Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
SS
Uploaded by
sangkeetwittaya stourajini
271 views
Dance
ตำรารำ
Education
◦
Read more
2
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 188
2
/ 188
3
/ 188
4
/ 188
5
/ 188
6
/ 188
7
/ 188
8
/ 188
9
/ 188
10
/ 188
11
/ 188
12
/ 188
13
/ 188
14
/ 188
15
/ 188
16
/ 188
17
/ 188
18
/ 188
19
/ 188
20
/ 188
21
/ 188
22
/ 188
23
/ 188
24
/ 188
25
/ 188
26
/ 188
27
/ 188
28
/ 188
29
/ 188
30
/ 188
31
/ 188
32
/ 188
33
/ 188
34
/ 188
35
/ 188
36
/ 188
37
/ 188
38
/ 188
39
/ 188
40
/ 188
41
/ 188
42
/ 188
43
/ 188
44
/ 188
45
/ 188
46
/ 188
47
/ 188
48
/ 188
49
/ 188
50
/ 188
51
/ 188
52
/ 188
53
/ 188
54
/ 188
55
/ 188
56
/ 188
57
/ 188
58
/ 188
59
/ 188
60
/ 188
61
/ 188
62
/ 188
63
/ 188
64
/ 188
65
/ 188
66
/ 188
67
/ 188
68
/ 188
69
/ 188
70
/ 188
71
/ 188
72
/ 188
73
/ 188
74
/ 188
75
/ 188
76
/ 188
77
/ 188
78
/ 188
79
/ 188
80
/ 188
81
/ 188
82
/ 188
83
/ 188
84
/ 188
85
/ 188
86
/ 188
87
/ 188
88
/ 188
89
/ 188
90
/ 188
91
/ 188
92
/ 188
93
/ 188
94
/ 188
95
/ 188
96
/ 188
97
/ 188
98
/ 188
99
/ 188
100
/ 188
101
/ 188
102
/ 188
103
/ 188
104
/ 188
105
/ 188
106
/ 188
107
/ 188
108
/ 188
109
/ 188
110
/ 188
111
/ 188
112
/ 188
113
/ 188
114
/ 188
115
/ 188
116
/ 188
117
/ 188
118
/ 188
119
/ 188
120
/ 188
121
/ 188
122
/ 188
123
/ 188
124
/ 188
125
/ 188
126
/ 188
127
/ 188
128
/ 188
129
/ 188
130
/ 188
131
/ 188
132
/ 188
133
/ 188
134
/ 188
135
/ 188
136
/ 188
137
/ 188
138
/ 188
139
/ 188
140
/ 188
141
/ 188
142
/ 188
143
/ 188
144
/ 188
145
/ 188
146
/ 188
147
/ 188
148
/ 188
149
/ 188
150
/ 188
151
/ 188
152
/ 188
153
/ 188
154
/ 188
155
/ 188
156
/ 188
157
/ 188
158
/ 188
159
/ 188
160
/ 188
161
/ 188
162
/ 188
163
/ 188
164
/ 188
165
/ 188
166
/ 188
167
/ 188
168
/ 188
169
/ 188
170
/ 188
171
/ 188
172
/ 188
173
/ 188
174
/ 188
175
/ 188
176
/ 188
177
/ 188
178
/ 188
179
/ 188
180
/ 188
181
/ 188
182
/ 188
183
/ 188
184
/ 188
185
/ 188
186
/ 188
187
/ 188
188
/ 188
More Related Content
DOC
วรรณคดีและวรรณกรรม ความหมาย
by
chontee55
PDF
Slide Design
by
Emily Paul
PPTX
Repentance
by
guestf9a17069
PPT
Repentance: Responding To God
by
mbcconline
PDF
Repentance The Path To God
by
Don McClain
PDF
เอกสารประกอบการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องวิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทยตั้งแต่อดีตฯ
by
Panomporn Chinchana
DOCX
ปุ
by
sunisa16046
DOCX
นาฏศิลป์ไทย
by
ลำจวน อินทะกูล
วรรณคดีและวรรณกรรม ความหมาย
by
chontee55
Slide Design
by
Emily Paul
Repentance
by
guestf9a17069
Repentance: Responding To God
by
mbcconline
Repentance The Path To God
by
Don McClain
เอกสารประกอบการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องวิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทยตั้งแต่อดีตฯ
by
Panomporn Chinchana
ปุ
by
sunisa16046
นาฏศิลป์ไทย
by
ลำจวน อินทะกูล
More from sangkeetwittaya stourajini
DOCX
พระพุทธศาสนา
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
พระไตรปิฏก
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ประวัติพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ประวัติพระพุทธเจ้า
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ชาดก
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
ละครรำ
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
รำไทย รำวง มาตรฐานไทย
by
sangkeetwittaya stourajini
DOCX
บรรณานุกรม ดนตรี นาฎศิลป์
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
โขน
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music2
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music3
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music4
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music5
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music6
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music7
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music8
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music9
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music10
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music11
by
sangkeetwittaya stourajini
PDF
Thai music12
by
sangkeetwittaya stourajini
พระพุทธศาสนา
by
sangkeetwittaya stourajini
พระไตรปิฏก
by
sangkeetwittaya stourajini
ประวัติพุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
by
sangkeetwittaya stourajini
ประวัติพระพุทธเจ้า
by
sangkeetwittaya stourajini
ชาดก
by
sangkeetwittaya stourajini
ละครรำ
by
sangkeetwittaya stourajini
รำไทย รำวง มาตรฐานไทย
by
sangkeetwittaya stourajini
บรรณานุกรม ดนตรี นาฎศิลป์
by
sangkeetwittaya stourajini
โขน
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music2
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music3
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music4
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music5
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music6
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music7
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music8
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music9
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music10
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music11
by
sangkeetwittaya stourajini
Thai music12
by
sangkeetwittaya stourajini
Dance
1.
รายงานการศึกษาขอมูล เรื่อง ตํารารํา (ฉบับสมบูรณ 25/05/50) โดย ศูนยบริการวิชาการ แหง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
2.
คํานํา งานการศึกษาขอมูลเรื่อง “ตํารารํา” ฉบับนี้
จัดทําขึ้นโดยคณะผูวิจัยจากศูนยบริการวิชาการแหง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และเปนสวนหนึ่งของการศึกษาคนควาวิจัยขอมูล เพื่อประกอบการจัดทําหนังสือ และสื่อเอกสารอิเล็กทรอนิกส ตามโครงการขุมทรัพยจากหอสมุดแหงชาติ และหอจดหมายเหตุแหงชาติ ระยะ ที่ ๒ ซึ่งเปนโครงการอันเกิดขึ้นจากความรวมมือของสํานักงานอุทยานการเรียนรูและกรมศิลปากร กระทรวง วัฒนธรรม โดยมีวัตถุประสงคเพื่อรวมกันพัฒนาองคความรูทางศิลปวัฒนธรรม และเสริมสรางประสิทธิภาพ ทางวิชาการใหกับเยาวชน ตลอดจนใหบริการผานเครือขายระบบสารสนเทศของแตละหนวยงาน อยางไรก็ตาม งานการศึกษาขอมูลฉบับนี้จะสําเร็จลุลวงไปดวยดีมิได หากขาดซึ่งความรวมมือใน การสืบคนขอมูลจากแหลงขอมูลสําคัญ อันไดแก หอสมุดแหงชาติ และสํานักหอจดหมายเหตุแหงชาติ ซึ่ง คณะผูวิจัยฯ ขอขอบพระคุณทานผูอํานวยการ อรพินท ลิ่มสกุล ผูอํานวยการหอสมุดแหงชาติ และทาน ผูอํานวยการสํานักหอจดหมายเหตุแหงชาติ สุรียรัตน วงศเสงี่ยม และอดีตผูอํานวยการสํานักหอจดหมายเหตุ แหงชาติ โสมสุดา ลียะวณิช ตลอดจนเจาหนาที่ผูเกี่ยวของของทั้งสองหนวยงานเปนอยางยิ่ง คณะผูวิจัยฯหวังเปนอยางยิ่งวา งานการศึกษาขอมูลฉบับนี้จะยังประโยชนตอวงการศึกษา และ วิชาการดานประวัติศาสตร และโบราณคดี ตลอดจนผูที่สนใจโดยทั่วไปไมมากก็นอย อนึ่ง ดวยเงื่อนไขในการ ทํางานที่มีระยะเวลาคอนขางจํากัด ดังนั้น หากงานการศึกษาขอมูลฉบับนี้มีขอบกพรองประการใด คณะ ผูวิจัยฯ ขอนอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแตเพียงผูเดียว คณะผูวิจัย เมษายน ๒๕๕๐
3.
สารบัญ หนา คํานํา สารบัญ บทที่ ๑ บทนํา ๑ ๒
นาฏยศาสตร ๓ ๓ ศิวะนาฏราช ๙ ๔ ตํารารําของไทย ๑๒ ๕ ความแตกตางของกระบวนทารําแมบทใหญในปจจุบันกับภาพในตํารารํา ๑๘ ๖ นาฏยศาสตรสําคัญที่ใชในการรําแมบทใหญ ๑๙ ๗ คํากลอนของเกาที่วาดวยตํารารํา ๒๑ ๘ ประเพณีการไหวครูนาฏศิลป ๒๓ ๙ พระราชพิธีพระราชทานครอบประธานประกอบพิธีไหวครูโขนละคร ๒๖ ๑๐ ขอสรุปจาการศึกษาตํารารํา ๒๙ บรรณานุกรม ๓๑ ภาคผนวก ๓๒ ภาคผนวก ก พระประวัติพระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค ภาคผนวก ข ตัวอยางภาพตํารารําฉบับภาพเขียนสีฝุนปดทองบทสมุดไทขาว สมัยรัชกาลที่ ๑ (ฉบับวังหลวง) ภาคผนวก ค ภาพตํารารําเขียนลายเสนรงคบนสมุดไทดํา ฉบับพระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค (ฉบับวังหนา)
4.
ภาคผนวก ง ภาพตํารารําลายเสนฉบับหอพระสมุด
ป พ.ศ. ๒๔๖๖ ภาคผนวก จ ภาพถายยืนเครื่องพระ -นางแสดงแมทาการรําแมบทใหญ สมัยรัชกาลที่ ๖ จากหอจดหมายเหตุแหงชาติ ภาคผนวก ฉ ภาพถายยืนเครื่องพระ -นาง แสดงแมทาการรําแมบทใหญของกรมศิลปากร ในปจจุบัน ภาคผนวก ช ภาพเขียนจําลองทารําของพระอิศวร (พระศิวะ) ทั้ง ๙๓ ทา ที่ปรากฏอยูในเทวสถาน เมืองจิทรัมพรัม ประเทศอินเดีย ภาพผนวก ซ ภาพเศียรครูองคพระพิราพ และองคพระพรตฤาษี ภาพผนวก ญ ตารางเปรียบเทียบภาพตํารารําลายเสนฉบับหอพระสมุด ป พ.ศ. ๒๔๖๖ กับ ภาพนิ่งแมทาในรําแมบทใหญฉบับกรมศิลปากรปจจุบัน
5.
บทที่ ๑ บทนํา ๑. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา จากประวัติศาสตรชาติไทยที่ไดรับการบันทึกไวตั้งแตในชวงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน
ซึ่งกลาววา ไทยไดมีอํานาจเหนืออาณาจักรขอม “นครธม” และไดรับเอาทั้งวัฒนธรรม รูปการปกครอง ตลอดจนลัทธิความ เชื่อของพราหมณ ซึ่งไดรับจากอินเดียอีกชั้นหนึ่งนั้น เขามามีบทบาทสําคัญในราชอาณาจักร โดยเฉพาะ อยางยิ่งความเชื่อเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในลัทธิเทวราชา ที่ไทยไดรับอิทธิพลและมีความเชื่อกันวา พระมหากษัตริยเปนเสมือนสมมติเทพ ดังนั้น ในราชสํานักจึงมีประเพณีการขับรําถวายพระมหากษัตริย ประดุจเทพเจา เปนสาเหตุใหนางใน ขับรํา บําเรอพระมหากษัตริย และมีการแสดงตํานานของเทพเจา อัน เปนตนเหตุแหงมหรสพโขนในเวลาตอมา สืบตอมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ปฐม บรมกษัตริยาธิราชแหงราชวงศจักรี พระองคไดทรงฟนฟูบานเมือง ทรงปฏิสังขรณวัดวาอาราม ราชประเพณี วัฒนธรรมจารีตประเพณีตางๆ รวมทั้งโขน-ละครหลวง (ละครนางใน) ตลอดจนทรงสรางเสริมศิลปวัฒนธรรม ทางวรรณกรรม ตํารับตํารา การละครที่มีมาแตครั้งกรุงเกาใหคงไวเปนสมบัติของชาติตอไป โดยเฉพาะการ รังสรรคตํารารําอันวิจิตรในรัชสมัยแหงพระองค ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหชางวาดภาพทารําแบบ ตางๆ แสดงถึงการรายรําศิลปะของไทย ตลอดจนวาดภาพเกี่ยวกับตําราภาพจับเรื่องรามเกียรติ์ในรัชสมัย ตอมา อยางไรก็ตามสําหรับ ตํารานาฏยศาสตร ที่บรรดาพราหมณนําเขามาถายทอดในประเทศไทยนั้น ไม มีตนฉบับเหลืออยูใหรูได เขาใจวาคงจะไดแปลเปนภาษาไทยไวบาง อาจจะทั้งหมดหรือเพียงบางสวน แลว บอกเลาสั่งสอนกันตอๆมา สันนิษฐานไดจากการที่ปรากฏทารําของไทยที่มีลักษณะ และชื่อทารําคลายคลึงกับ ในตํารานาฏยศาสตร ที่แปลงชื่อเปนภาษาไทยก็มี แตตนฉบับที่สูญหายไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเปน สวนมาก ที่ปรากฏคงเหลืออยูจนถึงปจจุบันนี้ จึงมีเพียง ตํารารําฉบับภาพเขียนสีฝุน ครั้งรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ซึ่งสันนิษฐานวานาจะเปนตํารารําฉบับวังหลวง และ ตํารารําฉบับภาพเขียนลายเสนรงคบนสมุดไทดํา ซึ่งเปนฉบับที่ พระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจาสุดา สวรรค พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ประทานใหกับหอพระสมุด สันนิษฐานวา นาจะเปนตํารารําฉบับวังหนา และสุดทาย ตํารารําฉบับภาพลายเสนฉบับหอพระสมุดฯ ซึ่งสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ โปรดฯ ใหพระวิทยประจง (จาง โชติจิตกะ) ชางเขียนศิลปากร และขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธ) ชางเขียนในหอพระสมุดวชิรญาณ เขียนขึ้นเพื่อใชประกอบ หนังสือ ตําราฟอนรํา พิมพเผยแพรในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาจุฑาธุชรา ดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย ในป พ.ศ ๒๔๖๖ เทานั้น อนึ่ง การที่ ตํารารํา มีวิวัฒนาการและการแปรเปลี่ยนรูปแบบผานกาลเวลามาหลายยุคสมัย นับตั้งแตไดรับการบันทึกเปนเพียงภาพ จนกระทั่งเปนลายลักษณอักษรตีพิมพเปนรูปเลม และไดรับการ ประดิษฐเปนกระบวนทารํา “แมบท” จากนาฏศิลปนในที่สุดนั้น ลวนสะทอนใหเห็นคุณคาและคุณูปการอยาง ๑
6.
ยิ่งทั้งในฐานะที่เปนเอกสารทางประวัติศาสตรที่หายาก และในฐานะที่เปนเสมือนคัมภีรทางนาฏยศาสตรของ ไทย จึงสมควรอยางยิ่งที่จะไดรับการศึกษาคนควา
เผยแพร เพื่ออนุรักษสืบสานไวใหคงอยูสืบไปนานเทานาน ๒. วัตถุประสงคของการศึกษา ๒.๑ เพื่อศึกษาถึงประวัติความเปนมา และวิวัฒนาการของตํารารําของไทย ๒.๒ เพื่อศึกษาคุณลักษณะ และรูปแบบของตํารารําของไทยที่ปรากฏอยูในปจจุบัน ๒.๓ เพื่อศึกษาความสําคัญ และคุณประโยชนของตํารารํา ที่มีตอนาฏศิลปไทย ๓. ปญหานําในการศึกษา ๓.๑ ตํารารําของไทยมีประวัติความเปนมา และมีวิวัฒนาการเชนใด ๓.๒ คุณลักษณะ และรูปแบบของตํารารําของไทยที่ปรากฏอยูปจจุบันเปนอยางไร ๓.๓ อะไรคือความสําคัญ และคุณประโยชนของตํารารําที่มีตอนาฏศิลปไทย ๔. แหลงขอมูลในการศึกษา ๔.๑ เอกสารชั้นตน (Primary Resource) สืบคนจากหอสมุดแหงชาติ และหอจดหมายเหตุแหงชาติ ๔.๒ เอกสารชั้นรอง (Primary Resource) สืบคนจากหอสมุดแหงชาติ และหอจดหมายเหตุแหงชาติ และ แหลงขอมูลอื่นๆ อาทิ หอสมุดวังวรดิศ หอสมุดมหาวิทยาลัยศิลปากร หอสมุดจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ๕. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ๕.๑ ไดรับทราบถึงประวัติความเปนมา และวิวัฒนาการของตํารารําของไทย ๕.๒ ไดรับทราบคุณลักษณะ และรูปแบบของตํารารําของไทยที่ปรากฏอยูในปจจุบัน ๕.๓ ไดรับทราบความสําคัญ และคุณประโยชนของตํารารํา ที่มีตอนาฏศิลปไทย ๒
7.
บทที่ ๒ นาฏยศาสตร ศิลปวิทยาการเปนศาสตรที่มนุษยไดเรียนรูและสรางสรรคไวดวยความสามารถจากประสบการณ แลวพัฒนาการไปสูรูปแบบที่มีระบบ และระเบียบตามครรลองที่กําหนดไวเพื่อความเจริญรุงเรืองของประเทศ ศาสตรแหงศิลปะตางๆเปนตนวา
ภาษาศาสตร อักษรศาสตร วาทศาสตร สถาปตยกรรมศาสตร วิศวกรรมศาสตร รัฐศาสตร สังคมศาสตร ศิลปกรรมศาสตร โดยเฉพาะนาฏศาสตร หรือ นาฏยศาสตรเปนสิ่ง ที่บรรพบุรุษไทยไดสั่งสมไวดวยภูมิปญญา แสดงใหเห็นประจักษถึงความพากเพียรวิริยะในการสรางสรรค และสรางเสริมวิชาการที่แสดงเอกลักษณแหงความเปนไทย ซึ่งไดสืบทอดมาเปนศิลปวัฒนธรรมสําคัญอันเปน ความภาคภูมิใจชองชาติตราบจนถึงปจจุบัน คําวา “นาฏยศาสตร” หมายถึงวิชาความรูอันเนื่องดวยการฟอนรํา หรือการแสดงละครระบํารํา ฟอนเปนคําสมาสระหวางคําสองคํา คือ “นาฏย และ “ศาสตร” ”ดังนั้น “นาฏยศาสตร” จึงเปนศิลปวิทยาการ ของการแสดงแขนงหนึ่ง ดวยเหตุที่ประเทศไทยมีภาษา วรรณคดี กวีนิพนธ ศิลปะ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมเปนแบบแผนแสดงเอกลักษณของความเปนชาติไทยมาแตโบราณ ทําใหประเทศไดพัฒนาไปสู ความเจริญรุงเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ เพราะการสั่งสมภูมิปญญาดานศิลปะการแสดงระบํารําฟอน ของบรรพบุรุษไทยที่ไดรับอิทธิพลสืบทอดมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งเปนประเทศเริ่มแรกในศิลปะการรายรํา มี ทารําที่วิจิตรงดงาม เนื่องจากชาวอินเดียเคารพนับถือเทพเจา ทั้งยังมีความเชื่อตามคติโบราณวาการฟอนรํา เปนสิ่งสําคัญที่พระเปนเจาจักรังสรรค และประดิษฐทารําตางๆ ดวยความประณีตวิจิตร ใหมนุษยรูจักการฟอน รําหรือรายรําเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจาที่เปนสิริมงคลแกชีวิต ดังที่ปรากฏเปนตํานานแตครั้งโบราณกาลวา ในสมัยกอน ชาวอินเดียถือวาพระศิวะ หรือพระอิศวรทรงเปน "นาฏราช" คือ ทรงเปน ราชาแหงการ รายรํา ทั้งในเมืองสวรรค และเมืองมนุษย ดังมีเรื่องเลาขานไววา ฤาษีพวกหนึ่งประพฤติอนาจารฝาฝนเทว บัญชา พระอิศวรทรงขัดเคืองจึงทรงชวนพระนารายณเสด็จมายังโลกมนุษย เพื่อทรมานฤาษีพวกนั้น เมื่อ พระองคทรงเห็นพระฤาษีสิ้นฤทธิ์ จึงทรงฟอนรําทําปาฏิหาริยขึ้น ขณะนั้นมียักษคอมตนหนึ่งชื่อ "มุยะขะละ (บางตําราเรียกวา มุยะละคะ หรืออสูรมูลาคนี) มาชวยพวกฤาษี พระอิศวรจึงทรงเอาพระบาทเหยียบยักษคอม นั้นไว แลวทรงฟอนรําตอไปจนหมดกระบวนทาซึ่งรายรําในครั้งนี้ทําใหเกิดเทวรูปที่เรียกวา "ปางนาฏราช" หรือ "ศิวะนาฏราช” (Cosmic Dance) บางครั้งก็เรียกวา "ปางปราบอสูรมูลาคนี" เมื่อพระอิศวรทรงทรมาน พวกฤาษีจนสิ้นทิฐิ ยอมขอขมาตอพระเปนเจาทั้งสองแลว พระองคก็เสด็จกลับเขาไกรลาศ สวนพระนารายณ ก็เสด็จกลับยังเกษียรสมุทรดังเดิม ตอมา พระยาอนันตนาคราชซึ่งไดติดตามพระเปนเจาทั้งสองเมื่อครั้งไปปราบพวกฤาษี ไดเห็นพระ อิศวรฟอนรําเปนที่งดงาม จึงใครอยากชมพระอิศวรฟอนรําอีก พระนารายณจึงแนะนําใหไปบําเพ็ญตบะบูชา พระอิศวรที่เชิงเขาไกรลาศ เพื่อใหพระอิศวรทรงเมตตาประทานพรจึงทูลขอพรใหไดดูพระอิศวรทรงฟอนรํา ตามประสงค ครั้นเมื่อพระยาอนันตนาคราชบําเพ็ญตบะ จนพระอิศวรเสด็จมาประทานพรที่จะฟอนรําใหดู โดยตรัสวาจะเสด็จไปฟอนรําใหดูในมนุษยโลก ณ ตําบลจิดรัมบรัม หรือ จิทัมพรัม ซึ่งอยูทางตอนใตของ ๓
8.
