ประวัติพระพุทธเจ้า
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้
เพราะเกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระบรมศาสดาองค์สาคัญยิ่งพระองค์หนึ่งของโลก
พระพุทธเจ้านั้นเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมหามายามีประวัติความเป็นมาปรากฎตาม
หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดแจ้งพระประวัติของพระพุทธองค์นั้นพึงทราบโดยสังเขปดังต่อไปนี้
ชาติภูมิทางภาคเหนือสุดของชมพูทวีป(อินเดียโบราณ)
มีรัฐที่อุดมสมบูรณ์รัฐหนึ่งชื่อ"สักกะ"หรือ"สักกชนบท"ตั้งอยู่ในลุ่มน้าโรหิณี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศเนปาล
กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเมืองหลวงของรัฐนี้กษัตริย์ศากยวงศ์ทรงปกครองรัฐนี้สืบต่อกันมาโดยลาดับจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าสีหนุ
ซึ่งมีพระนางกัญจนาเป็นพระอัครมเหสีต่อมาพระเจ้าสีหนุได้ทรงจัดให้พระราชโอรสองค์ใหญ่พระนามว่าสุทโธทนะ
ได้อภิเษกสมรสกับพระนางมหามายาพระราชธิดาของพระเจ้าอัญชนะและพระนางยโสธราอัครมเหสีแห่งกรุงเทวะทหะ
โดยทรงประกอบพระราชพิธีขึ้นณอโศกอุทยานกรุงกบิลพัสดุ์เมื่อพระเจ้าสีหนุสวรรคตแล้ว
พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้เสวยราชสมบัติสืบพระวงศ์ต่อมา
ประวัติพระพุทธเจ้า
การศึกษาพุทธประวัติประวัติสาวกสาวิกาตลอดจนชาดกต่างๆสะท้อนให้เห็นความเพียรพยายามของพระองค์
อันมีคุณค่าในการสร้างศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนนอกจากนี้การนาจริยาวัตรของพระศาสดา
และพระสาวกมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนย่อมทาให้สามารถดารงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
สละชีวิตเป็นเดิมพันสร้างบารมี
เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเป็นพระบรมโพธิสัตว์พระองค์ปรารถนาที่จะตรัสรู้ด้วยพระองค์เองและสั่งสอนสัตว์โลกให้บรรลุธรรม
ตามจึงตั้งใจสร้างบารมีโดยการสละทรัพย์อวัยวะและชีวิตนับครั้งไม่ถ้วนนานถึง 20
อสงไขยแสนมหากัปจนบารมีเต็มเปี่ยมจึงไปเกิดเป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดุสิตชื่อ
“ท้าวสันดุสิต”เมื่อถึงเวลาอันควรเทวดาและพรหมทั้งปวงได้ทูลอัญเชิญให้มาเกิดในโลกมนุษย์
เลือกเกิดได้ด้วยพระบารมี
พระองค์ทรงตรวจดู“ปัญจมหาวิโลกนะ”คือ1. ทวีป2.ประเทศ 3.อายุขัยของมนุษย์4.ตระกูล5. มารดาเมื่อทรงเห็นว่ามีครบทั้ง5
ประการที่เหมาะแก่การตรัสรู้แล้วจึงทรงรับคาเชิญมาเกิดและทรงเลือกเกิดในตระกูลกษัตริย์ซึ่งเป็นตระกูลสูงพระราชบิดาคือ
พระเจ้าสุทโธทนะพระราชมารดาคือพระนางสิริมหามายาในวันเสด็จลงสู่พระครรภ์พระราชมารดาทรงพระสุบิน(ฝัน)
ว่ามีพญาช้างเผือกนาดอกบัวขาวมาถวาย
นั่งขัดสมาธิ(Meditation)อยู่ในพระครรภ์มารดา
ด้วยพระบารมีของพระโพธิสัตว์ขณะที่ปฏิสนธิในพระครรภ์
ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และบังเกิดรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเป็นอัศจรรย์เมื่ออยู่ในพระครรภ์
พระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่โดยไม่รู้สึกว่าคับแคบและมิได้ทาความลาบากแก่พระราชมารดาเหมือนทารกทั่วไป
พระราชมารดายังคงมีพระวรกายเบาสบายเหมือนมิได้ทรงพระครรภ์
และทรงมองเห็นพระราชโอรสที่กาลังประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ในพระครรภ์ได้อย่างชัดเจน
ได้ลักษณะมหาบุรุษ 32ประการ
เมื่อใกล้คลอดพระราชมารดาเสด็จกลับกรุงเทวทหะระหว่างทางประสูติพระราชกุมารที่มี ลักษณะมหาบุรุษ32 ประการณ
สวนลุมพินีวันในวันเพ็ญขึ้น15 ค่า เดือน 6ก่อนพุทธศักราช80 ปีด้วยพระบารมีที่ทรงสั่งสมมาพระราชกุมารเสด็จดาเนินไป7
ก้าวทุกก้าวมีดอกบัวเกิดขึ้นมารองรับแล้วทรงเปล่ง อาสภิวาจาว่า“เราเป็นเลิศในโลกเราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกเราเป็นผู้ประเ
สริฐที่สุดในโลกการเกิดครั้งนี้ของเราเป็นครั้งสุดท้ายภพใหม่ต่อไปไม่มีสาหรับเรา”
ชาติกาเนิด
พระพุทธเจ้าพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ"เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์
แคว้นสักกะพระองค์ทรงถือกาเนิดในศากยวงค์สกุลโคตมะพระองค์ประสูติในวันศุกร์ ขึ้น 15ค่า เดือน 6 ( เดือนวิสาขะ) ปีจอ
ก่อนพุทธศักราช80ปี ณ สวนลุมพินีวันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์แคว้นสักกะกับกรุงเทวทหะแคว้นโกลิยะ(
ปัจจุบันคือตาบลรุมมินเด ประเทศเนปาล)
ราชวงศ์ของพระพุทธเจ้า
พระเจ้าโอกกากราชมีพระราชโอรส4พระองค์และมีพระราชธิดา5พระองค์องค์โตเป็นราชธิดาต่อมาพระมเหสีทิวงคต
พระเจ้าโอกกากราชทรงมีพระมเหสีใหม่1พระองค์ พระเจ้าโอกกากราชทรงปลาบปลื้มพระราชหฤหัยมากถึงกับตรัสแก่มเหสีใหม่ว่า
“ จะขอสิ่งใดก็ได้ จะพระราชทานให้ทุกอย่าง”พระมเหสีใหม่จึงทูลขอพระราชสมบัติให้แก่ราชโอรสของพระนาง
พระเจ้าโอกกากราชทรงจาพระทัยให้โอรสและธิดาทั้ง9พระองค์พากันอพยพไปสร้างนครอยู่ใหม่
โดยไปพบดินแดนในดงไม้สักกะเชิงเขาหิมาลัยซึ่งดงไม้นี้เป็นที่อยู่ของฤษีกปิละจึงพากันสร้างนครขึ้นในที่นั้น
เรียกว่า“นครกบิลพัสด์”เรียกแคว้นว่า“สักกะ
ครั้นสร้างนครเสร็จแล้วพระราชโอรสพระราชธิดาทั้งหลายเว้นพระพี่นางต่างพากันอภิเษกสมรสในระหว่างพี่ๆน้อง ๆ กันเอง
โดยตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้นเรียกว่า “ศากยวงศ์”ส่วนพระพี่นางต่อมาได้อภิเษกสมรสกับกษัตริย์เทวทหะแล้วตั้งโกลิยะวงศ์ขึ้น
กษัตริย์ทั้งสองแคว้นนี้สืบเชื้อสายติดต่อกันเรื่อยมาตามลาดับได้หลายบริสยุคจนกระทั่งถึงยุคที่พระเจ้าชัยเสนะครองนครกบิลพัสดุ์
และพระเจ้าอัญชนะครองนครเทวทหะ
ต่อมาพระเจ้าชัยเสนะมีโอรสชื่อ“สีหนุ”
ราชธิดาชื่อ“ยโสธรา”เจ้าชายสีหนุได้อภิเษกสมรสกับพระนางกัญจนาซึ่งเป็นเชษฐภคินีของพระเจ้าอัญชนะ
ส่วนเจ้าหญิงยโสธราก็ได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าอัญชนะ เมื่อพระเจ้าชัยเสนะสวรรคตแล้วเจ้าชายสีหนุก็ขึ้นครองราชสมบัติแทน
มีพระราชโอรส6พระองค์และพระ-ราชธิดาอีก1พระองค์องค์โตทรงพระนามว่า“สุทโธทนะ”ราชธิดาองค์เล็กชื่อ“อมิตา”
ฝ่ายพระเจ้าอัญชนะมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับพระนางยโสธรา 4พระองค์
องค์ใหญ่ชื่อ“สุปปพุทะ” ราชธิดาองค์พี่ชื่อ“สิริมหามายา”องค์น้องชื่อ“ปชาบดี” หลังจากที่พระเจ้าสีหนุสวรรคตแล้ว
พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติในนครกบิลพัสดุ์และได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสิริมหามายาฝ่ายพระนางสิริมหามายา
ครั้นทรงพระครรภ์แก่ ครบกาหนดพระประสูติกาลพระนางจึงเสด็จไปนครเทวทหะ
เพื่อประสูติตามโบราณประเพณีที่ถือกันในยุคนั้นว่าสตรีที่มีครรภ์แก่ต้องไปคลอดบุตรในสกุลเดิม
ครั้นเดินทางไปถึงตาบลลุมพินีวันเขตดินแดนติดต่อระหว่างนครกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ
พระนางประชวรพระครรภ์ได้ประสูติพระราชโอรสณสถานที่นั้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมก่อน พ.ศ.80 ปี ( เป็นปีอัญชันศักราชปีที่68
อัญชันศักราชนี้พระเจ้าอัญชนะทรงตั้งขึ้นเริ่มใช้ก่อนพ.ศ.1 นับถอยหลังไป147 ปี ) ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่า เดือนหก ปีจอ
เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบว่าพระมเหสีได้ประสูติโอรสแล้วจึงตรัสสั่งให้อัญเชิญกลับพระนครโดยด่วน
ถวายพระนาม
เมื่อพระนางสิริมหามายาได้ประสูติพระราชโอรสได้ 5วันแล้วพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาได้โปรดฯให้มีการประชุมใหญ่
ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์ ทั้งฝ่ายพระบิดาและฝ่ายพระมารดา มุข อามาตย์ ราชมนตรี และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท เพื่อทาพิธี
มงคลในการนี้คือพราหมณ์ มีทั้งหมด 108 แต่พราหณ์ผู้ทาหน้าที่นี้จริงๆ มีเพียง8
คน นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ พราหมณ์ทั้ง 8 มีรายนาม ดังนี้
1.รามพราหมณ์
2.ลักษณพราหมณ์
3.อัญญพราหมณ์
4.ธุชพราหมณ์
5.โภชพราหมณ์
6.สุทัตตพราหมณ์
7.สุยามพราหมณ์
8.โกณทัญญพราหมณ์
ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า "สิทธัตถะ" ซึ่งเป็นมงคลนาม มี ความหมายสองนัย นัยหนึ่งหมายความว่า ผู้ทรง
ปรารถนาสิ่งใดจะสาเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์ อีกนัย หนึ่งหมายความว่าพระโอรสพระองค์แรกสมดังที่พระราชบิดาทรงปรารถนา
ศึกษาเล่าเรียน
พระราชบิดาทาความเคารพด้วยความเลื่อมใส
เมื่อพระชมมายุ7 พรรษาทรงตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมพิธีแรกนาขวัญและประทับรออยู่ใต้ต้นหว้า
ทรงนั่งสมาธิ(Meditation)ที่ใต้ต้นหว้านั้นพลังจิตอันเป็นสมาธิที่แน่วแน่ทาให้เกิดเหตุอัศจรรย์ ขณะนั้นแม้เป็นเวลาบ่าย
แต่เหงาต้นหว้ากลับอยู่กับที่คอยบังแดดให้เจ้าชายซึ่งนั่งสมาธิอยู่ มิได้เคลื่อนย้ายตามดวงอาทิตย์ไป
พระราชบิดาทรงเลื่อมใสอย่างยิ่งจึงทรงยกพระหัตถ์ถวายนมัสการ(ไหว้)พระราชโอรสหลังประสูติได้ 7วัน
พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์เจ้าชายสิทธัตถะทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี
ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายาทรงศึกษาเล่าเรียนในสานักครูวิศวามิตร จนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้
นคือ พระเวทและศิลปศาสตร์ 18ศาสตร์
1. พระเวท
เป็นคัมภีร์ของศาสตนาพราหมณ์ มี3 อย่างเรียกไตรเพทภายหลังเพิ่มอีก 1เป็น 4 เวท ประกอบด้วย
1.1 ฤคเวท ในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่องว่าด้วยการสร้างโลกและบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย
1.2 สามเวทในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่อง ว่าด้วยการสรรเสริญเทพเจ้าและพิธีกรรม
1.3 ยชุรเวทในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่อง ว่าด้วยการบูชายัญ
1.4 อถรรพเวทในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่องว่าด้วยการทาพิธีป้องกันอันตรายต่างๆ
2. ศิลปศาสตร์ 18ประการคือวิชาความรู้สาหรับนักปกครองเป็นวิชาของพราหมณ์ที่สอนกันอยู่ในชมพูทวีปตั้งแต่ก่อนพุทธกาล
ประกอบด้วย ประกอบด้วย
1. สูติ วิชาฟังเสียงคนเสียงสัตว์รู้ว่าดีหรือร้าย
2. สัมมติ วิชากฎธรรมเนียม
3. สังขยาวิชาการคานวณ
4. โยคยันตร์ วิชาการการช่างการยนต์
5. นีติ วิชาแบบแผนราชการ
6. วิเสสิกาวิชาการค้า
7. คันธัพพาวิชานาฏศิลป
์
8. คณิกาวิชาบริหารร่างกาย
9. ธนุพเพธาวิชายิงธนู
10. ปุราณาวิชาโบราณคดี
11. ติกิจฉาวิชาแพทย์
12. อิติหาสาวิชาตานานหรือว่าประวัติศาสตร์
13. โชติ วิชาดาราศาสตร์
14. มายาวิชาตาราพิชัยสังคราม
15. ฉันทสาวิชาการประพันธ์
16. เกตุ วิชาพูด
17. มันตา วิชาร่ายมนตร์
18. สันทา วิชาไวยากรณ์
และวิชา18ประการสมัยใหม่มีดังต่อไปนี้
อักษรศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาหนังสือ
สามารถอ่านคัมภีร์ศาสนา ตาราวิชาการและประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้แต่โบราณกาลได้
นิติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
ฉันทศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาการประพันธ์การแต่งหนังสือทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
นิรุกติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาภาษารู้ภาษาของตนเองดี และรู้ภาษาของชาติอื่นที่ติดต่อเกี่ยวข้องกัน
รัฐศาสตร์ ในศิลปศาสตร์ 18 ประการ
เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาการปกครอง รู้จักบริหารบ้านเมือง ทาให้ราษฎรมีความจงรักภัคดีและมีความสุข
ยุทธศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้อาวุธต่างๆในการรบอย่างชานาญ
ศาสนศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาศาสนา รู้ประวัติความเป็นมาของทุกศาสนาและรู้คาสอนในศาสนาต่างๆ
โหราศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาโหร รู้จักการพยากรณ์ เหตุการต่างๆและรูจักทายชะตาราศรีของคน.
โชยติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาดูดวงดาวต่างๆให้รู้ว่าดวงดาวนั้นอยู่ทางทอศไหนรู้จักสีแสงของดวงดาว
อันจะบอกลางดีลางร้าย
คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาคาณวนสามารถคิดเลขตั้งแต่จานวนน้อยๆจนถึงเลขหลักสูงๆเกี่ยวกับราคาสินค้าพื้นที่
ปฏิทินและยุคต่างๆของโลก.
คันธัพพศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องราที่เรียกว่า
นาฏยศาสตร์ และวิชาดนตรีปี่พาทย์ที่เรียกว่าดุริยางคศาสตร์.
เหตุศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชารู้เหตุว่าจะเกิดผลดีหรือร้าย.
เวชศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาหมอยา รู้จักสมุนไพรและวิธีปรุงยาแก้โรคต่างๆ.
สัตวศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงของสัตว์ว่าร้ายหรือดี
วาณิชยศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาการค้าขายให้รู้จักชนิดของสินค้า วิธีและเส้นทางการค้า
ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาพื้นที่ให้รู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
โยคศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาช่างกลรู้จักกลไกของยานพาหนะและเครื่องมือต่างๆ
มายาศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชารู้กลอุบายหรือรู้ตารับพิชัยสงคราม
ชีวิตสุขสบายดังอยู่ในสรวงสวรรค์
เมื่อพระชมมายุ16 พรรษาพระราชบิดาทรงสร้างปราสาท3
ฤดู ที่สวยงามให้ประทับอย่างสุขสบายดังอยู่ในสรวงสวรรค์และทรงจัดการอภิเษกพระนางยโสธราพระราชธิดาของกษัตริย์แห่งกรุงเทว
ทหะผู้ทรงมีความงามเป็นเลิศมีลักษณะเบญจกัลยาณีให้มาเป็นพระชายา
ด้วยหวังจะโน้มน้าวให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ครองราชสมบัติโดยไม่คิดออกบวช
อภิเษกสมรส
พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้านั้นมีสองฝ่าย คือฝ่ายพระมารดาและฝ่ายบิดา ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละเมือง มีแม่น้าโรหิณีไหลผ่านเป็นเข
ตกั้นพรมแดนพระญาติวงศ์ฝ่ายมารดามีชื่อว่าโกลิยวงศ์ ครองเมืองเทวทหะ
พระญาติวงศ์ฝ่ายพระบิดาชื่อศากยวงศ์ ครองเมืองกบิลพัสดุ์
ทั้งสองนครนี้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกัน มีความรักกันฉันพี่น้องร่วมสายโลหิต ต่างอภิเษกสมรสกันและกันเสมอมา ผู้ครองเมืองก
บิลพัสดุ์คือ พระเจ้าสุทโธทนะ ส่วนพระเจ้าสุปปพุทธะ
เป็นกษัตริย์ผู้ครองเมืองเทวทหะ พระชายาของพระเจ้าสุปปพุทธะ มีพระนามว่าพระนางอมิตา เป็นกนิษฐภคินี คือ น้องสาวคนเล็
กของพระเจ้าสุทโธทนะ กลับกันคือพระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะหรือพระมารดาของพระพุทธเจ้า
มีพระนามว่าพระนางสิริมหามายา พระนางเป็นน้องสาวของพระเจ้าสุปปพุทธะ ทั้งสองทรงอภิเษกสมรสกับ พระภคินี
ของกันและกัน พระเจ้าสุปปพุทธะมีโอรสและพระธิดาอันเกิดกับพระนางอมิตาสองพระองค์
พระโอรส คือ เทวทัต พระธิดา คือ พระนางยโสธราพิมพา
พระพระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชประสงค์ที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระรา
ชทานความสุขเกษมสาราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัย
ให้มั่นคงในทางโลก พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายทรงเห็นพร้อมกันว่า พระนางยโสธราพิมพาทรงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง สมควร
จะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ พระราชพิธีอภิเษกสมรสจึงได้มีขึ้นเมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ 16พรรษา
พระเจ้าสุทโธทนะจึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น 3 หลัง
สาหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสาราญตามฤดูกาลทั้ง 3ฤดูคือ
ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาท
พร้อมสระบัวอีกสามสระอุบลบัวขาบสระหนึ่งปทุมบัวหลวงสระหนึ่ง
และบุณฑริกบัวขาวอีกสระหนึ่งตามลาดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา
พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะกับพระนางอมิตาแห่งเทวทหะนครในตระกูลโกลิยวงค์
ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติจนพระชนมายุมายุได้ 29พรรษา
พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการปร
ะสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า ราหุลัง ชาตัง พันธะนัง
ชาตัง บ่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกมัดเกิดแล้วเกิดแล้ว แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า"ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว" คาที่แปลว่า"ห่วง"
ในพระอุทานของเจ้าชายสิทธัตถะ
คือ ราหุลัง หรือ ราหุล ต่อมาคานี้ได้ถวายเป็นพระนามของราหุลกุมารที่เจ้าชายสิทธัตถะเปล่งอุทานขึ้นมาว่า
"ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว"นั้น
หมายถึงว่า พระองค์กาลังตัดสินพระทัยจะเสด็จออกบวช กาลังจะตัดห่วงหาอาลัยในฆราวาสอย่างอื่น ก็เกิดมีห่วงใหม่ขึ้นมาผูกมัดเ
สียแล้ว
ออกบรรพชา
เสด็จออกบรรพชาเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัยถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติอย่างเหลือล้น
พระองค์ก็ยังคงตริตรองถึงชีวิตคนฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธีทางดับทุกข์ที่มนุษย์เรามีมากมายพระองค์คิดว่าถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาส
พระองค์คงหาทางแก้ทุกข์อันเกิดจากความแก่ ความเจ็บความตายไม่ได้แน่พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จออกบวช
โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะสู่แม่น้าอโนมาณ
ที่นี้พระองค์ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตและมอบหมายเครื่องประดับและม้ากัณฐกะให้นายฉันนะนากลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์
เข้าศึกษาในสานักดาบส
ภายหลังที่ทรงผนวชแล้วพระองค์ได้ประทับอยู่ณอนุปิยอัมพวันแคว้นมัลละเป็นเวลา ๗วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์
แคว้นมคธพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ณเงื้อมเขาปัณฑวะได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส
และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกามเห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษมจะจาริกไปเพื่อบาเพ็ญเพียร
และทรงยินดีในการบาเพ็ญเพียรนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนและเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก“ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร
การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้วสมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสานักอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบส
รามบุตรณ กรุงราชคฤห์แคว้นมคธพระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสานักของอาฬารดาบสกาลามโคตรทรงได้สมาบัติคือทุติยฌาน
ตติยฌานอากาสานัญจายตนฌานวิญญานัญจายตนฌานและอากิญจัญญายตนฌานส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสานักอุทกดาบส
รามบุตรนั้นทรงได้สมาบัติ๘ คือเนวสัญญานาสัญญายตนฌานสาหรับฌานที่๑คือปฐมฌานนั้น
พระองค์ทรงได้ขณะกาลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้าเนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล(แรกนาขวัญ )
เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
เมื่อสาเร็จการศึกษาจากทั้งสองสานักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์บรรลุพระโพธิญาณตามที่ทรงมุ่งหวัง
พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสองเสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้าเนรัญชราที่ตาบลอุรุเวลาเสนานิคมกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ
ทรงแสวงหาโมกขธรรม และทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาต่อมาพระสิทธัตถะได้เสด็จออกจากอนุปิยอัมพวันแคว้นมัลละแล้วไปยังที่ต่างๆ
จนถึงเขตกรุงราชคฤห์แคว้นมคธเพื่อแสวงหาโมกขธรรม(ความพ้นทุกข์)ครั้งเสด็จเข้าไปอบรมศึกษาในสานักอาฬารดาบส
กาลามโคตรและสานักอุทกดาบสรามบุตรทรงเห็นว่าลัทธิของ ๒สานักนั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ใด
จึงทรงอาลาจากสานักดาบสทั้งสองนั้นเสด็จจารึกแสวงหาโมกขธรรมต่อไปจนถึงตาบลอุรุเวลาเสนานิคม
อันมีแม่น้าเนรัญชราไหลผ่านได้ประทับอยู่ในป่าณตาบลนี้ทรงเริ่มบาเพ็ญทุกรกิริยา โดยประการต่างๆอย่างเคร่งครัด
แต่ก็ไม่ทรงพบทางพ้นทุกข์ได้ ในเวลานั้นพวกปัญจวัคคีย์คือภิกษุ ๕รูป อันได้แก่ โกณฑัญญะวัปปะภัททิยะมหานามะ และอัสสชิ
มีความเลื่อมใสในพระสิทธัตถะด้วยเชื่อว่าพระองค์จนได้สาเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจึงได้พากันมาเฝ้าปฏิบัติพระองค์ด้วยความเคารพ
บาเพ็ญทุกรกิริยา
“ ทุกร “ หมายถึงสิ่งที่ทาได้ยาก“ทุกรกิริยา”หมายถึงการกระทากิจที่ทาได้ยากได้แก่การบาเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ”
เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสานักอาจารย์ณ
ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้าเนรัญชรานั้นพระองค์ได้ทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาคือการบาเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น
การอดพระกระยาหารการทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะพระปัสสาสะ(ลมหายใจ) การกดพระทนต์การกดพระตาลุ(
เพดาน)ด้วยพระชิวหา(ลิ้น)เป็นต้นพระมหาบุรุษได้ทรงทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ปี
ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์พระองค์จึงทรงเลิกการบาเพ็ญทุกรกิริยา
แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบารุงพระวรกายให้แข็งแรงในการคิดค้นวิธีใหม่ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบาเพ็ญทุกรกิริยานั้น
ได้มีปัญจวัคคีย์คือพราหมณ์ทั้ง๕คนได้แก่ โกณฑัญญะวัปปะภัททิยะมหานามะ และอัสสชิเป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้
ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้างและเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบาเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ณป่าอิสิปตนมฤคทายวันนครพาราณสี
เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลาพังในที่อันสงบเงียบปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวงพระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดาเนินทางสายกลาง
คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควรนั่นเอง
ตรัสรู้ นับแต่ปีที่ทรงผนวชถึงปีที่ได้ทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาอย่างเคร่งครัดนั้นเป็นเวลา ๖ปี แล้วพระสิทธัตถะทรงแน่พระทัยว่า
การบาเพ็ญทุกรกิริยานั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์แน่และประกอบกับเวลานั้นท้าวสักกะได้เสด็จมาเฝ้าทรงดีดพิณ๓สายถวายคือ
สายหนึ่งตึงเกินไปมักขาดสายหนึ่งหย่อนเกินไปเสียงไม่เพราะสายหนึ่งพอดีเสียงไพเราะยิ่งทาให้พระสิทธัตถะแน่พระทัยยิ่งขึ้นว่า
การทาความเพียรเคร่งครัดเกินไปนั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์อย่างแน่แท้ พระองค์จึงทรงเลิกบาเพ็ญทุกรกิริยา
ทรงหันมาบาเพ็ญเพียรทางใจอันได้แก่ สมถะ(ความสงบ)วิปัสสนา(ปัญญา)โดยทรงเริ่มเสวยพระกระยาหารตามปกติ
พวกภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง๕เห็นดังนั้นจึงคลายศรัทธาเลิกเฝ้าปฏิบัติแล้วพากันไปอยู่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี
เป็นเหตุให้พระองค์ประทับอยู่แต่พระองค์เดียวทาให้ได้รับความวิเวกยิ่งขึ้นทรงเริ่มบาเพ็ญทางใจณภายใต้ต้นหว้าใหญ่ต้นหนึ่ง
ครั้นอยู่ต่อมาถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขะเวลาเช้าพระองค์เสด็จไปประทับที่โคนต้นไทรต้นหนึ่งใกล้แม่น้าเนรัญชรา
เวลานั้นนางสุชาดาธิดาสาวของกฎุมพีนายบ้านเสนานิคมตาบลอุรุเวลาได้จัดข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคา
นาไปบวงสรวงเทวดาที่ต้นไทรนั้นตามลัทธินิยมของตน
ครั้นเห็นพระสิทธัตถะประทับนั่งอยู่ก็เข้าใจว่าเป็นเทวดาจึงน้อมถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดทองคาแล้วหลีกไป
พระสิทธัตถะทรงรับข้าวมธุปายาสแล้วเสด็จไปยังแม่น้าเนรัญชราทรงสรงสนานพระวรกาย
แล้วเสวยข้าวมธุปายาสแล้วทรงลอยถาดลงในกระแสแม่น้าเนรัญชรา
ครั้นแล้วแล้วจึงเสด็จไปประทับในดงไม้สาละใกล้ฝั่งแม่น้าเนรัญชรานั้น
ครั้นย่างเข้ายามเย็นพระสิทธัตถะก็เสด็จจากป่าสาละไปยังต้นอัสสัตถพฤกษ์(มหาโพธิ)ต้นหนึ่ง
ซึ่งอยู่ริมฝั่งที่โค้งแม่น้าเนรัญชราฝั่งตะวันตกระหว่างทางทรงรับฟ่อนหญ้าคาที่คนหาบหญ้าขายชื่อโสตถิยะน้อมถวาย๘ฟ่อน
ทรงนาไปปูลาดเป็นบัลลังก์ที่ควงไม้มหาโพธินั้นแล้วประทับลงบนบัลลังก์นั้นผินพระพักต์ไปทางทิศตะวันออกทางแม่น้าเนรัญชรา
ทรงบาเพ็ญเพียรทางใจคือทรงเจริญสมถะและวิปัสสนาได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
สาเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในยามสุดท้ายแห่งวันเพ็ญเดือนวิสาขะก่อนพุทธศักราช ๔๕ปี
ครั้นตรัสรู้แล้วพระพุทธองค์ได้ประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ ๗สัปดาห์ในสถานที่ทั้ง๗แห่ง แห่งละสัปดาห์คือที่ต้นมหาโพธิ
ที่อนิมิสเจดีย์ ที่รัตนจงกรมเจดีย์ที่รัตนฆรเจดีย์ที่ต้นอชปาลนิโครธที่ต้นมุจลินท์(ต้นจิก)และ ที่ต้นราชาตนะ(ต้นเกด)ตามลาดับ
ในสัปดาห์ที่ ๕ระหว่างเวลาที่ประทับอยู่ที่ต้นอชาปาลนิโครธนั้น
พระพุทธองค์ทรงแก้ปัญหาพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งทูลถามปัญหาเรื่องความเป็นพราหมณ์ และมีพระธิดาพญามารทั้ง๓คือนางตัญหา
นางราคาและนางจรตีได้มาทาการยั่วยวนพระองค์ให้ทรงหันไปลุ่มหลงในทางโลกแต่ไม่เป็นผลในสัปดาห์ที่ ๖
ระหว่างแวะประทับอยู่ที่ใต้ต้นมุจลินท์นั้นมีฝนตกตลอดสัปดาห์พญานาคชื่อมุจลินท์ได้มาถวายอารักขา
ป้องกันพระองค์มิให้เปียกฝนและมิให้กระทบลมหนาวในสัปดาห์ที่๗ระหว่างเวลาที่ประทับอยู่ใต้ต้นราชายตนะนั้นมีพ่อค้า ๒คน
คือ ตะปุสสะกับภัลลิกะได้ถวายข้าวสัตถุก้อนและสัตถุผงแก่พระพุทธองค์และมีความเลื่อมใสได้ประกาศตนเป็นอุบาสก
ถือพระพุทธกับพระธรรมเป็นสรณะนับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา
ประกาศพระศาสนาครั้งแรก
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุขณบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗สัปดาห์ทรงราพึงว่า
ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสาหรับคนทั่วไปจึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม
พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔เหล่า
และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบางสัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรมเหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้
ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรมแล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ทรงแสดงปฐมเทศนาในวันขึ้น ๑๕ค่า เดือน ๘( เดือนอาสาฬหะ)เรียกว่าธรรมจักกัปปวัตตนสูตรในขณะที่ทรงแสดงธรรม
ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบันได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรียกการบวชครั้งนี้ว่า“เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา
การประกาศพระพุทธศาสนา
ทรงโปรดชาวเมืองพาราณสีต่อมาเมื่อประทับจาพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปนะมฤคทายวันอันเป็นพรรษาแรกนั้นเอง
พระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงอนุปทาพิกถาโปรดกุลบุตรชื่อ"ยสะ"ซึ่งเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีให้ได้บรรลุพระอรหันตตผล
สาเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทานับเป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๗ในโลก
ทั้งได้ทรงแสดงโปรดเศรษฐีบิดาพระยสะให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้ประกาศตนเป็นอุบาสกและ
นับเป็นอุบาสกคนแรกในพระพุทธศาสนาที่ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะทั้งได้โปรดมารดาและภรรยาของท่านยสะให้เลื่อมใส
ได้ประกาศตนเป็นอุบาสิกาซึ่งเป็นอุบาสิกาคู่แรกในพระพุทธศาสนาที่ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะต่อแต่นั้นมา๒-๓วัน
