ใช่
เลย
ใช่...เลย คือ เชนนีเ ลย ที่เ ราต้อ งเรีย น ที่ต ้อ ง
้
เชนลย
เข้า ใจมี ๒ นิก าย…ใช่เ
*หนึง เศวตามพร นุ่ง ขาวและห่ม ขาว ทุก อย่า ง
่
กำา ลัง ดี เรีย กว่า ชีป ะขาว
แต่ถ ้า เป็น ชีเ ปลือ ย ท่า นไม่ต ้อ งสงสัย เพราะไม่
ใส่อ ะไร แม้แ ต่ช น เดีย ว …แน่เ ลย
ิ้
ใช่..เลย ต้อ งทรมานกาย เด็ด ผมหมดหัว เพื่อ สู่
เป้า หมาย เข้า ถึง ไกวัล …ใช่เ ลย
พุท ธ
ศาสนา
ประวัต ิ
ศาสดา

“
พระพุท ธเ
ประสูมีพระนามเดิมว่า “สิท ธัต ถะ ”
ต ิ จ้า ”

เป็นพระ
ราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริ
มหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  แคว้นสักกะ  ถือ
กำาเนิดในศากยวงค์  สกุลโคตมะ  พระองค์
ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕  คำ่า เดือน ๖ ( เดือน
วิสาขะ )  ปีจอ  ก่อนพุทธศักราช  ๘๐  ปี  ณ
สวนลุมพินวัน 
ี
เจ้า
อกบรรพชา ชายสิทธัตถะ

ทอด
พระเนตรเห็น คนแก่ 
คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต
 พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต
และพอพระทัยในเพศบรรพิต มี
พระทัยแน่วแน่ที่จะทรงออกผนวช
เพื่อแสวงหาทางดับทุกข์ถาวรพ้น
จากวัฏสงสาร  
ตรัส รู้
พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญ
เดือน ๖ 
ขณะพระชนมายุได้  ๓๕  พรรษา
 นับแต่วันที่เสด็จ
ออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม
ปริน ิพ พาน

หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จโปรด
ปัญจวัคคีย์ และสาวกสาวกอื่นๆ และออกเผยแผ่
ศาสนา
พระพุทธเจ้าทรงบำาเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระ
ชนมายุ ๘๐ พรรษา ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรง
พระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนัก พระพุทธ
องค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่าด้วย
ความไม่ประมาทเถิด พระองค์เสด็จดับขันธ
คัม
ภีร ์
คัมภีร์ที่สำาคัญ คือ พระไตรปิฎก ติ
ปิฏก แปลว่า ตะกร้า
สามใบ ประกอบไปด้วย

1. พระวิน ัย ปิฎ ก ว่าด้วยวินยของภิกษุ
ั
และภิกษุณี ตลอดจน
พิธีกรรมทางศาสนาและพุทธประวัติ มี ๘
พระสุต ตัเล่ตปิตั่งเล่ว่าด้่ ว๑-๘
น ม ฎ ก มที ยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ
งราวประกอบ มี ๒๔ เล่ม ตั้งแต่เล่มที่ ๙-๓๓

พระอภิธ รรมปิฎ ก ว่าด้วยหลักธรรมขั้นสูง
เล่ม ตั้งแต่เล่มที่ ๓๔-๔๕
นิก ายใน
ศาสนาพุท ธ

