย่อมรู้และเห็นเสมอ” นางสามาวดีแทนที่จะโกรธ ดุด่าว่ากล่าวเธอหรือไล่เธอออกไปอยู่ที่อื่น หรือปลดเธอออกจากหน้าที่นั่นไปทาหน้าที่อื่นในฐานะ ที่เธอมีความผิดทุจริตต่อหน้าที่ กลับกล่าวว่า“นี่แม่คุณ เจ้าจงทาให้พวกเราได้ดื่มอมตรส(รสพระธรรม) ที่เธอได้ดื่มแล้วนั้น” นางขุชชุตตราได้ฟังเท่านั้นก็กล่าวตอบว่า “ขอพระแม่เจ้าได้โปรดอนุญาตให้หม่อมฉันได้อาบน้าชาระร่างกายก่อนเถิด” นางสามาวดีสั่งให้จัดน้าหอม16 หม้อให้เธออาบ ให้มอบผ้าสาฎก(ผ้าห่มหรือผ้าคลุม) เนื้อดีอีก 2 ผืน นางขุชชุตตราใช้นุ่งผืนหนึ่ง ใช้เป็นอาสนะ (ที่นั่ง) อีกผืนหนึ่ง นางนั่งลงบนอาสนะนั้นแล้วเรียกหญิงบริวารของนางสามาวดีทั้งหมดประมาณ500 คนมานั่งฟังนางขุชชุตตราแสดงธรรม ซึ่งเธอแสดงได้อรรถรสทานองเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันนั้น หญิงเหล่านั้นฟั งธรรมเทศนาของเธอแล้วบรรลุโสดาปัตติผล หญิงเหล่านั้นกราบเธอ แล้วกล่าวว่า “แม่คุณ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม่ท่านไม่ต้องทางานต่าแบบงานคนใช้อีกต่อไป ขอให้ท่านจงอยู่ในฐานะมารดาและอาจารย์ข องพวกเรา ให้ท่านไปสู่สานักของพระบรมศาสดาฟังธรรมของพระองค์แล้วนากลับมาแสดงธรรมแก่พวกเราเถิด” ซึ่งนางก็สาม ารถทาได้ดีและได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าเป็นธรรมกถิกา(นักแสดงธรรมหญิง) นางสามาวดี อุบาสิกา สามาวดีเดิมชื่อสามาเป็นลูกสาวของภัททวดีเศรษฐีในเมืองภัททวดีต่อมาในเมืองได้เกิดโรคอหิวาตกโรค เศรษฐีจึงพาภรรยาและลูกหนีออกจากเมืองและมุ่งหน้าไปหาเพื่อนที่เมืองโกสัมพีพอมาถึงเมืองโกสัมพีเศรษฐี จึงให้นางสามาไปขอรับอาหารที่โรงทานอีกสักวันสองวันค่อยไปพบเพื่อนของเขาเธอนาอาหารกลับมากินกับพ่อแม่ พอกินเสร็จอาหารเกิดเป็นพิษจึงทาให้เศรษฐีเสียชีวิตพออีกวันไปรับอาหารที่โรงทานอีกครั้ง พอกินเสร็จแม่ของเธอก็เสียชีวิตอีก วันต่อมานางจึงไปรับอาหารที่โรงทานอีกครั้งพ่อครัวใหญ่ได้ต่อว่าเธอหาว่าเธอโลภมาก เธอจึงอธิบายตามความเป็นจริงให้พ่อครัวฟังพ่อครัวสงสารจึงรับนางมาเป็นลูก นางสามาได้แก้ไขปัญหาเรื่องโรงทานที่เสียงดังอื้ออึงพ่อครัวจึงตั้งชื่อให้เธอใหม่ว่า “ สามาวดี” ฝ่ายโฆสกเศรษฐีเคยชินกับเสียงโรงทานที่ดังพอเสียงเงียบไปเลยสงสัยจึงเรียกพ่อครัวมาสอบถาม พ่อครัวจึงอธิบายตามความจริงให้ฟัง เมื่อเศรษฐีรู้เรื่องเข้าก็เสียใจที่เพื่อนเศรษฐีของตนตายเสียแล้ว จึงให้พ่อครัวมอบนางสามาวดีให้แก่ตนเศรษฐีได้ตั้งให้นางสามาวดีเป็นลูกสาว พร้อมให้หญิงบริวารไว้ปรนนิบัติ วันหนึ่งในเทศกาลนักขัตฤกษ์นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารออกจากบ้านไปอาบน้าที่แม่น้า พระเจ้าอุเทนเห็นเข้าจึงส่งสาส์นไปจอนางสามาวดีจากเศรษฐี ตอนแรกเศรษฐีไม่ยอมเพราะยังไม่ได้ถามความสมัครใจของนางสามาวดีพระเจ้าอุเทนจึงให้ทหารไปยึดบ้านเศรษฐี เศรษฐีจึงไม่อาจเข้าบ้านของตนได้ เมื่อนางสามาวดีกลับมาจากอาบน้า แล้วเห็นสภาพการณ์เช่นนั้นก็ตกใจ จึงถามเศรษฐีว่าเกิดอะไร พอทราบแล้วนางจึงให้พ่อไปกราบทูลพระเจ้าอุเทนว่ายินดีมอบลูกสาวให้แล้วพระเจ้าอุเทนจึงสั่งให้ถอนทหาร และรับนางสามาวดีมาอภิเษกไว้ในตาแหน่งอัครมเหสี
44.