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดบุตรเศรษฐีเมืองพาราณสีผู้เป็นสหายของท่านยสะทั้ง ๔คน ชื่อ วิมละสุพาหุปณณชิ
และควัมปติให้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทานับเป็นพระอรหันต์ในโลกจานวน ๑๑องค์
ต่อมาอีกไม่นานนักสหายของท่านยสะซึ่งเป็นชาวชนบทจานวน๕๐คนก็ได้บวชตามยสะ
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดให้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุปสมทบด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาทั่วทุกองค์
นับจานวนพระอรหันต์ในโลกเพิ่มขึ้นเป็น๖๑องค์
ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาเมื่อมีพระอรหันต์สาวกจานวนมากถึง๖๐องค์ และเวลานั้นก็ได้สิ้นฤดูฝนแล้ว
พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นโอกาสดีสมควรส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาแล้วจึงมีพระพุทธดารัสสั่งพระอรหันต์สาวก
ให้ไปจาริกในที่ต่างๆเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนโดยให้แยกย้ายกันไปมิให้ไปรวมกัน
ให้ไปแสดงธรรมประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายส่วนพระองค์เองก็จะเสด็จไปยังตาบลอุรุเวลากรุงราชคฤห์
เพื่อประกาศพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน
ทรงโปรดภัททวัคคีย์และชฎิลเมื่อทรงส่งพระสาวกออกจาริกไปแล้วพระพุทธองค์จึงเสด็จไปยัง
ตาบลอุรุเวลาแต่เพียงพระองค์เดียวระหว่างทางได้เสด็จแวะเข้าไปพักผ่อนที่ไร่ฝ้ายแห่งหนึ่งณที่นี้พระองค์ได้ทรงพบ
ชายหนุ่มจานวน๓๐ คนเป็นสหายกันเรียกว่าภัททวัคคีย์ซึ่งได้พากันออกติดตามหาภรรยาของหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ขโมยของหนีไป
พระพุทธองค์จึงตรัสเตือนว่าจะตามหาหญิงหรือตนเองดีแล้วทรงแสดงธรรมโปรดให้บรรลุมรรคผลประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา(คือ
การบวชให้ด้วยพระองค์เองด้วยการตรัสว่าจงมาเป็นภิกษุเถิด)แล้วทรงส่งไปประกาศพระพุทธศาสนาทั้ง ๓๐องค์
หลังจากที่ทรงโปรดพวกภัททวัคคีย์แล้วตอนบ่ายวันนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จจากไร่ฝ้ายพอเวลาพลบค่าก็
เสด็จถึงตาบลอุรุเวลาริมฝั่งแม่น้าเนรัญชราณตาบลนี้พระองค์ได้ทรงโปรดชฎิล ๓พี่น้องที่ตั้งอาศรมบาเพ็ญพรตอยู่ที่ตาบลนี้คือ
ชฎิลผู้พี่ใหญ่ ชื่อ อุรุเวลกัสสปน้องคนกลางชื่อนทีกัสสปน้องคนเล็กชื่อคยากัสสปคุมบริ วาร(รวมทั้งตัวเองด้วย)คนละ ๕๐๐,
๓๐๐ และ๒๐๐ โดยตั้งอาศรมอยู่ตอนเหนือแม่น้าเนรัญชราที่คุ้งแม่น้าตอนกลางและที่คุ้งตอนใต้สุดโดยลาดับ
โดยทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรโปรดชฎิลเหล่านั้นให้ได้บรรลุมรรคผลสาเร็จในพระอรหันต์ทั้ง ๑,๐๐๐รูป
ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาทั่วทุกรูป
เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์และสาวกอื่นๆซึ่งต่อมาได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์จานวน ๖๐องค์แล้ว
และเป็นช่วงที่ออกพรรษาแล้วพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศพระศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย
จึงมีพุทธบัญชาให้สาวกทั้ง๖๐องค์จาริกออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยให้ไปแต่เพียงลาพัง
แม้พระองค์ก็จะเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคมในการออกจาริกประกาศ
พระศาสนาครั้งนั้นทาให้กุลบุตรในดินแดนต่างๆหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและขอบรรพชาอุปสมบทเป็นอันมาก
ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นสามารถอุปสมบทให้แก่กุลบุตรได้ เรียกว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา
คืออุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์”
พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา
ทรงโปรดพระเจ้าพิมพิสารและทรงได้พระอัครสาวก เมื่อทรงโปรดชฎิล๓พี่น้อง
พร้อมทั้งบริวารและทรงพักอยู่ที่ตาบลคยาสีสะพอสมควรแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงพาพระอรหันต์ผู้เป็นชฎิลจานวน ๑,๐๐๐
รูปนั้นเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์นครหลวงแห่งแคว้นมคธเสด็จเข้าประทับอยู่ที่สวนลัฏฐิวันใกล้พระราชวังพระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวนี้ก็ได้เสด็จไปเฝ้าพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนจานวนมาก
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดให้ได้บรรลุธรรมโปรดและมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพระเจ้าพิมพิสารทรง
มีพระราชศรัทธาถวายพระเวฬุวัน(สวนไผ่)เพื่อเป็นวิหาร(วัด)แก่พระสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุข
ซึ่งนับเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์จานวน๑,๐๐๐องค์นั้นได้ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารต่อมาถึงวันขึ้น๑ค่าเดือนมาฆะ(เดือน
๓) เวลานั้นปริพาชกมีชื่อ๒คน คืออุปติสสะ และโกลิตะเป็นสหายกันได้พาบริวาร(รวมทั้งตัวเองด้วย)จานวน๒๕๐คน
เข้าไปเผ้าพระพุทธองค์ที่พระเวฬุวันวิหารพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดประทานเอหิภิกขุสัมปทาถ้วนทุกคน
ปริพาชกที่เป็นบริวารได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ทั่วทุกคนส่วนอุปติสสะและโกลิตะผู้เป็นหัวหน้ายังมิได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น
ครั้นต่อมาอีก๗ วันพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดท่านโกลิตะให้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ครั้นต่อมาถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ(ขึ้น ๑๕
ค่า เดือน ๓) พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ทีฆนขะปริพาชกที่ถ้าสูกรขตา(ถ้าที่สุกรขุด)ข้างเขาคิชฌกูฎ
ท่านอุปติสสะนั่งถวายงานพัดพระพุทธองค์อยู่ได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์
ต่อมาพระพุทธองค์ทรงยกย่องพระอุปติสสะเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาปรากฏพระนามว่าพระสารีบุตรอัครสาวก
ยกย่องพระโกลิตะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายปรากฏนามว่าพระมหาโมคคัลลานะอัครสาวก
พรรษาที่๑ ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสาวกและได้อรหันตสาวกจานวน๖๐องค์แล้ว
พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณทาการประกาศเผยแผ่คาสอนจนเกิดพุทธบริษัท ๔อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
อย่างแพร่หลายและมั่นคงการประกาศพระพุทธศาสนาของพระองค์ได้ดาเนินไปอย่างเข้มแข็ง
โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป
พรรษาที่๒ พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชนได้พุทธสาวกดังนี้เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคมในระหว่างทางได้โปรดกลุ่มภัททวัคคีย์ ๓๐
คนที่ตาบลอุรุเวลาได้โปรดชฎิล๓พี่น้องคืออุรุเวกัสสปะนทีกัสสปะและคยากัสสปะกับศิษย์อีก ๑๐๐๐คน
ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตรที่คยาสีสะแล้วเสด็จไปยังนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธเพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นที่อาศัยแด่คณะสงฆ์และได้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นสาวกอีก ๒
เดือนต่อมาเสด็จไปยังนครกบิฬพัสดุ์ทรงพานักที่นิโครธารามทรงได้สาวกอีกมากมายเช่นพระนันทะพระราหุลพระอานนท์พระเทวทัต
และพระญาติอื่นๆต่อมาอนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลได้ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์
พระพุทธองค์ทรงจาพรรษาที่นี่
พรรษาที่๓ นางวิสาขาถวายบุพพารามณกรุงสาวัตถีทรงจาพรรษาที่นี่
พรรษาที่๔ ทรงจาพรรษาที่เวฬุวันณกรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่๕ เสด็จโปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล
และทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้าในแม่น้าโหริณี
ต่อมาทรงอุปสมบทพระนางประชาบดีโคตมีและคณะเป็นภิกษุณี
พรรษาที่๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี ทรงจาพรรษาณภูเขามังกลุบรรพต
พรรษาที่๗ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่กรุงสาวัตถี
ระหว่างจาพรรษาได้เสด็จไปทรงเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พรรษาที่๘ ทรงเทศนาในแคว้นมัคคะทรงจาพรรษาในเภสกลาวัน
พรรษาที่๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
พรรษาที่๑๐คณะสงฆ์ในแคว้นโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรงพระพุทธองค์ทรงตักเตือนแต่คณะสงฆ์ไม่เชื่อฟัง
พระองค์จึงเสด็จไปประทับและ
จาพรรษาในป่าปาลิไลยยกะมีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
พรรษาที่๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจาพรรษาอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
พรรษาที่๑๒ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่เวรัญชาและเกิดความอดอยากรุนแรงขึ้นในเวลานั้น
พรรษาที่๑๓ ทรงเทศนาและจาพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่๑๔ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่กรุงสาวัตถี พระราหุลขอผนวช
พรรษาที่๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์พระเจ้าสุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร
พรรษาที่๑๖ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่อาลวี
พรรษาที่๑๗ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี แล้วเสด็จกลับมายังอาลวีและทรงจาพรรษาที่กรุงราชคฤห์
พรรษาที่๑๘ เสด็จไปยังอาลวีทรงจาพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่๑๙ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่บนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่๒๐ โจรองคุลิมารกลับใจเป็นสาวกและทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล
ทรงจาพรรษาที่กรุงราชคฤห์และทรงเริ่มบัญญัติวินัย
พรรษาที่๒๑-๔๔ทรงใช้เชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และเป็นที่ประทับจาพรรษา
เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ
พรรษาที่๔๕ เป็นพรรษาสุดท้ายพระเทวทัตคิดปลงพระชนม์กลิ้งก้อนหินจนต้องพระองค์เป็นเหตุให้พระบาทห้อพระโลหิต
ทรงได้รับการบาบัดจากหมอชีวกโกมารภัต
ทรงเปิดประชุมจาตุรงคสันนิบาตในตอนบ่ายแห่งวันเพ็ญเดือนมาฆะวันนั้นขณะที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากถ้าสูกรขตา
ข้างเขาคิชฌกูฏมาถึงพระเวฬุวันวิหารพระสงฆ์อรหันต์สาวกจานวน ๑,๒๕๐องค์ ก็ได้มาชุมนุม
พร้อมกันเฉพาะพระพักตร์ต่างองค์ต่างมุ่งมาเฝ้าพระพุทธองค์ในเวลาเดียวกันซึ่งการประชุมสงฆ์ครั้งนี้ประกอบด้วยองค์ ๔จึงเรียกว่า
จาตุรงคสันนิบาตคือ
(๑.) วันนั้นเป็นวันมาฆปุณณมีวันอุโบสถขึ้น๑๕ค่าเดือน มาฆะ
(๒.) พระอริยสงฆ์จานวน๑,๒๕๐องค์ มาประชุมกันโดยมิได้มีการนัดหมาย
(๓.) พระอริยสงฆ์ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖
(๔.) พระอริยสงฆ์ทั้งนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุคือได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธองค์เอง
พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการประชุมประกอบด้วยองค์๔ดังกล่าวนี้เป็นโอกาศดียิ่งที่จะได้ทรงแสดงหลักการสาคัญทางพระพุทธศาสนา
จึงทรงเปิดการประชุมและทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมนั้น
ทรงโปรดพระพุทธบิดาพระนางพิมพาและราหุลต่อจากวันเพ็ญเดือนมาฆะนั้นมาพระพุทธองค์ได้ทรงส่งพระอริยสาวกจานวน
๑,๒๕๐ องค์นั้นออกไปประกาศพระพุทธศาสนากิตติศัพท์ได้เลื่องลือไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ว่าพระพุทธองค์เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว
ได้เสด็จจารึกโปรดเวไนยชนให้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระสงฆ์และเป็นอุบาสกอุบาสิกาได้สาเร็จมรรคผลเป็นจานวนมาก
ขณะนี้กาลังประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์แคว้นมคธพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาทรงทราบกิตติศัพท์นั้นแล้ว
จึงทรงส่งทูตมาทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์แต่ส่งทูตมาอย่างนี้ถึง ๙ครั้งพระพุทธองค์ยังมิได้เสด็จ
ต่อมาพอย่างเข้าปีที่๒นับแต่ตรัสรู้ พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงส่งทูตมาอาราธนาอีก
โดยทรงมอบให้กาฬุทายีอามาตย์เป็นหัวหน้าคณะทูตที่มาคราวนี้ก็ได้บวชเป็นพระสงฆ์และได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคณะ
ครั้นย่างเข้าฤดูร้อนพระกาฬุทายีจึงทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ตามคาอาราธนาของพระพุทธบิดา
พระพุทธองค์พร้อมพระอริยสงฆ์จานวน๒หมื่นรูปจึงได้เสด็จไปโดยมีพระกาฬุทายีเป็นผู้นาทางเสด็จดาเนินเป็นเวลา ๖๐
วันก็ถึงกรุงกบิลพัสดุ์ประทับอยู่ที่นิโครธรามใกล้ป่ามหาวันซึ่งพระญาติจัดไว้ถวาย
ได้ทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้เลื่อมใสวันรุ่งขึ้นได้เสด็จออกบิณฑบาตโปรดประชาชนในกรุงกบิลพัสด์
ในการเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งนี้นอกจากได้ ทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้เลื่อมใสดังกล่าวแล้ว
ยังทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาให้สาเร็จเป็นพระสกทาคามีโปรดพระนางปชาบดีโคตมีและพระนางพิมพาให้สาเร็จเป็นพระโสดาบัน
และ โปรดให้พระราหุลกุมารบรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนาโดยทรงมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์
อยู่จาเนียรกาลต่อมาพระราหุลได้อุปสมบทและได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์
เสด็จแคว้นโกศลเมื่อประทับอยู่ที่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว
พระพุทธองค์ได้เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์กลับไปยังกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ที่สีสปาวัน
(ป่าสีเสียดหรือป่ากะทุ่มเลือด)ครั้งนั้นเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี แคว้นโกศลชื่ออนาถปิณทิกะ(เดิมชื่อสุทัตตะ)ได้ไปทาธุรกิจที่กรุงราชคฤห์
และเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วได้สาเร็จเป็นพระโสดาบัน
ได้ทูลอาราธนาพระพุทะองค์เสด็จไปกรุงสาวัตถีแล้วตนเองได้กลับไปเมืองสาวัตถีก่อน
เพื่อเตรียมการรับเสด็จพระพุทธองค์และได้สร้างพระเชตวันมหาวิหารเตรียมถวาย
ต่อมา พระพุทธองค์ได้เสด็จไปเมืองสาวัตถี ตามคาทูลอาราธนาของท่านเศรษฐีนั้นเมื่อเสด็จถึงแล้ว
ท่านเศรษฐีก็ถวายการต้อนรับอย่างดีด้วยความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งและได้ถวายพระเชตวันมหาวิหารแด่พระสงฆ์
มีพระพุทธองค์เป็นประมุขพระพุทธองค์ทรงรับพระวิหารไว้ในพระพุทธศาสนาทรงอนุโมทนาแสดงธรรมกถาโปรดตามควรแก่อัธยาศัย
ระหว่างที่ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหารนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
และทรงโปรดพระนางมัลลิกาอัครมเหสีให้ได้ดวงตาเห็นธรรม
ครั้งนั้นเหตุการณ์ภายในเมืองสาวัตถีกาลังปั่นป่วนเพราะมีโจรใจเหี้ยมคนหนึ่งชื่อ"องคุลิมาล"ได้ออกอาละวาดฆ่าคนเป็นจานวนมาก
โดยตัดนิ้วมือของคนที่ถูกฆ่าคนละนิ้วคล้องเป็นพวงมาลัย ๙๙๙นิ้ว ยังเหลือเพียงนิ้วเดียวก็จะครบ๑,๐๐๐นิ้วตามต้องการ
เวลานั้นมารดาขององคุลิมาลคิดถึงลูกมากประสงค์จะไปเยี่ยมลูกพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าหากองคุลิมาลได้พบมารดา