ายเถรวาทหรือ หีน ยาน เป็นลัทธิของนิกายฝ่ายใต้
ย่างเคร่งครัด เพราะถือว่าคำาสอนเดิมดีอยู่แล้ว
นับถือ
ะเทศศรีลังกา พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา
๒. นิก ายอาจริย วาทหรือ มหายาน เป็น
นิกายฝ่ายเหนือ มุ่งเผยแผ่
ศาสนาให้กว้างไกล สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข
คำาสอนของพระพุทธเจ้า
ได้บาง เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม นับถือ
้
กันมากในประเทศจีน
หลัก คำำ สอน
อริย สัจ ๔ คือ ควำมจริงอันประเสริฐ ๔
ประกำร
๑. ทุก ข์ กำรมีอยู่ของทุกข์
๒. สมุท ัย เหตุแห่งทุกข์
๓. นิโ รธ ควำมดับทุกข์
๔. มรรค วิธปฏิบติให้บรรลุถึงควำมดับ
ี
ั
ปฏิจ จสมุป บำท
ทุกข์
สภำวะอำศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น ทุก
อย่ำงเกิดขึ้นมำจำกเหตุปจจัย ไม่มีอะไร
ั
เกิดขึ้นโดยบังเอิญผลทุกอย่ำงเกิดขึ้นมำ ได้
ก็เพรำะเหตุ ไม่มีเหตุก็ไม่มีผล
หลัก ควำมเชือ และจุด
่
มุ่ง หมำยสูง สุด
เชื่อในเรื่องกำรเวียนว่ำยตำยเกิด ใน
วัฏสงสำร
ทั้งนี้เป็นไปตำมอำำนำจกรรมที่กระทำำไว้ มี
กิเลส
เป็นเหตุให้ทำำกรรม เมื่อทำำกรรมจึงได้รับวิบำก
กำรเกิดจึงเป็นทุกข์ วนเวียนอยู่อย่ำงนีจนกว่ำ
้
จะ
สิ้นกิเลส เข้ำสู่นิพพำน
นิพพำนจึงเป็นจุดหมำยสูงสุด คือ หยุด
พิธ ีก รร
ม

พิธีบรรพชำอุปสมบท
บวชเป็นสำมเณรเรียก
บรรพชำ ผู้บวชต้องมี
ศรัทธำที่จะเป็นสำมเณร ตังแต่รู้เดียง
่
สำขึนไป กำรบวช
้
เป็นภิกษุเรียก อุป สมบท ผู้ที่จะ
บวชต้องเป็นชำย
อำยุครบ ๒๐ ปี ขึ้นไป
พิธีกรรมในวันสำำคัญทำงศำสนำต่ำงๆ
ปรัช ญ
ำชีว ิต
พุท ธศำสนำมุง
่
แสวงหำกำรพ้น ทุก ข์
ซึ่ง สำำ หรับ วิธ ป ฏิบ ต ิเ พื่อ เข้ำ
ี
ั
ถึง ควำมหลุด พ้น
พุท ธปรัช ญำจะตั้ง อยู่บ น
หลัก ไตรสิก ขำ
(ศีล สมำธิ ปัญ ญำ) มัช ฌิม ำ
ปฏิป ทำ อัน เป็น
หลัก ปฏิบ ต ิท ี่ม ีล ก ษณะ
ั
ั
ศำสดำ
ศำสนำเชนมีศำสดำหรือตีรถังกร สืบต่อกัน
มำ ๒๔ องค์ องค์
แรกชือ ฤษภเทพ ส่วนองค์ที่ ๒๔ ซึ่งเป็นองค์
่
สุดท้ำย คือ มหำวีร ะ
หรือวรรธมำนะ
มหำวีร ะ มีพระนำมเดิมว่ำ วรรธมำนะ
แปลว่ำ ผู้เจริญ เป็นพระโอรสของพระเจ้ำสิทธำ
รถะ
กับพระนำงตริศลำ แห่งกรุงเวสำลี
เมื่อพระองค์ประสูติได้รับกำรทำำนำยไว้ ๒ คติว่ำ
๑. ถ้ำอยู่ครองฆรำวำส จักได้เป็นพระเจ้ำจักพร
เมื่อพระชนมำยุได้ ๑๙ พรรษำ ได้อภิเษก
กับเจ้ำหญิงยโศธำ
มีพระธิดำพระนำมว่ำ อโนชำ
ครั้นมีพระชนมำยุ ๒๘ พรรษำ
พระรำชบิดำมำรดำเสด็จ
สวรรคต พระองค์จึงตัดสิน พระทัย
ออกผนวชแต่พระเชษฐำ
ห้ำมไว้ เมือพระชนมำยุได้ ๓๐
่
พรรษำ ได้ทลลำพระเชษฐำ
ู
ออกบวชอีกครั้ง
และได้รับอนุญำต
ทรงอธิษฐำนจิตว่ำ
จะไม่พูดจำกับใครเป็นเวลำ ๑๒ ปี
คัม
ภีร ์
คัมภีร์ที่สำำคัญของศำสนำเชน คือ อำคมะ
หรือ สิท ธำนตะ
รวบรวมขึ้นหลังพระมหำวีระปรินิพพำนรำว
๒oo ปี เพิ่งจด
เป็นลำยลักษณ์อักษรรำว ๙๘o ปี เป็นภำษำ
ปรำกฤต จำรึกคำำ
บัญญัติหรือวินัยควำมประพฤติของนักพรตหรือ
ผู้ครองเรือน
นิก ายใน
ศาสนา
นิก ายเศวตัม พร