อินเดีย (ในมณฑลมัทราฐ) เพราะเห็นวาเมืองนี้เปนศูนยกลางของมนุษยโลก
พระอิศวรแสดงการฟอนรําให ประชาชนชมถึง ๑๐๘ ทาดวยกัน ประชาชนจึงสรางเทวาลัยขึ้นที่เมืองนี้ เพื่อเปนที่เคารพบูชาแทนองคพระ อิศวร ภายในเทวาลัยนี้แบงออกเปน ๑๐๘ ชอง เพื่อแกะสลักทารายรําของพระอิศวรไวจนครบ ๑๐๘ ทา การ รายรําครั้งนี้ถือเปนการรายรําครั้งที่ ๒ ของพระอิศวร ในสมัยตอมา พระอิศวรจะทรงแสดงฟอนรําใหเปนแบบฉบับ จึงเชิญพระอุมาใหประทับเปน ประธานเหนือสุวรรณบังลังก ใหพระสรัสวดีดีดพิณ ใหพระอินทรเปาขลุย ใหพระพรหมตีฉิ่ง ใหพระลักษมีขับ รอง และใหพระนารายณตีโทน แลวพระอิศวรก็ทรงฟอนรําใหเทพยดา ฤาษี คนธรรพ ยักษ และนาคทั้งหลาย ที่ขึ้นไปเฝาไดชมอีกครั้งหนึ่ง นับเปนการรายรําครั้งที่ ๓ ของพระอิศวร โดยในครั้งนี้พระองคทรงใหพระนารท ฤาษีเปนผูบันทึกทารํา แลวนํามาสั่งสอนแกเหลามนุษย เรียกวา คันพธรรพศาสตร ซึ่งเปนศาสตรแหงการ ขับรอง ฟอนรํา เชนกัน ประเทศไทยเองก็ไดรับอิทธิพลความเชื่อนี้เชนกัน พิจารณาไดจากประวัติศาสตรที่บันทึกไวตั้งแต ในชวงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน ซึ่งกลาววาไทยไดมีอํานาจเหนืออาณาจักรขอม “นครธม” และไดรับเอา วัฒนธรรม รูปการปกครอง ตลอดจนลัทธิความเชื่อของพราหมณ ซึ่งไดรับจากอินเดียอีกชั้นหนึ่งนั้นเขามามี บทบาทสําคัญในราชอาณาจักร โดยเฉพาะอยางยิ่งความเชื่อเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในลัทธิเทวราชา ที่ เชื่อกันวาพระมหากษัตริยเปนเสมือนสมมติเทพ ดังนั้น จึงมีประเพณีการขับรําถวายพระมหากษัตริยประดุจ เทพเจาเปนสาเหตุให นางใน ขับรําบําเรอพระมหากษัตริย และมีการแสดงตํานานของเทพเจา ซึ่งเปนตนเหตุ แหงมหรสพโขนในเวลาตอมา ดังนั้น จึงกลาวไดวา บรรพชนไทยไดรับอิทธิพลดานนาฏศาสตรจากอินเดียและขอม แลวประยุกต มาสูการแสดงหลากหลายประเภท อาทิ โขน ละคร ระบํา รําฟอน อันเปนตํารารําที่เปนแบบแผนของไทยใน ปจจุบัน ดังที่พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ กลาวไววา “....ในประเทศอินเดียเกือบจะสําคัญยิ่งกวาที่ใดๆ เพราะการฟอนรําของอินเดียมีตําราฝกสอนมาแต โบราณกาลเรียกชื่อวา นายฏศาสตร...” ๑ นาฎยศิลป หรือ นาฏศิลป นาฏศิลป ความหมายโดยรวม คือ ศิลปะการเคลื่อนไหวอวัยวะสวนตาง ๆ ของรางกายอยาง ประณีต ออนชอย จนเกิดความงดงามวิจิตรบรรจง ความหมายอีกนัยหนึ่ง นาฏศิลป หมายถึง การแสดงระบํา รํา เตน โขน ละคร ซึ่งรวมทั้งการรองและบรรเลงดนตรี ดังนั้นนาฏศิลปจึงเปน ศิลปะการเคลื่อนไหวอวัยวะ สวนตาง ๆ ของรางกาย ตั้งแตหัว จรดเทา เคลื่อนไหวแขนขา เอว ไหล รวมทั้ง สีหนา ตา ปาก จากอารมณ ธรรมชาติของมนุษย สรางสรรค อารมณธรรมชาติที่มนุษย มีอยูในชีวิตประจําวัน เชน อารมณรัก อารมณ โกรธ อารมณดีใจ อารมณโศกเศราเสียใจ และการเคลื่อนไหวโดยปกติของมนุษย การยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง นําทาทางและอารมณนั้นๆ มาสรางสรรคทาทาง ลีลา ใหประณีต จนเกิดความงามทางศิลปะ ดานการแสดง กอใหเกิดความสะเทือนอารมณ ความเขาใจกับผูชม จนเกิดสภาวะคลอยตามตัวแสดง เมื่อตัวแสดงตองการ ๑ วิจิตร วาทการ, พลตรี หลวง. นาฏศิลป (พระนคร, กรมศิลปากร . ๒๕๐๗) , หนา ๑๑. ๔
9.
สรางสถานการณดานอารมณสะเทือนใจแกผูชม ใหเกิดอารมณอยางหนึ่งอยางใด ก็มักแสดงออกเปนกิริยา ทาทาง
เชน โศกเศรา ก็จะแสดงสีหนาเศราหมองรองไห ทาทางระทดระทวยหมดแรง เมื่อมีอารมณโกรธ ทําสี หนาถมึงทึง น้ําเสียงเกรียวกราด กระทืบเทา ชี้นิ้วชี้หนาดาวา เมื่อมีอารมณรัก ก็มีการโอโลมปฏิโลม และ มักจะนํามือประกบอกสีหนายิ้มละไม เปนตน ที่มาของนาฏศิลป มนุษยไดเลียนแบบมาจากธรรมชาติ นาฏศิลปในโลกไมวาชาติใดภาษาใด ลวนมาจากชีวิตจริงอัน เกิดจากธรรมชาติ การขับรองฟอนรํา ดนตรี เริ่มตนดวยธรรมชาติเปนพื้นฐาน และมีวิวัฒนาการสืบตอกันมา ตามลําดับ ตามกาลและสมัยนิยม มนุษยทุกชาติ ทุกภาษา มีศิลปะการรองรําทําเพลงประจําเชื้อชาติของตน มาแตเดิม จะสังเกตจากการเตน การรองของคนปา ซึ่งยังไมเจริญบางจําพวก จะเห็นไดวาศิลปะเหลานี้สืบ เนื่องมาจากธรรมชาติอยางแทจริง เชน การขับรอง แตเดิมกอนที่จะดัดแปลงใหไพเราะเพราะพริ้งมี หลักเกณฑอยางทุกวันนี้ ก็เปนแตการเปลงเสียงออกมาตามเรื่องราว สูงบาง ต่ําบาง เพียงใหผิดเพี้ยนไป จาก การเปลงเสียงพูดธรรมดาเทานั้น การฟอนรําแตเดิมนั้น มาจากการแสดงกิริยาอาการเคลื่อนไหวโดย ธรรมชาติ เมื่อเกิดการรองและการทําจังหวะดนตรีแลว ความฮึกเหิมตามสัญชาติญาณก็เกิดขึ้น โดยลุกขึ้น ออกทาทางทํามือ ทําไมไปตามความหมาย ตามความรูสึก การพูด การทําทาทาง นั่ง ยืน เดิน อารมณตาง ๆ โกรธ ดีใจ เสียใจ ตลอดจนการแตงกาย และเรื่องราวก็เลียนแบบมาจากชีวิตจริง วิวัฒนาการที่นาฏศิลปนํามาจากธรรมชาติ ๑. เมื่อมนุษยเกิดอารมณอยางใดก็แสดงอารมณนั้นออกมา เชน ดีใจก็ตบมือหัวเราะหรือ เสียใจก็ รองไห ๒. มนุษยเจริญขึ้นรูสึกใชกิริยาแทนคําพูด อยางที่เรียกทา “ภาษาใบ” เชน กวักมือเขาหมายถึงให เขามาหา หรือโบกมือออก หมายถึง ใหออกไป พวกนักปราชญดัดแปลงกิริยาเหลานี้ โดยประดิษฐเปน ทาทางใหสวยงามใชแทนคําพูด ใชแสดงความรื่นเริง สนุกสนาน โดยมีกฎเกณฑ สัดสวนงดงามตรึงตาตรึงใจ เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงใหดีขึ้นตามยุดตามสมัยและความนิยม นาฏศิลปจึงเปนการฟอนรํา ที่มีอยูในธรรมชาติปกติของมนุษย เมื่อยามที่รื่นเริงบันเทิงก็โลดเตน เมื่อยามเศราโศกก็แสดงความเศราสรอย คร่ําครวญปริเวทนาการตางๆ ซึ่งลวนแลวแตเปนธรรมชาติปกติ ตอมาก็ไดมีผูนําเอากิริยาอาการเหลานี้ มาปรุงแตงเพื่อเปนรูปแบบการแสดงขึ้น สรุปได ๒ ประการ คือ - รูปแบบนาฏศิลปของชาวบาน เชน การรองเพลง การบรรเลงดนตรี การขับรํา ระยะตอมาได ผสมผสานกันจนเกิดเปนรูปแบบละครชาวบาน เชน ละครโนรา ละครชาตรี ละครนอก - รูปแบบนาฏศิลปของราชสํานัก มีการแสดงโขนซึ่งพัฒนามาจากการแสดงตํานานเทพเจา เชน การแสดงชักนาคดึกดําบรรพในพระราชพิธีสําคัญ การแสดงหนังใหญ เรื่องรามเกียรติ์ ในที่สุด ก็พัฒนามาเปนรูปแบบการแสดงโขน ๕
10.
ในสวนของการขับรําของนางในราชสํานัก ซึ่งมีอยูกวาเดิมที่รับอิทธิพลมาจากลัทธิเทวราชของขอม ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไดพัฒนาการแสดงใหเลนเปนเรื่องเลียนแบบโขน
เกิดเปนรูปแบบ “ละครใน” ใน กาลตอมา นาฏศิลปโขน-ละคร จึงนับไดวามีความสําคัญในมิติของความเชื่อ ๒ ประการ คือ ๑. เชื่อวาเปนมงคล เพราะเปรียบไดกับการบูชาเทพเจา ดวยการแสดงตํานานของพระองค ๒. เปนเครื่องประกอบอิสริยยศของพระมหากษัตริยวาเปรียบประดุจ สมมติเทพ ที่มีเทวทาสี ขับรําบําเรอ ดังนั้นจึงเปนราชประเพณีการมีโขน-ละคร ไวในพระราชสํานักมาถึงปจจุบัน ดังเชน พลตรี พระวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพันธ ไดทรงอรรถาธิบายเกี่ยวกับ ขอบขายแหงนาฏกรรมวา “นาฏกรรมไดเริ่มขึ้นในรูปการฟอนรํา...ในพิธีศาสนาของชนที่อยูในชั้นตนแหง ความเจริญก็มีฟอนรําเปนพิธีการบูชาอยางหนึ่ง” ๒ และพลตรี หลวงวิจิตรวาทการไดอธิบายเรื่องพื้นฐานของ ศิลปะแหงการรําวา “ชาติโบราณทุกชาตินอกจากจะถือการเตนรําหรือฟอนรําเปนของประจําชีวิตทุกคนแลว ยังถือวาการฟอนรําเปนพิธีการทางศาสนาเชนเดียวกับเรา เริ่มตั้งแตอิยิปต ฮิบรู กรีก โรมัน ตลอดมา๓ ” อยางไรก็ตาม สันนิษฐานวาศิลปะการรายรําหรือการแสดงระบํารําฟอนของไทยคงมีมาแลวแตครั้ง บรรพกาล เพราะ “การฟอนรําเปนจารีตประจําตัวของมนุษย” และมีความสําคัญอยางมากตอชนทุกชาติ เนื่องจาก “นาฏกรรมเปนศิลปะระดับสูง มีคติเตือนใจหรือเราใจใหความสดชื่น ความคิดเห็นเรื่องตางๆ” เราไม สามารถจะระบุแนชัดวาศิลปะแหงการรายรําๆไดเริ่มตนในยุคสมัยใด สันนิษฐานกันวามีมากอนครั้งกรุงศรี อยุธยา แตไมปรากฏหลักฐานเปนลายลักษณอักษร อยางไรก็ตามเมื่อครั้งพอขุนรามคําแหงมหาราช กษัตริย องคที่ ๓ แหงอาณาจักรสุโขทัย ไดทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น และทรงใหจารึกวิถีชีวิตชาวสุโขทัยลงในศิลา จารึก ดังนี้ “เมื่อจักเขาเวียงเรียงกัน แตอรัญญิกพูน ทาวหัวลานดบงดกลอย ดวยเสียงพิณพาทย เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเลน เลน ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน”๔ นอกจากนี้ ยังมีภาพนาฏยศิลปในยุคสุโขทัย เริ่มชัดขึ้นจากหลักศิลาจารึกหลักที่ ๘ ในสมัยพระมหา ธรรมราชา (ลิไท) ซึ่งไดกลาวถึงมหรสพสมโภชในงานเทศกาลไหวพระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏ พ.ศ ๑๙๐๓ ความวา ๒ นราธิปพงศประพันธ, พลตรี พระวรวงศเธอ กรมหมื่น,”ขอบขายแหงนาฏกรรม” ใน ชุมนุมพระนิพนธของทานวรรณ (พระนคร : สํานักพิมพผดุงศึกษา, ๒๕๐๘), หนา ๘๗ ๓ เรื่องเดียวกัน, หนา ๔ กรมศิลปากร, ศิลาจารึกพอขุนรามกําแหง (พระนคร : คุรุสภา, ๒๕๑๕) , หนา ๒๘ อางถึงใน สุรพล วิรุฬรักษ วิวัฒนาการ นาฏศิลปไทยในกรุงรัตนโกสินทร (กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาลากรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓) หนา ๑๖. ๖
11.
มีระบํา ( )
เตนเลนทุกวัน....ดวยเสียงอัน สาธุการบูชา อีดวยดุริยพาทย พิณ ฆอง กลองเสียงดังสีพอันดินจักหมอันใส...”๕ อยางไรก็ตาม มีหลักฐานที่ปรากฏเปนลายลักษณอักษรชัดเจนในวรรณกรรมสมัยอยุธยา ซึ่งกลาวถึง มหรสพ การรรายรํา ระบํารําฟอนในไทยหลายเรื่อง เชนในเรื่อง ”อุณรุทคําฉันท” กลาวไววา “....บางจับระบํา แออวยนวยรํา ปรีดิ์เปรมพักตรา...” เรื่อง “โคลงทวาทศมาส” กลาววา “ระบําบรรเยศแกลว ถวายโฉม คืออัปสรสวรรคใน ฟากฟา มหรสพ บ แลโลม ลาญสวาสดิ์...” เรื่อง ”ปุณโณวาทคําฉันท” ไดกลาวไวหลายตอน ดังนี้ “มหรสพสมโภชโสภี มาลาอัคนี จงสรรพประดับกิจการ... ..ละครก็ฟอนรํา สุรศัพทขับขาน ฉับฉ่ําที่ดํานาน อนิรุทธกินรี ฝายฟอนละครใน บริรักษจักรี โรงริมคิรีมี กลลับ บ แลชาย... ..นางรําระบําบรร- พก็ฟอน บ ชําเนียร พิศเลานแตพาเหียร บ มิส่ําจะสํารวล... ...มหรสพสมโภชประมวญ ครบเจ็ดวันควร สกุลแลสุขสบสรรพฯ” อยางไรก็ตาม สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รูปแบบโขน ละครในก็มีรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ จารึกขอที่วา โขน เปนมหรสพสําหรับราชสํานักเทานั้น ดังปรากฏขอความในเรื่อง “เฉลิมพระเกียรติพระเจาปราสาททอง” กลาวไววา “โรงโขนโรงรําซายขวา โมงครุมผาลา ๕ เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๑๗. ๗
12.
ระเบงระบํารําขยัน” ตอมา เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแกพมาครั้งที่ ๒
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ บานเมืองถูกทําลายเสียหาย มาก ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปตยกรรม ตลอดจนศิลปกรรมตางๆ แมวาจะสามารถกอบกูเอกราช คืนมาได แตก็ไมสามารถจะฟนฟูสภาพบานเมืองใหดีดังเดิมได สมเด็จพระเจาตากสินมหาราชจึงไดทรง สถาปนาอาณาจักรแหงใหมขึ้น ณ กรุงธนบุรี เมื่อพระเจากรุงธนบุรีไดปราบดาภิเษกขึ้น ทรงคํานึงถึงความ จริงขอนี้ ประกอบกับเมื่อปราบปรามกกเจานครศรีธรรมราชไดนําตัว นางจัน (อุษา) นางเอกละครหลวงใน สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ลี้ภัยไปอยูเมืองนครศรีธรรมราช กลับเขามาเปนครูฟนฟูละครหลวงขึ้นใหม แตโดยนัย ยะอีกขอหนึ่งวิเคราะหไดวา เพื่อเปนการสรางจิตวิทยามวลชน เปนขวัญกําลังใจใหประชาชนคิดวา บานเมืองกลับเปนปกแผนขึ้นใหม ดุจอยุธยาที่เคยรุงเรือง ๘
13.
บทที่ ๓ ศิวะนาฏราช ศิวะนาฏราชหรือบางครั้งที่ไดรับการเรียกขานวา “ลีลา”
เปนอีกปางหนึ่งที่คณะผูศรัทธาใน ไศวะนิกาย นิยมบูชากันโดยเฉพาะ ซึ่งเรามักพบเห็นในพิธีสรงน้ําเทวรูปที่เปนของพราหมณราชสํานัก โดย มักปรากฏวาไดมีการนําเอา เทวปฏิมาปางศิวะนาฏราช มารวมพิธีกรรมอยูบอยครั้ง อันแสดงถึงนัยพิธีบาง ประการ และแมในพิธีกรรมไหวครูครอบครู ที่เปนพิธีกรรมสําคัญที่ตองการความเขมขลังศักดิ์สิทธิ์ ก็จะนํา เทวรูปมาประกอบพิธีกรรมดวย และ ก็มักเรียกเทวรูปที่จะสรงน้ําในพิธี วา “พระไสยศาสตร” ซึ่งจะตองมี ศิวะนาฏราชประกอบดวยทุกครั้ง อนึ่ง ความเปนมาของพระศิวะปางนี้มีเรื่องเลาเปนปกรณัมวา มีนักพรตประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนชวยกันประกอบพิธีกรรมตางๆ ขึ้นเพื่อเปนการเสริมพลังอํานาจของตนใหแข็งแกรง จนไมมีนักพรตหรือ ฤาษีตนใดจะมีฤทธิ์เทียบเทา กระทั่งไดริอาจกําเริบไปสูรบกับพวกเทวดา โดยสําคัญตนผิดวาเปนผูไมมีวัน ตาย จึงทําใหจักรวาลปนปวนไมเปนสุขดังเชนเคย ความนี้ไดทราบถึงพระวิษณุเทพ พระองคจึงเสด็จไปกราบ ๙
14.