ก็จะฆ่ามารดาของตนเสียจะเป็นบาปหนักจึงเสด็จไปโปรดองคุลิมาลให้มีความเลื่อมใสให้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
พระประยูรญาติทรงผนวชตามเสด็จครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่อนุปิยอัมอัมพวันแห่งแคว้นมัลละเวลานั้น
กษัตริย์ศากยราชผู้เป็นพระประยูรญาติ๖พระองค์คือพระภัททิยะพระอนุรุทธะพระอานนท์พระภัคคุพระกิมพิละและพระเทวทัต
ทรงเลื่อมใสในพระพุทธจริยาประสงค์จะผนวชตามเสด็จพระพุทธองค์จึงพร้อมกันชวนนายช่างกัลบกชื่ออุบาลีพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์
ณ ที่ประทับทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ก็ประทานอุปสมบทให้ตามประสงค์โดยให้นายช่างกัลบกอุปสมบทก่อนกษัตริย์ศากยาราชทั้ง ๖
องค์ นั้นอุปสมบทในภายหลัง พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดตามควรแก่อัธยาศัยต่อมาท่านเหล่านั้นนอกจากพระเทวทัตและ
พระอานนท์ได้ปฏิบัติวิปัสสนาจนได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ส่วนพระอานนท์ได้สาเร็จเป็นพระโสดาบันพระเทวทัตนั้นได้บรรลุสมาบัติ
มีอิทธิฤทธิ์ตามวิสัยปุถุชน
ทรงห้ามพระประยูรญาติวิวาทเรื่องน้า ครั้งหนึ่งพระประยูรญาติทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายกรุงกบิลพัสด์และฝ่ายโกลิยนคร
ได้วิวาทกันด้วยแย่งน้าในแม่น้าโรหิณีเพื่อระบายน้าไปสู่พื้นที่ทานาในเขตของตนเริ่มด้วยพวกคนงานทะเลาะกันและลามไปถึงกษัตริย์
ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมอาวุธยกกาลังเข้าประจันหน้ากันจวนจะเกิดศึกอยู่รอมร่อแล้วครั้งนั้นขณะพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่แคว้นสักกะ
ทรงเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติทั้งสองฝ่ายให้ระงับการวิวาทบาดหมางกันโดยทรงชี้ให้เห็นว่าชีวิตกษัตริย์
ชีวิตคนนั้นแพงกว่าน้ามากนักไม่ควรเห็นน้าดีกว่าคนพระญาติทั้งสองฝ่ายจึงเลิกวิวาทกันและมีความสามัคคีกัน
ทรงโปรดช้างนาฬาคีรี ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์
เช้าวันหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์เสด็จออกบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์
พระเทวทัตศิษย์ทรยศของพระพุทธองค์ได้ติดสินบนควาญช้างให้ปล่อยช้างนาฬาคีรี เพื่อทาร้ายพระพุทธองค์ตามแผนการ
แต่ด้วยเมตาจิตของพระพุทธองค์ช้างตกมันก็หายพยศกลับคุกเข่าลงหมอบลงตรงพระพักตร์พระพุทธองค์
ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธบิดาครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้เมืองเวสาลีแค้วนวัชชี
ทรงจาพรรษาณที่นี้เป็นพรรษาที่๕ครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระเจ้าสุโธทนะ
ทรงประชวรหนักจึงเสด็จเยี่ยมพระพุทธบิดาที่กรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์พุทธสาวกครั้นเสด็จ
ถึงแล้วได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาให้ได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์หลังจากนั้น ๗วัน พระพุทธบิดาก็สวรรคต
พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์และพระประยูรญาติจึงพร้อมกันจัดถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธบิดา
พระมหาโมคคัลลานะอัครสาวกถูกประทุษร้ายการที่พระพุทธองค์ได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงมั่นคงในมัธยมประเทศ
(ภาคกลางชมพูทวีป)และแพร่หลายไปในที่ต่างๆอย่างรวดเร็วนั้นก็ด้วยการร่วมกาลังกันเผย แพร่ของพุทธบริษัทที่สาคัญคือพระสงฆ์
พุทธสาวกและบรรดาพระสงฆ์สาวกนั้นที่สาคัญที่สุดก็คือพระอัครสาวกทั้ง ๒คือพระสารีบุตรเถระ
และพระมหาโมคคัลลานะเถระซึ่งเป็นกาลังสาคัญยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์จึงเป็นที่อิจฉาริษยาของมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะพระมหาโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มากนั้นมีผู้ปองร้ายอยู่ตลอดเวลาครั้งหนึ่งเมื่อท่านจาพรรษาอยู่ที่กาฬศิลาแคว้นมคธ
ก็ได้ถูกกลุ่มอาชญากรประทุษร้ายด้วยการว่าจ้างของกลุ่มมิจฉาทิฏฐิ
แม้พระพุทธศาสนาจะได้เจริญแพร่หลายแล้วจานวนพุทธสาวกได้เพิ่มขึ้นพุทธบริษัทมากมายจนนับไม่ถ้วนถึงกระนั้น
พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงหยุดยั้งในการทรงบาเพ็ญพุทธกิจคงเสด็จจาริกไปแสดงธรรมโปรดประชาชนทั่วไปตลอดเวลา ๔๕พรรษา
นับแต่พรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสีจนพรรษาสุดท้ายที่หมู่บ้านเวฬุคามแขวงเมืองเวสาลีณที่นี้
และพรรษาสุดท้ายนี้พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรหนักแต่ทรงข่มเสียด้วยพระสติสัมปชัญญะ
ครั้นออกพรรษาแล้วล่วงวันเพ็ญเดือนมาฆะพระพุทธองค์จึงทรงปลงพระชนมายุสังขารคือ
ทรงกาหนดพระทัยเรื่องพระชนมายุว่าต่อแต่นี้ไปอีก ๓เดือน พระองค์จักปรินิพพาน
องเวสาลีในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วยพระองค์ได้ทรงพระดาเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพา
รั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะบุตรนายช่างทองพระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่งทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน(ป่าสาละ)ของเจ้าม
ระดารัสครั้งสาคัญว่า “โยโวอานนทธมมจ วินโยมยาเทสิโตปญญตโตโสโว มมจจเยน สตถา ”อันแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้วบญ
ท้ายที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายสังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา.ท่านทั้งหลายจงทาความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุดด้วยความไม
นมะม่วงของนายจุนทะบุตรนายช่างทองได้เสวยพระกายาหารมื้อสุดท้ายที่นายจุนทะถวายทรงแสดงธรรมโปรดนายจุนทะให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้วทรง
จสีหไสยาคือการบรรทมตะแคงขวาเป็นอนุฏฐานไสยาคือการบรรทมโดยมิได้ทรงกาหนดว่าจะทรงลุกขึ้นเมื่อนั้นเมื่อนี้ณ ตอนบ่ายวันเสด็จถึงนั้นและในคืนวันน
ดือนวิสาขะก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน
าแล้วกษัตริย์และประชาชนก็ได้พากันมานมัสการพระบรมพุทธสารีระแสดงความโศรกเศร้าอาลัยโดยทั่วหน้าครั้นล่วงไป7วันแล้วจึงเชิญพระบรมศพไปประดิษฐ
ะบรมสารีริกธาตุที่เหลืออัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณสัณฐาคารศาลาภายในพระนครเพื่อเป็นที่สักการบูชาสืบไปต่อมามีกษัตริย์และพราหมณ์ตามเมืองต่างๆได้ม
ผู้ทาหน้าที่แบ่งพระบรมธาตุได้ทะนานตวงพระธาตุไว้เป็นสักการบูชา
เสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดียแต่คาสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่คาสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่เป็นเครื่อง
ระอรหันต์ได้ช่วยบาเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดียและขยายออกไปทั่วโลกเป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง
สืบต่อมา จนกระทั่งถึงประมาณพุทธศักราช ๓๐๐ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งเมืองปาฏลีบุตรร่วมกับคณะสงฆ์
นทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ อันได้แก่ดินแดนในเขตประเทศพม่าและประเทศไทยในปัจจุบันพระพุทธศาสนาได้เจริญขึ้น
อาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจาชาติไทยและเป็นศาสนาประจาชาติไทยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ตราไว้ว่า พระมหากษัต
ทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นๆในประเทศไทยด้วยเช่นกัน พระพุทธศาสนาได้ดารงอยู่ในวิถีชีวิตของชนชาติไทยมาเป็นเวลาช้านาน ศิลปวัฒนธรรมตลอดจ
สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์
๑.ปุพพณเหปิณฑปาตญจตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์
๒. สายณเหธมมเทสนตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า
๓. ปโทเส ภิกขุโอวาทตอนหัวค่าประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่
๔. อฑฒรตเตเทวปญหานตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ
๕. ปจจสเสวคเต กาเลภพพาภพเพวิโลกนตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่
แม้ว่าหนทางจะลาบากเพียงใดก็ตาม
ศาสดา
ศาสดาของศาสนาพุทธคือพระโคตมพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่าเจ้าชายสิทธัตถะประสูติในดินแดนชมพูทวีปตรงกับวันขึ้น
15 ค่า เดือน 6 80 ปีก่อนพุทธศักราชณ
สวนลุมพินีวันเจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาทรงดารงตาแหน่งรัชทายาท
ผู้สืบทอดราชบัลลังก์กรุงกบิลพัสดุ์แห่งแคว้นสักกะและเมื่อพระชนมายุ16ชันษา
ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราแห่งเมืองเทวทหะต่อมาเมื่อพระชนมายุ29ชันษามีพระโอรส1พระองค์พระนามว่าราหุล
ในปีเดียวกันพระองค์ทอดพระเนตรเทวทูตทั้งสี่คือคนแก่ คนเจ็บ คนตายและสมณะ
จึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวชเป็นสมณะเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นจากทุกข์คือความแก่ เจ็บ และตายในปีเดียวกันนั้นณ
ริมฝั่งแม่น้าอโนมานทีและหลังจากออกผนวชมา 6พรรษา
ทรงประกาศการค้นพบว่าการหลุดพ้นจากทุกข์ทาได้ด้วยการฝึกจิตด้วยการเจริญสติประกอบด้วยศีลสมาธิและปัญญาจนสามารถรู้
ทุกสิ่งตามความเป็นจริงว่า
เป็นทุกข์เพราะสรรพสิ่งไม่สมบูรณ์ ไม่แน่นอนและบังคับให้เป็นดั่งใจไม่ได้ จนไม่เห็นสิ่งใดควรยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
จวบจนได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณคือการตรัสรู้ อริยสัจ4ขณะมีพระชนมายุได้ 35ชันษา
ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ตาบลอุรุเวลาเสนานิคมจากนั้นพระองค์ได้ออกประกาศสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ตลอดพระชนม์ชีพเป็นเวลากว่า 45
พรรษาทาให้ศาสนาพุทธดารงมั่นคงในฐานะศาสนาอันดับหนึ่งอยู่ในชมพูทวีปตอน
จวบจนพระองค์ได้เสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80พระชันษาณสาลวโนทยาน(ในวันขึ้น15ค่าเดือน6)
ผู้สืบทอด
ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธได้แก่ พุทธบริษัท4 อันหมายถึงพุทธศาสนิกชนพุทธมามกะพุทธสาวก
อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือร่วมกันศึกษาและร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้
 ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตามคาสอน(ธรรม)และคาสั่ง(วินัย)
และมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้าเรียกว่าภิกษุ ในกรณีที่เป็นเพศชายและภิกษุณีในกรณีที่เป็นเพศหญิง
 สาหรับผู้บวชที่ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์20ปี จะเรียกว่าเป็นสามเณรสาหรับเด็กชาย
และสามเณรีและสิกขมานา(สามเณรีที่ต้องไม่ผิดศีล6ข้อตลอด 2 ปี) สาหรับเด็กหญิง
ลักษณะการบวชสาหรับภิกษุหรือภิกษุณีจะเรียกเป็นการอุปสมบทสาหรับสามเณรหรือสามเณรีและสิกขมานา
จะเรียกเป็นการบรรพชา
 คฤหัสถ์ชาย-หญิงที่นับถือพระพุทธศาสนาเรียกว่าอุบาสกอุบาสิกาตามลาดับ
'พระพุทธบิดาและพระพุทธมารดา ในพิธีอภิเษกสมรส'
เจ้าชายสุทโธทนะและเจ้าหญิงมหามายาเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสณ
อโศกอุทยาน
'พระนางมหามายาทรงพระสุบิน'
พระนางมหามายาทรงพระสุบินว่า
ลูกช ้
างเผือกเข ้าไปสู่พระครรภ์ของพระนาง
ตั้งแต่นั้นเป็นต ้นมาก็ทรงพระครรภ์
ประสูติ
เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ'
พระนางมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะณอุทยานลุมพินี
ในวันวิสาขปุณณมี๘๐ปีก่อนพุทธศักราช
พระชนม์พรรษา
อภิเษกสมรส
เจ ้าชายทรงอภิเษกสมรส'
เจ ้าชายสิทธัตถะ ทรงอภิเษกสมรสกับนางยโสธรา
หรือพิมพา แห่งโกลิยวงศ์ ประทับสาราญในปราสาท ๓
ฤดู
' เสด็จประพาสพระราชอุทยาน '
ในการเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ๔ ครั้ง
ได ้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช
โดยลาดับ
ทาให ้เจ ้าชายทรงเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลาย
มหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกผนวช) '
เมื่อกลับจากการประพาสอุทยานครั้งสุดท ้าย
ทรงทราบว่าพระชายา ประสูติพระโอรส
ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชในคืนวันนั้น
ออกบรรพชา
มหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกผนวช) '
เมื่อกลับจากการประพาสอุทยานครั้งสุดท ้าย
ทรงทราบว่าพระชายา ประสูติพระโอรส
ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชในคืนวันนั้น
เข้าศึกษาในสานักดาบส
บาเพ็ญทุกรกิริยา
ตรัสรู้
ประกาศพระศาสนาครั้งแรก
เสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์ '
พระพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์
ตามพระราชดารัสของพระพุทธบิดาผู้ทรงทราบ
ข่าวการตรัสรู้ของพระโอรส
การประกาศพระพุทธศาสนา
เสด็จเยือนพระชายาและพระโอรส '
เมื่อประทับอยู่ ณ กรุงกบิลพัสดุ์
พระพุทธเจ ้าได ้เสด็จเยือนพระชายา คือ พระนางยโสธรา
และพระโอรส คือ พระราหุล
' พระประยูรญาติเจริญรอยตามพระยุคลบาท '
พระประยูรญาติหนุ่มๆ
เป็นอันมากเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธเจ ้า
เสด็จออกผนวช
ทรงระงับข้อพิพาทเรื่องน้าของพระประยูรญาติ '
พระพุทธเจ้าทรงระงับข้อพิพาทเรื่องน้าของพระประยูรญาติ
ทั้งจากราชสกุลศากยะและโกลิยะ
เสด็จออกบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์'
เมื่อประทับอยู่ในพระนครหลวงของพระพุทธบิดา
พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตในเวลาเช้าหลายครั้ง
ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธบิดา '
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก
ทรงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าสุทโธทนะ
' พระราหุลบรรลุความเป็นพระอรหันต์ '
พระราหุลโอรสของพระศาสดา
ทรงได้รับอนุญาติให้บรรพชาเป็นสามเณรพระองค์แรก
และต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ท่านมีความกระตือรือร้นในการศึกษาและการอบรมแรงกล้า
จึงได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์คือสภาพความเป็นอิสระจากกิเลส
(ความชั่วที่ทาให้เศร้าหมอง)ทั้งปวง
' ทรงแสดงธรรมโปรดพระองคุลิมาล '
ทรงแสดงธรรมโปรดพระองคุลิมาล
ช้างไม่อาจทาอันตรายพระพุทธเจ้า
พระเทวทัตศิษย์ทรยศของพระพุทธเจ้า
ติดสินบนนายควาญช้างให้ปล่อยช้างตรงไป
จะประหารพระบรมศาสดาแต่ด้วยพระเมตตาจิตของพระองค์
ช้างกลับไปคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์
' พระโมคคัลลานะถูกประทุษร้าย '
พระโมคคัลลานะพระอัครสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้า
ถูกกลุ่มอาชญากรทาร้ายด้วยการว่าจ้างของกลุ่มผู้ริษยา
' พระกระยาหารมื้อสุดท้าย '
ได้รับนิมนต์ให้ไปเสวยพระกระยาหารณบ้านของนายจุนทะ
บุตรช่างทอง พระศาสดาได้เสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายณที่นั้น
การประชวรของพระพุทธเจ้า '
เมื่อเสด็จออกจากบ้านนายจุนทะไปแล้ว ในการเดินทางไปสู่กรุงกุสินารา ซึ่งมีพระพุทธประสงค์จะเสด็จปรินิพพานณ
ป่าไม้สาละซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง พระศาสดาก็ทรงประชวร
ทรงปรินิพาน
เมื่อทรงสั่งสอนสาวกองค์สุดท้ายคือสุภัททะปริพาชกแล้ว พระพุทธเจ้าก็ เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันวิสาขปุณณมี
พระพุทธสาวกและเหล่ากษัตริย์แห่งกรุงกุสินารา
จัดการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
โทณะพราหมณ์ ได้รับมอบหมายให้แจกพระบรมสารีริกธาตุและพระ
อังคารแก่ราชอาณาจักรต่างๆซึ่งส่งทูตมาขอรับส่วนแบ่ง
( แผนที่แสดงสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน)

ประวัติพระพุทธเจ้า.docx

  • 1.
    ประวัติพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ เพราะเกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระบรมศาสดาองค์สาคัญยิ่งพระองค์หนึ่งของโลก พระพุทธเจ้านั้นเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมหามายามีประวัติความเป็นมาปรากฎตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดแจ้งพระประวัติของพระพุทธองค์นั้นพึงทราบโดยสังเขปดังต่อไปนี้ ชาติภูมิทางภาคเหนือสุดของชมพูทวีป(อินเดียโบราณ) มีรัฐที่อุดมสมบูรณ์รัฐหนึ่งชื่อ"สักกะ"หรือ"สักกชนบท"ตั้งอยู่ในลุ่มน้าโรหิณี ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศเนปาล กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเมืองหลวงของรัฐนี้กษัตริย์ศากยวงศ์ทรงปกครองรัฐนี้สืบต่อกันมาโดยลาดับจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าสีหนุ ซึ่งมีพระนางกัญจนาเป็นพระอัครมเหสีต่อมาพระเจ้าสีหนุได้ทรงจัดให้พระราชโอรสองค์ใหญ่พระนามว่าสุทโธทนะ ได้อภิเษกสมรสกับพระนางมหามายาพระราชธิดาของพระเจ้าอัญชนะและพระนางยโสธราอัครมเหสีแห่งกรุงเทวะทหะ โดยทรงประกอบพระราชพิธีขึ้นณอโศกอุทยานกรุงกบิลพัสดุ์เมื่อพระเจ้าสีหนุสวรรคตแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้เสวยราชสมบัติสืบพระวงศ์ต่อมา ประวัติพระพุทธเจ้า การศึกษาพุทธประวัติประวัติสาวกสาวิกาตลอดจนชาดกต่างๆสะท้อนให้เห็นความเพียรพยายามของพระองค์ อันมีคุณค่าในการสร้างศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนนอกจากนี้การนาจริยาวัตรของพระศาสดา และพระสาวกมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนย่อมทาให้สามารถดารงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  • 2.
    สละชีวิตเป็นเดิมพันสร้างบารมี เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเป็นพระบรมโพธิสัตว์พระองค์ปรารถนาที่จะตรัสรู้ด้วยพระองค์เองและสั่งสอนสัตว์โลกให้บรรลุธรรม ตามจึงตั้งใจสร้างบารมีโดยการสละทรัพย์อวัยวะและชีวิตนับครั้งไม่ถ้วนนานถึง 20 อสงไขยแสนมหากัปจนบารมีเต็มเปี่ยมจึงไปเกิดเป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดุสิตชื่อ “ท้าวสันดุสิต”เมื่อถึงเวลาอันควรเทวดาและพรหมทั้งปวงได้ทูลอัญเชิญให้มาเกิดในโลกมนุษย์ เลือกเกิดได้ด้วยพระบารมี พระองค์ทรงตรวจดู“ปัญจมหาวิโลกนะ”คือ1. ทวีป2.ประเทศ3.อายุขัยของมนุษย์4.ตระกูล5. มารดาเมื่อทรงเห็นว่ามีครบทั้ง5 ประการที่เหมาะแก่การตรัสรู้แล้วจึงทรงรับคาเชิญมาเกิดและทรงเลือกเกิดในตระกูลกษัตริย์ซึ่งเป็นตระกูลสูงพระราชบิดาคือ พระเจ้าสุทโธทนะพระราชมารดาคือพระนางสิริมหามายาในวันเสด็จลงสู่พระครรภ์พระราชมารดาทรงพระสุบิน(ฝัน) ว่ามีพญาช้างเผือกนาดอกบัวขาวมาถวาย นั่งขัดสมาธิ(Meditation)อยู่ในพระครรภ์มารดา ด้วยพระบารมีของพระโพธิสัตว์ขณะที่ปฏิสนธิในพระครรภ์ ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และบังเกิดรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเป็นอัศจรรย์เมื่ออยู่ในพระครรภ์ พระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่โดยไม่รู้สึกว่าคับแคบและมิได้ทาความลาบากแก่พระราชมารดาเหมือนทารกทั่วไป พระราชมารดายังคงมีพระวรกายเบาสบายเหมือนมิได้ทรงพระครรภ์ และทรงมองเห็นพระราชโอรสที่กาลังประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ในพระครรภ์ได้อย่างชัดเจน ได้ลักษณะมหาบุรุษ 32ประการ เมื่อใกล้คลอดพระราชมารดาเสด็จกลับกรุงเทวทหะระหว่างทางประสูติพระราชกุมารที่มี ลักษณะมหาบุรุษ32 ประการณ สวนลุมพินีวันในวันเพ็ญขึ้น15 ค่า เดือน 6ก่อนพุทธศักราช80 ปีด้วยพระบารมีที่ทรงสั่งสมมาพระราชกุมารเสด็จดาเนินไป7 ก้าวทุกก้าวมีดอกบัวเกิดขึ้นมารองรับแล้วทรงเปล่ง อาสภิวาจาว่า“เราเป็นเลิศในโลกเราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกเราเป็นผู้ประเ สริฐที่สุดในโลกการเกิดครั้งนี้ของเราเป็นครั้งสุดท้ายภพใหม่ต่อไปไม่มีสาหรับเรา” ชาติกาเนิด พระพุทธเจ้าพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ"เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะพระองค์ทรงถือกาเนิดในศากยวงค์สกุลโคตมะพระองค์ประสูติในวันศุกร์ ขึ้น 15ค่า เดือน 6 ( เดือนวิสาขะ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช80ปี ณ สวนลุมพินีวันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์แคว้นสักกะกับกรุงเทวทหะแคว้นโกลิยะ( ปัจจุบันคือตาบลรุมมินเด ประเทศเนปาล) ราชวงศ์ของพระพุทธเจ้า พระเจ้าโอกกากราชมีพระราชโอรส4พระองค์และมีพระราชธิดา5พระองค์องค์โตเป็นราชธิดาต่อมาพระมเหสีทิวงคต พระเจ้าโอกกากราชทรงมีพระมเหสีใหม่1พระองค์ พระเจ้าโอกกากราชทรงปลาบปลื้มพระราชหฤหัยมากถึงกับตรัสแก่มเหสีใหม่ว่า
  • 3.
    “ จะขอสิ่งใดก็ได้ จะพระราชทานให้ทุกอย่าง”พระมเหสีใหม่จึงทูลขอพระราชสมบัติให้แก่ราชโอรสของพระนาง พระเจ้าโอกกากราชทรงจาพระทัยให้โอรสและธิดาทั้ง9พระองค์พากันอพยพไปสร้างนครอยู่ใหม่ โดยไปพบดินแดนในดงไม้สักกะเชิงเขาหิมาลัยซึ่งดงไม้นี้เป็นที่อยู่ของฤษีกปิละจึงพากันสร้างนครขึ้นในที่นั้น เรียกว่า“นครกบิลพัสด์”เรียกแคว้นว่า“สักกะ ครั้นสร้างนครเสร็จแล้วพระราชโอรสพระราชธิดาทั้งหลายเว้นพระพี่นางต่างพากันอภิเษกสมรสในระหว่างพี่ๆน้องๆ กันเอง โดยตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้นเรียกว่า “ศากยวงศ์”ส่วนพระพี่นางต่อมาได้อภิเษกสมรสกับกษัตริย์เทวทหะแล้วตั้งโกลิยะวงศ์ขึ้น กษัตริย์ทั้งสองแคว้นนี้สืบเชื้อสายติดต่อกันเรื่อยมาตามลาดับได้หลายบริสยุคจนกระทั่งถึงยุคที่พระเจ้าชัยเสนะครองนครกบิลพัสดุ์ และพระเจ้าอัญชนะครองนครเทวทหะ ต่อมาพระเจ้าชัยเสนะมีโอรสชื่อ“สีหนุ” ราชธิดาชื่อ“ยโสธรา”เจ้าชายสีหนุได้อภิเษกสมรสกับพระนางกัญจนาซึ่งเป็นเชษฐภคินีของพระเจ้าอัญชนะ ส่วนเจ้าหญิงยโสธราก็ได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าอัญชนะ เมื่อพระเจ้าชัยเสนะสวรรคตแล้วเจ้าชายสีหนุก็ขึ้นครองราชสมบัติแทน มีพระราชโอรส6พระองค์และพระ-ราชธิดาอีก1พระองค์องค์โตทรงพระนามว่า“สุทโธทนะ”ราชธิดาองค์เล็กชื่อ“อมิตา” ฝ่ายพระเจ้าอัญชนะมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับพระนางยโสธรา 4พระองค์ องค์ใหญ่ชื่อ“สุปปพุทะ” ราชธิดาองค์พี่ชื่อ“สิริมหามายา”องค์น้องชื่อ“ปชาบดี” หลังจากที่พระเจ้าสีหนุสวรรคตแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติในนครกบิลพัสดุ์และได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสิริมหามายาฝ่ายพระนางสิริมหามายา ครั้นทรงพระครรภ์แก่ ครบกาหนดพระประสูติกาลพระนางจึงเสด็จไปนครเทวทหะ เพื่อประสูติตามโบราณประเพณีที่ถือกันในยุคนั้นว่าสตรีที่มีครรภ์แก่ต้องไปคลอดบุตรในสกุลเดิม ครั้นเดินทางไปถึงตาบลลุมพินีวันเขตดินแดนติดต่อระหว่างนครกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ พระนางประชวรพระครรภ์ได้ประสูติพระราชโอรสณสถานที่นั้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมก่อน พ.ศ.80 ปี ( เป็นปีอัญชันศักราชปีที่68 อัญชันศักราชนี้พระเจ้าอัญชนะทรงตั้งขึ้นเริ่มใช้ก่อนพ.ศ.1 นับถอยหลังไป147 ปี ) ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่า เดือนหก ปีจอ เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบว่าพระมเหสีได้ประสูติโอรสแล้วจึงตรัสสั่งให้อัญเชิญกลับพระนครโดยด่วน ถวายพระนาม เมื่อพระนางสิริมหามายาได้ประสูติพระราชโอรสได้ 5วันแล้วพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาได้โปรดฯให้มีการประชุมใหญ่ ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์ ทั้งฝ่ายพระบิดาและฝ่ายพระมารดา มุข อามาตย์ ราชมนตรี และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท เพื่อทาพิธี มงคลในการนี้คือพราหมณ์ มีทั้งหมด 108 แต่พราหณ์ผู้ทาหน้าที่นี้จริงๆ มีเพียง8 คน นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ พราหมณ์ทั้ง 8 มีรายนาม ดังนี้ 1.รามพราหมณ์ 2.ลักษณพราหมณ์ 3.อัญญพราหมณ์ 4.ธุชพราหมณ์ 5.โภชพราหมณ์ 6.สุทัตตพราหมณ์ 7.สุยามพราหมณ์ 8.โกณทัญญพราหมณ์ ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า "สิทธัตถะ" ซึ่งเป็นมงคลนาม มี ความหมายสองนัย นัยหนึ่งหมายความว่า ผู้ทรง ปรารถนาสิ่งใดจะสาเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์ อีกนัย หนึ่งหมายความว่าพระโอรสพระองค์แรกสมดังที่พระราชบิดาทรงปรารถนา
  • 4.
    ศึกษาเล่าเรียน พระราชบิดาทาความเคารพด้วยความเลื่อมใส เมื่อพระชมมายุ7 พรรษาทรงตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมพิธีแรกนาขวัญและประทับรออยู่ใต้ต้นหว้า ทรงนั่งสมาธิ(Meditation)ที่ใต้ต้นหว้านั้นพลังจิตอันเป็นสมาธิที่แน่วแน่ทาให้เกิดเหตุอัศจรรย์ ขณะนั้นแม้เป็นเวลาบ่าย แต่เหงาต้นหว้ากลับอยู่กับที่คอยบังแดดให้เจ้าชายซึ่งนั่งสมาธิอยู่มิได้เคลื่อนย้ายตามดวงอาทิตย์ไป พระราชบิดาทรงเลื่อมใสอย่างยิ่งจึงทรงยกพระหัตถ์ถวายนมัสการ(ไหว้)พระราชโอรสหลังประสูติได้ 7วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์เจ้าชายสิทธัตถะทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายาทรงศึกษาเล่าเรียนในสานักครูวิศวามิตร จนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้ นคือ พระเวทและศิลปศาสตร์ 18ศาสตร์ 1. พระเวท เป็นคัมภีร์ของศาสตนาพราหมณ์ มี3 อย่างเรียกไตรเพทภายหลังเพิ่มอีก 1เป็น 4 เวท ประกอบด้วย 1.1 ฤคเวท ในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่องว่าด้วยการสร้างโลกและบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย 1.2 สามเวทในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่อง ว่าด้วยการสรรเสริญเทพเจ้าและพิธีกรรม 1.3 ยชุรเวทในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่อง ว่าด้วยการบูชายัญ 1.4 อถรรพเวทในคัมภีร์พระเวทกล่าวถึงเรื่องว่าด้วยการทาพิธีป้องกันอันตรายต่างๆ 2. ศิลปศาสตร์ 18ประการคือวิชาความรู้สาหรับนักปกครองเป็นวิชาของพราหมณ์ที่สอนกันอยู่ในชมพูทวีปตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ประกอบด้วย ประกอบด้วย 1. สูติ วิชาฟังเสียงคนเสียงสัตว์รู้ว่าดีหรือร้าย 2. สัมมติ วิชากฎธรรมเนียม 3. สังขยาวิชาการคานวณ 4. โยคยันตร์ วิชาการการช่างการยนต์ 5. นีติ วิชาแบบแผนราชการ 6. วิเสสิกาวิชาการค้า 7. คันธัพพาวิชานาฏศิลป ์ 8. คณิกาวิชาบริหารร่างกาย 9. ธนุพเพธาวิชายิงธนู 10. ปุราณาวิชาโบราณคดี 11. ติกิจฉาวิชาแพทย์ 12. อิติหาสาวิชาตานานหรือว่าประวัติศาสตร์ 13. โชติ วิชาดาราศาสตร์ 14. มายาวิชาตาราพิชัยสังคราม 15. ฉันทสาวิชาการประพันธ์ 16. เกตุ วิชาพูด 17. มันตา วิชาร่ายมนตร์
  • 5.