เป็นพวกนักบวชนุ่งขาวห่มขาว ถือว่าสีขาวเป็น
สีที่บริสทธิ์ หลักปฏิบัติไม่เคร่งครัด เปิดโอกาสให้
ุ
ผู้หญิงบรรลุโมกษะได้

นิก ายทิค ม พร นุ่ง ลมห่ม ฟ้า
ั
นักบวชมุงละกิเลสให้หมด แม้แต่เครื่องนุ่งห
่
เพราะถ้ามีเครื่องนุ่งห่มก็แสดงว่ายังมีความละอา
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง การบรรลุโมกษะทำาได้เฉ
ชายเท่านั้น
หลัก คำา สอน

พรต หลักคำาสอนพื้นฐาน ๕ ประการงดเว้นสิ่งที่ไม่ดี

อหิง สา การไม่เบียดเบียน
สัต ยะ ทั้งกายดวาจาวามจริง ไม่พูดเท็จ
การพู แต่ค ใจ
อัส ตีย ะ การไม่ลัก
ขโมย ไม่คดโกงนจากการ
พรหมจริย ะ เว้
ประพฤติชั่วทางกาย
อปริค รหะ ความ
ไม่โลภ
มหาพรตหรือ หลัก ไตรรัต น์

ข้อปฏิบัติสำาคัญและยิ่งใหญ่ อันเป็นหนทางไปสูความหล
่
๑. สัม มาจาริต ความประพฤตที่ถูกต้อง

๒. สัม มาทัส นะ ความเห็นชอบหรือความเชื่อที่ถูกต้อ
๓. สัม มาญาณะ ความ
รู้ที่ถูกต้อง
หลัก ความเชื่อ และจุด หมาย
สูง สุด
ศาสนาเชนเชื่อว่าตราบใดที่ยังเวียนว่าย
ตายเกิด ย่อมทำาให้
เกิดทุกข์ กิเลสเป็นต้นเหตุ เมื่อคนตาย
วิญญาณจะไปเกิดใหม่
ตามกรรมที่ทำาไว้ เชือเรื่องนรกสวรรค์
่
การจะหลุดพ้นได้
นิร จะต้องบรรลุโมกษะ
วาณ จึงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของ
เชน คือ ภาวะพ้นทุกข์
วิญญาณไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด
อีก
พิธ ก รรม
ี
พิธ ีป ช ชุส นะ เป็นพิธีฉลองวันเกิดของ
ั
พระมหา
วีระผู้เป็นศาสดา มี ๘ วัน แบ่งเป็น ๕ ระยะ
ระยะที่ห นึ่ง ใน ๓ วันแรก พวก
ฆราวาสต้องมารับคำาสอน
จากพระทุกเช้า
ระยะที่ส อง ในวันที่ ๔ พวกฆราวาส
ต้องอ่านคัมภีร์อาคมะ
ระยะที่ส าม ในวันที่ ๕ มีการประกอบ
พิธใหญ่เพราะถือ
ี
ระยะที่สี่ ในวันที่ ๖-๗ อ่านคัมภีร์ ( กัลป
สูตร )
ระยะที่ห้า ในวันที่ ๘ เป็นการอ่านคัมภีร์ทุก
คัมภีร์
การบวชเป็นบรรพชิต