ทูลใหศิวะมหาเทพทรงทราบเพื่อหาหนทางแกไข พระองคจึงทรงออกอุบายวา พระองคจะแปลงเปนพราหมณ หนุมผูมีรูปงาม
สะอาดหมดจด และใหพระวิษณุเทพแปลงเปนสตรีผูมีความงามเปนอยางยิ่ง และใหเปนที่ หลงใหล แกผูคนที่ไดพบเห็น ครั้นรับพระบัญชา วิษณุเทพไดแปลงรางเขายั่วยวนนักพรตใหเกิดความหลงใหล เพื่อใหละจากการ ประกอบพิธีกรรม สวนพราหมณรูปงามไดเขาไปตีสนิทกับพวกพราหมณี ยุยงใหงดชวยเหลือฝายชายในการ ประกอบพิธีกรรม ฝายพวกพราหมณจึงโกรธแคนเขาขวางทางชายหนุมรูปงาม โดยหารูไมวานั่นคือการใช ศิวะมายาแปลงรูป เหลานักพรตโกรธแคนมากจึงไดรวมตัวกันรายมนตเปน “เสือ” หมายขย้ําพราหมณรูปงาม แตเสือหรือจะสูฤทธาของพระเปนเจา พระองคทรงจับเสือทุมกับพื้นจนขาดใจตายพรอมกับถลกหนังเสือมาหม นักพรตเห็นจึงไดเสกพญานาคตัวใหญขึ้นตอกรอีก แตพราหมณหนุมกลับควาเอาพญานาคนั้นมาเปนสรอย พระศอ เมื่อรูวาสูไมไดจึงไดเสกอสูรที่ดุรายมากเขาทํารายพราหมณหนุม แตอสูรไมสามารถทานกําลัง พราหมณหนุมได อสูรจึงเสียทาถูกทุมลงกับพื้นและใชเทาเหยียบ (อสูรตนนั้นคือ อสูรมูลาคินี หรือบางแหง เรียกวา ยักษมุยะละกะ) พรอมกันนั้นองคศิวะเทพไดแปลงทรงเตนรําดวยกระบวนทาตางๆ ที่สวยงามมาก (ซึ่งกลายเปนรากฐานของนาฏศิลปใชสืบตอกันมาจนถึงทุกวันนี้) กลุมนักพรตเห็นเชนนั้นจึงระคายใจวา พราหมณหนุมผูนี้คงหาใชผูใดอื่นไม คงเปนศิวะมหาเทพแปลงมาเปนแน จึงตางยินยอมนอมรับในเทวบารมี พรอมกับแสดงความนบนอบถวายตัวกลาวสรรเสริญพระผูเปนเจา หลังจากเหตุการณนั้นผานไป ศิวะมหาเทพจึงทรงมีเทวบัญชาให พระคเณศ ผูมีสติปญญาหลัก แหลม สามารถจดจําสิ่งตางๆ ไดงาย จดจําทารายรําแลวนํามาสั่งสอนมนุษย ซึ่งรูจักกันตอมาในภายหลังวา “นาฏยัม” อันกลายมาเปนแมบทแหงนาฏศิลปของชาวภารตะและมวลมนุษยปฏิบัติสืบตอมา กลาวกันวา ความหมายของศิวะนาฏราช หรือ “ลีลาพระศิวะ” นั้นแฝงเรนปรัชญาฮินดูอันลึกซึ้งไว เกี่ยวกับการอธิบายปรากฏการณ ความเปนไปของธรรมชาติที่มีกลไกอันยิ่งใหญลี้ลับ ซึ่งเปนผูผลักเคลื่อน โลก และใหชื่อสิ่งนั้นวา “ชีวา” ซึ่งคนไทยเราออกสําเนียงภาษาสันสกฤตหรือฮินดูไมชัด จึงออกสําเนียงเปน ศิวะดังปจจุบัน ปรากฏการณธรรมชาติที่มนุษยพรรณนาออกมาในหลักปรัชญาที่วาแตเดิมเปนเอกะ เมื่อจะกําเนิด ชีวิตนั้น พลังดังกลาวไดแบงแยกออกเปนสองคือบวกและลบ (อธิบายตามหลักปรัชญาจีนวา หยิน-หยาง ) เพราะเหตุนี้จึงเกิดขั้วขึ้น และระหวางขั้วทั้งสองก็ไดบังเกิดเปนวงจร จากการโคจรของพลังดังกลาวทําใหเกิด สิ่งมีชีวิตขึ้น เรียกวา “จังหวะ” อุบัติการณเชนนี้เรียกวา ลีลาของธรรมชาติ ซึ่งในตํานานอินเดียสัญลักษณ ดังกลาวก็ปรากฏอยูในรูปประติมากรรมของพระศิวะในทาเริงระบํา ซึ่งในการเริงระบําของพระศิวะนั้น นอกจากจะหมายถึงการกําเนิดสิ่งมีชีวิต (การเคลื่อนของวงจรพลังชีวิต) แลว ยังรวมความไปถึงการทําลาย ลางดวย โดยการเริงระบําในลักษณะนี้ของพระศิวะไดรับการเรียกขานวา “ตาณฑวะ” ซึ่งเปนจังหวะการ รายรําของพระศิวะในจังหวะเร็วที่สุด เหมือนเพลงชั้นเดียวของไทยในการเลนเพลงเถาตอนออกลูกหมด ในตอนนี้พระศิวะจะรายรําในทาจังหวะรอนแรงที่สุด และเมื่อถึงตอนนั้นโลกจะหมุนอยางรวดเร็วและทุกสิ่งทุก อยางก็จะถูกทําลายในที่สุด ทวงทาการรายรําของพระศิวะไดถูกถายทอด มาเปนนาฏยศาสตรอันประกอบดวยทารํา หรือ กรณะ ๑๐๘ ทา และผูที่ทําหนาที่บันทึกทารําตางๆเพื่อถายทอดแกโลกนั้นก็ คือ“พระภรตมุนี” ซึ่งไดรับการนับถือ ๑๐
15.
เปน “พอแก” หรือเศียรพระฤาษี
และถือวาเปน ๑ ใน บรมครูของผูศึกษาดานนาฏยศาสตร โดยมีตนเคาจาก การที่พระศิวะเสด็จมาแสดงทารายรําที่เมืองจิทรัมพรัม บริเวณรัฐมัทราส ประเทศอินเดีย ในปจจุบันก็มีการสรางรูปศิวะในทาเริงระบํา โดยแกะเปนรูปจําหลักที่เสาศิลาในโคปุระ ดาน ตะวันออกทางเขามหาวิหาร ซึ่งทาศิวะเริงระบําที่ปรากฏนี้ นับวาเปนแบบแผนของการรายรําของชมพูทวีป ที่ถายทอดสูภูมิภาคตางๆแถบสุวรรณภูมิ รวมถึงการรายรํานาฏกรรมของไทยเราก็เชื่อถือวาสืบมาจากทาราย รําของพระศิวะเปนเจา จึงนับถือและบูชาในฐานะเปนบรมครูดานนาฏยศาสตรดวย ๑๑
16.
บทที่ ๔ ตํารารําของไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชแหงกรุงรัตนโกสินทร ปฐมบรมกษัตริ ยาธิราชแหงราชวงศจักรี
พระองคไดทรงดําริในแนวทางที่จะทรงฟนฟูบานเมือง ทรงปฏิสังขรณวัดวาอาราม ราชประเพณี วัฒนธรรมจารีตประเพณีตางๆ รวมทั้งโขน-ละครหลวง (ละครนางใน) เพื่ออนุรักษและสรางเสริม ศิลปวัฒนธรรมทางวรรณกรรม ตํารับตํารา การละครที่มีมาแตครั้งกรุงเกาใหคงไวเปนสมบัติของชาติตอไป โดยเฉพาะการรังสรรคตํารารําอันวิจิตรในรัชสมัย ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหชางวาดภาพทารําแบบ ตางๆ แสดงถึงการรายรําศิลปะของไทย ตลอดจนวาดภาพเกี่ยวกับตําราภาพจับเรื่องรามเกียรติ์ในรัชสมัย ตอมา อยางไรก็ตาม สําหรับ ตํารานาฏยศาสตร ที่บรรดาพราหมณนําเขามาถายทอดในประเทศไทยนั้น ไมมีตนฉบับเหลืออยูใหรูได เขาใจวาคงจะไดแปลเปนภาษาไทยไวบาง อาจจะทั้งหมดหรือเพียงบางสวน แลว บอกเลาสั่งสอนกันตอๆมา สันนิษฐานไดจากการที่ปรากฏทารําของไทยที่มีลักษณะ และชื่อทารําคลายคลึงกับ ในตํารานาฏยศาสตร ที่แปลงชื่อเปนภาษาไทยก็มีแตตนฉบับที่สูญหายไป เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเปน สวนมาก ที่คงเหลืออยูจนถึงปจจุบันนี้มีตําราทารําตางๆเขียนรูประบายสีปดทอง ๑ เลม เหลืออยูเฉพาะ ตอนตนเปนฝมือชางสมัยรัชกาลที่ ๑ ตําราทารําเหมือนกับเลมแรก แตเขียนฝุนเปนลายเสน ฝมือชางสมัย รัชกาลที่ ๒ หรือรัชกาลที่ ๓ มีภาพรําบริบูรณถึง ๖๖ ทา ไดมาจากพระบวรราชวัง ทารํา และการเรียงลําดับ ทาเหมือนเลมแรก เขาใจวาจะเปนสําเนาคัดจากเลมสมัยรัชกาลที่ ๑ นั่นเอง ตําราเชนนี้เขาใจวาเดิมมีมาแตครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอมา พ.ศ. ๒๔๖๖ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรม พระยาดํารงราชานุภาพ ไดโปรดเกลาฯ ใหพระวิทยประจง (จาง โชติจิตร) ชางในกรมศิลปากรกับขุนประสิทธิ จิตรกรรม (อยู ทรงพันธ) ชางเขียนในหอพระสมุดฯ ชวยกันเขียนภาพใหมตามแบบทารําในตําราเดิม นํามา พิมพไวใน "ตําราฟอนรํา" เก็บไวในหอสมุดแหงชาติ ชื่อทารําตางๆในตําราของไทยเรานั้นปะปนกันอยูดังนี้ ๑. ชื่อทารําที่แปลจากตําราอินเดียโดยตรง ๒. ชื่อทารําที่คลาดเคลื่อนจากตําราเดิม เพราะบอกเลาสืบตอกันมาหลายตอ ๓. ชื่อทารําที่คิดประดิษฐขึ้นในภายหลัง ดังนั้น ตําราฟอนรํา จึงถือเปน ตํารารําที่ปรากฏขอมูลเปนลายลักษณอักษร เริ่มครั้งแรกในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว เปนพระนิพนธใน สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารง ราชานุภาพ ซึ่งทรงอธิบายเกี่ยวกับตํานานการฟอนรํา ตํารารําของไทย และเพลงฟอนรํา พิมพเผยแพรใน งานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาจุฑาธุชราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย พ.ศ. ๒๔๖๖ นอกจากตํารารําภาพรําซึ่ง “พระยาวิทยประจง” (จาง โชติจิตกะ) ชางเขียนกรมศิลปากร และ “ขุน ประสิทธิ์จิตรกรรม” (อยู ทรงพันธุ) ชางเขียนในหอพระสมุดวชิรญาณสําหรับพระนครไดเขียนภาพขึ้นใหม แลว ยังมีตําราภาพจับ ซึ่ง “ขุนชํานาญอักษร” (อยู) เปนผูจําลองฝมือชางที่มีชื่อถวายแกหอพระสมุดสําหรับ พระนคร พ.ศ. ๒๔๖๐ ๑๒
17.
ตอมาพ.ศ ๒๔๗๙ พลตรี
หลวงวิจิตรวาทการ เมื่อครั้งดํารงตําแหนงอธิบดีกรมศิลปากรได ประพันธ เรื่อง ”นาฏศิลป” ขึ้นเพื่อพิมพเผยแพรเปนครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยานัฏกานุ รักษ (ทองดี สุวรรณภารต) นอกจากนั้น พลตรี พระวรวงศเธอ กรมหมื่นนราธิปพงศประพันธ ยังมีผลงานพระนิพนธ เกี่ยวกับศิลปะแหงนาฏกรรม ทรงอรรถาธิบายเรื่องนาฏกรรม หลักเอกภาพในนาฏกรรม ปญหาความแทจริง ในนาฏกรรม โศกนาฏกรรม ขอบขายแหงกฏกรรมยอดประวัติแหงนาฏกรรม ระวางที และเวลาในละคร และ ความฝนกับนาฏกรรม สวนหนังสือ “บันทึกความรู” ของพระยาอนุมานราชธนก็มีความรูเกี่ยวกับนาฏศิลป และศิลปะการ รองรําทําเพลงซึ่งพระยาอนุมานราชธนไดกราบทูลถามสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟากรมพระยานริศรานุ วัติวงศ เมื่อครั้งทรงดํารงพระอิสริยยศเปน “กรมพระ” และไดรับประทานอรรถาธิบายตอบ ดังความตอไปนี้ “แบบแผนวิชารองรําของไทยมีผูรูเพียงครูสอนอยางใดก็สืบตอกันไวอยางนั้น ซ้ําหาตํารับตําราเพื่อ เปนแนวทางในการศึกษาคนควาก็ไดโดยยาก...ผูเรียนรูก็รูแตการรําอยางเดียว...ถาความรูรองรําเปนอยางที่ ไดปรากฏแกขาพระพุทธเจา และตามที่ขาพเจารูสึกอยูในขณะนี้ เมื่อหนาตอไปจะเปนอยางไร คงเปนความ ยากเย็นแกผูศึกษาในทางคนควาหาความรูไมนอย แลวจะตองรูสึกเสียใจกันเปนที่สุด...”๖ “การรองรําทําเพลง หมายถึง รองอยางหนึ่ง รําอยางหนึ่ง ทําปพาทยอยางหนึ่ง เขาใจวาสิ่งเหลานี้ เดิมทีตางเกิดขึ้นฝายละแผนก แลวจึงมาติดตอปนกันเขาในภายหลัง...การฟอนรําเห็นจําสืบมาแตการโลดเตน อันเปนไปดวยความดีใจ เชน ดีใจที่ตอสูชนะ เปนตน อยางที่เรียกกันวา เตนแรง เตนกา ตอมาก็จัดดัดแปลงให การเตนรํานั้นงามขึ้นเปนสิ่งที่สําหรับดูเลนเพลิดเพลินใจ แลวภายหลังจึงคิดจัดใหระบําประกอบเปนเรื่องขึ้น”๗ ตอมา พ.ศ ๒๕๒๕ กรมศิลปากรไดจัดพิมพหนังสือ “รวมงานนิพนธของ นายอาคม สายาคม” ผูเชี่ยวชาญนาฏศิลป กรมศิลปากร เปนคําบรรยายและบทความทางวิชาการดานนาฏศิลปไทย ตลอดจนทา รํานาฏศิลปพรอมคําบรรยายประกอบทาตางๆ อาทิ รําแมบทของโบราณ ฯลฯ พิมพเผยแพรในงานพระราช ทางนเพลิงศพของนายอาคม สายาคม ซึ่งเปนการสืบทอดศิลปะการรายรําของไทยในยุคปจจุบัน ดังนั้น ภาพ “ตํารารํา” จึงถือเปนเสมือนสัญลักษณของคัมภีรนาฏศิลปของไทย สันนิษฐานวานาจะ ใชเปนอุปกรณสําคัญในการประกอบพิธีไหวครูโขน-ละครมาตั้งแตดั้งเดิม เทานั้น การจัดทําภาพตํารารําจึงมี จุดมุงหมายสําคัญเพื่อใหปรากฏวิธีฟอนรําของไทยใหแพรหลาย และเพื่อเปนการอนุรักษความรูดานนาฏย- ศาสตรไวมิใหเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา ๖ อนุมานราชธน, พระยา. “รองรําทําเพลง” ใน บันทึกความรู (พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๐๒) , หนา ๗๗. ๗ เรื่องเดียวกัน, หนา ๘๑ และ ๘๒. ๑๓
18.
หนังสือตํารารํา : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร หนังสือ
“ตํารารํา” ที่จัดพิมพโดย กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร กรมศิลปากร ซึ่งพิมพเผยแพร เมื่อป พ.ศ ๒๕๔๐ จํานวน ๓๑๒ หนานั้น เปนการริเริ่มรวมตํารับตําราวาดวยการรําที่มีมาแตครั้งกรุง รัตนโกสินทรตอนตน ไดแก ๑. ตําราภาพรํา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช เปนภาพจิตรกรรมทารําในสมุดไทยขาว ฝมือชางวาดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟาจุฬาโลกมหาราช จํานวน ๓๖ ทา จัดเปนเอกสารเลขที่ ๗๑ ในบัญชีบริการเอกสารโบราณ หมวดตํารา ภาพ ของสวนภาษาโบราณ หอสมุดแหงชาติ การจัดพิมพครั้งนี้เปนการเผยแพรครั้งแรก ซึ่งคงรักษาตนฉบับ ภาพพรอมคําบรรยายตามของเดิม ๒. ตําราภาพฟอนรํา ตนฉบับเดิมจากพระบรมวงษเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค เปนภาพฟอนรําทาตางๆตั้งแตทารําชื่อ “เทพพนม” ถึง “กินนรรํา” รวม ๖๑ ทา ตนฉบับเดิม ของ พระเจาบรมวงศเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค ซึ่งคําบรรยายภาพทารํายังลักลั่นในอักขรวิธี และ เรียกชื่อทารําตางจากปจจุบัน เชน จังหันรอน (กังหันรอน) มาจอเพลิงกาฬ (จอเพลิงกาฬ) คชรินทรประสาน งา (ชางประสานงา) พระหริรักษโกงศิลป (พระรามโกงศร) หงษลินลา (หงสลีลา) แปงผัดหนา (ชักแปงผัด หนา) กินนรเลนถ้ํา (กินนรเลียบถ้ํา กินรินเลียบถ้ํา) ขอนทิ้งอก (ขอนทิ้งอก) เยื้องพายกระถิน (เยื้องพายกฐิน) มังกรเที่ยวหานาริน (มังกรเลนน้ํา มังกรเที่ยวหาวาริน) วิไสยแทงตร (วิสัยแทงตรี) มาเลียบคาย (ขี่มาเลียบ คาย) มยุเรศฟอนหาง (นกยูงฟอนหาง) พลายวาศ (ประลัยวาต) เปนตน แตการพิมพครั้งนี้ไดแกไขคํา บรรยายประกอบภาพใหถูกตองตามอักขรวิธีปจจุบัน ๓. ตําราฟอนรํา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว เปนพระนิพนธใน สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลาเจาอยูหัว ไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯใหจัดทําขึ้นเพื่อประโยชนทางวิชา นาฏศาสตร และพิมพเผยแพรในงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาจุฑาธุช ธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบรูณอินทรชัย พ.ศ. ๒๔๖๖ ๔. ตําราภาพจับ ในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเปนตนเคาของทารบในการแสดงโขน เปนภาพจับจํานวน ๕๖ ภาพ ตนฉบับจากสมุดไทย ฉบับหลวง อยูในบัญชีบริการเอกสารโบราณ หมวดตําราภาพ เลขที่ ๗๘ ณ สวนภาษาโบราณ หอสมุด แหงชาติ ปจจุบันเก็บรักษาไว ณ พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร สวนหอสมุดแหงชาติไดสําเนาภาพนิ่ง เก็บไว พ.ศ ๒๕๑๕ และตําราภาพจับเขียนดําลายเลน จํานวน ๓๓ ภาพ เปนตําราภาพจับรามเกียรติ์ ซึ่ง ขุนชํานาญอักษร (อยู ทรงพันธุ) เปนผูจําลองแบบฝมือชางมีชื่อ และคัดไวเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ โดย นายทอง (เชิด ธรณี) เปนผูเขียนอักษร อยูใน บัญชีเอกสารเลขที่ ๑๕ ของสวนภาษาโบราณหอสมุดแหงชาติ ๑๔
19.
โดยครอบคลุมเนื้อหา ดังนี้คือ : ตํารารําของไทย ตําราภาพรํารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ตําราภาพฟอนรํา
ตนฉบับเดิมจากพระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค ตํารารํา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว - คํานําของหนังสือเรื่อง “ตําราฟอนรํา” ฉบับพิมพครั้งแรก - ตําราฟอนรํา ตอนที่ ๑ อธิบายตํานานการฟอนรํา - ภาพพระศิวะนาฏราช พระอิศวรฟอนรํา - วาดวยตําราฟอนรําของอินเดีย - กิริยาเบื้องตนในการฟอนรํา ทาฟอนรําตางๆ ๙๓ ทา - ทาที่มีในตํารารํา แตไมมีรูปปรากฏ ตอนที่ ๒ วาดวยตํารารําของไทย - กลอนตํารารํา บทนางนารายณ - ภาพชางเขียนตํารารํา - ภาพตํารารําฝมือวาดของขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธุ) และ พระวิทยประจง (ตาง โชติจิตระกะ) - กลอนไหวครูละครชาตรี ตอนที่ ๓ วาดวยเพลงฟอนรํา - ภาพครูละครโนรา จังหวัดนครศรีธรรมราช - การแสดงทาละครชาตรีของเมืองนครศรีธรรมราช - ครูละครหลวง และผูแสดง “ทารํา” ของกรมหรสพ - การแสดงแบบ “ทารํา”ของละครไทยในกรุงเทพฯ - วาดวยทาโขน - ภาพพระยาพรหมาภิบาล “ทองใบ ทศกัณฐ” - การแสดงทาโขน - ภาพทายักษ - ภาพพันเด็กชาเอก สุด คชจันทร - ภาพทาลิง ตําราภาพจับ ดวยเหตุแหงความเชื่อที่วา นาฏศิลปการฟอนรํานั้น มีกําเนิดมาจากเทพเจา (คตินิยมศาสนา พราหมณที่ผานเขามาทางขอม) จึงนับถือไดวาเปนศาสตรสําคัญ ซึ่งไดปรุงแตงกระบวนการตางๆเพื่อแสดง ความสําคัญ และธํารงไวซึ่งความเชื่อแตครั้งโบราณ ที่มีประเพณีไหวครู ครอบครู รับมอบ และสรางตําราเปน ๑๕
20.
สัญลักษณ เปรียบไดกับตําราที่พระผูเปนเจาประทานนาฏยศาสตรมาสูมวลมนุษยโลก ตําราดังกลาวจึงใชเปน เสมือนสัญลักษณของคัมภีรทารําของพวกโขน-ละครหลวง
เชนเดียวกับตําราทารําในคัมภีรนาฏยศาสตรที่ พระภรตมุนีรจนาขึ้น สันนิษฐานวาแตเดิมนาจะอัญเชิญมาเปนอุปกรณสําคัญ ในการประกอบพิธีไหวครูเปน สําคัญ ดังนั้น ตํารารํา จึงนับเปนตําราทางวิชาการที่ทรงคุณคายิ่งทางศิลปะ เปนศิลปกรรมของชาติที่ ประเทืองภูมิปญญา ความบันเทิง และความรุงเรืองแหงศิลปวัฒนธรรมของประเทศสืบไป สมดังพระราช นิพนธใน สมเด็จพระมหาธีรราชเจา เรื่อง “สามัคคีเสวก” ตอน “วิศวกรรมา” วา “...แตชาติใดรุงเรืองเมืองสงบ วงการรบอริพลอันลนหลาม ยอมจํานงศิลปาสงางาม เพื่ออรามเรืองระยับประดัยประดา... ...ศิลปกรรมนําใจใหสรางโศก ชวยบรรเทาทุกขในโลกใหเหือดหาย จําเริญตาพาใจใหสบาย อีกรางกายก็จะพลอยสุขสราญ ...เพราะชางนี้สําคัญอันวิเศษ ทุกประเทศนานาทั้งนอยใหญ จึ่งยกยองศิลปกรรมนั้นทั่วไป ศรีวิไลลิลาสดีเปนศรีเมือง” เนื้อหาที่ปรากฏในภาพ “ตํารารํา” ความเขาใจของผูที่ศึกษาโดยทั่วไป ที่มิไดศึกษานาฏศิลปเปนอาชีพมักจะเขาใจวา ทารําที่ปรากฏในตํารา รําเปนแบบฝกหัดเบื้องตนของนาฏยศิลป แทที่จริงแลวการฝกหัดนาฏยศิลปไทยมีรายละเอียดดังนี้ ๑. การฝกเบื้องตน ตบเขา - เพื่อฝกใหโสตประสาทเคยชินกับจังหวะ ถองสะเอว - การฝกหัดภาพเคลื่อนไหวสวนขา (เหลี่ยม) การทรงตัวในอิริยาบถยืน การฝกกําลังขาใหมีความแข็งแรง ความอดทน ทานี้เนนมากกับผูที่ฝกหัดโขน ถีบเหลี่ยม - เปนการดัดอวัยวะชวงขาใหไดเหลี่ยมเขา ที่งดงามตามจารีตนาฏยศิลป หกะเมน,ฉีกขา -ใชเฉพาะผูฝกหัดลิง นอกจากนี้ก็เปนการดัดอวัยวะตางๆ เชน มือ ขอมือ แขน ฯลฯ จากนั้นจึงแยกประเภทลงรายละเอียดของผูฝกแตละประเภท คือ พระ (มนุษย เทวดา ผูชาย) นาง(มนุษยและนางฟา) ยักษ (อสูร) ลิง (วานร) ๒. พระ-นาง เริ่มตนดวยการฝกรําเพลง (เพลงชาเพลงเร็ว) ๓. ยักษลิง เริ่มตนการฝกแมทา ๑๖
21.