    18. สันทา วิชาไวยากรณ์ และวิชา18ประการสมัยใหม่มีดังต่อไปนี้ อักษรศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาหนังสือ สามารถอ่านคัมภีร์ศาสนา ตาราวิชาการและประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้แต่โบราณกาลได้ นิติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ ฉันทศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาการประพันธ์การแต่งหนังสือทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง นิรุกติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาภาษารู้ภาษาของตนเองดี และรู้ภาษาของชาติอื่นที่ติดต่อเกี่ยวข้องกัน รัฐศาสตร์ ในศิลปศาสตร์ 18 ประการ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาการปกครอง รู้จักบริหารบ้านเมือง ทาให้ราษฎรมีความจงรักภัคดีและมีความสุข ยุทธศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้อาวุธต่างๆในการรบอย่างชานาญ ศาสนศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาศาสนา รู้ประวัติความเป็นมาของทุกศาสนาและรู้คาสอนในศาสนาต่างๆ โหราศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาโหร รู้จักการพยากรณ์ เหตุการต่างๆและรูจักทายชะตาราศรีของคน. โชยติศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาดูดวงดาวต่างๆให้รู้ว่าดวงดาวนั้นอยู่ทางทอศไหนรู้จักสีแสงของดวงดาว อันจะบอกลางดีลางร้าย คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาคาณวนสามารถคิดเลขตั้งแต่จานวนน้อยๆจนถึงเลขหลักสูงๆเกี่ยวกับราคาสินค้าพื้นที่ ปฏิทินและยุคต่างๆของโลก. คันธัพพศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องราที่เรียกว่า นาฏยศาสตร์ และวิชาดนตรีปี่พาทย์ที่เรียกว่าดุริยางคศาสตร์. เหตุศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชารู้เหตุว่าจะเกิดผลดีหรือร้าย. เวชศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ วิชาหมอยา รู้จักสมุนไพรและวิธีปรุงยาแก้โรคต่างๆ. สัตวศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงของสัตว์ว่าร้ายหรือดี วาณิชยศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาการค้าขายให้รู้จักชนิดของสินค้า วิธีและเส้นทางการค้า ภูมิศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาพื้นที่ให้รู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ โยคศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชาช่างกลรู้จักกลไกของยานพาหนะและเครื่องมือต่างๆ มายาศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิชารู้กลอุบายหรือรู้ตารับพิชัยสงคราม ชีวิตสุขสบายดังอยู่ในสรวงสวรรค์ เมื่อพระชมมายุ16 พรรษาพระราชบิดาทรงสร้างปราสาท3 ฤดู ที่สวยงามให้ประทับอย่างสุขสบายดังอยู่ในสรวงสวรรค์และทรงจัดการอภิเษกพระนางยโสธราพระราชธิดาของกษัตริย์แห่งกรุงเทว ทหะผู้ทรงมีความงามเป็นเลิศมีลักษณะเบญจกัลยาณีให้มาเป็นพระชายา ด้วยหวังจะโน้มน้าวให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ครองราชสมบัติโดยไม่คิดออกบวช อภิเษกสมรส พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้านั้นมีสองฝ่าย คือฝ่ายพระมารดาและฝ่ายบิดา ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละเมือง มีแม่น้าโรหิณีไหลผ่านเป็นเข ตกั้นพรมแดนพระญาติวงศ์ฝ่ายมารดามีชื่อว่าโกลิยวงศ์ ครองเมืองเทวทหะ พระญาติวงศ์ฝ่ายพระบิดาชื่อศากยวงศ์ ครองเมืองกบิลพัสดุ์ ทั้งสองนครนี้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกัน มีความรักกันฉันพี่น้องร่วมสายโลหิต ต่างอภิเษกสมรสกันและกันเสมอมา ผู้ครองเมืองก
  • 6.
    บิลพัสดุ์คือ พระเจ้าสุทโธทนะ ส่วนพระเจ้าสุปปพุทธะ เป็นกษัตริย์ผู้ครองเมืองเทวทหะพระชายาของพระเจ้าสุปปพุทธะ มีพระนามว่าพระนางอมิตา เป็นกนิษฐภคินี คือ น้องสาวคนเล็ กของพระเจ้าสุทโธทนะ กลับกันคือพระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะหรือพระมารดาของพระพุทธเจ้า มีพระนามว่าพระนางสิริมหามายา พระนางเป็นน้องสาวของพระเจ้าสุปปพุทธะ ทั้งสองทรงอภิเษกสมรสกับ พระภคินี ของกันและกัน พระเจ้าสุปปพุทธะมีโอรสและพระธิดาอันเกิดกับพระนางอมิตาสองพระองค์ พระโอรส คือ เทวทัต พระธิดา คือ พระนางยโสธราพิมพา พระพระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชประสงค์ที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระรา ชทานความสุขเกษมสาราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัย ให้มั่นคงในทางโลก พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายทรงเห็นพร้อมกันว่า พระนางยโสธราพิมพาทรงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง สมควร จะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ พระราชพิธีอภิเษกสมรสจึงได้มีขึ้นเมื่อ เจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ 16พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะจึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น 3 หลัง สาหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสาราญตามฤดูกาลทั้ง 3ฤดูคือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาท พร้อมสระบัวอีกสามสระอุบลบัวขาบสระหนึ่งปทุมบัวหลวงสระหนึ่ง และบุณฑริกบัวขาวอีกสระหนึ่งตามลาดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะกับพระนางอมิตาแห่งเทวทหะนครในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติจนพระชนมายุมายุได้ 29พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการปร ะสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า ราหุลัง ชาตัง พันธะนัง ชาตัง บ่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกมัดเกิดแล้วเกิดแล้ว แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า"ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว" คาที่แปลว่า"ห่วง" ในพระอุทานของเจ้าชายสิทธัตถะ คือ ราหุลัง หรือ ราหุล ต่อมาคานี้ได้ถวายเป็นพระนามของราหุลกุมารที่เจ้าชายสิทธัตถะเปล่งอุทานขึ้นมาว่า "ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว"นั้น หมายถึงว่า พระองค์กาลังตัดสินพระทัยจะเสด็จออกบวช กาลังจะตัดห่วงหาอาลัยในฆราวาสอย่างอื่น ก็เกิดมีห่วงใหม่ขึ้นมาผูกมัดเ สียแล้ว ออกบรรพชา เสด็จออกบรรพชาเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัยถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติอย่างเหลือล้น พระองค์ก็ยังคงตริตรองถึงชีวิตคนฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธีทางดับทุกข์ที่มนุษย์เรามีมากมายพระองค์คิดว่าถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาส พระองค์คงหาทางแก้ทุกข์อันเกิดจากความแก่ ความเจ็บความตายไม่ได้แน่พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จออกบวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะสู่แม่น้าอโนมาณ ที่นี้พระองค์ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตและมอบหมายเครื่องประดับและม้ากัณฐกะให้นายฉันนะนากลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ เข้าศึกษาในสานักดาบส ภายหลังที่ทรงผนวชแล้วพระองค์ได้ประทับอยู่ณอนุปิยอัมพวันแคว้นมัลละเป็นเวลา ๗วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ณเงื้อมเขาปัณฑวะได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกามเห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษมจะจาริกไปเพื่อบาเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบาเพ็ญเพียรนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนและเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
  • 7.
    ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก“ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้วสมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสานักอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบส รามบุตรณ กรุงราชคฤห์แคว้นมคธพระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสานักของอาฬารดาบสกาลามโคตรทรงได้สมาบัติคือทุติยฌาน ตติยฌานอากาสานัญจายตนฌานวิญญานัญจายตนฌานและอากิญจัญญายตนฌานส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสานักอุทกดาบส รามบุตรนั้นทรงได้สมาบัติ๘ คือเนวสัญญานาสัญญายตนฌานสาหรับฌานที่๑คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกาลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้าเนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล(แรกนาขวัญ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อสาเร็จการศึกษาจากทั้งสองสานักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์บรรลุพระโพธิญาณตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสองเสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้าเนรัญชราที่ตาบลอุรุเวลาเสนานิคมกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ทรงแสวงหาโมกขธรรม และทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาต่อมาพระสิทธัตถะได้เสด็จออกจากอนุปิยอัมพวันแคว้นมัลละแล้วไปยังที่ต่างๆ จนถึงเขตกรุงราชคฤห์แคว้นมคธเพื่อแสวงหาโมกขธรรม(ความพ้นทุกข์)ครั้งเสด็จเข้าไปอบรมศึกษาในสานักอาฬารดาบส กาลามโคตรและสานักอุทกดาบสรามบุตรทรงเห็นว่าลัทธิของ ๒สานักนั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ใด จึงทรงอาลาจากสานักดาบสทั้งสองนั้นเสด็จจารึกแสวงหาโมกขธรรมต่อไปจนถึงตาบลอุรุเวลาเสนานิคม อันมีแม่น้าเนรัญชราไหลผ่านได้ประทับอยู่ในป่าณตาบลนี้ทรงเริ่มบาเพ็ญทุกรกิริยา โดยประการต่างๆอย่างเคร่งครัด แต่ก็ไม่ทรงพบทางพ้นทุกข์ได้ ในเวลานั้นพวกปัญจวัคคีย์คือภิกษุ ๕รูป อันได้แก่ โกณฑัญญะวัปปะภัททิยะมหานามะ และอัสสชิ มีความเลื่อมใสในพระสิทธัตถะด้วยเชื่อว่าพระองค์จนได้สาเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจึงได้พากันมาเฝ้าปฏิบัติพระองค์ด้วยความเคารพ บาเพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร “ หมายถึงสิ่งที่ทาได้ยาก“ทุกรกิริยา”หมายถึงการกระทากิจที่ทาได้ยากได้แก่การบาเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสานักอาจารย์ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้าเนรัญชรานั้นพระองค์ได้ทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาคือการบาเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหารการทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะพระปัสสาสะ(ลมหายใจ) การกดพระทนต์การกดพระตาลุ( เพดาน)ด้วยพระชิวหา(ลิ้น)เป็นต้นพระมหาบุรุษได้ทรงทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์พระองค์จึงทรงเลิกการบาเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบารุงพระวรกายให้แข็งแรงในการคิดค้นวิธีใหม่ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบาเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์คือพราหมณ์ทั้ง๕คนได้แก่ โกณฑัญญะวัปปะภัททิยะมหานามะ และอัสสชิเป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้างและเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบาเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ณป่าอิสิปตนมฤคทายวันนครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลาพังในที่อันสงบเงียบปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวงพระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดาเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควรนั่นเอง ตรัสรู้ นับแต่ปีที่ทรงผนวชถึงปีที่ได้ทรงบาเพ็ญทุกรกิริยาอย่างเคร่งครัดนั้นเป็นเวลา ๖ปี แล้วพระสิทธัตถะทรงแน่พระทัยว่า การบาเพ็ญทุกรกิริยานั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์แน่และประกอบกับเวลานั้นท้าวสักกะได้เสด็จมาเฝ้าทรงดีดพิณ๓สายถวายคือ สายหนึ่งตึงเกินไปมักขาดสายหนึ่งหย่อนเกินไปเสียงไม่เพราะสายหนึ่งพอดีเสียงไพเราะยิ่งทาให้พระสิทธัตถะแน่พระทัยยิ่งขึ้นว่า การทาความเพียรเคร่งครัดเกินไปนั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์อย่างแน่แท้ พระองค์จึงทรงเลิกบาเพ็ญทุกรกิริยา ทรงหันมาบาเพ็ญเพียรทางใจอันได้แก่ สมถะ(ความสงบ)วิปัสสนา(ปัญญา)โดยทรงเริ่มเสวยพระกระยาหารตามปกติ พวกภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง๕เห็นดังนั้นจึงคลายศรัทธาเลิกเฝ้าปฏิบัติแล้วพากันไปอยู่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสี
  • 8.
    เป็นเหตุให้พระองค์ประทับอยู่แต่พระองค์เดียวทาให้ได้รับความวิเวกยิ่งขึ้นทรงเริ่มบาเพ็ญทางใจณภายใต้ต้นหว้าใหญ่ต้นหนึ่ง ครั้นอยู่ต่อมาถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขะเวลาเช้าพระองค์เสด็จไปประทับที่โคนต้นไทรต้นหนึ่งใกล้แม่น้าเนรัญชรา เวลานั้นนางสุชาดาธิดาสาวของกฎุมพีนายบ้านเสนานิคมตาบลอุรุเวลาได้จัดข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคา นาไปบวงสรวงเทวดาที่ต้นไทรนั้นตามลัทธินิยมของตน ครั้นเห็นพระสิทธัตถะประทับนั่งอยู่ก็เข้าใจว่าเป็นเทวดาจึงน้อมถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดทองคาแล้วหลีกไป พระสิทธัตถะทรงรับข้าวมธุปายาสแล้วเสด็จไปยังแม่น้าเนรัญชราทรงสรงสนานพระวรกาย แล้วเสวยข้าวมธุปายาสแล้วทรงลอยถาดลงในกระแสแม่น้าเนรัญชรา ครั้นแล้วแล้วจึงเสด็จไปประทับในดงไม้สาละใกล้ฝั่งแม่น้าเนรัญชรานั้น ครั้นย่างเข้ายามเย็นพระสิทธัตถะก็เสด็จจากป่าสาละไปยังต้นอัสสัตถพฤกษ์(มหาโพธิ)ต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ริมฝั่งที่โค้งแม่น้าเนรัญชราฝั่งตะวันตกระหว่างทางทรงรับฟ่อนหญ้าคาที่คนหาบหญ้าขายชื่อโสตถิยะน้อมถวาย๘ฟ่อน ทรงนาไปปูลาดเป็นบัลลังก์ที่ควงไม้มหาโพธินั้นแล้วประทับลงบนบัลลังก์นั้นผินพระพักต์ไปทางทิศตะวันออกทางแม่น้าเนรัญชรา ทรงบาเพ็ญเพียรทางใจคือทรงเจริญสมถะและวิปัสสนาได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สาเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในยามสุดท้ายแห่งวันเพ็ญเดือนวิสาขะก่อนพุทธศักราช ๔๕ปี ครั้นตรัสรู้แล้วพระพุทธองค์ได้ประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ ๗สัปดาห์ในสถานที่ทั้ง๗แห่งแห่งละสัปดาห์คือที่ต้นมหาโพธิ ที่อนิมิสเจดีย์ ที่รัตนจงกรมเจดีย์ที่รัตนฆรเจดีย์ที่ต้นอชปาลนิโครธที่ต้นมุจลินท์(ต้นจิก)และ ที่ต้นราชาตนะ(ต้นเกด)ตามลาดับ ในสัปดาห์ที่ ๕ระหว่างเวลาที่ประทับอยู่ที่ต้นอชาปาลนิโครธนั้น พระพุทธองค์ทรงแก้ปัญหาพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งทูลถามปัญหาเรื่องความเป็นพราหมณ์ และมีพระธิดาพญามารทั้ง๓คือนางตัญหา นางราคาและนางจรตีได้มาทาการยั่วยวนพระองค์ให้ทรงหันไปลุ่มหลงในทางโลกแต่ไม่เป็นผลในสัปดาห์ที่ ๖ ระหว่างแวะประทับอยู่ที่ใต้ต้นมุจลินท์นั้นมีฝนตกตลอดสัปดาห์พญานาคชื่อมุจลินท์ได้มาถวายอารักขา ป้องกันพระองค์มิให้เปียกฝนและมิให้กระทบลมหนาวในสัปดาห์ที่๗ระหว่างเวลาที่ประทับอยู่ใต้ต้นราชายตนะนั้นมีพ่อค้า ๒คน คือ ตะปุสสะกับภัลลิกะได้ถวายข้าวสัตถุก้อนและสัตถุผงแก่พระพุทธองค์และมีความเลื่อมใสได้ประกาศตนเป็นอุบาสก ถือพระพุทธกับพระธรรมเป็นสรณะนับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา ประกาศพระศาสนาครั้งแรก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุขณบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗สัปดาห์ทรงราพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสาหรับคนทั่วไปจึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบางสัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรมเหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรมแล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ณป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนาในวันขึ้น ๑๕ค่า เดือน ๘( เดือนอาสาฬหะ)เรียกว่าธรรมจักกัปปวัตตนสูตรในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบันได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า“เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา การประกาศพระพุทธศาสนา ทรงโปรดชาวเมืองพาราณสีต่อมาเมื่อประทับจาพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปนะมฤคทายวันอันเป็นพรรษาแรกนั้นเอง พระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงอนุปทาพิกถาโปรดกุลบุตรชื่อ"ยสะ"ซึ่งเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีให้ได้บรรลุพระอรหันตตผล สาเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทานับเป็นพระอรหันต์องค์ที่ ๗ในโลก ทั้งได้ทรงแสดงโปรดเศรษฐีบิดาพระยสะให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้ประกาศตนเป็นอุบาสกและ นับเป็นอุบาสกคนแรกในพระพุทธศาสนาที่ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะทั้งได้โปรดมารดาและภรรยาของท่านยสะให้เลื่อมใส
  • 9.