นการเปลี่ยนภาวะของคนธรรมดา ไปสู่นกพรต
ั
รพชิต ต้องโกนผมด้วยวิธีถอนผมเอง ฉันอาหาร
สวงหามาได้ประพฤติทรมานตน เป็นต้น มี ๒
อ ทิค ัม พรและเศวตัม พร
ปรัช ญา
ชีว ิต
ปรัชญาเชนตั้งบนหลักไตรรัตน์
(สัมมาจาริต สัมมาทัสสนะ สัมมาญาณะ) มี
ลักษณะเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือ การ
ทรมานตนเอง เช่น การอดอาหาร การทำา
พิธฆ่าตัวตายเป็นต้น ยิงทรมานร่างกายมาก
ี
่
เท่าไหร่ กิเลสก็จะลดลงไปมากเท่านั้น
วัด เชน
ความเหมือ นและความแตกต่า ง
ของศาสนาพุท ธศาสนาเชน
๑. ศาสนาพุทธและศาสนาเชนเป็นอเทวนิยม ปฎิ
เสธเรื่องพระเจ้าสร้างโลก
๒. เชื่อในเรื่องกรรม
เหมือนกัน

๓. ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทและระบบวรรณะเหมือนกัน
จุดมุงหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือ นิพพาน ศาสนาเ
่
อโมกษะ
๕. ศาสนาเชนเน้นปฏิบติในหลักอัตตกิลม
ั
ถานุโยค ส่วนศาสนา
พุทธ ถือหลักมัชฌิมาปฏิปทา 
๖. ศาสนาเชนยึดถืออัตตา ( วิญญาณของ
บุคคลเป็นนิรันดร )
ซึงตรงข้ามกับศาสนาพุทธ ( อนัตตา )
่
สรุ
ป
ปัจจุบนศาสนาเชนมี
ั
พุทธศาสนิกชน
น้อยกว่า ๖ ล้านคน เนือง
่
จากข้อปฎิบัตมี
ิ
ลักษณะเข้มงวด เน้นอัต
ตกิลมถานุโยค
คนทั่วไปยากที่จะปฏิบติ
ั
ถึงอย่างไรผล
ของการปฏิบัตทำาให้
ิ
ปัจจุบันพุทธศาสนาได้
เจริญอยูในแถบเอเชีย
่
จนได้นามว่าประทีปแห่ง
เอเชีย และยังขยายเข้าสู่
ดินแดนอื่นๆ เนืองจากคำา
่
สอนมีลักษณะที่เป็นจริง
ตามธรรมชาติ สอดคล้อง
กับวิทยาศาสตร์ สอนให้ใช้
ปัญญาพิจารณาเรื่องต่างๆ
เป็นศาสนาแห่งเมตตา
ธรรม ไม่เป็นพิษเป็นภัย
หัว ข้อ
ประเภทศาสนา
ศาสดา

ศาสนาพุท ธ ศาสนาเชน
อ
เทวนิ
พระพุท ธเจ้า
ยม

นิก าย๑. นิก ายเถรวาท
๒. นิก ายมหายาน
คำา สอนที่ส ำา คัญ อริย สัจ ๔
- ปฎิจ จสมุป บาท

อเทวนิย ม
มหาวีร ะ
๑. เศวตัม
พร
๒.
- ทิค พพร
อนุ ม รต
ั
- มหาพรต
หัว ข้อ
คัม ภีร ์