จากขอมูลดังกลาว การฝกหัดของพระนางจึงมิไดเริ่มตนดวยแมบท หากเปนการเริ่มตนดวยการรํา เพลง
ดวยเหตุที่ละครมีกําเนิดมาจากรําของพวกนางในราชสํานัก ตามความเชื่อในลัทธิเทวราชจากขอม พวก นางในมาเลนละครเปนเรื่องเลียนแบบโขนในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ที่มาของทารําใน “รําแมบท” ทารําในแมบท เปนทารําที่มาจาก เพลงชา เพลงเร็ว ทั้งสิ้น เพียงแตนํามาเรียบรอยชื่อทาเพื่อให จดจําไดสะดวกขึ้นเทานั้น แตดั้งเดิมภาพที่ปรากฏในตํารารํา เปนเพียงภาพนิ่งซึ่งใชเปนแบบทารํา ไมมีการเคลื่อนไหวหรือ นํามาเปนชุดการแสดง ทารําแมบท (ใหญ) ในตํารารําเปนชุดการแสดงที่มีการเคลื่อนไหว ไดรับการประดิษฐทาเชื่อม โดย นางลมุล ยมะคุปต อดีตตัวละครเอก ในสํานักละครวังสวนกุหลาบ และ ครูมัลลี คงประภัสร ซึ่งเปนผูกอตั้ง วางหลักสูตรนาฏยศิลปไทยใหกับโรงเรียนาฏดุริยางคศาสตรของกรมศิลปากร และตอมาพัฒนาเปนวิทยาลัย นาฏศิลปในปจจุบัน นางลมุล ยมะคุปต หรือ ครูลมุล ไดประดิษฐชุดทารําแมบทใหญ จากขอมูลภาพทารําในหนังสือ ตํารารําในป พ.ศ ๒๔๗๘ แลวไดนําไปใหพระยานัฏกานุรักษ ตรวจสอบความถูกตองอีกครั้ง เมื่อเจาคุณครู รับรองแลว ครูลมุลจึงไดนํามาบรรจุเปนหลักสูตรสําหรับผูเรียนวิชานาฏยศิลปในวิทยาลัยนาฏศิลปสืบมา จนถึงปจจุบัน ทารําในแมบทใหญ มีอยูทั้งสิ้น ๖๙ ทา ๑๘ คํากลอน สวนที่ใชเพลงชมตลาด ก็เพราะเปนการ เลียนแบบมาจากแมบท (เล็ก) หรือแมบทนางนารายณ ที่เปนสวนหนึ่งของทารําในการแสดงละครเปดโรง เรื่องนารายณปราบนนทุก จากเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งใชการรําประกอบทวงทํานองเพลงชมตลาด เชนกัน จากที่กลาวมานี้ เปนหลักฐานไดวา ภาพทารําในตํารารําเปนเพียงภาพนิ่งที่บอกชื่อทาที่นํา ทามาจากเพลงชาเพลงเร็ว แตนํามาเรียงรอยใหคลองจองเพื่อสะดวกในการจํา และถูกนํามาจัดเปน กระบวนรําหรือชุดรําโดย ครูลมุล ยมะคุปต และ ครูมัลลี คงประภัสร เพื่อนํามาบรรจุเปนหลักสูตร นาฏศิลปในภายหลัง มิใชเปนแบบฝกหัดทารําของผูที่ฝกนาฏศิลปแตอยางใด ๑๗
22.
บทที่ ๕ ความแตกตางของกระบวนทารําแมบทใหญในปจจุบันกับภาพใน “ตํารารํา” เนื่องจากภาพในตํารารํา
เดิมเปนภาพวาด ตอมาในป พ.ศ. ๒๔๖๖ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชา นุภาพ โปรด ฯ ให พระยานัฐกานุรักษ (ทองดี สุวรรณภาต) เจากรมโขนหลวง จัดใหศิลปน (นางวง กาญจนวัฒน แล ะ นางสาวเสงี่ยม นาวีเสถียร) เปนแบบถายภาพตามภาพเขียนมิไดเปนชุดการแสดง แตอยางใด ตอมาในป พ.ศ. ๒๔๗๘ นางลมุล ยมะคุปต และ นางมัลลี คงประภัสร ไดนําทารําจากภาพในตํารา รํามาจัดทําเปนชุดการแสดง ประกอบละครเรื่อง สุริยคุปต ของกรมศิลปากร ซึ่ง นางลมุล ยมะคุปต และนาง มัลลี คงประภัสร ไดคิดทาเชื่อม ตอมาราวป ๒๕๑๓-๒๕๒๕ วิทยาลัยนาฏยศิลปไดจัดใหมีการอบรม พัฒนาการเรียนการสอนนาฏศิลปน คุณครูลมุล ยมะคุปต เห็นวามีการรําในแมบทใหญบางทามีการซ้ํากัน จึง ไดปรับเปลี่ยนมารําขึ้นใหม แตยังยึดโครงสรางทาหลักไว ดดยปรับเปลี่ยนเฉพาพะทิษทางของสวยมือ “วง” เปนสําคัญ ทารําที่เปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มี ๒ ทา และใชเปนแบบแผนทารําแมบทใหญในปจจุบัน ดังนี้ ๑. ทาหงสลินลา เปลี่ยนตําแหนงมือซายที่จีบเขาอก มาเปนระดับวงลาง (หัวเข็มขัด) สวนมือขวายังคงหงายมือหัก ศอกสูง ๒. ทายั้งคิด (ประลัยวาท ยั้งคิดประดิษฐทํา) มือขวาตั้งวง งอแขนเล็กนอย มือซายทอดแขนตึง ซึ่งเปลี่ยนสลับกับภาตําราภาพตํารารํา ดวยเหตุที่ ทารําในภาพซ้ํากับทาพิสมัยเรียงหมอน นอกจากนี้ ยังไดปรับเปลี่ยนทาในสวนของขา (เหลี่ยม) ใหเหมาะสม เชน การวางเทา ยกเทา ทั้ง เพื่อใหเกิดความงดงามและการสอดประสานกับกระบวนการเคลื่อนไหวของทา ๑๘
23.
บทที่ ๖ นาฏยศัพทสําคัญที่ใชในการรําแมบทใหญ นาฏยศัพท หมายถึง
ศัพทที่ใชในการเรียนการสอน และการปฏิบัติรําในนาฏศิลปไทย การปฏิบัติการรําในนาฏศิลปไทยสามารถอธิบายไดเปนสวนตางๆ ดังนี้ ๑. สวนของรางกายตั้งแต สะเอว ลงมาถึงขา เทา แขน มือ รวมเรียกวา “เหลี่ยม” ๒. สวนของสะเอวขึ้นมาจนถึงศีรษะ รวมทั้ง แขน มือ รวมเรียกวา “วง” ในสวนของเหลี่ยมและวงนี้ หลักและวิธีการในการอธิบายการปฏิบัติการรํา ครูอาจารยทางนาฏศิลป ระบุใหอธิบายจากสวนลางขึ้นสูสวนบน หรืออธิบายจากเทาขึ้นมาสูศีรษะ โดยสามารถแยกแยะรายละเอียด โดยรวมไดดังนี้ สวนของ “เทา” กระทุง = เปนการใชปลายนิ้วเทา กระทุงกับพื้นแลวกระดกเทาขึ้น กระดก = เปนการสงเทาไปดานหลัง หรือดานขาง แลวงอเขายกเทาขึ้น พรอมทั้งหักขอเทาเขาดานใน และตึงปลายนิ้วเทาดวย กระดกสามารถปฏิบัติไดทั้งขณะนั่ง และยืน มีอยู ๓ ลักษณะ คือ กระดกหลัง กระดกขาง (กระดกเสี้ยว) และกระดกไขว จรด = เปนการใชจมูกเทา (รอยตอระหวางโคนนิ้วเทากับฝาเทา) แตะพื้น หรือ การใชสนเทาแตะพื้น พรอมทั้งยกฝาเทา ประ = เปนการใชจมูกเทาแตะพื้นแลวยกขึ้น ตบ = เปนการใชจมูกเทาตบพื้นเปนจังหวะ โดยไมตองยกเทา สวนของ “ขา” หรือ “เหลี่ยม” ประสมเทา = เปนการยอเขา สนเทาชิดกัน ปลายเทาแยกออกจากกัน น้ําหนักอยูที่สนเทาทั้งสอง ประสมเทาประ = เปนการยอเขา สนเทาเหลื่อมกัน ปลายเทาแยกออกจากกัน น้ําหนักอยูที่เทาหลัง ฉายเทา = เปนวิธีการเลื่อนเทาไปดานขาง ในขณะที่ยอเหลี่ยม เต็มเหลี่ยม = เปนการยอเขาทั้งสองขางลงตามประเภทของผูแสดง โดยที่น้ําหนักจะอยูตรงกลาง ๑๙
24.
ลบเหลี่ยม = เปนลักษณะการยอเหลี่ยมขางหนึ่ง
อีกขางหนึ่งพับเขาเขาหาลําตัว นําหนักจะอยูที่ เขาขางที่ยอเหลี่ยม สวนของ “วง” (แขน-มือ) วงลาง = เปนการวางตําแหนงมือในระดับสะเอว วงบน = เปนการวางตําแหนงมือที่สูงขึ้นมาจากกึ่งกลางลําตัวถึงศีรษะ สวนของ “มือ” มือ = เปนการตั้งปลายนิ้วตึง นิ้วเรียงชิดติดกัน ยกเวนนิ้วหัวแมมือจะตั้งตรงหักเขาหาฝามือ พรอมทั้งหักขอมือเขาหาลําแขน มือจีบ = เปนการกรีดนิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วกอย สวนนิ้วชี้และนิ้วหัวแมมือจรดกันที่องคุลีที่ ๒ (นับจากโคนนิ้ว) พรอมทั้งเปดปลายนิ้วทั้งสองดวยมือจีบ สามารถปฏิบัติไดตามลักษณะ ๓ อยางคือ จีบหงาย (หงายมือจีบ) จีบคว่ํา (คว่ําจีบลง) จีบตะแคง (ตะแคงมือจีบ) สวนจีบ ลอแกวเปนการจีบแบบพิเศษ คือ การกรีดนิ้วกอย นิ้วนาง นิ้วชี้ ตึงทั้งหมด แลวงอนิ้วกลาง ลง พรอมทั้งนิ้วหัวแมมือแตะกับปลายนิ้วกลางเปนวงกลม ๒๐
25.
บทที่ ๗ คํากลอนของเกาที่วาดวยตําราทารํา จากการศึกษาคนควา พบวาปรากฏอยู
๓ บท คือ ๑ . กลอนตํารารําที่เปนกลอนสุภาพซึ่งมีมาแตโบราณ ซึ่งใชในการรําแมบทใหญ กลอนตํารารํา เทพประนมปฐมพรหมสี่หนา สอดสรอยมาลาชานางนอน ผาลาเพียงไหลพิสมัยเรียงหมอน กังหันรอนแขกเตาเขารัง กระตายชมจันทรจันทรทรงกลด พระรถโยนสารมารกลับหลัง เยื้องกรายฉุยฉายเขาวัง มังกรเลียบถ้ํามุจลินทร กินนรรําซ้ําชางประสานงา ทาพระรามากงศิลป ภมรเคลามัจฉาชมวาริน หลงใหลไดสิ้นหงสลินลา ทาโตเลนหางนางกลอมตัว รํายั่วชักแปงผัดหนา ลมพัดยอดตองบังพระสุริยา เหราเลนน้ําบัวชูฝก นาคามวนหางกวางเดินดง พระนารายณฤทธิรงคขวางจักร ชางหวานหญาหนุมานผลาญยักษ พระลักษณแผลงอิทธิฤทธี กินนรฟอนฝูงยูงฟอนหาง ขัดจางนางทานายสารถี ตระเวนเวหาขี่มาตีคลี ตีโทนโยนทับงูขวางคอน รํากระบี่สี่ทาจีนสาวไส ทาชะนีรายไมทิ้งขอน เมขลาลอแกวกลางอัมพร กินนรเลียบถ้ําหนังหนาไฟ ทาเสือทําลายหางชางทําลายโรง โจงกระเบนตีเหล็กแทงวิไสย กรดสุเมรุเครือวัลยพันไม ประไลยวาตคิดประดิษฐทํา กระหวัดเกลาขี่มาเลียบคาย กระตายตองแรวแคลวถ้ํา ชักซอสามสายยายลํานํา เปนแบบรําแตกอนที่มีมา ๒๑
26.
๒ . บทนางนารายณในบทละครเรื่อง
"รามเกียรติ์" พระราชนิพนธในรัชกาลที่ ๑ ตอน นารายณ ปราบนนทุก ซึ่งใชในการรําแมบทเล็ก บทนางนารายณ เทพประนมปฐมพรหมสี่หนา สอดสรอยมาลาเฉิดฉิน ทั้งกวางเดินดงหงสบิน กินรินเลียบถ้ําอําไพ อีกชานางนอนภมรเคลา แขกเตาผาลาเพียงไหล เมขลาโยนแกวแววไว มยุเรศฟอนในอัมพร ลมพัดยอดตองพรหมนิมิต ทั้งพิสมัยเรียงหมอน ยายทามัจฉาชมสาคร พระสี่กรขวางจักรฤทธิรงค ฝายวานนทุกก็รําตาม ดวยความพิสมัยใหลหลง ถึงทานาคามวนหางลง ก็ชี้ลงถุกเพลาเขาทันใด ๓. กลอนไหวครูละครชาตรี (โนหรา เมืองนครศรีธรรมราช) กลอนไหวครูละครชาตรี สอนเอยสอนรํา ครูใหขารําเทียมบา ปลดปลงลงมา แลวใหขารําเพียงพก วาดไวปลายอก เรียกแมลายกนกผาลา ซัดสูงขึ้นเพียงหนา เรียกชอระยาดอกไม ปลดปลงลงมาใต ครูใหขารําโคเวียน นี่เรียกรูปวาด ไววงใหเหมือนรูปเขียน ทานี้คงเรียน ทาจาเทียนพาดตาล ฉันนี้เหวยนุช พระพุทธเจาทานหามมาร ฉันนี้นงคราญ พระรามเธอขามสมุทร รําเลนสูงสุด เปนทาพญาครุฑรอนมา ครุฑเฉี่ยวนาคได รอนกลับไปในเวหา ทําทาหนุมาน เหาะทะยานไปเผาลงกา รําทาเทวา สารถีขี่มาชักรถ ทานางมัทรี จรลีหวางเขาวงกต ทาพระดาบส ลีลาจะเขาอาศรม สี่มุมปราสาท วาดไวเปนหนาพรหม ฉันนี้ตนกลม เรียกนารายณนาวศร ๒๒
27.
บทที่ ๘ ประเพณีการไหวครูนาฏศิลป ประเพณีการไหวครูนาฏศิลปเปนการแสดงความคารวะผูมีพระคุณดวยการบวงสรวงบูชา ซึ่งนับถือ วาเปนประเพณีที่สําคัญยิ่งของบรรดาศิลปนทั่วไป
โดยเฉพาะศิลปนทางนาฏดุริยางคศิลปนั้น เชื่อและนับถือ กันวาวิชาการทางดานนาฏดุริยางคนั้น มีกําเนิดมาจากเทพเจาและไดถายทอดสูมนุษยโลก สงตอผานครู อาจารยมาตามลําดับจนถึงปจจุบันนี้ พิธีการไหวครูทางดานนาฏดุริยางคในปจจุบัน สวนใหญไดดําเนินตามแบบแผนที่สงทอดมาแต โบราณ และบางครั้งอาจแกไขเพิ่มเติม เพื่อจุดประสงคในการสรางศรัทธาใหเกิดมีมากยิ่งขึ้น ลักษณะการไหวครูของเหลาศิลปนนั้น ยอมมีพิธีเปนพิเศษมากกวาการไหวครูตามปกติ เรียกกันวา “พิธีครอบ” พิธีครอบนั้นเปนสวนหนึ่งของการไหวครูศิลปะ ซึ่งดําเนินตอทายจากพิธีไหวครู สวนใหญมักจะ ดําเนินพิธีติดตอกันจนเปนที่เขาใจวา ถากลาวถึง พิธีไหวครู ก็จะมีความหมายถึง การทําพิธีครอบ พิธีไหวครูและพิธีครอบ เปนพิธีที่ทานโบราณจารยไดกําหนดระเบียบและบัญญัติแบบแผนไว ให ปฏิบัติดวยหลักเกณฑอันดีสืบเนื่องมาแตโบราณ โดยกําหนดวา ถาเปนศิษยที่หัดโขน-ละคร ครูผูใหญจะทํา พิธีไหวครูและครอบใหตอเมื่อศิษยไดหัดรํา เพลงชา-เพลงเร็ว ได หรือกลาวงายๆ ก็คือ สามารถที่จะออก แสดงเปนตัวเสนา หรือนางกํานัลได ถาเปนศิษยที่หัดดนตรีปพาพาทย ก็ตองสามารถรวมบรรเลงเพลงโหม โรงไดจบ ซึ่งนับวาตีเปนพอที่จะออกบรรเลงในงานสวดมนตเย็น และฉันเชาได นอกจากพิธีไหวครูและครอบแลว เมื่อศิษยผูใดฝกหัดจนเกิดวามชํานาญ มีชื่อเสียง มีความสามารถ พอที่จะถายทอดวิชาความรูที่ตนฝกฝนมาใหกับผูอื่นได ครูจะประกอบพิธีอีกอยางหนึ่งใหกับศิษยผูนั้น ซึ่ง เรียกวา “ พิธีรับมอบ” โดยครูผูทําพิธีจะมอบอาวุธตางๆและบอกอนุญาตใหไปเปนครูถายทอดแกผูอื่น ได ถาเรียนปพาทยการรับมอบ ครูผูใหญจะมอบอุปกรณการบรรเลงหรือเครื่องดนตรีแตละชนิดให พรอมทั้ง ประสิทธิ์ประสาทพรมงคล และบอกอนุญาตใหไปเปนครูได ทานโบราณจารยไดกําหนดการกระทําพิธีไหวครู และครอบไวอยางรอบคอบ เพื่อใหศิษยที่ไดรับ ครอบจากครูมีประสิทธิภาพอันดี และมีภาวะเปนศิลปนผูควรแกการยกยอง เชนเดียวกับบทบัญญัติในพิธี บรรพชาอุปสมบทของพระภิกษุสงฆในพระพุทธศาสนา ดังนั้นผูที่รับครอบนับวาเปนศิลปนทางแขนงนั้นอยาง เต็มตัว และควรรักษาเกียรติอันนี้ไว ๒๓
28.
การไหวครูและครอบครู โขน-ละคร เปนการไหวครูที่มีขั้นตอน การประกอบพิธีหลายอยางเชนกัน
ซึ่งสามารถสรุปขั้นตอนไดดังนี้ คือ ขั้นที่ ๑. ไหวครูเมื่อเริ่มเรียน ซึ่งเรียกวา “คํานับครู” ในขั้นนี้ ครูผูใหญจะเปนผูกําหนดวัน โดยจะ ใชวันพฤหัสบดี เปนวันประกอบพิธี จะอัญเชิญศีรษะครูที่สําคัญ เปนตนวา พระภรตฤาษีและพระครูพิราพ จัดตั้งในที่สมควร มีดอกไม ธูปเทียน ตั้งบูชาดวย ครูผูใหญจะกลาวนําใหผูที่จะเขามาเปนศิษยถวายดอกไม ธูปเทียน และกลาวโองการคํานับครู ตอจากนั้นจะคัดเลือกศิษยใหม ออกเปนพวกตามประเภทของตัวละคร (พระ-นาง-ยักษ-ลิง) และจะจับมือใหรําเปนปฐมฤกษ ขั้นที่ ๒ เมื่อศิษยฝกหัดไปไดพอสมควร สามารถออกแสดงเปนตัวประกอบไดบาง ก็จะทําพิธีไหวครู ในขั้นที่ ๒ เพื่อตอเพลงหนาพาทยซึ่งเปนเพลงที่นับถือวา มีความสําคัญ และศักดิ์ศิทธิ์ ในขั้นนี้อาจจะประกอบ พิธีรวมในการไหวครูประจําปก็ได โดยจะตองจัดเตรียม สถานที่ เครื่องสังเวยบูชา และเชิญครูผ็ใหญ ซึ่งไดรับ กรรมสิทธิ์ ใหเปนผูประกอบพิธีมาดําเนินพิธีที่มีขั้นตอนตางมากๆ และในตอนทายครูผูใหญจะเปนผูครอบ ศีรษะที่สําคัญใหกับศิษยทีละคน พรอมทั้งปราสาทพรมงคล ในขั้นนี้เรียกวา “ พิธีครอบ” ขั้นที่ ๓ ไหวครูเมื่อศิษยมีความสามารถที่จะเปนครูถายทอดความรูใหกับศิษยรุนหลังตอไปได พิธีไหวครูครั้งนี้เปนพิธีสําคัญ เชนเดียวกับ การครอบในขั้นที่ 2 ที่กลาวมาแลว ครูผูใหญที่ไดรับการ ประสิทธิ์ประสาทใหเปนผูประกอบพิธีเทานั้น จึงะเปนผูนําในการไหวครูครั้งนี้ได พิธีกรรมในขั้นนี้ดําเนินพิธี ติดตอจากพิธีครอบ เมื่อครอบผูประกอบพิธีสมมติเปนพระภรตฤาษี จะทําพิธีครอบศีรษะครู พรอมทั้งมอง อาวุธศิลป ศร พระขรรค และอุปกรณการแสดง ใหกับศิษย ศิษยรับอาวุธตางๆ ไว ครูประสาทพระมงคล และ พออนุญาตใหไปเปนครูเปนอันเสร็จสิ้นพิธีรับมอบ ขั้นที่ ๔ ไหวครูเมื่อเริ่มเรียนหนาพาทยสูงสุด หนาพาทยองคพระพิราพ หนาพาทยองคพระพิราพ เปนหนาพาทยสูงสุดทางดนตรี และนาฏศิลป ผูที่จะเรียนจะตองมีความรูความสามารถอยูในขั้นสูง มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ สมควรแลว ครูผูใหญจึงจะทําการสอนให กอนทําการสอนจะตองประกอบพิธีมีเครื่องสังเวยบูชา ครบถวน ประกอบพิธีไหวครูเต็มตามตําราเสียกอน จากนั้นจึงตอทารําหนาพาทยองคพระพิราพ ขั้นที่ ๕ ไหวครูเมื่อรับมอบใหเปนผูประกอบพิธีตอไป ในขั้นนี้นิยมประกอบพิธีภายหลัง การไหวครู ครั้งใหญประจําป เมื่อเสร็จสิ้นพิธีครอบและรับมอบแลว ครูผูใหญจะเรียกศิษยที่มีความสามารถ มีคุณสมบัติ ตามบทบัญญัติใหเขามารับมอบ พระตํารา ไมเทา และศีรษะครูที่สําคัญ พรอมทั้งประสิทธิ์ประสาทกรรมสิทธิ์ และพรมงคลให ในทามกลางครูผูใหญหลายๆทาน ศิษยเมื่อไดรับการประสิทธิ์ประสาทแลว จะตองปฏิบัติตน ใหตั้งอยูในพรหมวิหารอยางครบถวน และจะนับถือเสมอวา ถาครูผูมอบใหยังคงมีชีวิตสามารถประกอบพิธีได ตนเองจะไมประกอบพิธีเปนอันขาด นอกจากวาครูจะอนุญาต เชนเดียวกับขนบบัญญัติทางดานดนตรี ขั้นตอนการไหวครูทางนาฏศิลป โขน-ละคร นี้ ศิลปนบางทานอาจจะไดรับการกระกอบพิธีไมครบทั้ง ๕ ขั้นตอนก็ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความเหมาะสมของแตละทาน และตามคิดเห็นของครูผูใหญ ๒๔
29.