    ได้ประกาศตนเป็นอุบาสิกาซึ่งเป็นอุบาสิกาคู่แรกในพระพุทธศาสนาที่ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะต่อแต่นั้นมา๒-๓วัน พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดบุตรเศรษฐีเมืองพาราณสีผู้เป็นสหายของท่านยสะทั้ง ๔คน ชื่อวิมละสุพาหุปณณชิ และควัมปติให้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทานับเป็นพระอรหันต์ในโลกจานวน ๑๑องค์ ต่อมาอีกไม่นานนักสหายของท่านยสะซึ่งเป็นชาวชนบทจานวน๕๐คนก็ได้บวชตามยสะ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดให้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ได้อุปสมทบด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาทั่วทุกองค์ นับจานวนพระอรหันต์ในโลกเพิ่มขึ้นเป็น๖๑องค์ ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาเมื่อมีพระอรหันต์สาวกจานวนมากถึง๖๐องค์ และเวลานั้นก็ได้สิ้นฤดูฝนแล้ว พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นโอกาสดีสมควรส่งพระสาวกไปประกาศพระพุทธศาสนาแล้วจึงมีพระพุทธดารัสสั่งพระอรหันต์สาวก ให้ไปจาริกในที่ต่างๆเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนโดยให้แยกย้ายกันไปมิให้ไปรวมกัน ให้ไปแสดงธรรมประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่หลายส่วนพระองค์เองก็จะเสด็จไปยังตาบลอุรุเวลากรุงราชคฤห์ เพื่อประกาศพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ทรงโปรดภัททวัคคีย์และชฎิลเมื่อทรงส่งพระสาวกออกจาริกไปแล้วพระพุทธองค์จึงเสด็จไปยัง ตาบลอุรุเวลาแต่เพียงพระองค์เดียวระหว่างทางได้เสด็จแวะเข้าไปพักผ่อนที่ไร่ฝ้ายแห่งหนึ่งณที่นี้พระองค์ได้ทรงพบ ชายหนุ่มจานวน๓๐ คนเป็นสหายกันเรียกว่าภัททวัคคีย์ซึ่งได้พากันออกติดตามหาภรรยาของหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ขโมยของหนีไป พระพุทธองค์จึงตรัสเตือนว่าจะตามหาหญิงหรือตนเองดีแล้วทรงแสดงธรรมโปรดให้บรรลุมรรคผลประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา(คือ การบวชให้ด้วยพระองค์เองด้วยการตรัสว่าจงมาเป็นภิกษุเถิด)แล้วทรงส่งไปประกาศพระพุทธศาสนาทั้ง ๓๐องค์ หลังจากที่ทรงโปรดพวกภัททวัคคีย์แล้วตอนบ่ายวันนั้นพระพุทธองค์ก็เสด็จจากไร่ฝ้ายพอเวลาพลบค่าก็ เสด็จถึงตาบลอุรุเวลาริมฝั่งแม่น้าเนรัญชราณตาบลนี้พระองค์ได้ทรงโปรดชฎิล ๓พี่น้องที่ตั้งอาศรมบาเพ็ญพรตอยู่ที่ตาบลนี้คือ ชฎิลผู้พี่ใหญ่ ชื่อ อุรุเวลกัสสปน้องคนกลางชื่อนทีกัสสปน้องคนเล็กชื่อคยากัสสปคุมบริ วาร(รวมทั้งตัวเองด้วย)คนละ ๕๐๐, ๓๐๐ และ๒๐๐ โดยตั้งอาศรมอยู่ตอนเหนือแม่น้าเนรัญชราที่คุ้งแม่น้าตอนกลางและที่คุ้งตอนใต้สุดโดยลาดับ โดยทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรโปรดชฎิลเหล่านั้นให้ได้บรรลุมรรคผลสาเร็จในพระอรหันต์ทั้ง ๑,๐๐๐รูป ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาทั่วทุกรูป เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์และสาวกอื่นๆซึ่งต่อมาได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์จานวน ๖๐องค์แล้ว และเป็นช่วงที่ออกพรรษาแล้วพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศพระศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย จึงมีพุทธบัญชาให้สาวกทั้ง๖๐องค์จาริกออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยให้ไปแต่เพียงลาพัง แม้พระองค์ก็จะเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคมในการออกจาริกประกาศ พระศาสนาครั้งนั้นทาให้กุลบุตรในดินแดนต่างๆหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและขอบรรพชาอุปสมบทเป็นอันมาก ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นสามารถอุปสมบทให้แก่กุลบุตรได้ เรียกว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา คืออุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์” พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา ทรงโปรดพระเจ้าพิมพิสารและทรงได้พระอัครสาวก เมื่อทรงโปรดชฎิล๓พี่น้อง พร้อมทั้งบริวารและทรงพักอยู่ที่ตาบลคยาสีสะพอสมควรแล้วพระพุทธองค์ได้ทรงพาพระอรหันต์ผู้เป็นชฎิลจานวน ๑,๐๐๐ รูปนั้นเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์นครหลวงแห่งแคว้นมคธเสด็จเข้าประทับอยู่ที่สวนลัฏฐิวันใกล้พระราชวังพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวนี้ก็ได้เสด็จไปเฝ้าพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนจานวนมาก พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดให้ได้บรรลุธรรมโปรดและมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพระเจ้าพิมพิสารทรง มีพระราชศรัทธาถวายพระเวฬุวัน(สวนไผ่)เพื่อเป็นวิหาร(วัด)แก่พระสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ซึ่งนับเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
  • 10.
    พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์จานวน๑,๐๐๐องค์นั้นได้ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารต่อมาถึงวันขึ้น๑ค่าเดือนมาฆะ(เดือน ๓) เวลานั้นปริพาชกมีชื่อ๒คน คืออุปติสสะและโกลิตะเป็นสหายกันได้พาบริวาร(รวมทั้งตัวเองด้วย)จานวน๒๕๐คน เข้าไปเผ้าพระพุทธองค์ที่พระเวฬุวันวิหารพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดประทานเอหิภิกขุสัมปทาถ้วนทุกคน ปริพาชกที่เป็นบริวารได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ทั่วทุกคนส่วนอุปติสสะและโกลิตะผู้เป็นหัวหน้ายังมิได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น ครั้นต่อมาอีก๗ วันพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดท่านโกลิตะให้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ครั้นต่อมาถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ(ขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๓) พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ทีฆนขะปริพาชกที่ถ้าสูกรขตา(ถ้าที่สุกรขุด)ข้างเขาคิชฌกูฎ ท่านอุปติสสะนั่งถวายงานพัดพระพุทธองค์อยู่ได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงยกย่องพระอุปติสสะเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาปรากฏพระนามว่าพระสารีบุตรอัครสาวก ยกย่องพระโกลิตะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายปรากฏนามว่าพระมหาโมคคัลลานะอัครสาวก พรรษาที่๑ ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสาวกและได้อรหันตสาวกจานวน๖๐องค์แล้ว พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณทาการประกาศเผยแผ่คาสอนจนเกิดพุทธบริษัท ๔อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อย่างแพร่หลายและมั่นคงการประกาศพระพุทธศาสนาของพระองค์ได้ดาเนินไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป พรรษาที่๒ พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชนได้พุทธสาวกดังนี้เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคมในระหว่างทางได้โปรดกลุ่มภัททวัคคีย์ ๓๐ คนที่ตาบลอุรุเวลาได้โปรดชฎิล๓พี่น้องคืออุรุเวกัสสปะนทีกัสสปะและคยากัสสปะกับศิษย์อีก ๑๐๐๐คน ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตรที่คยาสีสะแล้วเสด็จไปยังนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธเพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นที่อาศัยแด่คณะสงฆ์และได้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นสาวกอีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังนครกบิฬพัสดุ์ทรงพานักที่นิโครธารามทรงได้สาวกอีกมากมายเช่นพระนันทะพระราหุลพระอานนท์พระเทวทัต และพระญาติอื่นๆต่อมาอนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศลได้ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงจาพรรษาที่นี่ พรรษาที่๓ นางวิสาขาถวายบุพพารามณกรุงสาวัตถีทรงจาพรรษาที่นี่ พรรษาที่๔ ทรงจาพรรษาที่เวฬุวันณกรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ พรรษาที่๕ เสด็จโปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล และทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้าในแม่น้าโหริณี ต่อมาทรงอุปสมบทพระนางประชาบดีโคตมีและคณะเป็นภิกษุณี พรรษาที่๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี ทรงจาพรรษาณภูเขามังกลุบรรพต พรรษาที่๗ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจาพรรษาได้เสด็จไปทรงเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พรรษาที่๘ ทรงเทศนาในแคว้นมัคคะทรงจาพรรษาในเภสกลาวัน พรรษาที่๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี พรรษาที่๑๐คณะสงฆ์ในแคว้นโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรงพระพุทธองค์ทรงตักเตือนแต่คณะสงฆ์ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จไปประทับและ จาพรรษาในป่าปาลิไลยยกะมีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา พรรษาที่๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจาพรรษาอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา พรรษาที่๑๒ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่เวรัญชาและเกิดความอดอยากรุนแรงขึ้นในเวลานั้น พรรษาที่๑๓ ทรงเทศนาและจาพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต พรรษาที่๑๔ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่กรุงสาวัตถี พระราหุลขอผนวช พรรษาที่๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์พระเจ้าสุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร
  • 11.
    พรรษาที่๑๖ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่อาลวี พรรษาที่๑๗ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถีแล้วเสด็จกลับมายังอาลวีและทรงจาพรรษาที่กรุงราชคฤห์ พรรษาที่๑๘ เสด็จไปยังอาลวีทรงจาพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต พรรษาที่๑๙ ทรงเทศนาและจาพรรษาที่บนภูเขาจาลิกบรรพต พรรษาที่๒๐ โจรองคุลิมารกลับใจเป็นสาวกและทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจาพรรษาที่กรุงราชคฤห์และทรงเริ่มบัญญัติวินัย พรรษาที่๒๑-๔๔ทรงใช้เชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และเป็นที่ประทับจาพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ พรรษาที่๔๕ เป็นพรรษาสุดท้ายพระเทวทัตคิดปลงพระชนม์กลิ้งก้อนหินจนต้องพระองค์เป็นเหตุให้พระบาทห้อพระโลหิต ทรงได้รับการบาบัดจากหมอชีวกโกมารภัต ทรงเปิดประชุมจาตุรงคสันนิบาตในตอนบ่ายแห่งวันเพ็ญเดือนมาฆะวันนั้นขณะที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากถ้าสูกรขตา ข้างเขาคิชฌกูฏมาถึงพระเวฬุวันวิหารพระสงฆ์อรหันต์สาวกจานวน ๑,๒๕๐องค์ ก็ได้มาชุมนุม พร้อมกันเฉพาะพระพักตร์ต่างองค์ต่างมุ่งมาเฝ้าพระพุทธองค์ในเวลาเดียวกันซึ่งการประชุมสงฆ์ครั้งนี้ประกอบด้วยองค์ ๔จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตคือ (๑.) วันนั้นเป็นวันมาฆปุณณมีวันอุโบสถขึ้น๑๕ค่าเดือน มาฆะ (๒.) พระอริยสงฆ์จานวน๑,๒๕๐องค์ มาประชุมกันโดยมิได้มีการนัดหมาย (๓.) พระอริยสงฆ์ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖ (๔.) พระอริยสงฆ์ทั้งนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุคือได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธองค์เอง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการประชุมประกอบด้วยองค์๔ดังกล่าวนี้เป็นโอกาศดียิ่งที่จะได้ทรงแสดงหลักการสาคัญทางพระพุทธศาสนา จึงทรงเปิดการประชุมและทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมนั้น ทรงโปรดพระพุทธบิดาพระนางพิมพาและราหุลต่อจากวันเพ็ญเดือนมาฆะนั้นมาพระพุทธองค์ได้ทรงส่งพระอริยสาวกจานวน ๑,๒๕๐ องค์นั้นออกไปประกาศพระพุทธศาสนากิตติศัพท์ได้เลื่องลือไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ว่าพระพุทธองค์เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จจารึกโปรดเวไนยชนให้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระสงฆ์และเป็นอุบาสกอุบาสิกาได้สาเร็จมรรคผลเป็นจานวนมาก ขณะนี้กาลังประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์แคว้นมคธพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาทรงทราบกิตติศัพท์นั้นแล้ว จึงทรงส่งทูตมาทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์แต่ส่งทูตมาอย่างนี้ถึง ๙ครั้งพระพุทธองค์ยังมิได้เสด็จ ต่อมาพอย่างเข้าปีที่๒นับแต่ตรัสรู้ พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงส่งทูตมาอาราธนาอีก โดยทรงมอบให้กาฬุทายีอามาตย์เป็นหัวหน้าคณะทูตที่มาคราวนี้ก็ได้บวชเป็นพระสงฆ์และได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคณะ ครั้นย่างเข้าฤดูร้อนพระกาฬุทายีจึงทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ตามคาอาราธนาของพระพุทธบิดา พระพุทธองค์พร้อมพระอริยสงฆ์จานวน๒หมื่นรูปจึงได้เสด็จไปโดยมีพระกาฬุทายีเป็นผู้นาทางเสด็จดาเนินเป็นเวลา ๖๐ วันก็ถึงกรุงกบิลพัสดุ์ประทับอยู่ที่นิโครธรามใกล้ป่ามหาวันซึ่งพระญาติจัดไว้ถวาย ได้ทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้เลื่อมใสวันรุ่งขึ้นได้เสด็จออกบิณฑบาตโปรดประชาชนในกรุงกบิลพัสด์ ในการเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งนี้นอกจากได้ ทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระประยูรญาติให้เลื่อมใสดังกล่าวแล้ว ยังทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาให้สาเร็จเป็นพระสกทาคามีโปรดพระนางปชาบดีโคตมีและพระนางพิมพาให้สาเร็จเป็นพระโสดาบัน และ โปรดให้พระราหุลกุมารบรรพชาเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนาโดยทรงมอบให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่จาเนียรกาลต่อมาพระราหุลได้อุปสมบทและได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ เสด็จแคว้นโกศลเมื่อประทับอยู่ที่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว
  • 12.