ศาสนาพุท ธ ศาสนาเชน
พระไตรปิฎ ก

จุด มุง หมายสูง สุด
่

นิพ พาน

แนวทางการปฎิบ ต ิ ๑. อริย สัจ
ั
๔
๒. ปิจ สมุ
ปบาท

อา
คมะ
นิร วาณ
- อนุพ รต
- มหาพรต
เชนนั้นมีอัตตกิลมถานุโยค
เพือพ้นโสกดับทุกข์อันหม่นหมอง
่
อหิงสาตบะธรรมเป็นครรลอง
ดุจแสงส่องให้สว่างช่วยนำาทาง
พุทธศาสนาท่านให้ใช้ปัญญา
มีเมตตาไม่เบียดเบียนให้หมองหมาง
พระพุทธองค์ท่านให้ใช้ทางสายกลาง
เป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ทั้งปวง

เปรียบเทียบพุทธ เชน

  • 2.
    ใช่ เลย ใช่...เลย คือ เชนนีเลย ที่เ ราต้อ งเรีย น ที่ต ้อ ง ้ เชนลย เข้า ใจมี ๒ นิก าย…ใช่เ *หนึง เศวตามพร นุ่ง ขาวและห่ม ขาว ทุก อย่า ง ่ กำา ลัง ดี เรีย กว่า ชีป ะขาว แต่ถ ้า เป็น ชีเ ปลือ ย ท่า นไม่ต ้อ งสงสัย เพราะไม่ ใส่อ ะไร แม้แ ต่ช น เดีย ว …แน่เ ลย ิ้ ใช่..เลย ต้อ งทรมานกาย เด็ด ผมหมดหัว เพื่อ สู่ เป้า หมาย เข้า ถึง ไกวัล …ใช่เ ลย
  • 3.
  • 4.
    ประวัต ิ ศาสดา “ พระพุท ธเ ประสูมีพระนามเดิมว่า“สิท ธัต ถะ ” ต ิ จ้า ” เป็นพระ ราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริ มหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  แคว้นสักกะ  ถือ กำาเนิดในศากยวงค์  สกุลโคตมะ  พระองค์ ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕  คำ่า เดือน ๖ ( เดือน วิสาขะ )  ปีจอ  ก่อนพุทธศักราช  ๘๐  ปี  ณ สวนลุมพินวัน  ี
  • 5.
    เจ้า อกบรรพชา ชายสิทธัตถะ ทอด พระเนตรเห็น คนแก่  คนเจ็บ คนตายและบรรพชิต  พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มี พระทัยแน่วแน่ที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาทางดับทุกข์ถาวรพ้น จากวัฏสงสาร   ตรัส รู้ พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญ เดือน ๖  ขณะพระชนมายุได้  ๓๕  พรรษา  นับแต่วันที่เสด็จ ออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม
  • 6.
    ปริน ิพ พาน หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้วได้เสด็จโปรด ปัญจวัคคีย์ และสาวกสาวกอื่นๆ และออกเผยแผ่ ศาสนา พระพุทธเจ้าทรงบำาเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระ ชนมายุ ๘๐ พรรษา ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรง พระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนัก พระพุทธ องค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่าด้วย ความไม่ประมาทเถิด พระองค์เสด็จดับขันธ