การอธิบายรายละเอียด องคประกอบตางๆ ในพิธีไหวครู ๑.
การกําหนด วันเวลา “กาลมงคล” วันพฤหัส ขางขึ้น เดือนคู - ไหวครูวันพฤหัสบดี เพราะไดรับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ ดวยเหตุที่วันพฤหัสบดี เปนวันครู เพราะมีกําเนิดจากฤาษีผูสั่งสอน ถึง ๑๙ องค - ไหวครู นิยมประกอบพิธี ขางขึ้น เดือนคู (ขางขึ้น ตามหลักโหราศาสตรนับถือวา เปน วันฟู สัญลักษณของความอุดมสมบรูณ สําเร็จ. เดือนคู เปน เดือนมงคลคู นับวาเปน มงคล เดือนคี่ เปนเศษ) ๒. หัวโขนที่ใชประกอบพิธีครอบ ใหกับศิษย ๒.๑ หัวโขนพระภรตฤาษี (พระภรตฤาษี เปนครูมนุษยทานแรก เปนผูแตงนาฏยศาสตร ตามเทวโองการของพระ พรหม) ๒.๒ หัวโขนพระพิราพ (พระพิราพเปนปางดุรายของพระอิศวร ซึ่งเปนผูใหกําเนิดทารํา) ๒.๓ เทริด เปนศิราภรณ ของละครโนราชาตรี ซึ่งนับถือวาเปนละครอันดับแรก อีกประการหนึ่งเทริดใชไดกับตัวพระ ตัวนาง ดังนั้นการ ครอบเทริดจึงมีความหมายวา มีความรูทั้งพระและนาง อันเปนหลักของตัวแสดงทาง นาฏศิลปไทย ๓. บทบาทของครูผูประกอบพิธีฯ ๓.๑ ขั้นตอนแรกของการประกอบพิธี ฯ เริ่มตั้งแตผูประกอบพิธี ฯ รําเขาสูมณฑลพิธี จนถึงถวายเครื่องสังเวย กระยาบวช ผูประกอบพิธี มีบทบาทและหนาที่ เปนเพียงหัวหนาศิษยในการบูชาครู ๓.๒ ขั้นตอนอันดับที่ ๒ ผูประกอบพิธีสวมหัวโขนพระภรตฤาษี ถือไมเทารําบนผาขาวที่ปูลาดเขาสูที่ประทับ ประกอบพิธีครอบ รับมอบใหกับศิษย จนถึงสงครูกลับโดยผูประกอบพิธี รําบนผาขาว กลับออกไป ผูประกอบพิธีมีบทบาทและหนาที่เปรียบเหมือน พระภรตฤาษีเสด็จลง มาประกอบพิธีครอบ-รับมอบใหกับศิษย (ผาขาวเปรียบเสมือนทางเดินระหวางสวรรค ถึงมนุษยโลก) ๒๕
30.
บทที่ ๙ พระราชพิธีพระราชทานครอบประธานประกอบพิธีไหวครูโขนละคร พิธีไหวครูโขน ละคร
พิธีครอบ และพิธีตอทารําเพลงหนาพาทยองคพระพิราพ เปนพิธีที่มี ความสําคัญสูงสุดสําหรับผูเปนศิลปน กลาวคือพิธีไหวครูเปนการแสดงคารวะกรรมตอครูผูประสิทธิ์ประสาท ศิลปวิทยาการให สวนพิธีครอบหมายความวาผูรับครอบไดเริ่มความเปนศิลปนโดยสมบูรณ สวนพิธีตอทารํา เพลงหนาพาทยองคพระพิราพ ซึ่งเปนเพลงหนาพาทยสูงสุดและศักดิ์สิทธิ์นั้น จะตองมีพิธีมอบใหเฉพาะแก ศิลปนที่ไดเลือกสรรแลว พิธีครอบมี ๓ ระดับคือ รับครอบเขาเปนเครือของศิลปน และรับพรเพื่อเปนสิริมงคลแกตัว รับครอบ เพื่อประสิทธิ์ประสาทความเปนครูแกผูที่จะนําวิชาการไปสั่งสอนศิษย และรับครอบใหเปนผูทําพิธีครอบสืบ ตอไป ผูที่ไดรับครอบใหทําพิธีครอบสืบตอไปนั้น เปรียบเสมือนไดเปนสมมติเทพผูจะประกอบพิธีไหวครูเพื่อ เปนศิริมงคลแกผูศึกษาวิชานาฏศิลป และดุริยางคศิลปนั่นเอง สําหรับผูที่จะประกอบพิธีครอบโขน ละครไดมี ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือ ผูที่พระบาทสมเด็จพระ เจาอยูหัวทรงครอบพระราชทาน ดวยประเพณีไทยถือเปนหลักสืบมาแตโบราณวา พระมหากษัตริยทรงเปน เอกอัครอุปถัมภของศิลปนานาชนิด เมื่อไมมีตัวครูในสาขานั้นๆแลว พระมหากษัตริยจะทรงมอบหรือครอบ พระราชทานผูใดใหปฏิบัติหนาที่ก็ได และผูที่ไดรับพระราชทานครอบแลว สามารถทําพิธีครอบผูอื่นตอไปได สวนประเภทที่ ๒ คือผูที่ไดรับประสิทธิ์ประสาทจากครูผูประกอบพิธีครอบเดิม โดยจะตองเปนศิลปนชาย และ เปนผูแสดงเปนตัวพระ อายุไมต่ํากวา ๓๐ ป เคยบวชเรียนมาแลว มีความประพฤติดีอยูในศีลธรรม เปนที่ เคารพนับถือของศิษยทั้งปวง ผูประกอบพิธีครอบโขน ละคร ที่สําคัญในสมัยรัตนโกสินทรมีอยู ๔ ทาน คือ ๑. ครูเกษในสมัยรัชกาลที่ ๓ ถึงตนรัชกาลที่ ๔ (ปรากฏหลักฐานวาเปนผูประกอบพิธี ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗) ๒. ครูแผน ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ (ปรากฏหลักฐานวาเปนผูประกอบพิธี ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔) ๓. พระยานัฏกานุรักษ (ทองดี สุวรรณภารต) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ (สิ้นชีวิต พ.ศ. ๒๔๗๘) ๔. หลวงวิลาศวงงาม (หร่ํา อินทรนัฎ) ในสมัยรัชกาลที่ ๘ ถึงรัชกาลปจจุบัน (พ.ศ. ๒๔๘๘- ๒๕๐๕) ๕. นายอาคม สายาคม ในรัชกาลปจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๒๕) สําหรับการตอทารําเพลงหนาพาทยองคพระพิราพ ผูเปนอสูรเทพผูทรงอิทธิฤทธิ์ ซึ่งศิลปนโขน ละครไทยเคารพสักการะในฐานะเปนบรมครูในวิชานาฏยศาสตร เพลงหนาพาทยองคพระพิราพถือเปนหนา พาทยที่สูงสุดและศักดิ์สิทธิ์ ในการตอทารําเพลงหนาพาทยองคพระพิราพ จะตองมีพิธีมอบใหแกศิลปนที่ได เลือกสรรแลว คือตองเปนศิลปนอาวุโสที่ไดรับการฝกหัด และมีความสามารถเปนที่ยอมรับในวงการศิลปน พระราชพิธีพระราชทานครอบประธานประกอบพิธีไหวครูโขน ละคร และพิธีตอทารําเพลงหนาพาทยองค ๒๖
31.
พระพิราพในครั้งนี้ สืบเนื่องจากครูผูไดรับพระราชทานครอบ และตอทารําองคพระพิราพไว
เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๖ คือ นายอาคม สายาคม นายอราม อินทรนัฎ นายยอแสง ภักดีเทวา และนายหยัด ชางทอง ไดถึงแก กรรมไปเหลือเพียงนายหยัด ชางทอง เพียงทานเดียว โดยเฉพาะครูผูเปนประธานประกอบพิธีไหวครูโขน ละครนั้น หลังจากมรณกรรมของนายอาคม สายาคม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๒๕ เปนตนมา กรมศิลปากรก็วางตัวครูผูเปนประธานประกอบพิธี เนื่องจากนายอาคมถึงแกกรรมโดยปจจุบัน ยังมิได มอบหมายหนาที่ประธานในพิธีไหวครูใหกับผูใดไว ตามประเพณีแตดั้งเดิมนั้น หากครูเดิมมิไดมีการ มอบหมายใหใครคนใดคนหนึ่งรับหนาที่เปนประธานประกอบพิธีไหวครูโขน ละคร แลว ก็จะตองขอรับพระ มหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว โปรดเกลาฯแตงตั้งประธานประกอบพิธีไหวครูเสียกอน จากนั้นจะพระราชทานครอบประธานฯ บุคคลดังกลาวจึงจะสามารถประกอบพิธีไหวครูโขน ละครได เมื่อ ความทราบฝาละอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหกรมศิลปากรดําเนินการคัดเลือกบุคคลผูมี คุณสมบัติพรอมที่จะปฏิบัติหนาที่นี้ แลวนําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย กอนที่จะประกอบ พระราชพิธีพระราชทานครอบใหตอไป ในเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖ คุณหญิงอารี กุลตัณฑ อธิบดี กรมศิลปากรขณะนั้นไดมีคําสั่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผูที่เหมาะสม โดยพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มี คุณสมบัติดวยหลักเกณฑตามคตินิยมแตโบราณ คือ ๑. เปนบุรุษ ๒. เปนผูมีภูมิความรูทางวิชานาฏศิลปทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ๓. เคยผานการแสดงเปนตัวนายโรงในการแสดงโขน คือ ตัวพระรามหรือพระลักษณ มีชื่อเสียงในการ แสดงโขน ละคร จนคนทั่วไปยกยองเปนครูอาจารย ๔. เปนผูมีบุคลิกภาพ จริยาวัตร อุปนิสัยใจคอ มนุษยสัมพันธ และคุณธรรมเปนที่เคารพยกยอง ศรัทธาเชื่อถือของสังคมผูเขารวมในพิธีไหวครูนั้นๆ และตองบวชเรียนแลว ๕. เปนผูที่ไดรับมอบหมายสิทธิ และหนาที่ใหเปนประธานประกอบพิธีไหวครูโดยพระบรมราชโองการ หรือจากการประสิทธิ์ประสาทจากครูผูเคยเปนประธานประกอบพิธีมาแลวใหเปนผูสืบทอด โดย ไดรับมอบตําราไหวครู (สมุดขอย) เครื่องโรง และไดรับการครอบครูนาฏศิลปจากครูผูใหญ คณะกรรมการฯ คัดเลือกศิลปนผูมีคุณสมบัติเหมาะสมได ๖ คน คือ นายธีรยุทธ ยวงศรี นายราฆพ โพธิเวส นายธงไชย โพธยารมย นายทองสุก ทองหลิม นายอุดม อังศุธร และนายสมบัติ แกวสุจริต ตอมา นายราฆพ โพธิเวส ไดขอถอนตัวจากการรับครอบเปนประธานประกอบพิธีไหวครูโขน ละคร โดยขอเปนผูรับ ครอบองคพระพิราพเพียงอยางเดียว คงเหลือผูรับครอบเปนประธานเพียง ๕ คน คณะกรรมการฯไดทํา หนังสือถึงศิลปนทั้งหาเพื่อสอบถามความสมัครใจ แลวจึงนํารายชื่อพรอมประวัติ และผลงานขึ้นกราบบังคม ทูลพระกรุณาทราบฝาละอองธุลีพระบาท เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงพระ มหากรุณาธิคุณโปรดเกลาฯ แตงตั้งประธานประกอบพิธีไหวครูโขน ละครใหตามที่กราบบังคมทูล ทั้งยังทรงมี พระราชกระแสเพิ่มเติมวา เรื่องนี้เปนเรื่องสําคัญสมควรจะจัดเปนพิธี เพื่อใหศักดิ์สิทธิ์และเปนหลักฐานปรากฏ โดยควรที่จะมีศิลปนโขน ละครผูเฒาผูใหญที่เคยเปนโขน ละครหลวงหรือศิลปนภายนอกผูที่ศิลปนดวยกันยก ยองนับถือ รวมเปนสักขีพยานในพิธีดวย ทั้งนี้ใหกรมศิลปากรกับสํานักพระราชวังรวมปรึกษาดําเนินงานให รอบคอบถวนถี่ ตอมาคณะกรรมการฯ ไดพิจารณาเห็นสมควรใหมีการตอทารําหนาพาทยองคพระพิราพ และรับ พระราชทานครอบองคพระพิราพเสียพรอมกันในพระราชพิธีนี้ดวย เนื่องจากศิลปนผูไดรับครอบ และรับมอบ ๒๗
32.
ทารําจากนายรงภักดีเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๖ จํานวน
๔ คน คือ นายอาคม สายาคม นายอราม อินทรนัฎ นายหยัด ชางทอง และนายยอแสง ภักดีเทวา นั้น ปจจุบันคงเหลือแตนายหยัด ชางทอง นอกนั้นไดถึงแก กรรมไปหมดดังกลาวแลว ทั้งนายรงภักดีก็มีอายุมากถึง ๘๖ ปในขณะนั้น สมควรที่จะไดตอทารําใหแกศิลปน ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตอไป คณะกรรมการฯจึงมอบหมายใหนายราฆพ โพธเวส ไปพบนายรงภักดี เพื่อขอ คําปรึกษา ซึ่งไดรับคําแนะนําวา จะตองทําหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียกอน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯแลว จะตองตอทารํากอน ๒ ครั้ง แลวจึงทําพิธีมอบในวันพระราชพิธี คณะกรรมการฯจึงรวมกันพิจารณารายชื่อศิลปนฝายยักษ ซึ่งมีคุณวุฒิ และวัยวุฒิเหมาะสม รวม ๗ คน คือ นายราฆพ โพธิเวส นายไชยยศ คุมมณี นายจตุพร รัตนวราหะ นายจุมพล โชติทัตต นายสุดจิตต พันธ สังข นายศิริพันธ อัฎฎะวัชระ และนายสมศักดิ์ ทัดติ เมื่อสอบถามความสมัครใจแลว คณะกรรมการฯไดนํา รายชื่อศิลปนกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย พรอมทั้งขอพระราชทานครอบองคพระพิราพในโอกาส เดียวกันกับการรับพระราชทานครอบประธานไหวครูดวย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงมีพระมหา กรุณาธิคุณโปรดเกลาฯ ตามที่ขอไปทุกประการ และทรงกําหนดวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗ เปนวันประกอบพระราชพิธี คณะกรรมการฯไดเชิญนายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) ใหเปนผูประสิทธิ์ประสาทวิชาแกนาฏศิลปนทั้ง ๗ และเชิญ นายหยัด ชางทอง ครูอาวุโส ผูเคยรับมอบทารําในพระราชพิธีครั้งกอนมาเปนผูฝกซอมรํานําแทน นายรงคภักดี ซึ่งอายุมากแลวไมสามารถทรงตัวยืนรําไดเต็มที่ สวนทารํานั้นใหศึกษาจากภาพยนตรที่ถายทํา ไวเมื่อครั้งพุทธศักราช ๒๕๐๖ ประกอบคําอธิบายของ นายรงภักดี การฝกซอมทารําไดกระทํา ณ พระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส รวม ๖ ครั้ง การกําหนดรายละเอียดของพระราชพิธี ในครั้งแรกที่ประชุมรวมระหวาง กรมศิลปากรกับสํานักพระราชวัง เสนอใหใหทําพิธีในแบบที่เคยปฏิบัติมาเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๖ คือมีการ บําเพ็ญกุศลทางพุทธศาสนา พระสงฆเจริญพุทธมนตในตอนเย็น แลวถวายภัตตาหารในวันรุงขึ้น ซึ่งเปนวัน ประกอบพระราชพิธีครอบฯ สถานที่ประกอบพิธีคือ ศาลาดุสิดาลัย พระตําหนักจิตรลดารโหฐาน ครั้นเมื่อนํา ความกราบบังคมทูลพระกรุณาแลว ทรงมีพระกระแสรับวา พิธีสงฆควรเปนเรื่องภายในของกรมศิลปากร คณะกรรมการ ฯ จึงมีมติใหจัดพิธีสงฆในวันพุธที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗ พระอุโบสถวัดบวรสถาน สุทธาวาส โดยใหกองการสังคีต และกองศิลปศึกษารวมกันดําเนินงาน สวนการพระราชพิธีในวันรุงขึ้น ณ ศาลาดุสิดาลัย กรมศิลปากร และสํานักพระราชวังรวมกันจัดเตรียม อนึ่ง ในการพระราชพิธีครั้งนั้น คณะกรรมการฯ ไดกําหนดใหมีการบันทึกเหตุการณถายภาพ และ ถายภาพยนตรไวเปนหลักฐานเพื่อศึกษาตอไป โดยใหงานบันทึกเหตุการณ กองจดหมายเหตุแหงชาติ งาน วัฒนธรรมและจารีตประเพณี กองวรรณคดีและประวัติศาสตร และงานเผยแพร สํานักงานเลขานุการ กรม ศิลปากร รวมกันดําเนินการ นอกจากนี้สถานีโทรทัศนสีชอง ๙ อสมท. ไดรวมถายภาพยนตร เพื่อจัดทําเปน ขาวเผยแพรตอไปดวย ๒๘
33.
บทที่ ๑๐ ขอสรุปจากการศึกษาตํารารํา จากการศึกษาเรื่องตํารารํา ซึ่งเปนตําราภาพทารํา
ที่เขียนประกอบคํากลอนทารําที่มีมาตั้งแตสมัย กรุงศรีอยุธยา คํากลอนทารํานี้เปนแบบแผนที่นาฏศิลปนนับถือเปนตนตํารา เชนเดียวกับคัมภีรนาฏย- ศาสตร ตําราภาพทารํา หรือ ตํารารํา เทาที่ปรากฎอยูในปจจุบันมีอยู ๓ ฉบับ ๑. ฉบับภาพเขียนสีฝุน ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ลักษณะ ของภาพเขียนขึ้นเปนแนวประเพณี มีคํากลอนบอกซึ่งทา ตัวภาพมีทั้งที่เปนภาพการฟอนรําของเทพบุตร และอัปสร บางภาพเปนภาพการฟอนรําของ กินรา กินรี ซึ่งสามารถวิเคราะหไดวากินรา กินรี เปนสัตว หิมพานต ตามไตรภูมิโลก กลาววา หิมพานต เปนดินแดนสงบตั้งอยูระหวางสวรรคและมนุษยโลก เปนที่ อยูของพวกคนธรรพ ชาวสวรรคชั้นต่ําที่มีกิเลสและชอบการขับรองฟอนรํา ดวยเหตุนี้โบราณาจารยจึงจัด พวกกินรากินรีที่อาศัยอยูในหิมพานต เปนพวกที่ชอบขับรองฟอนรําดวย ดังเห็นไดจากวรรณคดีหลายเรื่อง กลาวถึง การฟอนรําของพวกกินรา กินรี แมในคํากลอนตํารารําก็กลาวถึงไววา กินนรรํา กินนรฟอนฝูง ฉบับภาพเขียนสีฝุน ครั้งรัชกาลที่ ๑ เชื่อวาเปนตํารารําฉบับวังหลวง แตตนฉบับที่ปรากฏมีภาพ ไมครบ ๒. ฉบับภาพเขียนลายเสนรงคบนสมุดไทดํา เปนฉบับที่พระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจา สุดาสวรรค พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ประทานใหกับหอพระสมุด ประกอบดวย ภาพทารําจํานวน ๖๖ ภาพ ลักษณะของภาพเปนภาพการรายรําของเทพบุตรและอัปสร มีคํากลอนกํากับ มี ความสมบูรณมากกวาฉบับที่ ๑ ฉบับภาพเขียนลายเสนฯ เชื่อวาเปนตํารารําฉบับวังหนา ฝมือชางเขียนราวรัชกาลที่ ๒ - ๓ ๓. ฉบับภาพลายเสนที่เขียนขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ หรือฉบับหอพระสมุดฯ สมเด็จพระเจาบรม วงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ โปรดฯ ใหพระวิทยประจง (จาง โชติจิตกะ) ชางเขียนศิลปากร และ ขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธ) ชางเขียนในหอพระสมุดวชิรญาณ เขียนขึ้นเพื่อใชประกอบหนังสือ ตําราฟอนรํา เพื่อพิมพพระราชทานในงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาจุฑา ธุชดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย ตอมากรมศิลปากรไดจัดพิมพขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. ฉบับภาพลายเสน พ.ศ.๒๔๖๖ ฉบับดังกลาว เปนภาพเขียนสีและลายเสนตามรูปแบบการเขียน แนวประเพณี ดังนั้นลักษณะทารําบางภาพจึงมิอาจใชเปนแมแบบในการทําทาของนาฏศิลปน และในครั้งนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงฯ โปรดฯ ให นาฏศิลปนของกรมมหรสพ คือ นายวง กาญจนวัฒน และนางสาว เสงี่ยม นาวีเสถียร เปนผูแสดงแบบทารํา โดยมีพระยานัฏกานุรักษ (ทองดี สุวรรณภารต) เจากรมโขนหลวง ๒๙
34.