๔๔ นางสามาวดีมีความศรัทธาพระรัตนตรัยแต่นางคันทิยา(มเหสีของพระเจ้าอุเทน) ตั้งตนเป็นศัตรูกับพระพุทธเจ้าเพราะนางเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าดูถูกเหยียดหยามตน ที่ตาหนักของนางสามาวดีไม่มีหน้าต่างนางจึงเจาะผนังเพื่อให้เป็นช่องสาหรับส่องดูพระที่เดินไปรับบิณฑบาต เพื่อที่นางจะได้ประนมมือไหว้และราลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย แต่เมื่อนางมาคันทิยารู้เข้านางจึงไปกราบทูลให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจในตัวนางสามาวดีผิดหาว่านางฝักใฝ่บุคคลภายนอก แต่พระเจ้าอุเทนไม่เชื่อนางคันทิยาจึงให้พระเจ้าอุเทนเสด็จไปดูที่ตาหนักของนางสามาวดีเอง พระองค์เห็นว่าที่ผนังมีช่องอยู่จริงจึงตรัสถามหญิงบริวารจึงกราบทูลให้ทรงทราบอย่างละเอียดพระองค์จึงให้ช่างทาหน้าต่าง ให้หญิงเหล่านั้นเปิดดูพระสงค์ได้สบายมากขึ้น นางมาคันทิยาจึงโกรธแค้นมากกว่าเก่าจึงคอยให้ร้ายนางสามาวดีต่างๆนาๆ และทากลอุบายให้พระเจ้าอุเทนคิดว่านางสามาวดีเป็นหญิงชั่วจนพระเจ้าอุเทนทรงเชื่อทรงรับสั่งให้เอาธนูขนาดใหญ่ มาเพื่อยิงนางสามาวดีและหญิงบริวารแต่นางสามาวดีก็สั่งให้หญิงบริวารอย่าโกรธอย่าโต้ตอบแต่จงแผ่เมตตา ให้กับทุกคนทั้งแก่พระเจ้าอุเทนและนางมาคันทิยา และด้วยอานาจแห่งการแผ่เมตตานั้นทาให้ลูกธนูหวนกลับมาตกที่พระองค์ผู้ยิง ทาให้พระเจ้าอุเทนได้สติและทิ้งธนู พระเจ้าอุเทนตรัสถามนางสามาวดีว่าอยากได้อะไรนางจึงกราบทูลว่า
“ หม่อมฉันไม่อยากได้ทรัพย์สินเงินทองแต่ขอพระองค์ได้โปรดนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ 500 รูปมารับบิณฑบาตที่นี่เป็นประจาแล้วหม่อมฉันจะถวายทานแล้วฟังพระธรรม” พระเจ้าอุเทนทรงทาตามที่นางขอ ฝ่ายนางมาคันทิยาก็ยิ่งแค้นหนัก จึงร่วมมือกับอาของนางเผาปราสาทของนางสามาวดีพร้อมตาหนักของหญิงบริวารโดยเอาผ้าชุบน้ามันไปวางตามจุดสาคัญ และปิดประตูทางออกแล้วจึงจุดไฟเผาทาให้นางสามาวดีและบริวารเสียชีวิตในกองเพลิงทั้งหมด ก่อนตายนางสามาวดีบอกให้หญิงบริวารน้อมจิตทาเวทนาปฏิคคหะกัมมัฏฐาน ทาให้บางคนบรรลุสกทาคามิผลบางคนบรรลุอนาคามิผล พระสงฆ์เมื่อรู้ข่าวการตายของนางสามาวดีและบริวารจึงถามพระพุ ทธเจ้าว่าอบาสิกาเหล่านั้นไปเกิดที่ไหนพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าอุบาสิกาเหล่านั้นไม่เป็นผู้ไร้ผลหรอก ย่อมไปสู่สุคติแน่ๆ ฝ่ายพระเจ้าอุเทนพอทราบว่าไฟไหม้จึงใช้กลอุบายสืบหามือเพลิงพระองค์ทรงทาเป็นชมเชยมือเพลิง ว่าจงรักภักดีดีต่อพระองค์นางมาคันทิยาจึงรีบเสนอหน้าทูลว่าตนเป็นคนทาและร่วมมือกับอา พระเจ้าอุเทนจึงรับสั่งให้จับบุคคลเหล่านั้นรวมกันแล้วฝังครึ่งตัวแล้วเอาฟางคลุมแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็นแล้วเอาไถเหล็กไถกลบอีก ทีหนึ่ง ส่วนนางมาคันทิยาให้ตัดเนื้อโยนเข้ากองไฟทีละชิ้นความอิจฉาริษยาไม่เคยให้คุณกับใครเลย
45.
๔๕
Download