  • 7.
    คัม ภีร ์ คัมภีร์ที่สำาคัญ คือพระไตรปิฎก ติ ปิฏก แปลว่า ตะกร้า สามใบ ประกอบไปด้วย 1. พระวิน ัย ปิฎ ก ว่าด้วยวินยของภิกษุ ั และภิกษุณี ตลอดจน พิธีกรรมทางศาสนาและพุทธประวัติ มี ๘ พระสุต ตัเล่ตปิตั่งเล่ว่าด้่ ว๑-๘ น ม ฎ ก มที ยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ งราวประกอบ มี ๒๔ เล่ม ตั้งแต่เล่มที่ ๙-๓๓ พระอภิธ รรมปิฎ ก ว่าด้วยหลักธรรมขั้นสูง เล่ม ตั้งแต่เล่มที่ ๓๔-๔๕
  • 8.
    นิก ายใน ศาสนาพุท ธ ายเถรวาทหรือหีน ยาน เป็นลัทธิของนิกายฝ่ายใต้ ย่างเคร่งครัด เพราะถือว่าคำาสอนเดิมดีอยู่แล้ว นับถือ ะเทศศรีลังกา พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา ๒. นิก ายอาจริย วาทหรือ มหายาน เป็น นิกายฝ่ายเหนือ มุ่งเผยแผ่ ศาสนาให้กว้างไกล สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไข คำาสอนของพระพุทธเจ้า ได้บาง เพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม นับถือ ้ กันมากในประเทศจีน
  • 9.
    หลัก คำำ สอน อริยสัจ ๔ คือ ควำมจริงอันประเสริฐ ๔ ประกำร ๑. ทุก ข์ กำรมีอยู่ของทุกข์ ๒. สมุท ัย เหตุแห่งทุกข์ ๓. นิโ รธ ควำมดับทุกข์ ๔. มรรค วิธปฏิบติให้บรรลุถึงควำมดับ ี ั ปฏิจ จสมุป บำท ทุกข์ สภำวะอำศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น ทุก อย่ำงเกิดขึ้นมำจำกเหตุปจจัย ไม่มีอะไร ั เกิดขึ้นโดยบังเอิญผลทุกอย่ำงเกิดขึ้นมำ ได้ ก็เพรำะเหตุ ไม่มีเหตุก็ไม่มีผล
  • 10.
    หลัก ควำมเชือ และจุด ่ มุ่งหมำยสูง สุด เชื่อในเรื่องกำรเวียนว่ำยตำยเกิด ใน วัฏสงสำร ทั้งนี้เป็นไปตำมอำำนำจกรรมที่กระทำำไว้ มี กิเลส เป็นเหตุให้ทำำกรรม เมื่อทำำกรรมจึงได้รับวิบำก กำรเกิดจึงเป็นทุกข์ วนเวียนอยู่อย่ำงนีจนกว่ำ ้ จะ สิ้นกิเลส เข้ำสู่นิพพำน นิพพำนจึงเป็นจุดหมำยสูงสุด คือ หยุด
  • 11.
    พิธ ีก รร ม พิธีบรรพชำอุปสมบท บวชเป็นสำมเณรเรียก บรรพชำผู้บวชต้องมี ศรัทธำที่จะเป็นสำมเณร ตังแต่รู้เดียง ่ สำขึนไป กำรบวช ้ เป็นภิกษุเรียก อุป สมบท ผู้ที่จะ บวชต้องเป็นชำย อำยุครบ ๒๐ ปี ขึ้นไป พิธีกรรมในวันสำำคัญทำงศำสนำต่ำงๆ
  • 12.
    ปรัช ญ ำชีว ิต พุทธศำสนำมุง ่ แสวงหำกำรพ้น ทุก ข์ ซึ่ง สำำ หรับ วิธ ป ฏิบ ต ิเ พื่อ เข้ำ ี ั ถึง ควำมหลุด พ้น พุท ธปรัช ญำจะตั้ง อยู่บ น หลัก ไตรสิก ขำ (ศีล สมำธิ ปัญ ญำ) มัช ฌิม ำ ปฏิป ทำ อัน เป็น หลัก ปฏิบ ต ิท ี่ม ีล ก ษณะ ั ั