เปนผูควบคุมและกําหนดทารํา นับเปนครั้งแรกที่ภาพจากตํารารําไดใชมนุษยเปนผูแสดงแบบทารําแตก็เปน การแสดงแบบเลียนแบบทารําจากตํารา เปนทานิ่งเทานั้น ป
พ.ศ.๒๔๗๘ นางลมุล ยมะคุปต และ นางมัลลี คงประภัสร ครูนาฏศิลปในโรงเรียนนาฏ- ดุริยางคศิลป ที่กอตั้งขึ้นใหม ไดนําภาพทารําในตํารารํามาประดิษฐใหมีลีลาเปนทารํา ประกอบดวยทาหลัก จากภาพทารําแตละทา และทาเชื่อมใหกระบวนทารํา ขึ้นเปนครั้งแรกในวงการนาฏศิลปไทย เรียกวา ทารํา แมบทใหญ หลังจากนั้นไดนําไปให พระยานัฏกานุรักษ ซึ่งนับถือวาเปนปรมาจารยนาฏศิลปที่ยังมีชีวิตอยู ในขณะนั้น ไดตรวจสอบแกไข เมื่อทานไดตรวจสอบแลว จึงไดนํามาจัดแสดงครั้งแรก ประกอบการแสดง ละครเรื่อง สุริยคุปต ตอมาไดนํามาบรรจุเปนหลักสูตร ในการเรียนการสอนนาฏศิลปสืบมาถึงปจจุบัน อนึ่ง ปพ.ศ.๒๕๑๖ ไดมีการถายภาพทารําแมบท (ใหญ) ทั้ง ๖๖ ทาขึ้นอีกครั้ง ผูแสดงแบบทารํา คือ นายธงไชย โพธยารมญ และ นางสาวจินดารัตน วิริยะวงศ เพื่อใชประกอบเรื่อง “การฝกนาฏศิลป ไทยเบื้องตน” พิมพในหนังสือศิลปละคอนรํา หรือ คูมือนาฏศิลปไทย พระเจาวรวงศเธอ พระองคเจา เฉลิมพลทิฆัมพร โปรดใหพิมพในงานฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ณ วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๑๖ ภาพทารํานี้ เปนการถายภาพเลียนแบบทารําที่ถายฯ เมื่อปพ.ศ.๒๔๖๖ ทั้งสิ้น บางภาพเปนการ เพิ่มเติมจากตนฉบับ ๒๔๖๖ (ที่เหลืออยูไมครบ) จะมีความแตกตางจากทารําที่เปนกระบวนทาเคลื่อนไหว (แมบทใหญ) ที่ใชเปนแบบแผนในปจจุบัน ๓๐
35.
บรรณานุกรม กรมศิลปากร. ศิลาจารึกพอขุนรามกําแหง. พระนคร
: คุรุสภา, ๒๕๑๕. กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร. กรมศิลปากร. ตํารารํา. พิมพครั้งแรก, กรุงเทพ : โรงพิมพสุวรรณภูมิ. ๒๕๔๐. กิติพงษ วิโรจนธรรมากูร. ยอนรอยราชสกุลวงศวังหนา-วังหลัง. พิมพครั้งที่ ๔, กรุงเทพ : สํานักพิมพ ดอกหญา, ๒๔๕๔. ดํารงราชานุภาพ. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ, กรมพระยา. ตําราฟอนรํา. พิมพเผยแพรในงานพระราชทาน เพลิงศพสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟาจุฑาธุชราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณอินทราชัย, ๒๔๖๖. นราธิปพงศประพันธ, พลตรี พระวรวงศเธอ กรมหมื่น.”ขอบขายแหงนาฏกรรม” ใน ชุมนุมพระนิพนธของ ทานวรรณ, พระนคร : สํานักพิมพผดุงศึกษา, ๒๕๐๘. วิจิตร วาทการ, พลตรี หลวง. นาฏศิลป. พระนคร, กรมศิลปากร . ๒๕๐๗. สุนิสา มั่นคง. วังหนารัตนโกสินทร. พิมพครั้งแรก, กรุงเทพ : สํานักพิมพมติชน. ๒๕๔๓. สุรพล วิรุฬรักษ. วิวัฒนาการนาฏศิลปไทยในกรุงรัตนโกสินทร. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓. อนุมานราชธน, พระยา. “รองรําทําเพลง”. ใน บันทึกความรู. พระนคร : กรมศิลปากร, ๒๕๐๒. อนุสรณในงานพระราชเพลิงศพ นายอาคม สายาคม ท.ม.,ต.ช. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม. กรุงเทพมหานคร, ๒๕๒๕. ๓๑
36.
ภาคผนวก ๓๒
37.
ภาคผนวก ก พระประวัติ พระเจาราชวรวงศเธอ
พระองคเจาสุดาสวรรค พระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค มีพระนามที่เรียกขานเดิมกันวา พระองคปุก ประสูติ ณ วันพุธ เดือน ๙ ขึ้น ๗ ต่ํา ปชวดศก ตรงกับวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๘๓ เปนพระเจาลูกเธอลําดับที่ ๑๑ ในพระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว และลําดับที่ ๓ ในเจาจอมมารดามาลัย ประสูติเมื่อครั้งพระราชบิดา ยังดํารงพระอิสริยยศเปนสมเด็จพระเจานองยาเธอ เจาฟากรมขุนอิศเรศรังสรรค (กอนบวรราชาภิเษก) มี พระเชษฐภคินีรวมพระชนนีเดียวกัน คือพระองคเจาหญิงซึ่งไมปรากฏพระนาม เพราะสิ้นพระชนมไปเมื่อครั้ง แรกประสูติ และพระองคเจาหญิงดวงประภา ตามพระนิพนธในสมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพไดกลาววา พระนามของพระองคเจาดวง ประภา และ พระองคเจาสุดาสวรรค นี้ พระสุนทรโวหาร (ภู) คิดถวายพระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว เมื่อบวรราชาภิเษกแลว เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแลว และพระบาทสมเด็จพระ ปนเกลาเจาอยูหัวไดบวรราชาภิเษกในปกุน จ.ศ. ๑๒๑๓ ในเวลานั้น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ และ พระองคเจาสุดาสวรรคไมไดโสกันต ถึงปชวด จ.ศ. ๑๒๑๔ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญพระชันษาได ๑๕ และพระองคเจาสุดาสวรรค พระชันษา ๑๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวโปรดฯใหจัดพระราชพิธี โสกันต ๒ พระองคนี้พรอมกัน ในพระบวรราชวัง ซึ่งที่สรงไดทรงทําเปนเขาไกรลาศดวย เมื่อพระองคเจาสุดาสวรรค ทรงเจริญพระชนมายุ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว พระราชทานเครื่องยศเชนเดียวกับพระเจาลูกเธอในพระบรมมหาราชวัง โดยทรงพระกรุณาแกพระองคเจา ดวงประภา และพระองคเจาสุดาสวรรคนี้มาก ทั้งสองพระองคมีความสนิทสนมคุนเคยกับพระเจาลูกเธอใน พระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว ยิ่งกวาพระเจาลูกเธอพระองคอื่นๆ ตั้งแตรัชกาลที่ ๔ เปนตนมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัวสวรรคต ไมมีเจานายฝายหนาพระองคใดยายลงมาอยูวัง หลวงดังราชประเพณีแตเกากอน ดวยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงรับเปนพระราชธุระ ทรง ปกครองทั้ง ๒ วังมาตลอดสิ้นรัชกาล จวบจนเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๕ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญไดอุปราชาภิเษก พระองคเจาดวงประภา พระองคจาสุดาสวรรค จึงไดทรง เปนเจานายผูใหญฝายในกรมพระราชวังบวร ลวงมาจนกรมพระราชวังบวรทิวงคต พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ มอบการปกครองฝายในพระราชวังบวรแกพระองคเจา ดวงประภา และทรงบังคับการฝายในกรมพระราชวังบวรมาจนกระทั่งสิ้นพระชนม จึงทรงโปรดเกลาฯให พระองคเจาสุดาสวรรครับตําแหนงแทน ซึ่งเจานายเรียกกันวา กรมพระราชวังบวรปกครองวังหนากันตอมา เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณทุติยจุลจอมเกลา แลวเลื่อนเปน ทุติยจุลจอมเกลาวิเศษ เมื่อ ร.ศ. ๑๑๙ ไดรับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ รัชกาลที่ ๔ ชั้น ๒ ๓๓
38.
พระองคเจาสุดาสวรรคมีพระอัธยาศัยสุภาพเรียบรอย เสมอตนเสมอปลายทั้งในราชการ และความ ประพฤติตอพระบรมวงศานุวงศทั้งปวง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเคารพยกยองวาเปน พระราชวงศชั้นผูใหญพระองคหนึ่ง แมจะมีกิจสุขทุกขประการใด ก็ไดรับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห มาโดยเฉพาะจนตลอดรัชกาลที่ ๕ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๖ พระองคเจาสุดาสวรรคมีพระ อาการเปนโรคชรา ประชวรกระเสาะกระแสะมานาน พระอาการหนักลงเมื่อเดือนกันยายน ร.ศ. ๑๓๑ สมเด็จ พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนี ไดเสด็จเยี่ยมอาการพระประชวร และเมื่อทรงไตถามจึง ไดทรงทราบวามีความลําบากในสวนพระองคอยูบาง จึงทรงรับอุปการะเสมือนดังที่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดทรงเคยพระราชทานอุปการะมาแตกอน แลที่สุดเมื่อพระองคเจาสุดาสวรรคกราบทูล ขอพระศพใหทรงเปนเจาภาพ ก็ทรงรับเปนพระราชธุระตามพระประสงคของพระองคเจาสุดาสวรรคทุก ประการ พระองคเจาสุดาสวรรคสิ้นพระชนมเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ พระชันษาได ๗๒ ป ๒ เดือน กับ ๑ วัน ตอมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดทรงสถาปนาพระอิสริยยศเจานายที่เปน พระโอรสและพระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปนเกลาเจาอยูหัว วา พระเจาราชวรวงศ ๓๔
39.
ภาคผนวก ข ตัวอยางภาพตํารารําฉบับภาพเขียนสีฝุนปดทอง บนสมุดไทขาว สมัยรัชกาลที่
๑ (ฉบับวังหลวง)
45.
ภาคผนวก ค ภาพตํารารําเขียนลายเสนรงคบนสมุดไทดํา ฉบับพระเจาราชวรวงศเธอ พระองคเจาสุดาสวรรค (ฉบับวังหนา)
83.
ภาคผนวก ง ภาพตํารารําลายเสนฉบับพระหอสมุดป พ.ศ.
๒๔๖๖ ฝมือ ขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธ) ชางเขียนศิลปากร และ พระวิทยประจง (จาง โชติตระกะ) ชางเขียนหอพระสมุดวชิรญาณ
84.
ภาพตํารารําฝมือวาดของขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธ) และ
พระวิทยประจง (จาง โชติตระกะ) DANCE_4_001 ขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธ) กับ พระวิทยประจง (จาง โชติตระกะ) ชาง เขียนตํารารํา DANCE_4_002 เทพประนม DANCE_4_003 ปฐม DANCE_4_004 พรหมสี่หนา DANCE_4_005 สอดสรอยมาลา DANCE_4_006 ชานางนอน DANCE_4_007 ผาลาเพียงไหล DANCE_4_008 พิสมัยเรียงหมอน DANCE_4_009 กังหันรอน DANCE_4_010 ภมรเคลา DANCE_4_011 แขกเตาเขารัง DANCE_4_012 กระตายชมจันทร DANCE_4_013 พระจันทรทรงกลด DANCE_4_014 พระรถโยนสาร DANCE_4_015 จอเพลิงกาฬ DANCE_4_016 หนุมานผลาญยักษ DANCE_4_017 พระรามโกงศร (พระหริรักษโกงศิลป) DANCE_4_018 ชางประสานงา (คชรินทรประสานงา) DANCE_4_019 ชางสะบัดหญา DANCE_4_020 ขี่มาตีคลี DANCE_4_021 สารถีชักรถ DANCE_4_022 กลดพระสุเมรุ DANCE_4_023 ตระเวนเวหา DANCE_4_024 นาคามวนหาง DANCE_4_025 กวางเดินดง DANCE_4_026 หงสลีลา DANCE_4_027 ชักแปงผัดหนา DANCE_4_028 เหราเลนน้ํา DANCE_4_029 กินนรเลียบถ้ํา (กินรินเลียบถ้ํา) DANCE_4_030 ยังคิดประดิษฐรํา DANCE_4_031 กระหวัดเกลา DANCE_4_032 ตีโทนโยนทับ DANCE_4_033 งูขวางคอน
85.
DANCE_4_034 มัจฉาชมสาคร DANCE_4_035 กินนรฟอนโอ DANCE_4_036
สิงโตเลนหาง DANCE_4_037 นางกลอมตัว DANCE_4_038 บัวชูฝก DANCE_4_039 ขอนทิ้งอก DANCE_4_040 พระลักษมณแผลงฤทธิ์ DANCE_4_041 เสือทําลายหาง DANCE_4_042 ชางทําลายโรง DANCE_4_043 ฉุยฉายเขาวัง DANCE_4_044 หนังหนาไฟ DANCE_4_045 เครือวัลยพันไม DANCE_4_046 เยื้องพายกฐิน DANCE_4_047 มังกรเลนน้ํา (มังกรเที่ยวหาวาริน) DANCE_4_048 ลมพัดยอดตอง DANCE_4_049 จีนสาวไส DANCE_4_050 วิสัยแทงตรี DANCE_4_051 ชะนีรายไม DANCE_4_052 ขี่มาเลียบคาย DANCE_4_053 นกยูงฟอนหาง (มยุเรศฟอนหาง) DANCE_4_054 ขัดจางนาง DANCE_4_055 เมขลาโยนแกว DANCE_4_056 กระตายตองแรว DANCE_4_057 โจงกระเบนตีเหล็ก DANCE_4_058 บังพระสุริยา DANCE_4_059 ชักกระบี่สี่ทา DANCE_4_060 ประลัยวาต DANCE_4_061 กินนรรํา DANCE_4_062 กินนรรํา DANCE_4_063 มารกลับหลัง DANCE_4_064 รํายั่ว DANCE_4_065 นารายณขวางจักร DANCE_4_066 ชักซอสามสาย DANCE_4_067 หลงใหลไดสิ้น
120.
ภาคผนวก จ ภาพถายยืนเครื่องพระ-นางแสดงแมทาการรําแมบทใหญ สมัยรัชกาลที่ ๖ จาก หอจดหมายเหตุแหงชาติ
121.
ภาพถายยืนเครื่องพระ-นาง แสดงแมทาการรําแมบทใหญ จากหอจดหมายเหตุแหงชาติ DANCE_1_172_4 ปฐม DANCE_1_172_5
พรหมสี่หนา DANCE_1_172_6 สอดสรอยมาลา DANCE_1_172_7 ชานางนอน DANCE_1_172_8 ผาลาเพียงไหล DANCE_1_172_9 พิสมัยเรียงหมอน DANCE_1_172_10 กังหันรอน DANCE_1_172_11 ภมรเคลา DANCE_1_172_12 แขกเตาเขารัง DANCE_1_172_13 กระตายชมจันทร DANCE_1_172_14 พระจันทรทรงกลด DANCE_1_172_15 พระรถโยนสาร DANCE_1_172_16 จอเพลิงกาฬ DANCE_1_172_17 หนุมานผลาญยักษ DANCE_1_172_18 พระรามโกงศร (พระหริรักษโกงศิลป) DANCE_1_172_19 ชางประสานงา (คชรินทรประสานงา) DANCE_1_172_20 ชางสะบัดหญา DANCE_1_172_21 ขี่มาตีคลี DANCE_1_172_22 สารถีชักรถ DANCE_1_172_23 กลดพระสุเมรุ DANCE_1_172_24 ตระเวนเวหา DANCE_1_172_25 นาคามวนหาง DANCE_1_172_26 กวางเดินดง DANCE_1_172_27 หงสลีลา DANCE_1_172_28 ชักแปงผัดหนา DANCE_1_172_29 เหราเลนน้ํา DANCE_1_172_30 กินนรเลียบถ้ํา (กินรินเลียบถ้ํา) DANCE_1_172_31 ยังคิดประดิษฐรํา DANCE_1_172_32 กระหวัดเกลา DANCE_1_172_33 ตีโทนโยนทับ DANCE_1_172_34 งูขวางคอน DANCE_1_172_35 มัจฉาชมสาคร DANCE_1_172_36 กินนรฟอนโอ DANCE_1_172_37 สิงโตเลนหาง
122.
DANCE_1_172_38 นางกลอมตัว DANCE_1_172_39 ขอนทิ้งอก DANCE_1_172_40
บัวชูฝก DANCE_1_172_41 พระลักษมณแผลงฤทธิ์ DANCE_1_172_42 เสือทําลายหาง DANCE_1_172_43 ชางทําลายโรง DANCE_1_172_44 ฉุยฉายเขาวัง DANCE_1_172_45 หนังหนาไฟ DANCE_1_172_46 เครือวัลยพันไม DANCE_1_172_47 เยื้องพายกฐิน DANCE_1_172_48 มังกรเลนน้ํา (มังกรเที่ยวหาวาริน) DANCE_1_172_49 ลมพัดยอดตอง DANCE_1_172_50 จีนสาวไส DANCE_1_172_51 วิสัยแทงตรี DANCE_1_172_52 ชะนีรายไม DANCE_1_172_53 ขี่มาเลียบคาย DANCE_1_172_54 บังพระสุริยา DANCE_1_172_55 เมขลาโยนแกว DANCE_1_172_56 กระตายตองแรว DANCE_1_172_57 ขัดจางนาง DANCE_1_172_58 โจงกระเบนตีเหล็ก DANCE_1_172_59 นกยูงฟอนหาง (มยุเรศฟอนหาง) DANCE_1_172_60 ชักกระบี่สี่ทา
152.
ภาคผนวก ฉ ภาพถายยืนเครื่องพระ-นางแสดงแมทาการรําแมบทใหญ ของ กรมศิลปากรในปจจุบัน
153.
01_เทพพนม 02_ปฐม 03_พรหมสี่หนา 04_สอดสรอยมาลา 05_ชานางนอน
06_ผาลาเพียงไหล 07_พิสมัยเรียงหมอน 08_กังหันรอน
154.
09_ภมรเคลา 10_แขกเตาเขารัง 11_กระตายชมจันทร 12_จันทรทรงกลด 13_พระรถโยนสาร
14_จอเพลิงกาฬ 15_หนุมานผผลาญยักษ 16_พระรามากงศิลป
155.
17_ช้ําชางประสานงา 18_ชางหวานหญา 19_ขี่มาตีคลี 20_นายสารถี 21_กรดสุเมรุ
22_ตระเวนเวหา 23_นาคามวนหาง 24_กวางเดินดง
156.
25_หงสลินลา 26_ชักแปงผัดหนา 27_เหราเลนน้ํา 28_กินนรเลียบถ้ํา 29_ยั้งคิดประดิษฐทํา
30_กระหวัดเกลา 31_ตีโทนโยนทับ 32_งูขวางคอน
157.
33_มัจฉาชมวารินทร 34_กินนรฟอนฝูง 35_สิงหโตเลนหาง 36_นางกลอมตัว 37_บัวชูฝก
38_ทิ้งขอน 39_พระลักษณแผลงอิทธิฤทธิ์ 40_เสือทําลายหาง
158.
41_ชางทําลายโรง 42_ฉุยฉายเขาวัง 43_หนังหนาไฟ 44_เครือวัลยพันไม 45_เยื้องพายกฐิน
46_มังกรเลียบถ้ํา 47_ลมพัดยอดตอง 48_จึนสาวไส
159.
49_แทงวิไสย 50_ชะนีรายไม 51_ขี่มาเลียบคาย 52_ยูงฟอนหาง 53_ขัดจางนาง
54_เมฆขลาลอแกวกลางอัมพร 55_กระตายตองแรวแคลวถ้ํา 56_โจงกระเบนตีเหล็ก
160.
57_บังพระสุริยา 58_รํากระบี่สี่ทา 59_ประไลยวาต 60_กินนรรํา 61_กินนรรํา
62_มารกลับหลัง 63_รํายั่ว 64_พระนารายณฤทธิรงคขวางจักร
161.
65_ชักซอสามสายยายลํานํา 66_หลงใหลไดสื้น aa060_ยั้งคิดประดิษฐทํา aa0140_เยื้องกราย
162.
ภาคผนวก ช ภาพเขียนจําลองทารําของพระอิศวร (พระศิวะ)
ทั้ง ๙๓ ทา ที่ปรากฏอยูในเทวสถาน เมืองจิทรัมพรัม ประเทศอินเดีย
163.