    พระพุทธองค์ได้เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์กลับไปยังกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ที่สีสปาวัน (ป่าสีเสียดหรือป่ากะทุ่มเลือด)ครั้งนั้นเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี แคว้นโกศลชื่ออนาถปิณทิกะ(เดิมชื่อสุทัตตะ)ได้ไปทาธุรกิจที่กรุงราชคฤห์ และเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์แล้วได้สาเร็จเป็นพระโสดาบัน ได้ทูลอาราธนาพระพุทะองค์เสด็จไปกรุงสาวัตถีแล้วตนเองได้กลับไปเมืองสาวัตถีก่อน เพื่อเตรียมการรับเสด็จพระพุทธองค์และได้สร้างพระเชตวันมหาวิหารเตรียมถวาย ต่อมา พระพุทธองค์ได้เสด็จไปเมืองสาวัตถีตามคาทูลอาราธนาของท่านเศรษฐีนั้นเมื่อเสด็จถึงแล้ว ท่านเศรษฐีก็ถวายการต้อนรับอย่างดีด้วยความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งและได้ถวายพระเชตวันมหาวิหารแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุขพระพุทธองค์ทรงรับพระวิหารไว้ในพระพุทธศาสนาทรงอนุโมทนาแสดงธรรมกถาโปรดตามควรแก่อัธยาศัย ระหว่างที่ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหารนี้พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และทรงโปรดพระนางมัลลิกาอัครมเหสีให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ครั้งนั้นเหตุการณ์ภายในเมืองสาวัตถีกาลังปั่นป่วนเพราะมีโจรใจเหี้ยมคนหนึ่งชื่อ"องคุลิมาล"ได้ออกอาละวาดฆ่าคนเป็นจานวนมาก โดยตัดนิ้วมือของคนที่ถูกฆ่าคนละนิ้วคล้องเป็นพวงมาลัย ๙๙๙นิ้ว ยังเหลือเพียงนิ้วเดียวก็จะครบ๑,๐๐๐นิ้วตามต้องการ เวลานั้นมารดาขององคุลิมาลคิดถึงลูกมากประสงค์จะไปเยี่ยมลูกพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าหากองคุลิมาลได้พบมารดา ก็จะฆ่ามารดาของตนเสียจะเป็นบาปหนักจึงเสด็จไปโปรดองคุลิมาลให้มีความเลื่อมใสให้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระประยูรญาติทรงผนวชตามเสด็จครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่อนุปิยอัมอัมพวันแห่งแคว้นมัลละเวลานั้น กษัตริย์ศากยราชผู้เป็นพระประยูรญาติ๖พระองค์คือพระภัททิยะพระอนุรุทธะพระอานนท์พระภัคคุพระกิมพิละและพระเทวทัต ทรงเลื่อมใสในพระพุทธจริยาประสงค์จะผนวชตามเสด็จพระพุทธองค์จึงพร้อมกันชวนนายช่างกัลบกชื่ออุบาลีพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ ที่ประทับทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ก็ประทานอุปสมบทให้ตามประสงค์โดยให้นายช่างกัลบกอุปสมบทก่อนกษัตริย์ศากยาราชทั้ง ๖ องค์ นั้นอุปสมบทในภายหลัง พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดตามควรแก่อัธยาศัยต่อมาท่านเหล่านั้นนอกจากพระเทวทัตและ พระอานนท์ได้ปฏิบัติวิปัสสนาจนได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ส่วนพระอานนท์ได้สาเร็จเป็นพระโสดาบันพระเทวทัตนั้นได้บรรลุสมาบัติ มีอิทธิฤทธิ์ตามวิสัยปุถุชน ทรงห้ามพระประยูรญาติวิวาทเรื่องน้า ครั้งหนึ่งพระประยูรญาติทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายกรุงกบิลพัสด์และฝ่ายโกลิยนคร ได้วิวาทกันด้วยแย่งน้าในแม่น้าโรหิณีเพื่อระบายน้าไปสู่พื้นที่ทานาในเขตของตนเริ่มด้วยพวกคนงานทะเลาะกันและลามไปถึงกษัตริย์ ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมอาวุธยกกาลังเข้าประจันหน้ากันจวนจะเกิดศึกอยู่รอมร่อแล้วครั้งนั้นขณะพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่แคว้นสักกะ ทรงเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติทั้งสองฝ่ายให้ระงับการวิวาทบาดหมางกันโดยทรงชี้ให้เห็นว่าชีวิตกษัตริย์ ชีวิตคนนั้นแพงกว่าน้ามากนักไม่ควรเห็นน้าดีกว่าคนพระญาติทั้งสองฝ่ายจึงเลิกวิวาทกันและมีความสามัคคีกัน ทรงโปรดช้างนาฬาคีรี ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันวิหารกรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์เสด็จออกบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระเทวทัตศิษย์ทรยศของพระพุทธองค์ได้ติดสินบนควาญช้างให้ปล่อยช้างนาฬาคีรี เพื่อทาร้ายพระพุทธองค์ตามแผนการ แต่ด้วยเมตาจิตของพระพุทธองค์ช้างตกมันก็หายพยศกลับคุกเข่าลงหมอบลงตรงพระพักตร์พระพุทธองค์ ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธบิดาครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวันใกล้เมืองเวสาลีแค้วนวัชชี ทรงจาพรรษาณที่นี้เป็นพรรษาที่๕ครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระเจ้าสุโธทนะ
  • 13.
    ทรงประชวรหนักจึงเสด็จเยี่ยมพระพุทธบิดาที่กรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์พุทธสาวกครั้นเสด็จ ถึงแล้วได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาให้ได้สาเร็จเป็นพระอรหันต์หลังจากนั้น ๗วัน พระพุทธบิดาก็สวรรคต พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสงฆ์และพระประยูรญาติจึงพร้อมกันจัดถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธบิดา พระมหาโมคคัลลานะอัครสาวกถูกประทุษร้ายการที่พระพุทธองค์ได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงมั่นคงในมัธยมประเทศ (ภาคกลางชมพูทวีป)และแพร่หลายไปในที่ต่างๆอย่างรวดเร็วนั้นก็ด้วยการร่วมกาลังกันเผยแพร่ของพุทธบริษัทที่สาคัญคือพระสงฆ์ พุทธสาวกและบรรดาพระสงฆ์สาวกนั้นที่สาคัญที่สุดก็คือพระอัครสาวกทั้ง ๒คือพระสารีบุตรเถระ และพระมหาโมคคัลลานะเถระซึ่งเป็นกาลังสาคัญยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์จึงเป็นที่อิจฉาริษยาของมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพระมหาโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มากนั้นมีผู้ปองร้ายอยู่ตลอดเวลาครั้งหนึ่งเมื่อท่านจาพรรษาอยู่ที่กาฬศิลาแคว้นมคธ ก็ได้ถูกกลุ่มอาชญากรประทุษร้ายด้วยการว่าจ้างของกลุ่มมิจฉาทิฏฐิ แม้พระพุทธศาสนาจะได้เจริญแพร่หลายแล้วจานวนพุทธสาวกได้เพิ่มขึ้นพุทธบริษัทมากมายจนนับไม่ถ้วนถึงกระนั้น พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงหยุดยั้งในการทรงบาเพ็ญพุทธกิจคงเสด็จจาริกไปแสดงธรรมโปรดประชาชนทั่วไปตลอดเวลา ๔๕พรรษา นับแต่พรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวันแขวงเมืองพาราณสีจนพรรษาสุดท้ายที่หมู่บ้านเวฬุคามแขวงเมืองเวสาลีณที่นี้ และพรรษาสุดท้ายนี้พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรหนักแต่ทรงข่มเสียด้วยพระสติสัมปชัญญะ ครั้นออกพรรษาแล้วล่วงวันเพ็ญเดือนมาฆะพระพุทธองค์จึงทรงปลงพระชนมายุสังขารคือ ทรงกาหนดพระทัยเรื่องพระชนมายุว่าต่อแต่นี้ไปอีก ๓เดือน พระองค์จักปรินิพพาน องเวสาลีในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วยพระองค์ได้ทรงพระดาเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพา รั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะบุตรนายช่างทองพระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่งทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน(ป่าสาละ)ของเจ้าม ระดารัสครั้งสาคัญว่า “โยโวอานนทธมมจ วินโยมยาเทสิโตปญญตโตโสโว มมจจเยน สตถา ”อันแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้วบญ ท้ายที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายสังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา.ท่านทั้งหลายจงทาความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุดด้วยความไม นมะม่วงของนายจุนทะบุตรนายช่างทองได้เสวยพระกายาหารมื้อสุดท้ายที่นายจุนทะถวายทรงแสดงธรรมโปรดนายจุนทะให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้วทรง จสีหไสยาคือการบรรทมตะแคงขวาเป็นอนุฏฐานไสยาคือการบรรทมโดยมิได้ทรงกาหนดว่าจะทรงลุกขึ้นเมื่อนั้นเมื่อนี้ณ ตอนบ่ายวันเสด็จถึงนั้นและในคืนวันน ดือนวิสาขะก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน าแล้วกษัตริย์และประชาชนก็ได้พากันมานมัสการพระบรมพุทธสารีระแสดงความโศรกเศร้าอาลัยโดยทั่วหน้าครั้นล่วงไป7วันแล้วจึงเชิญพระบรมศพไปประดิษฐ ะบรมสารีริกธาตุที่เหลืออัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณสัณฐาคารศาลาภายในพระนครเพื่อเป็นที่สักการบูชาสืบไปต่อมามีกษัตริย์และพราหมณ์ตามเมืองต่างๆได้ม ผู้ทาหน้าที่แบ่งพระบรมธาตุได้ทะนานตวงพระธาตุไว้เป็นสักการบูชา เสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดียแต่คาสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่คาสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่เป็นเครื่อง ระอรหันต์ได้ช่วยบาเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดียและขยายออกไปทั่วโลกเป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง สืบต่อมา จนกระทั่งถึงประมาณพุทธศักราช ๓๐๐ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งเมืองปาฏลีบุตรร่วมกับคณะสงฆ์ นทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ อันได้แก่ดินแดนในเขตประเทศพม่าและประเทศไทยในปัจจุบันพระพุทธศาสนาได้เจริญขึ้น อาศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจาชาติไทยและเป็นศาสนาประจาชาติไทยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ตราไว้ว่า พระมหากษัต ทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นๆในประเทศไทยด้วยเช่นกัน พระพุทธศาสนาได้ดารงอยู่ในวิถีชีวิตของชนชาติไทยมาเป็นเวลาช้านาน ศิลปวัฒนธรรมตลอดจ
  • 14.
    สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์ ๑.ปุพพณเหปิณฑปาตญจตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ๒. สายณเหธมมเทสนตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า ๓. ปโทเสภิกขุโอวาทตอนหัวค่าประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่ ๔. อฑฒรตเตเทวปญหานตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ ๕. ปจจสเสวคเต กาเลภพพาภพเพวิโลกนตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลาบากเพียงใดก็ตาม ศาสดา ศาสดาของศาสนาพุทธคือพระโคตมพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่าเจ้าชายสิทธัตถะประสูติในดินแดนชมพูทวีปตรงกับวันขึ้น 15 ค่า เดือน 6 80 ปีก่อนพุทธศักราชณ สวนลุมพินีวันเจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาทรงดารงตาแหน่งรัชทายาท ผู้สืบทอดราชบัลลังก์กรุงกบิลพัสดุ์แห่งแคว้นสักกะและเมื่อพระชนมายุ16ชันษา ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราแห่งเมืองเทวทหะต่อมาเมื่อพระชนมายุ29ชันษามีพระโอรส1พระองค์พระนามว่าราหุล ในปีเดียวกันพระองค์ทอดพระเนตรเทวทูตทั้งสี่คือคนแก่ คนเจ็บ คนตายและสมณะ จึงทรงตัดสินพระทัยออกผนวชเป็นสมณะเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นจากทุกข์คือความแก่ เจ็บ และตายในปีเดียวกันนั้นณ ริมฝั่งแม่น้าอโนมานทีและหลังจากออกผนวชมา 6พรรษา ทรงประกาศการค้นพบว่าการหลุดพ้นจากทุกข์ทาได้ด้วยการฝึกจิตด้วยการเจริญสติประกอบด้วยศีลสมาธิและปัญญาจนสามารถรู้ ทุกสิ่งตามความเป็นจริงว่า เป็นทุกข์เพราะสรรพสิ่งไม่สมบูรณ์ ไม่แน่นอนและบังคับให้เป็นดั่งใจไม่ได้ จนไม่เห็นสิ่งใดควรยึดมั่นถือมั่นหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง จวบจนได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณคือการตรัสรู้ อริยสัจ4ขณะมีพระชนมายุได้ 35ชันษา ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ตาบลอุรุเวลาเสนานิคมจากนั้นพระองค์ได้ออกประกาศสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ตลอดพระชนม์ชีพเป็นเวลากว่า 45 พรรษาทาให้ศาสนาพุทธดารงมั่นคงในฐานะศาสนาอันดับหนึ่งอยู่ในชมพูทวีปตอน จวบจนพระองค์ได้เสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80พระชันษาณสาลวโนทยาน(ในวันขึ้น15ค่าเดือน6) ผู้สืบทอด ผู้สืบทอดในทางศาสนาพุทธได้แก่ พุทธบริษัท4 อันหมายถึงพุทธศาสนิกชนพุทธมามกะพุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือร่วมกันศึกษาและร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้  ผู้นับถือศาสนาพุทธที่ได้บวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตามคาสอน(ธรรม)และคาสั่ง(วินัย) และมีหน้าที่เผยแผ่พระธรรมของพระพุทธเจ้าเรียกว่าภิกษุ ในกรณีที่เป็นเพศชายและภิกษุณีในกรณีที่เป็นเพศหญิง  สาหรับผู้บวชที่ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์20ปี จะเรียกว่าเป็นสามเณรสาหรับเด็กชาย และสามเณรีและสิกขมานา(สามเณรีที่ต้องไม่ผิดศีล6ข้อตลอด 2 ปี) สาหรับเด็กหญิง ลักษณะการบวชสาหรับภิกษุหรือภิกษุณีจะเรียกเป็นการอุปสมบทสาหรับสามเณรหรือสามเณรีและสิกขมานา จะเรียกเป็นการบรรพชา  คฤหัสถ์ชาย-หญิงที่นับถือพระพุทธศาสนาเรียกว่าอุบาสกอุบาสิกาตามลาดับ
  • 15.
  • 16.
  • 17.
    เจ ้าชายสิทธัตถะ ทรงอภิเษกสมรสกับนางยโสธรา หรือพิมพาแห่งโกลิยวงศ์ ประทับสาราญในปราสาท ๓ ฤดู ' เสด็จประพาสพระราชอุทยาน '
  • 18.
    ในการเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ๔ ครั้ง ได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยลาดับ ทาให ้เจ ้าชายทรงเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลาย มหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกผนวช) ' เมื่อกลับจากการประพาสอุทยานครั้งสุดท ้าย ทรงทราบว่าพระชายา ประสูติพระโอรส ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชในคืนวันนั้น ออกบรรพชา มหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกผนวช) ' เมื่อกลับจากการประพาสอุทยานครั้งสุดท ้าย ทรงทราบว่าพระชายา ประสูติพระโอรส ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชในคืนวันนั้น
  • 19.
  • 20.
  • 21.
  • 22.
    เสด็จเยือนพระชายาและพระโอรส ' เมื่อประทับอยู่ ณกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ ้าได ้เสด็จเยือนพระชายา คือ พระนางยโสธรา และพระโอรส คือ พระราหุล
  • 23.
    ' พระประยูรญาติเจริญรอยตามพระยุคลบาท ' พระประยูรญาติหนุ่มๆ เป็นอันมากเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า เสด็จออกผนวช ทรงระงับข้อพิพาทเรื่องน้าของพระประยูรญาติ ' พระพุทธเจ้าทรงระงับข้อพิพาทเรื่องน้าของพระประยูรญาติ ทั้งจากราชสกุลศากยะและโกลิยะ เสด็จออกบิณฑบาตในกรุงกบิลพัสดุ์'
  • 24.
  • 25.
    พระราหุลโอรสของพระศาสดา ทรงได้รับอนุญาติให้บรรพชาเป็นสามเณรพระองค์แรก และต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านมีความกระตือรือร้นในการศึกษาและการอบรมแรงกล้า จึงได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์คือสภาพความเป็นอิสระจากกิเลส (ความชั่วที่ทาให้เศร้าหมอง)ทั้งปวง ' ทรงแสดงธรรมโปรดพระองคุลิมาล ' ทรงแสดงธรรมโปรดพระองคุลิมาล ช้างไม่อาจทาอันตรายพระพุทธเจ้า
  • 26.
    พระเทวทัตศิษย์ทรยศของพระพุทธเจ้า ติดสินบนนายควาญช้างให้ปล่อยช้างตรงไป จะประหารพระบรมศาสดาแต่ด้วยพระเมตตาจิตของพระองค์ ช้างกลับไปคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ' พระโมคคัลลานะถูกประทุษร้าย ' พระโมคคัลลานะพระอัครสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้า ถูกกลุ่มอาชญากรทาร้ายด้วยการว่าจ้างของกลุ่มผู้ริษยา 'พระกระยาหารมื้อสุดท้าย '
  • 27.
    ได้รับนิมนต์ให้ไปเสวยพระกระยาหารณบ้านของนายจุนทะ บุตรช่างทอง พระศาสดาได้เสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายณที่นั้น การประชวรของพระพุทธเจ้า ' เมื่อเสด็จออกจากบ้านนายจุนทะไปแล้วในการเดินทางไปสู่กรุงกุสินารา ซึ่งมีพระพุทธประสงค์จะเสด็จปรินิพพานณ ป่าไม้สาละซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง พระศาสดาก็ทรงประชวร ทรงปรินิพาน
  • 28.
    เมื่อทรงสั่งสอนสาวกองค์สุดท้ายคือสุภัททะปริพาชกแล้ว พระพุทธเจ้าก็ เสด็จดับขันธปรินิพพานในวันวิสาขปุณณมี พระพุทธสาวกและเหล่ากษัตริย์แห่งกรุงกุสินารา จัดการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ โทณะพราหมณ์ได้รับมอบหมายให้แจกพระบรมสารีริกธาตุและพระ อังคารแก่ราชอาณาจักรต่างๆซึ่งส่งทูตมาขอรับส่วนแบ่ง
  • 29.