  • 14.
    ศำสดำ ศำสนำเชนมีศำสดำหรือตีรถังกร สืบต่อกัน มำ ๒๔องค์ องค์ แรกชือ ฤษภเทพ ส่วนองค์ที่ ๒๔ ซึ่งเป็นองค์ ่ สุดท้ำย คือ มหำวีร ะ หรือวรรธมำนะ มหำวีร ะ มีพระนำมเดิมว่ำ วรรธมำนะ แปลว่ำ ผู้เจริญ เป็นพระโอรสของพระเจ้ำสิทธำ รถะ กับพระนำงตริศลำ แห่งกรุงเวสำลี เมื่อพระองค์ประสูติได้รับกำรทำำนำยไว้ ๒ คติว่ำ ๑. ถ้ำอยู่ครองฆรำวำส จักได้เป็นพระเจ้ำจักพร
  • 15.
    เมื่อพระชนมำยุได้ ๑๙ พรรษำได้อภิเษก กับเจ้ำหญิงยโศธำ มีพระธิดำพระนำมว่ำ อโนชำ ครั้นมีพระชนมำยุ ๒๘ พรรษำ พระรำชบิดำมำรดำเสด็จ สวรรคต พระองค์จึงตัดสิน พระทัย ออกผนวชแต่พระเชษฐำ ห้ำมไว้ เมือพระชนมำยุได้ ๓๐ ่ พรรษำ ได้ทลลำพระเชษฐำ ู ออกบวชอีกครั้ง และได้รับอนุญำต ทรงอธิษฐำนจิตว่ำ จะไม่พูดจำกับใครเป็นเวลำ ๑๒ ปี
  • 16.
    คัม ภีร ์ คัมภีร์ที่สำำคัญของศำสนำเชน คืออำคมะ หรือ สิท ธำนตะ รวบรวมขึ้นหลังพระมหำวีระปรินิพพำนรำว ๒oo ปี เพิ่งจด เป็นลำยลักษณ์อักษรรำว ๙๘o ปี เป็นภำษำ ปรำกฤต จำรึกคำำ บัญญัติหรือวินัยควำมประพฤติของนักพรตหรือ ผู้ครองเรือน
  • 17.
    นิก ายใน ศาสนา นิก ายเศวตัมพร เป็นพวกนักบวชนุ่งขาวห่มขาว ถือว่าสีขาวเป็น สีที่บริสทธิ์ หลักปฏิบัติไม่เคร่งครัด เปิดโอกาสให้ ุ ผู้หญิงบรรลุโมกษะได้ นิก ายทิค ม พร นุ่ง ลมห่ม ฟ้า ั นักบวชมุงละกิเลสให้หมด แม้แต่เครื่องนุ่งห ่ เพราะถ้ามีเครื่องนุ่งห่มก็แสดงว่ายังมีความละอา ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง การบรรลุโมกษะทำาได้เฉ ชายเท่านั้น
  • 18.
    หลัก คำา สอน พรตหลักคำาสอนพื้นฐาน ๕ ประการงดเว้นสิ่งที่ไม่ดี อหิง สา การไม่เบียดเบียน สัต ยะ ทั้งกายดวาจาวามจริง ไม่พูดเท็จ การพู แต่ค ใจ อัส ตีย ะ การไม่ลัก ขโมย ไม่คดโกงนจากการ พรหมจริย ะ เว้ ประพฤติชั่วทางกาย อปริค รหะ ความ ไม่โลภ
  • 19.
    มหาพรตหรือ หลัก ไตรรัตน์ ข้อปฏิบัติสำาคัญและยิ่งใหญ่ อันเป็นหนทางไปสูความหล ่ ๑. สัม มาจาริต ความประพฤตที่ถูกต้อง ๒. สัม มาทัส นะ ความเห็นชอบหรือความเชื่อที่ถูกต้อ ๓. สัม มาญาณะ ความ รู้ที่ถูกต้อง
  • 20.
    หลัก ความเชื่อ และจุดหมาย สูง สุด ศาสนาเชนเชื่อว่าตราบใดที่ยังเวียนว่าย ตายเกิด ย่อมทำาให้ เกิดทุกข์ กิเลสเป็นต้นเหตุ เมื่อคนตาย วิญญาณจะไปเกิดใหม่ ตามกรรมที่ทำาไว้ เชือเรื่องนรกสวรรค์ ่ การจะหลุดพ้นได้ นิร จะต้องบรรลุโมกษะ วาณ จึงเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของ เชน คือ ภาวะพ้นทุกข์ วิญญาณไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด อีก