ภาพเขียนจําลองทารําของพระอิศวรทั้ง ๙๓ ทา ที่ปรากฏอยูในเทวสถาน
เมืองจิทัมพรัม ประเทศอินเดีย DANCE_3_001 รูปที่ ๑ “วฺฤศฺจิกเรจิตมฺ” ทาแมงปองยกหาง การแสดงคือ งอเทาไปขางหลังเหมือนหางแมงปองยกมือไขวกัน และเหยียดออกไป ลด มือทั้งสองลงแลวและกลับยกขึ้นไปอีก DANCE_3_002 รูปที่ ๒ “วฺฤศฺจิกมฺ” ทาแมงปอง การแสดงคือ ยกมือทั้งสองขึ้นไวในระหวางแขนและศีรษะ งอเทาไปขางหลังเหมือนหาง แมงปอง และแอนหลัง DANCE_3_003 รูปที่ ๓ “วฺยสิตมฺ” ทาไมสมหวัง การแสดงคือ ใชเขาขวายื่นไปขางหนา เหยียดเทาซายไปขางหลังแลวยกมือทั้งสองขึ้น ประสานกันที่หนาอกลดมือทั้งสองลงแลวและกลับยกขึ้นอีก DANCE_3_004 รูปที่ ๔ “ปารฺศฺวนิกุฏฏกมฺ” ทาซอยเทาขางเดียว การแสดงคือ เอาฝามือทั้งสองไขวกันที่ขางซาย คือยกมือซายขึ้นและเอามือขวาประทับ ลงไปที่มือซาย แลวซอยเทาขวาอยูไปมา DANCE_3_005 รูปที่ ๕ “ลลาฏติลกมฺ” ทาเจิมหนาผาก การแสดงคือ ยกเทาขวาไปขางหลัง และงอตวัดขามศีรษะจนใชนิ้วแมเทาจดที่หนาผาก ได เทางออยูขางหลังอยางหางแมงปอง DANCE_3_006 รูปที่ ๖ “กฺรานฺตกมฺ” ทากาวเทายาว การแสดงคือ ซัดเทาขวาไปขางหลัง ใชเทาซายกาวไปขางหนาอยางเต็มกาว แลวยกมือ ทั้งสองขึ้นทําทาหาม DANCE_3_007 รูปที่ ๗ “กฺุจิตมฺ” ทางอแขน การแสดงคือ ใชเทาซายใหเขาออกไปขางหนา เทาขวาพับไปขางหลัง งอมือขวาเขาจน ใชฝามือประกบฝามือขางซายซึ่งยกขึ้นคอยรับอยูได DANCE_3_008 รูปที่ ๘ “จกฺรมณฺฑลมฺ” ทามวนกลม (จักรมณฑล) การแสดงคือ ใชมือทั้งสองกดลงริมปลายเทาแนนดีแลว โกงขาทั้งสองออก และงอตัวให หลังโกง DANCE_3_009 รูปที่ ๙ “ภฺรมรกมฺ” ทาแมลงภู การแสดงคือ เอาเทาขวายกขึ้นไขวเทาซาย แลวสายไปมา และในเวลาเดียวกันนี้เอามือ ทั้งสองกอดประสานกันไวและทําให ตฺริก (กนกบ) สายอยูไปมา DANCE_3_010 รูปที่ ๑๐ “จตุรมฺ” ทาเร็ว การแสดงคือ เอาแขนซายซํดไปทางแขนขวา และยกแขนขวางอขึ้นไปขางบนโดยเร็ว ในเวลาเดียวกันนี้ใชเทาขวาขยับไปมา (ที่เรียกวาทาเร็วนั้นคือในระหวางที่แสดงนั้นใช นิ้วหัวแมมือของมือซายงอจดที่นิ้วกลางไวแนนและเหยียดนิ้วกอยตรงออกไป) DANCE_3_011 รูปที่ ๑๑ “ภฺชงฺคานจิตกมฺ” ทานาคขด การแสดงคือ ยกเทาขวาปายไปขางซาย เอี้ยวตัวไปดวย และทําใหเทาสั่นเทิ้มอยู แขนขวาเหยียดตรงไปทางขวาใหปลายแขนต่ํา กางแขนซายออกไปแตชี้ขึ้นเบื้องสูง เหมือนกับเถาวัลยเลื้อย
164.
DANCE_3_012 รูปที่ ๑๒
“ทณฺฑกเรจิตมฺ” ทาแกวงไม การแสดงคือ เหยียดเทาและมือออกไปโดยเร็ว แลวสายไปสายมาเหมือนทอนไม (มือ ขวาเหยียดไปทางขวา มือซายเหยียดไปทางซาย เหยียดเทาขวาออกไปและโคงเทาซาย ไวคงที่ เอนตัวไปทางซายเล็กนอย) DANCE_3_013 รูปที่ ๑๓ “วฺฤศฺจิกกุฏฏิตมฺ” ทาแมงปองขยับเทา การแสดงคือ งอเทาขวาไปขางหลังโคงเหมือนหางแมงปอง มือทั้งสองโบกลงพรอมกันที่ หนาอก และที่บาทั้งสองขาง มือขวาโบกบาขวา มือซายโบกบาซาย DANCE_3_014 รูปที่ ๑๔ “กฏิภฺรานฺตมฺ” ทาเทายักสะเอว การแสดงคือ เมื่อไดใชปลายเทาขางซายซฮยอยูริมเทาขวาไปมา และเทาขวากดนิ่งอยู กับที่แลว เอามือทั้งสองจับที่บั้นเอว แลวเอามือออกและจับอีกกลับไปกลับมา และใน เวลาเดียวกันนี้ยกบั้นเอวดวย DANCE_3_015 รูปที่ ๑๕ “ลตาวฺฤศฺจิกมฺ” ทาแมงปองเลื้อย การแสดงคือ งอเทาขวาไปขางหลังใหโคงเหมือนหางแมงปอง ยกมือขวาขี้นสูงหงายฝา มือไวเบื้องบนและขยับกําในเวลาที่ยกมือซายขึ้นสูงและขยับกวักมือไปขางหนาเหมือนกับ เถาวัลยเลื้อยฉะนั้น DANCE_3_016 รูปที่ ๑๖ “ฉินฺนกรณมฺ” ทาตัด การแสดงคือ เอามือทั้งสองไขวกันที่หนาอก แลวยายไปที่บาหยอนมือลง แลวกลับ ยกขึ้นไปเทาที่สะเอว เอี้ยวบั้นเอวไปมาดวย DANCE_3_017 รูปที่ ๑๗ “ปาทาปวิทฺธกมฺ” ทากระแทกปลายเทา การแสดงคือ มือทั้งสองทํารูปเหมือนกันโดยเอาหัวแมมือกับนิ้วชี้งอติดกันเขา นิ้วกอย และนิ้วนางงอแยกออกไปโดยลําพัง แลวเอามือทั้งสองจดกันที่นาภี ในขณะนี้เอาปลาย เทาจดลงเปนจังหวะๆ แลวทําเปนพลาดบางซอยไปบาง DANCE_3_018 รูปที่ ๑๘ “วลิตมฺ” ทาหมุนโดยรอบ การแสดงคือ ยกมือขวาขึ้นทําเปนทาหาม เอาเทาขวากดนิ่งอยูกับพื้น แลวทําใหตฺริก (กนกบ) สายไปมาอยู DANCE_3_019 รูปที่ ๑๙ “ฆุรฺณิตมฺ” ทาหมุนเหมือนผึ้ง การแสดงคือ ยกมือขวาขึ้นเสมอไหลแลวพลิกไปมาอยูมือซายหอยลงแกวงไปมา และใน เวลาเดียวกันนี้เอาเทาขวาไขวเทาซายแลวชักกับมาเสีย DANCE_3_020 รูปที่ ๒๐ “ลฬิตมฺ” ทาเยื้องกราย การแสดงคือ งอมือซายขึ้นไปขางบนเกือบถึงหูเหมือนกับงวงชาง มือขวาแกวงไปแกวง มาและกระทืบเทาขวาในจังหวะถี่เขากับดนตรี DANCE_3_021 รูปที่ ๒๑ “ทณฺฑปกฺษมฺ” ทาไตไม การแสดงคือ เมื่อยกเขาขวาขึ้นสูงพอตองการแลวเอามือทั้งสองซึ่งเอาหัวแมมือจดไวที่ตน นิ้วชี้พาดกันเขาเหนือเขานั้น แลวแกวงมือไปมาและขยับปลายนิ้วเหมือนทาเถาวัลยเลื้อย ฉะนั้น DANCE_3_022 รูปที่ ๒๒ “ภุชงฺคตฺราสเรจิตมฺ” ทานาคสะดุงและสายศีรษะ การแสดงคือ เอามือทั้งสองเทาที่สะเอวในขณะที่ทําใหสรรพางคกายสั่นสะทานเหมือนกับงู ตกใจสายหัวอยูไปมาแลวเอามือทั้งสองออกจากสะเอว ใหหยุดนิ่งอยูในสวนขางซาย
165.
DANCE_3_023 รูปที่ ๒๓
“นูปุรมฺ” ทาเขยากําไลเทา การแสดงคือ ทําใหตฺริก (กนกบ) หมุนไปรอบๆ แลวเหยียดมือทั้งสองตรงออกไป กระติกคลายกับเถาวัลยเลื้อย ในเวลาเดียวกันนี้งอเทาขวาไปขางหลังจนจนสนเทาจดโคน ขา แลวกลับเหยียดลงไปยังพื้นจนหัวแมเทาจดพื้น DANCE_3_024 รูปที่ ๒๔ “ไวศาขเรจิตมฺ” ทารัว การแสดงคือ ทําใหทุกๆสวนในรางกายไหวเทิ้มในขณะเดียวกัน มือทั้งสองเหยียดออกไป เทาทั้งสองก็กางออกพอสมควรทําใหสั่นพรอมทั้งสั่นสะเอว และยักคอไปมาดวย DANCE_3_025 รูปที่ ๒๕ “อรฺธสฺวสฺติกมฺ” ทาขวางครึ่ง ๑ การแสดงคือ เอามือขวาเทาสะเอว มือซายประทับที่หนาอก เทาไขวกัน เมื่อยืนดวยเทา ขวาก็เอาเทาซายไขว เมื่อยืนดวยเทาซายก็เอาเทาขวาไขว คือผลัดเปลี่ยนกัน ไมใชสอง มือหรือสองเทาในกิริยาอยางเดียวกัน DANCE_3_026 รูปที่ ๒๖ “อฺจิตมฺ” ทาโนม การแสดงคือ เมื่อเอามือซายเทาที่สะเอวและกางมือขวาออกแกวงไปแกวงมา แลวเอานิ้ว จดที่ปลายจมูกเหมือนงวงชาง DANCE_3_027 รูปที่ ๒๗ “ภุชงฺคตฺราสิตมฺ” ทางูเยื้องกราย การแสดงคือ งอเทาขวาจนขอเทาจดโคนขา แลวยกเขาขึ้นสายโคนขาไปมา เหยียด แขนขวาไปตามเขาในอาการเชนเดียวกันนี้ ทําใหบั้นเอวไหว DANCE_3_028 รูปที่ ๒๘ “อูรฺธฺวชานฺ” ทายกเขาสูง การแสดงคือ ยกเขาขวาซึ่งงอเทาไวแลวใหสูงไดกับระดับหัวนม มือทั้งสองรําไปมาตาม จังหวะ DANCE_3_029 รูปที่ ๒๙ “นิกฺุจิตมฺ” ทาหดเทา การแสดงคือ งอเทาขวาไปขางหลังแลวหดเขาไปจนจดศีรษะเหมือนหางแมงปอง เอามือ ซายจดที่แกมขางซายมือขวาเหยียดออกไปแลวงอเขามาจนจดที่ปลายจมูก แลวกลับ เหยียดออกไปอีก กลับไปกลับมา DANCE_3_030 รูปที่ ๓๐ “มตฺตลิ” ทาเมาจัด การแสดงคือ ทําทาเดินเซไปขางซายบางขางขวาบางเหยียดมือทั้งสองไปขางหนาจับกัน ไวแนนแลวกลับปลอยแลวทําทาคลายจะแทงดวยนิ้วมือ DANCE_3_031 รูปที่ ๓๑ “อรฺธมตฺตลิ” ทาเมาเล็กนอย การแสดงคือ ทําใหเทาขวาพลาดไปขางเทาขวาที๑ แลวใหเทาซายพลาดไปขางเทาซาย ที๑ เหยียดมือซายออกไปเอามือขวาเทาที่สะเอว DANCE_3_032 รูปที่ ๓๒ “เรจกนิกุฏฏกมฺ” ทาขยับมือและกระทืบเทา การแสดงคือ เหยียดแขนขวาออกไปเต็มที่แบมือไวเอาสนเทาซายกระแทกที่พื้น และมือ ซายแกวงไปมา DANCE_3_033 รูปที่ ๓๓ “ทิกฺสฺวสฺติกมฺ” ทากากบาท การแสดงคือ เอามือทั้งสองไขวกันไวที่หนาอก เทาไขวกันดวย และยายมือทั้งสองไป ขางซายบางขางขวาบาง แลวเอากลับมาประทับไวกลางหนาอกอีก แตไมใหหลุดจากกัน พาดกันอยูเปนรูปกากบาทเสมอ
166.
DANCE_3_034 รูปที่ ๓๔
“อลาตกมฺ” ทาคบเพลิง การแสดงคือ ทําเทาขวาใหเปนตางคบเพลิง คือทีแรกเอาสนเทาจดลงกับพื้น แลวงอเทา ไปขางหลังจนฝาเทาจดโคนขา มือขวาเหยียดสายไปมา ยกหัวเขาขวาขึ้นสูงถึงราวนม แลวกระโดดไปเปนจังหวะๆเขากับดนตรี DANCE_3_035 รูปที่ ๓๕ “กฏีสมมฺ” ทาเสมอสะเอว การแสดงคือ เอาเทาพาดกันเปนกากบาทกอนแลวชักเทาออก และเอามือทั้งสองจับที่ นาภีและสะเอวแลวเอียงตัวดัดใหขางอีกขางหนึ่งสูงขึ้น DANCE_3_036 รูปที่ ๓๖ “อากฺษิปฺตเรจิตมฺ” ทาหาม การแสดงคือ เอามือซายประทับที่หนาอก เหยียดแขนขวาออกไปเต็มที่รํากลับไปกลับมา แลวหดเขามาและแบมือไวทําอาการเหมือนหนึ่งหาม DANCE_3_037 รูปที่ ๓๗ “วิกฺษิปฺตากฺษิปฺตกมฺ” ทาซัดมือเทา การแสดงคือ ซัดมือทั้งสองออกไปโดยแรงแลวชักกลับมา และซัดไปอีก เทาก็เชน เดียวกัยซัดออกไปชางๆทีละเทาโดยแรง แลวชักกลับมาและซัดไปอีก DANCE_3_038 รูปที่ ๓๘ “กฏิจฺฉินฺนมฺ” ทายายสะเอว การแสดงคือ เอามือทั้งสองเทาที่สะเอว แลวชักมือออกเอามือประกบกัน พับไปดวยกัยที่ โคนแขนบางที่ขางศีรษะบาง แลมือออกจากกันพลิกไปมา สะเอวยักไปยักมาอยู DANCE_3_039 รูปที่ ๓๙ “อรฺธเรจิตมฺ” ทาเคลื่อนไหวขางเดียว การแสดงคือ งอมือซายเขาไปจนเอานิ้วจดที่รักแรไดแลวพลิกมือทําใหนิ้วหัวแมมือตรง เอาหัวแมเทากดที่พื้นเปนจังหวะๆทีละเทาไมใชพรอมกัน และเอียงตัวใหสีขางหนึ่งอยู ขางบนแลวกลับอีกขางหนึ่ง DANCE_3_040 รูปที่ ๔๐ “วกฺษสฺวติกมฺ” ทาขวางที่หนาอก การแสดงคือ เอาเทาไขวกันที่หนาอกไวระยะพอพลิกมือรําไปรํามาได แลวคอยๆกมตัว ใหหนาอกโนมต่ําลงไป DANCE_3_041 รูปที่ ๔๑ “อุนฺมตฺตมฺ” ทาคลั่ง การแสดงคือ กางแขนทั้งสองออกอยางเต็มที่ รําพลิกมือกลับไปกลับมา เอาสนเทาขวา กดแนนที่พื้น กระดกปลายเทาขึ้นใหฝาเทาพนพื้น และนิ้วหัวแมมือเทาชี้ออกไป DANCE_3_042 รูปที่ ๔๒ “สฺวสฺติกมฺ” ทาขวางมือขวางเทา การแสดงคือ เอามือทั้งสองไขวกันที่หนาอก รําพลิกไปพลิกมา และใหเทาทั้งสองไขวกัน ดวย DANCE_3_043 รูปที่ ๔๓ “ปฺฤษฺฐสฺวติกมฺ” ทาขวางหลัง การแสดงคือ เอาเทาทั้งสองไขวกัน เหยียดแขนออกไปพลิกมา แลวหดกลับเขามาทําทา หาม เอาเทาออกจากกันกาวไปทีละกาว คือเอาเทาหนึ่งไขว เอาเทาหนึ่งกาว สวนมือ เทื่อทําทาหามแลวตั้งนิ้วขึ้น และในเวลาเดียวกันนี้ทําใหกายสั่นเทิ้มอยูเสมอ DANCE_3_044 รูปที่ ๔๔ “ตลปุษฺปปุฎมฺ” ทาดอกไมตูม การแสดงคือ ยกแขนซายพับเขาไปไวขางซาย ตั้งมือขึ้นตรงเอาหัวแมมือจดที่โคนนิ้วชี้ นิ้วอื่นๆชี้ออกไปทําใหกลางใจมือเปนบอลึกเดินกระโหยงเทา คือเอาปลายเทาจิกลงดินไป และในอาการเชนเดียวกันนี้เอียงตัวไปขางๆดวย
167.
DANCE_3_045 รูปที่ ๔๕
“วรฺติตมฺ” ทาเปดเผย การแสดงคือ งอขอมือทั้งสองเขาหากัน เอาหนามือไวขางใน หลังมือไวนอกแลวประทับ เขาไปที่หนาอก กางแขนทั้งสองออกแลวลดลงมารวมกัน หยอนลงไปพรอมกันในระหวาง ตนขา DANCE_3_046 รูปที่ ๔๖ “วลิโตรุ” ทายายตนขา การแสดงคือ ยายโคนขาทั้งสองไปมา แลทํามือทั้งสองเปนรูปจะงอยปากนกแกว คือเอา หัวแมมือโคงทับหลังนิ้วชี้และนิ้วกลางไวใหงอ ประทับเขาที่หนาอกพรอมกันทั้งสองมือ แลวกลับเอาออกอีก DANCE_3_047 รูปที่ ๔๗ “อปวิทฺธมฺ” ทานกแกวจิก การแสดงคือ ทํามือขวาเปนรูปจะงอยปากนกแกวและงอเขาไปทําใหสายไปสายมาเหมือน นกแกวจะจิกฉะนั้น แลวลดลงไปที่ตนขาทางดานหลัง ในระหวางนี้มือซายประทับอยูที่ หนาอก DANCE_3_048 รูปที่ ๔๘ “สมนขมฺ” ทาทําเล็บใหเสมอกัน การแสดงคือ ทําใหเล็บเทาที่ยืนอยูโดยปรกติที่พื้นไดระดับกัน คือยืนใหสนเทาและปลาย เทาเสมอกัน และแขนทั้งสองก็ปลอยหอยลงมาตัวยืนนิ่งเปนปรกติ DANCE_3_049 รูปที่ ๔๙ “สีนมฺ” ทาอัญชลีกร การแสดงคือ ทํากระพุมมือที่หนาอก ปลอยใหผมลงมาประบา แลวทําใหบาหลุบลง (ทํา กระพุมมือนั้น คืองอหัวแมมือเขาไปจดโคนนิ้วชี้ แลวเอาฝามือทั้งสองประกบกันเขา) DANCE_3_050 รูปที่ ๕๐ “สฺวสฺติกเรจิตมฺ” ทาขวาง การแสดงคือ เอาขอมือไขวกันที่ซีกขางซายของหนาอก แบมือออกไปใหปลายนิ้วชี้ขึ้นไป ขางบน แลวเอาปลายนิ้วประเชิญกัน แยกมือออกจากกันแลวเอาไปเทาที่สะเอว DANCE_3_051 รูปที่ ๕๑ “มณฺฑลสฺวสฺติกมฺ” ทามวนขวาง การแสดงคือ เอามือทั้งสองไขวกันที่หนาอกแลวหันฝามือเขาหากัน พลิกเอามือหงาย ซอนกัน ในเวลาเดียวกันนี้หมุนตัวรอบๆไปๆมาๆหลายเที่ยว (ที่เรียกวามณฑลนั้นคือ แยกเทาทั้งสองออกไปทางละขาง งอขึ้นไปจนปลายเทาไดระดับกับสะเอว หัวเขาและตน ขาตั้งอยูกับพื้น DANCE_3_052 รูปที่ ๕๒ “สูจิวิทฺธมฺ” ทาเขยงซอยเทา การแสดงคือ เอาปลายเทาขวากดที่เทาซาย มือทั้งสองยกไปรวมกันที่หนาอก แลวเอา มาเทาที่สะเอว และกลับยกขึ้นไปที่หนาอกอีก กลับไปกลับมา DANCE_3_053 รูปที่ ๕๓ “หริณปฺลุตมฺ” ทากวางกระโดด การแสดงคือ ยกมือทั้งสองขางขึ้น งอนิ้วทําเปนทากวักแลวกระโดดอยางแรงไปทีหนึ่ง ยอตัวลงซัดเทาไปขางหลังทีละเทาคลายกับลัดลูกหลังในเวลาเลนตะกรอ DANCE_3_054 รูปที่ ๕๔ “อติกฺรานฺตมฺ” ทากาวยาว การแสดงคือ กาวเทาอยางยาวไปกาวหนึ่งหันตัวกลับเอนหลังลงจนมือทั้งสองเทาถึงพื้น แลวถอนมือคอยๆดัดตัวขึ้นมือทั้งสองรําไปดวย DANCE_3_055 รูปที่ ๕๕ “วิษฺณุกฺรานฺตมฺ” ทาพระวิษณุยางบาท การแสดงคือ เอาเทาขวาชี้ตรงไปขางหนา แลวชี้ตรงขึ้นไปยังนภากาศอีกทีหนึ่ง ในขณะ ที่เหยียดแขนทั้งสองออกแขนซายต่ํา แตแขนขวาอยูเบื้องบนของเทาขวาที่ชี้ตรงขึ้นไปใน อากาศนั้น
168.