  • 21.
    พิธ ก รรม ี พิธีป ช ชุส นะ เป็นพิธีฉลองวันเกิดของ ั พระมหา วีระผู้เป็นศาสดา มี ๘ วัน แบ่งเป็น ๕ ระยะ ระยะที่ห นึ่ง ใน ๓ วันแรก พวก ฆราวาสต้องมารับคำาสอน จากพระทุกเช้า ระยะที่ส อง ในวันที่ ๔ พวกฆราวาส ต้องอ่านคัมภีร์อาคมะ ระยะที่ส าม ในวันที่ ๕ มีการประกอบ พิธใหญ่เพราะถือ ี
  • 22.
    ระยะที่สี่ ในวันที่ ๖-๗อ่านคัมภีร์ ( กัลป สูตร ) ระยะที่ห้า ในวันที่ ๘ เป็นการอ่านคัมภีร์ทุก คัมภีร์ การบวชเป็นบรรพชิต นการเปลี่ยนภาวะของคนธรรมดา ไปสู่นกพรต ั รพชิต ต้องโกนผมด้วยวิธีถอนผมเอง ฉันอาหาร สวงหามาได้ประพฤติทรมานตน เป็นต้น มี ๒ อ ทิค ัม พรและเศวตัม พร
  • 23.
    ปรัช ญา ชีว ิต ปรัชญาเชนตั้งบนหลักไตรรัตน์ (สัมมาจาริตสัมมาทัสสนะ สัมมาญาณะ) มี ลักษณะเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือ การ ทรมานตนเอง เช่น การอดอาหาร การทำา พิธฆ่าตัวตายเป็นต้น ยิงทรมานร่างกายมาก ี ่ เท่าไหร่ กิเลสก็จะลดลงไปมากเท่านั้น
  • 24.
  • 25.
    ความเหมือ นและความแตกต่า ง ของศาสนาพุทธศาสนาเชน ๑. ศาสนาพุทธและศาสนาเชนเป็นอเทวนิยม ปฎิ เสธเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ๒. เชื่อในเรื่องกรรม เหมือนกัน ๓. ปฏิเสธคัมภีร์พระเวทและระบบวรรณะเหมือนกัน
  • 26.
    จุดมุงหมายสูงสุดของศาสนาพุทธคือ นิพพาน ศาสนาเ ่ อโมกษะ ๕.ศาสนาเชนเน้นปฏิบติในหลักอัตตกิลม ั ถานุโยค ส่วนศาสนา พุทธ ถือหลักมัชฌิมาปฏิปทา  ๖. ศาสนาเชนยึดถืออัตตา ( วิญญาณของ บุคคลเป็นนิรันดร ) ซึงตรงข้ามกับศาสนาพุทธ ( อนัตตา ) ่
  • 27.
    สรุ ป ปัจจุบนศาสนาเชนมี ั พุทธศาสนิกชน น้อยกว่า ๖ ล้านคนเนือง ่ จากข้อปฎิบัตมี ิ ลักษณะเข้มงวด เน้นอัต ตกิลมถานุโยค คนทั่วไปยากที่จะปฏิบติ ั ถึงอย่างไรผล ของการปฏิบัตทำาให้ ิ
  • 28.
  • 29.
    หัว ข้อ ประเภทศาสนา ศาสดา ศาสนาพุท ธศาสนาเชน อ เทวนิ พระพุท ธเจ้า ยม นิก าย๑. นิก ายเถรวาท ๒. นิก ายมหายาน คำา สอนที่ส ำา คัญ อริย สัจ ๔ - ปฎิจ จสมุป บาท อเทวนิย ม มหาวีร ะ ๑. เศวตัม พร ๒. - ทิค พพร อนุ ม รต ั - มหาพรต
  • 30.
    หัว ข้อ คัม ภีร์ ศาสนาพุท ธ ศาสนาเชน พระไตรปิฎ ก จุด มุง หมายสูง สุด ่ นิพ พาน แนวทางการปฎิบ ต ิ ๑. อริย สัจ ั ๔ ๒. ปิจ สมุ ปบาท อา คมะ นิร วาณ - อนุพ รต - มหาพรต
  • 31.