DANCE_3_056 รูปที่ ๕๖
“อาวรฺตมฺ” ทาหันไปขางๆ การแสดงคือ งอเทาขวายกเขาขึ้นสูง และเหยียดเทาตรงไปขางหนาแลวหันไปทางขวา กําลังที่เทาเหยียดอยูเชนนั้นมือรําไปตามจังหวะดนตรี DANCE_3_057 รูปที่ ๕๗ “โฑฬาปาทมฺ” ทาแกวงเทา การแสดงคือ งอเทาขวายกเขาขึ้นสูงแกวงไปแกวงมาทางขางโนนบางขางนี้บาง แลวมือ รําไปตามจังหวะดนตรี DANCE_3_058 รูปที่ ๕๘ “วิวฺฤตฺตมฺ” ทาหมุนตัว การแสดงคือ เหยียดมือและเทากางออกไปทําใหตฺริก (กนกบ) หมุนไปรอบๆ แลวใชมือ ซายรําพลิกกลับไปกลับมาในขณะที่ยักตัวไปมาอยูนั้นดวย DANCE_3_059 รูปที่ ๕๙ “ปารฺศฺวกฺรานฺตมฺ” ทากาวเทาไปขางๆ การแสดงคือ กาวเทาทั้งสองไปขางๆ แลวชักกลับมาและกาวตรงไปขางหนาอยางเต็ม กาวอีกสาวนมือทั้งสองรําไปตามจังหวะดนตรี DANCE_3_060 รูปที่ ๖๐ “อรฺธสูจิ” ทาเขยงซอยเทากึ่งหนึ่ง การแสดงคือ เอาขอมือทั้งสองพันกันที่หนาอกแลวยกขึ้นไปที่บาและศีรษะ เอาปลายเทา ขวางอจิกลงที่พื้นเหมือนกับเข็มฉะนั้น DANCE_3_061 รูปที่ ๖๑ “นาคาปสรฺปตมฺ” ทานาควายน้ํา การแสดงคือ เอาเทาทั้งสองไขวกันแลวชักกาวไปขางๆยกเทาขวางอปลายเทาขึ้นไป ขางบน ศีรษะตั้งตรงเหมือนงูแผแมเบี้ย กางแขนทั้งสองออกรําไปตามจังหวะกระโดดไป ขางหนาคดไปคดมา DANCE_3_062 รูปที่ ๖๒ “ตลสมฺโผฏิตมฺ” ทาดีดมือ การแสดงคือ กาวเทาเดินอยางเร็ว และทุกกาวที่เดินไปนั้นดีดมือไปดวย คือดีดเหมือน นักเลนไกหรือนกเขานั้นทําอาการเอี้ยวตัวไปมาในขณะเดินดวย DANCE_3_063 รูปที่ ๖๓ “วฺฤษถกฺรีฑิตมฺ” ทาโคคะนอง การแสดงคือ เอาสนเทาจดลงที่พื้น แลวงอเทาไปขางหลังจนฝาเทาจดโคนขา หอแขนทั้ง สองงอเขามาแลวเหยียดออกไป รําไปตามจังหวะดนตรี DANCE_3_064 รูปทีท ๖๔ “ทณฺฑปาทมฺ” ทาเหยียดเทาตรง การแสดงคือ งอเทาขวาไปขางหลังจนสนเทาจดโคนขา แลวเหยยีดกลับลงไปยังพื้นจน หัวแมเทาจดพื้นแลวเหยียดเทาตรงไปขางหนาเหมือนทอนไม (เอามือทั้งสองเหยียดตรง ไปขางหนาทําเปนทาแทงแลวหอกลับเอามาประนมไวที่หนาอก แตใหปลายนิ้วต่ําลง ขางลาง DANCE_3_065 รูปที่ ๖๕ “นิเวศกรณมฺ” ทาเขาโรง การแสดงคือ เอามือทั้งสองงอเขาไปแนบไวที่หนาอกทําใหหนาอกผึ่ง แลวชักมือออกรํา ทําใหตัวมวนกลมเหมือนทาเขาโรง DANCE_3_066 รูปที่ ๖๖ “เปฺรงฺโขลิตมฺ” ทาสายเทา การแสดงคือ ยกเทาขึ้นสายไปสายมาแลวกาวไปกาวหนึ่ง และมีการกระโดดขึ้นแลวและ ยอตัวลงดวย ในขณะนี้ทําใหตฺริก (กนกบ) สายไปมาอยู DANCE_3_067 รูปที่ ๖๗ “คฺฤธาวลีนกมฺ” ทานกอินทรีรอน การแสดงคือ เอาเทาขางหนึ่ง (ขวา) เหยียดไปขางหลังงอเขานอยๆ แขนกางออกไป อยางเต็มที่เหมือนนกกางปกรอนอยูฉะนั้น
169.
DANCE_3_068 รูปที่ ๖๘
“นิตมฺพกรณมฺ” ทาเสมอ การแสดงคือ ยกมือทั้งสองขึ้นใหมืออยูเหนือโคนแขนทั้งสองขาง หันปลายนิ้วชนกัน แต ไมใชใหติดกัน แลวเตนและรําเรื่อยไปเปนจังหวะๆเขากับเสียงดนตรี ไมมีหยุดจนเขาใน ฉาก DANCE_3_069 รูปที่ ๖๙ “โลลิตมฺ” ทาโคลงศีรษะ การแสดงคือ กางแขนทั้งสองออกไปแลวงอกลับเขามาประทับที่หนาอก เอี้ยวศีรษะไป มาแลวหันมองไปทางซายทีหนึ่ง แลวและหันกลับมาทางขวาอีก DANCE_3_070 รูปที่ ๗๐ “สฺขลิตมฺ” ทาพลาด การแสดงคือ เมื่อกาวเทาขวาออกไปกาวหนึ่งแลวยกเขาขึ้นสายไปสายมา เอามือทั้งสอง เหยียดไปตามเขานั้น คือใหอยูบนเบื้องเขานั้น แลวรําพลิกมือไปมา เอามือทั้งสองเหวี่ยง ไปขางหลังแลวเอากลับมารําอยูขางบนเขาอีก DANCE_3_071 รูปที่ ๗๑ “สรฺปตมฺ” ทาเขยื้อน การแสดงคือ ยอตัวทําใหเทางอแลวใหเทาขวาพาดไปทางขวาเอาเทาซายไปทางซาย ศีรษะตั้งตรง มือทั้งสองเหยียดกางออกรําพลิกมือไปมา DANCE_3_072 รูปที่ ๗๒ “วิทฺยุทฺภฺรานฺตมฺ” ทาฟาแลบ การแสดงคือ เหยียดเทาขวาไปขางหลัง และพับขึ้นขางบนจนปลายเทาจดศีรษะแลว ทุกๆกาวที่เขยื้อนไปทําใหรางกายไหวไปมา และมือรําไปตามจังหวะดนตรีดวย DANCE_3_073 รูปที ๗๓ “สนฺนตมฺ” ทาโคงแขน การแสดงคือ กระโดดไปกาวหนึ่งแลวชักเทาขวาไขวเทาซายอีกเทาหนึ่ง เอาเทาซายไป ไขวเทาขวา กางแขนทั้งสองออกแลวทําใหโคงเปนวง แตใหโคงลงขางลาง DANCE_3_074 รูปที่ ๗๔ “วิวรฺตฺติกมฺ” ทาหมุนตัวรอบ การแสดงคือ ขยับมือและเทาออกไปเล็กนอยแลวทําใหตฺริก (กนกบ) สายไปมาอยูรอบๆ เหยียดแขนซายกางออกไปเต็มที่รําพลิกมือไปมาอยู DANCE_3_075 รูปที่ ๗๕ “สูจิ” ทาปกเทา กาแสดงคือ งอเทาขวาเขามาแลวยกเขาขึ้นสูง แลวเอาปลายหัวแมเทาจดตรงลงไปที่พื้น ขางหนา สวนมือทั้งสองทําทาตางๆไปตามจังหวะดนตรี DANCE_3_076 รูปที่ ๗๖ “สิหวิกฺรีฑิตมฺ” ทาสิงโตคะนอง การแสดงคือ เอาสนเทาขวาจดลงกับพื้นแลวงอเทาไปขางหลังจนฝาเทาจดโคนขา แลว ยกหัวเขาขึ้น เอาอีกเทาหนึ่งกระโดดไปทีหนึ่ง มือทั้งสองเหยียดไปตามหัวเขาขวารํา กลับไปกลับมาอยูเบื้องบนหัวเขานั้น DANCE_3_077 รูปที่ ๗๗ “อรฺคลมฺ” ทาใสดาล การแสดงคือ เอาเมาขวากาวถอยหลังไปสองกาวครึ่งแลวชักมือทั้งสองซึ่งเหยียดตรงไป ขางหนาใหคอยๆลดลงและใกลตัวเขามา DANCE_3_078 รูปที่ ๗๘ “อูโรมณฺฑลมฺ” ทามวนที่อก การแสดงคือ เอาเทาทั้งสองไขวกันเขาและชักออกจากกัน เดินเอาปลายหัวแมเทาจดลง กับพื้นไป และในขณะนี้ยกมือทั้งสองขึ้นไขวกันที่หนาอก แลวเอาออกหางกันเล็กนอยพอ ขยับมือได รําพลิกไปพลิกมาอยู
170.
DANCE_3_079 รูปที่ ๗๙
“กริหสฺตกมฺ” ทางวงชาง การแสดงคือ เอามือซายประทับที่หนาอก มือขวากําไวคลายกําหมัด เทาขวาเหยียดโคง ไปขางหลัง DANCE_3_080 รูปที่ ๘๐ “สิหกรฺษิตกมฺ” ทาราชสีหลองเล็บ การแสดงคือ เหยียดเทาขวาตรงไปขางหลัง มือทั้งสองเหยียดไปขางหนา และกวักลง พรอมๆกัน นอมตัวลงดวยทําเชนนี้กลับไปกลับมา DANCE_3_081 รูปที่ ๘๑ “อุทฺฆฏฏิตมฺ” ทาเปด การแสดงคือ เปดสนเทาขึ้นจากพื้น ยกมือทั้งสองไปไวที่หนาอกใกลๆกันจนฝามือเกือบ ติดกัน ทําทาคลายจะปดฝามือซายดวยฝามือขวา เอียงตัวไปขางหนึ่งดวย DANCE_3_082 รูปที่ ๘๒ “มณิกากฺรีฑิตมฺ” ทาตักน้ํา การแสดงคือ กระโดดไปแลวเอาปลายเทาจดลงยังพื้นและในขณะที่กระโดดลงนั้นตองกม หลังดวย DANCE_3_083 รูปที่ ๘๓ “สมฺภฺรานฺตมฺ” ทาหมุนไปพรอม การแสดงคือ ซัดแขนขวาไปขางหลังแลวกลับงอหดเขามาอีก เอานิ้วมือจดที่โคนขาขวา ทําเปนทาแทง DANCE_3_084 รูปที่ ๘๔ “ชนิตมฺ” ทาคลอดบุตร การแสดงคือ เอามือขางหนึ่งประทับที่ทรวงอก อีกขางหนึ่งหอยลงไปตามธรรมดา ปลาย เทาทั้งสองจดที่พื้นแนนแลวงอตัวลง DANCE_3_085 รูปที่ ๘๕ “อุปสฺฤตกมฺ” ทานอบนอม การแสดงคือ ซัดเทาขวาไปขางหนาเพียงเล็กนอยมือทั้งสองเหยียดตามออกๆไปแลวนอม ตัวลงเหมือนกับทําความเคารพทานผูใหญ DANCE_3_086 รูปที่ ๘๖ “ปารฺศฺวชานุ” ทากางเขาไปขางๆ การแสดงคือ เทาขางหนึ่งยืนอยูตามธรรมดา อีกขางหนึ่งงอไปขางหลังจนปลายเทายัน โคนขาที่ยืนอยูนั้นแลวกางเขาไปขางๆ มือซายกําหมัดแลวเอามาประทับไวที่หนาอก DANCE_3_087 รูปที่ ๘๗ “มทสฺขลิตกมฺ” ทาเมาโซเซ การแสดงคือ เอามือทั้งสองหอยลงตามปรกติ ศีรษะตั้งตรง เทาทั้งสองทําเปนเดินไปบาง จิกปลายเทาไปบาง DANCE_3_088 รูปที่ ๘๘ “วิกฺษิปฺตมฺ” ทาซัดสาย การแสดงคือ ซัดมือและเทาไปขางหลังบาง ขางๆบางและหมุนตัวไปทางเดียวไมมี ยอนกลับ DANCE_3_089 รูปที่ ๘๙ “อุทฺวฺฤตฺตมฺ” ทาหงายหนา การแสดงคือ มือทั้งสองทําเปนมาหาม กายหันไปอยางไมพอใจ เบือนหนาไปขางๆ DANCE_3_090 รูปที่ ๙๐ “อุรูวฺฤตฺตมฺ” ทายกโคนขา การแสดงคือ ยกมือทั้งสองขึ้นแลวยายไปขางขวาและงอไปขางหลังจนถึงโคนขาขวา แลว ยอตัวลงทําใหเขากางนอยๆออกไปทั้งสองขาง DANCE_3_091 รูปที่ ๙๐ “อากฺษิปฺตมฺ” ทาคัดคาน การแสดงคือ ซัดมือและเทาไปคอยๆ แตเร็วที่สุด
171.
DANCE_3_092 รูปที่ ๙๒
“ศกฎาสฺยมฺ” ทาลอเกวียน การแสดงคือ นอนพังพาบลงกับพื้น เหยียดเทาใหตรงออกไปเอาหัวแมเทาจดลงกับพื้น แลวจึงยกเทางอตวัดมาทางศีรษะจนเอามือทั้งสองจับปลายเทาไวได หนาอกแอนอยาง เต็มที่จนเปนวงกลมไดระดับกับแขนและขา DANCE_3_093 รูปที่ ๙๓ “คงฺคาวตรณมฺ” ทาขามน้ํา การแสดงคือ เดินกระโหยงเทา ทํามือเปนรูปธงสามชายคือ เอาหัวแมทืองอเขาจดที่โคน นิ้วชี้ แลวงอนิ้วชี้ดวยทั้งสองมือแลวเอามาประจบกันเขา หยอนมือลงไปแลวนอมศีรษะ ตามลงไปดวย ทําใหโคงเหมือนน้ําไหลออกจากปากกระบอกไม
183.
ภาคผนวก ซ ภาพเศียรครูองคพระพิราพ และ
องคพระภรตฤาษี
184.
ภาพเศียรครู : องคพระพิราพ
185.
ภาพเศียรครู : องคพระภรตฤาษี
186.
ตารางเปรียบเทียบภาพลายเสนทารําในตําราฟอนรํา พ.ศ. ๒๔๖๖
กับภาพนิ่งแมทาในรําแมบทใหญปจจุบัน ภาพลายเสนทารําในตําราฟอนรํา ๒๔๖๖ แมทาในรําแมบทใหญ รหัสภาพ ชื่อทา จากบทรองกลอนตํารารํา ฉบับกรมศิลปากร หมายเหตุ DANCE_4_002 เทพประนม ๑. เทพนม ตางอักขรวิธี DANCE_4_003 ปฐม ๒. ปฐม DANCE_4_004 พรหมสี่หนา ๓. พรหมสี่หนา DANCE_4_005 สอดสรอยมาลา ๔. สอดสรอยมาลา DANCE_4_006 ชานางนอน ๕. ชานางนอน DANCE_4_007 ผาลาเพียงไหล ๖. ผาลาเพียงไหล DANCE_4_008 พิสมัยเรียงหมอน ๗. พิสมัยเรียงหมอน DANCE_4_009 กังหันรอน ๘. กังหันรอน DANCE_4_010 ภมรเคลา ๒๐.ภมรเคลา DANCE_4_011 แขกเตาเขารัง ๙. แขกเตาเขารัง DANCE_4_012 กระตายชมจันทร ๑๐. กระตายชมจันทร DANCE_4_013 พระจันทรทรงกลด ๑๑. จันทรทรงกลด DANCE_4_014 พระรถโยนสาร ๑๒. พระรถโยนสาร DANCE_4_015 จอเพลิงกาฬ ไมมี DANCE_4_016 หนุมานผลาญยักษ ๓๖. หนุมานผลาญยักษ DANCE_4_017 พระรามโกงศร (พระหริรักษโกงศิลป) ๑๙. (ทา) พระรามากงศิลป ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_018 ชางประสานงา (คชรินทรประสานงา) ๑๘. ซ้ําชางประสานงา ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_019 ชางสะบัดหญา ๓๕. ชางหวานหญา ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_020 ขี่มาตีคลี ๔๓. ขี่มาตีคลี DANCE_4_021 สารถีชักรถ ๔๑. (ทา) นายสารถี ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_022 กลดพระสุเมรุ ๕๗. กลดสุเมรุ ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_023 ตระเวนเวหา ๔๒. ตระเวนเวหา DANCE_4_024 นาคามวนหาง ๓๒. นาคามวนหาง DANCE_4_025 กวางเดินดง ๓๓. กวางเดินดง DANCE_4_026 หงสลีลา ๒๓. หงสลินลา* ชื่อเพี้ยนจากเดิม/เปลี่ยนทารําใหม DANCE_4_027 ชักแปงผัดหนา ๒๗. ชักแปงผัดหนา DANCE_4_028 เหราเลนน้ํา ๓๐. เหราเลนน้ํา DANCE_4_029 กินนรเลียบถ้ํา (กินรินเลียบถ้ํา) ๕๑. กินนรเลียบถ้ํา DANCE_4_030 ยังคิดประดิษฐรํา ๖๐. ยั้งคิดประดิษฐทํา* ชื่อเพี้ยนจากเดิม/เปลี่ยนทารําใหม DANCE_4_031 กระหวัดเกลา ๖๑. กระหวัดเกลา DANCE_4_032 ตีโทนโยนทับ ๔๔. ตีโทนโยนทับ DANCE_4_033 งูขวางคอน ๔๕. งูขวางคอน DANCE_4_034 มัจฉาชมสาคร ๒๑. มัจฉาชมวาริน ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_035 กินนรฟอนโอ ๓๘. กินนรฟอนฝูง ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_036 สิงโตเลนหาง (โตเลนหาง) ๒๔. (ทา)สิงหโตเลนหาง ตางอักขรวิธี DANCE_4_037 นางกลอมตัว ๒๕. นางกลอมตัว DANCE_4_038 บัวชูฝก ๓๑. บัวชูฝก
187.
ตารางเปรียบเทียบภาพลายเสนทารําในตําราฟอนรํา พ.ศ. ๒๔๖๖
กับภาพนิ่งแมทาในรําแมบทใหญปจจุบัน ภาพลายเสนทารําในตําราฟอนรํา ๒๔๖๖ แมทาในรําแมบทใหญ รหัสภาพ ชื่อทา จากบทรองกลอนตํารารํา ฉบับกรมศิลปากร หมายเหตุ DANCE_4_039 ขอนทิ้งอก ๔๙. ทิ้งขอน ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_040 พระลักษมณแผลงฤทธิ์ ๓๗. พระลักษณแผลงอิทธิฤทธี ชื่อเพี้ยนจากเดิม/ตางอักขรวิธี DANCE_4_041 เสือทําลายหาง ๕๓. (ทา)เสือทําลายหาง DANCE_4_042 ชางทําลายโรง ๕๔. ชางทําลายโรง DANCE_4_043 ฉุยฉายเขาวัง ๑๕. ฉุยฉายเขาวัง DANCE_4_044 หนังหนาไฟ ๕๒. หนังหนาไฟ DANCE_4_045 เครือวัลยพันไม ๕๘. เครือวัลยพันไม DANCE_4_046 เยื้องพายกฐิน ไมมี DANCE_4_047 มังกรเลนน้ํา (มังกรเที่ยวหาวาริน) ๑๖. มังกรเลียบถ้ํามุจลินทร ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_048 ลมพัดยอดตอง ๒๘. ลมพัดยอดตอง DANCE_4_049 จีนสาวไส ๔๗. จีนสาวไส DANCE_4_050 วิสัยแทงตรี ๕๖. แทงวิไสย ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_051 ชะนีรายไม ๔๘. (ทา) ชะนีรายไม DANCE_4_052 ขี่มาเลียบคาย ๖๒. ขี่มาเลียบคาย DANCE_4_053 นกยูงฟอนหาง (มยุเรศฟอนหาง) ๓๙. ยูงฟอนหาง ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_054 ขัดจางนาง ๔๐. ขัดจางนาง DANCE_4_055 เมขลาโยนแกว ๕๐. เมขลาลอแกว (กลางอัมพร) ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_056 กระตายตองแรว ๖๓. กระตายตองแรว (แคลวถ้ํา) DANCE_4_057 โจงกระเบนตีเหล็ก ๕๕. โจงกระเบนตีเหล็ก DANCE_4_058 บังพระสุริยา ๒๙. บังพระสุริยา DANCE_4_059 ชักกระบี่สี่ทา ๔๖. รํากระบี่สี่ทา ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_060 ประลัยวาต ๕๙. ประไลยวาต ตางอักขรวิธี DANCE_4_061 กินนรรํา ๑๗. กินนรรํา DANCE_4_062 กินนรรํา ๑๗. กินนรรํา DANCE_4_063 มารกลับหลัง ๑๓. มารกลับหลัง DANCE_4_064 รํายั่ว ๒๖.รํายั่ว DANCE_4_065 นารายณขวางจักร ๓๔. พระนารายณฤทธิรงคขวางจักร ชื่อเพี้ยนจากเดิม DANCE_4_066 ชักซอสามสาย ๖๔. ชักซอสามสาย (ยายลํานํา ) DANCE_4_067 หลงใหลไดสิ้น ๒๒. หลงใหลไดสิ้น รวม ๖๖ ทา รวม ๖๔ ทา
188.
หมายเหตุ : ๑. ภาพลายเสน
๖๖ ทา ในตําราฟอนรําเปนฝมือการวาดของขุนประสิทธิ์จิตรกรรม (อยู ทรงพันธุ) และพระวิทยะประจง (จาง โชติจิตรกะ) ชางเขียนจากกรมศิลปากรและหอพระสมุดฯในสมัย รัชกาลที่ ๖ ปรากฏอยูในหนังสือตําราฟอนรําฉบับพิมพครั้งแรก ป พ.ศ ๒๔๖๖ ภาพในตารางเปนการเรียงลําดับที่ปรากฏในหนังสือตํารารํา ของกองวรรณกรรม และประวัติศาสตร กรมศิลปากร ป พ.ศ. ๒๕๔๐ ๒. ภาพนิ่งแมทาที่ใชรําจริงในรําแมบทใหญ มี ๖๔ ทา มาจากแมทาที่ปรากฏตามลําดับในบทรองรําแมบทใหญ ของกรมศิลปากรปจจุบัน (ดูบทรองรําแมบทใหญฉบับกรมศิลปากรประกอบ) ๓. มีการปรับเปลี่ยนทารําใหมมิใหซ้ําในภายหลัง (ประมาณ ป พ.ศ ๒๕๒๕) อยู ๒ ทา คือ ๑. ยั้งคิด/ประดิษฐทํา และ ๒. หงสลินลา ๔. คําวา "ทา" ในวงเล็บหนาแมทารําตางๆ ในบทรอง หมายถึง "ทารํา" โดยคํานี้จะปรากฏในบทรองเฉพาะบางทารํา ที่ระบุไวขางตนเทานั้น ๕. คําในวงเล็บที่อยูทายแมทารําในบทรอง เปนเพียงสรอยคําเพื่อสัมผัสทางฉันทลักษณของบทกลอนเทานั้น
Download